Maisen Tonkatsu

วันนี้ผมกลับมากทม. อีกครั้งหลังจากที่ผมไปทำงานที่เชียงใหม่ในรอบกว่าสองปี แม้ครั้งนี้จะมาธุระเพียงช่วงเวลาสั้นๆ (ถ้านับเป็นชั่วโมงนี่แค่ 32 ชั่วโมงเอง) แต่ก็ได้หาของกินมารีวิวได้ครับ (ซึ่งตอนนี้ต้องให้เครดิตน้องปังมากๆ นะครับ ที่แนะนำมา)

วันนี้มาลองชิม Maisen tonkatsu กันครับ

วันนี้จะพาไปกินทงคัตสึที่ร้าน Maisen ครับ ซึ่งเท่าที่ผมหาประวัติอ่านดู ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่และมีชื่อเสียงพอตัวในญี่ปุ่น คือก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยคศ.1965 แล้วก็ขยายสาขามาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ฤกษ์มาตั้งสาขาที่บ้านเราเมื่อปีนี้เอง ซึ่งเห็นเค้าบอกว่าไมเซนมีจุดเด่นตรงการเลือกวัตถุดิบที่ดี และซอสสูตรพิเศษของเค้า

ฟังดูแล้วน่าสนใจดีมาก

ดั้นด้นไปกินจนได้

ร้านนี้หาไม่ยากครับ มันอยู่ชั้นล่างของตึกสีลมคอมเพล็กครับ อยู่แถวๆ หน้าห้างท๊อปส์เลย ,, ซึ่งสีลมคอมเพล็กซ์นี่ผมไม่ได้ไปประมาณสองปีกว่าๆ กลับไปครั้งนี้ตกใจเหมือนกัน ทำตึกสวยขึ้นมากๆ แถมมีร้านไฮโซๆ ทั้งของคาวของหวานเอามาดูดเงินของมนุษย์เงินเดือนแถวนั้นอย่างเพียบ เอิ้กๆๆๆๆ


View Maisen Tonkatsu in a larger map

น้องปังบอกว่าแกเคยไปสายแล้วทีนี้หมูดำหมด คราวนี้ผมก็เลยไปตั้งแต่ห้างเปิดเลย และเข้าร้านเป็นลูกค้าคนแรกของร้านเลย

หน้าร้าน Maisen ครับ ,, หาไม่ยากๆ
มาตั้งแต่สิบโมงครึ่ง เป็นลูกค้าคนแรกเลย 🙂
เปิดเมนูสั่งกันเลยดีกว่า…

ระหว่างนั่งรออาหาร ก็ชำเลืองมองไปที่เซ็ทเครื่องปรุงต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ อันประกอบไปด้วยไหสีดำสองอัน อันนึงใส่ซอสอะมาคุจิซึ่งเป็นซอสที่ออกหวานๆ หน่อย ส่วนอีกไหใส่ซอสคาราคุจิจะเป็นซอสที่ออกรสเค็มๆ หน่อย (ถ้าผมฟังน้องเค้าพูดไม่ผิดอะนะ), ที่เหลือก็มีน้ำสลัดสองแบบ (มันเป็นงาๆ ทั้งคู่อะ อันนึงเป็นแบบงาทั่วๆ ไป สีขาวๆ อีกอันเป็นคล้ายๆ งา+น้ำส้มสายชู), เกลือ, มัสตาร์ด และพริกครับ

เซ็ทเครื่องปรุงที่คุ้นเคยครับ แต่แปลกตรงที่มีน้ำจิ้มสองไห
ไหนึงเป็นแบบหวาน ส่วนอีกไหเป็นแบบเค็ม ,, เลือกจิ้มได้ตามชอบเลย

มาชิมอาหารกันดีกว่า

เริ่มต้นด้วยชาเขียวเย็นรสชาติใช้ได้ครับ เสิร์ฟพร้อมผ้าเช็ดมือแบบอุ่นๆ มาให้

เริ่มต้นที่ชาเขียวเย็นๆ ซักแก้ว (เติมน้ำได้เรื่อยๆ)

จากนั้นต่อด้วยออร์เดิฟเบาๆ อย่างสลัดปูซูวาอิครับ ,, อันนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายผมนิดหน่อย เพราะทีแรกผมนึกว่าจะมีปูหิมะให้เรากินคู่กับสลัดแบบจริงจังเนื่องจากว่าราคาสลัดจานนี้สูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าบาท แต่ที่มันมานี่กลายเป็นแตงกวาราดน้ำสลัดที่ผสมวาซาบินิดนึง แล้วก็โรยฝอยๆ อะไรซักอย่างไว้ด้านบน (ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นปูซูวาอินี่แหละ) ซึ่งไม่ได้ฟีลลิ่งแห่งปูหิมะที่ผมเคยไปกินมาที่ฮอกไกโดเลยแม้แต่น้อย…

ออเดิฟอย่างสลัดปูซูวาอิหรือปูหิมะครับ ,, แอบเฟลพอควร

เคยไปกินปูหิมะย่างที่ฮอกไกโดมาแล้วฟินกว่านี้มากจริงๆ ครับ ที่สั่งมาเพราะคิดถึง แต่มาแล้วเฟลอย่างแรงครับ ไอ้ที่ฝอยๆ ที่โปะข้างหน้านี่เทียบอะไรไม่ได้กับปูหิมะที่ผมเคยกินเลยอะ

ปูซูวาอิหรือปูหิมะย่างที่ฮอกไกโดอร่อยมากกกกกกกกกกกก

รออีกสักครู่ ชุดหมูคุโรบุตะสันนอกชุบเกล็ดขนมปังทอดของผมก็เดินทางมาถึงครับ ,, นอกจากหมูแล้วในเซ็ตยังมีข้าว, ชุดผักดอง, กะหล่ำซอย และซุปมิโสะครับ (รู้แค่กะหล่ำเติมได้เพิ่มนะ แต่อย่างอื่นไม่ได้ถาม)

จุดเด่นที่ผมว่าสุดยอดมากๆ คือความนุ่มของเนื้อหมูคุโรบุตะครับ มันนุ่มมากๆ โดยเฉพาะหมูสันในนี่เห็นชัดมากๆ ว่ามันนุ่มและเนียนมาก ต่างกับหมูสันในเนื้อแน่นๆ ด้านๆ เหมือนที่ผมเคยรู้จักเลย ส่วนหมูสันนอกนี่ก็นุ่มมาก แถมส่วนที่เป็นไขมันก็ไม่ได้เยอะมากด้วย ซึ่งผมว่าความนุ่มของมันเข้ากับความกรอบและละเอียดของเกล็ดขนมปังที่กรอบกำลังได้ที่นะ (แม้ว่ามันจะไม่หนามากอย่างที่ผมคาดไว้ก็ตาม)

อันนี้เป็นเซ็ตทงคัตสึคุโรบุตะสันนอกของผมครับ ,, หมูชิ้นไม่โตมาก
นอกจากหมูแล้ว ในเซ็ตยังมีข้าว, ซุปมิโสะ, กะหล่ำซอย และผักดองด้วย
ทอดแป้งด้านนอกได้กรอบใช้ได้นะ แต่ผมว่ามันยังไม่ค่อยฟูมากเท่าไหร่
อันนี้เป็นทงคัตสิคุโรบุตะสันนอกครับ ,, เนื้อนุ่มมาก มีติดมันนิดหน่อย
ส่วนอันนี้เป็นทงคัตสึคุโรบุตะสันในครับ ,, เนื้อนุ่มเอาเสียมากๆๆๆ

ส่วนตัวผมชอบซอสอะมาคุจิ (ที่เป็นซอสหวาน) ผมว่ามันดูลงตัวและเข้ากับทงคัตสึได้ดี ส่วนอีกอันมันจะออกเค็มๆ ปะแล่มๆ หน่อย ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่ ,, ส่วนน้ำสลัดที่เอามาราดกะหล่ำซอยผมชอบอันที่มันสีดำๆ หน่อย มันจะเป็นงานผสมกับน้ำส้มสายชูอะ กลิ่นมันหอมงานะแต่กลับไม่ค่อยมีกลิ่นสาบเปรี้ยวเลย แปลกๆ ดี แถมไม่เลี่ยนเท่าอีกอันด้วย

ส่วนตัวผมชอสอะมาคุจิที่มีสีแดงๆ ออกหวานหน่อยๆ มากกว่า

แม้หมูชิ้นไม่ใหญ่มาก แต่ผมว่ากินแล้วอิ่มพอดีๆ นะ เหลือที่สำหรับหยอดไอศครีมชาเขียวปิดท้ายเซ็ตได้อีกลูกนึงสบายๆ

ปิดท้ายด้วยไอศครีมชาเขียว ,, อร่อยใช้ได้ แก้เลี่ยนได้ดีเลย

ขออนุญาตติชมหน่อยละกัน

ถ้าเป็นข้อดีหลักๆ ที่ผมคิดออกละกัน

  • ที่ผมชอบคือเนื้อหมูนุ่มมาก โดยเฉพาะตัวคุโรบุตะที่ผมสั่งนีเนื้อนุ่มจริงๆ แม้แต่เนื้อส่วนสันในที่ปกติจะด้านๆ แต่ผมก็ว่ายังนุ่ม หรือสันนอกที่ผมสั่งนี่ส่วนที่เป็นมันก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกันก็มีความนุ่มของหมูไม่ต่างกันเท่าไหร่
  • ตัวเกล็ดขนมปังผมชอบแบบฟูๆ ที่นี่ก็โอเคในระดับนึงนะ แต่ถ้าฟูกว่านี้ได้ก็จะดีมาก
  • น้ำจิ้มมีให้เลือกเยอะดี ซึ่งผมว่าน้ำจิ้มหวานเค้าอร่อยดี, ส่วนน้ำจิ้มราดกะหล่ำนี่สองรสนี่อร่อยพอกัน สูสีมาก

ส่วนข้อติที่ผมพอจะหาเจอบ้าง

  • บริการไม่ค่อยดีอย่างที่คิดไว้ คือต้องกระตุ้นพนักงานเรื่อยๆ เช่นกะหล่ำซอย+น้ำชาเขียวหมดพร้อมกัน ไม่มีการเดินมาถามว่าเราอยากได้เพิ่มมั้ย ต้องถามเองว่าอันนี้เติมได้มั้ย ซึ่งถ้าอยากได้ก็ต้องสั่งอีกทีนึง (ซึ่งต่างกับร้านอื่นๆ ที่ผมกินมาพอสมควร) และเวลาเติมนี่ไม่ได้เติมทุกอย่างพร้อมกันนะ พอบริกรมาเติมกะหล่ำเสร็จก็หายเงียบไป ต้องเรียกมาเติมน้ำอีกที (ซึ่งช่วงที่ผมไปนี่ลูกค้ามีไม่ถึง 20% ของเก้าอี้ที่ร้านนะครับ)
  • ราคาอาหารค่อนข้างแพงครับ ขนาดผมยังสะดุ้งเลยเหมือนกันนะ อย่างอาหารชุดคุโรบุตะสันนอกที่ผมสั่งเนี่ย ถ้าชิ้นนึง 235 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทนี่ 365 บาท หรือถ้าเป็นคุโรบุตะสันในนี่ 255 บาท หรือถ้าสั่งเป็นเซ็ตนี่ 395 บาท (ราคากระโดดขึ้นมากแบบงงๆ ว่าข้าว+ซุป+ผักดองมันเพิ่มอีกร้อยสี่สิบเลยเหรอ) หรือสลัดที่ผมสั่งที่ก็ดูแพงไปเหมือนกัน ,, แม้ที่นี่จะไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ค่าเซอวิสชาร์จที่คิดแยกอีก 10% (แต่จุดนี้ทำใจไว้แล้วส่วนนึง) คหสต. ผมนะ รวมทุกสิ่งแล้วเซ็ตนึง 200-250 บาทน่าจะเป็นราคาที่ผมว่าสมเหตุสมผลกว่านี้
  • เพิ่งไปลองดูรูปเมนูเก่า+รีวิวเจ้าอื่นๆ เห็นเค้าได้อัลมอนด์คัสตาร์ดกัน แต่ทำไมเราไม่ได้หว่า เค้าลืมเอาให้เราหรือเราได้ไอศครีมแทนไปแล้ว แล้วทำไมเค้าไม่บอกเราหนอ แอบเฟลนิดๆ…
  • อีกเรื่องคือไม่มีงาบดครับ คือผมชอบน้ำจิ้มที่ใส่งาที่ให้บดมาก เลยแอบเฟลแบบส่วนตัวนิดนึง, ซึ่งผมว่าในจุดนี้เป็นจุดอ่อนของทางร้านนะ เพราะไม่มีถ้วยใส่น้ำจิ้มก็ต้องเทราดลงบนหมู พอเทราดแล้วมันก็มีโอกาสทำให้แป้งมันแฉะและไม่กรอบได้ ยิ่งบางคนเทน้ำจิ้มเยอะๆ เนี่ยแป้งจะแฉะมาก ถ้าไม่รีบกินนี่เกล็ดขนมปังทั้งหลายจะนิ่มและความอร่อยก็จะอันตรธานหายไปตาม (แถมผมรู้สึกว่าเกล็ดขนมปังที่ร้านนี่หายกรอบได้ง่ายมากเลย ทิ้งไว้นานหน่อยจนเย็นแป้งก็เหมือนจะไม่กรอบแล้ว)
ส่วนตัวผมว่า Maisen โอเคเลยนะ ,,

รูปไม่งามมากเท่าไหร่ครับ ถ่ายด้วยไอโฟนเอา 🙂

Nanjya Monjya

ช่วงนี้เป็นไรก็ไม่รู้ ผมรู้สึกคลั่งไคล้โอโคโนมิยากิอย่างแรง
ความรู้สึกที่ได้ไปกินร้านที่มันอร่อยๆ ที่ประทับใจมานั้น
มันทำให้ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีที่เคยกินจากร้านที่ไม่อร่อยหายไปหมด
วันนี้จะพาไปกินอีกร้านนึงครับ ชื่อ นันจะ มนจะ (なんじゃ もんじゃ : Nanjya-Monjya)
ซึ่งมีสาขาหลายประเทศ ส่วนในประเทศไทย เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 4 ปีครับ

ตำแหน่งทำเลที่ตั้งร้าน

จริงๆ ร้านนี้ตั้งอยู่เรียกว่าใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้ครับ เพราะร้านตั้งตรงตึก Ascott ถนนสาธรเลยครับ
โดยตึก Ascott ก็ตั้งอยู่ระหว่าง BTS สถานีช่องนนทรีกับสถานีสุรศักดิ์ครับ (แนะนำลงช่องนนทรีใกล้กว่าหน่อย)
ก่อนถึงโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์หน่อยนึงครับ

ตึก Ascott ที่เป็นที่ตั้งของร้าน Nanjya Monjya ครับ


View Nanjya Monjya in a larger map

โดยร้านนันจะมนจะอยู่บริเวณชั้น 1 ของตึก Ascott ครับ เดินตรงมาทางเข้าตึกก็เห็นร้านแล้ว
ป้ายสีแดงโดดเด่นเป็นสง่าครับ (ถ้ามองไม่เห็นแนะนำให้ถามยาม)

หน้าร้าน Nanjya Monjya ครับ

โดยร้านจะเปิดทุกวัน 2 ช่วงเวลาครับ คือ ช่วงเที่ยง 11:30 – 14:30 น. และมื้อค่ำ 17:30 – 22:30 น.
แนะนำว่าถ้าจะไปควรไปก่อนเวลาร้านปิดครับ เพราะครัวจะปิดก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ส่วนเว็ปไซต์ของร้าน http://www.nanjya.net/ และเบอร์โทรศัพท์ที่ 02-676-7190-1

ช่วงที่ผมไปร้านเค้าครั้งนี้ใกล้ช่วงพักบ่าย เลยอาจดูมืดๆ ในบางมุม
ถ้ามาช่วงเย็นๆ เปิดไฟ+มีแสงอาทิตย์ยามเย็น แสงน่าจะสวยกว่านี้
ยิ่งที่ร้านนั้นทำด้วยไม้เกือบทั้งร้าน พื้นที่ร้านขนาดชั้นครึ่ง นั่งได้ประมาณ 40-50 ที่นั่ง
โดยรวมดูเป็นเอกลักษณ์ดีครับ ทั้งบรรยากาศร้าน และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ
ส่วนมากลูกค้าที่ผมจับพลังได้ก็เป็นชาวญี่ปุ่นและมักมาเป็นครอบครัว ส่วนลูกค้าชาวไทยก็มีบ้างประปราย

จาน + ตะหลิวเล็ก + ตะเกียบที่ร้านครับ
ชุดสหเครื่องปรุง สำหรับเมนูทำเองต่างๆ ครับ
โต๊ะพร้อมกระทะร้อนพร้อม!!!

