เที่ยวดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ ;)

ช่วงเดือนพฤศจิกายน สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนึงที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือทุ่งดอกบัวตองครับ และทุ่งดอกบัวตองที่เป็นออริจินอลที่สุดก็คงไม่พ้นทุ่งดอกบัวตองแห่งดอยแม่อูคอ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เหตุนึงที่มันฮิตและคนแห่ไปดูคือมันบานระดับบานทั้งดอยแค่เดือนเดียวเท่านั้น

ซึ่งพูดตรงๆ เลยนะ ว่าผมแพลนที่จะไปตั้งแต่ปีที่แล้วละ แต่ว่ากว่าจะเคลียร์งานได้ลงตัวเค้าก็เลิกเที่ยวกันไปแล้ว… ก็เลยเอาเป็นปีนี้แทน แต่ปีนี้ก็ดันงานเยอะ เลยมีเวลาเตรียมตัวกับทริปค่อนข้างน้อยมาก

เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ ด้วยทุ่งดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอละกัน

เรียกว่าถึงวันศุกร์ที่ 9 ก็รีบขับรถจากแม่อายเพื่อมาเตรียมตัวที่เชียงใหม่ รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ 4 คน แล้วคาราวานของเราก็เริ่มเดินทางออกจากเชียงใหม่ในวันที่ 10 กะนอนค้างบนดอยคืนนึง แล้วกลับมาวันที่ 11 ครับ

เริ่มต้นที่การเดินทาง

จากข้อมูลอันน้อยนิดของผม การเดินทางจากเชียงใหม่ไปดอยแม่อูคอเนี่ย ทำได้สามทางคือ… (ดูเทียบกะแผนที่เอานะ)

  • ทางสีเขียว จะเดินทางจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เข้าเมืองจอมทอง, เข้าฮอด, เข้าแม่สะเรียง, ผ่านแม่ลาน้อย, แล้วเลี้ยวขึ้นดอยแม่อูคอก่อนที่จะเข้าตัวเมืองขุนยวม ,, ทางนี้ใช้เป็นทางกลับของทริปนี้ (และเป็นทางหลักของคนที่จะมาเที่ยวด้วย) โดยรวมผมว่าทางขับสบายนะ เรื่อยๆ ดี ไม่ไกลมาก ถนนมีขรุขระบ้างเป็นบางช่วง วิวสวยใช้ได้ แวะเที่ยวพวกออบหลวงได้ด้วย ,, ทริปนี้เราจะใช้เป็นทางขากลับนะ
  • ทางสีแดง เราจะใช้ทางเส้นนี้ในการเดินทางขาไปครับ เส้นนี้จะเริ่มจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์ก่อนเข้าเมืองจอมทอง, จากนั้นก็ขึ้นดอยอินมาเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวเข้าทางเข้าแม่แจ่ม จากนั้นขับทะลุตรงมาเรื่อยๆ จนโผล่ตรงทางขึ้นดอยแม่อูคอพอดี ,, ทางนี้ระยะทางสั้นกว่าเพื่อนๆ แต่ก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เพราะทางค่อนข้างโหดมาก ทางแคบ, ชัน และขรุขระเกือบตลอดทั้งเส้นทาง แต่แถวๆ แม่แจ่มมีนาขั้นบันได (เล็กๆ นะ ไม่ได้ใหญ่เท่าที่ซาปา) สวยดีเหมือนกัน
  • ทางสีน้ำเงิน อันนี้จะแหวกแนวหน่อย ตรงที่เดินทางขึ้นเหนือไปทางแม่ริม แม่แตง แล้วไปทางปาย, ปางมะผ้า, เข้าาตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วค่อยวกกลับมาที่ดอยแม่อูคอ ,, อันนี้จะค่อนข้างไกลมาก แต่ได้เที่ยวเยอะมากเลยนะ ทั้งปาย, ปางอุ๋ง ถ้ามีเวลา+มีคนเปลี่ยนมือขับรถทางนี้ก็น่าสนใจมากๆ (ทริปนี้ไม่ได้มาทางนี้นะ)


View ดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ in a larger map

คาราวานของเรา (จำนวนทั้งสิ้น 2 คัน อันประกอบไปด้วย Lancer EX ที่ผมขับ กับ Mazda 2 อีกคัน) เริ่มออกเดินทางเกือบๆ เก้าโมงครึ่ง ก็ขับไปเรื่อยๆ แหละครับ ขับสบายๆ ไปเรื่อยๆ ตามทางสีแดงครับ ,, ได้มีโอกาสผ่านดอยอินทนนท์ อากาศเย็นสบายมากๆ (มันจะมีด่านของอุทยานนะครับ เราบอกว่าจะไปแม่แจ่ม เค้าจะไม่คิดเงินเรา)

Lancer EXและ Mazda2 ที่จะเอาไว้ใช้ตะลุยในทริปนี้ 🙂
ขับไปเรื่อยๆ สบายๆ ตามทางของดอยอินทนนท์
ตรงที่ทำการดอยอินทนนท์นี่สวยมากๆ เลย อากาศก็ดีด้วย

