Moshi Moshi

หลังจากเล่นของสูงจนทำเอาผมลงยากอย่าง Elite Grill
วันนี้ก็จะลองมากินร้านเนื้อเปิดใหม่บ้างอย่าง Moshi Moshi ครับ
เป็นร้านที่เปิดใหม่จริงๆ ขนาดตัวร้าน-ตัวตึกในวันที่ผมไปกินยังไม่เสร็จดีเลย
เท่าที่สังเกตดูเจ้าของร้านและพนักงานก็ดูใหม่หมดครับ ยังเขินๆ น่ารักดี ^^’

หิวเนื้อย่างงงงงงงงง!!

ทำเลที่ตั้ง-บรรยากาศของร้าน

ร้าน Moshi Moshi อยู่ในซอยเอกมัยครับ อยู่ในส่วนของโครงการ Park Lane ครับ
คือเข้าซอยเอกมัยไปประมาณ 80 เมตร ก็จะเจอปั้ม Esso ทางซ้ายมือ ,, ตัว Park Lane ก็ถัดปั้มเลยครับ, ถ้ามาจาก BTS นั่งจักรยานยนต์รับจ้างมาหรือเดินมาก็ได้ ไม่ลึกมาก ส่วนที่ของ Park lane เองก็มีที่จอดรถให้ด้วย, สังเกตง่ายๆ คือ Park Lane มีวาวีเปิดใหม่อยู่ในโครงการด้วย ตั้งเด่นเป็นสง่ามากๆ มองข้างในก็เห็น Max Value
โดยร้าน Moshi moshi ของเราตั้งอยู่ชั้น 2 นะครับ ขึ้นบันไดทางข้างๆ วาวีสะดวกสุดๆ

หน้าโครงการ Park lane มีวาวีชัดเจนมาก ,, ร้าน Moshi ชั้นสองนะ
หน้าร้าน Moshi Moshi ที่มากินกันวันนี้

ถ้ายังงงๆ ลองตามแผนที่มาดูได้ครับ ไม่ยากๆๆ ,, หรือจะสอบถามรายละเอียดร้านได้ที่ 02-3820098


View Moshi Moshi Yakiniku in a larger map

เข้าร้านมาก็งงๆ นิดนึงครับ ,, แต่เห็นการตกแต่งร้านโดยรวมก็ดูสวยดีครับ ร้านยังมีกลิ่นใหม่เหลืออยู่ แต่โดยรวมดูสะอาดดีครับ คนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ (แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ ก็มีคนมานั่งต่อเรื่อยๆ แฮะ)

บรรยากาศภายในร้าน Moshi Moshi ครับ

กำลังคิดจะสั่งอาหาร

หลังจากลองหยิบเมนูขึ้นมาดูก็เห็นว่ามีแต่บุฟเฟต์ ราคา 450 บาทครับ โดยรวมก็คล้ายๆ ร้านอื่นๆ แต่เท่าที่ดูแปลกๆ ก็มีเบคอนพันเห็ดเข็มทอง, ส่วนเนื้อมีให้เลือกสามแบบ ออ,, มีลิ้นวัวด้วยครับ อิอิ

เมนูรายการอาหารบุฟเฟต์

ส่วนมองไปทางขอบโต๊ะก็เห็นเครื่องปรุงครับ มันสร้างความสับสนแก่ผมยิ่งนัก เนื่องจากขวดน้ำจิ้มและขวดน้ำมะนาวต่างเป็นสีขาว แถมโต๊ะที่ผมไปนั่งดันแปะฉลากผิดอีก เทออกมาเลยกลายเป็นน้ำมะนาวเต็ม แถมเวลาเทก็คุมปริมาณน้ำจิ้มยากอยู่เหมือนกัน

เหล่าบรรดาน้ำจิ้มและเครื่องปรุงทั้งหลาย คริๆๆๆ

ส่วนเครื่องดื่มก็ทั่วๆ ไปครับ ชอบตรงที่มีให้เราเลือกหลากหลายดี ทั้งน้ำเปล่า ชาบาร์เลย์ และน้ำอัดลม

ค่อยๆ จัดมาทีละเมนู!!

