ปลายฝนต้นหนาว และดอยหลวงเชียงดาวครั้งที่สอง

หลังจากเมื่อสองปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดอยหลวงเชียงดาว และก็ได้เขียนบล๊อกไว้เป็นที่ระลึกซึ่งบรรจุรายละเอียดไว้แน่นปึ้กระดับแบ๊คแพคไปคนเดียวได้ถึง 2 ตอน (ถ้าใครอยากอ่านตอนเก่าๆ ก็กดไปได้ที่ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นะครับ) ภาคนี้รายละเอียดไม่เยอะมาก แต่จะเน้นรูปเป็นหลักนะครับ 🙂

ช่วงเดือนกันยาปีนี้ อยู่ดีๆ น้องๆ กรุ๊ปเดิม (จริงๆ ส่วนมากก็ทำงานที่เดียวกันแหละ) เค้าก็ชวนผมไปอีกครับ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะแอบบ่นๆ ว่าขอไปขึ้นยอดดอยหลวงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่คิดไปคิดมาประมาณห้านาทีก็ตอบตกลงไปกัน

คิดถึงมันจริงๆ เลย ความทรมานที่แสนมีความสุข

บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย
บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย

ถึงแม้ว่าการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะค่อนข้างโหดพอควร เดินและแบกของกันจนเมื่อยไปหมด แถมข้างบนก็ไม่มีส้วม แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่มี แต่สาเหตุที่รอบนี้ผมอยากไปอีกคือ ครั้งที่แล้วเราไปปลายฤดูหนาว ซึ่งอากาศจะแห้ง ดอกม้งดอกไม้นี่แทบไม่เหลือแล้ว จะเห็นก็คงมีแต่วิวแค่นั้น ซึ่งโปรนักเดินเขาหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าพวกนายสนใจจะดูดอกไม้ก็คงต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้แถบนี้มันจะยังสดและพวกดอกไม้ต่างๆ ก็ยังไม่ร่วงไป บรรยากาศจะต่างกับช่วงปลายกุมภาฯ มาก

แต่การเริ่มต้นครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ กล่าวคือ เราไม่ได้เตรียมอะไรให้มันวุ่นวาย พวกอาหารและน้ำก็ไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลหน้าอุทยานฯ เหมือนเดิมแล้ว เต๊นท์ก็ไม่ต้องกางเอง เพราะครั้งนี้เราจะเหมาเอาทีมงานอันประกอบด้วยพี่คนนำทาง, คนทำครัวและลูกหาบขึ้นไป จะเตรียมก็แต่สัมภาระของใครของมันเท่านั้น เช่นพวกถุงนอน, เต๊นท์, เสื้อผ้าและชุดกันหนาว ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเอาเงินฟาดแล้วเราก็เดินแบกของของเราไปอย่างเดียว โดยค่าใช้จ่ายในการฟาดอยู่ที่ 2,600 บาท ซึ่งผมว่าแพงพอตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว (จำไม่ผิดค่าใช้จ่ายต่อคนนี่อยู่ที่ราวๆ พันนึงไม่รวมค่ารถนะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าน้ำและค่าอาหารน่ะ)

หลังจากติดต่อกันเสร็จ ตกลงหาพรรคพวกได้ ก็ปักหมุดเดินทางวันที่ 30 พฤศจิกา – 1 ธันวาคมกัน

เริ่มต้นคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีอุปสรรคมาเยือน

เริ่มต้นด้วยบรรยากาศฝนมาคุ ตกปรอยๆ มาหลายวันตั้งแต่อังคาร-พุธ-พฤหัส แม้แต่วันศุกร์ก่อนไปก็ยังตก (คือจะเดินกันวันเสาร์แล้ว) แถมมีข่าวดินถล่มที่อำเภอฝางอีก จะไหวมั้ยวะเนี่ย… พูดเล่นไปนั่น ตื่นเช้ามาเจ็ดโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเหนียวหมูทอดพร้อมน้ำพริกและออกไปรอรถตอนแปดโมง (ต้องขอบคุณหมอนุ๊กและครอบครัวที่ให้เราใช้สถานที่พักแรมก่อนลุย แถมทำข้าวเช้าอร่อยๆ ให้กินด้วย ฮือๆๆๆ)

แปดโมงนิดๆ เราก็ขนสัมภาระขึ้นรถ แล้วก็เดินทางผ่านทางออฟโรดที่เต็มไปด้วยขี้โคลนเปียกๆ เกือบตลอดทาง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกซึ่งเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดิน บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยหมอกและชื้นเอาเสียมากๆ แดดแรงๆ เหมือนครั้งที่แล้วแทบจะหาไม่ได้เลย

ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
หมอกลงหนามากๆๆๆ
หมอกลงหนามากๆๆๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่เราเจอสำหรับทริปนี้คือ ทีมงานของเรามี Accident เล็กน้อยเพราะช่วงนี้ใกล้เทศกาลมากๆ ทำให้มีผู้บริการค่อนข้างเยอะ ทำให้ลูกหาบไม่พอ (เห็นว่าอาทิตย์หน้าที่มีวันหยุด 5 และ 10 ธันวา มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่านี้อีก) ทำให้พี่คนนำทางและคนทำอาหารต้องกลายเป็นลูกหาบเอง ของที่ตอนแรกบอกให้เราจัดเต็มก็แบกไปได้ไม่หมด เราต้องแบ่งสัมภาระมาแบกเอง แถมแพคและจัดการสัมภาระค่อนข้างช้ามาก พวกเราจึงเริ่มเดินและนำทางไปยังอ่างสลุงกันก่อน (ทำให้ตลอดทั้งทางพวกเราเดินกันเองเกือบหมด พี่คนนำไม่ได้นำทางอะไร แถมเดินช้ากว่าเราอีก ซึ่งจุดนี้ถือเป็น pitfall ที่ใหญ่มากที่เกิดจากทีมงานของเค้าแต่เราต้องรับผิดชอบ แอบเซ็ง)

เริ่มต้นเดินกันตอนสิบโมงยี่สิบครับ

เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.
เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.

แฉะ เปียก ลื่น เละ

แม้ว่าจะเริ่มที่เด่นหญ้าขัดเหมือนกัน แต่สภาพจะต่างกับที่เดินช่วงปลายหนาวเมื่อ 2 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและแฉะของพื้น เรียกว่ารองเท้าปีนเขานี่ยังเอาแทบไม่อยู่เลย ส่วนผมเหรอครับ ใส่นันยางเดิน โอยยยย ไม่เหลือๆๆ ลื่นล้มซะหลายดอก ยังไม่ถึงครึ่งทางกางเกงก็เปื้อนไปเป็นแถบๆ ละครับ

แต่มาช่วงนี้ต้นไม้เขียวสด มีหมอกมาทักทายเป็นช่วงๆ แถมอากาศไม่ร้อนด้วย เดินสบายสุดๆ

สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ

พอเดินมาใกล้ๆ หัวรสบัส ฟ้าก็เริ่มเปิดบ้างแล้ว แดดเริ่มส่องเบาๆ ในจังหวะที่เราเริ่มปีนอย่างเมามัน ทางชันสะใจมากๆ จนหัวใจเกือบจะเต้นไม่ทันเลย ฮาๆๆ ขนาดลูกหาบที่ว่าฟิตๆ เดินขึ้นหัวรถบัสยังต้องมีพักเป็นช่วงๆ เลย

เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ

หมดโซนหัวรสบัส มองย้อนไปทางเขาสามพี่น้องวิวสวยมากๆๆ แต่วันนี้เราเห็นไม่ครบสามเพราะยอดหลังๆ โดนเมฆหมอกมาบังไปหมด หวังว่าบนยอดเขาสูงสุดที่เราจะปีนต่อไปนั้นจะไม่โดนหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไรนะ

บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ :)
บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ 🙂

เตรียมไต่ยอดดอยหลวงอีกครั้ง

มาถึงอ่างสลุง ทีมงานก็กางเต๊นท์ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจังๆ เราก็แค่โยนกระเป๋าเข้าไปเก็บ, นั่งพักเอาแรงซักพัก จากนั้นก็เตรียมใจเดินต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปสู่ยอดสูงสุด

พักสักแป้บ... แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
พักสักแป้บ… แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)

ปีนไปเรื่อยๆ หมอกก็ไล่เรามาเรื่อยๆ ทีแรกผมกลัวเหมือนกันว่าข้างบนจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ปีนต่อนะ พอถึงซักช่วงหมอกก็เริ่มหายไป แถมมองวิวย้อนกลับไปนั้นสวยโคตรๆ นี่ขนาดยังไม่ถึงยอดนะ ,, อย่าเพิ่งท้อๆ บนยอดจะต้องสวยกว่านี้แน่ๆ

ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)

สุดท้ายก็ไต่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลจนได้ครับ คนมาดูพระอาทิตย์เยอะพอควรเลย แต่วันนี้ก็อาจต้องผิดหวังกันไปเพราะหมอกบังไปหมด บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นคนละแบบจากครั้งที่แล้วที่ทุกคนรอถ่ายพระอาทิตย์ตกเป็นการยืนเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่สูงเหนือเมฆไปอีก

แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะถ้ารอดูพระอาทิตย์ตกอย่างครั้งก่อนคงได้กลับลงมาตอนมืดมากๆ แน่

ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว

ปีนลงมาถึงซุ้มเต๊นท์เรา พี่เค้าทำกับข้าวไว้ให้เราแล้ว เป็นข้าวสวยร้อนๆ, แกงเขียวหวาน, ไข่เจียวและผัดผัก ทั้งหมดทำสดใหม่ขึ้นบนดอยหลวง หอบหิ้วแค่วัตถุดิบขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งชิมแล้วต้องบอกว่าฟินมากๆ การได้ข้าวแกงอุ่นๆ ในอากาศหนาวเหน็บหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันฟินจริงๆ แถมรสชาติที่ทำนี่อร่อยเปิดร้านได้เลยนะ (หรือกินตอนหิวหว่า…)

ซัดโฮกๆๆๆ แล้วก็สลบไป เตรียมตัวเตรียมใจไปกิ่วลมพรุ่งนี้ตีสี่ต่อครับ

ฝนพรำ อากาศสบาย แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ

ตั้งแต่เช้ามืด (น่าจะราวตีสี่กว่า) ผมสะดุ้งตื่นมาเป็นพักๆ พร้อมกับเสียงฝนปรอยๆ ตลอด จนกระทั่งพี่คนนำทางเดินมาถามเราว่าจะไปกิ่วลมอยู่ไหม แค่เปิดซิปเพื่อไปคุยกับพี่เค้า ละอองฝนเล็กน้อยกับไอหมอกจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในเต๊นท์… ทำให้เราได้ข้อสรุปได้ว่าไม่ไปละกัน เพราะไปก็คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แถมหนทางที่ปีนขึ้นก็คงลื่นหัวแตกไม่แพ้กัน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เราจึงเลื่อนเวลาตื่นจากตีสี่ครึ่งเป็นเจ็ดโมงเช้าครับ ออกมากินมาม่า ขนมปัง กับอาหารเช้าที่ทางคณะเค้าเตรียมไว้ให้ด้วย จากนั้นก็เก็บที่นอนหมอนมุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางอ่าวสลุงตอนเก้าโมงห้าสิบนาที หมอกหนามากๆๆ ระยะการมองเห็นไม่เกิน 10 เมตร แถมทางก็แฉะและลื่นกว่าเมื่อวานมากๆ

ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง

ทีแรกเรากะเดินลงทางปางวัว เพราะปีที่แล้วเราก็ขึ้น-ลงทางเด่นหญ้าขัด คราวนี้ขึ้นก็เด่นหญ้าขัดแล้ว เลยกะลงทางอื่นๆ บ้าง แต่พอดีสมาชิกในทีมประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เข่า ทำให้เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบาก เกรงว่าลงทางชันแล้วจะไม่ไหว เราก็เลยตัดสินใจกลับทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม อิอิ แต่วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่ฟ้าปิดสุดๆ หมอกหนาตลอดทางที่เดินทางกลับเลย ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนใกล้บ่ายโมงครึ่งถึงเริ่มจะเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

เฮ้อ… แสงอาจไม่เหมาะถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่อากาศที่เย็นนี่มันทำให้เราเดินสบายมากๆ เลย

แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย

เดินๆ พักๆ แบบแทบไม่เหนื่อยเลยราวๆ สี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราแล้วครับ แม้ว่าการเดินป่าจะสิ้นสุด แต่ไฮไลท์ของบล๊อกนี้อยู่ที่ตอนหน้านะครับ

สวนดอกไม้ที่ความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อย่างที่เกริ่นมาหลายที ครั้งนี้ผมมาดูดอกไม้เป็นหลักน่ะครับ

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้ปีนไปบนยอดกิ่วลม แต่ก็เก็บดอกไม้กึ่งอัลไพน์แปลกๆ ที่ครั้งก่อนๆ เก็บไม่ได้มาซะเพียบเลย บ้างก็รู้ชื่อ บ้างก็ไม่รู้ชื่อ (ส่วนมากชื่อที่รู้จะได้จากพี่ไกด์คนก่อน และจากที่สืบเสาะค้นคว้าเองบ้าง) บางทีเจอดอกแปลกๆ แต่ไม่ได้ถ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย เสียดายที่ไกด์ครั้งนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเก็บดอกไม้มาใส่ในบล๊อกได้มากกว่านี้อีก

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาชมสวนดอกไม้บนดอยหลวงเชียงดาวกันเถอะ

จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)

ประทับใจกับสวนดอกไม้ครั้งนี้จริงๆ

บทสรุป ปลายฝนบนดอยหลวงฯ

สรุปเป็นข้อๆ เลยละกันนะ

  • เหมาจ่ายครั้งนี้แม้จะสะดวกดี แต่แพงไปหน่อย เมื่อเทียบราคา 2600 บาท กับอาหารสามมื้อ, ค่ารถ และค่าจัดการต่างๆ (แถมคนนำก็ไม่ค่อยดีเท่าครั้งที่แล้ว จนพวกเรากันเองต้องนำทางเกือบทั้งทริป) ซึ่งครั้งที่แล้วหมดไปราวๆ พันเดียวเอง (แต่วุ่นวายพอตัวเลย)
  • ฝนตก ทางลื่นมาก ขี้โคลนทั้งนั้น ควรเตรียมชุดและกางเกงไปเปลี่ยนเพิ่มอีกหน่อย และควรพกเสื้อกันฝน, เป้กันฝน, อุปกรณ์กันฝนด้วย (โดยเฉพาะคนที่มีกล้อง) ถ้ามีไม้เท้าที่จิกดินได้จะดีมาก ไม้เท้าของจีนแดงตามตลาดนัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเตี๊ยและยวบ
  • หมอกเยอะมาก ทำใจเลยว่าอาจไม่ได้ขึ้นยอด หรือขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร
  • ดอกไม้เยอะมาก แต่ละดอกไม่ได้โชว์เป้งแขวนป้ายบอกว่ากูชื่อนั้นชื่อนี้ แต่มันจะอยู่ริมๆ ทางซะเป็นส่วนมาก ถ้ารีบเดินหรือไม่ได้สังเกตอาจไม่เจอนะจ๊ะ
  • ห้องส้วมต้นฤดูกาลยังมีสิ่งปฏิกูลไม่เยอะ แค่ระดับโชยกลิ่น ซึ่งต่างกับครั้งก่อนที่ผมไปช่วงปลาย นั่นมันระดับล้นขอบ น่ากลัวมาก
  • รองเท้านันยางไม่ควรใช้เดินป่า (ผมพลาดไปละ เพราะรองเท้าประจำที่เอาไว้เดินดันกาวหลุด) รองเท้าควรมีปุ่มๆ นิดนึง ออๆๆๆ รองเท้าแตะควรเอาไปด้วย จะได้พักเท้าช่วงที่อยู่เต๊นท์
  • ช่วงเทศกาล ระวังลูกหาบขาด อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกว่าเอาของไปได้เต็มที่ ให้เราพกเฉพาะที่จำเป็นไปก็พอ ไฟฉาย ถุงนอน เต๊นท์ ควรตรวจสอบก่อนไปให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน
  • คำนวณน้ำดื่มให้พอดีด้วย พกเยอะไปก็หนัก (ปวดหลังจนถึงตอนนี้) น้อยไปก็ขาดน้ำระหว่างทาง
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่

สุดท้ายต้องขอบคุณหวานใจที่เดินไปด้วยกันและอยู่ข้างๆ กันตลอด ทีแรกกะว่าจะพาไปฟินกับบรรยากาศข้างบนแต่ก็กลัวจะไม่ไหว ที่ไหนได้ เดินเร็วโคตรๆ ไม่ล้มเลยซักแอะเดียว เสื้อผ้าสะอาดใสปิ๊ง เมื่อเทียบกับผมแล้วเรียกว่าขี้โคลนเต็มตัวเลย แถมอยู่ข้างบนก็ไม่มีบ่นเรื่องห้องน้ำหรือการอาบน้ำ การกินอยู่หลับนอนก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแม้ว่าเต๊นท์ผมจะพังไปก็ตาม (แต่เธอบอกว่า ชาตินี้ขอไปครั้งเดียวพอละ กิ่วลงกิ่วลมไม่ไปก็ไม่เป็นไร ฮาๆๆ)

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ อิอิ…

ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ :)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ 🙂

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 2

ตอนนี้เป็นภาคที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, ภาคนี้เราไปเที่ยวกันเยอะมากๆ ดังที่จะเห็นจากรูปที่คัดมานี่แน่นบล๊อกตอนนี้เลย เอิ้กๆๆๆ เพื่อการกระชับเวลาก็จะไม่โม้ในตอนแรกมาก แต่จะแทรกๆ เอาระหว่าเนื้อเรื่องก็แล้วกัน

วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน
วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน

รับรองว่าสนุกกว่าวันแรกครับ

รับอรุณที่ Ubud

หลับซะเต็มอิ่มสุดคืนท่ามกลางสายฝน ตื่นขึ้นมาก็เดินชมโรงแรมและสถานที่รอบๆ โรงแรมหน่อยครับเพราะเท่าที่สำรวจแล้ว โรงแรมเราค่อนข้างเล็กนะ นอกจากตึกห้องพักแล้วก็มีแค่เห็นมีสระว่าน้ำแค่นั้นเอง แม้ตัวสระจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดลงไปเล่น

พอเล่นน้ำได้สักพัก เจ้าหน้าที่เค้าก็ตามไปกินอาหารเช้าครับ เลือกได้ว่าจะเอาอเมริกันเบรคฟาสต์หรือจะเอาแพนเค้กกล้วยหอมก็ได้ เสิร์ฟคู่กับน้ำผลไม้และกาแฟบาหลี ทุกอย่างอร่อยลงตัวใช้ได้ดูดี จนกระทั่งมากินกาแฟเท่านั้นแหละครับ กากนอนก้นเยอะมาก คิดว่าที่นี่คงกินกาแฟไม่กรองกัน ,, ไว้คราวหน้ามาบาหลีจะพกถุงน่องมาด้วยละกัน แหมมมม~

จริงๆ แถวโรงแรมมีวัดด้วยนะ อารมณ์วัดประจำหมู่บ้าน (รามันบอกว่าหมู่บ้านนึงจะมีวัดอย่างน้อยๆ 3 แห่ง สำหรับพระพรหม, พระศิวะ และพระนารายณ์น่ะ) เดินสำรวจแว้บๆ ก็สวยดีนะ

โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ... ดีจังๆ
โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ… ดีจังๆ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ

ระหว่างกินข้าวเกือบเสร็จ รามันก็มารับพอดี (ถ้าใครงงว่ารามันคือใคร แนะนำให้ไปอ่านตอนแรกนะครับ)

วันนี้สถานที่ที่เราไปจะปักหมุดเป็นสีเหลืองนะครับ ตามกันไปได้ (ส่วนสีเขียวเป็นของตอนที่แล้ว ส่วนสีแดงกะม่วงเป็นของตอนหน้า)


View 130525 Bali trip in a larger map

จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ
จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ

เดินทางไปดูระบำบารอง

รามันก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามทางของตัวเมืองอุบุดครับ

ถนนที่นี่ไม่ได้กว้างเลยนะครับ ถ้าเทียบแล้วก็พอๆ กับซอยบ้านเราที่รถสวนผ่านสองคันได้พอดี (มีถนนไม่กี่สายที่จะเป็นสามหรือสี่เลน ส่วนมากเป็นเลนครึ่งถึงสองเลนเท่านั้น) มีรถติดบ้างแต่ไม่มาก ทีแรกก็แอบหงุดหงิดว่าทำไมไม่ขยายถนนซักหน่อย นี่เมืองท่องเที่ยวนะ ทำการคมนาคมให้ดีหน่อยจะเป็นไรไป ,, แต่พอได้นั่งรถไปซักช่วง ตัวผมเองกลับชอบถนนแคบๆ มากกว่าแฮะ ถนนแคบๆ แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มันดูสดชื่นดีนะ เพราะถ้าจะต้องขยายถนน ต้นไม้พวกนี้ก็คงจะต้องถูกตัดไปหมดแน่แท้ ซึ่งรามันเล่าว่าคนบาหลีถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ตัดต้นไม้เพราะในต้นไม้มีพระเจ้าอยู่ข้างใน

แต่สิ่งที่ที่นี่ (และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย) ควรปรับปรุงอยู่ คือป้าย และรถสาธารณะครับ

ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ
ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ

ขับมาสักพัก ก็ถึงโรงละครที่มีชื่อว่า Jambe Budaya ละครับ ,, โชคดีที่เรามาทันเวลาพอดีแฮะ

พอเดินเข้ามาเค้าจะแจกสูจิบัตรการแสดงให้ (เวอร์ชั่นถ่ายเอกสาร) ซึ่งการแสดงของเค้าจะมีบทพูดเป็นภาษาอินโดฯ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูการแสดงของเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ เพราะเค้ามีสูจิบัตรและบทบรรยายการแสดงเป็นภาษาไทยด้วย ว้าวววววว (แต่ก็แปลแบบกูเกิ้ลทรานสเลทอะนะ ฮาๆๆ)

สุดท้ายก็งงๆ ตามเดิม ฮาๆๆๆ

จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
การแสดงเริ่มแล้วครับ :)
การแสดงเริ่มแล้วครับ 🙂

สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับการแสดงบารองเท่าที่ผมตั้งใจดูนะ คือว่ามันเป็นการแสดงที่เปรียบเทียบระหว่างฝั่งชั่วและฝั่งดี คือบารองเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมะ ส่วนรังดาเป็นตัวแทนของฝ่ายอธรรม แม้จะสู้กันหลายครั้งหลายครา และแม้ว่าฝั่งอธรรมจะแพ้อยู่บ่อยๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่มีคำว่าหมดไป ผมตีความของผมเองนะ ว่าคงเป็นเกี่ยวกับสมดุลของธรรมชาติ หรือไม่ก็เตือนให้เรารับรู้ว่าโลกนี้มีความชั่วเยอะแยะที่ไม่หมดไป แต่ให้เราเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่ดีๆ

อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ

สนนค่าใช้จ่ายค่าดูคนละ 75,000rp ในเวลาชั่วโมงนิดๆ ฮี่ๆๆ

แวะถ้ำช้าง หรือ Goa Gajah

จุดต่อมาที่เรามาแวะคือถ้ำช้างครับ หรือมีชื่อท้องถิ่นว่า Goa Gajah ,, รามันเล่าว่าถ้ำนี้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับช้างอะไรเลย มันเกิดจากการกร่อนเสียงและเพี้ยนเสียงมา ชื่อเดิมมันจะมีความหมายเกี่ยวกับถ้ำของนักพรตอะ (รามันอ่านให้พูดชื่อราวๆ กัว ลาวะ, หรือกัว ลาจะ แล้วเพี้ยนเป็นกัว กาจาอะไรประมาณนี้)

รามันยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่นี่จริงๆ คล้ายๆ เป็นถ้ำหรือวัดของศาสนาพุทธอะไรประมาณนั้น ซึ่งที่นี่ถูกสร้างราวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่กว่าที่จะมาค้นพบก็สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนักสำรวจชาวดัช โดยแกไปเจอวัตถุโบราณหล่นในน้ำห้วยโดยบังเอิญ แกจึงเดินย้อนตามลำห้วยเพื่อมาดูต้นน้ำ จนกระทั่งเจอเนินดินรูปร่างแปลกๆ แกเลยขุดสำรวจจนพบสถานที่แห่งนี้ครับ

หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ

จริงๆ ภายในเขตของ Goa Gajah ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ก็จะมีเนินกองปูนเก่าๆ ที่เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสถูปหรือสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาโบราณ, มีรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 องค์ (โดยองค์กลางเสียหายไป ทำให้เหลือแค่ 6 องค์) ปล่อยน้ำลงบ่อน้ำ รามันบอกว่าดื่มแล้วลูกจะดก จริงดิ!!! โดนอำป่าววะ, มีแท่นสำหรับศาสนาฮินดู, และที่ขาดไม่ได้เลยคือมีถ้ำครับ

ปากทางเข้าถ้ำทำเป็นเหมือนเป็นปากปิศาจ (รามันบอกว่าบางตำราคำว่า Goa Gajah ที่แปลว่าถ้ำช้างนั้น ในอดีตมีรูปปั้นช้างอยู่ตรงสองข้างขนาบปากทางไป แต่ตอนนี้หายไปแล้ว? แล้วที่รามันเล่าว่ามันกร่อนเสียงล่ะฟระ!!!!) ข้างในถ้ำโคตรตื้นครับ เดินไปแล้วจะพบกับสามแยกครับ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพบศิวลึงก์และแท่นบูชาตรีมูรติตามลำดับ อึดอัดและค่อนข้างเหม็นควันธูปพอตัว

ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ

โดยรวมผมว่าที่นี่ไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่นะ ไม่มาก็ไม่เป็นไร (ลืมบอกว่าค่าเข้าวัดคนละ 15,000rp)

หาอะไรกินที่คินตามณี

หมดจากถ้ำช้างก็ไปหาอะไรกินกันหน่อยครับ ซึ่งไหนๆ เราก็จะไปวัดบาตูรที่อยู่บนเขาอยู่แล้ว เราก็ไปหาอะไรกินที่เชิงเขาเอาบรรยากาศซักหน่อยดีกว่า

ระหว่างที่เราปีนเขา (จะขึ้นเขาก็เสียเงินค่าขึ้นคนละ 10,000rp อีก…) เราจะพบหมู่บ้านคินตามณี (Kintamanee) ครับ เป็นหมูบ้านที่อยู่ตรงเชิงเขาพอดี จุดนี้วิวจะสวยมากๆ มองเห็นทั้งภูเขาไฟบาตูรและทะเลสาบบาตูรที่อยู่ติดกัน ซึ่งรามันก็พาเราไปที่ร้านที่ชื่อว่า Grand Pucak Seri

เราสามารถเลือกจะกินเมนูเป็นอย่างๆ ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกด้วยประการทั้งปวงก็เลยจัดบุฟเฟ่ต์หัวละ 65,000rp ครับ

เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ

คหสต. ผมว่าบุฟเฟต์ที่นี่โอเคเลยนะ อร่อยไม่เลว แถมมีให้เลือกเยอะ เมนูที่ผมโปรดมากที่สุดคือสะเต๊ะปลา และข้าวเหนียวดำ อร่อยโฮกๆๆๆ ,, นอกจากนั้น วิวภูเขาไฟและทะเลสาบนี่โคตรสุดยอดมากๆ ณ จุดนี้นี่สวยสุดๆ

ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur
ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur

กินข้าวเสร็จฝนตกพอดี ละที่ต่อไปจะไหวมั้ยเนี่ย….

