ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 6 สวรรค์บนดิน

หลับไปเต็มอิ่มมาจากตอนที่แล้วเพราะว่าครีมกันยุงไว้ยังกะโบกปูนในแทบทุกจุนอกร่มผ้า การหลับเลยราบรื่นเอาเสียมากๆ แถมเมื่อคืนก็หลับไปตั้งแต่หัวค่ำด้วย ,, เช้านี้ก็เลยตื่นมาตั้งแต่พระอาทิตย์ไม่ขึ้น สำรวจตัวเองและสภาพโดยรอบว่ามีอะไรหลุดเข้ามาในเต๊นท์ระหว่างกรูหลับหรือไม่ (เท่าที่ดูก็เรียบร้อยดี) งั้นไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครับ

ยามเช้าที่สิมิลัน

อยู่เกาะสี่หรือเกาะเมี่ยงนั้น หากจะไปรับแดดแรกของวันเราต้องลุยหน่อยครับ คือเราต้องเดินเข้าป่า (ก่อนพระอาทิตย์จะมืดนิดนึง แต่ก็พอมองเห็นรำไรๆ นะ) ผ่านบ้านปูไก่ แล้วเลยไปอีกนิดก็จะถึงหาดเล็กซึ่งมีชายหาดที่แสนเงียบสงบมากๆ (เพราะคนส่วนมากยังไม่ตื่นกัน) หันออกไปทางทิศตะวันออก เหมาะกับการฟังเสียงคลื่นพร้อมกับรับแสงแดดยามเช้าสุดๆ

ยามเช้า ,, ที่อ่าวเล็ก
ตอนเช้าที่อ่าวเล็กสดชื่นมากๆ อากาศดีสุดๆ

ดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จก็กลับมาหาดหน้า เก็บของให้พร้อมและเล่นน้ำทะเลให้เต็มที่ก่อนที่จะไปล่องเรือ แอบเสียดายที่ได้เล่นหาดที่สวยงามมากๆ แค่นิดเดียวเอง ซึ่งกิจกรรมที่เหลือของทัวร์ก็มักจะเป็นการล่องเรือ+กินข้าวบนเรือแทน ,, วู้ๆๆๆ เซ็งหน่อยๆ คราวหน้าจะมาเองดีกว่าเพราะประหยัดกว่าเยอะ โดยเฉพาะสำหรับคนจะมาซึมซับแค่ความสวยงามของหาดเฉยๆ (ซึ่งส่วนตัวคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการพักผ่อนแล้ว) หรือถ้าใครอยากดำน้ำหรือไปเที่ยวเกาะแปดก็ไปกับเรือของอุทยานฯ ก็ได้

มุมสงบของหาดหน้าในยามเช้า

ข้อดีอีกอย่างนึงของคนที่ตื่นเช้าๆ คือเราจะได้เห็นหาดหน้าในช่วงที่คนไม่เยอะ เราสามารถกระโดดเล่นบนทรายนุ่มๆ เหมือนกับเป็นหาดส่วนตัวได้สบายๆ ,,

จริงๆ เท่าที่สังเกตนักท่องเที่ยวบางคนมาแค่ one day trip คือมาเช้าเย็นกลับดังนั้นช่วงที่คนจะเยอะคือช่วงที่เรือเอาคนมาลงที่เกาะ ประมาณช่วงสิบโมงเช้าจนถึงประมาณบ่ายสาม ,, แต่พอนอกเหนือช่วงนี้ก็จะมีแค่นักท่องเที่ยวที่พักอยู่เกาะเท่านั้นที่จะมาเล่น ซึ่งไม่เยอะอย่างที่คิด โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ นี่คนน้อยสุดๆ

กระโดดเย้เย ,, เดี๋ยวเราจะไปลุยเกาะต่างๆ รวมทั้งเกาะแปดกัน

นั่งเรือใหญ่ไปเกาะต่างๆ

หลังจากหลั่นล้าตอนเช้าได้สักพักก็ต้อง Check-out ออกจากที่พัก จากนั้นก็ทัวร์วันนี้ก็เริ่มกิจกรรมที่ไปกินข้าวเช้าบนเรือแล้วเดินทางยาว แต่ว่าถ้าใครอยากนอนเล่นหาดมากกว่า ไม่ได้เดินทางไปกินกับเรือด้วยก็อาจต้องหาทานเองที่อุทยานฯ นะ (ผมงงๆ เหมือนกันว่าทำไมต้องกินข้าวบนเรือ เพราะว่าอุทยานฯ ก็มีที่ให้กินข้าวนะ ไม่แน่ใจว่ามีประเด็นอะไรกับทางอุทยานฯ หรือเปล่า)

ออ… อีกอย่างคืออาหารของเม็ดทรายไม่มีหมูนะครับ 😀

กินข้าวกันบนเรือครับ ,, กินไปนั่งเรือไป สบายๆ

จากนั้นเรือก็แล่นออกจากเกาะ 4 ไป ส่วนเราก็กินข้าวไป ,, เรือก็ข้ามไปเกาะต่างๆ ของสิมิลัน ไล่ไปตั้งแต่เกาะห้าและหกที่อยู่ติดๆ กัน, ผ่านเกาะเจ็ดไป… อืมมมม จริงๆ นั่งรับลมบนเรือนั่งชมวิวระหว่างไปเกาะต่างๆ ก็ดีเหมือนกันนะ บรรยากาศดีใช้ได้ อากาศก็สดชื่น (ถ้ามีโอกาสอยากไปดำ Scuba กับเค้าเหมือนกันนะ เห็นพวกพี่ๆ ที่มีประสบการณ์เค้าเล่าก็อยากจะลองดูซักที)

ลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ,, เพื่อไป Snorkel กัน!!!
มุมสวยๆ ที่เกาะห้า และเกาะหก (ใกล้ๆ เกาะสี่)
อันนี้ถ้าจำไม่ผิด ,, น่าจะเป็นเกาะเจ็ดนะครับ

พอมาถึงเกาะ 9 ซึ่งถ้ามองจากเรือจะเห็นแค่หาดน้อยๆ แล้วที่เหลือเป็นโขดหินก้อนกลมๆ เกือบทั้งเกาะ ,, พี่ไกด์บอกว่าแถวนี้มีจุดดำน้ำเยอะนะ แต่ส่วนมากเป็นสคูบ้า แต่ Snorkel ก็พอมีบ้าง โดยตรงที่จะไปดำนี่เรียกว่า Christmas Point ,, แต่เท่าที่ลงไปดำๆ ดูนี่ผมว่าเทียบกับเกาะสุรินทร์ไม่ได้เลย ปลาอาจสวยพอๆ กัน แต่ปะการังและสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลสวยงามแตกต่างกันมากๆ ฮะ

มุมสวยๆ ตรงฝั่งที่เป็นโขดหินของเกาะเก้า
วนมาเกาะเก้าอีกฝั่ง ,, เห็นไกด์บอกว่าแถวนี้เรียกคริสมาสต์พอยท์
จอดเรือพักซักแป๊บ ,, ไปดำน้ำเล่นกัน
น้ำทะเลสีเขียวมรกต ,, สวยดีครับ
ตอนนี้ชักหลงรักการดำน้ำแล้วแฮะ ,, อยากดำสคูบ้าบ้าง

ไปเที่ยวมา 4-5 วันแล้ว ดำน้ำทุกวัน แถมถอดเสื้อเล่นน้ำด้วยนะ ,, ตอนนี้ตัวแดง (จากโดนแดดเผาอย่างหนัก) คิดว่าถ้าเล่นน้ำแบบนี้อีกสี่ห้าวันคงตัวดำเหมือนชาวมอแกนแน่ๆ (ฮาๆๆๆ)

มาเหยียบเกาะแปดแล้ว

พอดำน้ำจากเกาะเก้าเสร็จ เราก็มาเกาะแปดหรือเกาะสิมิลันที่อยู่ไม่ได้ไกลกันมาก

จริงๆ เกาะแปดก็เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะสิมิลันเลย โดยเรือใหญ่ของเราจะจอดแถวๆ Donald Duck bay คิดว่าน่าจะเรียกชื่อตามก้อนหินก้อนนึงที่มีลักษณะคล้ายๆ หัวเป็ดนะ ,, จากนั้นก็นั่งเรือยางเล็กเพื่อเข้าหาดและไปดูหินเรือใบที่เป็นหินทรงประหลาดตั้งเด่นอยู่เหนือก้อนหินทั้งปวงบนเกาะแปด ซึ่งที่นี่ถือว่าเป็น Landmark ของหมู่เกาะสิมิลันเลยก็ว่าได้

