ไปออกหน่วยแพทย์อาสา 1 วันที่บ้านนอแล, บนดอยอ่างขาง

ครั้งแรกและครั้งนึงในชีวิตที่ได้เป็นแพทย์อาสาออกหน่วยไปตรวจชาวบ้านบนดอยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ,, ซึ่งคราวนี้เป็นที่บ้านนอแล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาบนดอยอ่างขางที่ติดกับชายแดนพม่า ,, สนุกและได้ความทรงจำดีๆ มากมาย

ในที่สุดก็ได้ไปแล้ว

เหตุเกิดที่ว่า มีพี่เลขาฯ แพทย์ เดินมาชวนไปออกหน่วยบนอ่างขางวันพรุ่งนี้

พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากหรอกเกี่ยวกับการออกหน่วยครั้งนี้ (แม้ว่าจะสอบถามแล้ว…) ไปกับใครไปทำอะไรไปกี่คนก็ไม่รู้ แค่รู้คร่าวๆ ว่าเค้าต้องการหมอไปช่วยออกหน่วยที่บ้านนอแลที่ติดกับชายแดนพม่าบนดอยอ่างขาง ซึ่งคิดว่าถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่ได้ไปละ ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมที่พอขยับขยายย้ายเวร+ได้รับอนุญาตพี่ๆ staff ทั้งสองให้ไปได้ (ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ -/\-) ก็รีบไปเก็บของและเตรียมตัวดีกว่า

ซึ่งกว่าจะถึงบางอ้อว่าไปที่ไหนยังไงกับใครมีใครไปมั่งไปทำอะไร… ก็อยู่หน้ารถที่จะพาขึ้นแล้ว

เดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันครับ 🙂

วันนี้หมอกหนาและอากาศเย็นกว่าช่วงก่อนที่มาอีกแฮะ แถมพญาเสือโคร่งก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูบ้างแล้ว ,, ซึ่งสรุปแผนที่คร่าวๆ แล้วจะได้ดังนี้ (แต่วันนี้แผนที่ไม่แม่นมากนะครับ เพราะว่าบางช่วงผมไม่ได้ bookmark ไว้เพราะไม่มีสัญญาณมือถือ เลยเดาๆ เอาว่าน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ)


View ออกหน่วยบ้านนอแล in a larger map

เติมพลังระหว่างทาง

ระหว่างทางไปบนดอยอ่างขางก็มีแวะกินข้าวซอยยูนนานที่บ้านหลวงครับ ,, ซึ่งแถวนี้หลักๆ เป็นชุมชนมุสลิม/จีนฮ่อ ข้าวซอยของเค้าก็จะแปลกๆ หน่อย ไม่เหมือนกับข้าวซอยที่เรากินประจำ ประมาณก๋วยเตี๋ยวแล้วเติมพริกกับกะทิลงไปมากกว่า ให้บรรยากาศอร่อยแบบแปลกๆ ,, ส่วนเมนูที่ผมว่าแหล่มคือเนื้อตุ๋นครับ ขนาดว่ายังตุ๋นไม่ได้ที่แต่ตักเอามาจิ้มกินกับหมั่นโถวนี่เข้ากันดีมากๆ แก้หนาวได้ดีสุดๆ

แวะพักกินข้าวแป๊บนึง อิอิ
ข้าวซอยยูนนาน ,, อร่อยแบบแปลกๆ แฮะ
แกงเนื้อ ,, เอามากินกับหมั่นโถว อร่อยดีมากๆ (เค้าให้มาชิมแค่นี้)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อไปยังจุดหมายของเราครับ 😀

ยิ่งขับลึกยิ่งมีหมอก ,, ดอกพญาเสือโคร่งก็ยิ่งเยอะเรื่อยๆ
ในที่สุด.... ก็ถึงที่หมายสักที