จากนั้นราวๆ เที่ยงครึ่งก็เข้าตัวแม่แจ่ม ซึ่งผมว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักมาก ไปแวะหาเพื่อนที่รพ.แม่แจ่ม กะชวนไปกินข้าว สุดท้ายมันติดธุระ+จะกินข้าวบ้าน เลยต้องออกมาหากินเองครับ ร้านไหนอร่อยก็ไม่รู้ทาง (จริงๆ เพื่อนผมก็แนะนำมานะ แต่หาร้านไม่เจอ) เห็นร้านส้มตำข้างทางน่ากินดี ก็เลยจอดกินกันครับ

ทุ่งนาเหลืองอร่ามที่แม่แจ่ม
ตับหวานและส้มตำมาม่า ,, อร่อยดีนะ

สาเหตุนึงที่เลือกเส้นทางมาแม่แจ่มเพราะมีคนบอกว่ามันนาขั้นบันไดนี่แหละ แต่ระหว่างสองข้างทางเท่าที่ขับมามีนิดหน่อย (ไม่มากเหมือนที่ซาปานะ) พอมีเก๋ๆ ข้างๆ ทางแค่นั้นเอง (จริงๆ มันอาจมีนาขั้นบันไดข้างในที่ผมไม่ได้ไปก็ได้นะ) ส่วนถนนหนทางที่นี่ต้องบอกว่าทางขับยาก แคบ ขรุขระ และชัน ขับไปขับมามีฝูงควายมาปิดถนนด้วย ไม่กล้าบีบแตรไล่เพราะกลัวมันรุมขวิดใส่รถ ,, แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์ว่าเราขับรถบนดวงจันทร์

นาขั้นบันไดเล็กๆ ที่แม่แจ่ม
ทางแคบมาก ประมาณรถสองคันสวนกันแบบพอดีเด๊ะ
บางช่วงให้อารมณ์เหมือนขับรถบนดวงจันทร์เลย
บางทีก็ให้อารมณ์เหมือนเราไต่บนไหล่เขา (ถ้าพลาดแปลว่ามึงตกเหวนั่นเอง)
เจอควายเต็มถนนเลย ต้องกระดึ้บๆ ตามควาย ไม่กล้าไปบีบแตรไล่ กลัวโดนรุมประชาทัณฑ์

กว่าจะถึงแม่อูคอก็ปาไปสี่โมงสี่สิบครับ

ว่าด้วยเรื่องที่พัก

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณใหม่และครอบครัว ที่อุตส่าห์เป็นธุระปะปังหาที่พักให้ จนสุดท้ายได้รีสอร์ทที่อยู่บนดอยแม่อูคอ ใกล้ๆ กับทุ่งดอกบัวตองในระดับที่เดินไปได้เลย (แต่ก็ไกลพอตัวอยู่)

ดังนั้น หลังจากขับรถถึงทุ่งดอกบัวตอง เราก็เลือกที่จะขับเลยไปยังที่พักก่อน ซึ่งอยู่ห่างจากทุ่งบัวตองไปประมาณกิโลกว่าๆ ซึ่งที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า “คุณครูสมบูรณ์รีสอร์ท” ครับ ซึ่งอ่านป้ายแล้วอารมณ์ประมาณรีสอร์ทครบวงจรมากๆ มีทั้งที่พัก อาหาร แถมใกล้ที่เที่ยวอีก ,, แนบเบอร์ไว้ให้เผื่อใครถามที่ 0808460313 ครับ (อย่าให้เห็นว่าใรใครมาขอเบอร์โทรรีสอร์ทตรงช่อง comment ด้านล่างนะ)

ที่พักของเรางวดนี้ครับ ,, ครูสมบูรณ์รีสอร์ท อยู่บนดอยเลย
สภาพรีสอร์ทดูดีเว่อ มีบังกะโลมุงจาก, ลานกางเต๊นท์ และลานจอดรถ ,, วิวสวยเว่อ

โดยรวมที่นี่ผมว่าสวยมากเลยนะ ที่ตั้งของรีสอร์ทนี่อารมณ์ประมาณลานหรือเนินโล่งๆ ติดกับขอบเหว วิวสวยมากๆๆๆ มองไปเห็นภูเขาเรียงซ้อนกันสวยมากๆ ยิ่งตอนเช้าๆ นี่เห็นทะเลหมอกแทรกตามหุบเขาด้วย แถมขอบด้านข้างทั้งสองมีซุ้มดอกบัวตองเล็กๆ ประดับด้วย