สิ่งที่ผมว่าเก๋ของที่ร้านอีกอย่างคือเมนูครับ
เมนูที่ร้านจะมี 2 เล่ม เล่มนึงจะเป็นเมนูมาตรฐานของร้าน ลักษณะเป็นคล้ายๆ นิตยสารรายเดือนเลย
ตอนแรกพนักงานเอามาให้ก็งงว่าจะเอานิตยสารมาให้ทำไม เปิดมาดูข้างในจึงถึงบางอ้อ ,,, เก๋มากครับ
ส่วนอีกเล่มจะเป็นแฟ้ม ประมาณ update อาหารชุด และรวมโปรโมชั่นต่างๆ ของร้านครับ

เมนูที่ร้านเป็นเอกลักษณ์มากๆ ไอเดียดีครับ

เมนูดูแล้วมึนๆ นิดนึง แนะนำให้ศึกษาโปรโมชันก่อนลุยนะครับ เผื่อเจอโปรโมชั่นดีๆ ก่อน

จัดหนักมาได้เลยครับ

วันนี้เริ่มที่อาหารชุดก่อนละกันครับ ซึ่งอาหารชุดที่นี่จะมีทั้งข้าว เครื่องเคียง และซุปพร้อมเลย
ชุดแรกเป็นฮัมบากุ, หรือฮัมเบิร์ก หรือ แฮมเบอร์เกอร์ญี่ปุ่นครับ ชุดนี้ของ @ahohey
ฮัมบากุหมูชิ้นโต ราดด้วยซอสชั้นเยี่ยม โปะหน้าด้วยไข่ดาวอย่างเนียน เท่าที่ลองชิมดูก็อร่อยดีครับ

ฮัมบากุเซ็ทน่าทานมาก มาพร้อมข้าวและซุป

ส่วนผมก็ไม่พลาดที่จะสั่งชุด tonkatsu เช่นกันครับ
ชุดนี้เป็นหมูสันนอกเนื้อเนียนขนาดกำลังพอดี ทอดสีเหลืองสวยเป็นประกาย วางอยู่บนกะหล่ำซอยครับ
มาพร้อมกลิ่นหอม น่ากินมากครับ

ชุด tonkatsu อร่ยใช้ได้ครับ
เนื้อหมูเนียนๆ แต่แป้งยังทอดไม่ถูกใจผมเท่าไหร่

เท่าที่ลองชิมผมว่ารสชาติอยู่ในระดับพอใช้ครับ อร่อยแต่ไม่ได้ถึงกับแหล่มเมพ
เนื้อหมูคุณภาพดี ได้กับน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานผสมงาบดถือว่าไม่เลว แต่แป้งกับเกล็ดขนมปังผมว่ายังไม่ได้ถึงจุดเท่าไหร่

เอาหมูทอดมาชนกับน้ำจิ้ม อร่อยใช้ได้

หมดอาหารชุดแล้ว คราวนี้เราก็จะมาใช้กระทะร้อนที่อยู่ตรงหน้าแล้ว

กระทะร้อนๆ แบบทำกันเอง

จุดเด่นของร้านนี้จริงๆ คือเมนูที่ต้องทำผ่านกระทะร้อนครับ ซึ่งมีให้เลือกเยอะเหมือนกัน
ซึ่งกระทะร้อนที่นี่เค้าจะเอาของดิบให้เรามาทำเอง ปรุงแต่งเติมอะไรก็ตามใจเรา แต่ถ้าไม่เป็นก็มีพนักงานมาช่วยให้
ชุดแรกเริ่มที่ เทปปันยากิ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นเนื้อกระทะร้อน สั่งมาก็มีสามจานมาให้ครับ
เป็นจานผัก, จานหมูหมัก, และจานปลาหมึกครับ แต่ละจานเรียงสวยน่ากินมากมาย

ชุดเทปันยากิผักพร้อมน้ำจิ้ม
หมูหมักในชุดเทปปินยากิ น่ากินมากๆๆ
จาบปลาหมึก ดูสดน่ากินมากมาย หม่ำๆๆ

แล้วก็เตรียมกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันนิดๆ อัดเนยหน่อยๆ แล้วก็ลุยครับ เริ่มที่จานหมูก่อนดีกว่า
ส่วนตัวผมว่าอารมณ์คล้ายๆ หมูกระทะแบบไฮโซ แต่หมูเค้าหมักอร่อยดี

หมูเทปัน,, หอมน่ากินมากๆๆ
เอามากินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยใช้ได้

ส่วนปลาหมึก เอามาผัดกับเนยที่มีมาให้พร้อมในจานครับ กลายเป็นปลาหมึกผัดเนยไปเลย
ต้องชม @ouimu ที่ผัดได้ปลาหมึกได้หอมและเนียนมากๆ ทั้งๆ ที่เป็นแค่พ่อครัวสมัครเล่น

ปลาหมึกผัดเนยฝีมือพ่อครัวมือใหม่อย่าง @ouimu
ปลาหมึกผัดเนย เกรียมกำลังดี ไม่มีเกรียน

ลุยต่อกับเป้าหมายของวันนี้ คือ โอโคโนมิยากิ

ใช่แล้วครับ ที่เรามาร้านนันจะมนจะในวันนี้คือเราตั้งใจจะมากินโอโคโนมิยากิกันครับ
โดยหลังจากพลิกๆ เมนูอยู่นานก็เลือกได้ 2 ชุดครับ เป็นโอโคโนมิยากิหน้าหมู และหน้าชีสครับ
ซึ่งที่นี่ เค้าจะเอาเป็นของดิบมาให้เราทำเองครับ หรืออย่างที่บอก ถ้าทำไม่เป็นก็มีคนช่วยครับ

สรุปแล้วได้ของมาทำโอโคโนมิยากิ 2 เซ็ตครับ
ชามนี้ สำหรับหน้าหมูครับ ,, สังเกตจากเบคอนชิ้นโต
ส่วนอันนี้หน้าชีสครับ ,, ให้ชีสชามนี้มาเยอะมากๆๆ

แต่พอดีวันนี้มีน้องสาวอย่าง @ahohey มาช่วยเป็นแม่ครัวจำเป็นให้
สังเกตลีลาของเธอแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ ตั้งแต่การผสมเครื่องปรุง การใช้ตะหลิวและกระทะ รวมทั้งเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ
สมแล้วที่ให้ไปฝึกทำอาหารญี่ปุ่น (ขนมโตเกียวกับมาม่า) มานาน

คลุกเคล้าส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากัน ,, เรียกง่ายๆ ว่าคนให้ทั่ว
จากนั้นก็ลงน้ำมัน รอกระทะร้อนให้ได้ที่ครับ
จากนั้นก็เทส่วนผสมต่างๆ ลงไป จัดให้ได้รูปสวยงาม

จุดนี้แอบแนะนะนำนึงว่าอย่าปั้นเป็นก้อนหนามาก เพราะตรงกลางจะไม่สุกเท่าที่ควร แม้ข้างนอกจะเกือบไหม้แล้วก็ตาม
แนะนำว่าแต่ละฝั่งให้ปิ้งนานประมาณ 10-15 นาทีครับ (แต่ต้องสังเกตบริเวณกลางๆ ด้วยว่าสุกดีไหม)

คิดว่าด้านแรกสุกได้ที่ก็เตรียมพลิกได้ครับ
เย้ๆๆๆ พลิกมาอีกหน้า สุกสวยกำลังพอดี

ส่วนนี่คือลีลาของ @ahohey ครับ ลีลาจาพนมชัดๆ
โอโคโนมิยากิกรูอยู่ไหน 55+ (รูปนี้แอบถ่ายน้องเค้ามานะครับ ไม่ได้จัดฉากแต่อย่างใด)

ท่านี้สวยงามครับ สมแล้วที่เปิดต้มยำกุ้งดูหลายรอบ

เริ่มพิซซ่าญี่ปุ่นของเราเริ่มสุก สีก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง กลิ่นหอมโชยเตะจมูกน่ากินมากๆ
ลืมบอกว่าถ้าใครต้องการสั่งหน้าท๊อปปิ้งเอามาแต่งหน้าโอโคโนมิยากิเพิ่มก็สามารถทำได้ครับ
หรือว่าชุดที่มีหน้า แนะนำให้แยกเอาหน้ามาทำต่างหากแล้วค่อยโปะทีหลังเพื่อความสวยงามครับ

พอชีสเจอกับเตาร้อนๆ ก็เริ่มเกิดการละลายเยิ้มๆๆๆ
เดี๋ยวเราจะเติมเบคอนเป็นท๊อปปิ้งเสริมด้วยครับ ตอนนี้เอามาทอดก่อน

ถึงจุดนี้ แม้ยังไม่สุกเต็มที่ แต่ความหอมของตัวโอโคโนมิยากิ และเบคอนท้อปปิ้งมันเย้ายวนมากๆ
หิวแล้ววววว แต่ต้องรออีกนิด ,,, ระหว่างรอเลยต้องขอจัดรูปคู่สักหน่อย ก่อนที่จะแยกย้ายไปตามกระเพาะแต่ละคน

รูปคู่แห่งโอโคโนมิยากิมื้อนี้ครับ

พอคิดว่าใกล้สุกแล้ว ก็เตรียมปรุงหน้าได้ครับ จริงๆ
จริงๆ การปรุงหน้าก็สามารถทำได้ที่เตาเลย หรือจะเอาไปทำแยกเองแต่ละจานก็ได้ครับ
ซึ่งถ้าทำเลยที่เตา รสชาติจะเนียนกว่า แต่เตามันก็จะเลอะๆ หน่อย มีคราบดำๆ ติดได้

เริ่มด้วยการโรยปลาแห้งคาซึโอและสาหร่ายอบแห้ง ,, ใส่เยอะๆๆ
ราดซ้อสยากิรสเด็ดของร้านพร้อมด้วยมายองเนสครับ

ตอนนี้ปรุงรสได้ที่ ก็ตักแบ่งใส่แต่ละจานครับ ,, ส่วนตัวผมขอใส่เครื่องเพิ่มอีกๆ
หลังจากชิมแล้วรสชาติก็โอเคนะครับ กลิ่นหอม มันๆ เคี้ยวเพลิน
ส่วนมากรสชาติของผมจะมาจากเครื่องปรุงนี่แหละครับ เพราะผมล่อไปซะเยอะมากๆ
ส่วนตัวผมว่าปลาแห้งกับสาหร่ายอบแห้งนี่อร่อยมากๆ ครับ

โอโคโนมิยากิ ตักแบ่งแต่ละจาน ดูเละไปนิดเพราะแต่งหน้าเยอะไปหน่อย

และสุดท้ายปิดมื้ออาหารด้วยแตงโมแก้เลี่ยนครับ

แตงโมหวานฉ่ำ ปิดท้ายอาหารมื้อนี้

จริงๆ ยังมีอีกหลายเมนูครับที่อยากสั่งอีก ทั้งมนจะยากิ เต้าหูอบชีสและไข่ปลาทาระกระทะร้อน ฯลฯ
แต่ด้วยงบประมาณ (อันมาก) และความอิ่ม ทริปนี้จึงต้องยุติไว้ก่อน ฮาๆๆๆ

ที่มากินกันวันนี้ครับ

ร้านนี้โดยรวมผมว่ารสชาติและความอร่อยถือว่าดีเลยครับ แต่ติดที่ราคาเพราะแต่ละเมนูแพงใช่ย่อย
อย่างโอโคโนมิยากิ ทำเองก็ 250-300++ บาท, เทปปันยากิจานนึงก็ประมาณ 150-200 บาทครับ
โดยเฉพาะรายการในเมนูที่เป็นนิตยสารนั่น ราคาถือว่าโหดใช้ได้เลยทีเดียว

โอโคโนมิยากิแห่งร้านนันจะมนจะ

ส่วนตัวผมว่า แนะนำให้สอบถามรายการโปรโมชั่นต่างๆ ก่อน ซึ่งช่วงก่อนมีโอโคโนมิยากิ 1 แถม 1 แต่ตอนนี้หมดละ
เท่าที่จำได้ ตอนนี้มีโปรโมชั่น tonkatsu set, เบียร์ลดราคา และอะไรประมาณนี้มาแทน
ซึ่งราคาเมนูต่างๆ ถ้าไม่มีรายการโปรโมชันแล้ว ถือว่าแพงใช้ได้เลย ถ้ากินคนเดียวอาจกระเป๋าฉีกได้
แนะนำว่าควรชวนไปกินหลายๆ คน เพื่อที่ว่าจะได้สามารถสั่งเมนูได้เพิ่มมากขึ้น หารกันจะได้เบาหน่อย

