ทำให้ N8 กลายเป็น Wifi hotspot ได้

เดี๋ยวนี้เห็นมือถือรุ่นใหม่ๆ ก็มาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ
หนึ่งในความสามารถที่ผมว่ามีประโยชน์มากๆ กับผมคือการสร้าง Wifi hotspot ได้
เนื่องจากหอที่ผมอยู่ตอนนี้ไม่มีบริการ internet ให้ ดังนั้นก็จึงต้องใช้ Aircard + Sim 3G ไป
แต่พูดตามตรงเหอะ มันลำบากนะ เพราะ Aircard ผมดันเป็น Seirra 881 ที่เป็น Port PCMCIA
ดังนั้นจะมาใช้ Aircard ผมก็ต้องรองรับ PCMCIA แถมใช้ได้ทีละคนด้วย
แถมบางทีมันยังมีปัญหาจุกๆ จิกๆ ของ Aircard อีก (ซึ่งไม่ขอกล่าวที่นี่)

มันจะดีมาก ถ้าผมแปรสภาพมือถือเป็น Wifi hub ,, ปล่อยสัญญาณ Wifi ได้
ซึ่ง Nokia N8 ก็สามารถนะครับ

วิธีทำให้ N8 ปล่อยสัญญาณได้

แรกเริ่มก็ไปที่ Ovi store ครับ แล้ว Search หา Application โดยหาคำว่า “Joiku” (จำว่า จอยกู)
มันก็จะโผล่ออกมาทั้งแบบตัวฟรีและไม่ฟรี (แนะนำว่าโหลดตัวฟรีมาลองเล่นดูก่อน เพราะตัวจริงแพงใช่เล่นนะ)
ก็โหลดมาปกติครับ

Search Joiku จาก Ovi Store ได้เลยครับ

โหลดมาแล้วก็ได้ app ตามนี้ครับ 😀

และแล้วเราก็ได้ App JoikuSpot Light มาในเครื่อง^^

เราลองมาใช้กันเลยดีกว่า

วิธีใช้ก็เปิด App ที่ชื่อ JoikuSpot Light ขึ้นมาครับ
จริงๆ วิธีใช้ก็ง่ายครับ ก็เริ่มกด Start ตรงมุมซ้ายล่าง มันก็จะถามๆ เราก็ตอบ Yes ไป
แล้วก็เลือก Destination ที่เราต้องการครับ

วิธีใช้ตัว Light Version จริงๆ ง่ายมากๆ ครับ

โดยตัว Light version มันจะทำอะไรได้ไม่มากนะครับ แค่บอกว่ามีคอมเครื่องไหนมาต่อกับเราบ้าง และบอกปริมาณข้อมูลที่โอนถ่ายครับ

แม้คุณสมบัติของ Light version จะไม่มาก แต่ก็เพียงพอกับชีวิตทั่วไป

จากนั้นเห็นสัญญาณรำไรๆ เราก็เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เราครับ

พร้อมแล้วก็ Connect กับ computer ได้เลย

เท่านี้ก็เชื่อมต่อได้แล้วครัฟฟฟฟฟฟ เล่นเนตได้ลื่นสบายๆๆๆ
ลองดูผลการต่อ 3G ของ 365 กับ speedtest.net และ speedtest.or.th ครับ

ลองกับ speedtest.net
อันนี้ลองกับ speedtest.or.th ,, แรงได้ใจ

เท่าที่ลองใช้และคำแนะนำ

  • เท่าที่ลองใช้มาราบรื่นดีครับ ไม่มีหลุดบ่อย ประทับใจดีครับ(อันนี้ผมใช้ซิม 3G ของ 365 นะครับ)
  • ส่วนจำนวนที่ต่อสูงสุดลองเล่น 2 เครื่อง พร้อมกันก็โอเคครับ (อันนึงคอม อีกอัน iphone)
  • แนะนำให้ใช้ 3G จะดีกว่า EDGE ครับ เพราะเคยต่อ EDGE ของ True แล้วช้าและหลุดบ่อย (เครือข่ายอื่นไม่แน่ใจ)
  • ระยะห่างที่ได้ประมาณ 10 เมตรครับ
  • จริงๆ เท่าที่สังเกตน่าจะใช้ได้กับตระกูล Symbian ตัวอื่นๆ ด้วยนะครับ
  • การเชื่อมต่อ 3G นานๆ เครื่องจะร้อนและแบตลดฮวบมากๆ ระวังแบตหมดไม่รู้ตัวนะครับ
  • ตัว Light version ยังไม่สามารถ create password หรือการคุมตัวโปรแกรมได้เท่าไหร่ ถ้าใช้แบบจริงจังแนะนำว่าซื้อตัว Full version ไปเลย ราคา 215 บาทครับ

