สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 1 :: ดราม่าที่ Osaka – Nara

กับการเดินทางที่แสนยาวนาน เราทั้งสี่ (คนสองคน+รถสองคัน) ก็มาถึงญี่ปุ่นตอนหกโมงเช้า

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่บ่ายโมงและบินจริงราวๆ สี่โมงเย็น
รอ Transit ที่ฮ่องกง และเริ่มบินอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ
ขาไปเราใช้บริการของสายการบิน Cathay ซึ่งเป็น Full service
โดยรวมผมว่าโอเคนะ ให้น้ำหนักมา 30กก./คน โดยไม่จำกัดชิ้น/ขนาด แถม check through ให้
บนเครื่องมีหนังดู มีของกินแจก มีสายรูเสียบชาร์จไฟให้

หลังจากผ่านตม.และศุลกากรญี่ปุ่น เราก็เดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟ โดยเราเลือกสายที่เป็น JR
เพราะว่าเราจะลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อไปสถานี Tamatsukuri ที่เป็นที่พักของเราครับ
(ส่วนถ้าใครจะไปลง Namba ให้เลือกไปรถไฟสาย Nankai จะง่ายกว่า ,, แต่ตู้ขายตั๋วก็ติดๆ กันอะนะ)
พอรถไฟมา ผมก็สะพายเป้ใบยักษ์พร้อมกล่องจักรยาน, ส่วนภรรยาก็มีเป้น้อยและกล่องจักรยานอีกใบ
เริ่มที่สนามบินนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เราเข็นกล่องขึ้นได้แบบสบายๆ
จนรถไฟเริ่มเคลื่อน และรับคนจากสถานีต่างๆ มาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า ภาระใหญ่หลวงกำลังจะมา
ถูกต้องครับ!!! คนกำลังไปทำงาน+เรียนหนังสือ และอัดแน่นเต็มรถไฟ
แม้ว่าจะไม่แน่นเท่ากับที่โตเกียว แต่ไม่มีใครมองที่กล่องใบยักษ์สองกล่องนั่น ซึ่งหมายถึงมันมีขนาดเท่ากับ 5-6 คนยืน!!!
ผมพยายามลดขนาดตัวเองโดยการเอากล่องสองกล่องมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วเอาเป้ยักษ์วางบนกล่องอีกที
แต่ก็รู้สึกตัวเองเกะกะชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงโคตรๆๆ
พอถึงสถานี Tennoji ก็กราบขอทางชาวญี่ปุ่นแล้วเหวี่ยงกล่องจักรยานออก (โชคดีที่ Tennoji คนลงค่อนข้างเยอะด้วย เลยเนียนลงไม่ยาก)

จากนั้นเราก็ต่อจาก Tennoji ไปยังสถานี Tamatsukuri
เราก็ย้ายตัวเองและสัมภาระจาก Airport line มายัง Osaka loop line ครับ
ที่ญี่ปุ่นนี่ ดีอย่าง คือ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีลิฟต์คอยบริการตลอด แล้วเจ้า MOVE สองกล่อง ก็ยัดเข้าลิฟต์ได้พอดี
ตอนนี้เราไม่ได้ขึ้นที่ต้นสถานีอีก แถมเป็นช่วงเวลาที่คนค่อนข้างเยอะด้วย
เราจึงแยกกันคนละประตู (แต่ใกล้ๆ กัน) พยายามเล็งตู้ที่คนน้อยๆ แล้วรีบพุ่งไปครับ
ด้วยความตื่นเต้น เร่งรีบ และสายตาหลายสิบคู่ พอใกล้ถึงผมจึงส่งสัญญาณให้แฟนลง แล้วเราก็ถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ
แต่พอลากกระเป๋าออกจากสถานีเท่านั้นแหละครับ ผมสะดุ้งเลย!!
เพราะลงผิดสถานี T_T

ทำให้ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่น เราต้องลากกล่องและสัมภาระเดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร
เพราะเราดันไปลงสถานี Tsuruhashi แทนที่จะเป็น Tamatsukuri (ก็ชื่อมันคล้ายกันนี่นา)
แต่อากาศบ้านเค้ากำลังดีครับ, ฟุตบาทเดินง่าย แป้บเดียวก็ถึงครับ
แต่ไหนหว่าโรงแรม