ถึงที่หมาย,, บ้านนอแล

พอมาถึงที่บ้านนอแลก็มีชาวบ้านและอาจารย์/น้องๆ จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่มารออยู่แล้วส่วนนึง มองไปคร่าวๆ ก็มีชาวบ้านและลูกเด็กเล็กแดงมารอตรวจเยอะเหมือนกัน โดยวันนี้จะแปรสภาพโรงเรียนของเด็กๆ เป็นห้องตรวจและห้องยาชั่วคราว เจ้าหน้าที่และพี่ๆ ทุกคนก็เตรียมสถานที่และจัดเรียงยาต่างๆ ให้พร้อม ,, โอ้ว ตื่นเต้นจัง

ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวปะหล่อง สังเกตง่ายๆ ว่าที่เอวของชาวปะหล่องเค้าจะใส่ห่วงอยู่ บางคนใส่ห่วงไม้ บางคนใส่ห่วงโลหะ บางคนใส่สองสามอัน บางคนใส่เยอะเลย ,, ผมลองถามดูเค้าบอกว่าอยากใส่กี่อันก็ใส่ (ทีแรกนึกว่าจะใส่ตามฐานะทางสังคมซะอีก)

ถึงที่ที่จะมาออกหน่วยแล้ว ,, ชาวบ้านรอเยอะเหมือนกัน
มีทั้งคนแก่, ลูกเด็กเล็กแดงอย่างเพียบ
เตรียมสถานที่และเครื่องเคราต่างๆ ให้พร้อมก่อน

อีกสักพักก็เริ่มเอะใจ เฮ้ย… เราตรวจหมดนี้เลยเหรอ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ราวๆ ร้อยกว่าคน) เพราะทั้งทริปมีเราเป็นหมอคนเดียว ที่เหลือก็เป็นน้องๆ พยาบาล อาจารย์พยาบาล น้องเภสัช และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล…

“ใช่คะ หมอตรวจหมดเลยคะ” เป็นคำตอบจากพี่ staff พยาบาลท่านนึงที่ทำให้ผมแทบทรุดลงไปนอนกองกับพื้น แต่ก็เอาวะ สู้ๆ แม้เยอะไปหน่อยแต่จะให้หนีลงดอยตอนนี้ก็คงทำไม่ทันแล้ว ตรวจเด็กน้อยก่อนแล้วก็ตรวจผู้ใหญ่

เด็กๆ ส่วนมากไม่มีอะไร อย่างมากก็เป็นหวัด เป็นขี้มูกธรรมดา บางคนปกติดีก็แจกวิตามินกันไป ,, แต่ผู้ใหญ่นี่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ ที่เจอเยอะมากๆ เลยคือความดันสูงแล้วขาดการควบคุมที่ดี บางคนคิดว่าเป็นความดินกินยา 1 ครั้งความดันกลับมาปกติก็หายแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ นอกจากนั้นก็เจอโรคอื่นๆ ประปราย

ภาคแรก :: เด็กน้อยอย่างเพียบเลย เห็นก็จะเป็นลมละ
พี่ๆ เจ้าหน้าที่, พยาบาล และน้องๆ เภสัชทำงานกันหนักมากๆๆ
น้องเด็กๆ น่ารักมาก ,, แต่ละคนมีแต่ขี้มูก ฮาๆๆ
ไหนๆๆๆ อ้าปากแบบลุงหมอหน่อย ,, อ้า~
น้อง Albenism มองเผินๆ นี่เหมือนเด็กฝรั่งเลยอะ
ภาค 2 :: ถึงคิวผู้ใหญ่แล้ว เยอะกว่าเดิมอีก
เห็นมีน้องๆ พยาบาลมาช่วยดูด้วย ,, แต่สุดท้าย ให้หมอตรวจหมด (มีเราคนเดียว)
ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีนะ (ปลอบใจตัวเอง)
น้องๆ เด็กๆ ชาวเขาน่ารักมากๆ 🙂
จ๊ะเอ๋!!! หนูลืมอะไรไปรึเปล่าจ๊ะ
ตรวจเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย อิอิ

ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินๆ ดีนะ (แถมช่วงหลังมีพี่พยาบาลมาช่วยคัดกรอง+แบ่งโรคหวัดไปช่วยตรวจด้วย) ตรวจเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้อีก ทีแรกคิดว่าจะตรวจจนมืดแต่นี่ราวๆ สี่โมงกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว

ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ไปเที่ยวกันแล้วสินะ 🙂

ทำงานเสร็จ ก็ขอไปเที่ยวนิดนึง

จากนั้นก็คงบ้านนอแล มาแวะเก็บของที่สถานีอนามัยอ่างขางซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ด้วย ,, จากนั้นก็แว้บเข้าไปในสถานีเกษตรอ่างขางซึ่งต้องบอกว่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ (วันที่ผมไปมันวันที่ 9/12 ซึ่งถัดไปจะเป็นวันหยุดยาว 10-11-12/12 ) รถตู้และรถส่วนตัวนี่แน่นสถานีเกษตรไปหมด ผู้คนละลานตาเดินถ่ายรูปดอกไม้กันยิ่งกว่าเพียบ…

ไหนๆ ก็ขึ้นมาอ่างขางแล้ว ก็ค้างบนสถานีอนามัยเลยละกัน
มุมสวยๆ ที่อ่างขาง (ในวันที่คนโคตรเยอะ)
ช่วงนี้ดอกไม้บานแล้ว สวยงามอลังการมากๆ (สวนดอกกุหลาบหอมมากๆ)

จนมาถึงสโมสรอ่างขาง ช่วงนี้เค้าจะเปิดเฉพาะบุฟเฟ่ต์หัวละ 300 บาทนะครับ ไม่มีเมนูตามสั่งเหมือนปกติ (แต่วันนี้ก็ไม่ได้กินที่นี่อยู่แล้ว) ,, ผมก็เลยแวะไปร้านของทีระลึกด้านข้าง ซื้อสตรอเบอร์รี่สดเป็นของฝากและดื่มสตรอเบอร์รี่ปั่นให้หายเหนื่อย

ต้องขอบอกว่าสตรอเบอร์รี่ปั่นที่นี่อร่อยระดับเวิร์ดคลาสมากๆ แม้ราคาแก้วละ 30 บาท แต่เค้าให้เนื้อสตรอเบอร์รี่ค่อนข้างเยอะมาก กลิ่นหอมของตัวสตรอเบอร์รี่สดๆ นั้นเด่นแบบสุดๆ รสหวานเด่นนั้นมาจากตัวสตรอเบอร์รี่แถมที่นี่เค้าปรุงรสได้อย่างลงตัว ต่างกับสตรอเบอร์รี่ปั่นจากร้านดังๆ หลายร้านที่มักจะใส่กลิ่นน้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้ความหอมหวานอันเป็นธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่สดนั้นหายไปและกลับกลายเป็นกลิ่นปรุงแต่งขึ้นมาแทน

วันนั้นซัดไป 3 แก้วครับ เติมความสดชื่นจากการทำงานที่ผ่านมาได้ดีมากๆ

สตรอเบอร์รี่ปั่น ,, หนึ่งในเมนูห้ามพลาดเด็ดขาด
สตรอเบอร์รี่แพคใส่กล่องสวย รอนักท่องเที่ยวมาซื้อ
เปิดกล่องออกมา!! แฮ่ๆๆๆ น่ากินอะเธอ
สตรอเบอร์รี่สีแดง ,, น่ากินมากๆๆ
ลูกโตในระดับนึง แต่หอมและหวานฉ่ำดีมกาๆ

จากนั้นช่วงกลางคืนก็มาเดินทัวร์ตลาดข้างหน้า พ่นควันจากปากสะท้านหนาวกันหน่อครับ ,, เดินจิบน้ำขิงผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ โรตีร้อนๆ ซาละเปาทอดกรอบ มันปิ้งร้อนๆ และปิดท้ายด้วยหมูกระทะแกล้มกับผัก hydrophonics ที่สอยมาจากโครงการหลวงเมื่อกี้ ,, อ่า มีความสุขมากๆๆๆ

ออกมาเดินตลาดหน้าสถานีเกษตรอ่างขาง
หนาวๆ แบบนี้ ขอโรตีนิดนึง ,, ฟินมากๆ โดยเฉพาะโรตีชีส

