ฝรั่งแช่บ๊วยเทพส์ (พร้อมผลไม้อื่นๆ)

แม้ว่าจะมาร้านกาแฟวาวีสาขาอารีย์หลายครั้ง เจอร้านอาหารก็มาก
แต่ผมกลับมองข้ามซุ้มฝรั่งแช่บ๊วยเยื้องๆ ร้านไป
ครั้งแรกที่รู้จักเพราะรูมเมทผมมันบอกว่าร้านนี้อร่อยมาก ต้องลองดู
และแล้วก็เดินออกจากวาวีอารีย์ไปร้านฝรั่งแช่บ๊วยเฮียกวยครับ

เมื่อผมยืนอยู่หน้าร้าน

ส่วนตัวผมก็ชอบกินฝรั่งนะ แต่จะออกแนวฝรั่งสดจิ้มบ๊วยมากกว่าฝรั่งแช่บ๊วย
เพราะผมว่าหลังๆ ฝรั่งแช่บ๊วยสีสันมันสดไป อารมณ์ไปแช่เฮลส์บลูบอยมากๆ

จากร้านวาวีสาขาซอยอารีย์ไปไม่ไกลครับ

แต่หลังจากที่นึกถึงคำชวนของเพื่อนผม ก็เดินออกจากร้านวาวีครับ ออกร้านเลี้ยวขวาเดินมายี่สิบเมตรก็ถึงร้าน

หน้าร้านดูธรรมดาๆ เหมือนแผงผลไม้ทั่วๆ ไป
ก็เห็นคนซื้อประปรายนะ ,, อืมมม คงเป็นวันอาทิตย์ด้วยแหละ

แผนที่ร้านเบื้องต้นเผื่อว่าจะหลง
(เห็นเพื่อนอีกคนบอกว่ามีหลายสาขานะครับ เค้าบอกว่าตรงรพ.พระมงกุฎก็เหมือนมีขายเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นแฟรนไชส์หรือเปล่า)


View ฝรั่งแช่บ๊วยเฮียกวย in a larger map

ถามเจ้าของร้านเค้าบอกว่าเริ่มวางขายตั้งแต่ประมาณ 9-10 โมงกว่าๆ ก็ขายไปเรื่อยๆ จนหมดส่วนมากก็ถึงช่วงค่ำๆ เย็นๆ ถึงค่อยกลับ ,, แต่มีเพื่อนคุยว่าวันปกติร้านขายดีมากๆ โดยเฉพาะมีพนักงานออฟฟิสแถวอารีย์มากินเยอะ บางทีช่วงบ่ายๆ ก็จะเหลือไม่มากแล้ว ,, แต่ว่าวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะเหลือเยอะหน่อย (แต่ที่ผมมาซื้อตอนบ่ายแก่ๆ นี่ก็เหลือไม่เยอะแล้วนะ) ประมาณจากสายตาประมาณห้าหกโมงเย็นก็น่าจะได้กลับบ้าน

ไอเท็มร้านฝรั่งแช่บ๊วยเพียบ ทั้งของสดของดอง

เลือกอยู่นานเหมือนกัน

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ซื้อสักที

ในที่สุดก็ถอยมาเยอะเลยครับ ทั้งฝรั่งแช่บ๊วย ฝรั่งดอง สับปะรด มะขามดอง พุทราดอง ฯลฯ
เออ,,, ไม่ใช่ผมกินคนเดียวนะ มีกินกันหลายคนครับ
ราคาก็ค่อนข้างแพงเหมือนกันนะ ถ้าร้านทั่วๆ ไปถุงนึงคงประมาณ 15-20 บาท แต่ที่ร้านถุงนึงจะ 20-30 บาท
(พอดีซื้อมาเยอะ เลยจำไม่ได้ว่าอะไรราคาเท่าไหร่บ้าง แต่รวมๆ แล้วก็เป็นร้อยอยู่เหมือนกัน)

เอาผลไม้ที่ซื้อมากองๆ รวมกัน,, เอ่อ เยอะเหมือนกันแฮะ

เปิดแต่ละถุงชมและชิมตามระเบียบ

ถุงแรกเป็นฝรั่งแช่บ๊วยครับ อยากบอกว่าอร่อยมากๆ อร่อยเว่อร์อะ,, จริงๆ ตั้งแต่เห็นผมก็ชอบสีสันที่ไม่แรงมากของมันแล้ว เพราะไม่เขียวเฮลส์บลูบอยเหมือนร้านอื่นๆ แต่ยิ่งได้ชิมฝรั่งแช่บ๊วยหวานๆ เย็นๆ เนื้อกรอบๆ เคี้ยวลงไปละกรึ้บเลยทีเดียว ความวานและความเย็นผสมเข้ากับเนื้อฝรั่งละผ่านละลายความสุขเข้าที่ปาก ,,, ขอให้ลองแล้วจะรู้ว่ามันอร่อยมากๆ อะ ไม่ต้องจิ้มอะไรเลยก็อร่อย หรืออยากจิ้มก็อร่อยได้อีก ,, สดชื่นแบบสุดๆ