แอ่ววัด Pura Ulan Danu Batur

ระหว่างที่เราเดินทางขึ้นไปบนวัดฝนก็ตกตลอดเวลาจนเป็นกังวลว่าจะได้ลงไปรึเปล่าแว้…. แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละ ฝนก็หยุดตกแบบสนิท แล้วกลายเป็นหมอกบางๆ แทน โอววววว ทำไมรู้สึกว่าโชคดีจุงๆ

ลุยวัดที่ถือว่าเป็นอันดับสองของบาหลีกันเถอะ

ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur

รามันเล่าว่าเมื่อก่อนวัดและหมู่บ้าน Batur ก็อยู่ตีนภูเขาไฟ Batur แหละ แต่แล้วประมาณ 100 กว่าปีก่อนเกิดภูเขาไฟ Batur ระเบิดขึ้นมาทำให้หมู่บ้านถูกลาวากลืนกินและวัดถูกทำลายเหี้ยนเต้ จนกระทั่งภูเขาไฟหยุดพ่นลาวาแล้ว ผู้คนก็มาสำรวจความเสียหายต่างๆ พบว่าแท่นศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระนาง Danu และฉัตร 11 ชั้นประจำตัวนางเท่านั้นที่รอด ชาวบ้านเลยเกิดศรัทธาต่อปาฏิหารย์ดังกล่าวจึงย้ายทั้งหมู่บ้านและแท่นบูชาและเศษกำแพงวัดขึ้นมาสร้างใหม่ที่ภูเขาลูกข้างๆ (ซึ่งก็คือหมูบ้านคินตามณีนั่นเอง)

วัดที่มีสตอรี่แบบนี้ ค่าเข้า 25,000rp ครับ (วัดนี้เราต้องเสียค่าเช่าโสร่งและผ้าผูกเอวเพิ่มด้วย จำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้นะ แต่ก็ประมาณ 10,000rp นะ)

ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย
ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย

วัดฮินดูในบาหลี บางที่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ บางที่ก็ไม่อนุญาตให้เข้านะครับ ,, แต่ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าชมวัดฮินดูละก็ต้องใส่โสร่งเข้านะครับ บางที่ก็ต้องใส่ผ้าผูกเอวด้วย เค้าเชื่อว่าจะไม่ให้วิญญาณไม่ดีเข้ามาทำร้านเราจากทางสะดือน่ะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีผ้าคาดเอว

ถ้าต้องไปอยู่บาหลีนานๆ หรือแพลนจะเที่ยวหลายๆ วัด แนะนำให้ซื้อโสร่งเองเลยนะครับ ผืนนึงถูกๆ ราคาประมาณ 20,000-30,000rp ครับ แต่จะได้ผ้าแบบธรรมดา ลายย้อมสีตกแบบปกติ, แต่ถ้าเอาแบบผ้าบาหลีทอมือ สไตล์การย้อมแบบบาหลีเลยราคาก็จะอัพไปอีก เท่าที่เจอราคาผืนนึงประมาณ 80,000-250,000rp ครับ (สังเกตแบบที่รามันใส่ กะแบบที่ผมใส่อะ จะไม่ค่อยเหมือนกันซักทีเดียว)

นอกจากนั้น ถ้าจะแต่งตัวให้เต็มสูบให้เกิน Minimal requirement ในการเข้าวัดล่ะก็ผู้หญิงไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ผู้ชายจะมีผ้าคาดหัว อันนึงก็ประมาณ 8,000-20,000rp กับสิ่งที่เรียกว่าซาปุดครับ ,, ซาปุดก็คือผ้าอีกชิ้นที่ใส่ทับโสร่งอีกที จำง่ายๆ ว่าเป็นโสร่งครึ่งซีก รามันเล่าว่า เหตุที่มีซาปุดเพราะผู้ชายจะใช้ผ้าทำโสร่งน้อยกว่าผู้หญิง (ชายจะใช้แค่ 1.5-2.0 เมตรกันซะส่วนมาก, ส่วนผู้หญิงจะใช้ 2.5-3.5 เมตรเลย) ทีนี้ถ้าวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นมันก็อาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลุดรอดออกมาจากโสร่งได้ ฮาๆๆ (ไม่รู้ว่ารามันพูดจริงหรือเล่นอะ)

ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ

ประตูในวัดบาหลีมีสองแบบคือประตูเปิด คือประตูที่เป็นช่องเฉยๆ ไม่มีอะไรข้างบน (ถ้ารูปล่างก็เป็นอันสองข้างซ้ายขวา) แปลว่า ยินดีต้อนรับ, ส่วนประตูที่มีเป็นคล้ายๆ ซุ้มเต็มๆ มีอะไรปิดตรงกลางหัวเรา (อันตรงกลางอะ) เค้าเรียยกว่าประตูปิด หมายถึงภูเขาไฟ ซึ่งหมายถึงการเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่าจะเปิดเฉพาะช่วงมีงานเทศกาลหรือเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่่าเค้าจะปิดเป็นปกติ (ทำไมมีซึ่งหมายความเยอะจัง)

ประตูเปิด vs ประตูปิด
ประตูเปิด vs ประตูปิด
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ

แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่อากาศที่นี่หนาวและลมแรงมาก หมอกก็ตกลงมาหนาขึ้นเรื่อยๆ จะว่าสวยก็สวย แต่อีกอารมณ์นึงก็เสียวฝนตกเหมือนกัน เพราะทริปคงล่มเละแบบไม่เป็นท่าแน่ๆ

พวกเราเดินทะลุเข้ามาในตัววัดเรื่อย นอกจากจะเจอความสวยงามของวัดและวัฒนธรรมของที่นี่แล้ว ผมยังเห็นศรัทธาของชาวบ้านต่อศาสนาฮินดู ไม่ว่าคนหนุ่มคนแก่หรือลูกเล็กเด็กแดงก็มาเข้าวัดกัน ถวายเครื่องบูชาและกราบไหว้เทพเจ้ากันอย่งเพียบ เป็นเอกลักษณ์มากๆ เลย

เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ

เดินชมวัดเสร็จ ฝนก็ลงเม็ดแบบพอดี เที่ยวหนีฝนชัดๆ

ลงมาชิมกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย อิอิ

หลังจากเที่ยววัดเสร็จ รามันก็พาเราไปเที่ยวสวนกาแฟที่ตีนเขาครับ จริงๆ สวนกาแฟมีเยอะมากๆ เท่าที่คะเนด้วยสายตาแล้ว เส้นถนนจากวัดบาตูรมาถึงตีนดอยเนี่ยมีสวนไม่ต่ำกว่า 20 สวน แต่สวนที่รามันพาเราไปมีชื่อว่า Dewร Agrovisata ครับ ซึ่งรามันโม้ว่าสวนนี้กาแฟอร่อยมากๆ

จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ
จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ

พอมาถึงก็ต้องเดินฝ่าดงโกโก้, ดงกาแฟ, กรงตัวชะมด (ราันบอกว่าตัวชะมดนี้ตอนกลางวันจะขังในกรง แล้วจะปล่อยมากินเมล็ดกาแฟตอนกลางคืน โดยชะมดมันจะเลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกแล้ว จากนั้นรุ่งเช้ามันจะกลับเข้ากรง สายๆ ชาวสวนก็เตรียมเก็บขี้มันได้)

จากนั้นเราก็จะเจอ Station ของการคั่วกาแฟและการชงกาแฟของทางสวนครับ จะนั่งดูก็ได้ หรือจะไปรอที่โต๊ะด้านหลังก็ได้

ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย

ขอเล่าเรื่องกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย คือ สตอรี่มันมีอยู่ว่า สมัยล่าอาณานิคม ชาวดัชต์ก็จะให้แรงงานอินโดฯ บนเกาะสุมตรามาปลูกกาแฟครับ โดยตอนเก็บเกี่ยวกาแฟเนี่ยจะแอบจิ้กไปกินไม่ได้ ต้องเอาให้พวกดัชต์ทุกเมล็ด (เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนกาแฟเป็นของมีค่ามากๆ อะ) ทีนี้คนอินโดฯ เค้าก็อยากกินกาแฟบ้างแต่ก็ถูกกีดกันไว้ ,, จนกระทั่งวันนึงแรงงานเหล่านี้เค้าสังเกตว่ามีตัวชะมดเนี่ยมันมากินกาแฟ แถมตอนมันขี้ออกมาก็ยังเป็นเม็ดกาแฟด้วย พวกนี้เลยหัวใส ให้ตัวชะมดมากินกาแฟที่อยู่ในสวนแล้วให้ไปขี้นอกสวน แต่แล้วพวกดัชต์ก็จับได้ว่าแรงงานชาวอินโดฯ ขโมยกาแฟด้วยวิธีนี้ จึงให้เอากาแฟที่ขโมยมาคืน พอล้างขี้แล้วเอากาแฟที่ถูกขโมยไปมาชงกลับพบว่ามันมีรสชาติอร่อยขึ้น หอมและกลมกล่อมกว่ากาแฟคั่วธรรมดาจากสวนเดียวกัน เอิ้กๆ จนกลายเป็นกาแฟขี้ชะมดในที่สุด

แต่กระนั้นชะมดที่เอามากินเมล็ดกาแฟก็ไม่ใช่ชะมดหรืออีเห็นทั่วไปนะ ต้องเป็นสายพันธุ์ที่พบมากบนเกาะสุมาตราและอินโดนิเซียเท่านั้น เพราะเท่าที่ผมเคยสอบถามโปรกาแฟ เค้าบอกว่าหากชะมดสายพันธุ์อื่นๆ หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ มากิน กรดและการหมักเมล็ดกาแฟในกระเพาะจะไม่สมบูรณ์เท่าสายพันธุ์นี้ กาแฟที่ได้ก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไป จะไม่นัวหอมอย่างสายพันธุ์ Paradoxurus ssp. กินเข้าไป

ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย

กาแฟทุกถ้วยที่สวนเค้าให้ชิมฟรีครับ เว้นกาแฟขี้ชะมด แก้วละ 50,000rp ,, โอววว ราคาเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วก็ขอจัดซักหน่อยละกัน

ถึงเวลาจริงๆ เค้าจะเสิร์ฟกาแฟให้เราเยอะมาก ตั้งแต่กาแฟดำสไตล์บาหลี, กาแฟโสม, กาแฟมะพร้าว, กาแฟวนิลา, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำตะไคร้, น้ำขิง, โกโก้ อย่างละ 1 แก้วเล็กพร้อมกับกล้วยฉาบ 1 จาน ส่วนตัวชิมแล้วกาแฟและโกโก้เฉยๆ น้ำกระเจี๊ยบเปรี้ยวมาก น้ำตะไคร้กะน้ำขิงอร่อย

ส่วนกาแฟขี้ชะมดเหรอครับ หอมกว่ากาแฟบาหลีนิดหน่อย หนักบอดีกว่าหน่อย เท่านี้เองล่ะครับ (ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนที่ผมเคยชิมที่เมืองไทยนะ ก็ประมาณนี้แหละ ไม่ค่อยเท่าไหร่) อย่าไปคาดหวังว่ามันจะกลมกล่อมแบบโซเดมาคอมอะไรขนาดนั้น

ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ

จิบกาแฟเสร็จก็มาเดินที่ซุ้มของฝาก มีทั้งกาแฟโสม, กาแฟวนิลา, โกโก้, น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ อย่างที่เรากินกันตะกี้ทุกรายการวางขายแบบจัดเต็ม รวมทั้งตัว Kopi Luwak ทั้งห่อน้อยห่อใหญ่ ทั้งเม็ดคั่วและเม็ดบดแล้วบรรจุหีบห่อสวยงามวางรออยู่เพียบ เห็นราคาแล้วไม่กี่แสนรูเปี๊ยะห์เอง (จำไม่ผิดห่อเล็กประมาณห้าร้อยบาท ห่อใหญ่ประมาณพันห้าอะ) รู้งี้ซื้อแบบนี้แล้วไปชงเองที่บ้านคงได้หลายสิบแก้วกว่านี้ ฮือๆๆ

ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ :)
ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ 🙂

วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) และตลาดปราบเซียน

ลงจากสวนกาแฟ เราก็แล่นตามถนนมาเรื่อยๆ เพื่อจะไปวัดอีกที่นึงครับ วัดนี้มีชื่อว่า Pura Tirta Empul หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง แน่นอนครับ ที่นี่ก็มีค่าเข้าชม คนละ 15,000rp (แถมคิดค่าที่จอดรถอีก 5,000rp อีกแนะ)

รามันเล่าว่า วัดนี้อยู่ในโซนของ Tempaksiring หรือเขตเมืองเก่าแก่โบราณของบาหลีครับ (ซึ่งผมก็มองไม่ค่อยออกเหมือนกัน) แต่ที่แน่ๆ วัดนี้อยู่ติดกับบ้านของประธานาธิบดีซูการ์โน (อธิบายไว้ในตอนที่แล้วเกี่ยวกับประเทศอินโดฯ แล้วอะ)

ระหว่างขับรถมาก็เห็นชาวบ้านเค้าเอาของทูนหัวแห่มาวัดกันอย่างเพียบ

สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ
สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ

รามันยังเล่าที่มาของวัดนี้อีกว่า เดิมทีในสมัยอดีต มีพระราชาใจร้ายปกครองเมืองด้วยความเหี้ยมโหด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จนสวรรค์ต้องส่งพวกเทวดาลงมาช่วย แต่พระราชาใจร้ายก็วางยาพิษลงในแหล่งน้ำและหลอกให้เทวดาที่จะมาช่วยลงมากินจนตายหมด เดือดร้อนกันขึ้นไปอีกเพราะชาวบ้านก็ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จนสุดท้ายน้องชายของพระราชาชื่ออินดราจายา (รามันบอกว่าแกเป็นพระอินทร์มาจำแลงกายอยู่) ก็เป็นคนเอาดาบศักดิ์สิทธิ์มามาปักลงพื้นและกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ชาวบ้านศรัทธาและรวมใจกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา

รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้
รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้

ขับมาอีกนิดก็ถึงวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเราวันนี้แล้วครับ รามันเล่าว่า จากปฏิทินชาวฮินดูวันนี้ถือเป็นวันพิเศษของเค้า ซึ่งเค้าจะแห่มาวัดกัน มาอาบน้ำดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วเข้าไปทำพิธีในวัดต่อครับ รามันบอกว่าเราสามารถลงไปในน้ำพุได้ได้นะ ไปต่อคิวเค้าได้เลย (คิวยาวมากๆ) สามารถอาบน้ำและดื่มน้ำได้จากทุกรูน้ำพุ ยกเว้นรูที่ 10 และ 11 เพราะเค้าให้เฉพาะคนตายเท่านั้น

เพื่อให้ใกล้ชิดกับชาวบาหลี เราก็พร้อมใจที่จะไม่ลงน้ำพุกัน!! ขอแค่เดินสำรวจรอบๆ ก็พอละ บ่องตง เพราะแค่ดูเค้าทำพิธีกรรมกันก็ตื่นเต้นมากๆ แล้ว คนเยอะสุดๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มคนสาว ลงบ่อกันให้ควับ เครื่องบูชาอย่างเพียบ

วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ

เดินเข้ามาข้างในก็จะเห็นอีกบ่อนึงครับ ลักษณะแบบตาน้ำอยู่ในบ่อ รามันบอกว่านี่แหละๆๆๆ ที่เค้าอินดราจายาเอามีดมาปัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นตาน้ำศักดิ์สิทธ์ไปแล้ว น้ำจากบ่อข้างนอกก็มาจากบ่อนี้อีกทีนึง

ส่วนชาวฮินดูหลังจากอาบน้ำในบ่อเสร็จก็จะเข้าวัดไปทำพิธี แต่คนนอกอย่างเราเค้าไม่ให้เข้าไปนะครับ เราก็ได้แค่ยืนมองจากข้างนอกข้ามกำแพงออกไป (แต่เท่าที่สังเกตดูนอกจากถ่ายรูปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าไปทำไมเหมือนกัน)

ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ

หมดจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์ รามันก็ชวนเราไปอีกที่ที่อยู่ข้างๆ กัน แกภูมิใจนำเสนอสถานที่นี้ตั้งแต่หัววันละ แกบอกว่าคนไทยชอบนะที่นี่ แกตั้งชื่อที่นี่ว่าตลาดปราบเซียนครับ

ที่นี่ขายของที่ระลึกและของฝากต่างๆ ของบาหลีโดยเฉพาะเสื้อผ้าต่างๆ ผ้าบาติกหลายหลากสีสัน ถ้าเทียบกับบ้านเราคงคล้ายๆ สวนลุมไนท์ฯ หรือไม่ก็ไนท์บาร์ซาร์ที่เชียงใหม่อะ โดยจุดเด่นและจุดมันส์ (ของบางคน) ของที่นี่คือการต่อราคาครับ แม่ค้าพ่อค้าที่นี่จะตั้งราคาไว้แพงโหด ราวๆ 6-10 เท่าของราคาท้องตลาดครับ ถ้าเราต่อเก่งๆ เราจะได้ของดีราคาถูก แต่ถ้าต่อไม่เป็น โดนฟันแหลกหัวแบะไปจนถึงรูตูดเลย ,, อาทิโสร่งบาติกราคาตลาดทั่วๆ ไปประมาณ 40,000rp, ราคาที่นี่จะราว 300,000rp ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่ทราบราคาไม่ต่อราคาละก็โดนเละเทะเลยครับ

อย่างที่บอกครับ มันต้องต่อราคา!!

ถ้าทำการบ้านหน่อย แนะนำว่าควรศึกษาราคาพื้นฐานของของที่ระลึกหรือเสื้อผ้าที่บาหลีหน่อย ส่วนเทคนิคการต่อที่นี่แนะนำว่าอย่าต่อสุ่มสี่สุ่ห้าและอย่าต่อแบบเกรงใจครับ ให้จัดหนักๆ แบบว่าถ้าตกลงราคานี้แล้วเราเอาเลย ถ้าไม่เอาให้ทำหน้ามุ่ยแล้วรีบเดินหนี แม่ค้าจะวิ่งมาหาท่าพร้อมทั้งฉุดกระชากแขนท่านรั้งไม่ให้ไปไหนพร้อมปล่อยราคาต่ำมาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบตกร่องปล่องชิ้นไวเกินไป อย่างสมมติเราถูกใจเสื้อบาติก แม่ค้าให้ราคา 100,000rp ให้ต่ออย่างต่ำ 50% ครับ พยายามกดราคาลงเยอะๆ ถ้าเราเดินหนีไปเดี๋ยวเค้าจะให้ราคาลดลงเอง แต่ถ้าลดไม่ได้ตามที่เราหวังไว้จริงๆ ก็เดินไปหาซื้อร้านอื่นเถอะครับ อย่างเสื้อยืดอะไรซักอย่าง ต่อเล่นๆ ระหว่างรอเพื่อนซื้อของ ทีแรกเค้าให้ราคาตัวละ 120 บาท ผมบอกว่าไม่เอา ยืนกรานยังไงก็ไม่เอา สุดท้ายได้มาสามตัว 120 บาทแบบงงๆ เหมือนกัน

อีกอย่างตลาดที่นี่แม่งมีทางเข้าและทางออกทางเดียว หากคิดว่าจะเข้ามาแล้วต้องทำใจเดินวนเขาวงกตผ่านร้านทุกร้านของที่นี่เพื่อไปถึงปลายทางออกครับ แต่อีกสิ่งที่น่าเบื่อสุดๆ คือแม่ค้าถึงเนื้อถึงตัวเรามากนะครับ ต่อราคาแล้วเราไม่เอานี้จะจับมือเกี่ยวแขนไม่ให้เราหนีไปไหนเลย บางคนก็จับมือเราลากเข้าร้านเค้า กว่าจะออกจากตลาดมาได้นี่มือระบมครับ

จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน
จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน

บ่องตง ทีแรกก็ต่อราคามันส์ๆ แต่หลังๆ พอรู้ราคากลางเริ่มเจ็บ ,, เจ็บทั้งกายและใจ ฮือๆๆๆ

เติมพลังเฮือกสุดท้ายที่ร้าน Bebek Begil

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการถูกแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาดปราบเซียนกระชากลากถูแล้ว ก็ขอมาเติมพลังหน่อย รามันบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินเป็นกรอบสไตล์บาหลี เป็นร้านแรกและ Original ที่สุดในบาหลีครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า Bebek Begil – Dirty duck ครับ

ก่อนเข้าผมก็แอบเอะใจนิดนึงว่า Dirty duck มันคืออะไร รามันก็บอกว่า Dirty duck ก็แปลว่าเป็ดสกปรกไง ,, เฮ้ย เป็ดสกปรกอะไรวะ จะกอนได้เหรอ แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามทุ่งนาครับ เป็ดพวกนี้มันจะชอบไปลุยขี้โคลนต่างๆ ตามทุ่งนาและทำให้ตัวมันดำและสกปรกมากๆ แต่รามันบอกว่าเป็นพวกนี้เนื้อจะแน่นกว่าเป็ดเลี้ยง (ผมว่ามันคงคล้ายๆ ไก่บ้านของเราอะ)

นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)
นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)

หลังจากที่เราวนหาที่จอดรถกันนานมาก (จนรามันต้องขับไปจอดที่จอดรถอีกที่ที่ไกลมาก) เข้ามาในร้านก็สามารถเลือกนั่งได้นะว่าจะเอาแบบไหน จริงๆ รามันบอกว่าที่นั่งหลังร้านจะเห็นวิวของทุ่งนาสวยงามมากๆ แต่วันที่ไปฝนตกหนัก ก็เลยต้องเลือกที่นั่งที่เป็นโต๊ะนั่งรวมหลังร้าน

จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น

มาถึงไม่ต้องงงกับเมนูครับ เพราะรามันจัดชุดคุณหนูมาให้แล้ว ทุกคนได้เหมือนกันหมดครับ โดยจานนึงเราจะมีเป็ดกรอบครึ่งตัว ข้าวหนึ่งถ้วย, แตงโมหนึ่งซีก, ส้มสองกลีบ, และน้ำจิ้มสามแบบครับ

เท่าที่ลองชิมดู เป็ดตัวไม่ใหญ่มาก กระดูกกรอบในระดับที่เคี้ยวได้สบายๆ เนื้อกรอบดีใช้ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมก็ค่อนข้างแข็งไปนิดนึง กินยากมาก ต้องใช้มื้อกฉีกเป็ดและหักกระดูกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ กินกับข้าว รสชาติเค็มปะแล่มๆ นิดหน่อย อร่อยปานกลาง แต่น้ำจิ้มเค้าจิ้มแล้วโคตรเฉยๆ เลยอะ ผมว่าแทนที่จะทำให้รสชาติของเป็ดมันเด่นขึ้นมากลับให้ความรู้สึกดาดๆ เฉยๆ จิ้มก็งั้นๆ ไม่จิ้มยังจะโอกว่า ,, แต่โดยรวมผมว่ามื้อนี้อร่อยกลางๆ ไม่ค่อยฟินมากเท่าไหร่ ยิ่งถ้าใครไม่ชอบแทะนี่คงลำบากมากๆ เลย

หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย

หมดภาคนี้ เราจะย้ายไปอยู่โรงแรมแถวๆ Kuta Beach ซึ่งจะให้อารมณ์คล้ายๆ พัทยา (เทียบแล้วที่ Ubud นี่อารมณ์ปายอะ แบบเงียบๆ หน่อย) ขอพักผ่อนก่อนละกัน แล้วพบกันตอนหน้าภาคสุดท้ายแล้วครับ อิอิ

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 1

พิจารณาตัวเอง สังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองไปเที่ยวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศแล้วแฮะ ตามเทรนด์ AEC ของทางรัฐบาลจริงๆ แหม่~ (จริงๆ มีไปสิงคโปรด้วย แต่ยังไม่ได้รีวิวอะ ไม่รู้จะมีโอกาสรึเปล่า) ตอนนี้ก็จะพาไปเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งเกาะเล็กๆ ในหนึ่งหมื่นเจ็ดพันเกาะของประเทศอินโดนิเซีย

สเน่ห์อย่างนึงของบาหลีคือความแตกต่างครับ โดยเฉพาะสิ่งที่บาหลีต่างจากเกาะอื่นๆ คือเป็นเกาะที่แทบทั้งเกาะนับถือศาสนาฮินดูศิวะแบบเคร่งครัด (แต่ส่วนมากชาวอินโดนิเซียนี่เค้านับถือศาสนาอิสลามกันน่ะครับ) นอกจากนั้นบาหลียังมีวัฒนธรรมและธรรมชาติเก๋ๆ ที่น่าหลงไหลอีกมากมายเลย…

บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว
บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว

ติดตามกันได้ครับ 🙂

วางแผนกันที่เมืองไทย

ทริปนี้จริงๆ ก็เริ่มต้นคล้ายๆ กับทุกครั้งแหละครับ คือการจองตั๋วแอร์เอเซียลดราคาแบบข้ามทีหลายๆ เดือน ฮาๆๆ ทีแรกผมอยากไปเที่ยวฮ่องกง กะจะไปกินทาร์ทไข่ตามความใฝ่ฝันตั้งแต่บล๊อกตอนก่อนๆ แต่เวลามันไม่ลงตัวกับวันลา ส่วนไอ้ที่ลงตัวมันแพงไปหน่อย สุดท้ายเลยมาลงตัวกับเพื่อนๆ ที่บาหลี ซึ่งตอนนั้น ไม่รู้จักเลยว่าบาหลีคืออะไร ฮาๆๆๆ (จองไปเพราะถูกนั่นเอง ค่าตั๋วไป-กลับจากดอนเมือง-บาหลี ประมาณแค่ 4,500 บาทเอง) เอาเถอะๆๆ ไปเที่ยว ฮาๆๆๆ

จากนั้นก็เริ่มก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แก๊งส์เดิมนั่นแหละครับ ก็ถกเถียงที่เที่ยวกันไปๆ มาๆ หลายเดือน เพราะทีแรกว่าเราก็จะแบกเป้ไปเที่ยวกัน (เออ.. แต่บางคนก็เป็นกระเป๋าลากนะ) ไม่ได้ซื้อทัวร์ไปเหมือนเจ้าอื่นๆ เถียงกันแทบทุกเรื่องทั้งเรื่องที่เที่ยวและที่พักต่างๆ ทีแรกก็จะเช่ารถขับเอง โรงแรมมีให้เลือกเป็นสิบที่ตามที่เค้าแนะนำกันมาจากเวปต่างๆ ฯลฯ โอยยยยยย ปวดหัวๆๆๆๆๆ เนื่องจากเท่าที่รีวิวมาก การขับรถในบาหลีไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่ารถเค้าจะพวงมาลัยขวาและขับชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา แถมหนทางก็ซับซ้อน, ที่เที่ยวแต่ละที่ก็ไกลห่างกัน, ลูกตุกติกก็ค่อนข้างเยอะ ฯลฯ

แต่สุดท้าย เราก็ลงตัวที่เช่าไกด์+รถของไกด์ครับ

การเริ่มต้นของทริปก็คล้ายๆ เดิมที่สถานีขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ แล้วมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันเครื่องบินเที่ยงเช้าราคาประหยัดของเรา

รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว
รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว

การเตรียมตัวที่สำคัญอย่างนึงตอนไปอินโดนิเซียคือการเตรียมเงินครับ เพราะเงินรูเปี๊ยะห์นี่หาแลกค่อนข้างยาก ร้านประจำที่เชียงใหม่ที่เคยแลกเค้าก็บอกว่าขอเวลาหาประมาณ 1 สัปดาห์ เฮ้ย!! ไม่ทันแล้ว ดังนั้นผมเลยแนะนำว่าให้แลกเงินเป็นดอลล่าไปนะ แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกต่อที่นั่น (แนะนำเพิ่มอีกว่าเวลาแลกดอลล่าควรแลกทั้งแบงค์เล็กแบงค์ใหญ่ แต่แบงค์ใหญ่จะได้เงินเยอะกว่านิดนึง และก็ต้องดูดีๆ ด้วยนะ อย่าเอาแบงค์ดอลล่าเยินๆ หรือมีรอยขีดเขียน เค้าจะไม่ค่อยรับแลก เดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นแบงค์ปลอม)

สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)
สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)

ช่วงที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 9,500-9,700rp/USD ,, คิดให้มันง่ายๆ ก็คือหมื่นละสามสิบ หรือเอามาคูณสามแล้วตัดศูนย์ทิ้งไปสามตัวจะได้เป็นเงินบาทของเราโดยประมาณ

นั่งเครื่องบินโคตรนานประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมงเราก็ถึงสนามบินงูราห์ราย เดนพาซาร์ของบาหลีละครับ ผมว่ามันเป็นสนามบินที่เก๋ดีนะ ติดกับทะเลเลย ไม่ใช่ติดแบบธรรมดานะ แบบว่า รันเวย์เรามีคลื่นกระทบฝั่งให้เห็นเลย ถ้าวันไหนพายุเข้าน้ำท่วมก็คงมีเสียวเบาๆ เหมือนกันนะ ,, แถมช่วงนี้เค้ากำลังก่อสร้างตึกเพิ่มและปรับปรุงสนามบินใหม่หลายๆ จุดเพื่อให้ทันกับการประชุมโอเปกที่จะมาจัดที่บาหลีประมาณมิถุนา-กรกฎานี้ด้วย

นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ
นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ

ชื่อสนามบินบาหลีอย่างงูราห์ราย เดนพาซาร์ ชื่อยาวและยาก แต่จริงๆ มันประกอบด้วย 2 ส่วนครับ คืองูราห์รายคือชื่อของนายพลซึ่งเป็นวีรบุรุษของอินโดนิเซียคนนึงที่เป็นชาวบาหลี ชื่อเต็มๆ ของแกคือ I Gusti Ngurah Rai แกเป็นคนที่ต่อสู้กับชาวดัชต์ที่จะพยายามมายึดอินโดฯ เป็นอาณานิคมอีกครั้งหลังจากที่อินโดฯ ประกาศอิสรภาพแล้ว แกเป็นคนรวบรวมชาวบาหลีต่อสู้ทุกวิถีทางจนตัวเองตายโดยไม่ยอมแพ้, ส่วนเดนพาซาร์เป็นชื่อเมืองทางใต้ของบาหลีนะครับ

เหยียบบาหลีแบบงงๆๆ

จากนั้น เราก็ลงมาสนามบินแบบงงๆ ครับ สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ เล็กกว่าดอนเมืองเราซักครึ่งนึงได้ แต่คนเยอะกว่ามาก เดินไปทางไหนก็งงไปหมด ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือการรีบโทรหาไกด์ตามเบอร์ที่ได้เพื่อนัดเจอกันครับ กดๆๆ เบอร์ให้เสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผม จริงๆ ก็ดูเหมือนไม่แปลกอะไรที่เค้าจะเชื่อมั่นในภาษาอังกฤษของผมนะครับ แต่ผมว่ามันแปลกที่ว่าไกด์เราคุยภาษาไทยได้แบบระดับเฮ้ย!!! หยั่งกะคนไทยคุยกันเลยอะ

อีกสักพักไกด์เราก็เดินมารับเราที่จุดนัดพบครับ ไกด์ของเรามีชื่อว่าคุณรามัน (Rahman) ครับ เป็นคนบาหลีโดยกำเนิด แต่พูดภาษาไทยชัดมากยังกะเกิดที่เมืองไทย ชัดแบบเว่อ สื่อสารกับคนไทยได้ในระดับ fluently เลยครับ (เผลอๆ ยังพูดชัดกว่าวัยรุ่นบางคนอีกต่างหาก) นอกจากนั้นเค้ายังเฟรนด์ลี่มากๆ ร้องเพลงไทยได้ เนื้อเพลงเป๊ะ (เพลงคันหูแม่งงงงงยังร้องได้อะ…) ศัพท์แสลงอะไรนี่รู้หมด เหมาะสมกับคุณสมบัติแห่งการเป็นไกด์แห่งวังจุฑาเทพส์จริงๆ

ถ้าใครแพลนว่าจะไปบาหลีละก็ ผมแนะนำไกด์คนนี้นะ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

ถ้าต้องการติดต่อรามัน สามารถเมลไปหาได้ที่ fatih.bali@yahoo.com หรือจะโทรไปหาก็ได้นะครับ ที่ +61(0)8123922681 หรือจะเฟสบุ๊คไปหาแกก็ได้นะครับ (แต่แกตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แนะนำเมลดีที่สุดนะ) ซึ่งตอนที่ไปนี่แก service ดีมากๆ ถ้าไม่รู้จะไปไหน ให้แกนำไปก็ได้ แต่ถ้าเรามีสถานที่ในใจ เราก็สามารถออกแบบโปรแกรมหรือร้าน/สถานที่ที่เราอยากไปได้ โดยแกจะจัดการให้มันลงตัวเอง ซึ่งนอกจากบาหลี แกยังพาไปโบรโมได้ด้วย (แต่ต้องบอกล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน)

ค่าใช้จ่ายตอนที่ผมไป แกคิดค่าตัวแก+รถส่วนตัวรวมค่าน้ำมัน(รถ Suzuki รูปทรงคล้ายๆ Innova อะ)+แกขับรถให้ ที่ 500,000rp ต่อวัน ดูแล้วค่อนข้างแพง แต่ถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาทเอง ซึ่งอยากบอกว่าโคตรถูก คุ้มราคายิ่งกว่าคุ้ม เพราะถ้าเราเช่ารถขับเอง ตกวันนึงประมาณ 900-1,200 บาทแล้ว ซึ่งยังไม่รวมค่าน้ำมันและค่าหลงทาง

