Muso by Suan-Kularb

จริงๆ ช่วงนี้ผมจะพยายามผลิต Entry ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์บ้าง
แต่ทำไปทำมา เนื้อหาที่มีใน stock ก็มีแต่ของกินทั้งนั้น
ครั้งนี้ก็เป็นของกินอีกเหมือนกัน แถมเป็นเนื้อ + มีบุฟเฟ่ต์ด้วย (อีกละ)
ร้านที่จะพาไปนี้ชื่อ Muso ครับ

หากร่างกายท่านกำลังต้องการเรียกร้องหาเนื้อย่าง แนะนำร้านนี้ครับ Muso

ที่ตั้งและทำเลของร้านนี้

ร้านนี้อยู่แถวๆ ถ.พระรามหกครับ ให้เราเข้าซอยมาทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นซอยที่ตรงข้ามกับทางลงทางด่วน
คือวิชัยยุทธมันจะมีสองที่ พูดง่ายๆ อย่าไปเข้าซอยที่เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ให้เข้าซอยก่อนหน้า
จำไม่ผิดซอยนี้จะชื่อว่า ถ.เศรษฐศิริครับ เข้ามาอีกประมาณ 300 เมตรก็จะเจอร้านอยู่ทางขวาก่อนออกไปเจอทางรถไฟ
ไปตามแผนที่ข้างล่างได้เลยครับ


View MUSO in a larger map

สนใจโทรมาจองได้ครับที่ 02-6199941 ร้านเปิดทุกวัน 10.30-22.30 น ครับ
หน้าร้านเค้าก็ออกแนวไฮโซครับ ดูดีมีชาติตระกูลเลยทีเดียว

หน้าร้าน Muso ที่จะมาชิมครับ

ลองเข้ามาดูในร้านดูหรูหราโอ่โถงมากๆ ครับ มีชั้นหนึ่งกับระเบียงนิดนึง
แถมที่ร้านเค้าแบ่งโซนชัดเจนว่าจะกินปิ้งย่างหรือชาบู,, วันนี้ผมกินปิ้งย่างโดยได้นั่งที่ระเบียงครับ
เท่าที่สังเกตร้านค่อนข้างใหม่ พนักงานไม่น้อย แถมลูกค้าก็เยอะดีด้วย

บรรยากาศจากระเบียงของร้าน คนเยอะจริงๆ

บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 399 บาทเน็ท แต่เราสามารถสั่งเมนูพิเศษมาเติมได้ แต่ส่วนตัวแค่ในรายหการก็เยอะแล้วครับ

เมนูอาหารของที่ร้าน

เมื่อที่ทางพร้อม น้องเด็กเสิร์ฟก็เอาเมนูอันเท่าบ้านความหนาหนึ่งหน้ามาให้ครับ
หน้านึงเป็นฝั่งชาบู-ปิ้งย่าง อีกฝั่งเป็นซูชิ และอื่นๆ ครับ

เมนูคร้าบบบบบ (เฉพาะฝั่งปิ้งย่าง-ชาบู)

ที่ร้านมีบริการทั้งยากินิขุและชาบูบุฟเฟต์ และมีซูชิอลาคาร์ท สังเกคจากเมนูและโต๊ะข้างๆ ก็ดูน่ากินอยู่
แถมซูชิที่เห็นในลิสท์นี่ก็เยอะมาก ราคาระดับนึง แต่ในจุดนี้ ขอล้มวัวให้คุ้มค่าบุฟก่อนนะครับ

จากนั้นตามมาตรฐานผมก็สั่งเนื้อชุดใหญ่และเครื่องเคราอื่นๆ ไป
แต่จากเมนู ถ้าสังเกตดีๆ จะมีช่วงนึงที่อ่านแล้วจะงงๆ เกี่ยวกับน้ำจิ้มชื่อแปลกๆ มากมาย …
ซึ่งน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะก็ไม่เห็นเหมือนน้ำจิ้มในเมนูเลย

ชุดน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะครับ

และแล้ว อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มตั้งแต่ชาเขียวมาเสิร์ฟแล้วครับ อร่อยดี มีกลิ่นเถ้าแก่น้อยปนๆ อยู่ในระดับนึง
จากนั้นพวกเนื้อ-หมู-ไก่-ปลา-ผัก-อาหารต่างๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ แต่ละอย่างน่ากินมากมาย เอิ้กๆๆ

กุ้งครับ ขนาดตัวไม่โตมาก แต่โดยรวมสดดี
ปลาหมึก ตัวไม่โตมาก แต่ให้มาเต็มตัว
หมูสันคอแผ่นโตมากๆ
เนื้อไก่หมัก ก็โอนะครับ (ผมไม่ค่อยชอบกินไก่)
เห็ดออรินจิชิ้นโต ราดซ้อสมาพร้อม

ส่วนที่ผมชอบคือปลาเค้าเอาใส่ฟอยล์มา ดูเอาใจใส่ดี
เพราะถ้าเอาแซลมอลปิ้งสดๆ เนื้ออาจเละและติดคาตะแกรงได้ รวมทั้งสุกไม่ทั่วถึงได้
การใส่ฟอยล์ก็จะทำให้ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไป แต่ก็จะลำบากนิดๆ ที่มันจะกินที่ และสังเกตยากว่าข้างในสุกหรือเปล่า
และผมแนะนำว่าถ้าปิ้งเสร็จ แนะนำให้เทน้ำที่ออกมาในฟอยล์ระหว่างปิ้งด้วยครับ

ปลาแซลมอนในฟอยล์ครับ พิถีพิถันดี

อีกอันที่น่ากิน และชิมจริงก็อร่อยคือซี่โครงหมูครับ
เป็นส่วนหมูที่ติดกระดูกมาแทะมันดี บางีก็ติดกระดูกอ่อนมาเคี้ยวกร๊วบๆๆๆ ม่วนชื่น

ซี่โครงหมูแหล่มหลาย เด็ดสะระตี่เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นโซนเนื้อครับ ในเมนูบุฟเฟต์มีเนื้อบริการสองแบบ เป็นเนื้อสันและเนื้อติดมันครับ
มีให้เลือกน้อยไปหน่อย แต่คุณภาพเนื้อเค้าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยนะครับ

เนื้อติดมันคุณภาพเยี่ยมมาก
เนื้อสันมันน้อย แต่ไม่ด้าน เนื้อนุ่มกำลังน่ากิน

ชุดข้าวกระเทียมและกิมจิครับ ข้าวกระเทียมแหล่มใช้ได้ กิมจิโอเคเลยครับ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

ข้าวกระเทียมผัดได้หอมมันใช้ได้
กิมจิรสไม่จัดมาก ออกรสหวานๆ หน่อย อร่อยดี

ปริศนาแห่งน้ำจิ้ม !!!

หลังจากที่ผมถามน้องเด็กเสิร์ฟว่าไอ้น้ำจิ้มสี่อย่างคืออะไร แกก็พยายามอธิบายแต่มันก็งงๆๆ
และแล้วปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง เมื่อน้องเค้าเอาเจ้านี่มาเสิร์ฟครับ!!

ซ้อสหมักสี่ฤดู (ตั้งเอง) แห่งร้าน Muso ครับ

จริงๆ มันไม่ใช่น้ำจิ้ม แต่มันเป็นซ้อสหมัก เอามาราดเนื้อสัตว์หรือผักก่อนที่จะเอาไปปิ้งย่าง
ซึ่งซอสหมักแต่ละแบบก็จะเหมาะกันกับอาหารที่ต่างกันไป ได้แก่

  • เกลือ : เหมาะกับเนื่อหมู แกะ รสชาติเค็มมากๆ (เพราะมันเป็นเกลือนี่นา)
  • ซ๊อสมูโซะ : เป็นซ้อสพิเศษจากทางร้าน ออกแนวซีอิ้วญี่ปุ่นที่ไม่เค็มมาก รสชาติกลมกล่อม
  • เนยกระเทียม : เป็นเนยบดรวมกับกระเทียม หอมอร่อยมากๆ ตามเมนูบอกว่าเหมาะกับแซลม่อน แต่ผมว่ามันเหมาะกับแทบทุกอย่างเลย ชอบมากๆ ป้ายๆ ไปมันจะได้อารมณ์อบชีสเลย แหล่มหลายๆ
  • เพสโต้ : ซอสหมักสีเขียว อารมณ์จะเป็นกลิ่นมิ้นท์ๆ นิดๆ เย็นสดชื่นฟุ้งๆ คล้ายๆ ใบกระเพาแต่มันจะละมุนกว่า เอาใส่กับพวกเนื้อสัตว์ก็ดีครับ น่าจะทำมาจากพืชตระกูลมิ้นท์หลายๆ อย่างมารวมกันอย่างลงตัวครับ
ชอบซ๊อสหมักอันนี้สุดแล้ว เนยกระเทียม
อันนี้ราดซ๊อสหมักมูโซ่ลงไปเพิ่ม ดูแล้วคล้ายๆ เดิมแฮะ

เมื่อหมักอะไรๆ พร้อมแล้วก็เริ่มมาปิ้งย่างกันดีกว่า

บรรยากาศการปิ้งย่าง โฮกมากๆ

บรรยากาศการปิ้งย่างก็สนุกดีครับ แรกๆ ก็ไฟแรงดี แรงจนเนื้อไหม้ไปหน่อย
ฟอยล์ที่ห่อนปลาแม้จะเกะกะไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เนื้อปลาข้างในแหล่มมากๆ

เริ่มการปิ้งย่างกันแล้วครับ!!
เนื้อหมักเพสโต้เอามาย่างไฟ แหล่มมากๆ ครับ

แต่ที่ผมว่าแหล่มมากๆ อีกอัน แบบไม่เคยกินมาก่อนคือสับปะรดย่างนี่แหละครับ
รสชาติมันอร่อยขึ้น แถมช่วยคั่นเวลากินเนื้อเลี่ยนๆ ได้ดีเลยทีเดียว
แต่อยากบ่นนิดๆ ว่าวันนั้นไม่มีพนักงานขึ้นมาเปลี่ยนตะแกรงเลย ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตะแกรงเดียว
สงสัยสั่งอาหารเยอะไป จนพนักงานลืม ฮาๆๆๆ

สับปะรดย่าง!! แหล่มแบบไม่น่าเชื่อ

สรุปกินไปหลายจานอยู่ (หลายๆๆๆ) เอิ้กๆๆ อิ่มมากมาย XD

ที่่มากินวันนี้ครับ

เริ่มที่ละจุดเลยละกันนะครับ
การเดินทางผมว่าถ้าคนไม่มีรถจะลำบากนิดนึง เพราะไม่มีรถ BTS หรือ MRT ผ่าน แถมรถเมล์ที่ผ่านแถวนี้ก็น้อย ป้ายจอดก็อยู่ห่าง แต่ถ้าใครเอารถมาผมว่าก็โอเคนะ ที่ร้านเค้ามีที่จอดด้านหน้าได้ประมาณซัก 20 คัน และยังจอดข้างๆ ถนนได้ด้วย