อันนี้ฝรั่งแช่บ๊วยเย็นๆๆๆ ครับ สีสันไม่สดมาก
เอาไปจิ้มบ๊วยแล้วยิ่งอร่อยเทพส์ได้อีก
ขนาดปาเกียวยังแขวนนวมมากินฝรั่งแช่บ๊วย

ส่วนฝรั่งดองก็อร่อยนะ เนื้อไม่ค่อยเละมาก และหวานเย็นกรอบไม่แพ้กับฝรั่งแช่บ๊วย แฮ่ๆๆๆ
ต่อมาที่ประทับใจคงต้องยกให้สับปะรดที่น้ำชุ่มฉ่ำมาก กัดลงไปน้ำสับปะรดหวานๆ นี่ทะลักออกมาจากทุกทิศทุกทาง

มะขามดองก็อร่อยครับ ,, ปกติผมไม่ชอบกินมะขามดองเท่าไหร่นะ แต่ร้านนี้ต้องยกให้จริงๆ
เอ่อ.. แต่เวลากินมะขามดองต้องแอบระวังน้ำดองที่ซ่อนอยู่ข้างในมันกระฉอกออกมานิดนึงนะครับ

มะขามดอง ,, เป็นร้านเดียวที่ผมกินแล้วรู้สึกว่าอร่อย
”สับปะรดน้ำชุ่มฉ่ำ

อีกอันที่อร่อยคือพุทราดอง
เป็นพุทราสดๆ ลูกโตมากๆ เอามาดอง ,, แหล่มไม่แพ้กับอันอื่นๆ

พุทราดองเทพส์ ลูกโตมากๆ ครับ
รู้แล้วครับว่าอร่อย,, แต่มันมีเมล็ดตรงกลางอยู่นะครับ กินไม่ได้ -_-a

เมนูอื่นๆ เพื่อนๆผมหลายคนก็บอกว่าอร่อยนะ โดยเฉพาะมะม่วง
ซึ่งก็อาจจริงก็ได้ เพราะพักหลังๆ ที่ผมไปมะม่วงมันมักจะหมดก่อน (ไปแค่สามสี่โมงบางทีก็หมดแล้ว)
ส่วนตัวผมร้านนี้ไม่ได้บอกให้ลอง แต่ห้ามพลาดเลยทีเดียวแหละ สุดยอดมากๆ
ชื่นชอบตั้งแต่เค้าคัดผลไม้ดีๆ มาใช้แช่หรือดองแล้ว และน้ำดองก็ทำได้อร่อยสุดยอด
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน คราวหน้าไปวาวีไว้จะไปกินให้ครบเลย XD

ปล. – บางครั้งผมว่ามันหวานเกินจริงไปนิดนึงนะ ไม่แน่ใจว่าใช้สารเพิ่มความหวานอะไรหรือเปล่า แนะนำว่ากินแต่พอดีละกันครับ (แต่ใช้ผมก็จะกินนะ มันอร่อยดีนี่นา)

After You — Dessert cafe

นานๆ ทีจะได้ลงร้านขนมอร่อยๆ บ้าง
วันนี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก ก็เอาร้านที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีมาลง blog
ร้านนี้ผมชอบขนมและบรรยากาศมาก แต่พักหลังคนเยอะมาก
ร้านนี้ก็คือ After You ครับ

ที่มาแห่ง After You

ได้ Reference มาจากเพื่อนผมครับ
บอกว่าจริงๆ ร้าน After You กับร้าน Yuu (เนื้อย่าง-ชาบู) จริงๆ เป็นพี่น้องกันครับ
คนพี่เริ่มเปิดร้าน Yuu ก่อน ที่สาขาวิลล่า อารีย์ครับ
คนน้องก็อยากเปิดบ้าง อารมณ์กินเนื้อย่างเสร็จก็ต้องตามด้วยของหวานอะไรงี้ เลยตั้งชื่อร้านเป็น After You

ร้าน After You

หลังๆ After You มาแรงกว่าร้าน Yuu มากมายครับ
ส่วนนึงคงเพราะร้านเนื้อที่เปิดเยอะมากขึ้น คนไม่กินเนื้อก็มีเยอะ ส่วนคนไม่กินขนมมีน้อย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าร้านเค้าดีจริงอะไรจริง โดยเฉพาะพักหลัง แรงมากจนต้องยืนรอคิวนึกว่าได้ของฟรีกันเลยทีเดียว

เริ่มสั่งขนมเลยดีกว่า

หลังจากรอคิวมาแสนนานก็ได้โต๊ะสักที โชคดีที่ได้โต๊ะข้างใน แอร์เย็นฉ่ำๆๆๆ
บรรยากาศในร้านโอเคครับ แอร์เย็นฉ่ำ หอมกลิ่นอบขนมปัง พนักงานวิ่งวุ่น คนรอต่อแถวจ่ายเงิน