ยิ่งถ้าบอกแกว่ามาจาก blog ผมก็จะขอบคุณมากนะครับ 🙂

คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว...
คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว…
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ

เที่ยวบาหลีครั้งนี้ คงต้องพูดและอ้างถึงคุณรามันมากหน่อย อย่าว่ากันนะครับ 🙂

รู้อะไรบ้าง… อินโดนิเซีย

ระหว่างนั่งรถเดินทางและรถติดที่บาหลี เพื่อความสนุกเร้าใจมากขึ้น ผมก็ขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับประเทศอินโดนิเซีย ,, ประเทศเพื่อนบ้านที่เราไม่ค่อยรู้จักดีเท่าไหร่มาให้ฟังกัน ส่วนนึงได้จากการอ่าน, ส่วนนึงได้จากประสบการณ์ที่ไปเที่ยวมา, แต่ส่วนใหญ่ได้มาจาก Rahman ครับ

  • เค้าบอกว่าคนอินโดฯ เดิมก็มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่อพยพมาจากมาเลย์แหละ พวกนี้เดินเรือเก่งมากและชอบการผจญภัยในท้องทะเล พวกเค้าอยู่แถบนี้มานานหลายพันปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งมีชนชาวฮินดูจากอินเดียเข้ามา พวกนี้ไม่ได้มาเฉยๆนะครับ เอาภาษาและศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ซึ่งการนับถือศาสนาฮินดูในสมัยนั้นเป็นเรื่องเก๋ไก๋และเป็นที่แพร่หลายมาก จนทำให้วัฒนธรรหลายๆ อย่างของชาวบาหลีมีส่วนประกอบของศาสนาฮินดูไปด้วย
  • ต่อมาศาสนาพุทธก็เริ่มเข้ามาครับ แต่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ ในยุคศรีวิชัย ประมาณแค่พ.ศ.1000-1400 เอง เทียบๆ กับฮินดูแล้วศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสู้ไม่ได้ อยู่ด้วยกันสองสามร้อยปียังไม่ทันถึงไหนก็ศาสนาพุทธเสื่อมถอยไปก่อน
  • ที่เข้ามากลุ่มต่อไปคือพ่อค้าอาหรับจากแถบตะวันออกกลางครับ พวกนี้จริงๆ มาเพื่อค้าขาย ขายไปขายมาเลยเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปด้วย ซึ่งศาสนาอิสลามเนี่ย เข้ามาถูกที่ถูกเวลาคือมาตอนศาสนาฮินดูเริ่มเสื่อม คนอินโดฯจึงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามซะเยอะ เกาะใหญ่ๆ ส่วนมากก็เป็นอิสลามกันหมด จนกลายเป็นอาณาจักรมอสเล็มขึ้นมา ,, ยกเว้นที่บาหลีนะครับ ที่ประชากรส่วนมากยังนับถือศาสนาฮินดูอยู่
  • ฝรั่งมังค่าชนชาติแรกที่เข้ามาในอินโดฯ คือโปรตุเกสครับ หลักๆ แกมาค้าขาย แต่สุดท้ายเห็นความอุดมสมบูรณ์ไม่ไหวก็ยึดเอาเมืองเล็กๆ เป็นเมืองท่าสำหรับตน ทำให้คนอินโดฯ ไม่พอใจและสู้รบขับไล่ออกไป รวมทั้งก่อตั้งเมืองจาการ์ตา (เห็นราห์มันพูดว่ายอร์กต้า สงสัยคงมาจาก Yokyakarta กระมัง) เพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากขับไล่โปรตุเกสออกไปได้
  • แต่ที่มาแล้วมีเหตุคือฮอลแลนด์ครับ คือฮอลแลนด์เนี่ยแกกะมายึดแบบจริงจัง ทีแรกก็ไล่ยึดไปไม่กี่เมือง แต่พอมายึดเค้าแล้วตัวเองก็ตั้งบริษัทชื่อ United Dutch East India Company ซึ่งถ้าคิดไม่ออกให้คิดถึงบริษัท East India ที่อังกฤษตั้งเพื่อดูดทรัพยากรของอินเดียไป อันนี้ก็คล้ายๆ กันครับแต่แสบกว่าตรงที่ยังเป็นแหล่งหาอาณานิคมให้ฮอลแลนด์ด้วย จนสุดท้ายก็ยึดอินโดนิเซียได้ทั้งประเทศ
  • จากนั้นชาวอินโดฯ ก็เริ่มทำสงครามต่อสู้กับชาวดัชต์ ตั้งแต่ประมาณพศ.2200 ครับ สู้กันไปสู้กันมา แพ้ดัชต์หมด… ฝ่ายอินโดนิเซียที่แพ้เนี่ย เจ้าเมืองก็มีทางเลือกคือยอมสยบดัชท์, ยอมสู้จนตาย หรือจะยอมฆ่าตัวตาย หรือ Puputan (คล้ายๆ ฮาราคีรีแหละ) ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นการกระทำที่มีเกียรติมากๆ คนที่ทำ Puputan ก็จะได้ขึ้นสวรรค์
  • อินโดฯ เนี่ยสู้กับดัชต์ยาวนานหลายร้อยปีมากๆ สู้ทุกกระบวนการ สู้มาหลายยุคหลายสมัยเพื่ออิสรภาพของตัวเอง แต่ก็แพ้มาตลอด จนกระทั่งเริ่มเห็นแววชนะบ้างเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นมายึดครองดินแดนแถบนี้และขับไล่ดัชต์ออกไป ญี่ปุ่นพยายามผูกสัมพันธ์กับอินโดฯ แต่กำลังผูกได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ชิงแพ้สงครามโลกไปซะก่อน และเมื่อสงครามสิ้นสุด อินโดฯ ก็เนียนประกาศอิสรภาพเมื่อปีพ.ศ.2488 เลย โดยดร.ซูการณ์โน (ลุง Rahman บอกว่าซูการ์โนก็เป็นคนบาหลีด้วยนะ อิอิ) และ ดร.โมฮัมหมัด ฮัตตา (ภายหลังทั้งคู่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและรองฯ ตามลำดับ)
  • อ่าว… ดัชต์เห็นแบบนี้ก็ว่า อ่าว… มึงเนียนนี่หว่า แกเลยกลับมาจะยึดอีกครั้ง สู้รบกันอย่างมากมายโดยเฉพาะที่เกาะสุมาตรา อินโดฯ แม้จะโดนยึดไปบางเมืองแต่ก็ไม่ยอมถอย ดัชต์ก็จะยึดเอาคืนทั้งประเทศให้ได้ จนเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่และต้องมีการทำสนธิสัญญาทั้งสองฝ่ายลงนามเพื่อยุติความขัดแย้งใน ข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เพื่อรับรองอธิปไตยของอินโดฯ เมื่อปลายปีพ.ศ.2489
  • เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งนะครับ แต่ภายหลังฮอลแลนด์กลับละเมิดข้อตกลงโดยนำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซียอีก นอกจากจะยึดเมืองเค้ายังจับตัวประธานาธิบดีเค้าไปด้วย ,, จนเรื่องเข้าหูองค์การสหประชาชาติ ฮอลแลนด์จึงต้องยินยอมถอยทัพและให้อำนาจอธิปไตยคืนแก่อินโดนิเซีย แต่ก็ถอยแบบกั้กๆ เพราะยังไม่คืนดินแดนอิเรียนจายาตะวันตกให้ จนในที่สุดประชาชนในดินแดนนั้นได้ลงประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียต่อสหประชาชาติ ซึ่งกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบก็ปาไป พ.ศ.2506

เดี๋ยวตอนหน้าค่อยเล่าเรื่องของบาหลีละกัน

ลงมาก็หิวเลย

เราลงเครื่องกันเที่ยงๆ กว่าจะจัดระเบียบร่างกาย, ขนสัมภาระขึ้นรถและแลกเงิน กว่าจะพร้อมก็ราวๆ บ่ายกว่าๆ ซึ่งหิวมาก ไม่รู้จะกินอะไร

ทางเลือกเดียวคือถามรามันครับ ฮาๆๆๆ ,, รามันแนะนำร้านอาหารจีนครับ แม้เราจะไม่ค่อยปลื้มมากเพราะว่าอุตว่าห์มาบาหลี ก็อยากกินอาหารบาหลี แต่รามันแกบอกว่า ร้านนี้อร่อย, อยู่ไม่ไกลที่เที่ยว, แถมแกมีส่วนลดส่วนตัวด้วย ส่วนอาหารบาหลีจะพาไปกินในมื้อถัดๆ ไป

โอเค!! เชื่อรามัน เราจึงไปกินกันที่ร้าน The Garoupa ซึ่งออกมาจากสนามบินนิดนึงก็ถึงละครับ ดูแล้วน่าจะอร่อยเหมือนกัน รถจอดข้างหน้าอย่างเพียบอะ

เปิดประตูเข้ามาแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกับข้างนอดที่อบอ้าวโคตรๆ ,, สภาพร้านข้างในไฮโซอลังการมาก พนักงานหน้าตาบาหลีสไตล์แต่แต่งกี่เพ้าสีเหลืองเดินให้ว่อน เหอๆๆ ดูเมนูแล้วเป็นภาษาอินโดและคำบรรยายภาษาอังกฤษแล้วก็แอบงงๆ หน่อยๆ เอาเหอะครับ สั่งมากันคนละอย่างสองอย่าง

มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ

เริ่มที่จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟคอมบิเนชั่น 5 อย่างครับ อร่อยแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะแมงกะพรุนตรงกลางหอมน้ำมันงาดีมากๆ เลย, ส่วนจานต่อๆ มาก็อร่อยใช้ได้นะ ทั้งหมี่ผัด, ไก่เม็ดมะม่วง, บล๊อกโคลี่หอยเชลล์

แต่ที่ผมว่าเด็ดและเก๋สุดคือสตรอเบอร์รี่ซีฟู้ดปอเปี๊ยะ คือแป้งด้านนอกจะกึ่งๆ ระหว่างแป้งปอเปี๊ยะกับแป้งพาย เค้าทอดจนเหลืองกรอบและหอมมาก ข้างในบรรจุใส้ซีฟู้ดทั้งกุ้งทั้งปูเต็มพิกัด แถมยังมีเนื้อสตรอเบอร์รี่ด้วย ฟังดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นะ แต่พอลองชิมดูจริงๆ ผมว่าอร่อยดีนะ สตรอเบอร์รี่มันมีอมเปรี้ยวอมหวานนิดๆ ทำให้อาหารมันดูซอฟท์ลง แถมน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ อมหวานของเค้ายังทำได้ดีมากๆ อีกด้วย

จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ

อาหารจีนที่บาหลีก็อร่อยดีเหมือนกันนะ

ขับรถเที่ยวต่อ ที่ Garuda-Wisnu-Kenchana

กินอิ่มแล้วก็เที่ยวตามแพลนครับ แบ่งเป็นสีๆ โดยแพลนวันแรกของเรามีเที่ยวนิดหน่อย เน้นโซนทางใต้ ปักหมุดสีเขียวไว้น่ะครับ


View 130525 Bali trip in a larger map

ที่แรกที่เราจะไปแอบอยู่นอกแพลนเล็กๆ แต่มันอยู่ระหว่างทางครับ ซึ่งที่ที่เราจะไปมีชื่อว่า GWK cultural park หรือมาจากชื่อเต็มๆ ว่า Garuda-Wisnu-Kenchana ครับ ,, ซึ่งจากความรู้อันต๊อกต๋อยของผมแล้ว Garuda ก็คือครุฑ, Wisnu ก็คือพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งครุฑเนี่ยเป็นยานพาหนะของพระนารายณ์, ส่วน Kenchana นี่ไม่รู้จริงๆ แต่เท่าที่ถามรามันแกบอกว่าเป็นไอ้พู่ๆ ที่อยู่หลังพระนารายณ์อีกที ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

เรื่องราวต่างๆ และสิ่งก่อสร้างๆ หลายๆ สิ่งบนบาหลี มักวางอยู่บนพื้นฐานของเรื่อง 2 เรื่อง คือรามเกียรติ์ และมหาภารตะนะครับ

จริงๆ GWK เป็นโคตรเมกะโปรเจคของบาหลีเลยนะครับ รามันเล่าว่าสภาเมืองบาหลีวางแผนทุ่มทุนสร้างเจ้าสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้มานานมากๆ ถ้าสร้างเสร็จจะเป็นอนุเสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินก็จะเห็นความอังการ หรือถ้าเวลานั่งเครื่องบินออกจากบาหลี มันจะเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้ามาอวยพรให้เดินทางอย่างปลอดภัยด้วย แต่ว่าไม่เสร็จซักที เพราะว่างบหมดเสียก่อน แถมยังมีหลายฝ่ายคัดค้านเพราะว่ามันใหญ่เกินไป จะทำให้พลังเทพมันไม่สมดุล (เท่าที่ฟังจากรามันนะ) เท่าที่เราเห็นนี่คือแค่ 30% เท่านั้นเอง

ฟังรามันโม้แล้วก็อยากไปให้ถึงเร็วๆ จัง แต่ถนนบาหลีค่อนข้างแคบมากถึงมากที่สุด ส่วนมากเป็นถนนสองเลน สองข้างเป็นต้นไม้ ไม่เห็นมีการขยายถนนซักเท่าไหร่

ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ

ขับมาเกือบชั่วโมงครึ่ง (รถติดไปซะครึ่งนึง) ก็มาถึงที่ละครับ ด้านหน้าของ GWK ดูเด่นเป็นสง่ามากๆ ค่าเข้าชมคนละ 80,000rp หรือราวๆ 250 บาท แพงพอตัวเหมือนกัน

สิ่งนึงที่น่าเบื่อมากๆ ของบาหลี คือการเก็บค่าจอดรถในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยิ่งที่ที่ดัง นักท่องเที่ยวเยอะก็ยิ่งแพง ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณรามันมากๆ บางทีก็ช่วยต่อให้บ้าง บางทีก็ออกให้เราบางส่วนบ้าง เกรงใจโคตรๆ อะ

พอเลี้ยวรถเข้ามา ข้างในนี่โคตรกว้างเลยครับ เข้าใจที่รามันบอกว่า “ทุ่มทุนสร้าง” เลยทีเดียว เพราะเค้าตั้งใจทำภูเขาหินทั้งลูก ให้กลายเป็นลานและอนุเสาวรีย์ยักษ์จริงๆ ที่ไหนที่เป็นหินเค้าก็ตัดจนกลายเป็นลานกว้างและเป็นช่องทางเดินอย่างไม่น่าเชื่อเลย

ส่วนตัวอนุเสาวรีย์ทำจากสำริดนะครับ โดยเค้าจะทำทีละส่วนแล้วค่อยมาประกอบกันแบบ Knockdown เท่าที่เห็นตอนนี้มีส่วนตัว+หัวของพระนารายณ์, ส่วนหัวของครุฑ และมือของพระนารายณ์ ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นนะ รามันบอกว่าตอนนี้ไม่รู้เหมืือนกันว่าจะเสร็จเหมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เค้าทุ่มงบทำถนนและสนามบินเพื่อเตรียมพร้อมการประชุมโอเปก ,, นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีเป็นคล้ายๆ hall+ลานกว้าง, เค้าว่ามีการแสดงอะไรงี้ด้วยนะ แต่วันนี้ไม่ได้ไปดู

ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ

เดินจากส่วนครุฑขึ้นมาด้านบนอีกหน่อยก็จะถึงลานพระวิษณุครับ

เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ
เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ

ความน่ามาของที่นี่ผมให้ 6.5/10 ครับ ,, แบบว่่าดูอลังการ, ตั้งใจทำ, สถานที่สวย แต่ยังไม่เสร็จดีซักเท่าไหร่ แต่ครั้งจะรอให้เสร็จ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้
พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้

เที่ยววัด Uluwatu กัน

จากนั้นล่องลงมายังส่วนใต้สุดของบาหลี เพื่อมาเยี่ยมชมวัด Uluwatu หรือชื่อเต็มๆ ว่า Pura Luhur Uluwatu ซึ่งใครต่อใครก็บอกว่าเป็นวัดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง… โห ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

รามันเล่าว่าวัดอูลูวาตู ถือเป็นหนึ่งในวัดสําคัญที่อยู่ริมทะเล เป็น 1 ใน 10 วัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวบาหลี ที่นี่วิวทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะตอนเย็นที่พระอาทิตย์ตก เพราะวัดตั้งอยู่บนหน้าผาที่หันหน้าออกสู่ทะเล เห็นคลื่นกระทบชายฝั่ง เห็นแสงสุดท้ายค่อยๆ ดับลงพร้อมเงาของวัด (แต่เราเราเล่นไปซะบ่ายเลย…) ,, รามันบอกเพิ่มเติมอีกว่าตัววัดจริงๆ เก่าแก่มากสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11 โดยพระชั้นผู้ใหญ่ชาวชวาชื่อ EMPU KUTURAN และได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยพระชาวชวาชื่อ DANGHYANG NIRATHA ซึ่งท่านได้พํานักอยู่ที่นี่จนสิ้นชีวิตภายในวัดแบ่งเป็นสวนตามความเชื่อสวรรค์ มนุษย์ และบริเวณภูตผี

ฟังดูแล้วมีสตอรี่ น่าไปขึ้นอีกเป็นกอง!!

วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ
วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ

พอถึงที่ ก็เสียค่าที่จอดรถและค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp ครับ ,, ซึ่งที่นี่ สิ่งนึงที่ต้องเตือนเลยคือลิงครับ ลิงที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ปกติถ้าเราไม่ไปยุ่งอะไรมัน มันก็จะไม่ยุ่งอะไรกับเรายกเว้นมันจะเจอของที่มันชอบมากๆ อันได้แก่ ของที่ส่องแสงระยิบระยับ เครื่องประดับต่างๆ โดยเฉพาะตุ้มหูและแว่นตา ส่วนลิงจะไม่ค่อยชอบกล้องถ่ายรูป ถ้าไปตั้งใจถ่ายมันแช๊ะๆๆๆ ใกล้ๆ ก็ระวังมันจะแยกเขี้ยวแล้ววิ่งเข้าใส่เราให้นะครับ

เดินจากปากทางนิดหน่อยก็ถึงตัววัดละครับ

ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ

แต่มาจริงๆ แล้วผมแอบผิดหวังนะ เพราะส่วนนึงตั้งความหวังไว้พอตัวว่ามันต้องเจ๋ง แต่พอมาแล้วก็งั้นๆ ตัววัดจริงๆ ก็ไม่ให้เข้า เห็นแต่จากด้านนอก (ซึ่งตัววัดจริงๆ โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ สำคัญๆ เค้าจะไม่ให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าเลย) ลิงก็เยอะและเสียวจะโดนขโมยของด้วย, กว่าจะเดินไปเจอไอ้มุมที่ใครๆ ถ่ายรูปแล้วบอกว่าฟินกันผมว่ามันก็เฉยๆ อะ ไกลก็ไกล คนเยอะด้วย สูบบุหรี่ด้วย (อาจเป็นเพราะคงไม่ได้มาตอนพระอาทิตย์ตกด้วยมั้ง) ,, เฟลเบาๆ นะ

ไหนๆ มาถึงละก็เอามุมสุดฮิตของอุลุวาตูมาฝากหน่อยละกัน

วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา
วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา

ขออาหารบาหลี รามันจัดให้ที่ Pondok Tempo Doele

เดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน หิวมากๆ บอกรามันตั้งแต่เช้าขออาหารบาหลีแบบสะอาดๆ นะ เจอประสบการณ์บุฟเฟต์ขี้แตกตอนไปพม่าแล้วไม่ไหว ,, รามันเลยพาไปที่ร้าน Pondok Tempo Doeloe แกบอกว่าร้านนี้ใช้ได้ สะอาด ไม่ฮาร์ดคอร์ คนบาหลีชอบมากินอยู่ ,, โอเคครับ จัดไป!!!

มาถึงขณะฝนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์พอดี (ถ้ากินข้างทางก็คงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว) ก็เลี้ยวรถมาจอดข้างใต้ของร้าน จากนั้นก็ขึ้นบันไดมา ต้องบอกว่าร้านนี่ใหญ่โตอลังการมากๆ เห็นแล้วแอบตกใจเลยทีเดียว แถมขนาดฝนตกขนาดนี้ คนยังนั่งกันเกือบเต็มร้าน (ส่วนใหญ่เป็นคนอินโดฯ ด้วยอะ)

หลังจากที่รามันเห็นเทคนิคการสั่งอาหารของเราในช่วงเช้าที่ Garoupa แล้ว รามันเลยตัดสินใจสั่งให้เราดีกว่า (คือแกโทรมาจองให้ตั้งแต่อยู่บนรถละ เพราะเห็นพวกเราหิวมาก กะว่าไปถึงแล้วได้กินพอดี) ซึ่งพอนั่งเก้าอี้ปุ๊บ อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟเลย ดีจังๆ กำลังโคตรๆ หิว

ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ

เท่าที่สั่งมาก็มีพวกปลาราดเครื่องแกง, ไก่ย่างสไตล์บาหลีที่ผมว่าย่างได้ดีและหอมกลิ่นเครื่องเทศเอาเสียมากๆ, ปลาทอดก็กลางๆ, ต้มซุปอะไรซักอย่าง ปรุงคล้ายแกงผักหวานบ้านเรา แต่ใส่เต้าหู้อะ ทีแรกชิมนี่โคตรจางเลย ไม่อร่อยอะ แต่พอเหลือบไปเห็นพริกเกลือมะนาวมาให้เราปรุง เท่านั้นแหละ แหล่มมาก ซดน้ำไม่มีเหลือ

ส่วนทีเด็ดจริงๆ คงจะต้องยกให้ของหวานครับ เมนูนี้รามันไม่ได้สั่งมา แต่เราเห็นโต๊ะข้างๆ เค้าสั่งเราก็ขอบ๋อยว่าเอาแบบนั้นบ้าง บ๋อยก็จัดมาให้ครับ ,, รสชาติมันรีมิกซ์ของหวานหลายอย่าง คล้ายๆ รวมมิตรน้ำแข็งไสผลไม้รวม คือเอาน้ำแข็งไสน้ำแดงบ้านเรา ใส่อะโวกาโด้, ลูกเกด, แตง, สับปะรด, ฯลฯ แล้วเอาโอโจ้บาหลีเสียบด้านบน อร่อยชื่นใจมากๆ เลยครับ ฮี่ๆๆๆ

ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ

มื้อนี้จัดไปเกือบสามแสนห้าครับ ,, คิดไปเงินไทยก็พันห้าสิบนิดๆ หารหกเฉลี่ยตกคนนึงก็ไม่ถึงสองร้อยครับ ฮี่ๆๆๆ

หมดแรงที่ Villa Jungjungan

หลังจากอิ่มมื้อเย็น เราก็ฝ่าฝนยามค่ำคืนเพื่อมาหาที่พักของเราครับ

ที่พักของเราครั้งนี้อยู่ที่ Ubud ครับ, ถามรามันก็ไม่รู้จัก มีแค่แผนที่จาก Foursquare ที่พอพาเราไปได้ เราก็ให้รามันขับตามแผนที่ไปเรื่อยๆ เข้าไปในซอยแคบๆ มืดๆ ปุเลงๆ วนอยู่นานจนเริ่มเห็นไฟป้ายบ้าง ผ่านไปหลายรีสอร์ทจนเกือบจะสุดปลายถนนเริ่มใจไม่ดีละ คืนนี้จะได้นอนป่าววะเนี่ย ,, แว้บๆ เห็นป้าย Jungjungan Hotel and Spa เลยเลี้ยวเข้ารีสอร์ท โห มีคนรอต้อนรับเราด้วย สภาพรีสอร์ทโคตรไฮโซอะ นี่น่ะเหรอที่เราพักกันคืนละ 700 บาท

อ่าว… คุยไปคุยมานึกว่าใช่ เลี้ยวผิดครับ ของเราต้องเลยไปอีกหน่อย ชื่อ Villa Jungjungan ครับ

สภาพภายนอกไม่ได้ไฮโซเท่า แต่ข้างในก็ดูดีเลยนะ สภาพห้องสภาพเตียงก็ดูดี มีสระว่ายน้ำด้วย อิอิ ห้องที่เราได้เป็นสองห้องนอนใหญ่แล้วมีห้องน้ำคั่นกลางอันนึง แอบลำบากเพื่อนๆ ผู้หญิงนิดนึง.. แถมพอคุยไปคุยมา ทางรีสอร์ทค่อนข้างดราม่ากับเราพอควรเลย ทั้งเรื่องการจัดจำนวนเตียงต่อห้องก็ผิด แถมยังนับจำนวนคนให้เราผิดด้วย เราบอกมาหกคน เก็บเงินหกคน แต่จัดให้เราห้าเตียง สุดท้ายแทนที่จะได้นอนฟูกดีๆ ก็ต้องกลายเป็นนอนเตียงแทรก แอบหงุดหงิดนิดนึง แต่เหนื่อยละครับ ไหนๆ มาพักผ่อนละ ก็คิดซะว่า เรามาแค่นอนเฉยๆ อยู่แป้บๆ เดี๋ยวก็ต้องออกไปเที่ยวละ

ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก....
ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก….

สภาพสถานที่ขอเก็บไว้เสนอในตอนหน้านะครับ วันนี้ขอแค่สภาพที่นอนก่อน ไม่ไหวละ เฟลเบาๆ กับบาหลีวันแรก พรุ่งนี้เจอกันครับ คิวเที่ยวพรุ่งนี้อีกเยอะ

ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 1 ที่ย่างกุ้ง

ผมเคยเป็นคนที่โคตรเบื่อกับการเรียนประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก…

ให้ตายเถอะ ผมไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย แม้ว่าวันนี้เพื่อนๆ ผม (นำทีมโดยเสือรัฐ) จะชวนไปเที่ยวพม่า และหลายๆ คนเค้าก็แนะนำมาว่าควรอ่านประวัติศาสตร์ไปก่อนจะทำให้เที่ยวได้สนุกมากขึ้นมากๆๆๆๆ

ก่อนที่จะพร้อมไปพม่า

หลังจากได้ยินคำแนะนำผมก็น้อมรับ และก็หลับต่อไป หนังสือเที่ยวพม่าที่เคยคิดจะซื้อมาก็ยังวางอยู่บนชั้นที่ร้านซีเอ็ดเหมือนเดิม ทีแรกเคยคิดนะว่าจะไปกับเค้าดีมั้ย เพราะดูตัวเองไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรซักอย่างเลย แต่ด้วยเพื่อนๆ ทุกคน+ครอบครัวสนับสนุนให้ไป จนสุดท้ายผมก็เลยไปพม่าตั้งแต่ช่วง 28 ธ.ค. 55 – 1 ม.ค. 56 โดยจะไปเที่ยวย่างกุ้ง, พุกาม, อินเล และมัณฑะเลย์ โดยทีมมีทั้งหมดเจ็ดคนครับ

ซึ่งครั้งนี้ต้องขอบคุณเสือรัฐที่เรียกว่าแทบจะเป็นผู้จัดการทริปนี้ไปเลย ตั้งแต่เตรียมเอเจนซี่ จองตั๋วเครื่องบิน, จองโรงแรม, ช่วยทำวีซ่าที่พม่าให้ด้วย ,, ซึ่งถ้าไม่มีเสือรัฐ ผมคงไปพม่าได้ไม่เกินตรงแม่สายเท่านั้นแหละ (จริงๆ เสือรัฐเค้าทำสรุปการท่องเที่ยวทริปนี้ไปให้ด้วยนะ อ่านแบบละเอียดๆ ของเค้าก็ได้) เพราะ้ถ้าถามผมว่าไปพม่าครั้งนี้เท่าไหร่ ผมจำได้คร่าวๆ แค่ว่า โอนให้ไอ้เสือไปเกือบสองหมื่น ซึ่งเงินจำนวนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าโรงแรม, และค่าเดินทางรระหว่างเมืองที่พม่า (ส่วนค่าวีซ่าที่เมืองไทย, กินค่าเที่ยวอื่นๆ, ค่าเดินทางด้วยแท๊กซี่และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ต้องจ่ายทีหลังอีกที)

เอาเป็นว่า ผมเริ่มการเดินทางของผมจากอู่นครชัยแอร์เชียงใหม่ในคืนวันที่ 27 ธันวากับอีกสองเสือจากเชียงใหม่ลงไปกทม.เลยละกัน

แฮ่ๆๆๆ ออกเดินทางกันเถอะ
แฮ่ๆๆๆ ออกเดินทางกันเถอะ

ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะ

เช้าตรู่ที่ดอนเมือง

หลัวจากลงรถทัวร์ที่รังสิตราวๆ ตีห้า เราก็ออกเดินทางต่อไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันกับไฟลท์เจ็ดโมงเช้าของแอร์เอเซียที่จะเดินทางไปยังย่างกุ้ง ใช้เวลาบินจากดอนเมืองประมาณสองชั่วโมงนิดๆ โดยพอถึงสนามบินที่ย่างกุ้งก็อย่างลืมปรับนาฬิกาของเราให้เพิ่มขึ้นครึ่งชั่วโมง