นั่งสำนึกเมนูจนได้ที่แล้วก็พยายามจัดมาทุกอย่างครับ เอาตั้งแต่เบสิกๆ ก่อน
เริ่มที่ข้าวกระเทียมครับ ส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่ มันยังไม่เข้าถึงพอ

ข้าวกระเทียมกลางๆ ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่

ผักยำของร้าน Mochi ,, อันนี้ใช้ได้ ให้อารมณ์แบบตำไทยสไตล์เกาหลี กินกับเนื้อโอเคอยู่

ผักยำของ Moshi ครับ ,, ลองสั่งมาดูก็โออยู่

เริ่มมาด้วยเห็ดออรินจิครับ ชิ้นใหญ่ดีเหมือนกัน ราดซ๊อสเป็นวงกลมด้านหน้า

เห็ดออรินจิครับ ชิ้นใหญ่ดีครับ

แล้วก็เป็นกุ้งแม่น้ำครับ ,, อันนี้ผมไม่ได้กินแฮะ ขี้เกียจแกะ ถ้ามีบริการแกะให้จะดีมาก

กุ้งแม่น้ำครับ ดูก็โอเคอยู่ ,, ถ้าแกะให้จะดีมาก อิอิ

ปลาแซลม่อนครับ มาแบบเป็นชิ้นๆ ขนาดกำลังพอดี ราดน้ำจิ้มมาให้ ดูน่ากินดีครับ เท่าที่ลองกินก็สดใช้ได้ครับ แต่อาจต้องปิ้งนานนิดนึง เดี๋ยวตรงกลางจะไม่สุก

ปลาแซลม่อนขนาดพอดีคำครับ

ต่อไปเป็นปลาหมึกครับ พ่อครัวเค้าหั่นมารูปทรงแปลกๆ แต่พอย่างแล้วอร่อยดีนะครับ สดใช้ได้ ,, อยากสั่งอีกจานแต่ทีมงานบนโต๊ะบอกว่าปลาหมึกแคลอรี่เยอะ จะเอาแต่เนื้อวัว (เอ่อ,,, กินแบบนี้แคลอรี่ก็เยอะหมดแหละครับ)

นั่นแน่!!! ดูออกไหมครับว่านี่คือปลาหมึก

ต่อไปเป็นเบคอนพันเห็ดเข็มทองครับ รูปลักษณ์ดูดี แต่เอาไปย่างจริงๆ แล้วไม่ค่อยโดนอย่างที่คิดแฮะ แอบผิดหวังเบาๆ อาจเป็นเพราะเราคาดหวังสูงเกินไปหน่อย

เบคอนพันเห็ดเข็มทองครับ ชิมแล้วไม่ค่อยโดนอย่างที่คิด

จากนั้นก็เป็นไก่ครับ รูปร่างกระจุ๋มกระจิ๋ม ท่าทางดูสวยดี อัดเป็นก้อนซะงดงาม รสชาติก็โอเคครับ

ไก่ราดซ้อสพร้อม ขนาดพอดีคำครับ

ต่อมาก็เป็นหมูครับ เป็นหมูสันคอและเบคอนครับ โดยรวมถือว่ากลางๆ ตามมาตรฐานร้านเนื้อย่าง
ผมว่าก็โอเคนะ สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเนื้อก็มาเลือกกินหมูเอาแทนได้

อันนี้หมูสันคอ รสชาติถือว่าไม่เลวครับ
หมูอะไรซักอย่างนี่แหละครับ ดูน่ากินดี แต่มันเยอะไปหน่อย

ต่อมาก็ถึงตระกูลเนื้อวัวบ้างครับ เริ่มที่เนื้อติดมันครับ ราดซอสหมักมาให้พร้อม น่ากินดีครับ หลังจากเอาไปย่างพอดีๆ รสชาติถือว่าไม่เลวเลยครับ

เนื้อติดมัน เอามาย่างแล้วแหล่มดีครับ

ต่อมาเป็นลิ้นวัวหมักเกลือและพริกไทยมาครับ สำหรับคนชอบลิ้นอย่างผมก็ต้องบอกว่าน่ากินมากๆ อิอิ

ลิ้นวัวหมักเกลือและพริกไทยมาแบบเต็มจาน

ต่อไปเป็นเนื้อสันครับ ส่วนตัวผมว่าเนื้อสันที่นี่โอมากครับ นุ่มกำลังพอดี ไม่เหนียวหรือด้านเกินไป เอามาย่างไฟพอสุกแล้วเอามาสะเด็ดกับน้ำจิ้มนิดนึงถือว่าอร่อยเลย