บรรยากาศภายในร้านนี่โอเคเลย

ส่วนโต๊ะข้างนอกก็โอเคนะ ร้อนเหมือนกัน (แต่พอปรับตัวได้ระหว่างรอคิว)
แต่ปัญหาขอโต๊ะข้างนอกคือ เขิน… อารมณ์คนรอคิวนั่งดูเรากิน เอิ่มมมม ถ้าไม่แคร์สื่อก็โอเคครับ

กว่าจะได้คิวนั่งโต๊ะมันช่างยากเย็นเหลือเกิน

จากนั้นก็ลองหยิบเมนูมาดู อืมมม งง… มันดูเยอะไปหมด
แถมราคาก็ไม่เบาทีเดียว แนะนำว่า ถ้าจะกินทั้งที ถ้าไม่ได้มากะแฟน ก็ควรมาเป็นหมู่คณะ หารกันจะได้มันมือหน่อย

รายการเมนูครับ

ดังนั้นหากมา After you เค้าก็จะมีเมนูขนมแนะนำกันสองสามอย่างครับ
อย่างแรกเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงมากคือ Shibuya Honey Toast ครับ
เป็นขนมปังก้อนเท่าเบ้ง อัดเนยข้างใน เสิร์ฟพร้อมวิพครีมและไอศครีมรสวนิลา

Shibuya Honey Toast ครับ

ก้อนใหญ่มากครับ ใครมากินคนเดียวเปรี้ยวสั่งระวังจะไม่หมดครับ
แต่ก่อนอื่น เพื่อให้สมกับ Honey เราจึงต้องราดน้ำผึ้งลงไปด้วยนะครับ ราดพอดีๆ อย่าเยอะครับ

ราดน้ำผึ้งกันหน่อยครับ

จากนั้นก็หม่ำกันครับ อาจเป็นการแย่งกันจกหรือจะค่อยๆ หั่นเป็นก้อนดีๆ ก็ได้ แล้วค่อยกินคู่กับไอศครีม/วิพครีม
รสชาติโดยรวมผมว่าใช้ได้ หนักแน่นที่เนยในขนมปัง

ขย้ำชิบูย่าฮันนี่โท๊สได้เร้าใจมากๆ -_-a
อืมมมม เนยแน่นๆ ตามเนื้อขนมปัง

แค่นี้ก็อิ่มมากแล้วครับ

พักยกด้วยเครื่องดื่มครับ

จริงๆ ที่ร้านนอกจากเมนูขนมแล้วยังมีเครื่องดื่มร้อน-เย็นอีกเยอะครับ
ส่วนตัวผมชอบเมนูเย็นๆ มากกว่า เพราะได้เยอะ (เพราะมีน้ำแข็งด้วย) ไม่ใช่… มันมีให้เลือกเยอะกว่านะครับ
โดยเฉพาะพวกน้ำผลไม้และชาต่างๆ ดื่มเย็นแล้วสดชื่นดี

เครื่องดื่มเย็นๆ จ้า
ชาเอิร์ลเกรยเย็น

พอเริ่มสดชื่นแล้วก็มาลุยจานต่อๆ ไปครับ

ลาวาและทริเฟิล

จานต่อมาก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเทพครับ ชื่อ Chocolate Lava ครับ
ดูเผินๆ เป็นขนมดำๆ ชิ้นเท่าเมี่ยง มาพร้อมกับสตรอเบอร์รี่สดและไอศครีมวนิลา

Chocolate Lava ในตำนาน!!!

เวลากินก็ลองเอาช้อนจิ้มตัวเมี่ยงดำของเรา จิ้มเบาๆ เดี๋ยวมันจะตกใจ
โหย โหๆๆๆ… มีช๊อกโกแล๊ตร้อนๆ ไหลออกมาด้วย เมพขิงๆ (แนะนำให้กินตอนร้อน)

มีช๊อกโกแล๊ตไหลออกมาเหมือนลาวาแฮะ

หลังจากที่ผมชิมจานนี้ยอมรับว่ามันรู้สึก “Sexy อยู่ในริมฝีปาก” มากๆ
กลิ่นไหม้จางๆ ของช๊อกโกแล๊ตร้อนๆ ผนวกกับความใสของสตรอเบอร์รี่ ผสานกับกลิ่นละมุนแบบวนิลา
ลงตัวโคตรๆ

เน้นให้ดูอีกที ว่าทั้งจานมีสามอย่าง

ส่วนอีกเมนูเพื่อนแนะนำมาครับ ชื่อ Strawberry Trifle
เป็นสตรอเบอร์รี่สด ใส่ครีม ไวท์ช๊อกโกแล๊ต และขนมปัง มาเสิร์ฟพร้อมซ๊อสสตรอเบอร์รี่

Strawberry Trifle สวยงาม!!

