Paper Spoon

ช่วงนี้งานยุ่งๆ เลยไม่ได้สรรหาร้านอาหารกินซักเท่าไหร่

เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้จะลองพาไปร้านกาแฟเล็กๆ ที่เคยไปมา (ซักช่วงนึงละ) ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเงียบสงบ, สงบในระดับที่เรียกว่าเหมือนพาตัวเองไปทำกรรมฐานอยู่ในป่าเลย ซึ่งผมว่าเหมาะมากๆ กับการไปนั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือคิดอะไร (ผมไปมา 3-4 ครั้ง ไม่เคยเห็นลูกค้าเกิน 2 โต๊ะซักที จนคิดว่าร้านนี้เค้าแสวงหากำไรรึเปล่า)

ร้านนี้มีชื่อว่า Paper Spoon ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนแนวมาร้านเงียบสงบอย่าง Paper Spoon ครับ

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้านนี้ผมเจอโดยบังเอิญราวๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นกำลังขี่รถเครื่องเพื่อลัดจากทางวัดอุโมงค์จะไปทางคันคลองชลประทาน พอผ่านหน้าร้านแล้วมองย้อนเข้าไปแล้วพบว่า Paper Spoon น่านั่งมากๆ ,, วันรุ่งขึ้นผมก็หมายมั่นปั้นมือที่จะมาลองชิมกาแฟที่นี่ซักหน่อย ผมก็เลยปั่นจักรยานจากบ้านมายังร้าน (ศิริระยะทางราว 8 กม.) และพอมาถึงก็พบว่าร้านปิดครับเพราะเจ้าของร้านลาพักแล้ง (เข้าใจว่าลาพักร้อนไปเที่ยว) ,, ตอนนั้นนี่แทบเป็นลมเพราะปั่นมาไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน กะจะนั่งพักที่ร้านซักหน่อย แต่กลายว่าต้องปั่นอีก 8 กม. กลับบ้านอีก (ฮาไม่ออกจริงๆ)

ร้านนี้อยู่หลังม.ช.ครับ โดยเข้ามาทางซอยวัดอุโมงค์ แล้วก็เข้ามาเรื่อยๆ (ผมไม่รู้จะบรรยายเส้นทางยังไงจริงๆ เอาเป็นว่ามาตามแผนที่ละกัน) ก็จะเห็นป้ายร้าน Paper Spoon และบ้านไม้ 2 ชั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านครับ


ดู Paper Spoon ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

บรรยากาศจากภายนอกร้าน Paper Spoon

ที่ร้าน Paper Spoon จะใช้พื้นที่ร่วมกับร้าน Communista (อารมณ์เป็นร้าน Handmade เก๋ๆ) ,, ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าร้าน Paper Spoon ก็จะเจอพี่แป้มที่เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี ซึ่งนอกจากตำแหน่ง Barista แล้ว เราอาจเห็นพี่แป้มนั่งเย็บผ้าชิลๆ นัวไปกับเสียงเพลงในร้านก็ได้ ,, ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เป็นที่สะดุดตาที่ร้านคือพวกของสะสมเก๋ๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆ อย่าง กระเป๋าผ้า, โปสการ์ด ฯลฯ

ของแต่งบ้าน-ขนม-เครื่องดื่ม-และเบื้องหลังของพี่แป้ม

ที่ร้านไม่มี Wifi นะครับ 🙂

หย่อนใจไปกับ Paper Spoon

ที่ร้านมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้น่ารักๆ ให้เลือกนั่งได้ทั้งในร้าน (ทั้งที่เคาน์เตอร์ชั้น 1 และโต๊ะที่ชั้น 2) หรือถ้าเบื่อๆ บรรยากาศในร้านก็สามารถเปลี่ยนมานั่งในสวนได้ด้วย ,, ส่วนตัวแนะนำว่าถ้ามาแบบชิลๆ ไม่อะไรมาก ก็ลองมานั่งในสวนดูก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบสงบๆ แนะนำให้ไปชั้น 2 ครับ

มาสั่งเครื่องดื่มและขนมกันตรงนี้ได้เลยฮับ
อันนี้เป็นโต๊ะในสวนครับ ,, บรรยากาศสบายๆ
ส่วนนี่เป็นบรรยากาศสบายๆ ที่ชั้น 2 ครับ