ส่วนเรื่องรสชาติและความสดของอาหารผมว่าดีเลย บรรยากาศในร้านถือว่ายอดเยี่ยมด้วย พนักงานก็โอเคครับ
แต่ร้านแบบนี้ผมว่าจุดที่ทำให้กินลำบากคือโต๊ะที่มีกระทะร้อน build in ครับ
เพราะว่าตัวกระทะที่ร้อนทำให้ผมกินอาหารชุดที่ประกอบด้วยถ้วยหลายๆ ใบลำบากมาก ไม่รู้จะวางตรงไหน
โดยเฉพาะถ้าสั่งเทปปันยากิ, อาหารชุด, อาหารจานเอามาเยอะๆ พร้อมๆ กัน แทบจะวางบนพื้นเลยทีเดียว

ยังไงถ้าสนใจก็ลองไปชิมได้ครับ

Tako House

หลังจากที่ร่อนไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นมาทั่ว ร้านที่ดีก็มาก ที่ไม่ได้เรื่องก็มี
แต่ที่สังเกตคือ อาหารแพง และคนทำส่วนมากจะไม่ใช่คนญี่ปุ่น

ทาโกยากิร้อนๆๆๆๆ น่ากิน

แต่วันนี้มีอีกร้านที่จะมาแนะนำครับ เป็นร้านอาหารที่เปิดโดยคนญี่ปุ่นแท้ๆ ชื่อ ร้านทาโกะเฮ้าส์ (Tako House)

ที่มาที่ไปของร้านนี้

ร้านนี้ผมได้รับการเชื้อเชิญครั้งแรกโดย @lingjaidee ครับ
พี่ลิงใจดีเล่าว่า(เท่าที่จับใจความได้) ร้านนี้เป็นร้านที่มีต้นกำเนิดจากสามี(ญี่ปุ่น)กับภรรยา(คนไทยไปญี่ปุ่น)
สองคนนี้หลังจากแต่งงานกันก็ย้ายไปญี่ปุ่นนานๆๆ ครับ จากนั้นจึงกลับมาเมืองไทยอีกครั้งประมาณสามปีก่อน
แกก็เอาวิชาอาหารญี่ปุ่นมาเปิดร้านเล็กๆ หลัง Jusco รัชดาฯ ครับ
วิธีการมาก็ไม่ยากครับ เดินทะลุลานจอดรถมา ทะลุตัว Jusco มา เดินตรงเข้าซอยนิดๆ ก็เห็นร้านแล้วครับ
ถ้าหลงทาง เราก็จัดเบอร์โทรไว้ให้ครับ ที่ 087-5143558 ร้านเปิดทุกวันนะครับ ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น
(คืนก่อนไปมีลูกค้ามานั่งเรื่อยๆ ร้านก็อาจปิดเลทหน่อยได้นะครับ)


View Tako House in a larger map

แรกๆ ร้านนี้เปิดเป็นร้านเพิงเปิดสองห้อง ทำอาหารญี่ปุ่นขายได้เรื่อยๆ ถึงขั้นดี จึงต้องการพัฒนากิจการบ้างไรบ้าง
เลยตั้งใจทำเป็นห้องปิดติดแอร์อย่างดี แต่กลับถูกบีบและขึ้นค่าเช่า ทำให้ต้องเปิดเหลือห้องเดียว
ฟังดูเหมือนกับนิยายโอชินของคนสู้ชีวิตแท้ๆๆๆ ต้องต่อสู้กับเจ้าของที่ให้เช่า T T

ร้าน Tako house ครับ เน้นๆ ทาโกยากิ

เข้าร้านกันเถอะครับ

หลังจากเข้ามาในร้าน บรรยากาศร้านจะเป็นร้านเล็กๆ ครับ แรกเปิดประตูก็จะเห็นเตาทาโกยากิขนาดใหญ่
พี่ลิงแกว่านี่อิมพอร์ทมาจากโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นเลยนะเฟร้ยยยยยย

บรรยากาศเตาทาโกยากิอิมพอร์ท

ข้างในนั่งได้ 3-4 โต๊ะ แถมมีภาษาญี่ปุ่นลอยไปลอยมาเต็มร้าน บรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ
แรกๆ เข้าไปแล้วก็จะงงๆ หน่อยครับ แต่คุณภรรยาเจ้าของร้านดีมากๆ ครับ เข้ามาชวนคุย แนะนำเมนู
ซึ่งเมนูติดหราอยู่ที่ผนัง เอิ่ม ใหญ่มากครับ สังเกตราคาปานกลาง ไม่แพงมาก มีทั้งของกินเล่นกินจริง
นอกจากนั้นอาจมีเมนูสเปเชี่ยลแต่ละช่วง ซึ่งคุณภรรยาจะมาแนะนำให้ด้วย น่ารักมากๆๆๆๆ

บรรยากาศมุมญี่ปุ่นของร้าน
เมนูที่ร้านครับ

งั้นเรามาสั่งกันเลยดีกว่า แนะนำว่าร้านนี้สั่งแล้วอาจช้านิดนึงนะครับ

สิ่งที่ผมชอบร้านนี้มากๆ คือความเป็นกันเอง เราเดินไปดูเค้าทำได้ ถ่ายรูปได้ เจ้าของชวนคุยตลอด ชวนหิวๆ
ถ้าคุยญี่ปุ่นได้นี่จะเริ่ดมาก เพราะจะคุยกับคนอื่นๆ ในร้านได้ด้วย โดยเฉพาะคุณสามีที่เป็นชาวญี่ปุ่น

ทำอาหารให้ดูกันเห็นๆ เลยทีเดียว
ทาโกยากิ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ

จริงๆ นะ บรรยากาศมากินข้าวบ้านเพื่อน สบายๆ
มีแม่มาชวนคุย แนะนำอาหารเป็นกันเอง แถมไปดูแม่ทำกับข้าวก็ได้ อยากได้อะไรหยิบเอง เดินเพ่นพ่านได้สบายๆ

เริ่มเปิดด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย

และแล้ว… จานแรกก็มาแล้วครับ ผมไม่รู้จัก… ให้อารมณ์เหมือนพิซซ่าญี่ปุ่นปนแพนเค้กแฮะ แต่หอมกว่า
แต่เห็นผู้ร่วมทริปอีกท่าน คือ @sickbear เรียกมันว่า “Kyabetsuyaki” (พยายามฟังพี่แกหลายทีแต่ไม่รู้เรื่องจริงๆ)

พี่ @sickybear เรียกมันว่า Kyabetsuyaki

อร่อยดีครับ โดยเฉพาะตอนกินร้อนๆ หอมมาก
อารมณ์รสชาติคล้ายๆ Okonomiyaki แต่องค์ประกอบส่วนมากจะเป็นไข่ชั้นล่าง
ชั้นกลางเป็นผักและหอมใหญ่และหมู ส่วนชั้นบนเป็นซอสราดมายองเนส อร่อยเมพพพพพ
รสชาติอบอุ่นมากครับ หอมหวานและติดตรึงในความทรงจำเหลือเกิน

ประทับใจ Kyabetsuyaki

และแล้ว ทาโกยากิก็มาครับ…
หลังจากสั่งไป ก็มีกลิ่นหอมยั่วมาตลอด แถมรอนานนิดๆ เพราะเค้าทำใหม่ทุกครั้งที่เราสั่ง ไม่ได้เอาของเก่ามาอุ่นใหม่
และแล้ว,, ทาโกยากิร้อนๆ ก็มาครับ จานนึงมีแปดลูก กลิ่นหอมดีครับ

Takoyaki ที่สั่งมาแล้วครับ

แม้จะหิวมากมายแค่ไหน ก็อย่าได้ริอาจกระโจนเข้าใส่มันเร็วเกินไป เพราะมันร้อนมากๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

ทาโกยากิอร่อยไม่เลวแฮะ

ต่อมาก็เป็นข้าวปั้นอินาริครับ ชุดนึงมีสามคำ
เป็นข้าวปั้นห่อฟองเต้าหู้ รสชาติออกหวานๆ เปรี้ยวๆ เย็นๆ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะ

ข้าวปั้น Inari หรือ อินาริ

มาถึงอาหารจานหลัก

เริ่มด้วยชุดปลาย่าง เป็นชุดมาพร้อมข้าวญี่ปุ่นครับ จำชื่อปลาไม่ได้ -_-a
ย่างนานมาก เจ้าของร้านลงทุนไปย่างไฟนอกร้าน ก็หอมดีครับ จิ้มกินกับโชยุ รสชาติไม่เลว

ชุดปลาย่าง หอมใช้ได้

ชุดต่อมาก็เป็นฮัมบากุหมูชิ้นโตร้อนมาก มาพร้อมกับไข่ดาวและข้าวที่ร้อนไม่แพ้กัน
ชุดนี้ผมว่าอร่อยดีนะ เป็นหมูสับผสมกับหอมใหญ่ซอยละเอียดแล้วปรุงรสอย่างดี แม้ก้อนใหญ่แต่ก็สุกทั่วถึง

ฮัมบากุหมู ชิ้นโต ราดซอสเมพ

สิ่งที่ผมว่าแหล่มเลยคือซอสที่ราดบนหมูแหละครับ สันนิษฐานว่าเอามาจากซอสราดทาโกยากิ
ร่วมกับเนื้อหมูที่เสริมพลังจากหอมใหญ่ เนื้อหมูเด้งๆๆๆ อร่อยๆๆ กินเพลินๆ
แนะนำว่าให้สั่งซุปมิโซะ(ไม่รวมในชุด) เพิ่มมาด้วยครับ แหล่มสุด

ฮัมบากุอร่อย ก้อนใหญ่ เนื้อหมูปรุงรสอย่างดี
ระเบิดฮัมบากุกินกับไข่ คลุกซอสทั่วๆ อร่อยๆ

ส่วนจานหลักอีกจานนี่ผมเฝ้ารอเฝ้าคอยมานานครับ
จานนี้คือ tonkatsu ชุดหมูทอดญี่ปุ่นพร้อมข้าวครับ

ชุด tonkatsu ครับ

ชุด tonkatsu ประกอบด้วยหมูทอด น้ำจิ้ม ผัก และข้าวสวยครับ
ส่วนตัวผมว่า tonkatsu รสชาติกลางๆ ครับ ไม่ได้เก๋มากครับ อร่อยระดับแก้เสี้ยนแบบอยากกินมาก แต่ไม่รู้ที่ไหนดี
เนื้อหมูโอเคครับ เลือกส่วนใช้ได้ ส่วนแป้งกับเกล็ดขนมปังก็กลางๆ ครับ ทอดกรอบดีแต่ไม่ฟูมาก

เนื้อหมูโอเคครับ เนื้อแน่น ติดมันไม่เยอะ
แป้งและเกล็ดขนมปังบน tonkatsu

ถ้ากินเปล่าเปลี้ยๆ รสชาติจะเฉยๆ
แต่ถ้าได้เวทย์มนต์แห่งน้ำจิ้ม มันจะอร่อยเทพขึ้นมาอีกหลายขุมโดยไม่รู้ตัว

หมูทอดลงน้ำจิ้ม เข้ากันดีมาก

เอิ้ก อิ่มอร่อย
เติมข้าวไปทีนึง จุกแทบตายเลยครับ 555+

สรุปที่มากินวันนี้

ถ้าอธิบายเรื่องรสชาติ ราคา ผมให้ระดับปานกลางนะ ไม่ได้อร่อยมากๆ เหมือนร้านดังๆ แต่ราคาก็พอหยิบจับได้
เช่นถ้าเทียบทาโกยากิกับร้านงินดาโกะ (ใต้ Esplanade) ผมว่ายังห่างชั้นกันอยู่ แต่ราคาก็ห่างด้วย
หรืออย่างชุด tonkatsu ชุดนึงก็ประมาณ 120 บาท ถ้าเทียบราคาแล้วผมโอเคนะ
แต่จุดเด่นจริงๆ ของร้านนี้คือบรรยากาศและความเป็นกันเอง
การที่เข้ามาในร้านเค้าต้อนรับคุณดีมาก เป็นกันเองดี ชวนคุยได้ตลอด แนะนำอาหารว่าวันนี้มีอะไรดีไม่ดี
ถ้าเทียบก็อย่างที่บอกแหละครับ เหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนที่รู้จักกัน
อารมณ์แวะมาเที่ยว มาพูดคุยกัน แล้วกินข้าวด้วย มากกว่าที่จะเป็นลูกค้ากินเสร็จจ่ายเงินกลับไปจบ
แถมการเดินทางก็ไม่ยากด้วย ทะลุ Jusco เข้ามานิดเดียวเอง
เหมาะกับคนรอดูหนังหรือหลังหนังเลิกที่ esplanade (แต่ไม่เกิน 22.00 — แนะนำให้โทรไปถามที่ร้านก่อน) ก็ไปกินได้

เป็นอีกร้านที่ผมประทับใจในความอบอุ่นของอาหารเหนือรสชาติของอาหารครับ 😀

Brochette

คลั่งไคล้เนื้อย่างไปหลาย Entry
วันนี้หวนกลับมากินและรีวิว tonkatsu อีกครั้งหนึ่งครับ

คราวนี้ไปกินร้านไหนดี

หนึ่งในอาคารที่อุดมไปด้วยอาหารญี่ปุ่นชั้นเลิศ คืออาคารซิตี้รีสอร์ทครับ
อาคารนี้เข้าซอยมาทางสุขุมวิท 39 ครับ แต่เข้ามาลึกเหมือนกัน ถ้าไม่มีรถส่วนตัวจะลำบากหน่อย
แต่ถ้ามา BTS ก็ลงพร้อมพงษ์ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์หรือรถกะป๊อเข้ามาก็ได้

อาคารซิตี้รีสอร์ทครับ


View Citi Resort Bldg in a larger map

อย่างที่บอกครับ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่นี่มีเยอะมาก
ทั้ง Giants เนื้อย่าง, Rakutei tonkatsu, Ramen Tei และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่วันนี้จะพามาร้าน Brochette ครับ

ร้าน Brochette ครับ

ร้านนี้อยู่ชั้น 3 ของอาคารดังกล่าวครับ ,, หาไม่ยากครับ เพราะอยู่เยื้องๆ กับเนื้อย่าง Giants
เปิดบริการทุกวันสองช่วงเวลา 11.30-14.00 น. และ 17.30-22.00 น.
ถ้าหาไม่เจอหรืออยากจองลองโทรไปได้ที่ 026621559 ครับ