เริ่มเห็นเกาะแปดอยู่ลิบๆ แล้ว ,, วู้ๆๆ
น้ำทะเลสีฟ้า ,, กับหินทรงแปลกหน้าตาคล้ายโดนัลดั้ก
หินทรงแปลกด้านบน ,, เค้าเรียกว่าหินเรือใบ
ถ่ายกับป้ายและหินเรือใบ ,, สัญลักษณ์แห่งเกาะแปด

เพื่อให้ได้อรรถรสของการผจญภัยอย่างครบถ้วนก็ควรต้องเดินขึ้นไปเยี่ยมหินเรือใบด้วย ซึ่งทางอุทยานฯ เค้าก็ได้ทำทางไว้ให้เดินขึ้นแล้ว แต่ทางมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือแม้แต่เศษใบไม้หรอกนะ ,, ทางเดินขึ้นหินเรือใบค่อนข้างชันและอันตรายมาก ใครไม่พร้อมเช่นพาอาม่าแก่ๆ ถือไม้เท้ามาก็ให้แกนั่งด้านล่างเหอะ หรือถ้าใครพาเด็กมาก็อย่าปล่อยให้วิ่งซนขึ้นไปคนเดียว เพราะทางบางช่วงเป็นทางโล่งๆ ไม่ได้มีอะไรกั้น

แต่ถ้าใครขึ้นมาก็เรียกว่าคุ้มค่ามากๆ ได้ชมวิวสวยๆ จากข้างบนนี่สุดยอดมากๆ

เส้นทางขึ้นหินเรือใบลาดชันใช้ได้เลย ,, อันตรายด้วย
ข้างบนวิวสวยมากๆ คุ้มค่ากับที่ขุ้นมาสุดๆๆ
จากหินเรือใบ ,, มองไปยังหาดที่เราขึ้นมาตะกี้
จากหินเรือใบ ,, มองไปยังเกาะเก้าที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่
เก็บตกมุมสวยๆ จากเกาะแปดครับ ,, เกาะนี้สงบมากๆ

มีคนถามว่า หินเรือใบทรงตัวอยู่ได้อย่างไร ,, นี่คงเป็นความลับกระมัง

ความลับในการทรงตัวและท้าแดดท้าฝนของหินเรือใบ

เอาฮานะครับ 😀

แล่นเรือกลับหาด

หมดเวลาเที่ยวสิมิลัน ,, ช่วงเวลาแห่งความสุขสองวันหนึ่งคืนนี่ผ่านไปเร็วแบบไม่ทันตั้งตัวเลย เก็บของขึ้นสปีดโบ๊ทเพื่อขึ้นฝั่งกันเถอะครับ ,, แม้ว่าที่หมู่เกาะสิมิลันท้องฟ้าจะแดดจ้าสมกับเป็นหน้าร้อน แต่ที่ฝั่งนี่เมฆสีเทาดำก่อตัวครึ้มหนามาแต่ไกล เป็นลางว่าน่าจะมีฝนตกในเร็วๆ นี้แน่ๆ (ลืมบอกว่าหน้ามรสุมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันปิดนะครับ ,, อุทยานฯ เปิดเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนเท่านั้นนะ)

ลาก่อนนะหาดของหมู่เกาะสิมิลัน ,, แล้วจะมาหาน้ำใสๆ อีก
เมฆครึ้มเริ่มเข้ามาเยือน ,, รีบกลับฝั่งกันเถอะ

พอมาถึงทับละมุ การเดินทางของผมมี 2 ทางเลือกครับ คือไปกระบี่หรือภูเก็ต (เพราะรถตู้ที่เดินทางจากหน้าออฟฟิสเม็ดทรายมีอยู่แค่นี้ ที่เหลือเราต้องหาทางไปเอง) ,, แอบตกใจเพราะว่าเป้าหมายจริงๆ จะไปที่ตรัง…. มาแบบนี้เอาไงดีวะ….

นั่งรถตู้ลุยฝน ,, ไปต่อกันที่ภูเก็ต

ไปภูเก็ตละกันครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 5 นั่งเรือลุยต่อกัน

กลับมาถึงท่าเรือคุระบุรีแล้ว ,, เราก็จะไปเที่ยวกันต่อเนื่องที่สิมิลัน

จริงๆ ตอนแรกตอนอยู่ที่เกาะสุรินทร์ผมก็ให้บาราคุดาทัวร์ลองติดต่อบริษัททัวร์ที่พาไปเกาะสิมิลันดู สืบราคาและโปรแกรมการท่องเที่ยว ,, สรุปได้มาว่าเป็นของบริษัทเม็ดทรายทัวร์ จำนวนที่ไป 2 วัน 1 คืน แต่ราคาแพงกว่าทัวร์ของบาราคุดาร์ที่มาสุรินทร์ 3 วัน 2 คืนอีก (เท่ากับที่หาได้จากในเนตแหละ) ,, แต่จากการสอบถามผู้คนแวดล้อมหลายคนบอกว่าหาดทรายสวยมาก แถมคิดว่าถ้าไม่ไปวันนี้เราก็คงหาโอกาสมาได้ลำบาก ,, ก็เลยวานบาราคุดาทัวร์ติดต่อจองทัวร์อีกเจ้าให้

เมื่อลงเรือมาก็ต้องรีบต่อรถลงไปทับละมุเลยทันที ,, เพราะบขส.คุระบุรีอารมณ์ประมาณจุดแวะระหว่างทาง ไม่ได้มีรถตลอดเวลา รถคันที่ผมติดไปก็เป็นรถของบ.รุ่งกิจทัวร์ ข้อดีของรถคันนี้คือเป็นรถแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบริการ Wifi ภายในรถ ,, แต่ข้อเสียคือ Wifi หลุดบ่อยมาก (จนรำคาญ) แต่ก็เอาเถอะครับ…

เตรียมต่อรถจากคุระบุรีไปยังทับละมุแบบด่วนๆ

ว่าแต่… ทับละมุอยู่ไหน

เฮดดิ้ง ทู ทับละมุ

นั่งรถทัวร์ตะลอนตะลอน ผ่านอำเภอต่างๆ ของพังงา, ผ่านตะกั่วป่า, ผ่านเขาหลัก, …


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 5 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

จนถึงสามแยกนึง รถทัวร์ก็อัญเชิญผมลง ผมก็งงๆๆ งัวเงียๆ ลงมา ,, เห็นป้ายบ่งชี้ว่าสามแยกนั้นมีชื่อว่าแยกทับละมุ ก็ถึงบ้างอ้อว่าถึงแล้วนะ ซึ่งในจุดนั้นก็มีพนักงานของบริษัทเม็ดทรายเค้าก็มารอรับเราอยู่แล้ว เค้าก็พาเรามายังออฟฟิสฯ เพื่อลงทะเบียนและจ่ายเงินตามที่เราได้จองไว้

หน้าออฟฟิสของเม็ดทรายทัวร์ ,, กว้างขวางดีฮะ

หลังจากไปลงทะเบียนทุกสิ่งอันเรียบร้อย วันนี้ก็จะมาพักที่ศูนย์จุฬาภรณ์ฯ ที่ได้จองไว้ (ตรงข้ามออฟฟิสของเม็ดทรายเลย) ,, กล่าวคือ ภายในศูนย์อนุรักษ์อุทยานใต้ทะเลจุฬาภรณ์นั้นเค้าเปิดบ้านพักรับรองให้เราสามารถไปพักได้ด้วย ส่วนตัวผมว่าคุณภาพโอเคนะ อาจไม่ได้สวยเหมือนโรงแรม แต่ว่าสะอาดและคุณภาพก็ดีเลยทีเดียว แถมใกล้ท่าเรือทับละมุมากๆ ,, บ้านพัก 2 ชั้น (มีที่จอดรถ, ห้องนอน, ห้องน้ำ, ห้องรับแขก, ห้องครัว, UBC, ตู้เย็น, แอร์ 2 ตัว) ที่ผมไปอยู่ราคาคืนละ 600 บาทเอง (เห็นว่ามีห้องเดี่ยวให้พักด้วยนะ ราคาก็ไม่แพง)

บ้านพักของที่นี่,, จัดเต็มให้ทีละหลังเลย
สภาพภายในโอเคมากๆๆ ,, ทั้งหลังแค่คืนละ 600 บาท

ถ้าสนใจลองโทรไปจองและสอบถามเพิ่มเติมที่ 076-595090

นั่งเรือไปสิมิลันกัน

หลังจากหลับเต็มอิ่มที่บ้านพักรับรองฯ แล้วก็เดินทางมายังออฟฟิสของบริษัททัวร์ หม่ำข้าวเช้าให้อิ่มท้องซักหน่อย ,, จากนั้นเราก็เดินไปยังท่าเรือทับละมุ (ซึ่งอยู่ในศูนย์อนุรักษ์ฯ นั้นแหละ) จากนั้นเราก็นั่ง Speed Boat ของทางบริษัทอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เพื่อมายังเกาะครับ

