Johoney — โจฮันนี่

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนเรื่องอาหารเลย กลับบ้านทีไรก็ต้องไปกินข้าวกับที่บ้านตลอดเลย วันนี้ได้โอกาสไปกินขนมแถวๆ บ้าน เลยมีโอกาสมารีวิวนิดนึงครับ ร้านนี้มีชื่อว่าโจฮันนี่ (Johoney) ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง
วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง

การเดินทางมาโจฮันนี่ถ้าบอกลอยๆ นี่มาลำบากมาก เข้าซอยลึกลับซับซ้อนสุดๆ (แต่สำหรับคนเชียงใหม่อย่างผมก็ไม่ยากนะ) เอาเป็นว่าเข้าทางซอยร้านเลิฟแอดเฟิร์สไบท์ (ซอยที่ติดกับโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน) จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ เลยร้านเลิฟมาซัก 20 เมตร จะเห็นร้านสีเหลืองๆ อยู่ตรงสามแยกครับ (อาจต้องสังเกตนิดนึง) ,, กับอีกทางนึง คือถ้าเข้ามาทางร้านลาแปง ให้เข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 100 เมตร จะเห็นร้านโจฮันนี่อยู่ทางขวามือครับ (แต่ระวังรถสวน)


View Johoney in a larger map

เปิดประตูเข้ามาชิมติม

หน้าร้านแต่งสวยดีนะครับ ออกแนวโทนสีเหลืองครับ เข้ามาในร้านก็น่ารักดี ดูหวานๆ สบายๆ น่านั่ง

หน้าร้าน Johoney
หน้าร้าน Johoney
บรรยากาศภายในร้านครับ
บรรยากาศภายในร้านครับ

นั่งคุยกะพี่เจ้าของ แกบอกว่า เมื่อก่อนแกทำไอศครีมโฮมเมดส่งขายตามที่ต่างๆ เมื่อหลายปีก่อน เห็นว่าขายได้ดีแล้วก็เวิร์คดี ก็เลยลองเปิดร้านเองดูบ้าง (เปิดร้านมาได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว) และเติมเมนูเครื่องดื่มและพวกขนมต่างๆ ทั้งวาฟเฟิล, เครป, ฮันนี่โทสต์ ฯลฯ ลงมาด้วย

ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
กาแฟก็มีครับ
กาแฟก็มีครับ

เท่าที่ลองชิมดูก็โอเคนะครับ เห็นเพื่อนผมแนะนำพวกวาฟเฟิล แต่ผมไม่ได้สั่งครับ ฮาๆๆ ผมสั่งเป็น Chocolate Lava ครับ ที่นี่เค้าเสิร์ฟตัวลาวามาพร้อมกับไอศครีมหนึ่งลูก วิพครีม และมะม่วงสุกหั่นลูกเต๋า, กาแฟผมสั่งแบบเย็นมา รสชาติ+กลิ่นก็กลางๆ นะ

แต่ที่ผมว่าเด่นจริงๆ คือพวกไอศครีมครับ เพราะที่นี่ทำไอศครีมเองอย่างที่บอก แถมรสชาติยังเป็นเอกลักษณ์มากๆ โดยเฉพาะไอศครีมรสเปรี้ยวๆ ทั้งตะลิงปลิง, มะเกี๋ยง, มะยมพริกเกลือ ฯลฯ รสชาติเปรี้ยวเข็ดเด็ดถูกใจมากจริงๆ ครับ

ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ

แวะลองมาชิมกันได้ครับ

Ponganes Espresso

ต้องออกตัวเบาๆ ก่อนว่าผมเป็นคนชอบกินกาแฟ ยิ่งช่วงหลังนี่เรียกว่าออกแนวติดเลยทีเดียวแหละ แต่เรื่องความรู้ด้านกาแฟอาจไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นฟีลลิ่งเวลากาแฟสัมผัสที่ลิ้นเราเป็นหลักในการตัดสินว่าร้านไหนดีหรือไม่ดี ไม่ได้มีวิชาการหรือวิชามารอะไร

ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน
ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟที่เชียงใหม่เยอะมากๆ เยอะจริงๆ เยอะแบบหากินง่ายกว่าร้านข้าวแกงอีกอะ แต่เท่าที่ชิมมานะ หาร้านที่ถูกปากผมค่อนข้างยากมากๆ ร้านบางร้านสวยนะ ราคาก็แพง แต่ว่ากาแฟก็งั้นๆ ,, แต่วันนี้ผมจะพามาที่นึงนะ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ในซอยแคบๆ แต่เป็นร้านที่ดีมากๆ ร้านนึงที่ผมเคยกินมาเลยทีเดียว

พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar
พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar

ชื่อร้าน Ponganes Espresso ครับ

แวะร้าน Ponganes

ร้าน Ponganes เป็นร้านเล็กๆ ในร้านมี 2 bar กับ 1 โต๊ะ (ในร้านน่าจะรับลูกค้าได้ไม่เกิน 6 คน ,, แต่อยู่กัน 4 คนก็อึดอัดละ) กับโต๊ะ 3 ตัวที่สวนข้างๆ (ร้อนกว่าในร้าน) ในซอยแคบๆ ที่มีลูกค้ามาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะลูกค้าฝรั่ง/ชาวต่างชาตินี่มีไม่เคยจะขาด (ยิ่งอ่านรีวิวจาก Tripvisor แล้วได้คะแนนดีมากๆ เลยอะ ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นร้านกาแฟอันดับ 2 เลยนะ เลยไม่แปลกใจที่ฝรั่งจะเยอะมากๆ)

ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน

ที่ร้านจะมีพนักงาน 2 คนคือพี่ปองกะพี่เนสนะครับ หลักๆ คนชงกาแฟจะเป็นพี่ปอง ที่ไปรับวิชาบาริสตาที่ออสเตรเลียมา (ดังนั้นกาแฟที่ร้านจะออกแนวออซซี่พอควร) ,, ซึ่งนอกจากชงแล้วพี่แกก็ยังคั่วกาแฟด้วย ลองถามแกดูครับ แต่ละช่วงจะมีเฮ้าส์เบลนด์ไม่เหมือนกัน บางวันถามแกก็มีกาแฟแปลกๆ ที่เพิ่งคั่วเสร็จให้ชิมด้วย (จำได้ว่าครั้งนึงไปชิม ได้เฮ้าส์เบลนด์คั่วโฮะมา (คือคั่วเหลือๆ หลายๆ สายพันธุ์มารวมๆ กัน เหมือนกะ ชั่งเมล็ดก่อนคั่วมา 1 กก. แต่คั่วเสร็จเหลือ 840 กรัม แกก็บรรจุถุง 800 กรัม 40 ก็เอามาโฮะๆๆๆๆ กัน) บ่องตงว่าอร่อยมากๆ บอดี้แน่น กลิ่นหอมหวาน ซึ่งพี่แกบอกว่าต่อจากแก้วผมก็ได้อีกซัก 2 แก้วนี่แหละ) ซึ่งถ้าติดใจฝีมือกาแฟที่ร้านก็สามารถซื้อเมล็ดคั่วไปชงเองที่บ้านก็ได้ มีทั้งเมล็ดไทย เมล็ดนอก ราคาก็ว่ากันไป

เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก
เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก

ที่นี่การคั่วและการเลือกเมล็ดจะค่อนข้างต่างกับที่ Ristr8to2 เพราะบอดี้จะไม่แน่นมากเท่า สีกาแฟไม่เข้มเท่า วาดลายไม่จัดจ้านเท่า แต่จะออกสายเนียนและละมุนมากกว่า อโรมาเหนือกว่ามาก มีอมเปรี้ยวนิดๆ กำลังดี ,, เมนูโปรดของผมคงไม่พ้นพวกกาแฟร้อน โดยเฉพาะ Flat white ที่นี่ผมโปรดปรานมาก แบบว่ากลิ่นและรสชาติเนียนสุดๆ บอดี้กำลังดี มีอมเปรี้ยวนิดๆ แต่ไม่มาก แถมมีอโรมาแปลกๆ มานำเสนออยู่เนืองๆ หมดแก้วนึงก็อยากจัดอีกแก้วต่อทันที 55555

เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ

นอกจากนั้นที่นี่ยังมี Ice Coffee Aussie style ซึ่งไม่ได้เหมือนกาแฟเย็นบ้านเราซักทีเดียว แต่จะอารมณ์ Affogatto ใส่แก้วสู. แล้วเติมนมกับน้ำแข็งมากกว่า ไม่หวานมาก อร่อยดีแบบแปลกๆ ข้างบนหวานๆ ข้างล่างขมๆ

อันนี้ Affogatto ครับ
อันนี้ Affogatto ครับ
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style :)
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style 🙂

ส่วนขนม เท่าที่เคยชิม 2-3 อย่าง ถือว่ากลางๆ นะ ไม่ขอวิจารณ์ละกัน

วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ
วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ

ส่วนราคาผมว่ากลางๆ นะ ,, ถ้ากินสตาร์บัคส์ได้ ที่นี่ถูกกว่า คุณภาพดีกว่า

รอคอยการกลับมา

จริงๆ วันนี้เป็นวันที่ร้าน Ponganes สาขาเดิมจะเปิดวันนี้ (28/4/57) เป็นวันสุดท้าย เหตุที่ต้องย้ายไป เพราะโดนเจ้าของเกสเฮ้าท์ที่ตอนนี้เช่าที่อยู่ขับไล่ไปละ โดยร้านใหม่จะเข้าลึกไปในซอยกว่าเดิม ร้านไฉไลกว่าเดิม ขี้เกียจอธิบายครับ เดี๋ยวถ้าเปิดจะมาเขียน Blog ให้ละกัน

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ
ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านใหม่จะเปิดอีกทีละกันนะครับ (ถามมาราวๆ 1-2 เดือนนะ)

ปลายฝนต้นหนาว และดอยหลวงเชียงดาวครั้งที่สอง

หลังจากเมื่อสองปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดอยหลวงเชียงดาว และก็ได้เขียนบล๊อกไว้เป็นที่ระลึกซึ่งบรรจุรายละเอียดไว้แน่นปึ้กระดับแบ๊คแพคไปคนเดียวได้ถึง 2 ตอน (ถ้าใครอยากอ่านตอนเก่าๆ ก็กดไปได้ที่ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นะครับ) ภาคนี้รายละเอียดไม่เยอะมาก แต่จะเน้นรูปเป็นหลักนะครับ 🙂

ช่วงเดือนกันยาปีนี้ อยู่ดีๆ น้องๆ กรุ๊ปเดิม (จริงๆ ส่วนมากก็ทำงานที่เดียวกันแหละ) เค้าก็ชวนผมไปอีกครับ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะแอบบ่นๆ ว่าขอไปขึ้นยอดดอยหลวงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่คิดไปคิดมาประมาณห้านาทีก็ตอบตกลงไปกัน

คิดถึงมันจริงๆ เลย ความทรมานที่แสนมีความสุข

บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย
บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย

ถึงแม้ว่าการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะค่อนข้างโหดพอควร เดินและแบกของกันจนเมื่อยไปหมด แถมข้างบนก็ไม่มีส้วม แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่มี แต่สาเหตุที่รอบนี้ผมอยากไปอีกคือ ครั้งที่แล้วเราไปปลายฤดูหนาว ซึ่งอากาศจะแห้ง ดอกม้งดอกไม้นี่แทบไม่เหลือแล้ว จะเห็นก็คงมีแต่วิวแค่นั้น ซึ่งโปรนักเดินเขาหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าพวกนายสนใจจะดูดอกไม้ก็คงต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้แถบนี้มันจะยังสดและพวกดอกไม้ต่างๆ ก็ยังไม่ร่วงไป บรรยากาศจะต่างกับช่วงปลายกุมภาฯ มาก

แต่การเริ่มต้นครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ กล่าวคือ เราไม่ได้เตรียมอะไรให้มันวุ่นวาย พวกอาหารและน้ำก็ไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลหน้าอุทยานฯ เหมือนเดิมแล้ว เต๊นท์ก็ไม่ต้องกางเอง เพราะครั้งนี้เราจะเหมาเอาทีมงานอันประกอบด้วยพี่คนนำทาง, คนทำครัวและลูกหาบขึ้นไป จะเตรียมก็แต่สัมภาระของใครของมันเท่านั้น เช่นพวกถุงนอน, เต๊นท์, เสื้อผ้าและชุดกันหนาว ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเอาเงินฟาดแล้วเราก็เดินแบกของของเราไปอย่างเดียว โดยค่าใช้จ่ายในการฟาดอยู่ที่ 2,600 บาท ซึ่งผมว่าแพงพอตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว (จำไม่ผิดค่าใช้จ่ายต่อคนนี่อยู่ที่ราวๆ พันนึงไม่รวมค่ารถนะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าน้ำและค่าอาหารน่ะ)

หลังจากติดต่อกันเสร็จ ตกลงหาพรรคพวกได้ ก็ปักหมุดเดินทางวันที่ 30 พฤศจิกา – 1 ธันวาคมกัน

เริ่มต้นคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีอุปสรรคมาเยือน

เริ่มต้นด้วยบรรยากาศฝนมาคุ ตกปรอยๆ มาหลายวันตั้งแต่อังคาร-พุธ-พฤหัส แม้แต่วันศุกร์ก่อนไปก็ยังตก (คือจะเดินกันวันเสาร์แล้ว) แถมมีข่าวดินถล่มที่อำเภอฝางอีก จะไหวมั้ยวะเนี่ย… พูดเล่นไปนั่น ตื่นเช้ามาเจ็ดโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเหนียวหมูทอดพร้อมน้ำพริกและออกไปรอรถตอนแปดโมง (ต้องขอบคุณหมอนุ๊กและครอบครัวที่ให้เราใช้สถานที่พักแรมก่อนลุย แถมทำข้าวเช้าอร่อยๆ ให้กินด้วย ฮือๆๆๆ)

แปดโมงนิดๆ เราก็ขนสัมภาระขึ้นรถ แล้วก็เดินทางผ่านทางออฟโรดที่เต็มไปด้วยขี้โคลนเปียกๆ เกือบตลอดทาง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกซึ่งเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดิน บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยหมอกและชื้นเอาเสียมากๆ แดดแรงๆ เหมือนครั้งที่แล้วแทบจะหาไม่ได้เลย

ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
หมอกลงหนามากๆๆๆ
หมอกลงหนามากๆๆๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่เราเจอสำหรับทริปนี้คือ ทีมงานของเรามี Accident เล็กน้อยเพราะช่วงนี้ใกล้เทศกาลมากๆ ทำให้มีผู้บริการค่อนข้างเยอะ ทำให้ลูกหาบไม่พอ (เห็นว่าอาทิตย์หน้าที่มีวันหยุด 5 และ 10 ธันวา มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่านี้อีก) ทำให้พี่คนนำทางและคนทำอาหารต้องกลายเป็นลูกหาบเอง ของที่ตอนแรกบอกให้เราจัดเต็มก็แบกไปได้ไม่หมด เราต้องแบ่งสัมภาระมาแบกเอง แถมแพคและจัดการสัมภาระค่อนข้างช้ามาก พวกเราจึงเริ่มเดินและนำทางไปยังอ่างสลุงกันก่อน (ทำให้ตลอดทั้งทางพวกเราเดินกันเองเกือบหมด พี่คนนำไม่ได้นำทางอะไร แถมเดินช้ากว่าเราอีก ซึ่งจุดนี้ถือเป็น pitfall ที่ใหญ่มากที่เกิดจากทีมงานของเค้าแต่เราต้องรับผิดชอบ แอบเซ็ง)

เริ่มต้นเดินกันตอนสิบโมงยี่สิบครับ

เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.
เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.