หน้าร้าน brochette

Brochette คืออะไร

จริงๆ คำว่า Brochette มีรากมาจากภาษาฝรั่งเศส จะประมาณว่าเนื้อสัตว์เสียบไม้ปิ้งย่างครับ
ซึ่งเนื้อสัตว์เสียบไม้ปิ้งย่างก็เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ร้านนี้ยังมีเมนูเทพๆ อีกหลายอย่างซึ่งส่วนมากเป็นเมนูทำร้อนๆ เช่น ยากิโซบะ
ถ้าสั่งแล้วพ่อครัวก็จะมาผัดให้เราดูให้เห็นกันได้ที่ Counter เลย
ซึ่งในจังหวะนั้นมันหอมมาก (แต่หัวเราจะแอบเหม็นนิดนึง) รวมทั้งปิ้ง/ทอดอาหารเสียบไม้ก็ตรงนั้น

พ่อครัวมาผัดยากิโซบะเอง หอมมากกกก

ส่วนวันนี้ผมจะมาตามล่า tonkatsu ครับ

และแล้ว ก็สั่งอาหารกันเถอะครับ

เปิดประตูเข้าร้านพนักงานก็มาต้อนรับอย่างดีครับ
เป็นร้านที่ counter ยาวและน่านั่งดีครับ ส่วนโต๊ะจะ preserve สำหรับกรณีมาหลายๆ คน
มาถึงพนักงานก็จดเมนูและเอาชาจีนเย็นมาเสิร์ฟ ชื่นใจดีครับ

ชาเย็นๆ ครับ

ส่วนบริการผมว่าโอเคนะ จะมีน้องพนักงานเสิร์ฟพรางกายอยู่หลังเรา
เวลาชาหมด เติมข้าว หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรเค้าก็มาเร็วดีครับ

อีกสักแป๊บน้องเค้าก็มาเสิร์ฟแล้วครับ เป็นข้าวหมูทอดราดแกงกะหรี่ของ @narudom
อยากบอกว่า หอมมากกกก… แอบชิมเครื่องแกงกะหรี่แล้วใช้ได้ครับ เข้มข้นดี
แต่ที่ผมว่าแปลกคือหมูที่นี่ดูจะไม่เปียกไปตามแกงกะหรี่ โดยเฉพาะตัวแป้ง+เกล็ดขนมปัง

ข้าวหมูทอดราดแกงกะหรี่ เมพพพพพ
หมู, เกล็ดขนมปัง และแกงกะหรี่ดูเข้ากันดีมาก

ส่วนของผมเป็นชุดหมูทอดครับ
ค่อยๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟ ตั้งแต่ข้าวญี่ปุ่น น้ำจิ้ม ผักดองและเต้าหู้เครื่องเคียง

ชุดข้าวและเครื่องเคียงของผม

ส่วนที่ผมว่าเก๋คือเต้าหู้ราดซีอิ้วนี่แหละครับ ดูทำไม่ยากแต่ทำได้ดี
อร่อยดีครับ แค่แอบเค็มไปนิด กินกับข้าวร้อนๆ นี่โอเคเลย

เต้าหู้ราดซีอิ้ว+โรยปลาหมึก น่ากินมาก

และแล้ววววว หมูทอดชิ้นโตผมก็มาครับ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ สีก็เหลืองทองกรอบครับ หิวแล้ววววววว
มาถึงขอถ่ายกับชุดก่อนครับ ก่อนที่ผมจะซัดมันหมดในพริบตาแน่นอน

ถ่ายครบทั้งชุดหมูทอดก่อนจะจัดลงท้อง

ก่อนไปดูหมูก็ไปดูผักกะหล่ำซอยกับมันบดครับ
กะหล่ำซอยเค้าโอเคเลยนะครับ สดและกรอบดี แถมราดด้วยน้ำมันงาหอมดีครับ
ส่วนมันบดก็หอมอร่อยดีครับ เป็นเครื่องเคียงบนจานที่เอามาลดเลี่ยนได้อย่างดี
เสียดายที่ชุดหมูทอดเติมได้แต่ข้าวครับ

มันหมดและกะหล่ำซอย

หมูทอดกันเถอะ

ส่วนหมูที่คอยส่งกลิ่นหอมและสีทองวับๆ ก็ขอแง้มดูนิดนึงครับ

โอยยยยย น่ากินมากมาย

เราค่อยๆ ไล่มาดูทีละส่วนเลยครับ เริ่มตั้งแต่เนื้อหมู
เป็นเนื้อสันนอกอย่างดีครับ ทอดได้สุกกำลังสวย เนื้อขาว มีมันแทรกไม่มากเกินไป
แถมพ่อครัวก็ตัดหมูแต่ละชิ้นขนาดพอดีคำ เอิ๊อออกกกก

เนื้อหมูสันนอกขาวๆ มีส่วนติดมันกำลังพอดี

ส่วนแป้งที่นี่คือความแตกต่างครับ!!!
ที่ต่างคือแป้งข้างนอกจะมีเกล็ดขนมปังไม่ได้ฟูมาก แต่แป้งเค้าจะทอดได้แน่นครับ
ประมาณว่า ถ้ากัดไปมันจะไม่ได้กรอบซุยเหมือนเจ้าอื่นๆ แต่มันจะแน่นๆ แข็งๆ นิดนึง
ข้อดีของมันคือ มันจะกรอบกรุ้มกริ่มดีมาก ไม่ว่าเราแช่น้ำจิ้มหรือราดแกงกะหรี่มันก็ไม่เซ็งหรือแฉะ
ส่วนตัว ผมชอบนะ จะกัดจะเคี้ยวหรือจะแช่น้ำจิัมนานๆ มันก็ยังกรอบ ประมาณกรอบนานแต่ไม่กรอบเว่อร์

แป้งที่นี่ทอดได้ดีดังคำบรรยาข้างต้นครับ
แป้งยังกรอบแม้แช่น้ำจิ้มหรือราดแกงกะหรี่

ส่วนน้ำจิ้มไม่ได้มีงาให้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด
รสชาติผมว่ากลางๆ ครับ ไม่ได้เด่นมากแต่ก็เสริมรสชาติหมูทอดได้ดี

หมูทอดสะท้านน้ำจิ้ม

อยากบอกว่ากินหมดชิ้นแล้วอิ่มมาก
หมูทอดชิ้นโตมากๆ จิ้มน้ำจิ้มแล้วเข้ากันดี แป้งทอดได้กรอบดีมาก ไม่ค่อยอมน้ำมัน
สุดท้ายที่ร้านยังมีผลไม้+กาแฟมาปิดท้ายด้วย

ตบท้ายด้วยกาแฟและผลไม้

ตบกันแรงทั้งหมูทั้งชุดกาแฟ อิ่มกันแทบคลานออกจากร้าน

ที่ได้มากินวันนี้

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ @narudom ที่เปิดประเด็นและการมากินที่ร้านนี้ครับ

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยครับ ทุกส่วนเข้ากันได้ดี
เนื้อหมูโอเค ส่วนติดมีนกำลังสวย แป้งทอดแบบแน่นแข็ง ไม่ได้ฟูฟ่อง ทำให้ทนต่อการเปียกชื้นดี
ส่วนเครื่องเคียงภายในชุดก็โอเคครับ แถมยังมีปิดท้ายด้วยผลไม้และกาแฟด้วย

หมูทอดร้านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

เก็บได้อีกร้านนึงแล้วครับ

AKA อากะ — tonkatsu + yakiniku

หลังๆ ผมชักติดใจการกินเนื้อย่างจนหลายๆ คนแนะนำว่าให้เลิกเปลี่ยนชื่อเป็น Yakiniku ดีกว่า
แต่วันนี้ ผมจะพาไปกินทั้ง tonkatsu และ yakiniku ครับ

ไปเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะทีไร ก็เห็นร้านเนื้อย่างสองร้านตั้งประจันกัน
ร้านแรกก็คือโนบุที่เคยรีวิวไปแล้ว
ส่วนวันนี้ก็เป็นอีกร้านนึงครับ คือร้าน AKA ครับ

ร้าน AKA ครับ

ร้านนี้มีดีอะไร

ร้านนี้มีขายทั้งอาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง แต่จะเน้นอาหารปิ้งย่างและทอด
แถมร้านนี้จะหากินง่ายกว่าร้านอื่นๆ หน่อย เพราะเปิดตามห้างใหญ่ๆ + มีหลายสาขาด้วย
ทั้ง Central World (ปิดร้านไปก่อน), Central พระราม 2, Central เเจ้งวัฒนะ และ Future รังสิต
(เท่าที่เคยเห็นนะ)

หน้าร้านครับ เปิดไฟสีแดงน่าสนใจดีมาก

งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่า

ลุยกับ tonkatsu กันก่อนดีกว่า

พอถึงร้าน อย่างแรกที่สั่งคือชาเขียวครับ ชื่นใจดี แต่ไม่เข้มข้นมากเท่าไหร่

ชาเขียวของทีร้าน

จากนั้นเมนูที่สั่งคือชุด tonkatsu ชุดนึงราคา 130 บาท ซึ่งผมว่าไม่แพงนะ
ซึ่งบรรยากาศก็แอบแปลกๆ เพราะคนอื่นเค้ากินเนื้อย่างกัน แต่ผมกลับสั่งอาหารชุด
แม้ว่าร้านนี้หลักๆ จะขายปิ้งย่างเป็นหลัก แต่พอชุด tonkatsu มาเสิร์ฟก็น่ากินไม่เบา

ชุด tonkatsu ที่รอคอย

ที่เห็นๆ ในชุดมีหมู ข้าว น้ำจิ้ม กิมจิ ซุปมิโสะ และสลัดสองแบบ
เริ่มที่น้ำจิ้มครับ รสชาติไม่เลว แต่ออกแนวหวานๆ หน่อย

น้ำจิ้มครับ

ข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ตอนมานี่ควันกรุ่นๆ แต่ถ่ายไปถ่ายมาควันหายหมด

ข้าวญี่ปุ่น

ซุปมิโสะ ผมว่าออกแนวหวานๆ นิดนึง แต่ก็ลื่นคอดี รสชาติใช้ได้

ซุปมิโสะ

ต่อมาเป็นแนวสลัดๆ ที่มาคู่กับชุดหมูทอดบ้าง
สลัดจานแรกเป็นผักกาดแก้ว แล้วราดด้วยน้ำสลัดใสแบบญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีมาก
รสชาติของน้ำสลัดลดกลิ่นเหม็นเขียวได้ดี ส่วนผักก็กรอบและสดมาก แต่ก้นถ้วยจะเค็มไปหน่อย

สลัดราดน้ำสลัดญี่ปุ่น

สลัดอีกอย่างมาบนจานหมูทอด ราดด้วยน้ำสลัดแบบข้น
จานนี้ผลักหลายแบบมากๆ ไม่รู้ชื่อแต่ชอบที่มีผักหลายอย่างมากๆ

สลัดอีกชุดที่วางบนจาน

ที่ผมชอบเลยคือ “ผักเยอะมาก”
ใครไม่ชอบผักอาจทรมาน แต่สำหรับผม มันทำให้กิน tonkatsu ได้โดยไม่ต้องกินข้าวมาก และไม่เลี่ยน

หมดออบชั่นต่างๆ ก็ถึงคิวหมูทอดมั่ง

หมูทอดในชุดดูน่ากินมากครับ แต่สีเหลืองทองระยิบระยับน่ากินมาแต่ไกล
แต่กลิ่นหอมไม่มาก เพราะกลิ่นเนื้อย่างเต็มร้านกลบไปหมด

มาถึงคราวหมูทอดแล้ว

ลองหยิบมาดูซักชิ้นดูหมูแล้วแอบเหนื่อยนิดนึง น่ากินมากๆ

อูยยยยย หมูน่ากินจังเงอะ

งั้นก็เอาลงน้ำจิ้มละกัน

ซัดหมูกับน้ำจิ้ม

คือผมว่า มันแจ่มใช้ได้เลยนะ ร้อนๆ นี่อร่อยไม่เลวเลย
หมูคุณภาพปานกลาง นุ่มระดับนึง ไม่แข็งหรือด้านมาก ดูดีๆ มีส่วนที่เป็นมันแทรกอยู่บ้าง

หมูทอดอีกมุม

ส่วนแป้งผมว่าก็โอเคนะ ไม่ได้หนามาก หรือมีเกล็ดขนมปังลอยฟูฟ่องเหมือนเจ้าอื่นๆ
แต่ก็ไม่น้อยเกินจนอรรถรถของการกินหมูทอดเสียไป
สรุปคือกำลังดีครับ กำลังอร่อยใช้ได้เลย (ถ้าเกล็ดขนมปังเยอะกว่านี้ก็จะดีมากเลย)

ทอดแป้งได้กรอบอร่อยดีครับ
อืมมม หมูทอดเหลืองเกรียมดี

ส่วนการทอดผมว่าแอบเกินไปนิดนึง+มีน้ำมันเยอะไปนิด
แต่สลัดผักหลากหลายรูปแบบก็สามารถเอามาตัดเลี่ยนได้

tonkatsu กับน้ำจิ้มเข้ากันได้ดีครับ

สุดท้ายเป็นอีกร้านนึงที่ผมว่าโอเคกับราคานะครับ เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารที่มา
ราคาสุทธิที่จ่ายไป 130+ค่าชาเขียว+service+vat = 170 กว่าบาท

มาต่อด้วยเนื้อย่างกันเถอะ

จริงๆ แค่ tonkatsu ก็อิ่มมากแล้ว แต่ที่ร้านก็ยังมีเนื้อย่างอันเป็นที่เชิดชูของร้านครับ
ผมก็เลยขอจัดอีกสักชุดนึงครับ

เริ่มที่การเตรียมน้ำจิ้มและเครื่องปรุงที่วางอยู่ครับ
รวมทั้งชุดผักต่างๆ

รอราดซ๊อสสำหรับจิ้มเนื้อ
ชุดผักที่เอามาย่าง

จากนั้นก็เป็นพวกเนื้อต่างๆ ครับ
โดยรวมผมว่ากลางๆ (จากที่เคยกินเทียบมากับหลายร้านนะ)
ยิ่งถ้าเทียบกับโนบุแล้ว ผมว่าโนบุอร่อยกว่าหลายขุมนะ

เนื้อลายมัน น่ากินๆๆๆ
เบคอนปิ้งเกรียมๆ
จริงๆ เนื้อเค้าก็ไม่เลวนะ

ถ้าเนื้อเลี่ยนมาก ผมก็ขอแนะนำมันฝรั่งบด
อร่อยดีครับ

มันฝรั่งบด

แต่สองสิ่งที่ผมชอบมากๆ ที่ร้านนี้คือ เห็ดออรินจิ และเนื้อสันนอกออสเตรเลีย
อร่อยเทพจริงครับ สันนอกออสเตรเลีย

เนื้อสันนอกออสเตรเลีย อร่อยสุดๆ ห้ามพลาดเลยทีเดียว
เห็ดออรินจิครับ
เนื้อ AUS สันนอกชิ้นโตมากกกก