คนรอเช็คอินกันเยอะมากๆ ขนาดตอนหกโมงเช้านะเนี่ย
คนรอเช็คอินกันเยอะมากๆ ขนาดตอนหกโมงเช้านะเนี่ย
คราวนี้บินของแอร์เอเซียไปลงย่างกุ้ง :)
คราวนี้บินของแอร์เอเซียไปลงย่างกุ้ง 🙂
  • สิ่งนึงในการไปเที่ยวพม่าที่ต่างจากประเทศอื่นๆ คือเงินจ้าด (Kyat) ของพม่าครับ
  • เพราะว่าเค้าบอกว่าเงินจ้าดนั้นไม่มีแลกที่ไหนนอกจากพม่า และเงินจ้าดเมื่อออกนอกประเทศนั้นก็คือเศษกระดาษ เพราะว่าไม่มีที่ไหนรับแลกคืนเช่นกัน เค้าบอกว่าเงินปลอมที่นี่ค่อนข้างเยอะมาก (บางคนขู่ด้วยนะว่าถ้าแลกจ้าดไปเยอะๆ แล้วเหลือเนี่ยเค้าไม่รับแลกคืนเป็นดอลล่าด้วย)
  • ส่วนตัวแนะนำว่าจะไปเที่ยวพม่าให้แลกเป็นดอลล่าจากไทยไป (อย่าคิดว่าเงินบาทของไทยยิ่งใหญ่มากนะ เพราะสถาบันการเงินที่นั้นเค้าไม่รับแลกเงินไทยเป็นเงินจ้าด) แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกเป็นจ้าดอีกที โดยช่วงที่ผมไป 1 ดอลเนี่ยจะมีมูลค่าราวๆ 850 จ้าด (หรือจะเอาดอลล่าไปใช้ร้านค้าต่างๆ ในพม่าก็ได้นะ แต่อาจโดนกดราคาลงอีกเช่น เหลือแค่ 800 จ้าด)
  • แนะนำให้แลกเงินที่สนามบินได้เลย เพราะราคาที่สนามบินพอๆ กับที่ตลาดมืดในเมืองครับ
  • แนะนำเพิ่มว่า ถ้าเราแลกแบงค์ร้อยดอล จะได้มูลค่าจ้าดมากกว่าสิบดอลหรือดอลเดียวนะครับ (เช่น บางทีถ้าเรามีแบงค์ 100 ดอล จะให้ดอลละ 850 จ้าด, แต่ถ้าเราแลกแบงค์ 20 ดอล บางที่เค้าจะให้แค่ 830 จ้าดก็มี) ,, ดังนั้น การมีแบงค์ดอลใหญ่ๆ อย่าคิดว่าแตกยากหรือใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรนะ
  • ออๆๆ อีกอย่าง ผมยังไม่เจอร้านไหนในพม่าที่เค้ารับบัตรเครดิตเลยนะ

ทริปนี้นอกจากเงินราวๆ สองหมื่นที่ผมโอนไปให้ไอ้เสือมันก่อนหน้านี้ ผมยังพกเงินเผื่อไว้ราวๆ เจ็ดพัน ซึ่งคิดเป็นเงินราวๆ 226 ดอล (ถึงนู่นผมใช้เกินจากที่แลกไปหน่อย ราวๆ พันกว่าบาท ,, ถ้าแลกเตรียมไปซักหมื่นนึงนี่น่าจะพอดีกว่านี้)

ลงเครื่องมาเสร็จ จุดแรกที่แวะไปก็คือซุ้มแลกเงินจ้าดนี่แหละ
ลงเครื่องมาเสร็จ จุดแรกที่แวะไปก็คือซุ้มแลกเงินจ้าดนี่แหละ
ได้มาละครับ เงินจ้าดหนึ่งปึกใหญ่ๆ จาก 100 เหรียญ
ได้มาละครับ เงินจ้าดหนึ่งปึกใหญ่ๆ จาก 100 เหรียญ
สนใจมาสร้างรายได้กับผมมั้ยครับ แฮกๆๆๆ
สนใจมาสร้างรายได้กับผมมั้ยครับ แฮกๆๆๆ

ออกมาจากสนามบิน เป้าหมายแรกของเราคือการไปโรงแรม Yoma Hotel ที่เอเจนซี่จองไว้ให้ตรงใจกลางเมืองย่างกุ้ง โดยครั้งนี้เราใช้แท๊กซี่รถตู้สนามบินเป็นยานพาหนะ สนนค่ารถตู้แท๊กซี่ราคา 15000 จ๊าด หรือตกราวๆ เกือบห้าร้อยบาทแหนะ (ตกประมาณคนละ 70 บาท ก็พอรับได้อยู่นะกับราคานี้)

แท๊กซี่รถตู้จากสนามบินมายังโรงแรมของเราครับ
แท๊กซี่รถตู้จากสนามบินมายังโรงแรมของเราครับ

พอออกมาจากสนามบินแล้วผมโคตรงงเลยครับ… การจราจรที่นี่ประหลาดมากถึงมากที่สุด กล่าวคือ รถบ้านเค้าเป็นพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา แต่ดันไปขับรถชิดขวาซึ่งตรงข้ามกะบ้านเรา ทีนี้งงเลยครับ ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน (คือบ้านเราพวงมาลัยขวาแต่ขับชิดซ้ายนะ) ,, เพื่อนๆ เค้าเล่าตำนานแปลกๆ ของการจราจรแบบนี้ว่าเมื่ออดีต พม่าก็ขับรถชิดซ้ายแบบบ้านเรานี่แหละ แต่มีครั้งหนึ่งโหรเค้าทำนายว่ามันจะไม่ดีจะเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง ต้องแก้เคล็ดโดยการเปลี่ยนฝั่งเป็นขับชิดขวา เค้าก็เลยเปลี่ยนฝั่งเลยครับ… เออ แบบนี้ก็มีเนอะ

อีกอย่างนึง คือที่เมืองย่างกุ้งจะไม่มีจักรยานยนต์ครับ (แต่เมืองอื่นๆ ก็มีตามปกตินะ) สาเหตุเพราะในอดีตมีคนขับมอเตอร์ไซค์ไปชนกับรถยนต์ของนายพลระดับบิ้กท่านนึง ทีนี้ ท่านนายพลจึงสั่งไม่ให้มีการขี่มอเตอร์ไซค์ในเมืองย่างกุ้งอีก ทำให้ที่นี่มีเพียงจักรยานและรถยนต์

รถยนต์ที่นี่ถือว่าไม่น้อยเลยนะ (เหตุเพราะไม่มีมอไซตามที่บอก) ทำให้รถติดมากๆๆๆ แถมสภาพรถยนต์ส่วนมากนี่ต้องบอกว่าโคตรเก่า โดยเฉพาะรถแท๊กซี่หรือรถขนส่งมวลชนนี่เก่ามากๆ เห็นแล้วคิดถึงรถคันเก่าสมัยพ่อผมที่ไปส่งผมตอนเรียนประถม วิทยุฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง แอร์เออไม่ต้องพูดถึง กระจกมือหมุนเป็นหลัก ไม่มีเทคโนโลยีอะไรทั้งนั้น แค่สตาร์ทติดก็บุญแล้ว หรือรถโดยสารก็อัดกันแน่นยิ่งกว่าแน่น รถเมล์บ้านเราที่ว่ายืนกันเบียดๆ เนี่ย พอไปเจอเค้าแล้วจะรู้สึกว่ารถเมล์เราโล่งมากๆๆ

นั่งรถตู้เกือบครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Yoma Hotel ครับ

อัดกันแน่นมากๆๆ เกินห้ามใจจริงๆ เห็นแล้วเสียวตกแทน
อัดกันแน่นมากๆๆ เกินห้ามใจจริงๆ เห็นแล้วเสียวตกแทน
ถึงแล้ววว... โรงแรม Yoma Hotel ที่ย่างกุ้ง
ถึงแล้ววว… โรงแรม Yoma Hotel ที่ย่างกุ้ง
จริงๆ สภาพห้องก็โอเคนะ ประมาณโรงแรมดาวครึ่งบ้านเรา
จริงๆ สภาพห้องก็โอเคนะ ประมาณโรงแรมดาวครึ่งบ้านเรา

พักผ่อนซักพัก จากนั้นเราก็มาวางแผนการท่องเที่ยวสำหรับเมืองนี้กันครับ เอาเป็นว่า ซูมเข้าไปดูแผนที่ด้านล่างเองละกันนะ เดี๋ยวผมจะไล่เล่าเรื่องราวไปแต่ละที่ไปด้วยเลยละกัน


View ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 1 ที่ย่างกุ้ง in a larger map

เติมพลังกันที่ Monsoon

เพราะตั้งแต่เช้าที่ผมลงจากนครชัยแอร์จนมาเหยียบย่างกุ้งนี่ยังไม่มีอาหารที่เป็นชิ้นเป็นอันตกลงมายังกระเพาะผมเลย ดังนั้นที่แรกที่เราสมควรจะไปก็คือร้านอาหารนี่แหละ สอบถามพนักงานที่โรงแรมเค้าก็แนะนำร้าน Monsoon ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมมาก ประมาณ 1 กิโลเมตร (พอดินเท้าไหวอยู่), อาหารสะอาด และถูกปากนักท่องเที่ยวระดับ tripadvisor แนะนำด้วย

ที่สั่งมากินหลักๆ ก็เป็นพวกแกงกะหรี่ต่างๆ และแกงต่างๆ/อาหารพื้นเมืองของพม่า กับของหวานนิดหน่อย (เป็นกล้วยหอมทอดราดไซรัปกับไอศครีมวนิลลาสองแก่น)

หน้าร้าน Monsoon ครับ ,, ดูหรูมากๆๆๆๆๆ
หน้าร้าน Monsoon ครับ ,, ดูหรูมากๆๆๆๆๆ
เข้ามาข้างในนี่หรูกว่าเดิมอีกอะ... มื้อแรกจะแดกกันหมดเงินเลยหรือเปล่า
เข้ามาข้างในนี่หรูกว่าเดิมอีกอะ… มื้อแรกจะแดกกันหมดเงินเลยหรือเปล่า
เมนูอร่อยของที่นี่... ก็คือแกงกะหรี่ครับ (ที่พม่านี่ขายแกงกะหรี่กันเยอะมากๆๆๆ)
เมนูอร่อยของที่นี่… ก็คือแกงกะหรี่ครับ (ที่พม่านี่ขายแกงกะหรี่กันเยอะมากๆๆๆ)
แกงกะหรี่ที่นี่จะมีกลิ่นแปลกๆ หน่อยๆ ไม่ค่อยค้ายบ้านเราเท่าไหร่
แกงกะหรี่ที่นี่จะมีกลิ่นแปลกๆ หน่อยๆ ไม่ค่อยค้ายบ้านเราเท่าไหร่
ของหวานเป็นไอศครีมวนิลา และกล้วยทอด ราดน้ำเชื่อม
ของหวานเป็นไอศครีมวนิลา และกล้วยทอด ราดน้ำเชื่อม

เท่าที่ลองชิมอาหารของที่นี่ผมว่าโอเคนะ เครื่องเทศน่าจะใช้คล้ายๆ กับบ้านเราแหละ แต่กลิ่นบ้านเค้าเหมือนจะแปลกๆ กว่าบ้านเราหน่อย ส่วนรสชาติที่ร้านเค้าบอกว่าทำรสไม่จัดมาก เหมาะให้ฝรั่งมากิน (ซึ่งที่นี่ลูกค้าหลักก็น่าจะเป็นฝรั่งและนักท่องเที่ยวแหละ) ,, ส่วนสนนราคาที่กินไปก็แปดหมื่นกว่าจ้าด หารเฉลี่ยๆ ต่อคนนี่ตกคนละสามร้อยกว่าบาทเลย…. ราคาไม่เบาๆ

มื้อแรกก็กินกันไปแปดหมื่นกว่าแล้ว...
มื้อแรกก็กินกันไปแปดหมื่นกว่าแล้ว…

กินอิ่มเราก็เดินชมเมืองกันนิดนึงครับ

เดินชมเมืองย่างกุ้งนิดหน่อย

อดีตเมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยกันอยู่อย่างแออัดอย่างย่างกุ้งเนี่ย มีสิ่งสวยงามเยอะพอตัวเลยนะ ไล่มาตั้งแต่สถาปัตยกรรมแนวตะวันตก, วิถีชีวิตแบบชาวพม่าที่มีพุทธศาสนาแทรกในแทบทุกจุด, การดำรงชีวิตที่เรียบง่าย, ชีวิตบนท้องถนนที่อุดมไปด้วยเสียงแตรในแทบทุกเสียววินาที บางครั้งก็คล้ายความขัดแย้งและแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ดูผสานกันอย่างไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ

จริงๆ คิดไปคิดมาความสุขก็อยู่รอบตัวเรานี่แหละ ,, ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหยิบมันขึ้นมารึเปล่า

อันนี้เป็นรัฐสภาเก่า (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
อันนี้เป็นรัฐสภาเก่า (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ช่วงบ่ายๆ ก็ยังเห็นพระมาบิณบาตอยู่เนืองๆ
ช่วงบ่ายๆ ก็ยังเห็นพระมาบิณบาตอยู่เนืองๆ
เห็นหนุ่มสาวที่นั่นดูชอบกินกันนะ ,, กลิ่นคล้ายๆ พะโล้
เห็นหนุ่มสาวที่นั่นดูชอบกินกันนะ ,, กลิ่นคล้ายๆ พะโล้
เดินชมสภาพบ้านเมืองของเค้าอีกนิดละกัน :)
เดินชมสภาพบ้านเมืองของเค้าอีกนิดละกัน 🙂

เวลามีน้อยครับ เดี๋ยวเที่ยวไม่ครบ

เจดีย์สุเล

จากนั้นเราก็โบกรถแท๊กซี่จากที่พักไปยังเจดีสุเลใจกลางเมืองครับ (แนะนำให้ดูแผนที่ข้างบนควบคู่ไปด้วย) ที่นี่เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ส่วนตัวผมมองเจดีย์นี้คล้ายๆ เป็นวงเวียนเลยนะ คือมีถนนวนรอบเจดีย์แล้วก็มีถนนที่แตกออกจากเจดีย์ในสี่ทิศ โดยรอบมีผู้คนพลุกพล่าน มีร้านค้ามากมาย เทียบๆ คงคล้ายๆ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา

ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมครับ

ไปเยี่ยมชมเจดีย์สุเลกันครับ ,, ตรงกลางเมืองเลย
ไปเยี่ยมชมเจดีย์สุเลกันครับ ,, ตรงกลางเมืองเลย
ด้านหน้าของเจดีย์สุเลครับ
ด้านหน้าของเจดีย์สุเลครับ

ขึ้นมาส่วนตัวผมว่าความตื่นตาตื่นใจของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ จะมาก็ได้ ไม่มาก็ไม่เป็นไร ,, แต่ที่นี่มีชาวพม่ามานั่งไหว้พระทำบุญสรงน้ำพระกันอย่างเยอะเลย บางครั้งคล้ายกับว่าพระพุทธศาสนาเหมือนจะเป็นส่วนนึงในชีวิตของคนพม่าจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้เลยทีเดียว

ขึ้นมาข้างบนก็สวยดีนะครับ ไม่เสียค่าเข้าแต่อย่างใด
ขึ้นมาข้างบนก็สวยดีนะครับ ไม่เสียค่าเข้าแต่อย่างใด
คนพม่าเข้าวัดและกราบไหว้ทำบุญกันเยอะมากๆ
คนพม่าเข้าวัดและกราบไหว้ทำบุญกันเยอะมากๆ
วิถีชีวิตคนพม่ากับวัดนี่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย
วิถีชีวิตคนพม่ากับวัดนี่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย
ความน่ามาของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ ไม่ค่อยตื่นเต้นมาก
ความน่ามาของที่นี่อยู่ในระดับเฉยๆ นะ ไม่ค่อยตื่นเต้นมาก

แวะตลาด New Bogyoke Aung San

หรือเรียกอีกชื่อว่า Scott Market ครับ

เราที่แวะที่นี่เพราะมันอยู่ระหว่างทางผ่านพอดี ส่วนตัวผมว่าที่นี่เฉยๆ นะ ด้านในตัวตึกนี่โดยรวมให้อารมณ์ประมาณกึ่งๆ เจเจผสมกับ MBK นะ หลักๆ เท่าที่ดูเค้าขายพวกของฝากและงานศิลปะต่างๆ ทั้งเครื่องเงิน, ผ้าปัก, ไม้แกะสลัก, ภาพวาดต่างๆ ฯลฯ ส่วนด้านรอบนอกนี่ให้อารมณ์คล้ายๆ คลองถมเลย แบกะดินขายไปเรื่อยอย่างเพียบ

พวกของกินก็มีนะ แต่ระวัง Traveler’s diarrhea หน่อยละกัน

มาตลาด New Bogyoke Aung San ครับ ,, รอบๆ อารมณ์คลองถม ข้างในอารมณ์ MBK
มาตลาด New Bogyoke Aung San ครับ ,, รอบๆ อารมณ์คลองถม ข้างในอารมณ์ MBK
หลักก็เห็นขายพวกเสื้อผ้า, งานศิลปะ, เครื่องเงิน, งานแกะสลักนะ
หลักก็เห็นขายพวกเสื้อผ้า, งานศิลปะ, เครื่องเงิน, งานแกะสลักนะ
บรรยากาศตลาดบ้านเค้าจริงๆ ก็คล้ายกับบ้านเราพอตัวนะ
บรรยากาศตลาดบ้านเค้าจริงๆ ก็คล้ายกับบ้านเราพอตัวนะ

หลากหลายดีครับ 🙂

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า

ที่นี่มีค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 5 ดอลล่าส์ หรือ 4500 จ้าด เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-15.00 น. ,, ภายในเป็นตึก 5 ชั้น เก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ ที่สำคัญในอดีตและเล่าประวัติศาสตร์, พัฒนาการและความเป็นมาของประเทศพม่า ส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยน่าเข้าชมมากเท่าไหร่ ได้เข้าก็ดี ไม่มีเวลาก็ข้ามไปได้ ยิ่งทีมที่ไม่มีไกด์นำอย่างผมนี่ลำบากเลย เพราะส่วนมากเค้าเขียนเป็นภาษาพม่าทั้งหมด แถมระยะทางเดินค่อนข้างไกล+ใช้เวลาเดินทั่วค่อนข้างมากอยู่

ที่สำคัญ ภายในเค้าห้ามถ่ายรูปนะครับ

แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า ,, เดินกันจนขาลากห้าชั้น
แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพม่า ,, เดินกันจนขาลากห้าชั้น

แวะวัดเจาทัตยี

นี่ก็เป็นอีกที่ที่ไม่เสียค่าชมครับ

เราเรียกแท๊กซี่ให้นำทางเรามา เค้าก็พาเรามาปุเลงๆ เข้าตรอกซอกซอยมาโผล่ที่วัดนี้ครับ แค่มองจากภายนอกก็เห็นองค์พระนอนขนาดใหญ่มากๆๆ สีขาวนวล ยิ้มแบบใจดี ขนตายาว+ตาหวานจ๋อย ,, ถึงแม้เป็นพระพุทธไสยาสน์เหมือนกัน แต่ผมว่ามันให้อารมณ์คนละแบบกับพระนอนที่วัดโพธิ์บ้านเราเลย (แต่องค์นี้ใหญ่กว่าบ้านเราอะ…)

เห็นเค้าบอกว่าเมื่อก่อนพระไม่ใช่พระนอนแต่เป็นพระยืน (ไม่ทราบปางค์) แต่แล้วเกิดมีแผ่นดินไหวแล้วองค์พระเดิมถล่มเสียหาย สุดท้ายองค์พระจึงได้รับการบูรณะเป็นปางไสยาสน์แทน

แวะวัดเจาทัตยี (Chauk Htat Gyi) ครับ ,, ข้างในมีองค์พระนอนใหญ่มาก
แวะวัดเจาทัตยี (Chauk Htat Gyi) ครับ ,, ข้างในมีองค์พระนอนใหญ่มาก
ไม่ว่าจะไปวัดไหนในย่างกุ้งก็มีคนพม่าเต็มวัดเลย
ไม่ว่าจะไปวัดไหนในย่างกุ้งก็มีคนพม่าเต็มวัดเลย
ปิดท้ายกับมุมเต็มองค์ของพระนอนที่วัดเจาทัตยีครับ
ปิดท้ายกับมุมเต็มองค์ของพระนอนที่วัดเจาทัตยีครับ

ได้เวลาก็ไปยังชเวดากองกันครับ

เดินทางไปยังชเวดากอง ,, ไฮไลท์ของวันนี้

จากนั้นก็แวะไปยังเจดีย์ชเวดากองครับ

จริงๆ ที่นี่มีรายละเอียดเยอะมาก (หลังจากที่กลับไปเปิดหนังสืออ่านดู) แต่พอดีผมมาแบบไม่ได้อ่านหรือรับรู้อะไรมามากเท่าไหร่ ก็ขอเล่าบรรยากาศที่นี่แบบคนที่ไม่รู้อะไรเลยละกัน

เริ่มตั้งแต่มาถึงที่นี่ก็จะเจอสิงห์ใหญ่ 2 ตัวยืนอยู่ทางปากประตูครับ จากนั้นก็ฝากรองเท้าแล้วเดินขึ้นบันไดมาตามโถงเรื่อยๆ ราวๆ ร้อยขั้น นอกจากความหรูหราของโถงทางเดินแล้ว ด้านสองข้างทางนี่ก็จะรายล้อมด้วยร้านขายของต่างๆ ทั้งพระพุทธรูปและของที่ระลึกต่างๆ ,, จากนั้นเดินทางถึงทางออกด้านบนก็พบเจ้าหน้าที่เชิญไปจ่ายค่าธรรมเนียมของที่นี่ ตกคนละ 5 USD หรือ 4500 จ้าด

แท๊กซี่นี่ถือเป็นยานพาหนะหลักของทริปย่างกุ้งครั้งนี้เลย
แท๊กซี่นี่ถือเป็นยานพาหนะหลักของทริปย่างกุ้งครั้งนี้เลย
ปิดท้ายด้วยไฮไลท์อย่างเจดีย์ชเวดากอง ,, อันนี้หน้าทางขึ้นครับ
ปิดท้ายด้วยไฮไลท์อย่างเจดีย์ชเวดากอง ,, อันนี้หน้าทางขึ้นทางทิศใต้ครับ
ระหว่างทางขึ้นก็มีขายของครับ ,, ค่าตั๋วราคาคนละ 4500 จ้าด
ระหว่างทางขึ้นก็มีขายของครับ ,, ค่าตั๋วราคาคนละ 4500 จ้าด

จ่ายเงินเสร็จก็เดินขึ้นมาพบความอลังการข้างบน วัดหรือเจดีย์บ้านเราอะไรที่ว่าใหญ่ๆ อลังๆ มาเจอที่นี่นี่เทียบกันไม่ได้เลย ที่นี่สวยกว่ามากๆ (ในความคิดผมนะ) ไล่ตั้งแต่พื้นหินอ่อนที่ปูพื้น, ความวิจิตรงดงามของวิหารต่างๆ , เจดีย์น้อยที่อยู่รายรอบตัวเจดีย์หลัก ไปจนถึงความสวยงามและใหญ่ของเจดีย์ชเวดากอง

เสียดายที่เค้ามีเจดีย์บางส่วนที่กำลังบูรณะและห่อผ้าคลุมไว้ ทำให้ไม่ได้แสดงแสนยานุภาพความงามได้อย่างเต็มที่ ฮือๆๆๆ ไว้คราวหน้ามาใหม่ละกัน

จริงๆ ในอาณาเขตของชเวดากองมีไอเทมน่าสนใจเยอะมากๆ ที่จขบ.ไม่ได้เยี่ยมชม ทั้งพระประจำวันเกิด, ต้นศรีมหาโพธิ์, ระฆังศักดิ์สิทธิ์, วิหารและพระภายในในแต่ละทิศ, และงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ,, ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ควรอ่านหนังสือและเก็บรายละเอียดก่อนไปนะจ๊ะ

โผล่มาจากทางขึ้น ก็ได้แต่ตะลึงกับความอลังการของที่นี่
โผล่มาจากทางขึ้น ก็ได้แต่ตะลึงกับความอลังการของที่นี่
มาถึงแล้ว... บรรยากาศที่เจดีย์ชเวดากองอลังการมากๆๆ
มาถึงแล้ว… บรรยากาศที่เจดีย์ชเวดากองอลังการมากๆๆ
บรรยากาศรอบๆ เจดีย์ชเวดากองนี่สวยงามอลังการมากๆ
บรรยากาศรอบๆ เจดีย์ชเวดากองนี่สวยงามอลังการมากๆ
เย็นๆ ก็มีชมรมแม่บ้านชาวพม่ามากวาดลานวัดด้าย
เย็นๆ ก็มีชมรมแม่บ้านชาวพม่ามากวาดลานวัดด้าย

ระหว่างเก็บรูปไปเรื่อยๆ ก็มีทั้งชาวพม่าเข้ามาไหว้พระทำบุญและนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแทบจะไม่ขาดสาย รอจนตกเย็นที่แสงอาทิตย์เบาบางลง จะได้เก็บภาพเจดีย์ชเวดากองเปล่งแสงเหลืองทองอร่ามออกมาแทน ซึ่งผมว่ามันอลังมากๆ เลยนะ ท้องฟ้าสีม่วงครามตัดกับเจดีย์สีเหลืองทอง ,, มันสมบูรณ์แบบมากๆ เลย

ยามพลบค่ำที่ชเวดากองนี่เปล่งแสงทองเหลืออร่าม
ยามพลบค่ำที่ชเวดากองนี่เปล่งแสงทองเหลืออร่าม
เสียดายที่เจดีย์น้อยรอบๆ เค้ากำลังอยู่ในช่วงบูรณะ ,, แต่แค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว
เสียดายที่เจดีย์น้อยรอบๆ เค้ากำลังอยู่ในช่วงบูรณะ ,, แต่แค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว

สมแล้วที่เป็นสถานที่ที่เรียกว่าห้ามพลาดเลยครับ

มื้อเย็นแบบหนักๆ ที่ Sharky’s

วันแรกของทริปค่อนข้างเหนื่อยมาก ก็ขอจัดอะไรหนักๆ ซักยกตอนเย็นหน่อย

ทีแรกน้องรีเซปชั่นที่โรงแรมโยมาแนะนำร้านนึงมา บอกว่าอร่อยมาก แถมเดินมาจากชเวดากองไม่ไกลมาก เลี้ยวนั่นเลี้ยวนี่ เดี๋ยวแป๊บเดียวถึง แต่ด้วยความมืดและความไม่ชินเส้นทาง เราเลยหามันไม่เจอครับ ซ้ำผนวกกับความหิวของเสือทั้งเจ็ด เราจึงเลี้ยวเข้าไปในร้าน Sharky’s ซึ่งเป็นร้านที่ดูดีที่สุดในละแวกนั้นครับ

ภายในร้านมีสองชั้น ชั้นล่างจะขายพวกไอศครีม, แฮม, เบค่อน, เกลือ, ชีส และเบเกอรี่ต่างๆ ,, ส่วนด้านบนเป็นโต๊ะกินข้าว มีบาร์เครื่องดื่มเล็กน้อย ซึ่งอาหารที่ขายที่นี่ก็จะเป็นพวกอาหารฝรั่งต่างๆ อย่างพิซซ่า, สเต๊ก, สลัด, พาสต้าต่างๆ เป็นต้น

ปิดท้ายมื้อเย็นที่ร้าน Sharky's ละกันครับ
ปิดท้ายมื้อเย็นที่ร้าน Sharky’s ละกันครับ

จริงๆ เราก็จัดมาหลายอย่างนะ ตั้งแต่สปาเก็ตตี้คาโบนารา, สปาเก็ตตี้ซอส, ทูน่าสลัด, สเต๊กปลา แต่ที่เด็ดคือเจ้า Golden Tenderloin ขนาด 100 กรัมครับ ,, คือเค้าจะเอาเนื้อไปย่างไฟในระดับที่สุกแบบ Medium rare แล้วก็จะหั่นเป็นชิ้นๆ เอาชีสวางด้านหน้าและโรยเกลือหน่อยๆ โอยยยย โคตรแหล่มอะ หอมอร่อยมากๆ เนื้อนุ่มโฮกๆๆ ,, สนนราคาจานนี้ 8000 จ้าดครับ….