จากนั้นก็เดินมาดูที่พักเราซึ่งสภาพจริงๆ จะค่อนข้างฮาร์ดคอร์กว่าที่จินตนาการกับคำว่ารีสอร์ทไว้พอสมควร อารมณ์ประมาณกระต๊อบหรือบังกะโลมากกว่ารีสอร์ท ข้างในนอนได้ซัก 2 คน บุหลังคาด้วยใบจากที่พร้อมจะปลิวจากเราได้ตลอดเวลา (แต่ผมว่ามันกันน้ำค้างได้ดีมากเลยนะ), ภายในห้องไม่มีไฟฟ้า (ใครใช้ไอโฟนแนะนำให้พกแบตเสริมไปเอง) จะมีเพียงแต่เทียนไขสองเล่ม (แต่ก็ไม่ได้มีไฟแช๊คให้เช่นกัน) หมอนสองใบ และผ้าห่มขนๆ อีกสองผืน (ถ้ามีถุงนอนเอาไปด้วยจะดีมาก), ใช้สายยูล๊อคหน้าประตู ดูไม่ค่อยแข็งแรงมาก, ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม ไม่มีไฟในห้องน้ำ ส้วมซึม จะอาบน้ำก็จะเป็นอ่างน้ำเย็นตักอาบ (เย็นสะใจมากๆ) ,, กระต๊อบเราสนนราคาคืนละ 500 บาทครับ

หรือถ้าเอาเต๊นท์ไปเองก็ได้ เค้าก็คิดค่าสถานที่ 100 บาทต่อคืนครับ

สภาพบังกะโลไม้บุหลังคามุงจาก ,, สนนราคาคืนละห้าร้อยบาท
ข้างในนี่นอนได้ซักสองคน, มีเพียงแค่เทียนใช้ส่องสว่าง (ไม่มีไฟแช๊คให้)
สภาพห้องน้ำ ,, โอเพ่นแอร์ไปนิด+ไม่มีไฟแต่ละห้อง แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ

คหสต.ของต่างๆ ผมเก็บในรถแลดูจะปลอดภัยมากกว่าที่จะเก็บไว้ในเจ้ากระท่อมนั่นยังไงก็ไม่รู้…

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีขายอาหารนะ เมนูก็เป็นอาหารเบสิกทั่วๆ ไปแหละ ผัดกระเพา, ไข่เจียว, หมูกระเทียม, ผัดผัก, ขาหมู ฯลฯ แล้วก็มีพวกเครื่องดื่มขายด้วย ราคาอัพขึ้นจากพื้นราบเล็กน้อย

ล้อบบี้รีสอร์ทมีขายขนม+เครื่องดื่ม+อาหารตามสั่ง

ระหว่างทางที่ขับมานี่แอบเห็นมีหลายๆ คนเอาเต๊นท์มากางที่ถนนเลย ซึ่งผมว่าอันตรายมากนะ เพราะบนดอยเนี่ยรถเยอะมากๆ เต๊นท์ของคุณพร้อมจะโดนรถทับและเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เสี่ยงมากๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนซึ่งมืดและมองไม่เห็นอะไร แม้หลายคนจะจอดรถปิดหัว-ท้ายเต๊นท์แล้ว แต่ผมว่ามันก็อันตรายอยู่ดี

เห็นมีคนกางเต๊นท์บนถนนด้วย อันตรายเหมือนกันนะ

ส่วนตัวแนะนำหาที่โล่งๆ ดีๆ ตั้งเต๊นท์ดีกว่า หรือไม่ก็ไปเช่าที่รีสอร์ทตั้ง หรือไม่ก็ไปนอนที่ขุนยวมเลย

ไปดูดอกบัวตองกันดีกว่า

ดอยแม่อูคอยามเย็น

จัดแจงของต่างๆ เสร็จก็รีบบึ่งรถไปดูดอกบัวตองก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน

พอมาถึงที่ก็รีบเดินขึ้นไปยังยอดดอยกัน ต้องปีนบันไดขึ้นสูงพอตัวเลย เอาเป็นว่าก็ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ หอบก็พักถ่ายรูป หายเหนื่อยแล้วก็ค่อยเดินต่อ ยังไงก็น่าจะทันพระอาทิตย์ตกแล้ว ,, เท่าๆ ที่ดูเนี่ยดอกตูมเหมือนกะยังเยอะอยู่เลยนะ กวาดสายตาดูนี่ราวๆ 30-40% ของดอกทั้งหมดเลยนะ คหสต. ถ้ามาอาทิตย์ถัดๆ ไปดอยน่าจะเหลืองกว่านี้ (แต่ก็ต้องเสี่ยงกับดอกเหี่ยวเช่นกัน ซึ่งผมกวาดสายตาดู มีราวๆ 2-3% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในวันหลังๆ)

รีบปีนขึ้นยอดดอยก่อนที่พระอาทิตย์จะตก
มองจากด้านล่างนี่ดอกบัวตองเยอะดีจริงๆ ,, สีเหลืองตัดกับสีฟ้าดีมากๆ
จุดชมวิวอีกไม่ไกล (ขณะนั้นกำลังหอบแฮกๆๆๆ)
ศาลาแปดเหลี่ยมระหว่างทางเดินขึ้น ,,
วิวทุ่งดอกบัวตองระหว่างทางเดินขึ้น ,, ก็สวยดีนะ
ในที่สุด ก็ถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ตก สวยดีจริงๆๆๆ

แบบว่าที่จุดชมวิวนี่คนเยอะเว่อ จะถ่ายกับป้ายนี่ต้องรอกันจนเบื่อเลยทีเดียว บางคนมีทั้งปีนป้ายถ่าย, มี 16 แอ๊คชั่น, มีเต๊ะท่าประหลาดๆ, มีถ่ายรีมไลท์, ฯลฯ แต่สุดท้ายผมก็ทำหมดดังที่กล่าวมาเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

