Nissan March Caravan ,, ทริป 5 เชยชมภูเมืองน่าน

หลังจากเอาน้องมาร์ชไปลุยดอยอ่างขางมาแล้ว คราวนี้ก็จะเอาไปลุยทางไกลบ้าง

ต้องบอกว่าเป็นทริปนึงที่ผมตื่นเต้นมากๆ แต่ไม่ใช่ตื่นเต้นในเส้นทางหรือกิจกรรมภายในงาน แต่ว่าตื่นเต้นที่รถมันยังซ่อมไม่เสร็จ เรื่องมันคือว่าผมสมัคร+จ่ายค่าธรรมเนียมไปทริปคาราวานนิสสันมาร์ชเนี่ยตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคมแล้ว แต่บังเอิญผมเอารถไปเจิมมานิดหน่อยทำให้ต้องเข้าศูนย์ซ่อม ซึ่งก็ลุ้นจนถึงวันสุดท้ายว่าจะได้ไปหรือเปล่า หรือว่าจะเสียเงินค่าลงทะเบียน 1399 บาทไปฟรีๆ…

คาราวานนิสสัน มาร์ช พาท่องเที่ยวไทย ด้วยใจอนุรักษ์

และแล้วก็ได้ไปครับ เย่ๆๆๆๆ

เริ่มต้นที่เชียงใหม่

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หน้า บ.นิสสัน นอร์ทเวฟ ซึ่งนัดเวลามาลงทะเบียนกันช่วง 6-7 โมง ไอ้ผมก็มาซะเช้าตรู่เลยเพราะเพิ่งลงเวรมา (เท่าที่เห็นน่าจะเป็นคันที่ 2 นะ) ซึ่งหลังจากลงทะเบียนนี่ก็ได้ของแถมกันเพียบยิ่งกว่าเพียบ ทั้งบัตรเติมน้ำมัน, เสื้อคนละ 2 ตัว, ชุดแพคเกจสำหรับเดินทาง, ร่ม, ขนม และอาหารเช้าที่เตรียมไว้ ฯลฯ ซึ่งพูดตรงๆ ว่าแค่เอาของหน้างานก็คุ้มค่าเสียหายแล้ว (ซึ่งเงินที่จ่ายไปนี่รวมค่ากินค่าเที่ยวทุกอย่าง รวมทั้งค่าโรงแรมด้วย)

ในที่สุดก็ได้พาน้องมาร์ชเราออกเดินทางกับคาราวานแล้ว
ผู้เดินทาง 2 คนบนรถครับ
มีรถมาร์ชมาร่วมก๊วนคาราวานราว 40 คันครับ ส่วนมากมาจากเชียงใหม่
คนพร้อม, รถพร้อม, กองเชียร์พร้อม!!! ก็ออกเดินทางกันได้

พร้อมออกเดินทางแล้ว

แผนที่การเดินทางแบบคร่าวๆ ในทริปนี้ ,, ก็คือ เริ่มที่เชียงใหม่ ผ่านลำปาง แวะแพร่ แล้วนอนที่น่าน (ซูมเข้าไปดู+กดดูที่ปักหมุดไว้ได้นะครับ มีรายละเอียดคร่าวๆ อยู่)


View Nissan March caravan trip in a larger map

โดยคอนเซปหลักๆ ของทริปนี้คือจะพาเข้าวัดต่างๆ พาไปทำบุญไหว้พระธาตุ ชมเมืองน่าน มีแวะชมธรรมชาตินิดหน่อย ทั้งหมดภายในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ทำให้โปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างอัดแน่นถึงแน่นมาก ซึ่งจะเหนื่อยคนขับนิดนึง เพราะว่าต้องทั้งขับรถและทำกิจกรรมด้วย อีกทั้งพวกอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่น่านที่ผมใฝ่ฝันว่าจะได้ไปในทริปนี้ก็ไม่ได้ไป ,, ไม่เป็นไร ค่อยไปทริปหน้าแทน

บรืนๆๆๆๆ ขับรถตามคาราวาน ,, สนุกดีนะ

จุดหมายแห่งแรก… ที่วัดสะแล่ง

โดยที่แรกที่จะไปแวะกัน (ถ้าไม่นับแวะเติมน้ำมัน) คือวัดสะแล่งที่จังหวัดแพร่ครับ ซึ่งเป็นวัดที่แลดูสงบมากๆ (เหมือนว่าขบวนคาราวานเราจะไปสร้างความคึกครื้นแก่งวัดยังไงก็ไม่รู้ ฮาๆๆ) ซึ่งหลักๆ เราก็จะมาไหว้พระ ฟังเทศน์ฟังธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ของวัด และมาเล่นเกมภายในวัดนิดหน่อยครับ