ส่วนที่แนะนำอีกอย่างคือไอศครีมครับ อร่อยมากๆ อร่อยกว่าบางร้านที่เมืองไทยอีก อย่างที่ผมสั่งรัมเรซิ่นต้องบอกเลยว่ามันเข้มข้นมาก กลิ่นรัมหอมและลงตัวตัวเนื้อไอศครีมและลูกเกดแบบสุดๆ รวมไปถึงตัวโคนก็หอมและกรอบอร่อยมากๆ

โอยยยยย สเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์อร่อยโฮกๆๆๆ
โอยยยยย สเต๊กเนื้อเทนเดอร์ลอยน์อร่อยโฮกๆๆๆ
จานผมเป็นคาโบนาราครับ ,, อร่อยใช้ได้เลย
จานผมเป็นคาโบนาราครับ ,, อร่อยใช้ได้เลย
ไอติมที่นี่เด็ดมากๆ อร่อยจนนึกว่าไม่ได้อยู่พม่า
ไอติมที่นี่เด็ดมากๆ อร่อยจนนึกว่าไม่ได้อยู่พม่า

ที่นี่อร่อยมากๆ ครับ กินกันชิลๆ หมดไปหนึ่งแสนสี่พันจ้าด หรือตกคนละเกือบห้าร้อยบาท (อันนี้ไม่รวมค่าไอติมนะ) ,, ค่าครองชีพที่นี่ไม่เบาเลยทีเดียว เหอๆๆๆๆ

หมดเวลาแห่งย่างกรุง ,, เตรียมบินเข้ากรุงพุกาม

หลังจากหลับไปเกือบๆ ห้าทุ่มก็ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อไปสนามบินให้ทันกับเที่ยวบินของเราที่จะไปเมืองพุกามกันครับ

ชเวดากองเปล่งสีทองยามรุ่งสาง ,, สวยงามมากๆ (ขนาดถ่ายเบลอนะเพราะอยู่บนรถ)
ชเวดากองเปล่งสีทองยามรุ่งสาง ,, สวยงามมากๆ (ขนาดถ่ายเบลอนะเพราะอยู่บนรถ)

เราก็กลับมาที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้งที่เมื่อวานเคยมาครับ แต่วันนี้เข้าฝั่งบินภายในประเทศ ซึ่งพูดตรงๆ ว่าบรรยากาศต่างกับที่เราไปมาเมื่อวานโดยสิ้นเชิง ภาพสนามบินหรูๆ ทั้งหลายมลายหายไปทั้งหมด ตอนนี้มันกลายเป็นหมอชิตบ้านเราดีๆ นี่เอง มันเหมือนหมอชิตไปเสียทุกจุดตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน, ร้านค้าภายในสนามบิน, บรรยากาศภายในสนามบินไปจนถึงตัวเครื่องบินเลย

นั่งเครื่องไปพุกาม แนะนำนั่งติดหน้าต่างนะครับ เพราะว่าเราจะเห็นทะเลเจดีย์ของพุกามซึ่งผมว่าเป็นวิวที่สวยมากๆ และหาดูไม่ได้ที่ไหนง่ายๆ แน่ๆ ถ้าไม่อยู่บนเครื่องบิน

สนามบินฝั่งภายในประเทศทีนี่คล้ายๆ กับหมอชิตบ้านเราชัดๆ
สนามบินฝั่งภายในประเทศทีนี่คล้ายๆ กับหมอชิตบ้านเราชัดๆ
เจอกันอีกที ที่พุกามนะเธอว์
เจอกันอีกที ที่พุกามนะเธอว์

ลองนั่งเมียนมาร์แอร์ไลน์ซักครั้งเถอะครับ แล้วจะคิดถึงนครชัยแอร์~~~

เที่ยวดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ ;)

ช่วงเดือนพฤศจิกายน สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนึงที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือทุ่งดอกบัวตองครับ และทุ่งดอกบัวตองที่เป็นออริจินอลที่สุดก็คงไม่พ้นทุ่งดอกบัวตองแห่งดอยแม่อูคอ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เหตุนึงที่มันฮิตและคนแห่ไปดูคือมันบานระดับบานทั้งดอยแค่เดือนเดียวเท่านั้น

ซึ่งพูดตรงๆ เลยนะ ว่าผมแพลนที่จะไปตั้งแต่ปีที่แล้วละ แต่ว่ากว่าจะเคลียร์งานได้ลงตัวเค้าก็เลิกเที่ยวกันไปแล้ว… ก็เลยเอาเป็นปีนี้แทน แต่ปีนี้ก็ดันงานเยอะ เลยมีเวลาเตรียมตัวกับทริปค่อนข้างน้อยมาก

เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ ด้วยทุ่งดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอละกัน

เรียกว่าถึงวันศุกร์ที่ 9 ก็รีบขับรถจากแม่อายเพื่อมาเตรียมตัวที่เชียงใหม่ รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ 4 คน แล้วคาราวานของเราก็เริ่มเดินทางออกจากเชียงใหม่ในวันที่ 10 กะนอนค้างบนดอยคืนนึง แล้วกลับมาวันที่ 11 ครับ

เริ่มต้นที่การเดินทาง

จากข้อมูลอันน้อยนิดของผม การเดินทางจากเชียงใหม่ไปดอยแม่อูคอเนี่ย ทำได้สามทางคือ… (ดูเทียบกะแผนที่เอานะ)

  • ทางสีเขียว จะเดินทางจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เข้าเมืองจอมทอง, เข้าฮอด, เข้าแม่สะเรียง, ผ่านแม่ลาน้อย, แล้วเลี้ยวขึ้นดอยแม่อูคอก่อนที่จะเข้าตัวเมืองขุนยวม ,, ทางนี้ใช้เป็นทางกลับของทริปนี้ (และเป็นทางหลักของคนที่จะมาเที่ยวด้วย) โดยรวมผมว่าทางขับสบายนะ เรื่อยๆ ดี ไม่ไกลมาก ถนนมีขรุขระบ้างเป็นบางช่วง วิวสวยใช้ได้ แวะเที่ยวพวกออบหลวงได้ด้วย ,, ทริปนี้เราจะใช้เป็นทางขากลับนะ
  • ทางสีแดง เราจะใช้ทางเส้นนี้ในการเดินทางขาไปครับ เส้นนี้จะเริ่มจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์ก่อนเข้าเมืองจอมทอง, จากนั้นก็ขึ้นดอยอินมาเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวเข้าทางเข้าแม่แจ่ม จากนั้นขับทะลุตรงมาเรื่อยๆ จนโผล่ตรงทางขึ้นดอยแม่อูคอพอดี ,, ทางนี้ระยะทางสั้นกว่าเพื่อนๆ แต่ก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เพราะทางค่อนข้างโหดมาก ทางแคบ, ชัน และขรุขระเกือบตลอดทั้งเส้นทาง แต่แถวๆ แม่แจ่มมีนาขั้นบันได (เล็กๆ นะ ไม่ได้ใหญ่เท่าที่ซาปา) สวยดีเหมือนกัน
  • ทางสีน้ำเงิน อันนี้จะแหวกแนวหน่อย ตรงที่เดินทางขึ้นเหนือไปทางแม่ริม แม่แตง แล้วไปทางปาย, ปางมะผ้า, เข้าาตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วค่อยวกกลับมาที่ดอยแม่อูคอ ,, อันนี้จะค่อนข้างไกลมาก แต่ได้เที่ยวเยอะมากเลยนะ ทั้งปาย, ปางอุ๋ง ถ้ามีเวลา+มีคนเปลี่ยนมือขับรถทางนี้ก็น่าสนใจมากๆ (ทริปนี้ไม่ได้มาทางนี้นะ)


View ดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ in a larger map

คาราวานของเรา (จำนวนทั้งสิ้น 2 คัน อันประกอบไปด้วย Lancer EX ที่ผมขับ กับ Mazda 2 อีกคัน) เริ่มออกเดินทางเกือบๆ เก้าโมงครึ่ง ก็ขับไปเรื่อยๆ แหละครับ ขับสบายๆ ไปเรื่อยๆ ตามทางสีแดงครับ ,, ได้มีโอกาสผ่านดอยอินทนนท์ อากาศเย็นสบายมากๆ (มันจะมีด่านของอุทยานนะครับ เราบอกว่าจะไปแม่แจ่ม เค้าจะไม่คิดเงินเรา)

Lancer EXและ Mazda2 ที่จะเอาไว้ใช้ตะลุยในทริปนี้ 🙂
ขับไปเรื่อยๆ สบายๆ ตามทางของดอยอินทนนท์
ตรงที่ทำการดอยอินทนนท์นี่สวยมากๆ เลย อากาศก็ดีด้วย

จากนั้นราวๆ เที่ยงครึ่งก็เข้าตัวแม่แจ่ม ซึ่งผมว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักมาก ไปแวะหาเพื่อนที่รพ.แม่แจ่ม กะชวนไปกินข้าว สุดท้ายมันติดธุระ+จะกินข้าวบ้าน เลยต้องออกมาหากินเองครับ ร้านไหนอร่อยก็ไม่รู้ทาง (จริงๆ เพื่อนผมก็แนะนำมานะ แต่หาร้านไม่เจอ) เห็นร้านส้มตำข้างทางน่ากินดี ก็เลยจอดกินกันครับ

ทุ่งนาเหลืองอร่ามที่แม่แจ่ม
ตับหวานและส้มตำมาม่า ,, อร่อยดีนะ

สาเหตุนึงที่เลือกเส้นทางมาแม่แจ่มเพราะมีคนบอกว่ามันนาขั้นบันไดนี่แหละ แต่ระหว่างสองข้างทางเท่าที่ขับมามีนิดหน่อย (ไม่มากเหมือนที่ซาปานะ) พอมีเก๋ๆ ข้างๆ ทางแค่นั้นเอง (จริงๆ มันอาจมีนาขั้นบันไดข้างในที่ผมไม่ได้ไปก็ได้นะ) ส่วนถนนหนทางที่นี่ต้องบอกว่าทางขับยาก แคบ ขรุขระ และชัน ขับไปขับมามีฝูงควายมาปิดถนนด้วย ไม่กล้าบีบแตรไล่เพราะกลัวมันรุมขวิดใส่รถ ,, แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์ว่าเราขับรถบนดวงจันทร์

นาขั้นบันไดเล็กๆ ที่แม่แจ่ม
ทางแคบมาก ประมาณรถสองคันสวนกันแบบพอดีเด๊ะ
บางช่วงให้อารมณ์เหมือนขับรถบนดวงจันทร์เลย
บางทีก็ให้อารมณ์เหมือนเราไต่บนไหล่เขา (ถ้าพลาดแปลว่ามึงตกเหวนั่นเอง)
เจอควายเต็มถนนเลย ต้องกระดึ้บๆ ตามควาย ไม่กล้าไปบีบแตรไล่ กลัวโดนรุมประชาทัณฑ์

กว่าจะถึงแม่อูคอก็ปาไปสี่โมงสี่สิบครับ

ว่าด้วยเรื่องที่พัก

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณใหม่และครอบครัว ที่อุตส่าห์เป็นธุระปะปังหาที่พักให้ จนสุดท้ายได้รีสอร์ทที่อยู่บนดอยแม่อูคอ ใกล้ๆ กับทุ่งดอกบัวตองในระดับที่เดินไปได้เลย (แต่ก็ไกลพอตัวอยู่)

ดังนั้น หลังจากขับรถถึงทุ่งดอกบัวตอง เราก็เลือกที่จะขับเลยไปยังที่พักก่อน ซึ่งอยู่ห่างจากทุ่งบัวตองไปประมาณกิโลกว่าๆ ซึ่งที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า “คุณครูสมบูรณ์รีสอร์ท” ครับ ซึ่งอ่านป้ายแล้วอารมณ์ประมาณรีสอร์ทครบวงจรมากๆ มีทั้งที่พัก อาหาร แถมใกล้ที่เที่ยวอีก ,, แนบเบอร์ไว้ให้เผื่อใครถามที่ 0808460313 ครับ (อย่าให้เห็นว่าใรใครมาขอเบอร์โทรรีสอร์ทตรงช่อง comment ด้านล่างนะ)

ที่พักของเรางวดนี้ครับ ,, ครูสมบูรณ์รีสอร์ท อยู่บนดอยเลย
สภาพรีสอร์ทดูดีเว่อ มีบังกะโลมุงจาก, ลานกางเต๊นท์ และลานจอดรถ ,, วิวสวยเว่อ

โดยรวมที่นี่ผมว่าสวยมากเลยนะ ที่ตั้งของรีสอร์ทนี่อารมณ์ประมาณลานหรือเนินโล่งๆ ติดกับขอบเหว วิวสวยมากๆๆๆ มองไปเห็นภูเขาเรียงซ้อนกันสวยมากๆ ยิ่งตอนเช้าๆ นี่เห็นทะเลหมอกแทรกตามหุบเขาด้วย แถมขอบด้านข้างทั้งสองมีซุ้มดอกบัวตองเล็กๆ ประดับด้วย

จากนั้นก็เดินมาดูที่พักเราซึ่งสภาพจริงๆ จะค่อนข้างฮาร์ดคอร์กว่าที่จินตนาการกับคำว่ารีสอร์ทไว้พอสมควร อารมณ์ประมาณกระต๊อบหรือบังกะโลมากกว่ารีสอร์ท ข้างในนอนได้ซัก 2 คน บุหลังคาด้วยใบจากที่พร้อมจะปลิวจากเราได้ตลอดเวลา (แต่ผมว่ามันกันน้ำค้างได้ดีมากเลยนะ), ภายในห้องไม่มีไฟฟ้า (ใครใช้ไอโฟนแนะนำให้พกแบตเสริมไปเอง) จะมีเพียงแต่เทียนไขสองเล่ม (แต่ก็ไม่ได้มีไฟแช๊คให้เช่นกัน) หมอนสองใบ และผ้าห่มขนๆ อีกสองผืน (ถ้ามีถุงนอนเอาไปด้วยจะดีมาก), ใช้สายยูล๊อคหน้าประตู ดูไม่ค่อยแข็งแรงมาก, ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม ไม่มีไฟในห้องน้ำ ส้วมซึม จะอาบน้ำก็จะเป็นอ่างน้ำเย็นตักอาบ (เย็นสะใจมากๆ) ,, กระต๊อบเราสนนราคาคืนละ 500 บาทครับ

หรือถ้าเอาเต๊นท์ไปเองก็ได้ เค้าก็คิดค่าสถานที่ 100 บาทต่อคืนครับ

สภาพบังกะโลไม้บุหลังคามุงจาก ,, สนนราคาคืนละห้าร้อยบาท
ข้างในนี่นอนได้ซักสองคน, มีเพียงแค่เทียนใช้ส่องสว่าง (ไม่มีไฟแช๊คให้)
สภาพห้องน้ำ ,, โอเพ่นแอร์ไปนิด+ไม่มีไฟแต่ละห้อง แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ

คหสต.ของต่างๆ ผมเก็บในรถแลดูจะปลอดภัยมากกว่าที่จะเก็บไว้ในเจ้ากระท่อมนั่นยังไงก็ไม่รู้…

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีขายอาหารนะ เมนูก็เป็นอาหารเบสิกทั่วๆ ไปแหละ ผัดกระเพา, ไข่เจียว, หมูกระเทียม, ผัดผัก, ขาหมู ฯลฯ แล้วก็มีพวกเครื่องดื่มขายด้วย ราคาอัพขึ้นจากพื้นราบเล็กน้อย

ล้อบบี้รีสอร์ทมีขายขนม+เครื่องดื่ม+อาหารตามสั่ง

ระหว่างทางที่ขับมานี่แอบเห็นมีหลายๆ คนเอาเต๊นท์มากางที่ถนนเลย ซึ่งผมว่าอันตรายมากนะ เพราะบนดอยเนี่ยรถเยอะมากๆ เต๊นท์ของคุณพร้อมจะโดนรถทับและเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เสี่ยงมากๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนซึ่งมืดและมองไม่เห็นอะไร แม้หลายคนจะจอดรถปิดหัว-ท้ายเต๊นท์แล้ว แต่ผมว่ามันก็อันตรายอยู่ดี

เห็นมีคนกางเต๊นท์บนถนนด้วย อันตรายเหมือนกันนะ

ส่วนตัวแนะนำหาที่โล่งๆ ดีๆ ตั้งเต๊นท์ดีกว่า หรือไม่ก็ไปเช่าที่รีสอร์ทตั้ง หรือไม่ก็ไปนอนที่ขุนยวมเลย

ไปดูดอกบัวตองกันดีกว่า

ดอยแม่อูคอยามเย็น

จัดแจงของต่างๆ เสร็จก็รีบบึ่งรถไปดูดอกบัวตองก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน

พอมาถึงที่ก็รีบเดินขึ้นไปยังยอดดอยกัน ต้องปีนบันไดขึ้นสูงพอตัวเลย เอาเป็นว่าก็ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ หอบก็พักถ่ายรูป หายเหนื่อยแล้วก็ค่อยเดินต่อ ยังไงก็น่าจะทันพระอาทิตย์ตกแล้ว ,, เท่าๆ ที่ดูเนี่ยดอกตูมเหมือนกะยังเยอะอยู่เลยนะ กวาดสายตาดูนี่ราวๆ 30-40% ของดอกทั้งหมดเลยนะ คหสต. ถ้ามาอาทิตย์ถัดๆ ไปดอยน่าจะเหลืองกว่านี้ (แต่ก็ต้องเสี่ยงกับดอกเหี่ยวเช่นกัน ซึ่งผมกวาดสายตาดู มีราวๆ 2-3% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในวันหลังๆ)

รีบปีนขึ้นยอดดอยก่อนที่พระอาทิตย์จะตก
มองจากด้านล่างนี่ดอกบัวตองเยอะดีจริงๆ ,, สีเหลืองตัดกับสีฟ้าดีมากๆ
จุดชมวิวอีกไม่ไกล (ขณะนั้นกำลังหอบแฮกๆๆๆ)
ศาลาแปดเหลี่ยมระหว่างทางเดินขึ้น ,,
วิวทุ่งดอกบัวตองระหว่างทางเดินขึ้น ,, ก็สวยดีนะ
ในที่สุด ก็ถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ตก สวยดีจริงๆๆๆ

แบบว่าที่จุดชมวิวนี่คนเยอะเว่อ จะถ่ายกับป้ายนี่ต้องรอกันจนเบื่อเลยทีเดียว บางคนมีทั้งปีนป้ายถ่าย, มี 16 แอ๊คชั่น, มีเต๊ะท่าประหลาดๆ, มีถ่ายรีมไลท์, ฯลฯ แต่สุดท้ายผมก็ทำหมดดังที่กล่าวมาเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

แสงสุดท้ายสำหรับทุ่งดอกบัวตองวันนี้

ได้ถ่ายรูปเย็นนี้ก็ฟินมากละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขอเติมเต็มด้วยพระอาทิตย์ยามเช้าอีกหน่อยละกัน รีบกลับรีสอร์ทไปอาบน้ำดีกว่า มันหนาววววววว~~ (แต่เท่าที่รู้สึกนะ ปีนี้ที่นี่ไม่ได้หนาวมากอะ แต่ลมค่อนข้างแรง แค่เสื้อกันหนาวบางๆ ที่กันลมดีๆ ก็พอไหว)

รุ่งอรุณบนยอดดอย

ตีห้าครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกให้ผมและเพื่อนๆ แหกขี้ตาตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน (อากาศตอนเช้าไม่ได้หนาวมากเช่นกันนะ หน้าปัดรถบอก 19 องศา, ส่วนนาฬิกาบออก 16.7 องศา แต่ลมแรง น้ำค้างเยอะ) ,, แต่ด้วยความเหนื่อยล้า กว่าที่ทุกคนจะพร้อมก็หกโมงกว่าแล้ว ไอ้ผมล่ะโคตรกลัวจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ไม่ทันเพราะขนาดอยู่ที่รีสอร์ทก็เริ่มเห็นแสงแรกออกมาไกลๆ แล้ว พอถึงตีนดอย พวกเราก็วิ่งขึ้นไปยังจุดชมวิวเมื่อวานด้วยความกระหืดกระหอบ

แต่ก็เริ่มเอะใจนิดๆ ว่าทำไมที่นี่คนมันน้อยจังหว่า (นอกจากเราสี่คนแล้วก็มีคุณลุงอีกสองสามคนเดินถ่ายรูปไปมา) ซึ่งจากนั้นอีกสิบห้านาทีผมก็ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเท่าไหร่ เพราะว่าทางฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวนั้นโดนบังด้วยภูเขาอยู่ เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตัดกับขอบฟ้าในจุดนี้

แหกขี้ตาตื่นมาดูแสงแรกแห่งดอยแม่อูคอ
ตอนเข้าๆ ที่จุดชมวิวนี่แทบไม่มีคนเลย ,, เลยได้ถ่ายป้ายแบบโล่งๆ
ตอนเช้าบนยอดดอยนี่สดชื่นมากๆ
ถ่ายรูปตอนเช้ากะตอนเย็นนี่คนละบรรยากาศกันเลย

แต่ผมว่าแค่ตื่นมาสูดอากาศยามเช้าบนยอดดอยนี่ก็โคตรฟินแล้วล่ะ สดชื่นแบบที่ในเมืองหาไม่ได้เลย

หาอะไรกินยามเช้า

จริงๆ ตรงทางขึ้นก็มีของกินขายเยอะนะ ทั้งมาม่า มันปิ้ง ไข่ปิ้ง โอวัลติล น้ำอัดลม ฯลฯ ราคาคบหาได้ ,, สำหรับผมจุดนี้ ได้มาม่าร้อนๆ ซักถ้วยก็ฟินมากแล้ว ส่วนเครื่องดื่มผมเลือกน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้งป่า ที่ซื้อเนี่ยเพราะคำว่าป่าเลยจริงๆ (ซึ่งรสชาติก็คล้ายๆ น้ำผึ้งมะนาวทั่วไป มีเค็มปะแล่มๆ หน่อยๆ)

เติมพลังหลังจากที่ตื่นมาดูดอกบัวตองตอนเช้า
แฮกๆๆๆ มาม่า… ฟินมากกกกกกกก

จุดชมวิวตรงหน้ากองอำนวยการก่อนกลับ

จุดสุดท้ายที่จะแวะไปครั้งนี้คือกองอำนวยการครับ คนค่อนข้างเยอะ มีประกาศนียบัตรให้ด้วยนะ (ผมไม่ได้เอา) มีหลังคาให้ปีนเล่นถ่ายรูป+ดูวิวมุมย้อนไปทางยอดดอย สวยดีไปอีกแบบนะ โดยเฉพาะตอนเช้าๆ ที่แดดมาจากด้านหลังพอดี+ดอกหักหน้ามาทางกองอำนวยการ ทำให้มันดูเหลือร่ามดีมากๆ

ตรงจุดกองอำนวยการ คนเยอะจริงๆ
ปีนกระไดขึ้นไปถ่ายบนชั้นสอง ,, เหลืองอร่ามดีจริงๆ

จริงๆ รายละเอียดของที่นี่มันก็ไม่ได้เยอะมากหรอกนะ มาเที่ยวซักสองสามชั่วโมงก็น่าจะเก็บรูปหลักๆ ได้เกือบหมดแล้ว ,, ซึ่งหมดจากจุดนี้เราก็ขับรถกลับกันเลยตั้งแต่ประมาณเก้าโมงเช้า เพราะกลับถึงเชียงใหม่แล้วผมยังต้องขับกลับแม่อายอีก 170 โล… เห็นระยะทางที่ตัวเองต้องขับแล้วก็เพลียแทน

แต่ขับรถเที่ยวไกลๆ นี่ก็สนุกดีนะ 🙂

สรุปเลยละกันนะ สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านเนื้อหา

โดยรวมผมว่าโอนะสำหรับทริปที่มีเวลาเตรียมตัวไม่มากและข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างน้อย ,, ยังไงก็สรุปสั้นๆ คือ…

  • ถ้าจะขับรถแนะนำทางแม่สะเรียงแหละ (ทางสีเขียว) ไกลหน่อยแต่ขับสบาย มีจุดแวะพัก จุดท่องเที่ยวอื่นๆ เยอะ (ถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้ก็น่าแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยนะ)
  • ส่วนที่พักก็แล้วแต่วางแผนแหละ ที่พักของผมมันอยู่บนดอย ใกล้ทุ่งบัวตอง แต่ราคาแอบแพงแบบไม่สมกับคุณภาพ คหสต.ถ้าอยากสบายหน่อยอาจเลือกพักในตัวเมืองขุนยวมหรืออำเภอใกล้เคียงแล้วค่อยขับรถขึ้นมาชมวิวเฉยๆ ก็ได้ ข้างบนไม่ได้มีอะไรเยอะอย่างที่คิดหรอก ขอเวลาซักสองชั่วโมงก็เที่ยวทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอเหลือๆ แล้ว
  • ไม่เหลืองอย่างที่คิด เพราะช่วงอาทิตย์ที่ไป (10-11 พย.) เป็นอาทิตย์แรกของเดือนแห่งทุ่งดอกบัวตอง จขบ.สังเกตว่ายังมีดอกตูมอยู่เยอะ (กะด้วยสายตาราวๆ 30+% ของดอกทั้งหมด) ซึ่งอาทิตย์หลังๆ น่าจะดอกเยอะกว่านี้ เหลืองกว่านี้
  • กลางคืนที่รีสอร์ทแอบเสียงดังกว่าที่คิดไว้ ทั้งจากเสียงเพลงคาราโอเกะไม่พึงประสงค์ และเสียงมอเตอร์ไซแว้นมารวมกลุ่มบิดเครื่องแข่งกัน
  • ไม่ต้องรีบตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวยอดดอยก็ได้ เพราะฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวมีอีกดอยบังอยู่
ปีหน้าฟ้าใหม่ มีโอกาสแล้วจะมาเที่ยวอีกนะ (ขี้เกียจขับรถสุดๆ)

แต่ก็คุ้มค่านะที่ได้ขึ้นมา หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีก

ສະບາຍດີ ຫຼວງພຣະບາງ ตอนที่ 1

ช่วงนี้มีแต่ท่องเที่ยว ไม่ค่อยจะมีชวนไปหาอะไรกินเหมือนก่อนๆ สักเท่าไหร่

ครั้งนี้ผมก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนเมืองที่ยูเนสโกยกย่องว่าเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจอยู่ใกล้ๆ บ้านเราอย่างหลวงพระบาง ,, ซึ่งจริงๆ ช่วงที่เป็น High season ของที่นี่คือช่วงหน้าหนาว จินตนาการว่าอากาศประมาณ 20 องศา มีหมอกนิดๆ บรรยากาศสบายๆ เช้าๆ เดินพ่นควันตามทางมาหาอะไรกินที่ตลาด ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เดินชิลหรือปั่นจักรยานก็ไม่เหนื่อยมาก ,, น่าสนใจดีมากๆ

แต่ทั้งหมดมันเป็นจินตนาการครับ เพราะในช่วงที่ผมไปนั่นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่นั่นมีแต่อากาศร้อนสลับกับฝนตก แค่ยืนหายใจเฉยๆ เหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว ประมาณว่าถ้าตัวมึงไม่เปียกเหงื่อก็จงเปียกฝนไปซะ

หลวงพระบาง~ เมืองในฝันของหลายๆ คน

จริงๆ เรื่องราวในหลวงพระบางของผมกับเพื่อนๆ ที่แบคแพคกันไปเองสามวันสองคืนกว่าๆ นั้นไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่ครับ แต่รูปมันค่อนข้างเยอะมาก เลยขออนุญาตแบ่งเป็น 2 ตอนละกัน เดี๋ยวจะโหลดโหดเกินไป ส่วนเนื้อหาหลักๆ จะเป็นการเดินทางจากเชียงใหม่ไปหลวงพระบางนะครับ (ไม่ได้เริ่มจากกรุงเทพฯ นะเธอว์)

เริ่มต้นที่การเดินทาง

หากพูดถึงการเดินทางไปลาว หลายๆ คนจะคิดถึงการนั่งเรือจากตรงชายแดนไทย-ลาว บริเวณอำเภอเชียงของ จ.เชียงรายกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว ซึ่งก็แบ่งได้เป็น

  • เรือเร็ว อันนี้เป็นประมาณเรือหางยาวบ้านเรา นั่งกันได้ประมาณ 7-8 คน สวมหมวกกันน๊อคแต่ชูชีพสวมบ้างไม่สวมบ้าง (งงๆ กะคอนเซพนี้เหมือนกัน) ทุกคนนั่งสะท้านลมที่เข้ามาปะทะและแดดที่ร้อนเปรี้ยงตลอดเวลา ถ้าฝนตกก็ทนๆ หน่อยง่อ~ (แนะนำว่าให้อ่าน Blog ของ Nichieme เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น) ใช้ระยะเวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงจากเชียงของถึงหลวงพระบาง โดยพักครึ่งทางประมาณ 1 ชั่วโมงให้กินข้าวและหายใจหายคอที่ปากแบง ราคาประมาณ 1500 บาท
  • เรือช้า อันนี้ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในการเดินทาง ราคาประมาณ 900 บาท ,, มีญาติผมคนนึงแกมีโอกาสขึ้นเรือช้า แกบอกว่ามันเหมาะกับคนไม่รีบ มีเวลาเหลือเฟือที่จะไปหลวงพระบาง (ลืมบอกว่าคนไทยสามารถเข้าประเทศลาวโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้เป็นระยะเวลา 30 วัน) ข้อดีคือได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือเสียเวลาค่อนข้างมาก, ฝรั่งเยอะแถมสูบบุหรี่กันค่อนลำเรือ (หรืออาจทั้งลำเรือ), ส่วนวิวนั้นพอดูนานๆ ก็รู้สึกซ้ำๆ เดิม
  • อย่าลืมนะ ว่านั่งเรือแล้วมันลงแค่เชียงของ ถ้าจะไปเชียงใหม่ก็ต้องต่อรถอีก (ประมาณ 4-5 ชั่วโมงถึงจะถึง)
แอบเห็นเค้านั่งเรือเร็วนี่น่าตื่นเต้นดีนะ

นอกจากนั่งเรือจากเชียงของแล้ว อีกวิธีที่สามารถไปหลวงพระบางจากตัวเมืองเชียงใหม่ได้นั่นคือนั่งรถทัวร์ครับ นั่งจากอาเขตเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเปลี่ยนรถที่ห้วยทราย แล้วจึงนั่งรถัวร์ของฝั่งลาวยาวไปยังหลวงพระบาง ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง (เป็นเวลาเดินทางที่ลาวประมาณ 15 ชั่วโมง, เปลี่ยนฝั่ง 1 ชั่วโมง และเชียงราย-เชียงใหม่อีก 4 ชั่วโมง) ซึ่งขอเล่าในตอนที่ 2 ละกันนะ ส่วนค่าใช้จ่ายของการขึ้นรถทัวร์ทั้ง 2 ฝั่งและเรือข้ามฟากสนนราคา 1200 บาทถ้วน (หากซื้อกับบริษัททัวร์อาจโดนขูดรีดเล็กน้อย เป็น 1250-1300 บาท)

ส่วนวิธีที่ผมเลือกสำหรับขาไปสำหรับทริปนี้คือการนั่งเครื่องบินของสายการบินลาวจากเชียงใหม่มุ่งตรงสู่หลวงพระบาง สนนราคาประมาณหนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นกีบ เห็นราคาแล้วอาจตกใจว่านั่งเครื่องบินไปดาวอังคารหรือไงราคาถึงเป็นล้าน แต่หากคำนวณกลับเป็นเงินไทยแล้วจะตกราวๆ 5000 บาท ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง แป๊บเดียวถึงเลย เร็วมากๆ แต่เครื่องแอบเป็นเครื่องบินใบพัด บินไม่ได้สูงมากนัก พอมองเห็นวิวด้านล่างอยู่ ,, ซึ่งถ้าใครมีตังหน่อย เวลาค่อนข้างจำกัด และไม่อยากดูดดื่มกับธรรมชาติมากนัก ผมว่าเครื่องบินนี่เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้ดีมาก

น้องๆ แอร์โอสเตสบนเครื่องบินน่ารักมากๆ
สนามบิน, เครื่องบิน และวิวจากบนเครื่อง...

จ้างรถจากสนามบินมาส่งกลางเมือง แล้วเรามาหาที่พักกัน 🙂

เข้าหาที่พักกัน

ที่พักภายในเมืองหลวงพระบางมีเยอะมาก เยอะจนแบบว่าเขตเมืองเก่าเนี่ยเต็มไปด้วยเกสต์เฮ้าท์ กวาดสายตาไปหาบ้านซัก 10 หลังนี่เป็นเกสต์เฮ้าท์ไปเสียกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าใครไปช่วง Low season อย่างที่ผมไปเนี่ยไม่จำเป็นต้องจองที่พักก็ได้นะ เดินหาเอาแถวๆ ริมแม่น้ำ/ตามตรอกซอกซอยต่างๆ มีให้เลือกอย่างเพียบ ทั้งโรงแรมไฮโซแบบคืนละหลายร้อยดอลลาร์ หรือแบบเกสเฮาส์ธรรมดาคืนละไม่กี่ร้อยบาท

อย่างที่ผมไปพักครั้งนี้ผมก็เดินหาเกสเฮาส์กับเพื่อนๆ กันเอง โดยมีข้อกำหนดว่าที่พักจะต้องมีแอร์, มี wifi และราคาไม่แพงเกินไป ,, ก็เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ทีแรกเจอเกสต์เฮ้าท์บ้านไม้จำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้ สวยเหมือนกัน ราคาประมาณ 500 บาทต่อวัน แต่รู้สึกว่าไม่ลงตัวยังไงไม่รู้ เลยเดินหาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายด้วยข้อกำหนดที่ระบุไว้ตั้งแต่ทีแรกและความเหน็ดเหนื่อย+ความร้อนที่ทำให้อยากอาบน้ำแล้ว จึงลงตัวกับที่ Chitlatda 2 guesthouse ในราคาประมาณ 500 บาท/2คืน (ประมาณ 250 บาทต่อคืน)

พอมาถึงก็มาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ,, แต่ปิด
อารมณ์ตุ๊กๆ บ้านเรา แต่บรรทุกของได้เยอะกว่า
สองข้างทางนี่มีแต่เกสต์เฮ้าท์ ,, เยอะมากๆ
ที่พักสำหรับทริปนี้ครับ ,, กับที่ Chitlatda 2
ตั่งเตียงข้างในดูดีมากกกกกก คืนละ 200 จริงเหรอ!!!