แสงสุดท้ายสำหรับทุ่งดอกบัวตองวันนี้

ได้ถ่ายรูปเย็นนี้ก็ฟินมากละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขอเติมเต็มด้วยพระอาทิตย์ยามเช้าอีกหน่อยละกัน รีบกลับรีสอร์ทไปอาบน้ำดีกว่า มันหนาววววววว~~ (แต่เท่าที่รู้สึกนะ ปีนี้ที่นี่ไม่ได้หนาวมากอะ แต่ลมค่อนข้างแรง แค่เสื้อกันหนาวบางๆ ที่กันลมดีๆ ก็พอไหว)

รุ่งอรุณบนยอดดอย

ตีห้าครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกให้ผมและเพื่อนๆ แหกขี้ตาตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน (อากาศตอนเช้าไม่ได้หนาวมากเช่นกันนะ หน้าปัดรถบอก 19 องศา, ส่วนนาฬิกาบออก 16.7 องศา แต่ลมแรง น้ำค้างเยอะ) ,, แต่ด้วยความเหนื่อยล้า กว่าที่ทุกคนจะพร้อมก็หกโมงกว่าแล้ว ไอ้ผมล่ะโคตรกลัวจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ไม่ทันเพราะขนาดอยู่ที่รีสอร์ทก็เริ่มเห็นแสงแรกออกมาไกลๆ แล้ว พอถึงตีนดอย พวกเราก็วิ่งขึ้นไปยังจุดชมวิวเมื่อวานด้วยความกระหืดกระหอบ

แต่ก็เริ่มเอะใจนิดๆ ว่าทำไมที่นี่คนมันน้อยจังหว่า (นอกจากเราสี่คนแล้วก็มีคุณลุงอีกสองสามคนเดินถ่ายรูปไปมา) ซึ่งจากนั้นอีกสิบห้านาทีผมก็ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเท่าไหร่ เพราะว่าทางฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวนั้นโดนบังด้วยภูเขาอยู่ เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตัดกับขอบฟ้าในจุดนี้

แหกขี้ตาตื่นมาดูแสงแรกแห่งดอยแม่อูคอ
ตอนเข้าๆ ที่จุดชมวิวนี่แทบไม่มีคนเลย ,, เลยได้ถ่ายป้ายแบบโล่งๆ
ตอนเช้าบนยอดดอยนี่สดชื่นมากๆ
ถ่ายรูปตอนเช้ากะตอนเย็นนี่คนละบรรยากาศกันเลย

แต่ผมว่าแค่ตื่นมาสูดอากาศยามเช้าบนยอดดอยนี่ก็โคตรฟินแล้วล่ะ สดชื่นแบบที่ในเมืองหาไม่ได้เลย

หาอะไรกินยามเช้า

จริงๆ ตรงทางขึ้นก็มีของกินขายเยอะนะ ทั้งมาม่า มันปิ้ง ไข่ปิ้ง โอวัลติล น้ำอัดลม ฯลฯ ราคาคบหาได้ ,, สำหรับผมจุดนี้ ได้มาม่าร้อนๆ ซักถ้วยก็ฟินมากแล้ว ส่วนเครื่องดื่มผมเลือกน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้งป่า ที่ซื้อเนี่ยเพราะคำว่าป่าเลยจริงๆ (ซึ่งรสชาติก็คล้ายๆ น้ำผึ้งมะนาวทั่วไป มีเค็มปะแล่มๆ หน่อยๆ)

เติมพลังหลังจากที่ตื่นมาดูดอกบัวตองตอนเช้า
แฮกๆๆๆ มาม่า… ฟินมากกกกกกกก

จุดชมวิวตรงหน้ากองอำนวยการก่อนกลับ

จุดสุดท้ายที่จะแวะไปครั้งนี้คือกองอำนวยการครับ คนค่อนข้างเยอะ มีประกาศนียบัตรให้ด้วยนะ (ผมไม่ได้เอา) มีหลังคาให้ปีนเล่นถ่ายรูป+ดูวิวมุมย้อนไปทางยอดดอย สวยดีไปอีกแบบนะ โดยเฉพาะตอนเช้าๆ ที่แดดมาจากด้านหลังพอดี+ดอกหักหน้ามาทางกองอำนวยการ ทำให้มันดูเหลือร่ามดีมากๆ

ตรงจุดกองอำนวยการ คนเยอะจริงๆ
ปีนกระไดขึ้นไปถ่ายบนชั้นสอง ,, เหลืองอร่ามดีจริงๆ

จริงๆ รายละเอียดของที่นี่มันก็ไม่ได้เยอะมากหรอกนะ มาเที่ยวซักสองสามชั่วโมงก็น่าจะเก็บรูปหลักๆ ได้เกือบหมดแล้ว ,, ซึ่งหมดจากจุดนี้เราก็ขับรถกลับกันเลยตั้งแต่ประมาณเก้าโมงเช้า เพราะกลับถึงเชียงใหม่แล้วผมยังต้องขับกลับแม่อายอีก 170 โล… เห็นระยะทางที่ตัวเองต้องขับแล้วก็เพลียแทน

