แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 3

เพื่อนๆ มักจะถามว่ามึงเลิกเขียนบล๊อกแล้วเหรอวะ ทำไมไม่ออกตอนใหม่ให้กูได้ยล ,, ผมก็จะตอบว่าตอนบาหลียังเขียนไม่เสร็จ เหลืออีกตอนนึง ทุกคนก็จะทำหน้าตกใจแล้วบอกว่านึกว่าจบแล้วซะอีก ฮาๆๆๆ วันนี้เรามาทำให้จบกันเถอะ กับภาคสุดท้ายของบาหลี ฮาๆๆ

หลังจากดองมานาน ตอนนี้ผมก็ขอรวบบาหลี 2 วันสุดท้ายของผมเลยละกัน เพื่อความกระชับของเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ อิอิ (เพราะทั้งวันที่สี่ของผมแทบจะไม่มีอะไรเลย เน้นการรอขึ้นเครื่องบินและกลับเมืองไทยเป็นหลัก ฮาๆๆๆ)

รีบเขียนดีกว่า เดี๋ยวจะจำไม่ได้แล้วจะแย่ (เกือบครึ่งปีแล้วนะ)


View 130525 Bali trip in a larger map

ยามเช้าที่บาหลี

เช้านี้ออกมาส่องหน้าโรงแรม อากาศดีเลยทีเดียว ท้องฟ้าแลดูโปร่งใส ,, ระหว่างรอรามันมารับไปเที่ยวก็ไปแอบดูวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนี้ ที่ทุกๆ เช้าจะต้องบูชาเทพเจ้า เท่าที่ผมเห็นคือ ทั้งตรงหน้าบ้านและตรงแท่นบูชาคล้ายศาลพระภูมิหน้าบ้าน คือบูชาหน้าบ้านเนี่ยไม่แปลก แต่ผมเห็นบางคนเดินไปบูชาแท่นที่เป็นของบ้านตรงข้ามด้วย งงๆ เหมือนกัน (รามันเล่าภายหลังว่า ศาลพระภูมิจะหันหน้าไปทางภูเขาไฟเท่านั้นเพื่อบูชาถวายแด่เทพภูเขาไฟ ถ้าบ้านไหนหันหลังให้ภูเขาไฟก็จะไปใบูชาแท่นบ้านตรงข้ามที่หันหน้าเข้าหาแทน)

พอรามันมา เราก็พร้อมไปลุยต่อละครับ ,, อากาศวันนี้มันดีเสียจริงๆ แหม่~

เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ
เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ

ลุยขึ้นวัด Pura Besakih

ไปวัด ไปวัด ไปวัดอีกแล้ว!!! (มาบาหลีจริงๆ ก็ต้องมาวัดแหละนะ)

แต่วัดเบซากีห์แห่งนี้ รามันบอกว่าเป็นวัดแม่หรือเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดบนเกาะบาหลี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระศิวะเป็นเทพประจำวัด เป็นวัดที่ต้องนั่งรถขึ้นเขาสูงกว่า 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หากอากาศดีรามันบอกว่าจะเห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลังของวัดซึ่งงดงามเว่อๆ และเป็นวัดที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ครับเราตัดสินใจไปครับ

แต่รถเราเริ่มแตะขึ้นตีนดอยเท่านั้น ฝูงเมฆก็เริ่มมาเยือน โฮกกกกกกกกก ยิ่งระหว่างทางฝนมีตกด้วย จะรอดมั้ยเนี่ย…

แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละครับ ฝนก็หยุด เหลือแต่เมฆฟุ้งๆ ให้เรางงๆ เล่น

พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย
พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย

ถึงจุดนี้ พวกหนังสือรีวิวต่างๆ มักจะบอกว่าที่ปากทางเข้าวัดจะมีมาเฟีย ชอบเรียกเอาเงินนักท่องเที่ยวแพงๆ แล้วโม้ว่าจะพาขึ้นไปเที่ยววัดบ้าง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค่าเข้าบ้าง จ่ายค่าชุดแต่งตัวบ้าง (ซึ่งจริงๆ เราจะเสียค่าขึ้นวัดตั้งแต่ตรงด่านที่ตีนเขาแล้ว 15,000rp มาข้างบนนี่จะไม่มีเสียเพิ่มเติมอีก) แต่รามันบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะคนไทยส่วนมากจะรู้หมดแล้ว มาเฟียเดี๋ยวนี้จะชอบหลอกฝรั่งมากกว่า (ตอนที่เดินผ่านก็เห็นฝรั่งกำลังถูกหลอกคนนึงนะ ฮือๆๆ) ทีแรกจะถ่ายรูปซุ้มตรงนั้นมาให้ดู แต่เด็กๆ ในร้านเค้าดูน่ากลัวเหลือเกิน…

รู้ไว้ใช่ว่าละกันนะครับ

ลืมบอกอีกอย่าง วัดนี้ก็ต้องใส่โสร่งเข้าเหมือนกัน แต่ไม่ต้องใส่ผ้าคาดเอว

หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ
หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ
เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว
เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว

รามันบอกว่าวันนี้ถือว่าอากาศดีพอใช้และเราถือว่าโชคดีมากๆ เพราะฝนไม่ตกข้างบนนี้ แต่เสียดายที่ไม่เห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลัง

แกยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า วัดเบซากีห์นี้ถือเป็นวัดแม่ เป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของวัดทุกวัดที่บาหลี เป็นวัดประจำองค์พระศิวะ ,, ในวัดเบซากีห์นั้น ภายในยังมีวัดย่อยๆ อีกยี่สิบกว่าวัดข้างใน ที่นี่ชาวฮินดูนิยมมาทำศาสนพิธีกันเยอะมาก เดี๋ยวเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นเอง

ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ
ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ
ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว
ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว

จุดนี้ รามันเล่าเพิ่มเติมว่า บาหลีจะมีวัดหลักอยู่ 9 วัด โดยการจัดเรียงวัดหลักของบาหลีนั้นจะจัดอยู่ตามทิศต่างๆ เป็นรูปสัญลักษณ์สวัสดิกะ และแต่ละวัดหลักก็จะมีเทพองค์สำคัญประจำอยู่ โดยมีวัดเบซากีห์ซึ่งถือว่าเป็นวัดของพระศิวะจะอยู่ตรงกลาง จากนั้นในแต่ละทิศทั้ง 8 ทิศก็จะมีวัดประจำอยู่ วัดบางวัดไม่ใหญ่มาก/นักท่องเที่ยวไม่นิยมมา แต่ก็เป็นวัดหลักก็มี แต่ในทำนองเดียวกัน วัดที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ เช่นวัด Tanah Lot กลับไม่ได้เป็นวัดหลักก็มี ,, เท่าๆ ที่ผมลองลิสต์วัดก็ได้ตามนี้นะฮะ


View Swastika in a larger map

จริงๆ รามันบอกมาแค่ 7 วัด แต่ผมก็พยายามไปหาตามที่ต่างๆ ให้ได้จนครบทั้ง 9 วัดเหมือน ไม่แน่ใจว่าถูก 100% ป่าวนะ ใครไปเที่ยวกะรามันฝากถามแกทีนะครับว่าตรงรึเปล่า แหะๆๆๆ

รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย
รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย

รามันก็พาเราเดินรอบวัดรอบนึง แกบอกว่าเวลาเข้าต้องเข้าประตูเปิดทางด้านซ้ายมือ ห้ามเดินเข้าทางเข้าตรงกลางเลย เพราะมันเป็นธรรมเนียมที่นี่ (ประตูกลางจะเปิดในวันที่มีพิธีเท่านั้น วันธรรมดาเข้าไม่ได้) แถมประตูตรงกลางจะมีแก๊งส์มาเฟียนั่งดักรอเราอยู่ บางคนเหมือนจะมาถ่ายรูปให้แล้วก็เสนอตัวเองเป็นมัคคุเทศก์แล้วเรียกค่าบริการแพงๆ ขูดเงินนักท่องเที่ยว ฮือๆ

ดูสถาปัตยกรรมบาหลีไป ดูฝรั่งโดยมาเฟียจูงไป งืมๆๆ

ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ
ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ
วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ
วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ
มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ
มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ

เดินวนนี่ถือว่าวัดนี่ใหญ่มากๆ สวยด้วย ทั้งด้วยสิ่งก่อสร้างและวิว บางวัดย่อยภายในวัดเบซากีห์ก็เห็นมีพิธีกรรมอะไรซักอย่างด้วย แต่รามันบอกว่าอันนี้เราห้ามเข้าไป (บางทีก็งงๆ เหมือนกันว่าอันไหนเข้าไม่ได้ ต้องพึ่งรามันนี่แหละ)

ทีแรกเห็นหน้ากากบารองไม้แกะสลักขาย สวยดี เนื้อไม้ก็โอเค แต่เค้าขายราวๆ สามพันบาท แพงมาก เลยบายไป

จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ
จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ
เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ
เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ
คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ
คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ
ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์
ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์
เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า
เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า

เดินวนจนเหนื่อย แฮ่ๆๆๆ

ข้าวเที่ยงบุฟเฟต์ จัดหนักก่อนลุยต่อ

ขับลงดอยมา ไกลเหมือนกันครับ หิวมากๆ รามันบอกว่าอดทนไว้นิดนึง เดี๋ยวพาไปจัดบุฟ ร้านนี้วิวสวย

ก็มาถึงร้านที่มีชื่อว่า Mahagiri ครับ

รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย
รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย

ร้านนี้มีตึกหลายส่วนครับ แต่ส่วนที่รามันจองไว้เป็นส่วนที่จะเห็นวิวเป็นทุ่งนาขั้นบันไดที่ถูกโอบล้อมด้วยป่า เท่าที่แลดูไปก็เห็นฝรั่งนั่งจับจองวิวเอาท์ดอร์เพียบ ส่วนเราๆ ก็ขอนั่งอินดอร์เอาละกัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ รามันจองที่นั่งไว้แล้ว แถมเมฆฝนก็กำลังไล่เข้ามาหาเราเรื่อยๆ

อาหารบุฟที่นี่ผมว่าเฉยๆ นะครับ ถ้าเทียบกับร้าน Grand Pucak ที่เราไปกินกันวันก่อน ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ
ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ
เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้
เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้
นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ
นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ

สนนค่าหัวที่ Mahagiri คนละ 65,000rp (แต่ที่นี่น้ำเปล่าแพงมาก ขวด 1.25 ลิตรขายที่ 25,000rp แหนะ)

จากนั้นระหว่างลงดอย รามันก็พาขับออกนอกเส้นทาง วนอ้อมไปอีกทางเพื่อไปดูภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ในอีกมุมที่แตกต่างกับเมื่อวาน สวยมากๆ แถวนั้นมีร้านขายผลไม้ขายด้วย ผลไม้ก็คล้ายๆ บ้านเรานะ เท่าที่จำได้ก็มีส้ม, มังคุด, กล้วย ราคาก็แพงกว่าบ้านเรานิดๆ ก็เลยไม่ได้ซื้อ

แอบชิมส้มที่รามันซื้อ พบว่าส้มบ้านเราอร่อยกว่ามากครับ ทั้งเรื่องรสชาติที่หวานและเปรี้ยว และความชุ่มฉ่ำ…

แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ
แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ
ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ
ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ

ฝนตกรอมร่อ ยังมีอารมณ์จิบชา

ไม่รู้รามันเป็นอะไร พราวด์ทูพรีเซนต์นาขั้นบันไดมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไปกินข้าวพร้อมนาขั้นบันไดมาแล้ว แต่รามันบอกว่าที่นี่เป็นนาที่สวยมากๆ จิบชาไปด้วย ดูนาไปด้วยนี่สวยสุดๆ แต่อยากบอกรามันว่า เฮ้ย นี่ฝนตกอยู่ จะลุยฝนไปเรอะ ฮ่าๆๆๆ แต่รามันก็พาเราก็ลุยกันไปครับ -_-”

พอมาถึงที่หมายที่เรียกกันว่า Tegallalang แล้ว จุดนี้มันจะประมาณหน้าผาสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นนาขั้นบันได แต่อีกฝั่งเป็นร้านชาและจุดชมวิวไงงั้น ร้านแถวนี้ถือว่าเยอะมากๆ เลย นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน นั่งฝั่งนี้แล้วมองไปตรงข้ามก็เห็นเป็นภูเขานาขั้นบันไดเลย สวยดีเหมือนกันนะ

แค่ขับผ่านก็เสียค่ารถเข้ามาในเขตนี้ 10,000rp แล้ว…

ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน
ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน
ผมว่าสวยกลางๆ นะ
ผมว่าสวยกลางๆ นะ
อะ.... นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย
อะ…. นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย

ราคาเครื่องดื่มและขนมแถวนี้ถือว่าแพงโหดใช้ได้เลย ผมก็เลยสั่งแค่ชาตะไคร้ธรรมดาๆ กานึงก็ 23,000rp จิบไปไม่ได้ฟินมากเท่าไหร่

ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม... ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า
ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม… ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า

ไหนๆ อินโอนิเซียก็เป็นประเทศผลิตน้ำอันส่งออก ด้วยความอยากรู้ก็เลยไปสืบราคามา สนนราคาลิตรละ 4,500rp/ลิตร หรือประมาณ 16 บาท ดีเซลและเบนซิน (จำไม่ได้ว่าออกเทนเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ผสมแอลกอฮอล์)

เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท
เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท

สถานีต่อไป… อุบุดพาเลส

วนกลับเข้ามาในส่วนตัวเมือง Ubud อีกทีหนึ่งครับ รามันพามาดูพระราชวังอุบุด ซึ่งเป็นราชวงค์สุดท้ายของชาวบาหลี

เท่าที่มาวนดู ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนะ ไม่ได้กว้างเหมือนพระราชวังแวร์ซายน์หหรือแม้แต่พระมหาราชวังบ้านเรา ที่นี่สภาพสิ่งก่อสร้างค่อนข้างดีกว่าที่อื่นๆ หน่อย ลายรูปปั้นสองมิิติของบารองก็คมสวยดี แต่ประตูหรือทางเข้าพระราชวังก็ปิดเกือบหมด และเราก็ไม่ได้ไปสำรวจมากเช่นกัน เพราะว่าเริ่มหิวมากแล้ว ฮ่ๆๆๆ เลยวนอย่ที่นี่ไม่ได้นานมากเท่าไหร่ (รามันบอกว่า ปกติจะมีการแสดงที่ลานพระราชวังด้วย คนเยอะมาก แต่วันนี้ฝนตก เลยย้ายไปเล่นที่ศาลาประชาคมด้านข้าง)

สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่
สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่
เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ
เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ
อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด
อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด
กำแพงรูปบารองในวังอุบุด
กำแพงรูปบารองในวังอุบุด

ระหว่างเดินกลับ ผ่านวัดพระนางสรัสวาตี สวยดีมากๆ ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ดึกๆ ที่นี่ก็มีดนตรีและการแสดงที่ลานด้านหน้าเช่นกัน

แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ
แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ
เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี :) (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)
เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี 🙂 (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)

ซี่โครงแหล่มๆ ที่ Naughty Nuri’s Warung

จากนั้น รามันก็ขับวนซ้าย วนขวา แล้วก็มาจอดที่นึง เรามองไปข้างหน้าก็เห็นฝูงควันลอยออกมาต้องกับแสงไฟ พร้อมกับกลิ่นหอมที่คล้ายเป็นดั่งเชิญชวนเข้าร้าน

ร้านนี้มีชื่อว่า Naughty Nuri’s Warung ครับ

เดินเข้ามาพบว่าผู้คนทยอยอกันมาเยอะมากๆ ยิ่งดึกก็ยิ่งเยอะ ทั้งฝรั่ง ทั้งบาหลี นั่งกินกันเพียบโคตรๆ ขนาดต้องต่อคิวจองโต๊ะกัน โชคดีที่เรามาค่อนข้างเช้า เลยได้โต๊ะใหญ่มา แฮ่ๆๆ

แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ
แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ
คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย
คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย

จริงๆ ที่ร้านมีเมนูหลายอย่าง เห็นโต๊ะข้างๆ ก็น่ากินไปหมด แต่เพื่อลดความวุ่นวาย รามันเลยมัดมือชกด้วยการสั่งเมนูที่ถือว่าสุดตีนของร้าน นั่นคือซี่โครงหมูย่างสูตรเฉพาะของร้านครับ (อาหารที่สั่งนี่รอนานพอควรนะครับ)

ชิมแล้วบอกว่า ตั้งแต่ชิ้นซี่โครงชิ้นหมูที่เลือกมา ซอสที่ราดบนหมูนี่หวานเค็มกลมกล่อมดีมากๆ ส่วนตัวเนื้อหมูก็ย่างสุกกำลังดี ไม่ไหม้แต่กลับสุกได้ที่ทั่วกัน และกระดูกไม่มีเลือดแดงไหลออกมาแล้ว ว่าละก็บีบมะนาวซักนิดแล้วแล่เนื้อลองชิมดูอีกซักคำ อยากบอกว่าฟินสุดๆ กระดูกร่อนง่ายโคตรๆ รสชาติกลมกล่อมเหมือนกับขึ้นสวรรค์ แถมด้วยกลิ่นถ่านไม้ที่ติดอยู่ที่เนื้อนิดๆ ซึ่งเป็นสเน่ห์และเอกลักษณ์อันหาไม่ได้จากเตาแก๊สย่าง

