สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 4 :: วันจริง Cycling Shimanami ครับ!!

นาฬิกาปลุกเราราวตีสี่ครึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับนอนในตู้เย็น
แม้ว่าจะซุกตัวในผ้าห่มพร้อมทั้งมีฮีตเตอร์ใกล้ๆ อากาศหนาวมากๆๆๆ
ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าเรายังยืนยันปั่นไปตามแผนเดิม จะไปถึงทันเวลาไหม
เพราะจุดนี้ แค่ก้าวเดินในบ้านยังหนาวทรมานขนาดนี้
แต่เราจะมัวชักช้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว

ฝ่าความเหน็บหนาว ด้วยรถบรรทุก

ผมจัดการตัวเองและสัมภาระทุกอย่างพร้อมราวๆ ตีห้านิดๆ
และด้วยความหิวจึงเปิดมาม่าคัพกิน 1 ถ้วยรองท้อง (ที่นี่เค้ามีบริการอาหารขายนะ แค่ 100 เยนเอง แต่บริการตัวเองหมด)
กินสักพัก รถกระบะมาถึงราวๆ 5.15 น.ตรงเวลา เราก็ช่วยกันยกจักรยานทั้งสามคันขึ้นรถกระบะ
ผมนั่งกะลุงคนขับ (ซึ่งเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์) ส่วนที่เหลือนั่งรถยนต์อีกคัน (เมียเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ขับ)
แอบลุ้นนิดๆ ว่าจะทันมั้ย (แต่ดูจากเวลาแล้วน่าจะสบายๆ)

เราขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางที่เราปั่นมาเมื่อวาน จนถึงช่วงกลางเกาะ เราก็เลี้ยวขึ้นทางด่วนครับ
ทางด่วนยังเปิด แต่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ตลอด ว่าจะปิดตั้งแต่หกโมงจนถึงเที่ยง ซึ่งคิดว่าปิดตรงเวลาแน่นอน!!!
เราลงจากทางด่วนราวๆ 5.50 น. ทันเวลาเป๊ะๆ เย่ๆๆๆ รอดแล้วๆๆๆ
แต่พอคิดย้อนกลับไป แล้วลุงจะกลับเกาะ Oshima ยังไง ,, ลุงว่า เดี๋ยวหาเที่ยวแถวนี้แหละ เที่ยงค่อยกลับ ,, โหยยยยยยยยย

เรานั่งรถกับลุงมาเรื่อยๆ จนไปที่จุดนัดพบครับ
จุดนัดพบที่นี่ไม่ใช่ทั้งตรงศูนย์นักท่องเที่ยวกลางเมือง หรือ Shimanami Earth Land เมื่อวาน แต่เป็นที่สี่แยกก่อนขึ้นทางด่วนซักแยกนึง
ซึ่งลุงและป้าที่มาส่ง ไม่ได้ปล่อยเราไปตามยถากรรมนะ แกนี่ดูแลเอฟรี่ติงจิงเกอเบลให้หมด พาเราไปยังลานจอดรถ ถามที่รวมตัว ถามความเรียบร้อย ถามนั่นนี่ ฯลฯ
ถามเราทุกช๊อตและไปส่งเราถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ให้รถยนต์เข้า (แล้วพวกนางยังมีการเดินไปเช็คความเรียบร้อยอีกนะตามบล๊อคต่างๆ อีกนะ)
โหยยยยยย ถ้าไม่มีลุงและป้าเจ้าของเกสเฮ้าส์ ลำบากแน่ๆ

บรรยากาศการรวมพลของนักปั่นทั่วสารทิศ

เราไปถึงจุดรวมพลราวหกโมงครึ่ง ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดปล่อยของ Course B, C, D, E และ F
โดยจะปล่อยตามลำดับ B, C, D, E, F ซึ่งแต่ละ course ก็ยังมีกลุ่มย่อยอีกเพื่อให้ไม่ปล่อยทีละเยอะเกินไป
ตามกำหนดการ เรียกรวมพล 7 โมงเช้า และเริ่มเรียง line up เสร็จ 7.30 น.
เวลาเหลือว่างๆ เราก็ไปจัดการสัมภาระก่อน ของต่างๆ สามารถฝากเค้าไปได้นะครับ มีรถบริการส่งถึงปลายทาง
เราฝากไปแหละ พวกเสื้อผ้ากับของใช้ที่มันไม่แตกหักอะ แต่พวกกล้องก็พกไปเองดีกว่า (ส่วนพวกผงดองขิงกับน้ำหมักเนื้อยกให้เจ้าของเกสเฮ้าส์ไป)
ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องแบกไปเอง เพราะปั่น 70 โลจริงๆ ก็เมื่อยไหล่ไม่ใช่น้อย

พอจัดการสัมภาระเสร็จ ก็จัดการตัวเองต่อครับ ด้วยการเข้าห้องน้ำ ฮาๆๆๆ
ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำพลาสติกเคลื่อนย้ายได้ครับ ข้างในแบบทรงส้วมซึมแบบญี่ปุ่น (ที่เราต้องหันหน้าเข้าท้ายชักโครก)
ถอดชุดปั่นที่เป็นเอี้ยมก็ยากอยู่ละ ยังยากที่จะต้องทรงตัวบนนั้นด้วยคลีทลื่นๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเลยจริงๆ ฮาๆๆ
พอจัดการตัวเองเสร็จทุกอย่าง ก็ลองดูผู้เข้าร่วมรายการปั่นกับเราครับ

อย่างที่บอกว่านี่มันไม่ใช่รายการแข่งแบบ Elite แต่ให้อารมณ์แบบปั่นวัดใจหรืองานประจำปีมากกว่า
ดังนั้น คนที่เข้าร่วม มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงลุงๆ, ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็มีฝรั่งมาร่วมด้วยไม่น้อย
จักรยานก็หลากหลายมากๆ มีตั้งแต่รถธรรมดา เสือภูเขา เสือหมอบ จนถึงเสือหมอบตัวท้อปแบบเรา
ซึ่งบอกเลยว่า จักรยานไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ (โดยเฉพาะเรื่องความหรูหรา!!!)