แฉะ เปียก ลื่น เละ

แม้ว่าจะเริ่มที่เด่นหญ้าขัดเหมือนกัน แต่สภาพจะต่างกับที่เดินช่วงปลายหนาวเมื่อ 2 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและแฉะของพื้น เรียกว่ารองเท้าปีนเขานี่ยังเอาแทบไม่อยู่เลย ส่วนผมเหรอครับ ใส่นันยางเดิน โอยยยย ไม่เหลือๆๆ ลื่นล้มซะหลายดอก ยังไม่ถึงครึ่งทางกางเกงก็เปื้อนไปเป็นแถบๆ ละครับ

แต่มาช่วงนี้ต้นไม้เขียวสด มีหมอกมาทักทายเป็นช่วงๆ แถมอากาศไม่ร้อนด้วย เดินสบายสุดๆ

สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ

พอเดินมาใกล้ๆ หัวรสบัส ฟ้าก็เริ่มเปิดบ้างแล้ว แดดเริ่มส่องเบาๆ ในจังหวะที่เราเริ่มปีนอย่างเมามัน ทางชันสะใจมากๆ จนหัวใจเกือบจะเต้นไม่ทันเลย ฮาๆๆ ขนาดลูกหาบที่ว่าฟิตๆ เดินขึ้นหัวรถบัสยังต้องมีพักเป็นช่วงๆ เลย

เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ

หมดโซนหัวรสบัส มองย้อนไปทางเขาสามพี่น้องวิวสวยมากๆๆ แต่วันนี้เราเห็นไม่ครบสามเพราะยอดหลังๆ โดนเมฆหมอกมาบังไปหมด หวังว่าบนยอดเขาสูงสุดที่เราจะปีนต่อไปนั้นจะไม่โดนหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไรนะ

บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ :)
บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ 🙂

เตรียมไต่ยอดดอยหลวงอีกครั้ง

มาถึงอ่างสลุง ทีมงานก็กางเต๊นท์ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจังๆ เราก็แค่โยนกระเป๋าเข้าไปเก็บ, นั่งพักเอาแรงซักพัก จากนั้นก็เตรียมใจเดินต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปสู่ยอดสูงสุด

พักสักแป้บ... แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
พักสักแป้บ… แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)

ปีนไปเรื่อยๆ หมอกก็ไล่เรามาเรื่อยๆ ทีแรกผมกลัวเหมือนกันว่าข้างบนจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ปีนต่อนะ พอถึงซักช่วงหมอกก็เริ่มหายไป แถมมองวิวย้อนกลับไปนั้นสวยโคตรๆ นี่ขนาดยังไม่ถึงยอดนะ ,, อย่าเพิ่งท้อๆ บนยอดจะต้องสวยกว่านี้แน่ๆ

ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)

สุดท้ายก็ไต่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลจนได้ครับ คนมาดูพระอาทิตย์เยอะพอควรเลย แต่วันนี้ก็อาจต้องผิดหวังกันไปเพราะหมอกบังไปหมด บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นคนละแบบจากครั้งที่แล้วที่ทุกคนรอถ่ายพระอาทิตย์ตกเป็นการยืนเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่สูงเหนือเมฆไปอีก

แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะถ้ารอดูพระอาทิตย์ตกอย่างครั้งก่อนคงได้กลับลงมาตอนมืดมากๆ แน่

ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว

ปีนลงมาถึงซุ้มเต๊นท์เรา พี่เค้าทำกับข้าวไว้ให้เราแล้ว เป็นข้าวสวยร้อนๆ, แกงเขียวหวาน, ไข่เจียวและผัดผัก ทั้งหมดทำสดใหม่ขึ้นบนดอยหลวง หอบหิ้วแค่วัตถุดิบขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งชิมแล้วต้องบอกว่าฟินมากๆ การได้ข้าวแกงอุ่นๆ ในอากาศหนาวเหน็บหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันฟินจริงๆ แถมรสชาติที่ทำนี่อร่อยเปิดร้านได้เลยนะ (หรือกินตอนหิวหว่า…)

ซัดโฮกๆๆๆ แล้วก็สลบไป เตรียมตัวเตรียมใจไปกิ่วลมพรุ่งนี้ตีสี่ต่อครับ

ฝนพรำ อากาศสบาย แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ

ตั้งแต่เช้ามืด (น่าจะราวตีสี่กว่า) ผมสะดุ้งตื่นมาเป็นพักๆ พร้อมกับเสียงฝนปรอยๆ ตลอด จนกระทั่งพี่คนนำทางเดินมาถามเราว่าจะไปกิ่วลมอยู่ไหม แค่เปิดซิปเพื่อไปคุยกับพี่เค้า ละอองฝนเล็กน้อยกับไอหมอกจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในเต๊นท์… ทำให้เราได้ข้อสรุปได้ว่าไม่ไปละกัน เพราะไปก็คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แถมหนทางที่ปีนขึ้นก็คงลื่นหัวแตกไม่แพ้กัน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เราจึงเลื่อนเวลาตื่นจากตีสี่ครึ่งเป็นเจ็ดโมงเช้าครับ ออกมากินมาม่า ขนมปัง กับอาหารเช้าที่ทางคณะเค้าเตรียมไว้ให้ด้วย จากนั้นก็เก็บที่นอนหมอนมุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางอ่าวสลุงตอนเก้าโมงห้าสิบนาที หมอกหนามากๆๆ ระยะการมองเห็นไม่เกิน 10 เมตร แถมทางก็แฉะและลื่นกว่าเมื่อวานมากๆ

ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง

ทีแรกเรากะเดินลงทางปางวัว เพราะปีที่แล้วเราก็ขึ้น-ลงทางเด่นหญ้าขัด คราวนี้ขึ้นก็เด่นหญ้าขัดแล้ว เลยกะลงทางอื่นๆ บ้าง แต่พอดีสมาชิกในทีมประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เข่า ทำให้เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบาก เกรงว่าลงทางชันแล้วจะไม่ไหว เราก็เลยตัดสินใจกลับทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม อิอิ แต่วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่ฟ้าปิดสุดๆ หมอกหนาตลอดทางที่เดินทางกลับเลย ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนใกล้บ่ายโมงครึ่งถึงเริ่มจะเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

เฮ้อ… แสงอาจไม่เหมาะถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่อากาศที่เย็นนี่มันทำให้เราเดินสบายมากๆ เลย

แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย

เดินๆ พักๆ แบบแทบไม่เหนื่อยเลยราวๆ สี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราแล้วครับ แม้ว่าการเดินป่าจะสิ้นสุด แต่ไฮไลท์ของบล๊อกนี้อยู่ที่ตอนหน้านะครับ

สวนดอกไม้ที่ความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อย่างที่เกริ่นมาหลายที ครั้งนี้ผมมาดูดอกไม้เป็นหลักน่ะครับ

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้ปีนไปบนยอดกิ่วลม แต่ก็เก็บดอกไม้กึ่งอัลไพน์แปลกๆ ที่ครั้งก่อนๆ เก็บไม่ได้มาซะเพียบเลย บ้างก็รู้ชื่อ บ้างก็ไม่รู้ชื่อ (ส่วนมากชื่อที่รู้จะได้จากพี่ไกด์คนก่อน และจากที่สืบเสาะค้นคว้าเองบ้าง) บางทีเจอดอกแปลกๆ แต่ไม่ได้ถ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย เสียดายที่ไกด์ครั้งนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเก็บดอกไม้มาใส่ในบล๊อกได้มากกว่านี้อีก

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาชมสวนดอกไม้บนดอยหลวงเชียงดาวกันเถอะ

จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)

ประทับใจกับสวนดอกไม้ครั้งนี้จริงๆ

บทสรุป ปลายฝนบนดอยหลวงฯ

สรุปเป็นข้อๆ เลยละกันนะ

  • เหมาจ่ายครั้งนี้แม้จะสะดวกดี แต่แพงไปหน่อย เมื่อเทียบราคา 2600 บาท กับอาหารสามมื้อ, ค่ารถ และค่าจัดการต่างๆ (แถมคนนำก็ไม่ค่อยดีเท่าครั้งที่แล้ว จนพวกเรากันเองต้องนำทางเกือบทั้งทริป) ซึ่งครั้งที่แล้วหมดไปราวๆ พันเดียวเอง (แต่วุ่นวายพอตัวเลย)
  • ฝนตก ทางลื่นมาก ขี้โคลนทั้งนั้น ควรเตรียมชุดและกางเกงไปเปลี่ยนเพิ่มอีกหน่อย และควรพกเสื้อกันฝน, เป้กันฝน, อุปกรณ์กันฝนด้วย (โดยเฉพาะคนที่มีกล้อง) ถ้ามีไม้เท้าที่จิกดินได้จะดีมาก ไม้เท้าของจีนแดงตามตลาดนัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเตี๊ยและยวบ
  • หมอกเยอะมาก ทำใจเลยว่าอาจไม่ได้ขึ้นยอด หรือขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร
  • ดอกไม้เยอะมาก แต่ละดอกไม่ได้โชว์เป้งแขวนป้ายบอกว่ากูชื่อนั้นชื่อนี้ แต่มันจะอยู่ริมๆ ทางซะเป็นส่วนมาก ถ้ารีบเดินหรือไม่ได้สังเกตอาจไม่เจอนะจ๊ะ
  • ห้องส้วมต้นฤดูกาลยังมีสิ่งปฏิกูลไม่เยอะ แค่ระดับโชยกลิ่น ซึ่งต่างกับครั้งก่อนที่ผมไปช่วงปลาย นั่นมันระดับล้นขอบ น่ากลัวมาก
  • รองเท้านันยางไม่ควรใช้เดินป่า (ผมพลาดไปละ เพราะรองเท้าประจำที่เอาไว้เดินดันกาวหลุด) รองเท้าควรมีปุ่มๆ นิดนึง ออๆๆๆ รองเท้าแตะควรเอาไปด้วย จะได้พักเท้าช่วงที่อยู่เต๊นท์
  • ช่วงเทศกาล ระวังลูกหาบขาด อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกว่าเอาของไปได้เต็มที่ ให้เราพกเฉพาะที่จำเป็นไปก็พอ ไฟฉาย ถุงนอน เต๊นท์ ควรตรวจสอบก่อนไปให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน
  • คำนวณน้ำดื่มให้พอดีด้วย พกเยอะไปก็หนัก (ปวดหลังจนถึงตอนนี้) น้อยไปก็ขาดน้ำระหว่างทาง
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่

สุดท้ายต้องขอบคุณหวานใจที่เดินไปด้วยกันและอยู่ข้างๆ กันตลอด ทีแรกกะว่าจะพาไปฟินกับบรรยากาศข้างบนแต่ก็กลัวจะไม่ไหว ที่ไหนได้ เดินเร็วโคตรๆ ไม่ล้มเลยซักแอะเดียว เสื้อผ้าสะอาดใสปิ๊ง เมื่อเทียบกับผมแล้วเรียกว่าขี้โคลนเต็มตัวเลย แถมอยู่ข้างบนก็ไม่มีบ่นเรื่องห้องน้ำหรือการอาบน้ำ การกินอยู่หลับนอนก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแม้ว่าเต๊นท์ผมจะพังไปก็ตาม (แต่เธอบอกว่า ชาตินี้ขอไปครั้งเดียวพอละ กิ่วลงกิ่วลมไม่ไปก็ไม่เป็นไร ฮาๆๆ)

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ อิอิ…

ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ :)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ 🙂

สถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่

มันมีโจทย์มาวันก่อนว่า มีน้องในแฟนเพจผม (อั้ยย่ะ!!) แกมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวเชียงใหม่แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยว ร้านเดิมๆ แกก็คงเบื่อแล้ว ส่วนร้านที่เปิดใหม่ส่วนมากก็ไม่อร่อย ก็เลยถามผมเกี่ยวกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่เชียงใหม่ว่ามีที่ไหนเด็ดๆ บ้าง คิดอยู่นานผมก็แนะนำเธอร้านนึง (ซึ่งผมชอบร้านนี้มาก กินมาตั้งแต่เด็กและยังไม่สูญหาย แต่ยังไม่เคยเขียนรีวิวไป ที่ไม่ใช่ร้านนี้นะ ฮาๆๆ)

คิดไปคิดมา เดี๋ยวนี้บ้านเมืองเราหาร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหารไทยอร่อยๆ ยากกว่าหาอาหารญี่ปุ่นอีกนะ :/