ว่าด้วย Grandouce Tamatsukuri

โรวแรมที่เราจองชื่อ Grandouce Tamatsukuri ครับ ซึ่งเราจองผ่าน Booking อีกที
ที่นี่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ ครับ, ทำเลดูดีมากๆ ห้องดูดีมากๆ ราคาไม่แพงด้วย
ทีแรก เราค้นจาก Google street view แต่ไม่แน่ใจทำเลที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะอยู่ในซอย หลังร้านซักผ้าหยอดเหรียญ

พอใกล้ถึงเราก็พยายามหาโรงแรมที่จองไว้ครับ แต่ก็ไม่เห็นมีนะ ดูแล้วก็มีตึกสำนักงานและบ้านคน
เราก็เลยเดินหาร้านซักผ้าหยอดเหรียญครับ ,, เอ ร้านซักผ้าก็อยู่ตรงนี้นี่นา
เดินวนอยู่หลายที และเปรียบเทียบกับแผนที่บน Google street view ก็คิดว่า เจ้าตึกนี่แหละใช่แน่ๆ

ตึกนี้น่าจะเป็นตึกที่กำลังสร้างเสร็จครับ ข้างหน้าดูเป็นอพาร์ตเมนต์ จนเราเข้าไปสำรวจตึก ก็มีกระดาษแปะว่า
“Grandouce Tamatsukuri” พร้อมทั้งให้เบอร์โทรไว้
“เย่!!! ถึงสักที อยา่กฝากของไว้ แล้วจะไปปั่นรอบโอซาก้า” ในใจผมคิดแบบนั้น
แต่เอ๋…. พอเข้าไปจริงๆ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ใดๆ
ข้างหน้าเป็นประตูสองชั้น ซึ่งการเข้าไปชั้นที่ 2 ต้องมีคีย์การ์ด ,, ส่วนด้านหลังเป็นที่จอดจักรยาน
แถม Sim2fly ที่เราเปิด ก็ไม่สามารถใช้โทรออกไปยังเบอร์ที่เค้าเขียนได้
พยายามเช็คเมลที่จองไว้ ทางโรงแรมถามเรื่องพาสปอตและรายละเอียดผู้เข้าพัก แล้วบอกว่าจะส่งกุญแจให้
ภรรยาผมจัดการส่งพวกนี้+กรอกรายละเอียดไปนานมากๆ แต่เราพยายามเช็คเมลที่ตอบกลับก็ไม่มี
อ่าว… ทีนี้ทำไง ยืนงงอยู่หน้าอพาตเมนต์

“มันคงไม่มีวิธีอื่น นอกจากที่เราจะโทรหาเค้าแล้วล่ะ”
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนซิม ก็มีป้าคนนึงเดินจะเข้าไปในตัวตึก ภรรยาผมแกก็ถามป้าเรื่องโรงแรม
ป้าแกเหมือนทำหน้างง แล้วพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่น… อืมมมม จบเห่ละกู
แล้วแกก็หายไปแป้บนึง ควักมือถือออกมาคุย LINE กับใครสักคน จากนั้นแกก็โทรหาเบอร์นั้น
ผมกับปลายสาย เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น…)
แรกๆ แกก็ตรวจสอบเรื่องรายละเอียดการพัก การโอนเงิน ,, ซึ่งโอนแล้ว
แล้วดันมาโป๊ะแตกที่แกไม่ได้ส่งวิธีการเข้าตึกมาให้ แถมวันนี้เราเช็คอินตอนหกโมงเย็นด้วย!!!
โอยน่อ…. ล่มสลายๆๆๆ

สุดท้าย กว่าจะเดินไปทำตามวิธีได้ กว่าจะกดโค้ดเพื่อเอากุญแจ กว่าจะทำนั่นนี่ได้ คุยกันจนเหนื่อย
(ขอบคุณป้าที่ให้ผมยืมมือถือสิบกว่านาที ฮาๆๆๆ)
และโชคก็เป็นของเรา ที่เมื่อวานไม่ได้มีใครมาพัก ,, วันนี้เลยสามารถเข้าได้ก่อนเวลา
จากนั้นเราก็รีบเอาของไปโยนไว้บนห้อง และรีบลงมาประกอบจักรยานเตรียมพร้อมปั่น

แต่ก่อนอื่นใด ต้องชมสภาพห้องที่นี่นะครับ ดีและใหม่มากๆๆๆๆๆ มีส้วมเปิดฝาอัตโนมัติด้วย ฮาๆๆๆๆ
มีอ่างอาบน้ำให้ มีครัวเล็กๆ ให้ มีไมโครเวฟ มีตู้เย็นให้ ทุกอย่างดูดี เป็นสัดส่วนและครบถ้วน และราคาไม่แพงด้วย
ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าแนะนำมากๆ หากต้องพักหลายวันหน่อย

Warm up :: Osaka Explorer

กว่าจะทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปาไปเกือบ 11 โมงครับ เราเลยว่าเดี๋ยวไปกินข้าวแถวปราสาทโอซาก้าก่อน
จากนั้นลองปั่นไปที่ใกล้ๆ ซึ่งแพลนคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปที่โกเบกัน เพราะไป-กลับไม่ถึง 60 กม.