เนื้อสันของ Moshi Moshi แหล่มไม่เลวเลยครับ

สุดท้ายเป็นเนื้อติดมันครับ เนื้อนุ่มดี มีมันแทรกเป็นระยะๆ มาพร้อมกับซ้อสหมัก รสชาติโอเคครับ

เนื้อลายมันครับ เป็นลายสวยงามกันเลยทีเดียว

เมื่อของต่างๆ มาครบ เราก็มาปิ้งกันเถอะ

รอจนได้เมนูต่างๆ มาครบ ก็เอาสารพัดเมนูลงตะแกรงพร้อมๆ กัน สภาพมันเลยเป็นแบบนี้ครับ จะดูเยินๆ นิดนึง ฮาๆๆๆ,, เสียงฉ่าๆ ของเนื้อย่างฟาดลงบนตะแกรง กุ้งเปลี่ยนเป็นสีแดง และมีกลิ่นหอมของถ่านไม้ โอยยยย หิวมากมาย!!!

จัดหนักของทุกอย่างลงตะแกรงได้ครับ โอ๊สสสสสส!!!

เนื้อที่ย่างกำลังพอดี เอามาสัมผัสกับน้ำจิ้มเบาๆ ก่อนที่จะผ่านริมฝีปากและรับรู้รสชาติผ่านลิ้น!! โอยยยย สุดยอด

เอาเนื้อย่างเราไปจิ้มกับน้ำจิ้มที่เราปรุงรสมาอย่างดี

ซัดกันโหดมาก แต่มันก็ยังไม่หมดครับ เรายังมีของหวานกันอีก
ที่นี่เราเลือกของหวานได้ 2 อย่างคือน้ำแข็งไสถั่วแดง และน้ำแข็งไสสตรอเบอร์รี่ ,, ส่วนตัวถั่วแดงที่นี่แอบเค็มไปนิด ส่วนสตรอเบอร์รี่ถือว่าแหล่มเลยล่ะครับ

น้ำแข็งไสถั่วแดง รสชาติมาตรฐาน ออกเค็มๆ นิดๆ
น้ำแข็งไสสตรอเบอร์รี่ กับสตรอเบอร์รี่สดราดนมข้นหวาน

อิ่มมากมายครับ

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมว่ารสชาติอาหารเค้าก็โอเคแหละครับ คล้ายๆ กับร้านเนื้อย่างที่เปิดทั่วๆ ไปในระดับราคาบุฟเฟ่ต์ราคาเท่านี้ (แต่ถ้าส่วนตัวผมว่า 450 ออกจะแพงไปนิดนึงนะครับ) คุณภาพเนื้อเค้าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ส่วนรสชาติอาหารอย่างอื่นๆ ก็ใช้ได้ครับ แต่เบคอนพันเห็ดแอบทำผมผิดหวังเบาๆ (หรืออาจเพราะเราย่างไม่เป็นเองหว่า)
ส่วนที่ผมว่าอาจต้องจูนกันหน่อยคือเรื่องบริการครับ ซึ่งร้านที่เปิดใหม่มักมีปัญหาด้านนี้เสมอ คล้ายๆ อารมณ์ว่ายังไม่ค่อยเข้าเข้าขากันซักเท่าไหร่ ลองเปิดไปซักช่วงคงจะดีขึ้น ,, อีกเรื่องที่ผมมองเป็นจุดอ่อนของร้านคือร้านหายากครับ เพราะร้านอยู่ชั้นสอง แถมจากถนนมองป้ายไม่ชัดเจนเท่าไหร่ มองหายากจริงๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนนี่ลำบากมาก แถมข้างล่างยังมีร้านชาบูชั้นดีอย่างโดนาเบะดักคออีกดอก เฮือกกก

ลืมบอกว่า ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนกันยายนเค้ามีโปรโมชันด้วย มา 4 จ่าย 3 นะครับ,, หารๆ เฉลี่ยแล้วตกคนสามร้อยกว่าบาท ถือว่าใช้ได้เลยกับราคาแบบนี้กับคุณภาพเนื้อแบบนี้ครับ