ป้ายหน้าร้าน Muso ชัดเจนมาก

ส่วนสภาพร้านและการบริการโดยรวมที่ผมเจอเองก็โอเคนะครับ ร้านดูใหญ่โตไฮโซโอ่โถงและก็สะอาดดี เครื่องดูดควันก็เยี่ยมครับ พนักงานเยอะดี น้องเค้าก็ให้บริการดีแต่ลืมเปลี่ยนตะแกรง ซึ่งการเปลี่ยนตะแกรงและปรับถ่านให้ร้อนตลอดเป็นอะไรที่สำคัญมาก ร้านที่เริ่ดๆ ไม่จำเป็นต้องสั่งเค้าก็จะมาเปลี่ยนให้อยู่แล้ว อาจทุก 20 นาทีด้วยซ้ำไป

ส่วนเรื่องอาหารผมว่าโอเคนะ ความสดสะอาดโดยรวมถือว่าดี คุณภาพเนื้อวัวผมว่าโอเคเลยนะ อร่อยดี เสียดายที่มีให้เลือกน้อยไปหน่อย (อยากได้หลายแบบกว่านี้ต้องเสียตังเพิ่ม) ปลาห่อฟอลย์ก็แสดงความพิถีพิถันดี เนื้อสัตว์อย่างอื่นก็โอเคครับ ผักสดใช้ได้
แต่ที่ผมว่าแปลกๆ แต่เก๋คือซอสหมักสี่ฤดู (ผมตั้งชื่อเอง) ครับ แรกมีในเมนูผมงงมากๆว่ามันคืออะไรบวกกับความหน้าด้านและอยากรู้ ผมก็เลยให้เค้ายกมาหมดเลย หมักเองป้ายเอง แต่จริงๆ คือเราต้องสั่งให้ร้านเค้าป้ายมาให้น่ะครับ เช่น เอาหมู+เกลือ หรือ แซลมอน+เนยกระเทียม เนื้อติดมัน+เพสโต้ แบบนี้ แต่ผมว่าไอ้ซอสหมักนี่แหละเจ๋งดี เหมือนมันเพิ่มมิติในการกิน โดยเฉพาะเนยกระเทียมและเพสโต้ ซึ่งผมชอบเนยกระเทียมมากๆ ใส่มันหมดทุกแบบ ฮาๆๆๆๆ มันส์

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคเยี่ยมครับ เสียดายที่ไม่มีของหวานร่วมในเมนู แต่ก็ถือว่าเป็นร้านที่น่ามาอีกร้านนึงครับ
สุดท้ายต้องขอบคุณ @narudom และ @plajazz มากครับสำหรับทริปครั้งนี้

เมกูมิ Megumi

หลังจากที่ช่วงนี้ตรากตรำงานมาก ร่างกายต้องการเนื้อวัวอย่างแรง
ทีแรกกะว่าจะไปกินโพน (ยางคำ) ซักหน่อย อารมณ์ต้องการซัดโฮก
แต่ระหว่างที่เดินทางในซอยนวลจันทร์ เราก็พบร้านเนื้อย่างเปิดใหม่ครับชื่อ เมกูมิ

ร้านเปิดใหม่ครับ เมกูมิ

น่าสนใจครับ เลี้ยวเข้าไปชิมหน่อย

เนื่องด้วยเป็นร้านเปิดใหม่ และผมก็เข้าไปกินตั้งแต่วันที่เป็น Grand opening ของทางร้าน (2 ก.ค. 53)
โดยร้านหาไม่ยากครับ ถ้ามาจากรามอินทราเข้าซอยนวลจันทร์ก็จะถึงก่อนโพนซัก 100 เมตร
ตรงข้ามปากซอยนวลจันทร์ 52 ครับ
โทรติดต่อ 023634078, 0869440320 ครับ


View Megumi in a larger map

ก็ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าร้านเค้าใหม่ถอดด้ามทุกจุดครับ
เอาเป็นว่าลองกันซักยกละกันครับ
โดยเมนูทางร้านจะเป็น A la carte ครับ ไม่ได้เป็นบุฟเฟ่ต์แต่อย่างไร

เมนูเนื้อ A la Carte แนะนำจากทางร้าน

โฆษณากันว่าเป็นสุดยอดเนื้อย่างญี่ปุ่น พร้อมตะแกรงปิ้งเนื้อแบบใหม่ โอวว น่าสนๆๆ
แต่เนื่องด้วยงบน้อยไปนิด เลยจัดสรรชุด A มา 1 ที่ครับ
สั่งเนื้อไปแล้ว… นานๆ จะได้กิน A la Carte ซักที คริๆๆๆๆ

ระหว่างรอเนื้อ

ก็หันไปดูสภาพแวดล้อมของร้านครับ…
ส่วนใหญ่พนักงานยังงงๆๆ, เจ้าของร้านหลายคนเดินขวักไขว่, การเสิร์ฟที่ยังไม่สมู๊ธเท่าที่ควร, กลิ่นไอร้านใหม่, อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยและโต๊ะดูเหมือนยังไม่เคยผ่านการใช้งาน, คนที่มากินก็ยังดูงงๆ ตาม ฯลฯ ฮาๆ นะครับ

บรรยากาศร้านเปิดใหม่ ^^

หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นความไม่เรียบร้อย แต่ผมว่ามันใสซื่อดีครับ เค้าไม่รู้เลยทำแบบนี้ 55+

ระหว่างรอก็เตรียมน้ำจิ้มกันไป

เตรียมน้ำจิ้มรอได้

จากนั้นก็มีเตาไฟมาครับ
ที่แปลกคือหม้อ/ตะแกรงปิ้งย่างที่นี่แหละครับ

หม้อทรงแปลกๆ มีน้ำล้อมรอบ
เทน้ำซุปราดลงบนช่องข้างตะแกรง

คือตะแกรงที่นี่จะมีน้ำซุปอยู่ล้อมด้วย เออ ไอเดียเหมือนจะดูดีนะครับ
แต่ส่วนตัวผมว่าเป็นข้อเสียนะครับ เนื่องจาก ตะแกรงก็เล็กไป แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็แคบและลึกด้วย
หากจะตัดซุปซดจริงๆ เกรงว่ามือผมจะไปติดตะแกรงแทนเนื้อวัว
ส่วนตัวผมว่าตะแกรงไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควร

มารอดูอาหารที่เสิร์ฟครับ

หลังจากที่เอาหน้าอังเตารออาหารซักพัก ก็เริ่มมีเห็ด (ไม่รวมในชุด) มาเสิร์ฟ
สีขาวเป็นเห็ดออรินจิทรงประหลาด และสีดำคือเห็ดหอม

เห็ดเออรินจิ (ร้านเค้าบอกมา)
เห็ดหอมครับ

ส่วนเนื้อชุด A ที่เป็นตัวเอกก็มาในเวลาไล่เลี่ยกันครับ
โอวววว เนื้อสวยงามน่ากินมาก มองดูคร่าวๆ นี่มีหลายส่วนปนๆ กัน
ทั้งสันใน สันนอก ติดมัน ลิ้นวัว ติดกระดูก ซี่โครง

ชุดเนื้อ A มาแล้ว!!! น่ากินมากมาย
เนื้อนานาชนิด น่ากินมากๆ

ส่วนตัวเนื้อคุณภาพใช้ได้ครับ หั่นเนื้อมาหนาพอประมาณ น่ากินดีครับ
มีน้ำซอสราดมาให้พร้อม น่ากินใช้ได้ครับ เห็นแล้วหิว

อ่า!!! เนื้อหนาๆ น่าหม่ำมากๆ
เนื้อหั่นได้หนาน่ากินดีครับ

พร้อมแล้วก็เริ่มกันเลยยยยยยยยยย

บรรยากาศการปิ้งจริง

หลังจากที่พล่ามเนื้อมามาก ลองเอามาปิ้งจริง ก็เป็นแบบที่คิดครับ
คือตะแกรงมันเล็ก วางเนื้อได้น้อยชิ้นไป แต่พอวางเห็ดเออรินจิ เกห็ดกลับร่วงไปตามตะแกรง
แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็ไม่ได้ใช้จริงเท่าที่ควร เพราะมันแคบและตักยากมาก ยิ่งนานเหล็กร้อนยิ่งตักยากกว่าเดิม

ค่อยๆ คีบเนื้อมาลงเตากันเถอะ
ย่างสดๆ กันบนตะแกรงจริงๆ 555+

อร่อยครับ แต่ไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ จังหวะกระหายแบบนี้ คงต้องการบุฟเฟ่ต์โพนยางคำละครับ

ที่ไปกินมาครับ

ส่วนตัวผมว่าเป็นร้านที่เปิดใหม่ที่ยังกลางๆ ครับ ส่วนนึงเพราะทำเลที่อยู่ไกลเหมือนกัน (แต่แถวนั้นหมู่บ้านเยอะ)
แถมไปเปิดติดกับโพนยางคำ ที่ถือเป็นร้านที่แรงและเป็นเอกลักษณ์มาก
แถมยิ่งโพนยางคำช่วงนี้เปิดบุฟเฟ่ต์อีก (ไว้จะนำเสนอในภายหลัง) ทำให้เนื้อแบบจาน อลาคาร์ท อาจตกไป
แถมวันแรกที่ไปหลายๆ อย่างยังใหม่ และตะกุกตะกักอยู่ โดยเฉพาะบริการที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่
แถมตะแกรงก็ไม่ประทับใจผมเท่าที่ควร ปิ้งเห็ดเห็ดก็ตกร่อง แอบเซ็ง
หลายๆ แถมมันยังทำให้ร้านยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

ส่วนข้อดีของผมคือ เนื้อเค้าโอเคนะ คุณภาพไม่เลว หั่นหนาใช้ได้ ปิ้งดีๆ แล้วอร่อยเยี่ยม

เนื้อวัวโอเคนะครับ แต่เทียบราคาแล้วลำบากนิดนึง

แต่วันที่ผมไปวันแรก ผมลืม iPhone ไว้ แต่เจ้าของร้านเค้าเก็บมาให้ และวิ่งตามเอามาให้ถึงรถ ประทับใจมากครับ
คิดว่าถ้าผมไปวันที่เจ้าของร้านไม่อยู่ ก็คงหายสาบสูญไปแล้วครับ
อย่างน้อยแม้ในวันเปิดร้านแรกอาจไม่ได้ประทับใจผมมากมาย
แต่ยังหวังลึกๆ ว่าร้านจะสามารถดำรงอยู่ในตลาดเนื้อย่างและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในเร็ววัน

เอาเป็นว่าลองไปชิมกันได้ครับ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโชคชัยสี่

หลังจากที่ผมได้ทำ blog กินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่หลายครั้ง
จนหลายๆ คนต้องการตัวผมไปพิสูจน์ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อในหลายๆ ที่
วันนี้ผมมาตามคำเชิญของ @ahohey และ @pimoooo เพื่อมาพิสูจน์ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ 3 ร้านย่านโชคชัยสี่ครับ
ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยไปแถวนี้มาก่อนเลย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ดึงดูดและน่าค้นหาสำหรับผม

เริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้

เพื่อความไม่สับสนผม ก็ต้องพึ่งพาแผนที่กันนิดนึงครับ
จากนั้นก็ลองปักหมุดไล่ร้านมาเลย ตั้งแต่ต้นซอย 23 จนถึงร้านสุดท้ายที่ซอย 53 ครับ