การเอาจักรยานตัวเองมาปั่นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครั้งแรกดีมากๆ ครับ
อากาศโคตรดี ฟ้าใสสุดๆ รถยนต์ขับโคตรมีมารยาท คือแบบไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
แล้วเราสามารถปั่นบนถนนหรือจะบนฟุตบาทก็ได้ แต่ระวังคนเดินด้วย
แถมรถเค้าก็ขับแบบชิดซ้ายเหมือนกับเราด้วย แทบไม่ต้องปรับตัวเลย

แต่สิ่งต้องปรับตัวเลย คือการเลี้ยวขวาครับ ,, คือถ้าเราปั่นถนนแล้วเราจะเลี้ยวขวา เราจะไม่สามารถเลี้ยวตีโค้งสวยๆ ได้แบบบ้านเรานะครับ เราต้องข้ามทางม้าลายเอาครับ!!!

มื้อแรกเราจัดข้าวแกงกะหรี่แถวๆ ปราสาทโอซาก้าไปครับ รสชาติพอใช้ครับ
จากนั้นไปต่อที่ปราสาทนิดหน่อยเพื่อวอร์มขา + Starbucks รสชาติพิเศษช่วงฮาโลวีน แล้วแพลนจะปั่นไปโกเบต่อ
เกือบบ่ายโมง เราทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

Kobe is callin’ :: DNF

แม้ว่าการปั่นที่ญี่ปุ่นจะดูชิลๆ แต่ปัญหาคือเราปั่นทำความเร็วไม่ได้ครับ
เนื่องจากไฟแดงมันถี่มากๆๆ แล้วเรายังเกร็งๆ ในการปั่นบนถนน จึงสลับมาปั่นบนฟุตบาทด้วย จึงทำให้ช้ากว่าเดิมอีก
ชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าจะปั่นเสือหมอบที่ความเร็ว 12-16 กม./ชม.ได้
รถขอบสูง แต่งชุดเต็ม ปั่นบนฟุตบาทนี่แพ้รถแม่บ้านนะครับจะบอกให้!!!
แต่พอปั่นไปเรื่อยๆ ถนนทางไปโกเบเริ่มกลายเป็นทางด่วน รถยนต์ธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสิบล้อ
อีกทั้งเมื่อคืนเราเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากๆ ร่างกายก็ไม่พร้อมเท่าไหร่
ปั่นไปเกือบสองชั่วโมง ได้แค่สิบกว่าโลก็เลยขอถอยทัพก่อนดีกว่า

ซึ่งผมว่าเราตัดสินใจถูกเลยแหละที่ไม่ไป เพราะมืดเร็วมาก ห้าโมงพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ขืนถ้าเรายังฝืนไป คงถึงโกเบตอนมืดแน่ๆ แถมไม่รู้จะกลับยังไงด้วย…
แล้วอากาศช่วงกลางคืนค่อนข้างหนาวมาก พวกชุดจักรยานเราหลักๆ จะเป็นเสื้อเมืองร้อน จะค่อนข้างบาง และโปร่ง ระบายเหงื่อได้ดีมากๆ ,, แต่พอเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สุดท้ายก็เลยแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้าน Lead coffee ครับ

กาแฟที่ญี่ปุ่นราคาโหดพอสมควรครับ มาตรฐานลาเต้ร้อนแก้วนึงราว 400-600 เยน (120-200 บาท) ซึ่งทำให้ราคากาแฟในสตาร์บัคส์ถูกลงไปเลย (แถมผมชอบรสชาติกาแฟบ้านเรามากกว่าด้วยนะ อิอิ)

