Part 2 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก โดดเดี่ยวในความหวัง

หลังจากตอนที่แล้ว เราตะลุยปั่นงาน Audax 600 ที่พิษณุโลกไปครึ่งทางแล้ว ,, ตอนนี้ก็ขอลุยต่อในครึ่งหลัง
ซึ่งเป็นช่วงที่ผมต้องปั่นคนเดียว เพราะทีมไปล่วงหน้า 2 คนและขอจบการแข่งขันอีก 2 คน
และที่สำคัญคือ กลางคืนกำลังจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

แผนที่ตอนที่ 2 คือ จุดเช็คพอยน์สีเหลืองนะครับ ตั้งแต่ A ถึง G (ทางด้านซ้าย)
รูปอาจไม่ค่อยเยอะ เพราะแค่ปั่น เวลายังจะไม่ทัน!!!

เมื่ออาทิตย์อัสดง

พอถึงยอดภูสอยดาว จากนั้นก็พยายามลงให้เร็วที่สุด
ตอนนี้ผมช้ากว่าแผนที่วางไว้เล็กน้อย เพราะพระอาทิตย์ตกก่อนลงไปถึงโซนร้านค้าที่บ้านนาผักฮาด

ตอนนี้เวลา 18.45 น. แสงอาทิตย์ริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนเริ่มมองเห็นแสงจากหลอดไฟลิบๆ จากหมู่บ้าน
แต่มีสิ่งที่ผมแปลกใจอยู่นิดๆ คือ จังหวะที่ผมไหลลงด้วยความเร็ว ผมเห็นเงาคนทางซ้ายมือ เป็นเงาดำๆ เหมือนคนเดินช้าๆ
แต่ใครมันจะไปเดินในป่า ที่ห่างหมู่บ้านตั้ง 5-6 กม. ในเวลามืดแบบนี้
ผมไม่คิดอะไรมาก รวบรวมสมาธิ เบี่ยงรถออกทางขวาเพราะกลัวชน แล้วพุ่งผ่านให้เร็ว
แต่ก็อดไปมองดูเงานั้นไม่ได้

มันเป็นเงามืด มืดเกินกว่าที่ผมมองเห็น
แม้ผมยังไม่ได้เปิดไฟหน้า และแสงอาทิตย์จะโคตรริบหรี่
แต่บอกเลยว่า ต้นไม้ที่อยู่ไกลๆ ยังเห็นชัดกว่าเงาดังกล่าว

ผมขับผ่านและได้แต่ขนลุกไป แต่ก็หวังลึกๆ ว่าจะไม่มีใครมาชนคนนั้น
ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งกับนักปั่น, ชาวบ้าน หรือใครก็ตาม โดยเฉพาะในเวลานี้
ผมไหลลง อีกไม่นานก็ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านนาผักฮาดครับ

จุดนี้เหนื่อย ล้า และเริ่มเบลอมากๆ ถึงร้านค้าก็ซื้อน้ำหวาน, กาแฟ และน้ำดื่ม พร้อมกับนั่งพักสักครู๋
ที่ผ่านมาใช้แรงไปค่อนข้างเยอะพอควร หากถึง Check point ถัดไปคงต้องมีงีบบ้างแล้ว
ช่วงพักก็ถือโอกาสเตรียมรถ ติดไฟหน้า, ติดไฟท้าย จัดของที่กระเป๋าหลัง
ผมกำลังจะออกไป ก็มีนักปั่นอีกคนลงมาพอดีครับ ผมรีบโบกมือให้พี่เขามาปั๊มตราที่จุดเช็คพอยน์
ชวนพี่เขามานั่งพักดื่มน้ำก่อน และพูดคุยซักครู่ ,, แล้วถามสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุด

“พี่เห็นเงาดำๆ ตะกี้รึเปล่า ตอนที่ไหลลงมาอะ ก่อนถึงหมู่บ้าน”
“ไม่เห็นนะ ก็ลงมาปกติ ไม่เจออะไร”

จุดนี้ขนลุกมาก เพราะพี่เค้าคงเห็นชัดกว่าเราแน่ เพราะเขาเปิดไฟหน้าตอนไหลลงแล้ว
ส่วนตอนที่เราไหลลงไม่มีไฟหน้า แต่มั่นใจในสายตาตัวเองมากๆ ว่าเห็นแน่นอน
และที่กังวลกว่าคือ คนที่มาข้างหลัง ในเวลาหลังจากนี้ ยามวิกาลกว่านี้ ที่มืดกว่านี้จะเป็นอย่างไร
ผมพยายามสลัดเรื่องเงาดำออกจากหัวทิ้ง ไม่คิดอะไรมาก และถามคำถามสำคัญอีก

“พี่ไปกับผมมั้ย เป็นบั้ดดี้กัน ปั่นเไปด้วยกัน ค่อยๆ ลากกันจนถึงเขื่อนที่เป็น check point ถัดไป”
“เอาสิ”

เด็กในร้านคงได้ยินบทสนทนาที่เราคุยกัน ก็เดินมาขัดว่า
“เวลานี้เนี่ยนะ ถ้าผมแนะนำ เอาจักรยานขึ้นกระบะไปดีกว่า มันอันตรายมาก
จากจุดนี้ไปเขื่อน ระยะ 40 โล เป็นช่วงป่า 20 โล (ปีน 10 โล และลง 10 โล)
จากนั้นอีก 20 โลก็จะเริ่มเข้าตัวเมืองของน้ำปาด (ทางราบในเมือง 10 โล และเนินขึ้นลงก่อนเข้าเขื่อน 10 โล)”

ผมกะพี่เค้ามองหน้ากัน เปิดไฟหน้า เช็คไฟท้าย แล้วก็รีบปั่นออกไป
เพราะการยกจักรยานขึ้นรถเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำกัน

สู่เขื่อนสิริกิติ์ และเช็คพอยน์ที่ 390 กม.

ผมกับพี่ตั้มออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่ภูเขาลูกสุดท้ายก่อนเข้าน้ำปาดนั่นคือภูเมี่ยงครับ
ดวงไฟค่อยๆ ห่างไป และกลายเป็นความมืดเข้ามาเยี่ยมเยี่ยนเรา
อากาศนิ่งและอบอ้าวมากๆ แต่เราก็ต้องรีบปีนภูเมี่ยงขึ้นไป
ผมรู้สึกดีมากๆ ที่มีบั้ดดี้มาปั่นด้วยกัน ไฟหน้าของรถสองคันทำให้ทางดูสว่างขึ้นมากๆ
บรรยากาศต่างๆ รอบตัวดูดีขึ้น ไม่เปลี่ยวและวังเวงเกินไป
ปกติ ผมชินกับการปั่นคนเดียวมาตลอด แต่ครั้งนี้มีคนปั่นด้วย แรงขาเท่าๆ กัน ก็ดีเหมือนกัน

ขณะที่เราจะถึงยอดภูเมี่ยง ก็เริ่มมีลมและฝนปรอยลงมา
แม้ฝนตกไม่หนักมาก แต่ลมกรรโชกแรงมาก เราจึงรีบจัดไฟ เตรียมใส่เสื้อกันฝนกัน
และที่สำคัญคือเตรียมกายและใจให้พร้อมที่จะไหลลงเขา
มันเป็นอะไรที่อันตรายมาก กับทางลงเขาที่ทั้งมืด, ลมพัดแรงและลื่น
กับทางที่ไม่คุ้น (ขาลงที่ภูเมี่ยงมีโค้งหักศอกเยอะมาก!!)