ส่วนเรื่องของกิน ที่นี่มีเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นหลายอย่างเหมือนกัน ทีแรกผมไม่รู้จะเอาอะไรดี พี่แป้มก็แนะนำมาหลายอย่างนะแต่ว่าวันนั้นหลายเมนูยังไม่โดนใจ (เนื่องจากความอาร์ทส่วนตัว) จนสุดท้ายตกลงปลงใจไปกับอเมริกาโนร้อนครับ

ส่วนขนมผมก็เลือก scone กับแยมสตรอเบอร์รี่ (เท่าที่เห็นมีให้เลือกระหว่างแยมสตรอเบอร์รี่และแยมเสาวรส) ซึ่งแยมที่นี่เป็นแยมแบบโฮมเมด อร่อยและเข้มข้นดีมากๆ ,, รวมทั้งผมก็ขอเพิ่มเติมพลังงานด้วยพายแอปเปิ้ลอีกชิ้นด้วย รสชาติถือว่าใช้ได้เลย (รู้สึกว่าพายจะมีขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นะ)

อเมริกาโนร้อนแก้วโปรดของผม ^^
พายแอปเปิ้ล... หอมมมมม
สโคนกับแยมสตรอเบอร์รี่ ,, ทีเด็ดเลยครับ
ไม่ว่าใครก็คงต้องหลงรักบรรยากาศที่ Paper Spoon

ถ้าใครกำลังมองหาที่พักนั่งในบรรยากาศสงบๆ นิ่งๆ สบายๆ ทิ้งการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและให้เวลากับตัวเอง ปล่อยให้ไอเดียค่อยๆ แล่นไหลไปพร้อมๆ กับเสียงเพลง หนังสือ เครื่องดื่มเบาๆ และขนมอร่อยๆ ,, ผมว่าร้านนี้ไม่ควรพลาดอะ

ร้านเปิดเวลา 11.00 – 18.00 น. ทุกวันเว้นวันพุธนะจ๊ะ

Cup ETC.

หลายๆ ครั้งในความวุ่นวาย เราก็อยากจะหยุดและปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งเหล่านั้น ,, การได้กาแฟแก้วเล็กๆ หรือของหวานๆ ในช่วงหยุดเบรคสั้นเพื่อเติมพลัง มันก็คล้ายๆ การพักผ่อนชั้นเลิศ ,, ใน entry นี้ก็จะพาไปร้านขนมเล็ก (จริงๆ มีขายมากกว่าขนมนะ) ย่านอโศกที่น่านั่งอย่างร้าน Cup ETC. ครับ

นั่งจิบกาแฟยามบ่ายที่ Cup ETC ครับ

การเดินทางและบรรยากาศของร้าน

ร้าน Cup ETC. เดินทางมาไม่ลำบากครับ ถ้าดูจากแผนที่จะงงๆ หน่อย แต่สรุปคร่าวๆ คือร้านจะอยู่ตรงเวิ้งข้างๆ โรงพยาบาลจักษุรัตนิน (จำไม่ผิดจะชื่อโครงการเรนทรีอโศกนะ) โดยร้านจะสังเกตยากนิดนึงเพราะเป็นร้านที่อยู่ในเกือบสุดแถมหน้าร้านก็ไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่ พยายามดูไอ้ที่เป็นสีน้ำเงินๆ ไว้ครับ ลองส่องๆ มา รับรองว่าหาไม่ยากครับ


View Cup ETC. in a larger map

หน้าร้าน Cup ETC. ครับ

แม้หน้าร้านจะไม่ได้กว้างมาก แต่ภายในร้านนั้นโอ่โถง ดูสบายตา ,, สามารถเลือกที่นั่งได้หลายแบบแล้วแต่อารมณ์และทรงผม ทั้งแบบโต๊ะเก้าอี้สีขาวสะอาดตา, นั่งโซฟา หรือจะเป็น bean bag ก็ได้ ,, แถมที่ผมชอบเพิ่มคือที่ร้านมีปลั้กไฟและ wifi บริการฟรีอีกด้วย จะหอบงานมาทำด้วยก็ได้ (แต่แนะนำว่าไม่ต้องเอามาดีกว่านะ)

ในร้านกว้างขวางและบรรยากาศดูสะอาดตาดี
จะเลือกนั่งบีนแบกหรือโซฟาก็ได้ครับ
เอาเป็นว่า ,, เลือกนั่งตามอัธยาศัยก็แล้วกัน

ถ้าพร้อมแล้วก็มาสั่งขนมกันได้ครับ

เมนูจาก Cup ETC.