เดี๋ยววันนี้ มาหาก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า
เดี๋ยววันนี้ มาหาก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า

พอกลับถึงบ้านก็ปิ้งไอเดีย เพราะเมื่อวานพูดถึง JJ Market (ที่รีวิวร้าน Ice Hub) ไป วันนี้ก็จะมาพูดถึงอีกร้านนึงที่ดังไม่แพ้กันเลยที่ JJ Market ที่แฟนผมชวนมากินวันก่อน แต่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและของคาวที่ออกตัวแนวฟิวชั่นระหว่างอาหารเรียบง่ายๆ ของไทย กับที่มีกลิ่นไอฝรั่ง ร้านนี้มีชื่อว่าสถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่ครับ

แผนที่ก็คล้ายๆ เดิม ที่ JJ Market แถวๆ ตลาดคำเที่ยงครับ


View สถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่ in a larger map

ส่วนสาขาอื่นๆ นอกจากเชียงใหม่นี่ผมไม่รู้หมือนกัน (แต่เท่าที่ลองหาดูเห็นบอกมีที่รังสิต? แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) แต่ที่แน่ใจคือ ชื่อร้านเค้านี่ออกแบบมาสำหรับผวนคำแน่นอน ฮาๆ

เมื่อมาถึงร้าน…

ครั้งแรกผมมาร้าน วันนั้นประมาณบ่ายโมง คนเยอะเหมือนกัน พอมาถึงร้านเค้าบอกว่าก๋วยเตี๋ยวหมดแล้ว ส่วนข้าวก็รอออีกครึ่งชั่วโมง แอบเฟลและแค้นนิดๆ เพราะเห็นว่าร้านเปิดตั้งแต่ประมาณสิบโมง ปิดห้าหกโมงเย็น อะไรวะ มาเที่ยงหมดละ มันต้องอร่อยแน่ๆ

ผมเลยเก็บความแค้นกลับไปแม่อายและถ่อสังขารกลับมาอีกครั้งเพื่อชำระแค้นตั้งแต่สิบโมงครึ่ง ,, อ่า… วันนี้ไม่มีคนเลย (แต่เหมือนจะมาเช้าไปหน่อยนะ เห็นพี่ๆ เค้าแกะไข่ต้มกันอยู่เลย ฮาๆๆๆ)

หน้าร้านสถานีสูตรเตี๋ยวครับ
หน้าร้านสถานีสูตรเตี๋ยวครับ
ต้องสังเกตจริงๆ ว่าตรงนี้เค้าเป็นที่ลวกก๋วยเตี๋ยวนะ ฮาๆๆ
ต้องสังเกตจริงๆ ว่าตรงนี้เค้าเป็นที่ลวกก๋วยเตี๋ยวนะ ฮาๆๆ

เข้ามาในร้านนี่บรรยากาศผิดแปลกจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไปนะ เค้าแต่งร้านแนววินเทจที่ค่อนข้างรกไปหน่อยจนผมก็งงๆ เหมือนกันว่านี่มาร้านก๋วยเตี๋ยวหรือว่ามาร้านเหล้าวะเนี่ย เหอๆๆๆ ,, เลือกนั่งได้นะ แม้ว่าจะไม่มีเครื่องปรับอากาศบริการแต่ก็แนะนำให้นั่งข้างในอะ เพราะข้างในเป็นโต๊ะเตี้ยๆ และเก้าอี้นวม/โซฟาบุหนัง (แบบที่ไม่เคยเห็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหนมาก่อนจริงๆ)

บรรยากาศการแต่งร้านดูแนวมากๆ ไม่ซ้ำใครจริง
บรรยากาศการแต่งร้านดูแนวมากๆ ไม่ซ้ำใครจริง

ลองสั่งกันมาดู

หลังจากสั่งไปสักครู่ ก็เริ่มมีอาหารยกมาเสิร์ฟแล้วครับ

จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟเก๋ๆ อย่างเกี๊ยวอบชีสแล้วปรุงรสด้วยผงชีสอีกที (จริงๆ มีหลายรสนะ ทั้งต้มยำ, ซาวครีม, บาร์บีคิว) ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยดีนะ เกี๊ยวหั่นพอดีคำทอดได้กรอบดี แล้วโปะด้วยชีสยืดๆๆๆๆ ขนาดทิ้งไว้สักพักจนชีสเริ่มแข็งแล้วเกี๊ยวก็ยังกรอบดีเลย แต่ถ้าจะให้ติก็คงเป็นความทั่วถึงของชีสที่เกี๊ยวแผ่นด้านข้างๆ จะได้รับอานิสงส์น้อยไปหน่อย

ออเดิร์ฟจานแรกครับ เป็นเกี๊ยวอบชีส โรยหน้าผงชีสอีกที
ออเดิร์ฟจานแรกครับ เป็นเกี๊ยวอบชีส โรยหน้าผงชีสอีกที
นี่ๆๆๆๆ ยืดดดดดดด แฮ่ๆๆ
นี่ๆๆๆๆ ยืดดดดดดด แฮ่ๆๆ

ถ้วยต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสครับ เสิร์ฟคู่กับเกี๊ยวทอดและมะนาวอีกซีกนึง

ชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ต้มยำสุโขทัยบ้านเรานี่แหละ แต่เติมน้ำพริกเผา, หอมเจียวเพิ่มลงไป แล้วอัดด้วยชีสแผ่นและชีสสีส้ม ให้อารมณ์แบบชีสสีส้มที่ใส้กรอกดับเบิ้ลชีสเซเว่นมากๆ (ผมไม่ค่อยเชียวชาญเรื่องชนิดของชีสเท่าไหร่น่ะ) ,, ส่วนตัวเลยนะ อร่อยใช้ได้ ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี ปลาเส้นและหมูบะช่อนี่กลางๆ แต่น้ำซุปอร่อยดี ปรุงรสต้มยำได้ดี ไม่ต้องปรุงเพิ่มก็เข้มข้นโฮกๆ ละ แถมชีสที่เค้าเติมมาให้ก็นัวกับก๋วยเตี๋ยวได้อย่างลงตัวจนผมยังแอบแปลกใจเบาๆ เหมือนกัน

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีส น่ากินโฮกๆๆ
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีส น่ากินโฮกๆๆ

ถ้วยต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งแม่น้ำดับเบิ้ลชีสครับ เป็นเมนูที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็น Signature ของทางร้านในระดับที่มาแล้วต้องสั่ง ,, จินตนาการง่ายๆ ก็คือก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสถ้วยตะกี้แล้วใส่กุ้งแม่น้ำที่ย่างแล้วหั่นซีกลงไปนั่นแหละครับ หากใครคิดจะสั่งจะต้องใจเย็นรอซัก 10-15 นาทีเพื่อย่างกุ้ง (ไม่ใช่พม่า!!)

ส่วนตัวนะครับ เหมือนกับถ้วนบนเป๊ะๆ ทั้งเครื่องและเส้น แค่มีกุ้งแม่น้ำหัวโตกว่าตัวที่เพิ่มมา (อาจมีกลิ่นกุ้งย่างปนมาหน่อยๆ) ตัวกุ้งนะสดพอควร แต่ผมว่าเค้าย่างตัวกุ้งได้ยังไม่ถึงจุดฟินของมันเท่าไหร่อะ

เค้าบอกว่าเป็น signature ของร้าน ,, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสกุ้งแม่น้ำ
เค้าบอกว่าเป็น signature ของร้าน ,, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสกุ้งแม่น้ำ
กุ้งตัวโตมากกกกกกก แฮ่ๆๆ
กุ้งตัวโตมากกกกกกก แฮ่ๆๆ

จริงๆ มีอีกหลายเมนูที่ผมไม่ได้สั่งนะ ทั้งข้าวราดกะเพราชื่อแปลกๆ ,ข้าวราดหน้าไก่่ และเมนูคล้ายอาหารตามสั่งอีกหลายร้าน รวมทั้งพวกเครื่องดื่มด้วย แฮ่ๆๆๆ ไว้คราวหน้าละกันเนอะ 🙂

ที่มาวันนี้

ส่วนตัวผมว่ามันก็อร่อยดีนะ เปิดโลกทัศน์ใหม่ของอาหารฟิวชั่นโดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเลยแหละ ฮาๆๆ

แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้วออกแนวแพงไปหน่อยเลยแหละ อย่างก๋วยเตี๋ยวธรรมดา 40 บาท, อัพต้มยำเป็น 50 บาท, อัพเป็นซิลเกิ้ลชีสเป็น 60 บาทและถ้าดับเบิ้ลชีสนั่นก็ 70 บาทละ ,, ยิ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งแม่น้ำดับเบิ้ลชีสนั่นปาไป 150 บาท กุ้งอัลไลตัวละ 80 บาท แพงกว่าก๋วยเตี๋ยวทั้งถ้วยอีกอะ..

แม้ใครจะบอกว่ากุ้งตัวใหญ่มากเบยส์นะ แต่ที่ผมได้กุ้งในถ้วยมาจริงๆ มันก็ไม่ได้ใหญ่เว่ออลังการดาวล้านดวงแบบพวกสามสี่ตัวโลอะไรนั่นหรอกนะ แถมส่วนตัวเองผมไม่ค่อยปลื้มกะกุ้งแม่น้ำมาตั้งนานละ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงกุ้งมาจนถึงการขาย (อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับร้านเค้าเลย ฮาๆๆ) เพราะกุ้งมันใหญ่แต่หัว เนื้อจริงๆ มีจึ๋งเดียว แถมไม่เด้งเหมือนพวกกุลาดำหรือกุ้งชีแฮ้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ความเด่นของกุ้งแม่น้ำคือมันที่หัวนี่แหละ ซึ่งมาผนวกกับชีสอีก บวกกับหอมเจียวอีก เติมไข่ต้มยางมะตอยยางมะตูมด้วย แล้วย้ำด้วยน้ำพริกเผาอีก บ่องตงว่าเลี่ยนครับ ไขมันเยอะมาก จะดับเลี่ยนด้วยเกี๊ยวหรือหมูบะช่อหรือปลาเส้นมันก็คงไม่ใช่สไตล์ หาผักก็ไม่ค่อยมี ผักชีต้นหอมก็คงไม่ไหว คิดมาคิดไปคำนวณคร่าวๆ ถ้วยนี้ผมว่าเฉียดๆ 2,000kcal สยองใช้ได้สำหรับคนต้องการคุมน้ำหนักและคุมอาหารเลยทีเดียว

ลองมาชิมกันได้นะครับ ที่ร้านาถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่
ลองมาชิมกันได้นะครับ ที่ร้านาถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่

เบื่อๆ ก๋วยเตี๋ยวธรรมดาก็มาชิมกันดูได้ครับ 🙂

Ice Hub

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ (ถึงแม้จะค่อนข้างปลายแล้วก็ตาม) เชียงใหม่ก็ร้อนไม่แพ้กรุงเทพฯ เท่าไหร่หรอก การหาของเย็นๆ มาคลายร้อนนี่ถือว่าจำเป็นมากๆ เลยฮาๆๆ วันนี้ก็เลยพามากินอีกน้ำแข็งไสอีกร้านนึงครับ หน้าร้านเน้นขายชามุก แต่ทีเด็ดจริงๆ กลับเป็นน้ำแข็งไส ปะๆ ไปดูกัน

ร้านนี้มีชื่อว่า Ice Hub ครับ ตั้งอยู่ตรง JJ Market แถวๆ ตลาดคำเที่ยง, เดินเข้ามาในโครงการแล้วร้านแอบหายากนิดนึง (ร้านอยู่ข้างๆ ร้านคัพเค้กอะ ตรงข้ามกับริมปิงซุปเปอร์สโตร์เลย)

แวะมากินน้ำแข็งไสที่ตอนนี้เป็นที่ฮิตกันที่เชียงใหม่
แวะมากินน้ำแข็งไสที่ตอนนี้เป็นที่ฮิตกันที่เชียงใหม่


View Ice Hub in a larger map

เท่าที่เห็นนะครับ ร้านเป็นร้านเล็กๆ แคบพอตัวเลย ในร้านน่าจะจุคนได้ซัก 10 คน (แต่ก็มีโต๊ะเสริมข้างนอกนะ) นั่งแล้วอึดอัดหน่อยๆ ,, ปกติร้านเปิดประมาณเที่ยงกว่าๆ (ปิดประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ) แต่วันที่ไปเที่ยงครึ่งแล้วร้านยังไม่เปิด แต่ก็เห็นมีคนมาต่อคิวเยอะพอตัวเลยอะ ยิ่งจังหวะเปิดร้านปุ๊บ คนพุ่งเข้าไปในร้านยังกะแจกฟรี ทำผมงงไปเบาๆ แอบตกใจปนงงนิดๆ ว่ามันอร่อยขนาดนั้นเลยเรอะ…

ร้านเล็กมากถึงมากที่สุด ถ้าเลือกข้างในต้องยอมอึดอัดนิดนึง
ร้านเล็กมากถึงมากที่สุด ถ้าเลือกข้างในต้องยอมอึดอัดนิดนึง

แทรกกายมานั่งตากแอร์ในร้านแล้วลองชิมดู

สั่งอะไรกินกันเถอะ

คนเยอะมาก เจ้าของไม่ได้มาพูดคุยด้วยเท่าไหร่ (แต่แค่ทำเครื่องดื่มนั่นก็ไม่ทันแล้วล่ะครับ ฮาๆๆ) ผมเลยเลือกดูเมนูเองกะเพื่อนๆ ละกัน ซึ่งเท่าที่ดูเค้ามีเมนูสองอย่างครับ คือเครื่องดื่มกับน้ำแข็งไสรสมะม่วง ,, ผมก็เลยจัดทั้งสองอย่างครับ