ถึงวัดสะแล่งแล้ว ,, เย่ๆๆๆ
มานั่งฟังธรรมแล้วก็ไหว้พระกันครับ
บรรยากาศภายในวัด, และพิพิธภัณฑ์ของวัดครับ
มีเล่นเกมนิดหน่อย ,, แต่สร้างความบันเทิงให้กับคณะคาราวานได้อย่างดี

จบวัดสะแล่งก็ขึ้นน้องมาร์ชไปยังที่หมายถัดไปครับ

มาพระธาตุช่อแฮ… ถึงแพร่แล้วนี่นา

หลังจากออกจากวัดสะแล่ง เส้นทางก็เริ่มเพิ่มความคดเคี้ยวและเป็นป่ามากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโหดมากนะ ขับไปเรื่อยๆ ชิลๆ สบายๆ ฟังเสียงว้อคกี้-ท้อล์คกี้ไป (คือเค้าให้ยืมว้อคกี้-ท้อล์คกี้ไปรถละอัน เอาไว้ติดต่อสื่อสารกันภายในทริปนี้) แถมไปกันเป็นคาราวานอีก ซึ่งระหว่างทางก็มีแวะกินข้าวเติมพลังกันก่อนที่ร้านระเบียงบึง จังหวัดแพร่

หลังจากอิ่มกันแล้วก็บึ่งรถกันไปพระธาตุช่อแฮกันครับ ซึ่งพระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีขาล (ใครเกิดปีขาลก็รวดมาสักการะเลย อิอิ)

ทางเริ่มคดเคี้ยวและเป็นป่าเขาเพิ่มมากขึ้นหน่อยๆ
ถึงพระธาตุช่อแฮแล้ว ,, ต้องมีเดินขึ้นกันหน่อยนึง
บรรยากาศภายในวัดพระธาตุช่อแฮครับ ,, สวยงามดีจริงๆ

อย่าเพิ่งเหนื่อยนะ เลยครึ่งทางมานิดเดียวเอง

แวะถ้ำผานางคอย มาปล่อยกบ+ยิงพันธุ์ไม้

เสร็จภารกิจที่วัดพระธาตุช่อแฮก็บึ่งน้องมาร์ชไปน่านกันต่อครับ แต่ระหว่างทางไปน่าน เราก็แวะที่ถ้ำผานางคอยกัน ที่เราแวะมาที่นี่เราไม่ได้มาเที่ยวถ้ำแต่อย่างใด แต่เรามาปล่อยพันธุ์ไม้และปล่อยกบคืนสู่ธรรมชาติครับ อารมณ์ท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์นิดนึง (แอบเสียดายที่ไม่ได้มาเที่ยวภายในถ้ำผานางคอย เห็นเค้าบอกว่าข้างในจะเห็นเงาสะท้อนคล้ายๆ ผู้หญิงอุ้มลูกยืนอยู่)

ยิงพันธุ์ไม้ (มะขามป้อม) เข้าป่า ,, ไม่รู้ว่าจะโดนเก็บไปก่อนหรือเปล่า ฮาๆๆ
ส่วนตรงนี้เราก็จะมาปล่อยกบคืนสู่ป่ากัน
กิจกรรมต่างๆ บริเวณถ้ำผานางคอยครับ (ก็มีอยู่สองอย่างนั่นแหละ)

หมดถ้ำผานางคอย ก็ไปแวะพักจั่วข้าวเหนียวส้มตำที่คูม่า การ์เด้น ,, จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่จังหวัดน่านแบบเต็มตัว

แวะที่พัก หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

แม้จะได้พักเที่ยว+เติมพลังระหว่างทางเป็นพักๆ แต่ผมก็รู้สึกเหนื่อยล้าไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว การที่เป้าหมายถัดไปของคณะคาราวานคือที่พักก็ทำให้ผมดีใจไม่ใช่เล่น ซึ่งครั้งนี้เราก็จะพักกันที่ศศิดารารีสอร์ทกันครับ ซึ่งที่นี่สวยงามใช้ได้เลย สภาพห้องที่ผมได้มาก็ถือว่าดีมากๆ เลย