ลองใช้ดูก็แล้วกันครับ 🙂

แก้ปัญหา iPhone หา wifi ไม่เจอ

เชื่อว่าหลายๆ คนโดยเฉพาะคนที่ใช้ iphone มานานๆ อาจเจอปัญหานี้ครับ
คือเราไม่สามารถเชื่อมต่อ wifi ทั้งๆ ที่ทุกคนทั้งเครื่องเล็กเครื่องใหญ่ใช้ได้
ซึ่งหลังจากเราตรวจดีแล้วว่าเราเปิด wifi เช็คทุกอย่าง แต่มันก็ยังหาไม่เจอ…
โดยมันจะขึ้นว่า “Not connect” แบบนี้ครับ…

Detect ไม่เจอแบบนี้ ทั้งๆ ที่คนอื่นใช้ได้มันก็เซ็งเหมือนกันนะ

วันนีัผมจะมาเล่นประสบการณ์ให้ฟังละกันครับ เผื่อแบ่งปันกันแล้วเกิดประโยชน์

การแก้ปัญหามีหลายวิธีครับ

  • ถ้าคนมี EDGE หรือ 3G ก็แล้วไป ก็สามารถใช้การเชื่อมต่ออินเตอร์เนทจากเครือข่ายมือถือแทนได้ อาจเปลืองชั่วโมงเน็ตหรือจะดูดแบตซักหน่อยก็คงต้องยอมล่ะครับ
    แต่ถ้าไม่มีล่ะ…
  • ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักอาจแนะนำให้กด Respring , Reboot หรือแม้แต่เปิดปิดเครื่องก่อน
    แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ได้ล่ะ…
  • ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนแนะนำให้ไป Reset Network ครับ ที่
    Setting > General > Reset > Reset Network Setting
    เป็นวิธีที่ดีมากครับ โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่ได้ Jailbroken มา แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความเสี่ยงเนื่องจากถ้า reset เครื่องแล้วน้องไอโฟนไม่ตื่นจนต้อง restore แบบนี้
    แนะนำว่าก่อนทำวิธีนี้ควร Backup ข้อมูลไว้ก่อนอย่างดีนะครับ
  • หน้าตาก่อนที่จะกด Reset Network ,, คิดดีๆ ก่อน
  • วิธีที่สุดท้ายที่แก้ปัญหานี้คือการลง firmware ใหม่หรือพูดง่ายๆ คือการล้างระบบปฏิบัติการใหม่ไปเลย

ถ้าวิธีนี้ยังไม่ได้ ปัญหาของ iphone คุณน่าจะเกิดจากตัว hardware แล้วล่ะครับ เตรียมตัวควักเงินไปจ่ายค่าซ่อมเครื่องได้ครับ ซึ่งเห็นราคาค่าซ่อม wifi เสียนี่ราคาไม่เบาเลยนะครับ (หลักหลายพัน) ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าถ้าคุณอ่านบทความนี้ก่อนที่จะเอามือถือไปซ่อมแล้วถูกหลอกแดกว่า wifi พังทั้งๆ ที่เกิดจาก software เสียมันจะมีโอกาสลดลงมากๆ เลยนะครับ

ซึ่งปัญหาทั้งหมด (ที่เล่ามาข้างบน) ผมเจอเองกับตัวมาหมดแล้ว โดยที่เซ็งสุดๆ คงเป็นบูทไม่ขึ้นจนต้องเสียเวลา Restore รวมทั้งเสียข้อมูลไปอีกเพียบ ทั้งรูป ข้อความ sms และเบอร์โทรที่ผมไม่ทันได้ Backup ไว้ ,, พูดแล้วมันหงุดหงิดชะมัด คิดแล้วจะเอามือถือไปซ่อมที่ไหนดี

,,, แต่การ Restore ใหม่ ทำให้ผมรู้ว่าเครื่องผมยังต่อ wifi ได้
,,,,,นั่นคือ hardware ในการเชื่อมต่อ wifi ภายในเครื่องมันยังทำงานได้!!!