ตัวเครื่องดื่มเค้าเสิร์ฟแบบชามุกที่ซีลพลาสติกปิดไว้ ดูสะอาดดี ,, ผมเลือกชาเขียวพุดดิ้ง ชิมแล้วให้อารมณ์น้ำเต้าหูผสมเต้าหู้ปั่นละลายในชาเขียว ตัวชาเขียวเค้าเข้มดีนะ แต่ผมว่ามันจะลื่นคอกว่านี้ถ้าหวานกว่านี้อีกนิด แต่ที่ผมว่าเฟลในใจผมเนี่ยคือพุ้ดดิ้งนี่แหละ นอกจากกลิ่นแบบเต้าหู้ที่ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ มันยังทำให้ชาเขียวข้นมากขึ้น ดูดแล้วหยึยๆ มาหน่อย

แอบชิมของเพื่อนที่ใส่เป็นชามุก ผมว่าคล้ายๆ ชามุกทั่วไป ก็โอเคๆ

แต่ส่วนตัวเลยนะ ผมเฟลกับนมถั่วเหลืองพุดดิ้งของเพื่อนมากๆ มันเหมือนน้ำเต้าหู้เย็นใส่เต้าหู้ปั่นแบบไม่หวาน เข้มข้นเต้าหู้ตั้งแต่หัวจรดเท้า หลายคนอาจชอบก็ได้นะเพราะมันออกแนวรักสุขภาพมากๆ แต่กับผมแล้วไม่ไหวจริงๆ ทั้งข้นทั้งเลี่ยนเต้าหู้ทั้งจืดๆ อีก เอียนสุดๆ ฮาๆๆๆ

เมนูมีทั้งเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสครับ
เมนูมีทั้งเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสครับ
เครื่องดื่มผมว่าคล้ายๆ ชาไข่มุกนะ แต่ไม่ค่อยโอเท่าไหร่
เครื่องดื่มผมว่าคล้ายๆ ชาไข่มุกนะ แต่ไม่ค่อยโอเท่าไหร่

จากนั้นก็เป็นคิวน้ำแข็งไสบ้าง เท่าที่เห็นมีสองเมนูคือ Ice Mango Larva และ Ice Mango Magma เป็นน้ำแข็งไสเสิร์ฟพร้อมกับเนื้อมะม่วงสุกและพุดดิ้งเต้าหู้แล้วราดหน้าด้วยซอสมะม่วงปิดท้ายอีกที ซึ่งสองอันต่างกันนิดเดียว ตรงที่ Larva จะเป็นน้ำแข็งไสรสนม ส่วน Magma จะเป็นน้ำแข็งไสรสมะม่วง (จำง่ายๆ ว่า Magma กะ Mango)

ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ เนื้อน้ำแข็งไสเนียนละเอียดละมุนดี กินแล้วเพลินสุดๆ อะ แล้วแต่คนชอบ ถ้าชอบแบบนมๆ นัวๆ หน่อย Larva คือคำตอบของคุณ แต่ถ้าชอบเปรี้ยวอมหวานแบบไม่เลี่ยนมาก ชิลๆ พริ้วๆ Magma คือคำตอบ ยิ่งกันคู่มะม่วงหรือพุดดิ้งเต้าหู้นี่อร่อยมากๆ ส่วนตัวผมว่าพุ้ดดิ้งเต้าหู้มันเหมาะที่จะมาอยู่ที่นี่และกินคู่กับน้ำแข็งไสมากกว่าอยู่ในแก้วอะ

อันนี้เรียกว่า Mango Ice Lava ครับ ,, น้ำแข็งไสรสนม แฮ่ๆๆ
อันนี้เรียกว่า Mango Ice Lava ครับ ,, น้ำแข็งไสรสนม แฮ่ๆๆ
อันนี้ชื่อ Mango Ice Magma ครับ ,, คล้ายๆ กัน แค่เปลี่ยนน้ำแข็งไสเป็นมะม่วง
อันนี้ชื่อ Mango Ice Magma ครับ ,, คล้ายๆ กัน แค่เปลี่ยนน้ำแข็งไสเป็นมะม่วง

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมชอบน้ำแข็งไสมะม่วงของเค้านะ อร่อยดี คล้ายๆ กับร้านน้ำแข็งไสที่ผมกินที่กทม. เลย เนื้อเค้าจะเนียนละมุนดีมากๆ ซึ่งเนื้อน้ำแข็งไสแบบนี้ผมชอบมากกว่า Ice Monster อีกอะ ส่วนเครื่องดื่ม ผมกะเพื่อนเลือกมาคือชาเขียวกับนมถั่วเหลืองนี่ยังไม่ผ่านทั้งคู่นะ (แต่จริงๆ มีอีกหลายน้ำที่ผมยังไม่ได้โดนเลย) ,, แต่ที่นี่ราคาค่อนข้างแพงไปหน่อยนะ โดยเฉพาะเครื่องดื่ม เพราะถ้าเทียบกับชามุกทั่วๆ แล้วรสชาติไม่ต่างกันมาก แต่ราคาห่างเกือบ 2 เท่าแหนะ

แนะนำแค่น้ำแข็งไสเค้าก่อนละกันนะ 🙂

Nasi Jumpru – นาซิจำปู๋

ไหนๆ ใครรู้จักอาหารฟิวชั่นบ้าง

ให้เดานะ ส่วนมากก็คงคิดว่าพอรู้จักบ้างแหละ เอาอาหารชาตินั้นมาผสมชาตินี้ ดูแล้วให้อารมณ์ผสมผสานและร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น กินแล้วแปลกๆ หน่อย แต่ก็ตื่นเต้นดี ลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้างก็ว่ากันไป ฮาๆๆ ,, แต่ว่าครั้งนี้ผมมาร้านนึงครับ ร้านที่ทำให้อาหารฟิวชั่นมันเหนือกว่าที่เคยเป็นมา บางทีเหมือนเป็นอาหารในจินตนาการที่ไม่คิดว่าจะมีคนทำในโลกนี้แต่พอชิมแล้วดันลงตัวแบบสุดๆ ร้านนี้แหวกและสร้างนิยามของอาหารฟิวชั่นใหม่ๆ ให้ผม

ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว
ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว

ร้านนี้ชื่อว่านาซิจำปู๋ (Nasi Jumpru) ครับ (มีเฟสของร้านด้วยนะ อิอิ)

ที่ไปที่มา

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นร้านชื่อแบบนี้ที่แถวๆ ตลาดคำเที่ยงซักประมาณเกือบๆ สิบปีก่อน สมัยนั้นผมยังไม่ได้บ้าหาอาหารชิมเหมือนตอนนี้ จำได้ว่าชื่อมันแปลกดีนะ แต่ก็แค่ผ่านเฉยๆ แต่ไม่ได้แวะเข้าไปชิม จากนั้นผมก็ลืมชื่อนี้ไปนาน….. จนกระทั่งต้นปีนี้มีเพื่อนโพสในเฟสว่ามากินร้านนี้ ความทรงจำเก่าของผมมันก็เหมือนเชื้อเชิญให้ผมกลับไปหายังร้านอาหารชื่อแปลกอีกครั้ง

ตอนนี้ร้านตั้งอยู่แถวๆ ตลาดรวมโชค โดยถ้าขับมาจากในเมืองก็ให้ผ่านโรงพยาบาลเทพปัญญาไปทางแม่โจ้ ข้ามแยกตลาดรวมโชคแล้วตรงไป จากนั้นไปแล้วกลับรถอันที่สาม (ก่อนถึงสี่แยกไฟเขียวไฟแดง) ขับมาอีกนิดนึงร้านจะอยู่ทางซ้ายมือครับ เป็นบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนยกใต้ถุนสูงอยู่ในพุ่มไม้นิดนึง อิอิ

มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ
มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ


View Nasi Jumpru in a larger map

ส่วนทางเข้าร้านนี่อยู่ด้านล่างครับ ถ้าจะกินอาหารก็ขึ้นบันไดมาด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นร้านขายเสื้อผ้าดีไซน์เก๋ๆ ชื่อ “แสงบุญ” (แต่วันที่ผมไปเค้าเริ่มเก็บของแล้ว เหตุเพราะเค้าเตรียมจะย้ายไปที่ร้านใหม่ เลยไม่ค่อยเหลืออะไรให้สำรวจแล้ว)

หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋
หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋

กินอย่างเดียวละกัน

เข้ามาในร้านแล้ว

จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดเข้ามายังข้างบน ในร้านตกแต่งแบบแปลกตา สีสันสดใสดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีของผ้าปูโต๊ะหรือผ้าเช็ดปากนี่สีจี๊ดมากๆ โต๊ะบางตัวก็สีแดง บางตัวก็สีขาว มีโซฟาและถังเบียร์มาแต่งร้าน นี่บอกตรงๆ ว่าผมก็แอบงงๆ สไตล์การแต่งร้านเหมือนกันว่ามันแนวไหนกันแน่ ฮาๆๆๆ เอาเป็นว่าคิดเป็นแนวฟิวชั่นๆๆๆ

ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ

จากนั้นผมก็เห็นพี่คนนึง (น่าจะเป็นเจ้าของร้านแหละ พอดีไม่ได้ถามชื่อ แฮ่ๆๆๆ) ทีแรกก็มาบริการเมนูที่โต๊ะผม อธิบายนั่นนี่ แนะนำเมนูและรายการอาหารแต่ละอย่างอย่างลึกซึ้งและละเอียดด้วยความตั้งใจ จากนั้นพอเสร็จจากโต๊ะผม แกวิ่งไปแทบทุกโต๊ะ ทำซ้ำๆ กันอย่างโต๊ะผม บริการทุกคนในทุกโต๊ะอย่างดีเลย (รวมทั้งโต๊ะผมด้วย) เห็นแล้วน่าประทับใจจริงๆ

พอเริ่มว่างๆ ผมก็เลยชวนแกมาคุยสนุกๆ ว่าที่มาของร้านเป็นไง แกก็เล่าว่าที่มาของร้านเนี่ยเกิดจากเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน แกไปเที่ยวบาหลีกับเพื่อนๆ ซึ่งไปเรียนและฝึกงานเกี่ยวกับการแสดงอยู่ที่นั่น ทำให้เค้าได้มีโอกาสไปตระเวณมาทั่วเกาะเลย ทำให้ชื่นชอบและหลงไหลในความสวยงามและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวบาหลีมากๆ โดยเฉพาะเมนูนึงของชาวบาหลีซึ่งพี่แกพบตอนไปกินร้านกับข้าวข้างทาง เมนูนี้เค้าจะเอาข้าวกับกับข้าวมาวางในใบตองที่อยู่ในจานที่สานขึ้นมาแล้วก็ใช้มือกินอย่างเอร็ดอร่อยและอบอุ่น ซึ่งคนบาหลีเค้าเรียกมันว่า Nasijumpru และพอแกกลับมาก็เพี้ยนกลายมาเป็นชื่อร้านอย่างนาซิจำปู๋ในเวลาถัดมา (พอดีผมเพิ่งไปบาหลีมาเหมือนกัน เลยคุยกันสนุกเลย)

แอบมองเข้าไปในห้องครัว แม่ครัวใส่ที่คาดผมน่ารักมากๆ พี่เจ้าของร้านก็เล่าว่า อาหารแทบทั้งหมดเป็นอาหารฟิวชั่นใหม่ที่ร้านคิดเอง นำทีมด้วยพี่แม่ครัวเป็นคนครีเอทขึ้นมาเองแบบว่าไม่ได้ไปเลียนหรือเรียนที่ไหนมาเหมือนกัน น่าอเมซิ่งมากๆ

แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ
แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ

แปลกตรงที่ อ่านเมนูมาตั้งเยอะ ไม่มีอาหารอินโดฯ หรืออาหารบาหลีเลย ฮาๆๆๆ

ทยอยมาเสิร์ฟ

ใครๆ ก็บอกว่าเครื่องดื่มที่แสนแปลกสุด chic และเป็น signature ของร้านนี้นั่นก็คือน้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ปั่น

ทีแรกที่ผมได้ยินชื่อนี่ได้แต่อุทานในใจ พยายามจินตนาการหลายทีว่ามันจะเป็นยังไงวะ ใจนึงก็อยากรู้ อีกใจก็ไม่กล้า ,, เอาวะ!!! ก็ลองสั่งมาดูให้มันซักยกครับ

ผมว่ามันแปลกนะ จี้ดแรกผมกินแล้วไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ มันเปรี้ยวๆ ตุๆ เหมือนจะเอาข้อเสียของทั้งคู่มายังไงก็ไม่รู้ แต่พอกินไปกินมาผมว่าอร่อยดีนะ พอกระเจี๊ยบมันเริ่มคายหวานขึ้นมามากขึ้น กลิ่นรูทเบียร์ก็เริ่มนัวลดลง มันก็เลยเริ่มดูกลมกล่อมดี ดูนัวๆ แบบแปลกๆ แถมยังเพิ่มรสสัมผัสด้วยเนื้อกระเจี้ยบที่เอามาปั่นรวมกันด้วย ,, ส่วนตัวผมว่าแล้วแต่ชอบนะ ผมน่ะชอบ ไปครั้งหน้าก็จะสั่งอยู่ แต่ผมว่าเป็นเครื่องดื่มที่เดาแนวทางยาก คนที่ชอบรูทเบียร์อาจไม่ชอบก็ได้ คนชอบกระเจี๊ยบอาจไม่ชอบก็ได้ (แต่คิดว่าคนที่ชอบต้องไม่เกลียดรูทเบียร์ แต่ต้องชอบเครื่องดื่มที่ออกแนวเปรี้ยวๆ หน่อยอะ)

น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่
น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่

จานแรกที่ผมสั่งไปเป็นออเดิร์ฟสี่อย่างครับ เรียกจานนี้ว่ากรอบเสวย อันประกอบไปด้วยปอเปี๊ยะแฮมชีส, กุ้งโสร่ง, เกี๊ยวซ่าทูน่า และเมี่ยงแหนมใบปูลิง มม โดยรวมจานนี้ผมว่ากลางๆ นะ ที่เด็ดหน่อยคือกุ้งโสร่งและเมี่ยงแหนมปูลิง แต่ที่เด็ดสุดจานนี้ต้องยกให้ไอเดียการทำแต่ละอย่างและการจัดวางของเค้าสวยดีจริงๆ

จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง

จานต่อมามีคนแนะนำว่าเป็น Signature ของร้านครับ มันคือซี่โครงฮังเลโรตีครับ

โรตีทอดหนึ่งแผ่นหั่นสี่ เสิร์ฟมาพร้อมกับแกงฮังเลซี่โครงครับ ที่เด็ดคือปกติเวลาเราซื้อแกงฮังเลตามตลาดมักจะได้ส่วนที่เป็นมันมาซะเยอะ แถมส่วนกระดูกก็ด้านๆ เหนียวๆ แต่ไม่ใช่กับฮังเลของที่นี่เลย ซี่โครงหมูที่นี่เค้าทำได้นุ่มมากในระดับที่แค่เอาช้อนแตะก็ร่อนกระดูกออกมาได้เป็นอันแล้ว กินกับโรตีนี่ลงตัวดีแฮะ

คหสต.ผม เมนูนี้แนะนำสำหรับคนต่างถิ่นที่มาเที่ยวเชียงใหม่ อยากลองกินแกงฮังเลคุณภาพดีๆ อร่อยๆ แต่กับผมที่เป็นคนเชียงใหม่ ที่กินฮังเลบ่อยแทบทุกอาทิตย์นี่ผมว่าอร่อยแต่ไม่ได้ดึงดูดหรือตื่นเต้นมากเท่าไหร่ อิอิ

จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ

จานต่อมามีชื่อว่าฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู ,, อันนี้แฟนผมสั่งครับ ทีแรกแกก็ไม่แน่ใจเลยมาถามผมว่าจะเอาดีมั้ยเพราะชื่อมันประหลาดมาก แถมไม่เชื่อว่าผลไม้หวานๆ จะเอามาทำเป็นอาหารคาวได้ ส่วนผมว่ามันน่าสนใจดีนะ ลองดูไม่เสียหาย ก็เลยจัดมา

พอยกมาเสิร์ฟเท่านั้นแหละครับ เราทั้งสองตะลึงในความสวยงามในการจัดจาน ทั้งการเอาเนื้อลิ้นจี่และลำไยมาโอบอุ้มเนื้อหมูและกุ้งทรงเครื่อง จากนั้นก็โปะด้านบนด้วยไข่เขียวฟูๆ ราดซอสฉู่ฉี่ย้ำอีกครั้ง และประดับด้วยดอกไม้นานาชนิดที่สามารถเอามากินได้จริงๆ

หลังจากตะลึงในความสวยงามสักครู่เล็กๆ ผมก็เริ่มตักมันมาชิมดูครับ อยากบอกว่าวินาทีที่ฉู่ฉี่ลิ้นจี่ลำไยยัดใส้ไข่ฟูเข้าปาก มันเหมือนกับมีอะไรมาเริงระบำภายในตัวผม ผมมองเห็นงานเทศกาล, ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส, ร้องเล่นเต้นรำกันด้วยเสื้อผ้าสีสดใสอย่างสนุกสนาน, ดอกไม้สีสันงดงามสดใสร่วงหล่นมาไม่ขาดสาย โอยยยย อะไรจะฟินขนาดนี้ เคี้ยวไม่ทันขาดคำก็อยากจัดต่ออีกคำแบบต่อเนื่องเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าอาหารคาวจะลงตัวกับผลไม้หวานๆ แบบนี้

จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ

ต่อมาก็เป็นเมนูชื่อเก๋ๆ อย่างลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า ชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ลิ้นจี่ใส่กับหมูกับเครื่องยัดใส้แล้วชุบแป้งพร้อมกับเกล็ดข้าวเม่าเสียบไม้ทอด แล้วราดด้วยน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะและอาจาด หนึ่งชุดมีมีให้ห้าคำ น้ำจิ้มและอาจาดราดให้ในแต่ละชิ้นแล้ว ,, โดยรวมผมว่าก็ใช้ได้นะ อร่อยดี แต่ไม่ฟินเท่าอันบน

กับอีกเมนูนึงคือปลากะพงทอดน้ำปลา ,, อันนี้ผมว่าเค้าทอดปลาได้กรอบมากๆ ในแทบทุกส่วน น้ำจิ้มก็อร่อยดี เปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมใช้ได้ ,, แต่รวมๆ แล้วผมว่าก็คล้ายๆ กับที่อื่นนะ

ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม

ขอเติมอีกจานด้วยพล่ากุ้งนาซิจำปู๋ อันนี้เค้าเอากุ้งแม่น้ำตัวโตมาแกะเปลือกแบะหลังให้เหลือแต่หางกับหัง จากนั้นก็เอาเครื่องมาราดไว้ข้างบนพร้อมการตกแต่งที่สวยงามอย่างเว่อ ,, โดยรวมมว่าก็โอเคนะ กุ้งสดดี เครื่องที่ทำมาใช้ได้ ฟินในระดับนึงสำหรับคนที่ชอบกุ้ง แต่ผมว่ามันแพงไปหน่อย ดูเหมาะกับเอามากินกับแกล้มมากกว่าที่จะเอามากินเอาอิ่มซักเท่าไหร่

พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี

จานสุดท้ายก็ขอจัดหนักด้วยสันนอกเมี่ยงมังคุด

อันนี้ผมว่าหนักกว่าฉู่ฉี่ลำไยอะไรนั่นนะ คืออย่างลิ้นจี่หรือลำไยเรายังสามารถพอจินตนาการเดารสชาติและกลิ่นมันได้ แต่กับมังคุดแล้วผมว่ามันเป็นผลไม้ที่ซอฟๆ ดูเรียบร้อยๆ นะ ความแรงของรสชาติหรือกลิ่นมันไม่มากอะ คงต้องโดนรสและกลิ่นของสเต๊กและเครื่องเทศกลบไปเป็นแน่แท้

แต่พอชิมไปแล้ว ผมว่ามันอร่อยเลยนะ เนื้อสเต๊กสันนอกอย่างดีลงตัวกับน้ำเมี่ยงที่ให้อารมณ์คล้ายๆ ลาบปนกับจิ้มแจ่วก็ว่าเด็ดแล้วนะ แต่ความหวานและกลิ่นละมุนๆ ของกลิ่นมังคุดมาช่วยเติมเต็มอย่างลงตัว เอ่อ… มันแปลกดีแฮะ

สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ

เสียดายอิ่มไปหน่อย ไม่งั้นคงจัดหลายอย่างกว่านี้

ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารฟิวชั่นที่ผมว่าแหวกและเจ๋งมากๆ ร้านนึงเท่าที่ผมเคยกินมาเลย ใครมาเชียงใหม่นี่ผมแนะนำนะร้านนี้ เด็ดโคตรๆ เพื่อนๆ หลายคนแนะนำว่าพวกเมนูทอดที่นี่ทำได้ดีมาก แต่ผมก็สั่งได้เท่าที่เห็นแหละเพราะกินกันแค่สองคน ,, แต่ว่าใครอยากมาลองต้องรีบนิดนึงเพราะสิ้นเดือนนี้ ร้านเค้าจะปิดและย้ายไปเปิดอีกที่นึงแทน เอาเป็นว่าถ้าเดือนนี้ทันก็ดี ถ้าไม่ทันก็ค่อยไปลุยที่ใหม่ก็แล้วกัน (เจ้าของร้านบอกว่าร้านใหม่สวยมากๆ อยู่แถวๆ สันกำแพงอะ)

เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ :)
เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ 🙂

เจอกันอีกทีเดือนพฤศจิกานะ 🙂

เดินเที่ยว Promenada เปิดวันแรก

ช่วงนี้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากๆ โดยเฉพาะห้างและคอนโดผุดมาจากไหนไม่รู้อย่างเพียบ แต่ที่แน่ๆ ในหลายๆ โปรเจคช่วงนี้ มีห้างแรกที่ประกาศเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว คือ Promenada Resort Mall (จริงๆ เหมือนผมได้ข่าวจะเปิดมาก่อนหน้านี้แล้วนะ แต่เลื่อนมาอีกหน่อยแทน) ซึ่งผมก็แอบตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะว่าปกติช่วงวันหยุดคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวก็จะแห่ไปออกันที่เซนทรัลแอร์พอร์ทยังกะว่าไม่เคยไปเที่ยวห้างมาก่อน ก็หวังว่าที่นี่คงจะแบ่งเบาประชากรมาได้บ้าง แถมคอนเซปที่นี่ยังบอกว่าเป็น Resort Mall ทำให้ผมจินตนาการเคลิ้มไปถึงแบบว่าห้างสไตล์วิลล่า มีต้นไม้เยอะๆ วิวสวยๆ อากาศดีๆ ไรงี้

เอาเป็นว่า วันที่ 7 มิถุนาก็เลยขอไปเยี่ยมชมหน่อยก็แล้วกัน (มีหน้าเฟสด้วยนะ)

มายังไง

เป็นปัญหาโลกแตกที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจว่ามา Promenada ยังไง ซึ่งมีคนถามมาเยอะมากจนนึกว่าตัวเองเป็นแผนที่กรมทางหลวงแห่งจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว เอาเป็นว่าผมไกด์ให้สองทางละกันครับ

  • ถ้ามาจากเซนทรัลแอร์พอร์ท ให้มาทางถนนมหิดล (ถนนอ้อมเมือง) ตรงมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เลย เจอสะพานอะไรข้ามหมด จะกระทั่งข้ามสะพานที่เป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ จะมีป้ายลำปาง (ชิดซ้าย) กะป้ายสันกำแพง (ชิดขวา) ,, ให้เราเลือกชิดขวาไปสันกำแพง ซึ่งพอลงสะพานเสร็จก็เตรียมชิดซ้ายเบี่ยงเข้าเลนนอกเลย
  • ถ้ามาจากนิมมาน ให้มาทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ตรงมาเรื่อยๆ เลย เจออุโมงให้ลอด เจอสะพานให้ข้าม จะกระทั่งถึงทางลอดแยกหนองป่าครั่ง (สังเกตว่ามีแมคโครทางซ้ายก่อนถึงแยก) ให้เตรียมชิดซ้ายไปตามป้ายที่บอกให้ไปสนามบิน จากนั้นพอโผล่จากสะพานก็เบี่ยงออกซ้ายออกเลนนอก ผ่านศูนย์ฮอนด้า ผ่านโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ผ่านปั้มปตท. จากนั้นก็เลี้ยวช่องซ้ายสุดที่แยกใหญ่ๆ (ไปทางสันกำแพง) แล้วเลาะตามทางเรื่อยๆ เดี๋ยวถึงเอง

ให้กูเกิ้ลแมปช่วยละกันเน่อ


ดู Promenada – Resort Mall ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แรกพบสบตากับ Promenada

ขับรถมาปุ๊บ อย่างแรกที่เจอคือรถติดครับ ฮาๆๆ ไม่แปลก ห้างเปิดวันแรกก็คงมีคนแห่กันมา ,, ปัญหาต่อมาคือ หาทางเข้าไม่เจอ ทางเข้าที่ควรเข้า (และจะนำเราไปยังที่จอดรถใต้อาคาร) เค้าก็กั้นไว้ไม่ให้เข้า ทำให้เราต้องเข้าอีทางด้านข้างซึ่งเป็นดินลูกรังผสมขี้โคลน แล้วจอดรถข้างทางแทบจะลงในป่าโข่แบบเสียวติดหล่มและถูกชนได้ง่ายๆ

ทางเข้าแบบทุลักทุเลโคตรๆ
ทางเข้าแบบทุลักทุเลโคตรๆ
จอดแบบเสียวๆ :(
จอดแบบเสียวๆ 🙁

จอดรถเสร็จก็เดินสำรวจครับ

สำรวจภายนอกและภายใน

บ่องตรงว่าเท่าที่สำรวจพูดได้เลยว่ายังทำไม่เสร็จอะ ข้างนอกยังมีก่ออิฐฉาบปูนกันอยู่เลย รถไถรถแบคโฮก็ยังทำงานกันอยู่ หญ้าก็ยังปูไม่เสร็จ ต้นไม้ก็ยังลงไม่เรียบร้อย อ่างน้ำนี่เรียกว่ายังขุดกันอยู่เลย โครงหล่งโครงเหล็กก็ยังกองอยู่เพียบ จนท.ก็ยังปีนนั่งร้านทำงานให้ขวักไขว่ ที่จอดรถใต้อาคารก็ยังมีเศษวัสดุก่อสร้างกองอยู่ไม่น้อยเลย เสียวเหยียบใส่ตะปูเหมือนกัน

เท่าที่มองเห็นก็เสร็จไปแค่อาคารเดียวเอง ทีแรกคิดอยู่ว่าเข้าดีไม่เข้าดี เพราะกลัวตึกถล่มเหมือนกัน ฮาๆๆๆ แต่ว่าก็เข้าไปนะครับ

ต้นไม้ยังลงไม่เสร็จน่อ
ต้นไม้ยังลงไม่เสร็จน่อ
ใกล้ชิดกับงานก่อสร้างมากๆ เบยส์
ใกล้ชิดกับงานก่อสร้างมากๆ เบยส์
อาคารฝั่งนี้ยังไม่เสร็จ
อาคารฝั่งนี้ยังไม่เสร็จ
เดินข้ามไปมานี่ก็เสียวเหมือนกันนะ
เดินข้ามไปมานี่ก็เสียวเหมือนกันนะ

ข้างในอาคารเป็นตึกสองชั้น เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกะที่ผมคาดไว้หน่อยว่าอารมณ์จะเป็นแบบ Open air และเดินชิลๆ ท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณและธรรมชาติที่แสนสดชื่น ,, แต่ไม่เป็นไร เชียงใหม่ตอนนี้ร้อนมาก เปิดแอร์แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แฮ่ๆๆๆ

