Wagaya

ช่วงอยู่กทม. ผมยอมรับว่าผมตะบี้ตะบันกินเนื้อย่างมาเยอะมากๆ

พอกลับเชียงใหม่ก็ห่างหายเนื้อย่างไปนาน ,, อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการรำลึกเนื้อย่างขึ้นมาก็เลยเดินมาหาร้านเนื้อย่างแบบดีๆ กิน (ที่นอกเหนือจากหมูกระทะ) เพื่อนๆ หลายคนก็แนะนำร้าน Wagaya ที่อยู่ตรงนิมมานฯ ซอย 7 มา ,, ซึ่งผมไปสำรวจหน้าร้านมา พบว่าแลดูหน้ากินมากๆ มีผู้คนวนเวียนเต็มร้านตลอดเวลา

วันนี้ เราจะไปกินเนื้อย่างที่เชียงใหม่กันครับ!!!

โอเค!!! กินร้านนี้แหละ (ขณะที่จขบ. ไปกินร้านนี้ ตอนนั้นร้านยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาและเพิ่มอาหารในเมนู หลายๆ อย่างอาจยังไม่ค่อย update เท่าที่ควรนะครับ)

กว่าจะได้กิน Wagaya

การมา Wagaya กับผมครั้งแรกไม่ค่อยประทับใจนัก เพราะไปถึงครั้งแรกแล้วไม่ได้กิน!!! ถามว่าทำไมหรอครับ หึ หึ… คือพอเปิดประตูเข้าร้านก็มีน้องพนักงานวิ่งเข้ามาและเกิดบทสนทนากับผมว่า

พนักงาน – สวัสดีค่ะ ได้จองไว้ไหมคะ
ผม – (ทำหน้างงๆ นิดนึง) ออ ไม่ได้จองฮะ
พนักงาน – ออ วันนี้เต็มแล้วคะ
ผม – (ทำหน้างงกว่าเดิม) เออ… เต็มอะไรฮะ เดี๋ยวรอต่อคิวก็ได้
พนักงาน – วันนี้โต๊ะเต็มแล้วค่ะ ต้องโทรมาจองก่อนนะคะ (ยื่นนามบัตรมาให้ผมและเดินจากไป)
ผม – (รับนามบัตรตามมรายาท) อ่า.. ครับ

คือแบบอึ้งไปนิดๆ จินตนาการไม่ถูกว่าเรากำลังมากินเนื้อย่างหรือมาเล่นเก้าอี้ดนตรีหว่า แล้วทำไมร้านมันเต็ม แล้วทำไมต้องโทรจองก่อน อะไรมันจะขนาดนั้นคร้าบบบบ ,, แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้หรอกนะ เพราะอีกจากนั้นไม่นาน ผมก็กะเกณฑ์สมัครพรรคพวกได้ประมาณห้าคน แล้วรีบโทรไปจองตั้งแต่เย็นของอีกวันเพื่อโต๊ะตอนห้าโมงเย็นของวันรุ่งขึ้น

สำเร็จ… เย็นนี้เจอกัน

ได้กินกันซักทีสินะ

ถึงเวลานัดเดอะแก๊งส์ก็ค่อยๆ ทยอยมากันถึงร้านครับ จองร้านไว้ตอนห้าโมงเย็น ตัวผมและเพื่อนอีกคนมาถึงราว 17.10 น. ส่วนเพื่อนอีกสามคนยังไม่มา ,, ก็ดีครับ พนักงานเดินมาแต่ยังไม่ทันถาม ผมก็ชิงตอบไปเลยว่าจองมาแล้วรอบห้าโมงเย็น แล้วน้องเค้าก็หายเข้าร้านไป ส่วนผมกับเพื่อนอีกคนก็ยืนรอหน้าร้านอีกสักครู่…

ถึงร้าน Wagaya แล้วครับ...
ภายในร้าน Wagaya ก็มีน้องๆ มาคอยรับออร์เดอร์ฮะ

พอทีมเรามากันสี่คนแล้วก็เดินเข้าร้าน เพลานั้นประมาณ 17.30 น. น้องพนักงานก็ยื่นเมนูมาให้ พร้อมบอกว่าเหลือเวลากินอีก 1.30 ชั่วโมง ,, ไอ้เราก็งงๆ เพราะจากที่ดูนี่เค้าให้เวลาบุฟเรา 2 ชั่วโมงนี่นา ,, ถามไปถามมาก็ถึงบางอ้่อ เพราะเวลาที่เค้าเริ่มจับนั้นไม่ใช่เวลาที่เริ่มกิน แต่เป็นเวลาที่เราจองไว้ ซึ่งร้านเค้าจะมีเวลาเป็นรอบๆ ให้เราจอง อารมณ์เหมือนไปดูหนังอะ แบบว่ารอบมันเริ่มฉายตอนนี้ แต่ว่าเราไปสายหน่อยๆ ก็อดดูช่วงแรกๆ ไป

เออ ก็แปลกดี ,, เป็นร้านแรกที่เจอแบบนี้เลยนะเนี่ย

เมนูของทางร้าน (สมัยยังไม่ปรับราคา 2 ชม. 359 บาท )

จะเสียเวลาอยู่ทำไม สั่งมาเลยเยอะๆๆๆๆๆ ชดเชยเวลาที่สูญเสียไปดีกว่า

จัดหนักกันเลยทีเดียว

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครึ่งชั่วโมงที่หายไปแบบไม่รู้มาก่อน ผมก็เลยสั่งมาแบบไม่ยั้งครับ ,, เรียกว่ามีอะไรอยู่ในเมนูบ้างก็กวาดมาให้หมด โดยเฉพาะเนื้อนี่เรียกว่าไปกวาดมาทั้งตู้แช่เลย หิวกระหายสุดๆ

น้ำจิ้มซีอิ้วญี่ปุ่น, น้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำมันงา
เครื่องเคียงมตรฐานอย่างข้าวผัดกระเทียม, ยำสาหร่าย และซุปมิโสะครับ

อาหารต่างๆ เริ่มมา ทั้งข้าวกระเทียม, ซุป, เห็ดออรินจิ, กุ้ง, ปลา, หอย, เนื้อหมูและเนื้อวัวหลากส่วน ,, จากนั้นเอาลงไปปิ้งครับ ไฟช่วงแรกๆ แรงได้ใจมากๆ แถมตะแกรงดูดควันก็โอเคเลย ก็ซัดกันไปแบบไม่ยั้ง ฮาๆๆ (แต่แอบ comment นิดนึงว่าหอยเชลส์พอเริ่มสุก ตัวมันจะหดและทำให้ตกลงผ่านตะแกรงลงไปประจำ แถมเค็มไปหน่อย)

เห็ดออรินจิราดซอสสูตรของทางร้านครับ
หอยแมลงภู่และหอยเชลส์ครับ ,, ตัวใหญ่ดี
ปลาหมึกราดซอสหวานครับ ,, อร่อยดีนะ
ส่วนจานนี้เป็นแซลม่อน ,, ปรุงรสมาแบบพร้อมย่าง
หอยแมลงภู่ตัวใหญ่มากๆๆๆ ,, ปิ้งแล้วหอมฉุย
ซี๊ดดดดด ,, เอาลงไปหอยจรดลงกับน้ำจิ้มซีฟู้ดดดดด

จากนั้นพวกเนื้อก็ทยอยๆ ยกกันมาครับ ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ น่ากินดีมากๆ ,, เนื้อวัวที่นี่ก็เป็นเนื้อแช่เย็นแบบที่หั่นเตรียมไว้แล้ว แต่คุณภาพเนื้อก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวนะ ลายเนื้อสวยดี แต่ถ้าจัดใส่จานดีๆ กว่านี้ก็น่าจะดี

จานนี้เป็นเนื้อไก่ครับ ,, ราดซอสหวานแล้วเข้ากันดีฮะ
อันนี้จำไม่ผิดเป็นเนื้อหมูรวมสามส่วน ,, สามแบบสามสไตล์
ส่วนจานนี้เป็นเนื้อรวมฮะ ,, มาแบบรกๆ ไปหน่อยอะ
แต่ดูๆ ไป เนื้อรวมนี่ดูน่ากินมากๆ เลยแฮะ
เนื้อสันนอกครับ ,, แหล่มมากๆ
อันนี้ ,, เนื้อติดมันฮะ อร่อยไช้ได้เลย
ส่วนนี่เป็นเนื้อสันครับ ,, ฮึบๆๆๆๆ
ลายเนื้อสวยงามชุ่มฉ่ำมากๆ ,, น่าเอาลงไฟมาก
ว่าแล้ว.... ก็เอาเนื้อลงไปลุยไฟกันเถอะครับ

บรรยากาศการกินแลดูโหดร้ายทารุณเหมือนพวกอดอยากกระหายมารุมขย้ำเนื้อกัน

วันนี้สั่งกันหนักมากและกินกันดุแบบสุดๆ
เหวอๆๆๆ เอาลงไปย่างแล้ว ,, หอมๆๆๆ
เนื้อย่างผจญไฟ เนื้อฉ่ำๆ กำลังแตกมันได้ที่ ,, น่ากินสุดๆ
พอเนื้อสุกได้ที่ ,, ก็ลองกับน้ำจิ้มซีอิ้วญี่ปุ่นฮะ

จัดไปเต็มหลอด เรียกว่ารู้สึกสดชื่นหลังจากการขาดหายเนื้อไปนานเลย

ที่มากินกันวันนี้

ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยใช้ได้นะ ถ้าเทียบกับราคาแล้วถือว่าสมเหตุสมผลใช้ได้ คุณภาพเนื้อใช้ได้เลยทีเดียว (แต่ตอนขึ้นราคาจาก 359 เป็น 399 บาทรู้สึกว่าแพงไปหน่อย แม้ว่าเค้าจะเพิ่มอีกหลายเมนูนะ) ,, ส่วนเรื่องน้ำจิ้มที่เป็นน้ำมันงาผมว่าอร่อยดีนะ เหมาะเอามาจิ้มอะไรที่มันไม่เลี่ยนมาก (เอาไปจิ้มเนื้อแล้วพบว่ามันมันเลี่ยนกว่าเดิมแบบรุนแรง) แต่ที่ทำให้ผมแอบเซ็งนิดๆ คือเรื่องการต้องต่อคิวกินถึงระดับที่ต้องโทรมาจอง และการเริ่มนับเวลาที่ไม่ได้นับตอนที่มาถึงที่ร้านจริงๆ

ถ้ามากินแบบจะมาคุยงาน, ปรึกษางานหรือค่อยๆ นั่งกินไปคุยไปแลดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ + ไม่คุ้มเท่าไหร่

ร้าน Wagaya ,, หนึ่งในร้านเนื้อย่างน่ากินที่เชียงใหม่ฮะ

ถ้าจะมากินก็อย่าลืมโทรมา (ที่ 053-894433) ก่อนนะเธอว์ เดี๋ยวจะมาเก้อ

Akiyoshi

วันนี้ขอเปิด Entry ย้อนหลังนิดนึงครับ
ต้องพูดย้อนไปถึงอดีตที่มาอยู่กทม. ใหม่ๆ นับย้อนไปก็ 6-7 ปีมาแล้วสินะ (นานจัง^^)
สมัยนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของหมูกระทะ โดยเฉพาะขาโหดบุฟเฟต์ทั้งหลายทุกคนจะมุ่งเป้าไปยังหมูกระทะ ดูบอลก็หมูกระทะ เลี้ยงน้องก็หมูกระทะ นัดเจอเพื่อนจิบเบียร์อะไรก็หมูกระทะ,, ส่วนคนที่นิยมกินเนื้อก็จะออกแนวลำบากนิดนึง จะหาร้านเนื้ออร่อยๆ สักร้านนี่ลำบากมากจริงๆ

เห็นชาบูแล้วก็อยากกินชาบู ฮว้ากกกก

วันนี้ผมก็เลยมารำลึกความหลังกับร้านเนื้อร้านแรกที่ผมได้มากินที่ร้าน Akiyoshi ครับ

ขอย้อนอดีตอีกนิดนึง

จำได้ว่าสมัยก่อนได้ยินชื่อเสียงร้านนี้จากเพื่อนๆ และพี่ๆ ,, ไอ้เราก็อยากชิมว่าเนื้ออร่อยๆ มันเป็นอย่างไร (ตอนนั้นผมก็กินแต่หมูกระทะเหมือนกัน ยังไม่ได้บ้าคลั่งล่าเนื้อเหมือนตอนนี้) แต่สมัยนั้นยังไม่มีปัญญามากิน ทั้งด้วยราคาที่ถือว่าแพงของระดับนักศึกษาบ้านนอกเข้ากรุง (ได้ข่าวว่าตอนนี้ก็เรียนอยู่) แถมเดินทางไปก็ไม่ถูก ตึกเติกอะไรก็ไม่รู้จัก พระโขนงอยู่ไหนก็ไม่รู้ ,, สรุปเลยก็ต้องบอกว่าโชคดีนิดนึง ที่มีเฮีย+ครอบครัวพามากิน จำได้ว่าดีใจมากๆ เพราะได้มากินร้านที่ได้กินร้านเนื้อที่ชื่อเสียง

หน้าร้าน Akiyoshi ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

จำได้ว่าอร่อยมากๆ และก็กินไปเยอะมากด้วย ประมาณ 8-10 จานคนเดียว กินเยอะแบบบ้าคลั่งไปเลย รวมทั้งประสบการณ์หลังจากกินเนื้อวัวชั้นดีเสร็จถือว่าดีมากๆ อร่อยแบบสุดๆ เนื้อก็ดี น้ำซุปก็โอ แถมกินไม่อั้นอีก ,,, แว้ๆๆ อยากกินอีก ,, หรือนี่เป็นจุดเริ่มของการล่าเนื้อของผมหว่า

เกริ่นนิดๆ ว่าร้าน Akiyoshi อยู่ที่ตึก Taisin นะครับ ติดกับรถไฟฟ้า BTS พระโขนงเลย หรือถ้าขับรถมาก็สามารถจอดรถภายในบริเวณอาคารได้ โดยเมื่อก่อน Akiyoshi จะมีแค่ชั้น 2 เป็นชาบู+สุกี้ครับ แต่พอกินไปกินมา พักหลังทางร้านก็งอกเงยชั้นล่าง รวมทั้งมีแผนกปิ้งย่างโผล่มาด้วย ส่วนตัวอยากลองชิมดูเหมือนกันแต่ยังไม่เคยแฮะ


View Akiyoshi in a larger map

ส่วนเวลาเปิดปิด (ล่าสุดที่ถามมา) วันจันทร์ – ศุกร์ร้านจะเปิดเป็นสองช่วง คือตอน 11.00-14.00 น.และ 18.00-22.00 น., แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์จะเปิดทั้งวัน ตั้งแต่ 11.00-22.30 น.
เอาเป็นว่าไปรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ ที่เบอร์ 023812267, 027140791, 0818696479 ครับ

หลังจากที่ไม่ได้กินมานาน

มากินอีกทีหลังจากที่ไม่ได้กินมานาน แต่ครั้งนี้ผมมาแบบผู้ล่าเนื้อมารอบทิศแล้ว ฮาๆๆๆ อะไรๆ หลายๆ อย่างในครั้งนี้มันก็คงต่างจากครั้งแรก ซึ่งจากประสบการณ์ผม ร้านเนื้อที่ดังๆ หลังจากผ่านช่วง peak แล้วมักจะเจอช่วง depress เนื่องจากจะโดนลูกค้าแห่ไปถล่มจนปรับตัวไม่ทันและกลายเป็นถูกรุมด่าเพราะ service และคุณภาพเนื้อไม่ได้เท่าที่รีวิวไว้โดยจขบ. คนแรก

วันนี้ที่ผมมาก็ได้รับการต้อนรับจากพนักงาน และชาจีนเย็นๆ

ต้อนรับด้วยชาจีนเย็นๆ ครับ

จริงๆ Akiyoshi เริ่มต้นด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปแหละ มีเนื้อชาบูอะไรตามเรื่องตามราว แต่ที่แกดังคือแกล่อเป้าถูกจุดคือเปิดบุฟเฟ่ต์สุกี้ชาบู และก็ไปโดนเข้ากับพวกล่าเนื้อ จากนั้นร้านแกก็ดังมากๆ ,, จนถึงมีช่วงนึงที่ร้านเจอของดี โดนโพสในเนตเพียบ พร้อมกับสมัยนั้นเริ่มมีร้านเนื้อบุฟเฟต์ออกมาเยอะขึ้น เห็นว่าลูกค้า drop ไปเยอะเหมือนกัน