ถึงแล้วจ้า~ ศศิดารารีสอร์ท ที่พักของเราในคืนนี้
ภายในห้องพักของผม ที่ศศิดารารีสอร์ทครับ

แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ทางนิสสันก็ยังมีกิจกรรมตอนกลางคืนอีก ซึ่งนอกจากจะเป็นการรับประทานอาหารร่วมกันแล้วก็ยังมีเกมต่างๆ ให้ร่วมเล่นสนุกกัน รวมทั้งมีของแจก+จับฉลากอย่างเพียบ (แอบเสียใจ ไม่ได้รางวัลใหญ่ๆ เลย ฮาๆๆๆๆ) และปิดท้ายด้วยการปล่อยโคม

มีการฟ้อนรำต้อนรับเหล่าคณะคาราวานด้วย ,, น่ารักดีฮะ
นานากิจกรรมตอนกลางคืนครับ 🙂

แอบเพลียหนัก จนต้องขอไปสลบเหมือด เก็บแรงไปเที่ยวต่อวันพรุ่งนี้

ยามเช้าที่น่าน และพระธาตุเขาน้อย

จริงๆ ตอนเช้าเค้าแอบมีกิจกรรมไปตักบาตรกันด้วย (ประมาณ 6 โมงเช้า) ซึ่งในจุดนี้ตื่นไม่ไหวจริงๆ เลยขอตื่นสายหน่อย ลงมากินข้าวแล้วแวะหาที่เที่ยวแถวๆ นั้น พอที่จะให้ถ่ายรูปเล่นได้ ,, แต่สิ่งนึงที่แอบตกใจเบาๆ คือช่วงเช้าๆ ที่รีสอร์ทมีหมอกเยอะและหนามากๆ แต่อากาศที่รีสอร์ทก็ดีมากๆ ด้วย ,, เอาเป็นว่ารีบหาอาหารเช้าอุ่นๆ กินแล้วรีบไปหาที่เที่ยวกันดีกว่า

อากาศสดชื่นๆ + หมอกยามเช้าที่ศศิดารารีสอร์ท
อากาศเย็นๆ แบบนี้ ได้อาหารเช้าอุ่นๆ นี่แบบว่าสุดยอดไปเลย

จากนั้นเราจะไปที่พระธาตุเขาน้อยกันครับ อยู่ไม่ห่างจากตัวรีสอร์ทมาก ซึ่งจุดเด่นของที่นี่อย่างนึงคือวิวตรงพระธาตุเขาน้อยจะสามารถมองเห็นเมืองน่านได้เกือบทั้งเมืองเลย ,, ซึ่งระหว่างทางที่ขับไปนี่บรรยากาศดีมากๆ ครับ หมอกลงอย่างสวย อากาศเย็นสบาย แต่พอถึงตรงพระธาตุแล้วจริงๆ วิวที่อยากเห็นกลับถูกปกคลุมด้วยหมอกไปหมด แต่คิดในอีกแง่นึง ตอนนี้เราก็เหมือนลอยอยู่บนฟ้าท่ามกลางเมฆและฟากฟ้า ก็สวยไปอีกแบบนะ

เมฆหมอกยามเช้า บนพระธาตุเขาน้อยครับ
วิวที่อยากเห็นกลับถูกปกคลุมด้วยหมอกไปหมด ,,
มุมสวยๆ กับบันได 303 ขั้น ที่พระธาตุเขาน้อยครับ

ซึ่งผมก็อดใจรออีกสักแป๊บ พวกเมฆและหมอกก็ค่อยๆ หายไป และก็ได้เห็นวิวสวยๆ สมใจ 😀

ในที่สุดวิวที่รอคอยก็มาแล้ว ,, ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

กลับไปเก็บของเพื่อเข้าสู่โหมดคาราวานอีกครั้งครับ

จุดหมายสุดท้าย ที่พระธาตุแช่แห้งและเมืองน่าน

หลังจากนอนหลับพักผ่อนมาแบบเจ็มที่+อัดอาหารเช้าในระดับอิ่มหมีพีมัน เราก็จะเดินทางกันไปที่พระธาตุแช่แห้งครับ ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดคนเกิดปีเถาะ ซึ่งที่นี่ นอกจากที่เราจะได้เที่ยวความสวยงามที่วัดแล้ว ยังจะได้เข้าร่วมพิธีสืบชะตาหลวงที่ได้จัดขึ้นอีกด้วย