โดยรวมที่นี่ก็ยังไม่มีอะไร ร้านส่วนมากก็ยังไม่เสร็จดี พนักงานก็ยังเชื่อมเหล็กก่อปูนต่อไฟยกต้นไม้กันขวักไขว่ในอาคารจนเรารู้สึกใกล้ชิดและเหมือนจะมีส่วนร่วมกับการก่อสร้างเลย ,, แต่เท่าที่เห็นป้ายนี่ดูท่าจะเริ่มพร้อมเปิดกันประมาณกรกฎานี่แหละ แต่ร้านข้างในดูน่าสนใจนะ มีร้านอาหารญี่ปุ่นเก๋ๆ หลายร้านเลย มีเทปปันยากิด้วย เอิ้กๆๆๆ วันนี้ดูป้ายไปก่อน ส่วน Food Center ของตัวห้างก็เปิดบางร้าน น่าสนใจดีเหมือนกัน (แต่วันนี้ไม่ได้ชิม)

เดินไปเดินมาก็มีร้านใหญ่ๆ ที่พร้อมเปิดแค่ 2 ร้านคือ Sport World และ Uniqlo ครับ (กะโรงหนัง SF ก็เหมือนจะเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้เข้าไปดูอะนะ)

เกือบไปช่วยพี่ๆ เค้ายกต้นไม้ละ อิอิ
เกือบไปช่วยพี่ๆ เค้ายกต้นไม้ละ อิอิ
ร้านรวงภายในก็ยังไม่เปิดนะ เริ่มเปิดบ้างคงเป็นเดือนหน้า
ร้านรวงภายในก็ยังไม่เปิดนะ เริ่มเปิดบ้างคงเป็นเดือนหน้า

แวะ Uniqlo หน่อย อิอิ

ร้าน Uniqlo เป็นแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่น ออกแนวเรียบๆ คหสต.ผมว่าพวกเสื้อกันหนาวเค้าดีมากๆ เลย ราคาตอนลดไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ แต่เสื้อผ้าอื่นๆ ก็โอเคนะ ,, จริงๆ ที่กทม.ก็มีหลายสาขานะ ส่วน Uniqlo ของที่นี่เป็นร้านที่อยู่ชั้นล่าง ใหญ่พอตัวเลย แต่ผมว่าที่นี่ยังดูวุ่นวายอยู่นิดหน่อย พนักงานยังคงคอนเซปเดิมเหมือนที่กทม. คือตะโกนขายของอย่างสุภาพและเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตลอดเวลา ส่วนที่ดูแปลกตาคือคนเชียงใหม่มาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าเยอะมากๆ เยอะจนผมคิดว่าเค้าแจกเสื้อฟรีรึเปล่า ราคาตอนไม่ลดนี่ก็แพงอยู่นา อิอิ

จริงๆ ผมไม่ค่อยชอบงานอะไรที่อุดมไปด้วยฝูงชนแออัดยัดเยียดเช่นนี้ แต่ว่าการซื้อ Uniqlo ตามหลัก (ของผม) ควรมาตั้งแต่มีโปรโมชั่นวันแรกๆ เพราะว่าจะมีลายและไซส์เสื้อครบ ผมก็เลยจัดไปหลายพันเหมือนกัน

Uniqlo คนเยอะมากๆๆๆๆ
Uniqlo คนเยอะมากๆๆๆๆ

นอกจากนั้นยังมีโดมกะญาญ่ามาด้วย จริงๆ ผมก็ไม่ได้บ้าดาราอะไรหรอกนะ เค้าเดินตามผมมาเอง แบบว่า ทีแรกผมจัดของ+จะนับของ พี่โดมกะญาญ่าก็เดินมาจากด้านหลังไปถ่ายรูปกะผู้บริหารของ Promenada ผมก็กลายเป็นอยู่แถวหน้าสุด ก็เลยถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วก็เดินชิ่งออกมาไปอยู่หลังเวทีเพื่อนับของต่อ อีกสักพักพี่โดมกะญาญ่าก็เดินมาหลังเวที โอยยยยยย แถวหน้าสุดๆ ใกล้ชิดสุดๆ จนกุกลัวอิแฟนคลับทั้งหลายจะมากระทืบตู เลยถ่ายรูปพี่โดมสองสามรูปแล้วเผ่นดีกว่า อึดอัดๆๆ

พี่โดมกะญาญ่า (ผมไม่ได้บ้าดารานะ)
พี่โดมกะญาญ่า (ผมไม่ได้บ้าดารานะ)
แฟนคลับทั้งคู่เยอะมากๆ
แฟนคลับทั้งคู่เยอะมากๆ

ซื้อแค่นี้แหละ กลับละ วันหลังถ้าเสร็จดีๆ ค่อยมาใหม่นะ

สรุปหน่อยเนาะ

แอบผิดหวังกับการเปิดตัวนิดหน่อยๆ เพราะจริงๆ ถ้าห้างไม่เสร็จไม่ต้องรีบเปิดขนาดนี้ก็ได้นะ เราอดทนรถติดกับเซนทรัลแอร์พอร์ทไปก่อนก็ได้ ฮาๆๆ เพราะลูกค้าอย่างเราก็คงไปเกะกะพี่ๆ คนงานเค้าทำงานไม่ใช่น้อย แถมก็งานบางอย่างของเค้าก็อาจเกิดอุบัติเหตุกับเราได้ด้วย เอิ้กๆ

พวกร้านรวงต่างๆ ที่น่าสนใจหลายๆ ร้านก็ยังไม่เปิดเลย ผมว่าเปิดห้างตอนนี้เหมือนกับเปิดแค่ Uniqlo เลยอะ

รอให้สร้างเสร็จสมบูรณ์ไวๆ เน่อ
รอให้สร้างเสร็จสมบูรณ์ไวๆ เน่อ

แต่ถ้าเสร็จสมบูรณ์ เริ่มมีร้านเยอะๆ ต้นไม้โตเยอะๆ ก็คงเป็นอีกที่ที่น่าเดินมากๆ ละครับ 🙂

ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna โรงแรมดาราเทวี

ปัญหาช่วงนี้ที่ผมเจออย่างนึงในยุคที่ประเทศไทยอุดมไปด้วยอาหารนานาชาติ ทั้งญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, ยุโรป ฯลฯ เต็มบ้านเมืองไปหมด คือ เราหาร้านอาหารไทยดีๆ ยากเหลือเกินครับ โดยเฉพาะในเชียงใหม่นี่หายากมากๆ

หลังจากปรึกษากับเพื่อนๆ แก๊งส์กินของผมแล้ว บวกกับเป็นวันเกิดของสาวสวยในทีม เลยจัดกันไปหาร้านอาหารไทยดีๆ งบไม่อั้น ,, ว่าแล้วก็ปิ้งไอเดียที่ร้านอาหารไทยสุดหรูนี้ขึ้นมาครับ

นั่นคือที่ Le Grand Lanna (อ่านว่า เลอ กรอง ลานนา) ที่โรงแรมดาราเทวีนั่นเอง

มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ
มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ


View ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna, Dara Dhevi in a larger map

บรรยากาศข้างใน

ได้เวลานัดตอนเที่ยงเราก็หลั่นล้ากันมาที่นี่ครับ ขณะขับรถนี่ก็ทำใจเรื่องราคาไว้ส่วนนึงแล้ว แต่พอมาถึงโรงแรมและหันหน้าไปทางซ้ายเท่านั้นแหละครับ โหยยย แค่ป้ายแม่งก็โคตรอลังการละ พญานาคตัวสองเมตรกว่าเกาะชื่อป้ายอยู่ หมดตูดแน่ๆๆๆ

แม้จะมองเข้าไปจากข้างนอกดูแล้วคนไม่เยอะ แต่ว่าส่วนของห้องแอร์ที่เราเล็งไว้ตั้งแต่แรกก็เต็มแล้ว (หมายความว่ามีคนจองไว้นะ) เราเลยได้โต๊ะ indoor บริเวณข้างนอกที่เป็นพัดลม (แอบร้อนนิดนึง) ,, นอกจากนั้นที่ร้านยังมีโต๊ะส่วน outdoor ด้วยนะ แต่ผมว่าหน้าร้อนสลับฝนแบบนี้คงไม่เหมาะกับการกิน outdoor เท่าไหร่

ผมเห็นมีฝรั่งนั่งโต๊ะข้างนอกนี่จุดบุหรี่สูบได้ด้วยนะ เหอๆ

มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ

สนในแนะนำให้โทรมาจองก่อนที่เบอร์ 053 888 888 ต่อ 8566 ครับ

สั่งอาหารกันเถอะ

จริงๆ อยากข้ามหัวข้อนี้ไปเลย เพราะว่าผมมัวแต่ถ่ายรูป จนกลับมาที่โต๊ะอีกที เค้าสั่งอาหารไปกันหมดแล้ว (แต่ก็ช่วงมันเหอะ เพื่อนๆ ในทีมนี่สั่งอาหารเก่ง เชื่อมือได้)

แต่อย่างน้อยผมก็มีโอกาสยึดเมนูมานั่งเปิดราคาดูเล่นๆ เห็นแล้วก็ร้องเหยดดดดดดด แพงแสรดดดดดดด อ่าห์~~

สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
ราคาอาหารแบบว่า... เอิ่ม... คือ... สูงนิดนึง
ราคาอาหารแบบว่า… เอิ่ม… คือ… สูงนิดนึง

เอาเป็นว่า รอชิมครับ

อาหารค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มมาผมก็งงเลยครับ อยู่ดีๆ พนักงานก็มาเก็บจาน เฮ้ยๆๆ เพิ่งสั่ง ยังไม่ได้กินเบยส์…

พนักงานก็หันมาตอบเบาส์ๆ ว่าจานที่วางทีแรกเป็นจานเล็ก เอามากินกับพวก Appetizer ซึ่งโต๊ะเราไม่ได้สั่ง โฮๆๆๆๆๆๆ อยากบอกว่าผมมันป่าเถื่อน ธรรมเนียมแบบนี้ผมไม่รู้จักหรอก ที่บ้านผมยังกินช้อนกับจานสังกะสีอยู่เลย จานอะไรแบบไหนผมก็กินได้หมดแหละ

อีกไม่นาน จานแรกก็มาเสิร์ฟครับ เป็นช่อม่วงจำนวนหกชิ้นพอดีกับจำนวนคน ,, ผมว่าจานนี้มองทีแรกคล้ายๆ ตะโก้ แต่พอชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ข้าวเกรียบปากหม้อแบบเกรดดีๆ อะ แต่แป้งเค้าจะหนาและหนึบกว่าพวกข้าวเกรียบปากหม้อทั่วๆ ไป ใส้ที่ผัดใส่ข้างในรสจะไม่จัดมาก กลิ่นก็ไม่แรงเท่า แต่ละมุนกว่า คือแบบว่าผมกินแล้วเหมือนกับว่ากำลังสวมใส่ผ้าไหมอยู่ เนียนและมันละมุน ดูเหนือชั้นและไฮโซ

จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย
จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย

สองจานต่อมาเป็นของทอดครับ

เริ่มที่ปอเปี๊ยะปูครับ จานนี้ผมชอบมากๆ แอบขโมยกินเกินโควตาด้วยอันนึง อิอิ ข้างนอกมองดูเหมือนปอเปี๊ยะธรรมดาๆ ดุ้นไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในนี่ปูเยอะดีนะ พวกผักหญ้าก็ไม่เยอะเกินไป แถมที่นี่เค้าเติมผงกะหรี่ลงไปหน่อยๆ ด้วย ให้พอได้กลิ่นหอมลงตัว เหมือนได้อารมณ์กินปูผัดผงกะหรี่ไปด้วย เก๋ดีเหมือนกัน

อีกจานเป็นกุ้งดอยอะไรซักอย่างนี่แหละ (จำชื่อไม่ได้จริงๆ) กุ้งสดดีเอามาพันกับแป้งปอเปี๊ยะแล้วเอาเส้นบะหนี่มามัดผูกโบว์อีกที เก๋ๆๆ ดูสวยดี แต่ผมชิมดูแล้วเฉยๆ นะ ไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ เดารสได้ไม่ยาก แถมรสสัมผัสก็ต่างกันเกินไป คือกุ้งก็สดนุ่ม แต่แป้งก็กรอบแข็งไปหน่อย ขาดอะไรมาเชื่อมสองอันนี้ ถ้าเทียบในบรรดาพี่น้องกุ้งทอดแล้วเทมปุระอร่อยกว่า

ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นปลาเทราต์ราดซอสอะไรซักอย่าง (จำชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน) ปลาหั่นมาเป็นชิ้นแล้วชุบแป้งทอด เสร็จแล้วก็ราดด้วยซอสสูตรของทางร้าน ,, อันนี้หลายคนในทีมที่เคยมากินบอกว่าปลาจานนี้เด็ดมาก แต่เท่าที่ผมชิมดูมันก็อร่อยดีนะ อารมณ์คล้ายๆ ปลาราดพริกแบบกลมกล่อมๆ ละมุนๆ หน่อย ไม่ได้ฮาร์ดคอร์แบบที่บ้านผมทำ คหสต.ผมว่าจานนี้เฉยๆ นะ (แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่าครั้งนี้ดรอปลงไปกว่าครั้งก่อนจริงๆ )

ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
อ่าห์... ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ :)
อ่าห์… ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ 🙂

ต่อมาเป็นสลัดรวมสี่อย่าง อันได้แก่ ยำส้มโอ, ยำถั่วพลู, ยำมะม่วง และตำไทย ใส่มาอย่างละกระทง เพื่อนๆ บางคนบอกว่าไม่ค่อยโดน บางคนก็ว่าอร่อยดี อันนี้ผมว่าก็กลางๆ ตามมาตรฐานอาหารไทยนะ (ผมชอบยำถั่วพลูกับยำส้มโอนะ)

ส่วนต้มข่าไก่นี่ผมว่าเฉยๆ นะ มันคงออกแบบมาสำหรับฝรั่งมากกว่าคนไทยอะ กลิ่นเครื่องเทศค่อนข้างจาง รสชาติไม่เผ็ดเกินไป แถมกะทินี่หอมมันเข้มข้นมากๆ ตักไปก็เจอแต่เนื้อไก่ล้วนๆ สวนทางกับต้มข่าไปที่บ้าน กะทิโคตรจาง กลิ่นเครื่องเทศอย่างแรง ตักไปทางไหนก็เจอแต่ตะไคร้ ไก่นี่เป็นเศษไก่ติดกระดูก… โถ เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมานี่ผมกินต้มข่าตะไคร้ซี่โครงไก่นี่เอง