รอไปอีกสักช่วง คนก็ทะยอยกันมาเยอะมากๆ ครับ จนพอถึงเวลาปุ๊บ ก็เริ่มให้เรียงแถวเพื่อปล่อยตัวตามบล๊อค
โดยการปล่อย เค้าจะปล่อย course B (วนเกาะ Omishima รวม 110 กม.) ออกไปก่อนครับ
จากนั้นเราก็ค่อยๆ ต่อคิว จูงรถจักรยานกระดึ้บๆ ไหลตามฝูงชนไปครับ
ยิ่งใกล้จุดปล่อยตัว เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ ,, ผมนี่ฮึกเหิมมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งกะใคร
หมด course B ก็ต่อด้วย course C (ปั่นไป-กลับ Onomichi รวม 140 กม. ซึ่งเป็นระยะไกลที่สุด)
หมด course C แล้วก็เป็นตาของเราครับ โดยเค้าจะเริ่มปล่อยกลุ่มแรกของ course D ตอน 8.13 น. (คือในกรุ้ปยังซอยเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก) โดยเค้าให้เวลา 4 นาที ในการปล่อยตัวของแต่ละกลุ่มย่อยครับ
ขบวนนักปั่นค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดเริ่มของเราเป็นหน้าปากทางด่วน
ข้างหน้ามีเวที และฝูงชนจำนวนมาก ,, พิธีกรทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งก็เฮฮากันน่าดู (ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ)
กลุ่มย่อยของเราเป็นกลุ่มที่ 3 ได้ปล่อยตัวตอนเวลา 8.21 น. ซึ่งปล่อยตัวตรงเวลามากๆ

ถ้าคิดไม่ออกว่า Course D ปั่นยังไง สามารถดูรายละเอียดลึกๆ ได้ตามลิงค์นะครับ

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

สัญญาณปล่อยตัวดังออกมา ผมตื่นเต้นมาก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้าดี เอาเป็นว่าไหลๆ ตามเค้าไปก่อน
เริ่มมาเป็นเนินเล็กๆ แล้วเข้าทางด่วนเลยที่ปกติจักรยานขึ้นไม่ได้
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่แปลกที่ปั่นบนถนนปิด แบบโล่งมากๆๆ
ทางด่วนบ้านเค้า เป็นแค่ถนน 2 เลนเองนะ ไม่ได้เหมือนบ้านเรา แล้วทางด่วนก็ปิดให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เราปั่นแค่ฝั่งเดียว (และข้ามไปไม่ได้ด้วย)
ออกตัวช่วงแรก คนเยอะมากและยังไม่อัดกันเต็มแรง (เว้นพวกกลุ่มหน้าๆ)
ผมพยายามเกาะกลุ่มแล้วค่อยๆ แซง พร้อมกะลากแฟนไปด้วย เร่งทำความเร็ว แต่ไม่ได้มากนัก

จากนั้นเราผ่านอุโมงสั้นๆ พอโผล่มาอีกฝั่งก็เริ่มจะเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ลิบๆ ละ
หลังจากปั่นไปได้เรื่อยๆ ใกล้ๆ จะขึ้นสะพาน รู้สึกว่ามันช้ากันจัง
อยากปั่นเร็วๆ เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปั่นเร็วไปทำไม ถ้วยก็ไม่มี เอาเป็นว่าค่อยๆ เสพวิวฟินๆ ช้าๆ ไปกับนักปั่นคนอื่นๆ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน
แล้วผมว่าเค้าเตรียมงานดีมาก ถนนที่มีรอยต่อ ก็ปูเหมือนผ้ายางหนาๆ ให้ จะได้ปั่นแล้วไม่สะเทือน
Staff ยืนคุมเยอะมาก แทบทุก 100 เมตร, โค้งและโบกมือทักทายเราตลอดทาง

หลังจากลงสะพาน ก็มีมุดอุโมงค์ด้วย (ถ้าเป็นบ้านเราคงตัดถนนอ้อมภูเขา) น่ากลัวเหมือนกัน แนะนำว่าควรมีไฟติด ทั้งหน้าและหลัง ถ้าดีก็มีพวกกระดิ่งด้วย
เราปั่นย้อนทางเดิมหมด เริ่มตั้งแต่สะพาน Kurashima-Kaikyo, สะพาน Hakata-Oshima, สะพาน Tatara แบบไม่ต้องลงไปที่เกาะข้างล่าง
พอยิ่งปั่น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ อาจเพราะรอบขามันมา แต่ว่าก็ไม่ลืมที่จะชมวิวตลอดสองข้างทางไปด้วย
พอลงสะพาน Tatara ไปนิดนึง ก็ถึงจุดพักครึ่งทาง ตรงที่พักทางด่วน บนเกาะ Ikuchima

ที่จุดนี้มีของให้กิน ทั้งขนม, น้ำ เกลือแร่ และ signature อย่างมะนาวแบบกินเปลือกได้ ฮาๆๆๆ (เป็นของที่คนหยิบน้อยที่สุดละ แต่ผมว่าอร่อยดี)
จุดนี้เราพักกันสักครู่ เพราะมีบริการห้องน้ำด้วย
แถมเจอพี่ๆ คนไทยจาก Boxmatch ที่จัดทริปปั่นต่างประเทศ ด้วย ,, หวังว่าจะได้ใช้บริการในคราวถัดๆ ไป
แม้ว่าจะทัน cut off แน่ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลากับจุดพักมาก จึงรีบออกเดินทางกันต่อ

เกาะ Ikuchima คือเกาะสุดท้าย และสะพาน Ikuchima คือสะพานสุดท้ายที่เราได้ขึ้นทางด่วน
และเราอ้อมลงจากทางด่วนที่เกาะ Innoshima ครับ
แอบผิดหวังนิดๆ อยากให้เราได้ปั่นต่อบนทางด่วนยาวๆ จนถึง Onomichi เลย

จากนั้น เราก็ปั่นเส้นทางตามปกติของ Shimanami Kaido เลยครับ
แต่เส้นทางวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะข้างล่างเค้าก็ปิดถนนให้นะ
หรือแม้แต่ตามสามแยก/สี่แยก ก็มีตำรวจ/staff คุมและคอยโบกรถให้ตลอด
แถมบรรยากาศสองข้างทางนี่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ
ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับงานนี้ตลอดทาง ตั้งแต่หนุ่มสาว เด็กน้อย ลุงป้าน้าอา โบกมือทักทายตลอดสองข้างทาง
ปั่นจนถึงกลางเกาะ Innoshima เราพักอีกครั้งที่โรงงาน Manda ครับ (ซึ่งโรงงานนี้ ก็คือไอ้ที่แจกผงดองขิงให้เราตอนที่ลงทะเบียนอะ)
เราก็พักแป้บนึงครับ, กินน้ำกินท่า แล้วปั่นออกไปต่อเลยตามเส้นสีฟ้า

จากนั้นเราข้ามเกาะ Innoshima ไปยังเกาะ Mukaishima ผ่านสะพาน Innoshima (ไอ้สะพานลูกกรง)
ปั่นไปเรื่อยๆ กำลังทำความเร็วสนุกๆ อยู่ดีๆ ก็ให้เลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนมัธยมปลาย Mukaishima ที่มีแต่ทราย
ซึ่งจุดนี้ ที่โรงเรียนเค้าให้เราเข้ามาเพื่อแบ่ง group ขึ้นเรือเฟอรี่
เราก็เดินงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เดินตามเขาอยู่ดีๆ ก็ได้ไปอยู่หน้าแถว แล้วก็ให้ไปก่อนคนอื่น
ตรงนี้ แอบงงๆ เหมือนกัน ฟังญี่ปุ่นไม่ค่อยออก ก็ไปตามที่ Staff เค้าโบกละกัน (แต่ไม่ได้แซงใครน้าาาาาา)