โดยเฉพาะจังหวะปิ้งๆ เนื้อสันนอกออสเตรเลียถ้าปิ้งกำลังดีนั้น มันจะเหนียวนุ่มติดมัน
อร่อยโฮกกกกก อร่อยยได้อีก

เยี่ยมมม!!! ฟาดเนื้อย่างลงตะแกรง สันนอกออสเตรเลียเทพ

กินจนอิ่ม
ทั้ง tonkatsu ทั้งเนื้อย่าง ไปนอนดีกว่า ครอกๆๆๆๆ

สรุปที่มากินครั้งนี้

ส่วนตัวผมว่าร้านเค้าโอเคนะ สำหรับคนที่อยากกินอาหารญี่ปุ่นแบบสุกๆ ทอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ หน่อย
อาหารชุดราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่รสชาติและปริมาณนี่ต้องบอกว่าโอเคเลย
โดยเฉพาะชุด tonkatsu ที่ไปกิน ถ้าให้เทียบราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ส่วนเนื้อย่างที่ถือว่าเป็นจุดขายของร้าน ผมว่าปานกลางอะ
ข้อดีของที่นี่คงเป็นเรื่องการเดินทางที่ไม่ลำบากมาก และการที่ร้านตั้งในห้าง

ปิ้งย่างที่ร้าน

แต่นอกจากเนื้อสันนอกออสเตรเลียแล้ว ส่วนตัวผมว่าเนื้อยังสู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้เท่าไหร่
พูดตรงๆ ว่าโนบุยังอร่อยกว่าหลายอย่างครับ (ในระดับบุฟเฟ่ต์) ส่วนหนึ่งคงเพราะการหมักเนื้อด้วย
รวมทั้งพวกถาดใส่เนื้อผมว่ามันขาดจุดเด่นไปนะ มันเป็นแค่ถาดใส่สุกี้เอง
ทำให้ราคาเนื้อ (จากการมอง) หายไปหลายบาทอยู่

คออาหารญี่ปุ่นทดลองไปชิมที่ร้านกันได้ครับ

Misato มิซาโตะ

ถ้าพูดถึงร้าน tonkatsu ที่แบบเทพๆ บรรยากาศแบบ Japๆ เลยเนี่ย
เราจะยกร้านแบบสาขาเยอะๆ หรือร้านดังๆ มาเลยไม่ได้ ในห้างไม่เก๋ มันไม่แนว
ร้านที่เลือกต้องเป็นร้านชื่อแปลกๆ ลับๆ แต่กินแล้วต้องเก๋จริง
ร้านเหล่านั้นอยู่ใน blog ของผมแล้ว และกำลังทยอยเอาลงมาให้ครบถ้วน

วันนี้ที่เอามาก็เป็นร้านที่มีคนกล่าวขานว่าใกล้เคียงกับ tonkatsu ที่ญี่ปุ่นมากที่สุดแล้ว
ทั้งบรรยากาศ รสชาติ พ่อครัว (เว้นพนักงานที่หนักไปทางอีสานนิดนึง)
ร้านนี้ชื่อ Misato ครับ

หน้าร้าน Misato มิซาโตะ

ร้านอะไรอะ ไม่รู้จักเลย

จริงๆ อยากบอกว่าร้านนี้ดังในระดับนึงนะครับ โดยเฉพาะผู้คลั่ง tonkatsu และอาหารญี่ปุ่น
โดยร้าน Misato ตั้งอยู่ที่ตึกชาญอิสสระ ถนนพระรามสี่ เยื้องๆ กับ สถานเสาวภา
หรือง่ายๆ ก็เดินมาจากโรบินสันสีลม (เก่า) ย้อนมาทางหัวลำโพงประมาณ 100 เมตรได้

ในตึกชาญอิสสระ 1 มี misato ที่ชั้น 1

ร้านเปิดบริการสองช่วงเวลานะครับ ช่วงแรกคือ 1130-1400 น และช่วงหลัง 1730-2200 น. วันอาทิตย์ปิด
แนะนำให้มากลางวันนะครับ เพราะกลางคืนจะแปรสภาพจากร้านอาหารเป็นร้านที่มาสังสรรค์ของชาวญี่ปุ่นมากกว่า
แนะนำว่าโทรมาก่อนนะครับที่ 022372266 เพราะบางเที่ยงคนแน่นมาก
ถ้ายังหลงก็มาตามแผนที่นี่ละกัน


View My Life in a larger map

เมื่อเหยียบเข้ามาในร้าน

จากประสบการณ์ทัวร์ร้าน tonkatsu ร้านนี้บรรยากาศใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากๆ (แม้ตัวเองไม่เคยไปมาก่อน)
ทั้งการจัดร้าน เมนู(มีแค่ภาษาญี่ปุ่นกับอังกฤษ) พ่อครัว และลูกค้า(มักพกหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมาอ่าน)
นั่งในร้านก็ดูเมนูครับ ไม่รู้เรื่อง ภาษาญี่ปุ่นล้วน T-T แต่คนเสิร์ฟเข้าใจ
เพราะคนไทยที่มากินส่วนมากก็กินแค่ tonkatsu ครับ ทั้งๆ ที่ที่นี่เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นธรรมดาๆ
มีขายหมดทั้งซูชิ ปลาดิบ ของทอด นั่นนี่ แต่พอพูดถึงร้านนี้คนไทยรู้จักแค่ ,,, tonkatsu ครับ

ผมนั่งที่ counter ครับ ประจันหน้ากับพ่อครัวเลย

เริ่มต้อนรับกับผ้าอุ่นๆ เอาไว้เช็ดมือ กับชาจีนร้อน

ชุดชาร้อนและผ้าเช็ดมือระหว่างรอ

จากนั้นระหว่างรอ tonkatsu ผมก็สั่งปูอัดซาซิมิ อร่อยเหมือนกัน ^^ชอบตรงวาซาบิที่ให้เยอะ มีกลิ่นสดชื่นและไม่ฉุนมาก

ซาชิมิปูอัดตามสถานะทางการเงินช่วงนั้น

จริงๆ เคยกินพวกซาชิมิแซลมอลด้วย อร่อยมากๆ
เนื้อปลาดสด ไขมันกำลังพอดี แตะวาซาบินิด โชยุหน่อย อร่อยเทพกว่าบุฟเฟ่ต์ที่ใดในสามโลก
แต่ 5 ชิ้น 400 ,, ตกชิ้นละ 80 บาท OMG

แซลมอนเทพสุดสามโลก ราคาก็เทพไม่แพ้กัน

เม้าท์เพลิน!! มาแล้วครับ ชุด tonkatsu ชิ้นโตของผม
ภายในชุดจะประกอบไปด้วย หมูทอด 1 ชิ้น กะหล่ำ น้ำจิ้มทงคัตสึ น้ำสลัด เครื่องดอง เครื่องเคียง และมิโซะซุป
น้ำจิ้มที่นี่แอบแปลก ที่ไม่มีงามาให้ด้วย อืมมมม

นั่นมันชุด tonkatsu ของผมนี่นา

เริ่มที่มิโซะครับ รสชาติใช้ได้ อร่อยดี กำลังกลมกล่อมพอดี

มิโสะซุปอร่อยดีนะ

ของดองเป็นอะไรซักอย่างนี่แหละ สีม่วงๆ เค็มๆ งงๆ ให้มาก็กินหมด (แต่จริงๆ ไม่หมด)
เครื่องเคียงเป็นวุ้นเส้นบุกครับ มันกรุบๆ กว่าวุ้นเส้นตามท้องตลาดนิดนึง

เครื่องเครียงเส้นบุก อร่อยดีเหมือนกัน

ส่วนสิ่งที่ต่างกับเจ้าอื่นนิดๆ คือเรื่องน้ำจิ้มแหละครับ
เพราะที่นี่เวลากินไม่ควรราดน้ำสลัดลงไปตรงๆ ครับ
ให้คีบกะหล่ำซอยแล้วจุ่มน้ำสลัดสักแป๊บ แล้วยกขึ้นมากินเป็นคำๆ ไปดีกว่า
หรือถ้าใครชอบราดเอาแบบผม ก็อย่าเยอะ
เพราะหากราดเยอะไป น้ำสลัดมันจะซึมออกมาด้านล่างแล้วทำให้ไปโดนแป้งของหมูทอด
ทำให้แป้งมันนิ่ม ไม่กรอบและอร่อย รวมทั้งจะมห้ให้เกิดการแยกชั้นของแป้งและหมูด้วย

เวลากินกะหล่ำอย่าราดน้ำจิ้มไปแบบตรงๆ นะครับ

มาดูหมูทอดกันมั่งดีกว่า

ทีนี้มาดูจานหลักของเราบ้างครับ นั่นคือส่วนของหมูทอดชิ้นโตที่วางตรงหน้า
เริ่มที่แป้งด้านนอกผมว่าอร่อยเลยแหละ กรอบกำลังดี กรุบกรับๆ

แป้งข้างนอกทอดได้กรอบ อร่อยมากๆ ครับ

ส่วนหมูที่สั่งเป็นสันนอกคุณภาพดี ชิ้นโตๆ เอามาทอด
กัดไปแต่ละทีนี่เต็มปากเต็มคำมากๆ อร่อยๆ
สังเกตว่ามีลายเนื้อสอง zone ซึ่งให้รสชาติและความรู้สึกในการเคี้ยวที่ต่างกัน ^^

เนื้อหมูของ Misato อร่อยมากๆ

ยอมรับว่าหมูชิ้นใหญ่มากๆ กินเซ็ตเดียวก็อิ่มแล้วครับ

แต่ที่นี่แอบมีข้อเสียนิดนึง
กล่าวคือ ไม่มีพวกตะแกรงหรืออะไรมารองข้างใต้ชิ้นหมูเหมือนร้านอื่นๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเปียกได้
ทั้งเปียกจากน้ำจิ้มสลัดที่เผลอราดลงไปมากเกิน
หรือเปียกจากไอน้ำอันเป็นผลจากการควบแน่น แล้วตกลงมาแฉะใต้ชิ้นหมู

ไม่ได้เวอร์นะเธอว์

หมูทอดที่นี่อร่อยครับ เสียดายเติมไม่ได้

ปิดท้ายเซตด้วยของหวานเป็นผลไม้ (เป็นแตงโมกับสับปะรด) และกาแฟร้อน/เย็นให้เลือก อิ่มกำลังดี

ชุดผลไม้และกาแฟปิดท้าย

เอิ๊ก อิ่มมาก ดีแล้วที่ไม่มีเติมเพิ่ม ^^”

สรุปที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศที่ร้านและพนักงานนะครับ
แม้จะมีภาษาอีสานลอยมาเป็นพักๆ แต่ที่ร้านก็ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นดีมาก

แป้งฟู หมูอร่อยน่ากินมากๆ

พนักงานก็เอาใจใส่ดีระดับหนึ่ง ตามจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ในขณะนั้น
ซึ่งลูกค้าช่วงเที่ยงที่ผมไปมา 2-3 ครั้ง พบว่าคนเยอะมาก เต็มร้านตลอด (วันธรรมดา)
ลูกค้าส่วนมากจะเป็นคนญี่ปุ่นนะครับ ทำให้เมนูต่างๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นไหมหมด
ถ้าใครมีเบสิกการอ่านภาษาญี่ปุ่นจะช่วยได้มาก
แต่ถ้าพูดไม่ได้ มาถึงพนักงานเค้าก็จะเข้าใจกลายๆ ว่าเราจะมากิน tonkatsu อยู่แล้วครับ
สนนราคา Net ของ tonkatsu ชุดกลาง 250 ครับ จริงๆ มีชุดใหญ่ด้วย 300 บาท ส่วนซาซิมิปูอัด 120 ครับ -_-a
ส่วนตัว ถ้าคุณภาพขนาดนี้ ราคาถือว่าอยู่กลางๆ ครับ

อร่อยและติดใจครับ ทำ blog นี้แล้วหิวไปด้วย

เป็นอีกร้านที่ควรลิ้มลองและคอ tonkatsu ไม่ควรพลาดเลย

Bekku tonkatsu

ถ้าถามถึงร้าน tonkatsu ที่ดีที่สุด… คำตอบมันค่อนข้าง Ideal มากๆ
เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าให้แนะนำว่าร้านไหนที่เหมาะและน่าไปที่สุด
ร้าน Bekku ถือว่าเป็นร้านหนึ่งในนั้นครับ

ประวัติและการเดินทางของร้าน

จริงๆ ร้านนี้มีต้นกำเนิดที่สาขาแรกที่เวิ้งตรงข้ามโรงแรมอริสตันครับ
ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ซึ่งเป็นซอยที่ติดกับห้างเอ็มโพเรียม เข้าไปประมาณ 200 เมตร
แต่ตอนนี้สาขาแรกปิดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือร้านใหม่ในซอยเดียวกัน อยู่ลึกกว่าเท่าตัว
อยู่ที่ President park ท้าย ซ.สุขุมวิท 24 (เกือบทะลุพระราม 4 แลัว) แถวๆ โรงแรมเดวิส ครับ
เปิดช่วงกลางวัน 11.30 – 14.00 น. เย็น 17.30 – 22.00 น. หยุดวันพุธ โทร. 027140469 / 026610645
ผมเคยกินทั้งสองร้านมาแล้ว และประทับใจมาตลอดครับ


View Bekku in a larger map

ส่วนวันนี้ที่ผมจะพาไป เป็นอีกสาขาครับ อยู่ที่ทองหล่อ
ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนเปิดก่อนระหว่างที่ President park กับสาขาทองหล่อนี้

ป้ายหน้าร้านครับ

ข้อดีของสาขาทองหล่อนี้คือมาสะดวกมากๆ แค่ลงรถไฟฟ้าเดินเข้าทองหล่อประมาณ 80 เมตร เลยร้าน 7-11 มาหน่อยนึงก็จะเจอ bekku สาขานี้ครับ หรือลองโทรไปสอบถามก่อนได้ที่ 027140469 ครับ

เมื่อเดินเข้าร้าน

สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับร้านเบคคุคือพนักงานที่มาสอบถามตลอด
ตั้งแต่ที่ผมเดินเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่หน้าร้านก็มีพนักงานมาให้ข้อมูล
เข้ามาตอนเที่ยง วันนี้คนไม่เยอะมาก ถือว่าโชคดีครับ

วันนี้สั่งเมนูชุดครับ
ภายในชุดมีหมูทอด, ข้าว, ซุปมิโสะ, น้ำชา, เครื่องเคียงต่างๆ และของหวานครับ
ถ้าเป็นเมนูธรรมดาก็ 220 บาทครับ ถ้าพิเศษก็ 240 ครับ ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงมาก

หน้าร้านเบคคุครับ หาไม่ยากเลย
น้ำสลัดและน้ำจิ้มหมูทอดบนโต๊ะ

ในร้านตกแต่งแบบญี่ปุ่น ติดป้ายโฆษณา ติดรายละเอียดเมนูเยอะแยะ
และก็มีป้ายบอกว่าสำหรับเมนูชุดเติมได้ เข้าใจง่ายๆ คือเติมได้หมด ยกเว้นหมู (ก็แน่!!) กับของหวาน

เมนูอาหารเที่ยง

มาถึงก็ต้อนรับผมด้วยเครื่องดื่มครับ สามารถเลือกได้ทั้งชาเขียวร้อน-เย็น

ชาเขียวเย็นๆ มาแล้วจ้า

เมื่อตัดสินในสั่ง Set ที่ต้องการไปแล้ว
จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟหมู่เครื่องเคียงถ้วยเล็กๆ ซึ่งเยอะครับ
มีคนเคยบอกว่าช่วงเย็นๆ จะมีเครื่องเคียงเยอะกว่าเที่ยงๆ อีก

เครื่องเคียง : ยำเห็ด
เครื่องเคียง : ยำผลไม้

ส่วนตัวผมเฉยๆ กับเครื่องเคียงพวกนี้นะ อร่อยกลางๆ บางอย่างก็ไม่อร่อยก็มี
ถ้าราคาเพิ่มกับพวกนี้ ผมว่า ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

เครื่องเคียง : มันบด
เครื่องเคียง : เส้นสปาเก๊ตตี้คลุกซอส
เครื่องเคียง : ไก่ในซอส

ที่ผมชอบคือสาขาที่ไปพนักงานเอาใจใส่ดีครับ กินยังไม่หมดก็ถามว่าจะเติมไหม
เดินเสิร์ฟตลอดไม่มีบ่นอะไร แอบสงสารนิดๆ ที่ถ้วยเล็ก
บางวันเครื่องเคียงอร่อย ผมก็เติมไป 6-7 รอบเลย

จนแล้วจนรอด
ข้าว ซุป และเครื่องเคียงมาพร้อมแล้ว ก็รอหมูทอดกันเถอะครับ

ตอนนี้เหลือแค่หมูทอดครับ

ห้ามพลาดสลัดกะหล่ำ

สิ่งที่ผมว่าร้าน Bekku เหนือกว่าร้านอื่น นอกจากเครื่องเคียงที่หลายหลากแล้ว
ยังมีเจ้านี่ครับ กะหล่ำซอย

กะหล่ำซอย+น้ำราดสุดยอดมาก

ที่เด็ดคือน้ำราดกะหล่ำครับ
ที่นี่รสชาติมันจัดจ้านมากๆ เหมาะกับลิ้นและริมฝีปากคนไทยสุดๆ
ยิ่งได้เสิร์ฟจังหวะเข้าคู่กับหมูทอดตอนเลี่ยนๆ นี่ตัดกันดีมากๆ เลย

หมูทอดมาแล้ว

โอวว และแล้วก็มาแล้วครับ เริ่มที่หมูสันนอกชิ้นโต ยาวประมาณฟุตนึง ใหญ่กว่า Saboten ราว 30% ได้เลย
สังเกตง่ายๆ หมูเลยตะแกรงรองหมูข้างล่าง มันจะต้องยาวมากๆ อยู่แล้ว

หมูทอดชิ้นโตครับ

เค้าทอดหมูได้เหลืองทองดี กลิ่นหอมน่ากินครับ
แป้งทอดได้เหลืองกรอบดี เกร็ดขนมปังละเอียด ไม่มีน้ำมันเยิ้ม
แล้วหั่นมาให้ขนาดใหญ่พอดีสามคำหมด เฮือกกกกก

แป้งทอดได้สุดยอดมากครับ กรอบอร่อย
หมูสันนอกชิ้นโตหั่นมาให้พร้อม
หมูสันนอกเนื้อดี ติดมันเยอะไปนิด

ลองกัดคำแรก มันอร่อยมากๆ ขอเรียกมันว่าความสมดุลครับ กับตัวแป้งที่ทอดกรอบกำลังดี ไม่แข็ง ไม่อมน้ำมัน
หมูสันนอกคุณภาพดี เกร็ดขนมปังที่ใช้ละเอียดและมีคุณภาพดี
ผสานกับน้ำจิ้มที่รสชาติจัดจ้าน แต่พอเจอชิ้นหมูกับกลมกล่อมอย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งได้กับน้ำจิ้มนี่สุดยอดมากๆ

หมูทอดได้อร่อยมากๆ ครับ
เข้าคู่กับน้ำจิ้มอย่างดี

ส่วนหมูสันในของ Bekku ก็อร่อยนะครับ
ที่เคยกินมาหลายๆ เจ้าเค้าจะเป็นเนื้อล้วนๆ และด้านๆ จริงจัง
แต่ที่นี่หมูเค้าเป็นเนื้อล้วนๆ ก็จริง แต่มันนุ่มและอร่อยมาก
เหมาะกับสาวๆ ที่ไม่ต้องการบริโภคสันนอกที่มีปริมาณมันค่อนข้างมาก

สันในทอดก้อนกลมหอมน่ากิน
เนื้อหมูสันนอกนุ่มอร่อยดีมาก

อยากรู้มั้ยว่าเมนูพิเศษที่แพงขึ้น 20 บาทเป็นอย่างไร

ผมเคยอยากรู้นะ ก็เลยลองสั่งดู
คือเมนูพิเศษมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ละช่วง
ซึ่งวันที่ผมไปเป็นทงคัตสึราดแกงกะหรี่ครับ ฟังดูแล้วน่ากินมากๆๆ เลยจัดมาซักชุด

หมูทอดราดแกงกะหรี่ ดูน่ากินเลยทีเดียว

มันน่ากินมากๆ ครับ แกงกะหรี่ก็ไม่ขี้เหร่อะไร
แต่มันกลับกลายเป็นข้อเสียและกลบจุดเด่นของแต่ละตัวไปหมด

หมูทอดในแกงกะหรี่

กล่าวคือ แป้งหมูทอด หลังจากโดนแกงก็ไร้ซึ่งความกรอบอีกต่อไป
ทำให้เนื้อหมูมันเด่นมามากเกินไป ไม่มีแป้งกรอบๆ ช่วยเลยรู้สึกเฉยๆ
ส่วนแป้งที่แหยะๆ ก็ไปทำให้แกงกะหรี่มันไม่ค่อยอร่อยอีกต่อครับ

แป้งที่ทอดกับแกงกะหรี่ดูจะไม่ชอบกันเท่าไหร่นัก

สรุป เมนูธรรมดาอร่อยกว่าแฮะ

ปิดท้ายด้วยของหวาน

และปิดท้ายกับของหวาน คัสตาร์ดเย็นครับ
แม้จะอิ่มจากหมูแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่าอยากกินอีกถ้วย

คัสตาร์ดเย็นอร่อยมากๆ ครับ เสียดายได้ถ้วยเดียว

ถือเป็นของหวานที่ปิดท้ายและอร่อยเอาเสียมากๆ เลยทีเดียว

สรุปที่ไปกินมา

สมกับเป็นหนึ่งในร้านที่ผมว่าสร้างความประทับใจร้านหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งคุณภาพ รสชาติ ปริมาณอาหาร และราคาที่อยู่ในเกณฑ์สมเหตุสมผลดีนะ ของหวานก็ดี
การเดินทางก็สะดวกดี ลงรถไฟฟ้าก็เรียกว่าจะถึงเลย หรืออีกสาขาออกเดวิสเสร็จก็ถึงเลย
ส่วนที่ยังเป็นข้อด้อยคือเมนูพิเศษ ในวันที่ผมกินมันยังไม่โดนพอ
รวมทั้งพวกเครื่องเคียงไม่ถูกปากผมหลายอย่าง ทั้งมะเขือ กะหล่ำต้ม ฯลฯ
แต่ข้อด้อยเหล่านี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน

ร้าน Bekku ครับ

Tonsei ตองเซอิ

ผมเพิ่งสังเกตว่า แถวๆ ตึกธนิยะมีคนญี่ปุ่นอยู่เยอะมาก ไม่แพ้แถวๆ สุขุมวิทเลย
แต่อันนี้มักเป็นแนวพนักงานบริษัทมาทำงานมากกว่า
แถวนี้ก็เลยมีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะมากๆ หลากหลายแนวและราคา
แม้แต่ในซอยทานตะวัน (ตรงข้ามโรงแรมตะวันนารามาดา) ที่เป็นซอยเล็กๆ
แต่ยังมีร้าน tonkatsu ถึงสองร้านเช่นกัน
ร้านแรกก็ review ไปแล้ว คือ Katsushin
ส่วนวันนี้จะมา review อีกร้านที่อยู่ตรงข้ามกัน นั่นคือ Tonsei หรือ ตองเซอิ

หน้าร้าน tonsei ตองเซอิ

ขอสถานที่อีกทีนึง+รายละเอียดเพิ่มเติม

ร้าน Tonsei อยู่ในซอนทานตะวันอย่างที่เล่ามาแล้ว
เยื้องๆ กับร้าน Katsushin แต่ร้านนี้ถึงก่อนนิดนึง
ถ้ายังงงๆ ก็ไปตาม map ละกันนะครับ


View tonsei in a larger map

เดินทางเข้าได้ทั้งทางสีลมซอย 6 หรือเข้าทางซอยทานตะวัน (ทางถนนสุรวงศ์) ก็ได้
ร้านนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 1100-2300 น ไม่มีหยุดพักกลางวัน
หรือยังไงลองโทรไปก่อนได้ที่ 02-236-2836 นะครับ

นอกจากของทอดร้านนี้ยังขายอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ด้วยนะครับ ลองไปติดตามเมนูที่ร้านได้
ถ้าสนใจลองไปพลิกๆ ดูเมนูภาษาไทยหน้าร้านก่อนได้ครับ

บรรยากาศร้าน

กำลังยืนกะจะตั้งกล้องถ่ายรูปแล้วก็ต้องเก็บไปก่อน
เพราะพนักงานเค้าเปิดประตูต้อนรับเราอย่างดี (เหมือนเค้าจะส่องๆ เราว่าจะเข้าร้านหรือเปล่า)
เอาวะ!! เข้าก็เข้า (ทำฟอร์มไปงั้นแหละ ยังไงตั้งใจมาอยู่แล้ว)

พอเข้าร้านแล้วความรู้สึกแรกเหมือนกับมาร้านในญี่ปุ่นเลยนะ
บรรยากาศแบบใช่เลย ลูกค้าทุกคนพูดญี่ปุ่นหมดยกเว้นผม

บรรยากาศร้านเมื่อแรกเข้า

เท่าที่สังเกต ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่นและให้อารมณ์แบบลูกค้าประจำ
เพราะผมสังเกตว่าลูกค้าและพนักงานทักทาย+คุยเล่นกันคุ้นเคยมากๆ ด้วยภาษาญี่ปุ่น
ใช่ครับ พนักงานเสิร์ฟคุยภาษาญี่ปุ่นได้ -_-a เอาซะเรางงเหมือนกัน

ส่วนตัวผมแอบประทับใจเล็กๆ นะ เพราะถ้าเป็นคนญี่ปุ่น เค้าจะเอาเมนูญี่ปุ่นมาให้ แบบสวยเลย
ซึ่งผมลองแอบดูแล้ว ยิ่งกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นญี่ปุ่นหมด เขียนหวัดๆ ไม่มีรูป ขนาดราคายังญี่ปุ่นเลย
แต่พอคนไทยมา เค้าจะเอาเมนูไทยให้ ถ่ายรูปด้วย พร้อมราคา
ลักษณะเมนูเหมือนกับสเต๊กสามย่านอะครับ -_-a อาจไม่เนี้ยบ แต่สั่งง่ายดี

ส่วนนี่เป็นบรรยากาศบนโต๊ะครับ มีพร้อมทั้งโชยุและซอสราดหมูทอด

บนโต๊ะร้าน tonsei

ลองสั่งของรองท้องมาดู

พอสั่งปุ๊บ แปลว่าเราจะกินแน่ๆ
ก็เลยยกผ้าเช็ดมืออุ่นๆ กับน้ำชาเย็นๆ มาให้ ถูกใจมาก เพราะตอนนี้ร้อนจัดๆ แถมเดินมาไกลด้วย

ผ้าเช็ดมืออุ่นๆ และน้ำชาเย็นๆ

ผมไปคนเดียว เลยสั่งอะไรมามากไม่ได้
เอาขณะนั้นที่ผมอยากกินเป็นที่ตั้ง ซึ่งตอนนั้นอยากกินอะไรกรุบๆ สดๆ ไม่แพง
ผมเลยสั่งซาซิมิปลาหมึกยักษ์ไปครับ

ซาซิมิ หนาวดปลาหมึกยักษ์

ส่วนตัวผมว่าปลาหมึกสดดีนะครับ อร่อยดี ยิ่งได้คู่กับวาซาบิและโชยุแล้วอร่อยมากๆ เลย
เหมาะกับสำหรับการเรียกน้ำย่อยเป็นอย่างยิ่ง มันกรุบมากๆๆ

หนวดปลาหมึกยักษ์กับโชยุ

เมื่อชุดหมูทอดมาเยี่ยมเยือน

เมื่อแรกพบชุด tonkatsu ของผมไม่ใช่เจอกันด้วยสายตา… แต่มาด้วยกลิ่น
คือมันหอมรัญจวนใจมาตั้งแต่ไกลเลยทีเดียว

ชุดข้าวหมูทอด tonkatsu

นอกจากนั้นมีผักดอง ข้าวและซุปมาด้วยในชุดพร้อมกับหมูชิ้นโต
ควันคลุ้งหอมฉุย น่ากินมากๆ

ข้าว โชยุ และผักดอง

ส่วนนี่ครับ หมูทอดชิ้นโตเจ้าปัญหาของเรา ทอดได้เหลืองกรอบและหอมมากๆ
แต่เรายังไม่กินตอนนี้ครับ เพราะเรายังมีเครื่องเคียงภายหลังอยู่นะ

ชิ้นหมูทอดเหลืองหอมน่ากิน

เครื่องเคียงอย่างแรกคือผักกะหล่ำซอยครับ แอบชิมแล้วอร่อยดี ไม่เหม็น
เค้าอัดมาให้เยอะมากๆ เลย แถมด้วยมะเขือเทศหนึ่งซีก

กะหล่ำซอย และ มะเขือเทศ

แล้วยังมีมะกะโรนีคลุกกับน้ำสลัด แตงกวา และแฮมหั่นเล็กๆ
อร่อยดีเหมือนกัน แก้เลี่ยนได้ดีครับ