ส่วนตอนเย็นเราก็ขอทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างครับ ฮาๆๆๆๆ
เดิน Dotombori ชมผู้คน, ถ่ายรูปคู่กะป้ากูลิโกะ, ชิมทาโกะยากิร้านดังอย่าง Kukuru
แต่ร้านอาหารเย็นวันนี้คือว่าใช้ได้เลยครับ ,, เรากินร้านชื่อ Botejyo ที่สาขา Dotombori ครับ (ที่ไทยก็มีนะ)
แล้วปิดท้ายด้วย Pablo ครับ

ชิมมาหลายที ผมชอบทาโกะยากิแบบกรอบๆ ของโตเกียวมากกว่านิ่มๆ ของที่นี่, ส่วนโอโคโนมิยากินี่ต้องแบบโอซาก้า/คันไซแหละ อร่อยๆๆ

แม้ไม่ได้ไปโกเบก็ไม่เป็นไร คืนนี้ของพักก่อน แล้วไปแก้แค้นที่นาราพรุ่งนี้แล้วกัน

Nara is callin’ :: Kuragari hill and Hanna rd.

หลังจากความผิดหวังเมื่อวาน วันนี้เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปนาราครับ ,, แต่ตอนเช้ามืดและหนาวมากๆ จึงรอให้อุ่นอีกนิด และเริ่มออกเดินทางตอนเก้าโมง
เรารีบออกจากโรงแรม และออกไปจิบสตาร์บัคส์ก่อน ฮาๆๆๆ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ
สภาพการจราจรวันนี้คล้ายๆ เมื่อวาน คือช่วงในเมือง เราทำความเร็วแทบไม่ได้เลยครับ ไฟแดงถี่มากๆ
จนกระทั่งออกมานอกเมืองหน่อยเราจึงพอทำความเร็วได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบบ้านเราที่จัดกัน 30-40กม./ชม. นะ
ที่นี่ได้ซัก 20 กม./ชม. ก็หรูละ….

นอกจากนั้น ช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลในการไปนารา ผมไปเจอบล๊อกนี้ครับ
คือมีฝรั่งนายหนึ่งมันโม้ว่า ถ้ายูมาทางหลวง 308 ยูจะเจอภูเขาระดับโคตรบอส ถึงขั้นว่าเป็นทางหลวงที่ชันและยากที่สุดบนโลก!!
โอ้โห!! พูดแบบนี้ขึ้นเลยครับ ญี่ปุ่นมันประเทศพัฒนาแล้ว ใครเค้าจะตัดถนนแบบประสาทแดกแบบบ้านเรา
เนินโหดๆ ของไทยผมก็ผ่านมาเยอะนะครับ ,, แถมวันนี้เราออกกันตั้งแต่เช้า+นาราใกล้กว่าโกเบอีก วันนี้มันต้องเจอกันหน่อยครับ!!!

เราปั่นมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบโลครับ แผนที่บน Garmin ก็เปลี่ยนเป็นทางด่วนแล้ว ผมก็พยายามคลำทางไปเส้น 308 ให้เจอครับ
เราลัดเลาะในหมู่บ้านเล็กน้อย พอพ้นแนวของหมู่บ้านเท่านั้นแหละครับ แม่งเหยยยยยยย!!!
มันไม่เหมือนบ้านเราที่มองเห็นเป็นกำแพงถนนนะครับ แต่เหมือนเป็นทางพุ่งเข้าไปในป่า สังเกตง่ายๆ คือที่พื้นถนนจะเป็นตะปุ่มตะป่ำครับ
คือทางชันมั้ย บอกเลยว่าชันมากๆๆ ครับ ยากมากระดับ 20+% เป็นอย่างน้อยตลอดช่วง (บางช่วงมี 40%!!!!)
แต่ความยากของมัน นอกจากความชันเห้ๆ แล้ว ยังมีร่องน้ำใหญ่มากๆ ดักเรารัวๆ แล้วเลื้อยไม่ได้+ไม่มีจุดพักเลย คือถ้าลงจอดก็จูงยาว
ยิ่งกว่านั้น มีรถสวนเราเป็นพักๆ ด้วย ซึ่งสวนที ก็คือจอด 100% เพราะทางมันแคบมาก
ถ้าใครจะปั่นเสือหมอบขึ้น คงต้องใช้ 50/34 คู่กับเฟืองหลัง 34 ขึ้นไปสำหรับขาแรง