ผมกับพี่ตั้ม คู่บัดดี้ประคองตัวกันมาท่านกลางฝน ค่อยๆ ไหลงลง จนเริ่มเห็นตัวเมืองน้ำปาด
ร้านค้าต่างๆ ปิดหมดแล้ว ลงเหลือแต่ร้านคาราโอเกะ…
ผมเห็น 7-11 อยู่ไกลๆ แต่ใจตอนนี้อยู่ที่เช็คพอยน์ จึงรีบปั่นไปให้ถึง
คิดว่าเหลืออีกแค่ 10 กม. แต่ 10 กม. ตอนหมดแรงมันไกลมากๆๆ
เพราะพอเริ่มออกจากเมือง แล้วเลี้ยวขวาไปทางเขื่อนสิริกิติ์ มันเหมือนเราเข้าป่าอีกครั้ง
แถมถนนยังเป็นเนินเล็กๆ ให้เราปีนขึ้นและไหลลง ตลอดทาง

เมื่อเข้าไปลึกขึ้น ฝนเริ่มซาลง…
ผมกับพี่ตั้มผลัดกันลากบังลมกันครับ แต่ผมสังเกตพี่ตั้มแกปั่นแปลกๆ ไป
แกเริ่มปั่นเอียง แล้วเฉออกจะตกไหล่ทางบ้าง, เฉออกกลางถนนบ้าง
ผมเดาว่า แกมีหลับในแน่ เพราะเหมือนเมื่อเช้าที่ผมหลับในไปเป๊ะๆ
ก็พยายามปลุกแกให้ตื่นนะ ชวนแกคุย เล่าเรื่องต่างๆ ให้แกสดชื่นบ้าง
ไม่ใช่แค่ตัวพี่ตั้มนะ ตัวผมรู้ตัวเองเหมือนกันว่าตอนนี้มันถึงขีดจำกัดความล้า
ทั้งมึนๆ ง่วงนิดๆ มองเห็นภาพหลอนและเหม็นตัวเองมากๆ

สุดท้าย ผมกับพี่ตั้มก็ถึงคลับเฮ้าส์ เขื่อนสิริกิติ์กันตอนสี่ทุ่มพอดี ทันเช็คอินที่ 390 กม.
ตอนนี้ เราไม่ได้นอนมา 25 ชั่วโมงแล้ว
และบังเอิญมากที่เจอพี่เก่งและคุณตั้ม ซึ่งเป็นสองตัวหลักของทีมด้วย
พี่สองคนชวนผมไป โดยจะลากกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณ 10 คน เพื่อประหยัดแรง
โดยเค้าจะยังไม่พักที่ Check point นี่ แต่จะไปพักที่จุดหน้าแทน

แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ
ผมทั้งง่วงและเบลอจนเห็นภาพหลอน ปวดท้องจนกินอะไรไม่ลง ก็เลยตอบปฏิเสธพี่ทั้งสองไป
ผมพยายามตั้งสติ เข้าห้องน้ำล้างหน้า ล้างแว่นตา ล้างเสื้อและหมวกเท่าที่จะทำได้
คุยกับพี่ตั้มแล้ว เราจะงีบกันราวๆ ชั่วโมงนึง ,, แล้วเราจะออกไปปั่นต่อ
ผมรีบเอาไฟและการ์มินไปชาร์จ นอนฟุบที่โต๊ะ แล้วสลบทันที

มุ่งหน้าสู่เมืองลับแล

“ตื่นได้แล้ว เราสายกันแล้ว”… ผมสะดุ้งตื่น
“ตอนนี้ห้าทุ่มครึ่ง ,, เราเลทกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว” พี่ตั้มรีบมาปลุกผม
ผมรีบพุ่งไปเข้าห้องน้ำครั้งสุดท้าย ล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อ เก็บไฟ รีบเติมน้ำ แล้วรีบปั่นออกไป
เราออกจากคลับเฮ้าส์ประมาณเที่ยงคืนครับ ถือว่าเป็นเวลาที่ไม่แย่นัก
แต่มันก็ทำให้เราไม่มีเวลาโอ้เอ้ที่ไหนอีกเช่นกัน
สาเหตุเพราะ Check point ถัดไปไกลถึง 63 กม. แต่มีเวลาแค่สามชั่วโมง
(แต่ Checkpoint ถัดๆ ไป จะให้เวลาเรามากขึ้นเยอะ)
บางคนอาจคิดว่า การปั่นความเร็วเฉลี่ยแค่ 25 ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ถ้าเราเอาเรื่องความล้าสะสม และการไม่ได้นอนมารวมด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

เราวนออกทางหลังเขื่อนครับ ขึ้นเนินสุดท้าย
การงีบเกือบชั่วโมง ทำให้ผมสดชื่นพอควรเลยทีเดียว
ผมกับพี่ตั้มร่วมใจกันปั่นฝ่าความหนาวและความมืด ผ่านเนินลูกสุดท้ายในรายการนี้
มันเป็นเนินเล็กๆ ที่เราอัดขึ้นเบาๆ ก็ถึงยอดแล้ว
และจากนี้ไปอีกราว 200 กว่ากิโล เรียกว่าเป็นทางราบล้วนๆๆ
ผมกับพี่ตั้ม ผลัดกันลากเพื่อให้ไปถึงเช็คพอยต์หน้าให้เร็วที่สุด
อุปสรรคช่วงนี้ ไม่ใช่เนิน หรือถนนที่ไม่ดี แต่เป็นหมาครับ
คือ หมาเยอะมากๆ และเราจะต้องโดยหมาไล่แทบทุก 500 เมตรเลย
หมาบางตัวเรียกว่ากระโดดพุ่งออกมาจากในบ้านเพื่อมาทักทายเรา
มันก็ดีนะ ที่เราจะไม่ง่วงเลย แต่บางทีหมามันก็วิ่งไล่เราจริงจังมากๆ เปลืองแรงที่จะเร่งหนี

ผมยิ่งปั่น ยิ่งปวดท้องมากๆ ลองกินน้ำหรือกล้วยเข้าไป ก็อยากอ้วกมาก
จนต้องจอดรถเพื่ออ้วกไป 2 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้นเท่าไหร่
ร่างกายเริ่มงอแงอยากที่จะพักแล้ว ผมล้า หิว ปนปวดท้อง
พยายามมองหาร้านค้า แต่คงไม่มีร้านไหนเปิดตอนตีสองกว่า
พยายามมองหา 7-11 และสาบานกับตัวเองว่าจะต้องเข้าไปกินเกลือแร่และมาม่า
หงุดหงิดมาก เพราะปั่นระยะทางมาเกือบ 60 โล แต่ไม่มี 7-11 ซักที่!!!
และสุดท้าย แม้เราเจอ 7-11 แต่ก็ต้องเลือกที่จะปั่นผ่านมันไป เพื่อให้ถึงจุดเช็คพอยน์ให้ทันเวลา

เวลางวดเข้ามาเรื่อย เราก็พยายามควงขาให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
และเราก็ถึงสถานีตำรวจเมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นจุดเช็คพอยน์ก่อนที่จะปิด 20 นาที
จุดนี้มีคนค่อนข้างเยอะ เพราะคุณตำรวจที่นี่บริการดีมากๆ ครับ
มีทั้งกาแฟ ห้องน้ำดีมากๆ แถมมีห้องแอร์ให้พักอีก ใครจะงีบนี่ สบายเลย (เห็นว่ามีคนงีบเพลินด้วยนะ ฮาๆๆ)

จุดนี้ผมเจอคุณตั้มและพี่เก่ง สองตัวท้อปของทีมอีกครั้ง ทั้งสองเพิ่งตื่นจากการงีบครับ
สภาพทั้งคุณตั้มดูเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างจากผมมากนัก แต่พี่เก่งยังดูสบายๆ อยู่
พี่เก่งและตั้มชวนผมไปด้วยกันอีกครั้ง แต่ผมปฏิเสธและขอทำสิ่งที่ผมสาบานไปกับตัวเอง
นั่นคือไป 7-11

ผมไปถึง 7-11 อาการแสบและอืดท้องกำเริบอีกครั้ง ผมเดินไปทั่วไม่อยากกินอะไรเลย
คุณตั้ม บัดดี้ที่มาด้วยกันตลอด แนะนำให้กินซุปอุ่นๆ รสชาติกลมกล่อมของมาม่า
เออ ไอเดียดีนะ และมาม่าหมูสับอุ่นๆ ทำให้สงครามให้ท้องผมทุเลาลงไปมาก
ได้กาแฟอีกแก้ว รู้สุกสดชื่นขึ้นมาก และพร้อมที่จะไป Checkpoint ถัดไป

เดียวดายที่ศรีสัชนาลัย

เช็คพอยน์หน้า ที่อุทยานฯ ศรีสัชนาลัย ,, ระยะทาง 50 กม. แต่ให้เวลาเกือบ 3 ชม.ครึ่ง
ดูทรงแล้ว น่าจะปั่นสบายๆ ไปถึงครับ
เราทั้งสองคนเริ่มออกปั่น ผลัดกันลากและทำความเร็วได้ดีมากๆ
แต่ผ่านไปซัก 20 กม. นาฬิการ่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนเหมือนเมื่อวานอีกครั้ง
ใช่ครับ ผมหลับในอีกครั้ง!!!!
ในความทรงจำผมตอนนั้น จำได้แค่ว่าบั้ดดี้ของผมค่อยๆ ห่างไปเรื่อยๆ ไฟท้ายของพี่ตั้มค่อยๆ ไกลออกไป
ผมพยายามที่จะกดบันไดตาม แต่ทุกครั้งที่หลับตา มันยากมากที่จะลืมขึ้นมาอีก
งีบมาตลอดทาง แต่ขาไม่ยอมหยุดปั่น