เวลากินก็ราดโบ๊ะซ๊อสสตอรเบอร์รี่ลงไป ส่วนตัว รสชาติไม่เลวนะ ไม่ได้อร่อยประทับใจมาก
มันกึ่มๆ กริ่มๆ ระหว่างความเปรี้ยวหวาน… ใครสนใจก็ลองกันได้

ราดซ๊อสสตรอเบอร์รี่ลงไปแล้วมันดูเละๆ แต่ก็โอเค

เอิ้ก กินหมดร้าน จนพอดี เอิ้กๆๆๆๆๆๆๆๆ

ของออกใหม่ เมื่อไปกินมา ก.ค. 53 ครับ

ไม่รู้ว่าออกเมื่อไหร่ แต่เพิ่งเคยเห็นครับมันชื่อว่า มัจฉะ โทสต์ (Matcha toast)
พูดตรงๆ ง่ายๆ คือชิบูยา ฮันนี่โทสต์เปลี่ยนไอศครีมเป็นชาเขียวครับ พร้อมเพิ่มราคาอีกหน่อย

Matcha toast -- ไอศครีมชาเขียว
เวลากินก็คล้ายๆ กันครับ ราดน้ำผึ้งลงไป อะฮิๆ

ส่วนตัวชิมแล้วเฉยๆ
ไอศครีมชาเขียวไม่ค่อยโดนใจผมมากเท่าไหร่ เท่าที่เคยกินไอศครีมชาเขียวอร่อยสุดต้องเป็นที่ Saboten
แต่นั่นเป็นร้านขาย tonkatsu นี่นา !!!
สรุปเลยผมว่า Honey toast ยังอร่อยกว่าครับ

ร่องรอยการถูกทำลายล้างของมัจฉะ โทสต์

กับอีกเมนูนึง (ทางร้านเอามาให้ชิมฟรี) คือ Milk crepes (หรือ Milk cake) ฟังไม่ทัน
ส่วนตัว… รสชาติยังไม่ผ่านครับ เนื่องจากรสชาติที่ออกแนวจืด กลิ่นก็ไม่หนัก เน้นแบบลอยๆ เบาๆ
ยิ่งถ้ากินหลังพวกลาวา หรือชิบูยาฮันนี่โทสต์ที่กลายเป็นไม่อร่อยได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

Milk crepe หรือ cake ประมาณนี้ ,, ไม่โดนครับ

จบกับเมนูใหม่ ยังสู้ของเดิมไม่ได้เลย

อยากลองชิมมั่งจัง

ไม่ต้องลองครับ มากินได้เลย
แต่ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าร้านเค้าพีคมากจริงๆ อาจต้องทนต่อคิวนานหลายนาทีอยู่นะครับ คนเยอะหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งที่สาขาวิลล่าอารีย์หรือเวิ้งตระกูลยู (มีทั้ง Yuu, After You และ Up to You) ในซอยทองหล่อ (แถวๆ อเวนิว) ครับ
ลองมาดูได้ครับ ร้านเปิดทุกวัน โดยวันจันทร์-พฤหัสบดี เปิดเวลา 10.00 – 22.00 น. ส่วนศุกร์-อาทิตย์คนจะเยอะมากจนเห็นว่าช่วงนี้เลื่อนไปปิดตอน 23.00 น. ครับ สามารถโทรติดต่อล่วงหน้าได้ที่ 0-2613-0597 ครับ (สาขาอารีย์)

ร้าน After You คร้าบบบบบบ

คุ้มค่ากับการต่อคิวครับ (ไม่เกินสิบห้านาทีนะครับ)

BrownBerry

ถ้าถามว่าร้านกาแฟที่ผมชอบเป็นแบบไหน…

หนึ่ง.. ราคาสมเหตุผล กาแฟรสชาติโอเค ไม่ต้องเริ่ดมากหรอก แต่ต้องไม่แย่
สอง.. มีฟรีไวร์เลส เล่นได้ลื่นๆ
สาม.. แอร์เย็น นั่งได้นานๆ อ่านหนังสือได้ ร้านไม่เรื่องมาก
สี่.. มีปลั้กไฟพร้อม เสียบคอมหรือชาร์จไอโฟนสบายๆ
ห้า.. เดินทางไม่ลำบากมาก อย่างน้อยก็ตามเส้นทางรถไฟฟ้าหรือติดถนนใหญ่

หาร้านกาแฟดีๆ นั่งสบายๆ ทำงานได้ ไวเลสฟรี เชิญทางนี้ได้

หนึ่งในร้านที่มีคุณสมบัติแบบนี้เกือบครบคือ BrownBerry ครับ

ที่มาแห่ง BrownBerry

ร้าน BrownBerry มีที่มาจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการเปิดร้านกาแฟที่ให้คนนั่งสบายๆ
เพราะตามร้านกาแฟต่างๆ มักมีลิมิตในการนั่งนานๆ เช่น ไม่มีปลั้กบ้าง คนเยอะบ้าง ไวร์เลสไม่มีบ้าง
แต่ถ้าเรามีร้านที่เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ทำงานนอกสถานที่ที่มีสนับสนุนการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมันคงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ รวมทั้งทางร้านตั้งใจเป็นจุดนัดพบและพักผ่อนของบรรดาชาว Social network ด้วย!! น่าสนใจทีเดียว