จะจำชื่อไว้เลยครับ เนินนี้ชื่อ Kuragari (ฝั่งตะวันตก) ครับ

เห็นคนญี่ปุ่นว่า มีงานประเพณีแข่งขึ้นเนินนี้ด้วยนะครับ ฮาๆๆๆ มึงไปเองเถอะ

แค่เนิน 3 กม. เราทำเวลาไปชั่วโมงกว่าครับ!!! กว่าจะถึงยอดเขา ซึ่งมองไปก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆ แล้ว
คนญี่ปุ่น (ที่เค้ามาเดินเทรคกิ้งขึ้นเขาลูกนี้) มาชื่นชมเรามากๆ ว่าปั่นขึ้นมาได้ไง บ้าชัดๆๆๆ
แล้วก็ชี้ว่า เมืองที่ยูเห็นลิบๆ มันคือ Minima-Ikoma ครับ ,, นาราของยูต้องผ่านไปอีกดอย!!!
แค่นั้นแหละครับ!! เรารีบไหลลงเลย เพราะกลัวจะไม่ทันโคตรๆ เพราะแค่ขามานี่ยังไม่ถึงไหนก็เที่ยงวันแล้ว

พอลงถึงเมือง Minami-Ikoma ก็พยายามมองหาร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ไม่ได้แวะอะไรครับ
สุดท้ายเราก็บรรเทาความหิวที่ร้าน Mos Burger ก่อนถึงตัวเมืองนาราครับตอนเกือบบ่ายสองครับ
ค่อยๆ ปั่นจนเข้าเมืองนาราราวๆ บ่ายสองครึ่งครับ

เมืองง่ายๆ สไตล์นารา

นาราเป็นเมืองเล็กกว่าที่ผมคาดไว้มากๆ ครับ
แต่ที่คาดไว้ไม่ถึงกว่าคือนักท่องเที่ยวมาแบบเยอะมากจริง
เพราะต้องยอมรับเลยว่า เมืองเค้าน่ารัก และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างดี
การมานารา (นอกเหนือจากที่ดูกวางอะนะ) จะเป็นเมืองที่สงบๆ ไม่ได้พลุกพล่าน แต่ให้ฟีลแบบเมืองเก่าที่มีความขลัง
แถมมี Signature อีกอย่างที่นี่ คือวัด Todaiji ซึ่งถือเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่ระดับใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มาครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะว่าเค้าไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปด้วย แถมเวลายังกระชั้นมากๆ
แค่นั่งเล่นถ่ายรูปกับกวางก็หมดไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ใช่ครับ ประสบการณ์เมื่อวานสอนเราว่า ที่นี่ค่ำเร็วมากๆๆ และเราจะต้องไม่กลับทาง 308 อีก
ซึ่งก่อนมาผมแพลนว่า เราจะอ้อมภูเขาทางเส้นบนเอา ซึ่งดูจาก Google maps ก็น่าจะชันน้อยกว่า
เล่นกับกวาง และสำรวจเมืองนาราคร่าวๆ ราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ เราก็รีบกลับแล้วครับ
ระยะทาง 30 กม. กับเวลา 2 ชม. น่าจะทันที่เราจะถึงโอซาก้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรารีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกเดินทางราวสามโมงครึ่งครับ
คราวนี้เรากลับย้อนทางเดิมในช่วงแรกครับ พอถึงแยกเราก็เลี้ยวขวาขึ้นไปอีกทาง ซึ่งเขียนว่า Hanna road ครับ
ทางนี้ จะไม่เหมือนทางขามานาราเลยครับ หรือเรียกว่า ไม่เหมือนทางทั่วไปที่เราเคยปั่นมาเลย
ทางมันจะออกคล้ายถนนซุปเปอร์ปนทางด่วนบ้านเราครับ ทางมีเกาะกลางกั้น แล้วรถขับค่อนข้างเร็วมาก
เท่าที่ปั่นมา เส้นนี้ไม่มีจักรยานเลยซักคันครับ แล้วดูเหมือนรถแต่ละคันที่มาเจอเราก็จะตกใจอยู่ไม่น้อย
เราก็พยายามขับชิดซ้าย และทำความเร็วให้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมาก เพราะกลัวเจอทางด่วนแล้วจะถอยกลับไม่ได้