บรรยากาศเหงาๆ ตอนเช้าของท่าเรือทับละมุ
มาขึ้นสปีดโบ๊ทไปที่ท่าเรือทับละมุเพื่อไปสิมิลัน


ดู ลุยเดี­่ยวเที­่ยวใต้ ภาคสิ­มิลัน :: ตอนที่ 6 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เห็นเกาะอยู่ลิบๆ แล้วคร้าบบบบบบ

ในที่สุดก็ถึงเกาะซักที

อดทนนั่งสปีดโบ๊ทชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเกาะครับ โดยเกาะที่วันนี้จะมาพักแรมคือเกาะสี่ครับ (หมู่เกาะสิมิลันเป็นภาษายาวี แปลว่าเก้า ซึ่งเกาะสิมิลันก็มีเกาะที่เป็นองค์ประกอบหลัก 9 เกาะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะที่มีศูนย์บริการของอุทยานฯ อยู่ เราสามารถพัก (เลือกได้นะว่าจะเอาบ้านพักหรือจะนอนเต๊นท์) และทำกิจกรรมบนเกาะนี้ได้ ส่วนอีกที่ที่เราสามารถไปพักได้คือเกาะแปดครับ ,, ส่วนเกาะอื่นๆ เช่นเกาะ 1-2-3 ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่เต่าไปวางไข่ เลยอดไปเล่นน้ำแถวๆ นั้นเลย (ถ้าใครจะไปลองแวะไปดูที่เวปของอุทยานก่อนก็ดีนะ)

โวๆๆๆๆ คนมาสิมิลันอย่างเพียบ (ส่วนมากเป็นฝรั่ง)
ถ่ายรูปที่ระลึกกับป้ายอุทยานฯ สิมิลัน (ที่เกาะสี่) ซักหน่อย

วันนี้คนค่อนข้างเยอะ ต้องรีบไปขึ้นทะเบียนแล้วไปรับกุญแจเต๊นท์ก่อน (ไปพร้อมกับพี่ไกด์ของบริษัททัวร์) ,, พอถึงเต๊นท์แล้วก็ถึงบางอ้อว่าทำไมชาร์จค่าที่พักกรูแพงวะ มันเอาเต๊นท์สำหรับนอน 3 คนให้กรู!!! กว้างมากๆ ใช้สอยพื้นที่ไปไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือเอาไปเตะบอลได้

ปกติถ้าเราไปทัวร์คนเดียวมักจะถูกชาร์จค่าที่พักเพิ่ม เต๊นท์และห้องพักส่วนมากออกแบบสำหรับไป 2 คน อย่างเช่นเต๊นท์ของอุทยานก็มีเต๊นท์เล็กสำหรับ 2 คน และเต๊นท์ใหญ่สำหรับ 3 คน หารราคาเฉลี่ยแล้วจะตกคนละร้อยกว่าบาทต่อคืน แต่ถ้าเราลุยเดี่ยวเราก็ต้องรับภาระราคาที่พักแบบคนเดียว ยิ่งถ้าได้เต๊นท์ใหญ่เราก็ต้องจ่ายหนัก

มาถึงแล้วก็ต้องมาลงทะเบียนกันที่นี่ก่อนนะ
เต๊นท์ที่พักวันนี้ครับ ,, เค้าจองเต๊นท์ 3 คนมาให้ผมนอนคนเดียว

เก็บของในเต๊นท์ (เหลือบไปเห็นตัวเหี้ย (ที่เห็นเรียกกันตัวเงินตัวทองอะไรนั่นล่ะครับ) เดินอยู่ด้วย กลัวมันเข้าเต๊นท์โคตรๆ ใครมีอาหารไว้ในเต๊นท์ระวังได้นอนกะเหี้ยแบบไม่รู้ตัว ฮาๆๆๆ) ล๊อกเต๊นท์ให้แน่น แล้วก็ออกไปกินข้าวที่บริษัททัวร์เค้าเตรียมไว้ให้ ,, มื้อนี้หิวนิดนึงเลยจัดหนักไปหน่อย

เติมพลังก่อนที่จะไปเล่นน้ำกันครับ ,, กินแบบไม่กลัวจุกเลย

น้ำทะเลใสๆ กับทรายสวยๆ

อีกหนึ่งในสิ่งที่เป็นสเน่ห์ของสิมิลันนอกจากการดำ Scuba ก็คือหาดทรายและทะเลนี่แหละ ,,

หาดทรายที่นี่นุมละมุนฝ่าตีนยิ่งกว่าพรมเสียอีก หาดทรายที่นี่เกิดจากเศษเปลือกหอยและเศษปะการังที่ตายแล้วถูกน้ำทะเลซัดและขัดสีมาหลายสิบหลายร้อยปีจนกลายเป็นทรายอนุภาคเล็กๆ นุ่มๆ ให้เราเหยียบ (ดังนั้น เราไม่ควรเอาทรายกลับบ้านนะจ๊ะ ปล่อยให้เป็นสมบัติของคนไทย ให้ลูกหลานเราได้มาเหยียบทรายที่ละมุนตีนโคตรๆ กันเถอะ)

ส่วนน้ำทะเลที่นี่ก็โคตรใส ใสยิ่งกว่าน้ำในสระ ใสแบบไม่มีคำบรรยาย ใสจนคิดว่าตอนนี้เราอยู่ในแดนสวรรค์หรือไร ,, เอาเป็นว่าขนาดยืนลงไปครึ่งตัวแล้วมองลงไปยังเห็นปลายตีนของตัวเอง (ถ้าไม่โดนคลื่นซัดทรายมาถมทับปลายตีนท่าน) พวกปลาก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

น้ำทะเลสีเขียวมรกตคล้ายๆ ที่สุรินทร์เลยแฮะ
แต่พอถึงเกาะสี่แล้ว ,, น้ำใสมากๆๆๆๆๆๆ
น้ำทะเลใสแบบนี้จริงๆ นะ ,,ไม่ได้โม้
ใครๆ ก็หลงไหลและชื่นชมหาดทรายและน้ำทะเลที่นี่
น้ำใสแบบนี้ ,, ใครจะอดใจไม่เล่นไหว

เห็นน้ำใสๆ ใครอดใจเล่นอยู่ก็แปลกละเหอะ

ใสขนาดที่ว่า ,, ลงไปลึกครึ่งตัวแล้วก็ยังเห็นปลายเท้า
กะว่าจะไม่เล่นน้ำแล้ว ,, แต่มันอดใจกับทะเลใสๆ ไม่ได้จริงๆ
หาดทรายและทะเลที่นี่สวยงามยิ่งกว่าในนิยาย

นั่งเล่นหาดทรายสักครู่ ก็ออกเรือไปชมเกาะต่างๆ (อยู่ในโปรแกรมทัวร์)

นั่งดูพระอาทิตย์ตก

จากนั้นเรือก็พาเราไปเที่ยวเกาะต่างๆ รวมทั้งพาไปดำน้ำด้วย ส่วนตัวผมว่าก็โอเคนะ ปะการังไม่ค่อยมี ไอ้ที่มีก็ฟอกขาว ส่วนปลาก็มีเยอะอยู่นะ แต่กิจกรรมที่ผมชอบอีกอันคือการนั่งดูพระอาทิตย์ตกพร้อมกับรับประทานอาหารเย็นไปด้วย บรรยากาศมันทั้งชิลและโรแมนติกมากๆ ,, ค่อยๆ มองดูพระอาทิตย์คล้อยตัวต่ำลงเรื่อยๆ จนรู้สึกว่ามันดูสวยกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่มันก็ตกทุกวัน

ออกเรือไปเล่นน้ำและไปดูพระอาทิตย์ตก
ระหว่างรอพระอาทิตย์ตก ,, ก็มีขนมและอาหารอย่างเพียบ
พระอาทิตย์กำลังคล้อยตัวลงต่ำ ,, สวยมากๆๆๆ
ทุกคนบนเรือกำลังดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตก

จริงๆ บนฝั่งพระอาทิตย์ตกก็สวยนะ 🙂

แต่จริงๆ ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมทัวร์สิมิลัน 2 วัน 1 คืน ถึงแพงกว่าทัวร์สุรินทร์ 3 วัน 2 คืน ,, เพราะว่าที่ทัวร์ของเม็ดทรายกิจกรรมของนักท่องเที่ยวจะอยู่บนเรือแทบทั้งหมด จะอยู่บนเกาะก็แค่เล่นหาด, นอนเต๊นท์ ส่วนที่เหลือจะอยู่บนเรือเกือบทั้งหมด ตั้งแต่กินข้าวเช้า, เที่ยง, เย็น, เล่นน้ำ, ชมเกาะต่างๆ ,, ส่วนตัวผมคิดว่ามาทัวร์นี้แล้วแพงไป ไม่ค่อยคุ้มเลยนะ (เพิ่งเห็นว่ามีคนไม่พอใจเม็ดทรายทัวร์ด้วย แต่เราไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้) จริงๆ เสียเงินค่าเรือกับค่าที่พักให้อุทยานฯ แล้วนอนบนทรายให้น้ำทะเลซัดก็พอแล้ว แถมราคาก็น่าจะถูกลงซักครึ่งนึงด้วย