จากนั้นปั่นมาอีกนิดนึง ก็ขึ้นเรือ Ferry (แต่ไม่ต้องจ่ายตังละ) ข้ามไปยังฝั่งเมือง Onomichi
แต่ตัวเมืองฝั่ง Onomichi ไม่ได้ปิดถนนนะ (แต่ไหล่ทางเค้ากว้างมากๆ จนไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ละ)
ค่อยๆ ปั่นมา ผ่านตัวเมือง ผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านโรงแรม U2 hotel แล้วเลี้ยวข้างๆ โกดังเก่า
จุดนี้ก็คือเส้นชัยของ Cycling Shimanami 2018 นั่นเองครับ!!!!
ซึ่งเราถึงเส้นชัยราว 11 โมงครึ่ง ซึ่งใช้เวลารวมพักราว 4 ชม. (หรือถ้าไม่พักก็ 3 ชม. 30 นาที)
มีปอมๆ มาเชียร์ มีช่างภาพมารอถ่ายรูป มีคนเยอะมาก มีสตาฟนำทางเราไปที่จอดรถ มอบประกาศนียบัตรที่พิชิตงานปั่นได้สำเร็จ
ฟีลลิ่งแบบปั่นเข้าเส้นงานแข่งระดับโลกเลยอ่า

หลังจากเข้าเส้น ก็รู้สึกว่าระยะปั่น 70 กม. นี่กำลังพอดีๆ (ถ้า 140 กม. เหนื่อยกว่านี้เยอะ)
ส่วนนึงคือความล้าสะสมที่เรียกว่าปั่นมาทุกวันก่อนหน้านี้
จากนั้นเราก็หาของกิน ซึ่งที่นี่จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งทอด, โอโคโนมิยากิ, ยากิโซบะ, และเครื่องดื่มต่างๆ
แบบว่าแคลที่กินหลังปั่นนี่เยอะกว่าที่ใช้ปั่นมาเสียอีก
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงไปเช็คอินที่โรงแรม Green Hill ครับ เป็นโรงแรมใกล้ๆ U2 แต่ราคาถูกกว่า 3 เท่า
ทีแรกไม่รู้จัดการรถยังไง เพราะห้องพักอยู่ชั้นห้า จะใส่กล่องละฝากเคาน์เตอร์ไว้ดีไหม
แต่เห็นจากใน Agoda เค้าเอารถจักรยานถ่ายในห้อง เราก็เลยยกขึ้นไปเลยละกัน
สภาพห้องโอเคนะครับ แคบแบบญี่ปุ่น (แคบกว่า U2 นิดๆ) แต่เรายัดจักรยานเข้าไป 2 คันได้สบายๆ ห้องวิวสวยมากๆ โดยรวมก็ถือว่าดีครับ

ผิดแผนกันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ทันจะหายเหนื่อยจากดราม่ารอบก่อน ก็มีดราม่ารอบถัดไปมาแล้ว
เพราะทีแรกเรากะว่า จะแพครถเก็บ แล้วให้แมวดำส่งรถจักรยานเราไปรอที่สนามบิน แล้ววันกลับค่อยไปเอา ,, ส่วนเราก็เที่ยวเล่นสวยๆ ที่ฮิโรชิมา
แต่แผนการนี้ก็ต้องล่มสลายไป เพราะแมวดำไม่มีสาขาที่สนามบินฮิโรชิมา แล้วก็ กล่อง Move มันใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับขน

ที่สนามบินฮิโรชิมาไม่มีรถไฟไปถึงนะครับ ต้องอาศัยชัตเติลบัสเอา ,, ถ้าจะขึ้นที่สนามบินนี้ แนะนำให้คิดดีๆ ครับ ฮาๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นจริงๆ ขนจักรยานจากเมือง hiroshima ง่ายกว่าจากเมือง Onomichi พอสมควรครับ เอาเป็นว่า ติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แผนการเราเยอะมากในการขนจักรยานไปสนามบินครับ
ตั้งแต่เช่ารถกระบะไปเอง, ให้ชัตเติลบัสจองที่วางจักรยานให้เรา, ฯลฯ
จนสุดท้าย ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เราปั่นเล่นที่ Onomichi แล้ววนเล่นซักเกาะ แล้วกระเตงรถไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยละกัน
ไหนๆ ก็ลุยมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้ว

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 3 :: Shimanami Kaido มุ่งสู่เมือง Imabari

พยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง!!
ฟ้าใส กลิ่นทะเลพัดโชยมา ถนนที่ไหล่ทางกว้างๆ ,, นี่แหละ วันที่เราไฝ่ฝันก็มาถึง!!

วันที่เราจะปั่นเส้นทางที่เค้าว่าเป็นสรวงสวรรค์แห่งจักรยานที่อย่างน้อยนักปั่นควรมาสัมผัสสักครั้ง
70 กิโลเมตร เป็นความยาวที่ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป และเส้นทางของเรานั้นพาดข้ามทะเลเซโต้ ผ่านหกเกาะ และหกสะพาน
นั่นคือเส้นทาง Shimanami-Kaido นั่นเองครับ
โดยวันนี้เราจะเดินทางจากเมือง Onomichi ไปยังเมือง Imabari นั่นเองครับ
แล้วเราจะไปนอนพักที่เกาะ Oshima (ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ติดกับเมืองอิมาบาริ) ที่เป็นที่อยู่ของเกสเฮาส์เรา
เราจะเดินทางขาไป โดยพกสัมภาระไปนอนที่นั่น แล้ววันแข่งจริงจึงจะปั่นกลับมาโอโนมิจิ

ซึ่งผมจะรีวิวแบบละเอียดยิบเลยนะครับ
(อาจงงกะชื่อเกาะ + สะพานบ้างนะครับ ดูแผนที่ตามลิงค์นี้ประกอบด้วยจะพอช่วยได้ครับ)

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ตื่นเช้ามาราวเจ็ดโมง เราก็รีบอาบน้ำ และแต่งชุดจักรยานแบบจัดเต็ม พร้อมกับเสื้อกันลมที่พกมาจากเมืองไทย
ส่วนกระเป๋าเป้ใบน้อยๆ ที่พกไปด้วยก็จะมี ชุดจักรยาน+ชุดนอนไปคนละชุด, กล้องถ่ายรูป, เงิน+พาสปอต, แบตสำรอง+สาย และหลักฐานการลงทะเบียน
ส่วนของอื่นๆ และกล่องจักรยาน ก็จะทิ้งไว้ที่ Onomichi U2 นี่แหละครับ

ที่โรงแรม Hotel cycle ไม่มีข้าวเช้าให้ (จะกินก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันกว่าเยน) เราเลยอัปเปหิตัวเองไปกินที่ลอว์สัน เยื้องๆ โรงแรมดีกว่า
พอออกมาได้ไม่นาน รู้เลยว่า ที่นี่หนาววววววว ครับ ,, แพลนที่ว่าออกมาจากโรงแรมแล้วจะปั่นไปยาวๆ ก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนครับ
เพราะต้องถอยกลับไปซื้อ Arm warmer ที่ Giant Shop มาคู่นึง ราคาโหดกว่าเมืองไทย
แฟนผมใส่เสื้อกันลมแบบ Jacket ก็ดีหน่อย ก็คิดว่าน่าจะพอแล้ว