ทางแถวนี้ก็เป็นเนินนะครับ แต่ไม่ได้ชันมาก สูงสุดราวๆ 3-6% แค่นั้น
ดูแผนที่ เราน่าจะเลยครึ่งทางของ Hanna road ก็คิดว่าไม่น่าจะมีทางด่วนแล้วล่ะ (ถ้ามีก็ให้ตำรวจไปส่งเราละกัน ฮาๆๆๆ)
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกสุดท้าย แสงอาทิตย์ก็ดูริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่พะวงเรื่องทางด่วยก็กลายเป็นเรื่องความมืดแทน
สุดท้ายเราก็ไหลลง ได้ดูแสงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกระหว่างไหลลง สวยงามมากจริงๆ
และเราก็ถึงเขตโอซาก้าก่อนพลบค่ำพอดิบพอดี!!!
แม้ว่าจะต้องเลี้ยวเข้าตามซอกซอย และใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากของวัน
ก็เลยฉลองด้วยร้านเนื้อสเต๊กข้างๆ โรงแรม รสชาติดีมากๆ แต่ราคาก็แรงเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

หมดวันนี้ก็ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกเดินทางไปยังเมือง Onomichi ด้วยรถไฟชินคันเซ็นกัน

Tako House

หลังจากที่ร่อนไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นมาทั่ว ร้านที่ดีก็มาก ที่ไม่ได้เรื่องก็มี
แต่ที่สังเกตคือ อาหารแพง และคนทำส่วนมากจะไม่ใช่คนญี่ปุ่น

ทาโกยากิร้อนๆๆๆๆ น่ากิน

แต่วันนี้มีอีกร้านที่จะมาแนะนำครับ เป็นร้านอาหารที่เปิดโดยคนญี่ปุ่นแท้ๆ ชื่อ ร้านทาโกะเฮ้าส์ (Tako House)

ที่มาที่ไปของร้านนี้

ร้านนี้ผมได้รับการเชื้อเชิญครั้งแรกโดย @lingjaidee ครับ
พี่ลิงใจดีเล่าว่า(เท่าที่จับใจความได้) ร้านนี้เป็นร้านที่มีต้นกำเนิดจากสามี(ญี่ปุ่น)กับภรรยา(คนไทยไปญี่ปุ่น)
สองคนนี้หลังจากแต่งงานกันก็ย้ายไปญี่ปุ่นนานๆๆ ครับ จากนั้นจึงกลับมาเมืองไทยอีกครั้งประมาณสามปีก่อน
แกก็เอาวิชาอาหารญี่ปุ่นมาเปิดร้านเล็กๆ หลัง Jusco รัชดาฯ ครับ
วิธีการมาก็ไม่ยากครับ เดินทะลุลานจอดรถมา ทะลุตัว Jusco มา เดินตรงเข้าซอยนิดๆ ก็เห็นร้านแล้วครับ
ถ้าหลงทาง เราก็จัดเบอร์โทรไว้ให้ครับ ที่ 087-5143558 ร้านเปิดทุกวันนะครับ ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น
(คืนก่อนไปมีลูกค้ามานั่งเรื่อยๆ ร้านก็อาจปิดเลทหน่อยได้นะครับ)


View Tako House in a larger map

แรกๆ ร้านนี้เปิดเป็นร้านเพิงเปิดสองห้อง ทำอาหารญี่ปุ่นขายได้เรื่อยๆ ถึงขั้นดี จึงต้องการพัฒนากิจการบ้างไรบ้าง
เลยตั้งใจทำเป็นห้องปิดติดแอร์อย่างดี แต่กลับถูกบีบและขึ้นค่าเช่า ทำให้ต้องเปิดเหลือห้องเดียว
ฟังดูเหมือนกับนิยายโอชินของคนสู้ชีวิตแท้ๆๆๆ ต้องต่อสู้กับเจ้าของที่ให้เช่า T T

ร้าน Tako house ครับ เน้นๆ ทาโกยากิ

เข้าร้านกันเถอะครับ

หลังจากเข้ามาในร้าน บรรยากาศร้านจะเป็นร้านเล็กๆ ครับ แรกเปิดประตูก็จะเห็นเตาทาโกยากิขนาดใหญ่
พี่ลิงแกว่านี่อิมพอร์ทมาจากโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นเลยนะเฟร้ยยยยยย

บรรยากาศเตาทาโกยากิอิมพอร์ท

ข้างในนั่งได้ 3-4 โต๊ะ แถมมีภาษาญี่ปุ่นลอยไปลอยมาเต็มร้าน บรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ
แรกๆ เข้าไปแล้วก็จะงงๆ หน่อยครับ แต่คุณภรรยาเจ้าของร้านดีมากๆ ครับ เข้ามาชวนคุย แนะนำเมนู
ซึ่งเมนูติดหราอยู่ที่ผนัง เอิ่ม ใหญ่มากครับ สังเกตราคาปานกลาง ไม่แพงมาก มีทั้งของกินเล่นกินจริง
นอกจากนั้นอาจมีเมนูสเปเชี่ยลแต่ละช่วง ซึ่งคุณภรรยาจะมาแนะนำให้ด้วย น่ารักมากๆๆๆๆ