แม้สภาพภายนอกและสภาพเตียงนอนทั้งหลายจะดูดีมากเว่อไม่สมกับราคาคืนละ 250 บาทเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วแอร์แม่งไม่เย็นครับ เปิดแอร์ 20 องศาแต่ร้อนกว่าอากาศข้างนอก แถม wifi ก็ช้าเป็นเต่าถุย แต่เอาเถอะครับ กับทำเลที่ติดแม่น้ำ, ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ มากนัก และราคาที่ถูกได้ใจ เลยให้อภัยไปตามระเบียบ

อาบน้ำเสร็จก็มาปักหมุดที่เที่ยวกันหน่อยละกันครับ


View หลวงพระบาง in a larger map

ยามเย็นที่แม่น้ำคาน ,, สวยดีมากๆ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกัน 🙂

เริ่มที่ร้านกาแฟ Joma

จริงๆ เป็นร้านที่เล็งไว้ตั้งแต่ช่วงที่เดินหาเกสต์เฮ้าท์แล้วว่าจะต้องมากินให้ได้ ,, และเมื่อจัดการเรื่องที่พักและข้าวของทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมร้านกาแฟและได้แตกเงินบาทเป็นเงินกีบครั้งแรกครับ (เพราะว่าลืมแลกเงินจากฝั่งไทยไป) ซึ่งที่ลาวนั้น เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งเงินบาทและเงินกีบนะครับ อัตราแลกเปลี่ยนช่วงที่ผมไปนี่ประมาณ 1 บาทต่อ 25 กีบ หรือคิดง่าย 20 บาทต่อ 5000 กีบ (มีแต่คนถามว่าง่ายตรงไหนวะ!!! — แต่ผมว่าง่ายนะ!!!)

ส่วนกาแฟและขนมที่ร้าน Joma มีให้เลือกเยอะดีครับ แต่เห็นราคาแล้วแอบตกใจ กินกาแฟกะขนมทีนึงตั้งสี่หมื่นกีบ เรายื่นแบงค์พันบาทไปให้ ได้ทอนมาสองแสนกว่ากีบ โอยยยยย งงจังเว้ยยยยย ,, ยอมรับเลยครับว่างงมากกับอัตราแลกเปลี่ยนและหน่วยเงินกีบ กว่าจะคิดได้นี่แทบหยิบเครื่องคิดเลขมาจิ้มไม่ทัน

หน้าร้าน Joma cafe ,, แบว่า ดูเก๋มากอะ
บลูเบอร์รี่ชีสเค๊ก ,, ความอร่อยกลางๆ นะ แต่ราคานี่ไม่ใช่ถูกเลยนะ

จริงๆ เห็นเมนูก็อยากสั่งหลายอย่าง ก็เลยต้องเบรคตัวเองไว้ก่อน เพราะราคาคุณเธอนี่ใช่ย่อยเลยนะ อย่างเค้กชิ้นนึงหรือกาแฟเอสเปรสโซ่เย็นแก้วนึงราคาประมาณ 70-80 บาท ,, ส่วนรสชาติเนี่ย เท่าที่ลองสั่งกาแฟและขนมมา ผมว่าปานกลางนะ พอให้หายอยากได้แต่ไม่ฟิน บ้านเราอร่อยกว่าในราคาที่เท่ากัน

กับร้าน Joma cafe ,,

กับถนนคนเดินเมืองลาว

จากร้านกาแฟเราก็เดินย้อนไปอีกนิดนึงเพื่อที่จะไปตลาดกลางคืน ซึ่งที่นี่ให้อารมณ์คล้ายๆ ถนนคนเดินท่าแพ แต่คนไม่เยอะเท่านะ ซึ่งมองเผินๆ ของที่เอามาขายที่นี่ก็คล้ายๆ บ้านเราแหละ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตระกูลผ้าปักหรือสิ่งทอนี่แหละ ทั้งผ้าลายพื้นเมือง, กระเป๋า, เสื้อ, กางเกง, ผ้าพันคอ ฯลฯ แถมแต่ละร้านก็มีของขายซ้ำๆ กัน ส่วนราคาก็พอๆ กับที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ ซึ่งถ้าชอบ+อยากซื้อจริงๆ ลองต่อราคากับแม่ค้าดูได้นะ

แลกเงินมาซักหน่อย เผื่อจะเจออะไรที่ถูกใจที่บ้านเราไม่มี (ซึ่งไม่เจอ…)

ถ้าหากว่าต้องการจัดระเบียบการเงินตอนไปเที่ยวตอนไปลาวแล้ว แนะนำว่าให้แลกเงินกีบไว้ติดตัวเสมอ เพราะแม้ว่าจะที่ลาวนั้นจะใช้เงินบาทได้ แต่การที่หยิบใบหนึ่งร้อยบาทให้แล้วได้ทอนมาแปดหมื่นสี่พันห้าร้อยกีบนี่งงเอาเสียมาก แถมอัตราแลกเปลี่ยนของร้านอาหารหรูๆ มักไม่ได้เป็นเลขลงตัว บางร้านอิงอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน เช่น 1 บาท = 24.80 กีบ ซึ่งเวลาเราได้เงินทอนกลับจะรู้สึกเหมือนที่ร้านเค้าทอนเงินไม่ถูก

แลกเงินไทย 500 บาท ,, ได้เงินกีบมาแบบว่าเยอะมาก นึกว่าเล่นเกมเศรษฐีไงงั้น
บรรยากาศถนนคนเดิน ,, แบบว่า คล้ายๆ บ้านเรานะ
เห็นขายกันเยอะเหมือนกัน ,, เค้าบอกว่าเอาไปใส่บาตร
โดยมากของคล้ายๆ กัน ของที่แปลกหน่อยคงเป็นเสื้อเบียร์ลาว/ฟอนต์ลาว
แวะกินขนมครกเมืองลาว พบว่ารสชาติคล้ายขนมครกเมืองไทย...
แอบแวะวัดใหม่ฯ มาถ่ายรูปหน่อย
มีร้านหนังสือแผงลอยด้วย น่ารักดีนะ

กว่าจะเดินเสร็จก็มืดแล้ว… ซึ่งกลางคืนที่หลวงพระบางเงียบมาก ไม่มีรถราวิ่ง ร้านรวงต่างๆ นี่ปิดเกือบหมด ไม่มีเซเว่นด้วย อยากซื้ออะไรนี่แนะนำให้ซื้อตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็นจะปลอดภัยสุดๆ ส่วนผับนี่เพื่อนผมที่เคยมาบอกว่าที่นี่เค้าก็มีนะ แต่เค้าจะ zoning ไว้ ซึ่งแอบไกลจากที่พกนิดนึง (แต่ผมก็ไม่ได้ไปนะ ขี้เกียจน่ะ)

นอนเหอะ พรุ่งนี้คิวเที่ยวเยอะ

หาอะไรลงท้อง ก่อนออกทริป…

ตื่นเช้ามาก็ไปหาอะไรกินครับ

เดินออกมาตรงหัวมุมก็เห็นชื่อร้านประชานิยม ขายพวกกาแฟ, Baguette และพวกอาหารพื้นเมืองต่างๆ คืออารมณ์ตอนนั้นนี่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า Baguette นี่เค้าเอามากินยังไง เพราะอย่างขนมปังฝรั่งเศสบ้านเราเค้าก็จะกินเข้าชุดแบบอาหารฝรั่ง แต่นี่แบบ เฮ้ย หมูปิ้งไก่ปิ้งน้ำพริกหนุ่ม มันจะเข้ากันเหรอวะ…

คิดไปตั้งนาน เลยถูกเพื่อนลากไปกินอีกร้าน ทีนี้มาแบบอเมริกันเบรคฟาสต์แต่เปลี่ยนจากขนมปังปิ้งเป็นขนมปังฝรั่งเศสครึ่งดุ้น (ซึ่งเยอะมาก) กับแฮม, ชีส, น้ำส้ม, กาแฟลาว และไข่ดาวอีกสองฟอง รสชาติโดยรวมถือว่างั้นๆ ตามมารตรฐานของอเมริกันเบรคฟาสต์

ตรงหัวมุมแถวๆ โรงแรมมีขาย Baguette กับหมูปิ้งใส้อั่ว ,, แปลกดี
สุดท้ายจบลงที่อาหารเช้าแบบฝรั่งที่คุ้นเคย แต่เป็น Baguette แทนขนมปัง

ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะหา Baguette สไตล์ลาวให้กินจงได้

เที่ยวถ้ำติ่ง และชม Whiskey ลาว

พออิ่มท้องแล้ว เราก็เหมารถสองแถวไปเที่ยวตามที่แพลนไว้คือน้ำตกกวางสีและถ้ำติ่ง ตกลงราคาที่ประมาณ 1500 บาทกับการเหมาทั้งวัน ซึ่งพวกเราก็ Accept นะ เพราะว่าทั้งสองที่นี่เรียกว่าคนละทิศละทางกันเลย แถมหารต่อคนแล้วก็ตกคนละประมาณ 300 บาท แต่เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนระดับหูดับตับไหม้ เราเลยเลือกจะไปที่ถ้ำติ่งก่อน แล้วช่วงบ่ายๆ ค่อยไปเล่นน้ำตกกวางสีกัน

ไปไหว้พระที่ถ้ำติ่ง

ถ้าพูดถึงถ้ำติ่งลอยๆ หลายคนอาจคิดว่ามีถ้ำแล้วก็มีติ่ง อะไรประมาณนี้ แล้วมันน่าสนใจยังไงเหรอ.. (ซึ่งผมคิดแบบนี้จริงๆ) ,, ซึ่งจริงๆ ถ้ำติ่งเนี่ย เป็นถ้ำที่อยู่บนภูเขา ภายในมีพระพุทธรูปเก่าๆ องค์เล็กๆ วางไว้อยู่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ประหนึ่งเป็นสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว (จริงๆ มันมีเยอะกว่านี้นะ แต่ผมขี้เกียจเล่า ลองหาอ่านเองนะ)

ถ้าจะไปเที่ยวถ้ำติ่ง นอกจากจะเสียค่าตั๋วราคา 20000 กีบแล้ว ยังจะต้องเสียค่าเรือข้ามฟากด้วย (จำไม่ผิด 10000 กีบนะ) ,, ซึ่งถ้ำติ่งมีถ้ำบนและถ้ำล่าง แนะนำให้ไปเยี่ยมชมทั้งสองที่ แต่ว่า การที่จะเดินขึ้นถ้ำบนนั้นจะต้องอาศัยแรงและพละกำลังพอสมควร อย่างตัวผมเอง กว่าจะแบกสังขารอันใหญ่เทอะทะของตัวเองให้ขึ้นไปถึงถ้ำบนนี่เรียกได้ว่าเกือบตาย

หนทางที่ไปถ้ำติ่ง... แบบว่าลูกรังเลยล่ะ
ข้ามแม่น้ำไปก็จะเห็นถ้ำติ่ง ,, เป็นคล้ายๆ ถ้ำที่ชาวลาวเอาพระเข้าไปไว้ข้างในเยอะๆ
จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปที่ถ้ำติ่ง...
มีชาวประมง (เยอะด้วยนะ) ทอดแหหาปลากัน
ถึงถ้ำติ่งแล้ว ,, เสียค่าตัว 20000 กีบ
ก็มีคนมาทยอยไหว้พระเรื่อยๆ นะ ,,
อันนี้ส่วนถ้ำติ่งบน ต้องเดินขึ้นมาอีกหน่อย แต่เหนื่อยมาก

ขานั่งเรือกลับจากถ้ำติ่งอากาศมันร้อนมากๆ ซึ่งประจวบเหมาะว่าผมเห็นเด็กๆ กระโดดน้ำเล่นด้วย (อันนี้ถอดเสื้อแล้วกระโดดเล่นจริงๆ นะ) ซึ่งมันคลายร้อนได้ดีมากกกกกก แต่เสียดายเล่นได้แค่แป๊บเดียว เพราะอยู่ดีๆ ก็มีเรือมาจอดเทียบฝั่งตั้งนาน จะรอเล่นแม่น้ำคานก็กลัวจะไม่ได้ไปน้ำตกกวางสี

ไหนๆ มาถึงแล้ว ก็ขอกระโดดน้ำเล่นซักหน่อย 🙂

หมู่บ้าน Whiskey ลาว

และก่อนที่เราจะไปน้ำตกกวางสี พี่คนขับรถกะป๊อก็พาไปแวะหมู่บ้านชาวลาวที่เค้าต้มเหล้า (ซึ่งผมว่ามันน่าจะมีกันแทบทุกหมู่บ้านแหละ เห็นขายกันเยอะมากเลย) ถ้าบ้านเราคงประมาณต้มเหล้ากันเอง แล้วเอางูบ้าง ตะขาบบ้าง แมงป่องบ้าง มาใส่ อารมณ์คล้ายๆ กับยาดองบ้านเรานี่แหละ

ส่วนตัวผมว่ามันเอามาเป็นของฝากหรือของตกแต่งมากกว่าที่จะเอามาเปิดกินนะ

ถ้าเทียบแล้วคงประมาณยาดองบ้านเราแหละ

จริงๆ ในหมู่บ้านนี่ไม่ได้ขายแต่เหล้านะ พวกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็มีขายอยู่บ้าง ก่อนจะกลับผมก็เลยถือโอกาสซื้อผ้าทอจากแม้ค้าชาวลาวเอามาแต่งบ้าน+เอามาเป็นของฝาก ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แถมสวยดีด้วย

ซื้อผ้าเค้าก็เลยเรียกเค้ามาช่วยทอให้ดู

รีบไปน้ำตกกันเถอะ

น้ำตกตาดกวางสี ,, อ่านว่า ตาด-กวาง-สี นะจ๊ะ

จากนั้นเราก็นั่งรถกระป๊อย้อนลงมาทางใต้ครับ ผ่านตัวเมืองย้อนลงมาเรื่อยๆ …

ผมว่านั่งรถกระป๊อไปน้ำตกเที่ยวนี้เป็นการเดินทางที่ยาวนานบนถนนหนทางที่ไม่ค่อยดีนัก ทีแรกคิดว่าการเหมารถโดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาทนี่เป็นสิ่งที่แพง แต่พอเห็นระยะทางแล้วก็ยอมให้เหมือนกัน (ส่วนนึงต้องยอมรับด้วยว่าไม่รู้จะไปน้ำตกยังไงถ้าไม่เหมารถไป) ซึ่งกว่าจะถึงน้ำตกก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงครึ่งแล้ว และเรายังไม่ได้กนข้าวเที่ยงเลย (บอกให้คนขับจอดที่ร้านอาหารที่อร่อยๆ แต่แกไม่จอด สุดท้ายถึงเข้าใจว่าแกจะให้ไปกินร้านตรงหน้าทางเข้าน้ำตกเลย)

หิวมาก เลยสั่งอาหารชุดใหญ่มาก ,, และไหนๆ มาถึงลาวแล้ว ก็ขอส้มตำแบบลาวๆ ด้วย ซึ่งผมว่าอร่อยดีนะ ไม่ได้กลิ่นปลาร้ารุนแรงตามที่จินตนาการไว้ แต่ผมว่ากลิ่นปลาร้ามันกลมกล่อมและละมุนไปกับส่วนประกอบอื่นๆ มาก ซึ่งหนึ่งในนั้นที่น่าจะมีคือกะปิ รวมทั้งผมว่ารสชาติมันลงตัวดีเว่อๆ ไม่เค็มปี๋ แต่กลับเป็นเค็มละมุนๆ ปนหวานหน่อยๆ

เลยจัดไปสองจาน สำหรับคนไม่ค่อยชอบปลาร้าเท่าไหร่อย่างผม

แวะเติมพลังก่อนเล่นน้ำตก ด้วยตำลาวแบบลาวที่เมืองลาว

พออิ่มท้องก็ถึงเวลาเที่ยวต่อครับ ,, จ่ายค่าตั๋ว 20000 กีบแล้วเข้าไปในน้ำตกกันได้เลย

พอดีวันที่ไปเนี่ยเป็นวันเสาร์ที่เรียกว่าร้อนระดับหูดับตับไหม้ ทั้งคนลาวเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ต่างพร้อมใจกันไปคลายร้อนที่น้ำตก คนแบบว่าแม่งงงงง เยอะมากกกก กะจะโดดเล่นน้ำตกซักหน่อยนี่แทบจะไม่เหลือมุมให้แทรกตัวเลย ,, แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าน้ำตกที่นี่สวยดีมากๆ น้ำแบบว่าสีฟ้าอ่อนๆ น่าเล่นมากๆ ถ้ามีโอกาสไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชม (จริงๆ บ้านเราก็มีนะน้ำตกที่เป็นหินปูเนี่ย แต่ที่นี่สวยกว่าจริงๆ)

ถึงน้ำตกแล้ว ,, ค่าเข้าอีก 20000 กีบ
น้ำตกสีฟ้าสวยดีนะ นักท่องเที่ยวทั้งคนลาวและฝรั่งนี่เยอะมาก
แอบดูสาวๆ อาบน้ำ อิอิ
เป็นน้ำตกหินปูนที่สวยมากๆ ที่นึงที่เคยมาเลย
ช่วงร้อนๆ แบบนี้ ใครๆ ก็มาพักผ่อนกันที่น้ำตก
มีเดินขึ้นไปชั้นสูงสุดด้วยนะ ,, แต่สังขารตอนนี้ไม่ไหวแระ...

ตอนนี้ขอเอาแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวเหลือตอนหน้าอีกตอนนึง กลัวจะไม่มีอะไรเขียน

หนีกันไปเกาะมันนอก

หลังจากที่ปีที่แล้วไปลุยทะเลใต้มา ปีนี้ก็อยากไปทะเลอีก…

ทีแรกว่าจะไม่ได้ไปแล้วเพราะเวรมันอัดมากๆ แต่สุดท้ายก็เคลียร์ช่วงวันหยุด 4 วัน แว๊บไปทะเลได้ ,, แต่ทะเลรอบนี้เป็นทะเลฝั่งภาคตะวันออกบ้าง ตรงเกาะมันนอก ที่จังหวัดระยอง ซึ่งทัวร์ครั้งนี้ก็เป็นน้องนุ๊กที่เป็นหัวหน้าพาทัวร์เช่นเคย ซึ่งทีแรกที่น้องเค้ามาชวนไปเกาะมันนอกนั้น ผมก็ไม่รู้จักหรอก (รวมทั้งถามหลายๆ คนที่จะไปทริปก็ไม่รู้จักหรอก) แต่เท่าที่ลองดูก็เห็นว่ามันสวยดีนะ น้ำสีฟ้าใสสวยดี

บนเกาะมีรีสอร์ทด้วยแต่มีที่เดียวคือเกาะมันนอกรีสอร์ท รับคนขึ้นเกาะไม่เกิน 70 คน ดูเป็นส่วนตัวดีมากๆ (แต่จริงๆ เพราะห้องพักมันมีแค่นั้น) แต่เห็นราคาที่น้องเค้าบอกมาแล้วค่อนข้างแพงมาก (ประมาณเที่ยวภาคใต้แล้วนอนโรงแรมหรูๆ เลยทีเดียว) แถมรายละเอียดและเงื่อนไขค่อนข้างเยอะ แต่เอาเหอะ ไหนๆ ก็ได้พักแล้ว แถมช่วงสงกรานต์ผมจะต้องอยู่เวร 4 วันรวด ก็เลยต้องขอไปพักผ่อนเก็บแรงก่อนแล้วค่อยไปลุยอยู่เวรช่วงนั้น

ได้ไปเที่ยวทะเลอีกแล้ววววว~~~~

ครั้งนี้ผมก็เดินทางจากฝางมายังตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วก็ขึ้นเครื่องบินจากเชียงใหม่ไปลงสุวรรณภูมิ จากนั้นนั่งมาอนุเสาวรีย์เพื่อมาขึ้นรถไประยองอีกที (หลายต่อมากๆ) โดยทีแรกจะนั่งรถตู้คิวปกติไป (ประมาณคนละ 200 บาท) แต่สุดท้ายด้วยกระเป๋าและทรัพย์สินอันพะรุงพะรังและจำนวนสมาชิกในทีมที่เยอะพอตัว (10 คน) เลยตัดสินใจเหมารถตู้ไปเลย (เค้าคิดค่าเหมา 2800 บาทแต่จริงๆ นั่งได้สูงสุด 15 คนนะ) ไปแพงหน่อยแต่ทุกคนนั่งสบายดี

จุดหมายของเราครั้งนี้คือแหลมตาลครับ (ดูตามแผนที่ละกัน พี่รถตู้เค้าพามา ระหว่างทางผมหลับ)


View เกาะมันนอก in a larger map

เริ่มต้นเดินทางไปเกาะกัน

เมื่อถึงแหลมตาลแล้วจะต้องมาเช็คอินที่รีสอร์ท (ส่วนภาคพื้นดิน) กันก่อน กระเป๋าใบไหนที่ใหญ่ๆ ขี้เกียจแบกก็ฝากพี่ๆ เค้าขนขึ้นเรือได้ จากนั้นก็กินข้าวให้อิ่ม ซื้อขนมตุนไว้ให้พอ อยากกินไอติมนี่ขอให้ซัดให้เต็มที่ แล้วรอเรือขึ้นเกาะ ,, ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย

แนะนำว่าซื้อเฉพาะขนมตุนขึ้นเกาะพอ พวกน้ำอะไรงี้ไม่ต้อง (หรืออย่างมากเอาแค่น้ำเปล่าไปก็พอ) เพราะบนเกาะมีขาย แม้ราคาแพงหน่อยแต่ว่าถึงจุดๆ นั้น เราต้องการน้ำเย็นมากๆ เพราะอากาศบนเกาะร้อนมาก จะกินโค้กหรือเบียร์ร้อนๆ ที่เราแบกมาก็กะไรอยู่ ,, หรือถ้าอยากประหยัดมากๆ ก็ขนลังโฟมไปแล้วซื้อน้ำแข็งบนเกาะมาแช่เอา แต่มันจะไม่เย็นเจี๊ยบเท่ากับที่มาจากตู้แช่หรอกนะ

มาเช็คอินที่รีสอร์ท+ฝากกระเป๋ากันก่อน รอเรือมารับ
เรือประมงที่จอดเทียบท่าที่แหลมตาล
เห็นเค้าขึ้นเรือกันแล้ว อยากไปมั่ง... (น่าจะเป็นรีสอร์ทที่เกาะมันกลาง/มันใน)
ถึงตาเราแล้ว เดินทางกันไปขึ้นเรือ... อากาศดีมากๆๆๆๆ

ที่มาของชื่อเกาะคือเมื่อก่อนสมัยเรือประมงออกหาปลาจะแวะหาหัวมันกินที่เกาะสามเกาะนี้ เกาะที่อยู่ใกล้สุดก็เรียกเกาะมันใน ไอ้ที่อยู่ไกลสุดก็เกาะมันนอก ,, ระหว่างอยู่บนเรือก็เห็นทุกเกาะ นั่งไล่ได้เลยตั้งแต่เกาะมันใน เกาะมันกลาง และสุดท้าย (ที่เห็นลิบๆ) ก็เกาะมันนอก (ซึ่งทุกเกาะมีสัมปทานทำรีสอร์ทหมด)

ใช้ระยะเวลาเดินทางจากฝั่งไปเกาะมันนอกทั้งสิ้นประมาณ 45 นาทีครับ…

เห็นเกาะมันนอกแล้ว เย่ๆๆๆๆ

ถึงเกาะแล้วจ้า

มาถึงเกาะแล้วอยากบอกว่าที่เดินทางมาทั้งวันนี่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยนะ วิวและบรรยากาศที่เกาะสวยดีมากๆ ฟ้าก็สวยน้ำทะเลใสไม่แพ้ทะเลฝั่งอันดามันเลย แถมชายหาดก็ดูเป็นส่วนตัวดีมากๆ เห็นแล้วอยากเล่นน้ำทะเลเกยตื้นเลยทีเดียว

น้ำใสดีมากๆ ใครเจอก็ต้องประทับใจแน่ๆ

เอาเป็นว่าผมสรุปเป็นประเด็นๆ บนเกาะไว้เลยละกัน

กิจกรรมบนเกาะ

จริงๆ กิจกรรมบนเกาะหลักๆ ก็คือนั่งรับลมทะเล ฟังเสียงคลื่นซัด หยุดเวลาไว้และปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ ไปกับธรรมชาติรอบๆ ตัว อาจหยิบหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านที่ชายหาด นอนพักบนเปลญวณ หรือถ้าเบื่อๆ ก็อาจเล่นน้ำทะเลใสๆ ก็ได้นะ (แต่หาดที่นี่ไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่ มีแค่ 2 มุมให้เลือกเล่นเอง แถมแต่ละหาดมีโขดหินอยู่ที่หาดค่อนข้างเยอะ)

หรือถ้าเบื่อๆ ก็มานั่งชิงช้าเล่นได้นะ สนุกดี

นั่งสบายๆ ที่บังกะโลริมหาด
บรรยากาศตรงบังกะโลแต่ละที่ดีมากๆ แถมมีเบาะให้นอนเล่นด้วย
หรือจะนั่งใต้ต้นไม้ก็ได้ แต่ร้อนนิดนึงนะ
น้ำใสๆ กับหาดทรายสวยๆ ทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดไปเลย
นั่งทั้งวันก็ยังไม่เบื่อเลย (แต่หลายๆ วันนี่ว่ากันอีกที)
แค่เห็นทะเลสีคราม ท้องฟ้าสีฟ้าสลับกับเมฆขาว ,, เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว
ชิงช้าขวัญใจ ใครๆ ก็แวะมาเล่น
เล่นชิงช้าที่นี่ผมว่าสนุกดีนะ ชอบเวลาที่มีลมทะเลพัดมาโดนตัวเรา
ได้ลองมาเล่นซักครั้ง รับรองว่าติดใจแน่ๆ

จริงๆ ทางรีสอร์ทก็มีกิจกรรมให้ทำนะ เช่น พาเดินชมธรรมชาติรอบเกาะ อันนี้ฟรี คือพี่ๆ เจ้าหน้าที่เค้าจะพาไปดูพวกหินทรงประหลาดท้ายเกาะกับพวกต้นไม้ต่างๆ (ส่วนตัวผมว่าสนุกดีนะ แต่แอบร้อนไปนิดนึง) หรืออยากเสียเงินก็จะเช่าสน๊อกเกิล+ตีนกบมาดำเล่น (ราคา 100 บาท แต่แถวนั้นไม่มีปะการังนะ) หรือจะเช่าเรือคายักมาพายรอบเกาะก็ได้ (เรือสำหรับ 2 คนตั้ง 800 แหน่ะ แพงไปอะ แถมผมรู้สึกว่าพายไปแล้วไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่เลย)

มีเส้นทางเดินรอบเกาะ มีจนท. นำ ร้อนนิดนึงนะ แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน
ส่วนมากก็ไปเดินดูหินทรงประหลาดด้านท้ายเกาะ+ต้นไม้ประจำถิ่น

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก

ครั้งนี้ผมกับเพื่อนๆ (รวมกัน 8 คน) พักที่ Villa M ซึ่งเป็นห้องพักที่ใหญ่สุด ที่นี่มีแอร์ 1 ตัว, ห้องอาบน้ำ 2 ห้อง, ห้องส้วม 2 ห้อง, โดยรวมผมว่าโอนะ แอร์เย็นดี แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะพักกันไม่เกิน 6 คน (8 คนต้องเพิ่มเตียงเสริมที่พื้นอะ แต่ผมว่าดีนะ แอร์ลงที่นอนพอดี) ส่วนวิลล่าอื่นๆ ไม่แน่ใจนะ แต่เห็นเท่าที่คนอื่นบอกมาก็โออยู่

แม้ว่าที่พักที่นี่จะราคาค่อนข้างแพง แต่ที่นี่กลับไม่มีผ้าขนหนู, สบู่, แชมพู ฯลฯ ให้เลย ถ้าใครพลาดลืมเอามาก็ต้องซื้อเอาจากที่เกาะ (ซึ่งราคาแพงมาก ผ้าขนหนูผืนละ 300 แหนะ)

ที่พักแบบวิลล่าหลังเล็กๆ เหมาะกับมาเป็นคู่
ส่วนครั้งนี้ผมพักวิลล่า M ซึ่งเป็นหลังใหญ่ที่สุด (6-8 คน)
ข้างในวิลล่า M เป็นเตียง 2 ชั้น ข้างในมีแอร์เย็นสบาย

อาหารการกิน

อาหารมื้อหลักรวมทั้งกาแฟตอนเช้านั้นรวมไปกับค่าที่พักแล้ว โดยรวมอาหารของที่นี่พอกินได้ (ออกแนวไม่อร่อยซะด้วยซ้ำ) เมนูก็ซ้ำๆ เช่น เช้าเป็นข้าวต้ม (สลับข้าวต้มกุ๊ย กับข้าวต้มกุ้ง) ส่วนมื้อบ่ายเป็นกับข้าว 3-4 อย่าง ส่วนอาหารสั่งทำพิเศษ (ที่เราต้องออกเงินเพิ่ม) นี่อร่อยดีนะ แต่ราคามหาโหดเลยแหละ เช่นส้มตำปูม้าจานละ 100+ บาท พอดีพวกผมสั่งซีฟู้ดเผาทั้งปลาหมึก กุ้ง หรือปูเนี่ยก็อร่อย+สดดีนะ แต่กุ้งราคาโลละพันกว่า ส่วนปูม้าโลละเจ็ดร้อย… แนะนำว่าไปกินที่ฝั่งเหอะ