แต่ละเกาะที่ไปทั้ง 6 เกาะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่บ้างนะครับ ตามทางที่เราปั่น แต่ละเกาะจะเจอราวๆ 1-3 ที่ ซึ่งส่วนตัวผม แนะนำให้หาของกินติดตัวไปหน่อยครับ ข้าวปั้นสาหร่ายสัก 1-2 ชิ้นก็ได้ครับ เผื่อหิวกลางทาง (ส่วนน้ำถ้าไม่ได้ติดน้ำหวานอะไรก็กินจากกระติกเอา พกไปกระติกเดียวก็พอนะ)

จากนั้นการที่จะเริ่มปั่น เราต้องนั่งเรือ Ferry จากฝั่ง Onomichi ไปยังเกาะข้างๆ ที่ชื่อว่าเกาะ Mukaishima ครับ
สนนราคาค่าตั๋วที่ 110 เยนต่อคนครับ (ราคารวมจักรยานแล้ว)
โดยท่า Ferry มีหลายท่านะครับ และไปส่งที่เกาะ Mukaishima คนละจุดด้วย (แต่ไม่ห่างกันมากนะ)

พอไปถึงก็จะงงๆ นิดนึงครับ ,, ไม่เป็นไรครับ เดินตามชาวบ้านเค้าออกจากท่าเรือ
จากนั้นมองดูที่พื้นครับ จะมีเส้นสีฟ้าตีคู่กับเส้นสีขาวไหล่ทาง ซึ่งนั่นคือเส้นทาง Shimanami Kaido ที่จะพาเราไปเมือง Imabari ครับ
เราก็เริ่มต้นจากเจ้าเส้นนี้เลยครับ ง่ายมากๆ แถมบอกระยะทางด้วยว่าอีกกี่กม. จะถึงเมือง Imabari ครับ
หรือว่าใคร load maps (ที่ผมแนะนำไปในภาคแรก) ลงไปในการ์มิน ก็จะขึ้นแผนที่มาเลย สะดวกมากๆ ครับ

อ้างอิงตามBrochure การปั่น Shimanami Kaidoแล้ว เส้นทางที่เค้าขีดสีฟ้าที่ถนนไว้เป็นเส้นทางที่เป็น recommend route ระยะทาง 70 กม. เท่านั้น (จุดสีแดง :: คือทางที่ง่ายที่สุด ปั่นสบายๆ ไม่มีเนินเท่าไหร่) ,, แต่จริงๆ แล้ว เส้นทางนี้ยังมีทางในระดับ Intermediate (จุดสีเหลือง :: ยากขึ้นมาอีกนิด เพิ่มระยะทางอีกหน่อย แถมเนินให้กระเเทกเล่นๆ อีกนิด), และแบบ Advance (จุดสีน้ำเงิน :: มีเนินโหดๆ เพียบ, บางช่วงเป็นทางขึ้นเขาชันๆ จัดๆ ใช้เวลาปั่นค่อนข้างมากหน่อย) ซ่อนอยู่ด้วย แต่ Intermediate และ Advance แนะนำว่าต้องเอาแผนที่พกติดตัวไปด้วยหรือต้อง create course บน Garmin ไว้ด้วย เพราะเค้าไม่ได้ขีดเส้นไว้ที่พื้น

ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยครับ

เกาะแรก Mukaishima – สะพาน Innoshima

ช่วงแรกการออกสตาร์ทจะเริ่มปั่นในเมืองครับ แต่เมืองที่นี่จะออกแนวเล็กมากๆๆๆ เป็นบ้านพักอาศัย + ร้านค้านิดหน่อย
รถที่นี่ก็ขับไม่เร็วมากครับ แล้วเค้าจะไม่ขับมาเหยียบหรือทับเส้นสีฟ้าเลย ซึ่งปลอดภัยมากๆๆ
ส่วนเราก็ปั่นตามเส้นสีฟ้า และชมวิวไปเพลินๆ สบายมากๆ ครับ
ซึ่งผมว่าเค้าฉลาดในการวางแผนและออกแบบมากๆๆๆ เพราะไหนๆ จะสร้างสะพานก็ทำทางจักรยานเล็กๆ ให้ด้วย แล้วก็ขีดเส้นสีฟ้าไปเรื่อยๆ นำทางไป จนถึงอีกฝั่งนึง
เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ,, ลงทุนครั้งเดียว ได้ทั้งสะพานข้ามรถ และได้ทางจักรยานที่สวยๆ ด้วย

ช่วงที่เราผ่านสามแยก หรือสี่แยก เส้นสีฟ้าจะมีขาดหายเป็นช่วงนะครับ ถ้าก้มหน้าก้มตาปั่นอาจมีเงิบได้ว่าเส้นหายไปไหน แนะนำว่าให้พยายามมองไปข้างหน้านิดนึงแล้วเล็งหาเส้นสีฟ้าไว้ครับ แล้วก็อย่าลืมด้วยว่าเวลาเจอสี่แยกห้ามเลี้ยวขวาตัดถนนนะครับ ให้เราข้ามทางม้าลายเสมอ ส่วนทางสามแยกตัดได้เลย

จริงๆ บนเกาะมีพวกสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในแผ่นพับแผนที่แนะนำการปั่นก็จะมีบอกนะ อย่างที่เกาะ Mukaishima ก็ปั่นผ่านพวกสวนกล้วยไม้นะ แต่ไม่ได้แวะอะครับ

ปั่นไปไม่นานก็ออกจากตัวเมือง ไปเจอทะเลแล้วครับ บอกเลยว่าลมแรงมากๆๆๆ แต่ทะเลก็สวยมากๆ ครับ
ทะเลบ้านเขาดูใสมาก เป็นสีน้ำเงินดุๆ ไม่ค่อยมีชายหาดเท่าไหร่ครับ
ซึ่งเกาะ Mukaishima ผมปั่นแค่ Recommended route นะครับ โดยทางนี้เป็นส่วนติดทะเล
แต่เกาะนี้มี Intermediate และ Advance route ซึ่งปั่นผ่าเนินกลางเกาะด้วย!!! (แต่ก็อยากปั่นติดทะเลนี่นา)
ปั่นไปราวๆ 9 กม. เราก็จะถึงจุดที่จะพาเราขึ้นสะพานแล้วครับ