ตื่นมาอีกทีคือถึงตัวเมืองศรีสัชนาลัย
ผมรีบปลุกตัวเองโดยการพุ่งเข้าไปใน 7-11 เพื่อหาขนมปังลงท้องและเติมกาแฟในกระแสเลือด
จุดนี้พูดตรงๆ ผมจำอะไรไม่ได้เลย ไม่แน่ใจตัวเองว่ามาถึงได้อย่างไร

ผมรีบปั่นออกจากตัวเมือง วิวทุ่งนาเริ่มเห็นรำไร ฟ้าเริ่มสางอีกครั้ง
ก้มดูนาฬิกา เหยยยยยย ตีห้ากว่าแล้ว ภารกิจของเราเหลือเวลาอีกไม่ถึงแปดชั่วโมง
ผมรีบปั่นต่อ และเช็คพอยน์ที่อุทยานฯ ศรีสัชนาลัยตอนหกโมงเช้าพอดี
ผมก้มดูไมล์ ตอนนี้ 506 กม.แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าเรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ
มานั่งคำนวณ ตอนนี้เหลือระยะทางอีก 126 กม. ในเวลา 7 ชม. แปลว่าเราปั่นแค่ 18 กม./ชม. ก็น่าจะจบสบายๆ

แต่ในความเป็นจริงๆ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

มุ่งสู่เส้นชัย

ผมก้มจับดรอบ โน้มตัวไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนการปั่นเสือหมอบที่ถนัด
อีกแค่ร้อยกว่าโลเอง ไม่น่ายากอะไร ,, ค่อยๆ กดและควงขาไปเรื่อย แค่แป๊บเดียวก็ถึง
ดูเวลาน่าจะเหลือพอ เลยแวะเติมกาแฟเข้มๆ อีกสักครั้งที่อเมซอน

ผมกดและควงขาเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง แต่ดูความเร็วก็รู้สึกแปลกๆ
“เอ๋.. กดขนาดนี้ มันควรจะเร็ว 30 กม./ชม. นะ แต่ทำไมมันขึ้นแค่ 22 กม./ชม. เอง”
ปั่นไปก็คิดไป อ่า… เพราะลมเหรอ หรือเนินซึม ทำให้ความเร็วหายไปเพียบ
ผมพยายามปั่นกดเท่าๆ เดิม แต่ความเร็วก็ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าการปั่นแค่ 20 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ผมถึงเช็คพอยน์ที่ศรีสำโรงแปดโมงตรง แม้จะถึงก่อนเวลาคัทออฟ 1 ชม. แต่ตอนนี้ก็ยังกังวลมาก
เพราะจังหวะที่ลงจากรถมายื่นบัตรแสตมป์ตรา รู้เลยว่าเท้าปวดมาก
สัมผัสได้ถึงตุ่มน้ำที่ขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง โดยเฉพาะกลางฝ่าเท้าที่ต้องออกแรงกดพอดี
บางทีรองเท้าเสือหมอบที่พื้นแข็งมากๆ อาจไม่เหมาะกับการปั่นแบบข้ามวันข้ามคืนแบบนี้ก็เป็นได้

ผมแทบไม่พัก แล้วรีบไปยังเช็คพอยน์ถัดไปอีกไม่ไกลเพียงแค่ 20 กว่าโลเท่านั้น
ผมรวบรวมแรงกายและแรงใจเฮือกสุดท้าย พยายามพุ่งไปให้ถึง
อีกราวๆ 1 ชม. ผมก็ถึงจุดเช็คพอยน์ที่ 565 กม. ที่สุโขทัยได้
เฮ้ย เวลาดีๆ น่าจะสบายๆ นะ อีก 60 กม. กับเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

ออกจากเช็คพอยน์สักพัก รู้เลยคำว่าหมดของหมด รีดมาทุกก๊อกก็ยังหมดคืออะไร
ผมเหนื่อย แทบไม่มีแรงกดอีก เจ็บเท้ามาก ไม่อยากถอดคลีทออก เพราะกลัวจะกดไม่ลง
เท้าขึ้นตุ่มน้ำและระบมไปหมด ต้องงุ้มเท้าปั่นและเน้นการดึงมากกว่ากดลง แถมอาการปวดท้องกลับมาอีก
ก้นตอนนี้ ระบมถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่านั่งยังไงก็เจ็บไปหมด
นั่งปั่นมาสามสิบกว่าชั่วโมง มันคงเกินศักยภาพกางเกงที่นุ่มสุด และเบาะที่ถูจริตกับก้นที่สุด
ปั่นๆ อยู่สักพัก ต้องพยายามลุกขึ้นยืน เพื่อให้ก้นที่ระบมได้บรรเทาไปบ้าง
และที่สำคัญ ทางจากสุโขทัยเข้าสู่พิษณุโลกถึงแม้เป็นทางราบ แต่ลมแรงมาก
และเราปั่นสวนลมอยู่!!!

เส้นชัยจ๋า พี่มาหาแล้ววว

ตอนนี้ดูหน้าจอ ผมปั่นด้วยความเร็วแค่ 15-17 กม./ชม.
บอกเลยว่า ลมที่ซัดมาแต่ละที แทบทำให้ผมอยากจอดแล้วโบกรถโคตรๆ ตอนนี้เหลือแต่ใจเท่านั้นที่ยังอยากจะสู้
พยายามกดลงไปอีก แต่มันก็ได้แค่นี้แหละ กดแรงแค่ไหนความเร็วก็ไม่ขึ้น
ที่แย่กว่าเดิมคือก็ปวดท้องอยากอาเจียนกลับมาอีกครั้ง มองหาร้านกินข้างทางก็มีแต่โรตีสายไหมกะหนูนาย่าง
สุดท้าย ได้แวะ 7-11 ที่ปั้ม รอบนี้แม้แต่มาม่าก็กินไม่ไหว เลยกินแต่เกลือแร่และกล้วยหอมแล้วก็รีบปั่นออกไป

สภาพตอนนี้ย่ำแย่มาก เรียกว่าปลิวไหลไปตามลมของรถสิบล้อ
พยายามกดตามแรงเท่าที่มีเสริมไปด้วย แต่ดูที่ไมล์ ยังไงก็ไม่ถึง 20 กม./ชม. หงุดหงิดมากๆ ที่เราปั่นได้แค่นี้
ปั่นไปก็ได้แต่ภาวนา และจ้องดูเลขระยะทางที่ค่อยๆ เพิ่มอย่างช้าๆ กับเวลาที่ค่อยๆ ลดลง
เวลาสิบเอ็ดโมง เลขไมล์บอกเราว่าปั่นมาถึงระยะหกร้อยกิโลเมตรแล้ว
ได้แต่คิดในใจว่า ทำไมทีมผู้จัดถึงแถมระยะอีกตั้ง 26 โลเนี่ยยยยยยยย
และก็ไม่เคยคิดว่า ระยะทางแค่ 26 กม. จะต้องปั่นกันเกือบชั่วโมงครึ่ง!!!

จากทุ่งนารอบข้าง บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นตึกที่หนาแน่นขึ้น
จากแผงขายหนูนาปิ้งข้างทาง เริ่มเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟสวยๆ
จากถนนหกเลนโล่งๆ เริ่มเจอไฟเขียวไฟแดงถี่ๆ และการจราจรที่คับคั่งขึ้น
“เรากำลังเข้าสู่เขตเมืองพิษณุโลกแล้ว”
ผมใช้สติ และสกิลทุกอย่างที่มี แทรกตัวไปยังฝูงรถที่เขตเมือง
รวบรวมแรงทุกเม็ดในการอัดขึ้นสะพาน (ยังมีสะพานอีก!!) ,, “ต้องไปทันๆๆๆๆ”

สำเร็จแล้วววววว พิชิต Audax 600 พิษณุโลกได้แล้ววววววว

และสุดท้าย ก็ไหลเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 39 ชั่วโมง 15 นาที
ก่อนเวลา cut off เพียง 45 นาที
การเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 626 กม.ได้จบสิ้นลงเสียที

บทสรุปที่แสนยาวนาน

ทุกคนในทีมเดินมาแสดงความยินดีกับผม
ทั้งคุณตั้มและพี่เก่งที่เข้าก่อนผมราวๆ ชั่วโมงนึง
ไก่และพี่ต้อมโม ที่ถึงแม้จะ DNF แต่ก็ช่วยเอากระเป๋าก้นมดลงมาให้
ผมเจอคุณตั้ม คู่บั้ดดี้ที่ปั่นด้วยกันมาทั้งคืน ระยะรวมกว่า 140 กม. มาแสดงความดีใจด้วย
แล้วก็มีอีกหลายคน รวมทั้งทีมผู้จัด เข้ามายินดีกับความทรมานบันเทิงครั้งนี้