แฮกๆๆๆ อยากกินอีก แต่จะสั่งอีกจานก็กลัวจะกลับโรงแรมดึกไป แฮกๆๆ

อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช
อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช
คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ
คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ

หมูคนละจาน+เครื่องดื่ม (มีทั้งน้ำเปล่าและโค้ก) ของทุกคน รวมกันที่ 674,000rp ครับ

ย้ายที่พักมา Samsara

หลังจากที่ตอนก่อนๆ เราพักที่ย่าน Ubud มาแล้ว ครั้งนี้เราจะย้ายมาอยู่ที่ย่าน Kuta Beach ครับ ,, เทียบง่ายๆ คือย้ายจากแหล่งวัฒนธรรมโบราณที่เค้าอนุรักษ์กัน มายังย่านช้อปปิ้งไฮโซแนวท่องเที่ยวผับบาร์ดาว์ทาว์นแหล่งเสื่อมโทรมไรงี้แทน

โรงแรมที่เราจะไปนั้นชื่อว่า Samsara Inn ซึ่งน่าจะเป็นโรงแรมใหม่ เพราะรามันไม่รู้จัก ไม่เป็นไรครับ เพราะเท่าที่เราดูจากแผนที่แล้วโรงแรมเราเข้าซอยไปแค่ 50 เมตรจากถนนใหญ่เอง จิ้บๆๆ กูเกิ้ลแมปนำทางได้ ชิลๆ

แต่แม่ง ไม่มีใครบอกเลยครับว่าซอย 50 เมตรนั้นมันวันเวย์และถ้าเราเสนอหน้าเข้าไปแล้วเราจะย้อนศรอย่างแรง ทำให้เราต้องไปอ้อมอีกแปดถนนเกือบหกโลเพื่อเข้าอีกซอยที่เป็นทางเข้าที่แท้จริงที่แคบแบบเห้ๆ แคบประมาณมอไซสองคันสวนกันได้พอดีเป๊ะ สุดท้าย เข้าไม่ไหว เลยต้องเดินลากกระเป๋าเข้าไปเช็คอินเอง

แต่โรงแรมผมว่าใหม่และดูดีใช้ได้เลยนะ ตกแต่งสวยมากๆ แถมมีสระว่ายน้ำให้เราว่ายได้ด้วย ไฟตามทางเดินเป็นแบบอัตโนมัติที่จะติดเองเวลาเดินผ่าน (แรกๆ แอบเก๋ หลังๆ แอบหลอน) ห้องหับข้างในก็โอเคมาก กุญแจคีย์การ์ดสุดหรู แต่ข้อติผมมีให้สองข้อครับ

  • ข้อแรกคือ ไม่มีตู้สื้อผ้าครับ อันนี้ไม่เป็นไร แขวนๆ เอาก็ได้
  • ข้อสองนี่หนักเลยครับ คือไม่มีประตูห้องน้ำ สามารถเดินทะลุจากในห้องผ่านห้องน้ำห้องส้วมได้แบบไม่ต้องเปิดประตูเลย แถมผนังห้องน้ำก็เป็นกระจก เวลาผมหรือรูมเมทจะอาบน้ำนี่ต้องไล่อีกคนไปข้างนอก ไม่งั้นจะเห็นหมด ยิ่งไปกว่านั้นห้องส้วมก็ไม่มีอะไรกั้นไว้ เวลาอึนี่โหดสัสเลยครับ กลิ่นไม่พึงประสงค์นี่กระจายเต็มห้อง ถึงขั้นต้องบอกว่าถ้าใครจะอึแนะนำไปอึที่ห้องน้ำข้างนอก แต่ถ้าจะอึในส้วมห้องต้องปล่อยให้ห้องโล่งๆ ซักครึ่งชม. (มีที่ดูดอากาศนะ แต่ผมว่ามันไม่พออะ)
เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ
เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ
ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด
ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด
สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ
สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ
ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง...
ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง…

ของโยนเก็บไว้ แล้วออกไปเที่ยวกัน

Pura Thana Lot ในวันฝนพรำ

จากนั้นรามันก็พาเราล่องรถไปทางตะวันตกเฉียงใต้ครับ ฝ่าฝนที่ตกมาเป็นพักๆ ฝูงเมฆวันนี้ดูน่ากลัวมากกว่าทุกๆ วัน ,, ครับ วันนี้เราจะไปวัด Pura Tanah lot ครับ ซึ่งเป็นวัดที่เป็นสัญลักษณ์แห่งบาหลี, เป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่มชมกันเยอะที่สุดของเกาะ เพราะเป็นวัดที่ถูกทะเลโอบอุ้มไว้ (ธานาล๊อตหมายความว่า ดินแดนที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเล)

ทีแรก แพลนเราจากเมืองไทย กะว่าจะไปวัดนี้ช่วงเย็น แต่รามันบอกว่าไปตอนเช้าสวยกว่า เกี่ยวกับเรื่องแสงอาทิตย์และน้ำขึ้นน้ำลงนี่แหละ จำไม่ได้ละ แต่รามันบอกยังไงก็ต้องไปตามเจ้าถิ่นเค้า สนนค่าเข้าชมคนละ 30,000rp ครับ เพราะที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ สร้า้งตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระที่ชื่อ Nirartha จากนั้นมันก็ยังคงอยู่มา แม้ว่าจะโดนน้ำทะเลซัดมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แหม่…

เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ
เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ
ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย
ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย
ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต
ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต

พอถึงวัดแล้ว แม้ฟ้าจะครึ้มแต่ฝนเหมือนจะหยุดให้แป้บนึง พวกเราดีใจกันมาก เริ่มต้นจึงไปเลยไปที่วัดรู (Pura Batu Bulong) ที่อยู่ข้างๆ ธานาล๊อตกันก่อน พอถ่ายรูปกันเสร็จ อ่าว… ฝนลงหนักซะงั้น อดไปดูใกล้ๆ เลย ทำได้แค่ถ่ายรูปวัดธานาล๊อตจากมุมไกลมาเท่านั้น (แต่ที่น่ากลัวคือนักท่องเที่ยวที่ค้างที่อยู่ในวัดตอนพายุเข้านะ คลื่นซัดแรงมากๆ ฝนก็ตกหนัก คง้องพักในวัดซักช่วงใหญ่ๆ)

วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต
วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต
แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ
แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ

ดูท่าจะตกยาว รอฝนหยุดเพื่อไปดูธานาล๊อตใกล้ๆ คงใช้เวลาเป็นวันแน่ๆ

เป้าหมายถัดไป Pura Ulun Danu Beraton

ถัดจากวัดธานาล๊อต เราก็จะไปวัดอีกที่นึงโดยการนั่งรถย้อนไปทางทิศเหนือ ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาแทบไม่ขาดสาย จนกระทั่งเราถึงวัด ฝนก็มาหยุดตกเอาดื้อๆ ซะงั้น ,, ซึ่งวัดที่เราจะไปต่อไปนั้นคือ วัด Pura Ulun Danu Beraton ครับ ,, รามันคอนเฟิร์มว่าวัดนี้สวยมากๆ ไม่แพ้ธานาล๊อตตอนฝนไม่ตกเลย (อ่าว…)

ลงรถปุ๊บอยากบอกว่าบรรยากาศตอนนี้ลงตัวมากๆ เพราะอากาศที่เย็นสบายแต่ก็ไม่มีฝน, แถมมีหมอกจางและลมพัดชิลๆ ด้วย (แต่ค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp + ค่าจอดรถ 5,000rp เฮ้อ เสียตังทุกวัด) ระหว่างเดินเข้าวัด รามันก็เล่านั่นเล่านี่เกี่ยวกับวัดยาวมาก แต่เท่าที่จับใจความได้คือ เป็นวัดที่สร้างราวปีคริสตศตวรรษที่ 16 เพื่อบูชาเทวีดานู ซึ่งเป็นเทพแห่งน้ำ

พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม... โชคดีฝุดๆ
พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม… โชคดีฝุดๆ

พอเข้ากำแพงไปแล้ววัดจะมีสองส่วน คือวัดที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่และวัดที่อยู่บนทะเลสาบเบอราตัน ส่วนที่เป็นทีเด็ดคือส่วนที่ลอยน้ำอยู่ ยอมรับเลยว่าสวยมากๆ รามันบอกว่าแต่ละปีเค้าจะมีพิธีให้เหล่าพรามหณ์นั่งเรือไปทำพิธีที่วิหารกลางน้ำ และวิหารจะเปิดประตูออก (คือปกติประตูวิหารกลางน้ำจะปิด) แต่วันนี้ไม่เปิดก็ไม่เป็นไร เดินวนรอบๆ เพื่อดูและถ่ายรูปก็มีความสุขมากๆ แล้ว

มีภาพสวยๆ เพิ่มเติมจากเวปทางการของเค้านะ ลองกดเข้าไปดูได้

เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ
เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ
เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ
เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ

กำลังเดินกลับรถ ฝนตกปรอยๆ อีกแล้ว…

ระหว่างทาง, Bakso Ayum, และ Pura Tamun Ayun

เนื่องจากฝนตกทำให้การเดินทางค่อนข้างล่าช้าและผิดแผนกันไปพอสมควร ทำให้วัดที่เราแพลนไว้อาจไปไม่ครบได้ (จริงๆ เราแวะถ่ายรูปวิวและกินของระหว่างทางเยอะมากๆ เลย ฮาๆๆๆ)

ระหว่างทางลง เราเจอจุดชมวิวอันนึง สวยมากๆ ก็เลยลงแวะถ่ายรูปครับ

ระหว่างถ่ายรูป ก็เห็นมีคนขาย Bakso Ayam หรือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น อารมณ์แบบว่าคล้ายๆ คนขายขนมจีบซาละเปาข้างทาง ขี่มอไซพ่วงบ้านเรา มีตู้ไม้โชว์ลูกชิ้นแฮนด์เมดแนววินเทจพร้อมด้วยหม้อคล้ายลังถึงอยู่

ด้วยอากาศที่หนาว และท้องที่หิว มดส้มจึงเป็นผู้นำทีมกล้าตายเพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมากิน…

วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ
วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ
Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ
Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ

อากาศหนาวๆ หลังฝนเคล้ากลิ่นหอมของก๋วยเตี๋ยว ผมเลยแอบไปชิมของมดส้มหนึ่งช้อน อร่อยดีวุ้ย!!! จากนั้นก็ขอสั่งมาเป็นของตัวเองหนึ่งถ้วย ,, ส่วนตัวผมว่าอร่อยนะ มันเป็นเส้นหมี่ ใส่ลูกชิ้น, เต้าหู้ แล้วก็ไข่ต้มในน้ำซุปสีน้ำตาล รสชาติให้จินตนาการเป็นหมี่น้ำใสที่ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป มันเปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมดีมาก ลงตัวกับอากาศเย็นๆ แบบสุดๆ

ราคาถ้วยละ 7,000rp หรือตกถ้วยละ 20 บาท

อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ
อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ

กินอิ่มแล้วก็พุ่งไปยังวัดสุดท้ายของเราครับ ชื่อวัด Pura Taman Ayun (รามันตั้งชื่อให้ว่าวัดพระมหากษัตริย์)

กว่าจะมาถึงหน้าวัดก็เป็นเวลาหกโมงกว่าๆ แล้ว ซึ่งเท่าที่เราเปิดหาในหนังสือท่องเที่ยวบาหลีที่พกติดตัวมาเค้าบอกว่าวัดนี้เปิดถึงหกโมง อ่าว กรรม… แต่พอเราไปคุยกับเจ้าหน้าที่เค้าก็ยังให้เราเข้าไปอยู่นะ เสียค่าเข้าคนละ 15,000rp หรือราวๆ สี่สิบบาท (รามันไปต่อราคาให้ บอกว่าวัดจะปิดแล้ว ลดหน่อยจี่ เค้าเลยคิดแค่ 30,000rp ต่อห้าคน อิอิ)

เข้าไปแล้วต้องบอกว่าวัดกว้างมาก เดินอ้อมกว่าจะทั่วนี่เหนื่อยเลยทีเดียว และสภาพแสงค่อนข้างมืดมาก ยิ่งค่ำก็ยิ่งมืดไปเรื่อยๆ เลยเก็บภาพได้แค่เท่าที่เห็น หลังๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงการถ่ายรูปหรอกครับ แค่มองทางเฉยๆ ยังลำบาก เฮ้อ…

กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า
กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า
ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน
ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน
เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น
เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น

แต่เท่าที่ดูแบบมืดๆ วัดก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากเหมือนวัดอื่นๆ นะครับ สมแล้วที่รามันมาดองวัดนี้ไว้ที่สุดท้าย (แกยังบอกเลยว่าถ้ามาไม่ทันก็ไม่เป็นไรนะ)

วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ
วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ

เที่ยวครบแล้ว ก็ไปหาซีฟู้ดกินตามที่รามันสัญญาไว้กันเหอะ

แกล้มเสียงคลื่นกับอาหารทะเล ที่ Furama

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน รามันก็พามากินอาหารทะเลแถวๆ ย่านจิมบารันครับ มีชื่อว่า Furama ครับ

เดินเข้ามาร้านนี้ดูเงียบๆ นะ เดินไปหลังร้านติดชายหาดด้วย ได้ยินเสียงคลื่นซัดเบาๆ ,, นั่งรออีกซักพักเค้าก็ยกอาหารมาเสิร์ฟคนละเซ็ตนะ เซ็ตนึงก็จะมีกุ้ง, หอย, ปู, ปลา และปลาหมึกราดเครื่องเทศและเผามาให้ มาพร้อมน้ำจิ้ม และมะพร้าวสดหนึ่งลูก

ส่วนตัวผมว่าอาหารทะเลเค้าสดนะ กุ้งหอยปูปลาเหมือนเพิ่งจับกันมาซักสิบนาทีก่อน เครื่องเทศที่ราดก็โอเค ที่ชอบสุดคงเป็นหอยย่างกับปูย่าง น้ำจิ้มค่อนข้างจางและไม่เข้ากับอาหารกลุ่มซีฟู้ดเท่าที่ควร ชวนให้คิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเลยทีเดียว ส่วนมะพร้าวค่อนข้างแก่ ไม่หวานมาก เนื้อด้านไปหน่อย

รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ
รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ
บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป
บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป
เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ
เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ

ค่าหัวที่นี่หนึ่งเซ็ต ราคา 110,000rp ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

วันสุดท้ายที่บาหลี

วันสุดท้ายจริงๆ ก็ไม่มีอะไร หลักๆ ก็ไปซื้อพวกของฝากทั่วๆ ไป ส่วนรามันเอาสละจากบ้านมาให้ด้วยเพราะที่บ้านปลูกเอง ทีแรกแกจะให้ฟรีๆ ห้าโล ไอ้เราเกรงใจก็เลยแอบซื้อสละของรามันด้วย (จำราคาไม่ได้แฮะ แต่ราวๆ โลละ 30 บาทอะ) สละของอินโดฯ ลูกจะใหญ่กว่า เนื้อเค้าจะแน่นกว่า ออกแนวกรอบๆ แต่จะฝาดๆ หน่อยๆ เรื่องความหวานและความหอมสู้ของบ้านเราไม่ได้เลย

ของที่ระลึกอื่นๆ แถวๆ บาหลีก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ ส่วนมากก็คล้ายๆ บ้านเรา จะมีก็พวกถั่ว, ผ้าบาติกที่เค้าจะโฆษณาหน่อยว่าของเค้าเจ๋ง

สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน
สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน

นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ บินกลับไทยกันดีกว่า

ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ :)
ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ 🙂
แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล :)
แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล 🙂

ขอบคุณรามันที่มาส่งและดูแลเราจนถึงช่วงสุดท้ายที่เราอยู่บาหลี
เขียนรีวิวเที่ยวทีไร นานทุกที…

อุปกรณ์นับก้าวจาก Daiso

หลังจากที่เห็นเพื่อนๆ หลายคนใน twitter พูดถึงเครื่องนับก้าว นำทีมโดยพี่ @wan_nam บอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับสรรพคุณเจ้าเครื่องนี้ช่วงก่อน ผมก็มีความรู้สึกว่ามันกิ้บเก๋ดี น่าหามาเป็นเจ้าของสักอัน แต่ปัญหาคือแถวๆ ที่ทำงานผมไม่มีขายสักที่เลย (เดินไปถามแถวนี้มีแต่คนงงว่าเครื่องนับก้าวมันคืออะไรวะ)

จนกระทั่งมาเดินที่ร้านหนังสือชื่อดังที่นึงในตัวเมืองเชียงใหม่ เห็นเครื่องนับก้าวของยี่ห้อ Omron สวยดีมากๆ มีให้เลือกสีชมพูกะสีฟ้า ถามว่าอยากได้มั้ยก็อยากได้อะ สวยดี ขนาดกระทัดรัด มีฟังก์ชั่นเยอะ แต่พอถามราคาแล้วผมก็ต้องถอยกรูดเพราะราคามันอันนึงตั้ง 1200 แหนะ ถ้าเอามาลองเล่นแต่ต้องเสียเงินตั้งพันสองก็คงไม่ไหวนะ

ทีนี้ก็มีคุณเภสัชกรประจำทวิตเตอร์อย่างคุณ @extradose ก็มาแนะนำว่ามันมีเครื่องนับก้าวอันละ 60 บาทด้วยนะ อยู่ที่ร้าน Daiso พูดตามตรงว่าโคตรน่าสนใจเลย

ขอบคุณ @wan_nam และ @extradose สำหรับเครื่องนับก้าว
มันมีขายที่ Daiso จริงๆ ด้วยแฮะ!!!