อิ่มแล้วก็นอนดีกว่าครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

รุ่งเช้าที่เร่งรีบและฝูงชน

วางแผนกับพี่หัวหน้าสอ.ว่าเช้านี้จะพาขับรถขึ้นไปชมตรงจุดชมวิวขอบด้ง (จริงๆ ก็เป็นทางผ่านไปบ้านนอแลนั่นแหละ) พี่เค้าบอกว่าตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมากๆ เลย จนมีคนลงทุนไปตั้งเต๊นท์นอนแถวนั้นเลยทีเดียว แถมเดี๋ยวนี้มีแบบร้านขายโจ๊กขายน้ำเต้าหู้แถวนั้นด้วย ,, จินตนาการถึงแบบนั่งจิบน้ำเต้าหู้ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น โรแมนติกสุดๆ

แต่ในความเป็นจริง เช้านั้นต้องรีบตื่นมาด้วยความเร่งรีบเพราะว่าคณะของเราตื่นสายกัน กว่าล้อจะหมุนก็เริ่มเห็นแสงแรกของวันแล้ว พี่หัวหน้าสอ.เลยอุตส่าห์เหยียบพาไปส่งที่จุดชมวิว ปรากฏว่าเจอคนเยอะมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวที่แห่มาดูพระอาทิตย์เหมือนกับไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาก่อนและชาวเขาที่มาขายของจนนึกว่าเป็นตลาดไปแล้ว ,, ส่วนพระอาทิตย์นั่นเหรอครับ…. หมอกบังจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ที่จุดชมวิวขอบด้ง
คนแบบว่าเยอะมาก ,, จากจุดชมวิวกลายเป็นตลาดเลย

กะจะรอให้พระอาทิตย์งอกสักหน่อย แต่พอดีว่าต้องรีบไปราวน์เช้า+อยู่เวรเช้าต่อ เลยต้องรีบลงดอยไป ส่วนความฝันที่จะได้กินข้าวต้มกับน้ำเต้าหู้ดูพระอาทิตย์อะไรนั่นก็แห้วไป โฮๆๆๆ

เช้าๆ วันนี้หมอกเยอะมากๆ แต่ก็มีรถตู้ขึ้นมาไม่ขาดสาย
ทางโค้ง, หมอก และเลี้ยวหักศอก ,, ขับรถด้วยความระมัดระวัง

ไว้มีโอกาสดีๆ ค่อยมาเที่ยวใหม่ละกัน

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลฝาง (โดยเฉพาะพี่ staff ทั้งสองคนที่อนุญาติให้ผมมา ขอกราบงามๆ ประสานบริเวณยอดอกอีกทีครับ), วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่, รพ.สต.อ่างขาง รวมทั้ง staff ทุกท่านและหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ไม่ได้กล่าวชื่อมาในที่นี่ ที่ทำให้งานประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและสนุกสนานอย่างมากมายครับ 🙂

[March พาเที่ยว] ภาค อ่างขาง in the rain

สื่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากๆ ของที่ฝางก็คงเป็นดอยอ่างขาง

วันนี้มีโอกาสพักรอไปอยู่เวรบ่าย (ประมาณ 4-5 ชม.) ก็อยากหาอะไรไปเที่ยวบาง นั่งลิสต์ๆ กับเพื่อนก็มีเจ้าอ่างขางนี่แหละที่แว้บเข้ามาในรายการ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าอ่างขางมันเป็นยังไง เห็นเพื่อนๆ เค้าบอกว่าสูงๆ ชันๆ ขับรถลำบาก รถเล็กคงไม่ไหว และควรไปหน้าหนาว….