แต่ขับรถเที่ยวไกลๆ นี่ก็สนุกดีนะ 🙂

สรุปเลยละกันนะ สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านเนื้อหา

โดยรวมผมว่าโอนะสำหรับทริปที่มีเวลาเตรียมตัวไม่มากและข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างน้อย ,, ยังไงก็สรุปสั้นๆ คือ…

  • ถ้าจะขับรถแนะนำทางแม่สะเรียงแหละ (ทางสีเขียว) ไกลหน่อยแต่ขับสบาย มีจุดแวะพัก จุดท่องเที่ยวอื่นๆ เยอะ (ถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้ก็น่าแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยนะ)
  • ส่วนที่พักก็แล้วแต่วางแผนแหละ ที่พักของผมมันอยู่บนดอย ใกล้ทุ่งบัวตอง แต่ราคาแอบแพงแบบไม่สมกับคุณภาพ คหสต.ถ้าอยากสบายหน่อยอาจเลือกพักในตัวเมืองขุนยวมหรืออำเภอใกล้เคียงแล้วค่อยขับรถขึ้นมาชมวิวเฉยๆ ก็ได้ ข้างบนไม่ได้มีอะไรเยอะอย่างที่คิดหรอก ขอเวลาซักสองชั่วโมงก็เที่ยวทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอเหลือๆ แล้ว
  • ไม่เหลืองอย่างที่คิด เพราะช่วงอาทิตย์ที่ไป (10-11 พย.) เป็นอาทิตย์แรกของเดือนแห่งทุ่งดอกบัวตอง จขบ.สังเกตว่ายังมีดอกตูมอยู่เยอะ (กะด้วยสายตาราวๆ 30+% ของดอกทั้งหมด) ซึ่งอาทิตย์หลังๆ น่าจะดอกเยอะกว่านี้ เหลืองกว่านี้
  • กลางคืนที่รีสอร์ทแอบเสียงดังกว่าที่คิดไว้ ทั้งจากเสียงเพลงคาราโอเกะไม่พึงประสงค์ และเสียงมอเตอร์ไซแว้นมารวมกลุ่มบิดเครื่องแข่งกัน
  • ไม่ต้องรีบตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวยอดดอยก็ได้ เพราะฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวมีอีกดอยบังอยู่
ปีหน้าฟ้าใหม่ มีโอกาสแล้วจะมาเที่ยวอีกนะ (ขี้เกียจขับรถสุดๆ)

แต่ก็คุ้มค่านะที่ได้ขึ้นมา หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีก

เที่ยวแม่ฮ่องสอน 1 วัน :: ตอน แม่ลาน้อย

ในช่วงวันหยุดสั้นๆ หากเราเลือกที่ไปท่องเที่ยวใกล้ๆ เพื่อพักผ่อนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดนบ้างมันคงมีความสุขดี ,,

ครับ… วันนี้ผมก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง ,, แม้ว่าผมเคยไปปายมาหลายครั้ง แต่ละครั้งที่ไปมันก็มีความเปลี่ยนแปลงที่เป็นตัวเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ,, แต่วันนี้ที่ผมจะไปคือส่วนของอำเภอแม่ลาน้อยครับ ซึ่งจะเป็นอีกฝั่งของแม่ฮ่องสอน (ถ้าปายจะขึ้นเหนือจากเชียงใหม่ แต่แม่ลาน้อยจะไปทางตะวันตก) ซึ่งที่นี่ยังมีความสงบและธรรมชาติที่ถูกรบกวนจากชุมชนเมืองไม่มากนัก

เยี่ยมเยียนความสงบแห่งแม่ลาน้อย ที่แม่ฮ่องสอน

ก่อนไปขอกางแผนที่ กำหนดเส้นทางและจุดเที่ยวต่างโดยภาพรวมก่อนนะครับ


View เที่ยวแม่ลาน้อย in a larger map

พร้อมแล้วก็เดินทางกันเถอะครับ

เดินทางไปแม่สะเรียงก่อน

เท่าที่ผมพอทราบ ถ้าต้องการเดินทางไปแม่ลาน้อยแล้ว หากไม่ได้เดินทางด้วยรถส่วนตัวแล้วก็จะมีรถตู้และรถเมล์บริการไปแม่สะเรียงแล้วถึงต่อรถไปอีกที ,, ส่วนตัวผมแนะนำรถตู้มากกว่า เพราะใช้เวลาน้อยกว่า จากเชียงใหม่ไปถึงแม่สะเรียงจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงครึ่ง (ส่วนขาลงจากแม่สะเรียงมาเชียงใหม่จะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง) ค่าบริการ 200 บาท แถมถุงใส่อ้วกและน้ำดื่ม 1 ขวด ,, ส่วนรถเมล์ (ไม่แอร์) นั้นค่าบริการถูกกว่า (ไม่ถึงร้อย) แต่จะใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่งหรือนานกว่านั้น