แต่ผมประทับใจต้มข่าตะไคร้มากกว่าแฮะ

สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก

จานต่อมาผมขอตั้งชื่อว่าแกงเผ็ดกุ้งสดสับปะรดหวาน (เพราะจำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้อีกเช่นกัน) อันนี้ก็อร่อยนะ กุ้งสดๆ ตัวโตๆ ในแกงกะทิโคตรเข้มข้น กลิ่นเครื่องเทศและรสเผ็ดไม่แรงเกินไป ลงตัวกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของสับปะรดชิ้นพอดีคำที่ใส่ลงไป ,, ทีเด็ดของจานนี้เป็นความครบรสแบบลงตัวจริงๆ

แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ
แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ

แต่จานที่โคตรเด็ดที่สุดในวันนี้ก็ยกให้หลนปูนิ่มครับ

คือเป็นการหลนที่ผมว่าอร่อยมากๆ กะทิถึง เนื้อปูถึง เคี่ยวกันจนกลมกล่มลงตัว ได้รสชาติหอม+มัน+อร่อยมากๆ แถมข้างบนมีปูนิ่มหนึ่งตัวโปะไว้ด้วย ตักหลนแต่ละคำนี่เนื้อปูแบบว่าล้นทะลักโคตรๆ เอามากินกับผักกับนี่โคตรฟินสุดๆ ,, ข้อเสียอย่างเดียวในจานนี้คือได้น้อยไป (ยกเว้นผักเครื่องเคียง) มันอร่อยจนทุกคนแย่งกันกินและหมดไปอย่างรวดเร็ว เอิ้กๆๆๆๆ

แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ
แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ

อิ่มครับ… วันนี้งดของหวานของทางร้านนะครับ จขบ. กำลังลดความอ้วน (แต่ที่จริงคือกลัวแพง ไม่กล้าสั่ง อิอิ)

ที่มากินวันนี้

สรุปง่ายๆ เลยว่าเป็นร้านอาหารไทยที่อร่อยเลยนะ แต่แพงหูฉีกเลยเช่นกัน

อย่างหลนปูนิ่ม 230 บาท, ต้มข่าไก่ 300 บาท, ปลาเทราต์ราดซอส 680 บาท, ปอเปี๊ยะปู 230 บาท, ข้าวหอมมะลิ จานละ 50 บาท ,, สรุปว่าวันนี้ที่สั่งไป (รวม Vat 7% กับ Service charge 10%) นี่ราคาทั้งสิ้น 4,4xx บาทครับ ถ้าเฉลี่ยต่อคนนี่ประมาณหกร้อยกว่าบาท ยอมรับว่าเป็นราคาที่โหดสัสๆ ของอาหารไทยที่ผมเคยกินมา แต่ถ้าคิดดีๆ ถ้าเราจะหาที่กินเฉลี่ยมื้อละห้าร้อย บรรยากาศดีๆ คุณภาพอาหารดีๆ ระหว่างบุฟเฟต์กับที่นี่ ผมขอเลือกที่นี่ดีกว่าครับ

ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน
ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน

ที่จริงอยากถ่ายรูปเยอะกว่านี้นะครับ แต่ว่ากินตามเพื่อนๆ ไม่ทัน เลยได้แค่นี้แหละ

จบง่ายๆ แบบนี้แหละ

Nakara Jardin

ช่วงกลับเชียงใหม่อาทิตย์ก่อน ผมก็ได้นัดแก๊งส์เพื่อนๆ นักชิมทั้งหลายไปหาอะไรกินกัน ทีแรกผมอยากกินหลายที่เลย แต่ว่าพวกเธอๆ ทั้งหลายเคยไปมาหมดแล้ว คิดไปคิดมาหลายนาที สุดท้ายตกลงกันว่าจะไปที่ร้าน Nakara Jardin ครับ (อ่านว่า นครา จาร์แตง)

ฟังชื่อแล้วหรูมากเบยยยส์ ไม่คุ้นแนวสไตล์นี้เท่าไหร่แฮะ แต่เห็นเพื่อนๆ เคลมกันว่าเป็นร้านหรูหรา บรรยากาศดีมากๆๆๆ ติดแม่น้ำปิง เชฟรูปหล่อ (อันนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ) จบมาจากเลอกอดองเบลอที่กรุงเทพฯ แต่สิ่งร่ำลือกันอีกอย่างคือราคาแพงมากๆ

หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า
หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า

เอิ่ม… เอาเป็นว่าลองไปดูซักทีคงไม่เสียหายหรอกนะ 😉

ว่าด้วยการเดินทาง

แนะนำให้หาโรงแรมพิงค์นคราให้เจอก่อนครับ เทียบแล้วถ้าเรามาถึงโรงแรมพิงค์นคราได้ก็เรียกว่ามาถึงร้านนคราจาร์แตงได้แล้ว ,, แต่ผมอยู่เชียงใหม่มาตั้งนาน ไม่ค่อยยักจะคุ้นชื่อโรงแรมนี้เลยแฮะ…

จริงๆ โรงแรมก็อยู่ในส่วนตัวเมืองเลยนะ โดยโรงแรมพิงค์นครานี่ถ้ามาจากทางโรงเรียนมงฟอร์ตเล็กก็จะอยู่เลยโรงเรียนเรยีนาเชลีมาหน่อย ก่อนถึงวัดชัยมงคล แต่ถ้ามาจากทางโรงแรมเชียงใหม่พลาซ่าก็จะกลับกัน โดยเมื่อเรามาถึงสามแยกโรงแรมเชดีก็เลี้ยวขวาย้อนมานิดนึงแทน ,, ตัวโรงแรมจะอยู่ทางขวามือ เป็นตึกสีขาวสวยงามท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้ ไม่สังเกตอาจขับเลยได้ง่ายๆ

งงก็ดูแผนที่ตามสูตร

หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ...
หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ…


ดู Nakara Jardin ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แต่พอถึงโรงแรมพิงค์นคราใช่ว่าร้านเราจะอยู่ภายในตัวโรงแรมเลย เราต้องเข้าซอยทะลุตัวโรงแรมไปอีกหน่อยครับ (แนะนำให้ถามยามครับ) หรือถ้าไม่แน่ใจให้จอดรถที่โรงแรมแล้วเดินเข้าซอยประมาณ 100 เมตรก็ได้ แต่แนะนำว่าเอารถเข้าซอยไปจอดที่หน้าร้านดีกว่าครับ เพราะที่จอดร่มกว่า และมีให้เลือกเยอะกว่าครับ

ร้านเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ ,, ไม่แน่ใจลองโทรไปได้ครับที่ 053-818977

ก้าวย่างเข้ามาในร้าน

บรรยากาศในร้านช่วงที่ผมไปนี่เป็นวันอาทิตย์ประมาณเกือบๆ เที่ยงแล้ว มองจากข้างนอกเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มองแล้วมีแต่ต้นไม้เยอะๆ ทีแรกไม่ค่อยกล้าเข้าไป แต่พอเดินเข้าไปหน่อย เริ่มเห็นโต๊ะ เห็นวิว แล้วก็มีพี่ (น่าจะเป็นผู้จัดการนะ) ผู้หญิงเข้ามาคุยด้วย เลยค่อยอุ่นใจหน่อยว่ามันเปิดอยู่

หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย

ร้านเค้ามีที่นั่งให้เลือกหลักๆ สองส่วน คือส่วน outdoor กะส่วน indoor ,, ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันนะ อย่าง outdoor เนี่ยสวยเลยแหละ วิวดีเว่อร์ ติดแม่น้ำ แต่ถ้าอากาศร้อนหรือเจอฝนเนี่ยจะลำบากพอตัว (แม้ว่าร้านจะมีร่มเตรียมให้แล้วก็ตาม), ส่วน indoor เนี่ย แอร์เย็นสบาย แต่ว่ามีที่นั่งน้อย แล้วแลดูเหมาะกับการกินแค่ของหวานมากกว่า เพราะถ้าหกเลอะเทอะทีคงดูแลเรื่องพรมลำบาก

มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น

คิดไม่ออกว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างใน เลยนั่งมันทั้งคู่ไปเลย แบบว่า กินของคาวข้างนอก แล้วต่อของหวานด้านใน 🙂

และแล้วก็เริ่มสั่งอาหารได้

ก็เริ่มต้นที่เครื่องดื่มก่อนครับ ครั้งนี้สั่ง Mango smoothies และ Strawberry&Banana smoothies ครับ ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยดีนะ แต่งหน้าสวยดี ดับร้อนได้ระดับนึงเลย

เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย
เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย

ต่อมาเป็นพวกออร์เดิร์ฟทั้งหลาย ทั้ง…

  • ซีซาร์สลัด ,, ผักสดดี แต่ส่วนตัวผมว่าของที่นี่เฉยๆ นะ เคยเจอที่เด็ดกว่า อิอิ
  • ฟัวกราส์ ,, ผมไม่เคยกินมาก่อนนะ ครั้งนี้เป็นคำแรกในชีวิต ฮาๆๆๆ ส่วนตัวเฉยๆ อะ ทีแรกเคยจินตนาการว่ามันจะคล้ายๆ ตับไก่ปิ้ง แต่พอกินจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่แฮะ แถมแอบเลี่ยนไปนิด ต้องกินคู่กับร๊อคเก็ตสลัดที่ให้คู่มาด้วย
  • ซุปหัวหอมแบบฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่เคยกินมาก่อนจากที่ไหนเหมือนกัน ที่ผมสั่งเพราะเห็นรูปมันดูน่ากินดีนะ แต่พอกินจริงๆ แล้วไม่ค่อยปลื้มอะ ทั้งรสชาติและกลิ่น ยิ่งกินยิ่งดาวน์ อันนี้ผมไม่แนะนำเท่าไหร่นะ
  • จานต่อมาชื่อ Croque Monsieur ,, จานนี้ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ กับแซนวิชแต่ใช้ของดีๆ หน่อย เติมชีส เติมผักหน่อย ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ...
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ…
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ

ต่อมาเป็นพวกพาสต้าครับ…

จานแรกเป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดน้ำมันมะกอก+หอยเชลส์+พริกแห้ง อันนี้ผมว่าก็อร่อยดีนะ กลิ่นหอมของทั้งน้ำมันมะกอกและพริกแห้งดูเข้ากันดีกับหอยเชลส์นะ (แอบตินิดที่ชีสข้างหน้ามันเกาะเป็นก้อนไปหน่อย) แต่ที่ผมว่าอร่อยกว่าคือเส้นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้ง+กุ้งลายเสือ เพราะมันได้ความมันและหอมมันกุ้งที่เคลือบไปตามเส้นสปาเก็ตตี้ แล้วยิ่งกินคู่กับกุ้งทั้งห้าที่แนบมาด้วยนะ ฟินมากๆ เลย

จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ

หมดของคาว ตามธรรมเนียมต้องต่อของหวานครับ

ถึงเวลาแห่งขนมเค้ก

อิ่มจากของคาวก็หลบร้อนเข้ามาต่อของหวานในฝั่ง indoor ครับ (ทนร้อนไม่ไหวจริงๆ )

จานแรกเป็นขนมปังฝรั่งเศสราดน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมกับไอศครีม, วิพครีมและผลไม้สดต่างๆ ทั้งพีช, ราสเบอร์รี่, แอปเปิ้ล

ส่วนตัวผมว่าก็ใช้ได้นะ แต่ตัวขนมปังชุบไข่ที่เค้าทำมันยวบยาบไปหน่อย ยิ่งราดน้ำผิ้งก็ยิ่งยวบกว่าเดิมไปหน่อย (ทีแรกคิดว่าจะแข็งกว่านี้อะ เพราะจินตนาการแบบชิบูยาฮันนี่โทสต์ของ After You) แต่พอกินกะไอติม+ผลไม้นี่ก็อร่อยดีนะ โดยเฉพาะความหอมหวานของน้ำผึ้งนี่เหมือนเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างเข้าหากันเลย

ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม

ต่อมาเข้าในส่วนของขนมเค้กครับ…

ขนมเค้กในตู้มีให้เลือกเยอะมากๆ เลย เห็นแล้วละลานตามากๆๆๆ ทีแรกกะจะสั่งมาลองทุกอย่าง แต่กระเป๋าไม่ไหวจริงๆ เพราะก้อนนึงนี่ร้อยกว่าๆ กันหมด (ถือว่าแพงมากกับขนมเค้กที่เชียงใหม่นะ) ,, สุดท้ายเลยเลือกมาแค่สามก้อนครับ อันได้แก่…

นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ

ก้อนแรกที่ราคาถูกสุด แต่ผมว่าอร่อยมากๆ คือ Opera ครับ ลงตัวดีระหว่างรสชาติของช๊อกโกแล๊ตและกาแฟ รวมทั้งเค้กในแต่ละชั้นด้วย ผ่านทั้งความนุ่มนวลของรสชาติ, กลิ่นหอมต่างๆ และรสสัมผัสของเนื้อเค๊กและช๊อกโกแล๊ตแต่ละชั้น

ก้อนที่สองเป็น Creme Brulee ครับ ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ แม้หน้าตาจะดูงาม กลิ่นหอมหวาน แต่ผมว่าเนื้อมันเละไปหน่อย + น้ำตาลที่เคลือบชั้นหน้าสุดมันแข็งเกินไป บางทีพยายามจะตักก็ต้องออกแรงกดมากหน่อย เนื้อคัสตาร์ดมันก็เลยแตกกระจายนิดนึง

ก้อนสุดท้ายเป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse เนื้อเนียนโคตรๆ หอมกลิ่นชาเอิร์ลเกรยกับกลิ่นช๊อกโกแล๊ตบางๆ ที่ผสมกันอย่างลงตัวกับเนื้อเค๊กในชั้นด้านใน ตักกินนี่อย่างเพลินอะ

จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ

ขนมเค๊กแต่งจานสวยมากๆ ครับ 🙂

ที่มากินวันนี้

ก่อนอื่นผมว่าร้านเค้าแอบหายากนิดนึงนะ แต่ดีที่มีแลนด์มาร์คอย่างโรงแรมพิงค์นคราช่วย ไม่งั้นคงหาร้านไม่เจอแน่ๆ ,, ส่วนบรรยากาศที่ร้านนี่คอนเฟิร์มว่าดีมากๆ แต่ว่าช่วงหน้าฝนส่วนที่เป็น outdoor อาจลำบากนิดนึง ส่วน indoor ข้างในเค้าตกแต่งสวยมากๆ กินเค้ก+ดื่มเครื่องดื่มนี่ฟินมากๆ แต่ถ้ากินกับข้าวในร้านนี่แอบเกรงใจนิดนึง กลัวทำหกเปื้อนพื้นเปื้อนพรมเค้า

ส่วนเรื่องรสชาติอาหารนี่แล้วแต่จะคิดนะ แต่ส่วนตัวผมผมว่ามันเป็นกลิ่นที่ออกทางฝรั่งจ๋าไปหน่อย (แต่ก็คงไม่แปลก เพราะเชฟเจ้าของร้านจบมาจากเลอกอดองเบลอนี่นา) ผมไม่ค่อยปลื้มกับกลิ่นของอาหารคาวแบบนี้มากเท่าไหร่ ,, ส่วนของหวานที่นี่อร่อยดีนะ โดยเฉพาะพวกเค้กนะ อร่อยเกือบทุกก้อนที่ลองสั่งมา แต่ที่ชอบสุดกลับเป็นโอเปร่าอะ

มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ
มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ

ส่วนราคาที่ทุกคนลือกันว่าแพงมากๆ ส่วนตัวผมก็ว่ามันแพงนั่นแหละ ฮาๆๆๆ แต่ว่าไม่มากจนน่ากลัวนะ ก็พอๆ กับร้านหรูๆ ทั่วไป หรือถ้าเรากลัวว่าไปคนเดียวแต่อยากกินหลายอย่าง เค้าก็มีอาหารชุดได้ ราคาไม่แพงเว่อนะ ส่วนเค๊กนี่อร่อยจริง แต่ก้อนนึงนี่ราคาแอบหนักเหมือนกัน เฉลี่ยๆ แล้วก้อนละประมาณร้อยนึงอะ คนกทม. อาจบอกว่าเฉยๆ แต่ที่เชียงใหม่แล้ว ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ,, เอาเป็นว่า วันนี้จะลงราคาอาหารแนบให้ด้วยละกัน

ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน
ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน

ผมหลงรักวิวของที่นี่นะ 🙂

La Lanterna di Geneva Pizzeria

ขอเคลียร์บล๊อกที่ดองไว้อีกสักตอนละกัน (ช่วงนี้อาจขึ้นหัวแบบนี้เยอะหน่อยนะ…) เป็นตอนที่เกี่ยวกับพิซซ่าและอาหารอิตาเลี่ยนที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก ทั้งการเรียกชื่อ, วิธีกิน, เครื่องปรุงต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่… ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็บอกด้วยละกันครับ

เดี๋ยววันนี้พาไปกินพิซซ่ากัน 🙂

มีคนแนะนำมาว่าแถวๆ บ้านผมที่แถวๆ ท่าแพ (จ.เชียงใหม่) มีร้านอิตาเลียนพิซซ่าอร่อยมาก โดยเฉพาะพิซซ่าแบบแป้งบางกรอบ กินแล้วแบบว่าฟินเว่อเลย ,, ปัญหาก็คือร้านไหนวะ เพราะเท่าที่เดินดูแถวๆ ย่านที่ผมอยู่มีร้านอาหารเยอะพอควร (ส่วนมากเป็นร้านฝรั่งเปิดเป็นส่วนใหญ่) ส่วนร้านที่มีขายพิซซ่าเท่าที่เห็นมี 3-4 ร้าน แต่ละร้านนี่พูดตรงๆ เลย ผมไม่กล้าเดินเข้าคนเดียวนะ ส่วนนึงคือผมกินพิซซ่าคนเดียวถาดนึงไม่หมด (เดี๋ยวนี้พอเริ่มแก่ตัวลงรู้สึกว่าทานอาหารได้ลดลงมาก โดยเฉพาะพวกบุฟเฟ่ต์ที่กินไม่ค่อยคุ้มแล้ว) กับอีกเหตุผลคือนอกจากพิซซ่าและพาสต้าแล้ว ผมสั่ง+กินอาหารอิตาเลียนชื่อแปลกๆ ทั้งหลายไม่เป็นเลย 🙂

สุดท้าย สอบถามไปสอบถามมา ร้านที่เค้าแนะนำคือ La Lanterna di Geneva Pizzeria อยู่ตรงหลังประตูท่าแพ ติดๆ กับธนาคารไทยพาณิชย์เลย (พอเดินไหว แอบไกลบ้านผมพอควรนะเนี่ย) ร้านจากข้างนอกเป็นห้องเดียว ดูเรียบๆ ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ มองเข้าไปไม่ยักจะเห็นคนไทยซักคน มีแต่ฝรั่งที่มากินกันเรื่อยๆ


View La Lanterna di Geneva Pizzeria in a larger map

อันนี้หน้าร้านครับ ,, มีแต่ฝรั่ง
ส่วนนี่เป็นในร้านครับ บรรยากาศดูนั่งสบายอยู่

โอเค ลองซักยกละกัน

เริ่มต้นที่ออร์เดิร์ฟ

เริ่มต้นมาเปิดเมนูแล้วก็มีงงๆ บ้างครับ ไอ้ผมก็รู้จักแต่พิซซ่า, สปาเก็ตตี้ธรรมดาๆ นี่แหละ ไอ้เมนูชื่อแปลกๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย จินตนาการแทบไม่ออก ดีที่พาเพื่อนๆ หลายคนช่วยสั่งมาให้ด้วย

นอกจากเมนูจะแปลกแล้ว พวกเครื่องปรุงต่างๆ ที่เค้ายกมาให้นี่ก็แปลกด้วย ไม่คุ้นเลยซักอย่าง…

เครื่องปรุงที่ไม่คุ้นเคย ,, มีน้ำมันมะกอก, น้ำส้มสายชูแปลกๆ และอะไรก็ไม่รู้

จากนั้นอีกไม่นาน สองจานแรกที่เราสั่งก็เดินทางมาถึงแล้วครับ นั่นคือสลัดทูน่ากับมอซซาเรลล่าชีสโปะหน้ามะเขือเทศ (จำไม่ผิดเป็นสลัดมอซซาเรลล่านะ) ครับ เค้าแนะนำว่าให้เติมน้ำมันมะกอก+บัลซามิก (น้ำส้มสายชูสีคล้ำหน่อย) แล้วมันจะอร่อยขึ้น ,, ส่วนตัวผมว่ามันก็โอเคนะ แอบแปลกๆ หน่อย ไม่ค่อยคุ้น ปกติจะเอามะเขือเทศฝานจิ้มเกลือกินมากกว่า

จานแรกเป็นออร์เดิฟอย่างสลัดทูน่าครับ
ส่วนออร์เดิฟอีกจานที่เป็นมะเขือเทสกับชีสครับ ,, โออยู่ๆ
เพื่อนสาธิตว่า เวลากินต้องราดน้ำมันมะกอกลงไปด้วย ,, เอ่อ…. ผมว่ามันก็ยังแปลกๆ อยู่ดี

จากนั้นจานต่อมาเป็นโฟร์ชีสครับ พูดง่ายๆ คือมีชีสอยู่สี่อย่าง (อย่างละสองชิ้น) มีน้ำผึ้งให้เราจิ้มอยู่ตรงกลาง จำชื่อชีสทั้งสี่ที่เค้าเอามาเสิร์ฟไม่ได้ทั้งหมดละ จำได้ว่ามีบลูชีสด้วย ,, ลองชิมดูแล้วรสชาติไม่ค่อยคุ้นเคยกับชีสที่เรากินตามร้านพิซซ่าเท่าไหร่ กลิ่นแรงและไม่ค่อยโดนเท่าไหร่เลย ดังนั้นจานนี้ขอผ่านนะครับ

จานนี้เป็น Four Cheese ,, มีชีสชื่อแปลกๆ อยู่สี่อย่าง จำชื่อชีสแต่ละอย่างไม่ได้แหล่ว…

จานต่อมา อันนี้ผมว่าโอนะ เป็นปาร์ม่าแฮมกะเมล่อน ,, คือผมเคยกินปาร์ม่าแฮมมาทีนึงละ มันจะคล้ายๆ แฮมที่มีกลิ่นเหม็นหมักๆ ฉุนๆ+เค็มๆ หน่อย (ไม่ได้เหมือนแฮมซีพีที่ขายตามเซเว่นนะ) ไม่ค่อยปลื้มมากเท่าไหร่ แต่พอกินกะเมล่อนเย็นๆ นี่ผมว่าโอเลยนะ ตัวเมล่อนมันตัดกลิ่นและความแรง+ฉุนของตัวปาร์มาแฮมได้ดี แต่จานนี้แอบแพงนิดนึง (จำไม่ผิดนี่ 280 บาทนะ)

ต่อมาเป็นปาร์ม่าแฮมและเมล่อน ,, เค็มๆ หน่อยๆ อร่อยแบบงงๆ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ

อันนี้แค่ออร์เดิร์ฟนะเธอ….

ลองพวกพาสต้าบ้าง

จากนั้นเราก็มาต่อที่พาสต้าครับ ที่นี่มีเส้นพาสต้า+ชื่อแปลกๆ ซะเยอะเลย ทั้ง Pansoti, Ravioli ฯลฯ

สุดท้ายผมก็สุ่มมาสองจานครับ ,, จานแรกคือสปาเก็ตตี้คาโบนารา เมนูแบบเบสิกๆ ที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ,, แต่สิ่งนึงที่ผมชอบคาโบนาราร้านนี้คือเค้าจะผัดเป็นแบบแห้งๆ มีไข่แดงกับชีสเคลือบบางๆ ที่เส้นอย่างทั่วถึง (ต่างกับคาโบนาราแบบไทยๆ ที่มักจะทำแฉะๆ ครีมเยิ้มๆ) กินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้ว หรือจะแต้มซอสมะเขือเทศอีกหน่อยก็ไม่เลวนะ

ส่วนจานนี้เป็น Spaghetti cabonara ที่คุ้นเคยกันดี
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ...
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ…

จานต่อมาผมขอเลือกพาสจ้าชื่อไม่คุ้นหูอย่าง Gnocchi (เห็นเค้าอ่านว่ายอร์กี้นะ) โดยเอา Gnocchi เอามาทำเป็น Gnocchi 4 formaggi หรือเอามาราดซอสชีสสี่อย่างครับ ,, ตัวยอร์กี้นี่ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ บัวลอยในฟอร์มใส้กรอกอีสานแบบจิ๋วนะ กัดแล้วมันจะหยุ่นๆ เลี่ยนๆ หน่อย ไม่ค่อยโดนใจผมเท่าไหร่แฮะ คหสต.ชอบคาโบนารามากกว่ามากๆ ครับ

อันนี้เป็น Gnocchi 4 formaggi ครับ ,, แปลกๆ ไม่ค่อยปลื้ม

จากนั้นก็เข้าเรื่องที่พิซซ่า

มาเข้าจานหลักของเราบ้างดีกว่า

ผมว่าพิซซ่าที่นี่เค้าทำได้ดีมากๆ เลยนะ จุดเด่นของที่นี่จริงๆ เลยคือผมว่าเค้าเตรียม+อบแป้งได้ดีนะ แป้งที่นี่เค้าบางและกรอบพอดีมากๆ นอกจากนั้นชีสและเครื่องต่างๆ บนหน้าพิซซ่าก็จัดเต็มแบบมากๆ ขนาดหน้าเบสิกๆ อย่าง Margherita ที่มีแค่ชีสและซอสมะเขือเทศยังอร่อยโฮกๆๆๆ

จานนี้เป็นพิซซ่าซีฟู้ดครับ ,, อร่อยเว่อมาก แต่อย่ากินเพลินจนลืมแกะหอยจากเปลือกนะ
อีกถาด Return to basic อย่าง Margherita pizza ธรรมดา ,, แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว
เวลากินก็ใช้มือกินครับ ,, หบิบมาสดๆ เลย อร่อยมากๆ

ชิ้นเดียวไม่พอจริงๆ 🙂

ที่มากินวันนี้

เท่าที่ชิมมา ผมว่าพิซซ่าแบบแป้งบางของที่นี่อร่อยมากเลยนะ เค้าทำแป้งได้กรอบอร่อย, ใส่เครื่องและชีสค่อนข้างเต็มที่มากๆ ราคาก็ไม่แพงนะ ตัวถูกสุดอย่าง Margheritta (ซอสมะเขือเทศ+ชีส) ก็ 150 บาท หรือจะเอาหน้า Mare Monti (ซีฟู้ด+ชีส) อันนี้ 350 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับร้านตามห้างแล้วผมว่าที่นี่โอกว่าเยอะนะ

ส่วนออร์เดิฟนี่แนะนำไม่ค่อยถูกเหมือนกันเพราะมันเยอะมาก (ส่วนเมนูแปลกๆ ถ้าไม่แน่ใจในรสชาติ แนะนำว่าหลีกเลี่ยงละกัน) จริงๆ สั่งแค่เมนูเบสิกกับพวกพิซซ่าก็น่าจะโอมากแล้ว ,, เอาเป็นว่า ที่กินมา สปาเก็ตตี้คาโบนารา (200 บาท) กับปาร์มาแฮม+เมล่อน (280 บาท) โอเคนะ ,, ราคาอาจเหมือนแพงไปนิดนะ แต่อาหารที่นี่มันได้เยอะ ไม่แนะนำให้ไปคนเดียวเท่าไหร่ เดี๋ยวกินเหลือ

กินไปเพลินๆ ก็อร่อยดีนะ ,, มีบางเมนูที่แปลกๆ แต่โดยรวมก็โออยู่

แวะมาชิมแค่พิซซ่าก็ฟินละ