Michizure — Okonomiyaki

โจทย์วันนี้ของการตะลอนกินคือ “ร้านอะไรก็ได้ที่แนวและคนไม่เยอะ”

เนื่องจากเมื่อวาน 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
จึงไม่แปลกที่ร้านรวงต่างๆ จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย
เห็นบางร้านยืนต่อคิวกันเป็นสิบแล้วก็แอบงงๆ เหมือนกันว่าทำไมคนมันเยอะแบบนี้
และแล้วโดยโจทย์ข้างต้น คุณ @ouimu จึงเป็นผู้เสนอร้านนี้ขึ้นมา
ร้านนี้ชื่อว่า みちづれ หรือ Michizure ครับ เป็นร้านโอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ หรือพิซซ่าญี่ปุ่น

ทำเลที่ตั้งและบรรยากาศของร้านนี้

ร้านนี้อยู่ในซอยเอกมัยครับ เข้ามาเรื่อยๆ จะอยู่ในโซนที่เรียกว่าเอกมัย ช๊อปปิ้ง มอลล์
พูดง่ายๆ จาก BTS เข้าซอยเอกมัยมาจนเจอร้านไก่ย่างทางซ้ายก็ให้มองทางขวามาจะเห็น Health land
ซึ่งถ้าเทียบแล้วแถวๆ นั้นมันจะประมาณเอกมัยซอยสิบได้ (มันจะยังไม่ถึงสี่แยกไฟเขียวไฟแดงนะ)
จากนั้นก็เตรียมเลี้ยวขวาเข้าไปได้เลยครับ ตรงเวิ้งๆ หน่อยครับ แอบมีต้นไม้ๆ
ในเวิ้งนั้นเราจอดรถได้นะครับ แต่อย่าลืมเอาบัตรจอดรถไปปั้มด้วย


View Michizure in a larger map

ถ้าเลี้ยวเข้าไปให้สังเกตร้านครับ หาไม่ยาก ร้านแนวๆ ญี่ปุ่น ชั้น 1 ห้องแถวห้องเดียว
อยู่แถวๆ กับห้องอัดของ Smallroom ครับ

หน้าร้าน Michizure ครับ

พอเดินเข้ามาแล้วบรรยากาศก็ออกแนวญี่ปุ่นดีครับ ตกแต่งร้านใช้ได้ เหมาะสำหรับนั่งขำๆ
คือถ้าจะนั่งโต๊ะก็เป็นโต๊ะสำหรับนั่ง 4 คนต่อเพิ่มลำบาก หรือไม่ก็นั่ง Counter ไปเลย

บรรยากาศการตกแต่งร้านครับ
ส่วนของ Counter ที่ร้านครับ

แต่ถ้านั่ง Counter เราจะไม่มีเจ้ากระทะอุ่นร้อนครับ…

บนโต๊ะมีกระทะอุ่นร้อนด้วย

พูดตรงๆ ผมไม่เคยกิน Okonomiyaki แบบนี้เลยแฮะ
ที่เคยกินมีสองครั้ง ครั้งแรกที่ร้านอาหารญี่ปุ่นภูเขาไฟ อีกที่ก็บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น และไม่ประทับใจสองครั้ง
คือว่าที่กินมันเป็นแป้งราดซ๊อสและน้ำมันเยิ้มๆ แหวะๆ เลี่ยนๆ
ครั้งนี้ดูโหงวเฮ้งร้านแล้วน่าจะดี หวังว่าจะไม่เจอประสบการณ์ไม่ดีๆ อีก

ได้คุยกับเจ้าของร้านด้วย

ระหว่างนั้นผมก็ได้คุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน ไม่ทราบชื่อครับ (ฮาๆ)
คุยกันรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง ผมถามอังกฤษ แกตอบเป็นญี่ปุ่นมั่ง กว่าจะรู้เรื่องก็จูนกันนานทีเดียว
คือตอนแรกกะว่าจะมาขอถ่ายรูปเพราะหน้าร้านแปะป้ายห้ามไว้ แต่หลังๆ เลยยิงยาวครับ

คุณป้าเจ้าของร้าน ใจดีๆ ครับ

เท่าที่คุยและจับใจความได้คือ ร้านนี้เปิดมาจะครบ 8 ปีในวันที่ 23 สิงหาคมนี้
ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น. ครับ เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ที่จะปิด
แล้วแกก็ให้เบอร์โทรมาครับ 02-7141119 ครับ เผื่อสำรองที่นั่ง อะฮิๆๆ