เราจะเดินทางกันด้วยรถตู้ครับ 🙂

เราสามารถขึ้นรถตู้ได้ที่ท่ารถเปรมประชา สถานีขนส่งอาเขต (เชียงใหม่) โดยรถตู้จะพาเราไปตามทางสีส้ม (ตามแผนที่ข้างบน) ผ่านอำเภอหางดง-สันป่าตอง-จอมทอง-ฮอด โดยตรงที่ฮอดเราจะมีโอกาสพักประมาณ 10-15 นาที ,, การเดินทางจากเชียงใหม่มาฮอดเป็นเพียงแค่การเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะหลังจากฮอดเราจะเข้าส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่อุดมภูเขาและทางโค้งอันวิจิตรพิสดาร

ยินดีต้อนรับสู่ทางโค้ง ,, พร้อมจะลุยกันหรือยัง
รถตู้แล่นฉิวผ่านโค้งนับร้อย ผ่านธรรมชาติที่สวยงาม

ถ้าใครเมารถก็แนะนำว่ากินยาตั้งแต่เชียงใหม่แล้วหลับไปเลย แต่ท่านก็จะพลาดวิวสวยๆ ระหว่างทางที่ผ่านภูเขาที่มีความสูงกว่า 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทั้งป่าสนเขาที่กิ่วลมและต้นไม้เปลี่ยนสีหน้าแล้ง เปลี่ยนในระดับที่ว่าแดงไปทั้งภูเขา ฯลฯ แอบเสียดายเบาๆ ที่ขึ้นรถตู้ไป ไม่งั้นก็คงจะลงไปถ่ายรูปได้เยอะกว่านี้แฮะ

ป่าสนที่ความสูง 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล in motion

หลังจากผ่านโค้งมามากมายก็ถึงส่วนที่เป็นแม่สะเรียงแล้ว บรรยากาศเมืองดูสงบเงียบ วัดวาอารามต่างๆ ก็มีกลิ่นไอของวัฒนธรรมพม่าปะปนมาด้วย เสียดายที่อยู่แม่สะเรียงไม่นาน เพราะต้องรีบไปแม่ลาน้อยต่อ เพราะเย็นมากแล้ว

วัดมันตะเล ,, ที่แม่สะเรียง

ต่อรถไปแม่ลาน้อยกันเถอะครับ เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน…

ยินดีต้อนรับสู่แม่ลาน้อย ที่แม่ฮ่องสอน 🙂

แล่นฉิวสู่แม่ลาน้อย และเฮินไต

จากนั้นเข้าสู่แม่ลาน้อยด้วยรถส่วนตัว (พอดีมีเพื่อนมารับ) แล้วก็พักที่รีสอร์ทที่ชื่อเฮินไตครับ

ถึงรีสอร์ทเฮินไตแล้วววววว

แม้อากาศช่วงนี้จะยังคงหนาวเย็นอยู่บ้าง แต่การต้อนรับที่รีสอร์ทเฮินไตนี่อบอุ่นมากๆ ประทับใจตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว

ยามเย็น ที่อบอุ่น ,, ที่เฮินไต
ยามค่ำ และน้ำค้าง ,, ที่เฮินไต
ยามเช้า กับสายหมอก ,, ที่เฮือนไต

ที่เฮินไตเป็นรีสอร์ทแนวที่ผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายและความเป็นธรรมชาติ แถมยังเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ของแม่ลาน้อยได้ไม่ไกลนัก ,, รวมทั้งมีกิจกรรมหลายๆ อย่างภายในรีสอร์ท อาทิ การจัดปิ้งย่างง่ายๆ ที่ลานซึ่งเป็นส่วนที่แยกออกมาต่างหาก หรือดึกหน่อยจะเปลี่ยนมาดูดาวแทนก็ได้ หรือจะดูผลิตภัณฑ์จากชาวเขาทั้งผ้าทอมือและกาแฟสด

บรรยากาศรอบๆ บ้านพักแต่ละหลังของเฮินไต

ที่เฮินไตมีห้องบริการทั้งสิ้น 11 ห้อง แบ่งคร่าวๆ เป็นห้องเดี่ยวสำหรับสองคนและห้องสองชั้นสำหรับสามคน สนนราคาที่พักก็ดูได้ตามนี้ครับ

โดยห้องเดี่ยวสองคนจะมีข้อดีตรงที่เตียงจะกว้างกว่า และก็มีระเบียงที่เปิดออกไปด้านหลังพบกับวิวสวยๆ ได้ ,,

บรรยากาศห้องแบบสองคน ,, ดูสบายๆ ดีจัง
บรรยากาศสบายๆ ที่ระเบียงของห้องเดี่ยว

ส่วนห้องสามคนจะมีเตียงแยกชั้นบนและชั้นล่าง และสามารถเปิดหลังคาไปดูวิสส่วนด้านหน้ารีสอร์ทได้ ,, แต่ละห้องของที่นี่มีบริการน้ำอุ่นให้พร้อม หรือใครชอบแบบห้องแอร์ก็มีนะครับ (แต่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกนิดหน่อย)