ส่วน Brown ก็มีที่มาจากสีของเมล็ดกาแฟและโกโก้ที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มสีน้ำตาล
(ซึ่งผมลองชิมทั้งกาแฟและแล้ว ถือว่ารสชาติของเครื่องดื่มที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียว)

สีน้ำตาลแห่ง BrownBerry

ถ้าเริ่มหลงไหลในบรรยากาศร้าน ลองไปเยี่ยมชมบรรยากาศและติดตามโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งจากทาง Twitter Foursquare และ Facebook ของที่ร้านก่อนได้นะครับ

ตำแหน่งพิกัดร้าน

โดยร้านกาแฟ BrownBerry อยู่ในซอยอารีย์ เลยซอยสี่มานิดนึงครับ ติดถนนใหญ่เลยเยื้องๆ กับร้าน Sofa So Good ครับ
เดินจาก BTS อารีย์ก็ได้ครับ ประมาณ 500 เมตร หรือจะมารถ ก็จอดหน้าร้านได้ครับ (ดูวันคู่-คี่ด้วย)


View BrownBerry in a larger map

วันนี้เพิ่งเปิดวันแรก เลยได้มีโอกาสมาเป็นแขก Grand Opening กับเค้าด้วย คนคึกคักดีครับ

มีเขียน Post-it อวยพรติดบอร์ดเนื่องในงาน Grand opening

หน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งเป็นกลุ่ม คุย-ประชุมงานกันได้ครับ บรรยากาศเรื่อยๆ สบายๆ
ส่วนในร้านมีอีกประมาณ 4-5 โต๊ะ ส่วนมากจะเป็นโต๊ะเล็กๆ ครับ เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือ หรือทำงาน
ในร้านไม่ได้กว้างมากครับ ถ้าเดินสวนกับคนตัวใหญ่ๆ อย่างผมอาจต้องเบียดๆ กันนิดนึง

หน้าร้าน BrownBerry
บรรยากาศสบายๆ ในร้าน

เคาน์เตอร์ที่หน้าร้านครับ อุปกรณ์และวัตถุดิบการทำเครื่องดื่มต่างๆ ครบถ้วนครับ

เคาน์เตอร์ทำกาแฟ

พูดตรงๆ เลย มันเป็นร้านกาแฟที่ชิลมากครับ ในร้านแอร์เย็น+เปิดเพลงฟังสบายๆ
ที่สำคัญ มี Free Wifi และปลั้กไฟบริการให้ใต้โต๊ะเสียบใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในจุดนี้ ดีมากๆๆๆๆ
ซักวันอาจพัฒนาไปถึงมีสายชาร์จพวก iphone หรือ BB นี่จะเริ่ดมาก เรียกว่าแบตหมดเลี้ยวเข้าร้านเลย

โต๊ะในร้านครับ

รสชาติกาแฟยามเช้า

อย่างที่บอกครับ กาแฟที่นี่ผมว่าอร่อยใช้ได้เลย เข้มข้นถึงใจในราคาที่ไม่แพงเวอร์
นอกจากนั้น ที่ร้านก็ยังมีบริการเครื่องดื่มร้อนเย็นอื่นๆ อีกครับ

น้ำแดงอิตาเลียนโซดาที่ BrownBerry
มุมปรุงรสเครื่องดื่ม

ส่วนขนมก็มี อร่อยๆๆๆ

เหล่าขนมแกล้มกาแฟ คริๆๆ

ร้านกาแฟขายทั้งวัน ตั้งแต่ 11.00-24.00 น
แต่หลัง 19.00 น ร้านจะเปลี่ยนบรรยากาศครับ…
ส่วนวันอาทิตย์ร้านจะปิดเร็วนิดนึงครับ คือ 23.30 น

ร้านกาแฟเปลี่ยนร้านต้อนรับราตรี

คือหลัง 19.00 น ที่ร้านจะมีเมนูเพิ่มขึ้นมาครับ เป็นพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
ทั้ง Cocktail, beer, wine และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมจังหวะดนตรีที่เปลี่ยนไป
(ส่วนกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มแบบตอนเช้าต่างๆ ยังขายเหมือนเดิม)

แปลงร่างจากร้านกาแฟไปแล้ว

บรรยากาศดีมากครับ
พอเครื่องดื่มมา ผมก็ยิงยาวละครับ คริๆๆๆๆ ทั้งของปั่นและคอกเทล

บรรยากาศร้านตอนกลางคืน
เลื่อนบอร์ดเปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นบาร์สบายๆ
กามิกาเซ่ เฮ่!!!!