เอาวะ!!! ก็อยากไปอะ นึกแล้วจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกขับรถขึ้นดอยไปกินข้าวบนสโมสรอ่างขางกัน ไปกันแบบคาราวานจิ๋วๆ อันประกอบไปด้วยนิสสันมาร์ชและมาสด้าสอง (ทั้งคาราวานมีสองคันนี่แหละ)…. น่าจะไหวนะ ลองดูๆๆๆ

วันนี้จะเอาน้องมาร์ชขึ้นไปลุยอ่างขาง 🙂

Driving in the rain

คาราวานจิ๋วของเราตั้งต้นจากตัวเมืองฝางจากนั้นก็ขับลงมาทางใต้ มาแถวๆ ตำบลแม่ข่า (ก่อนถึงอำเภอไชยปราการ) วันนี้แดดค่อนข้างดีเลย แสงอาทิตย์ตอบรับกับอารมณ์อยากเที่ยวมากๆ เอาเป็นว่าก็ขับมาเรื่อยๆ ครับ จนถึงป้ายบอกทางเลี้ยวเพื่อขึ้นดอยอ่างขาง โดยระยะทางจากป้ายจนถึงสถานีฯอ่างขางแค่ประมาณ 20 กว่ากม. เอง ,, ซึ่งแถวๆ ตีนดอยจะมีคำเตือนว่าทางชันมาก อย่าซ่านัก ขับระวังๆ แต่ในจังหวะนั้นมันคงเทียบกับความตื่นเต้นของผมไม่ได้หรอก (ประมาณว่ามาร์ชตูแรงเยอะนะเฟร้ยยยยย)


View เที่ยวอ่างขาง in a larger map

แดดจัดจ้านมากกก เหมาะกับการไปปาร์ตี้สุดๆ

พอหนทางเริ่มคดเคี้ยวเพิ่มขึ้นคล้ายเป็นคำเตือนว่าตอนนี้ท่านได้ขึ้นดอยแบบจริงจังแล้ว ช่วงนี้ก็เริ่มมีหมอกหนาลอยผ่านรถเราสลับกับฝนพรำๆ เป็นพักๆ ซึ่งอากาศดีมากๆ เย็นสบายและรู้สึกสดชื่นดี อาจมีดินถล่มข้างทางบ้างก็ระแวดระวังกันไป ,, แต่พอขับไปเรื่อยๆ อีกสักหน่อยรู้สึกว่ารถตัวเองเริ่มอืด อืด และอืดมากขึ้น อืดขนาดที่ว่าเราใช้เกียร์ L แล้วก็ยังขับ 10-20 กม./ชม. ทีแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรหรอกมั้ง ก็เลยลองลงมาดู โหยยย แบบว่าเสียการทรงตัวไปชั่วขณะ เรียกว่าลงมายืนแล้วแทบจะกลิ้งลงดอยไปเลย (ถ้าลื่นล้มคงกลิ้งลงไปจริงๆ อะ)

ส่วนที่รถเราอืดๆ เพราะมันมีถนนช่วงทางตรงชันยาว ทางมันชันมากๆ (ประมาณ 20-25 องศา) แรงเกียร์ CVT ก็ไม่ค่อยเยอะ แถมขับไปก็จะเจอโค้งแบบหักศอกแล้วชันทันที (ซึ่งโหดมากๆ) เป็นพักๆ นับได้ประมาณ 7-8 โค้ง

ฝนตกพรำๆ แหมซักกำก็มีหมอกมาแทน (คำเมือง)
ขับไปๆๆ อีก 7 โลเอง (แถวนี้เป็นจุดนึงที่ผมว่าเป็นทางตรงที่ชันนะ)
ทำตัวขนานถนน แล้วให้เส้นขอบฟ้าทำมุมกับเรา = ความชันที่เป็นอยู่
ลงมาถ่ายให้เห็นกันจะจะว่าถนนมันเอียงขนาดไหน
แบบว่า... หักศอกกันแล้วหายไปเลย ทางโหดได้ใจมาก
วู้ๆๆๆๆ อากาศข้างบนดีมากๆ เลยอะ
ระหว่างทางไปอ่างขาง... มีแต่หมอก (ขนาดหน้าฝนนะ)

ขับไปก็มีพักบ้าง เห็นข้างทางสวยดี อิอิ (จริงๆ คือกลัวน้องมาร์ชเหนื่อยเกินไป เลยขอจอดพักซักหน่อย) เห็นเค้าเขียนว่าที่พักริมทางนะ แต่ดูแล้วยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ (หน้าเทศกาลคงดูดีกว่านี้)