ครบถ้วนทุกกระบวนท่า ปั๊มตรามาครบทุกจุด

หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ผมปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหลายออก ทั้งรองเท้าและหมวก
รีบเดินกระเผลกเท้าเปล่าจูงจักรยานกลับไปที่รถยนต์ ขอบใจเจ้าเพื่อนยากที่ไปด้วยกันมา
โทรบอกภรรยาว่าภารกิจเสร็จสิ้นด้วยดี
โบกมือลาเพื่อนๆ ในทีม ที่แยกกันกลับไปก่อน
ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผมไม่เจ็บ ไม่ล้ม รถไม่พัง และเข้าเส้นชัยทันเวลา
ผมหาก๋วยเตี๋ยวกิน และรีบไปอาบน้ำพักผ่อนที่โรงแรมที่จองไว้
แพลนว่าจะกลับเชียงใหม่สักบ่ายสี่โมง แต่สุดท้ายตื่นจริงๆ เกือบสองทุ่ม และถึงเชียงใหม่เกือบเที่ยงคืน
รีบกลับมาหาภรรยา ผู้เป็นกำลังใจใจทุกครั้งที่เปิดมือถือ ทำให้ผมมีแรงกดบันไดต่อไป

แม้ตอนนี้เวลาจะผ่านไปเกือบสัปดาห์ แต่ร่างกายที่บอบช้ำยังคงเหลือร่องรอย
ไหล่ขวาปวดและทรมานมาก, เข่าและสะโพกซ้ายที่ระบม, ฝ่าเท้าทั้งสองที่ยังกดได้ไม่เต็มที่ และน้ำหนักที่ลดลงไปเกือบ 4 กก.
ในใจก็คิดนะ ว่าทำลงไปได้ยังไงกับรูปแบบการปั่นที่ไม่ชอบเลย ทั้งการปั่นกลางคืนและปั่นกลางฝน
และคงจะไม่ทำอีกแล้วกับระยะ Audax ระยะ 600 กม.
แต่พอคิดไปมา ผมก็เคยคิดแบบนี้หลังจากปั่นคนเดียวใน Audax 300 ที่เชียงใหม่

Pride is forever, Pain is temporary

ขอบคุณทุกคนท่ีเข้ามาติดตามครับ

Part 1 :: Audax Randonneurs 600 พิษณุโลก ค่ำคืนแห่งฝน

ผมเชื่อในความรู้สึกแรกเสมอ

อยู่ดีๆ ก็มีสิ่งนึงแว๊บเข้ามาในหัว ทั้งๆ ที่ไม่เคยจะรู้สึกแบบนี้มาก่อน
“ผมอยากไปปั่น Audax 600 ที่พิษณุโลก
ผมขออนุญาตภรรยา และรีบสมัครในวันสุดท้าย
“ผมเชื่อว่าผมทำได้ แม้ว่าแรงอาจไม่เยอะเท่าใคร แต่จิตใจที่มุ่งมั่นไม่แพ้ใครแน่นอน”
คุณพร้อมหรือยัง

ครั้งนี้ผมมีเวลาในการทำภารกิจ 40 ชั่วโมง ที่จะปั่นจักรยานผ่าน 4 จังหวัด
ที่มีระยะทางรวมกว่า 627 กิโลเมตร และมีระยะปีนเขากว่า 7200 เมตร
แม้จะมีประสบการณ์อดหลับอดนอน และการปั่นระยะไกลบ้าง แต่โหดแบบนี้ก็ไม่เคยมาก่อน
ถ้าคำนวณไม่ถูกว่ามันไกลและขึ้นเขาเยอะแค่ไหน
ก็คือการปั่นสะเมิงคลาสสิก 5 รอบ แล้วปิดท้ายด้วยไป-กลับ เชียงใหม่-จอมทองอีก 2 รอบ
“แค่ปั่นสะเมิงคลาสสิกสามรอบ ก็ไม่ไปละโว้ยยยยยยยยย”

เคยมีคนบอกว่า การปั่น Audax ไม่ใช่แค่การเอาแรงเข้าใส่อย่างเดียว
แต่เป็นการปั่นโดยใช้ใจและสมองด้วย

เออ… ไม่คิดว่ามันจะจริง

ภารกิจกำลังจะเริ่มต้น

ผมเดินทางออกจากเชียงใหม่ก่อนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
ค่อยๆ ขับไปคนเดียว ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าก็ถึง
พอถึงก็รีบเดินไปสักการะองค์พระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร
ขอให้ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงดี คนไม่เจ็บ และรถไม่พัง

ไหว้พระพุทธชินราชก่อนจะไปออกรบ!!

จากนั้นก็ไปหาอะไรกินก่อน ซึ่งร้านกนกภัณฑ์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ก๋วยเตี๋ยวไทยเส้นเล็กอร่อยมากๆ ติ่มซำก็ดีงามมากๆๆ มารยาทดีงามมากๆๆๆ
ไหว้กันทั้งร้านตั้งแต่เจ้าของยันเด็กเช็ดโต๊ะ กินๆ อยู่ยังต้องรีบวางตะเกียบมารับไหว้
เลยจัดไปสามถ้วย กินให้เหมือนมันเป็นมื้อสุดท้าย…

ของดีพิดโลกเลยครับ ร้านกนกภัณฑ์
กินให้เหมือนวันสุดท้าย ,, เพราะกว่าจะได้กินดีๆ ก็อีกสองวัน

เสร็จกิจทุกอย่างก็รีบไปงีบครับ
มีเวลาให้เราพักเกือบๆ 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะไม่ได้นอนอีกสองคืน ตื่นเต้นมากๆๆ
กำลังคิดนั่นคิดนี่ ผมก็ผลอยหลับไป ตามประสาคนหลับง่ายมาก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเวลานัดหมายเพราะเสียงฝนและเสียงฟ้าร้อง
“ฝนตกหนักมาก… วันนี้กรมอุตุฯ จะแม่นอะไรวันนี้ ภาวนาให้ฝนเบาลงหน่อย”
พยายามข่มตานอน หวังว่าจะได้นอนอีกซักครึ่งชั่วโมง แต่นอนไม่หลับ ตอนนี้ความกังวลมาเต็ม
“ปล่อยตัวสองทุ่ม ยังต้องปั่นกลางฝนอีกเหรอ
สองสิ่งที่เกลียดที่สุดในการปั่นจักรยานทำไมต้องมาพร้อมกันด้วย”
เอาวะ นอนไม่หลับ ก็มาเตรียมตัวและเช็ครถก็แล้วกัน

แผนที่และความสูงจากทางทีมงานส่งมาให้เราครับ

ผมถึงที่นัดหมายราว 40 นาทีก่อนปล่อยตัว ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก
แม้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่ก็ต้องขับรถยนต์ออกมา เพราะฝนไม่มีทีท่าเบาลงเลย
พอมาถึงที่ ก็รีบเอารถจักรยานลงมา รีบเซ็ตรถและเช็คความพร้อมครั้งสุดท้าย
“โห คนเพียบเลยแฮะ แล้วทำไมดูแต่ละคัน เค้าดูชิวๆ จัง แทบจะปั่นรถเปล่าๆ เลย
ดูเราดิ ตุงไปทุกกระเป๋า แถมยังมีกระเป๋าก้นมดอีก”

จากนั้นก็รีบเดินไปหาทีมครับ
วันนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมแห่งทีม 55 Tsukemen ถึง 4 ท่าน อันได้แก่พี่เก่ง, คุณตั้ม, พี่ต้อมโม และไก่
ทุกคนเดินทางมาจากเชียงใหม่ช่วงบ่ายๆ มาถึงที่นี่ปุ๊บก็พร้อมปั่นเลย ,, แบบนี้ผมไม่ไหวจริงๆ
สักพัก ก็ประชุมแผนของทีมเรา ซึ่งสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความครับ
“เราต้องจบ ไม่กลับบ้านมือเปล่า อย่างน้อยต้องมีใครเข้าเส้น”

ทีม 55 Tsukemen ของเราครับ :: พี่ต้อมโม, คุณตั้ม, พี่เก่ง, ไก่ และผมเอง

คอยอีกไม่นาน ทีมงานก็บรีฟเส้นทาง และสามทุ่มตรงก็ปล่อยตัวเราไปพร้อมสายฝนกระหน่ำครับ