จนวันนี้ผมมีโอกาสไป Daiso ก็เลยไปสอยมาอันนึงครับ (แต่ที่เชียงใหม่ขายอันละ 65 บาทนะ)

แกะกล่องมาเล่นดู

ใจจดใจจ่อรีบขับรถถึงห้องเพื่อจะแกะกล่องออกมาดู ข้างในก็มีเครื่องนับก้าวอันนึงครับ เป็นพลาสติกสีใสๆ ลักษณะการประกอบค่อนข้างลวกๆ ไม่เรียบร้อยมากนัก ตัวเครื่องมีหน้าจอและปุ่ม 1 ปุ่ม เขียนว่า Reset ,, ส่วนหลังกล่องก็มีฉลากเป็นภาษาญี่ปุ่นพิมพ์ติดอยู่ (ซึ่งผมอ่านไม่ออก) สุดท้ายแกะกล่องแล้วเดาๆ วิธีการใช้เองละกัน

เริ่มต้นด้วยการดึงพลาสติกสีแดงเพื่อ activated ถ่านและทำให้หน้าจอแสดงตัวเลขออกมา ,, ตื่นเต้นๆๆๆ

แฮ่ๆ เครื่องนับก้าว ,, ไม่มีตัวไหนอ่านออกนอกจาก 99999

แอบส่องผ่านพลาสติกใส หลักการของมันก็ไม่ยาก คือมีแค่ค้อน+จุดหมุน และ สปริง+เซนเซอร์ คือ ทุกครั้งที่เราขยับ ค้อนมันก็จะเหวี่ยงไปตีสปริง ซึ่งถ้ามันแรงพอที่จะส่งแรงดังกล่าวไปหาเซนเซอร์ มันก็จะแปลผลว่าเราเดินไปแล้ว 1 ก้าว โดยขึ้นที่หน้าจอด้านหน้า ,, มีแค่นี้แหละ จบปิ้ง

สรุปประสบการณ์หลังใช้

เล่นได้วันนึง ขอคอมเมนต์พอเป็นพิธีละกัน

  • เครื่องไม่มีฟังก์ชันอื่นนอกจากนับก้าว แต่ก็เป็นไปตามราคาของมัน
  • เข้าใจง่ายดี เพราะมีปุ่ม reset ตัวเลขแค่อันเดียว ขนาดปุ่มปิดเครื่องยังไม่มี (เครื่องปิดไม่ได้)
  • Sensitivity ยังไม่ค่อยดี เท่าที่ลองเดินนับก้าวจริงเทียบกับตัวเลขบนหน้าจอ พบว่าตัวเลขขึ้นน้อยกว่าที่นับจริงราวๆ 10-15% (นับว่าเดินร้อยก้าว มีทั้งขึ้นบันได ผ่านพื้นดิน พื้นคอนกรีต ผ่านสวน ผ่านพรม ,, ตัวเลขขึ้นแค่ 88 เองอะ) ส่วนนึงคิดว่าเกิดจากน้ำหนักที่ก้าวเบาๆ เครื่องจะรับสัมผัสไม่ได้ แนะนำให้เอาเหน็บเอวหรือส่วนของร่างกายที่มันขยับเยอะๆ ถ้าใส่กระเป๋าจะขึ้นไม่เยอะเพราะแรงมันคงจะไม่ค่อยพอให้ค้อนหมุนไปตีสักเท่าไหร่
  • เอามาประยุกต์เป็นอุปกรณ์นับของได้ (โดยการเขย่าเอา)
แฮะๆๆๆ วันนี้เดินไป 16 ก้าว (ที่เหลือกลิ้งเอา)

โดยรวมผมว่าเก๋ดีนะ ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับลองเอามาเล่นๆ ถ้าชอบก็ไปซื้อเครื่องใหญ่เลยครับ

[Ad] จิ้มๆ Windows Phone 7 บน hTC HD7

หลังจากที่รอคอยมานาน Windows Phone7 หรือ WP7 ก็ได้เปิดตัวแล้วบน hTC HD7!!!

ต้องบอกก่อนว่าทีแรกผมเคยเล่นเครื่อง hTC HD7 ตั้งแต่สมัยงาน TwitBKK4 แล้วแหละ แต่ก็ได้แค่จิ้มๆๆ พอขำๆ ตอนนั้นติดใจในความลื่นของมันและการแสดงกราฟิกที่ดูดีมากๆ แต่ก็ยังงงๆ กับระบบอยู่เพราะว่ามันต่างกับ Windows mobile 6.5 ที่เคยใช้ๆ กันมาตั้งแต่ O2, DOPOD หรือ hTC Touch แบบสิ้นเชิงเลย

โฉมหน้าของ hTC HD7 ครับ

พอจิ้มไปจิ้มมา เค้าก็เอามาให้ผมลองเล่นซะงั้น (แต่กว่าต่อคิวจะได้เครื่องมาเล่นนี่ก็นานใช่ย่อยนะ) วันนี้ก็เลยขอลองเล่นๆ แล้วเอามา review เอาประสบการณ์ที่ผมได้ลองใช้จริงๆ มาแบ่งปันกันหน่อย

เปิดกล่อง hTC HD7

แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสเครื่องจริงๆ เราไปรู้จัก Spec คร่าวๆ ก่อนดีกว่า ซึ่งเท่าที่กวาดตาดู เจ้า HD7 เป็นเครื่องที่สเปคที่แรงมากๆ ทั้ง CPU 1 GHz, เมมโมรี่ในเครื่อง 16 GB, แรม 576 MB, กล้อง 5 ล้าน, หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว และแบตเตอร์รี่ 1230 mAh ครับ ,, แต่ถ้าอยากได้แบบละเอียดๆ แนะนำว่าโหลดไปดูรายละเอียดจากรูปด้านล่างได้นะครับ

รายละเอียดแบบโคตรละเอียดของ hTC HD7 (แนะนำให้โหลดไปดูที่บ้านครับ)

ได้ที่แล้วก็ลองแกะกล่องมาก็ลองหยิบเครื่องวางแน่นิ่งอยู่ในกล่องมาลูบๆ คลำคล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,, พบว่าขนาดของเครื่องนี่ใหญ่มาก ถ้าใครเคยเล่น hTC HD2 หรือ Desire HD ขนาดของมันก็จะประมาณนั้นแหละ, แต่ถ้าไม่เคยเล่นมาก่อน ก็กะคร่าวๆ ว่า 1 ฝ่ามือเต็มๆ จะกดเล่นด้วยมือเดียวนี่ค่อนข้างลำบากมากโดยเฉพาะสาวๆ ที่มือเรียวๆ เล็กๆ แต่ส่วนตัวผมชอบนะ ทั้งขนาดของจอที่กว้างๆ และมันก็ดันพอดีมือของผม, วัสดุต่างๆ ที่เอามาทำเครื่องที่จับแล้วไม่ลื่น กระจกที่ไม่เป็นรอยสักที (1 อาทิตย์ที่ผมลองไม่มีรอยเลย นี่ขนาดไม่ได้ติดกันรอยนะ) และความเนี๊ยบของการประกอบที่ออกมา

นอกจาก Touch screen ก็ยังมีแถบสัมผัส 3 touch points คือ

  • ลูกศร Back — อยู่บริเวณซ้ายสุด เอาไว้กด Back ในทุกสถานการณ์
  • เครื่องหมาย Windows — เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลาง สัมผัสแล้วจะมาหน้า Home screen ในทุกสถานการณ์
  • ค้นหาด้วย Search — เป็นปุ่ม Search ในทุกสถานการณ์ ถ้ากดในหน้าทั่วๆ ไปก็จะเป็น Bing แต่ถ้ากดในพวกโปรแกรมที่รองรับปุ่มนี้ก็จะเป็นการค้นหาภายในโปรแกรมนั้นๆ เช่นใน contacts ก็จะกลายเป็นการค้นหารายชื่อและเบอร์โทรแทน
เทียบ hTC HD7 บนมือผม ,, ใหญ่มากๆ
เบื้องหลังแห่ง hTC HD7 พร้อม WP7 สลักหลัง
เชื่อมต่อด้วย Micro USB port ครับ
ด้านหลังแกะออกมาเป็นขาตั้งสำหรับเอาไว้ดูหนังได้

จะเริ่มใช้งานก็แกะฝาปิดด้านหลังออกครับ แล้วก็ใส่ซิมการ์ดและแบตเตอร์รี่เข้าไปครับ แอบเสียดายนิดๆ ที่ไม่สามารถเติมเมมโมรี่เข้าไปเพิ่มได้ ซึ่งจาก Spec ที่ระบุ 16 GB จะเหลือให้ใช้จริงๆ ราว 13 GB กว่าๆ (ซึ่งส่วนมากก็พออะนะ)

เปิดฝาหลัง พร้อมบรรจุซิมการ์ดและแบตเตอร์รี่

ถ้าพร้อมแล้วก็ลองเปิดเครื่องกันดูครับ 😀

แยกออกไหมเอ่ย อันไหนเครื่อง อันไหนกล่อง

ลองเอานิ้วเขี่ยๆ HD7 กันเถิด

เปิดหน้าตามาปุ๊บ ก็เจอ Home screen ที่เป็นสี่เหลี่ยมแบบเรียบง่าย ที่ผมรับรองว่าคนหยิบมาใช้ครั้งแรกนี่งงแน่นอน เพราะ Home screen มันมีแค่สองหน้าเท่านั้น คือหน้าด้านซ้ายและด้านขวา (เลื่อนสลับสองหน้านี้ได้ง่ายๆ โดยการ touch ไปทางซ้ายหรือทางขวา),, แต่จริงๆ มันใช้ง่ายมากๆ โดย Concept 2 ข้อ

ข้อแรกคือเอาสิ่งที่เราต้องใช้บ่อยๆ มาปักหมุดไว้อยู่หน้าด้านซ้าย ส่วนหน้าด้านขวาก็จะเป็นทุกโปรแกรมทุกสิ่งอันที่เราลงไว้ในเครื่อง แค่นั้น… ,, ส่วนข้อสองคือ ทุกอย่าง Run ได้คล้ายระบบ Multitask แค่เรากด Back ทุกสิ่งก็จะกลับมา คล้ายทุกอย่างจะ Run พร้อมกัน แต่จริงๆ ทุกโปรแกรมนั้นมันจะบันทึกจุดสุดท้ายที่มันอยู่ไว้

ซึ่งหน้า Home screen นั้นจะเป็นลักษณะ Live Tile คือจะมีกราฟิกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด เช่น Contact ก็จะมีกราฟิกหน้าเพื่อนๆ ที่เราได้เซฟไว้ก่อนหน้านี้หรือดึงมาจาก Facebook หมุนเวียนสลับไปเรื่อยๆ หรือในหัวข้อ Picture ก็จะมีการเปลี่ยน background เป็นพักๆ ตามรูปที่เราได้ถ่ายไว้ ,, แต่สิ่งที่ผมแอบรำคาญเบาๆ คือ แถบด้านบนที่บ่งบอกสถานะแบตเตอร์รี่, ระดับสัญญาณพอทิ้งไว้ซัก 10 วินาทีมันก็จะหายไป ซึ่งต้องเอานิ้วเขี่ยๆ มันถึงจะลงมาเป็นพักๆ

หน้าแรกเป็นหน้าต่างเรียบๆ จำนวนมากๆ ซึ่งเราเลือกเฉพาะที่เราใช้บ่อยๆ มา
หน้าด้านขวา เป็นด้านที่รวมทุกสิ่งอันไว้ที่นี่

ส่วนหน้า Locked screen หรือหน้าล๊อคหน้าจอ ก็จะแสดงให้เห็นว่า วันนี้เป็นวันเดือนปีอะไร แสดงตารางนัดหมายและเวลาขึ้นมาให้เราดู รวมทั้งที่มุมด้านล่างขวามือของหน้าจอ ก็จะแสดงจำนวนอีเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน จำนวน SMS ที่ยังไม่ได้อ่าน และ Missed Call ด้วย ,, ส่วนการปลดล๊อค ก็แค่ดัน Locked screen ขึ้นไปด้านบนให้สุดเหมือนพลิกสมุดฉีกแค่นั้น

หน้าจอ Locked screen ที่ปรับแต่งรูปเองได้ ,, จะใช้ก็แค่ดันขึ้น

จะเริ่มใช้งานจริงๆ ละนะ

ขึ้นชื่อว่าเป็น Windows phone รุ่นใหม่ทั้งที การเริ่มใช้งานก็ต่างกับ phone ทั่วไปแน่ๆ ล่ะครับ ,, ซึ่งการเริ่มต้นจริงๆ คือการตั้ง connection ของเครื่องเรากับ Hotmail (หรือ Windows Live), Google หรือ Facebook โดยมันจะ sync contact และรายละเอียดทั้งหมดมาให้พร้อม (แนะนำว่าควรอยู่ในสถานที่ที่มี wifi ความแรงสูง) ซึ่งถ้าใครใช้ Hotmail เป็นหลักและบรรจุทุกสิ่งอันลงไปในนั้นละก็ อยากบอกว่าท่านได้เลือกมือถือไว้ถูกรุ่นแล้ว, ถ้าใครเลิกใช้ Hotmail ไปก็แนะนำว่าควรสมัครใหม่นะครับ ,, หรือว่าถ้าเราเมมชื่อเพื่อนเราไว้หลายที่ เช่นทั้งที่ Facebook, Google และ Outlook ตัว WP7 ก็เก๋พอที่จะ sync รวมทุกอย่างของคนคนนั้นเป็น contact เดียว (ต้องชื่อเหมือนกันนะจ๊ะ แต่ถ้าไม่เหมือนกัน ก็ sync manual ไปได้ครับ ไม่ยาก)

เลือกแหล่งข้อมูลที่เราจะลงเครื่อง HD7 ได้เต็มที่ครับ
เท่านี้ Google contact และ Facebook ก็มารวมตัวกัน
หน้า People นี่เรียกว่า update ทุกสิ่งอันไว้ที่นี่

ซึ่งเวลาเราเข้าไปที่ people ก็จะเห็นทุกอย่างถูกลากลงมาในเครื่องเราทั้งหมด ต้องขอบอกว่าสะดวกและให้ข้อมูลที่ละเอียดดีมาก รวมทั้ง update status บน Facebook ของเพื่อนคนนั้นให้เราด้วยเรียบร้อย ,, หรือถ้าใครใช้ iphone มาก่อนก็สบายมากๆ แค่คุณพี่ upload รายชื่อเบอร์โทรทุกอย่างไว้ที่ Google contact จากนั้นเราก็ใส่ Gmail ที่เราได้ sync contact ไว้ลงใน HD7 ,, เท่านี้ contact จาก iPhone ก็จะลงมาหมด (แถม update ให้ด้วยนะเธอ)

ลองใช้จริงกับสถานการณ์ต่างๆ

หลังจากที่เครื่องเราพร้อมระดับนึง เราก็ลองเอาเจ้า HD7 มาเล่นกันเถิด ,, คำแนะนำของจขบ. (เจ้าของบล๊อก) เพิ่มเติมนิดนึง คือเพื่อความบันเทิงขั้นสุดยอดและการใช้ HD7 WP7 อย่างคุ้มค่า เครื่องท่านควรเชื่อมต่อ internet ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น wifi หรือ EDGE ก็ได้

การดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ

WP7 จะมี Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวม App มาให้โหลดและซื้อขายกัน ,, สิ่งที่ผมชอบบน Marketplace อย่างนึงคือ ตัว Marketplace มี Trial หมายความว่าเราลองโหลดตัวทดลองมาลองก่อน ถ้าถูกใจค่อยซื้อ ถ้าไม่ถูกใจก็ลบทิ้งไปได้ง่ายๆ กับอีกอย่างนึงคือ การที่มันจะเปลี่ยน Background ไปตามวันและเทศกาลด้วย ,, วันนี้ผมก็จะลองโหลดพวก App free มาลองเล่นดู ทั้ง Facebook และ twitter นะครับ

ลองโหลด Facebook มาเล่นดู

หลังจากลองเล่นดูก็ต้องบอกว่าโอเคนะ ถือว่าไม่เลวสำหรับการเริ่มต้นของ WP7 เลยทีเดียว ความลื่นและการแสดงผลกราฟิกออกมายอดเยี่ยมมากๆ แต่เสียดายที่ไม่มี keyboard ภาษาไทยที่แถมมาให้ ทำให้ขาดอรรถรสการเล่นไปไม่น้อยเลย