แล้วอีหรอบนี้จะทำแบบไหนดีครับ!!!

วิธีที่ผมแนะนำที่มัน Work !!

อ่านข้างต้นแล้วหลายๆ อย่างมันดูสิ้นหวัง หรือไอโฟนเราจะต่อ wifi ไม่ได้ตลอดไป…
แต่ก่อนที่จะต้องไปลุย reset network หรือลง firmware ใหม่ลองวิธีผมดู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ Jailbroken เครื่อง iPhone ของท่านมาแล้ว
ผมแนะนำให้เข้าไปโหลด App ตัวนี้จาก Cydia ได้เลยครับ ,, มันชื่อว่า “WifiForm” ครับ

โหลด WifiFoFum เก็บไว้ได้เลย

App ตัวนี้มี source อยู่ที่ BigBoss.org ซึ่งไม่จำเป็นต้อง Add source เลย
รวมทั้งใช้ได้ตั้งแต่ OS 3.0 เป็นต้นไป (ตอนนี้ผมใช้ 3.1.2 ครับ) ตัวนี้ขนาดประมาณ 2MB ครับ
โหลดมาแล้ว เราก็จะได้หน้าตา App ของ WiFiForFum เป็นแบบนี้ครับ

หน้าตาของ WifiForFum ครับ

วิธีการใช้ WifiForFum ง่ายๆ

ก่อนที่จะกดเข้าไปใน app ควรเช็คก่อนว่าเราเปิด wifi จากตัวเครื่องแล้วหรือยัง
เช็คให้ละเอียดนะครับ ทั้งที่ตรง Setting > Wifi และ Sbsetting นะครับ
เมื่อทุกอย่างพร้อมก็กดเข้าไปใน app WifiForFum แล้วมันก็จะขึ้นหน้า detect network ครับ

จากที่ Not Connected ที่นี้เราเจอ wifi แล้ว

จากนั้นก็เลือก wifi ตัวที่เราจะ connect ด้วยครับ
ซึ่งมันจะแสดงรายละเอียดเยอะมากๆ, เอาเป็นว่าถ้าไม่รู้อะไรก็กด connect ตรงมุมขวาบนครับ
บางทีมันอาจจะขึ้น connect error หรือ failed ก็กด retry ไปสักนิด เดี๋ยวติดเอง

ได้ wifi ที่เราต้องการแล้วครับ

รอจน status ขึ้นว่า connected ดังภาพ ,, ท่านก็สามารถกลับมาเชื่อมต่อ wifi ได้อีกครั้ง เย้ๆๆๆ

ข้อเด่น/ข้อด้อยสำหรับ WifiForFum เท่าที่ลองมา

นอกจากรายละเอียดอะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับ wifi ที่ผมออกแนวงงๆ, ตัว app นี้ยังมีข้องดีที่ผมชอบอีก เช่น การบอกระยะทางจากตัวปล่อยคลื่น เพื่อที่จะได้เลือกว่าเราจะต่อกับ wifi ตัวไหนดี หรือการบอกตำแหน่งของ wifi โดยอ้างอิงจากแผนที่ google maps ที่มีอยู่ในเครื่องเราอยู่แล้ว

บอกระยะความไกลห่างจากตัวปล่อยสัญญาณได้ด้วย
ช่วยหาที่อื่นๆ ที่มี wifi ให้เราด้วย ;D

แม้จะดีมากจนหาจุดติเกือบไม่ได้ ตัว WifiFoFum ก็ยังมีสิ่งที่ผมว่าเป็นข้อบกพร่องนิดๆ คือ ทุกครั้งที่เครื่องเราดับไป เรามักจะต้องกดต่อ wifi ใหม่ บางทีเราก็แอบหงุดหงิดนิดๆ หายไปแป๊บเดียวต้องมากดต่อใหม่อีกแล้ว