แต่จริงๆ ผมเคยไปกินบุฟเฟต์เนื้อที่นึง ผมไปกินคนเดียว (ด้วยความหิวบ้างคลั่ง) นั่งข้างๆ กับกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 10 คน ,, พอน้องๆ เคากินจะเสร็จก็โวยวายว่าเจอปีเตอร์ โวยวายจนผู้จัดการมาต่อรอง ตอนแรกกลุ่มเด็กๆ กะกินฟรี แต่ต่อไปต่อมาก็ลดราคาครึ่งนึง ,, ทีแรกไอ้ผมที่นั่งกินอยู่ก็เสียววาบว่ากรูจะเจอบ้างรึเปล่าวะ แต่พอแอบฟังกลุ่มเด็กๆ เค้าหัวเราะคิกๆ คักๆ และพูดกันต่อ สรุปใจความว่าของดีนั้นไม่ได้มาจากทางร้าน แต่ว่าเค้าแอบเอามาใส่เอง ,, อันนี้อย่างไรก็พิจารณากันเองนะครับ

แต่เท่าที่ดูแล้ว ลูกค้าทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นก็ยังเยอะนะ มาเรื่อยๆ ,,

บรรยากาศในร้าน มีทั้งโต๊ะทั่วไป และห้องแยกโต๊ะญี่ปุ่น

เอาว่าวันนี้ผมก็กินบุฟเฟต์ก็แล้วกัน

และแล้วก็เริ่มสั่งกันเพอะครับ

จริงๆ ก่อนสั่งเราก็เลือกก่อนครับ ว่าจะเอาสุกี้ (น้ำดำๆ) หรือชาบู (น้ำใสๆ) หรือจะเอาสองอย่างซึ่งถ้าเอาทั้งสองอย่างในหม้อเดียวจะต้องเพิ่มเงินนะครับ ^^ วันนี้ผมเลือกกินสุกี้ครับ ,, ส่วนตัวผมชอบน้ำสุกี้ของร้านนี้อะ มันแนวเค็มๆ หวานๆ เข้มข้นดี ,, ถ้าสั่งสุกี้ผมก็ไม่พลาดที่จะสั่งไข่ดิบมาด้วย ,, คิดแล้วหิวๆๆๆ

อย่าลืมไข่ดิบเอามาจิ้มเป็นอันขาด (อันนี้แล้วแต่ชอบ)
ชุดผักมาเสิร์ฟแล้ว

แอบงงว่าเดี๋ยวนี้มีกฏแปลกๆ เช่นจะสั่งผักต้องมี 2 อย่างขึ้นไป เช่น จะเอาเห็ดเข็มทองเพียวๆ ไม่ได้ ต้องเอาเห็ดเข็มทอง+ผักกาดขาว ,, เออ แปลกๆ ดี ,, ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะมีกฏแปลกๆ อะไรมาเพิ่มหรือเปล่า

พอเตาแก๊ส+หม้อมา ก็ผัดเนื้อ กับมันและผัก แล้วก็เติมน้ำสุกี้ลงไป …. รอให้เดือดๆๆ

เติมน้ำสุกี้ให้พร้อม รอให้เดือด วะฮะฮ่าๆ

จากนั้นก็มีเนื้อมาเสิร์ฟครับ ทั้งเนื้อวัว เบคอนและเนื้อหมู
เท่าที่รู้เราเลือกส่วนของเนื้อไม่ได้นะ เค้าเอามาเสิร์ฟให้เลยอะ ,, น่ากินดี

จานนี้เบคอนครับ ,, มันเยอะดีมาก
อันนี้เนื้อหมูครับ แล่มาบางๆ จานใหญ่ไม่แพ้กัน
ส่วนนี้เป็นเนื้อติดมัน ชอบมากๆๆ
อันนี้น่าจะเป็นส่วนเนื้อสันในนะ ,, แดงสดดี

แอบเหลือบดูว่าน้ำสุกี้ที่ต้มเป็นยังไงบ้าง ,, โอ๊ยๆๆ หิวแล้วอะ

เกือบได้ที่แล้ว รออีกนิงนึงก็แล้วกัน เย่ๆๆๆ
ตีไข่รอพร้อมจิ้มสุกี้แล้ว (ผมไม่ได้เทราดนะ^^)

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เย่!!!

เมื่อพร้อมแล้วก็กินกันเถอะครับ

บรรจงค่อยๆ คีบเนื้อขึ้นมา ,, สุดยอดๆๆ
เอาเนื้อมาจุ่มในหม้อสุกี้ ,, เอาแค่ลวกพอสะดุ้ง
อันนี้สุกไปนิดนึง แต่ก็โอเคนะ หิวแล้ว
จิ้มไข่ดิบ แล้วก็เอาเข้าปาก อ้ำๆๆ อร่อยๆ

กินคำแรกต้องบอกว่าอร่อยมากๆ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยกินครั้งแรกมันกลับมาอีกครั้ง
เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าตัวเองกินได้ลดลงแฮะ -_- .. สรุปกินไปประมาณ 5 จานเอง คริๆๆๆ

ที่มากินวันนี้

เท่าที่ผมมาวันนี้ ส่วนตัวผมว่าโอเคนะ เท่าที่กินสุกี้มาหลายที่ ผมถูกปากร้านนี้มากที่สุดแล้ว รสชาติมันเข้มข้นมาก ความหวานและเค็มมันกำลังเข้ากันได้ดี คือยิ่งถ้ากินสไตล์ผมที่จิ้มเนื้อแบบแค่พอสุกขำๆ มันจะเข้มได้ที่ แต่หลายๆ ที่ชอบปรุงน้ำแบบกลางๆ (ซึ่งถ้ากินแบบแช่ให้เนื้อสุกเลยก็น่าจะพอดี) แต่มากินแบบผมมักจะจืดไป ,, แต่พอกินไปเรื่อยๆ น้ำสุกี้เริ่มระเหย ทีนี้เราก็ได้สารละลายที่เข้มข้มระดับเค็มมากๆ ในจุดนี้ควรระวัง ส่วนตัวแนะนำว่าหาน้ำชาบู (น้ำใสๆ) หรือน้ำเปล่าแอบเติมลงไปเป็นพักๆ

อีกอย่างที่ผมว่าดรอปลงคือเรื่องความสม่ำเสมอของเนื้ออะครับ
ไม่ใช่เนื้อแย่ลง แต่มันจะมีเนื้อที่ร่วนๆ ไม่เป็นแผ่นดีๆ ปะปนมาด้วย อารมณ์คีบแล้วเนื้อแตกเป็นชิ้นๆ อะ กินลำบากมากๆ ,, เคยขอเปลี่ยนไป เค้าก็เปลี่ยนให้นะ แต่มันก็กลับมาเหมือนเดิม ,,

เนื้อจานนี้มันเป็นแบบร่วนๆ อะ ,, เจอแล้วเซ็ง

นอกจากนั้นที่ผมว่าแปลกๆ คือมีกฏยิบๆ ย่อยๆ อีกอะ อย่างที่บอกไปเช่น ห้ามสั่งเห็ดอย่างเดียว ต้องสั่งคู่ผัก ฯลฯ
ส่วนการบริการอื่นๆ ก็ยังคล้ายๆ เดิม ผมว่าโอเคนะ เอาใจใส่ดีระดับนึง (ถ้าเป็นญี่ปุ่นมาก็จะดีอีกระดับ)
แต่โดยรวมที่มากินอีกครั้ง ผมว่ามันก็ยังโอเคอยู่นะ ถ้าปรับปรุงเรื่องเนื้อร่วนหน่อยจะดีมากๆ ครับ

ความประทับใจดีๆ มีอยู่รอบตัวเสมอครับ ^^

ติ่มซำที่ห้องอาหาร Silver Waves

จริงๆ อาหารในกลุ่มติ่มซำเป็นเมนูที่หลายๆ ที่มีเปิดบุฟเฟต์นะ โดยเฉพาะตามโรงแรมต่างๆ ถ้าศึกษาดีๆ เราสามารถไปสอยติ่มซำอร่อยๆ ได้เลย ,, แต่เท่าที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ไปกินติ่มซำเท่าไหร่ เพราะถ้าเทียบแล้วผมยังหลงไหลในรสของเนื้อย่างมากกว่า ^^

วันนี้ได้รับคำเชิญจากพี่ตั้มและน้องเตยพามากินบุฟเฟต์ติ่มซำที่โรงแรมครับ เป็นโรงแรมเปิดใหม่ย่านถนนเจริญกรุง แถวๆ แยกถนนจันทน์ นั่นคือโรงแรม Chatrium กับห้องอาหารชั้น 36 ที่มีชื่อว่า Silver Waves ครับ

มุมสบายๆ ในห้องอาหาร Silver Waves

ทำเลที่ตั้งของโรงแรมครับ

แม้จะเป็นโรงแรมที่เปิดใหม่ แต่จริงๆ แล้วโรงแรม Chatrium อยู่ในเครือของโรงแรมดุสิธานีครับ
ที่ตั้งของโรงแรมนี่ก็อยู่ตรงถนนเจริญกรุง อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนนานาชาติ Shrewbury , ถ้ายังงงๆ และไม่คุ้นชื่อกับโรงเรียนนานาชาติ เอาเป็นว่าอยู่แถวๆ สะพานปลา ใกล้ๆ แยกที่จะไปถนนจันทน์น่ะครับ (แถวนั้นมีข้าวต้มปลาถ้วยละ 200 อยู่ ,, ถ้าใครส่งงบมาจะพาไปชิม ^^”)


View Silver Waves Restaurant in a larger map

การเดินทางของโรงแรมมาได้หลายทางมาก แต่ที่ผมแนะนำคือมาทาง BTS ลงสถานีสะพานตากสินครับ ,,
เมื่ออยู่ BTS สะพานตากสินก็มีสองทางที่จะมาโรงแรมได้ครับ

  • ถ้ามาทางรถก็เดินออกทางทางออกถนนเจริญกรุง แล้วข้ามถนนไปนั่งรถเมล์ฝั่งตรงข้าม ได้แทบทุกสายครับ ตั้งแต่สาย 1, 15, 17, 75, 163, 504 (ยกเว้นสาย 35 จะต้องลงก่อนป้ายนึงอะครับ) ก็นั่งไปประมาณ 4 ป้ายรถเมล์ครับ
  • อีกทางที่ผมว่าเก๋คือมาทางเรือ ซึ่งทางโรงแรมจะมีเรือให้เรานั่งฟรี จากท่าสาธรมายังตัวโรงแรมได้เลย โดยเดินมาที่ท่าสาทรที่ติด BTS โดยโป๊ะที่ไปโรงแรมฯ จะอยู่ทางด้านซ้ายสุด มีป้ายเขียนไว้ชัดเจน แต่ข้อเสียของการมาทางเรือคือบางทีเรือจะรอค่อนข้างนานครับ บางครั้งนาน 15-25 นาทีได้

วันนี้ผมมาทางเรือครับ สนุกดีครับ

ที่ท่าสาธรมีป้ายบอกไปยังโป๊ะบริการเรือของโรงแรม
เย้ๆๆ เรือของโรงแรมมาพอดีครับ (สังเกตป้าย)

ข้อดีของการเดินทางบนเรือ นอกจากฟรีแล้ว เรายังได้สัมผัสกับแม่น้ำเจ้าพระยา แอร๊ยยย (พูดยังกะไม่เคยนั่ง)

วิวโรงแรม Chatrium จากแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้ามาถึงท่าของโรงแรมแล้วก็กดขึ้นไปที่ชั้น 36 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดได้เลยครับ (ทางเข้าหายากนิดนึง เพราะต้องเดินอ้อมมาข้างหน้าน่ะครับ)

เมื่อมาถึงยัง Silver Waves

หลังจากลิฟท์เปิดที่ชั้น 36 เดินออกมาอีกนิดนึงก็จะเห็นห้องอาหาร Silver Waves ครับ
เท่าที่ประเมินด้วยสายตาและกลิ่นต้องยอมรับว่าที่นี่ดูใหม่มากๆ กลิ่นใหม่ยังอยู่พร้อม ฝุ่นยังไม่ค่อยมีเกาะ

บรรยากาศโซนต้อนรับของ Silver Waves
อันนี้ฝั่งโต๊ะอาหารครับ

เท่าที่ประเมินด้วยสายตา มีประมาณ 30 โต๊ะได้ นั่งได้รวมๆ น่าจะเกือบๆ 200 คนนะ
บรรยากาศโดยรวมผมชอบนะ ,, นอกจากนั้นเราสามารถเปิดประตูออกไปชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้

วิวแม่น้ำเจ้าพระยา (1)
วิวแม่น้ำเจ้าพระยา (2)

พูดตามตรง แค่เห็นวิวสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยาผมว่าก็คุ้มแล้วละครับ
ชอบมากๆๆๆๆ

เมื่อมานั่งที่โต๊ะ,,, พร้อมสั่งอาหารแล้ว

หลังจากพร่ำเพ้อกับวิวสวยๆ มานาน ก็มาเริ่มสั่งอาหารกันดีกว่า
เปิดดูเมนูบุฟเฟต์ติ่มซำ ง่าๆๆ หิวๆๆๆๆ

เปิดดูเมนู ,, มาสั่งอาหารกันเถิดพี่น้อง

เปิดเมนูอยู่นานก็คิดว่า สั่งมันหมดทุกอย่างแหละ คริๆๆๆ 🙂
คิดแล้วแล้วนั่งจิบเก๊กฮวยร้อนระหว่างรอ ,, อ่า สบายๆ แต่ก็รอนานเหมือนกันนะครับ ส่วนนึงคงเพราะคนเยอะ

เก๊กฮวยร้อน (แต่ไม่หวานนะครับ ต้องเติมน้ำเชื่อมเอง)

ระหว่างรออาหาร ก็จะเล่าว่าเมนูบุฟเฟต์มีเฉพาะตอนเที่ยงนะครับ หัวละ 590+ บาท (เพราะยังไม่รวมน้ำนะครับ ซึ่งถ้ารวมแล้วจะตกราว 650 บาท) ส่วนตอนเย็นจะมีแค่ A la Carte หรือสั่งเป็นจานเอา เฉลี่ยราคาจะตกจานละประมาณ 100 บาท ซึ่งถือว่าแพงไม่เบาเลยทีเดียว

แต่ช่วงนี้มีโปรโมชันที่น่าสนใจมากๆ ของเดือนพฤศจิกายนสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตซิตี้แบงค์ คือมากินบุฟเฟต์ 2 คนแถมกินบุฟเฟต์ฟรี 1 ที่ด้วย
เอาเป็นว่าสนใจก็ลองโทรไปละกันครับ ที่ 02-3078888 ต่อ 1948 หรือ 088-0223659

เมื่ออาหารมาแล้ว

หลังจากการรอคอยมาแสนนาน อาหารก็ค่อยๆ เริ่มทยอยเอาลงมาเสิร์ฟแล้วครับ เริ่มที่ของคาวก่อนดีกว่า
(บอกตามตรงว่าอาหารรอค่อนข้างนาน แนะนำให้สั่งมาเนิ่นๆ ครับ)

เริ่มต้นที่เมนูเริ่มต้นอย่างขนมจีบกุ้งมันปูครับ รสชาติก็อร่อยดีครับ ไม่เลวกับการเริ่มต้น

ขนมจีบกุ้งมันปูนึ่งร้อนๆ ครับ

ฮะเก๋าครับ แป้งหนึบใช้ได้ ใส้ในเป็นกุ้ง ปรุงรสได้ดี หอมกลิ่นน้ำมันงา

ฮะเก๋าสามลูกในเข่ง

ต่อมาเป็นก้ามปูนึ่งซอสผงกะหรี่ครับ
จริงๆ เป็นกรรเชียงปูครึ่งนึง เนื้อกุ้งครึ่งนึง รสชาติก็ไม่เลวครับ อันนี้แอบชอบ

ก้ามปูนึ่งซ้อสผงกะหรี่เก๋ๆ มาเป็นคู่ครับ

อีกอันชื่อยาว ประมาณหอยเชลล์ กุ้ง บร๊อกโคลี่ ในซ้อสเอ็กซ์โอ (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ผมว่าซอสเอ็กซ์โอแอบปะแล่มๆ ไปหน่อย แต่หอยเชลล์อร่อยดี

หอยเชลล์ ลูกชิ้นกุ้ง บร๊อกโคลี่และซ้อสเอ็กซ์โอ (ชื่อยาวมาก ประมาณนี้)

ปอเปี๊ยะทอด รสชาตออกแนวเฉยๆ แต่ดีตรงที่ไม่เลี่ยนน้ำมัน

ปอเปี๊ยะทอดกรอบ ^^

เกี๊ยวซ่าทอด อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ

เกี๋ยวซ่าทอด วางมาบนกะหล่ำปลีซอย

ส่วนฝั่นโก๋วที่ร้านมีทั้งแบบทอดและแบบนึ่ง(ไม่ได้ถ่ายรูปมา)นะครับ
ถือว่าเป็นเมนูที่ผมว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว

อันนี้ฝั่นโก๋วครับ มีทั้งทอดและนึ่ง อร่อยทั้งคู่ ^^

จานถัดไปเป็นก๋วยเตี๋ยวหลอดครับ ที่นี่มีให้เลือก 3 ใส้ คือกุ้ง, หอยเชลล์ และหมูแดง
กุ้งกับหอยเชลล์ผมชอบพอๆ กัน แต่หมูแดงผมเฉยๆ แต่หลายคนบอกว่าไม่อร่อยอะ ไม่แนะนำครับ

ก๋วยเตี๋ยวหลอดสามแบบครับ :: กุ้ง, หอยเชลล์ และหมูแดง

อันนี้เป็นอีหมี่ผัดหมูแดง ท่าทางเหมือนดูดี แต่จริงๆ ไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่
แอบเฟลตั้งแต่เส้นจนถึงปริมาณหมูแดงภายในถ้วย

อีหมี่ผัดหมูแดงครับ

ข้องใจกับเมนูหมูแดงหลายอันก็เลยลองสั่งหมูแดงมาดูจานนึง,, มาแนวหมูแดงฮ่องกง
โดยรวมเฉยๆ นะ เพราะส่วนไขมันค่อนข้างเยอะ และมีกลิ่นถั่วลิสงต้มค่อนข้างแรง

หมูแดงแบบฮ่องกงพร้อมเครื่องเคียง

ซี่โครงหมูนึ่งกระเทียม ดูตอนแรกเหมือนจะโอ แต่ชิมแล้วเฉยๆ มากๆ

ซี่โครงหมูนึ่งกระเทียม ,, ดูน่าทานดี

กุ้ง เห็ดหอม หอยเชลล์ และไข่เค็มนึ่ง ,, รูปลักษณ์เก๋ไก๋มาก
ใส้มันถือว่าอร่อยดีนะ แต่แป้งไม่ไหวจะเคลียร์ เพราะแป้งมันหยุยเกินไปหน่อย

กุ้ง เห็ดหอม หอยเชลล์ และไข่เค็ม ,, มาแบบทาร์ตเลย

เห็ดหอม ปูอัด เนื้อปลา และวุ้นเส้น ,, อันนี้เฉยๆ ครับ กินแล้วออกแนวงงๆ

เห็ดหอม ปูอัด เนื้อปลา และวุ้นเส้น ,, มาที่ละสองชิ้น

อันนี้เป็นขนมจีบหอยเชลล์ครับ อร่อยดีครับ แป้งเด้งกำลังดี หอยเชลล์ก็แหล่ม

ขนมจีบหอยเชลล์อร่อยดีครับ ชอบๆๆๆ

อันนี้คล้ายๆ ขนมจีบหอยเชลล์แต่เปลี่ยนใส้เป็นกุ้งแล้วโปะปูอัด + ใช้แป้งสองสีแทน อร่อยกลางๆ

อันนี้จำชื่อไม่ได้จริงๆ ครับ T T

อักอันที่ผมว่าเกือบอร่อยยอดเยี่ยมคือฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด
ที่มันยังไม่โดนเท่าที่ควรเพราะจานที่มาเสิร์ฟผมตัวฟองเต้าหู้มันไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ แต่อย่างอื่นโอเค โดยเฉพาะใส้กุ้งอัดแน่นยังกะขึ้นรถเมล์ฟรี

ฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด ,, ถ้าร้อนๆ จะแหล่มมาก
หั่นออกมาให้ดูว่ากุ้งเยอะจริงๆ นะเธอว์

เต้าหู้ เห็ดหอม และบร๊อกโคลี่ ,, ดูดี กลิ่นหอมใช้ได้ แต่รสชาติเฉยๆ ครับ ,, แนวนี้คงถูกใจแนวมังสวิรัติมากกว่า

เต้าหู้ เห็ดหอม และบร๊อกโคลี ราดน้ำแดงอย่างดี น่ากินใช้ได้

ส่วนอันนี้เป็นเมนูแนะนำครับ เป็นเกี๊ยวหมู+ซุปหูฉลามครับ
โดยหูฉลามจะมีมาให้ติดชาม (น่าจะเป็นแบบตากแห้งมา) กลิ่มหอม ลื่นคอ สบายตัวมากๆ

ซุปเกี๊ยวหูฉลาม มันนี้เมพจริง
เนื้อหูฉลามที่มีให้ในถ้วยครับ แหล่มมากๆๆๆ

จริงๆ มีอีกหลายอย่างที่ถ่ายรูปไม่ทัน แต่แค่นี้ก็จะจำเมนูไม่หมดแล้ว ^^’

ต่อมาเป็นซาละเปากับขนมหวานบ้าง

หลังจากตะลุยเมนูอาหารคาวมาอย่างโคตรจะเยอะ ก็มาต่อด้วยพวกตระกูลซาละเปาครับ
เริ่มที่ซาละเปาหมูแดงครับ ดูน่ากินดี ตัวแป้งผมว่าโอเคนะ แต่รสชาติของใส้กลางๆ มันเหมือนขาดอะไรไปสักนิด และแทนด้วยกลิ่นเครื่องเทศอะไรสักอย่างที่ผมไม่ค่อยคุ้นกับมันเท่าไหร่ ,, อีกอย่างผมว่า ใส้มันน้อยไปนิดนึงน่ะครับ

ซาลาเปาใส้หมูแดง ,, ในเข่งมีสามลูกครับ
แหวกใส้หมูแดงกันให้ดูเห็นๆ

ต่อมาเป็นซาละเปาใส้ครีมครับ
ตัวแป้งก็อร่อยดี เนื้อก็คล้ายๆ กับใส้หมูแดง แต่ผมว่าใส้ครีมเค้าอร่อยดีนะ รสชาติเข้มข้นดี , ปริมาณใส้ก็โอเคนะครับ ยิ่งถ้ากินตอนร้อนๆ นี่อร่อยดีมากๆ

ซาละเปาใส้ครีม มองเผินๆ เหมือนหมั่นโถว
แหวกใส้ครีมให้ดูอีกนิดนึง อร่อยดีนะครับ

สุดท้ายตระกูลซาละเปาที่สั่งวันนี้ คือซาละเปาใส้นม
ดูลักษณะคล้ายลูกดราก้อนบอล แต่ให้จินตนาการเนื้อแป้งซาละเปาคล้ายๆ กับสาคูใส้หมู แบบเด้งๆ เนียนๆ หน่อย แล้วนึ่งจนได้ที่ ,, จังหวะนั้นแป้งมันจะเด้งดุ๋งละมุนลิ้นมาก กัดเข้าไปก็จะต้องออกแรงให้ชนะความเหนียวของเนื้อแป้งเพื่อไปเจอกับใส้ข้างใน ซึ่งใส้ข้างในก็เป็นใส้ครีมนั่นแหละครับ แต่เป็นแบบร้อนๆ ซึ่งมันจะทะลักพุ่งพรวดออกมา ดังนั้นการซัดเจ้าซาละเปาใส้นมตั้งแต่มาเสิร์ฟใหม่ๆ จงพึงระวังใส้ลวกปาก ฮาๆๆๆๆ ,, แต่โดยรวมต้องบอกว่าอร่อยมากๆ

ซาละเปาใส้นมร้อนๆ ,, อร่อยสะใจมากๆ ครับ

แม้จะสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด ยังเหลือของหวานอีกสองสามอย่างครับ
เริ่มที่ทาร์ตไข่ อันนี้กลางๆ ครับ ไม่โดนมากเท่าไหร่ (ส่วนหนึ่งเริ่มอิ่มมากแล้ว)

ทาร์ตไข่,, อารมณ์มาแบบเบเกอรี่นิดนึง

จากนั้นก็เป็นฟรุ๊ตสลัดบนเต้าหู้ที่มีกลิ่นอัลมอน
อันนี้แอบชิมของเค้ามาก็โอนะครับ ผลไม้โอเค แต่เต้าฮวยถ้าใครไม่ชอบกลิ่นอัลมอนก็จบ

ฟรุ๊ตสลัดกับเต้าฮวยกลิ่นแอลม่อน

หรือถ้าใครชอบของหวานแนวหรูๆ หน่อยๆ ก็มีแป๊ะก๊วยร้อน-เย็นให้เลือกกันได้ครับ

แปะก๊วยร้อน-เย็นก็มีให้เลือกนะครับ ^^

จริงๆ ยังมีของหวานพวกพายอีก แต่ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ เพราะกินไปเยอะมากๆ อิ่มมากๆ
ปิดท้ายแค่นี้ละกันครับ

ที่มากินครั้งนี้

ผมชอบบรรยากาศทั่วๆ ไปของโรงแรมนะ มันเก๋ตั้งแต่มีเรือมารอรับ แถมการตกแต่งห้องอาหารผมว่าก็สวยดีนะครับ ,, ส่วนเรื่องการบริการนี่ก็แอบเข้าใจนะครับว่าคนเยอะ เลยมีช้าตอนแรกๆ นิดนึง ซึ่งช่วงนั้นกำลังหิวพีค แต่กินไปกินมาพอคนเริ่มซาก็เสิร์ฟเร็วดีนะครับ พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นกันเองดี ,, เหมาะกับการมาแอบเดทกันสองคน (แต่ทั้งคู่ต้องกินบู๊ซักหน่อย) หรือมาแบบครอบครัวก็ได้

ส่วนเรื่องอาหารผมว่าอร่อยใช้ได้ มีบางเมนูที่ไม่ค่อยโดน ส่วนมากจะเป็นพวกหมูแดงทั้งหลาย ส่วนนึงตัวผมเองอาจไม่คุ้นกับหมูแดงที่นี่ เพราะผมรู้สึกว่ากลิ่นเครื่องเทศจะเยอะนิดนึง ,, ส่วนเมนูที่ผมชอบก็เป็นพวกหอยเชลล์และกุ้งนะ มันเด้งๆ กรอบๆ อร่อยดี, นอกจากนั้นก็มีฝั่นโก๋ว, ซุปหูฉลาม แล้วก็ซาละเปารสนม

ยินดีที่ได้มากินที่ห้องอาหาร Silver Waves ครับ 😉

เหมือนแอบจะชม แต่ถ้าเทียบกับราคาบุฟเฟต์หัวละ 590 บาท (ซึ่งยังไม่รวมน้ำ) ก็ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน นี่โชคดีที่มีโปรโมชัน ซึ่งหักลบไปแล้วผมกินก็สามร้อยปลายๆ เหมือนกัน ,, ส่วนถ้ามาตอนเย็นต้องสั่งเป็นจานอันนี้แอบอันตรายเหมือนกัน เพราะถ้าเจอจานไม่ถูกปากนี่บาดเจ็บกันเลยทีเดียว

สุดท้ายก่อนกลับขอชื่นชมวิวอีกทีหนึ่ง 😀 ชอบจริงๆ กับการออกไปชมวิวที่ระเบียง

วิวแม่น้ำเจ้าพระยา (3)

Nakatani

นานๆ ทีได้มีโอกาสมากินอาหารที่ร้านหรูๆ กับเค้าบ้าง
จริงๆ ส่วนมากที่กินที่ผ่านมาก็เป็นร้านอาหารธรรมด๊าธรรมดา (เหรอ) เอาเป็นว่า วันนี้แหละ กินหรูสุดแล้ว
ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่รู้จักกันในนามว่าร้าน Nakatani ครับ

ทำเลที่ตั้งร้านนี้

ร้านนี้อยู่ชั้น 1 ของตึก PS residence ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 30 อีกทีนึงครับ
ถ้าจะเลือกมา BTS แนะนำให้ลงสถานีพร้อมพงษ์ แต่ต้องเดินย้อนมานิดนึงนะครับ
เข้ามาในซอยลึกประมาณ 300 เมตรได้ครับ จะเดินมาก็ได้ครับ แต่เหนื่อยหน่อย
โดยจะเห็นตึกอยู่ทางด้านขวามือ สังเกตดีๆ ครับ

หน้าตึก PS residence ที่มีร้าน Nakatani ที่กำลังจะไปชิมกันครับ

จริงๆ ถ้าจะพูดให้ครบ คงต้องเรียกชื่อร้านว่า Wagyu Chyubo Nakatani (ความหมายไม่รู้จริงๆ ฮาๆๆๆ)
เพราะร้านต้นตำรับร้านแรกชื่อว่า Baan Nakatani ครับ อยู่ที่ซอยสุขุมวิท 11 ติดคลอง


View Nakatani in a larger map

ร้าน Wagyu Chyubu Nakatani ที่ไปวันนี้เปิดเป็น 2 ช่วงนะครับ
คือตอน 11.30-14.30 น และอีกทีตอน 17.30-23.30 น โทร 022043199 ครับ
ส่วนร้าน Bann Nakatani ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 11 จะปรับเปลี่ยนเวลานิดนึง
คือเปิดร้าน 11.30-14.00 น และอีกทีตอน 17.30-22.00 น โทร 026510550 ครับ

วันนี้เอาแค่ที่ร้าน Wagyu Chyubo Nakatani แล้วกัน

หน้าร้านครับ สังเกตว่าจะมีออร่าเปล่งมาจากในร้าน คว้างๆๆๆ
ระวังมันจะรู้สึกดูดๆ อยากให้เราเข้าไปในร้านแบบแปลกๆ อร๊างงงงง

หน้าร้าน Wagyu Chyubo Nakatani ที่ชั้น 1

เปิดประตูเข้ามา กริบ,,,, ไม่มีคนเลยครับ ฮาๆๆๆ
ส่วนตัวชอบนะ ร้านเป็นระเบียบ ดูสะอาดตาดีครับ มีเปิดเพลงคลาสสิกคลอเบาๆ

บรรยากาศภายในร้านครับ ดูเจ้าฮะมากๆ

โดยรวมเท่าที่เปิดเมนูราคาอาหารมาก็ถือว่าค่อนข้างแพงครับ
แต่วันนี้ที่จะมากินเป็นเมนูบุฟเฟต์ครับ เป็นชาบูชาบูเนื้อวากิวแบบบุฟเฟต์
พอดีที่ร้านจัดโปรโมชันลดราคา แต่สังเกตราคาแล้วก็เหงื่อตกเหมือนกัน เฮือกกกก
ซึ่งราคาที่ติดนี้ ยังไม่ได้รวม VAT และ service charge แต่ประการใด

เมนูบุฟเฟต๋เนื้อวากิวพร้อมออเดิร์ฟ ,, แพงใช่เล่น

คิดถึงเนื้อวากิว…. เอาวะ อยากลองชิมดูซักตั้ง,,,,
เมื่อตกลงปลงใจตกร่องปล่องชิ้นแล้วก็จัดมาเหอะครับ

แอพพิไทเซอร์แห่งบุฟเฟต์ขั้นเทพ

ก่อนที่จะได้สัมผัสเนื้อ ทางร้านก็มีของตัดกำลัง เอ้ย!! อาหารเรียกน้ำย่อยครับ
มาแบบอย่างหรูเลย ทั้งใส้กรอกอย่างดี, เป็ดรมควัน, สลัดผัก, หมูดำผัดกระเทียม และ เนื้อวากิวย่างไฟ
แค่อาหารเรียกน้ำย่อยก็ทำดีมากๆ แล้วล่ะครับ

ใส้กรอกในน้ำร้อน,, กรอบอร่อยดีมากครับ
Wagyu Roast Beef อร่อยดีอะ หม่ำกะวาซาบิ
หมูดำผัดกระเทียม น่ากินๆๆๆ
สลัด + น้ำสลัดแบบญี่ปุ่น ^^
เป็ดรมควันอย่างเมพ,, ชอบมากๆๆ

ผมว่าแค่เมนูเรียกน้ำย่อยก็สุดยอดแล้วล่ะครับ
ส่วนตัวผมชอบเป็ดรวมควันกับเนื้อวากิวรมควันนะ ผมว่าเค้าทำได้ดีเลยล่ะ
แค่กินออร์เดิฟก็อิ่มจะแย่แล้วครับ เอิ้กๆๆๆๆ

เนื้อวากิวรวมควันอย่างดี อร้างงงงงง!!