หน้าตา Facebook บน WP7 ครับ
โฉมหน้าของ Twitter on Windows Phone ครับ

XBox Live

ความรู้สึกแรกที่ผมได้ยิน Xbox นั้นให้อารมณ์แบบเครื่องเล่นเกมยังไงไม่รู้แฮะ แต่จริงๆ Xbox Live ใน WP7 นั้นเปรียบเสมือนแฟ้มที่สำหรับรวบรวมเกมของเครื่อง กล่าวคือเวลาโหลดเกมจาก Marketplace (ทั้งแบบ Trial และ Full paid) แล้วมันก็จะมากองๆ ไว้ที่นี่ครับ ส่วนตัวผมชอบนะ เพราะมันทำให้ดูเรียบร้อยดี

ส่วนเกมส์ที่ผมลองโหลดมาเล่นมี Fruit Ninja และ Need for Speed (แบบ Trial ทั้งคู่) พบว่า HD7 ยังฟันผลไม้ Fruit Ninja ได้ไม่ลื่นเท่ากับที่ผมคาดหวังไว้ แต่ถ้าเอามาขับรถด้วยเกม Need for Speed ต้องบอกว่าภาพและกราฟิคทำได้เนียนมากๆ แทบไม่มีกระตุกเลย ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับเครื่องเกมมากๆ

การถ่ายรูปและวิดีโอ

การจะถ่ายรูปมีเพียงหนทางเดียวคือการกดปุ่มล่างสุดที่วางอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง ปุ่มกดดังกล่าวเป็นปุ่มกดแบบ 2 จังหวะคล้ายกับพวกกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไป ,, แรกๆ จะไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เพราะปุ่มเรียวเล็กและแข็ง แต่พอใช้ซัก 1-2 วันจนเริ่มชินผมว่าก็กดสบายดีนะ

กล้อง 5 Mpx ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง

กับกล้องที่มาให้ 5 ล้านพิกเซล ผมว่าความละเอียดของกล้องนี่ถือว่าดีในระดับหนึ่งครับ ,, โดยกล้องมีโหมดให้ปรับเยอะมากๆ คล้ายๆ กับกล้อง compact แบบย่อมๆ แต่ก็แอบมีข้อด้อยตรงที่การวัดแสงและการจับโฟกัสนั้นทำได้เฉพาะตรงกลางภาพเท่านั้น โดยการกดปุ่มถ่ายภาพลงครึ่งนึง (ไม่สามารถเอานิ้วแตะที่จอได้), ไม่สามารถถ่ายภาพโดยการแตะที่หน้าจอได้ และการซูมนั้นไม่เนียนมาก เป็นการกดเลื่อนเป็น step ไปคล้ายกับการขึ้นบันได

ทอสดบกล้องของ HD7 ดูครับ
โหมดต่างๆ ของกล้องมีเยอะใช้ได้เลย

ก็เลยลองเทียบภาพถ่ายขนมแบบไม่แต่งและไม่ Crop ในมุมและระยะใกล้ๆ กันกับ Canon 400D 18-55 kit, hTC HD7, iPhone 3GS, และ Nokia N8 ดูเล่นๆ

อันนี้เอามาจากกล้อง Canon ระดับ DSLR นะเธอ
รูปนี้ใช้ hTC HD7 ครับ ,, ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
รูปนี้ส่งประกวดโดย iPhone 3GS
ส่วนภาพนี้มาจากกล้องของ Nokia N8 ครับ

หรือถ้าเทียบกับ Canon ระดับ DSLR แบบตัวต่อตัวดู

ลองถ่ายรูปมุมกว้างด้วย Canon ครับ
ถ่ายโดย hTC HD7 ครับ ,, ออกมาใช้ได้เลย

หรือถ้าเป็น Video แม้ว่าจะไม่ใช่ HD แต่ก็ชัดพอตัว (ถ่ายกลางคืนถ้าได้ระดับนี้ก็โอเคแล้ว) แต่ video จะมีปัญหาเรื่องการหา focus นิดนึง เพราะกดปุ่มครึ่งนึงแล้วเครื่องไม่ยอมหาให้ ต้องรอเครื่องคิดเอง

ส่วนการดูรูปและวิดีโอ เราสามารถดึงรูปมาดูจากโหมดกล้อง (โดยการพลิกหน้าด้านบนลงมา) หรือจะในส่วนที่เป็น Pictures ก็ได้ ซึ่งความเก๋ของโหมด Pictures คือการที่มันจะเอารูปของเพื่อนๆ ที่อยู่บน Facebook ลงมาดูด้วยได้ในหน้านี้เลย

โหมด Picture สามารถดูรูปทั้งจากในเครื่องและบน Facebook ได้เลย

ส่วนกล้องหน้าเท่าที่ส่องๆ ดูนี่มองไม่เห็นนะครับ (ถ้าใครเจอก็บอกผมด้วยละกัน)

ระบบ Calendar

Calendar จะดึงฐานข้อมูลหลักๆ มาจาก Outlook เท่านั้น เพราะเท่าที่ผมลองไม่มีข้อมูลมาจาก Facebook หรือ Google sync ครับ แม้ว่าจะตั้งรายละเอียดของ Meeting/Appointment ได้ละเอียดดี แต่ว่าตัวหนังสือที่แสดงใน Month view ค่อนข้างเล็กมากๆ แม้ว่าจะวางในแนวนอนแล้วก็ตาม

ตัวหนังสือใน Calendar เล็กมากๆ ,, เห็นไหมวันที่ 17 ผมมีนัดอะ
Calendar ในแบบ Agenda view (แบบหนึ่งวันทำอะไรบ้าง)

ตัว Music Player และ Zune

สิ่งที่ผมว่าเป็นไม้เด็ดอีกอย่างคือ Zune ครับ ,, หลายๆ คนอาจคุ้นๆ ชื่อ Zune ที่เป็นเครื่องเลยเพลงที่มีชื่อว่า “iPod ที่ล้มเหลวของ Microsoft” ,, แต่การมาของ WP7 นั้น ตัว Zune ได้กลายเป็นโปรแกรมสำคัญและเป็นโปรแกรม Music Player สุดเก๋ในคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Windows Media Player ชิดซ้ายไปเลย

หน้าที่หลักๆ ของ Zune คือสะพานเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเครื่อง HD7 กับคอมพิวเตอร์ของท่าน ถ้าใครเคยใช้ iPod/iPhone มันก็คงคล้ายๆ กับ iTunes นั่นแหละ หรือถ้าไม่เคย Zune ก็เปรียบเสมือน Windows Media Player ฉบับสวยงามที่เชื่อมต่อกับ Windows Phone 7 ได้ ,, แต่ความเก๋ของมันที่ผมชอบคือมัน Sync ง่ายกว่ามากๆ อยากได้เพลงหรือวิดีโอคลิปอะไรก็แค่โยนๆๆๆ ลงไป ตัว Zune ก็จะพาไปเก็บไว้ใน Zune ของเครื่อง ,, เวลาจะเล่น Media ต่างๆ ก็แค่ระลึกว่าไปกดที่ Zune เท่านี้เอง

หลังจากเชื่อมต่อ Zune ก็พร้อมที่จะทำงานแล้วครับ
อยากได้เพลง/ คลิปอะไร ก็แค่โยนไปตรงมุมซ้ายล่าง

อย่างที่บอกครับ Zune ยังเป็นเครื่องเล่นเพลงและวิดีโอต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ท่านได้ด้วย พูดตรงๆ ว่าใช้ง่ายและกราฟิกสวยมากๆ และไม่มีปัญหากับพวก music tag (คือพวกชื่อเพลงหรือนักดนตรีที่เป็นภาษาไทย Zune จะอ่านได้ทุกแบบ ไม่แสดงภาษาแปลกๆ ออกมา) จะเล่นเพลงก็ง่าย, Rip CD ได้แสนสบาย

หน้าตาของ Zune ขณะเป็น Music Player ครับ

สนใจโหลด Zune ก็กดได้ตรงนี้นะครับ แล้วจะลืม Windows Media Player (ส่วนตัวผมชอบกว่า iTunes อีกนะ)

ข้อดีอื่นๆ ที่พบเจอ

  • ไม่แฮงค์ — จุดนี้เป็นจุดที่ชนะขาดตัวพี่มันอย่าง Windows Mobile 6.5 แบบกินขาด เพราะนอกจากความลื่นแล้ว มันยังไม่แฮงค์เลยเท่าที่ผมใช้มา 1 สัปดาห์ ซึ่งแอบทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะทั้งๆ ที่มัน Run Multitask (คือเปิดหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน) แต่ยังคงความลื่นปรื๊ดๆ แบบสม่ำเสมอ (แต่ในจุดนี้ผมขอทิ้งที่ว่างไว้นิดหน่อย เพราะเครื่องที่ผม Test ไม่ได้ลองพวกโปรแกรมขนาดใหญ่ๆ หรือกินทรัพยากรเครื่องมากๆ เท่าไหร่)
  • ปิด EDGE ง่ายๆ — หลังจากปัญหานี้เป็นกับ Smart Phone แทบทุกยี่ห้อและทุกระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะกับคนที่เปิดบริการการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตไว้แบบไม่รู้ตัว หรือเปิดไว้แบบลอยๆ ,, พอลอยไปนานๆ ค่าโทรท่านก็บานตาม เพราะพวก Smart Phone โดยเฉพาะ WP7 นั้นต้องการเชื่อมต่อ Internet ตลอดเวลา ,, แต่มาครั้งนี้ทาง WP7 สามารถตั้งปิด Internet mobile connection ได้ง่ายๆ แค่เลือกปิดตรง Setting ที่เดียว แค่นี้ก็จบเลย
  • การเปิดโหมดสั่น — ทีแรกคิดว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียดี เพราะเครื่องไม่ได้มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดสั่นเหมือนบางยี่ห้อ โดยตัว HD7 สามารถทำได้โดยการกดปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง แล้วก็กดตรงมุมขวาของหน้าจอ ,, แม้ว่าขั้นตอนจะดูมีเยอะขึ้น แต่ผมกลับมองเป็นข้อดี เพราะว่าหลายครั้งผมไปโดนใส่ปุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เสียงดังหรือเสียงหายไปแบบไม่ได้นัดหมาย แต่ทีนี้เราเพิ่ม Process อีกหน่อยที่ไม่ได้ลำบากอะไรแต่ก็ทำให้เราจัดการเสียงโทรศัพท์เราได้แน่นอนขึ้น
  • มี Folder รองรับรูปเลย — กล่าวคือทุกครั้งที่เราเสียบ Zune มันจะ Sync เอารูปและวิดีโอคลิปในเครื่องมาโยนไว้ใน Folder ที่เราตั้งไว้ในคอมแบบอัตโนมัติ และในทางกลับกัน ถ้าเราเอารูปมายัดใน folder นี้ มันก็จะ sync เข้าเครื่องแบบอัตโนมัติเหมือนกัน
  • ช่องว่างในการเกิด Application — เป็นความคิดผมเองนะ คือประมาณว่า โปรแกรมต่างๆ ที่ WP7 จัดมาให้นั้นเพียงพอต่อความจำเป็นพื้นฐาน แต่ว่าถ้าจะเอาแบบเก๋ๆ สมบูรณ์แบบเลยน่ะยังไม่มี เช่นจะถ่ายรูป โปรแกรมถ่ายรูปก็โอนะ แต่ไม่มีกดจอถ่ายรูป หรืออยากแต่งภาพ โปรแกรมแต่งภาพก็มีให้นะ แต่ไม่สุด,, ซึ่งจุดนี้เหมือนเปิดช่องให้ Application ต่างๆ สามารถเกิดได้อีกมหาศาลเลย
  • การอ่านภาษาไทย — WP7 ปรับปรุงให้อ่านภาษาไทยได้แทบทุก Encoding เลย ทำให้ระหว่างการทดสอบมา 1 สัปดาห์นั้นเราไม่พบภาษามนุษย์ต่างดาวเลย ทั้งจาก Zune หรือ Internet Explorer

ข้อเสียจริงๆ ก็ยังมีเยอะนะเธอ

  • การพิมพ์ภาษาไทย — เพิ่งชมว่าอ่านภาษาไทยได้ดีในหัวข้อก่อน แต่การที่ไม่มีคีย์บอร์ดไทยทำให้ความสนุกในการเล่น Social network นั้นลดลงมาก, การพิมพ์งานหรือข้อความภาษาไทยใน Notes หรือ Office ก็ทำไม่ได้ หรือแม้แต่การส่ง SMS เป็นภาษาไทยก็ทำด้วยความยากลำบาก (แต่ Keyboard ภาษาอังกฤษเป็น QWERTY ที่ผมชอบนะ)
  • Battery — แม้ว่าจะให้แบตมา 1230 mAh ซึ่งดูเหมือนเยอะ แต่ระบบการประหยัดไฟนั้นทำได้แย่มาก บอกตรงๆ ว่าแบตนั้นอยู่ได้ราวๆ หนึ่งวันพอดีในการใช้งานโทรเข้าออกปกติ นั่นหมายความว่า ถ้าเล่น Facebook หรือ Twitter ทั้งวันด้วยการเชื่อมต่อ EDGE (หรือแม้แต่การใช้ Wifi) แบตท่านอยู่ไม่พอสำหรับ 1 วันแน่นอน และไม่ต้องพูดถึงการเชื่อมต่อแบบ 3G ที่โคตรจะสูบแบต จขบ.เชื่อมั่นว่าอยู่ได้แค่ครึ่งวันเท่านั้น
  • External Memory — นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อเสียที่สำคัญมากๆ ถึงแม้ว่าเนื้อที่ 16 GB นั้นจะดูเพียงพอสำหรับคนทั่วไปหากจัดการและหมุนเวียนพื้นที่ได้ดี แต่การที่ใส่เมมเพิ่มไม่ได้นั้นยังจะมีผลในการจัดการไฟล์เอกสารและ Media ต่างๆ ในวันที่เราไม่สามารถ sync ข้อมูลได้ตามปกติ เช่น การเอาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของเพื่อนที่ไม่ได้ลง Zune ไว้
  • เสียงเรียกเข้า — เท่าที่ผมลองสืบเสาะหาวิธีตอนนี้ ยังไม่พบวิธีการเปลี่ยนเสียงหรือเพิ่มเสียงเพลง Ringtone ที่เราตัดเอามาจากเพลงในอัลบั้มโปรดได้ ทำให้ต้องขืนใจใช้เสียงมาตรฐานที่ติดมาอยู่กับเครื่องต่อไป (ส่วนตัวผมว่าเสียงเรียกเข้านี่เบามากนะ)
  • การใช้ Office ที่เหมือนจะง่าย — ต้องบอกว่าแค่เหมือนจะเท่านั้น เพราะการยัด File เอกสาร Office จากเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB เข้าสู่ HD7 แบบที่เราคุ้นตากันนั้นไม่สามารถทำผ่านโปรแกรมอย่าง Zune ได้เหมือนพวกเพลง แต่การจะเอาพวกไฟล์ดังกล่าวลงเครื่องจะต้องอาศัยการส่งเมลและ Skydrive เท่านั้น (นอกจากคุณจะ jailbreak แล้วจึงสามารถยัดไฟล์พวกนี้ผ่านสาย USB ได้) ซึ่งพูดตรงๆ ว่าลำบากในสถานที่ที่ไม่เอื้อต่อการส่งเมล
  • Bing — ไม่รู้จะด่าเป็นภาษาอะไร ทั้ง Bing search และ Maps ซึ่งอยากบอกว่าไม่เวิร์คอย่างแรง และยังห่างชั้นกับ Google อีกมากมาย โดยเฉพาะตัว Search ที่อยากจะบอกว่าไม่แม่นเลย คีย์เวิร์ดก็มั่วไปมา , ส่วน Maps นี่นอกจากกราฟฟิคไม่สวยแล้วก็ยังไม่แม่นยำด้วย แถมต้องการการเชื่อมต่อ internet ตลอดเวลาอีก บร๊ะ!!! จะเอาทรัพยากรทุกอย่างแต่ผลออกมาไม่ค่อยเก๋เท่าไหร่ (ส่วนตัวผมว่า Ovi Maps แม่นสุดแถมไม่ต้องต่อ internet ก็ได้)
  • Internet Explorer — IE ก็ยังคงเป็นความเป็น IE ได้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม ,, การแสดงผลนั้นยังไม่สร้างความประทับใจให้ผมเท่าไหร่ หลายเว็บโปรดปรานของผม (โดยเฉพาะเวปไทยนะ) นั้นผิดรูปและเพี้ยนไปแบบไม่ค่อยน่าให้อภัย, แถมดันไปเลียนแบบข้อด้อยของ iPhone ที่ไม่แสดงข้อมูลของเวปในส่วนที่เป็น Adobe Flash อีกต่างหาก, แถมลอง ทดสอบ HTML5 บน IE ได้เพียง 12 คะแนนในเต็ม 300 คะแนนอีกต่างหาก ซึ่งถือว่าเป็น Browser ที่แย่ที่สุดเท่าที่ Test มาเลย
  • ความสามารถเดิมๆ ที่เป็นจุดเด่นของ Windows Mobile หายไป — เช่นการ Sync ข้อมูลที่ไม่ใช่ Media และไม่เกี่ยวกับ Microsoft เช่นไฟล์กลุ่ม PDF, RAR, ZIP เป็นต้น พูดตามตรงว่าผมหาช่องทางการเอาข้อมูลลงเครื่องแบบง่ายๆ ไม่เจอ, การ Tethering หรือการทำโทรศัพท์ให้เป็นโมเด็มให้กับคอมพิวเตอร์นั้นผมก็ยังหาไม่เจอเช่นกัน, การเข้าถึงข้อมูลก็ยากกว่า Windows Mobile รุ่นเดิมๆ เพราะเวลาเสียบต่อเครื่องด้วยสาย USB จะใช้ Windows Explorer เปิดไม่เจอแล้ว, Bluetooth ก็ทำได้แค่ audio phone แต่ไม่สามารถ sync data ผ่านได้
  • จุดสัมผัสสามจุดและความ Sensitive ของหน้าจอ — เหมือนจะเป็นข้อดี แต่การวางจุดสัมผัสผสานกับความไวของหน้าจอ มักจะทำให้ผมไปโดนใส่บริเวณตัว Search ขณะเลี้ยวโค้งใน Need for Speed แบบไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมันทำให้ผมหงุดหงิดได้ไม่น้อย เพราะว่าต้องเล่นด่านนั้นใหม่เลย บร๊ะ!!!
  • hTC hub — ผมเข้าใจว่า hTC คล้ายๆ ว่ากะสร้างแหล่งโปรแกรมสำหรับเครื่อง hTC ที่ใช้ WP7 แต่เท่าที่รองเข้าไปดูผมว่ามันยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ในตอนนี้นะ