มุมเหงาๆ ตอนพระอาทิตย์ตก จากชายฝั่ง
พระอาทิตย์ตกแล้ว ,, เหลือเพียงแต่แสงสุดท้ายของวัน

พระอาทิตย์ก็ตกแล้ว กินก้อิ่มแล้ว อย่าเพิ่งรีบหลับนะครับ

กิจกรรมคืนนี้ยังไม่จบ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาดอีกอย่างในยามราตรี (นอกจากนั่งฟังเสียงค้างคาวแม่ไก่ร้องทั้งคืนแล้ว) คือเราจะไปดูปูไก่กันครับ ,, เค้าบอกว่าที่มาของปูไก่เนี่ยเกิดจากเสียงก้ามปูที่เวลาขยับชนกันแล้วจะมีเสียงเหมือนแม่ไก่ (เค้าเล่ามา ไปดูเองแล้วไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น)

ปูไก่มีวงจรชีวิตที่ไม่ค่อยซ้ำใครคือ วัยอ่อนเจริญในน้ำทะเล พอโตก็ย้ายมาอยู่บนบก ขุดรูและหากินใกล้ๆ แหล่งน้ำจืด จนถึงระยะผสมพันธุ์-วางไข่ ตัวเมียก็ลงไปปล่อยไข่ริมทะเล ให้น้ำทะเลพาไข่กลับไปฟักเป็นตัว เจริญอยู่ในน้ำทะเล ก่อนที่จะกลับมาอยู่บนบกวนเวียนไปแบบนี้ ,, ตัวผู้สีจะซีดๆ ม่วงๆ เทาๆ ส่วนตัวเมียสีสด ออกแนวสีส้มๆ แดงๆ โดยเฉพาะตรงก้ามมัน

ปูไก่ตัวใหญ่ พระเอกของเราในคืนนี้
ปูไก่แว๊บไปมา ,, แต่ในที่สุดเราก็ปูไก่ (พี่จนท.จับ)

แม้ปูไก่ตัวใหญ่และดูน่ากิน แต่เค้าบอกว่าปูไก่ไม่อร่อย เพราะกลไกการขับของเสียของปูไก่จะต่างกับปูอื่นๆ คือปูไก่จะเก็บของเสียส่วนนึงไว้ในตัวในรูปของกรดยูริคด้วย (แต่ก็ไม่ได้ลองกินเช่นกัน)

ปูไก่ตัวใหญ่มากๆ

ดูปูไก่เสร็จ คืนนี้ก็พอพักก่อน ตรวจที่นอนไม่มีเหี้ยหลุดเข้ามา นอนได้สบาย พรุ่งนี้เจอกัน

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 4 ลัดเลาะปะการัง

เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาหลายร้อยกิโลฯ มาถึงเกาะสุรินทร์ในภาคแรกแล้ว ถึงตอนนี้ก็จะพาไปดำน้ำ Snorkeling หรือการดำน้ำตื้นซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนที่ว่ายน้ำเป็นและไม่เป็นที่เดินทางมาที่นี่เลย

เดินฝ่าน้ำใสๆ ชายหาดนุ่มๆ เพื่อไปดำน้ำดูปลา+ปะการังฮะ

มาดำน้ำกันดีกว่า

ก่อนอื่นก็กางแผนที่เกาะกันครับ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แต่เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวว่าเกิดปะการังฟอกขาว (ซึ่งถ้า Snorkel ไปดูจริงๆ จะพบว่ามันดำแล้ว) ถ้าสรุปง่ายๆ พอเข้าใจคือปะการังเริ่มตาย ถ้าอธิบายตามความรู้ช่วงมัธยมปลายที่ผมมี คือปกติปะการังจะอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะสาหร่ายอย่างสมดุล ปะการังสร้างโครงสร้างที่เป็นจุดเกาะของสาหร่ายให้ ส่วนสาหร่ายก็สังเคราะห์แสงและให้อาหารแก่ปะการัง แต่พออุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน พวกปะการังจะตาย แล้วทีนี้พวกสมดุลก็จะเสียไป ปลาที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในปะการังก็เดือดร้อน ,, กว่าที่จะใช้เวลาให้มันหวนกลับมาได้หรือเกิดสมดุลใหม่คงต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือนานกว่านั้น ,, จนปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติได้ประกาศจุดดำน้ำหลายแห่ง คิดๆ แล้วประมาณกว่าครึ่งนึงของจุดดำน้ำทั้งหมด (ถ้าจำไม่ผิดนี่เค้าเอาเกณฑ์ที่มีการฟอกขาวมากกว่า 80% ถึงจะปิดจุดดำน้ำ เช่น เกาะสต๊อก ซึ่งมีปะการังเขากวางอยู่เป็นป่าเลย มีการฟอกขาวไป 99.7%) ที่เหลือให้ดำได้ประมาณ 6-7 จุดเท่านั้นเอง (แต่แผนที่ข้างบนลงไว้ให้ทุกจุดนะ)

แม้หลายคนจะว่าดำได้น้อย, ฟอกขาวไปซะเกือบหมด ,, แต่ผมลงไปแล้วยังรู้สึกว่าสวยอยู่ (อารมณ์ประมาณดูทีวีขาวดำ) โดยเฉพาะปะการังงอกใหม่ เหมือนกับเป็นจุดที่แสงสว่างในกลุ่มปะการังฟอกขาวเลย รวมทั้งพวกปลาต่างๆ ก็ยังเยอะและสีสันสวยสดมากๆ ทั้งปลาการ์ตูน, ปลาปากแตร, ปลานกแก้ว, กุ้งมังกร, หอยมือเสือ, ปลากระเบนน้อค และสิ่งมีชีวิตอีกสารพัดที่ไม่ทราบชื่อ

น้องเก้า ,, น้องไกด์ทัวร์ประจำทริปผมครั้งนี้ เอิ้กๆๆ
พร้อมแล้วก็ออกทะเลไปกันเถอะครับ
สองภาพนี้ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร ,, สีน้ำทะเลต่างกันมากๆๆ
จุดดำน้ำที่หินกอง ,, มองคล้ายๆ หินโสโครกแต่ข้างใต้มีปะการังและปลาเพียบ
มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องดำน้ำกันหน่อยคร้าบบบบ

กับการดำน้ำครั้งแรกของผมต้องบอกว่าทรมานมากๆ ส่วนนึงเพราะซ่า ใส่ Snorkel และชูชีพแล้วก็โดดลงไปเลย… ก็งานเข้าสิครับ แหม… ฝึกหายใจยังไม่เคยทำ แถมไม่ได้เช็ค snorkel ว่าแนบสนิทจริงหรือไม่ ,, เอาเป็นว่าดำน้ำที่สุรินทร์ครั้งแรกนี่สำลักน้ำทะเลจนเหนื่อย กินน้ำทะเลจนอิ่ม แสบหูแสบตาไปหมดกว่าที่จะรู้เทคนิคการหายใจผ่านท่อ, เทคนิคการไล่น้ำออกจากท่อและเทคนิคการใส่ Snorkel ให้น้ำไม่เข้ามา

แต่หลังจากพอดำเป็นแล้วสนุกมากๆ

นี่แทบไม่ต้องดำก็เห็นไปถึงปะการังแล้ว

หลังจากภาพนี้ กล้อง Canon 400D ของผมก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ตอนนั้นผมกำลังนั่งถ่ายรูปอยู่บนเรือหางยาว กำลังจับโฟกัสจะถ่ายภาพ ก็มีน้ำทะเลพุ่งข้ามตัวเรือเข้ามาสาดใส่กล้องผมอย่างจัง อารมณ์โดนหมัดตรงของปาเกียวเข้าไปแบบเต็มๆ ,, หลังจากโดนผมก็รีบปิดและเช็ดให้แห้ง ลองเปิดก็ยังติดนะ แต่ว่ามันก็เริ่มมึนๆ ตั้งแต่ขึ้น F00 ถ่ายได้แต่เป็น Full manual แต่พอทิ้งไว้อีกคืนคราวนี้ถ่ายไม่ได้แล้ว เปิดติดอยู่แต่ขึ้น F00, มี Error99 เป็นพักๆ , ชัตเตอร์ลั่นเอง, ฯลฯ ส่วนตัวคิดว่าวงจรกับม่านชัตเตอร์คงเสียไปแล้ว ,, แอบเซ็งนิดๆ เพราะว่าแค่เกาะแรกของทริปนี้กล้องก็มีอันเป็นไปเสียแล้ว