เปิดศักราชด้วยสุกี้-ชาบูดีกว่า

ก่อนที่จะซัดบุฟเฟต์ออร์เดิฟจนอิ่ม ก็สั่งเนื้อวากิวมาลองดีกว่าครับ
แต่ก่อนที่เนื้อจะมาลง ก็ต้องตะเตรียมเครื่องเคราต่างๆ ให้มันเรียบร้อยก่อน
ทั้งน้ำจิ้ม เตา และผัก (ผักไม่กินเยอะนะ ฮาๆๆๆ)

ชุดผักสำหรับสุกี้และชาบู ,, ต่างกันนิดหน่อย
ชุดน้ำจิ้ม เครื่องเคียง และไข่

ส่วนหม้อก็มีมาสองเลย อันนึงสุกี้ (หม้อดำ-น้ำดำ) อีกอันชาบู (หม้อเงิน-น้ำใส)
ถ้าอธิบายสั้นๆ สุกี้แบบญี่ปุ่นเค้าจะเป็นน้ำดำๆ รสชาติเค็มๆ หวานๆ ต้มผักอะไรในนั้น เวลากินก็เอาเนื้อดิบลวกเป็นคำๆ แล้วจิ้มน้ำจิ้มหรือไข่ดิบ ซึ่งต่างกับบ้านเราอย่างแรง ,, ส่วนชาบูอารมณ์คล้ายๆ สุกี้บ้านเราปนๆ กับพวกชาบูตามห้าง คือเป็นน้ำใสๆ ดื่มกินได้ จะกินก็เอาเนื้อลงไปลวก หรือจะตักขึ้นมาเป็นถ้วยๆ ก็ได้ แล้วแต่จิตศรัทธา

หม้อสำหรับสุกี้ครับ ,, กำลังเตรียมผัดมันเลย
หม้อนี้เป็นชาบู น้ำใสไหลเย็น ฮว้ากกก

และแล้ว เนื้อวากิวที่รอคอยก็มา แช่แข็งเรียงกันเป็นตับกันมาเลยครับ
เนื้อวากินชิ้นโต หั่นบางๆ และมีลายเนื้อสวยงามดีมาก มองแล้วหิวตะหงิดๆ

อ่า,, เนื้อวากิวที่รอคอย
มองไปดูอีกจาน,, เห็นแล้วสดชื่นดีจัง
เนื้อวากิวแบบระยะใกล้ ,, คิดแล้วหิวตาม

คนไม่กินเนื้อก็มีหมูดำด้วยนะครับ
เนื้อแน่นอร่อยครับ แต่จานแรกที่มาเสิร์ฟแอบมันเยอะไปหน่อยนะ

จานนี้เป็นหมูดำครับ ,, เหนียวนุ่ม

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เตรียมความพร้อมก่อนเอาเนื้อไปลงน้ำ,,
ไอ้ที่เป็นชาบูก็ไม่มีอะไรมาก เอาน้ำลง ผักลง คนๆๆ ก็โอเค
ส่วนชาบูก็ต้องมีผัดเครื่องลงไปก่อน ถ้าผัดไม่เป็นก็มีพนักงานเค้าช่วยผัดด้วยนะเธอ

ชาบูก็ใส่น้ำแล้วก็ใส่ๆๆๆ ผักไป ,, รอลงเนื้อ
อ่า ผัดหอม และเนื้อลงไปก่อน สำหรับสุกี้ครับ
ทำไม่เป็นก็มีน้องพนักงานมาช่วยผัดให้ ฮาๆๆๆ

และแล้ว ,, ก็ถึงคราวที่เนื้อเราจะลงไปแล้ว

หิวแบบกำลังดี เลยขอเอาเนื้อลงไปกระซวกในน้ำซักทีซิ
อยากรู้เหมือนกันว่าวากิวจะแหล่มแค่ไหน

เอาเนื้อลงไปกระซวกน้ำแบบสุกี้ ฮว้ากกกก
รอให้เนื้อสุกได้ที่,, บุ๋งๆๆๆๆ เนื้อค่อยๆ เปลี่ยนสี

ความสุกของเนื้อนี่แล้วแต่ชอบครับ แต่แนะนำว่าอย่าสุกมาก มันจะเหนียวไป
ของผมแนะนำเอาแบบแดงปะแล่มๆ สีแบบนัวๆ กำลังพอดีๆ ,,
แล้วพอลวกเนื้อเสร็จ บางคนอาจชอบน้ำจิ้ม แต่ผมชอบจิ้มไข่ดิบนะ อร่อยดี

แล้วก็เอามาจิ้มไข่ดิบ ,,, อร่อยๆ

ลองชิมมา เนื้อวากิวมันก็อร่อยแหละ เนื้อเกรดดี นุ่ม และมีส่วนของมันที่กำลังดี
ถ้าเอาเนื้อลงลวกในน้ำสุกี้แบบกำลังแดงนัวๆ พอดีๆ นี่แจ่มมากเลย เนื้อมันได้ที่มากๆ
ถ้าอร่อยก็กินเรื่อยๆ ละครัฟฟฟฟฟ

เอาเนื้อลงอีกเรื่อยๆๆๆ อร่อยจัง

อิ่มมากๆ ครับ จำไม่ได้ว่าซัดไปกี่จานได้ ,,
แต่ถ้าเฉลี่ยจากวันนั้นที่กินไข่ดิบ (ที่เอามาจิ้ม) ไปสามฟอง ,, ตีๆ น่าจะได้สิบจานใหญ่ได้
เวลาเหนื่อยๆ แล้วได้เนื้อเติมพลังนี่ดีจังแฮะ

ที่มากินวันนี้

เนื้อวากิวมันก็อร่อยอย่างที่เค้าบอกแหละนะ
ทั้งเรื่องความนุ่ม ปริมาณไขมันต่อชิ้น รวมทั้งกลิ่นของเนื้อที่ไม่มีเหม็นเลย
จะว่าระดับเทพไหม ผมให้แค่ระดับอร่อยมาก ,, เพราะส่วนตัว ชอบเนื้อย่างมากกว่า ฮาๆๆๆ

เนื้อวากิวอย่างดีที่ Nakatani

แต่ส่วนตัวผมก็ยังมองว่ามันแพงมากๆๆๆๆ อยู่ดี ถ้าตกหัวละพันแบบไม่รวม vat + service charge ซึ่งคิดรวมๆ แล้วประมาณพันสองได้ (นี่ยังไม่ได้รวมเมนูนอกเหนือจากบุฟเฟต์นะครับ) เอาซะเครียดตอนจ่ายเงินเลย
ซึ่งนอกจากเมนูบุฟเฟต์แล้ว จริงๆ เมนูอื่นๆ ของร้านก็ดูน่าสนใจมากๆ ทั้งอาหารชุดและอาหารกินเล่น แถมราคาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผมว่าไม่โหดมากด้วย ,, ถ้ามีโอกาสก็ลองมาชิมกันดูได้

(ปล, โปรโมชัน 999 ของเนื้อวากิวมันมีเวลาจำกัดนะครับ ไม่แน่ใจว่าหมดไปหรือยัง แนะนำว่า ลองโทรไปสอบถามกับทางร้านก่อนดีกว่า)

King Kong Yakiniku , Return!!!

เวลาผ่านไปนานปีกว่าๆ ผมกลับมาที่นี่อีกครั้งครับ
ร้านเนื้อย่างร้านแรกๆ ที่ผมได้มีโอกาสมากินแบบหนักหน่วง และประทับใจมากๆ
รวมทั้งเป็นร้านแรกๆ ที่ผมได้ทำลองรีวิวลง blog เพื่อเผยแพร่บนโลกอินเตอร์เนทด้วย
วันนี้ ผมกลับมาร้าน King Kong Yakiniku อีกครั้งครับ

Love Yakiniku, love King Kong ;D

หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก

จริงๆ เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ผมเคยมีโอกาส review ร้านนี้แล้วนะครับที่ review ที่ blog เก่าของผม ลองเปิดอ่านดูสมัยนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ รูปส่วนมากก็ใช้ iphone ถ่ายเอา แต่ก็โอเคนะ

วันนี้จริงๆ ได้คิวนัดกินกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ ThaiThinkpad.com ที่พร้อมใจกันมาเลยได้มีโอกาสมาอีกที (จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็กินกันมาอีกหลายทีนะ) สิ่งนึงที่ผมชอบคือราคาเค้ามาแบบ Net แล้ว ไม่ต้องบวกค่าบริการหรือ Vat อะไรเพิ่มอีก ,, ราคานี้ก็ 450 บาทรวมน้ำ รวมเนื้อ สำหรับบุฟเฟต์ 2 ชั่วโมงเท่าเดิมมาตลอด

หน้าร้าน King Kong ตอนกลางคืนครับ

จริงๆ ร้าน King Kong เห็นว่ามีอีกสาขาเปิดที่ Town in town ด้วย นะครับ ,, แต่วันนี้ที่มาคือสาขาหลังสวน
ทางมาก็เข้าซอยหลังสวนจากทางด้านเซ็นทรัลชิดลมหรือ BTS ชิดลมมาประมาณ 100 เมตรครับ
ร้านเปิด 11 โมงถึง 5 ทุ่มครับ, สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ 022545177 ครับ


View King Kong Yakiniku in a larger map

บรรยากาศ 1 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ตั้งแต่ขนาดร้าน บรรยากาศร้าน รวมทั้งเมนูต่างๆ ด้วย

บรรยากาศในร้าน King Kong ครับ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก่อนเกิดสงครามครับ
เมนงเมนูอะไรเหมือนเดิมทุกอย่าง
ฝั่งหลังเป็นเมนูเครื่องดื่มและอาหารอื่นๆ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและเสียอารมณ์กับผู้หิวโหยทั้งหลาย ก็มาสั่งอาหารกันครับ

เปิดประเด็นสั่งอาหารกันเถิด

ตั้งแต่ผมร่อนเร่ไปบุฟเฟต์มาทั่วสารทิศ ต้อมยอมรับว่าสมาชิก ThaiThinkpad แดกได้ดุเดือดสุด
ทั้งพี่ชล พี่อั้ม และไอคอน ล้วนแต่เป็นทัพหน้าแห่งการสังหารโหดฝูงโคเนื้อชัดๆ
ตั้งแต่ลีลาการเทน้ำจิ้มและผสมเครื่องปรุง รวมทั้งคนให้เข้ากัน ,, บรรยากาศน่ากลัวยิ่งนัก

น้ำจิ้มและเครื่องปรุงที่อยู่ด้านหลัง คริๆๆ

จากนั้นอาหารที่สั่งก็มาครับ ไม่ได้ทยอยสั่ง แต่สั่งทีก็เทครัวกันออกมาเลย ,, สงสารเด็กเสิร์ฟที่ยกมาน่ะครับ ตอนแรกมีน้องผู้หญิงคนเดียว เราสั่งจนน้องเค้ากล้ามขึ้นเลยทีเดียว หลังๆ เลยมีน้องผู้ชายมาช่วย ฮว้ากกกส์

และอีกอย่างที่ลำบากในการทำ blog วันนี้ไม่ใช่เป็นความมืดมิดยามราตรี แต่เป็นน้องไอคอนครับ
น้องไอคอนแม้ร่างกายล่ำสันแต่มีความเร็วสูงมากครับ ทันทีที่จานวางบนโต๊ะ น้องแกจะหยิบเนื้อฟาดลงตะแกรงอย่างรวดเร็ว , เอาซะผมห้ามไม่ทัน ไม่รู้ว่าไปโกรธอะไรวัวที่ไหนมา

ก็สั่งมาทีละแค่นี้เอง (สังเกตจานบนโต๊ะกับตะแกรงที่ไอคอนวางเนื้อไปแล้ว)
ปริมาณกองจานที่สั่งมาแต่ละครั้ง เฮ้ออออ

เอาเป็นว่า เริ่มที่ผักก่อนละกันครับ

ผักกาดหอม เอามากินกับเนื้อแก้เลี่ยนได้ดีนักแล
เห็ดออรินจิและหอมหัวใหญ่ครับ
เหล่าผักยำและกิมจิครับ

จริงๆ โต๊ะนี้ไม่บริโภคผักเท่าไหร่นะครับ (ที่พอกินบ้างก็มีแต่ผักยำกับเห็ด)
สั่งผักมาทีไรเหมือนถูกประมาณด้วยสายตาและพื้นที่ว่างบนโต๊ะ
ส่วนสิ่งที่ผมว่า Drop ไปคือข้าวกระเทียมนะ ผมว่ามันไม่อร่อยเท่าเดิมนะ

ข้าวกระเทียม ,, มันถูกปากผมน้อยลงนะ

ส่วนซุปคิงคองก็เป็นซุปกระดูกเคี่ยวครับ ,, แม้รสชาติพอใช้ แต่ส่วนตัวผมว่ามันข้นไปนะ

ซุปกระดูกของคิงคอง ข้นคลั่กๆๆๆ

ต่อมาเรามาสอยจานเนื้อกันต่อเลยดีกว่า

ก่อนที่ไอคอนจะซัดเนื้อหมด ต้องรีบถ่ายก่อนดีกว่าครับ

เนื้อสันครับ น่ากินใช้ได้
เนื้อลายมันครับ อร่อยดีนะ
เนื้อติดมัน อันนี้ชอบสุดในบรรดาเนื้อ 3 อย่าง

ส่วนตัวผมว่าคุณภาพเนื้อยังโอเคอยู่ แต่ก็ต้องบอกว่ามันลดลงนิดนึงนะ
ตั้งแต่เนื้อที่ได้ผมว่าไม่โอเหมือนเดิมนะ ให้ความรู้สึกว่าหั่นมาก่อนแล้วค่อยแช่แข็งต่ออะ มันแฉะๆ กว่าเดิม
ส่วนความหนาเนื้อคงสู้พวก Ala carte ไม่ได้ แต่ก็ยังโอเคนะ

ส่วนเนื้ออื่นๆ ก็โอเคนะ คล้ายๆ เดิม

หมูสันคอครับ กินไม่ทันไอคอนเท่าไหร่
เบคอนครับ วางไปไฟลุกพรึบ!!!
เนื้อไก่ราดน้ำจิ้ม แฉะไปหน่อยครับ
ปลาหมึกครับ ให้มาทั้งตัวเลย ง่ำๆๆๆ
แซลม่อนชิ้นโต ควรค่าอย่างยิ่งแก่การลุยไฟ

ส่วนตัวผมว่าปลาหมึกและกุ้ง (ถ่ายไม่ทัน) ถือว่าโอเคนะครับ
แต่ที่ผมว่าโอกว่าคือแซลม่อนครับ ,, เพราะอะไรนั่นเหรอครับ ,, เพราะเตามันเล็กน่ะครับ
เราเลยลอกหนักปลามันออกแล้วซัดแซลม่อนกันสดๆ เลย ง่ำๆๆ อร่อยมากๆ ,, รู้สึกตัวเองคล้ายหมีกริซลี่ย์ แฮ่ๆ

ลอกหนังปลาแซลม่อนออก แล้วซัดกันสดๆ ไปเลย

หลังจากที่อาหารวางยังไม่ครบและเปิดตะแกรงไปแล้ว (ขณะที่กำลังถ่ายรูปอยู่)
ผมก็ต้องเร่งฝีพายหน่อยครับ เดี๋ยวจะน้อยหน้าสมาชิกท่านอื่นๆ ฮว้ากกกกก ปิ้งๆๆๆ จิ้มๆๆๆ

ฟาดเนื้อลงตะแกรง ฉ่าๆๆๆ หิวมากๆๆๆๆ
ปิ้งได้ที่ก็เอาเนื้อลงสะเด็ดน้ำจิ้ม ,, แหล่มมาก

ส่วนการบริการผมว่าโอเคเลยนะ พยายามเข้าใจว่าคนเยอะ แต่ก็บริการไม่เลวเลย
น้องเค้ามีเดินมาเปลี่ยนตะแกรงให้ด้วย แถมน้ำนี่เดินเติมจนขาขวิด จริงๆ ยกแกลลอนน้ำมาเลย

บริการเปลี่ยนตะแกรงให้เป็นพักๆ ตามความว่างของพนักงาน 😉

บรรยากาศการกิน แทบจะไม่มีจะคุยเรื่องอื่นๆ นอกจาก IT, Thinkpad และตู้เติมเงินเลย ฮาๆๆๆ
แต่บรรยากาศสนุกมาก เหมือนได้พี่น้องมาพบปะกันอีกครั้งหนึ่ง ช่างน่ายินดียิ่ง

บรรยากาศหลังจากจัดเรียงอาหารอย่างเข้าที่

ปิดท้ายโคตรมื้อเย็นนี้ด้วยของหวานครับ ,,, เหมือนเดิมมาตลอด
นั่นคือถั่วแดงเย็นครับ รสชาติไม่รับรู้แล้ว เพราะจุกจากเนื้อมาเต็มพิกัด เอิ้กกกก

ปิดท้ายด้วยถั่วแดงเย็น เอิ้กกๆๆๆๆ อิ่มๆๆๆ

คิดว่าคราวหน้า เจ้าของร้านคงไม่ให้ผมและผองเพื่อนเข้าร้านอีกเป็นแน่แท้,,,

ที่มากินวันนี้ครับ

ส่วนตัวผมว่า 1 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่มากินร้านเค้าครั้งแรก และหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ร้านเค้าดังขึ้น ลูกค้าเยอะขึ้น คุณภาพโดยรวมก็ต้องบอกว่า drop ลงนิดนึง แต่หลายๆ อย่างเค้ายังรักษามาตรฐานได้ดีในระดับที่ผมว่าโอเคอยู่นะ

ส่วนตัวผมก็ยังชื่นชอบ King Kong นะ

ผมก็ยังชอบและประทับใจร้านนี้อยู่ครับ 🙂

ตะลุยตึกใบหยก 2 — Baiyoke sky tower part 2

หลังจากที่เปิดห้องอาหาร Sky Lounge ของตึกใบหยก 1 ไปแล้ว
วันนี้ก็จะลองไปห้องอาหารที่ชั้นสูงกว่าเดิมครับ เนื่องจาก entry นี้จะพาไปตะลุยตึกใบหยก 2 หรือ Baiyoke Sky Tower ครับ ซึ่งเป็นตึกสูงที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ และจากทุกครั้งที่มองตึกใบหยกจากพื้นราบ วันนี้ก็จะพาไปชมวิวตอนกลางคืนของกรุงเทพฯ จากตึกที่สูงที่สุดด้วย แหล่มมากๆ ครับ

มุมมองที่คุ้นเคยของตึกใบหยก 2 จากตลาดประตูน้ำตอนดึก

เลิกมองใบหยกจากประตูน้ำ ,, แล้วมองประตูน้ำจากใบหยกซักวันละกัน 😀

ความซับซ้อนแห่งใบหยก 2

ตึกใบหยก 2 เป็นอาคารใกล้ๆ กับตึกกใบหยก 1 ครับ พอเดินเข้ามาแล้วทางข้างในตึกจะค่อนข้างซับซ้อน ส่วนตัวแนะนำว่าให้หาหรืออย่างน้อยสอบถามบริกรซักท่านของทางอาคารให้ช่วยนำทางขึ้นไปครับ ซึ่งวันนี้ผมจะไปชั้นที่สูงกว่าเดิมคือชั้น 79 ครับ

วันนี้จะไปกินอาหารชั้น 79 ครับ!!