มองจากไกลๆ ก็คิดนะว่าสะพานตั้งสูง เราจะขึ้นไปได้ยังไงวะ ,, แต่จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลยครับ
เพราะพอถึงจุดขึ้นสะพาน มันจะมีป้ายบอกให้เราเลี้ยวครับ
พอเราเลี้ยวปุ้บ จะเจอลักษณะเหมือนทางขึ้นเขา ซึ่งทางก็ไม่ได้ชันมากนะ สูงสุดราวๆ 5% เท่านั้น
แล้วเส้นทางนี้ส่วนมากเป็นเส้นทางของจักรยาน บางช่วงเป็นวันเวย์ บางช่วงมีสวนกัน (บางช่วงก็มีมอเตอร์ไซมาใช้ถนนร่วมด้วยนะ)
ปั่นไม่นานก็ถึงสะพานแรกแล้วครับ ชื่อสะพาน Innoshima (ชื่อเหมือนเกาะถัดไปเลย) โดยทางจักรยานของสะพานนี้จะอยู่ข้างใต้ของสะพานหลัก ใช้ทางร่วมกับจักรยานยนต์
โดยสองข้างจะถูกกั้นด้วยลูกกรงนะครับ ซึ่งผมว่าเป็นสะพานที่สวยงามและเสียวน้อยที่สุด ฮาๆๆๆๆ
ปั่นไปราวๆ กิโลนิดๆ ก็ถึงทางลงแล้วครับ โดยเกาะต่อไปที่เราจะไปคือ Innoshima

เกาะ Innoshima – สะพาน Ikuchi

ต่อมาเราลงมายังเกาะ Innoshima ครับ ลงมาเสร็จก็มีทางให้เลือกเลย คือ ไปทางง่ายเลี้ยวขวา และไปทางยากเลี้ยวซ้าย (แนะนำขวา!!!)
ซึ่งพอเราไปทางขวา มันจะขึ้นไปส่วนทางเหนือของเกาะครับ ซึ่งเป็นทางราบๆ ซึ่งเป็นโซนโรงงานซะเยอะเลย (แต่ดูสะอาดสะอ้านมาก)
ไปอีกนิด มีทางแยกระหว่าง Recommended กะ Intermediate ครับ ซึ่ง recommend จะพาเราขึ้นเนิน ส่วน intermediated จะพาเราไปทะเล
ซึ่งผมปั่นมาทั้งสองทาง และพบว่า Intermediate ง่ายกว่า (ฮา) และเสี่ยงต่อการหลงน้อยกว่า (มีเส้นสีฟ้าทั้ง 2 ทาง)

จริงๆ ผมแอบไปปั่นรอบเกาะ Innoshima มาด้วย เพราะว่าเป็นวันที่เหลือว่างวันนึง แอถมอยากรู้ด้วยว่าทางระดับ Intermediate กะ advance บ้านเขามันจะเป็นยังไง ซึ่งเก็บไว้ใน part ที่ 5 ละกันครับ

ปั่นไปอีกไม่ไกล ราวๆ 10 กม. ก็ถึงสะพานถัดไปครับ นั่นคือสะพาน Ikuchi ครับ สะพานนี้ยาวแค่ 790 เมตรเท่านั้น
ซึ่งเวลาขึ้นก็ขึ้นคล้ายๆ กันนะครับ คือพอถึงจุดเลี้ยว มันก็จะพาเราไปขึ้นเนิน แต่สะพานนี้จะพาเราวนขึ้นไปด้านข้างสะพาน
เราก็จะได้ปั่นเลนข้างๆ รถยนต์ แต่มีที่กั้นแยกคนละเลนชัดเจนนะ แล้วปั่นสวนกัน (ส่วนมอไซใช้ทางขึ้นเนินเดียวกันแต่จะขับอีกฝั่งสะพาน)
ซึ่งปั่นจริงผมว่า ก็สวยมากๆ เลย เห็นวิวสวยมากๆๆๆ แบบไม่ต้องมีลูกกรงมากั้น ปั่นไปถ่ายรูปไป จนไม่รู้ว่าจะปั่นเร็วๆ ไปทำไม ฮาๆๆๆ

เกาะ Ikuchima – สะพาน Tatara

พอลงจากสะพาน Ikuchi ,, เราก็จะถึงเกาะ Ikuchima แล้วครับ
เกาะมีมีความพิเศษ คือ ไม่มีเส้นทาง Advance ครับ และผมก็แนะนำทาง Recommended ด้วย
(ดูจาก Google street view ผมว่าทาง Intermediate มันเปลี่ยวกว่า, แถมไม่ค่อยผ่านอะไรอะ ดูเหงาๆ)
หลังจากเริ่มปั่นที่เกาะนี้ไม่นาน พวกเราก็เริ่มหิวและปวดห้องน้ำครับ เลยแวะร้านข้างทาง
เป็นร้านขายปลาหมึกทอดแบบเทมปุระ คู่กับน้ำส้มคั้นสดครับ ,, กินแล้วสดชื่นและเติมพลังให้เราได้ดีมากๆ

ของมีชื่ออย่างนึงของหมู่เกาะที่ทะเลเซโต้คือส้มและมะนาวนะครับ สังเกตว่าจะมีปลูกกันเต็มสองข้างทางเลย และที่ฮือฮามากๆ คือ ที่นี่มีมะนาวแบบกินเปลือกได้ด้วย!!!!!

อีกเหตุผลนึงที่แนะนำให้มาทาง Recommended เนี่ย เราจะผ่านเมืองท่าของเกาะที่มีชื่อว่า Setoda
ซึ่ง Setoda เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่มาก มีร้านค้าร้านอาหารเยอะด้วยครับ แถมมีชายหาดด้วยนะครับ ชื่อ Sunset beach

และที่ Setoda นี่แหละ ตรงที่เป็นศูนย์นักท่องเที่ยว จะมีของฝากเยอะแยะเต็มไปหมดครับ ซึ่งหนึ่งในของพิเศษนั่นก็คือ เสื้อลาย Shimanami Kaido ของ Le Coq ซึ่งไม่มีขายที่เกาะอื่นครับ สนนราคาตัวละ 10,800 เยนครับ ซึ่งนอกจากจะหาเจอแล้วยังต้องมีดวงด้วย เพราะบางทีไปแล้วไม่มีไซส์!!! แอบเสียใจที่แฟนผมไม่ได้เสื้อลายนี้อ่าาาาาาาา

ปั่นบนเกาะนี้ด้วยเส้นทาง Recommended ก็ตกราวๆ 14 กม. แล้วก็เตรียมขึ้นสะพานไปยังเกาะถัดไป
ปั่นไปเพลินๆ นี่เราปั่นมาราวๆ 40 กม แล้วเหมือนกันนนะเนี่ย
ส่วนนึงเพราะอากาศเย็นสบายเหมือนเราปั่นในห้องแอร์ ยิ่งทำให้ไม่เหนื่อยเลย

เอาเป็นว่าเรารีบปั่นข้ามสะพาน Tatara (ซึ่งยาวเกือบ 1500 เมตรแหนะ!!!) เพื่อจุดพัก และข้าวกลางวันกิน
อ้อ!!! และความพิเศษของสะพานนี้นอกจากที่จะมุ่งสู่เกาะถัดไปของเรา นั่นก็คือเกาะ Omishima
ก็คือเราจะข้ามจากเขตเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา ไปสู่เขตเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะด้วย