บรรยากาศภายในวัดพระธาตุแช่แห้งครับ

หมดจากวัดพระธาตุแช่แห้งก็ขับเข้าไปในเมืองน่านเพื่อชมจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์, เยี่ยมพิพิธภัณฑ์สถานเพื่อชมงาช้างดำและเที่ยวชมตัวเมืองน่านด้วยรถราง (ที่ไม่มีราง) กันต่อ ซึ่งในจุดนี้ก็มีน้องๆ มัคคุเทศก์บริการพาเที่ยวชมและเล่ารายละเอียดต่างๆ ด้วย น่ารักมากๆ ครับ

นั่งรถราง เที่ยวชมเมืองน่าน
หลักๆ ก็เป็นการเที่ยวชมวัดและสภาพแวดล้อมต่างๆ ในตัวเมือง
รูปจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ ,, เห็นว่ามี ช กับ ช ด้วยอะ....
บรรยากาศที่วัดภูมินทร์ครับ โดยน้องๆ มัคคุเทศก์น้อย
พาเที่ยวชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพตำนานรักบรรลือโลก ที่วัดภูมินทร์
ปิดท้ายด้วยพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดน่านครับ

ส่วนขากลับผมกลับอีกทางนึง คือขับไปทางพะเยา ผ่านหุบเขาที่สองข้างทางเป็นเหวและแก่งเสือเต้น ผ่านอำเภอสองและอำเภองาว จากนั้นจึงกลับเข้าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทางที่ใกล้กว่า แต่ก็โค้ง, ชัน, เปลี่ยว และอันตรายกว่า (ไม่แนะนำให้ขับตอนกลางคืนเท่าไหร่) กว่าจะถึงบ้านก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว ,, เหนื่อยมากๆ แต่ก็สนุกมากๆ เช่นกัน

คอมเมนต์เล็กๆ น้อยๆ

หลังจากไปเที่ยวมา ผมก็แอบมีคอมเมนต์เล็กๆ เกี่ยวกับคาราวานครั้งนี้

  • ประทับใจมากๆ ครับ โดยเฉพาะทีมงานทุกๆ คน คือตั้งใจทำงานและเต็มที่กับงานมากๆ ทำให้ผมและเพื่อนๆ คาราวานได้สนุกและสะดวกกันแบบเต็มที่เลย
  • ขอบคุณตำรวจทางหลวงที่ช่วยดูแลให้เราฝ่าไฟแดงได้ตลอด ทำให้จัดขบวนคาราวานได้สวยงามเว่อร์ แต่อีกมุมนึงก็ต้องขอโทษชาวบ้านทุกคนที่ต้องรอเราผ่านไปก่อนด้วย แอบเกรงใจนิดๆ อะ
  • โปรแกรมอัดแน่นไปนิดนึง คือทางทีมงานคงอยากให้ไปหลายๆ ที่ แต่ผมรู้สึกว่าบางที่ยังไม่ได้เต็มที่กับมันเลยก็ต้องไปซะแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณทีมงานเหมือนกันที่พยายามจัดการดึงสิ่งที่เป็น highlight ของแต่ละที่ออกมา
  • งานตอนกลางคืนเยอะไปนิดนึง แบบว่าผมแอบเพลียมาจากการขับรถทั้งวัน+อยู่เวรเมื่อคืนด้วย ถ้ารวบรัดกว่านี้หน่อยก็จะดีมาก
  • ผมรู้สึกว่ามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ที่ไปคาราวานด้วยกันน้อยไปหน่อย ถ้าเป็นไปได้เพิ่มกิจกรรมที่จะทำให้เรารู้จักกันเพิ่มขึ้นก็จะดีมากๆ
  • น่าจะมีจัดกิจกรรมแบบนี้อีกบ่อยๆ นะครับ มีครั้งหน้า ก็ไปอีกล่ะครับ 🙂
ขอบคุณทาง Nissan ที่จัดคาราวานนี้ขึ้นมา ,, ประทับใจมากๆ ครับ