ส่วนนี้ ผู้สนับสนุนเค้าฝากมาแปะไว้น่ะครับ

หลังจากอ่านๆ ดูแล้ว ใครสนใจ hTC HD7 ก็มีโปรโมชันจากผู้สนับสนุนน่ะครับ

สัมผัสสุดยอดประสบการณ์บันเทิงจาก HTC HD7 ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Windows® Phone7™ ที่ให้คุณสนุกขึ้นบนเครือข่ายดีแทคที่เร็วกว่า ดีกว่า นอกจากนั้นดีแทคยังมีบริการแจ้งเตือนค่าใช้อินเทอร์เน็ต (internet alert) เพื่อให้ลูกค้าควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ โดยจะคอยแจ้งเตือนผ่าน SMS ตั้งแต่ที่เริ่มใช้งานเกินที่ 10 บาทและถ้าเผลอออนไลน์เพลินก็ยังมีบริการควบคุมค่าใช้จ่าย (capmax) จ่ายไม่เกินเดือนละ 1,500 บาท สำหรับลูกค้ารายเดือน ทำให้ลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนผ่านเครือข่ายดีแทคสบายใจกว่า

นอกจากนี้ดีแทคยังมอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าบริการรายเดือนสูงถึง 4,000 บาท (เดือนละ 500 บาท 8 เดือน) เมื่อซื้อเครื่องจากดีแทค ก่อน 31 มี.ค. 54 เท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบริการลูกค้าดีแทค และร้านค้าที่ร่วมรายการ

ข้อคิดเห็นส่วนตัวของจขบ. หลังจากใช้จริง

หลักจากจิ้มๆ ดูเกือบอาทิตย์ ส่วนตัวผมชอบ WP7 มากๆ และ hTC HD7 ก็ตอบสนองและเข้ากับมันได้ดีมาก

ถ้าพูดถึงเรื่อง Hardware นั้นโดยรวมต้องถือว่ายอดเยี่ยมแม้ว่าจะมีข้อเสียบ้างตรงที่ Battery อยู่ไม่ค่อยทน, ส่วนเรื่อง Software ที่ก้าวสู่สนามครั้งแรกอย่าง WP7 นั้นยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการโหลดโปรแกรมที่ยังพัฒนาไม่ค่อยสมบูรณ์ (ในส่วนที่ต้องซื้อ) สำหรับคนไทย, โปรแกรมที่ยังมีไม่ค่อยมากและไม่หลากหลาย และการที่ WP7 ยังไม่ค่อย support การพิมพ์ภาษาไทยเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อว่าในข้อเด่นหลายๆ อย่าง ทั้งความง่ายในการใช้งาน, ความสามารถในการถ่ายภาพ, การแสดงผลและกราฟิก, ความง่ายในการเชื่อมต่อ และความสะดวกในการใช้ควบคู่กับโปรแกรมต่างๆ ของ Microsoft ทั้ง Windows Live, Microsoft office นั้นสะดวกมากๆ รวมทั้ง WP7 ยังเหลือพื้นที่ในการพัฒนาต่อและเติบโตอีกมาก ทั้งตัวโปรแกรมเองและ Applications ทั้งหลาย

ใครสนใจ WP7 และรู้จักมันก่อนใคร ก็ลองถอย hTC HD7 มาเล่นได้ ,, แล้วจะติดใจครับ 😀

สงครามทาร์ตไข่

Blog ครั้งนี้จะพาไปสัมผัสขนมที่เป็นที่ฮิตฮอทในตอนนี้ (ทั้งๆ ที่มันมีมานานแล้ว) คือ ทาร์ตไข่นั่นเอง โดยวันนี้จะพาชิมทาร์ตไข่กัน,, โอวๆๆ พูดแบบนี้จะบอกว่าผมเคยเขียนรีวิวทาร์ตไข่ของ KFC ไปเมื่อ Entry ก่อนแล้วนี่นา จะมาหากินเรื่องเดิมใช่ไหม ,, จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกหรอกครับ เพราะวันนี้นอกจากทาร์ตไข่ของ KFC แล้ว ยังจะพาชิมของเจ้าอื่นๆ เท่าที่หาเจอด้วย

หาไปหามา รวมๆ แล้วได้ทาร์ตไข่มา 5 เจ้าน่ะครับ

วันนี้มาชิมทาร์ตไข่ของแต่ละเจ้ากัน เดาออกไหมว่าอันไหนของใครบ้าง 🙂

รับรองว่าวันนี้ หน้าจอมีเลี่ยนตายไปข้างนึง แผลบๆๆๆ

เรื่องเล่าทาร์ตไข่ก่อนเข้าปาก

ก่อนที่จะไปเจอของจริงวันนี้ ก็ของเล่าเรื่องวันวานของทาร์ตไข่ก่อนละกัน แผลบๆๆๆ

ทาร์ตไข่ที่ถือว่าเป็นขนม Talk of the town ในตอนนี้

ทาร์ตไข่มีต้นกำเนิดจากร้านเบเกอรี่สักเจ้านึงที่ฮ่องกง ประมาณช่วงปีค.ศ.1940 กว่าๆ โดยสมัยนั้นเป็นช่วงที่เบเกอรี่เริ่มต้น แต่ยังสู้พวกร้านติ่มซำไม่ได้เนื่องจากคนฮ่องกงยังติดการกินน้ำชาคู่กับติ่มซำอยู่ จนถึงช่วงราวปี ค.ศ.1950 จึงมีคนเริ่มเอาทาร์ตไข่ไปกินกับน้ำชา ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบันนี้ ,,

แต่ก็มีบางคนบอกว่าจริงๆ ทาร์ตไข่เกิดจากการเอา Custard English tarts มาประยุกต์ให้เป้นแบบจีนๆ โดยเฉพาะทางฝั่งของฮ่องกงที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน จึงได้รับอิทธิพลไปแบบเต็มๆ ,,

หรือบางคนก็บอกว่า จริงๆ ต้นกำเนิดของทาร์ตไข่เกิดจากขนมทาร์ตไข่ของชาวโปรตุเกส ซึ่งโปรตุเกสใช้ชื่อขนมนี้ว่า pastel de nata โดยโปรตุเกสได้ส่งต่อขนมชนิดนี้ผ่านมาทางมาเก๊า แล้วจากนั้นมันก็แพร่หลายต่อมายังย่านเอเชียตะวันออก,,

… ฟังประวัติแล้วยาวไกล มาล่าขนมทาร์ตไข่เมืองไทยนี่แหละ

ไล่เรียงหาซื้อแต่ละร้าน

แอ่น แอน แอ้นนนนน หลังจากเดินตระเวนย่านสยามและห้างสรรพสินค้างชื่อดังต่างๆ ก็ได้ทาร์ตไข่ใส่ Packaging มาดังนี้ละครับ มีทั้งแบบใส่กล่อง ใส่ถุงมากันเพียบ

ทาร์ตไข่ยี่ห้อต่างๆ ใส่ Package อย่างดี

เอาเป็นว่า ไล่ทีละร้านเลยละกันนะครับ

ร้าน BreadTalk

ร้าน BreadTalk เป็นร้านขนมปังที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์ จากนั้นเค้าก็มาเปิดสาขาในบ้านเราหลายสาขาครับ ,, ร้านนี้ผมเดินหาทาร์ตไข่นานเหมือนกัน เพราะบางสาขาก็ไม่มีขาย

ตามล่าหาทาร์ตไข่จากร้าน BreadTalk

ร้าน BreadTalk ลักษณะทาร์ตไข่จะเป็นทรงกว้างๆ วางอยู่บนฟอยล์อีกทีหนึ่ง เมื่อจ่ายเงินซื้อเค้าจะให้ Packaging มาเป็นถุงพลาสติกห่อทาร์ตไข่ไว้ ไม่ได้มีกล่องใส่แต่อย่างไร (แต่หิ้วไปหิ้วมาก็ไม่ได้มีแตกอะไร ซึ่งแปลกใจมาก) ,, สนนราคาค่าเสียหายต่อชิ้นของทาร์ตไข่ที่ BreadTalk ราคา 28 บาท

ถึงหออย่างปลอดภัย กับทาร์ตไข่ที่ BreadTalk

เริ่มจากแป้ง แป้งที่นี่รสชาติหอมหวานดี อารมณ์เนื้อคุกกี้แบบหอมจางๆ กล่าวคือลักษณะแป้งมันจะออกแนวเป็นแป้งทาร์ตมากกว่าที่จะเป็นแป้งพาย ซึ่งข้อดีของมันคือเมื่อเราทิ้งทาร์ตจนเย็น แป้งก็จะยังเหมือนเดิม แต่ข้อเสียก็คือแป้งจะออกแนวร่วนๆ หน่อย จะไม่ค่อยเกาะตัวเหนียวแน่น ถ้าแกะฟอยล์ออกมารับรองว่ามีการกระจายของแป้งออกมาแน่นอน

ทาร์ตไข่ BreadTalk บนกระดาษฟอยล์

ส่วนตัวใส้ไข่ก็ถือว่าโอเคเลยนะ หอมหวานโอเคดี ไม่เลี่ยนมากอย่างที่คิด และก็ไม่เละมากหรือแฉะๆ ด้วย คงรูปของตัวใส้ได้ดี จะว่าไปก็คล้ายๆ กับคัสตาร์ดแข็งๆ หน่อยนะ เข้ากับแป้งได้ดี โดยรวมถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ด้านหน้าของทาร์ตไข่จาก BreadTalk
ภาคตัดขวางของทาร์ตไข่จาก BreadTalk แต่ละชั้น

เนื่องจากการออกแบบทาร์ตไข่ของ BreadTalk ให้ออกแนวแบนๆ อีกทั้งแป้งก็ร่วนโดยเฉพาะจังหวะที่พยายามบีบฟอยล์เพื่อจะเอาทาร์ตออกมานั้นค่อนข้างยาก ส่วนตัวผมแนะนำว่าใช้ช้อนตักครับ สะดวกและกินง่ายเป็นที่สุด

แนะนำให้กินด้วยช้อนจริงๆ ครับ สะดวกกว่ามากๆ

Saint Etoile

ร้านนี้ Saint Etoile (อ่านว่าแซง-เอ-ตัวล) เป็นร้านเบเกอรี่ในเครือของ Yamazaki น่ะครับ เค้าบรรยายว่า Saint Etoile จะทำขนมปังแนวปารีส และเน้นขนมปังพวก Hard Bread มากกว่าร้านอื่นๆ ที่จะเป็น Soft bread ซะมากกว่า ,, ในร้านมีขายเบเกอรี่หลายสิบหลายร้อยอย่างมากๆ เดินไปเดินมาผมก็เผลอไปหยิบขนมอื่นๆ มาด้วยเหมือนกัน ,, แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอยทาร์ตไข่มาด้วยนะ สนนราคาชิ้นละ 28 บาทครับ

ไม่ลืมหยิบทาร์ตไข่ที่ Saint Etoile แน่นอน

ทาร์ตไข่ของ Saint Etoile ลักษณะเป็นทาร์ตทรงสูง ห่อด้วยกระดาษหนาสีขาว (สังเกตว่ากระดาษห่อทาร์ตมันมากๆ) หากจะซื้อเค้าจะเอาทาร์ตเราใส่กล่องพลาสติกให้ก่อนชั้นนึง แล้วจะเอาใส่ถุงหิ้วลายเอกลักษณ์ประจำร้านให้อีกต่อ ซึ่งอยากบอกว่ากล่องพลาสติกนั้นขนาดพอดีมากๆ และกันกระแทกได้สุดๆ ไปเลย

Packaging ดูหนาแน่นดีมากๆ
พร้อมชิมทาร์ตไข่จาก Saint Etoile แล้ววววว

แป้งที่นี่จะเป็นแป้งทาร์ตคล้ายๆ กับ BreadTalk คือจะร่วนๆ หน่อย ซึ่งส่วนตัวผมว่าร่วนกว่าของ BreadTalk อีกนะ (แต่ได้กล่องพลาสติกกันกระแทกได้ดีมากโข) กลิ่นหอมละมุนเฉพาะตัวของตัวแป้งถือว่าอร่อยไม่แพ้กับ BreadTalk เลยทีเดียว ,, ส่วนตัวใส้ทาร์ตข้างหน้าจะดูแห้งๆ นิดนึง ไม่ค่อยมันวับเหมือนเจ้าอื่นๆ ซักเท่าไหร่

ทาร์ตไข่ของ Saint Etoile ก็น่ากินใช่ย่อย

หลังจากฉีกกระดาษและหั่นออกมา พบว่าใส้ค่อนข้างอัดแน่นกว่าแถมมีใส้เยอะกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วย ตัวใส้ทำได้สุกเนียนดีทั้งอัน สังเกตดีๆ จะมีน้ำหวานๆ ไหลซึมมาจากใส้บริเวณก้นของทาร์ต ,, ลองชิมดูรสชาติเลี่ยนปานกลาง หวานกำลังโอเคเลย แถมมีกลิ่นหอมๆ อารมณ์คล้ายๆ เทียนอบจางๆ หรืออะไรซักอย่างนี่แหละ หอมดีครับ

ใส้ทาร์ตไข่ได้เยอะและแน่นมากๆๆ สุกทั่วถึงดี
ทาร์ตไข่ของ Saint Etoile หวานมันดีมากๆ โดยเฉพาะส่วนก้นๆ

เวลากินแนะนำว่าไม่ต้องฉีกกระดาษออก แต่เอาช้อนตักลงไปในทาร์ตได้เลย

Mandarin Oriental

ร้าน Mandarin Oriental ดูภายนอกจะคล้ายๆ ร้านอาหารที่แอบมีเบเกอรี่แซมๆ อยู่ แต่เข้ามาดูจริงๆ ในร้านจะมีทาร์ตไข่ใส่ฝาปิดแก้วอย่างสวยไว้รออยู่เลย ดูหรูมากๆ ข้างๆ ไม่ได้เขียนว่าทาร์ตไข่แบบบ้านๆ นะ แต่เธอระบุตัวตนว่า Portugese custard tarlette อะ ,, ไม่รู้ว่าใช่ทาร์ตไข่หรือเปล่าแต่เอามารีวิวด้วยกันนี่แหละ

ฝูงทาร์ตไข่ในร้าน Mandarin Oriental ครับ

ทาร์ตไข่ของ Mandarin Oriental จะออกแนวเจ้าๆ หน่อย ตัวขนมชิ้นไม่ใหญ่ วางบนกระดาษรองชั้นนึง เวลาซื้อกลับบ้านพนักงานจะเอาใส่ถุงกระดาษให้ (ไม่มีการห่อพลาสติกเพิ่มข้างใน) จากนั้นก็มีถุงกระดาษไฮโซเอาไว้หิ้วอีกชั้น ,, สนนราคาทาร์ตไข่ชิ้นละ 35 บาท