บรรยากาศมุมญี่ปุ่นของร้าน
เมนูที่ร้านครับ

งั้นเรามาสั่งกันเลยดีกว่า แนะนำว่าร้านนี้สั่งแล้วอาจช้านิดนึงนะครับ

สิ่งที่ผมชอบร้านนี้มากๆ คือความเป็นกันเอง เราเดินไปดูเค้าทำได้ ถ่ายรูปได้ เจ้าของชวนคุยตลอด ชวนหิวๆ
ถ้าคุยญี่ปุ่นได้นี่จะเริ่ดมาก เพราะจะคุยกับคนอื่นๆ ในร้านได้ด้วย โดยเฉพาะคุณสามีที่เป็นชาวญี่ปุ่น

ทำอาหารให้ดูกันเห็นๆ เลยทีเดียว
ทาโกยากิ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ

จริงๆ นะ บรรยากาศมากินข้าวบ้านเพื่อน สบายๆ
มีแม่มาชวนคุย แนะนำอาหารเป็นกันเอง แถมไปดูแม่ทำกับข้าวก็ได้ อยากได้อะไรหยิบเอง เดินเพ่นพ่านได้สบายๆ

เริ่มเปิดด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย

และแล้ว… จานแรกก็มาแล้วครับ ผมไม่รู้จัก… ให้อารมณ์เหมือนพิซซ่าญี่ปุ่นปนแพนเค้กแฮะ แต่หอมกว่า
แต่เห็นผู้ร่วมทริปอีกท่าน คือ @sickbear เรียกมันว่า “Kyabetsuyaki” (พยายามฟังพี่แกหลายทีแต่ไม่รู้เรื่องจริงๆ)

พี่ @sickybear เรียกมันว่า Kyabetsuyaki

อร่อยดีครับ โดยเฉพาะตอนกินร้อนๆ หอมมาก
อารมณ์รสชาติคล้ายๆ Okonomiyaki แต่องค์ประกอบส่วนมากจะเป็นไข่ชั้นล่าง
ชั้นกลางเป็นผักและหอมใหญ่และหมู ส่วนชั้นบนเป็นซอสราดมายองเนส อร่อยเมพพพพพ
รสชาติอบอุ่นมากครับ หอมหวานและติดตรึงในความทรงจำเหลือเกิน

ประทับใจ Kyabetsuyaki

และแล้ว ทาโกยากิก็มาครับ…
หลังจากสั่งไป ก็มีกลิ่นหอมยั่วมาตลอด แถมรอนานนิดๆ เพราะเค้าทำใหม่ทุกครั้งที่เราสั่ง ไม่ได้เอาของเก่ามาอุ่นใหม่
และแล้ว,, ทาโกยากิร้อนๆ ก็มาครับ จานนึงมีแปดลูก กลิ่นหอมดีครับ

Takoyaki ที่สั่งมาแล้วครับ

แม้จะหิวมากมายแค่ไหน ก็อย่าได้ริอาจกระโจนเข้าใส่มันเร็วเกินไป เพราะมันร้อนมากๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

ทาโกยากิอร่อยไม่เลวแฮะ

ต่อมาก็เป็นข้าวปั้นอินาริครับ ชุดนึงมีสามคำ
เป็นข้าวปั้นห่อฟองเต้าหู้ รสชาติออกหวานๆ เปรี้ยวๆ เย็นๆ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะ

ข้าวปั้น Inari หรือ อินาริ

มาถึงอาหารจานหลัก

เริ่มด้วยชุดปลาย่าง เป็นชุดมาพร้อมข้าวญี่ปุ่นครับ จำชื่อปลาไม่ได้ -_-a
ย่างนานมาก เจ้าของร้านลงทุนไปย่างไฟนอกร้าน ก็หอมดีครับ จิ้มกินกับโชยุ รสชาติไม่เลว