ภายในห้องสองชั้นสำหรับสามคนครับ
ชั้นสองของกระท่อมแอบเปิดหลังคาชมวิวได้
วิวจากหลังคาชั้น 2 ของเฮินไตครับ

แค่เที่ยวในรีสอร์ทเฮินไตก็สนุกมากๆ แล้วครับ ทั้งนั่งกินปิ้งย่าง+ผิงไฟตรงลานกิจกรรม, นอนดูดาว, เช้าก็ตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้น ปั่นจักรยานรอบๆ หมู่บ้าน สายหน่อยก็จิบกาแฟหรือจะกินอาหารเช้าก็ได้

รับแสงแรกยามเช้าที่เฮินไต (ยังมีพระจันทร์อยู่เลย)
รอรับแสงแรกยามเช้า (ในอีกมุมหนึ่ง)
หนาวๆ ยามเช้า กับบรรยากาศที่ยังพอมีหมอกในช่วงปลายหนาว
ลานกิจกรรม :: ดูดาว, ตั้งแคมป์, กองไฟ, หรือเป็นจุดพบปะสังสรรค์ก็ได้
ปั่นจักรยานรอบๆ รีสอร์ทยามเช้า
มื้ออาหารเช้าสบายๆ ที่ใต้ถุนเรือนหลักของเฮินไต

ส่วนตัวผมว่าช่วงที่มาเฮินไตกำลังดีคือช่วงต้นหนาวหรือปลายๆ ฝน เพราะช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ข้าวออกรวงสวย (แต่ช่วงที่ผมไปเค้าปลูกถั่วกันอยู่ ต้นเลยเตี้ยๆ ไม่สวยมากเท่าไหร่) มีหมอกหนาตลอด (ช่วงนี้หมอกเริ่มบางแล้ว) อากาศเย็นกำลังดี เอาเป็นว่ารายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อที่รีสอร์ทเลยครับ ที่ 053-689033 หรือจะไปเยี่ยมชมเว็ปไซท์ก่อนก็ได้นะครับ

เที่ยวเฮินไตยังไม่เท่าไหร่ เราจะไปลุยแม่ลาน้อยกันต่อแล้วครับ เดี๋ยวจะหมดวันเสียก่อน 🙂

ตะลุยแม่ลาน้อยกัน

ได้อาหารเช้าพออยู่ท้อง ก็เตรียมไปเที่ยวกันต่อครับ ก่อนอื่นก็ขอกางแผนที่อีกที ,, โดยที่วันนี้จะเดินทางไปกันจะเป็นเส้นทางสีเขียวนะครับ มี 2 ที่ที่จะไป คือหมู่บ้านห้วยห้อมและถ้ำแก้วโกมล


View เที่ยวแม่ลาน้อย in a larger map

คนพร้อม รถพร้อม ก็ลุยกันไปได้เลย

เส้นทางที่จะไปเที่ยววันนี้ ,, มีแต่เขา โค้ง และต้นไม้

หมูบ้านห้วยห้อม :: หมู่บ้านกาแฟ

จากเฮินไต ขับรถมาอีก 30 กม. ฝ่าผ่านภูเขาสูงกว่า 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผ่านโค้งกว่าร้อยโค้ง ทั้งทางถนนเรียบ ถนนขรุขระ และดินลูกรัง ,, สุดท้ายก็มาถึงบ้านห้วยห้อมครับ ชาวบ้านที่นี่เป็นปกากะญอเป็นหลักครับ มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตัวเอง แต่ก็พูดภาษาไทยได้บ้างครับ

ช่วงลุยทางลูกรัง ฝุ่นเพียบ ,, ข้างหน้าเป็นชาวเขาทั้งคันรถ
เห็นหมู่บ้านห้วยห้อมอยู่ลิบๆ
มุมสูง มุมสวย ,, จากบ้านห้วยห้อมครับ

บ้านห้วยห้อมมีชื่อเสียงเรื่องการปลูกและผลิตกาแฟครับ เมล็ดกาแฟพันธุ์อราบิกาที่ปลูกที่นี่ได้ถูกทาง Starbucks ซื้อและเอาไปจำหน่ายในชื่อของ “กาแฟม่วนใจ๋” ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วโลก ตัวกาแฟกลิ่นหอมและนุ่มละมุนเฉพาะตัว เรียกว่าไม่ต้องเติมน้ำตาลก็ให้รสชาติที่สุดยอดมากๆ ซึ่งถ้ามาที่นี่ก็สามารถทำกาแฟสดเองและชิมมันได้ด้วย

เมล็ดกาแฟที่เพิ่งเก็บได้จากสวนกาแฟครับ
ชาวบ้านกำลังกระเทาะเปลือกและล้างเมล็ดกาแฟที่ได้
กาแฟสดทำเอง ,, กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ ครับ
โฉมหน้าบาริสต้ากลางดอย,, น่ารัก ๆ ^^
เมล็ดกาแฟดิบส่งสตาร์บัคส์ ,, ส่วนที่ใส่ห่อคั่วแล้วเป็นของโอทอป