เริ่มเยอะ ทั้งบลูพาราไดซ์, มาการิตต้า, แอปเปิ้ลเดซี่, ซิตรัสทวิส และอื่นๆ เอิ้กกกกก
ราคามาตรฐานค๊อกเทลของร้านทั่วๆ ไป (ที่ค่อนข้างแพงอยู่แล้ว) ระวังกินเพลิน คริๆๆๆๆ

บลูพาราไดซ์ โว่ววววว
นี่คงเป็น citrus twist สินะ บรื๋อว์ๆๆ
ค๊อกเทลมากมาย

เอิ้กกกก นี่ผมนั่งร้านนี้นานมากๆ แต่ไม่เบื่อเลยนะเนี่ย เหมือนร้านมัน Dynamic ตลอดเวลา
จากร้านกาแฟธรรมดากลายเป็นร้านนั่งชิลๆ ยอดเยี่ยมมากครับ

ที่มาร้านนี้

เป็นหนึ่งในร้านกาแฟในอุดมคติของผมมากๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่อง Wireless, ปลั้กไฟ และการนั่งยาวๆ
ส่วนถ้าให้บอกข้อเสียก็คงมีเล็กๆ น้อยๆ เช่นร้านแคบไปนิด ถ้าคนเยอะๆ อาจยัดเข้าไปในร้านได้ไม่เต็มที่, ตัวร้านโดยเฉพาะส่วนของห้องน้ำยังไม่เสร็จ 100%, รวมทั้งถ้าอยากอ่านหนังสือถึงสี่ห้าทุ่มอาจลำบากนิดนึง

แต่นี่เพียงเป็นข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของร้านที่เปิดวันแรกเท่านั้น
อยากกลับไปนั่งที่ร้านอีกจัง

Daichan ไดจัง

อีกหนึ่งร้านที่ผมอยากลองมากินหลายครั้งมากๆ
แต่เนื่องจากมีเหตุทำให้ล่มไปตลอด
ทำให้กว่าจะได้มีโอกาสทำ Entry นี้จึงใช้เวลารอ (ไปถ่ายรูป+กิน) นานเป็นพิเศษ

ร้านนี้คือไดจัง (Daichan) ครับ

ข้อมูลเบื้องต้นของร้าน

ร้าน Daichan หรือ เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ที่เน้นเรื่องอาหารแนวปิ้งย่าง ทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ ปลา และกุ้ง
ซึ่งจริงๆ ร้านนี้ก็อยู่ในเครือของร้าน Giants ที่เป็นเจ้าพ่อเนื้อย่างในกรุงเทพฯ ครับ
ทำให้การมาครั้งนี้ถึงอยากรู้คุณภาพ มาตรฐาน และบริการว่าจะต่างกับร้านอื่นๆ ในเครือหรือไม่

หน้าร้านไดจังครับ

การเดินทางก็ไม่ยากครับ ถ้า BTS ก็ลงสถานีอารีย์ แล้วเดินย้อนมาทางสนามเป้า
ส่วนถ้ารถยนต์ ก็ขับเข้าซอยราชครู (พหลโยธิน ซอย 5) ประมาณ 50 เมตรได้
โดยร้านอยู่ในเวิ้งร้าน T.House ทางซ้ายมือ หาไม่ยากครับ มีที่จอดรถหน้าร้านนิดหน่อยครับ


View ไดจัง Dichan in a larger map

ถ้าหาไม่เจอ หรือต้องการจองล่วงหน้า ก็ลองโทรมาได้ที่ 080-0930007 หรือ 02-6195570-1 ครับ
ออ ร้านเปิด 11.00-24.00 น. ทุกวันนะครับ (ตอนเที่ยงๆ และเย็นในวันหยุดคนจะเยอะ)
ค่าอาหารและบริการ 450 บาท (ส่วนเด็ก 250 บาท) นั่งได้ 2 ชม. ครับ

อิ่ม อร่อย สไตล์ไดจัง

ถ้าจะเริ่มถึงการกินเนื้อย่าง สิ่งที่สำคัญมากอย่างนึงคือน้ำจิ้มครับ
น้ำจิ้มที่นี่ถือว่าใช้ได้เลย ไม่เค็มเกินไป แถมยังมีหวานๆ มาแจมๆ ด้วย
ซึ่งเราสามารถปรุงรสได้ตามใจเรา ด้วยพริก มะนาว กระเทียมแบบไม่อั้นครับ

นอกจากนั้น เรายังสามารถขอน้ำจิ้มน้ำพริกเผาได้ด้วยครับ

น้ำจิ้มและเครื่องปรุงต่างๆ

เมนูน้ำดื่มก็รวมกับราคาอาหารแล้วครับ
เลือกได้ทั้งชาบาร์เลย์ น้ำเปล่า และน้ำอัดลมต่างๆ ชาลิปตันครับ

ส่วนอาหารอื่นๆ ที่สั่งก็มาเสิร์ฟเร็วใช้ได้ครับ
อาหารสดใช้ได้เลย พร้อมราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน
แต่พอแอบชิมแล้วคล้ายๆ ของ Giants และโนบิตะเหมือนกันครับ