พักที่ Omishima – ไปสะพาน Omishima

หลังจากที่เราไหลลงจากสะพาน Tatara มายังเกาะ Omishima ,, แนะนำว่าควรมาพักที่ Tatara Sogo Park ครับ
ที่นี่นอกจากเป็นสวยสาธารณะสวยๆ ที่เราสามารถมองดูสะพาน Tatara จากด้านล่างได้แล้ว ยังมีศูนย์อาหาร, พิพิธภัณฑ์และห้องน้ำอย่างดี
ถือว่าเป็นการพักครึ่งทาง+พักเที่ยงเลยละกัน

ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักจักรยานนะครับ แต่พวกรถยนต์ก็มาจอดเต็มเลย เกินครึ่งนึงของรถที่มาจอดพักที่นี่พกจักรยาน คิดว่าจุดหมายเค้าก็คงไม่น่าจะต่างกับเราเท่าไหร่
พวกเราหิวมากเลยเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารชุดเลยครับ ซึ่งดูน่ากินและราคาน่าสนใจ
แต่ปัญหาคือ โต๊ะเต็ม!!! แล้วเราก็ไม่รู้วัฒนธรรมในการต่อคิวเอาโต๊ะที่นี่เท่าไหร่ (จริงๆ คือคุยไม่รู้เรื่อง ฮาๆๆ)
เราก็เลยเดินออกมาข้างนอก ที่เป็นร้านค้าแนวแผงลอยครับ
ผมสั่งข้าวแกงกะกรี่หมูทอด ส่วนแฟนผมสั่งปลาหมึกทอดและ Katsudon
โดยรวมรสชาติดีมากนะครับ ราคาไม่แรงด้วย
แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ได้อะไรอุ่นๆ มันดีมากครับ เลยสั่งกาแฟร้อนมา รสชาติกลางๆ ครับ

เราพักไปครึ่งชั่วโมงกว่า ได้เจอเพื่อนนักปั่นที่ปั่นมาจากเมืองโอโนมิจิ เพื่อไปปั่น Cycling Shimanami วันพรุ่งนี้ด้วย
ซึ่งตัวเขาเองแม้ว่าจะได้ปั่น Course D แบบเราที่เริ่มต้นที่เมือง Imabari แต่ก็จองที่พักไม่ได้
เลยต้องปั่นยาวไปถึงเมือง Matsuyama (ซึ่งห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ 50 กม.!!)
แล้วนั่งรถไฟขบวนพิเศษรอบตีห้ามาแทน โอโห… ยอมใจจริงๆ

ออกจากจุดพัก เราปั่นมาตามเส้นทาง recommended เลยครับ เป็นทางที่ไม่ยากและสั้นมาก ราวๆ สี่กม.
แต่ถ้าเผลอใจไปเส้น Intermediate หรือ advance ละก็ รับรองว่ายาวววววววครับ (ยาวระดับ 40+ กม.)

จากนั้นเราก็ขึ้นสะพาน Omishima ซึ่งรูปร่างมันจะเป็นสะพานทรงโค้งไม่เหมือนรูปร่างของสะพานอื่น
ตอนนี้ลมแรงมากๆ ขนาดที่ว่าอยู่บนสะพานแล้วมีลมพัดมานี่ เสียงปลิวตกทะเลเหมือนกัน (แต่ที่กั้นเขาดีนะ ไม่น่าจะตกง่ายๆ)
เพราะพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้มจะแรงที่สุดในรอบเดือนเลย (หวังว่าพรุ่งนี้ลมจะไม่แรงแบบนี้นะ…)
สะพานนี้ ยาวเพียง 320 เมตรเท่านั้น

เกาะ Hakatajima – สะพาน Hakata-Oshima – เกาะ Oshima

Hakatajima ก็อีกเกาะก็เป็นที่เราผ่านแค่ช่วงสั้นๆ ของเกาะแค่ประมาณ 2 กม. เองครับ
ลงไปปั่นที่เกาะแค่แว้บเดียวก็เตรียมขึ้นสะพานถัดไปแล้ว
ตอนนี้เวลาเกือบบ่ายสองแล้ว แต่อากาศยังดีมากๆ ปั่นสบายมากๆ แถมได้เห็นวิวสวยๆ นี่แทบไม่เหนื่อยเลย
ปั่นไปปั่นมา เราก็สังเกตเห็นพ่อลูกคู่นึง ปั่นจักรยานแม่บ้านตั้งแต่ขึ้นเรือเฟอรรี่มากะเราตั้งแต่ท่าโอโนมิจิละ
สองพ่อลูกก็ค่อยๆ ปั่นต่อนยอนๆ มาเรื่อยๆ แล้วก็จะทันเราทุกครั้งที่เราพัก (เอ… แล้วเค้าไม่พักกันเลยเรอะ)
ซึ่งอยากบอกว่าคุณลูกแข็งแรงมากๆ เพราะประเมินจากสายตา น้องเค้าน่าจะ 7-8 ขวบเอง
แถมปั่นจักรยานแม่บ้านกันมาด้วย!!!
เป็นกำลังใจให้นะครับ

บนเกาะ Hakatajima มีเส้นทาง Advance ด้วยนะ
โดยทาง Advance จะให้เราไปวนขึ้นเนิน Hirakiyama เพิ่มขึ้น (แต่ไม่ได้ไป เพราะกลัวไม่ทัน ฮาๆๆๆ)

เรารีบขึ้นสะพาน Hakata-Oshima ที่เป็นสะพานรองสุดท้ายของทริป
สะพานนี้ยาวราวๆ 1 กม. ครับ ซึ่งเป็นสะพานที่สวยมาก พวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดเป็นพักๆ เพื่อเสพวิวสวยๆ
และสุดปลายสะพานคือเกาะ Oshima ที่เราจองเกสต์เฮาส์ไว้ครับ

ทีแรกแผนการของเราจะปั่นรวดเดียวไปรับหมายเลขการแข่งที่ Imabari ก่อนแล้วค่อยกลับมาพักทีเดียว
แต่ปั่นแบกของนานๆ นี่ก็ชักเมื่อยไหล่ เลยขอเอาสัมภาระบางส่วนไปเก็บที่เกสต์เฮ้าส์ก่อน (แถมในกระเป๋าจะได้มีที่ใส่ของเพิ่มขึ้นด้วย)
หลังจากลงสะพาน เราเลี้ยวขวาละไปตามทางเล็กน้อย เราก็จะเจอที่พักของเราแล้ว ชื่อว่า Yadokari guesthouse ครับ
เจ้าของชื่อคุณ Rie และ Akira ยืนรอทักทายเราอยู่ พอเราไปถึงก็ทักทายและดีใจมากๆ เป็นกันเองดีมากๆ น่ารักมากๆๆ