ดังนั้นรูปต่อจากนี้จะมาจาก Nokia N8 เกือบทั้งหมดฮะ

และเพื่อความเร้าใจและความอยากถ่ายรูปใต้น้ำ ผมก็เลยเอา Nokia N8 เอาใส่ถุงร้อนแล้วลงไปลุยในน้ำทะเล ดังภาพและวิดีโอนี้ครับ ,, ตื่นเต้นมากๆ , ไม่ใช่ตื่นเต้นปะการังนะครับ ตื่นเต้นกลัวน้ำเข้าโคตรๆ

ปะการังที่ถ่ายทำจากกล้อง Nokia N8 ครับ

ถามว่าทำยังไง ก็ตามรูปอะครับ (แต่ต้องย้ำนิดนึงว่าการเอากล้องถ่ายรูปใส่ถุงร้อนลงน้ำนั้นมีความเสี่ยงอย่างมากที่น้ำจะไหลทะลักเข้าเครื่องได้ โดยเฉพาะการเอาไปถ่ายในน้ำลึกกว่า 1-2 เมตร ดังนั้นหากเกิดความเสียหายใดๆ กับกล้องท่าน จขบ. ไม่มีส่วนชี้โพรงให้กระรอกแต่อย่างใด สิ่งที่จขบ. ทำเป็นความบ้าชั่วขณะซึ่งจะไม่ทำอีกแล้ว ,, ถ้าอยากถ่ายภาพใต้น้ำจริงๆ ให้ไปซื้อ Housing กันน้ำมาใส่กล้องของท่านแลดูจะปลอดภัยกว่า)

เอา Nokia N8 มาห่อถุงร้อนแล้วเอาไปลุยถ่ายใต้น้ำ ,, เสี่ยงมาก

จากการเอามือถือห่อถุงร้อนแล้วถ่ายใต้น้ำนั้น มันสอนให้ผมรู้ว่า “คุณภาพของถุงร้อนเมืองไทยถือว่ากันน้ำได้ดี แต่ไม่เหมาะกับการที่จะเอามาถ่ายภาพ”

หลังจากดำน้ำเสร็จ สิ่งที่ต้องการมากๆ คือน้ำจืดไว้ล้างปากตอนขึ้นเรือ และขนม+น้ำหวานตอนถึงฝั่งแล้ว ซึ่งบาราคุดาก็ได้เตรียมทั้งหมดไว้ให้ กินกันจนเปรม (ถ้าใครลุยไปเองผมแนะนำให้เอาขวดใส่น้ำจืดไปกับเรือด้วย สำคัญมากจริงๆ )

น้ำหวานและขนมหลังจากดำน้ำเสร็จนี่ยิ่งกว่าสวรรค์เลย

จริงๆ การไปทัวร์ดำน้ำครั้งนี้ผมก็ต้องอึ้งกับบาราคุดาอีกครั้ง เพราะว่าทัวร์รอบผมมีคนไปแค่คนเดียว (นั่นคือผมเอง) ส่วนนึงผมคิดว่าวันที่ผมไปเกาะนั้นมันเป็นวันพุธ-พฤหัสบดี-ศุกร์ แต่ทางบริษัทก็มีสปิริทที่จะออกเรือและพาผมไปดำน้ำตามในโปรแกรมแบบจัดเต็มเหมือนเดิม คือออกเรือพร้อมกับน้องไกด์วันละ 2 รอบ รอบเช้าและบ่าย รอบนึงก็ประมาณ 2 ชั่วโมงหน่อยๆ แถมไปแบบเดี่ยวๆ เราก็สามารถออกแบบจุดดำน้ำได้ด้วยตัวเองด้วย ,, เรียกว่า ผมละเกรงใจบริษัททัวร์จริงๆ เลย

หมู่บ้านมอแกน

หลังจากดำน้ำก็มาเที่ยวหมู่บ้านมอแกนที่อ่าวบอนใหญ่ครับ หลักๆ ก็มาดูความเป็นอยู่ การยังชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ โดยเฉพาะหลังจากที่โดนสึนามิไป บ้านเรือนและเครื่องมือหาปลาของชาวบ้านหลายๆ อย่างถูกกระแสน้ำพัดหายไป อีกทั้งความเป็นอยู่ของชาวบ้านส่วนนึงเปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านบางส่วนก็อพยพขึ้นฝั่ง แต่ก็ยังมีชาวมอแกนที่อยู่ที่เดิมและประกอบอาชีพหาปลาเพื่อยังชีพเหมือนในอดีต ,, ผมว่าพวกมอแกนนี่ดำน้ำเก่งเว่อร์อะ ยังกับมีเชื้อสายเงือกอยู่ครึ่งนึง

แล่นหางยาวฝ่าทะเลสีฟ้า ,, ไปเที่ยวหมู่บ้านมอแกนกันครับ
หมู่บ้านมอแกนที่อ่าวบอนใหญ่ครับ
เดินลุยเข้าไปในหมู่บ้านมอแกนโลด
บ้านของชาวมอแกนครับ ,, ส่วนมากเป็นบ้านที่สร้างใหม่หลังสึนามิ
วิถีชีวิตชาวมอแกน ,, อัธยาศัยดีนะ

พักแรมยามค่ำคืน

จริงๆ ผมไป 3 วัน 2 คืนน่ะ เลยถือโอกาสเอาหัวข้อนี้มาเล่าช่วงพักผ่อนยามค่ำคืนซักหน่อย

ตอนกลางคืนหลังจากกินข้าวเสร็จเป็นเวลาที่ออกแนวฟรีสไตล์นะ บางคนอาจนอนเล่นเดินเล่นชายหาด, บางคนนั่งดูทีวีที่ตรงอุทยานฯ (ซึ่งถ้าคืนไหนมีบอลจนถึงดึกๆ เค้าก็จะเปิดไฟฟ้าให้เกือบทั้งคืน), บางคนนั่งชาร์จแบตมือถือและกล้องถ่ายรูป (ปลั้กไฟมีไม่เยอะ ถ้าเป็นไปได้ให้เตรียมพวกปลั้กสามตามาด้วย) ฯลฯ

นานากิจกรรมก็ทำไปครับไม่ว่ากัน แต่สิ่งที่สำคัญระดับห้ามลืมเอามาสำหรับผู้ที่นอนเต๊นท์คือ โลชั่นกันยุงและแป้งเย็น เพราะบนเกาะ ถ้าวันไหนฝนไม่ตก อากาศจะร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ แถมยุงก็จะมาอย่างเพียบ ยุงที่นี่เกาะเราติดแน่นมากขนาดเราเดินไปแล้ว มันก็ยังเกาะดูดเลือดเราที่เดิม คิดว่าคงเอาพากลับบ้านได้ไม่ยาก , ส่วนแป้งเย็นนี่แล้วแต่นะ ผมไม่ได้เอาไปก็ร้อนพอทนได้ แต่คนที่ขี้ร้อนมากๆ เห็นพกพัดลมสนามไปเลยก็มี

ตื่นมากับอาหารเช้า

ตื่นเช้ามาทำธุระส่วนตัวเสร็จก็มารับอาหารเช้าครับ เป็นอเมริกันเบร๊คฟัสทั่วๆ ไป ,, ขนมปังเอาไปปิ้งกับเตา (ไฟแรงระดับวางยี่สิบวิแล้วไหม้) ทาแยมหรือเนยก็ตามสบาย, ไส้กรอก (ไม่ค่อยอร่อย) มะเขือเทศ และไข่ดาว ,, แลดูไม่ค่อยอิ่มมาก แต่ว่าเหมาะแล้วกับการที่จะต้องไปดำน้ำต่อ เพราะถ้าอัดเต็มหลอดแล้วไปดำน้ำต่อ รับรองว่าได้ให้อาหารปลาแน่ๆ