มะกะโรนีคลุกแฮม

พอครบทุกอย่าง เราก็มาเจอหมูทอดของเราดีกว่าครับ

หมูทอดแห่งร้าน Tonsei

หมูทอดที่มาเป็นหมูสันนอกครับ มีส่วนของเนื้อหมูนิ่มๆ ปนกับส่วนที่เป็นมันเล็กๆ ครับ
น่ากินมากๆๆ

หมูทอดในชุด tonkatsu

ส่วนแป้งของที่นี่ แม้จะไม่ได้หนาและฟูฟ่องเหมือนที่อื่นๆ
แต่ก็สามารถทอดได้เหลืองกรอบดี และเค้ายังกลับมีความหอมพิเศษ
เหมือนใส่ความตั้งใจและทะนุถนอมลงไปในการทอดด้วย

แป้งบนหมู tonkatsu

โดยการกินของที่นี่คือเราจะราดน้ำจิ้มลงไปในตัวหมูเลย
ตอนแรกผมก็แอบงงๆ ว่าแล้วงี้มันแป้งที่กรอบๆ จะไม่นิ่มหมดเหรอ

ราดน้ำจิ้มลงบนตัวหมูเลย

แต่นี่แหละที่ผมว่าเจ๋งคือ ราดน้ำจิ้มลงไปแล้วแป้งก็ยังคงสภาพอยู่ได้
คือแป้งที่ทอดจะมีน้ำจิ้มปนอยู่ แต่ความกรอบก็ยังใกล้เคียงเดิม
กลายเป็นส่วนผสมที่แปลกและอร่อยดีมากๆ

เมื่อแป้งเจอกับน้ำจิ้ม

นอกจากนั้น ผมว่าแป้งที่ทอดเค้าหอมมากเลยนะ
ยิ่งได้ผสมกับเนื้อหมูสันนอกชั้นดี น้ำจิ้มรสเลิศ โชยุลื่นคอ มีผักกำหล่ำและเครื่องเคียงมาตัดเลี่ยน
มันเป็นอะไรที่แบบว่า ลงตัวสุดๆ

แป้งไม่นิ่มแม้จะทอดมานานแล้ว

ถ่ายไปกินไปจนออกเกือบคนสุดท้าย ขนาดคนที่มาทีหลังยังออกก่อน
แต่ tonkatsu ของผมมันก็ยังคงความกรอบอยู่ แม้ว่าจะเป็นชิ้นสุดท้าย
อร่อยและประทับใจร้านนี้มากๆ ครับ

สรุปที่มากินร้านนี้

ส่วนตัวผมประทับใจแทบทุกอย่างเลยนะครับ
ราคาก็ไม่แพง (ชุดหมูทอด 200 บาท, หนวดปลาหมึก 80 บาท) บริการดีครับ
แถมร้านยังเปิดโดยไม่มีช่วงพักบ่ายเหมือนกับร้านอื่นๆ ด้วย ทำให้สามารถมากินตอนบ่ายแก่ๆ ได้

ชุดหมูทอด+น้ำจิ้ม อร่อยดี

ส่วนตัวหมูทอดและอาหารที่ผมสั่งมาถือว่าทางร้านทำได้ดีนะครับ ในราคานี้
แป้งทอดหมูที่กรอบทนกรอบนาน และชิ้นหมูที่ทอดได้สุกกำลังดี
กับน้ำจิ้มและเครื่องเคียงต่างๆ ลงตัวกับหมูได้อย่างพอดี

เป็นร้านนึงที่มีโอกาสแล้วคราวหน้าผมจะไปอีกครับ

Saboten ซาโบเตน

ร้าน tonkatsu อีกร้านที่มีชื่อเสียงมากๆ และคนเยอะมากๆ
เดินผ่านหน้าร้านเมื่อไหร่ก็เห็นคนเต็มตลอดเวลา

เหตุไม่ใช่แค่เพียงว่าเป็นร้านที่เดินทางได้สะดวกเพราะอยู่ใจกลางเมือง
แต่คุณภาพของอาหารก็ไม่เคยลดลงไปด้วย แม้คนจะเยอะแค่ไหนก็ตาม

หน้าร้านซาโบเตน Saboten

ใช่ครับ ร้านนั้นคือ Saboten นั่นเอง

ข้อมูลร้านเบื้องต้น

Saboten จากพจนานุกรมมันแปลว่ากระบองเพชรนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับร้านเหมือนกัน

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ห้าง Central World Plaza ฝั่ง Isetan
โดยร้านนี้อยู่ใกล้ๆ กับร้านหนังสือ Kinokuniya ครับ หาไม่ยากครับ
เพราะถ้าไปช่วงเที่ยงๆ หรือเย็นๆ คนจะเยอะมาก และล้นออกมาหน้าร้านเป็นประจำ

หน้าร้านซาโบเทน saboten คนเยอะแทบจะตลอดเวลา

เป็นร้านห้องเดียว แต่ใหญ่ๆ หน่อยๆ มีพนักงานมาคอยต้อนรับ (หลังๆ กลายเป็นจัดคิวมากกว่า) หน้าร้าน
ถ้าสั่งอาหารชุด เราสามารถเติมข้าว กะหล่ำซอย มิโสะ และชาเขียวได้เรื่อยๆ

ร้านเปิดประมาณ 1030 – 2100 น. นะครับ
ไม่มีพักช่วงบ่ายๆ เหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นอีกหลายๆ ร้าน

บรรยากาศก่อนที่อาหารมา

หลังจากต่อคิวและฝ่าฝูงชนมาได้ ก็ได้ที่นั่ง พร้อมกับชาเขียวเย็นครับ
ผมชอบชาเขียวที่นี่นะ ผมว่ารสมันเหมือนสาหร่ายเถ้าแก่น้อยนะ สดชื่นดีๆ

ชาเขียวเย็น saboten ซาโบเตน

ร้านนี้หลักๆ จะขายพวกของทอดเป็นหลักนะครับ
นอกจากชุดหมูทอด tonkatsu แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่อร่อยมากๆ ครับ

มาดูบนโต๊ะระหว่างที่รออาหารละกัน ก็จะมีเครื่องปรุง ทั้งน้ำจิ้ม น้ำสลัด เตรียมพร้อม
เริ่มจากขวาสุด เป็นไหที่ภายในบรรจุน้ำจิ้มทงคัทสึไว้ สีมันจะออกดำๆ หนืดๆ เปรี๊ยวๆ หน่อย
ต่อมาสองขวดแก้ว เป็นน้ำสลัด เอาไว้ราดกะหล่ำปลีซอยครับ สีน้ำตาลเป็นงาบด สีดำเป็นรสเปรี๊ยวๆ ครับ
และตลับเหล็กเป็นมัสตาร์ดครับ เอาไว้กินกับตัวหมูทอด แต่ผมไม่ชอบเท่าไหร่เพราะกลิ่นแรงไป

น้ำจิ้ม และน้ำสลัดที่วางอยู่บนโต๊ะ

จากนั้น ถ้าเราสั่งอาหารทอดๆ เค้าจะยกถ้วยงาคั่วอย่างดี พร้อมแท่งไม้มาให้ วิธีคือเราต้องบดงา
วิธีการทำที่ถูกคือเราเอาแท่งไม้หมุนๆ บดตัวงาให้กระแทกกับส่วนที่เป็นร่องของถ้วยนะครับ หมุนวนไปเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา เราจะได้ยินเสียงแครกๆๆๆ, บดแค่พอละเอียด เริ่มได้กลิ่นก็พอแล้วครับ ไม่ต้องให้แตกละเอียดถึงอนุภาคหรือโมเลกุล

ได้งาบดแล้ว ก็ตักน้ำจิ้มในไหมาราดครับ แนะนำว่าตักพอประมาณครับ เพราะตักเยอะงาจะจาง
ผมว่าประมาณ 1/3 – 1/2 ของถ้วยน่าจะกำลังพอดีนะครับ

ถ้วยงาพร้อมงาคั่ว Saboten ซาโบเตน

ต่อมา พนักงานจะเสิร์ฟกะหล่ำในจานเขียวก็จะมาลงที่โต๊ะ
เราก็แบ่งกะหล่ำซอยในจานเขียวมาลงถ้วยเล็กสีขาวครับ โดยใช้ตะเกียบยาวคีบมาเท่าที่ต้องการ แล้วเราจะกินกับน้ำราดครับ

กะหล่ำปลีซอย saboten ซาโบเตน

กะหล่ำนี่ผมว่ามันเย็นสดชื่นมากๆ ต่างกับที่กินกับใส้กรอกอีสานลิบลับ แถมไม่ค่อยเหม็นเขียวหรือเหม็นดินด้วย
พนักงานก็ขยันมาเติมกะหล่ำเหลือเกิน กะให้อิ่มกันเลยทีเดียว

กะหล่ำปลีซอย saboten ซาโบเตน

เมื่อ tonkatsu ชุดใหญ่มาพร้อม

หลังจากซัดกะหล่ำไปเซตนึง พนักงานก็เสิร์ฟชุดหมูทอดครับ… มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ

ทั้งข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ซุปมิโซะหอมฉุยก็มาพร้อมกันครับ
แอบชิมแล้ว รสชาติถือว่าไม่เลวเลย แถมกินหมดแล้วขอเพิ่มได้เรื่อยๆ อีก
บางทีกินเหลือครึ่งถ้วย เริ่มเย็นแล้ว เค้าก็มาเปลี่ยนถ้วยให้นะครับ ดีมากๆๆๆ

ซุปมิโสะร้อนๆ saboten ซาโบเตน

ส่วนนี่คือตัวเอกของชุดครับ ทงคัทสึหมูสันนอกชิ้นใหญ่นั่นเอง สังเกตจะเห็นมีติดมันตรงขอบนิดๆ
เนื้อหมูที่เลือกใช้เป็นหมู S-Pure ครับ (เค้าบอกรับประกันความสดและสะอาด)
แอบกรี๊ดเบาๆ พ่อครัวทอดได้ดูเหลืองหอมและน่ากินมาก
และชองแท้ ชิ้นกลางๆ ต้องแอบตะแคงให้เราเห็นเนื้อหมูด้วย

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

สิ่งที่สันนอกโดดเด่นคือ ตรงที่มีติดมันหน่อยนึงนี่แหละครับ ผมว่ามันทำให้เกิดความสมดุลของหมูทั้งชิ้นครับ
เพราะถ้าเป็นสันใน (เนื้อเพียวๆ) บางร้านจะค่อนข้างฝืดคอไปหน่อย และผมว่ากัดแล้วรู้สึกว่าเป็นเนื้อล้วนๆ

หมูสันนอกทอดน่ากิน Saboten ซาโบเตน

แต่การที่มีมันนั้น ชิ้นหมูมันจะออกแนวนุ่มกว่า และเมื่อเคี้ยวไปที่ขอบส่วนที่ติดมันเล็กๆจะกระจายและแทรกซึมไปตามร่องเหงือก ซึ่งปริมาณของมันก็ไม่ได้เยอะมากจนทำให้เลี่ยนนะครับ (ถ้าซวยๆ อาจได้ชิ้นที่มันเยอะไปหน่อยนะ)

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่เป็นมันยังมีส่วนที่คล้ายๆ เอ็นที่ไม่แข็งมากด้วย เวลาเคี้ยวทำให้เพิ่มมิติและความรู้สึกอร่อยเพิ่มมากขึ้นด้วยนะครับ

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

ไหนๆๆๆๆ ลองเอาทงคัทสึไปสัมผัสน้ำจิ้มซิ….
รสชาติของน้ำจิ้มช่วยลดความเลี่ยนของชิ้นหมูได้มาก รวมทั้ง ยังได้ความหอมของงาด้วย
และยิ่งได้คู่กับกะหล่ำปลีซอยยิ่งสุดยอดครับ โอยยยยยย หิวเอง T T

หมูสันนอกในน้ำจิ้ม saboten ซาโบเตน

ส่วนขนมปังเป็นเกล็ดละเอียดครับ ทอดได้เหลืองกรอบและน่ากินมากๆ
บรรยากาศในร้านมันคละคลุ้งด้วยกลิ่นนี้ไปทั่ว และทุกโต๊ะก็มีของทอดสีเหลืองทองทุกโต๊ะ
ทุกคนในร้านต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม (โดยเฉพาะเจ้าของร้าน)

แป้งกรอบสีเหลืองทอง น่ากินมากๆ Saboten ซาโบเตน

แป้งยังกรอบแต่ไม่แข็งเลย ถึงแม้ว่าหมูในจานเย็นแล้ว (เพราะมัวแต่ถ่ายรูป)
แอบอมน้ำมันเล็กน้อยครับ กินแล้วไม่เลี่ยนครับ

เกล็ดขนมปังบนหมูทอด saboten ซาโบเตน

นอกจากหมูธรรมดา เค้าก็มีชีสด้วยนะเธอ

ใช่ครับ ซาโบเตน นอกจากจะมีชื่อเสียงของหมูสันนอกแล้ว ยังมีสอดใส้ชีสด้วยครับ
จะเป็นเซ็ตที่เป็น Miniset ร่วมกับของทอดอย่างอื่นๆ ด้วย ชื่อ หมูสันในสอดใส้ชีสมิกซ์
ซึ่งทุกอย่างล้วนแต่อร่อยมากๆๆ

หมูสันในสอดใส้ชีสมิกซ์ Saboten ซาโบเตน

เริ่มที่หมูสันในใส้ชีสที่เราเพรียกหา ไม่ธรรมดาจริงๆ
ดูแค่ภายนอกก็น่ากินมากมายแล้วครับ

หมูสันในสอดใส้ชีส

อยากบอกว่าชีสมันเยอะเวอร์มากๆๆ
กัดไปคำแรกนี่ชีสล้นทะลักอย่างรุนแรงมากๆๆๆ แต่ชีสเค้าหอมมากเลยล่ะ
(กัดตอนร้อนระวังชีสลวกปากนะ เปรียบกับลาวาไหลโดนปากประมาณนั้น เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน)

หมูสันในสอดใส้ชีส ชีสเยอะมากๆ Saboten ซาโบเตน

นี่กัดคำที่สอง ชีสมันก็ยังไหลไม่หยุด โฮกๆๆๆๆ อร่อยๆๆๆ
ถ้าเจอแบบนี้เยอะๆ ชีสมันคงละลายไปอยู่ตามตัว แล้วผมคงจะถูกอัดใส้ชีสแทน

หมูสันในสอดใส้ชีส ชีสเยอะมากๆ Saboten ซาโบเตน

ส่วนอีกชิ้นในจานเท่าที่ฟังทันเค้าบอกว่าเป็นคร๊อกเก็ตปู
โดยเอามาผสมกับมายองเนส หอมใหญ่ ฯลฯ (ฟังไม่ทัน) แล้วปั้นก้อนเอาไปชุบแป้งทอด
ที่น่าแปลกสำหรับอันนี้คือ มันมีชิ้นเดียว