เมนูที่ร้านก็หาไม่ยากครับ อยู่ตรงกระดานดำหลังเคาน์เตอร์ (จริงๆ มีเมนูเวอร์ชันเต็มสูบที่มีรายการอาหารเยอะกว่าบนกระดานดำด้วย) ซึ่งจริงๆ ที่ร้านนอกจากจะบริการเครื่องดื่มและขนมหวานแล้ว ยังมีอาหารคาว ตั้งแต่แบบกินเล่นขำๆ เช่นแซนวิชหรือผักขมอบชีส หรือจะเอาแบบกินอิ่มจริงจังก็มี ทั้งข้าวหน้าไก่ หน้าสตู ลาซานญ่า ,, แต่วันนี้ผมไม่ได้สั่งอาหารคาวนะ สั่งแค่ขนมมากินอย่างเดียว

ดูเมนูแล้วก็เลือกสั่งอาหารได้เลย

ทีเด็ดของร้าน (ที่เค้าบอกกัน) ก็คือพวกไอศครีมโฮมเมดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมา รสที่เค้าแนะนำจะประมาณ Strawberry Chedda (แต่วันที่ไปไม่มี) นอกจากนั้นก็มีรสแปลกๆ และไอศครีมตามเทศกาลด้วย เช่นไอศครีมรสขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (อันนี้ชิมมาแล้วอร่อยดีมากๆ ประทับใจ), I’m in love, และอื่นๆ อีกมากมาย

ไอศครีมโฮมเมด รส Passion Fruit ,, เปรี้ยวหวานได้ใจ

หรือถ้าเบื่อไอศครีมเพียวๆ ก็สามาถกินคู่กับออพชั่นอื่นๆ ได้ ทั้งวาฟเฟิลร้อนๆ เป็นไอศครีมวาฟเฟิล , หรือจะกินคู่กับกาแฟ Espresso กลายเป็น Affogato ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีชื่อของทางร้านครับ (แนะนำไอศครีมวนิลาสำหรับ Affogato นะครับ ส่วนไอศครีมที่เอามากินคู่กับวาฟเฟิลนี่แล้วแต่ แต่ส่วนตัวก็แนะนำพวกไอศครีมนมๆ มากกว่าไอศครีมผลไม้นะ)

ทำวาฟเฟิลใหม่ๆ ร้อนๆ ให้เลยตรงนั้น ,, หอมมากมาย
ไอศครีมวาฟเฟิลแหล่มมากๆ

ข้อเสียเบาๆ คือวิพครีมที่วางบนวาฟเฟิลจะละลายเร็วมาก เนื่องจากวาฟเฟิลที่ร้อนนั่นเอง ,, ส่วนตัววาฟเฟิลเองก็ถือว่าหอมอร่อยดีมาก กัดดูแล้วมีทั้งส่วนนอกที่กรอบหน่อยๆ และส่วนเนื้อในที่หอมนุ่มครับ ถ้ายิ่งได้กินคู่กับไอศครีมนี่แจ่มมากๆ ครับ

วาฟเฟิลและไอศครีมเข้ากันดีมากๆ ครับ

ส่วน Affogato ที่เอากาแฟ Espresso เทผสมกับไอศครีม… อารมณ์มันจะคล้ายๆ ไอศครีมกาแฟนะ แต่เด่นกว่าตรงความหอมและรสชาติที่เข้มข้นของกาแฟ รวมทั้งเราสามารถปรับรสกาแฟได้เอง ว่าจะเข้มมากเข้มน้อย จะเทรวดเดียวหมดหรือเติมทีละหน่อยก็ได้ อร่อยดีนะครับ (แต่เทกาแฟต้องระวังหกนิดนึงนะครับ)