มาหาอาหารที่ร้านสวัสดิการ ,, แฮ่ๆๆ
อาหารเช้าของวันนี้ ,, AFB มาตรฐาน

อิ่มแล้วก็ไปเที่ยว+ดำน้ำต่อฮะ

ที่หาดไม้งาม

นอกจากจุดดำน้ำทั้งหลายแล้ว อีกจุดที่ห้ามพลาดคือหาดไม้งามครับ ,, จุดเด่นของหาดไม้งามคือเป็นลักษณะหาดคล้ายๆ ตัวยูเว้าเข้ามา ด้านนอกหาดเป็นทะเลลึกและมีโขดหินเยอะจะเข้ามาโดยตรงไม่ได้ การเข้ามาหาดไม้งามต้องเข้ามาจากด้านหลังหาด ตรงจุดที่เรียกว่า จุด 200 เมตร คือจากจุดนี้เราต้องเดินทะลุป่าไปอีก 200 เมตรถึงจะถึงหาดไม้งาม ,, หากเดินสำรวจหาดไม้งามโดยทั่วแล้ว ขอบๆ ตัวยูเป็นป่าชายเลน ส่วนตรงกลางในส่วนโค้งตัวยูเป็นทรายละเอียดผสมดินเลนสีขาวนุ่มเท้ามากๆ มาพร้อมกับน้ำใสๆ ไม่ลึกมาก ,, เดินไปเดินมาก็พบได้ทั้งปลา ทั้งปู ทั้งหอย

การเข้าหาดไม้งามต้องเข้าผ่านจุด 200 เมตร ,, แล้วเดินจนถึงหาด
น้ำใสๆ สูงระดับเข่าๆ ทรายขาวๆ น่าเล่นสุดๆ
น้ำใสมากๆๆๆๆ แถมมีปลามาแหวกว่ายใกล้ๆ เราด้วย
ปลาและหอยชักตีน ,, ที่หาดไม้งาม
เที่ยวมาทั้งวัน แต่ยังกระโดดไหวอยู่

หาดไม้งามเป็นอีกที่นึงที่สามารถตั้งเต๊นท์พักที่นี่ได้ (แต่ไม่มีบ้านพักนะ) และมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ , ร้านสวัสดิการและห้องน้ำอยู่ (แต่ไม่ได้ใหญ่มากเท่าที่อ่าวช่องขาด) อารมณ์ของคนที่พักที่นี่เท่าที่สังเกตมักเป็นฝรั่งนะ หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบอะไรที่ออกแนวสงบๆ เงียบๆ หน่อย

ความทรงจำที่หาดไม้งาม ,, สวยงามจนยากจะลืมเลือน

กลับฝั่งพังงา ตามล่าสิมิลัน

หลังจากเที่ยวกันมา 3 วัน 2 คืนแบบเต็มๆ ส่วนตัวผมคิดว่าเที่ยวโอเคแล้วนะ ,, ดำน้ำก็แทบทุกจุดที่เค้าเปิดให้ หาดไม้งามก็ไปเที่ยวมาแล้ว ส่วนช่องทางศึกษาธรรมชาติจากอ่าวช่องขาด-หาดไม้งามนี่ผมก็ไม่ได้เดินเพราะว่าวันที่ก่อนไปฝนตกหนักมากจนเกิดดินถล่มในบางช่วงและทำให้ช่องทางเดินเสียหาย

ถึงเวลาร่ำลาชายหาดที่เรานอนมาสองคืน
ชุดอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนออกจากหมู่เกาะสุรินทร์ครับ
เข้าสู่ท่าเรือ ไปยังสปีดโบ๊ทสำหรับกลับสู่ฝั่ง

ถึงเวลาก็ขึ้นสปีดโบ๊ทออกจากเกาะสุรินทร์แล้ว ,, พร้อมภาวนาว่าปะการังสวยๆ จะกลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน และผมจะกลับมาเยี่ยมที่นี่อีกแน่นอน (พร้อมกล้องกันน้ำ)

สปีดโบ๊ทอย่างเร็วอะ ,, ถึงฝั่งท่าเรือคุระบุรีแล้ว

ตอนหน้าไปสิมิลันกันต่อครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ข้ามฝั่งสู่เกาะ

หลังจากไปเที่ยวระนองในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ได้ผ่านไปแล้ว ,, ตอนนี้ก็จะลงมาเที่ยวใต้อีกครั้ง โดยคราวนี้มาแบบคอมโบเซ็ท เริ่มกันที่เกาะสุรินทร์ครับ

มาเกาะสุรินทร์ยังไงดีหนอ

หลังจากตัดสินใจอยู่นานว่าจะลุยเดี่ยวแบบจองทุกอย่างเองดีหรือไม่… สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไปกับทัวร์ดีกว่า ซึ่งทัวร์ที่เลือกไปเป็นของบาราคุดาทัวร์ครับ ซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ ครับ เพราะตั้งแต่โทรศัพท์กริ๊งแรกที่โทรไปติดต่อสอบถามจนถึงก้าวสุดท้ายที่ออกจากคุระบุรี, ที่บาราคุดาดูแลผมแทบจะทุกจุดจริงๆ ไม่ผิดหวังที่จะไปด้วย (ส่วนใครที่อยากไปเองเดี๋ยวผมจะทำตอนเสริมมาให้นะครับ พร้อมเทคนิคการเตรียมของไปเที่ยวเกาะด้วย)

เอาเป็นว่าตกลงปลงใจและจ่ายตังไปแล้ว ทางบาราคุดาก็มีบริการเสริมคือจองตั๋วรถทัวร์ให้ (แต่จ่ายค่ารถทัวร์เอง) โดยเราจะไปกันที่ อ.คุระบุรี จ.พังงาครับ โดยเดินทางไปกับลิกไนท์ทัวร์ โย่ๆๆ

มาสายใต้ใหม่ เตรียมไปคุระบุรี จังหวัดพังงา

อรุณสวัสดิ์ คุระบุรี

ออกเดินทางตั้งแต่ทุ่มกว่า มาถึงอำเภอคุระบุรีประมาณตีห้าหน่อยๆ พอมาถึงก็จนท. ของบริษัทพามาพักที่ออฟฟิสของบาราคุดาที่คุระบุรีก่อน จะนั่งจิบกาแฟชิลๆ ที่นี่ หรือจะเดินไปหาอะไรรองท้องที่ตลาดฝั่งตรงข้ามก็ได้ ,, ใครมาเป็นแพ็คเกจทัวร์ก็รับพวกเสื้อชูชีพ, และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เค้าเตรียมไว้ให้ ส่วนใครซื้อแค่เรือข้ามฟากก็สามารถเช่าอุปกรณ์ที่นี่ได้เช่นกัน ซึ่งราคาถูกกว่าและสภาพดีกว่าของอุทยานฯ

ณ ออฟฟิสของบาราคุดา ที่คุระบุรี
ตลาดเช้าและข้าวต้ม ,, พลังงานยามเช้าของวันนี้

เปิดแผนที่ดู (อันนี้ผมโฟกัสเฉพาะตรงที่ออฟฟิสของบาราคุดาและอุทยานฯ นะ) ถ้าทางจากกทม. ก็ไล่จากเส้นสีแดง ,, ทางไปอุทยานฯ+ขึ้นเรือ ก็เส้นสีฟ้า ,, ส่วนเส้นสีม่วง (สีแดง+สีฟ้า) คือทางสำหรับคนที่ขับรถมาเองแล้วไปยังอุทยานฯ เลย ,, ส้วนเส้นสีเทาคือเส้นทางเดินเรือสู่เกาะสุรินทร์


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ก็รอจนถึงประมาณแปดโมงกว่าๆ จนท. ก็ขับรถพาเราไปส่งที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์น่ะครับ ที่นี่เหมือนเป็นศูนย์ประสานงานฝั่งภาคพื้น ใครจองอะไรไว้ก็ต้องมาติดต่อที่นี่ก่อน ,, จากนั้นเราก็มานั่งรอเรือที่เราได้จองไว้ ที่นี่มีของที่ระลึกขายเล็กน้อย ใครสนใจก็ซื้อโปสการ์ดที่นี่ได้ ราคาแพงกว่าบนเกาะ แต่มีลายให้เลือกเยอะกว่า

ถึงอุทยานฯ แล้วจ้า,, ขอถ่ายคู่กับป้ายสักหน่อย
บรรยากาศที่ท่าเรือ ,, ช่างสงบเหลือเกิน
มุมสงบๆ ที่ท่าเรือคุระบุรี ,, น่าหลงไหลมากๆ
รอเรือสปีดโบ๊ทติดเครื่องเดินทางไปเกาะครับ

และแล้ว เรือสปีดโบ๊ทก็ออก ,, ตื่นเต้นๆ

จะตื่นเต้นทำไมฮะ ,, ไปเกาะสุรินทร์กันเซ่!!!