ทั้งเมนูอาการทะเล ทั้งกุ้ง ปลาหมึก และแซลมอน

ปลาหมึกสดดีครับ
แซลมอนชิ้นโต
น้องกุ้งสดๆ รอปิ้งครับ

ส่วนเมนูเนื้อวัวมีทั้ง เนื้อสัน (Rosu), เนื้อลายมัน (Hump), เนื้อติดมัน (Karubi)
เสียดาย มีเนื้อน้อยไปหน่อย คริๆๆ แต่ซอสหมักเค้าถือว่าอร่อยเลยทีเดียว

เนื้อสันครับ มันน้อย
เนื้อตัดมัน จานนี้ชอบมากครับ
เนื้อลายมัน น่ากินมากมาย

และมีเนื้อหมู (Buta), เนื้อไก่ (Tori), เบคอน (Bacon) ที่อร่อยไม่แพ้เนื้อเลย
ทำให้คนไม่กินเนื้อก็สามารถมากินได้ด้วย (แต่ระวังตอนปิ้งเสร็จแล้วจะแยกไม่ออก)

หมูสันคอครับ อร่อยๆๆ
เบคอนย่างเกรียม อร่อยมาก
เนื้อไก่ครับ ^^ เห็นเพื่อนๆ ชอบกันหลายคนเลย

แต่ที่ถูกใจผมวันนี้คือ แซลมอนซาซิมิครับ ไม่ได้กินแก้เลี่ยนเฉยๆ ผมว่าเค้าสดและอร่อยใช้ได้เลยนะ
ส่วนซาบะและปูอัดก็อยู่ในเกณฑ์ดีครับ

ชุดซาซิมิ ทั้งแซลมอน ปูอัด และซาบะ
ต้องขอต่อแซลมอนอีกซักชุด

ไม่ได้มีแค่นั้นนะ ที่ร้านยังมีพวกเมนูผักยำ ผักสด และเห็ดออรินจิด้วย
ส่วนตัวผมว่าตรงนี้เป็นจุดลดความเลี่ยนที่สำคัญเลย

ผักกาดหอมสดๆ กินกิบเนื้ออร่อยมาก
เห็ดออรินจิราดซ้อสต้นตำรับ

แรกๆ รู้สึกว่าตัวเองสั่งมาด้วยความคึกคะนองมากๆ จนแทบไม่มีที่วางจาน
แถมแต่ละจานนี่ไม่ได้น้อยเลยนะ จะกินหมดไหมเนี่ยยยยยย

แต่เปลวไฟที่อยู่ข้างหน้ามันร่ำร้องให้ผมวางเนื้อลงไปทีละชิ้นๆ…
จนกลายเป็นการปิ้งย่างด้วยความคึกคะนอง ยัดเนื้อกันล้นตะแกรง

เต็มโต๊ะเลยทีเดียว
คิดถึงเนื้อย่างจัง

พอปิ้งได้ที่ก็เอามาลงน้ำจิ้มที่เราเตรียมไว้อย่างดี
ง่ำ,,,, โอยยยยย สุดดดดดยอดดดดดด ,, จากนั้น ก็ชิ้นต่อชิ้นไปเรื่อยๆ

เนื้อลงน้ำจิ้ม กรี๊ดดดดด หิวววว

สั่งแล้ว สั่งอีก… รอบแล้ว รอบเล่า อิ่มมากมาย
ตบท้ายด้วยของหวาน มีทั้งวุ้นน้ำแข็งไส และถั่วแดงเย็นครับ เลือกได้ไม่อั้น
เดินออกจากร้านอิ่มแทบตาย

สรุปที่มาวันนี้

ส่วนตัวผมว่าเนื้อสัตว์ต่างๆ มีความสดดีครับ
แต่รสชาติอื่นๆ ผมว่ามันคล้ายๆ กับ Giants นะ (ก็มันเครือเดียวกันนี่นา ^^)
ถ้าถามความต่างแล้ว ผมว่ามันยังไม่ Striking พอในจุดเด่นเรื่องเนื้อ
แต่ถ้าถามว่า ไดจังเด่นกว่าอันอื่นๆ ที่ไหน ผมว่าคงที่ปลาดิบนี่แหละครับ

แซลมอนน่ากินมากๆ

ผมว่าปลาดิบวันที่ผมไปกินนี่สดใช้ได้เลยนะ (ในระดับร้านเนื้อย่าง)
เอามาแก้เลี่ยนตอนซัดเนื้อติดมันไปเยอะๆ ได้ดีทีเดียว คริๆๆ
ส่วนบริการของทางร้านก็ดีมากครับ ตามมาตรฐานของ Giant เช่นเดิม
บรรยากาศร้านก็โอเคครับ เหมาะกับงานสังสรรค์ดี