จริงๆ ในตึกใบหยก 2 มีร้านอาหารหลายร้านนะครับ ทั้งแบบเนื้อสเต๊ก, บุฟเฟ่ต์นานาชาติ แต่วันนี้จะลองไปชิมอาหารจีนครับ ชั้น 79 ชื่อห้องอาหาร Stella ครับ ,, เพียงแค่เปิดลิฟท์ออกมาก็รู้แล้วครับว่าหรูมากๆ บรรยากาศงี้ทำให้ขนลุกฟู่ๆ ขึ้นมาเลย

ห้องอาหาร Stella ช่วงวันจันทร์-ศุกร์จะเปิดเฉพาะช่วงเย็นครับ ตั้งแต่เวลา 17.30-23.00 น. , ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเปิดสองช่วงครับ คือมื้อเที่ยง ตั้งแต่ 11.00-14.00 น. และมื้อเย็น 17.30-23.00 น. ครับ แนะนำให้ไปเร็วๆ นิดนึง จะมีอาหารออกมาใหม่ๆ ร้อนๆ กว่านะครับ

บรรยากาศหรูหราเพิ่มขึ้นมากกับห้องอาหารจีน Stella

เท่าที่สังเกตห้องอาหารนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนนะครับ คือเป็นส่วนที่เรานั่งกินแล้วเดินไปตักบุฟเฟต์แบบธรรมดา กับแบบมีห้องแยกส่วนตัว (เท่าที่เห็นมีคาราโอเกะบริการด้วย) ซึ่งจะมีรถคาราวานเดินไปเสิร์ฟเมนูต่างๆ (แต่ค่าใช้จ่ายกับจำนวนคนไม่แน่ใจเหมือนกัน) แต่เท่าที่ลองนั่งดู แค่โต๊ะธรรมดาก็หรูมากๆ แล้ว

บรรยากาศในห้องอาหาร Stella ครับ

บรรยากาศในห้องอาหารตกแต่งได้ดีครับ สะอาดเรียบร้อยดีมาก มองกวาดๆ ดูลูกค้าเต็มเกือบทุกโต๊ะ โดยเฉพาะโต๊ะติดหน้าต่างนี่ไม่มีขาดเลย เพราะวิวเค้าดีจริงๆ ซึ่งวันนี้ก็โชคดีที่จองไว้ก่อน ผมก็ได้นั่งโต๊ะติดหน้าต่างด้วย วิวดีมากๆๆๆ

โต๊ะทำเลติดหน้าต่างบรรยากาศดีมาก คนไม่ขาดเลย
ได้โต๊ะที่จองไว้แล้วครับ อุปกรณ์การกินพร้อม แถมคุณภาพจานชามเค้าดีจริงๆ
ถ่ายวิวกรุงเทพฯ มุมสูง จากโต๊ที่นั่ง สวยจริงๆ

แถมพอดีโต๊ะข้างๆ มีวันเกิดด้วย ก็มีวงดนตรี trio สามคนมาเล่นเพลง HBD และเพลงอื่นๆ ให้ถึงโต๊ะเลย น่ารักมากๆ

วงดนตรีสามคนเดินมาเล่นตามโต๊ะ เก๋มากครับ

ได้โต๊ะแล้วก็เดินไปตักอาหารเลยครับ

เดินมาตักอาหารกันดีกว่า

อย่างที่ทราบๆ กันว่าที่นี่เป็นห้องอาหารจีน หลักๆ ก็เป็นอาหารจีนชั้นยอดมากมาย มีอาหารเรียงรายเยอะมาก เอาเป็นว่าผมพยายามชิมอย่างละนิดละหน่อยแต่ก็ยังไม่ครบเลย แถมชื่อก็ยาว จำเมนูได้ไม่หมด เอิ้กๆๆๆ แต่เดี๋ยวค่อยๆ ไล่ดูละกัน

เมนูอาหารเยอะไปไหมคร้าบบบบบ กินไม่ไหว

เริ่มที่ขาหมูน้ำแดงกับหมั่นโถวครับ เข้าคู่กันใช้ได้ ไม่เลวๆ

ขาหมูน้ำแดง รสชาติไม่เลวครับ เอามากินกับหมั่นโถว
หมั่นโถวนึ่งอย่างดี เอามากินคู่กับขาหมูครับ

ต่อไปเป็นห่ำสุยกอครับ อารมณ์ประมาณเป็นแป้งข้าวเหนียวห่อใส้ครับ อารมณ์ประมาณผัดกุยช่าย แป้งเหนียวนุ่มอร่อยดี

ห่ำสุยกอ ทำมาเป็นคำๆ แป้งเหนียวๆ โดยรวมอร่อยดีครับ

ต่อมาเป็นพวกข้าวอบต่างๆ ที่จำได้ก็มีข้าวอบทะเล กับข้าวอบสเตล่า ใส่ถ้วยสีขาวอย่างดี เท่าที่ลองชิมรสชาติถือว่าใช้ได้เลย แต่กินไม่หมดอะ เพราะหม้อนึงก็เยอะเหมือนกัน

แถวนี้เป็นโซนตระกูลข้าวอบหลากหลายหน้า
อันนี้ข้าวอบซีฟู้ดครับ อร่อยดีมากๆ

ต่อมาก็เป็นหมูกรอบครับ เลือกส่วนที่ติดมันไม่มากมาครับ ทอดได้กรอบดีเยี่ยม

หมูกรอบแหล่มมากๆ

ต่อมาก็เป็นโซนหม้อสุกี้ครับ เลือกผักเลือกอาหารได้ตามสบายครับ มีซีฟู้ดด้วย คล้ายๆ เมนูสุกี้ฝั่งใบหยก 1 ครับ แต่ที่นี่ดิสเพลย์ดีกว่า แถมมีน้องพนักงานช่วยตักด้วย

โซนสุกี้และต้มยำทำแกงครับ เลือกของสดไปทำบนโต๊ะเองเลย
เลือกอาหารทะเลต่างๆ มากินได้โดยสบาย

ต่อมาก็เป็นสายติ่มซำครับ มีทั้งแบบธรรมดาๆ พวกขนมจีบ ซาละเปา ฮะเก๋า หรือพวกติ่มซำประยุกต์ก็มี

ติ่มซำน่ากินมีเยอะแยะมากมายครับ
อย่าเพิ่งหยิบเยอะครับ ยังมีของอร่อยอีกเพียบ

จากนั้นก็เป็นเมนูกุ้ง ทั้งกุ้งราดซ้อสส้ม และกุ้งต้มกินกับน้ำจิ้มแบบต่างๆ ส่วนตัวผมว่ากุ้งเค้าสดดีนะ รสชาติโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลย

กุ้งซอสส้มครับ ได้อารมณ์สดชื่นดี น่าลองชิมดู
กุ้งต้มในโถชามโต กินคู่กับน้ำจิ้มแบบต่างๆ

นอกจากนั้นก็มีเมนูอร่อยๆ อื่นๆ อีก พูดตรงๆ ว่าเยอะครับ รสชาติโดยรวมอร่อยปานกลาง ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก เป็นไปตามมาตรฐานอาหารจีนครับ ,, ส่วนนึงคือผมคงอิ่มมาก และพยายามยัดอาหารลงไป เท่าที่สังเกตส่วนมากถ้าไม่เป็นพวกอาหารทะเลก็จะเป็นเนื้อเป็ดเป็นส่วนใหญ่ครับ

กระเพาะปลาผัดแห้ง รสชาติปานกลางครับ
ปลาราดซ๊อส XO ครับ รสชาติถือว่าไม่เลวเลย
หมูผัดอะไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้ ,, อันนี้อร่อยดีนะผมว่า
หูฉลามน้ำแดง ,, รสชาติโอเค แต่เนื้อหูฉลามน้อยไปนิด อิอิ

แต่สิ่งที่เด็ดที่สุดสำหรับห้องอาหาร Stella ที่ผมและคณะที่ไปกินประทับใจโคตรๆ คือ “เป็ดปักกิ่ง”ครับ
ผมประทับใจมากจนต้องถ่ายรูปทุกขั้นตอนมาเลยทีเดียว 😉


เริ่มตั้งแต่คุณพ่อครัวลากเป็ดตัวโตที่ย่างกันจนหนังกรอบกำลังได้ที่มาแล่เอาหนังมันมาครับ
จากนั้นก็หยิบแป้งที่นึ่งมาอย่างดีออกจากลังถึงไม่ไผ่
จากนั้นก็บรรจงวางหนังเป็ดย่างกรอบ แตงกวา และหัวหอมลงไป
บรรจงราดซ๊อสหวานปรุงพิเศษลงไป
ได้แล้ว เมนูเป็ดปักกิ่ง เจ๋งมากมายครับ

ผมว่ารสชาติมันกลมกล่อมเอาเสียมากๆ เลยครับ กลิ่นหอมและความกรอบของหนังเป็ดที่เคล้าไปกับซอสหวานปรุงรสพิเศษคล้ายกับความน่าหลงไหลและเย้ายวนของหญิงสาวภายใต้อาภรณ์อย่างแป้งปอเปี๊ยะและเครื่องประดับทั้งแตงกวาและหัวหอม ซึ่งจะช่วยตัดความเลี่ยนและทำให้รสและกลิ่นต่างๆ ละมุนมากขึ้น ,, พูดตรงๆ ว่าสุดยอดมากครับ จานนี้ไม่ควรพลาดเลยครับโดยเฉพาะคนที่ชอบเป็ดปักกิ่งเดิมอยู่แล้ว เยี่ยมมากเลยทีเดียว

ซี๊ดซ้าดกับเป็ดปักกิ่งแบบหนังกรอบๆ หอมๆ สวยมากๆ

ของหวานเค้าก็มีนะครับ

ของหวานจริงๆ ก็คล้ายๆ ของหวานตามร้านอาหารทั่วๆ ไปครับ มีผลไม้ มีเค้ก มีไอศครีม ดูแล้วด็เฉยๆ ครับ เพราะส่วนตัวก็อิ่มมากแล้วกับบรรดานานาอาหารจีนหลายชนิด

ขนมเค้กและขนมทั่วๆ ไปก็มีน่ะครับ

ที่เก๋ๆ ก็มีห่ำกอสุ่ยจากใส้เค็มก็มาเปลี่ยนเป็นใส้หวาน น่ากินดีมากๆ ครับ

ขนมคล้ายๆ ห่ำสุ่ยกอแต่เป็นใส้หวานแทน
เออ มีราดน้ำผึ้งด้วย ดูเก๋ไปอีกแบบ

แต่ที่เก๋เลยจริงๆ คือไอศครีมทำเองครับ มีรสชาติประหลาดๆ แปลกๆ ด้วย เช่นงาดำ และเห็ดหูหนูดำ ,,

ไอศครีมก็มีให้เลือกครับ ทั้งเมนูทั่วไปและเมนูแปลกๆ ฮาๆ

ส่วนตัวไอศครีมเห็ดหูหนูตัวไอศครีมพื้นเป็นวนิลา แล้วเติมเห็ดหูหนูบดกำลังได้ที่ลงไป เคี้ยวแล้วมันยัมมี่มาก กรุบๆ กรอบๆ ดี ไม่ได้รู้สึกน่าขยะแขยงหรืออย่างไร ยิ่งกินยิ่งมัน ฮาๆๆๆๆ , ส่วนไอศครีมรสงาดำผมว่าจางไปหน่อย ส่วนตัวผมชอบแบบเจ้มจ้นน่ะครับ

ไอศครีมเห็ดหูหนูครับ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ

ปิดท้ายกินอิ่มด้วยชาร้อนๆ หรือเก๊กฮวยร้อนๆ ซักคำ จบสมบูรณ์แบบจริงๆ มื้อนี้

ปิดท้ายด้วยชาเก๊กฮวยอุ่นๆ ซักถ้วย ,,,, กำลังดีเลยทีเดียว

และด้วยความอนุเคราะห์จากทางตึกใบหยก 2 ผมจึงได้มีโอกาสขึ้นไปชั้นดาดฟ้าของตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ครับ ,, ข้างบนเป็นระเบียงหมุนๆ แต่เป็นแบบค่อยๆ หมุนช้าๆ น่ะครับ ทำให้มองเห็นกรุงเทพฯ แบบรอบทิศ 360 องศาเลย สวยมากๆ เพิ่งรู้เหมือนกันว่ากรุงเทพฯ สวยมากๆ เลย, แต่ถ้าจะถ่ายภาพตอนกลางคืนก็ลำบากเหมือนกัน

มองกรุงเทพฯ จากใบหยก,, มันสวยจริงๆ
อีกฝั่งของกรุงเทพฯ เห็นทางด่วนด้วย ดูแล้วงงแทนจริงๆ ฮาๆๆ

บรรยากาศแบบนี้ต้องลองมาเจอเองน่ะครับ แล้วจะประทับใจไม่ลืม

ที่มากินวันนี้และการติดต่อกับโรงแรมครับ

ส่วนตัวผมตอนแรกคิดว่าราคามันต้องแพงเวอร์แน่ๆ ทั้งส่วนของอาหารและบรรยากาศผมชอบมากๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่องวิวที่เราจะสามารถเห็นกรุงเทพฯ ได้ทั่วๆ เลย สวยมากๆ ซึ่งราคาถ้าจำไม่ผิดประมาณ 550 บาทสำหรับบุฟเฟต์ธรรมดา และสำหรับคาราวานทัวร์แบบที่เสิร์ฟถึงห้องจะต้องเสียเพิ่มอีกหน่อยครับ ซึ่งส่วนตัวผมว่าราคาอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้นะครับ เพราะเดี๋ยวนี้บุฟเฟต์ดีๆ ร้านทั่วๆ ไปราคาก็หลักเกือบๆ ห้าร้อยแล้ว

แต่อย่างที่บอกครับว่าโต๊ะที่วิวดีๆ มันมักจะถูกจองไว้ก่อน รวมทั้งบางวันโต๊ะที่ห้องอาหารอาจถูกจับจองที่นั่งไปจนเต็มก่อนโดยเฉพาะช่วงหัวค่ำที่คนจะเยอะมากๆ ส่วนตัวผมแนะนำให้จองมาก่อนครับ หรือถ้ายังก้ำกึ่งๆ ไม่แน่ใจว่าจะมาดีไหมก็ลองโทรมาสอบถามก็ได้ (วันเกิดอย่าลืมเรียกนักดนตรีมาเล่นดนตรีให้ด้วยนะครับ)