ขบวนรถไฟแห่งรัตติกาล

ฝนตกหนักมากจริงๆ ครับ หนักจนรู้สึกว่าการเอาแว่นเลนส์ใสสำหรับใส่กลางคืนมาคืออะไรที่ถูกต้องมากๆ
ทั้งฝน และโคลนจากล้อคันหน้ากระเด็นมาเต็มจนแทบแยกไม่ออก
ออกตัวมาสักพัก ก็เริ่มออกนอกตัวเมือง รถราเริ่มน้อยลง แต่ความเร็วก็เพิ่มเป็นทวีคูณ
แผนผมทีแรกคือพยายามปั่นเก็บแรงไป ขอถึงภูเรือ (จุดเช็คที่ระยะ 180 กม.) ราวๆ หกโมงเช้า
ก็แปลว่าปั่นความเร็วเฉลี่ยแค่ 18-20 กม./ชม. ก็ถึงตามแผน
แต่สภาพตอนนี้มันไม่ใช่เลยครับ!!! ทุกคนออกตัวกันโหดมากๆ ผมก้มดูความเร็ว เฮ้ย!! 35-38 กม./ชม.
เรายังเหลือระยะปั่นกันอีกตั้ง 600 กม. นะเว้ยยยยยยยย
ไม่เป็นไรครับ ผมก็ปั่นกับกลุ่ม ค่อยๆ เกาะไป เพื่อเซฟแรงให้มากที่สุด

พี่ต้อมโม คุณตั้ม และพี่เก่ง เป็นสามคนที่ผลัดกันพาทีมขึ้นไป
แต่ละคนลากกันเร็วมาก ยังกะปั่นคันคลองไฮสปีด แซงแทบทุกคันที่มีโอกาส
ถ้าเราทำเวลาได้ประมาณนี้ คำนวณเวลาคร่าวๆ น่าจะถึงภูเรือราวๆ ตีห้า
ซึ่งจะเหลือเวลาเพิ่มอีก 2 ชม. จากที่วางแผนเอาไว้ !!
ถ้าเป็นแบบนี้ เราน่าจะจบ 5 คน พร้อมกับได้นอนชิวๆ ดริปกาแฟสวยๆ ที่เส้นชัยแน่นอน

แต่ชีวิตคนเรามันไม่เรียบง่ายขนาดนั้นหรอกครับ

อุปสรรคที่ถาโถม

ทีมเรากำลังลากนิ่งๆ ไล่แซงยับ รอบขากำลังมา ,, อยู่ดีๆ พี่ต้อมโมก็ชะลอครับ

“กระเป๋าก้นมดหย่อนไปสีกับล้อ”

เราทั้งห้าคนจอดลงพัก พร้อมกับรีบจัดกระเป๋าก้นมดของใครของมัน
แทบทุกคนไม่เคยปั่นพร้อมกระเป๋าก้นมดมาก่อน และมันเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่มากๆ
ทั้งเรื่องการทรงตัวบนอานจากการเหวี่ยงของกระเป๋า และการหย่อนของกระเป๋าลงมาจากน้ำหนักสัมภาระ

ตอนนี้ทุกคนที่เราเพิ่งแซงเขาไปสักครู่ ก็มาแซงเราคืนไปแทบทั้งหมด…
เห็นละก็แอบเจ็บใจ แต่ทีมก็คือทีมครับ หวังว่าโชคจะเข้าข้างเราบ้าง
พี่ต้อมเลยพยายามกำจัดสัมภาระบางอย่างที่ไม่จำเป็นทิ้ง รอบนี้คือลำไยครับ (พกมาจากเชียงใหม่ด้วย?!!?)
โยนทิ้งไป ซึ่งลดน้ำหนักเกือบ 2 กิโลได้ (พี่พกมาขนาดนี้เลยเหรอ!!)
จุดนี้ เราเสียเวลาไปประมาณ 5 นาที

หลังจากจัดแจงตัวเองเรียบร้อย เราก็เข้าสู่โหมดขบวนรถด่วนต่อเลยครับ
ตั้งลำได้สักพักก็จัดหนักเลย เร็วมากๆ ระดับที่แซงยับ ไล่เก็บแทบทุกคนที่แซงเราไปเมื่อกี้
แต่ปั่นไปอีกสักพัก คุณตั้มและพี่เก่งก็รู้สึกว่า มันหย่อนอีกรอบ
เลยต้องชะลอเพื่อจัดกระเป๋าอีกครั้ง แต่รอบนี้เสียเวลาไม่มากครับ

จุดนี้เราทำเวลาได้ดีมากจริง ปั่นกันแบบไม่เกรงใจเลยว่าเส้นทางพวกนี้คือเนินซึมสลับเนินชันๆ สั้นๆ
ส่วนนึงอาจเพราะทีมลากกันดีมากๆ และอีกส่วนคืออากาศเย็น (จนหนาว) ในช่วงกลางคืนที่มีฝนกระหน่ำ
จังหวะมันกำลังมา… แต่สุดท้ายสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด

พี่ต้อมโมตะโกนอย่างดัง “พี่เก่งยางรั่ว”

อุปสรรคถาโถมมาไม่หยุดหย่อน

เราทั้งห้าจอดข้างทางที่มืดสนิท ยืนกลางฝนที่ตกหนัก ไม่มีร่มเงาหรืออะไร
ทุกคนผลัดกันช่วยพี่เก่งที่จะเปลี่ยนยาง และหารอยรั่ว
แล้วก็สลับมาดูปัญหาของรถตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องสัมภาะ
พี่ต้อมโมที่กระเป๋าหย่อนสุด ก็กำจัดลำไยทั้งหมดโดยการเอาออกมากิน (ยังไม่หมด!!!)
พี่ต้อมโมว่า ถ้าเราถึง Checkpoint ที่สอง เราจะกำจัดสัมภาระชิ้นใหญ่แก
นั่นก็คือ ข้าวเหนียวหมูทอดที่พกมาตั้งแต่เชียงใหม่!!! จริงจังมาก!!!
ส่วนคุณตั้ม ก็พยายามรัดกระเป๋าก้นมดให้แน่น แล้วรีบไปช่วยพี่เก่ง
ส่วนไก่ กระเป๋าหย่อนไม่มาก แต่ว่ามีเสียงแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าจากที่ไหน
สงสัยว่าน่าจะมาจากโซ่ หรือกะโหลก พยายามหาแต่ก็ไม่เจออะไร

เทพีแห่งโชคยังพอเข้าข้างเราบ้าง ที่รอยรั่วเป็นเพียงรอยเล็กๆ ยางนอกไม่มีปัญหา แค่เปลี่ยนยางในเราก็เดินทางต่อได้
ฝนที่กระหน่ำ ก็เริ่มเบาบางลง กลายเป็นฝนปรอยๆ เบาๆ แทน
สภาพถนนจากที่มีรถวิ่งตลอด กลายเป็นถนนเงียบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้าง
ไฟกิ่งทั้งสองข้างทางก็เริ่มเป็นของหายาก และไฟหน้าดวงน้อยของเราก็เริ่มสว่างมากขึ้น
กระเป๋าของพี่ต้อมโมไม่แกว่งละ!! ส่วนยางที่เก่งไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม
ส่วนรถของไก่ เสียงยังไม่หายซักที ทั้งๆ ที่โซ่และกะโหลกก็ลื่นดี

CP แรกที่สถานีตำรวจบ้านแยงครับ

สุดท้าย เราก็ถึง Check point แรก 69.5 กม. ที่สถานีตำรวจบ้านแยงอย่างทุลักทุเล

ลุยต่อที่ Checkpoint 2

“เรามีเวลาพักกัน 5 นาที รีบเติมน้ำแล้วไปกัน แล้วค่อยไปพักที่ 7-11 ข้างหน้า”

แม้เวลายังไม่ถึงเที่ยงคืน แต่เราก็ต้องเริ่มออกปั่นอีกครั้ง
อยากบอกว่า ตอนนี้สภาพทุกคนคึกคักถึงขีดสุด เหมือนเพิ่งปั่นกันมาแค่ 10 กม.
ถนนเงียบๆ มืดๆ ในวันที่อากาศหนาวเย็นจากห่าฝน กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและแสงแห่งมิตรภาพของทีม
เราปีนเขาไปด้วยกัน สลับไหลลงเป็นพักๆ อย่างไม่เหนื่อยล้า มุ่งสู่อำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก

เหมือนทุกอย่างดูราบเรียบขึ้น แต่อุปสรรคก็ไม่เคยลดละที่จะมารังควาญ
พี่ต้อมโมทักไปยังรถของไก่ ที่เสียงยังไม่หาย แม้จะยัดน้ำมันหยอดโซ่ฉ่ำไปถึงน่อง
“เสียงแบบนี้น่าจะเป็นเบรคว่ะไก่”