สุดท้าย ขอบคุณ WifiFoFum มากครับ ที่ไม่ต้องทำให้ผม restore เครื่องใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 😉
และหวังว่าจะไม่ต้องถูกร้านซ่อมมือถือหากินกับเราง่ายๆ นะครับ

BrownBerry

ถ้าถามว่าร้านกาแฟที่ผมชอบเป็นแบบไหน…

หนึ่ง.. ราคาสมเหตุผล กาแฟรสชาติโอเค ไม่ต้องเริ่ดมากหรอก แต่ต้องไม่แย่
สอง.. มีฟรีไวร์เลส เล่นได้ลื่นๆ
สาม.. แอร์เย็น นั่งได้นานๆ อ่านหนังสือได้ ร้านไม่เรื่องมาก
สี่.. มีปลั้กไฟพร้อม เสียบคอมหรือชาร์จไอโฟนสบายๆ
ห้า.. เดินทางไม่ลำบากมาก อย่างน้อยก็ตามเส้นทางรถไฟฟ้าหรือติดถนนใหญ่

หาร้านกาแฟดีๆ นั่งสบายๆ ทำงานได้ ไวเลสฟรี เชิญทางนี้ได้

หนึ่งในร้านที่มีคุณสมบัติแบบนี้เกือบครบคือ BrownBerry ครับ

ที่มาแห่ง BrownBerry

ร้าน BrownBerry มีที่มาจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการเปิดร้านกาแฟที่ให้คนนั่งสบายๆ
เพราะตามร้านกาแฟต่างๆ มักมีลิมิตในการนั่งนานๆ เช่น ไม่มีปลั้กบ้าง คนเยอะบ้าง ไวร์เลสไม่มีบ้าง
แต่ถ้าเรามีร้านที่เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ทำงานนอกสถานที่ที่มีสนับสนุนการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมันคงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ รวมทั้งทางร้านตั้งใจเป็นจุดนัดพบและพักผ่อนของบรรดาชาว Social network ด้วย!! น่าสนใจทีเดียว

ส่วน Brown ก็มีที่มาจากสีของเมล็ดกาแฟและโกโก้ที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มสีน้ำตาล
(ซึ่งผมลองชิมทั้งกาแฟและแล้ว ถือว่ารสชาติของเครื่องดื่มที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียว)

สีน้ำตาลแห่ง BrownBerry

ถ้าเริ่มหลงไหลในบรรยากาศร้าน ลองไปเยี่ยมชมบรรยากาศและติดตามโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งจากทาง Twitter Foursquare และ Facebook ของที่ร้านก่อนได้นะครับ

ตำแหน่งพิกัดร้าน

โดยร้านกาแฟ BrownBerry อยู่ในซอยอารีย์ เลยซอยสี่มานิดนึงครับ ติดถนนใหญ่เลยเยื้องๆ กับร้าน Sofa So Good ครับ
เดินจาก BTS อารีย์ก็ได้ครับ ประมาณ 500 เมตร หรือจะมารถ ก็จอดหน้าร้านได้ครับ (ดูวันคู่-คี่ด้วย)


View BrownBerry in a larger map

วันนี้เพิ่งเปิดวันแรก เลยได้มีโอกาสมาเป็นแขก Grand Opening กับเค้าด้วย คนคึกคักดีครับ

มีเขียน Post-it อวยพรติดบอร์ดเนื่องในงาน Grand opening

หน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งเป็นกลุ่ม คุย-ประชุมงานกันได้ครับ บรรยากาศเรื่อยๆ สบายๆ
ส่วนในร้านมีอีกประมาณ 4-5 โต๊ะ ส่วนมากจะเป็นโต๊ะเล็กๆ ครับ เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือ หรือทำงาน
ในร้านไม่ได้กว้างมากครับ ถ้าเดินสวนกับคนตัวใหญ่ๆ อย่างผมอาจต้องเบียดๆ กันนิดนึง