View ก๋วยเตี๋ยวโชคชัย 4 in a larger map

เอาเป็นว่า เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านแรก “สว่างอรุณ”

ร้านแรกชื่อสว่างอรุณ ตั้งอยู่ปากซอย 23 ติดถนนเลยครับ ตรงข้ามหมู่บ้าน จากแผนที่เป็นหมุดตัวสีน้ำเงินครับ
เป็นร้านที่หาไม่ยากครับ สังเกตง่ายๆ คนจะค่อนข้างเยอะตลอดจนต้องขยายโต๊ะมาหน้าร้านข้างๆ
ในร้านดูสะอาดดีครับ (แต่คนเต็ม เลยต้องมานั่งฟุตบาทหน้าร้านข้างๆ แทน)

หน้าร้านสว่างอรุณ

เมนูที่สั่งเป็นเกาเหลารวม เนื่องจากไม่ทราบว่าอะไรอร่อยบ้าง
ทีนี้ถ้วยที่สั่งมาก็เลยรวมจริงๆ ครับ เครื่องในเยอะกับอะไรไม่รู้ไปหน่อย
แต่ก็ดีครับ ใส่มาทั้งเอ็น ดอกจอก ปอด ส่วนเนื้อสดก็มีบ้าง แต่ไม่ค่อยจุใจ

เกาเหลาเนื้อรวมของร้านสว่างอรุณ
ดอกจอกในถ้วย

ราคาถ้วยละ 50 บาท กับปริมาณที่ได้ถือว่าเยอะใช้ได้ครับ
ถ้าคนทั่วไปคิดว่ากิน 1 ถ้วย + ข้าว 1 ถ้วย = อิ่มพอดีครับ
(แต่วันนี้ผมต้องกิน 3 ที่ เฮือกกก ^^)

ปริมาณต่อถ้วยถือว่าเยอะใช้ได้เลย

หลังจากชิม (ในปริมาณที่เรียกว่าแดก) แล้วส่วนตัวผมว่าพอใช้ครับ
ผมว่าซุปมันหวานไปหน่อย กลิ่นเนื้อในน้ำซุปถือว่าปานกลาง
ส่วนเครื่องในก็ต้มได้นุ่มดี ไม่มีกลิ่นคาว เอ็นก็ต้มได้จนนุ่ม เอาเหงือกกัดก็ขาดได้
เนื้อสดชิ้นใหญ่ นุ่ม และถือว่าอร่อยเลยทีเดียว ส่วนเนื้อเปี่อยถือว่ากลางๆ

เอ็นต้มเปื่อย อร่อยดีครับ
เนื้อสดนี่ผมว่าโอเคเลยนะ

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคครับ อร่อยปานกลาง แต่ก็ไม่ได้ตราตรึงมากนัก

ร้านที่สอง กับ “รส ชวนชิม”

ร้านนี้เป็นหมุดสีแดงนะครับ
ร้านอยู่หน้าปากซอย 43 ครับ สังเกตไม่ยากเท่าไหร่ครับ
โดยฝั่งนึงเป็นหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวเนื้อ อีกฝั่งต้มก๋วยเตี๋ยวเป็ด

ร้านรส ชวนชิมครับ

ร้านนี้ที่เด็ด (เค้าบอกมา) คือหม้อไฟครับ งานนี้ก็เลยจัดหม้อไฟมาชุดนึง
หม้อนึงราคา 100 บาท ปริมาณ 4-5 คนกินกำลังพอดีครับ
ภายในหม้อมีแทบทุกอย่างครับ ทั้งเนื้อสด เปื่อย เครื่องใน เอ็น แล้วแยกผักมาในจาน ตักเติมเองตามใจ

หม้อไฟเนื้อเต็มแน่น

ส่วนตัวผมชอบกลิ่นและรสชาติของน้ำซุปร้านนี้มากกว่าสว่างอรุณนะ มันเข้าถึงและเข้มข้นกว่า
รวมทั้งรสชาติน้ำซุปที่ไม่หวานจนเกินไป และร้อนตลอดเวลา (จากความเป็นหม้อไฟ)

ภายในหม้อไฟ เนื้อ-เครื่องในทั้งนั้น

ส่วนเนื้อเปื่อยผมว่าคล้ายๆ กัน ส่วนเนื้อสดที่นี่จะออกแนวสุกและเหนียวไปหน่อย
ส่วนเครื่องในที่นี่ต้มคล้ายๆ กัน แต่ความหลากหลายน้อยกว่าที่สว่างอรุณ
ส่วนลูกชิ้นผมรู้สึกว่าอร่อยกว่าเช่นกัน

เนื้ออร่อยแซบมากกกกก

สองร้านถือว่าอร่อยใกล้ๆ กัน แต่ส่วนตัวผมชอบร้านนี้มากกว่าครับ

ร้านที่สาม “รสเยี่ยม”

ตอนนี้อิ่มใช้ได้แล้ว แต่ยังเหลืออีกร้านนึง เอาเป็นว่าลุยครับกับร้านที่ 3
ร้านนี้จากแผนที่คือหมุดสีเหลือง (ร้านบนสุด) หน้าปากซอย 53 ครับ เลยเซเว่นมานิดนึง

หน้าร้านลูกชิ้น รสเยี่ยมครับ

ร้านนี้จากกลิ่นไอจะออกแนวโปร่งๆ ครับ ไม่ได้เป็นเนื้ออบอวลเหมือนสองร้านที่ผ่านมา
พอมาถึงแล้วก็สั่งเกาเหลาเนื้อมาเลยครับ ที่ร้านมีแต่ลูกชิ้นเนื้อกับเนื้อสดเท่านั้น
เอาเป็นว่า เอามาเถอะครับ

เกาเหลาเนื้อสด-ลูกชิ้น

เห็นเกาเหลาตอนแรกแล้วคิดถึงช่วงที่เป็นเด็กๆ เลย ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสไรงี้
ช่างต่างกับสองร้านแรกอย่างสิ้นเชิง

น่ากินดีเหมือนกันนะครับ!!!

กับเกาเหลาเนื้อน้ำใสร้านนี้ผมว่ายังไม่ผ่านนะครับ แถมเนื้อก็ลวกสุกไปจนเหนียว
ส่วนลูกชิ้นที่ร้านผมว่าโอเคเลย อร่อยเท่าๆ กับร้านรสชวนชิม
จริงๆ ร้านแบบนี้มันต้องเส้นหมี่แห้ง แล้วเป็นเนื้อลวกโปะหน้า คู่กับซุปน้ำใสน่าจะเหมาะกว่า
สนนราคาเกาเหลาน้ำใส 30 บาทครับ

เนื้อสดแอบสุกไปหน่อย

หลังจากกินมาสามร้าน อยากบอกว่าอิ่มมากกก อิ่มได้อีก
จริงๆ ในโชคชัยสี่ยังมีอะไรน่ากินอีกมากมาย ไว้คราวหน้ามีโอกาส จะมาหาอะไรกินอีก

ที่มากินครั้งนี้

ก่อนอื่นต้องขอบคุณ @ahohey ที่เป็น navigator ชี้นำทางร้านอร่อยในครั้งนี้ และต้องขอบคุณ @pimoooo ที่เป็นผู้นำทางการเดินทางในครั้งนี้ครับ

สำหรัยทั้งสามร้าน ถ้าถามว่าอะไรอร่อยสุด มันตอบยาก เพราะแต่ละร้านก็มีข้อดีด้อยที่ต่างกัน
แถมรูปแบบที่มา เป็นถ้วยเป็นหม้อไฟ น้ำข้นและน้ำใส มันก็ยังต่างกันอีก เลยเทียบกันยาก
แต่ส่วนตัวผมประทับใจร้านรส ชวนชิมสุดนะ ผมว่ากลิ่นเนื้อมันเข้มข้นดี บรรยากาศร้านก็แนวๆ ดี
อีกอย่างบรรยากาศการกินหม้อไฟมันอร่อยกว่ากินถ้วยคนเดียวนะ
แต่ถ้าถามเรื่องเนื้อจริงๆ ยังสู้ร้านที่ผมเคยเขียนไว้ไม่ได้จริงๆ

ว่าแต่ ขึ้นชื่อ blog ก๋วยเตี๋ยวแต่ไม่มีก๋วยเตี๋ยวเลยเนอะ ^^

AKA อากะ — tonkatsu + yakiniku

หลังๆ ผมชักติดใจการกินเนื้อย่างจนหลายๆ คนแนะนำว่าให้เลิกเปลี่ยนชื่อเป็น Yakiniku ดีกว่า
แต่วันนี้ ผมจะพาไปกินทั้ง tonkatsu และ yakiniku ครับ

ไปเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะทีไร ก็เห็นร้านเนื้อย่างสองร้านตั้งประจันกัน
ร้านแรกก็คือโนบุที่เคยรีวิวไปแล้ว
ส่วนวันนี้ก็เป็นอีกร้านนึงครับ คือร้าน AKA ครับ

ร้าน AKA ครับ

ร้านนี้มีดีอะไร

ร้านนี้มีขายทั้งอาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง แต่จะเน้นอาหารปิ้งย่างและทอด
แถมร้านนี้จะหากินง่ายกว่าร้านอื่นๆ หน่อย เพราะเปิดตามห้างใหญ่ๆ + มีหลายสาขาด้วย
ทั้ง Central World (ปิดร้านไปก่อน), Central พระราม 2, Central เเจ้งวัฒนะ และ Future รังสิต
(เท่าที่เคยเห็นนะ)

หน้าร้านครับ เปิดไฟสีแดงน่าสนใจดีมาก

งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่า

ลุยกับ tonkatsu กันก่อนดีกว่า

พอถึงร้าน อย่างแรกที่สั่งคือชาเขียวครับ ชื่นใจดี แต่ไม่เข้มข้นมากเท่าไหร่

ชาเขียวของทีร้าน

จากนั้นเมนูที่สั่งคือชุด tonkatsu ชุดนึงราคา 130 บาท ซึ่งผมว่าไม่แพงนะ
ซึ่งบรรยากาศก็แอบแปลกๆ เพราะคนอื่นเค้ากินเนื้อย่างกัน แต่ผมกลับสั่งอาหารชุด
แม้ว่าร้านนี้หลักๆ จะขายปิ้งย่างเป็นหลัก แต่พอชุด tonkatsu มาเสิร์ฟก็น่ากินไม่เบา

ชุด tonkatsu ที่รอคอย

ที่เห็นๆ ในชุดมีหมู ข้าว น้ำจิ้ม กิมจิ ซุปมิโสะ และสลัดสองแบบ
เริ่มที่น้ำจิ้มครับ รสชาติไม่เลว แต่ออกแนวหวานๆ หน่อย

น้ำจิ้มครับ

ข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ตอนมานี่ควันกรุ่นๆ แต่ถ่ายไปถ่ายมาควันหายหมด