เริ่มสั่งอาหารเลยดีกว่า

เริ่มแรกก่อนอื่นก็นำมาด้วยชาเขียวครับ เป็นชาเขียวเย็นใส่กระบอกมาเลย
โดยรวมรสชาติใช้ได้ครับ คล้ายๆ กับเถ้าแก่น้อย หอมดี ไม่ข้นกากมาก
มาพร้อมกับจานและตะหลิวจิ๋ว

ชาเขียวเย็นพร้อมเสิร์ฟ
ชุดจานและตะหลิวจิ๋ว เตรียมพร้อม!!!

จากนั้นผมและผองเพื่อนก็สั่งไปเยอะเลยครับ ก็เลยแอบไปดูพี่ๆ เค้าทำ
ดูๆ ก็แอบงงๆ ว่าทำโอโคโนมิยากิให้เราแล้ว… จะเอาถาดร้อนมาให้เราอีกทำไมหว่า

แอบดูพี่เค้าทำโอโคโนมิยากิ น่ากินดี
ส่วนนี่ มุมทาโกยากิครับ

จากนั้นก็รอครับ … รอนานเหมือนกัน นี่ขนาดคนไม่เยอะนะเนี่ย
ที่รอนานนี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ คือมันหอมและก็ยั่วสุดๆ กลิ่นตลบอบอวลในร้าน หิว!!!

จากนั้น ทางร้านก็ส่งแนวหน้ามาครับ เป็นทาโกยากิหน้าชีส น่ากินมากมาย

ทาโกยากิหน้าชีส แหล่มๆๆๆ

พอกำลังจะหยิบกิน โอโคโนมิยากิจานแรกก็มาแล้วครับ เป็นหน้าหมู-กุ้ง หอมมากๆ
และเมื่อมาถึง มันก็ถูกวางบนถาดอุ่นร้อนที่เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว

โอโคโนมิยากิหน้าหมู-กุ้ง หิวๆๆๆๆ

คือร้านจะทำโอโคโนมิยากิมาให้เราสุกในระดับนึง แต่ยังไม่แหล่มมากสำหรับคนชอบสุกๆ หน่อย
โดยไอ้ถาดเนี่ยมันจะร้อนๆ ให้เราโอโคโนมิยากิเอามาปิ้งต่อเองครับ อาจตัดแบ่งปิ้งต่อ หรือยังไงก็ตามสะดวก
(แต่ผมแนะนำว่าควรเอามาปิ้งต่อหน่อยนึงนะครับ ให้กรอบนิดๆ เกรียมหน่อยๆ)
รวมทั้งเรายังปรุงรสทั้งทาโกยากิและโอโคโนมิยากิของเราได้ด้วยมายองเนส, ซ้อสยากิ, และสาหร่าย+ปลาป่น

ซ๊อสยากิสองรสเผ็ดและหวาน (ชิมแล้วคล้ายๆ กัน)
ปลาป่นกับสาหร่าย ต้องใส่เยอะๆๆๆ อร่อยๆๆๆ

เมื่อปรุงรสของทาโกยากิด้วยมายองเนส ซ๊อส ปลาป่น สาหร่าย ฯลฯ แล้ว
หน้าตามันก็จะเป็นแบบนี้ครับ ซึ่มผมชิมแล้ว,,, แหล่มมากมาย

ทาโกยากิลูกพี่ใส่เครื่องซะเต็มเหยียด.. น่ากินดีมากครับ

ส่วนโอโคโนมิยากิ คุณ @darkmasterxxx ก็เสนอแนวทางการกินไว้สองแบบ
แบบแรกคือปรุง(บนถาด)ก่อนหั่น