พักน้องมาร์ชก่อน... ปล่อยให้เจ้าฟีโน่แซงไปก่อน ฮึ่มๆๆๆ
นั่งพัก ถ่ายรูป+กินน้ำ แถวๆ ป่าสนข้างทาง
บรรยากาศประดุจหนึ่งในฉากแฮรรี่พอตเตอร์
พักทั้งรถ พักทั้งคน ,, แถวนี้หมอกเยอะแต่ก็สวยมากๆ เลย

พักพอหายเหนื่อยก็กดรอบเดียวให้ถึงยอดดอยเลยละกัน

ถึงสถานีอ่างขางแล้ว ,, ชมนกชมไม้กันหน่อย

ดีใจมากๆ ถึงจุดหมายแล้ว พอมาถึงให้ขับรถแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในสถานีได้เลย (ไม่จำเป็นต้องซื้อของข้างนอกก็ได้นะ ข้างในก็มีของพวกโครงการหลวงขาย ,, อันนี้แล้วแต่) เสียค่าเข้าสถานีคนละ 50 บาท รถคันละ 50 บาท ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วสามารถไปเที่ยวชมภายในสถานีฯ แบบไม่อั้นภายใน 1 วัน

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นแหละ วันนี้มากินข้าวเป็นหลัก ไม่ได้มาเที่ยวน่ะ ส่วนนึงคือไม่มีเวลาเพราะเดี๋ยวลงดอยเสร็จก็ต้องไปอยู่เวรต่อ อีกส่วนคือทางสถานีฯยังเตรียมพวกดอกไม้ในแปลงกลางแจ้งไม่เสร็จสมบูรณ์เท่าไหร่ ซึ่งตอบรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ประปรายมากๆ

แต่พวกแปลงดอกไม้ในร่มนี่มีเยอะอยู่นะ โดยภายในนั้นเค้าจะจัดเป็นโซนๆ แต่ละโซนก็เหมือนมีธีมของมัน ซึ่งผมว่ามันสวยดีมากเลย ทั้งต้นไม้ดอกไม้และไอเดียการตกแต่ง แถมคนก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ถ่ายรูปสบายสุดๆ เลือกมุมได้จนกว่าคุณจะพอใจแบบไม่ต้องไปตบตีแก่งแย่งชิงดีกับใคร (แต่บางแปลงก็อาจมีคนสวนกำลังเตรียมดินอยู่นะ)

ถึงที่หมายแล้ว ,, คนไม่เยอะ ดอกไม้ก็ยังไม่ได้ลงแปลงดี
แปลง outdoor ยังไม่ค่อยมีอะไรอะ เหมือนกำลังเตรียมดินกันอยู่เลย
แปลงในร่มยังมีดอกไม้สวยๆ อยู่เพียบ (ดีใจๆๆ)
ดอกไม้สวยๆ + เฟิร์น ,, มีทั้งปลูกบนดินและลอยฟ้า
แปลงในร่มเหมือนกับว่าเค้าเตรียมมาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งปีเลย
มีการแต่งสวน แบ่งเป็นโซนๆ ให้เราค่อยๆ เดินเข้าไปดูทีละส่วนๆ
ดอกไม้สวยๆ จากอ่างขางในส่วนแปลงในร่มจ้า ,, สวยดีมากๆ
ดอกไม้หลากสี+เฟิร์นมีเยอะมากๆ ดูแล้วงงไปหมด

เที่ยวพอเป็นสังเขป ,, มากินข้าวกันเต๊อะ

ณ สโมสรอ่างขาง

สโมสรอ่างขางเหมือนเป็นจุดแลนด์มาร์กเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ให้บริการอาหาร+ของว่าง แถมมีซุ้มกาแฟเล็กๆ ข้างนอกด้วย แถมช่วงหน้าฝนนี้คนน้อยดีมากๆ สั่งไปแป้บเดียวยกมาเสิร์ฟอย่างเร็ว (แต่บางอย่างก็ช้านะ)