แล่นฉิวไปกับสปีดโบ๊ท ,, มันโคตรๆ
สปีดโบ๊ทแล่นฉิว ,, เอิ้ก เอิ้ก เอิ้ก

สปีดโบ๊ทขับค่อนข้างเร็ว (ก็ตามชื่อของมันอะ) ใช้เวลาเดินทางจากฝั่งไปเกาะก็ประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าๆ ขับไปก็กระเด้งกระดอนไปตามความแรงของคลื่น ไม่แนะนำให้ทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องใช้สายตา เพราะว่ามันจะกระเด้ง เด้งไป เด้งมา เวียนหัวมากๆ ,, ใครอยากนั่งสบายๆ ไม่ร้อนมากก็ไปนั่งด้านใน แต่ถ้าต้องการรับลมดีๆ ก็มานั่งข้างหน้า

น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มของทะเลอันดามันดูช่างเคร่งขรึมมากๆ
บรรยากาศในเรือสปีดโบ๊ท ,, กระเด้ง กระดอน


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แล่นฉิว ,, เห็นฝั่งอยู่ลิบๆ แล้ว

สิ่งที่ประทับใจในหมู่เกาะสุรินทร์ตั้งแต่ฝ่าเท้ายังไม่เหยียบเกาะคือสีของน้ำทะเลครับ จุดที่เรืออยู่น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม แต่อีกไม่ไกลก็เห็นน้ำทะเลสีฟ้ามรกต ,, แต่พอขยับเข้าไปอีกหน่อยก็เห็นทะเลสีฟ้าใสมาก และพอเราใกล้ๆ ชายหาด น้ำทะเลก็ใสยังกับกระจก ,, ในจุดนี้ปลื้มมากจริงๆ

น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มกับสีฟ้ามรกตตัดกันอย่างกับภาพวาด

พอใกล้เข้าๆ น้ำทะเลก็เปลี่ยนสีเป็นสีฟ้ามรกต และใสมากๆ ด้วย

โหวๆๆๆๆ น้ำทะเลสีฟ้ามรกตสวยมากๆ
น้ำทะเลสีฟ้าใสโปร่ง ,, สุดยอดมากจริงๆ
ถึงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์แล้วจ้า

อย่าเพิ่งตะลึงกับทะเลสวยๆ ครับ รีบขึ้นฝั่งและจัดการเรื่องที่พักก่อนครับ

ณ อ่าวช่องขาด

หนึ่งในศูนย์บริการของอุทยานที่สำคัญอยู่ที่นี่ครับ อ่าวช่องขาด (ศูนย์บริการของอุทยานฯ อีกที่อยู่ที่หาดไม้งาม ทั้งนี้ขึ้นว่ากับว่าเราจองที่พักไว้ตรงไหน) ,, ก่อนอื่นที่จะไปที่ไหนเราต้องมาที่นี่ก่อนเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม, ค่าที่เต๊นท์พัก, ค่าถุงนอน, ค่าเรือ, ฯลฯ นานาสารพัดค่อนข้างวุ่ยวายและสับสนใช้ได้สำหรับมือใหม่ แต่สำหรับคนที่มากับทัวร์ไม่ต้องทำอะไรเลยในจุดนี้เพราะบริษัทส่วนมากจะจัดการให้แทบทั้งหมด (เว้นแต่ค่าเช่า Locker ที่เราจะต้องออกเอง)

จ่ายค่าธรรมเนี่ยมและนานาสารพัดสำหรับอุทยานฯ
ถึงจุดกางเต๊นท์แล้วคร้าบบบ ,, เต้นท์เยอะจริงๆ

โชคดีที่ผมได้เต๊นท์ด้านหน้าติดหาดพอดี เปิดเต๊นท์ออกมาก็เจอวิวสวยๆ เลย มองไปทางไหนก็ต้องบอกว่าสวยจริงๆ อย่างกิบดินแดนในนิยายเลย ไม่สามารถบรรยายด้วยคำพูดหรือแสดงด้วยภาพถ่ายได้เลย

หน้าเต๊นท์ที่อ่าวช่องขาด ,, บรรยากาศดีมากฮะ
น้ำใสๆ ปลาแหวกว่าย ในบรรยากาศสวยๆ ที่อ่าวช่องขาด

กิจกรรมที่เกาะแบบชิลๆ

กิจกรรมของการมาเกาะสุรินทร์มีเพียบ โดยเริ่มตั้งแต่กินข้าว, นั่งชายหาด, ดูพระอาทิตย์ตก, เตะน้ำทะเล, นอนรับลม, ออกเดินป่าศึกษาธรรมชาติ (ซึ่งสามารถเดินได้ไปเรื่อยๆ จนถึงอ่าวไม้งามเลย ระยะทางประมาณเกือบ 2 กม.)

มาที่ซุ้มสวัสดิการเพื่อกินข้าวครับ
อาหารของผมเป็นชุดเมนูแบบประยุกต์ ,, เป็นข้าว+กับ+สับปะรด
นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ริมหาดครับ

แต่จุดประสงค์จริงๆ ที่คนส่วนมากมาหมู่เกาะสุรินทร์คือการดำน้ำตื้นหรือ Snorkeling ซึ่งที่นี่เค้าถือว่าเป็นจุดดำน้ำที่สวยระดับโลก ใครที่พอว่ายน้ำเป็นก็สมควรอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปดำน้ำกับเรืออุทยาน ส่วนใครที่ซื้อทัวร์ก็มักจะรวมกิจกรรมดำน้ำไว้แล้ว เดี๋ยวจะพาไปดำน้ำตอนหน้าครับ

เตรียมนั่งเรือหางยาวออกทะเลไปดำน้ำกันดีกว่า
ออกทะเลไปดำน้ำกันครับ 🙂

ใช่ครับ เราจะได้ดำน้ำกัน

เที่ยวสระแก้วตอนที่ 2 :: ปางสีดา

หลังจากที่มาถึงสระแก้วดังในภาคที่ 1 ที่ได้เที่ยวนิดหน่อย+กินอิ่ม+นอนอุ่นไปแล้ว วันนี้ก็จะมาวางแผนท่องเที่ยวสระแก้วต่อ โดยใน Entry นี้จะเป็นภาคครึ่งเช้า ก่อนที่จะเข้าภาค 3 ที่จะเป็นการไปเที่ยวสระแก้วภาคบ่ายต่อนะครับ

ยามเช้าที่สระแก้ว

หลังจากที่หลับสบายที่ River Resort and Spa ก็รีบตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น…

นี่มันไม่ใช่ทะเลหรือยอดเขานะ จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ ,, เอาเป็นว่าก็เดินเล่นแถวรีสอร์ทแทนแหละครับ ว่าไปวันนี้มีคิวไปเที่ยวเยอะเลย (เพราะว่ามานอนคืนเดียวและกลับเย็นวันนี้) เอาเป็นว่าไปเติมพลังที่ตลาดสระแก้วก่อนละกัน และเริ่มต้นเช้านี้ด้วยโจ๊กหมูร้อนๆ

อรุณสวัสดิ์ ,, สระแก้ว
ได้โจ๊กหมูเพิ่มพลังตอนเช้า ,, สุดยอดมาก

ระหว่างกินก็พลิกแผนท่องเที่ยวครึ่งวันเช้าของเราออกมา ซึ่งจะไปทางโซนเหนือของสระแก้ว ไปจนถึงส่วนของอุทยานแห่งชาติปางสีดาที่หลายคนบอกว่าสวยมากๆ


View สระแก้ว ตอนที่ 2 in a larger map

เดินตลาดเช้าที่สระแก้ว

หลังจากหม่ำโจ๊กอิ่มก็มาเดินเล่นที่ตลาดหน่อย โดยส่วนตัวผมว่ามันก็คล้ายๆ กับตลาดสดทั่วๆ ไปแถวๆ บ้านผมแหละ แต่ที่ผมว่าเก๋คือความเป็นกันเองของพ่อค้าแม้ค้าที่นี่ที่จะยิ้มแย้มและคุยเล่นกับผมเกือบตลอด (ไม่รู้เพราะว่าเห็นผมพกกล้องด้วยหรือเปล่า) ,, เดินตั้งนานสุดท้ายได้ขนมครกและน้ำมะเหน็ด (น้ำอัดลมโบราณที่เจ้าถิ่นบอกว่าขายมานานกว่า 30 ปีแล้ว) มานั่งกินเล่น

บรรยากาศตลาดเช้านี่คนอย่างเยอะเลย
บรรยากาศร้านขายผักในตลาดสด
ผักหลากชนิดหลายสีสัน ,, ที่ตลาดสระแก้ว
กินน้ำมะเหน็ดโบราณ ,, สดชื่นดีมากๆ
นั่งดูเค้าทำ+รอขนมครก ,, เอาแบบสดใหม่จากเตาเลย
ขนมครกร้อนๆ ได้แล้วจ้า ,,

น้ำมะเหน็ดสดชื่นดี ส่วนขนมครกมีองค์ประกอบของแป้งเยอะกว่ากะทิเยอะ ช่วงตอนร้อนๆ ก็อร่อยดีนะ แต่พอมันเย็นตัวลงเหมือนแป้งแฉะๆ ไม่น่ากินเท่าไหร่ ,, เท่าที่ชิมมายังหาขนมครกเมพเท่าเจ้าขนมครกเข้าวังราชวัตรไม่ได้