ข้าวญี่ปุ่น

ซุปมิโสะ ผมว่าออกแนวหวานๆ นิดนึง แต่ก็ลื่นคอดี รสชาติใช้ได้

ซุปมิโสะ

ต่อมาเป็นแนวสลัดๆ ที่มาคู่กับชุดหมูทอดบ้าง
สลัดจานแรกเป็นผักกาดแก้ว แล้วราดด้วยน้ำสลัดใสแบบญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีมาก
รสชาติของน้ำสลัดลดกลิ่นเหม็นเขียวได้ดี ส่วนผักก็กรอบและสดมาก แต่ก้นถ้วยจะเค็มไปหน่อย

สลัดราดน้ำสลัดญี่ปุ่น

สลัดอีกอย่างมาบนจานหมูทอด ราดด้วยน้ำสลัดแบบข้น
จานนี้ผลักหลายแบบมากๆ ไม่รู้ชื่อแต่ชอบที่มีผักหลายอย่างมากๆ

สลัดอีกชุดที่วางบนจาน

ที่ผมชอบเลยคือ “ผักเยอะมาก”
ใครไม่ชอบผักอาจทรมาน แต่สำหรับผม มันทำให้กิน tonkatsu ได้โดยไม่ต้องกินข้าวมาก และไม่เลี่ยน

หมดออบชั่นต่างๆ ก็ถึงคิวหมูทอดมั่ง

หมูทอดในชุดดูน่ากินมากครับ แต่สีเหลืองทองระยิบระยับน่ากินมาแต่ไกล
แต่กลิ่นหอมไม่มาก เพราะกลิ่นเนื้อย่างเต็มร้านกลบไปหมด

มาถึงคราวหมูทอดแล้ว

ลองหยิบมาดูซักชิ้นดูหมูแล้วแอบเหนื่อยนิดนึง น่ากินมากๆ

อูยยยยย หมูน่ากินจังเงอะ

งั้นก็เอาลงน้ำจิ้มละกัน

ซัดหมูกับน้ำจิ้ม

คือผมว่า มันแจ่มใช้ได้เลยนะ ร้อนๆ นี่อร่อยไม่เลวเลย
หมูคุณภาพปานกลาง นุ่มระดับนึง ไม่แข็งหรือด้านมาก ดูดีๆ มีส่วนที่เป็นมันแทรกอยู่บ้าง

หมูทอดอีกมุม

ส่วนแป้งผมว่าก็โอเคนะ ไม่ได้หนามาก หรือมีเกล็ดขนมปังลอยฟูฟ่องเหมือนเจ้าอื่นๆ
แต่ก็ไม่น้อยเกินจนอรรถรถของการกินหมูทอดเสียไป
สรุปคือกำลังดีครับ กำลังอร่อยใช้ได้เลย (ถ้าเกล็ดขนมปังเยอะกว่านี้ก็จะดีมากเลย)

ทอดแป้งได้กรอบอร่อยดีครับ
อืมมม หมูทอดเหลืองเกรียมดี

ส่วนการทอดผมว่าแอบเกินไปนิดนึง+มีน้ำมันเยอะไปนิด
แต่สลัดผักหลากหลายรูปแบบก็สามารถเอามาตัดเลี่ยนได้

tonkatsu กับน้ำจิ้มเข้ากันได้ดีครับ

สุดท้ายเป็นอีกร้านนึงที่ผมว่าโอเคกับราคานะครับ เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารที่มา
ราคาสุทธิที่จ่ายไป 130+ค่าชาเขียว+service+vat = 170 กว่าบาท

มาต่อด้วยเนื้อย่างกันเถอะ

จริงๆ แค่ tonkatsu ก็อิ่มมากแล้ว แต่ที่ร้านก็ยังมีเนื้อย่างอันเป็นที่เชิดชูของร้านครับ
ผมก็เลยขอจัดอีกสักชุดนึงครับ

เริ่มที่การเตรียมน้ำจิ้มและเครื่องปรุงที่วางอยู่ครับ
รวมทั้งชุดผักต่างๆ

รอราดซ๊อสสำหรับจิ้มเนื้อ
ชุดผักที่เอามาย่าง

จากนั้นก็เป็นพวกเนื้อต่างๆ ครับ
โดยรวมผมว่ากลางๆ (จากที่เคยกินเทียบมากับหลายร้านนะ)
ยิ่งถ้าเทียบกับโนบุแล้ว ผมว่าโนบุอร่อยกว่าหลายขุมนะ

เนื้อลายมัน น่ากินๆๆๆ
เบคอนปิ้งเกรียมๆ
จริงๆ เนื้อเค้าก็ไม่เลวนะ

ถ้าเนื้อเลี่ยนมาก ผมก็ขอแนะนำมันฝรั่งบด
อร่อยดีครับ

มันฝรั่งบด

แต่สองสิ่งที่ผมชอบมากๆ ที่ร้านนี้คือ เห็ดออรินจิ และเนื้อสันนอกออสเตรเลีย
อร่อยเทพจริงครับ สันนอกออสเตรเลีย

เนื้อสันนอกออสเตรเลีย อร่อยสุดๆ ห้ามพลาดเลยทีเดียว
เห็ดออรินจิครับ
เนื้อ AUS สันนอกชิ้นโตมากกกก

โดยเฉพาะจังหวะปิ้งๆ เนื้อสันนอกออสเตรเลียถ้าปิ้งกำลังดีนั้น มันจะเหนียวนุ่มติดมัน
อร่อยโฮกกกกก อร่อยยได้อีก

เยี่ยมมม!!! ฟาดเนื้อย่างลงตะแกรง สันนอกออสเตรเลียเทพ

กินจนอิ่ม
ทั้ง tonkatsu ทั้งเนื้อย่าง ไปนอนดีกว่า ครอกๆๆๆๆ

สรุปที่มากินครั้งนี้

ส่วนตัวผมว่าร้านเค้าโอเคนะ สำหรับคนที่อยากกินอาหารญี่ปุ่นแบบสุกๆ ทอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ หน่อย
อาหารชุดราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่รสชาติและปริมาณนี่ต้องบอกว่าโอเคเลย
โดยเฉพาะชุด tonkatsu ที่ไปกิน ถ้าให้เทียบราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ส่วนเนื้อย่างที่ถือว่าเป็นจุดขายของร้าน ผมว่าปานกลางอะ
ข้อดีของที่นี่คงเป็นเรื่องการเดินทางที่ไม่ลำบากมาก และการที่ร้านตั้งในห้าง

ปิ้งย่างที่ร้าน

แต่นอกจากเนื้อสันนอกออสเตรเลียแล้ว ส่วนตัวผมว่าเนื้อยังสู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้เท่าไหร่
พูดตรงๆ ว่าโนบุยังอร่อยกว่าหลายอย่างครับ (ในระดับบุฟเฟ่ต์) ส่วนหนึ่งคงเพราะการหมักเนื้อด้วย
รวมทั้งพวกถาดใส่เนื้อผมว่ามันขาดจุดเด่นไปนะ มันเป็นแค่ถาดใส่สุกี้เอง
ทำให้ราคาเนื้อ (จากการมอง) หายไปหลายบาทอยู่

คออาหารญี่ปุ่นทดลองไปชิมที่ร้านกันได้ครับ

Minoru มิโนรุ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกระหายอยากเนื้อมากๆ
พยายามหาร้านอร่อยๆ ทาน แต่ส่วนมาก ร้านที่ไปจะไม่ได้เน้นเนื้อเป็นหลัก มีให้เลือกก็ 2-3 แบบ
แถมแต่ละร้านก็อยู่ในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่วันนี้จะลองพาไปอีกร้านนึงครับ เน้นเนื้อเป็นหลัก ในรสชาติที่สุดยอดครับ

ฉัน อยาก กิน เนื้อ ย่าง ครัฟ !!!

ร้านนี้คือ…

ร้านนี้ชื่อว่ามิโนรุ (Minoru Japanese barbeque) ครับ อยู่ตรงอเวนิวแจ้งวัฒนะ ติดกับบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ
ร้านนี้เปิดมาประมาณ 2 ปีกว่าๆ แล้ว
ให้บริการอาหารย่างๆ เป็นหลัก มีทั้งบุฟเฟ่ต์ และเป็นจานๆ แยกมาเอง

ร้าน Minoru ที่อเวนิว แจ้งวัฒนะ

ถ้ามีรถยนต์ ก็สามารถจอดลงหน้าร้านได้เลย หรือจะจอดในส่วนของอเวนิวแล้วเดินมาก็ได้
มีแผนที่ให้ด้วย เผื่อหลงทางครับ
หรือสนใจ จะลองโทรไปสอบถามก่อนก็ได้นะครับ ที่เบอร์ 02-5738680


View Minoru in a larger map

เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะพูดเฉพาะเมนูที่เป็นบุฟเฟต์ละกัน

แรกเข้าร้านนี้

เดินเข้ามาตอนแรก ร้านเค้าตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นอย่างดีครับ
แต่คนค่อนข้างน้อยครับ แม้ว่าวันที่ผมไปจะเป็นเย็นวันศุกร์ก็ตาม
ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะมาจากการมาของเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะด้วย
(จริงๆ อเวนิวมันเงียบกว่าที่ผมเคยรู้จักน่ะครับ)

ป้ายในร้านมิโนรุ

ส่วนพี่พนักงานต้อนรับ แม้ว่าพี่เค้าจะดูเคร่งขรึมนึดๆ เมื่อแรกเจอ
แต่จริงๆ พี่แกบริการดีมากครับ เดินมาคอยดูแลเอาใจใส่ตลอด
เริ่มตั้งแต่การเติมชาเขียวครับ — ต้องบอกก่อนว่าชาเขียวอยู่นอกราคาบุฟนะครับ
รสชาติชาเขียวใช้ได้ครับ รสชาติเถ้าแก่น้อยแต่ก็โล่งคอดี

ชาเขียวชื่นใจดีครับ

จากนั้นก็เอาน้ำจิ้มมาให้ครับ มีสองแบบให้เลือกลองจิ้มให้

เริ่มจากซองตะเกียบ และน้ำจิ้มสองแบบ

นอกจากนั้นพี่แกยังเดินมาคอยเติมไฟ เปลี่ยนตะแกรง เก็บจานตลอด
สุดยอดครับ!!!