และมันก็ใช่จริงๆ

ผ้าเบรคของไก่สีกับขอบล้อมาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวก็ กม.ที่ 80 แล้ว
“ก็ว่า วันนี้ไก่ไม่ค่อยแรง ผ้าเบรคสีกับขอบล้อมาตลอดนี่เอง”
พอถึง 7-11 ที่อ.นครไทย ไก่ก็ใช้แสงสว่างรำไรมาดูสภาพเบรคตัวเอง
ซึ่งจุดนั้น พูดได้คำเดียวว่า “ยับเยิน”
เพราะผ้าเบรคหลังไก่ ได้หมดไปแล้วทั้งสองข้าง
เหตุการณ์ดังกล่าว คาดว่าเกิดจากกระเป๋าก้นมดไปเบียดตัวเบรค/สาย ทำให้ลักษณะเบรคเหมือนถูกใช้งานตลอดเวลา
เบรคหมดจนแบบ ฝักผ้าเบรคไปสีขอบล้อจนเริ่มเป็นรอยแล้ว

ผ้าเบรคไก่หมดทั้งแต่ช่วงทางราบ แล้วพรุ่งนี้เช้าที่จะต้องเจอเขาหนักๆ จะทำอย่างไร

แม้ว่าไก่เป็นคนนึง ที่มีของสำรองและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เยอะมาก (มีแม้กระทั่งยางนอก!!)
แต่ ไม่มีผ้าเบรคสำรองครับ…
มันก็ไม่แปลกหรอก ใครจะบ้าพกผ้าเบรคมาปั่นด้วย เพราะปกติ ผ้าเบรคชุดนึงใช้ได้เป็นหลักหลายปี
แล้วมันก็ไม่ใช่ของที่จะมาพังหรือเสียหายระหว่างทางง่ายๆ

ไก่พยายามหาวิธีแก้ ตั้งแต่สลับผ้าเบรคหน้าหลังบ้าง หาอะไรมาหนุน ใช้เทปพัน แต่ไม่เวิร์ค
แต่สุดท้าย ที่ดีที่สุดคือ คลายล้อค หย่อนสายเบรค แล้วปั่นแบบไม่มีเบรคหลังไปก่อน
แล้วหายืมผ้าเบรคสำรองจากนักปั่นคนอื่นๆ ที่อาจมี!!!

ระยะ Checkpoint ถัดไปอีกราว 40 กม. เห็นชัดเลยว่าไก่ปั่นด้วยความไม่มั่นใจ
ไก่ดูพะวงกับเบรคหลังมากๆ ไม่ว่าจะเจอถนนหนทางรูปแบบไหน โดยเฉพาะตอนลงเขา ดูช้าลงไปมากๆๆ
และสมาธิไก่จะอยู่กับการถามคนอื่นๆ ว่า
“พี่พกผ้าเบรคสำรองมาด้วยไหมครับ”
ซึ่งคำตอบก็ไม่น่าจะเดาได้ยากนัก
และหากสภาพเป็นแบบนี้ ไก่อาจต้องถอนตัวตั้งแต่ด่านซ้าย ซึ่งเป็น Checkpoint หน้าเลย

ด่านซ้าย และปาฏิหารย์

เรารีบมาที่ Checkpoint ตรงอำเภอด่านซ้าย แถวนี้มีทั้งตลาดเช้าและ 7-11
ผมมองไปทีไมล์จักรยานเพื่อจะกดดูก่อนถึงเช็คพอยน์
“ชิบหาย!! ไมล์แฮงค์”
ผมพยายามกดเปิด-ปิดใหม่ แต่พบว่า ระยะทางที่ผ่านมาทั้งหมดได้หายไป
ไม่มีทางเลือก ผมถามระยะจากพี่ต้อมโม แล้วขานให้กับเจ้าหน้าที่
“ระยะทาง 145 กม. เวลา 03.33 น.”

เจ้าหน้าที่สดชื่นมาก แต่เราง่วงมากๆๆๆ
ล้านิดๆ แต่ใจยังไม่มีถอยครับ รอไก่ซ่อมรถไป

จุดนี้ตีสามแล้วอะ ตัวผมไม่ง่วง ไม่หิว ไม่อะไรทั้งสิ้น
พี่ต้อมโม เปิดข้าวเหนียวหมูทอดที่พกจากเชียงใหม่ให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ
พี่เก่ง และคุณตั้ม ต่างระเบิดสัมภาระและจัดกระเป๋าได้กระทัดรัดมากขึ้น
สังเกตว่า สัมภาระของแต่ละคน ลดลงไปจำนวนมาก ก้นมดเหลือนิดเดียว
ผมก็พยายามเอาขนมและกล้วยตากที่พกมา กระจายมาสู่กระเป๋าเสื้อด้านหลัง
สลับไฟหน้าที่ใช้หมดไปแล้วสองดวง และเอาดวงอื่นๆ ออกมาติดรอไว้
แต่ก้นมดผมก็ยังตุงมากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี

ส่วนไก่ รีบจอดรถ และเดินถามทุกคนถึงผ้าเบรคสำรอง
ซึ่งคำตอบที่ไก่ได้รับ ก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มาว่า ไม่มี ไม่มี และไม่มี
จนสุดท้าย เดินกลับไปที่รถ ถามพี่คนนึงที่เค้าปั่นมาถึงก่อนเรา แล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันตั้งนาน

“ผมมีผ้าเบรคสำรองอยู่ชุดนึง”

โอ้โห น้ำตาจิไหล ไก่นี่รีบขอซื้อต่อและรีบจัดการกับผ้าเบรค
กราบงามๆ สามครั้งแก่ผู้มีพระคุณ ไม่น่าเชื่อว่าอะไรหลายๆ จะเกิดขึ้น และมันทำให้ไก่ได้ไปต่อ
จุดนี้ ใช้เวลาไปราวๆ เกือบชั่วโมง ,, แม้จะมากกว่าที่คำนวณไว้แต่ทุกคนก็ได้พักผ่อนกันเต็มที่มากๆ
เราออกเดินทางอีกครั้งตอนตีสี่ยี่สิบ

ปีนต่อไปภูเรือ

สถานีหน้า อยู่ห่างไปอีกแค่ราวๆ 35 กม.
จากด่านซ้ายที่ดูคึกคัก เราก็เริ่มกลับเข้าสู่ความมืดของป่าครับ ตามถนนเพื่อมุ่งสู่ภูเรือ
เส้นทางช่วงนี้ค่อนข้างดีครับ มีเขาลูกเล็กๆ ให้ปีนเรื่อยๆ ครับ เราก็ค่อยๆ ไปด้วยกัน
ทางถือว่าไม่ยากมาก ฝนก็ไม่ตก ถ้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่าจะได้งีบที่ Checkpoint หน้ากัน

ช่วงใกล้ตีห้า พระอาทิตย์เริ่มแย้มแสงแรกของวันใหม่
ตอนนั้นอากาศดีมาก ไม่มีฝน ท้องฟ้าดูเปิด ทุกอย่างเริ่มเป็นใจกับเราบ้าง
แต่ผมสังเกตว่า ทำไมผมยิ่งปั่นก็ยิ่งห่างจากคนอื่นเรื่อยๆ กดเท่าไหร่ก็ไม่ทัน
และก็เริ่มรู้ตัวเองว่าง่วงมากครับ และหลับในตอนปั่น
ใช่ครับ พิมไม่ผิดครับ หลับในตอนปั่น!!

คือมันให้อารมณ์แบบ เราก็ควงขาแต่ตาหลับ แต่สามารถทรงตัวไปเรื่อยๆ ไม่ให้ล้ม
การหลับแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 5-20 วินาที แล้วสะดุ้งตื่นเพื่อทรงตัวใหม่พร้อมกับดูทาง
ทำแบบนี้ไปหลายสิบครั้ง ก็คิดว่ารวมๆ คงได้หลายสิบนาทีอยู่

เพื่อนๆ เริ่มทิ้งห่างไป แต่ผมก็ยังเห็นไฟท้ายแว้บๆๆ สามดวงชัดเจน
แต่อยู่ดีๆ … เอ๊ะ!! เราหลับในรอบนี้ ทำไมไฟท้ายทั้งสามดวงหายไปเร็วมาก
ผมเริ่มเร่งฝีเท้าแบบหลับใน ขึ้นเนินรัวๆ แต่พบว่าตามยังไงก็ไม่ทัน
จนกระทั่งดูที่แผนที่ที่ไมล์จักรยานแล้วมันบอกว่า “off course” (คือคุณหลุดจากเส้นทางแล้ว)
ช้อตนี้ สะดุ้งตื่นเลยครับ เพราะผมหลับใน และปั่นตรงเลยมาอีก 2 กม. แทนที่จะเลี้ยวซ้ายเหมือนคนอื่น
รีบกลับรถ แล้วปั่นกลับไปเช็คพอยน์ พร้อมรับระยะทางเพิ่ม 4 กม.