ส่วนเครื่องดื่มเนี่ย นอกจากกาแฟตอนเช้ากับน้ำเย็นที่มาเสิร์ฟตามมื้ออาหารแล้วเนี่ยเราต้องซื้อเองหมด มันแพงหมดแหละครับแต่ผมว่าพอได้กินอะไรเย็นๆ แล้วมันฟินมากๆ มันทำให้เกาะน่าอยู่ขึ้นเยอะ (เพราะบนเหาะตอนกลางวันร้อนมาก โดยเฉพาะว่าเพิ่งกลับมาจากเล่นน้ำหรือพายคายัค) แนะนำว่าที่คุ้มสุดจะเป็นน้ำมะพร้าวราคาลูกละ 50 บาทกับน้ำผลไม้ปั่น 60 บาท ส่วนน้ำอื่นๆ ที่ผมพอจำราคาได้ก็เช่นน้ำอัดลม/ชาเขียวขวดละ 40 บาท, ไฮเนเกนขวดเล็ก 120 บาท, เงาะกระป๋อง 120 บาท, ไอติม 60 บาท, น้ำแข็งถุงละ 40 บาท (แบบที่เซเว่นขาย 7 บาทอะ)

คือแอบงงค่าไอติมนิดนึง เพราะว่ามันมีหลายรุ่น หลายราคา บางรุ่นเป็นแบบเยลลี่ๆ บนฝั่งขาย 10 บาท 15 บาท แต่บางอันจะออกแนวคล้ายๆ แม๊กนั่มที่บนฝั่งขาย 30-40 บาท ผมรู้สึกว่าที่เกาะเค้าจะเหมาขายราคาเดียวนะ แต่มีครั้งนึงเห็นเค้าบอกว่าอันเล็ก 40 บาท ก็เลยงงๆ หน่อย (แต่มันก็ยังแพงมากอยู่ดี)

เรือนอาหาร :: หิวๆ ก็มาหาอะไรกินที่นี่ได้
ที่รีสอร์ทมีบริการอาหารให้ 3 มื้อ ,, รสชาติพอถูไถถึงไม่อร่อย
มะพร้าวแช่เย็น ,, อร่อยดีมากๆ แต่ลูกละ 50 บาท
ปูม้าย่าง... น่ากินดีมากๆ แต่ต้องสั่งพิเศษต่างหากนะ
บาร์บิคิวซีฟู้ด ,, อร่อยใช้ได้ แต่แนะนำว่าไปกินตอนกลับไปฝั่งเหอะ แพงเกิน

จะรู้ว่าน้ำมะพร้าวเย็นๆ บนเกาะมันฟินมากเลยนะเธอ

อื่นๆ บนเกาะ เท่าที่คิดออก

ประเด็นอื่นๆ บนเกาะครับ สรุปหัวข้อไม่ได้ เลยรวบมาตรงนี้

  • บนเกาะมีนกยูงให้เราถ่ายรูปเล่นครับ โดยรวมค่อนข้างเชื่อง ป้อนขนมได้แต่ระวังโดนจิก ,, ที่มาของนกยูงเค้าบอกว่ามาจากเจ้าของสัมปทานเกาะเค้าเอามาเลี้ยง 1 คู่ ทีนี้มันก็สืบพันธุ์กันจนตอนนี้มีประมาณ 10+ ตัวได้ โดยรวมก็สวยดีนะครับ แต่พอตกกลางคืนแล้วร้องเสียงดัง+ต่อเนื่องทั้งคืน ใครนอนหลับยากๆ ก็เตรียม Earplug ไปด้วยละกัน
  • พนักงานที่นี่ไม่ใส่เสื้อครับ จะถิดเสื้อโชว์ซิกซ์แพคตลอด ,, แต่พนักงานที่นี่บริการดีมากครับ แต่ที่ประทับใจที่สุดคือครั้งที่ผมกินปูเสร็จ จะไปขอล้างมือตรงเคาน์เตอร์ คือกะไปขอสบู่เหลวมาล้างมือแค่นั้น เค้าก็บอกให้เรารอแป๊บ จากนั้นเค้าก็วิ่งไปปเอาถ้วยใหญ่ๆ มา ชงชา+ฝานมะนาวลงไปให้เราสำหรับเป็นน้ำล้างมืออะ น่ารักมากๆ
  • เตรียมรองเท้าแตะมาด้วย ถ้าลืมบนเกาะมีขายราคาคู่ละ 190 บาท (เซเว่นขาย 50 บาท)
  • ขอติทางรีสอร์ทหน่อยว่าระหว่างช่วงเดินทางไปเกาะมันนอก (ตอนที่อยู่บนเรือ) น่าจะให้ผู้โดยสารใส่ชูชีพหน่อยนะครับ ผมเห็นกรุ๊ปทัวร์อื่นๆ (น่าจะไปเกาะมันในหรือมันกลาง) เค้าก็ยังใส่กันเลย ไม่อยากให้ประมาทน่ะครับ เกิดอะไรขึ้นมามันจะไม่คุ้มเอา
  • ตั้งแต่ 9.00-14.00 น. (โดยประมาณ) จะเป็นช่วงที่เค้าจะไม่ปั่นไฟ ทำให้ห้องพักต่างๆ ไม่มีไฟฟ้าใช้นะ แต่ถ้าอยากชาร์จโทรศัพท์มือถืออะไรงี้มาขอชาร์จที่เคาน์เตอร์ได้ (เหมือนไฟที่เคาน์เตอร์เปิดตลอดเลย และก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพราะเค้ามีน้ำแข็ง+ไอติมแช่อยู่)
สัตว์เลี้ยงที่อยู่บนเกาะ :: นกยูง!!!
นกยูงที่นี่เชื่องมากๆ เลย ,, เดินไปป้อนอาหารให้มันยังได้อะ
เกาะเล็กๆ สบายๆ ,, รับรองว่าใครๆ มาก็คงต้องตกหลุมรักแน่ๆ

สรุปที่มาเที่ยวครั้งนี้

ถ้าไม่ติดเรื่องราคาที่แพงไปหน่อยแล้ว ผมประทับใจกับที่นี่นะ ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัว ความเงียบ และความเอาใจใส่ของพนักงานที่นี่ แถมที่นี่เดินทางไม่ไกลมากจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่ด้วย ส่วนตัวผมว่ามันเหมาะกับการมานั่งพักผ่อนชิลๆ ชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ อาจนั่งอ่านหนังสือหรือเล่นทะเลริมหาดสบายๆ ไม่ต้องมีกิจกรรมบู๊ล้างผลาญอะไรมาก

บรรยากาศสบายๆ ที่เกาะมันนอก 🙂
แสงสุดท้ายที่เกาะมันนอก ,, หากมีโอกาสคงได้พบเจอกันอีก

แต่ถ้าเลือกได้ (ในงบประมาณที่เท่ากัน) ผมก็ยังชอบทะเลใต้มากกว่าอยู่ดี

ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 2

หลังจากตอนที่แล้วที่เราอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงลุยฝ่าหนทางอันยากลำบากเพื่อขึ้นมายังยอดดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งยอมรับว่าแค่วิวพนะอาทิตย์ตกสวยมากๆ จนยากที่จะบรรยาย ,, ส่วนตอนที่สองนี้ก็จะปีนป่ายอีกครั้งเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดกิ่วลม, รวมทั้งเดินเที่ยวและเล่นเก็บรายละเอียดวิวสวยๆ ของทีนี่เท่าที่เวลา 2 วัน 1 คืนจะพอมี

เดินฝ่ากัน... ไปจนถึงยอดดอยกันครับ 🙂

ลุยกันต่อครับ

ก็เรียกว่าแหกขี้ตากันไป

เรานัดกันตอนตีสี่สิบห้านาทีก่อนที่จะแยกย้ายกันซุกตัวในถุงนอนและพักผ่อนกัน เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นมาตั้งแต่เช้า เดินข้ามดอยอีกลูกนึง (ระยะเวลาประมาณชั่วโมงนึง) เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ทัน…

ผม (น่าจะ) เป็นคนตื่นและออกมาเจอกับความหนาวเหน็บของน้ำค้างยามเช้าเป็นคนแรกนะ (หนาวมากๆ จริง) เหลือบดูนาฬิกาเห็นเวลาตีสี่สี่ครึ่ง อ่าว… มันเลทแล้วนี่หว่า จากนั้นก็รีบปลุกทุกคนให้ตื่น ,, ตอนที่ทุกคนออกมาจากเต๊นท์ เรื่องแรกที่พูดถึงและพูดเป็นเสียงเดียวกันคือมีเสียงกรนระดับเรือกลไฟในเต๊นท์ผม 2 ลำ เสียงดังมากๆ ดังในระดับที่ว่าอยู่เต๊นท์ไหนก็ได้ยิน (และคิดว่าได้ยินไปถึงชายป่าฝั่งกระโน้น) ดังจนระดับที่ว่าเพื่อนๆ ที่พักเต๊นท์เดียวกันนี่นอนไม่หลับเลย แถมเสียงกรนมันยัง Synchronized กันด้วย แบบว่ามีแต่เสียงครอกๆๆๆๆ ต่อสลับกันไปเรื่อยๆ แบบไม่มีช่วงพักเลย จึงไม่แปลกเลยที่ทุกคนตื่นมาแล้วจะไม่สดชื่นเท่าไหร่

กว่าทุกคนจะพร้อมเดินทางก็เกือบๆ ตีห้าแล้ว ,, รีบๆ เดี๋ยวไม่ทัน


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

เส้นทางที่จะเดินทางจากที่พัก (อ่างสลุง) จะไปที่จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นของเราที่ยอดกิ่วลมครับ (ตามแผนที่)

ระหว่างเดินพี่คนนำทางบอกว่า จริงๆ ยอดกิ่วลมมีสองฝั่ง คือกิ่วลมซ้ายและกิ่วลมขวา ส่วนตัวพี่เค้าแนะนำไปกิ่วลมขวามากกว่า แม้ว่าสองที่นี่จะมีวิวสวยคล้ายๆ กัน แต่ว่ากิ่วลมขวามีอะไรให้ทำเยอะกว่า ,, เอาว่าก็เดินตามพี่เค้าไปก็แล้วกัน

ทางเดินขึ้นยอดดอยกิ่วลมนี่โหดไม่แพ้กับทางขึ้นยอดดอยหลวงเมื่อตอนที่แล้วเลย คือทางมันชันต่อเนื่องมากๆ อีกทั้งทางก็ยังเป็นดินลื่นๆ สลับกับโขดหินเป็นพักๆ บางช่วงทางชันและลื่นมากจนต้องเกาะกิ่งไม้แถวนั้นช่วยด้วย ,, เดินไปเดินมาแล้วเหนื่อยมากๆ เสื้อผ้าที่ใส่มาตั้งแต่ที่เต๊นท์นี่ถอดออกจนเกือบหมด เหงื่อแตกเหมือนกับอาบน้ำ ระหว่างเดินก็ต้องจิบน้ำเป็นพักๆ (หมดไปประมาณขวด 500 ซีซีขวดนึง) กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมาก แต่ก็ยังดี ที่มาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

อยากบอกว่าข้างบนนี่ลมแรงมากๆ ไอ้เหงื่อที่ออกตะกี๊นี่หายไปหมดเลย เสื้อหนาวที่เหมือนจะถอดทิ้งไว้นี่แทบเอากลับมาใส่ไม่ทัน

พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแฮะ มาทันเวลาพอดี

ส่วนลานที่เราจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงกิ่วลมขวานี้พื้นมันไม่ได้ราบเรียบเหมือนกับที่ตรงยอดดอยหลวงเมื่อวานนะ แต่นี่เป็นลานที่มีแต่โขดหิน กะอีแค่จะวางขาตั้งกล้องนี่ก็ลำบากแล้ว บทจะยืนถ่ายก็มีช่วงให้ยืนเพียงแคบๆ เท่านั้น จะเปลี่ยนมุมถ่ายทีนี่ลำบากใช่ย่อยเลย ,, แต่สุดท้ายไม่ว่ามุมไหนบนยอดกิ่วลมมองพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นนี่สวยมากๆ เลย (ของจริงสวยมากๆ) จนคิดว่าพระอาทิตย์ที่นี่คือดวงเดียวกันกับทุกวันที่เราเห็นหรือเปล่า

อีกไม่นานเกินรอ ,, แสงแรกของวันก็พร้อมโผล่ขึ้นมาให้เราชื่นชมแล้ว
แสงแรก... แบบเต็มๆ สวยงามมาก (แต่ทะเลหมอกไม่ค่อยเยอะ)
อากาศยามเช้าหนาวๆ ที่ราวๆ ห้าองศา ,, กำลังสบายเลย

ในขณะที่เรากำลังเพลินกับการถ่ายรูป พี่ลูกหาบก็จัดการหยิบเตาแก๊สจิ๋วและหม้อสแตนเลสมาต้มน้ำร้อน สำหรับเอาไว้ชงมาม่า, โจ๊กคัพ, กาแฟ และโอวัลตินร้อนๆ สำหรับต้านความหิวและความหนาวยามเช้าบนยอดกิ่วลม ,, อยากบอกว่า มันฟินมากๆ ไม่เคยกินโอวัลตินร้อนๆ ที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่มาก่อนเลย

พี่ลูกหาบอุตส่าห์แบกเตาแก๊สน้อยมา แถมต้มน้ำให้ด้วย
มาม่า+โอวัลตินร้อนๆ ,, ฟินมากในจุดนี้

พระอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้น ภาพวิวต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น ,, ทางเดินต่างๆ และยอดปิดระมิดที่เราผ่านมาหรือยอดดอยหลวงที่เราเมื่อวานเราปีนป่ายมาก็เริ่มเห็นชัดมากขึ้น อยากบอกว่ามันสวยมากๆๆๆ

กิ่วลมซ้าย (ยอดขวา) และยอดดอยหลวง (ยอดกลาง)
ยอดปิรามิด ,, กับดงป่าที่เราเดินฝ่ากันมาเมื่อวาน

อย่าเพิ่งเหนื่อยกันไปครับ ยังมีอะไรให้ดูต่ออีก

ไม้ดอกฯ บนดอยหลวง

อีกสิ่งนึงที่คนไปเที่ยวดอยหลวงเชียงดาวไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมดอกไม้ครับ

ต้นไม้ที่นี่เป็นกลุ่มต้นไม้กึ่งอัลไพน์เฉพาะถิ่นดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น ดอกไม้สวยๆ หลายอย่างของที่นี่ไม่มีพบที่อื่น (แถมเอาไปปลูกที่อื่นไม่ได้ด้วย เห็นเค้าบอกว่าต้นไม้ที่นี่ต้องการทั้งอุณหภูมิ, ความสูง, อากาศ, น้ำ และสิ่งเวดล้อมแบบดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้) รวมทั้งแต่ละเดือนที่ไปก็มีผลด้วย เพราะดอกไม้ไม่ได้บานพร้อมกันทีเดียว แต่พี่ไกด์บอกว่าถ้าจะให้ดีแนะนำว่าควรมาต้นๆ ฤดูท่องเที่ยว (ประมาณพฤศจิกายน) เพราะว่าป่าที่นี่จะสดกว่า และมีดอกไม้สวยๆ เยอะกว่าช่วงท้ายๆ ที่ป่าจะออกแนวแห้งๆ แล้ว

ช่วงที่ผมไปดอกไม้เลยไม่ค่อยเยอะเหมือนที่คนอื่นๆ ถ่ายรูปได้ พวกดอกเซเลปๆ อย่างเทียนนกแก้วหรือชมพูเชียงดาวก็ไม่ปรากฎให้เห็นเลย (มีก็เหี่ยวๆ ดอกร่วงเกือบหมดแล้ว) หรืออย่างเหยื่อจง ช่วงต้นๆ ฤดูจะเป็นดอกไม้สวยเลย แต่ช่วงที่ผมไปมันไม่เหลือดอกแล้ว มีแค่ส่วนที่ (น่าจะเป็น) ผลแล้ว (แถมจับแล้วแตกใส่มือด้วย) ,, ไม่เป็นไรๆ ก็เอาเท่าที่ได้ก็แล้วกัน

ส่วนตัวผมชอบกระทู้นี้ของพันทิปกับเวปอันนี้นะ เค้าถ่ายดอกไม้ได้เยอะมากๆ + ถ่ายสวยดี แถมเก็บรายละเอียดเรื่องชื่อดอกไม้ได้เยอะดีด้วย

ดอกไม้อะไรไม่รู้สีเหลืองๆ บนโขดหิน สีสดดีมากๆ
เอื้องป่า (ไม่ทราบสายพันธุ์เหมือนกัน) ถ้าผลิดอกแล้วน่าจะสวยมาก
ดอกฟ้าคราม... ช่วงที่ไปเบ่งบานเยอะดีมากๆ
กุหลาบเชียงดาว ,, กว่าจะได้ภาพนี้ลำบากมาก (แต่ก็คุ้มสุดๆ)
ปาล์มรับเมฆ ,, ปาล์มอะไรมาขึ้นบนภูเขาเนี่ย แปลกดี
อันนี้จำไม่ผิดเรียกว่าดอกหนาดขาวครับ
ส่วนนี่เรียกว่าขาวปั้นครับ
ดอกนี้เรียกว่าผักไผ่น้ำครับ ,, เค้าบอกว่าถ้าหน้าเยอะๆ จะออกเป็นช่อ สวยมาก
ส่วนดอกนี้เค้าเรียกกันว่าแสงแดงครับ
ผลของต้นเหยื่อจง (แบบไม่มีดอกแล้ว) บีบแล้วดีดใส่มือด้วย
ผลบุกสีแดงสด
อันนี้ดอกอะไรไม่รู้ เห็นสวยดี เลยถ่ายมา
ผลอะไรไม่รู้ ดูแล้วคล้ายๆ ลูกกีวี่จิ๋ว แต่เปรี้ยวและเฝื่อนมากๆ

วิวที่กิ่วลม สวยเกินห้ามใจ

เดินมาเรื่อยๆ จากจุดที่เราชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นอีกหน่อยก็จะเข้าสู่ส่วนที่เรียกว่าสันกิ่วลม ตรงนี้อารมณ์ประมาณเราอยู่บนโขดหินขรุขระที่โผล่ขึ้นมาเป็นทางไว้ บางช่วงเดินสบายๆ บางช่วงต้องปีนป่าย ส่วนด้านซ้ายเป็นเหว ด้านขวาเป็นเหว ถ้าพลั้งเผลอตกไปก็ตัวใครตัวมันละครับ

แต่ยอมรับว่า วิวตรงสันกิ่วลมนี้สวยมาก และเป็นจุดที่ผมประทับใจมากมากที่สุดด้วย เหมือนเราอยู่บนสรวงสวรรค์ ยืนอยู่เหนือก้อนเมฆทั้งหลาย รวมทั้งบรรยากาศ ณ จุดนี้มันดีมากๆ เหนือคำบรรยายใดๆ และไม่สามารถเก็บมาแบ่งปันได้จริงๆ ถ้าไม่ได้ไปเอง 🙂

ต้องฝ่าโชดหินนับร้อย... กว่าจะได้ชมวิวสวยๆ
นี่เรากำลังยืนอยู่บนสัน ,, ด้านขวาเป็นเหว ด้านซ้ายเป็นเหว
เหมือนถ่ายรูปอยู่บนสรวงสวรรค์ ,, สวยมากๆ จริงๆ
กว่าจะได้แต่ละรูป อยากบอกว่าไม่ได้ง่ายเลย
มองไปทางเหวด้านซ้ายมือ ,, เห็นดอยอีกดอยทั้งลูกเลย
หุบเหวกับปาล์มรับเมฆสองต้นคู่กัน
เห็นเป็นแนวสันให้เราเดินตามไปตรงถึงมุมสุดเลย
กับวิวสวยๆ ที่ใครมาถึงก็อยากถ่ายรูปเก็บไว้
มีถ้ำด้วยแฮะ ,, เห็นเค้าว่าทะลุไปถึงถ้ำเชียงดาวเลย (แต่ไปไม่ได้นะ)
สุดขอบสันกิ่วลม (ปลายสุดเท่าที่จะเดินไหวแล้ว)

เดินเล่นบนสันกิ่วลมถึงสิบโมงกว่า เพลินมากๆ

ถึงเวลากลับกันแล้ว

ลงจากสั่นกิ่วลมจนถึงอ่างสลุงราวสิบเอ็ดโมง นั่งเก็บของ, เก็บเต๊นท์, เตรียมตัวลงดอยและกินข้าวเที่ยง ซึ่งเป็นอาหารกระป๋อง, หมูหยองและแหนมเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน ซึ่งจากการกินมันสองมื้อติด (แบบเย็นๆ) ทำให้แขยงอาหารกระป๋องไปเป็นเดือนเลย

เอาเป็นว่าทุกคนสะพายเป้พร้อมเดินทางตอนเที่ยงตรง แต่ขาลงนี่ทุกคนจ้ำลงกันเร็วมากๆ ยังกะกลิ้งลงดอย พักก็น้อย รูปก็ไม่ค่อยถ่าย (ซึ่งต่างกับตอนขึ้นลิบลับ) เดินเรื่อยๆ สบายๆ จ้ำไปๆๆ (แต่เห็นมีคนบอกว่าถ้าลงที่ปางวัวหรือบ้านถ้ำทางจะชัดโหดมาก บางคนต้องค่อยๆ เอาตูดไถลงไปก็มี) ทำให้เราถึงจุดหมายที่เด่นหญ้าขัดเร็วกว่าที่คิดไว้ คือราวๆ สี่โมงสิบห้า

ขาเดินลงจากดอยหลวงนี่เร็วติดสปีดกันมากๆ
ถ้าเดินไหว ,, ปีหน้าฟ้าใหม่จะมาอีกนะครับ 🙂

ไม่ไปเอง ไม่รู้จริงๆ ,, เอาเป็นว่าถ้าไหว ปีหน้าฟ้าใหม่เราเจอกัน

ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 1

ระหว่างทางที่ผมเดินทางไปกลับระหว่างที่ทำงานกับบ้านของผมนั้นจะต้องเจอดอยหลวงเชียงดาวตั้งเด่นอยู่ทุกครั้งเวลาขับผ่านอำเภอเชียงดาว ทุกครั้งที่ผ่านไปผมก็คิดถึงคำสัญญาที่ผมมีกับเพื่อนๆ intern ฝางด้วยกันเสมอ

ไม่มีอะไรมากหรอกครับ…. จริงๆ แล้วผมกับเพื่อนๆ ที่เป็น intern 1 ที่ฝางด้วยกันเนี่ย เคยสัญญาและตั้งใจกันว่าจะไปดอยหลวงเชียงดาวกันตั้งแต่การเดินทางผ่านเจ้าภูเขาหินปูนลูกนี้ด้วยกันครั้งแรกแล้ว ,, สมัยนั้นเรานั่งรถฮอนด้าแจ๊สของหมอนุ๊กอัดกัน 5 คน พร้อมกับสัมภาระเต็มหลังรถ …จากเชียงใหม่ ผ่านแม่ริม และแม่แตงด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ถึงฝางเร็วๆ แต่พอถึงอำเภอเชียงดาว พวกเราต่างมีมติให้หยุดรถ ถ่ายรูปและชื่นชมดอยหลวงเชียงดาวเพียงจากพื้นราบ มีเพียงสัญญาและความหวังที่สักวันเราจะได้ขึ้นไปถ่ายรูปและชื่นชมจากส่วนยอดดอย

ดอยหลวงเชียงดาว... ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่น
รูปนี้เป็น inspiration ของการเดินทางในทริปนี้ 🙂

ด้วยภารกิจการงานที่เยอะในทุกๆ วันจนแทบจะไม่มีเวลาพัก มันช่างลำบากที่จะทำให้ทุกคนว่างพร้อมกัน เพื่อไปขึ้นยอดเขาที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ว่าจะไปพิชิตมัน ,, ผ่านเดือนพฤศจิกายนและธันวาคนที่เป็นช่วงดอยหลวงเชียงดาวเริ่มเปิดและแนะนำให้ไปช่วงนี้ เพราะป่ามีความสดและมีพรรณไม้ค่อนข้างมาก จนในที่สุดเราก็รวมทีมและนัดหมายวันเดินทางกันได้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่ดอยหลวงเชียงดาวจะหยุดพักไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (ดอยหลวงเชียงดาวเค้าไม่ได้เปิดทั้งปีนะ เค้าจะเปิดให้เข้าช่วง 1 พฤศจิกายนจนถึง 31 มีนาคมของทุกๆ ปีเท่านั้นน่ะ)

พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย

ไม่ใช่จะมาก็มาได้

การที่จะมาเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้น ใช่ว่าอยากจะมาก็มาได้ เราจะต้องไปขออนุญาตขึ้นบนดอยหลวงเชียงดาวกับเจ้าหน้าที่เสียก่อนก่อน ถ้าที่กทม. มีที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ (แถวๆ จตุจักร) โทร. 02-5614836 หรือจะเป็นที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเลยก็ได้ โทร. 053-455802, 089-9551471 ,, แถมเค้ากำหนดนักท่องเที่ยวรวมลูกหาบขึ้นวันละไม่เกิน 100 คนด้วย

หากดูเพียงรูปถ่าย หากไม่ได้มาเอง คงไม่ได้สัมผัสถึงความงดงามเหล่านี้

นอกจากปัญหาเรื่องการขออนุญาตแล้ว การเตรียมตัวก่อนขึ้นก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะบนดอยหลวงฯ นี่มันคือป่าชัดๆ มีแต่ต้นไม้ สัตว์ป่าและเรา ไม่ต้องหวังจะไปหาร้านขายของชำหรือร้านขายอาหารตามสั่งข้างทางเหมือนภูกระดึง เราต้องเอาทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีพขึ้นไปเองทั้งหมด ทั้งเต๊นท์, ถุงนอน, อาหาร, น้ำ, ไฟฉาย ฯลฯ ซึ่งถ้าแบกไม่ไหวก็ควรมี “ลูกหาบ” ช่วยเรา ,, รวมพวกทั้งเส้นทางต่างๆ ก็ยากลำบาก ป้ายต่างๆ หายากและน้อยจนแทบจะไม่เกิดประโยชน์ในการบอกทิศทางใดๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี “คนนำทาง”(ที่มีใบอนุญาตจากทางการ) เป็นผู้ชี้ทางและพาเราเดินไปยังจุดต่างๆ ได้แบบไม่หลง

ส่วนตัวผมว่ารายละเอียดและกฏระเบียบการขึ้นดอยหลวงเชียงดาวค่อนข้างเยอะอะครับ แนะนำว่าไปอ่านที่เวป Trekking Thai เค้ารวมไว้จะดีกว่า เพราะเนื้อหาเค้าเยอะมาก (มากจนขี้เกียจอ่านเลยทีเดียว) อาจมีซ้ำๆ กันบ้างก็เลือกๆ อ่านกันเองก็แล้วกัน

แต่สุดท้ายก็ถือว่าโชคดี ที่มีพี่ชายน้องนุ๊กที่เป็นคนเจนสถานที่ จัดการเรื่องการขออนุญาตขึ้นดอย, วางแผนการเดินทาง, การจ้างลูกหาบ รวมทั้งตนเองจะเป็นคนนำทางให้ด้วย เพราะไม่งั้นก็คงจะเสียเวลาในการเตรียมตัวอีกไม่น้อย

วางแผนกันนิดนึงนะ

เริ่มต้นการเดินทางของผมครั้งนี้เราเริ่มที่บ้านของน้องนุ๊กตรงอำเภอเชียงดาวเลย เตรียมข้าวเตรียมของ อาหารการกินต่างๆ และแพคกระเป๋ากันในคืนก่อนขึ้น แล้วก็เอามาชั่งน้ำหนักกันเพื่อไม่ให้เกินกำหนด 20 กิโลกรัม อาจดูโรคจิตนิดๆ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะ 20 กิโลกรัมเป็นน้ำหนักสูงสุดที่เค้าอนุญาตให้ลูกหาบแบกน่ะ ,, ในคืนนั้น ทุกคนแอบตื่นเต้นและเป็นกังวลกับเส้นทางในวันพรุ่งนี้ ที่มีหลายๆ คนขู่ไว้ว่าโหดสุดๆ …. (แต่ผมก็นอนหลับสนิทดีนะ)

ว่าแล้วก็กางแผนที่ปักหมุดตำแหน่งและเส้นทางคร่าวๆ เพื่อลดความกังวลกันครับ อาจดูยากนิดนึงแต่จะพยายามอธิบายให้ละกันครับ (เส้นทางบางส่วนเป็นเส้นทางโดยประมาณที่ผมทำเองนะครับ อาจไม่ใช่เส้นนี้เป๊ะๆ หรือจุดนี้เป๊ะๆ แต่เอาเป็นว่าใกล้เคียงละกันครับ)


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

การเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้นหลักๆ มี 3 เส้นทาง

  • ขึ้นทางหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก หรือมีอีกชื่อว่าเด่นหญ้าขัด (เส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเดินทางของทริปนี้ด้วย ,, ข้อดีของการเดินขึ้นจากทางเด่นหญ้าขัดคือทางไม่ชันมาก เดินได้เรื่อยๆ แต่ข้อเสียคือระยะทางค่อนข้างไกลกว่าหนทางอื่นๆ และข้อเสียอีกอย่างคือราคารถเค้ามาส่งจากตัวเชียงดาวเข้าเด่นหญ้าขัดแพงกว่าตรงปางวัวค่อนข้างมาก (ประมาณพันกว่าบาทนต่อรอบนะ)
  • ขึ้นทางเส้นทางบ้านนาเลาใหม่ หรือที่เค้าเรียกกันว่าปางวัว (เส้นทีเทาๆ ด้านบนๆ หน่อย) ผมไม่ได้ขึ้นทางนี้นะเลยไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของการลุยทางนี้ แต่เห็นผู้มีประสบการณ์เค้าบอกว่าระยะทางจะสั้นกว่ากาารขึ้นจากเด่นหญ้าขัด แต่ทางค่อนข้างชันและโหดกว่าในระดับหนึ่ง ,, ซึ่งสุดท้าย เส้นปางวัวและเด่นหญ้าขัดจะบรรจบกันตรงสามแยก (สังเกตที่จุดปักหมุดสีเหลืองอันซ้ายสุด (ที่เส้นสีเทารวมกับเส้นเส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) และกลายเป็นสีน้ำเงิน-แดง-ม่วง)
  • อีกทางนึงหรือชื่อว่าบ้านถ้ำ ,, เส้นทางนี้เคยเปิดให้ใช้ราวสิบกว่าปีก่อน โดยขึ้นแถวๆ ถ้ำเชียงดาวแล้วไปโผล่แถวๆ กิ่วลม ซึ่งถ้าดูแผนที่แล้วต้องบอกกว่าใกล้มากๆ แต่เพราะความชันโหดและอันตรายของมัน ปัจจุบันเค้าจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นผ่านเส้นทางนี้แล้ว