หน้าร้าน BrownBerry
บรรยากาศสบายๆ ในร้าน

เคาน์เตอร์ที่หน้าร้านครับ อุปกรณ์และวัตถุดิบการทำเครื่องดื่มต่างๆ ครบถ้วนครับ

เคาน์เตอร์ทำกาแฟ

พูดตรงๆ เลย มันเป็นร้านกาแฟที่ชิลมากครับ ในร้านแอร์เย็น+เปิดเพลงฟังสบายๆ
ที่สำคัญ มี Free Wifi และปลั้กไฟบริการให้ใต้โต๊ะเสียบใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในจุดนี้ ดีมากๆๆๆๆ
ซักวันอาจพัฒนาไปถึงมีสายชาร์จพวก iphone หรือ BB นี่จะเริ่ดมาก เรียกว่าแบตหมดเลี้ยวเข้าร้านเลย

โต๊ะในร้านครับ

รสชาติกาแฟยามเช้า

อย่างที่บอกครับ กาแฟที่นี่ผมว่าอร่อยใช้ได้เลย เข้มข้นถึงใจในราคาที่ไม่แพงเวอร์
นอกจากนั้น ที่ร้านก็ยังมีบริการเครื่องดื่มร้อนเย็นอื่นๆ อีกครับ

น้ำแดงอิตาเลียนโซดาที่ BrownBerry
มุมปรุงรสเครื่องดื่ม

ส่วนขนมก็มี อร่อยๆๆๆ

เหล่าขนมแกล้มกาแฟ คริๆๆ

ร้านกาแฟขายทั้งวัน ตั้งแต่ 11.00-24.00 น
แต่หลัง 19.00 น ร้านจะเปลี่ยนบรรยากาศครับ…
ส่วนวันอาทิตย์ร้านจะปิดเร็วนิดนึงครับ คือ 23.30 น

ร้านกาแฟเปลี่ยนร้านต้อนรับราตรี

คือหลัง 19.00 น ที่ร้านจะมีเมนูเพิ่มขึ้นมาครับ เป็นพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
ทั้ง Cocktail, beer, wine และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมจังหวะดนตรีที่เปลี่ยนไป
(ส่วนกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มแบบตอนเช้าต่างๆ ยังขายเหมือนเดิม)

แปลงร่างจากร้านกาแฟไปแล้ว

บรรยากาศดีมากครับ
พอเครื่องดื่มมา ผมก็ยิงยาวละครับ คริๆๆๆๆ ทั้งของปั่นและคอกเทล

บรรยากาศร้านตอนกลางคืน
เลื่อนบอร์ดเปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นบาร์สบายๆ
กามิกาเซ่ เฮ่!!!!

เริ่มเยอะ ทั้งบลูพาราไดซ์, มาการิตต้า, แอปเปิ้ลเดซี่, ซิตรัสทวิส และอื่นๆ เอิ้กกกกก
ราคามาตรฐานค๊อกเทลของร้านทั่วๆ ไป (ที่ค่อนข้างแพงอยู่แล้ว) ระวังกินเพลิน คริๆๆๆๆ

บลูพาราไดซ์ โว่ววววว
นี่คงเป็น citrus twist สินะ บรื๋อว์ๆๆ
ค๊อกเทลมากมาย

เอิ้กกกก นี่ผมนั่งร้านนี้นานมากๆ แต่ไม่เบื่อเลยนะเนี่ย เหมือนร้านมัน Dynamic ตลอดเวลา
จากร้านกาแฟธรรมดากลายเป็นร้านนั่งชิลๆ ยอดเยี่ยมมากครับ

ที่มาร้านนี้

เป็นหนึ่งในร้านกาแฟในอุดมคติของผมมากๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่อง Wireless, ปลั้กไฟ และการนั่งยาวๆ
ส่วนถ้าให้บอกข้อเสียก็คงมีเล็กๆ น้อยๆ เช่นร้านแคบไปนิด ถ้าคนเยอะๆ อาจยัดเข้าไปในร้านได้ไม่เต็มที่, ตัวร้านโดยเฉพาะส่วนของห้องน้ำยังไม่เสร็จ 100%, รวมทั้งถ้าอยากอ่านหนังสือถึงสี่ห้าทุ่มอาจลำบากนิดนึง

แต่นี่เพียงเป็นข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของร้านที่เปิดวันแรกเท่านั้น
อยากกลับไปนั่งที่ร้านอีกจัง