ที่ร้านจะมีเมนูแบ่งเป็น 2 ช่วงตามเวลาเปิดนะครับ

  • มื้อกลางวัน (วันจันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00 และเสาร์-อาทิตย์ 11.00-16.00) ราคาจะถูกกว่าครับ แต่เมนูที่เลือกได้ก็มีน้อยกว่าเช่นกัน ก็มีเนื้อ(ริบอาย/สันนอก/สะโพก), หมู, ไก่, ซีฟู้ด, และออปชั่นอื่นๆ
  • มื้อเย็น (วันจันทร์-ศุกร์ 17.30-22.00 และเสาร์-อาทิตย์ 16.00-22.00 ) ราคาเพิ่มอีกนิดนึง แต่มีเมนูที่เพิ่มมาจะมีลิ้นวัว, หมูติดมันและสันคอ, ปลากะพง รวมทั้งมีพวกผักปิ้งเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนตัวผมแนะนำให้เป็นเมนูเย็นนะ เพราะถ้าลองลิ้มรสปลากะพงและลิ้นวัวแล้วมันสุดยอดมากๆ

ออ ลืมบอกว่าบุฟเฟ่ต์นั่งได้ 90 นาทีนะครับ

เปิดฉากอย่างเร้าใจ

หลายๆ ร้านมักมาเสิร์ฟช้า ชุดแรกผมเลยสั่งจัดหนักไปครับ
แต่ที่ร้านเสิร์ฟค่อนข้างเร็วครับ (ส่วนนึงอาจเพราะว่าคนน้อยด้วย) เลยแทบจะล้นโต๊ะ
เริ่มที่… กิมจิครับ อร่อยดีครับ เอามาแก้เลี่ยนได้ดี

กิมจิครับ

แล้วก็เอาไก่ก่อนครับ
เป็นไก่คัดส่วนดีครับ ไม่มีหนังติดมาก ไม่ด้านมาก ปิ้งสุกแล้วกำลังดี

ไก่หมักอย่างดี

ต่อมาก็หมูสามแบบครับ น่ากินมากๆ เน้นส่วนเนื้อครับ มันไม่เยอะมาก
ส่วนตัวผมว่าเค้าหมักมาโอเคเลยนะครับ กินกับข้าวกำลังพอดี

หมูสามแบบทั้งหมูสัน, สันคอ, สามชั้น

โอยยยย เอามิโสะมาคั่นหน่อยครับ
ส่วนตัวผมว่าเค็มไปนิดนึง

มิโสะซุปครับ

เมนูซีฟู๊ดครับ

ผมยกให้เป็นทีเด็ดของร้านนี้เลยทีเดียว
แม้ว่าไม่ได้มีปลาดิบหรือแซลมอนรวมในเมนูบุฟเฟ่ต์
แต่เจ้าปลากะพงและปลาซาบะที่นี่ต้องบอกว่าเทพมากๆ ครับ
เอาซะคนที่ไม่ค่อบกินปลาแบบผมคลั่งไคล้มันเลยทีเดียว

ปลาซะบาราดซ๊อส หั่นพอดีคำ พร้อมย่าง
ปลากะพงอร่อยมาก พลาดไม่ได้จริงๆ

แล้วยังมีกุ้ง(ที่ไม่ใช่กุ้งแม่น้ำอะ) พร้อมแกะเปลือก ราดซ๊อสหมักมาพร้อม
กับปลาหมึกกล้วยที่มาเสิร์ฟทั้งตัวครับ
ซ๊อสหมักซีฟู๊ดผมว่ากำลังได้ที่เลยนะครับ ไม่เค็มเกินไป

ปลาหมึกสดๆ อรอ่ยมากครับ
กุ้งแกะเปลือก ถูกใจผมมากๆ ครับ

และแล้วก็ถึงเมนูเนื้อครับ

เป็นร้านที่ผมว่าเลือกเนื้อและหั่นเนื้อได้ดีมากๆ ร้านนึงในระดับบุฟเฟต์ครับ
ราดด้วยซ๊อสหมักอีกแบบ รสชาติเข้มข้นครับ

เนื้อริบอายครับ อร่อยๆๆ
เนื้อสันนอกครับ กำลังกรุบๆ

ส่วนที่ผมชอบมากอีกส่วนคือลิ้นวัวครับ ที่นี่หั่นมาชิ้นใหญ่ดี หนากำลังพอดี
ดีใจมาก เย้ๆๆๆ

ลิ้นวัวครับ ของโปรดๆๆ

แต่เนื้อที่ผมประทับใจมากๆ ส่วนนึงคือสะโพกครับ เป็นส่วนที่มันไม่เยอะ แต่เนื้อนุ่มกรอบไม่ด้าน
เค้าหั่นหนากำลังดีเลย ปิ้งแบบ Medium rare ได้
ผมซัดไป 5 จานได้กระมังครับ

เนื้อสะโพกอร่อยจริงๆ
สะโพกเป็นส่วนไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว

หิวแล้วๆๆ กินกันเถอะ

พอทุกอย่างพร้อม เราก็จัดลงเตากันครับ

สั่งไปเยอะครับ แถมมาเร็วอีก แทบจะล้นโต๊ะ

เฮือกกกก!!! เนื้อล้นโต๊ะแล้ว

จากนั้นก็ใช้ตะเกียบครับ หยิบเนื้อที่หั่นมาอย่างดีและราดซอสหมักรสเลิศ

กำลังลากเนื้อชิ้นโตไปลงตะแกรงครัฟ!!

บรรจงหยิบเนื้อแต่ละชิ้น ค่อยๆ วางเรียงบนตะแกรงที่อยู่เหนือถ่านร้อนๆ
“ฉ่า…….แฉ่ๆๆๆ……” เสียงเนื้อกำลังสุกมันช่างเย้ายวนเหลือเกิน
แถมมันยังส่งกลิ่นหอมน่ากินอย่างมากมาย คริๆๆๆ

เหล่าเนื้อวางบนตะแกรง... หอมน่ากินอะ

ปิ้งเสร็จละ คริๆๆๆ กลิ่นหอมมากมาย

อ่า... สุกแล้วสินะ

จากนั้น เอาเนื้อที่ได้ มาผ่านน้ำจิ้มครับ
ส่วนตัวผมชอบน้ำจิ้มแบบ Original มากกว่าแบบที่มีปรุงรสให้ด้วย

หยิบเนื้อลงสะดุ้งน้ำจิ้มทีนึง

ง่ำๆๆๆ เข้าปาก อร่อยโฮกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สิบกะโหลกเลย
ส่วนตัวผม ถ้ากินเพียวๆ เลย เนื้อมันจะเค็มไปหน่อยนะครับ
แนะนำว่า ให้สั่งข้าวญี่ปุ่นมาเสริมด้วยมันจะได้ไม่เค็มเกินไป

สรุป อิ่มมากครับ!!! เป็นร้านนึงที่ประทับใจครับ
อาหารอร่อย บริการดีครับ ราคาไม่แพงมากด้วย

สรุปที่มากินครั้งนี้

เป็นร้านนึงที่ผมว่าโอเคเลยนะ ทั้งในเรื่องราคา การบริการและความอร่อย
ข้อดีไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะบรรยายมาเกือบทั้ง Entry อยู่แล้ว
แต่ที่ต้องเน้นคือ เป็นร้านที่มีทั้งเนื้อวัวอร่อย และเนื้อสัตว์อื่นๆ ก็อร่อยครับ โดยเฉพาะปลา
ทำให้คนที่ไม่กินเนื้อ และกินเนื้อ สามารถร่วมตะแกรงเดียวกันได้

ร้านนี้อร่อยครับ!!!

มาลุยข้อเสียดีกว่าครับ เท่าที่ผมเจอนะครับ
อย่างแรกคือ เนื้อมันเค็มไปที่จะกินเพียวๆ ครับ โดยเฉพาะซอสที่หมักเนื้อวัว
อย่างที่สอง ไม่มีเห็ดออรินจิ (อันนี้ผมอยากกินส่วนตัว)
อย่างที่สาม ไม่มีของหวานรวมในบุฟเฟ่ต์ด้วย ว้ากกกๆๆๆ

Minoru yakiniku เนื้อ-หมู-ไก่-ทะเล ปิ้งย่าง

แต่ไม่เป็นไรครับ ในอเวนิว ยังมีของหวานอีกเยอะครับ อิอิ

เซี้ย vs ซิ่ว — พี่น้องเกาเหลาเนื้อ

ถ้าพูดถึงย่านเยาวราช หลายๆ คนจะคิดถึงอะไรกันบ้าง
ย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ, ร้านทอง, ซอยเยอะๆ, รถติดๆ, คนจีนเยอะๆ, ของกินต่างๆ, ฯลฯ

ร้านรวงตามซอยย่านเยาวราช

สำหรับผม ที่นี่อุดมไปด้วยร้านอาหารชั้นยอดมากมาย ทั้งหรูหรา และแบบบ้านๆ
แต่วันนี้ร้านที่จะพาไป ไม่ใช่ร้านอะไรที่มันหรูมากนะครับ
แต่เป็นร้านเกาเหลาที่ดูธรรมดาๆ แต่รสชาติสุดยอดมากครับ

สุดยอดร้านเกาเหลาทั้งสองร้าน

ร้านทั้งสองมีชื่อว่า ซิ่ว และ เซี้ย ครับ
เคยมีลุงของผมเล่า(ไม่รู้อำหรือเปล่า)ว่า
เมื่อก่อนทั้งสองเป็นร้านเดียวกัน ตำรับเดียวกัน ทำโดยพี่น้องคู่นึง
จนวันนึง เกิดเรื่องอะไรสักอย่างที่ไม่ลงตัวของทั้งสอง ทำให้พี่น้องต้องเปิดแยกกันเป็น 2 ร้าน
อีกกระแส (อาอีกคนเล่า) ประมาณเมื่อก่อนคนนึงเป็นเจ้านาย อีกคนเป็นลูกน้อง แล้วต่อมาลูกน้องก็แยกออกมาทำเอง

สุดยอดเกาเหลาเนื้อครับ อร่อยได้อีกอะ

ไม่ว่าจะมีเรื่องราวในอดีตอย่างไร
สุดท้ายมันก็คือร้านซิ่วและร้านเซี้ยนี่แหละครับ


View ซิ่ว – เซี้ย in a larger map

เราลองไปดูแต่ละร้านเลยดีกว่า

ร้านซิ่วก่อนละกัน

ร้านซิ่วอยู่ถนนบริพัตร ฝั่งตรงข้ามสะพานเหล็กแล้ว ซอยที่ตรงข้ามเป็นศูนย์เพชร
พอเดินเข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 50 เมตร ก็จะเจอตรอกหิรัญ ตรงนั้นแหละครับ
อธิบายไม่ถูกอะครับ ดูตามแผนที่ข้างบนละกัน

ส่วนถ้าเดินมาเรื่อยหน้าร้านเค้าก็จะมีป้ายครับ

หน้าร้านซิ่วเนื้อวัว

บรรยากาศร้านจะออกแนวฮาร์ดคอร์นิดนึงครับ
อารมณ์ข้างทางนิดๆ ร้านข้างๆ มีซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ มีกลิ่นน้ำมันเครื่องบ้าง กลิ่นสีบ้าง

อาาาา,, เข้าถึงวิถีชีวิตชาวบ้านดีครับ เข้าถึง เข้าถึง

บรรยากาศโต๊ะ เก้าที้ที่ร้าน

ร้านเปิดตั้งแต่ประมาณ 10 โมงครับ ส่วนมากขายหมดประมาณบ่ายนิด
ปกติคนเยอะ และยิ่งวันเสาร์คนจะเยอะมากครับ บางเสาร์เที่ยงก็จะไม่เหลืออะไรแล้ว
ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับผมในการมากินมาก เพราะที่พักผมอยู่ค่อนข้างห่างจากร้านมากๆ
ส่วนวันอาทิตย์ไม่เปิด

มาตอนเที่ยงก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว

ถ้าใครจะไปแนะนำว่าให้โทรไปก่อนนะครับ ที่ 0860124524

ที่มีในร้านจะเป็นเนื้อวัวทุกรายการนะครับ มีทั้งเกาเหลา ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเปล่า
เนื้อก็มีเนื้อกรอบ(น่องลาย) เปื่อย(สามชั้น) โกเบ(มีบางวัน) เนื้อสด ขี้ริ้ว และเครื่องในต่างๆ
โดยสนนราคาก๋วยเตี๋ยวประมาณ 40 บาท (ปกติกินแต่เกาเหลา)
ส่วนเกาเหลาเริ่มที่ 60 80 100 120 ครับ
ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อและปริมาณครับ

เกาเหลาที่สั่งมาแล้ว!!!