ชุด Affogato = Espresso + ไอศครีมวนิลาครับ
จะกินแล้วก็เทกาแฟลงไป ,, ระวังหกนะจ๊ะ
เท่านี้ Affogato ก็พร้อมแล้วครับ 🙂

เมนูอร่อยๆ ยังมีอีกเพียบ

อีกหนึ่งเมนูที่ผมว่าใช้ได้เลยมีชื่อว่า ETC. Caramel Toast ครับ เป็นขนมปังปิ้งชุบเนยพร้อมไอศครีม 1 ลูก แล้วราดด้วยคาราเมลครับ ,, แม้ว่าไอศครีมจะแหล่มมาก แต่ส่วนตัวผมว่าพอมารวมๆ กันแล้วรสชาติกลางๆ ครับ แต่ยังสู้ Shibuya Honey Toast แห่ง After You ไม่ได้อะ

ETC. Caramel Toast ครับ ,, น่าทานดี
ผมว่า ETC. Caramel Toast อร่อยกลางๆ นะ ,, ยังไม่สุดเท่าไหร่

ส่วนเครื่องดื่มเค้าก็โอเคนะ รสชาติใช้ได้เลย ทั้งกาแฟและชาเขียว ,, ได้เครื่องดื่มเย็นๆ ในช่วงเวลาบ่ายๆ แบบนี้มันช่างตัดกับความรีบเร่งและอากาศร้อนๆ ข้างนอกยิ่งนัก

นานาเครื่องดื่มที่ Cup ETC.
ช่วงเวลาพักผ่อนที่ Cup ETC. ครับ

อยากลองไปชิมก็ได้นะครับที่ร้าน Cup ECT. เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 07.00 -19.00 น. และวันเสาร์ 11.30 – 17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ไม่ได้เปิดนะ ,, จะขับรถมาก็ได้ เดินมาก็ดี (ตามแผนที่) หรือ MRT ก็ขึ้นสถานีเพชรบุรีโลด

แล้วจะหลงไหลในร้านเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความสุขและทำให้เวลาคุณเดินช้าลงกับ Cup ETC.

Cafe Ubuntu

หลังจากที่มักจะไปนั่งร้านเนื้อย่างและอาหารญี่ปุ่น
จนบางครั้ง รู้สึกว่ากลิ่นเนื้อย่างติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา ฮาๆๆๆๆ
วันนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งร้านกาแฟบ้างอะไรบ้าง
เบื่อกาแฟกระป๋องที่ต้องกินก่อนไปเข้าเวรแล้วเหมือนกัน

จริงๆ ผมก็ชอบมานั่งร้านกาแฟนะ

จริงๆ ร้านกาแฟที่ผมชอบมากๆ มันก็มีรายละเอียดเหมือนกันนะ

  • คนไม่เยอะมาก ไม่เอาแบบต้องมาเล่นเก้าอี้ดนตรียืนต่อคิวแย่งโต๊ะกัน
  • มี free wifi ไม่ต้องเร็วเว่อร์ก็ได้ ขอให้เล่นพอได้บ้างเป็นพอ
  • เสียงไม่ดังมาก อยากมีสมาธิทำงานหรืออ่านหนังสือ จะเปิดเพลงฟังสบายๆ ก็โอเคอยู่
  • มีปลั๊กไฟบริการ อันนี้สำคัญ เพราะเวลาใช้ notebook หรือจะชาร์จแบตมือถือระหว่างนั่งก็ดี
  • บรรยากาศโอเค ร้านเป็นกันเอง กาแฟพอกินได้ ไม่แพงเวอร์

ด้วยเหตุผลหลายๆ ข้อ ช่วงนี้ผมถูกใจร้าน Cafe Ubuntu มากๆ

วันนี้มานั่ง Cafe Ubuntu ครับ

ร้านอยู่ในซอยศาลาแดง เดินเข้ามาจาก MRT หรือ BTS ก็ได้ เข้ามาอีกประมาณ 100 เมตร ,,
เดินผ่านศาลาแดงซอยสอง และผ่านตึกสีลมแกรมด์เทอร์เรซ
แล้วก็จะถึงร้าน Cafe Ubuntu ที่เป็นเป้าหมายของผมในวันนี้