กลับมาคิดอีกที โปรแกรมแน่นแบบนี้ เที่ยวยังไงให้ได้สองวัน

[March พาเที่ยว] ภาค อ่างขาง in the rain

สื่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากๆ ของที่ฝางก็คงเป็นดอยอ่างขาง

วันนี้มีโอกาสพักรอไปอยู่เวรบ่าย (ประมาณ 4-5 ชม.) ก็อยากหาอะไรไปเที่ยวบาง นั่งลิสต์ๆ กับเพื่อนก็มีเจ้าอ่างขางนี่แหละที่แว้บเข้ามาในรายการ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าอ่างขางมันเป็นยังไง เห็นเพื่อนๆ เค้าบอกว่าสูงๆ ชันๆ ขับรถลำบาก รถเล็กคงไม่ไหว และควรไปหน้าหนาว….

เอาวะ!!! ก็อยากไปอะ นึกแล้วจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกขับรถขึ้นดอยไปกินข้าวบนสโมสรอ่างขางกัน ไปกันแบบคาราวานจิ๋วๆ อันประกอบไปด้วยนิสสันมาร์ชและมาสด้าสอง (ทั้งคาราวานมีสองคันนี่แหละ)…. น่าจะไหวนะ ลองดูๆๆๆ

วันนี้จะเอาน้องมาร์ชขึ้นไปลุยอ่างขาง 🙂

Driving in the rain

คาราวานจิ๋วของเราตั้งต้นจากตัวเมืองฝางจากนั้นก็ขับลงมาทางใต้ มาแถวๆ ตำบลแม่ข่า (ก่อนถึงอำเภอไชยปราการ) วันนี้แดดค่อนข้างดีเลย แสงอาทิตย์ตอบรับกับอารมณ์อยากเที่ยวมากๆ เอาเป็นว่าก็ขับมาเรื่อยๆ ครับ จนถึงป้ายบอกทางเลี้ยวเพื่อขึ้นดอยอ่างขาง โดยระยะทางจากป้ายจนถึงสถานีฯอ่างขางแค่ประมาณ 20 กว่ากม. เอง ,, ซึ่งแถวๆ ตีนดอยจะมีคำเตือนว่าทางชันมาก อย่าซ่านัก ขับระวังๆ แต่ในจังหวะนั้นมันคงเทียบกับความตื่นเต้นของผมไม่ได้หรอก (ประมาณว่ามาร์ชตูแรงเยอะนะเฟร้ยยยยย)


View เที่ยวอ่างขาง in a larger map

แดดจัดจ้านมากกก เหมาะกับการไปปาร์ตี้สุดๆ

พอหนทางเริ่มคดเคี้ยวเพิ่มขึ้นคล้ายเป็นคำเตือนว่าตอนนี้ท่านได้ขึ้นดอยแบบจริงจังแล้ว ช่วงนี้ก็เริ่มมีหมอกหนาลอยผ่านรถเราสลับกับฝนพรำๆ เป็นพักๆ ซึ่งอากาศดีมากๆ เย็นสบายและรู้สึกสดชื่นดี อาจมีดินถล่มข้างทางบ้างก็ระแวดระวังกันไป ,, แต่พอขับไปเรื่อยๆ อีกสักหน่อยรู้สึกว่ารถตัวเองเริ่มอืด อืด และอืดมากขึ้น อืดขนาดที่ว่าเราใช้เกียร์ L แล้วก็ยังขับ 10-20 กม./ชม. ทีแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรหรอกมั้ง ก็เลยลองลงมาดู โหยยย แบบว่าเสียการทรงตัวไปชั่วขณะ เรียกว่าลงมายืนแล้วแทบจะกลิ้งลงดอยไปเลย (ถ้าลื่นล้มคงกลิ้งลงไปจริงๆ อะ)

ส่วนที่รถเราอืดๆ เพราะมันมีถนนช่วงทางตรงชันยาว ทางมันชันมากๆ (ประมาณ 20-25 องศา) แรงเกียร์ CVT ก็ไม่ค่อยเยอะ แถมขับไปก็จะเจอโค้งแบบหักศอกแล้วชันทันที (ซึ่งโหดมากๆ) เป็นพักๆ นับได้ประมาณ 7-8 โค้ง