ส่วนการติดต่อก็มีหลายช่องทางครับ ทั้ง

แล้วคุณจะหลงไหลกรุงเทพฯ ในมุมมองจากใบหยก (และเป็ดปักกิ่ง) ครับ 😀

ตะลุยตึกใบหยก 1 — Baiyoke suite tower part 1

หลังจากที่ตะลุยกินร้านอาหารทั่วๆ ไปมามาก วันนี้ผมก็เลยเปลี่ยนบรรยากาศมากินตามโรงแรมกันบ้าง
ซึ่งว่าไปจริงๆ อาหารโรงแรมเป็นอะไรที่ยังมีรีวิวไม่มากเท่าไหร่ด้วย
เอาเป็นว่า วันนี้เริ่มจากโรงแรมที่ถือว่าสูงที่สุดในประเทศไทยก่อนเลยแล้วกันครับ
นั่นคือ ตึกใบหยก ครับ โดยวันนี้ขอเอาใบหยก 1 ก่อนละกันนะครับ

อาคารใบหยก 1 หรือ Baiyoke Suite

ใบหยกขณะที่ผมเป็นเด็กๆ

หลายๆ ครั้งประสบการณ์ในเด็กมักเป็นรากฐานความคิดตอนเราโตขึ้น หลายอย่างที่เราคุ้นชินในตอนเด็กๆ มันก็จะติดมาเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือ ตึกใบหยกครับ ,, จากเด็กบ้านนอกอย่างผม ตึกใบหยกเป็นอะไรที่หรูมากๆ ยิ่งช่วงนั้น (จำไม่ผิด) มันเป็นตึกที่สูงที่สุดในเอเชีย ซึ่งในความทรงจำของผม จำได้ว่าเคยขึ้นมาที่นี่ครั้งนึง มากินข้าวหรือมาเยี่ยมญาติอะไรประมาณนี้แหละ ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ขึ้นมาอีกเลย ส่วนนึงน่าจะเพราะฝังใจกับความหรูและแพงในอดีต

จนวันนี้ผมได้มีโอกาสขึ้นมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง โดยวันนี้ได้มาทานที่ห้องอาหารชื่อ Sky Lounge ครับ ซึ่งอยู่ที่ชั้น 43 ของตึกใบหยก 1 ครับ โดยการจะมาห้องอาหาร Sky Lounge ก็ไม่ยากครับ โดยการเดินมาใต้ตึกใบหยก 1 ซึ่งจะมีพนักงานคอยรอต้อนรับเราอยู่ เราก็บอกน้องเค้าไปเลยว่าเราจะมาทานอาหารที่ห้องอาหารชั้น 43 เค้าก็จะบริการลิฟท์ให้เราอย่างดี ซึ่งถ้าได้ทำการจองไว้ก่อนก็จะได้รับการบริการที่สะดวกขึ้นเป็นทวีคูณ

ห้องอาหารของเราวันนี้อยู่ชั้น 43 ครับ ,, สูงใช่เล่นเลยทีเดียว

ห้องอาหารวิวสวยยามเที่ยง

ห้องอาหาร Sky Lounge ที่นี่เปิดบริการแบ่งเป็นสามช่วงครับ คือช่วงเช้า (ส่วนมากเป็นแขกที่มาพักมาทานอาหารเช้ามากกว่า ไม่ค่อยมีแขกข้างนอกเท่าไหร่) ,ช่วงเที่ยง (ตั้งแต่ 11.00-14.00 น.) ,และช่วงเย็น (ตั้งแต่ 17.30-22.30 น.) ซึ่งสิ่งที่ห้องอาหารนี้แตกต่างจากร้านอาหารทั่วๆ ไป คือการให้บริการนี่แหละครับ คือ หลังจากที่ลิฟท์เปิดออกมา ก็มีพนักงานมาต้อนรับและพาไปที่โต๊ะอย่างดี ซึ่งบรรยากาศของห้องอาหารก็ออกแนวโทนสีฟ้าโปร่งสบาย สามารถมองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้รอบทิศ

ห้องอาหาร Sky Lounge ครับ
บรรยากาศที่โต๊ะอาหาร กับวิวสวยๆ ที่หาไม่ได้ง่ายๆ

ลืมบอกไปว่าห้องอาหารมีสองฝั่งนะครับ ซึ่งแต่ละฝั่งก็รองรับคนได้ประมาณ 40-50 คนสบายๆ ซึ่งถ้ามีคนเยอะๆ โดยเฉพาะตอนเย็น เค้าก็จะให้บริการทั้ง 2 ฝั่งเลย รองรับคนได้ประมาณ 100 คนได้อยู่ ซึ่งผมว่าถ้าจะมาจัดเลี้ยงอะไรเป็นหมู่คณะก็น่าสนใจใช่เล่น

บรรยากาศห้องอาหารในแต่ละฝั่ง (ถ่ายตอนแขกคนอื่นๆ ลงไปหมดละ)

นอกจากสองฝั่งของห้องอาหารแล้ว ทางโรงแรมยังให้บริการเปิดระเบียงให้เราชมวิวและเก็บบรรยากาศ ถ่ายภาพวิวสวยๆ ของกรุงเทพฯ จากบนตึกใบหยกได้ด้วย ซึ่งผมประทับใจมากๆ แนะนำว่าใครชอบถ่ายรูปก็อย่าลืมพกเลนส์ wide ไปด้วย

มุมสวยๆ จากระเบียงของห้องอาหาร sky lounge
มองตึกใบหยก 2 จากระเบียงห้องอาหารครับ
ท้องฟ้ากรุงเทพฯ สวยงามได้อย่าที่ไม่เคยเจอมาก่อน

มาตักอาหารกันเถอะครับ

เมนูอาหารช่วงเที่ยงจะเป็นบุฟเฟต์ทั่วๆ ไปครับ จะตักอะไรก็ได้เยอะแค่ไหนก็ได้ ทั้งอาหารไทยและอาหารเทศ เป็นแบบเดินตักเอง เท่าที่นับดูก็มีกับข้าวประมาณ 8-10 อย่าง รวมทั้งมีสลัดและขนมหวานบริการด้วย ถ้าจำไม่ผิดราคาหัวละ 190 บาทครับ

เมนูหลากหลาย มีเลือกให้ตักเยอะเหมือนกัน
คราวนี้ผมตักจานของผมบ้างครับ

ส่วนตัวเท่าที่ชิมรสชาติอาหารโดยรวมก็อร่อยพอใช้ ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ออกจะอร่อยด้วยซ้ำ วันที่ผมไปมีแกงมัสมั่นไก่อร่อยครับ เนื้อไก่นุ่ม ไม่ติดกระดูก น้ำแกงละเมียดลิ้น กับอีกอย่างที่ผมชอบคือโซนผลไม้ ทั้งแตงโมและสับปะรดฉ่ำน้ำดีมากๆ ในบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ทำให้อาหารอร่อยเป็นทวีคูณ ส่วนตัวผมว่าเหมาะกับการเลี้ยงน้องหรือเลี้ยงกลุ่มใหญ่ๆ เพราะราคาไม่แพงมากในรสชาติอาหารโอเคๆ แบบนี้ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ และค่อนข้างเป็นส่วนตัวระดับนึงหากคนเยอะพอ

มื้อเที่ยงจานนี้ของผมที่ Sky Lounge
แตงโมกับสับปะรดชุ่มฉ่ำมากๆ ชอบ

จัดหนักต่อด้วยบุฟเฟต์กลางคืน

หลังจากผ่านช่วงเที่ยงไป เราก็มาต่อด้วยบุฟเฟต์เย็นครับ ซึ่งราคาจะอัพแพงขึ้น จำไม่ผิดราคา 530 บาท แต่มันจะชอบมีโปรโมชันซ่อนไว้ทาง facebook คือถ้าโทรมาจอง หรือจะใช้ twitter, facebook มาจอง (ไฮโซมาก) ก่อนก็จะได้ลดราคาลงเหลือ 380 ซึ่งโปรโมชันมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะครับ ลองติดตามกันดูได้

ซึ่งสังเกตว่าตอนเย็นจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมากจนต้องเปิดให้บริการทั้ง 2 ฝั่ง เท่าที่ประเมินแล้วโต๊ะเค้าก็มีการจองหรือมีคนนั่งเกือบครบทุกตัว แต่ไม่ใช่แค่คนเยอะเฉยๆ นะเมนูอาหารก็ยังเพิ่มขึ้นด้วยเป็นเท่าตัวและหลากหลายมากขึ้น มีทั้งอาหารทะเลสดและพร้อมปรุงให้, หม้อสุกี้ที่เราสามารถไปเลือกของสดต่างๆ มาทำเองกันบนโต๊ะได้, อาหารกับข้าวแบบตักๆ ซึ่งรสชาติเหลือล้ำกว่าตอนเที่ยง, เนื้อสเต๊กและปิ้งย่างแบบต่างๆ นี่ยังไม่นับรวมถึงเหล่าของหวานต่างๆ,, ทั้งหมดเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ครับ เยอะมากจริงๆ แค่กินให้ครบก็คงเหนื่อยแล้ว

บรรยากาศห้องอาหารตอนกลางคืนคนเยอะมากๆ
มีเปียโนบรรเลงสดให้ฟังขณะรับประทานอาหารด้วย
มุมส้มตำและอาหารไทยแบบปรุงใหม่ๆ
โซนสุกี้ มีของให้เลือกเยอะดี
หอยตัวใหญ่ และอาหารทะเลอื่นๆ เอามาทำสุกี้หรือปิ้งย่างก็ได้
ปูจ๋ายักษ์ เติมเรื่อยๆ แหล่มๆๆ

แต่สิ่งที่ผมว่าเจ๋งสุดที่ห้องอาหารนี้คือวิวของกรุงเทพฯ ครับ ,, มุมรอบทิศของกรุงเทพฯ เหมือนเป็น wallpaper มีชีวิตและเคลื่อนไหวตลอดเวลาของห้องอาหารแห่งนี้ เวลาเปลี่ยน มุมแสงเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน ก็ให้บรรยากาศการกินอาหารที่ต่างกัน รวมทั้งสามารถออกไปชมวิวข้างนอกตัวตึกได้ด้วย

วิวกลางคืนของกรุงเทพฯ จากห้องอาหาร Sky Lounge

โอ๊ย อยากไปกิน ขอเบอร์ติดต่อที

ถ้าสนใจหรืออยากมา ก็อย่างที่แนะนำไว้ครับ คือโทรมาก่อน อาจสอบถามรายละเอียดหรือเมนูพิเศษในแต่ละวันเพิ่มเติม, โทรมาจองที่ในตำแหน่งและมุมที่ดีกว่า ไม่ต้องมานั่งลุ้นรถติดประตูน้ำ, รวมทั้งการโทรจองก็จะมีโปรโมชั่นพิเศษลดราคา หรือจะ surprise วันเกิดก่อนก็ได้ รวมทั้งหากจองมา การบริการก็จะแอบดีขึ้นนิดนึง ที่ผมชอบคือการเรียกเชิลูกค้าตั้งแต่หน้าปากประตูโรงแรง กดลิฟท์ให้พอขึ้นไปก็เชิญเราไปที่โต๊ะ บริการได้ดีมากๆ ครับ

ส่วนการติดต่อก็มีหลายช่องทางครับ ทั้ง

ถ้าสนใจก็ลองไปดูได้ครับ รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

Elite Grill

หลายคนถามว่าร้านบุฟเฟต์เนื้อย่างร้านไหมแหล่มสุด,,,
มันเป็นอะไรที่ตอบยากเหมือนกัน เพราะว่าการชอบแต่ละบุคคลต่างกัน
แต่ส่วนตัวแล้ว ผมให้ร้านนี้ครับ ,, Elite Grill หรือ อิลีท กริล

ที่มาที่ไปและทำเลของร้าน

พูดตรงๆ ว่าตั้งแต่ผมเริ่มเขียน blog มา ร้านนี้เป็นร้านที่ผมรู้จักเป็นร้านแรกๆ แต่ไม่มีโอกาสไปกินซักที
เพราะด้วยการเดินทางที่ต้องเข้าซอยลึก แถมไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน ไอ้คนไม่มีรถอย่างผมก็พลอยไม่สะดวก
แถมประกอบกับราคาที่ถือว่าแพงได้อีก จึงเป็นข้อจำกันของผมอย่างมากๆ

แต่วันนี้ ขอลุยซักทีครับ

โดยร้าน Elite Grill อยู่ในเวิ้งที่เรียกว่า Ozono plaza ครับ

Ozono plaza ถามว่ามาจากทางไหน มาได้สองทางครับคือฝั่ง ถ.เพชรบุรี หรือฝั่ง ถ.สุขุมวิท แต่ส่วนตัวแนะนำให้มาทางเพชรบุรีง่ายกว่าเยอะครับ โดยเข้ามาทางซอยอิตัลไทย ข้ามสะพานมาอีกนิดเดียวก็ถึงครับ ก่อนที่จะถึงสามแยกข้างหน้า สังเกตทางซ้ายจะเห็นร้านโนบุชาบูอยู่ติดถนนเลย (แต่ร้านเราต้องเข้ามาข้างในหน่อย)
ถ้าใครไม่มีรถก็ให้ลงสถานี MRT เพชรบุรี แล้วต่อรถฝั่งแฟมิลีหมูกระทะ ตรงมาอีกนิดนึงแล้วเลี้ยวเข้าซอยพร้อมพงษ์ครับ ส่วนถ้าใครมีรถก็สามารถจอดที่ Ozono plaza ได้ครับ ประเมินคร่าวๆ น่าจะจอดได้ 30 คันได้สบายๆ อยู่นะ


ดู Ozono Plaza ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เมื่อถึง Ozono plaza ก็ให้เดินเข้ามาข้างในเลยครับ เดินเข้ามาก็จะเริ่มได้กลิ่นเนื้อย่าง

ลืมบอกว่าร้านเปิด 17.00-23.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ ,, ส่วนเสาร์-อาทิตย์-วันหยุดจะเปิด 11.00-23.00 น.
ถ้าสั่ง Buffet จะนั่งได้ 2 ชั่วโมงเต็มๆ ครับ

ในเวิ้งของ Ozono Plaza ครับ
ป้ายร้าน Elite Grill ครับ

บรรยากาศร้านที่นี่ดูสบายๆ ออกแนว Modern หน่อย ไม่ค่อยเอาเกาหลีญี่ปุ่นมาเกี่ยวเท่าไหร่
ร้าน Elite Grill มีสองชั้นนะครับ ชั้นบนกับชั้นล่างคล้ายๆ กัน แต่ข้างบนรองรับโต๊ะที่มีคนมาเยอะๆ
วันที่ไปนี่เป็นช่วงดึก + กลางคืน คนเลยไม่แน่นมากเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวแนะนำให้โทรไปก่อน 02-2597588

บรรยากาศในร้าน Elite Grill

แอบเอาเมนูบุฟเฟต์มาให้ดูด้วย ซึ่งมี 2 เกรด ครับ
แบบแรกเป็นแบบ Silver ราคา 499 บาท กับแบบ Gold ราคา 699 บาท ซึ่งราคายังไม่รวม Vat และ service charge

ถ้ารวมแล้ว แบบ Gold จะตก 823 บาท ,,, โอ้วแม่เจ้า แพงได้อีก ,,, กินมื้อเดียวจนไปเดือนนึง

เมนูบุฟเฟ่ระดับ Silver ราคา 499 บาท ยังไม่รวมชาร์จเพิ่ม
เมนูบุฟเฟต์ระดับ Gold ราคา 699 บาท ยังไม่รวมชาร์จเพิ่ม

แต่ถ้าคลั่งเนื้อย่างจริงๆ แนะนำเอาแบบ Gold ไปครับ เพราะมันมีของเด็ดอยู่ นั่นคือ เนื้อสันนอกพิเศษ
กับอีกอย่าง เมนูแบบ Gold จะมีน้ำโค้กบริการให้ฟรีๆ แบบไม่อั้นด้วย (ไม่มีน้ำแบบอื่นนะ) แถมยังมีเมนูแปลกๆ ให้ลองอีกเยอะ ,, ไหนๆ นานๆ ทีจะมาแล้วก็ของลองไปแบบสุดๆ เลยละกัน

เมื่อตกลงปลงใจ ก็มาลุยกันเลย

เอาครับ รวบรวมกำลังเงินที่เก็บหอมรอมริบมาซัด Gold Package ไปเลย
หลังจากตอบตกลงไป น้องๆ เด็กเสิร์ฟก็ส่งน้ำจิ้มและน้ำโค้กมาวอร์มก่อนหลังจากที่อดอาหารมาตั้งแต่เช้า

น้ำจิ้มถ้วยโต กับพริกกระเทียม มะนาว และต้นหอม
รินมา รินมา โค้กเติมไม่อั้นๆ

เอาถ่านไม้มาใส่ เปิดเตาให้แรง เร่งไฟให้ร้อน เครื่องดูดควันทำงาน รอเนื้อมาเสิร์ฟ โอ้สสสสส!!!

เตรียมตัวให้พร้อมกับศึกครั้งนี้!!