พร้อมแล้วก็เริ่มเดินทางกันเลย

ในรุ่งเช้าที่อุณหภูมิไม่ถึงสิบองศาที่เชียงดาว เสียงนาฬิกาปลุกของทุกคนก็ผลัดกันดังขึ้นราวๆ ตีห้านิดๆ เพื่อให้ตื่นและกินอาหารเช้าให้ทันเวลาที่ทุกคนจะนัดเจอกันที่รถกระบะโฟร์วีลซึ่งเป็นยานพาหนะที่เราจะใช้เดินทางไปยังเด่นหญ้าขัด (อยากบอกว่าอาหารเช้ามื้อนี้สำคัญมากๆ คล้ายๆ เป็นการเติมน้ำมันให้เต็มถังเลยทีเดียว) และได้ฤกษ์ล้อหมุนที่หกโมงสิบนาที

สาเหตุนึงที่ต้องเร่งแหกขี้ตาตื่นกันขนาดนี้ก็เพราะว่าเราจะไปแค่ 2 วัน 1 คืนครับ

คือถ้าสังเกตทัวร์ส่วนมากเค้าจะไปกัน 3 วัน 2 คืน คือเค้าจะเริ่มเดินทางจากเชียงใหม่ช่วงเช้าๆ กว่าจะถึงเชียงดาวก็สายๆ จะเริ่มตรวจเช็คของ กว่าจะฟังเจ้าหน้าที่อบรมเสร็จและพร้อมเดินทางจริงก็ราวๆ เที่ยง ทำให้ต้องนอนพักระหว่างทางด้วย 1 วัน(คือตรงดงกล้วย จุดสีเหลืองตรงกลางๆ เยื้องไปทางซ้ายนิดๆ ) ข้อดีก็คือมีโอกาสพักเอาแรงระหว่างทาง แต่ข้อเสียคือจะไม่ได้อาบน้ำเพิ่มอีกวันนึง ,, แต่ส่วนตัวผมว่า ถ้ากะมาเที่ยวสนุกๆ แค่ครั้งเดียว+ไม่มีคนรู้จัก ผมว่ามากับทัวร์ก็ดีนะ แพงกว่ามาด้วยตัวเองนิดหน่อยแต่สะดวกกว่าเยอะ

ข้าวต้มร้อนๆ สองถ้วย ,, สุดยอดแหล่งพลังงานในทริปนี้
เร่งขับรถไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกเพื่อไม่ให้สายเกินไป

ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปทะเลหมอกที่จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี พอดีกับที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี

บรรยากาศตอนเช้า ณ จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี
แวะถ่ายรูปทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ก่อน สวยดีมากๆ

จากนั้นเราก็นั่งรถผ่านถนนลูกรังอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในจุดนี้นอกจากคดเคี้ยวและถนนยังขรุขระระดับดาวอังคารเลย จินตนาการไม่ออกเลยว่าหน้าฝนมันจะเละเทะแค่ไหน ,, ในที่สุดเราก็ถึงบริเวณที่เป็นจุดเริ่มเดินเท้าของเราตรงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกครับ

เริ่มต้นเดินเท้าในจุดนี้

จริงๆ ผมว่าตรงเด่นหญ้าขัดเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เลยนะ เพราะนอกจากจะเป็นจุดที่ตรวจเช็คของและชั่งสัมภาระทุกสิ่งอันแล้ว ตรงนี้่ยังเป็นจุดพักให้หายมึนจากเส้นทางตะกี้ และเป็นจุดสุดท้ายที่มีส้วมซึมให้เราใช้ด้วย…. ใช่ครับ เพราะเส้นทางหลังจากนี้ไปหากเราจะถ่ายหนักก็คงมีแต่ส้วมหลุมและส้วมขุดเท่านั้น (จริงๆ ที่นี่อนุญาตให้เป็นจุดตั้งเต๊นท์ด้วยนะ)

บรรยากาศที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก ,, ที่สุดท้ายที่มีห้องน้ำนะ
ชั่งน้ำหนักสัมภาระกันตรงนี้แหละ ,, ต้องแบ่งมาแบกเองด้วยแฮะ
มั่นใจในชุดของตัวเองมากๆ

ชุดผมอาจดูแปลกๆ หน่อย เหตุเพราะว่าทีแรกผมก็คิดว่าใส่กางเกงสามส่วนตัวโปรดเดินลุยขึ้นดอยก็น่าจะพอแล้ว เพราะระยะทางตั้งไกล จะใส่กางเกงยีนส์ฟิตๆ ก็คงเดินลำบาก ,, แต่หลังจากที่ทุกคนเห็นชุดแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมบอกว่าไม่ไหวหรอก พวกหญ้าคาใบใหญ่ๆ ข้างทางมันจะบาดเอา สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจใส่กางเกงวอร์มซ้อนกางเกงสามส่วนไปอีกชั้นนึง กะว่ารองก้นหนาๆ หน่อย เผื่อหกล้ม เดี๋ยวกางเกงวอร์มขาด

ส่วนพวกสัมภาระต่างๆ ที่ไม่มีการแตกหัก เช่นพวกเต๊นท์, ถุงนอน, น้ำดื่มและอาหารสำหรับคืนนี้/วันพรุ่งนี้, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, รองเท้าแตะ, ขาตั้งกล้อง ฯลฯ แนะนำให้เอาใส่กระเป๋าแล้วฝากพี่ๆ ลูกหาบขึ้นไป ,, ส่วนเราพกของนิดหน่อยก็พอ

คหสต. ผมนะ ผมว่าเราควรมีเป้หรือกระเป๋าเล็กๆ สะพายหลังติดตัวไปสักใบ อย่างน้อยก็เอาไว้ใส่

  • เสื้อกันหนาว (ที่เราใส่กันหนาวตอนเช้าๆ แต่ตอนเดินจริงแล้วร้อนมาก ส่วนตัวแนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ รองไว้ชั้นนึง เพราะว่าเดี๋ยวเราต้องเดินฝ่าดงหญ้าคา ถึงเวลาจริงถอดเสื้อกันหนาวแล้วถ้าไม่มีอะไรบังแขนเราไว้เกรงว่าจะลำบาก)
  • น้ำดื่มและขนมระหว่างเดินทาง (อันนี้สำคัญมากๆ ปริมาณน้ำนี่จะพกไปมากน้อยก็ตามระดับความฟิตของร่างกายนะ แต่อย่างน้อยควรมีคนละหนึ่งลิตร (อย่างตอนผมเดินขึ้นลงนี่กินรอบละลิตรครึ่งเลย) โดยเลือกขวดขนาด 500 cc. 2-3 ขวด ดีกว่าขวด 1.5 ลิตรขวดเดียว)
  • ของจิ๊กๆ จ๊อกๆ ที่ระหว่างเดินแล้วขี้เกียจถือหรืออาจต้องใช้ระหว่างทางเช่นทิชชู่, ผ้าเช็ดหน้า, แว่นตา, ฯลฯ)

กะว่าเบาๆ แต่วันนั้นเป้สะพายหลัง 7 โล (มีน้ำดื่มโลครึ่ง) กับกล้องถ่ายรูป 3 โล ,, ทั้งตัวก็ราวๆ สิบโลเหมือนกัน

เริ่มเดินกันแล้วสินะ...

ทุกอย่างพร้อม ก็ไปกันเลยครับ

ก้าวแรกบนเส้นทางสู่ยอดเขา

ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็เดินๆ ตามพี่ๆ เค้าไปครับ (จริงๆ เหมือนจะมี track ให้เราเดินอยู่แล้ว ไม่น่าหลงเท่าไหร่) ,, ช่วงแรกๆ จะเป็นป่าสนครับ เส้นทางชิลๆ คล้ายเป็นการวอร์มอัพ แต่แถวนี้ต้องระวังนิดนึงเพราะใบสนที่ร่วงหล่นลงมามันลื่นใช้ได้เลย ถ้าโชคดีก็แค่ลื่นจ้ำเบ้า ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ลื่นลงขอบทาง (ที่มีลักษณะคล้ายเหว) ไปเลย…

เดินไปอีกนิดก็เจอดงหญ้าคา ส่วนตัวผมว่าหญ้าคามันก็เยอะในระดับนึงแล้วนะ เยอะจนคิดว่าไอ้ชื่อว่าเด่นหญ้าขัดเนี่ยมันน่าจะมาจากหญ้าคาที่รกรุงรังตลอดตามทางและคอยพันแข้งขัดขาเรา แต่หลังจากบ่นไปซักช่วงพี่คนนำทางบอกว่าความหนาแน่นของหญ้าคานี้แค่ระดับวอร์มอัพ เส้นทางด้านหน้าสิถึงจะเป็นของจริง เฮือกกกกกก… (ส่วนที่มาของปางวัวอาจมาจาก มึงต้องถึกราวกับวัวถึงจะขึ้นทางนั้นได้ ,, อันนี้คิดเอาเองนะ ^^)

แถมผมว่าแถวนี้ก็เดินไม่ได้ง่ายนะ เพราะทางเดินที่เป็นดินจริงๆ มีหน้ากว้าประมาณฟุตนึง แถมพื้นก็เอียงๆ ลื่นๆ ด้วย ส่วนด้านซ้ายเป็นหญ้าคา ด้านขวาเป็นหลุมดินลงไป ใครพลาดก็ตัวไปตัวมันละครับ (จริงๆ เหมือนมีกอหญ้าคารอดักเราไม่ให้เราหลุมดินไปนะ)

เริ่มต้นเดินกัน กับป่าสนและหญ้าคาแบบขำๆ
ดงหญ้าคาระดับวอร์มอัพ....
ยิ่งเดิน... หญ้ายิ่งหน้าขึ้นเรื่อยๆ (นี่ใช่ทางที่คนเค้าเดินกันจริงๆ เรอะ)
ระหว่างทางเดิน และเส้นทางลื่นๆ ถ้ามีไม้เท้าก็จะช่วยได้มากๆ เลย
เราเริ่มเห็นยอดดอยบ้างแล้ว ,, จะไกลไปมั้ยวะนั่น

เดินไปเรื่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ + ฟังที่พี่เค้าเล่าแล้ว พบว่าดอยหลวงที่ผมเคยเข้าใจนั้นไม่ใช่เป็นดอยโดดๆ ที่มียอดดอยเดียว หรือบางครั้งเวลาผมมองดอยหลวงเชียงดาวตอนขับรถผ่านนี่ให้อารมณ์แบบภูเขาหินปูนหน้าตัดเรียบ (ไม่เชื่อลองไปดูรูปแรกก็ได้นะ) แต่จริงๆ แล้วดอยหลวงเชียงดาวไม่ใช่ภูเขาที่มียอดเดียวหรือภูเขาที่มีหน้าตัดเรียบๆ ที่เคยเข้าใจมาตลอด แต่จริงๆ ภายในยังประกอบไปด้วยยอดดอยอีกหลายๆ อัน ทั้งยอดปิรามิด, ดอยสามพี่น้อง, กิ่วลม และยอดดอยหลวงเชียงดาว

ก็เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ แลดูยังเหลืออีกไกล

กับเส้นทางที่เหลืออีกไกล

ถ้าสังเกตแผนที่ด้านบน เส้นทางของเรายังเหลืออีกเพียบ ก็เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักจิบน้ำบ้าง หยิบขนมมากินบ้าง (แต่ขนมนี่อย่ากินบ่อยนะ เพราะดูดน้ำเยอะมากเลย) ส่วนตัวผมถือ concepts ที่ว่าพยายามอย่าให้หิวน้ำจัดๆ แล้วซัดโฮกๆ ถ้าเริ่มหิวน้ำก็เริ่มจิบน้ำ จิบไปเรื่อยๆ ประคองไป เลยดูเหมือนจะกินน้ำเยอะกว่าคนอื่นๆ (ซึ่งเยอะกว่าจริง!!!!)

ขณะเดินผ่านดอยสามพี่น้อง (ในจุดนี้มองไม่ออกเลย)
จุดหมายข้างหน้า ,, ส่วนแหลมๆ ที่เห็นคือยอดปิรามิด

จนถึงช่วงสามแยก เราก็นั่งแกะข้าวเที่ยงที่เตรียมไว้มากินกัน (เป็นข้าวเหนียวหมูทอด) เติมพลังได้ดีสุดๆ ส่วนหลังมื้ออาหาร หากใครจะนอนพักซักงีบสองงีบเพื่อเอาแรงก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้มากันให้ทันยอดดอยก่อนพระอาทิตย์ตกนะ

จริงๆ เดินไปอีกนิดก็ถึงดงกล้วยแล้วนะ (อารมณ์แบบเป็นลาน พื้นราบๆ ร่มๆ มีโขดหินในนั่งพักหรือพิงได้สบายๆ) ซึ่งดงกล้วยนี่แหละนี่จะเป็นจุดพักแรมสำหรับคนที่มาแบบทัวร์ 2 คืน 3 วัน แต่แถวนี้ผมสำรวจดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนะ (หรืออาจมีแต่ผมไม่รู้ก็ได้)

ถึงแล้ว.... จุดพักแรมอีกจุดนึง ตรงนี้เรียกกันว่าดงกล้วยครับ
ใครเหนื่อยก็พักกันไปครับ แต่อย่าเพลินละกัน

พร้อมแล้วก็ไปกันต่อเลย

ลุยป่าหญ้าคา

จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ครับ เราจะพบกับป่าหญ้าคาของจริง ขึ้นสูงและหนามากๆ รับรองเลยว่าถ้าใครไม่ใส่เสื้อแขนยาวหรือกางเกงขายาวมาแล้วโดนบาดเลือดสาดกระจายแน่ๆ (ซึ่งผมก็โดนตามมือนิดหน่อย) หรือถ้าจะให้ดี ควรมีหมวกแบบปิดหน้า แว่นตา ถุงมือ และผ้าคลุมหน้า (เอาคลุมแบบฮิญาบแบบที่มีปิดหน้าไปเลยก็ได้นะ)

หญ้าหนาและเยอะจนมองไม่เห็นทางเลย
แต่งตัวกันขนาดนี้หญ้ายังบาดหน้าได้อยู่เลยอะ ;___;)/

แถวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเยอะ เพราะมีแต่หญ้าคา…. เดินต่อกันดีกว่า

ฝ่าหัวรถบัส

พอฝ่าดงหญ้าคามาได้ก็จะเจอโซนที่เป็นทางชันต่อเนื่องที่ถือว่าเป็นจุดที่หนักมากๆ เราเรียกตรงนี้ว่าหัวรสบัสครับ

คือถ้าเทียบแล้ว ตรงนี้เราจะเริ่มการปีนขึ้นดอยแบบจริงจัง (ที่ผ่านมาขอเรียกว่าเดินขึ้นดอย) ,, ทางแถวนี้ส่วนมากเป็นโขดหินลักษณะคล้ายหินปูสลับกับหญ้าคาไม่สูงมาก มีต้นไม้รูปร่างประหลาดที่ไม่เคยเห็นที่พื้นราบขึ้นสลับประปรายบ้าง มีภูเขาหินปูนแล้วมีต้นปาล์มอยู่ข้างบนด้วย (แปลกดีๆ) แต่ส่วนใหญ่ของเส้นทางแดดจัดและร้อนเอาเสียมากๆ

ทางแถวนี้ชันโหดมากๆ ผ่านจุดนี้ไปได้ก็สบายแล้ว
ภูเขาหินปูน ต้นไม้ทรงประหลาด และท้องฟ้าสีสด (ใช้ CPL นะจ๊ะ)
มองย้อนไปในจุดที่เราผ่านมา จึงเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่าดอยสามพี่น้อง
สามคำกับภาพนี้ ,, เหนื่อย-ชิบ-หอย
เห็นยอดดอยลิบๆ แล้ววววววว

ฝ่าหัวรสบัสมาได้ก็เดินทะลุป่าอีกนึดนึงก็จะถึงจุดกางเต๊นท์ของเราแล้ว (อ่างสลุง) ,, ซึ่งในตอนนั้นก็เกือบๆ สี่โมงแล้ว คิดคร่าวๆ นี่เราใช้เวลาเดินตั้งแต่เด่นหญ้าขัดเริ่มจนถึงจุดกางเต๊นท์นี่ประมาณ 6-7 ชั่วโมงเลย หรือเฉลี่ยๆ นี่เดินประมาณ 1 กม./ชม.เลย

รีบเก็บของ แล้วขึ้นยอดดอยกันครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน

สู่ยอดดอย 2225 เมตร (จากระดับน้ำทะเล)

พอเก็บของเสร็จก็รีบขึ้นยอดดอยกันครับ

ถึงแม้ว่าจะร้อนแค่ไหน จะเหนื่อยแค่ไหน ก็อย่าลืมแบกเสื้อกันหนาวและไฟฉายใส่กระเป๋าไปด้วยละกันครับ

ส่วนทางเดินจากอ่างสลุงขึ้นยอดดอยนี่ก็ไม่ธรรมดานะครับ ทางมันเป็นโขดหินแล้วก็ชันโหดๆ โคตรๆ บางช่วงต้องเอามือปีนโขดหินเอา ทรงตัวลำบากมากๆ แค่นำพาตัวเองขึ้นไปก็ลำบากมากๆ แล้ว ,, ส่วนตัวนะ ผมว่าถ้าไม่ serious ในการถ่ายภาพมากนักไม่ต้องแบกขาตั้งกล้องขึ้นมาด้วยก็ได้นะ

ป้ายบอกทางขึ้นดอย ,, อันเล็กมากและมีแค่อันเดียวเอง
ก็เดินขึ้นดอยกันครับ ,, ดูเหมือนไม่ไกล แต่กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมากๆ
ผมว่าตรงโหดๆ แถวนี้คือการปีนโขดหินนี่แหละ
แถมทางก็แม่ง.... ชันสุดๆๆ
บรรยากาศระหว่างทางขึ้นก็สวยโคตรๆ แล้ว
เมื่อเช้าเราอยู่ตีนดอย ,, ตอนนี้เราอยู่เหนือเหล่าดอยทั้งหมด

สุดท้าย… เดินมาชั่วโมงกว่าๆ เราก็ถึงยอดดอยแล้ว

ระหว่างเดินขึ้นมานี่เหนื่อยมากๆ เลย แทบอยากจะเดินถอยลงไปนอนที่เต๊นท์เลย ไม่ไหวแล้วๆ แต่ก็อดทนเดินต่อไป แต่พอถึงยอดแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะข้างบนนี่สวยโคตรๆ สวยราวกับสวรรค์เลย แถมพระอาทิตย์ก็ยังไม่รีบตกด้วย เก๋ๆๆๆ

ข้างบนลมแรงมากๆ แถมอากาศนี่เย็นในระดับนึงเลยนะ (ขนาดตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก ซึ่งตอนพระอาทิตย์ตกแล้วนี่หนาวกว่านี้อีกเท่าตัวเลย) ถึงขั้นที่ตอนเดินแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ พอถึงยอดดอยต้องรีบคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่กันโดยฉับพลันเลยทีเดียว ,, แต่ผมว่าในจุดนั้นสดชื่นและสบายมากๆ เลย

ถึงแล้ว... จุดที่สูงที่สุดของดอยหลวงเชียงดาว
อากาศหนาว+ลมแรงมากๆๆๆๆๆ
พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแฮะ ดีใจๆๆๆ นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว

จากนั้นก็นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกดิน จิบน้ำเปล่าที่แบกมาด้วย (ตอนเดินขึ้นมาบนยอดดอยอย่าลืมเอาน้ำมานะ เอามาซัก 500 mL ก็น่าจะพออยู่) เพลินดีมากๆ (จริงๆ ถ้าได้โค๊กซักกระป๋องนี่จะฟินมากๆ) ส่วนใครจะถ่ายรูป, เดินเล่นหรืออะไรก็เต็มที่ เรามีเวลาเล่นบนยอดดอยจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดินราวๆ อีกยี่สิบนาที

จากตรงนี้ เห็นยอดดอยทั้งหมดที่เราเดินผ่านมา เหมือนกับมันอยู่ใต้เท้าเราเลย
พระอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลง....
ในที่สุด ก็ตกอย่างสมบูรณ์แบบ ,, สวยมากๆ เลย

สวยจริงๆ แฮะ

ค่ำคืนแห่งดอยหลวงเชียงดาว

หลังจากที่เราชื่นชมแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันไป เราก็ต้องมาผจญกับความมืดและความเหน็บหนาวของยามค่ำคืนต่อ

(ช่วงนี้ไม่มีรูปนะครับ)

กลางคืนของที่นี่มืดและมืดสนิทมากๆ เริ่มตั้งแต่ตอนเริ่มเดินลงยอดดอยเลย มองไม่เห็นทางอะไรเลย แบบว่าถ้าไม่ได้เตรียมไฟฉายมาไฟฉายนี่แทบจะไม่ต้องเดินลงแล้ว เพราะขนาดตอนขึ้น (ที่มีแสงสว่าง) ยังลำบากขนาดนั้น ตอนลงนี่ก็โคตรเสียวเลย ทางชันมาก แถมถ้าพลาดล้มกระแทกโขดหินและเกิดกระดูกกระเดี้ยวหักนี่คงลำบากโคตรๆ กว่าจะลงไปถึงพื้นได้นี่เหงื่อแตกซิก (ทั้งๆ ที่อากาศหนาว+ลมแรงมาก)

พอถึงอ่างสลุงก็รีบเก็บของต่างๆ ในเต๊นท์ของใครของมัน แล้วมาก่อกองไฟจิ๋วๆ+กินข้าวกัน ซึ่งอาหารหลังในมื้อเย็นเป็นข้าว(ที่หุงเตรียมมาตอนเช้า)กับโคตรอาหารกระป๋อง (ทั้งหอยลายกระป๋อง, ปลากระป๋องหลากรสหลายสไตล์ ตั้งแต่รสมะเขือเทศคลาสสิก, รสกระเพา, รถเครื่องแกง ฯลฯ) กับพวกอาหารแห้งต่างๆ (เช่นหมูหยอง ,ปลาหมึกแห้ง (เอาไปปิ้งนิดๆ อร่อยมากๆ), แหนม, หมูยอ) ,, แม้ว่าอาหารกระป๋องและอาหารแห้งทุกชิ้นเราจะกินกันแบบเย็นๆ แต่ด้วยความหิวโหยจากการใช้แรงมาทั้งวัน ทุกคนจึงกินด้วยด้วยความเอร็ดอร่อยประหนึ่งว่ากินกันที่ภัตตาคารเลยทีเดียว (เชื่อว่าถ้าอยู่พื้นราบแล้วไม่กินแบบนี้แน่นอน อย่างน้อยต้องขอเวฟก่อน)

หมดอาหารคาวเราก็เสาะแสวงหาของหวานกิน ซึ่งในที่เตรียมมานี้ก็คงไม่เกินขนมปังทาแยมและโอวัลตินร้อน ซึ่งอยากบอกว่า ขนมปังปิ้ง (เอาไปอังๆ บนกองไฟจิ๋ว) และโอวัลติดร้อนๆ นี่กินแล้วฟินสุดๆ คือตอนนั้นมันหนาวมากๆ (จำไม่ผิดประมาณสามทุ่ม อุณหภูมิสามองศาเซลเซียส) ได้เอามืออังไฟหน่อย เอาอะไรอุ่นๆ เข้าปากแล้วรู้สึกดีมากๆ

ราวๆ สี่ทุ่มก็ถึงเวลากางถุงนอน, ใส่ earplug, ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสี่ครึ่ง แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าครับ

(เห็นว่าตอนกลางคืนมีคนเจอเลียงผาลงมาแถวๆ เต๊นท์ด้วย แต่ผมหลับสนิทมากเลย)

เที่ยวสวนส้มธนาธร (ที่สวนท่าตอน)

หลังจากรอบแล้วไปเที่ยวสวนส้มตอนที่เค้ายังไม่เปิด ทำให้เห็นแต่ต้นส้มมากกว่าจำนวนผลส้ม (อารมณ์มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว) ,, มารอบนี้เลยถือฤกษ์ปีใหม่ขอแก้ตัวพอเที่ยวสวนส้มอีกที รับรองว่างวดนี้ได้เห็นส้มสีเหลืองทองเยอะๆ เต็มสวนแน่นอน

มาเที่ยวสวนส้มกันอีกซักครั้ง ,, คราวนี้ไม่พลาด

รอบนี้จะพาไปสวนที่ท่าตอนครับ (รอบแล้วไปที่สวนบ้านลาน) ถ้าเทียบสองที่นี้แล้วต้องบอกว่าสวนที่ท่าตอนเดินทางไปง่ายกว่ามากๆ เพราะแค่ขับรถจากฝางตรงไปเรื่อยๆ ผ่านแม่อาย เข้าสู่ท่าตอน ข้ามแม่น้ำกก (ก็คือสะพานใหญ่ๆ ตรงท่าตอนนั่นแหละ) จากจุดนั้นไปอีกประมาณ 5 กม. แถมสวนเค้าก็ติดถนนใหญ่ด้วย ไม่ต้องเข้าซอยอะไร สังเกตไม่ยากครับ


View เที่ยวสวนส้มธนาธร ที่ท่าตอน in a larger map

อยากรู้อะไรก็ไปดูต่อที่เวปของสวนส้มธนาธรนะครับ

มาถึงหน้าสวนแล้ว

พอดีคราวนี้ผมมาช่วงปีใหม่ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ระดับมืดฟ้ามัวดินจนบางทีคิดว่าเค้าแจกส้มฟรีกันหรือไง กว่าจะพอเข้าใจเส้นทางและสถานที่ในสวนได้ก็เอางงไปเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับช่วงก่อนแล้วต้องบอกว่าหน้านี้ส้มออกเยอะมากๆ เรียกว่าเหลืองทองไปทั้งสวนเลย เห็นต้นส้มเล็กๆ บางต้นก็น่าสงสารเพราะกิ่งโย้ลงตามน้ำหนักและจำนวนของผลส้มเลย ,, สรุปง่ายๆ คือส้มเยอะอลังการดาวล้านดวงมากๆ

ถึงหน้าสวนส้มธนาธรแล้ว คนเยอะมากๆๆ
มาช่วงนี้ส้มเยอะอลังการมากๆ ,, ไม่มีผิดหวังแน่ๆ

อืมมมม… เอาเป็นว่ามาครั้งนี้ผมสรุปประเด็นไว้คร่าวๆ จากการสังเกตได้ดังนี้

  • ถ้าเข้าสวนไปดูส้ม เข้าได้ฟรีครับ เดินเนียนๆ เข้าไปได้เลย ไปถ่ายรูปกับต้นส้มอะไรงี้ได้เลย
  • ห้ามเด็ดส้ม อยากได้ให้มาซื้อข้างหน้า
  • ถ้าจะนั่งรถชมสวน เสียค่ารถวนรอบสวน 30 บาทครับ ผมว่านั่งๆ ไปเหอะ
  • นั่งรถชวมสวน เค้าจะพาวนครึ่งรอบ ไปทิ้งไว้ที่จุดชมวิว
  • ที่จุดชมวิวเป็นจุดที่เราจะเห็นวิวสวนส้มทั้งสวนได้ มีสวนสตรอเบอร์รี่ใกล้ๆ มีสระน้ำ+สวนดอกไม้ เหมาะกับการไปถ่ายรูปเล่นมากๆ แถมถ้าเหนื่อยก็มีน้ำส้มขายด้วย ครบวงจรมากๆ
  • พนักงานจะพูดคล้ายๆ กัน เข้าใจว่ามีสคริปพูดเหมือนๆ กัน
  • ขาจะกลับก็รอรถตรงจุดชมวิวนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีรถวนมารับประมาณทุก 10 นาที
  • นั่งรถกลับจากจุดชมวิว แปลว่าจบค่าทัวร์ 30 บาทแล้ว
ซื้อตั๋ว 30 บาท ทัวร์รอบสวนส้มกัน อิอิ
รถพาทัวร์สวนส้ม!!!! อารมณ์ประมาณเรือเลยแฮะ
ดอกส้มสีขาว ,, ก่อนที่จะกลายเป็นส้มสีเหลืองทอง
ส้มแบบว่า อลังการมากๆ เยอะกว่ามารอบที่แล้วแบบสุดๆ อะ
นั่งรถชมต้นส้มสองข้างทาง ,, อุดมไปด้วยผลส้มสีเหลืองทอง
เนินชมวิว ,, เรียกว่าเห็นสวนส้มทั้งสวนเลยทีเดียว
ถ่ายรูปตรงเนินจุดชมวิว ,, ถือว่าเป็นกิจกรรมบังคับเลยทีเดียว
เหนื่อยๆ ก็แวะกินน้ำส้มสดๆ ที่จุดชมวิวได้ครับ
ส้มเยอะจริงๆ นี่ขนาดที่ท่าตอนไม่ใช่สวนหลักนะเนี่ย....

ว่าด้วยการเอาส้มกลับบ้าน

มีกฎเหล็กของที่สวนอย่างนึงคือ “ห้ามเด็ดส้ม” ถ้าอยากได้ข้างหน้ามีขายหลายสายพันธุ์ ทั้งสายน้ำผึ้ง, โอเชี่ยน, กัมค้อท, คาราเมนติน ฯลฯ

สนใจส้มแล้วก็มาสอยตรงนี้ ,, อย่าสอยที่ต้นนะครับ

ถ้าอยากได้แบบไม่แพงก็เหมาเป็นกิโลด้านหน้า, หรือถ้าอยากได้แบบเกรดดีๆ ไฮโซๆ เอาเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ก็แนะนำซื้อแบบนับลูกใส่กล่อง ราคาตามเกรดส้ม เห็นกล่องที่แพงสุดมี 72 ลูก 1020 บาท ตกลูกนึงก็เกือบๆ 15 บาท (แพงเอาการแฮะ) จะขอมาชิมซักลูกก็แบบว่าเกรงจายยยยยยย อิอิ~~

ส้มแบบนับลูกใส่กล่อง ,, เกรดดี+ไฮโซ แต่ราคาก็อัพนิดนึง
อยากชิมส้มนับลูกขายดูเหมือนกันแฮะ ,, น่าจะอร่อย

สุดท้ายแฟนเพจก็ครบ 1,000 likes ในคืนวันที่ 1 มกรา 2555 พอดี ดีใจๆๆ

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 🙂