ฝนตกพรำๆ แหมซักกำก็มีหมอกมาแทน (คำเมือง)
ขับไปๆๆ อีก 7 โลเอง (แถวนี้เป็นจุดนึงที่ผมว่าเป็นทางตรงที่ชันนะ)
ทำตัวขนานถนน แล้วให้เส้นขอบฟ้าทำมุมกับเรา = ความชันที่เป็นอยู่
ลงมาถ่ายให้เห็นกันจะจะว่าถนนมันเอียงขนาดไหน
แบบว่า... หักศอกกันแล้วหายไปเลย ทางโหดได้ใจมาก
วู้ๆๆๆๆ อากาศข้างบนดีมากๆ เลยอะ
ระหว่างทางไปอ่างขาง... มีแต่หมอก (ขนาดหน้าฝนนะ)

ขับไปก็มีพักบ้าง เห็นข้างทางสวยดี อิอิ (จริงๆ คือกลัวน้องมาร์ชเหนื่อยเกินไป เลยขอจอดพักซักหน่อย) เห็นเค้าเขียนว่าที่พักริมทางนะ แต่ดูแล้วยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ (หน้าเทศกาลคงดูดีกว่านี้)

พักน้องมาร์ชก่อน... ปล่อยให้เจ้าฟีโน่แซงไปก่อน ฮึ่มๆๆๆ
นั่งพัก ถ่ายรูป+กินน้ำ แถวๆ ป่าสนข้างทาง
บรรยากาศประดุจหนึ่งในฉากแฮรรี่พอตเตอร์
พักทั้งรถ พักทั้งคน ,, แถวนี้หมอกเยอะแต่ก็สวยมากๆ เลย

พักพอหายเหนื่อยก็กดรอบเดียวให้ถึงยอดดอยเลยละกัน

ถึงสถานีอ่างขางแล้ว ,, ชมนกชมไม้กันหน่อย

ดีใจมากๆ ถึงจุดหมายแล้ว พอมาถึงให้ขับรถแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในสถานีได้เลย (ไม่จำเป็นต้องซื้อของข้างนอกก็ได้นะ ข้างในก็มีของพวกโครงการหลวงขาย ,, อันนี้แล้วแต่) เสียค่าเข้าสถานีคนละ 50 บาท รถคันละ 50 บาท ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วสามารถไปเที่ยวชมภายในสถานีฯ แบบไม่อั้นภายใน 1 วัน

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นแหละ วันนี้มากินข้าวเป็นหลัก ไม่ได้มาเที่ยวน่ะ ส่วนนึงคือไม่มีเวลาเพราะเดี๋ยวลงดอยเสร็จก็ต้องไปอยู่เวรต่อ อีกส่วนคือทางสถานีฯยังเตรียมพวกดอกไม้ในแปลงกลางแจ้งไม่เสร็จสมบูรณ์เท่าไหร่ ซึ่งตอบรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ประปรายมากๆ

แต่พวกแปลงดอกไม้ในร่มนี่มีเยอะอยู่นะ โดยภายในนั้นเค้าจะจัดเป็นโซนๆ แต่ละโซนก็เหมือนมีธีมของมัน ซึ่งผมว่ามันสวยดีมากเลย ทั้งต้นไม้ดอกไม้และไอเดียการตกแต่ง แถมคนก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ถ่ายรูปสบายสุดๆ เลือกมุมได้จนกว่าคุณจะพอใจแบบไม่ต้องไปตบตีแก่งแย่งชิงดีกับใคร (แต่บางแปลงก็อาจมีคนสวนกำลังเตรียมดินอยู่นะ)

ถึงที่หมายแล้ว ,, คนไม่เยอะ ดอกไม้ก็ยังไม่ได้ลงแปลงดี
แปลง outdoor ยังไม่ค่อยมีอะไรอะ เหมือนกำลังเตรียมดินกันอยู่เลย
แปลงในร่มยังมีดอกไม้สวยๆ อยู่เพียบ (ดีใจๆๆ)
ดอกไม้สวยๆ + เฟิร์น ,, มีทั้งปลูกบนดินและลอยฟ้า
แปลงในร่มเหมือนกับว่าเค้าเตรียมมาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งปีเลย
มีการแต่งสวน แบ่งเป็นโซนๆ ให้เราค่อยๆ เดินเข้าไปดูทีละส่วนๆ
ดอกไม้สวยๆ จากอ่างขางในส่วนแปลงในร่มจ้า ,, สวยดีมากๆ
ดอกไม้หลากสี+เฟิร์นมีเยอะมากๆ ดูแล้วงงไปหมด