ระหว่างรอทุกอย่างพร้อม เราก็มาสอยเมนูเด็ดๆ รายทางกันก่อน เอามาเรียกน้ำย่อย คริๆๆ
ที่นี่แอบมีชื่อเสียงเบาๆ เรื่องสปาเก็ตตี้ ทั้งคาโบนารา และพริกขี้หนูกระเทียม ก็เลยต้องจัดมาหน่อย

สปาเก๊ตตี้พริดขี้หนูกระเทียม หอมมากๆ
สปาเก็ตตี้คาโบนารา ชีสเยอะๆ เยิ้มๆ

ส่วนตัวชิมสปาเก็ตตี้แล้วถือว่าอร่อย แต่วันนี้คงกินไม่เยอะ เพราะยังมีอย่างอื่นที่อยากกินอยู่

หนึ่งในนั้นคือ Session อาหารญี่ปุ่นครับ มีทั้งข้าวปั้นและซาซิมิครับ น่าสนใจมากครับ แถมมีเทมปุระด้วย เลือกได้ทั้งกุ้งล้วน หรือผสมกับผักทอดครับ
เท่าที่ลองสั่งมาแซลม่อนที่นี่ดูสดมากๆ ถ้าได้มันตอนที่กำลังเลี่ยนเนื้อมากๆ คงจะเพลินไม่ใช่น้อย ส่วนเทมปุระทอดได้กรอบอร่อยดี แต่น้ำจิ้มรสชาติจางไปหน่อย

ซาซิมิแซลม่อนเค้าก็ไม่เลวนะ
แคลิฟอเนียมากิครับ สั่งได้ไม่อั้นเช่นกัน
เทมปุระกุ้งทอดอย่างกรอบ

หรือถ้าชินกับการกินข้าว ที่นี่ก็มีข้าวให้เลือกทั้งข้าวกระเทียมและข้าวขาวปกติ มาพร้อมซุปร้อน ซึ่งซุปที่นี่ไม่ใช่มิโสะซุปนะครับ แต่จะประมาณซุปต้มเครื่องเทศจีนนิด มีกลิ่นหน่วงนิดๆ แต่ลื่นคิดชื่นใจดี กินแล้วคิดถึงบ้าน

ซุปใสร้อนๆ แนะนำให้สั่งครับ ช่วยทำให้ลื่นคอดี
ข้าวกระเทียม หอมอร่อยใช้ได้ครับ

นี่เรายังไม่ได้เข้าส่วนหลักที่เป็นเนื้อเลยนะครับ อย่าเพิ่งรีบอิ่มนะครับ

เมื่อเนื้อชั้นเยี่ยมมหาศาลมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

พูดตรงๆ ว่าวันนี้โต๊ะของผมและผองเพื่อนแทบจะไม่มีอย่างอื่นเลยครับ นอกจากเนื้อวัว เพราะแต่ละคนก็แทบไม่ต่างจากผมที่ตั้งใจที่จะมาโค่นวัวกัน โอ้สสสส แถมซีฟู้ดต่างๆ ก็แทบไม่มีใครสั่ง (เพราะอาศัยกินซาซิมิเอาแทน) เนื้ออื่นๆ ที่โผล่มาก็เป็นประมาณอยากรู้อยากเห็นมากกว่า ส่วนผักนี่แทบไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลย (ผมพึ่งคิดได้ว่าไม่ได้สั่งผักตอนเห็นโคจิจางที่อยู่บนโต๊ะ)

เห็ดรวม,,, เป็นผักอย่างเดียวที่ตั้งใจสั่งมาในวันนี้

เริ่มที่เนื้อแกะ อันนี้อยากลองชิมดูครับ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะ ก็อร่อยดี แต่ในตัวเนื้อมันจะมีกลิ่นสาบหน่วงๆ อยู่ลึกๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเนื้อแกะเอง หลายคนอาจไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แนะนำว่า ลองสั่งจานเล็กมาชิมก่อนครับ

เนื้อแกะครับ อร่อยดี แต่จะมีกลิ่นสาบปนอยู่ลึกๆ

ปลาค้อด อันนี้ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ลองสั่งมา โดยปลาค้อดมาพร้อมซ้อสปรุงรสราดอยู่ ถือว่าใช้ได้ครับ

ปลาค้อดครับ เนื้อแน่นอร่อยดี แช่ในซ้อสรสเยี่ยม

และเบคอนเนื้อดีหมักซ๊อสครับ เอามาย่างแล้วแหล่มมาก ไฟลุกพรึบๆๆๆ หอมอร่อยดีครับ

เบคอนเนื้อดี หมักมาพร้อมกับซ้อส

อัญเชิญเนื้อวัวมาได้แล้ว

เริ่มต้นแบบเบสิกๆ ด้วยลิ้นวัวหมักเกลือพริกไทยครับ
แต่จริงๆ ผมว่าไม่เบสิกเลยนะ มันแหล่มมาก ชิ้นโต กรุบกรึบได้ใจ

ลิ้นวัวหมักเกลือพริกไทยชิ้นโต

จากนั้นก็เป็น Serloin หรือส่วนของสันในครับ จริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่เค้าบอกให้สังเกตว่าเนื้อจะมีมันอยู่แถบเดียว ส่วนตัวเนื้อไม่มีลายมันแทรกอยู่

เนื้อ Serlion ครับ

ต่อมาเป็นส่วนของเนื้อส่วนท้องครับหรือ Brisket

เนื้อส่วน Brisket ครับ

ต่อมาก็เนื้อส่วนของพับนอกหรือ Bottomround ครับ

เนื้อพับนอกหรือ Bottomround ครับ

สุดท้ายกับพระเอกของเนื้อในร้านนี้ครับ สันนอกพิเศษ หรือ Striploin ครับ สีสวยมาก
เป็นเนื้อแช่แข็ง แล้วตัดเป็นชิ้นๆ วางบนจานมาให้ ราดซ๊อสนิดนึง มีหอมโปะหน้านิด แหล่มมากๆ

เนื้อสันนอกพิเศษสุดแหล่ม
อีกมุมหนึ่งของเนื้อสันนอกพิเศษ ,,, โอ้ววววว

หลังจากสั่งเนื้อมาครบห้าแบบแล้ว ก็เอามาลุยไฟกันครับ

กลิ่นหอมของเนื้อบนเตาถ่านย่อมไม่เหมือนใคร

จากนั้นพอเนื้อพร้อม ก็ถึงเวลาวางเนื้อลงบนเตาได้แล้วครับ แรกๆ เหมือนจะปราณีตหยิบเนื้อมาวาง แต่จริงๆ แล้วช่วงหลังๆ เป็นการฟาดเนื้อลงตะแกรงครับ วางพรึ่บและหมดเร็วมาก ยอมรับว่าวันนั้นกินเนื้อไปเยอะมาก เป็นเนื้อคุณภาพที่ต่างจากบุฟเฟต๋เนื้อย่างที่อื่นจริงๆ

เนื้อชั้นดีแหล่มๆ ทั้งนั้นครับ
ค่อยๆ วางเนื้อสันนอกพิเศษลงบนตะแกรง อร้างงงงง
เนื้อลายสวยๆ บนเปลวเพลิง

ด้วยความหนาของเนื้อกำลังดี บนเปลวไปที่ร้อนได้ที่กับเนื้อคุณภาพเยี่ยม เอามาจิ้มน้ำจิ้ม

เอาไปลุยน้ำจิ้มที่ปรุงเตรียมไว้แล้ว โอสสสส

วันนั้นสั่งมาเยอะมากจริงๆ สำหรับสันนอกพิเศษ นับคร่าวๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 30 จานใหญ่ได้ครับ
ส่วนเนื้อแบบอื่นๆ ก็มีสั่งประปราย ทั้งแกะ ทั้งเบคอน รวมๆ วันนั้นน่าจะ 50 จานได้เลย

เนื้อสันนอกพิเศษ จานแล้ว จานเล่า...
ปิ้งแล้ว ปิ้งอีก ,,, เนื้อเรียงสวยๆๆ

“มันสุดยอดมากครับ”

เนื้อที่นี่ที่ผมว่าเก๋ คือเริ่มจากเป็นเนื้อแช่แข็งก้อนโต แล้วค่อยมาหั่นเป็นจานๆ ตาม Order ไม่ได้มีการหั่นเก็บเอาไว้ โดยความหนาในการหั่นของแต่ละส่วนของเนื้อก็ต่างกัน ซึ่งผมว่าจำเป็นมากๆ เพราะว่าเนื้อที่อร่อยนอกจากจะมีปัจจัยเรื่องคุณภาพเนื้อแล้ว ความหนาในการหั่นและเทคนิคในการปิ้งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ

ต้องยอมรับว่าเนื้อที่นี่อร่อยมากๆ ครับ

ถ้าถามว่าส่วนไหนอร่อยสุด ส่วนตัวผมยกให้สันนอกพิเศษลายหินอ่อนครับ อร่อยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง ขนาดพิมพ์ blog ไปยังหิวตามไปด้วยเลย เฮือกกกก คิดถึงความรู้สึกที่ได้กินในวันนั้นแล้วยังอยากกินอีก

กินจนอื่มซะเปรม เดินเกือบไม่ได้….

แต่ยังครับ,, เรายังมีของหวานให้เลือกอีกสามแบบ ที่สั่งมาได้แบบไม่อั้น ทั้งเต้าฮวยฟรุ๊ตสลัด, น้ำแข็งไสถั่วแดง และสาคูเมล่อนน้ำกะทิครับ ส่วนตัวผมชอบสามอันพอๆ กัน ตัวเต้าฮวยก็เนื้อแน่นเด้ง, น้ำกะทิก็หอมแต่ไม่ข้นมาก ซึ่งลื่นคอหลังจากกินเนื้อมาเต็มคราบแล้ว

ของหวานปิดท้ายสามอย่าง เลือกทานได้ตามใจ

วันนี้ซัดเนื้อย่างอิ่มมาก

ที่มากินวันนี้

ยอมรับว่าราคาแพงมาก กับบุฟเฟ่ต์เนื้อย่างราคา 823 บาทหลังจากรวมทุกสิ่งอัน
แต่ถ้าลองมาสัมผัสคุณภาพเนื้อ และการบริการของที่นี่ ต้องยอมรับว่าเหนือกว่าร้านอื่นๆ จริงๆ สั่งที่นี่รับออร์เดอร์ดีมาก สั่งไปไม่มีขาด น้ำเติมไม่มีขาด ไฟเติมไม่มีพลาด ขออะไรไม่มีบ่น ขอบอกว่าไม่เสียดายค่า service charge เลย
และโดยเฉพาะกับเนื้อวัวคุณภาพที่อร่อยเหนือคำบรรยาย อยากให้มาลองเองจริงๆ แล้วจะติดใจอย่างแรง แต่ถ้ากินบ่อยๆ จะติดหนี้อย่างแรงได้ไม่แพ้กัน

เอาเป็นว่า ถ้ากินแล้วติดใจ แนะนำให้ทำสมาชิกไปเลยครับ!!!

Muso by Suan-Kularb

จริงๆ ช่วงนี้ผมจะพยายามผลิต Entry ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์บ้าง
แต่ทำไปทำมา เนื้อหาที่มีใน stock ก็มีแต่ของกินทั้งนั้น
ครั้งนี้ก็เป็นของกินอีกเหมือนกัน แถมเป็นเนื้อ + มีบุฟเฟ่ต์ด้วย (อีกละ)
ร้านที่จะพาไปนี้ชื่อ Muso ครับ

หากร่างกายท่านกำลังต้องการเรียกร้องหาเนื้อย่าง แนะนำร้านนี้ครับ Muso

ที่ตั้งและทำเลของร้านนี้

ร้านนี้อยู่แถวๆ ถ.พระรามหกครับ ให้เราเข้าซอยมาทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นซอยที่ตรงข้ามกับทางลงทางด่วน
คือวิชัยยุทธมันจะมีสองที่ พูดง่ายๆ อย่าไปเข้าซอยที่เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ให้เข้าซอยก่อนหน้า
จำไม่ผิดซอยนี้จะชื่อว่า ถ.เศรษฐศิริครับ เข้ามาอีกประมาณ 300 เมตรก็จะเจอร้านอยู่ทางขวาก่อนออกไปเจอทางรถไฟ
ไปตามแผนที่ข้างล่างได้เลยครับ


View MUSO in a larger map

สนใจโทรมาจองได้ครับที่ 02-6199941 ร้านเปิดทุกวัน 10.30-22.30 น ครับ
หน้าร้านเค้าก็ออกแนวไฮโซครับ ดูดีมีชาติตระกูลเลยทีเดียว

หน้าร้าน Muso ที่จะมาชิมครับ

ลองเข้ามาดูในร้านดูหรูหราโอ่โถงมากๆ ครับ มีชั้นหนึ่งกับระเบียงนิดนึง
แถมที่ร้านเค้าแบ่งโซนชัดเจนว่าจะกินปิ้งย่างหรือชาบู,, วันนี้ผมกินปิ้งย่างโดยได้นั่งที่ระเบียงครับ
เท่าที่สังเกตร้านค่อนข้างใหม่ พนักงานไม่น้อย แถมลูกค้าก็เยอะดีด้วย

บรรยากาศจากระเบียงของร้าน คนเยอะจริงๆ

บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 399 บาทเน็ท แต่เราสามารถสั่งเมนูพิเศษมาเติมได้ แต่ส่วนตัวแค่ในรายหการก็เยอะแล้วครับ

เมนูอาหารของที่ร้าน

เมื่อที่ทางพร้อม น้องเด็กเสิร์ฟก็เอาเมนูอันเท่าบ้านความหนาหนึ่งหน้ามาให้ครับ
หน้านึงเป็นฝั่งชาบู-ปิ้งย่าง อีกฝั่งเป็นซูชิ และอื่นๆ ครับ

เมนูคร้าบบบบบ (เฉพาะฝั่งปิ้งย่าง-ชาบู)

ที่ร้านมีบริการทั้งยากินิขุและชาบูบุฟเฟต์ และมีซูชิอลาคาร์ท สังเกคจากเมนูและโต๊ะข้างๆ ก็ดูน่ากินอยู่
แถมซูชิที่เห็นในลิสท์นี่ก็เยอะมาก ราคาระดับนึง แต่ในจุดนี้ ขอล้มวัวให้คุ้มค่าบุฟก่อนนะครับ

จากนั้นตามมาตรฐานผมก็สั่งเนื้อชุดใหญ่และเครื่องเคราอื่นๆ ไป
แต่จากเมนู ถ้าสังเกตดีๆ จะมีช่วงนึงที่อ่านแล้วจะงงๆ เกี่ยวกับน้ำจิ้มชื่อแปลกๆ มากมาย …
ซึ่งน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะก็ไม่เห็นเหมือนน้ำจิ้มในเมนูเลย

ชุดน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะครับ

และแล้ว อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มตั้งแต่ชาเขียวมาเสิร์ฟแล้วครับ อร่อยดี มีกลิ่นเถ้าแก่น้อยปนๆ อยู่ในระดับนึง
จากนั้นพวกเนื้อ-หมู-ไก่-ปลา-ผัก-อาหารต่างๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ แต่ละอย่างน่ากินมากมาย เอิ้กๆๆ

กุ้งครับ ขนาดตัวไม่โตมาก แต่โดยรวมสดดี
ปลาหมึก ตัวไม่โตมาก แต่ให้มาเต็มตัว
หมูสันคอแผ่นโตมากๆ
เนื้อไก่หมัก ก็โอนะครับ (ผมไม่ค่อยชอบกินไก่)
เห็ดออรินจิชิ้นโต ราดซ้อสมาพร้อม

ส่วนที่ผมชอบคือปลาเค้าเอาใส่ฟอยล์มา ดูเอาใจใส่ดี
เพราะถ้าเอาแซลมอลปิ้งสดๆ เนื้ออาจเละและติดคาตะแกรงได้ รวมทั้งสุกไม่ทั่วถึงได้
การใส่ฟอยล์ก็จะทำให้ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไป แต่ก็จะลำบากนิดๆ ที่มันจะกินที่ และสังเกตยากว่าข้างในสุกหรือเปล่า
และผมแนะนำว่าถ้าปิ้งเสร็จ แนะนำให้เทน้ำที่ออกมาในฟอยล์ระหว่างปิ้งด้วยครับ

ปลาแซลมอนในฟอยล์ครับ พิถีพิถันดี

อีกอันที่น่ากิน และชิมจริงก็อร่อยคือซี่โครงหมูครับ
เป็นส่วนหมูที่ติดกระดูกมาแทะมันดี บางีก็ติดกระดูกอ่อนมาเคี้ยวกร๊วบๆๆๆ ม่วนชื่น

ซี่โครงหมูแหล่มหลาย เด็ดสะระตี่เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นโซนเนื้อครับ ในเมนูบุฟเฟต์มีเนื้อบริการสองแบบ เป็นเนื้อสันและเนื้อติดมันครับ
มีให้เลือกน้อยไปหน่อย แต่คุณภาพเนื้อเค้าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยนะครับ

เนื้อติดมันคุณภาพเยี่ยมมาก
เนื้อสันมันน้อย แต่ไม่ด้าน เนื้อนุ่มกำลังน่ากิน

ชุดข้าวกระเทียมและกิมจิครับ ข้าวกระเทียมแหล่มใช้ได้ กิมจิโอเคเลยครับ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

ข้าวกระเทียมผัดได้หอมมันใช้ได้
กิมจิรสไม่จัดมาก ออกรสหวานๆ หน่อย อร่อยดี

ปริศนาแห่งน้ำจิ้ม !!!