เลี้ยวซ้ายมา เจอ จนท. รอโบกเลย

ถึง Checkpoint อบต.ลาดค่าง เวลา 6.12 น. (คิดว่าเพื่อนๆ คงถึงก่อนหกโมง)

หลับก่อนได้เปรียบ

จุดนี้ มีขนม, น้ำ, กาแฟ ฯลฯ ให้เรากินอย่างดี แถมทางอบต.ยังเปิดห้องให้นอนด้วย
ผมมาถึง ทุกคนในทีมดูสบายๆ ถือข้าวต้ม,ขนม,กาแฟมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ร่างกายแต่ละคน ดูล้าไปบ้าง เหมือนจะง่วงนอนนิดๆ
แต่ไม่ใช่กับผม เพราะผมนอนมาแล้ว ฮ่าๆๆๆ

ที่นี่มีของกินเยอะมากๆๆๆ ครับ มีที่นอนด้วยนะ อิอิ
กินกาแฟกับขนมนิดหน่อยก็รีบออกเลยละกัน

ตอนนั้นรู้สึกจุกหน่อยๆ เลยกินแค่ขนม กับกาแฟดำ แล้วก็ขอตัวลาทีมไปก่อน
จุดนั้น เรารู้ตัวเองเลยว่า เราอ่อนสุด เราไม่อยากให้ทีมเสียเวลา
แถมเราก็งีบมาแล้ว (แบบหลับใน) จนตอนนี้สดชื่นมากๆๆๆ

เพื่อนๆ ในทีมก็ทำหน้างงๆ ว่าจะไม่พักหน่อยเรอะ!! แต่ก็ปล่อยให้ผมออกมาก่อน
จุดนี้ผมอยากชดเชยเวลาที่เสียไป เลยพยายามเร่งตัวเองเท่าที่ไหว
สภาพถนนเป็นเนินขึ้นเขาเข้าป่าเป็นหลัก สลับกับถนนในหมู่บ้าน มีหินลอยบ้าง
มันก็สนุกดีนะ มีวัวเดินกลางถนนบ้าง สวนกับรถไถนาบ้าง หมาวิ่งไล่บ้างประปราย
แต่อากาศดีมากๆ วิวสวยมากๆๆ
จนถึงกิโลเมตรที่ 199 ,, นี่เราปั่นทางเลียบแม่น้ำเหือง ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาวครับ
เพลิดเพลินกับบรรยากาศได้ไม่นาน พี่เก่งและคุณตั้มก็ไล่ผมทันแล้ว
“ไก่กับต้อมโมอยู่ข้างหลังนี่เอง”

ทุ่งนาอะเขตไทย ,, แต่เขาลูกนั้นเขตลาวแล้ว

และทีมก็ได้รวมกันที่จุด Check point ที่ร้านค้ามิตรภาพไทย-ลาว
จุดนี้คือ กิโลเมตรที่ 226 กม. เราถึงกันราวๆ เก้าโมงเช้าครับ
และจากแผนที่ จุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่จะมีร้านค้าและอาหารขาย
พวกเราก็เลยจัดก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงและน้ำอัดลมกัน เติมพลังให้กับค่ำคืนที่ผ่านมา

จุดสุดท้าย ก่อนที่จะเจอมหกรรมการปีนเขาแบบไม่มีที่สิ้นสุด

จากจุดนี้ไปจะเจอกับภูเขาโหดๆ ที่เป็นตำนานของ Audax 600 พิษณุโลกครั้งแรก
“สมัคร 140 คน, จบ 7 คน เพราะภูหัวฮ่อม และภูสวนทราย”

บอสหมายเลขหนึ่ง :: ภูหัวฮ่อม

เราพักกันราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า เติมน้ำเติมข้าวเข้าห้องน้ำกันเต็มที่ ก็ออกไปลุยกัน
พี่เก่งและคุณตั้มออกไปกันก่อน ส่วนผม,ไก่ และพี่ต้อมเป็นกลุ่มที่ตามออกไปทีหลังเล็กน้อย
ผมก็แอบตื่นเต้นนิดๆ นะ เพราะไอ้เราก็ชอบไต่เขาพอควร
เจ้าภูหัวฮ่อมหน้าตามันจะเป็นยังไงน้อ จะเหมือนเขาที่เราเคยปีนไหม

ออกหมู่บ้านนิดนึง แล้วเลี้ยวขวาขึ้นไป ก็หายสงสัยเลยครับ

ภูหัวฮ่อมเป็นเนินที่ชวนเราปีนยาวๆ ครับ
ระยะทางราวๆ 3.8 กม. ที่มีระยะความชัน 9.5% เฉลี่ยทั้งช่วง
โดยความบันเทิงตลอด 3.8 กม. นั้นคือการปีนแบบไม่พัก
ยิ่งปีนไปเรื่อยๆ ความชันก็ไม่มีทีท่าที่จะเบาเลย แถมยังจะหนักขึ้นอีก
ใครหวังว่า ใส่เกียร์หนักๆ แล้วอัดให้มันจบๆ คงต้องคิดใหม่
ผมโชคดีที่เริ่มปั่นด้วยเกียร์ที่ค่อนข้างเบา แล้วเน้นค่อยๆ ซอยรอบขาขึ้นเอา
ขนาดใช้เฟือง 32-34 ยังรู้สึกว่า ล้ามากๆ แค่เนินเดียวใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง

กว่าจะพิชิตเนินนี้ได้ บอกเลบว่าเหนื่อย
อากาศข้างบนสดชื่นดีมากๆ

พิชิตบอสตัวแรกได้ ก็ไปรับตราปั้มที่ control point ครับ

หมดจากภูหัวฮ่อม ก็มีทางไหลลงนิดนึง ให้ได้หายใจหายคอกันบ้าง
แต่จากนั้นอีกไม่นาน ก็เจอภูสวนทรายครับ

ลักษณะของภูสวนทราย จะคนละแนวกับภูหัวฮ่อมอย่างสิ้นเชิงครับ
ลักษณะจะเป็นเนินสั้นๆ สลับขึ้นลงไปเรื่อยๆ แบบรัวๆ ครับ
ระยะทางประมาณแต่ละเนิน 40-100 เมตร, ความชัน 8-25% ครับ
และทำซ้ำแบบนี้ไป 50 เนิน!!!
พิมพ์ไม่ผิดนะครับ เราจะต้องปีนเนินแบบนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ไป 50 ครั้ง

ไม่มีทางเลือกครับ เริ่มมาเราก็ใช้แรงส่งจากทางลาดแปรเป็นความเร็วให้เราพุ่งขึ้นไป
แต่พลังงานจลน์มันไม่พอกับพลังงานศักย์ที่จะขึ้นแต่ละเนิน
พยายามพุ่งไปไม่ถึงไหนแรงส่งก็หมดลงครับ เราก็ค่อยๆ ปีนๆๆๆ ขึ้นไปต่อ
สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง สามสิบครั้ง… ดูมันไม่จบไม่สิ้นเสียที

ยิ่งปั่นไป ถนนยิ่งพัง แถมยังต้องปีนอีก ทางชันๆ ทั้งนั้น

การเจอเนินแบบนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ มันทำให้ขาเราล้าอย่างมาก เดี๋ยวเบาเดี๋ยวหนัก
รวมทั้งเราต้องสลับเกียร์แบบรัวมากๆ จากทางลาด 20 องศา แต่อีกไม่กี่วินาที กลายเป็นความชัน 22 องศา
แถมช่วงที่มีแรงส่งเราก็ไม่ได้มากเลย ,, อารมณ์ พาเราไปทิ้งกลางเนินชันๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
ที่สำคัญที่สุด คือ มันบั่นทอนกำลังใจเรามากๆ ครับ
เราทำความเร็วได้แย่มาก คือเฉลี่ยราวๆ 6-8 กม./ชม. เท่านั้น
แถมไม่รู้ว่าเนินพวกนี้จะจบเมื่อไหร่ และยิ่งเข้าลึกไปเรื่อยๆ สภาพถนนยิ่งแย่ลงไปเรื่อย
จากถนนลาดยางสวยๆ กลายเป็นถนนท่าผ่านการปะมาหลายสิบครั้ง พร้อมหินลอยเพียบ
การเลือกไลน์ที่จะปีนแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะไลน์ที่ปีนง่าย คือไลน์ถนนพัง
ส่วนที่ถนนทางพอปั่นได้บ้าง คือถนนไลน์ที่ชันๆ และกินแรงเราเป็นอย่างมาก
จะยืนโยกก็ไม่ได้ เพราะกระเป๋าก้นมดมันแกว่ง ทรงตัวลำบากมาก