ขอแบ่งเองแล้วค่อยไปปรุงแยก

กับอีกแบบคือหั่นก่อนปรุง(ในจาน) ครับ

หรือจะเอาแบบปรุงรสไปบนถาดเลยก็อร่อยอีกแบบ

ส่วนตัวผมนะครับ ชอบแบบหั่นก่อนแล้วมาปรุงเองทีหลังมากกว่า
อย่างแรก เพราะเราสามารถปรับความสุกของสองด้านให้เท่าๆ กันได้ แถมไม่เลอะเทอะบนถาดมาก เพราะถ้าเลอะเมื่อไหร่รอมันแห้งมันจะเป็นคราบๆ ถาดจะไม่ลื่นสมูธเหมือนเดิม แถมคนเก็บก็ต้องมาขัดถูกอีก
เพราะผมชอบใส่เครื่องเยอะๆ ครับ เยอะจนเละไปเลย แบบรูปเลย อะฮิๆๆ

ใส่กันแบบนี้ละครับ ใส่เยอะๆๆๆ อร่อยดี

ชิ้นแรกหมดเร็วมากๆ ก็สั่งเพิ่มครับ ถ้าทิ้งช่วงไปจะรอนานเหมือนกัน แนะนำว่าก่อนจะหมดให้สั่งต่อเลย
ชิ้นต่อมาเป็นหน้าเนื้อตุ๋นครับ เห็นเป็นก้อนเนื้อสี่เหลี่ยมสามเหลี่ยมโปะข้างหน้า
รสชาติขิงตัวเนื้อไม่เลวครับ อร่อยดี เอามาแก้ขัดจังหวะหิวเนื้อได้บ้าง

อันนี้หน้าเนื้อตุ๋น

กับอีกชิ้นนึงเป็นหน้าปลาหมึกทาโกะครับ โอเคครับ อร่อยดี

โอโคโนมิยากิหน้าปลาหมึกพอล
อร่อยดีนะ แต่กินเยอะๆ ก็เริ่มอิ่มเหมือนกัน

หลังจากกินไปหลายๆ อย่างก็เริ่มอิ่มละครับ
จริงๆ หน้าเค้ามีให้เลือกเยอะมาก คิดว่ากินครึ่งเดือนก็ไม่หมด ทั้งเนื้อ หมู ไก่ ชีส ซีฟู๊ด ฯลฯ
ราคาจานนึงก็ประมาณ 150 -200 นะครับ แพงเหมือนกัน แต่ก็ดีกว่าที่ผมเคยกินมาเยอะอะครับ
(อีกอย่าง ที่ร้านมีบริการห่อกลับบ้านด้วยนะครับ)

ที่มากินวันนี้ครับ

ก่อนอื่นผมรู้สึกดีมากที่ได้เปิดตลาดโอโคโนมิยากิ ซึ่งผมอยู่กับฝันร้ายมาหลายครั้ง
โดยส่วนตัว ผมว่ามันก็อร่อยดีนะครับ อารมณ์คล้ายๆ แป้งทอดปรุงรส แล้วใสหน้าต่างๆ

บรรยากาศ Yummy มากๆๆๆ

ถ้าถามว่าอร่อยมากไหม ผมว่า บรรยากาศการกินและบรรยากาศร้านแอบบสำคัญกว่า
การที่เจ้าของร้านมาคอยบริการ การที่ได้เรามานั่งกินกับเพื่อนๆ มันเพิ่มรสชาติอาหารได้ดีมาก
แต่จุดที่ผมชอบร้านนี้ในส่วนของอาหารคือเค้าทำสุกมาให้หน่อยนึง กับการที่เราเติมเครื่องต่างๆ ได้เอง
สะใจดีครับ ลองนั่นลองนี่ได้เต็มที่ กรอบมากกรอบน้อยก็แล้วแต่เราจะต้องการ

เอิ้กๆๆๆ ไว้คราวหน้าผ่านแล้วจะมากินใหม่ คริๆๆ

เนื้อย่าง เตาถ่าน

ศึกสงครามเนื้อย่างยังไม่จบ!!
ยิ่งตระเวนกินไปหลายๆ ร้าน พบว่า ร้านเนื้อย่างต่างๆ กลับผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
คิดว่าเราคงได้ล้มฝูงวัวทุกวันเพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพมาให้ซัดบนเตาทุกวัน
วันนี้ก็จะพาไปอีกร้านครับ ชื่อ ร้านเนื้อย่างเตาถ่านหรือ Paradise Yakiniku