บรรจุภัณฑ์ของร้าน Mandarin Oriental เป็นกระดาษล้วนๆ

แป้งของที่ Mandarin Oriental จะเป็นแป้งพาย ซึ่งมันจะอร่อยที่สุดตอนร้อนๆ เพราะจะหอมและกรอบได้ใจมากๆ แต่ถ้าปล่อยให้แป้งพายเย็นเมื่อไหร่ มันจะออกแนวเหนียวๆ คล้ายๆ แป้งโรตีที่ปล่อยไว้จนเย็น ซึ่งแป้งทาร์ตไข่ของที่นี่ หลังจากที่ผมปล่อยไว้ให้เย็นแล้วมากินอยากบอกว่าเหนียวที่สุดในบรรดาทุกร้าน

ทาร์ตไข่แสนน่ากินจาก Mandarin Oriental

ส่วนตัวใส้มันดูแปลกไปจากยี่ห้ออื่นๆ ตั้งแต่ดูตัวใส้ก็จะออกเป็นครีมเจลใสๆ มากกว่าที่จะเป็นครีมมันข้น พอลองชิมรสจะเป็นแนวหวานๆ มากกว่าที่จะมันเลี่ยน (จนคิดว่าถ้าใครไม่ค่อยชอบหวานนี่ควรระวังนิดนึง) และก็มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศ/สมุนไพรบางอย่างที่ผมไม่สามารถ identify ได้ อารมณ์ประมาณเอเชียๆ หน่อย แนวกลิ่นหอมเย็นๆ (ผมนั่งคิดกลิ่นนี้นานมาก คิดไม่ออกซักที มันเหมือนติดปากอยู่นี่แหละ) กลิ่นนี้ส่วนตัวผมว่ามันตัดกับอารมณ์เลี่ยนได้ดีนะ

หน้าทาร์ตไข่ของ Mandarin Oriental ครับ
ภาพตัดขวางทาร์ตไข่จาก Mandarin Oriental ครับ
ทาร์ตไข่จาก Mandarin Oriental ก็น่ากินไม่แพ้กัน

โดยรวมถือว่าแปลกไปจากเจ้าอื่นๆ แต่ถ้าว่าแปลกยังไงต้องลองชิมเองครับ

Kanom

Kanom เป็นร้านทาร์ตไข่เจ้าแรกที่ผมรู้จัก ลักษณะเด่นของร้าน Kanom คือมีแยกระหว่างทาร์ตไข่แดงและทาร์ตไข่ขาว ซึ่งผมก็สอยมันมาทั้งสองแบบเลยวันนี้ หากซื้อทาร์ตไข่ร้าน Kanom จะมีกล่องขนาดกำลังพอดีตามกับจำนวนที่ซื้อ ซึ่งผมซื้อ 2 ชิ้นก็มีกล่องสีชมพูบานเย็นมาให้ แล้วรัดด้วยยางรัดที่เป็นเอกลักษณ์ประจำร้าน ,, ร้าน Kanom ขายทาร์ตไข่ชิ้นละ 40 บาท (แต่ถ้าใครแค่อยากชิมเดี๋ยวนี้เค้ามีมินิทาร์ท ขนาดเล็กลง ราคาลดลง)

กล่องที่เป็นเอกลักษณ์ประจำร้าน Kanom
ทาร์ตไข่ขาวและทาร์ตไข่แดงในกล่อง
ถ่ายรูปคู่กันหน่อย กับทาร์ตไข่แดงและทาร์ตไข่ขาว จาก Kanom

เริ่มที่แป้งของ Kanom เป็นลักษณะคล้ายแป้งพายกรอบๆ ถ้ากินตอนร้อนๆ จะกรอบหอมอร่อยมากๆ ,, แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อย่างที่บอกแหละครับว่ามันจะออกแนวเหนียวๆ หน่อย (แต่ Kanom นี่เหนียวน้อยสุดแล้ว) แต่ผมว่าแป้งของ Kanom หอมเนยมากๆ อร่อยถูกใจผมเลยทีเดียว

แป้งของร้าน Kanom ถือว่าอร่อยเลยนะ

จากนั้นเริ่มที่ทาร๋ตไข่ขาวก่อนละกัน ,, ตัวใส้แค่ดูก็พอรู้นะว่าเป็นไข่ขาวอะ ลักษณะมันจะแนวใสๆ หน่อย แบบกระจกๆ ถ้าดมกลิ่นจะมีกลิ่นซัลเฟอร์อยู่ (ถ้าคิดไม่ออกให้คิดถึงกลิ่นน้ำพุร้อน) แต่ก็แค่จางๆ นะ กัดแล้วใส้อร่อยดี เนื้อเด้งๆ หยุ่นๆ ไม่ค่อยเลี่ยน กินแล้วเพลินๆ ดี

โหงวเฮ้งของทาร์ตไข่ขาว ดูใสๆ เด้งๆ หน่อย
หั่นทาร์ตไข่ขาวของ Kanom ออกมาให้เห็น
ภาคตัดขวางของทาร์ตไข่ขาวจาก Kanom ,, ดูเด้งมาก

ส่วนทาร์ตไข่แดงก็จะเป็นอะไรที่แนวตรงข้ามกันเลย เพราะตั้งแต่รูปลักษณ์ที่ดูก็รู้ว่ามัน-ข้น-มาก พอได้ตักชิมสิ่งแรกที่โดยผมคือกลิ่น กลิ่นมันหอมไข่แดงคล้ายๆ ไข่แดงที่เราดูดตอนกินไข่ดาวมาเลย แต่นี่ข้นกว่ามาก ข้นจนเรียกว่าเป็นครีมคัสตาร์ดข้นคลั่กเลยทีเดียวหากใครชอบกินแบบมันๆ หรือออกแนวเลี่ยนๆ หน่อยนี่จะสะใจอารมณ์มากๆ

ทาร์ตไข่แดงจาก Kanom ครับ
หั่นครึ่งของทาร์ตไข่แดงจาก Kanom แล้วน่าหม่ำมากๆ
เห็นแค่นี้ก็รู้ว่าเนื้อทาร์ตไข่แดงเข้มข้นคลั่กๆๆๆ

Kanom ก็ยังทำให้ผมประทับใจไม่มีเปลี่ยน

KFC

ร้านไก่ทอดอะไรก็ไม่รู้ ทาร์ตไข่ขายดีมากๆ บางคนเห็นมาซื้อแค่ทาร์ตไข่อย่างเดียว จริงๆ ก็เคยกินและรีวิวเอาไว้แล้วด้วย ซึ่งผมว่ามันก็โอเคนะ ใช้ได้เลย แถมไม่แพงด้วย ชิ้นละ 25 บาทครับ ,, วันนี้ก็เลยจัดทาร์ตไข่ของ KFC มาอีก ซึ่งทางร้านก็ใส่กล่องมาให้อย่างสวยเลย ขนาดกำลังพอดีกับ 2 ชิ้นด้วย

ทาร์ตไข่จาก KFC ในกล่องเฉพาะตัว
เปิดกล่องก็เห็นทาร์ตไข่สีเหลืองอร่ามมมมม

หลังจากชิมตอนร้อนๆ แป้งกรอบหอมอร่อยมากๆ แถมใส้ก็ร้อนลวกปาก ได้ใจมากๆ

ทาร์ตไข่ร้อนๆ จาก KFC อ๊ะแหล่มมากๆ

แต่แค่พอทิ้งให้มันเย็นลง นั่นแหละครับ จบเกมส์เลย แป้งที่ลักษณะคล้ายแป้งพายเหนียวสูสีกับ Mandarin Oriental เลย ส่วนตัวใส้นอกจากความหวานมันที่ยังคงอยู่ ก็ได้กลิ่นคาวๆ ของไข่มาเพิ่ม ลักษณะใส้นี่ผมว่าเหมือนเอาทาร์ตไข่แดงและทาร์ตไข่ขาวมารวมกันแล้วหารสอง แล้วเติมมันกับเติมหวานลงไป ,, ชิมตอนเย็นๆ แล้วแป้งกับใส้นี่ดูไม่ค่อยเข้ากันเลย

แป้งของทาร์ทไข่จาก KFC นี่ห้ามปล่อยให้เย็นเด็ดขาด
ตัดครึ่งทาร์ตไข่สวยๆ จาก KFC มายั่วกันเห็นๆ
ตัดครึ่งทาร์ตไข่จาก KFC ให้เห็นจะจะ

ทาร์ตไข่จาก KFC หาซื้อง่าย แต่อย่าปล่อยให้ทาร์ตไข่ท่านเย็นเป็นอันขาด

ที่มาไล่ล่าทาร์ตไข่ในครั้งนี้

ถ้าเทียบกับขนาด (ความสูง) ตั้งแต่เล็กไปใหญ่แล้ว Mandarin Oriental (ซ้ายสุด), BreadTalk, KFC, Kanom และ Saint Etoile (สูงสุด) ส่วนราคาก็คงเป็น Kanom ที่แพงสุดที่ชิ้นละ 40 บาท, ต่อมาก็เป็น Mandarin Oriental ราคา 35 บาท, BreadTalk และ Saint Etoile เท่ากันที่ 28 บาท และถูกสุดคือ KFC ที่ 25 บาท (แถมซื้อเยอะๆ ถูกลงอีก)

เปรียบเทียบขนาดของแต่ละเจ้า

ถ้าให้เทียบว่าร้านไหนอร่อยเลยนี่ตอบยากนะ เพราะแต่ละร้านมีจุดเด่นของมันเอง มีข้อดีข้อเสียต่างๆ กัน ส่วนตัวผมชอบทาร์ตไข่แดงจาก Kanom ที่สุด ส่วนนึงมันติดรสชาติมาตั้งแต่สมัยกินครั้งแรกๆ แล้วมันอร่อย, ส่วนแม่ผมชอบ BreadTalk มากสุด เพราะผมเก็บข้ามวันถึงค่อยเอาให้แม่กิน (จากการเดินทาง) ซึ่งขณะนั้นมันเย็นหมดแล้ว ทำให้ทาร์ตที่เป็นแป้งพายจะออกแนวเหนียวมาก ,, แต่ที่ผมว่าแนวและแปลกที่สุดคือ Mandarin Oriental ที่จะมีกลิ่นเฉพาะตัว

มาชวนมาชิมทาร์ตไข่กันเถอะ ,,

วันนี้สนุกมากๆ กับการไล่ล่าทาร์ตไข่ตามที่ต่างๆ และชิมทาร์ตไข่หมดทั้งหกชิ้น เลี่ยนไปเลยทั้งวัน แถมพลังงานพุ่งกระฉูด ,, ใครสนใจก็ลองไปชิมตามรอยได้ครับ

Review Nokia N8 ภาคสนามและลองใช้จริง

จริงๆ ผมว่าการเลือกมือถือซักเครื่อง เดี๋ยวนี้เราไม่ได้เลือกแค่การโทรเข้าโทรออกเฉยๆ หรอก แต่เรากับมอง Function เสริมอื่นๆ ด้วย จนหลังๆ ผมว่าไอ้พวก Function เสริมพวกนี้แหละที่เป็นจุดขายและเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อมือถือหรือพวก Smart phone ต่างๆ ,,

วันนี้ผมจะพามารู้จัก Nokia N8 มือถืออีกเครื่องที่ผมคิดว่ามันใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะความสามารถในการถ่ายรูปของมันครับ

ที่มากับการหามือถือใหม่

หลังจากเดินทางไปหลายๆ ที่ ไปเที่ยวมาก็หลายสิบที่ ไปกินมาก็หลายร้อยร้าน ,, ต้องบอกจริงๆ ว่านอกจากหน้าตาของเจ้าของ Blog แล้ว จุดขายอีกอย่างของผมอีกอย่างคือภาพสวยๆ ภายใน Blog ,, ซึ่งก็ปกติการถ่ายภาพเอามาทำ blog ผมใช้กล้อง 2 ตัว คือ iPhone 3GS กับ Canon 400D ด้วยเลนส์ 18-55 EFS (เขียนให้ดูดี แต่จริงๆ เป็นเลนส์คิตอะ TT TT)

ปกติก็พก DSLR คู่ใจไปถ่ายนานาสถานที่

พูดตรงๆ ว่าช่วงหลังๆ ผมพยายามพา Canon 400D ไปเที่ยวมากขึ้น เพราะต้องการให้รูปใน blog มันออกมาแหล่มๆ ให้ Noise น้อยๆ และสามารถถ่ายตอนกลางคืนได้เนียนๆ ,, แรกๆ มันก็สนุกดีนะ เฮ้ย ถือกล้องโคตรเท่ ปรับอะไรได้ดั่งใจดีมากๆ แต่พอทำไปซักครึ่งปีมันจะเริ่มพบกับความขี้เกียจแบก รวมทั้งหลังๆ ผมเริ่มสังเกตว่ารูปถ่ายที่มีตัวผมอยู่ด้วยเริ่มร่อยหรอลง เนื่องจากเพื่อนๆ ของผมไม่มีใครสามารถใช้ DSLR ถ่ายรูปออกมาได้งามๆ เลย ,,หรือแม้แต่ไปเที่ยวกับแฟนสองคน จะหาคนใช้ DSLR ถ่ายให้เราก็ลำบาก หรือบางทีเจอคนเล่น Nikon อีก เจอ Pattern การวางของ Canon ก็จะงงๆ ,, บางทีไปกินที่ร้านถือกล้องใหญ่ไปถ่ายเค้าก็จะมองๆ (อารมณ์ว่ามารีวิวแน่) ซึ่งผมชอบแบบแอบถ่ายเนียนๆ แบบว่ามากินปกตินะ กะถ่ายรูปขำๆ เอาไปลง facebook เฉยๆ

คิดมานานหลายนาน… ผมก็เลยเกิดความตั้งใจจะถอยกล้อง Compact แบบดีๆ ซักตัว ,, แต่หลายตัวเลือกก็วิ่งเข้าหัวผมนะ ทั้ง Panasonic LX5, Canon G12, Fuji X100 (ตัวนี้ชอบมาก), Canon S95 ,, แต่พอคิดอีกสามตลบก็พบว่าเราต้องเสียเงินหมื่นเพื่อกล้องที่นานๆ ทีใช้เลยเหรอวะ ,, มันพกทุกวันแบบมือถือก็ไม่ใช่ จะถ่ายรูปทุกวันก็ไม่เชิงเพราะต้องทำงานที่ไม่ได้ออกฟิลด์หรือท่องเที่ยวอะไรมากมาย,, แล้วกล้องตัวเก่าล่ะ จะเอาเก็บไว้ไหน จะยกให้น้องๆ ก็เสียดาย

คิดมาจนถึงตลบที่เจ็ด หรือเราจะหามือถือที่ถ่ายรูปดีๆ คิดถึง iPhone4 ก็ดีนะ แต่เราต้องขาย 3GS และต้องเพิ่มเงินอีกหมื่นนึงก็ดูไม่ค่อยคุ้ม, หรือจะเอา SS Galaxy S ก็แพงไปไม่หน่อย แถมคิดไปคิดมา ราคาก็จะได้กล้อง compact อยู่แล้ว,, เอาไงดีๆๆๆ

และจนมาถึงตลบที่แปด ผมก็เจอสิ่งที่ผมว่ามันลงตัวกับผมมากๆ นั่นคือ มือถือที่ถ่ายรูปได้ เลยได้มารู้จักกับ Nokia N8 ครับ

ลองศึกษาเครื่องก่อนดีกว่า

แม้ว่ามันจะโฆษณาว่าถ่ายได้ 12 ล้านพิกเซล เท่าๆ กับ Canon 400D แต่สาบานเหอะ ผมไม่เคยสนใจว่ามันจะถ่ายได้กี่ร้อยล้าน pixel เลยยยยย เพราะผมแค่เอามาทำ blog เอง (ผมถ่ายรูปรับปริญญายังใช้แค่ 3-5 Mpx เอง เหตุเพราะมันเปลืองเมมทั้งเมมในการ์ดและคอมเรา และขี้เกียจมานั่ง set RAW files , จังหวะใช้จริงก็แค่อัดโปสการ์ดเอง ซึ่งถ่าย 3Mpx มันอัดได้ถึงกระดาษ A4 เลยนะ) ผมขอแค่ถ่ายรูป 3 Mpx ให้มันชัดก็พอแล้ว ซึ่งรูปที่คุณๆ ดูกันใน Blog ผมมันแค่สองแสนกว่าพิกเซลเอง ยังโดนพวกคิดสั้นก้อบรูปเอามาทำเป็นรูปติดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ได้เลย

ลองลูบๆ คลำๆ Nokia N8

จริงๆ ก็อยากได้แค่นี้เองนะ อย่างอื่นๆ ที่เค้าโฆษณาเช่นจอ AMOLED, พอร์ทต่อ HDMI หรืออื่นๆ ผมว่ามันเหมือนเป็นของแถมสำหรับผมมากกว่า เอาว่าถ้าใครอยากรู้ Spec แบบเทพๆ ละเอียดตั้งแต่ตัว CPU , เครื่องเคราต่างๆ , กรอบนอกนุ่มในไปถึงซอกตูด N8 ก็ไปดูที่ thaimobilecenter ละกันครับ ผมว่าละเอียดดีครับ

จากนั้นผมก็ไปลองไปดูเค้าทดสอบเครื่องและก็ได้มีโอกาสได้ N8 กลับมาลองเล่นดู พลิกๆๆๆ กดๆๆๆ ลองๆๆๆๆ ,,,, เออ น่าสนดีนะ (ขอบคุณ @nuuneoi ที่ให้โอกาสนะครับ)