ลักษณะของที่นี่เป็นบ้านญี่ปุ่นชั้นเดียวดัดแปลงมา นอนฟูกแบบญี่ปุ่น, มีห้องน้ำแยก, ห้องอาบน้ำใช้ด้วยกัน (แต่มีห้องเดียว), มีครัวและโต๊ะนั่งเล่นใช้ด้วยกัน
มีของกินเล่น+มาม่าคัพขาย 100 เยน, มีกาแฟดริปให้ฟรี เอาเป็นว่า มีให้ครบพออยู่ได้ข้ามคืนแม้ว่ารอบข้างจะเปลี่ยวแค่ไหนก็ตาม
วันที่ผมไป มีคนพักด้วย 2 ครอบครัว, เป็นคนญี่ปุ่น 1 ครอบครัว และคนจีนอีก 1 ครอบครัว (ซึ่งคนจีนจะไปปปั่น Course C แบบไป-กลับ 140 กม.!!!)
ส่วนจักรยานมีที่จอดอยู่นอกบ้าน (ควรมีที่ล้อคเตรียมไปเอง) ที่ห้องมีปลั๊กสามตาให้, มีฮีตเตอร์ให้ แต่ที่จะน่ากังวลหน่อยคือห้องล้อคไม่ได้
(โดยเวลาจองที่พักผ่าน AirBNB ของเกสต์เฮ้าส์ที่นี่ จะจองเป็นห้องนะครับ ที่นี่มี 4 ห้อง ชอบห้องไหนก็จองห้องนั้นไป)

คุยกันไปจนเพลิน ก็ดูโอเคนะ ทุกอย่างน่าจะดูราวรื่น จนกระทั่งคุยกันถึงว่า พรุ่งนี้จะไปจุดปล่อยตัวอย่างไร
เราก็เล่าให้ฟังว่าวันจริงตอนเช้าจะตื่นมาแล้วออกบ้านราวๆ ตีห้า แล้วปั่นไป (เนื่องจากเราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเรามากๆ)
เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็ทำหน้าตกใจแล้วทักว่า ตอนเช้ามันมืดและหนาวนะ ทำไมไม่ไปกะเราล่ะตอนเช้า หกโมงครึ่งเราจะไปส่งที่ท่าเรือพร้อมกะคนจีน แล้วเรือลำแรกจะออกไปตอนเจ็ดโมง
เราก็ทักไปว่าเจ็ดโมงนี่ เค้าเรียกรวมตัวแล้วอ่า ไปไม่ทันแน่นอน (ปล้วทางด่วนบนเกาะก็ปิดตอนหกโมงด้วยนะยูว์!!!)
ซึ่งเจ้าของเกสเฮ้าส์ตกใจกว่าเดิม+ทำหน้าเครียดๆ และพยายามหาแผนการเดินทางอื่นให้ทันเวลา
เราก็ปล่อยเค้าคุยและหาหนทางไปละกัน ,, ส่วนเราก็ขอตัวก่อนนะ เพราะเดี๋ยวไปเอาหมายเลขไม่ทัน

จริงๆ เค้ามีคู่มือให้นะครับ เกี่ยวกับกฏและการเตรียมตัวต่างๆ ค่อนข้างละเอียดมากๆ ครับ

พอเอาสัมภาระส่วนหนึ่งฝากไว้เสร็จ เราก็รีบปั่นไปเมือง Imabari ต่อ
โดยปั่นทางที่เป็น recommended สำหรับเกาะ Oshima นี้เป็นทางที่เราต้องปั่นจากเหนือลงใต้ ฝ่าเนินกลางเกาะ 2 เนินครับ เหนื่อยพอควร
(ถ้าเลือกปั่นทางที่เป็น Intermediate จะปั่นเลาะชายทะเล ที่มีระยะทางไกลกว่าราวๆ 4 กม.)
แค่เราปั่นทางลัดกลางเกาะก็ราวๆ 10 กม.แล้ว เหนื่อยเหมือนกัน และกว่าจะไปถึงอีกฝั่งของเกาะ ก็ราวบ่ายสามโมงแล้ว…
ซึ่งจุดนี้ ท้องฟ้าเริ่มครึ้มๆ (คนละแบบกะบ่ายสามบ้านเราเลย) แถมวิวที่เราเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ยาวสุดลูกหูลูกตามันสวยงามมากๆ

ว่าแล้วก็รีบปีนขึ้นไป

บนสะพาน Kurushima-Kaikyo และเมือง Imabari

เรารีบปั่นจักรยานขึ้นสะพานไปครับ ซึ่งสะพานนี้ค่อนข้างสูงมากๆ แต่พอเราเห็นทางขึ้นปุ๊บนี่ อยากขึ้นทันที เพราะมันมีทางวนๆ แบบใน Anime เลย (เหมือนแบบทางขึ้นที่จอดรถในห้าง ฮาๆๆๆ)
พอขึ้นไปถึง ฟีลลิ่งแรกคือเสียวมาก ทั้งจากความสูงด้วย, ลมที่แรงมาก และสะพานยาวจนมองไม่เห็นปลายสะพานอีกด้าน (ก็ยาวตั้ง 4 กม.!!)
และทางจักรยานที่ค่อนข้างแคบ (และต้องขี่สวนกัน) แถมรู้สึกว่ามันใกล้กับรถยนต์ด้วย+รถก็วิ่งเร็วด้วย
แถมเวลาปั่นบนสะพานมันจะรู้สึกสั่นๆ นิดๆ มันไม่มั่นคงเหมือนสะพานอื่นๆ
และพอทุกอย่างมันมารวมกัน ผมรู้สึกเียวมากๆๆๆๆ (แฟนผมนางดูชอบนะ!!) แต่ผมพยายามสลัดความกังวล ก้มหน้าปั่นต่อไป
พยายามทำความเร็วให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทันเวลา

พอถึงปลายสะพานฝั่ง Imabari ผมรีบไหลลงเข้าไปยังเมืองครับ เพราะจากตัวสะพานเราต้องเข้าไปอีกไกลพอควร
เรายึดมั่นปั่นไปตามเส้นสีฟ้า จนในที่สุดเราถึงจุดปลายของมันตรงศูนย์นักท่องเที่ยวของเมือง Imabari
เห็นนักปั่นอยู่บ้าง ตรงร้าน Giant store แต่ดูไม่ค่อยคึกคักอย่างที่คิดไว้เลย ไม่เหมือนบรรยากาศตามงานแข่ง
สุดท้ายเราจึงเข้าไปถาม (พร้อมกับช้อปปิ้งที่ร้านไจแอนท์) อ่าว ที่นี่ไม่ใช่ที่ลงทะเบียน เพราะว่าเค้าจัดกันที่ Shimanami Earth Land
เราก็เลยต้องปั่นไปอีกร่วมห้ากิโล ซึ่งกว่าจะถึงก็ราวๆ สี่โมงแล้ว