View Cafe Ubuntu in a larger map

พอมาถึงแล้ว เราก็จะเจอร้านแบบนี้ครับ แนวมาก ไม่มีหลงหรือหาไม่เจอแน่ๆ
ส่วนเบอร์โทรที่ร้านก็มีนะครับที่ 0818882308 ครับ และ Facebook ของที่ร้านครับ

หน้าร้าน Cafe Ubuntu ที่ในซอยศาลาแดง
ร้านเปิด ทุกวันครับ ถึงประมาณสามทุ่มกว่าๆ

เปิดประตูเข้าไปในร้าน

เข้าร้านมาก็เป็นร้านไม่ใหญ่มาก ประมาณห้องนึง แต่บรรยากาศสบายๆ น่านั่งๆ
ร้านตกแต่งแบบแนวๆ แถมมีกลิ่นหอมๆ ของกาแฟ ผมว่าโอเคเลยนะ

บรรยากาศชั้น 1 ตรง counter หน้า barista
บรรยากาศดีๆ ของชั้น 1 ฝั่งโซฟา ,, มีบริการปลั้กไฟและ wifi ให้ด้วย

ที่ร้านมีสองชั้นนะครับ หรือจะเลือกนั่งหน้าร้านก็ได้ครับ เลือกนั่งได้ตามความสมัครใจ
ส่วนตัวผมแอบชอบบันไดทางขึ้นนะ ดูเก๋ดี แต่พอขึ้นจริงก็เสียวเหมือนกัน

บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวขึ้น ที่ชั้น 2
บันไดวนๆ สำหรับขึ้นชั้น 2

นั่งถามเจ้าของร้านว่า Cafe Ubuntu มันเกี่ยวอะไรกับ OS ที่เป็น Ubuntu หรือเปล่า
เค้าบอก ไม่เกี่ยวกันครับ…
แถมยังให้ประวัติเพิ่มเติมว่า จริงๆ ร้านนี้เปิดมาหลายปีแล้ว แต่ก่อนอยู่ฝั่งตรงข้าม ขายหลายอย่าง ตั้งแต่กาแฟ ขนม ยันไปถึงเฟอร์นิเจอร์ (จริงๆ ก็คล้ายๆ ร้านอะกาลิโกนะ) ร้านใหม่ย้ายฝั่งมาได้ 1-2 ปีแล้ว ขายแต่กาแฟกะขนมเป็นหลัก ชื่อ Ubuntu ก็ใช้มานานมากแล้ว ไม่ได้มีอิทธิพลจากโอเพ่นซอร์ซใดๆ มาเกี่ยว …
ส่วนที่ใช้ Ubuntu เพราะชอบความหมายของมัน ที่แปลว่า ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน…

แบบว่า Ubuntu มากครัฟฟฟฟฟ
ชอบลายบนแก้วกาแฟที่นี่นะ ดูน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ดี

นั่งนาน สั่งอะไรมาบ้างอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำพี่น้อยหน่า Barista ที่แสนใจดีก่อนครับ ผู้เป็นเจ้าของ Blog หมีป่วยเข้าครัว และหนังสือเบ๊ตเตอร์เบนโตะด้วย (ถ้าสนใจหนังสือบอกพี่เค้าก่อนได้ แล้วไปรับที่ร้านพร้อมลายเซ็นต์ แถมแอบชิมฝีมือพี่เค้าได้ด้วย ฮาๆๆ)

เบื้องหลัง Barista พี่น้อยหน่า -- น่ารักมากๆๆ

หิวมากสั่งแซนวิช พี่น้อยหน่าเลยจัดแซนวิชแต่งหน้าหมีมาให้
น่ารักมากๆๆๆ กินไม่ลงเลยอ่า ,, เอาเป็นว่าถ่ายรูปเก็บไว้ซักหน่อย

แซนด์วิชประยุกต์ของพี่น้อยหน่า น่ารักมากๆๆ

แต่พอกินแซนวิช ,, ก็เริ่มติดคอ ,, หรือนี่จะเป็นแผนของพี่น้อยหน่าวะ -_-!!!
งั้นก็ขอสั่งพวกเครื่องดื่มเย็นก่อน จะได้ลื่นๆ คอ อันนี้เป็นชา Saffron พิเศษ หอมดีครับ