คร๊อกเก็ตปูมายองเนส saboten ซาโบเตน

ชิ้นนี้อยากบอกว่าอร่อยมากๆๆ เค้าปรุงรสได้ลงตัวมากๆ เลย
อีกทั้งกลิ่นหอมจางๆ จากหอมใหญ่เหมือนจะทำให้เคลิ้มไปตามตามกรอบนอก และนุ่มในของคร๊อกเก็ต

คร๊อกเก็ตปูมายองเนส saboten ซาโบเตน

โอยยยยย กินเยอะไปรึเปล่าเนี่ยยยยยย
แต่ก็อร่อยมากๆ เลยนะเนี่ยยยย อยากกินอีกกกกกกกก

ของหวานท้ายชุด

เมื่อซัดไปจนหมด อยากบอกว่าอิ่มมากๆๆๆๆ
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องมีคิวของหวานผิดท้ายหน่อยครับ เป็นไอศครีมชาเขียวครับ

ไอศครีมชาเขียว saboten ซาโบเตน

ผมว่ามันอร่อยมากๆ เลยนะ ยิ่งกว่าไอศครีมชาเขียวของ Swensen เลย เพราะหอมนมมากกว่า
มีแค่ลูกเดียวนะครับ ขอสองไม่ได้ แอบเสียใจ 😉

สรุปการมาชิมครั้งนี้

แพงเอาการเหมือนกันครับ
เหตุที่มันแพงเพราะ vat + service charge = 7% + 10%
แต่เทียบกับคุณภาพและการที่ร้านตั้งอยู่ในห้างแล้วก็สมเหตุผลอยู่

อิ่มอร่อยจาก saboten ซาโบเตน

รวมทั้งผมยังแอบชื่นชทซาโบเตนว่าไม่ว่าคนจะเยอะแค่ไหน เค้าก็รักษาคุณภาพของเค้าได้ยอดเยี่ยม
ทั้งเรื่องความสดของอาหาร การทอด การบริการต่างๆ แทบไม่ drop เลย
เมื่อคุณได้มีโอกาสกินที่นี่แล้ว คุณจะไม่สามารถกลับไปกินข้าวหมูทอดทั่วไปได้อีก
ความอร่อยมันต่างกันมากๆ เลย

พล่ามข้อดีมานาน เอาข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ บ้างนะครับ
คือคนต่อคิวนานครับโดยเฉพาะช่วง Prime time ในการกินอาหาร บางทีอาจต้องรอถึงครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะมาเป็นครอบครัวหรือกลุ่มใหญ่ๆ อาจต้องรอนานเป็นพิเศษนะครับ
และชิ้นหมูค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับร้านอื่นครับ (แต่นั่นก็อิ่มมากแล้วนะ)

Katsushin คัทสึชิน

ย่านสีลมมีอาหารอร่อยๆ หลายร้าน
แม้แต่ร้านอาหารญี่ปุ่น หรือแม้แต่ tonkatsu ก็ยังมีให้เลือกหลายร้านเลย

ใช่ครับ วันนี้จะลองมาหา tonkatsu แถวๆ สีลมกินกัน

tonkatsu katsushin คัทสึชิน

เริ่มที่ร้านแรกครับ ร้านนี้คือคัทซึชิน (Katsushin) ครับ

katsushin คัทสึชิน

ข้อมูลร้านเบื้องต้นและบรรยากาศร้าน

ร้านนี้สามารถเข้ามาจากทางสีลมซอย 6 ครับ แต่ทางจะคดเคี้ยวและเดินไกลกว่า
จะง่ายกว่าถ้ามาทางสุรวงศ์ เพราะอยู่ตรงข้ามโรงแรมตะวันนารามาดา เข้ามาทางซอยทานตะวันเลย


View katsushin in a larger map

ลืมบอกว่าเปิดเฉพาะ จันทร์-เสาร์นะครับ สองช่วงคือ 1100-1400 น กับ 1500-2200 น
ส่วนวันอาทิตย์ปิดนะครับ (ผมไปวันอาทิตย์มาแล้ววววว TTwTT)
ร้านเป็นห้องแถวห้องเดียวมีสามชั้นครับ
ลูกค้าส่วนมากที่มากินก็เป็นคนญี่ปุ่นครับ

ร้าน katsushin คัทสึชิน

ชั้นล่างเป็นโต๊ะเล็กๆ กับเคาน์เตอร์ ถ้านั่งก็จะเห็นพ่อครัวคนญี่ปุ่นทอดหมูไปด้วย
แต่ข้อเสียคือหัวจะแอบเหม็นไปด้วยนิดนึง ;(

พ่อครัวทอดหมู คัทสึชิน katsushin

ส่วนนี่ชั้นสองครับ ตกแต่งบรรยากาศดูดี ออกแนวลึกลับนิดนึง แอร์เย็นสบายๆ
ที่นั่งเป็นโต๊ะเก้าอี้ธรรมดาครับ นั่งสบาย

บรรยากาศชั้น 2 คัทสึชิน katsushin

ส่วนชั้นสามจะเปิดเมื่อสองชั้นล่างเต็ม (แหงสิ)
บรรยากาศจะโปร่งๆ และสว่างกว่า โต๊ะที่นั่งก็จะเป็นแบบญี่ปุ่นที่จะต้องนั่งขัดสมาธิ
ถ้าใส่กางเกงฟิตๆ หรือกระโปรงสั้นๆ อาจลำบากนิดนึง

บรรยากาศชั้น 3 คัทสึชิน katsushin

โดยร้านนี้ที่ผมรู้จักเพราะเค้าเรียกมากินครับ (แต่ไม่มีเงินให้ -_-a)
เป็นร้านที่เน้นขายอาหารตระกูลทอดๆ ครับ แต่อาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ก็มี

เครื่องดื่มและของบนโต๊ะ

แอบเดินมาจากศาลาแดง เหนื่อยเหมือนกัน
งั้นเริ่มต้นด้วยน้ำชาเขียวครับ ทั้งร้อนและเย็น ส่วนตัวผมว่ามันยังจางไปหน่อยนะครับ

ชาเขียวร้อนและเย็น คัทสึชิน katsushin

ด้านข้างก็เป็นส่วนของเครื่องปรุง
ตั้งแต่น้ำจิ้มหมู โชยุ มัสตาร์ด เกลือครับ

เครื่องปรุงบนโต๊ะ คัทสึชิน katsushin

เมื่อดูเมนู พบว่ามีของน่ากินจำนวนมาก
ทั้งแบบเป็นหมูทอด และส่วนที่เป็นจานๆ สั่งมา
แต่ส่วนตัว ราคาแพงใช้ได้เลยแฮะ ราคาประมาณ 250+ สำหรับอาหารชุด

คัทสึชิน katsushin

งั้นก็มาสั่งอะไรมากินกันเถอะครับ

อาหารรองท้อง

ระหว่างรอ tonkatsu สันนอกที่สั่งไป ก็สั่งของรองท้องมารอดีกว่า
จานแรกเป็นสลัดปลาซิวญี่ปุ่นครับ

สลัดปลาซิวญี่ปุ่น คัทสึชิน katsushin

ส่วนตัวผมว่าผักก็สดดีครับ ปลาซิวญี่ปุ่นเหมือนปลาซิวบ้านเรามากครับ
ส่วนน้ำสลัดผมว่ารสออกแนวเค็มไปหน่อย

สลัดปลาซิวญี่ปุ่น คัทสึชิน katsushin

ส่วนจานที่สองก็เป็นยำสาหร่ายครับ
ผมว่าก็เฉยๆ นะ ข้างหน้ามีโรยมะเขือเทศทำให้เห็นมีสีแดงๆ ตัดด้วย

ยำสาหร่าย คัทสึชิน katsushin

อาหารชุดจานหลัก…

ระหว่างที่รอหมูทอด เค้าจะมี set ถ้วยงามาให้บดและผักดองมาให้
แอบชอบถ้วยกับที่บดงาดูเก๋ดีมากๆ

บดงาแล้วราดน้ำจิ้มรอหมูทอดและชุดอาหารมาไปเรื่อยๆๆๆ

ชุดงาและผักดอง คัทสึชิน katsushin

และแล้ว… ชุดหมูทอดที่เรารอคอยยยยย ก็มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

อาหารชุด tonkatsu คัทสึชิน katsushin

ชุดทงคัทซึร้านนี้จะประกอบไปด้วยหมูทอด ข้าว กะหล่ำ มิโสะ เครื่องเคียง
สามารถเติมได้ทุกอย่าง ยกเว้นหมูทอด (แต่หมูก็ชิ้นใหญ่แล้วนะเธอ)

หมูทอดส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พนักงานเปิดประตูเข้ามาเสิร์ฟ

ชิ้นหมูทอด tonkatsu คัทสึชิน katsushin

ส่วนมิโสะ ผมว่ารสชาติโอนะ ไม่แรงเกินไป
แถมก้นถ้วยมีแครอทกะหมูอยู่ด้วย อร่อยดีๆ

ซุปมิโสะ คัทสึชิน katsushin

ข้าวที่เสิร์ฟญี่ปุ่น คุณภาพใช้ได้ บอกพนักงานว่าเอามากเอาน้อยได้
เสียดาย น่าจะมีผงโรยข้าวข้างบน จะแซบมากๆๆ

ต่อมาเป็นกะหล่ำซอยครับ ตัวกะหล่ำเองผมว่าเฉยๆ เพราะกลิ่นดินและเหม็นเขียวเยอะเหมือนกัน
แต่ที่ผมว่าเด่นคือน้ำสลัดสองอย่างครับ มีแบบสีขาวคือน้ำสลัดงามายองเนส กะสีน้ำตาลเป็นน้ำสลัดมิโสะ

น้ำสลัด 2 แบบ คัทสึชิน katsushin

ส่วนตัวผมชอบน้ำสลัดมิโสะสีน้ำตาลมาก รสชาติมันดูเข้ากันกับกะหล่ำซอยมากกว่า
แถมเหมือนมีกลิ่นขิงจางๆ อีกหน่อย อร่อยดี เสียอย่างที่มันจะค่อนข้างแยกชั้นน้ำมันเยอะไปหน่อย

น้ำสลัดราดบนกะหล่ำซอย คัทสึชิน katsushin

สุดท้ายก็เป็นชิ้นหมูทอดสีเหลืองอร่ามครับ น่ากินมากๆๆๆๆ

ที่ร้านตัดหมูทอดแต่ละชิ้นค่อนข้างใหญ่ครับ เกินปากเกินคำไปนิด (ถ้าเป็นสาวๆ คงจะเยอะนิดนึง)

ชิ้นหมู tonkatsu คัทสึชิ katsushin

เริ่มที่แป้งครับ

ผมว่าเป็นจุดเด่นของร้านนี้เลยครับ
เพราะเค้าทอดหมูได้กรอบและสีเหลืองทองผ่องอำไพน่ากินมาก เกร็ดขนมปังก็ฟูกำลังพอดีเลย

แป้งสีเหลืองทองฟ่องฟู คัทสึชิ katsushin

ค่อยๆ แง้มดูเนื้อหมูสันนอกที่สั่งไป
โอววววว แม่เจ้า มันสุดยอดมากๆๆๆ

โดยเฉพาะสันนอกชิ้นริม จะเป็นชิ้นที่มีแป้งเยอะ และมันเยอะ เนื้อไม่มาก ผมว่าอร่อยสุดๆ

หมูสันนอก คัทสึชิ katsushin

ยิ่งได้เจอกับน้ำจิ้มผมว่าสุดๆ แล้ว
เข้ากันดีมาก รสชาติแบบว่าใช้ได้เลย หอมกลิ่นงาบดด้วย

ชิ้นหมู tonkatsu กับน้ำจิ้ม คัทสึชิน katsushin

ต่อมามาดูชิ้นกลางบ้าง
ตรงนี้จะเป็นเนื้อที่ดูค่อนข้างแน่นนิดนึงเพราะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยมีมันแทรกเท่าไหร่
ส่วนตัวผมว่ายังค่อนข้างแห้งไปนิดนึง แต่ก็ยังอร่อยอยู่
ยิ่งมีน้ำจิ้มและแป้งกรอบก็สามารถดึงพลังให้หมูแจ่มขึ้นมาได้

ชิ้นหมู tonkatsu คัทสึชิ katsushin

นอกจากหมูทอดแล้ว อาหารชุดอีกอย่างที่มีชื่อเสียงคือชุดแฮมเบอร์เกอร์ครับ
ชื่อเสียงของมันคือ มันอันใหญ่มาก

ชุดแฮมเบอร์เกอร์ katsushin คัทสึชิน

ชุดนี้เป็นเบอร์เกอร์หมูชิ้นใหญ่มากๆๆ ราดด้วยซอสสีน้ำตาลหอม
แล้วยังมีไข่ดาวกับกะหล่ำผัดอีก.. เยอะจริงๆ
แต่แม้จะได้เยอะ แต่รสชาติถือว่าอร่อย ตัวหมูเกาะกันเป็นก้อนดี

ชุดแฮมเบอร์เกอร์ katsushin คัทสึชิน

ปิดท้ายด้วยกาแฟเย็นในชุดอีกแก้วนึง
ไม่มีของหวานรวมในชุดนะครับ ถ้าอยากกินต้องสั่งแยก 😉

กาแฟเย็นอีกชุดปิดท้าย katsushin คัทสึชิน

สรุปความรู้สึกที่มากินร้านนี้

ซัดหมูซัดข้าวกันหมด ก็อิ่มมากครับ เรียกว่าถึงขั้นจุกได้เลยทีเดียว
ดูตอนแรกเหมือนไม่เยอะมาก แต่กินไปกินมาก็อิ่มมากๆ ครับ

tonkatsu ที่ katsushin คัทสึชิน

ส่วนตัวร้านนี้ผมว่าใช้ได้เลยครับ แต่อาจติดว่าเดินทางลำบากนิดนึง เพราะต้องเดินจากรถไฟฟ้านิดนึง
เรื่องราคาที่ผมว่าแพงกลางๆ นะครับ แต่ถ้าสั่งนู่นนี่บวกไปมาอาจเกินงบได้ไม่รู้ตัว
พนักงานบริการดีครับ เดินมาสอบถามตลอด ส่วนเมนูมีหลายอย่างครับ ไม่ได้มีแค่ tonkatsu นะครับ
หรือแม้ tonkatsu เอง เราก็สามารถเลือกเกรดหมูได้นะครับ ซึ่งราคาอาจเพิ่มขึ้นไปอีก
เสียดายที่ร้านไม่มียัดใส้ชีส หรืออื่นๆ นะครับ

ถือว่าเป็นร้านนึงที่ไม่ควรพลาดครับ