คิดดีแล้วจึงถอยมา

มันคงแปลกที่เราเดินพกกล้องตัวนึง+มือถือเครื่องนึงตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ กินข้าว ไปเรียนหนังสือ ดูหนังกับแฟน อย่างน้อยพ่อผมคนนึงละที่จะต้องถามว่าจะพกกล้องถ่ายรูปตลอดเวลาทำไม,, แต่มันคงธรรมดาที่เราจะพกมือถือ 2 เครื่อง (ซึ่งปกติผมก็พกอยู่แล้วนะ) และการที่เคยได้ลองเครื่องมาก่อนนิดหน่อย ทำให้รู้สึกว่าถอยมาเองเลยดีกว่า ถ้าใครไม่เคยเล่นมาก่อน เจอผมแล้วขอยืมกดๆ เล่นดูได้ครับ

คิดดีแล้วจริงๆ จับและเล่นมาแล้วจริงๆ ก็เลยไปถอยมาครับ

ลองแล้วถูกใจก็เลยต้องถอยเสียหน่อย,, Nokia N8

เปิดกล่องมาก็มีตามนี้ครับ (มี Car charger รวมอยู่ในชุดด้วย) หลักๆ ก็มีพวกคู่มือสายสรรพร้อยสาย หูฟัง และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เกือบครบ ขาดก็แต่สาย HDMI ที่จะต่อเข้า TV น่ะครับ ซึ่งก็มีขายทั่วไป เส้นนึงถ้าไม่ยาวมากก็ประมาณ 300-500 บาท (ที่มีในชุดเป็นตัวแปลงจาก Micro HDMI port เป็น HDMI port ทั่วไป)

อุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่อง

ส่วนตัวผมโอเคกับรูปร่างรูปทรงมันนะ ,, ส่วนที่ชอบที่สุดสำหรับผมคือส่วน Body ที่เป็นโลหะเกือบทั้งตัว (มีแต่ตรงหัวและท้ายที่เป็นพลาสติกมีดำ) ให้ความรู้สึกขณะสัมผัสที่ผมชื่นชอบ รวมทั้งถ้าเทียบเฉพาะพื้นผิว (ไม่นับร่อง/ซอก/มุมต่างๆ ) ผมว่ามันทำความสะอาดค่อนข้างง่ายเลยแหละ ,, แต่ข้อเสียก็มีคือ ค่อนข้างลื่นเหมือนกัน ถ้ายิ่งจับมือเดียวมีเสียวตกได้ ส่วนริ้วรอยที่จะเกิดจากการเสียดสีมิอาจทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ลองใส่กระเป๋าผม (มักมีเหรียญ, กุญแจ, มือถืออีกเครื่อง ฯลฯ) ก็ไม่ได้มีปัญหารอยขูดขีดอะไร

ถ้าไล่จรดหัวจนถึงตูดดูรูปทรงรูปร่างมันก็ประมาณนี้นะครับ ,,

พอร์ทต่อ HDMI กับแจ๊คหูฟัง 3.5 mm
ด้านหน้าตัวเครื่องมีปุ่ม menu ส่วนด้านล่างมีรูเสียบชาร์จ
ฝาหลังมันจะนูนขึ้นมานิดนึงนะครับ
เปรียบเทียบกับ iPhone 3GS

หลังจากลองใช้มาเดือนนึงได้ ผมจะลองมาเล่าข้อดีและข้อเสียของ N8 ละกันครับ

ข้อดีและจุดแข็งของ Nokia N8

กล้องถ่ายรูป

นี่เป็น Topic หลักและสำคัญที่สุด ,, อาจยาวนะนิดนึงนะครับ

อย่างที่สรรพคุณที่ผมโม้ไว้ตั้งแต่แรกว่านี่คือ “กล้องถ่ายรูปที่โทรศัพท์ได้” เพราะมันมาพร้อมกับเลนส์ Carl-Zeiss คุณภาพดี และตัวรับแสงขนาดใหญ่สูสีกับกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไป จนทำให้ภาพที่ออกมามันเนียนกริ๊กมากๆ แม้หลายๆ คนอาจบอกว่าไม่ชอบที่ข้างหลังนูนมา แรกๆ ผมก็เป็นแบบนั้นนะ แต่พอใช้แล้วผมกลับชอบมาก เพราะมันทำให้ผมเอานิ้วไปโดนหน้ากระจกเลนส์ได้ยากขึ้น หรือแม้เวลาวางราบ เราก็มีไอ้ส่วนนูนเนี่ยช่วยยันให้ตัวกระจกไม่ไปนาบติดพื้นเช่นกัน แถมจริงๆ ใช้ไปๆ มันก็ไม่ได้นูนมากอย่างที่เราคิดหรอกนะ

กล้องของ N8 คือสิ่งที่เจ๋งมากเลยทีเดียว

และแน่นอนครับ ความสามารถด้านกล้องของมันเทพมากครับ ,, จริงๆ ต้องชื่นชมตั้งแต่การวาง Layout ของปุ่มกล้องที่สามารถทำได้เนียนมาก เรียกว่าแทบจะเหมือนกับกล้องดิจิตอลทั่วไปเลย ทั้งปุ่มกดสองจังหวะ (กดครึ่งนึงเพื่อล๊อคโฟกัส และกดเต็มๆ เพื่อถ่าย) หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถสัมผัสหน้าจอแทนปุ่มถ่ายรูปได้ ซึ่งจะโฟกัสให้พร้อมเลย

หน้าจอของ N8 อันคล้ายคลึงกับกล้อง digital ทั่วไป

ซึ่งจริงๆ พลังการถ่ายภาพของ N8 ค่อนข้างรุนแรงและเก็บรายละเอียดได้เยอะมาก ซึ่งส่วนมากผมจะถ่ายแค่ 3 ล้านพิกเซลเท่านั้น พูดตรงๆ ว่า 3 ล้านพิกเซลก็เกินพอที่จะเก็บภาพชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปแล้ว

ซูมให้เห็นกันชัดๆๆๆๆ
ถ่ายเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้สวดยวดมากๆ

ตัว Nokia N8 ยังมี Mode สำหรับการถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งถ่ายวิว ถ่ายใกล้ ถ่ายไกล ถ่ายกลางคืน หรือถ้าโหมดไหนใช้บ่อยๆ เราจะตั้งโหมดเองก็ได้ ,, แถมแต่ละโหมดยังปรับได้อีกเยอะ ทั้งตั้งแฟลช ตั้งชดเชยแสง ปรับ ISO ตั้งเวลาถ่ายได้ มี face detection ด้วย ฯลฯ

มีโหมดให้เลือกเพียบไม่ต่างกับกล้องดิจิตอลชั้นดี
ทดลองใช้ face detection แหล่มมาก
ลองถ่าย Portrait ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
Silhouette ยามเย็น ,, ภาพเนียน มี noise น้อย
ลองใช้ mode closed-up ดู ,, ชัดเจนเปลี่ยน
ขอ Portrait อีกซักภาพ ,, ใช้สะดวกมากมาย
ปรับโหมดดีๆ ก็เอามาถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์ได้สบายๆ

ซึ่งเท่าที่ผมลองแล้ว เลนส์ของ N8 จะออกแนว wide นิดๆ ถ้าเทียบกับกล้อง DSLR คงอยู่ในช่วงประมาณ 20 mm ได้เลย ,, นี่แอบถ่ายเทียบระหว่าง Nokia, Canon 400D และ iPhone 3GS

มุมมอง Wide สุดของ Nokia N8
ส่วนนี่เป็นมุมมองจาก Canon 400D กับระยะ 18 mm (18-55mm)
ภาพจาก iPhone ,, มุมแคบกว่าสองภาพบน
เก็บลานเบียร์ทั้งลานด้วยเลนส์มุมกว้างของ Nokia N8

ยิ่งกว่านั้น N8 ยังสามารถเอามาถ่าย Macro ได้ด้วย โดยใช้โหมด Closed-up (รูปดอกไม้) + พลังซูมของกล้อง โดยระยะทำการจะต้องอยู่ห่างวัตถุประมาณ 10-60 cm แล้วใช้การซูมช่วยเอา ซึ่งการซูมเท่าที่ลองมันจะซูมได้ประมาณ 3 เท่า (จากการคะเนด้วยตา) โดยใช้การเลื่อน scale เอา ซึ่งภาพที่ได้จากภาพที่ซูมมีความคมกริบไม่ต่างจากภาพที่ไม่ซูม

ภาพซูมให้รายละเอียดที่เนียนกริ๊ก (ภาพนี้ zoom เต็มที่)

อีกอันที่ต้องชม (จากใจจริง) คือเรื่องแฟลช ,, ผมเคยลองมือถือมาหลายยี่ห้อแล้ว ต้องยอมรับว่าแฟลชกล้องมือถือเป็นอะไรที่กากมากๆ แต่ Nokia N8 ปล่อยพลังแฟลชมาได้เนียนยิ่งกว่ากล้อง compact บางยี่ห้ออีก แถมยังเลือก Mode ของ Falsh ได้อีกด้วย

อันนี้แบบไม่เปิดแฟลช
อันนี้แบบเปิด Flash ไปครับ ,, เนียนดีมาก
ลองเปิด Flash แบบลดตาแดง

ส่วนจุดที่ผมว่าอ่อนที่สุดของ N8 ในการถ่ายภาพคือ Night mode เพราะผมว่ามันยังด้อยกว่ากล้อง DSLR ยิ่งนัก เท่าที่เห็นคือ Noise ยังเยอะ แต่ถ้าเทียบกับกล้องมือถือเหมือนกันจะเห็นว่า noise ระดับนี้ถือว่าน้อยมากแล้ว,, ส่วนเรื่องความคมชัด ผมแนะนำว่า ให้เปิดตั้งเวลา 2 วินาทีไว้ เพราะเท่าที่สังเกตการกดปุ่มถ่ายภาพของ N8 มักจะทำให้เกิดมือสั่นนิดๆ อันเป็นเหตุให้รูปออกมาสั่นๆ เบลอ เราเลยใช้ 2 วินาทีเพื่อเป็นช่องว่างหลังกดชัตเตอร์แล้วให้มือมันนิ่งๆ

ลองใช้ Night mode ถ่ายสภาพการจราจรยามค่ำคืน
ใช้ portrait night mode + no flash คร้าบ

ส่วนการถ่ายวิดีโอก็เมพพอกัน โดยเฉพาะการถ่าย HD นั้นสุดยอดทั้งความคมชัดและการกินหน่วยความจำ กะประมาณว่านาทีละ 100MB ไปเลย ถ่ายครบ 10 นาทีก็ประมาณ 1 GB นุ่มๆ (อันนี้เอามาจาก blog ขิมที่อนุเสาวรีย์ชัยนะครับ) ที่เอามาลงที่ blog มันไม่ HD ,, ถ้าอยาก HD ต้องเข้าไปดูที่ YouTube โดยตรงน่ะ

แม้แต่กล้องหน้าที่หลายยี่ห้อเอามาเป็นแค่จุดขายแต่ใช้จริงแล้วเหมือนเปิดทีวีตอนตีสี่ (ที่มันดูซ่าๆๆ) เพราะ noise โคตรเยอะ ,, ผมว่า N8 ทำกล้องหน้าได้ดีขึ้นมาก แถมยังจับโฟกัสแบบขำๆ ได้ด้วย (กรุณาอย่าติดกันรอบขุ่นนะจ๊ะ ไม่งั้นกล้องหน้าก็จะง่อยๆ เหมือนผมตอนนี้ที่เป็นอยู่)

Ovi maps

อันนี้เป็นอันนึงที่ผมว่ามันดีมากถ้าทาง Nokia มีการ upgrade ให้ firmware ใช้งานได้ง่ายกว่านี้ เพราะจุดเด่นของแผนที่ Ovi maps เหนือกว่า Google maps บน iPhone3GS คือ

  • มีความแม่นยำมากกว่าเห็นๆ คือถ้าบริเวณที่ไม่แน่ใจ Google maps จะบอกมาแค่เป็น Zone ตามความกว้าง แต่ Ovi maps เท่าที่ลองจะบอกรายละเอียดที่ชัดลงไปได้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อผมอยู่ตามตึกหรือบริเวณที่ฟ้าปิดหน่อยจะชัดเจนขึ้น
  • ใช้ได้แม้ตอนที่ไม่มี Internet connection โดยเราจะต้องมีแผนที่โหลดเก็บไว้ก่อนนะครับ แต่แบบนี้จะใช้เวลาพอสมควรในการเชื่อมต่อ บางครั้งช้ากว่าปกติมาก (หลักนาที) แต่ก็ดีกว่าไม่มีเนตก็ใช้ไม่ได้เลย
  • ส่วนที่ Ovi maps โฆษณาว่าทำแผนที่ 3 มิติสำหรับตึกสูงได้ อันนี้เฉยๆ ครับ

แต่อย่างที่บอก ข้อเสียของ Ovi maps ก็อย่างที่บอกแหละครับ เข้าใจและใช้ยากกว่า Google maps เยอะ รวมทั้งพวก interface ต่างๆ ก็ยังไม่เนียนตาเท่า google maps

ถ้า Ovi maps พัฒนามากกว่านี้ + ใช้ง่ายกว่านี้ จะดีมาก

การเติม Memory card เสริม

แม้ว่าในเครื่องจะมีให้อยู่แล้ว 16 GB แต่ถ้าพวกคลั่งการเก็บหนัง ถ่ายวิดีโอ หรืออะไรก็ตาม เราสามารถยัด MicroSD เข้าไปได้เลยครับ ซึ่งมันก็จะเพิ่มความจุของเครื่องได้แบบทันตาเห็นเลย และยังถอดเปลี่ยน MicroSD ได้ดั่งใจต้องการด้วย

ใส่เมมเพิ่มได้ตามใจต้องการ

ส่วนตัวผมแนะนำว่าการซื้อ MicroSD ควรเลือกที่มันเป็น class4 เป็นต้นไป ถ้ารวยจัดตังเหลือก็กด class10 ไปเลย เพราะเท่าที่ลองมาอัตราการโอนถ่ายข้อมูลของ class4 ยังเพียงพอต่อการถ่ายและเล่น HD video รวมทั้งไฟล์เพลงที่ bit rate 320 kbps ครับ , ถ้าใช้ class 2 หรือต่ำกว่าผมไม่แนะนำครับ เพราะมันจะทำให้การเล่นหรือถ่าย video มันอาจมีสะดุดกึ๊กๆ บ้างในบางคราว รวมทั้งการเปิดภาพหรือเล่นโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่ภายใน MicroSD ก็จะช้าครับ

การเชื่อมต่อต่างๆ

สิ่งที่ผมว่า Symbian เริ่ดกว่า iphone แบบกินขาดสามช่วงตัวคือเรื่อง Data transfer ทั้งการเชื่อมต่อ bluetooth, การต่อ cable เข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การถอดเมมโมรี่การ์ดออกมา และก็สามารถเข้าถึงข้อมูลและจัดการ files ของเราได้ทั้ง copy, ลบ, หรือเซฟลงไป, ส่งต่อ หรือทำอะไรก็ได้อย่างอิสระ ซึ่งเกือบทั้งหมด iphone ได้จำกัดความสามารถเหล่านี้ เวลาจะแก้ไขอะไรทีต้องจัดการผ่าน itunes เท่านั้น (ถ้าคุณไม่เจลเบรค)

และที่เริ่ดเหนือเริ่ด ตัว Nokia N8 มีพอร์ตน้อยทางด้านซ้ายมือ ซึ่งเราสามารถเอามาต่อเข้ากับ Handy drive หรือ memory card ต่างๆ ได้เลยโดยตรงผ่านสายที่มีอยู่ใน set อยู่แล้ว ,, อารมณ์ว่าถ้าเราไปเที่ยวกับเพื่อนที่มีกล้อง + มี card reader เราก็สามารถแชร์ภาพกันได้สบายๆ

สามารถเชื่อมต่อกับ Handy drive ได้โดยตรง

ในจุดนี้ขอปรบมือให้จริงๆ ตรั่บๆๆๆๆ

การใช้หูฟัง

ช่องแจ๊คเสียบหูฟังของ Nokia N8 เป็นแบบมาตรฐานทั่วๆ ไปคือ 3.5 mm ซึ่งใช้หูฟังอะไรมาเสียบก็ได้
แต่ที่เริ่ดคือเอาหูฟังของ iphone มาเสียบได้ ,,
มันเริ่ดตรงที่ สามารถใช้ small talk ของหูฟัง iphone ได้เลย สบายนุ่ม