ชา Saffron เย็นชื่นใจดีครับ

ส่วนนี่เป็นน้ำแอปเปิลปั่นผสมอะไรซักอย่าง
จริงๆ เป็นของของลูกค้าข้างนอก ,,เห็นสีสวยน่ากิน เลยขอพี่น้อยหน่าถ่ายก่อนยกไปเสิร์ฟ
น่าจะแอบชิมซักนิด ,, เสียดายจัง

น้ำแอปเปิ้ลปั่นผสมอะไรซักอย่าง น่ากินดี

นั่งนานก็ขอสั่งคาปูชิโนร้อนๆ สักแก้ว,, อันนี้ของผมเอง,, พี่น้อยหน่าก็ยังไม่ลืมทำหมีให้
ส่วนตัวรสชาติกาแฟผมว่าโอเคเลยนะ หอมอร่อยและปรุงหวานได้ดี
ดื่มเข้าไปนอกจากจะให้กลิ่นหอมและรสที่สดชื่นของกาแฟ ในแก้วยังเต็มไปด้วยความพิถีพิถันและความตั้งใจของ Barista ที่ใส่ลงไปในแก้วอย่างเต็มเปี่ยมด้วย ,, เคลิ้มไปเลยทีเดียว

Cappucino แบบหมีๆ ,, มีที่นี่ที่เดียวละกระมัง

นอกจากเครื่องดื่มก็มีอย่างอื่นอีกนะเธอ

จริงๆ ที่ร้าน (เพิ่งสังเกตเมนู) มีพวกอาหารคาวขายด้วยนะครับ
ตั้งแต่ข้าวกระเพา หมูกระเทียม ลามไปถึงอาหารหนักแบบสเต๊กด้วย น่ากินมากๆ

สเต๊กปลากับใส้กรอก ,, ของโต๊ะข้างนอกเช่นกัน -_-!!

และที่ไม่ควรพลาดเลยคือขนมครับ มีให้เลือกเต็มตู้ด้านหน้าเลย
มีเยอะมากตังแต่เค้กส้ม บราวน์นี่ ฯลฯ แต่ที่มีชื่อเสียง (เห็นคนอื่นบอก) ว่าคัพเค๊กอร่อย
แต่วันนั้นหมด!!! (พี่น้อยหน่าบอกมาตามนี้ ;P)

เค้กส้มครับ
ดูเหมือนจะเป็นคัพเค้ก ,, น่ากินดีนะ

สุดท้าย เห็น Red Velvet สีสันจี๊ดจ๊าดมันบาดไปถึงลำใส้เล็กส่วนต้น
แถม Barista มาช่วยเชียร์อีก ,, เอ้า!! เลยจัดมาซักชิ้น
สีแดงของเนื้อเค๊ก Red Velvet มาจาก Raspberry น่ะครับ ทำให้ในเนื้อมีเม็ดๆ ของ Raspberry ปนมาด้วย แถมผมว่ามันเปรี้ยวๆ นิด ไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่น่ะ แต่ถ้าคนชอบเปรี้ยวๆ คงอร่อยมากๆ

Red Velvet สีแดงบาดใจมากๆๆๆ

แล้วจะมารอคัพเค๊กคราวหน้า ฮาๆๆๆๆๆ

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมชอบร้านนี้ในเกือบทุกจุดนะ ตั้งแต่บรรยากาศสบายๆ บริการโอเค รสชาติกาแฟไม่แพ้ร้านดังๆ เลย
มันเหมาะมากๆ กับการนั่งสบายๆ หรือทำงานที่ร้านกาแฟได้อะ
เพราะที่ร้านเค้า support เราตรงนี้ทั้งหมดโดยที่เราไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย
ส่วนราคาเครื่องดื่มและอาหารผมว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้นะ โดยเฉพาะในทำเลยที่ศาลาแดง