ออกเดินทางกันเถอะครับ

ระหว่างทางไปปางสีดา

หลังจากเติมพลังงานด้วยข้าวและขนมมาเกือบเต็มหลอด เราก็ออกเดินทางกันครับ ,, โดยระยะทางที่เราจะไปถึงด้านหน้าของอุทยานแห่งชาติปางสีดานั้นประมาณ 30 กม. และเพื่อไม่ให้เบื่อหรือหลับไป ระหว่างทางก็ได้แวะเก็บภาพต่างๆ ทั้งสถานีรถไฟสระแก้ว, สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติสองข้างทาง

ถึงสถานีรถไฟสระแก้วแล้วครับ
เราถึงสระแก้วกันแล้ว!! (เวอร์ชั่นมาด้วยรถไฟ)
ควายระหว่างทาง ,, ควายจริงๆ ครับ
ฝูงควายน่ารักดีนะ ,, เป็นกันเองดี (แต่ไปใกล้ก็หนีเหมือนกัน)
บรรยากาศแบบร่มรื่นระหว่างทาง (ซึ่งเป็นส่วนน้อย)
ข้ามคลองรัก , ทะลุป่ายูคา , ไปปางสีดาครับ

ระหว่างทางที่ขับไป อากาศสดชื่นดีมาก ถนนเรียบและกว้างดีมาก สองข้างทางจะเป็นบรรยากาศป่ายูคาลิปตัสสลับกับที่นาหรือแปลงเกษตรเป็นพักๆ ,, ใช่ครับ เค้าปลูกต้นยูคาลิปตัสเป็นป่าเลย ในระดับที่เนินเขาทั้งเนินมีแต่ต้นยูคาลิปตัส แล้วเราก็จะเห็นรถสิบล้อขนไม้ยูคาสวนกับเราเป็นช่วงๆ เพื่อเอาไปป้อนโรงงานกระดาษแถวนี้ ,, ในฐานะของนักท่องเที่ยวก็สวยดีนะครับ แถมกระตุ้นเศรษฐกิจแถวนี้ดี ส่วนนึงที่ถนนแถวนี้ดีเริ่ดคงเพราะเอามาให้สิบล้อขนด้วยแหละมั้งครับ แต่ถ้าพูดถึงการปลูกในระยะยาวผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ขับรถไป ,, ดูป่ายูคาที่มีต้นยูคาเรียงกันเป็นตับ เป็นช่วงๆ
สองข้างหนูมีแต่ป่ายูคาลิปตัส ,, สวยดีนะ
ยูคา ยูคา และยูคาตลอดทาง (อันนี้ยูคากำลังเริ่มโต)
ขับขึ้นดอยหน่อยๆ ตามพี่แทร๊กเตอร์ไป

อุทยานแห่งชาติปางสีดา

ขับรถมาสักช่วงนึงในที่สุดก็ถึงซักทีครับ กับอุทยานแห่งชาติปางสีดา ,, อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่กว้างกว่าห้าแสนไร่ ครอบคลุมทั้งจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ลักษณะโดยทั่วไปเป็นป่าบนเทือกเขาที่มีแหล่งกำเนิดน้ำ ลำธาร และน้ำตกต่างๆ อุดมไปด้วยธรรมชาติทั้งต้นไม้และสัตว์ป่าจำนวนมาก เห็นพี่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าที่นี่มีสัตว์ป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้งช้าง เสือ วัวป่า และนกนานาชนิด ,, ถ้าใครจะมาเที่ยวและพักข้างในตัวอุทยานเลย แนะนำว่าควรเอารถกระบะหรือโฟร์วีลไดร์ฟมา เพราะทางที่กว่าจะไปถึงจุดตั้งแรมเป็นทางดินและไม่ได้เรียบตลอดเส้นทาง

เดินทางมาถึงแล้วครับ!!
สภาพเส้นทางหลังจากป้ายบอกชื่ออุทยานครับ ,, เป็นดินล้วนๆ

แต่ถ้าใครอุตส่าห์ขับรถมาแล้วไม่ได้ขึ้นไปข้างบนก็ไม่ต้องเสียใจ ส่วนข้างล่างก็มีที่ท่องเที่ยวสวยนะครับ ทั้งส่วนของน้ำตกและดงผีเสื้อครับ ,, น้ำตกผมว่าก็โอเคนะ เสียดายว่าช่วงที่ไปเป็นหน้าแล้ง น้ำเลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ที่เก๋คือผีเสื้อนี่แหละครับ ช่วงที่ผมไปนี่มีหลายสิบสายพันธุ์หลายร้อยหลายพันตัวสวยงามมากตามช่วงเวลาและฤดูกาล วิจิตรงดงามเหมือนเราเป็นศูนย์กลางแล้วมีผีเสื้อมาบินรอบๆ ตัว ว่อนกันผมงงไปเลยเหมือนกัน

จอดรถไว้ข้างนอก แล้วเดินเข้ามาชมธรรมชาติครับ
ดงผีเสื้อปางสีดา
ฝูงผีเสื้อที่กำลังเกาะนิ่งๆ นิ่งๆ นิ่งๆ รับแดดยามเช้า

ไม่ได้เตรียมเลนส์ดีๆ ไป (ที่พกไปมีแค่ 18-55 kit แค่นั้น) จะบอกว่า ภาพผีเสื้อถ่ายยากมากครับ เหมือนจะถ่ายได้แล้วแต่พอเจอจังหวะหุบปีหรือกางไม่สุดนี่ก็ไม่สวยไปเลย

หลากลีลาของผีเสื้อที่ปางสีดา

ส่วนน้ำตกอย่างที่บอกครับ น้ำแล้งไปหน่อย เห็นเค้าว่าช่วงฤดูฝนจะมีน้ำเยอะกว่านี้มากๆ แต่สภาพแวดล้อมแถวๆ นั้นก็ยังร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงและมีใบเขียวอยู่เป็นส่วนมาก นั่งไปสักพักก็มีเด็กๆ (ผู้ชาย) แถวนั้นมาเล่นน้ำอยู่นะ

ทางเดินลงไปน้ำตกปางสีดาครับ
ต้นไม้สูงและใบไม้เขียวขจีที่น้ำตกปางสีดา
มีแมลงแปลกๆ มาตอมผลไม้ ,, ริมน้ำตกฮะ
ถึงน้ำตกปางสีดาแล้วคร้าบบบบบ
ช่วงหน้าแล้ง,, แห้งไปหน่อยแต่ก็ยังมีน้ำไหลดีอยู่นะครับ

ด้วยเวลาที่จำกัด เลยได้แค่เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติปางสีดาแค่ดงผีเสื้อและน้ำตกแค่ 2 ชั้นเอง ,, แต่แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว

ถ้ามีเวลา ,, อุทยานแห่งชาติปางสีดาเป็นอะไรที่ไม่ควรพลาด

เติมพลังด้วยกาแฟอีกหน่อย

ลงจากอุทยานแห่งชาติมา ก็หากาแฟเติมสักหน่อยครับ ที่ร้านต้นข้าวกาแฟ ,, แม้ชื่อร้านจะดูงงว่าขายต้นข้าว, กาแฟ หรือต้นกาแฟ (จริงๆ เจ้าของร้านชื่อต้น+ข้าวน่ะครับ) แต่บรรยากาศข้างในดีมาก

ที่นี่ ,, ร้านต้นข้าวกาแฟครับ
บรรยากาศภายในร้านต้นข้าวกาแฟ ,, แอร์เย็นฉ่ำ

สั่งกาแฟไป นั่งคุยกับเจ้าของร้านไป กาแฟก็มาเสิร์ฟถึงที่ครับ ส่วนขนมหยิบเอาเอง ,, แอบชิมดูรสชาติกาแฟถือว่าไม่เลวเลย ขนมก็อร่อยดี ทั้งแอล์แคร์และบราว์นี่ แถมที่นี่ยังมีขายโปสการ์ดสวยๆ ด้วย

จิบกาแฟร้อนเติมพลังสักหน่อย
บราวน์นี่หน้านิ่ม ,, กินคู่กับกาแฟแล้วรสชาติไม่เลวเลย
กาแฟเย็น เอามากินคู่กับเอลแคร์ครับ
บรรยากาศร้านของเค้าดีจริงๆ นะเธอ
อิ่มกาแฟ+ขนม ก็พร้อมออกเดินทางไปเที่ยวกันต่อแล้วววว

เติมพลังกันเต็มที่ ก็ออกเดินทางกันต่อกับภาค 3 ละกันครับ