หลังจากที่ผมถามน้องเด็กเสิร์ฟว่าไอ้น้ำจิ้มสี่อย่างคืออะไร แกก็พยายามอธิบายแต่มันก็งงๆๆ
และแล้วปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง เมื่อน้องเค้าเอาเจ้านี่มาเสิร์ฟครับ!!

ซ้อสหมักสี่ฤดู (ตั้งเอง) แห่งร้าน Muso ครับ

จริงๆ มันไม่ใช่น้ำจิ้ม แต่มันเป็นซ้อสหมัก เอามาราดเนื้อสัตว์หรือผักก่อนที่จะเอาไปปิ้งย่าง
ซึ่งซอสหมักแต่ละแบบก็จะเหมาะกันกับอาหารที่ต่างกันไป ได้แก่

  • เกลือ : เหมาะกับเนื่อหมู แกะ รสชาติเค็มมากๆ (เพราะมันเป็นเกลือนี่นา)
  • ซ๊อสมูโซะ : เป็นซ้อสพิเศษจากทางร้าน ออกแนวซีอิ้วญี่ปุ่นที่ไม่เค็มมาก รสชาติกลมกล่อม
  • เนยกระเทียม : เป็นเนยบดรวมกับกระเทียม หอมอร่อยมากๆ ตามเมนูบอกว่าเหมาะกับแซลม่อน แต่ผมว่ามันเหมาะกับแทบทุกอย่างเลย ชอบมากๆ ป้ายๆ ไปมันจะได้อารมณ์อบชีสเลย แหล่มหลายๆ
  • เพสโต้ : ซอสหมักสีเขียว อารมณ์จะเป็นกลิ่นมิ้นท์ๆ นิดๆ เย็นสดชื่นฟุ้งๆ คล้ายๆ ใบกระเพาแต่มันจะละมุนกว่า เอาใส่กับพวกเนื้อสัตว์ก็ดีครับ น่าจะทำมาจากพืชตระกูลมิ้นท์หลายๆ อย่างมารวมกันอย่างลงตัวครับ
ชอบซ๊อสหมักอันนี้สุดแล้ว เนยกระเทียม
อันนี้ราดซ๊อสหมักมูโซ่ลงไปเพิ่ม ดูแล้วคล้ายๆ เดิมแฮะ

เมื่อหมักอะไรๆ พร้อมแล้วก็เริ่มมาปิ้งย่างกันดีกว่า

บรรยากาศการปิ้งย่าง โฮกมากๆ

บรรยากาศการปิ้งย่างก็สนุกดีครับ แรกๆ ก็ไฟแรงดี แรงจนเนื้อไหม้ไปหน่อย
ฟอยล์ที่ห่อนปลาแม้จะเกะกะไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เนื้อปลาข้างในแหล่มมากๆ

เริ่มการปิ้งย่างกันแล้วครับ!!
เนื้อหมักเพสโต้เอามาย่างไฟ แหล่มมากๆ ครับ

แต่ที่ผมว่าแหล่มมากๆ อีกอัน แบบไม่เคยกินมาก่อนคือสับปะรดย่างนี่แหละครับ
รสชาติมันอร่อยขึ้น แถมช่วยคั่นเวลากินเนื้อเลี่ยนๆ ได้ดีเลยทีเดียว
แต่อยากบ่นนิดๆ ว่าวันนั้นไม่มีพนักงานขึ้นมาเปลี่ยนตะแกรงเลย ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตะแกรงเดียว
สงสัยสั่งอาหารเยอะไป จนพนักงานลืม ฮาๆๆๆ

สับปะรดย่าง!! แหล่มแบบไม่น่าเชื่อ

สรุปกินไปหลายจานอยู่ (หลายๆๆๆ) เอิ้กๆๆ อิ่มมากมาย XD

ที่่มากินวันนี้ครับ

เริ่มที่ละจุดเลยละกันนะครับ
การเดินทางผมว่าถ้าคนไม่มีรถจะลำบากนิดนึง เพราะไม่มีรถ BTS หรือ MRT ผ่าน แถมรถเมล์ที่ผ่านแถวนี้ก็น้อย ป้ายจอดก็อยู่ห่าง แต่ถ้าใครเอารถมาผมว่าก็โอเคนะ ที่ร้านเค้ามีที่จอดด้านหน้าได้ประมาณซัก 20 คัน และยังจอดข้างๆ ถนนได้ด้วย

ป้ายหน้าร้าน Muso ชัดเจนมาก

ส่วนสภาพร้านและการบริการโดยรวมที่ผมเจอเองก็โอเคนะครับ ร้านดูใหญ่โตไฮโซโอ่โถงและก็สะอาดดี เครื่องดูดควันก็เยี่ยมครับ พนักงานเยอะดี น้องเค้าก็ให้บริการดีแต่ลืมเปลี่ยนตะแกรง ซึ่งการเปลี่ยนตะแกรงและปรับถ่านให้ร้อนตลอดเป็นอะไรที่สำคัญมาก ร้านที่เริ่ดๆ ไม่จำเป็นต้องสั่งเค้าก็จะมาเปลี่ยนให้อยู่แล้ว อาจทุก 20 นาทีด้วยซ้ำไป

ส่วนเรื่องอาหารผมว่าโอเคนะ ความสดสะอาดโดยรวมถือว่าดี คุณภาพเนื้อวัวผมว่าโอเคเลยนะ อร่อยดี เสียดายที่มีให้เลือกน้อยไปหน่อย (อยากได้หลายแบบกว่านี้ต้องเสียตังเพิ่ม) ปลาห่อฟอลย์ก็แสดงความพิถีพิถันดี เนื้อสัตว์อย่างอื่นก็โอเคครับ ผักสดใช้ได้
แต่ที่ผมว่าแปลกๆ แต่เก๋คือซอสหมักสี่ฤดู (ผมตั้งชื่อเอง) ครับ แรกมีในเมนูผมงงมากๆว่ามันคืออะไรบวกกับความหน้าด้านและอยากรู้ ผมก็เลยให้เค้ายกมาหมดเลย หมักเองป้ายเอง แต่จริงๆ คือเราต้องสั่งให้ร้านเค้าป้ายมาให้น่ะครับ เช่น เอาหมู+เกลือ หรือ แซลมอน+เนยกระเทียม เนื้อติดมัน+เพสโต้ แบบนี้ แต่ผมว่าไอ้ซอสหมักนี่แหละเจ๋งดี เหมือนมันเพิ่มมิติในการกิน โดยเฉพาะเนยกระเทียมและเพสโต้ ซึ่งผมชอบเนยกระเทียมมากๆ ใส่มันหมดทุกแบบ ฮาๆๆๆๆ มันส์

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคเยี่ยมครับ เสียดายที่ไม่มีของหวานร่วมในเมนู แต่ก็ถือว่าเป็นร้านที่น่ามาอีกร้านนึงครับ
สุดท้ายต้องขอบคุณ @narudom และ @plajazz มากครับสำหรับทริปครั้งนี้

เนื้อย่าง เตาถ่าน

ศึกสงครามเนื้อย่างยังไม่จบ!!
ยิ่งตระเวนกินไปหลายๆ ร้าน พบว่า ร้านเนื้อย่างต่างๆ กลับผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
คิดว่าเราคงได้ล้มฝูงวัวทุกวันเพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพมาให้ซัดบนเตาทุกวัน
วันนี้ก็จะพาไปอีกร้านครับ ชื่อ ร้านเนื้อย่างเตาถ่านหรือ Paradise Yakiniku

หน้าร้าน เนื้อย่าง เตาถ่าน

ตำแหน่งที่ตั้ง และบรรยากาศโดยทั่วไป

ร้านนี่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยครับ ง่ายๆ ลง BTS ที่สถานีเอกมัย สังเกตเห็นว่ามีร้านบ้านไร่กาแฟครับ
จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเดินอาจไกลไปนิดนึง
เลยสี่แยกเอกมัยซอย5 มาหน่อยนึง ตรงข้ามร้านนั่งเล่นครับ มองเข้าไปนิดๆ ในซอยแถบๆ โครงการปาร์คอเวนิวโฮมออฟฟิศ ก็จะเห็นร้านเตาถ่านอยู่


View เตาถ่าน Paradise Yakiniku in a larger map

ที่ร้านเปิดทุกวันเฉพาะตอนเย็นๆ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนที่เบอร์ 0-2714-4534, 08-6616-6195 ครับ และนี่เป็นร้านแรกที่ผมแนะนำว่าควรโทรมาจอง โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะที่ร้านมันเต็มเร็วแบบงงๆ แถมที่นั่งในร้านก็ไม่เยอะมาก

บรรยากาศในร้าน -- ตอนเริ่มเปิด
คนงอกแบบงงๆๆๆ หลังกินไปประมาณเกือบชั่วโมง

คนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ
สั่งอาหารดีกว่าครับ

รายการเมนูต่างๆ

จากนั้นพนักงานก็ส่งเมนูมาให้ครับ ออกแนวเยินนิดๆ ผ่านการใช้งานมายาวนาน
รายการอาหารมีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และอลาคาร์ทครับ บุฟเฟ่ต์ราคา 389 บาท ไม่รวมน้ำครับ
ที่ร้านมีบริการลิ้นวัวด้วย แต่เสียดาย ไม่อยู่ในลิสต์ของบุฟเฟต์ ส่วนเนื้อใบบัวก็น่าสนใจแต่ก็ต้องสั่งแยก

เมนูอาหารของบุฟเฟ่ต์ครับ

สรุปกินตามที่มีในบุฟเฟต์พอแล้วครับ
ซึ่งมันตรงกับข้อแนะนำอย่างที่สองของผมคือ อย่าสั่งทีละหลายจาน
โดยเฉพาะไปกินกันคนสองคน คิดว่าจะซัดโฮกสามคำหมดจาน ป๋าขอเตือนไว้ก่อนเลย เพราะจานใหญ่มาก
และเนื้อก็อัดแน่นๆ เต็มจาน เยอะได้อีกอะ

เนื้อวัวมาแล้วววว จานใหญ่อัดมาเต็มๆ
เนื้อหมูจานโตไม่แพ้กัน

หากไม่ดูคูณภาพเนื้อ ผมก็แอบเซ็งนิดๆ
คือที่ร้านเค้าจะหั่นสไลด์เนื้อใส่จาน แล้วก็เอามาวางซ้อนๆๆ กัน พอมีลูกค้ามาสั่งก็จะหยิบมาเสิร์ฟได้เลย เร็วดี
แต่ข้อเสียคือ คุณภาพของเนื้อจะลดลงไปมากๆ ครับ แม้เป็นเนื้อแช่แข็งเหมือนกันก็ตาม
ลองสังเกตจากรอยกดของจานชั้นบนมาบนตัวเนื้อที่วางชั้นล่างก็ได้ เนื้อจะบอบช้ำ

ส่วนลายเนื้อหรือคุณภาพเนื้อแต่ละส่วนก็โอเคครับในระดับของบุฟเฟ่ต์
อีกทั้งที่ร้านเป็นเนื้อที่ไม่ได้หมักหรือราดซ๊อส ความสดจึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

เนื้อหนอกครับ
เนื้อรวมหลากแบบ (ไฟร้านสีเหลือง เลยถ่ายแล้วไม่ค่อยสวย)

นอกจากเนื้อวัวก็ยังมีอย่างอื่นๆ ที่อร่อยใช้ได้อีกนะครับ
ทั้งเนื้อหมู เนื้อปลา ไก่ ปลาหมึก (แต่ร้านใช้ไฟเหลือง ผมพยายามปรับ WB แต่ไม่ไหวจริงๆ)
แต่ปัญหาก็คล้ายๆ เนื้อวัวคือเหมือนทำเตรียมทิ้งไว้ ทำให้ดูไม่ค่อยแจ่มมาก

เบคอนจ้า
เนื้อปลาดอรี่หั่นชิ้น
เนื้อปลาหมึกครับ

จริงๆ ในบุฟเฟต์ก็ยังมีของอื่นๆ ให้สั่งอีกมากมายนะครับ ที่แหล่มๆ คือเห็ดออรินจิ

เห็ดออรินจิ แหล่มๆ ดี

ส่วนสิ่งต้องห้ามที่วันนั้นผมไปกินแล้วไม่โดนเลย คือ ข้าวกระเทียม ไม่ถูกปากอย่างแรง

ข้าวกระเทียมไม่ถูกปากผมเท่าไหร่นะ ส่วนซุปโออยู่

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็มาลุยกัน

ของที่สั่งมาครบ เตาพร้อม ไฟพร้อม …
แต่ดูไปดูมา เยอะเหมือนกัน จะกินหมดเหรอเนี่ยยย เนื้อจานนึงก็เบ้อเริ่ม เอิ่มมมมมม

โอเค ทุกอย่างสั่งมาครบ

ก่อนลุยเราก็ต้องมีตระเตรียมน้ำจิ้มนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าขาดรสชาติ
เติมพริกมะนาวหน่อย แถมด้วยกระเทียมบดเยอะๆๆๆๆ

อะอ้าววววว++ น้ำจิ้มครับ

แล้วก็ซัดกันเลยปะหละครับ…

แต่สิ่งที่ผมว่าแหล่มมากๆ ในร้านคือส่วนกระทะ/ตะแกรงที่เรามาวางบนเตาถ่านนี่แหละครับ
มันทำมาจากตัวเทฟลอน (มั้งครับ) ร้อนเร็วรุนแรงมาก วางแป๊บเดียวก็สุก (ยิ่งชอบดิบๆ หน่อยนี่ห้ามวางเพลิน)
แถมเวลาเนื้อสุกแล้ว ผมสังเกตว่า ตัวของเนื้อมันจะไม่ไหม้ต่อด้วย ดึงออกกระทะก็ไม่ยาก
แต่ส่วนที่ไหม้ๆ มันก็จะติดตรึงบริเวณเทฟลอน แล้วลอกออกด้านข้างเอง ทิชชูเช็ดออกสบายๆ ไม่ต้องเปลี่ยนตะแกรง
เก๋ไปอีกแบบดีครับ

กระทะแบบเทฟล่อน = เทพ ล่อน
ปลาหมึกและดอรี่บนกระทะเทฟล่อน

สรุปคือ แทบจะไม่มีเนื้อไหม้เลย ปิ้งได้สบายๆ เรื่อยๆ ดีครับ
เนื้อสุกดี (แต่ส่วนตัวผมชอบแนว rare หน่อยนึง ทำให้กับผมมันสุกไปนิดๆ) ก็เอาลงน้ำจิ้มครับ

ได้กับน้ำจิ้มแล้วอร่อยดีครับ
เนื้อย่างกำลังพอดีครับ น่ากินๆๆๆ

อย่าลืมนะครับ… อย่าเอามาทีละหลายจาน เนื้อมันเยอะจริง วันนั้นเกือบกินไม่หมดแน่ะ

ที่กินมาวันนี้

โดยรวมผมถือว่าเป็นร้านที่กลางๆ นะ แต่คนเยอะมากๆ ในวันที่ผมไป อาจเป็นเพราะทำเลได้ด้วยส่วนนึง
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าทางร้านยังต้องมีการปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ดังที่กล่าวไป
ซึ่งหากปรับปรุงในจุดนี้ ก็จะช่วยเสริมจุดแข็งของทางร้านและยังจะทำให้ร้านพัฒนาขึ้นไปในหลายๆ เรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องกระทะ ส่วนตัวผมว่ามันเก๋ดีนะ เนื้อก็ไม่ไหม้ น้ำมันก็ไม่ต้องใส่ แถมสุกไวดีด้วย
แต่ยังไง ผมก็ชอบกินแบบมีกลิ่นไหม้ๆ นิดนึงนะ เหม็นถ่านหน่อยๆ มันมีเสน่ห์ดี

มาจกบุฟเฟ่ต์ที่ร้านเตาถ่านได้ครับ

(ปล – ข้าวกระเทียมไม่โดนใจผมอย่างแรงฮะ T T)