จริงๆ จุดลงทะเบียนเราเลือกได้นะครับ ว่าจะลงที่ไหน หลักๆ ก็จะมีที่เมือง Imabari, เมือง Onomichi และก็เมือง Matsuyama ครับ (อาจมีที่อื่นๆ อีก แต่ละปีไม่เหมือนกัน) ซึ่งถ้าเราลงทะเบียนว่าจะไปเอา bib ที่ไหน เราต้องไปที่นั่น Only นะครับ ซึ่งทีแรกผมกะเอาที่ Onomichi แต่ไหนๆ เราก็จะปั่น Shimanami Kaido อยู่แล้วเลยว่าจะมาเอาที่ Imabari ก็ได้ แถมถ้าเอาที่ Onomichi ก็ต้องแบกมาด้วย (ก็เราไม่รู้ว่าเค้าจะให้อะไรเราบ้างนี่นา) ซึ่งไม่คิดเหมือนกันว่ามาเอา bib ที่นี่จะมีดราม่าอะไรมากมายขนาดเน้

ที่นี่เป็นลานกว้างๆ ครับ แลดูคึกคักมากๆ มีซุ้มเกี่ยวจักรยานละลานตาไปหมด พอถึงที่หมายก็รีบไปลงทะเบียนครับ
ลงทะเบียนที่นี่นอกจากหมายเลขการแข่งกับกระเป๋าทีได้ ก็จะมีของดีประจำเมือง ตั้งแต่ผ้าขนหนู น้ำมะนาว ผงแช่ตัว น้ำซอสหมักเนื้อ ผงดองขิง ฯลฯ (เยอะเกิ้นนนนนนนน)
เสร็จแล้วเราก็ออกไปเยี่ยมชมตามซุ้มต่างๆ พยายามจะช้อปปิ้งแต่คุยไม่รู้เรื่อง ยืนอยู่ดูสักพักพวกซุ้มก็เริ่มปิด (จุดลงทะเบียนปิด 7 โมง แต่ราวๆ ห้าโมงร้านรวงก็เริ่มเก็บซุ้มแล้ว)
พระอาทิตย์ลดต่ำลงเหมือนอากาศตอนทุ่มนึงบ้านเรา ทั้งที่ยังไม่ถึงห้าโมงดี แถมอากาศหนาวลงมากๆ ยิ่งกว่าอยู่ในตู้เย็น
จริงๆ อยากเที่ยวชมเมือง Imabari (ซึ่งจริงๆ น่าเที่ยวมากๆ) แต่ขอเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดละกัน เพราะเราต้องรีบปั่นกลับไปยังที่พักบนเกาะ Oshima ร่วม 20 กม.
ขามาเราจับเวลาปั่นมาแบบไม่พัก + มีลมส่งนิดๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที
ขากลับสวนลมก็คงราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งได้แหละ ,, ซึ่งเราจะถึงที่พักหกโมงครึ่ง ก็ไม่น่าจะมืดมากนะ
แต่เราคิดผิดมากๆ ครับ

เราออกตัวกันราวๆ ห้าโมงสิบห้า พระอาทิตย์ตกเร็วมากๆ และเริ่มลับขอบฟ้าไปราวห้าโมงครึ่ง
เรียกว่าปั่นไปบนสะพานตะกี้นี่เสียวแล้ว ขากลับเสียวกว่าเดิม
เพราะยิ่งปั่นก็ยิ่งมืด ทางก็มองเห็นยากขึ้น แถมอากาศเย็นและลมแรงขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นลมต้านที่หนาวมากๆ หนาวสะท้านเลย
เรากัดฟันปั่นจนถึงปลายสะพานฝั่งเกาะ Oshima ราวๆ หกโมงครับ บอกได้เลยว่ามืดมาก และหนาวมากๆ ลมแรงมากๆ
หลังจากนั้น เราก็ต้องปั่นลุยเนินอีก 2 เนิน ฝ่ากลางเกาะเพื่อขึ้นไปยังที่พักเราที่อยู่ตอนเหนือ
และกว่าที่เราจะปั่นกลับ รวมเวลานี่ เกือบๆ 2 ชั่วโมงเลย!!!
และพรุ่งนี้ เราจะต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีกตอนปั่นมาร่วมงาน โอยยย ตายยยย เทตอนนี้เลยได้มั้ยยยยยยยย

ปั่นฝ่าเนินกลางเกาะไปจนถึงร้าน Okonomiyaki ที่เจ้าของ Guesthouse แนะนำ ซึ่งร้านอยู่ห่างที่พักไม่มาก
แต่อ่าววววววว ร้านเขียนป้ายว่าปิดทุ่ม (แต่เราถึงร้านทุ่มสิบห้า) เพราะถ้าปิดแล้ว แถวนั้นจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ทำให้เหลือทางเลือกที่จะต้องปั่นกลับไปหาอะไรกินกลางเกาะ หรือกินมาม่าที่เกสเฮ้าส์
แต่พอเข้าไปถาม แม่ครัวก็บอกว่าเข้ามาๆๆ เปิดบริการให้พิเศษนะๆๆ เรียกว่ารอดไป
ทั้งหิวทั้งหนาวแบบนี้เลยสั่งชุดใหญ่ไป ทั้งทาโกยากิ โอโคโนมิยากิ เกี๊ยวซ่า ฯลฯ จัดเต็มมากๆๆๆ
พอกินเสร็จก็ปั่นกลับเกสเฮ้าอีกประมาณโลกว่าๆ ครับ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ
ออกมาจากห้องอุ่นๆ สภาพอิ่มๆ เพื่อเจอความเหนาวและลมทะเลอีกครั้ง แงๆๆ

พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำ จอดรถไว้ข้างนอก และเตรียมรถ/เช็ครถครั้งสุดท้ายครับ
แล้วก็มานั่งคิดว่าพรุ่งนี้เอาไงดี เพราะตอนเช้าๆ น่าจะหนาวกว่านี้มากๆ แน่นอน และปั่นไปคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชม แน่ๆ
ซึ่งถ้าแบบนี้ ตี่สี่ครึ่งออกบ้านจะทันไหม จะหนาวแค่ไหน หาอะไรกินยังไง ฯลฯ คำถามพวกนี้วนเวียนอยู๋ในหัวตลอด
กำลังคิดเครียดๆ ฟุ้งซ่านๆ คนจีนที่พักอีกห้องก็เดินมาคุยกับเราว่า
ขอบคุณที่ทักเรื่องเวลาปล่อยตัวเมื่อเช้านะ เจ้าของเกสเฮ้าส์เลยแพลนว่าจะเหมารถไปส่งเราตอนเช้าที่จุดปล่อยตัวเลย
โดยล้อหมุนจากเกสเฮ้าส์ ราวๆ ตีห้า ซึ่งทันเวลาทางด่วนจะปิดตอนหกโมง และส่งเราทันเวลาแน่นอน สนนราคาค่ารถ 800 เยนต่อคน
บอกเลยว่า สภาพการณ์แบบนี้, อากาศหนาวแบบนี้ แพงกว่านี้ก็ยอมจ่าย!!!

คืนนี้หลับฝันดีละครับ