เที่ยวพอเป็นสังเขป ,, มากินข้าวกันเต๊อะ

ณ สโมสรอ่างขาง

สโมสรอ่างขางเหมือนเป็นจุดแลนด์มาร์กเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ให้บริการอาหาร+ของว่าง แถมมีซุ้มกาแฟเล็กๆ ข้างนอกด้วย แถมช่วงหน้าฝนนี้คนน้อยดีมากๆ สั่งไปแป้บเดียวยกมาเสิร์ฟอย่างเร็ว (แต่บางอย่างก็ช้านะ)

ใครหิวก็ต้องแวะมาที่นี่... สโมสรอ่างขาง
ภายในสโมสรอ่างขางครับ ,, วันนี้คนน้อยมาก เลือกที่นั่งตามสบาย
ช่วงหน้าเทศกาลอย่าหวังได้เห็นภาพแบบนี้ตอนเที่ยงวันนะครับ

สั่งอาหารกันครับ!!! ของคาวเท่าที่สั่งไปก็มีขาหมู, สลัดยูนนาน, น้ำพริกรักฉ่อง, หมูคำหวาน, ผัดซาโยเต้, เห็ดทอด ฯลฯ ,, ส่วนตัวผมว่าน้ำพริกรักฉ่องกับสลัดยูนนานถือว่าแหล่มเลยทีเดียว ,, ซึ่งกับข้าวที่นี่จะมีจุดเด่นคือผัก ผักที่นี่ก็เป็นผักโครงการหลวงที่ปลูกกันบนดอยนี่แหละ ผักของที่นี่พูดตรงๆ ว่าสดสะท้านมาก ประหนึ่งว่าเพิ่งเด็ดแล้วมาให้กินเลยทันที ซึ่งพอตักเข้าปากแล้วเหมือนความสดชื่นมันแตกในปากในทุกคำที่เคี้ยวเลย แถมไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแบบที่เราคุ้นชินกัน มันสุดยอดมากๆ ,, ใครไม่ชอบกินผัก หากได้ลองมาชิมที่นี่อาจเปลี่ยนใจมากินมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ (ไม่ได้เว่อนะเธอ)

ปัญหาโลกแตก... แดกอะไรกันดี
มาถึงที่นี่... ต้องเน้นกินผักกันละครับ!!!
สลัดยูนนาน :: ผักที่สดและกรอบ กับน้ำสลัดแบบซ้อสญี่ปุ่นเข้ากันอย่างดี
น้ำพริกปลารักฉ่อง :: น้ำพริกออกแนวกรอบๆ ปรุงรสได้ที่ สุดยอดมากหากกินกับผักสดๆ
หมูคำหวาน :: ก็ใช้ได้นะ แต่ยังไม่โดนใจเท่าที่ควรอะ
ขาหมูอ่างขาง :: รสชาติเข้มข้นดีมาก กินกับหมั่นโถวอร่อยดี
เห็ดหอมสดทอด :: อร่อยดีครับ ทอดได้กรอบแถมกลิ่นก็ไม่ฉุนมาก
เอามาจิ้มกินกับซ้อสพริกแล้วซี้ดดด อร่อยกรุบกรอบ

แหมๆๆ อย่าเพิ่งอิ่มครับ เรายังมีของหวานอยู่นะ

ทีเด็ดมันอยู่ที่ขนมหวาน

เท่าที่เห็นในลิสต์มีขนมหวานให้เลือกชิม 4 อย่าง เลยจัดเต็มมาหมดทุกอย่างเลย อันได้แก่ พีชลอยแก้ว, บัวลอยอ่างขาง, เลมอนนมแพะ และปอเปี๊ยะกล้วยหอมทอด

อย่างเลมอนนมแพะชื่อาจฟังดูไม่ค่อยน่าทาน แหมๆ แต่ลองได้ชิมแล้วจะรู้ว่า พุ้ดดิ้งนมแพะที่มีเยลลี่เลมอนรองอยู่ก้นแก้วแล้วแปะหน้าด้วยเปลือกมะนาวหั่นฝานบางๆ นี่มันสุดจะแหล่ม ความหอมมันของนมแพะเหมือนจะตรงข้ามกับความเปรี้ยวของกลิ่นมะนาว แต่พอเราลองกินด้วยกันกับค้นพบว่ามันเริ่ดมากๆ