อยากรู้ว่าเค้าปลูกกาแฟกันยังไง เลยแอบไปเยี่ยมสวนกาแฟเสียหน่อย ,, เรียกว่า ปลูกกาแฟกันเป็นดอยเลยทีเดียว (ระหว่างเดินขึ้นดอยไปดูนี่เหนื่อยมากๆ)

ทางเดินเข้าสวนกาแฟของบ้านห้วยห้อมครับ
อันนี้เป็นดอกกาแฟครับ บานได้ที่แล้ว
ผลกาแฟสีสวยภายในสวนครับ

นอกจากกาแฟ ชาวบ้านก็มีปลูกข้าวเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ทั่วๆ ไปแล้ว ที่นี่ยังมีการเลี้ยงแกะด้วย

ฝ่าทุ่งเพื่อไปดูฝูงแกะ ,, อิอิ
เห็นฝูงแกะแล้ว มีทั้งลูกแกะ แกะขาว แกะน้ำตาล
แกะตัวผู้ (สังเกตที่มีเขา) และแกะตัวเมียครับ

โดยขนแกะที่นี่จะถูกทอเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ มีแบบทั้งขนแกะล้วน หรือจะทอสลับกับผ้าฝ้ายก็มีครับ ซึ่งที่นี่ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ส่งผ้าขนแกะลงไปให้ชาวเราเลยทีเดียว ,, ยิ่งกว่านั้นที่ยังรับโฮมสเตย์ด้วย เอาเป็นว่าถ้าสนใจก็ติดต่อรีสอร์ทเฮินไตละกันครับ

ผ้าพันคอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากขนแกะครับ

ร่ำลาบ้านห้วยห้อมกับคุณยายท่านนี้ครับ ดูแก่มาก แต่แกยังพอเดินได้เอง (ใช้ไม้เท้าช่วยเล็กน้อย) แข็งแรงดีจัง

คุณยายชาวปกากะญอในบ้านห้วยห้อม

ไปถ้ำแก้วกันต่อ

ถ้ำแก้วอยู่ไม่ไกลจากเฮินไตมากนัก แค่ลัดออกทางถนนเข้าโรงพยาบาลแม่ลาน้อยอีกซัก 3-4 กม. (ตามเส้นสีเขียวที่ขึ้นไปทางข้างบน) ก็ถึงตัววนอุทยานแก้วโกมลแล้ว

บรรยากาศระหว่างเดินทางไปยังที่ต่างๆ ก็ร่มรื่นดีนะครับ
หน้าทางเข้าวนอุทยานแก้วโกมลครับ

แต่เมื่อมาถึงวนอุทยานแล้วมันยังไม่ถึงตัวถ้ำนะครับ ทางวนอุทยานจะมีรถพาไป (จากแผนที่คือเส้นทางสีเทา) เพราะทางค่อนข้างแคบและชันมาก โดยค่าเข้าชมถ้ำ (รวมค่ารถแล้ว) 40 บาท ครับ

ทางขึ้นถ้ำแก้วชันมากๆ ครับ ,,
หน้าปากทางเข้าถ้ำแก้วครับ (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

ถ้ำแก้วโกมลถูกพบโดยบังเอิญเมื่อปี 2536 ขณะกำลังเจาะทำเหมืองแร่ และได้เปิดเข้าเยี่ยมชมได้ในปี 2543 โดยผลึกแร่ภายในเป็นผลึกแคลไซต์ ซึ่งเป็นเกลือของแคลเซียมคาร์บอเนต โดยลักษณะการเกิดผลึกแคลไซต์เกิดจากการการกลั่นตัวของแร่ ซึ่งเชื่อว่าบริเวณนี้ในอดีตเป็นทางเดินของน้ำพุร้อนใต้ดินที่ชะเอาแร่เหล่านี้มา โดยในโลกนี้มีถ้ำที่เป็นผลึกแร่แคลไซต์ในลักษณะนี้เพียง 3 ที่เท่านั้นคือที่ประเทศจีน, ออกเตรเลีย และที่นี่

เที่ยวทั้งวัน เหนื่อยมากๆ แต่วันนี้ก็มีความสุขมากๆ ด้วย 🙂

ถึงเวลากลับบ้าน

แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ผมก็สดชื่นและมีความสุขแบบไม่น่าเชื่อ ชีวิตที่ไม่มีเซเว่น ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีแสงสีก็อยู่ได้ และบางครั้งอาจมีความสุขมากกว่าด้วยซ้ำ จนรู้สึกว่าไม่อยากให้เป็นสิ่งที่เรียกว่าสังคมเมืองมารุกรานดินแดนที่แสนสงบแห่งนี้เลย ,, ถ้ามีโอกาส (และพร้อมใจฝ่าโค้งและภูเขาสูง) ก็อยากจะมาพักผ่อนที่นี่บ่อยๆ แฮะ

พระอาทิตย์สุดท้ายที่แม่ลาน้อย ,, ดินแดนแห่งความสงบ

ตอนนี้ ผมชักหลงเสน่ห์แม่ฮ่องสอนไปทุกวันแล้วสิ