ใครหิวก็ต้องแวะมาที่นี่... สโมสรอ่างขาง
ภายในสโมสรอ่างขางครับ ,, วันนี้คนน้อยมาก เลือกที่นั่งตามสบาย
ช่วงหน้าเทศกาลอย่าหวังได้เห็นภาพแบบนี้ตอนเที่ยงวันนะครับ

สั่งอาหารกันครับ!!! ของคาวเท่าที่สั่งไปก็มีขาหมู, สลัดยูนนาน, น้ำพริกรักฉ่อง, หมูคำหวาน, ผัดซาโยเต้, เห็ดทอด ฯลฯ ,, ส่วนตัวผมว่าน้ำพริกรักฉ่องกับสลัดยูนนานถือว่าแหล่มเลยทีเดียว ,, ซึ่งกับข้าวที่นี่จะมีจุดเด่นคือผัก ผักที่นี่ก็เป็นผักโครงการหลวงที่ปลูกกันบนดอยนี่แหละ ผักของที่นี่พูดตรงๆ ว่าสดสะท้านมาก ประหนึ่งว่าเพิ่งเด็ดแล้วมาให้กินเลยทันที ซึ่งพอตักเข้าปากแล้วเหมือนความสดชื่นมันแตกในปากในทุกคำที่เคี้ยวเลย แถมไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแบบที่เราคุ้นชินกัน มันสุดยอดมากๆ ,, ใครไม่ชอบกินผัก หากได้ลองมาชิมที่นี่อาจเปลี่ยนใจมากินมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ (ไม่ได้เว่อนะเธอ)

ปัญหาโลกแตก... แดกอะไรกันดี
มาถึงที่นี่... ต้องเน้นกินผักกันละครับ!!!
สลัดยูนนาน :: ผักที่สดและกรอบ กับน้ำสลัดแบบซ้อสญี่ปุ่นเข้ากันอย่างดี
น้ำพริกปลารักฉ่อง :: น้ำพริกออกแนวกรอบๆ ปรุงรสได้ที่ สุดยอดมากหากกินกับผักสดๆ
หมูคำหวาน :: ก็ใช้ได้นะ แต่ยังไม่โดนใจเท่าที่ควรอะ
ขาหมูอ่างขาง :: รสชาติเข้มข้นดีมาก กินกับหมั่นโถวอร่อยดี
เห็ดหอมสดทอด :: อร่อยดีครับ ทอดได้กรอบแถมกลิ่นก็ไม่ฉุนมาก
เอามาจิ้มกินกับซ้อสพริกแล้วซี้ดดด อร่อยกรุบกรอบ

แหมๆๆ อย่าเพิ่งอิ่มครับ เรายังมีของหวานอยู่นะ

ทีเด็ดมันอยู่ที่ขนมหวาน

เท่าที่เห็นในลิสต์มีขนมหวานให้เลือกชิม 4 อย่าง เลยจัดเต็มมาหมดทุกอย่างเลย อันได้แก่ พีชลอยแก้ว, บัวลอยอ่างขาง, เลมอนนมแพะ และปอเปี๊ยะกล้วยหอมทอด

อย่างเลมอนนมแพะชื่อาจฟังดูไม่ค่อยน่าทาน แหมๆ แต่ลองได้ชิมแล้วจะรู้ว่า พุ้ดดิ้งนมแพะที่มีเยลลี่เลมอนรองอยู่ก้นแก้วแล้วแปะหน้าด้วยเปลือกมะนาวหั่นฝานบางๆ นี่มันสุดจะแหล่ม ความหอมมันของนมแพะเหมือนจะตรงข้ามกับความเปรี้ยวของกลิ่นมะนาว แต่พอเราลองกินด้วยกันกับค้นพบว่ามันเริ่ดมากๆ