ร้าน Cafe Ubuntu ที่ซอยศาลาแดงครับ เชิญได้ๆ

เสียดายที่ร้านแอบอยู่ไกลจากที่พักผมเหมือนกัน ไม่งั้นคงมาบ่อยกว่านี้
แล้วคราวหน้าจะพกหนังสือมาอ่าน ,, แต่ก็คงมาเล่น wifi ที่นี่มากกว่าแหละ

BrownBerry

ถ้าถามว่าร้านกาแฟที่ผมชอบเป็นแบบไหน…

หนึ่ง.. ราคาสมเหตุผล กาแฟรสชาติโอเค ไม่ต้องเริ่ดมากหรอก แต่ต้องไม่แย่
สอง.. มีฟรีไวร์เลส เล่นได้ลื่นๆ
สาม.. แอร์เย็น นั่งได้นานๆ อ่านหนังสือได้ ร้านไม่เรื่องมาก
สี่.. มีปลั้กไฟพร้อม เสียบคอมหรือชาร์จไอโฟนสบายๆ
ห้า.. เดินทางไม่ลำบากมาก อย่างน้อยก็ตามเส้นทางรถไฟฟ้าหรือติดถนนใหญ่

หาร้านกาแฟดีๆ นั่งสบายๆ ทำงานได้ ไวเลสฟรี เชิญทางนี้ได้

หนึ่งในร้านที่มีคุณสมบัติแบบนี้เกือบครบคือ BrownBerry ครับ

ที่มาแห่ง BrownBerry

ร้าน BrownBerry มีที่มาจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการเปิดร้านกาแฟที่ให้คนนั่งสบายๆ
เพราะตามร้านกาแฟต่างๆ มักมีลิมิตในการนั่งนานๆ เช่น ไม่มีปลั้กบ้าง คนเยอะบ้าง ไวร์เลสไม่มีบ้าง
แต่ถ้าเรามีร้านที่เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ทำงานนอกสถานที่ที่มีสนับสนุนการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมันคงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ รวมทั้งทางร้านตั้งใจเป็นจุดนัดพบและพักผ่อนของบรรดาชาว Social network ด้วย!! น่าสนใจทีเดียว

ส่วน Brown ก็มีที่มาจากสีของเมล็ดกาแฟและโกโก้ที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มสีน้ำตาล
(ซึ่งผมลองชิมทั้งกาแฟและแล้ว ถือว่ารสชาติของเครื่องดื่มที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียว)

สีน้ำตาลแห่ง BrownBerry

ถ้าเริ่มหลงไหลในบรรยากาศร้าน ลองไปเยี่ยมชมบรรยากาศและติดตามโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งจากทาง Twitter Foursquare และ Facebook ของที่ร้านก่อนได้นะครับ

ตำแหน่งพิกัดร้าน

โดยร้านกาแฟ BrownBerry อยู่ในซอยอารีย์ เลยซอยสี่มานิดนึงครับ ติดถนนใหญ่เลยเยื้องๆ กับร้าน Sofa So Good ครับ
เดินจาก BTS อารีย์ก็ได้ครับ ประมาณ 500 เมตร หรือจะมารถ ก็จอดหน้าร้านได้ครับ (ดูวันคู่-คี่ด้วย)


View BrownBerry in a larger map

วันนี้เพิ่งเปิดวันแรก เลยได้มีโอกาสมาเป็นแขก Grand Opening กับเค้าด้วย คนคึกคักดีครับ

มีเขียน Post-it อวยพรติดบอร์ดเนื่องในงาน Grand opening

หน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งเป็นกลุ่ม คุย-ประชุมงานกันได้ครับ บรรยากาศเรื่อยๆ สบายๆ
ส่วนในร้านมีอีกประมาณ 4-5 โต๊ะ ส่วนมากจะเป็นโต๊ะเล็กๆ ครับ เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือ หรือทำงาน
ในร้านไม่ได้กว้างมากครับ ถ้าเดินสวนกับคนตัวใหญ่ๆ อย่างผมอาจต้องเบียดๆ กันนิดนึง