ขอเริ่มต้นที่เนื้อน่องลายก่อนเลยนะครับ ถือว่าอร่อยมาก
เนื้อกรอบ เคี้ยวจะกรุบๆ นิดๆ เคี้ยวแล้วกำลังมันพอดี ส่วนตัวชอบมาก
มันบอกไม่ถูก เหมือนมีความลงตัวอยู่ภายใน

สุดยอดเนื้อกรอบครับ

ส่วนคราวนี้มาดูเนื้อเปื่อยบ้าง ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่ได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดี
เนื้อเปื่อยจะติดมันนิดๆ นะครับ แต่ก็อร่อยและนุ่มมาก นุ่มกว่าหมูตุ๋นบางร้านอีก

เนื้อเปื่อยครับ นุ่มและหอมมาก

ยิ่งกินคู่กับน้ำซุปเนื้อร้อนๆ กลิ่นหอมๆ ที่เคี่ยวมาอย่างดี
แล้วข้าวสวยเม็ดงามๆ ร้อนๆ ด้วยแล้วละก็,,, สุดยอดมากครับ

เฮือก!!! เนื้อนุ่มมาก พระเจ้าช่วย

น่ากินไหมครับ,,, ยังไม่หมดครับ เหลืออีกร้านนึง

ถึงตาเซี้ยบ้างแล้ว

ร้านนี้อยู่ที่ตลาดปีระกาครับ ภายในเวิ้งนครเกษม ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับร้านซิ่ว
ลองดูตามแผนที่ข้างบนได้ครับ หรือถ้าหาไม่เจอถามคนแถวนั้นก็รู้จักครับ
เปิดทุกวันเว้นวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 0830-1400 น (มาเกินเที่ยงก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว)
โทรมาก่อนได้ครับที่ 026224765

หน้าร้านเซี้ย

ลืมบอกว่าทั้งร้านมีแต่เกาเหลานะครับ อย่าไปสั่งเส้นเล็กหรืออะไรทั้งนั้น
ส่วนเนื้อก็คล้ายๆ กับร้านซิ่วแหละครับคือเนื้อกรอบ เปื่อย โกเบ เนื้อสด ขและเครื่องในต่างๆ
เกาเหลามีหลายราคาครับ ตั้งแต่ 60 บาทขึ้นไป ไปจนถึงร้อยกว่าบาท

ลีลาเฮียเจ้าของร้านทำเกาเกลา

สถาพร้านจะประมาณ open air นิดนึง อยู่กลางตลาด แต่มีหลังคากันฝนได้
ร้านรอบๆ ก็มีขายเครื่องจักร เครื่องคนตรี โอย ,,, เยอะ เข้ากับบรรยากาศมาก
,,,ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้ามา กลิ่นของเนื้อก็หอมแตะจมูกมาแต่ไกล

และแล้ว จนเกาเหลาที่ผมสั่งก็มา กลิ่นหอมไม่แพ้กันเลย เหมือนร้านซิ่วมากๆๆๆ

นี่มัน,, เกาเหลาเนื้อของผมนี่นา

ต่อมาเราลากเนื้อแต่ละส่วนมาดูกันเลย เริ่มที่เนื้อกรอบ (หรือน่องลายสด)
ส่วนตัวผมว่าอร่อยดี ลวกได้ที่มากๆ เข้ากันกับน้ำซุปดีมาก

เนื้อสดอร่อยมากครับ เฮือกกกก!!

ต่อมาเป็นเนื้อเปื่อย ต้มกันซะโคตรเปื่อยยิ่งกว่าเนื้อหมู
จังหวะที่เข้าปากแล้วสัมผัสถึงความนุ่ม แต่ก็ยังมีความเหนียวของเนื้อให้เราเคี้ยว
เนื้อเปื่อยติดมันไม่เยอะเกินไป และหั่นเนื้อขนาดพอดีคำ

อันนี้ทีของเนื้อเปื่อยบ้าง

กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วอร่อยโคตร

เนื้อเปื่อยกับข้าวสวยร้อนๆ

ส่วนเนื้อสด ที่เด็ดของร้านคือการลวกเนื้อครับ
ความสุกของมันพอดีมาก รอบนอกสุก แต่ตรงกลางกำลังกรุ้มกริ่ม
ทำให้เนื้อยังมีกลิ่นเนื้ออยู่ ไม่เหนียวกระด้างเกิน เคี้ยวไปแล้วเทพมาก
เข้าคู่กับน้ำซุปมากๆ ไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อเหลืออยู่เลย

เนื้อสดอร่อยมากครับ

อร่อยเหนือคำบรรยายครับ

ไหนๆ ลองเปรียบเทียบทั้งสองร้านดู

ส่วนตัวเท่าที่ผมลองสัมผัสมแล้วทั้ง 2 ร้าน ผมว่ามันเหมือนกันมากๆ
ทั้งเทคนิคการลวกเนื้อที่ใกล้เคียงกัน ผักที่ใช้ใส่ กลิ่นของน้ำซุปก็ใกล้เคียงกัน
รวมทั้งจำนวนคนที่มากินด้วย ก็เยอะพอๆ กัน
ถ้าเปรียบเทียบกันตรงๆ คงไม่มีใครเหนือใคร
อย่างถ้าเทียบเป็นจุดเลย ตามความคิดผมนะครับ

  • ร้านเซี้ยผมว่าน้ำซุปยังเข้มข้นน้องกว่าซิ่วนิดนึง
  • การลวกเนื้อสดของร้านเซี้ยดีกว่านิดนึง
  • เนื้อร้านซิ่วจะหั่นชิ้นใหญ่กว่า ซึ่งมันพอดีคำผม
  • ที่ร้านซิ่วบางวันถ้าข้างบ้านทำมอเตอร์ไซอาจมีกลิ่นสีลอยมากวนได้

แต่สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือ เมื่อมานั่งโต๊ะ ต้องเทซีอิ้วครับ
ซี่งจริงๆ มันก็เป็นซีอิ้วซักสูตรนึงของตราเด็กสมบูรณ์นี่แหละ
แต่ที่ต้องเลยเพราะพอเติมซีอิ้วอีกช้อนลงถ้วย รสชาติของน้ำซุปจะเปลี่ยนไปเหมือนเวทย์มนต์

ซีอิ๊วเวทมนต์

ใครไม่เชื่อให้ลองชิมก่อนใส่ซีอิ้วและหลังใส่ซีอิ้ว มันเหมือนน้ำซุปคนละถ้วยเลย
ความเข้มข้นมันเพิ่มขึ้น ความหอมมันเย้ายวนขึ้นมาก แต่กลับไม่เค็มอย่างที่คิด

ไม่น่าเชื่อ ว่านี่คือเนื้อ อร่อยจริงๆ พับผ่าสิ
อ้าวเฮ้ย เผลอแป๊บเดียว………. ขออีกถ้วยครับ ^^

หมดถ้วยแล้ว ต่ออีกถ้วยเลย

เป็นอีกสองร้านที่ไม่สมควรพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คลั่งเนื้อวัวทั้งหลาย

บทเสริมเรื่องการจอดรถและเดินทาง

การที่จะมากินทั้ง 2 ร้านนี้ แนะนำให้มาโดยรถโดยสารสาธารณะจะดีกว่าครับ
เพราะหากท่านมาโดยรถยนต์อาจไม่สะดวกนัก โดยเฉพาะเรื่องที่จอดรถ

  • ร้านซิ่วถ้าจะจอด สามารถจอดหน้าร้านได้ แต่ควรระวังตำรวจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นป้ายห้ามจอดทั้งแนว แต่ลองถามเฮียเจ้าของร้านดูก่อนได้ครับ หรือไม่ก็จอดตามแนวตรอกต่างๆ ซึ่งไม่แนะนำ เพราะแคบและมักมีเจ้าถิ่นอยู่แล้ว
  • ส่วนร้านเซี้ยก็ควรหาที่จอดข้างนอกครับ แล้วเดินเข้ามายังเวิ้งครับ เพราะซอยมันเวิ้งแคบจริงๆ แถมยังมีรถสัญจรตลอด ตำรวจผ่านประจำ ถ้าจอดขวางอาจเกิดอุบัติเหตุได้
  • ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์มาเอง อันนี้แล้วแต่สะดวกครับ จอดแถวๆ ร้านได้ทั้งคู่ แต่พกหมวกกันน้อคมาด้วย (พกแล้วใส่ด้วยนะ)

Nobu โนบุ Yakiniku

เดี๋ยวนี้ร้านเนื้อย่างงอกมาเยอะแยะเต็มไปหมด
หนึ่งในร้านที่โตขึ้นมากๆ ร้านนึงก็คือโนบุแหละครับ
จากสาขาที่โอโซโนพลาซ่า ก็เติบโตมาเปิดสาขาตามห้างต่างๆ ที่ดังๆ คือที่ Central World
จากที่เป็นสุกี้ชาบู ก็เริ่มมีอาหารญี่ปุ่นแบบอื่นๆ ด้วย
แต่วันนี้ผมจะพามา โนบุ Nobu สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ โดยจะพามากินเป็นยากินิขุหรือเนื้อย่างครับ


View ํCentral Chaengwattana in a larger map

สาขาอื่นๆ ไม่แน่ใจว่ามีแบบเนื้อย่างหรือเปล่านะครับ
ลองไปถามๆ น้องพนักงานเสิร์ฟหน้าร้านดูก่อนละกัน

ร้าน nobu ในบรรยากาศ yakiniku

เมื่อโนบุลงสู้ในเนื้อย่าง

ในหมู่ร้าน Buffet เนื้อระดับนี้ ส่วนมากราคาจะอยู่ประมาณ 450+ ทั้ง Kingkong, Miyabi, Giants, Nobita, Elite grill (ทยอยรีวิววันหลังนะ)
แต่ Nobu เริ่มเปิดราคาที่ 399+ แต่บวกบวกมาแล้วแพงกว่าร้านอื่นๆ หน่อยๆ เพราะว่ามีท้ัง Service Charge + Vat = 17%
ซึ่งถ้าเทียบอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอย การบริการและการที่ตั้งอยู่ในห้างแล้วก็ถือว่าไม่แพงมากนัก
อีกอย่างนึงที่ร้านเค้าบอกว่าห้ามถ่ายรูปนะครับ รูปทั้งหมดที่ผมเอามาเป็นรูปแอบถ่ายทั้งหมด โดนเตือนหลายทีเหมือนกัน