เดชะบุญมีร้านของชำของชาวบ้านเล็กๆ ให้เราได้พักขาและนั่งปรับทุกข์กัน
เราก็นั่งไปกะเจ้าของร้าน หยิบกล้วยของทางร้านและเม้ามอยกันไป
เจ้าของร้านก็นั่งดู และหัวเราะกับกิจกรรมอันบ้าบิ่นของเรา
แกบอกว่า เท่าที่ปีนมาวันนี้ แวะร้านแกหมด ขนาดคนแรกก็ยังมากินกล้วยที่นี่เลย

ร้านพักกลางทางที่ทุกคนต้องแวะ ,, โอเอซิสชัดๆ

รวบรวมแรงฮึดสุดท้ายพร้อมกับไก่และต้อมโม พุ่งขึ้นไป
ระเบิดเนินอีกสักช่วง เราก็เริ่มเห็นจุด control point สำคัญ
เหลือบดูนาฬิกา “นี่เราปั่นจากหัวฮ่อมขึ้นมานี่เกิน 2 ชม.ครึ่ง ทั้งที่ระยะแค่ 20 กม.เอง”

“หมอ ผมไม่ไหวละ…”

การตัดสินใจ

ไก่และพี่ต้อมโมขอ DNF (did not finished) ตัวเองหลังจากถึงจุด Control point
สภาพทั้งสองคนค่อนข้างอ่อนล้ามากๆ เพราะว่ามาถึงพิษณุโลกก็เริ่มออกปั่นเลย ไม่ได้งีบแบบผม

“หมอ ผมไม่ไหวละ ผมง่วงมาก ขอ DNF ตรงนี้แหละ”
“เราไม่เคยซ้อมระยะนี้มาก่อน อันนี้มันโหดเกินไป”
“เราปั่นมา 16 ชั่วโมง แต่ได้ระยะแค่ 260 กม. แถมคืนนี้เราจะต้องปั่นทั้งคืนอีก”

ทุกคนเป็นห่วงผมมากๆ แต่ผมรู้สึกว่า ผมสมัครมาแล้ว ไม่ได้มาเล่นๆ
มาครั้งเดียว ก็จะไม่มาอีกแล้ว แม้ว่าถ้าครั้งนี้ DNF ก็คงจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีก
ตอนนี้แรงผมยังพอเหลือ, กล้วยตากกับถั่วที่ตุนไว้ก็ยังมีเหลือ โอกาสตอนนี้ยังมี
พยายามคิดวางแผน หาจุดอ่อนของตัวเอง และหาความเป็นไปได้ในการปั่นต่อให้จบ

“โอเค ผมไหว ผมจะไปต่อ ยังไงขอฝากกระเป๋าก้นมดลงไปที”

ไก่และพี่ต้อมโมดูงงๆ เล็กน้อย เหมือนกะว่าหมอจะเอาจริงดิ และบอกกับผมว่า
“หมอจะเอาอะไรก็พกไปเลย ทีเหลือยัดๆ ใส่กระเป๋า เดี๋ยวผมเก็บลงไปให้”
หลังจากไก่พูดจบ ก็เดินลงไปล้างหน้า พี่ต้อมโมก็ถอดรองเท้าแล้วไปพักที่ศาลา
ส่วนผม ก็รีบแกะกระเป๋าก้นมดออกจากรถ แล้วคิดว่าจะเอาอะไรใส่กระเป๋าหลังไปบ้าง
“ยางใน, ที่งัด, สูบคาร์บอน, ไฟหน้าที่ยังเหลือ, เสื้อกันฝน, อาหารทั้งหมด, กระเป๋าตังและมือถือ”
พนันกับตัวเองไว้ว่า ถ้าระหว่างนี้ รถพังยางแตกเกินที่จะซ่อมไหว ก็ถือว่าสวรรค์ให้เรา DNF ละกัน
แต่บอกก่อนนะว่าใจผมสู้ และจะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แน่

คนที่ DNF ตรงนี้ ก็มีรถรับกลับนะ

ผมร่ำลากับเพื่อน แล้วรีบออกรถเพื่อจะไป Control point ต่อไป
การเอากระเป๋าก้นมดออก เป็นอะไรที่ดีมากๆๆๆ เพราะเราควบคุมรถได้ง่ายขึ้นมากๆ
เพราะไม่มีอะไรมาถ่วงหลังเรา ไม่มีอะไรมาแกว่งและชวนเราเซอยู่บ่อยๆ
จากนี้ก็กลายเป็นช่วงเร่งความเร็วของผมครับ

สู่จุดสูงสุด, ทางไหลลง และเนินไม่รู้จบ

จากภูสวนทราย ก็มีทางให้เราไหลลงลง ได้พักขาอีกระยะ
แต่ทางลงก็ไม่ได้สบาย เพราะสภาพถนนพังๆ นี่พร้อมจะทำลายล้อและยางเราด้วยหินลอยและหลุม
จุดนี้ไม่เน้นทำความเร็ว แต่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากกว่า

จากนั้นก็เตรียมจะปีนขึ้นภูขาด ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของรายการนี้
การปีนภูขาด จริงๆ จะคล้ายภูหัวฮ่อมมากๆ แต่ชันน้อยกว่า ระยะทางยาวกว่าเล็กน้อย
ลองปีนจริงๆ นี่เรียกว่าพริ้วมาก และไล่แซงคนอื่นๆ ไปเยอะมาก
การที่มีน้ำหนักตัวเพิ่ม 4 กก. กับห้อยก้นมด 4 กก. เท่ากัน ให้ผลลัพท์ที่ต่างกันสิ้นเชิง

ยอดภูขาด แม้จะเป็นจุดสูงสุด แต่ไม่ได้ยากเท่าภูหัวฮ่อมและภูสวนทราย

ผมถึงยอดภูขาดสบายๆ มาก นี่เหรอคือจุดสูงที่สุดของทริปนี้
บ่ายสองสิบห้า กับสภาพจิตใจและความมุ่งมั่นตอนนี้ มั่นใจมากว่าจบ
จากนั้นก็ค่อยๆ ไหลลงไปเข้าเขตของอำเภอร่มเกล้า
มีหมู่บ้าน ร้านค้าเล็กๆ และไร่สับปะรดเต็มไปหมด
เห็นหลายคนแวะลงไปพัก หาน้ำเย็นๆ ดื่มเสียสักหน่อย
แต่ผมกังวลมากๆ ที่จะต้องปั่นกลางคืน แถมน้ำและเสบียงก็ยังพอมีอยู่
จึงรีบไปยัง Control point ต่อไปครับ ที่ระยะ 299 กม.
รพ.สต.บ้านนุชเทียน อ.ชาติตระการ
ซึ่งผมไปถึงจุดนั้น 15.55 น. (และเช็คเป็นคนที่ 15 ด้วย!!)

แสงสุดท้าย

ที่รพ.สต.นุชเทียน มีข้าวไข่เจียวมาเติมพลังให้เราอย่างดีเลยครับ
แต่จุดนี้ ผมรู้สึกว่าร่างกายมันแปลกๆ คือ อืดและแสบท้องมาก
หิวมากๆ แต่ให้ตายเหอะ กินข้าวกับไข่ 1 ฟองแทบไม่หมด
ส่วนนึงคงเพราะ กินข้าวไม่เป็นเวลา และกินแต่กล้วยตาก, เจล และถั่วแบบไม่เป็นมื้อ

ข้าวไข่เจียวที่กินได้ไม่อั้น ที่รพ.สต.นุชเทียน
ถือว่าเคยมาภูสอยดาวแล้วละกันเนาะ แม้ว่าจะไม่ได้ลงไปเที่ยวก็ตาม

ดูเวลา เกือบสี่โมงเย็นแล้ว รีบเติมข้าวเติมน้ำ แล้วก็รีบปั่นออกมาจากรพ.สต.
จากนี้เราก็จะปั่นขึ้นและลงภูสอยดาวครับ อยากลองแวะชมวิวแต่แค่คิดก็ไม่มีเวลาแล้วครับ!!
ความล้าเริ่มมาเยือนบ้างครับ ขึ้นเขาเรื่อยๆ แต่ไม่เหนื่อยเหมือนช่วงที่ผ่านมา
บางช่วงชัน 12-14% แต่พยายามปรับเกียร์ไม่ให้ออกแรงมากเกินไปครับ
ผมพยายามปีนเขาให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่กังวลที่สุดกำลังจะมา

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว

แสงสุดท้ายของวันกำลังจะจากไป

ถ้าอยากลุ้นว่า ค่ำคืนอันแสนยาวนานจะเป็นอย่างไร
และพรุ่งนี้เช้า ผมจะปั่นต่อไหวหรือไม่ แล้วจะจบทันหรือเปล่า
ติดตามได้ต่อ ตอนที่ 2 เลยคร้าบบบบบบบ