ส่วนตัวผมชอบพีชลอยแก้วมากๆ กินแล้วฟินสุดๆ ทั้งความอิ่มตัวและความสดเหมือนถูกอัดเข้าไปในเนื้อลูกพีช แค่เรากัดลงไปที่เนื้อพีชก็เหมือนความสดชื่นทั้งหลายมันระเบิดตัวกระจายอยู่ในปากเรา แถมน้ำลอยแก้ว+น้ำแข็งก็เหมือนเป็นตัวเร่งให้ความสดชื่นในเนื้อลูกพีชมันแตกได้รุนแรงขึ้น ,, เพียงแค่ชิมไปครั้งเดียวนี่เรียกว่ายากจะลืมเลือนและผมว่าคุณไม่สามารถหยุดมันได้แค่คำเดียวแน่ๆ

ลูกพีชลอยแก้ว :: อันนี้ห้ามพลาดครับ แหล่มมากๆ
เลมอนนมแพะ :: อีกเมนูของหวานที่ไม่ควรพลาดนะ
ปอเปี๊ยะกล้วยทอด :: ผมว่ากลางๆ นะ แป้งหนาไปหน่อย
บัวลอยอ่างขาง :: บัวลอยไข่หวานสูตรที่นี่ จะใช้น้ำอ้อยแทนน้ำเชื่อมทั่วไป ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ

อิ่มอร่อยกันแบบสุดๆ หารค่าอาหารแล้วตกคนละ 150 บาทเอง (เอาบัตรประตูทางเข้ามาลดค่าอาหารได้ด้วยนะ) ถ้ามันไม่ต้องขึ้นดอยชันแบบนี้ ผมคงมากินทุกอาทิตย์เลยทีเดียว

ออๆๆ อย่าลืมแวะกินกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มด้านข้างสโมสรอ่างขางนะครับ กาแฟของที่นี่ก็เป็นกาแฟดอยคำจากโครงการหลวง ส่วนตัวผมว่าแก้วเล็กไปนิดแต่รสชาติก็ใช้ได้นะ ส่วนของฝากส่วนมากจะเป็นพวกชานานาชนิด แถมยังมีพีชลอยแก้วกับน้ำพริกรักฉ่องที่นี่ก็มีขายเหมือนกัน เผื่อว่าใครติดใจก็เอาไปกินต่อที่บ้านได้ (แต่โปสการ์ดของที่นี่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)

แวะชิมกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มข้างสโมสรอ่างขางได้นะ

ลงดอยกันแล้ว

ถึงเวลาก็ต้องลงดอยเพื่อไปประกอบภารกิจกันต่อ…

ผมว่าการลงดอยนั้นน่ากลัวและอันตรายกว่าการขึ้นดอยมากๆ โดยเฉพาะรถที่เป็นเกียร์ออโต้และคนที่เป็นมือใหม่ในการขับรถ ถ้าเราเพลินกับการใช้เกียร์ D แล้วปล่อยรถไหลไปตามพลังงานศักย์นั้นเกรงว่าจะแหกโค้งกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงโค้งหักศอกทั้งหลาย ,, ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้เกียร์ L สลับกับแตะเบรคเป็นพักๆ กะให้รอบวิ่งไม่เกิน 4000-5000 รอบขณะที่รถไหลลงไป รวมทั้งถ้ารู้สึกว่ารถเราไม่พร้อมหรือกลัวว่ามันจะเหนื่อยเกินไปให้จอดพักแวะข้างทางบ้าง (แนะนำตรงป่าสนเขาที่ผมจอดขาขึ้นอะ) รวมทั้งควรตรวจสภาพรถให้พร้อมก่อนเอาขึ้นด้วยนะจ๊ะ

นิสสันมาร์ชไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการขี่บนดอยซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าขึ้นดอยอ่างขางไหวไหม ผมว่าก็ได้นะ พวกโค้งหักศอกก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักนะ แต่ช่วงขาขึ้นอาจรู้สึกสงสารรถนิดนึงที่เหมือนเร่งแล้วสู้รถคันอื่นๆ ไม่ได้ แต่จังหวะอื่นๆ แทบไม่เป็นปัญหาอะไร

แล้วจะพาน้องมาร์ชไปเที่ยวเรื่อยๆ นะครับ 🙂

แล้วจะพาไปเที่ยวอีกนะครับ (ขอจัดสรรตารางเวรก่อน)