เอาหูฟังของ iPhone มาเสียบได้สบายๆ

แต่พูดตรงๆ ผมชอบหูฟังของ Nokia ที่ให้อยู่ในกล่องมากกว่านะ

แบตเตอร์รี่ที่ให้มาในเครื่อง

แม้ว่า Nokia N8 จะแกะแบตออกมาค่อนข้างลำบาก (มาก) แต่เท่าที่ลองใช้ แบตของผมถ้าใช้งานปกติจะอยู่ได้ประมาณวันครึ่ง เมื่อเทียบกับ iPhone 3GS (หลังจากเปลี่ยนแบตมาแล้ว) ที่จะอยู่ได้วันนึง ,, โดยผมเคยลุยโดยสร้างกิจกรรมทั้งวันให้กับ N8 ด้วยการลุยถ่ายรูปทั่วกรุง ถ่ายวิดีโอ ต่อเนต เล่นนั่นเล่นนี่เกือบตลอด ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นๆ แบตก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 2 ขีด ,, สิ่งนึงที่ผมว่ามันช่วยได้คือ Nokia N8 มันมี Mode ประหยัดแบตนะ จุดนี้ผมว่าโอเคเลย แบบว่าถ้าเรารู้ plan ว่าวันนี้เราจะลุยข้างนอกสองวันไม่ได้ชาร์จ เราก็เปิด Mode นี้ไว้เลย สบายมากๆ

นอกจากนั้นการชาร์จแบตอาจเลือกชาร์จผ่านหัวชาร์จโนเกีย (อันเล็ก) หรือจะชาร์จผ่านคอมเอาก็ได้ ,, ผมว่าสะดวกดี

การมี software พื้นฐานบางอย่างติดมาให้เลย

ต้องร่วมชาบูจริงๆ ที่ Nokia N8 มี Quick Office และ PDF reader ตัว Light version มาให้ ,, แม้จะแก้เอกสารอะไรไม่ได้ แต่มันก็อ่าน File พวกนี้ได้อย่างเนียน ซึ่งถ้าใครอยากอัพเกรดเป็นตัวเต็มที่ทำได้ทุกอย่าง แก้ไขงานเอกสารได้ ทำนั่นทำนี่ได้ก็สอย Full version มาได้นะครับ ราคาประมาณ 100 บาทเอง ,,นอกจากงานเอกสารแล้ว N8 ยังสามารถอ่าน Zip file ได้, มี dictionary มาให้ และวิทยุ FM ติดมาให้ฟรีๆ ด้วย , แหล่มจริงๆ ในจุดนี้ 🙂

โปรแกรมที่แสนจำเป็น มีติดมาให้ฟรีเลย 🙂

การแสดง Graphic+เพลง๙วิทยุ และพอร์ท HDMI

การแสดงผลกราฟิกของ N8 ทั้งผ่านหน้าจอมือถือ หรือผ่านพอร์ท HDMI ผมว่าเค้าทำได้ดีนะ ,, ในส่วนนี้ผมขอไม่พูดมาก เพราะไม่ได้ใช้จริงเท่าไหร่ (ปกติไม่ค่อยได้ดูหนังจากมือถือหรือเอาหนังใส่ในมือถือน่ะ)
ส่วนเรื่องฟังเพลงผ่าน N8 ผมว่าเค้าทำ player ได้ดีนะ เล่นง่ายและเข้าใจง่ายดี,, มองเผินๆ คล้ายๆ กับ iPod เหมือนกันแฮะ
ส่วนวิทยุผมไม่รู้จะบรรยายไงแฮะแต่โดยรวมผมว่าโอเคนะ เสียงใช้ได้ ส่วนการ scan หาคลื่นอัตโนมัติก็ดีนะ สะดวกที ไม่ต้องกดหาเองแต่รกและเยอะ เพราะคลื่นเล็กๆ น้อยๆ คลื่นแทรกคลื่นแซบอะไรปนมาหมด ซึ่งต้องมาลบอีกที (เห็นเพื่อนบอกว่ามี application ที่เราปล่อยคลื่นวิทยุได้ด้วย เช่น เรานั่งในรถยนต์ ต้องการฟังเพลงในเครื่องเรา เราก็ให้ Nokia ปล่อยคลื่นแล้วใช้วิทยุในรถจูนหาคลื่นได้ — แต่ตอนนี้ยังหาไม่เจอแฮะ)

ส่วนข้อเสียของ N8 ล่ะมีไหม

ต้องยอมรับว่า มีไม่น้อยเหมือนกัน ฮาๆๆๆ แนะนำให้ลืมคำชมก่อนนะครับ ^^’

เครื่องดับ?!!?

อันนี้เป็นปัญหาที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน เห็นที่เข้าพูดกันอารมณ์ชาร์จไม่เข้าหรือไม่ก็ปลุกไม่ตื่น แก้ไขอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปอ่านที่บอร์ดของ N8lover.com ละกันครับ ,, แต่ดูเป็นปัญหาที่สำคัญเหมือนกันแฮะ

ระบบ Symbian^3 และ Keyboard

แม้หลายคนจะบอกว่า Symbian^3 ที่เป็นระบบปฏิบัติการของ Nokia N8 จะเป็น Symbian ตัวที่เริ่ดที่สุด ทำงานได้ลื่นและตอบสนองได้ดีเยี่ยม ,, แต่กระนั้นเลย ผมว่า มันยังกากส์มากส์เมื่อเทียบกับ Android และ iOS หรือแม้แต่ Windows Phone 7 เท่าที่ผมลองมานี่โคตรแม่เจ้าจะลื่นปรื๊ดๆ แถมตอบสนองได้ทันใจกว่ามากๆ ,, ดังนั้น ขอจงอย่าลำพองใน IU ที่ท่านมั่นใจนะครับ

อีกเรื่องเลยที่มากับเครื่องคือเรื่อง Keyboard โดยที่น่าด่าเป็นภาษาฮิบรูที่สุดคือ Keyboard แนวตั้งครับ แม้ว่าคุณพี่จะมีระบบเดาคำ (ที่ผมว่ามันใช้ได้นะ) แต่เห็นแบบนี้พูดไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะภาษาไทย รบกวนคุณพี่จะทำ virtual keyboard เหมือนเจ้าอื่นๆ ได้ไหมครับ นี่ผมต้องกลับมานั่งท่อง ก-ฮ ใหม่อีกรอบเลยนะเนี่ย ,, โอเคครับ จะเถียงว่าตอนแนวนอน keyboard จะเป็นแบบทั่วๆ ไป แต่ layout ของแป้นพิมพ์พี่ก็ดันไม่เหมือนชาวบ้านอีก

เห็นคีย์บอร์ดแบบนี้พูดตรงๆ ว่าปวดตับจริงๆ

และที่น่าด่าเป็นภาษาตุรกีคือการเปลี่ยนภาษาครับ กว่าที่ผมจะเข้าไปเปลี่ยนได้ทีนี่กดไปประมาณ 4-5 ครั้ง ซึ่งต่างกับเจ้าอื่นๆ ที่กด 1-2 ทีก็เปลี่ยนได้เลยสะดวกโยธิน

การเข้าถึง Social media

แม้ว่า Nokia N8 จะได้รับการโฆษณาว่าออกแบบมาสำหรับการเล่น social media แต่เท่าที่ผมลองเล่นดู ไม่เห็นมันจะสนับสนุนตรงไหนเลย ไล่ตั้งแต่

  • keyboard ที่เพิ่งบ่นไปเมื่อกี้ กับรูปลักษณ์ที่ทำตัวเหมือนปุ่มกดสิบสองปุ่ม ไม่สนับสนุนการเล่นเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเล่นมือเดียว
  • ตัวโปรแกรม Social ที่แถมมาให้ ขอบอกว่า ใช้ยากมากส์ ตั้งแต่การ Login แล้ว ที่มันจะชอบเด้งออกเองตลอดเวลาปิดโปรแกรม ทำให้ต้องกด Login และใส่ password ใหม่แทบทุกครั้ง
  • หน้าตาของ Social ที่ Nokia ,, ที่ผมว่ามันยังไม่ดีพอ
  • ตัว twitter ก็รองรับแค่ reply กับ favorite กับอัพโหลดรูปง่ายๆ ส่วนฟังก์ชันการทวีตอื่นๆ ขอเรียกว่าง่อย ตั้งแต่การ retweet, การดูการตอบ reply, การแสดง profile ของคนที่เราสนใจ และอื่นๆ อีกมากมายที่สาธยายทั้งสัปดาห์ก็ไม่หมด
  • ส่วน facebook เหมือนจะดูดีนะ และมีความสามารถมากกว่า twitter แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ตั้งแต่ไม่มี notification , ตัวภาษาที่ยังดูแปลกๆ , การเข้าไปดู profile ของเพื่อนก็ลำบากอยู่ ทำให้รู้สึกว่าถ้าย้ายค่ายจาก Facebook บน iPhone มาเล่นบน Facebook ของ Nokia นี่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เล่นลำบากจริงๆ แถมฟังก์ชันก็ไม่ครบ
  • ใช้ Twitter, Facebook ยากมวากส์
  • ตอนนี้หาลอง Social ดีๆ แต่ยังไม่ perfect โดนใจเท่าที่ควร ทั้ง Nimbuzz, Snaptu, IM+ หรือ Gravity ,, แต่เท่าที่ work สุดน่าเป็นเจ้า Gravity นี่แหละ แต่ตัวเต็มราคา 215 บาทถ้วน ตัวเดียวที่ผมมองว่าพอเข้าท่าคือ Whatsapp (อันนี้ไม่มีข้อติ)
  • ยิ่งไปกว่านั้น การ upload รูปผ่านปุ่ม share (เป็นปุ่มที่กดทีเดียว กระจายไป social ทุกที่,, มักแทรกซึมตัวเองหากเรากดดูรูป) คุณภาพรูปที่ upload ขึ้นไปนี่ผมรับไม่ได้จริงๆ บีบอัดรูปได้เละมากๆ เรียกว่ากล้องที่เรียกว่าชัดโคตรๆ ของ N8 ก็มาเสียคนก็เพราะปุ่ม share นี่แหละ,,แต่แม้ความกากของ Share จะมีมาก ผมแนะนำให้ลง PixelPipe เอามากระจายรูปแทน Share ได้ ,, พูดตรงๆ ว่า PixelPipe มาเติมความสุมดุลตรงจุดนี้ได้ดีโคตรๆ
การมาของ PixelPipe มันสวดยวดมาก

ระบบแบตเตอร์รี่ของ N8

อาจงงว่าเมื่อกี๊เพิ่งชมแบตว่าดีนักดีหนา ไหนมาด่าว่ามันแย่ล่ะ
จริงๆ ตัวแบตไม่ได้แย่หรอกครับ แต่ที่แย่คือ ระบบและวงจรของเครื่อง Nokia N8 ที่มันเอามาต่อกับ Mobile booster ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตัว Nokia N8 เกิดทีหลัง Mobile Booster แล้ว แต่ทำไมยังไม่รองรับสกิลในจุดนี้ ไม่เข้าใจ,,
แม้หลายคนจะกร่นด่าว่า iPhone เปลืองแบตมากๆ เล่นเกมส์แป๊บเดียวหมดไป 40% ,, แต่การที่เรามี external battery อย่าง Mobile booster ทำให้ยืดพลังได้ไปอีกหลายสิบชั่วโมงเลย ,, แต่ Nokia N8 แม้จะมีแบตเยอะกว่าและรองรับระบบประหยัดพลังงานที่ดีกว่า แต่ถ้าต่อแบตนอกไม่ได้ก็จบก่อนแน่นอน

ความหลากหลายของ Application

แม้ Ovi store จะบอกว่าตนโตขึ้นทุกวัน มียอดดาวน์โหลดเยอะเท่านั้นเท่านี้ แต่ในโลกแห่ง end user ตาดำๆ แล้ว เท่าที่ผมสังเกต พวก Application ขยะนั้นยังมีจำนวนเยอะอยู่ ซึ่งจริงๆ จุดนี้ผมว่ามันเป็นปัญหามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาจิ๋นที่เริ่มมี Nokia ลงโปรแกรมได้ใหม่ๆ แล้ว ,, เพราะว่า Nokia ที่ต่างรุ่นกันบางทีไม่ support โปรแกรมกันเอง อาจเป็นปัญหาระดับจอบ้าง, ระดับรุ่นของ Symbian ไม่ตรงบ้าง ,, เหนื่อยทั้งคนพัฒนาโปรแกรม เหนื่อยทั้ง user ,, แต่สุดท้าย คนที่เสียก็คือตัว Nokia เอง

พวก Application ที่ผมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์มีเยอะอะ

แถมชนิดของ Application ที่มีก็ยังไม่หลายหลากเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับผม กลุ่ม Application ทางการแพทย์ก็ยังไม่มี ก็เสียตลาดกลุ่มพวกแพทย์ไปส่วนนึง (ซึ่งถ้ามีจริง ราคาคงแหงหูฉีกปอดฉีกเลยทีเดียว) ,, ส่วนเกมส์นอกจากความหลากหลายแล้ว (แต่เริ่มมีเกมส์เจ๋งๆ ใน Ovi Store เยอะขึ้นนะ) ผมว่ายังไม่สวยและลื่นเท่ากับ iphone เทียบเห็นๆ ด้วย Need for Speed : Shift ซึ่งมีทั้งใน Nokia N8 และ iPhone 3GS ,, เวลาเล่นผ่าน 3GS มันจะ smooth มากกว่าและ graphic ก็ทำได้เต็มที่กว่ามาก

อย่าคิดว่าตัวเองคือ Perfect และเจ้าตลาด

ในอดีตต้องยอมรับว่า Nokia เป็นเจ้าตลาดมือถือจริงๆ ออกรุ่นไหนมาก็จบตรงนั้น ไม่ค่อย/ไม่มี update อะไรเพิ่มเติมแบบ official เท่าไหร่ โดยเฉพาะตัว firmware ของเครื่อง (เพราะเท่าที่เห็น firmware มันก็เป็นพวก unofficial ที่แฟนๆ ทำขึ้นมาเพื่อหักลบจุดด้อยจากของเดิม) ,, หรือถ้ามันให้ update จริงๆ พอ update ก็แทบไม่เห็นความต่างหรือความจำเป็นที่จะต้อง update ใดๆ รวมทั้ง Nokia ชอบกั้กเทคโนโลยีไว้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก้าวไปถึงข้างหน้าแล้ว แต่ก็ยังไปปล่อยเอาของที่ยังไม่เป็นที่สุดออกมา แม้แต่ N8 ก็ตาม ทั้งเรื่อง CPU และ Software ก็ยังปล่อยไม่สุด

ผมว่าแนวคิดแบบนี้เป็นอะไรที่โคตรผิดมหาศาลเลย ,, Nokia N8 เป็นรุ่นที่ยังมีความสามารถอะไรอีกมากและยังสามารถเพิ่มขีดจำกัดของตัวมันได้อีก หาก Nokia ตั้งใจจะแก้ไขพวกจุดด้อยที่ผมพล่ามๆ มาพวกนี้แบบจริงจัง เช่นการ upgrade ตัว firmware จากปัจจุบันที่เป็น Symbian^3 ไปเป็น MeeGo ได้ในอนาคต หรือแม้แต่การออก virtual keyboard ในแนวตั้ง หรืออย่างน้อยก็มีการ update firmware หรือแก้ bug ต่างๆ , การออก program ที่ support กล้องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไอ้พวกลูกเล่นที่ดูเหมือนจะติ๊งต๊องๆ หน่อยๆ เช่น ทำ Lomo, แต่งภาพตลกๆ, ถ่าย Polaroid อะไรแบบนี้ด้วย ซึ่งมันจะเพิ่มกลุ่มตลาดของคนใช้ Nokia N8 ให้เพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งเป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่ไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย

แบบนี้ Nokia N8 น่าซื้อไหม

ก่อนอื่น ผมต้องขอบอกว่า Nokia N8 เป็นมือถือที่ดีมากเครื่องหนึ่งที่ผมลองเล่นมา ,, มันเหมาะกับชีวิตผมมาก โดยเฉพาะการถ่ายรูปต่างๆ และการโอนถ่ายข้อมูล แต่ก็ยังมีข้อติด้าน Social network และเรื่อง firmware ต่างๆ

Nokia N8 ,, อีกหนึ่งโทรศัพท์มือถือที่ดีมากๆ

แต่จริงๆ คำถามแบบนี้เป็นประโยคโลกแตกพอๆ กับไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
ผมแนะนำว่า ลองถามตัวเองก่อนว่า วันๆ นึงเราใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง มีกิจกรรมหรืองานอะไรบ้าง ,,
เราแค่โทรศัพท์, ต่ออินเตอร์เนต, ถ่ายภาพและวิดีโอ, พกไว้เป็นเครื่องที่สอง, ฟังเพลง, เอามาใช้ chat หรือ share ผ่าน social network, เอามาเล่นเกมส์, หรือพกเท่ๆ ตามกระแสไปแบบนั้นแหละ ,, เดี๋ยวนี้โทรศัพท์มันเป็นอะไรได้มากกว่าที่มันเคยเป็นน่ะครับ

มันไม่มีอะไรที่ดีที่สุดหรอก ,, มีแต่อะไรที่เหมาะสมและเข้ากับคุณได้ดีที่สุดมากกว่า
ผมรู้ว่าคุณตอบคำถามได้ด้วยตัวเองนะว่าตัวเองเหมาะกับมือถือแบบไหน