หน้าร้าน เนื้อย่าง เตาถ่าน

ตำแหน่งที่ตั้ง และบรรยากาศโดยทั่วไป

ร้านนี่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยครับ ง่ายๆ ลง BTS ที่สถานีเอกมัย สังเกตเห็นว่ามีร้านบ้านไร่กาแฟครับ
จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเดินอาจไกลไปนิดนึง
เลยสี่แยกเอกมัยซอย5 มาหน่อยนึง ตรงข้ามร้านนั่งเล่นครับ มองเข้าไปนิดๆ ในซอยแถบๆ โครงการปาร์คอเวนิวโฮมออฟฟิศ ก็จะเห็นร้านเตาถ่านอยู่


View เตาถ่าน Paradise Yakiniku in a larger map

ที่ร้านเปิดทุกวันเฉพาะตอนเย็นๆ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนที่เบอร์ 0-2714-4534, 08-6616-6195 ครับ และนี่เป็นร้านแรกที่ผมแนะนำว่าควรโทรมาจอง โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะที่ร้านมันเต็มเร็วแบบงงๆ แถมที่นั่งในร้านก็ไม่เยอะมาก

บรรยากาศในร้าน -- ตอนเริ่มเปิด
คนงอกแบบงงๆๆๆ หลังกินไปประมาณเกือบชั่วโมง

คนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ
สั่งอาหารดีกว่าครับ

รายการเมนูต่างๆ

จากนั้นพนักงานก็ส่งเมนูมาให้ครับ ออกแนวเยินนิดๆ ผ่านการใช้งานมายาวนาน
รายการอาหารมีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และอลาคาร์ทครับ บุฟเฟ่ต์ราคา 389 บาท ไม่รวมน้ำครับ
ที่ร้านมีบริการลิ้นวัวด้วย แต่เสียดาย ไม่อยู่ในลิสต์ของบุฟเฟต์ ส่วนเนื้อใบบัวก็น่าสนใจแต่ก็ต้องสั่งแยก

เมนูอาหารของบุฟเฟ่ต์ครับ

สรุปกินตามที่มีในบุฟเฟต์พอแล้วครับ
ซึ่งมันตรงกับข้อแนะนำอย่างที่สองของผมคือ อย่าสั่งทีละหลายจาน
โดยเฉพาะไปกินกันคนสองคน คิดว่าจะซัดโฮกสามคำหมดจาน ป๋าขอเตือนไว้ก่อนเลย เพราะจานใหญ่มาก
และเนื้อก็อัดแน่นๆ เต็มจาน เยอะได้อีกอะ

เนื้อวัวมาแล้วววว จานใหญ่อัดมาเต็มๆ
เนื้อหมูจานโตไม่แพ้กัน

หากไม่ดูคูณภาพเนื้อ ผมก็แอบเซ็งนิดๆ
คือที่ร้านเค้าจะหั่นสไลด์เนื้อใส่จาน แล้วก็เอามาวางซ้อนๆๆ กัน พอมีลูกค้ามาสั่งก็จะหยิบมาเสิร์ฟได้เลย เร็วดี
แต่ข้อเสียคือ คุณภาพของเนื้อจะลดลงไปมากๆ ครับ แม้เป็นเนื้อแช่แข็งเหมือนกันก็ตาม
ลองสังเกตจากรอยกดของจานชั้นบนมาบนตัวเนื้อที่วางชั้นล่างก็ได้ เนื้อจะบอบช้ำ

ส่วนลายเนื้อหรือคุณภาพเนื้อแต่ละส่วนก็โอเคครับในระดับของบุฟเฟ่ต์
อีกทั้งที่ร้านเป็นเนื้อที่ไม่ได้หมักหรือราดซ๊อส ความสดจึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

เนื้อหนอกครับ
เนื้อรวมหลากแบบ (ไฟร้านสีเหลือง เลยถ่ายแล้วไม่ค่อยสวย)

นอกจากเนื้อวัวก็ยังมีอย่างอื่นๆ ที่อร่อยใช้ได้อีกนะครับ
ทั้งเนื้อหมู เนื้อปลา ไก่ ปลาหมึก (แต่ร้านใช้ไฟเหลือง ผมพยายามปรับ WB แต่ไม่ไหวจริงๆ)
แต่ปัญหาก็คล้ายๆ เนื้อวัวคือเหมือนทำเตรียมทิ้งไว้ ทำให้ดูไม่ค่อยแจ่มมาก