ส่วนตัวผมชอบพีชลอยแก้วมากๆ กินแล้วฟินสุดๆ ทั้งความอิ่มตัวและความสดเหมือนถูกอัดเข้าไปในเนื้อลูกพีช แค่เรากัดลงไปที่เนื้อพีชก็เหมือนความสดชื่นทั้งหลายมันระเบิดตัวกระจายอยู่ในปากเรา แถมน้ำลอยแก้ว+น้ำแข็งก็เหมือนเป็นตัวเร่งให้ความสดชื่นในเนื้อลูกพีชมันแตกได้รุนแรงขึ้น ,, เพียงแค่ชิมไปครั้งเดียวนี่เรียกว่ายากจะลืมเลือนและผมว่าคุณไม่สามารถหยุดมันได้แค่คำเดียวแน่ๆ

ลูกพีชลอยแก้ว :: อันนี้ห้ามพลาดครับ แหล่มมากๆ
เลมอนนมแพะ :: อีกเมนูของหวานที่ไม่ควรพลาดนะ
ปอเปี๊ยะกล้วยทอด :: ผมว่ากลางๆ นะ แป้งหนาไปหน่อย
บัวลอยอ่างขาง :: บัวลอยไข่หวานสูตรที่นี่ จะใช้น้ำอ้อยแทนน้ำเชื่อมทั่วไป ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ

อิ่มอร่อยกันแบบสุดๆ หารค่าอาหารแล้วตกคนละ 150 บาทเอง (เอาบัตรประตูทางเข้ามาลดค่าอาหารได้ด้วยนะ) ถ้ามันไม่ต้องขึ้นดอยชันแบบนี้ ผมคงมากินทุกอาทิตย์เลยทีเดียว

ออๆๆ อย่าลืมแวะกินกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มด้านข้างสโมสรอ่างขางนะครับ กาแฟของที่นี่ก็เป็นกาแฟดอยคำจากโครงการหลวง ส่วนตัวผมว่าแก้วเล็กไปนิดแต่รสชาติก็ใช้ได้นะ ส่วนของฝากส่วนมากจะเป็นพวกชานานาชนิด แถมยังมีพีชลอยแก้วกับน้ำพริกรักฉ่องที่นี่ก็มีขายเหมือนกัน เผื่อว่าใครติดใจก็เอาไปกินต่อที่บ้านได้ (แต่โปสการ์ดของที่นี่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)

แวะชิมกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มข้างสโมสรอ่างขางได้นะ

ลงดอยกันแล้ว

ถึงเวลาก็ต้องลงดอยเพื่อไปประกอบภารกิจกันต่อ…

ผมว่าการลงดอยนั้นน่ากลัวและอันตรายกว่าการขึ้นดอยมากๆ โดยเฉพาะรถที่เป็นเกียร์ออโต้และคนที่เป็นมือใหม่ในการขับรถ ถ้าเราเพลินกับการใช้เกียร์ D แล้วปล่อยรถไหลไปตามพลังงานศักย์นั้นเกรงว่าจะแหกโค้งกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงโค้งหักศอกทั้งหลาย ,, ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้เกียร์ L สลับกับแตะเบรคเป็นพักๆ กะให้รอบวิ่งไม่เกิน 4000-5000 รอบขณะที่รถไหลลงไป รวมทั้งถ้ารู้สึกว่ารถเราไม่พร้อมหรือกลัวว่ามันจะเหนื่อยเกินไปให้จอดพักแวะข้างทางบ้าง (แนะนำตรงป่าสนเขาที่ผมจอดขาขึ้นอะ) รวมทั้งควรตรวจสภาพรถให้พร้อมก่อนเอาขึ้นด้วยนะจ๊ะ

นิสสันมาร์ชไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการขี่บนดอยซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าขึ้นดอยอ่างขางไหวไหม ผมว่าก็ได้นะ พวกโค้งหักศอกก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักนะ แต่ช่วงขาขึ้นอาจรู้สึกสงสารรถนิดนึงที่เหมือนเร่งแล้วสู้รถคันอื่นๆ ไม่ได้ แต่จังหวะอื่นๆ แทบไม่เป็นปัญหาอะไร

แล้วจะพาน้องมาร์ชไปเที่ยวเรื่อยๆ นะครับ 🙂

แล้วจะพาไปเที่ยวอีกนะครับ (ขอจัดสรรตารางเวรก่อน)