เมื่อเข้ามาถึงอย่าลืมบอกพนักงานนะครับว่าจะกินแบบ Shabu หรือ Yakiniku
ถ้ากินบุฟเฟต์นั่งได้ 90 นาทีนะครับ

ถ้าจะเริ่มกินพนักงานจะยกน้ำจิ้ม(ออกหวานๆ หน่อย)ที่ใส่โชยุด้วย + มะนาว/พริก/กระเทียมมาด้วย
ส่วนตัวผมชอบชุดถ้วยชามเค้านะ เข้ากันกับบรรยากาศการตกแต่งร้านดี

ชุดน้ำจิ้มและเครื่องเคียง

แล้วก็มีน้ำชารีฟิลมาให้ครับ จำไม่ผิดจะมีให้เลือก 2 แบบ รสชาติเฉยๆ กลางๆ ครับ ลื่นคอดี
พนักงานเอาใจใส่ดี เดินมาเติมให้เรื่อยๆ

น้ำชารีฟิลที่ร้าน

อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นคือมีที่คืบเนื้อให้ครับ
เพราะร้านทั่วไปจะให้ตะเกียบที่เราคีบๆ กันเนี่ยไปลุยไฟกัน ซึ่งถ้าใครไม่คล่องมันจะร้อนมากๆ
แต่ Nobu จะมีที่คีบยาวๆ ให้ ใช้ง่ายและไม่ร้อนมือ ไอเดียง่ายๆ แต่ต้องชมจริงๆ

เนื้อ-หมู-ผัก เริ่มทยอยกันมาแล้ว

เริ่มที่ข้าวกระเทียมครับ ส่วนตัวผมว่าอร่อยดี หอมกระเทียมแต่ไม่เลี่ยน
แล้วก็ซุปเห็ดด้านหลังครับ ให้อารมณ์แบบซุปใส แต่มีเห็ดให้ด้วย อร่อยๆ ลื่นคอเช่นกัน

ข้าวกระเทียมและซุปเห็ด

โดยชุดแรกที่มาของโต๊ะผมคือชุดทะเลรวมครับ
มีกุ้งตัวใหญ่ แซลม่อนชิ้นโต และปลาหมึก อัดกันมาเต็มจานเลย
แซลม่อนชิ้นโตดูน่ากิน แต่ส่วนตัวผมว่าปิ้งยาก เพราะข้างนอกไหม้ แต่ตรงกลางดิบอยู่ แถมพลิกยากด้วย

ชุดทะเลรวม กุ้ง-แซลมอน-ปลาหมึก

ต่อมาเป็นเบคอนชิ้นใหญ่สะใจมากๆ หั่นได้ที่สวยงาม อันนี้ถูกใจมากๆ
เค้าหันหนาพอดีๆ แต่ยาวสะใจมาก (ประมาณ 15 cm. เลย)

เบคอนชิ้นโต ราดน้ำจิ้มอร่อย

แต่ต้องระวังนิดนึงช่วงเตาใหม่ไฟแรงๆ ถ้าวางแล้วอาจเกิดไฟลุกพรึบได้
เวลาวางก็ต้องระวังบ้างอะไรบ้าง

เบคอนชิ้นสวย

ต่อมาก็เป็นชุดผักครับ
มีฟักทอง หอมหัวใหญ่ กระเจี๊ยบ แล้วก็เห็ดออรินจิ
ผมชอบไอ้เห็ดนี่มากๆ ยิ่งราดเครื่องปรุงจากที่ร้านแล้วอร่อยมากๆ ออกแนวน้ำมันงานิดๆ

เห็ดออรินจิราดซอส

ต่อมาเป็นแก๊งส์เนื้อบ้างไรบ้าง
ซึ่งมาร้านแบบนี้ ถ้าไม่กินเนื้อวัวแล้วแอบเสียเปรียบ (เพราะมันแพงเนื้อนี่แหละ)
ที่ร้าน Nobu บริการเนื้อวัวให้เรา 3 ชนิดครับ

Zone เนื้อวัวสามแบบของ Nobu

เริ่มที่เนื้อติดมันครับ อันนี้เด็ดมากๆ เนื้อสวยน่ากิน ปิ้งเสร็จแล้วนุ่มๆ อร่อยๆ

เนื้อสันติดมัน

เนื้อติดมันที่เจ๋งคือมีปริมาณมันไม่เยอะเกินไป
สังเกตว่าสัดส่วนของเนื้อวัวต่อมันกำลังสวยเลยทีเดียว
ย่างแล้วกำลังได้ที่เลย

เนื้อสันติดมัน

ต่อมาเป็นเนื้อวัวเฉยๆ (เค้าบอกว่าเป็นเนื้อวัว AUS)
ผมว่าแล่บางไป เวลาคีบ หรือพลิก หรือจัดท่าบนกระทะมันลำบากไป
ถ้าเอามาทำชาบูก็โอเคนะ แต่กับยากินิขุคุน่าจะหนากว่านี้
แต่ก็เข้าใจนะ เพราะถ้าหนาๆ แล้ว ถ้าปิ้งสุกเกินไป มันจะแข็งและเหนียว

เนื้อวัว AUS

เนื้อแบบสุดท้ายคือเนื้อติดกระดูก เก๋ดีที่มีกระดูกติดมาให้จริงๆ
อันนี้ไม่เคยกินที่ไหนแฮะ

เนื้อติดกระดูก

เวลากินก็อร่อยดีนะครับเนื้อติดมัน
อีกทั้งเค้าแล่ได้หนาพอดี ทำให้ไม่เหนียว ส่วนตัวกระดูกก็แกะออกไม่ยาก
แต่ถ้าเอามาแทะคงไม่ถนัดนัก (คงไม่มีใครแทะนะ)

เนื้อติดกระดูก

จริงๆ มันมีไก่-หมูแบบอื่นๆ ด้วยนะครับ
แต่พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา และผมก็ไม่ได้กินเท่าไหร่ด้วย
เลยไม่ขอวิจารณ์ (แต่คนอื่นๆ ที่กินบอกว่าสันคอหมูอร่อยดี)

เมื่อเอาลงเตาก็ถึงเวลาลุย

หลังจากพนักงานเดินยกของมาหลายที กว่าจะครบไอ้ที่สั่งไปก็หลายรอบอยู่
เมื่อครบองค์ประชุม จึงของเชิญลงตะแกรงครับ เย้ๆๆๆๆๆ

เมื่อพร้อมก็เตรียมลุย

ที่ผมชื่นชมคือเตาไฟแรงดีมากๆ รวมทั้งอุปกรณ์ดูดควันก็ทำได้ดีมาก
อาจเพราะเป็นร้านที่เปิดใหม่ด้วยส่วนนึง แต่ที่สำคัญคืออุปกรณ์เค้ามีคุณภาพครับ

เมื่อสหายทั้งหลายลงเตา

แถมพนักงานเอาใจใส่ดีครับ เดินบริการตลอด ถามเปลี่ยนตะแกรง เติมถ่านได้ตลอด
ได้รับบริการรวดเร็ว มีหลงลืมบ้างเล็กน้อย

เมื่อปิ้งย่างได้ที่ก็เอาไปลุยน้ำจิ้มกัน
เมพซ่า กริ๊บ โอววววว อร่อยโคตร เข้ากับน้ำจิ้มโคตรๆ
น้ำจิ้มเค้าออกแนวหวานนิดๆ แต่ถ้าเติมเครื่องปรุงพวกพริกมะนาวแล้วแจ่มมาก

เนื้อย่างเข้ากับน้ำจิ้มสุดๆ

แถมพอกินเสร็จ ยังมีของหวานปิดท้ายด้วย
เป็นถั่วแดงต้มเย็น (อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ) ให้มานิดเดียวเอง

ถั่วแดงต้มเย็น

ส่วนนี่เป็นภาพหลังการทำลายล้างกันบนโต๊ะ น่ากลัวมากๆๆๆ
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เห็นเค้าเรียกว่าการกินนะครับ มันเหมือนการลง Bomb มากกว่า
(ระหว่างกินถ่ายไม่ได้ เพราะกินไม่ทัน และกลัว iPhone ตกเตาย่าง)

นี่หรือที่เค้าเรียกว่ากิน

สรุปที่ไปกินโนบุมา โดยเฉพาะเรื่องถ่ายรูป

โดยรวมผมว่าโนบุทำเนื้อย่างยากินิขุได้ดีไม่แพ้ชาบูเลยนะครับ
ตั้งแต่เนื้อ-อุปกรณ์-การบริการ-ราคา ถือว่าผ่านสำหรับผมนะ
ประทับใจเกือบทุกอย่างเลย

nobu โนบุ yakiniku

ยกเว้น “การอนุญาติให้ถ่ายรูป” แม้ว่าผมจะใช้แค่กล้อง iPhone ธรรมด๊าธรรมดา

“มันก็เป็นสิทธิ์ของร้านเค้านะ”

แต่ส่วนตัวผมว่าการที่ไม่ให้ลูกค้าถ่ายรูปเนี่ยมันเป็น Paradigm เก่าๆ ของร้านอาหารนะครับ
ถ้ามองในแง่ร้าย คือจะขโมยสูตรหรืออะไร
มันก็คงไม่ได้หรอก เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านเปิดเยอะแยะ จะไอ้ก๊อปสูตรหรือรูปแบบกันผมว่าล้าสมัยแล้วล่ะ ถ้าเราทำคุณภาพดีๆ ใครก็มากินของเราแน่ๆ จนติดตลาด พอมีใครเลียนแบบเราชาวบ้านเค้าก็รู้ละครับว่าเลียนแบบ หรือถ้าเค้าอยากเลียนแบบจริงๆ มากินทีเดียวก็รู้แล้วล่ะ ไม่ต้องรอดูรีวิวผมหรอก

และถ้ามองแง่ดี การให้คนมาถ่ายรูปโดยเฉพาะพวก Blogger เนี่ย เค้าก็จะเอาร้านของคุณไป Promote ให้ อย่างผมส่วนตัวถ้าไปกินแล้วไม่อร่อยผมก็อาจไม่เอาลง หรือมีแง่มุมตรงไหนให้ติผมก็ติตามตรงเพราะเราเสียเงินเอง 100% ถ้าได้ลดก็ลดตาม Promotion ของร้านทั่วไป หรือแม้ไม่ใช่ blogger เค้าก็เอารูปจากร้านไปโฆษณาแบบ “ปาก-ต่อ-ปาก” อยู่แล้ว ซึ่งคนที่ไม่เคยเรียนโฆษณามาก่อนแบบผมก็ยังรับรู้ถึงพลังการโฆษณาแบบนี้ว่าเป็นอะไรที่มีพลังงานสูงมาก

บ่นมาเยอะ
แต่ยังไง ร้านนี้เนื้อเค้าอร่อยจริงๆ นะ (เสียดายไม่มีลิ้นวัว…)

Tohkai โตไก — บุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง

หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ งานก็เยอะ รถก็ติด หิวก็หิว
มันเข้าล๊อคอันหลังนี่แหละ ก็เลยไปหาอะไรกิน เยอะๆๆๆ อะไรก็ได้

พาไปกินเนื้อแถวๆ สีลมแล้วกันครับ ขี้เกียจเดินทางไปไกล
เอาแต๊ะเอียไปละลายลงกระเพาะหน่อยนึง อิอิ