ชุดปลาย่าง หอมใช้ได้

ชุดต่อมาก็เป็นฮัมบากุหมูชิ้นโตร้อนมาก มาพร้อมกับไข่ดาวและข้าวที่ร้อนไม่แพ้กัน
ชุดนี้ผมว่าอร่อยดีนะ เป็นหมูสับผสมกับหอมใหญ่ซอยละเอียดแล้วปรุงรสอย่างดี แม้ก้อนใหญ่แต่ก็สุกทั่วถึง

ฮัมบากุหมู ชิ้นโต ราดซอสเมพ

สิ่งที่ผมว่าแหล่มเลยคือซอสที่ราดบนหมูแหละครับ สันนิษฐานว่าเอามาจากซอสราดทาโกยากิ
ร่วมกับเนื้อหมูที่เสริมพลังจากหอมใหญ่ เนื้อหมูเด้งๆๆๆ อร่อยๆๆ กินเพลินๆ
แนะนำว่าให้สั่งซุปมิโซะ(ไม่รวมในชุด) เพิ่มมาด้วยครับ แหล่มสุด

ฮัมบากุอร่อย ก้อนใหญ่ เนื้อหมูปรุงรสอย่างดี
ระเบิดฮัมบากุกินกับไข่ คลุกซอสทั่วๆ อร่อยๆ

ส่วนจานหลักอีกจานนี่ผมเฝ้ารอเฝ้าคอยมานานครับ
จานนี้คือ tonkatsu ชุดหมูทอดญี่ปุ่นพร้อมข้าวครับ

ชุด tonkatsu ครับ

ชุด tonkatsu ประกอบด้วยหมูทอด น้ำจิ้ม ผัก และข้าวสวยครับ
ส่วนตัวผมว่า tonkatsu รสชาติกลางๆ ครับ ไม่ได้เก๋มากครับ อร่อยระดับแก้เสี้ยนแบบอยากกินมาก แต่ไม่รู้ที่ไหนดี
เนื้อหมูโอเคครับ เลือกส่วนใช้ได้ ส่วนแป้งกับเกล็ดขนมปังก็กลางๆ ครับ ทอดกรอบดีแต่ไม่ฟูมาก

เนื้อหมูโอเคครับ เนื้อแน่น ติดมันไม่เยอะ
แป้งและเกล็ดขนมปังบน tonkatsu

ถ้ากินเปล่าเปลี้ยๆ รสชาติจะเฉยๆ
แต่ถ้าได้เวทย์มนต์แห่งน้ำจิ้ม มันจะอร่อยเทพขึ้นมาอีกหลายขุมโดยไม่รู้ตัว

หมูทอดลงน้ำจิ้ม เข้ากันดีมาก

เอิ้ก อิ่มอร่อย
เติมข้าวไปทีนึง จุกแทบตายเลยครับ 555+

สรุปที่มากินวันนี้

ถ้าอธิบายเรื่องรสชาติ ราคา ผมให้ระดับปานกลางนะ ไม่ได้อร่อยมากๆ เหมือนร้านดังๆ แต่ราคาก็พอหยิบจับได้
เช่นถ้าเทียบทาโกยากิกับร้านงินดาโกะ (ใต้ Esplanade) ผมว่ายังห่างชั้นกันอยู่ แต่ราคาก็ห่างด้วย
หรืออย่างชุด tonkatsu ชุดนึงก็ประมาณ 120 บาท ถ้าเทียบราคาแล้วผมโอเคนะ
แต่จุดเด่นจริงๆ ของร้านนี้คือบรรยากาศและความเป็นกันเอง
การที่เข้ามาในร้านเค้าต้อนรับคุณดีมาก เป็นกันเองดี ชวนคุยได้ตลอด แนะนำอาหารว่าวันนี้มีอะไรดีไม่ดี
ถ้าเทียบก็อย่างที่บอกแหละครับ เหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนที่รู้จักกัน
อารมณ์แวะมาเที่ยว มาพูดคุยกัน แล้วกินข้าวด้วย มากกว่าที่จะเป็นลูกค้ากินเสร็จจ่ายเงินกลับไปจบ
แถมการเดินทางก็ไม่ยากด้วย ทะลุ Jusco เข้ามานิดเดียวเอง
เหมาะกับคนรอดูหนังหรือหลังหนังเลิกที่ esplanade (แต่ไม่เกิน 22.00 — แนะนำให้โทรไปถามที่ร้านก่อน) ก็ไปกินได้

เป็นอีกร้านที่ผมประทับใจในความอบอุ่นของอาหารเหนือรสชาติของอาหารครับ 😀