เบคอนจ้า
เนื้อปลาดอรี่หั่นชิ้น
เนื้อปลาหมึกครับ

จริงๆ ในบุฟเฟต์ก็ยังมีของอื่นๆ ให้สั่งอีกมากมายนะครับ ที่แหล่มๆ คือเห็ดออรินจิ

เห็ดออรินจิ แหล่มๆ ดี

ส่วนสิ่งต้องห้ามที่วันนั้นผมไปกินแล้วไม่โดนเลย คือ ข้าวกระเทียม ไม่ถูกปากอย่างแรง

ข้าวกระเทียมไม่ถูกปากผมเท่าไหร่นะ ส่วนซุปโออยู่

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็มาลุยกัน

ของที่สั่งมาครบ เตาพร้อม ไฟพร้อม …
แต่ดูไปดูมา เยอะเหมือนกัน จะกินหมดเหรอเนี่ยยย เนื้อจานนึงก็เบ้อเริ่ม เอิ่มมมมมม

โอเค ทุกอย่างสั่งมาครบ

ก่อนลุยเราก็ต้องมีตระเตรียมน้ำจิ้มนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าขาดรสชาติ
เติมพริกมะนาวหน่อย แถมด้วยกระเทียมบดเยอะๆๆๆๆ

อะอ้าววววว++ น้ำจิ้มครับ

แล้วก็ซัดกันเลยปะหละครับ…

แต่สิ่งที่ผมว่าแหล่มมากๆ ในร้านคือส่วนกระทะ/ตะแกรงที่เรามาวางบนเตาถ่านนี่แหละครับ
มันทำมาจากตัวเทฟลอน (มั้งครับ) ร้อนเร็วรุนแรงมาก วางแป๊บเดียวก็สุก (ยิ่งชอบดิบๆ หน่อยนี่ห้ามวางเพลิน)
แถมเวลาเนื้อสุกแล้ว ผมสังเกตว่า ตัวของเนื้อมันจะไม่ไหม้ต่อด้วย ดึงออกกระทะก็ไม่ยาก
แต่ส่วนที่ไหม้ๆ มันก็จะติดตรึงบริเวณเทฟลอน แล้วลอกออกด้านข้างเอง ทิชชูเช็ดออกสบายๆ ไม่ต้องเปลี่ยนตะแกรง
เก๋ไปอีกแบบดีครับ

กระทะแบบเทฟล่อน = เทพ ล่อน
ปลาหมึกและดอรี่บนกระทะเทฟล่อน

สรุปคือ แทบจะไม่มีเนื้อไหม้เลย ปิ้งได้สบายๆ เรื่อยๆ ดีครับ
เนื้อสุกดี (แต่ส่วนตัวผมชอบแนว rare หน่อยนึง ทำให้กับผมมันสุกไปนิดๆ) ก็เอาลงน้ำจิ้มครับ

ได้กับน้ำจิ้มแล้วอร่อยดีครับ
เนื้อย่างกำลังพอดีครับ น่ากินๆๆๆ

อย่าลืมนะครับ… อย่าเอามาทีละหลายจาน เนื้อมันเยอะจริง วันนั้นเกือบกินไม่หมดแน่ะ

ที่กินมาวันนี้

โดยรวมผมถือว่าเป็นร้านที่กลางๆ นะ แต่คนเยอะมากๆ ในวันที่ผมไป อาจเป็นเพราะทำเลได้ด้วยส่วนนึง
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าทางร้านยังต้องมีการปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ดังที่กล่าวไป
ซึ่งหากปรับปรุงในจุดนี้ ก็จะช่วยเสริมจุดแข็งของทางร้านและยังจะทำให้ร้านพัฒนาขึ้นไปในหลายๆ เรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องกระทะ ส่วนตัวผมว่ามันเก๋ดีนะ เนื้อก็ไม่ไหม้ น้ำมันก็ไม่ต้องใส่ แถมสุกไวดีด้วย
แต่ยังไง ผมก็ชอบกินแบบมีกลิ่นไหม้ๆ นิดนึงนะ เหม็นถ่านหน่อยๆ มันมีเสน่ห์ดี

มาจกบุฟเฟ่ต์ที่ร้านเตาถ่านได้ครับ

(ปล – ข้าวกระเทียมไม่โดนใจผมอย่างแรงฮะ T T)