เดินหาร้านย่านสีลม ธนิยะ

เกี่ยวกับร้านนี้

ร้านนี้ชื่อ ภัตตาคารโตไกครับ
อันที่จริงร้านนี้มีหลายสาขามากๆ แต่ละสาขาก็จะมี option ที่ต่างกันครับ
เช่นสาขาที่ผมพอจำได้ก็มี Esplanade, วงศ์สว่าง ทาวเวอร์เซนเตอร์, สุขุมวิท 23
สาขาพวกนี้จะมีทั้งส่วนของอาหารญี่ปุ่นและเนื้อย่างด้วย
(จริงๆ แต่ละสาขาจะมีรายละเอียดปลีกย่อยไปอีกนะครับ แถมแต่ละช่วงก็มี Promotion ที่ต่างกันด้วย)

ป้ายร้าน tohkai ธนิยะ

แต่วันนี้สาขาที่ผมพาไปจะอยู่แถวๆ ซอยธนิยะครับ เข้ามาจากทางสีลมนิดเดียวประมาณ 20 เมตรก็เจออยู่ทางขวามือ
ร้านจะออกแนวไม้ๆ หน่อย ถ้าลองแหงนหน้าจะมีป้ายวัวครับ
หาร้านไม่เจอลองโทรมาครับ 0-2266-4551

แผนที่ตามนี้ครับ


View Tohkai in a larger map

เมนูร้าน

สาขาธนิยะจะขายแก่ยากินิขุ หรือเนื้อย่างอย่างเดียว ไม่มีอาหารญี่ปุ่นครับ
ที่นี่มีทั้งแบบบุฟเฟ่ และอะ ลา คาร์ทครับ

โดยวันนี้ผมจะสั่งแบบบุฟเฟ่ต์ครับ เพราะหิวมากๆๆๆ
ลิสต์บุฟเฟ่ต์กับราคาก็ตามนี้

รายการอาหาร tohkai

แม้ราคาอาจดูแพงไปหน่อย
แต่ส่วนตัวผมว่าบุฟเฟ่ต์ที่นี่มีคุณภาพของเนื้อดีนะ และราคามันก็พอๆ กับเพื่อนๆ ทั้ง Miyabi, Giants และ Kingkong
อีกอย่างคือ เมนูที่เป็นเนื้อของร้านนี้อาจมีจำนวนน้อยไปนิดนึง
แต่ผมว่ามันก็คุ้มค่า เพราะมันแลกมากับลิ้นวัว กับ ซุปเนื้อ ซึ่งสองเมนูนี้ในราคาข้างต้น ไม่มีที่ไหนขายเลย

บรรยากาศร้านรอบๆ

แนวๆ ร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นหน่อย แนวไม้ไผ่ๆ
แล้วก็มีคนนั่งกินตลอด มีทั้งคนไทย คนญี่ปุ่น พนักงานออฟฟิส ฯลฯ

บรรยากาศร้าน

อีกอย่างที่ผมว่าดี คือระบบดูดควันเค้าจะอยู่ที่ฐานของเตาครับ ดูดควันได้แรงดี

ส่วนตัวผมว่าไม่เลวนะ
แต่ที่ผมชอบที่นี่คือพนักงานเอาใจใส่ดี ยิ้มแย้มตลอดครับ

ไล่ดูแต่ละจานก่อน

จากเมนูข้างต้นที่ไม่มีรูปให้ดู ผมกับผองเพื่อนก็จัดแจงสั่งมันมา (เกือบ) ทุกอย่าง
แต่ละอันน่ากินมากๆ เราค่อยๆ มาดูกัน

เริ่มที่จานแรก เป็นเนื้อสันในครับ

เนื้อสันใน

ที่ผมชอบและเด่นๆ เลยคือ เค้าจะหั่นเนื้อหนา และชิ้นใหญ่ครับ
เวลาย่าง เราจะได้เนื้อที่แบบสุกนอก แต่ดิบใน ประมาณมีเดียมแรร์
(แต่จริงๆ ผมชอบดิบกว่านั้น)

เนื้อสันใน

ต่อมาก็เป็นสันนอกครับ
สังเกตว่าจะมีส่วนของมันแอบมาแจมนิดนึง แต่ตรงนั้นแหละ คือจุดอร่อย

เนื้อสันนอก

สันในก็หั่นได้หนาดีครับ แล้วผมก็ชอบตรงที่ก็ราดซอสเยอะ
เวลาย่างทั้งไขมันและซ้อสเหมือนจะละลายรวมกับเนื้อเลย
อร่อยมากมาย

เนื้อสันนอก

ต่อมาพักเลี่ยนกันนิดด้วยสลัดผัก
ผมว่าอันนี้แหละอร่อยมากเลย เหมาะมากเอามากินกับเนื้อ เพราะมันตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ
แถมวันที่ผมไปผักก็สดดีครับ ข้างบนราดน้ำสลัดมาด้วย อร่อยๆๆ

สลัดผัก

ต่อมาเป็นจานทะเลครับ
คือกุ้งและแซลม่อนชิ้นโต

กุ้งและแซลม่อน

ส่วนตัวผมว่า แซลม่อนหั่นหนาไปนะ การปิ้งแซลม่อนไม่เหมือนกับเนื้อเพราะเราต้องการให้สุกทั่วๆ
แบบนี้ทำให้ปิ้งยาก ข้างนอกไหม้ แต่ตรงกลางดิบอยู่
ส่วนกุ้งผมเฉยๆ นะ เพื่อนๆ ก็บอกเฉยๆ นะ (เพราะกินกันแต่เนื้อจริงๆ)

กุ้งและแซลม่อน

ต่อมาก็เป็นลิ้นวัวครับ อันนี้ไม่ราดน้ำซอส แต่เค้าจะโรยเกลือและพริกไทย
ใครชอบกินเนื้อลองลิ้นดูนะครับ ผมติดใจมันเอาเสียมากๆๆ

ลิ้นวัว

ที่ผมว่าอร่อยคือมันกรุบมากครับ ไม่มีเหนียว เคี้ยวเพลินจริงๆ
อีกอย่างลิ้นที่นี่ไม่เหม็นเลย มันเลยน่าสนใจมากๆ ครับ

ลิ้นวัว

ต่อมาเป็นของขึ้นชื่ออีกอย่าง คือซุปเนื้อครับ
ซุปที่นี่จะออกแนวเผ็ดหน่อยๆ แต่รสชาติเข้มข้นดี

ซุปเนื้อ

อีกอย่างที่ผมว่าแจ่มมากๆ แต่ไม่มีในรายการบุฟเฟ่ต์คือ ปลาหมึกคลุกวาซาบิ
คือเค้าเอาปลาหมึกเย็นๆ มาคลุกกับวาซาบิครับ
ตัวปลาหมึกจะกรอบ ไม่เหนียว และทั้งความเย็น+วาซาบิจะช่วยกลบกลิ่นคาวด้วย
อันนี้สุดยอดครับ

ปลาหมึกคลุกวาซาบิ

จริงๆ มันมีหมูและไก่ด้วย
แต่พอดีผมไม่กินหมูและไก่อะครับ เลยไม่ได้สั่งมา 😉 (กระแดะมากๆ)

เปิดศึกบนโต๊ะอาหาร

หลังจากที่พล่ามและถ่ายรูปกันมานาน จนเพื่อนผมรอแล้วรอเล่า
อาหารทั้งหมดก็กองอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็…

อย่าลืมเตรียมซีอิ้วครับ 😉
ที่นี่จะมีพริก กระเทียมวางบนโต๊ะพร้อมให้บริการเลย ตักได้เต็มที่

ซีอิ๊ว-พริก-กระเทียม

เมื่อครบองค์ประชุม
ก็กินเลยครับ (ช่วงนี้รูปจะน้อยนิดนึง เพราะกินไปถ่ายไปนี่ตามเค้าไม่ทัน)

เริ่มลงย่างได้

ก็ลงกันใหญ่ละครับช่วงนี้ มีอะไรก็จับยัดลงไปหมด

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

อย่างที่บอกครับ
ควันจะถูกดูดไปตรงร่องข้างๆ ตะแกรงไปเยอะมากๆ
แต่ยังไงหัวก็เหม็นอยู่ดี

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

กินกันแบบระห่ำมากๆๆๆ
ทั้งที่คีบ ตะเกียบ เนื้อสุก เนื้อดิบ ขออีกจาน เติมน้ำหน่อย โอยยยย ปลิวว่อนไปหมด

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

เย้ๆๆ ได้เนื้อมาแล้ว (มัวแต่ถ่ายรูป)
เลยลงน้ำจิ้มชุบตัวเลยครับ
ผมชอบแบบย่างเกือบสุกครับ เพราะเนื้อจะไม่เหนียวมากและหวานๆ
(ทำ blog ไปก็หิวไปนะเนี่ย T T)

เนื้อในน้ำจิ้ม

พอเข้าปากแล้วรู้สึกเหมือนกับอยู่สวรรค์บนดิน
อยากกินแบบน้ำหนักไม่ขึ้นไปเรื่อยๆ มัอร่อยมาก
อย่างที่บอกครับ ความหนาของเนื้อ คุณภาพเนื้อ ซ๊อสที่ราดมามันลงตัวมากๆๆ

เอิ้กๆๆๆๆ เลยกินไปเรื่อยๆ งดถ่ายรูปครับ
ถ่ายไปก็มือสั่น ควันก็เยอะ กินก็ไม่ทันเพื่อนๆ ว้ากกกกกกกกกกกกก
แต่สุดท้าย อิ่มเหมือนกัน เอิ้กๆๆๆๆๆ ไอโฟนที่เอาไปถ่ายรูปก็ติดคราบน้ำมันเต็มไปหมด
(รูปที่ถ่ายที่เอา iphone ถ่ายทุกรูปนะครับ :D)

ปิดท้ายเมนูครับ ด้วยไอศครีมช๊อกโกแลตลิพ
อร่อยๆๆๆ แต่ได้ลูกเดียวเอง

ไอศครีมปิดท้าย

สรุปหลังกินเสร็จ

หลังจากที่ยัดเนื้อและเครื่องเคียงต่างๆ ลงกระเพาะจนอิ่มแทบเดินไม่ได้แล้ว
ส่วนตัวผมประทับใจกับร้านนี้นะครับ
เพราะว่าพนักงานคุยดี และยิ้มแย้มแจ่มใสดี รออาหารไม่นานและได้อาหารครบ เดินทางไม่ลำบาก
ส่วนคุณภาพของเนื้อก็บอกไปแล้วข้างต้น เยี่ยม ราคาก็สมกับคุณภาพและบริการ
ข้อเสียแทบไม่มีเลยแฮะ เว้นถ้าช่วงที่คนเยอะๆ อาจแออัดไปหน่อยนึง

เป็นอีกร้านนึงที่แนะนำครับ สำหรับคนรัก(ที่จะกิน)เนื้อ

ปล.-แต่ละสาขามีอะไรที่ต่างกัน แนะนำว่าลองไปดู ไปถามเมนูหรือโปรโมชันก่อนนะครับ