หน้าร้าน BrownBerry
บรรยากาศสบายๆ ในร้าน

เคาน์เตอร์ที่หน้าร้านครับ อุปกรณ์และวัตถุดิบการทำเครื่องดื่มต่างๆ ครบถ้วนครับ

เคาน์เตอร์ทำกาแฟ

พูดตรงๆ เลย มันเป็นร้านกาแฟที่ชิลมากครับ ในร้านแอร์เย็น+เปิดเพลงฟังสบายๆ
ที่สำคัญ มี Free Wifi และปลั้กไฟบริการให้ใต้โต๊ะเสียบใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในจุดนี้ ดีมากๆๆๆๆ
ซักวันอาจพัฒนาไปถึงมีสายชาร์จพวก iphone หรือ BB นี่จะเริ่ดมาก เรียกว่าแบตหมดเลี้ยวเข้าร้านเลย

โต๊ะในร้านครับ

รสชาติกาแฟยามเช้า

อย่างที่บอกครับ กาแฟที่นี่ผมว่าอร่อยใช้ได้เลย เข้มข้นถึงใจในราคาที่ไม่แพงเวอร์
นอกจากนั้น ที่ร้านก็ยังมีบริการเครื่องดื่มร้อนเย็นอื่นๆ อีกครับ

น้ำแดงอิตาเลียนโซดาที่ BrownBerry
มุมปรุงรสเครื่องดื่ม

ส่วนขนมก็มี อร่อยๆๆๆ

เหล่าขนมแกล้มกาแฟ คริๆๆ

ร้านกาแฟขายทั้งวัน ตั้งแต่ 11.00-24.00 น
แต่หลัง 19.00 น ร้านจะเปลี่ยนบรรยากาศครับ…
ส่วนวันอาทิตย์ร้านจะปิดเร็วนิดนึงครับ คือ 23.30 น

ร้านกาแฟเปลี่ยนร้านต้อนรับราตรี

คือหลัง 19.00 น ที่ร้านจะมีเมนูเพิ่มขึ้นมาครับ เป็นพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
ทั้ง Cocktail, beer, wine และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมจังหวะดนตรีที่เปลี่ยนไป
(ส่วนกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มแบบตอนเช้าต่างๆ ยังขายเหมือนเดิม)

แปลงร่างจากร้านกาแฟไปแล้ว

บรรยากาศดีมากครับ
พอเครื่องดื่มมา ผมก็ยิงยาวละครับ คริๆๆๆๆ ทั้งของปั่นและคอกเทล

บรรยากาศร้านตอนกลางคืน
เลื่อนบอร์ดเปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นบาร์สบายๆ
กามิกาเซ่ เฮ่!!!!

เริ่มเยอะ ทั้งบลูพาราไดซ์, มาการิตต้า, แอปเปิ้ลเดซี่, ซิตรัสทวิส และอื่นๆ เอิ้กกกกก
ราคามาตรฐานค๊อกเทลของร้านทั่วๆ ไป (ที่ค่อนข้างแพงอยู่แล้ว) ระวังกินเพลิน คริๆๆๆๆ

บลูพาราไดซ์ โว่ววววว
นี่คงเป็น citrus twist สินะ บรื๋อว์ๆๆ
ค๊อกเทลมากมาย

เอิ้กกกก นี่ผมนั่งร้านนี้นานมากๆ แต่ไม่เบื่อเลยนะเนี่ย เหมือนร้านมัน Dynamic ตลอดเวลา
จากร้านกาแฟธรรมดากลายเป็นร้านนั่งชิลๆ ยอดเยี่ยมมากครับ

ที่มาร้านนี้

เป็นหนึ่งในร้านกาแฟในอุดมคติของผมมากๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่อง Wireless, ปลั้กไฟ และการนั่งยาวๆ
ส่วนถ้าให้บอกข้อเสียก็คงมีเล็กๆ น้อยๆ เช่นร้านแคบไปนิด ถ้าคนเยอะๆ อาจยัดเข้าไปในร้านได้ไม่เต็มที่, ตัวร้านโดยเฉพาะส่วนของห้องน้ำยังไม่เสร็จ 100%, รวมทั้งถ้าอยากอ่านหนังสือถึงสี่ห้าทุ่มอาจลำบากนิดนึง

แต่นี่เพียงเป็นข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของร้านที่เปิดวันแรกเท่านั้น
อยากกลับไปนั่งที่ร้านอีกจัง