ซัดกันแบบไม่เลี้ยงเลยครับ

เอาเป็นว่า อยากกิน Giants แต่เดินทางไปสาขาสุขุมวิทลำบาก ลองมากินที่นี่ก็ดีครับ

[update 15/12/53]ของใหม่ไดจัง

สิ่งที่ผมว่าไดจังแอบเหนือกว่าร้านเนื้อบุฟเฟ่ต์ทั่วไป นอกจากจะมีซาซิมิแล้ว ทางร้านยังมีการพัฒนาและเติมเมนูแปลกๆ อยู่เสมอ

อย่างอันแรกเป็นเนื้อดำ (ฟังชื่อไม่ผิดพนักงานเค้าพูดว่าฮิบิบับอะไรประมาณนีัครับ) ชิมแล้วกลางๆ ครับ มีกลิ่นสาบนิดๆ ให้อารมณ์คล้ายๆ กินเนื้อแกะ

เนื้อดำครับ ของใหม่ในช่วงนี้

ส่วนอีกอันเป็นสิ่งที่ผมปรบมือให้ดังๆ กับหมูทอด tonkatsu ซึ่งต้องบอกว่าหมูทอด tonkatsu นั้นสุดยอดมากๆ ตั้งแต่ชิ้นหมูสันนอกชิ้นโตคุณภาพดีที่เลือกมา การทอดแป้งได้กรอบและฟูฟ่อง เกล็ดขนมปังกรอบกำลังพอดี หั่นมาขนาดพอดีคำ และที่สำคัญมันรวมมาในบุฟเฟต์ด้วย

หมูทอด tonkatsu เดี๋ยวนี้ก็มีแล้วนะ
หมูสันนอกชิ้นโตทอดมาอย่างสวย เห็นแล้วประทับใจมากๆๆๆ
ทอดแป้งได้ฟูพอดี กรอบได้ใจเต็มคำมากๆๆๆ
ถ่ายกับน้ำจิ้ม

พูดตรงๆ เลยว่าร้านอาหารญี่ปุ่นดังๆ ตามห้างหลายๆ ร้านยังทอดไม่ดีเท่าไดจังเลย สุดยอดจริงๆ ครับ
เชิญสั่งได้ตามอัธยาศัยครับ (ในชุดบุฟเฟต์)

Shimi ชิมิ — เนื้อย่าง Home made

เป็นร้านเนื้อย่างทีผมอยากไปกินหลายครั้งแล้ว แต่มักล่มเป็นส่วนใหญ่
วันนี้ได้โอกาสไปก็ขอไปลองซักทีครับ
กับร้านที่มีหน้าร้านเหมือนสปาแบบนี้
นี่หรือคือร้านที่จะขายเนื้อย่าง….

ร้านนี้กว่าจะมากินได้

ร้านนี้คือ Shimi ครับ ร้านเค้าออกแนวบ้านแล้วประยุกต์มาทำร้านนิดนึง
ชื่อออกแนวซึนๆ นิดนึงครับ แต่น่ารักดี

ร้านนี้อยู่ที่ไหน

ร้านนี้อยู่ในซอยประดิพัทธิ์ 19 ครับ
แม้ร้านนี้จะอยู่ใกล้ๆ ตามแนวรถไฟฟ้า แต่ก็แอบลำบากเหมือนกัน
เพราะถนนอยู่ระหว่างสถานีอารีย์และสะพานควายครับ


View Shimi in a larger map

เมื่อตามมาถึงถนนประดิพัทธิ์ ก็เดินเข้ามาประมาณ 50m เข้าซอย 19 ร้านจะอยู่ฝั่งขวามือครับ
ถ้าขี้เกียจก็ลงรถไฟฟ้าอารีย์แล้วนั่ง Taxi ต่อมาก็ได้
ไม่ต้องกลัวหลงครับ เพราะหน้าร้านเค้ามีป้ายอยู่

หน้าปากซอยประดิพัทธิ์ 19

เดินเข้าซอยมานิดนึงก็เห็นหน้าร้านครับ บ้านชั้นเดียว มีต้นไม้เยอะๆ
มีป้ายหน้าร้านชัดเจนครับ
แนะนำว่าถ้าตั้งใจไปจริงๆ โทรจองหน่อยก็ดีครับที่ 023571390 ครับ

หน้าร้านชิมิ

ทางร้านจะแบ่งเป็น 3 โซนครับ คือโซน coffee shop, โซนร้านอาหาร และโซนนอกร้าน
ถ้ากินชาบูก็เลือกได้ว่าจะนอกหรือใน แต่ถ้าปิ้งย่างก็ออกนอกเลยครับ

ครั้งนี้ลองทานแบบปิ้งย่างครับ เลยถูกจัดมาข้างนอกเลย บรรยากาศโอเลย

ในร้านเป็นห้องแอร์
ข้างนอกนี่ร้านเค้าตกแต่งไว้สวยดีมาก

ถ้าเลือกเป็นปิ้งย่างจะราคาแพงกว่าเยอะเหมือนกัน
คือชาบู 249 บาท แต่ถ้าปิ้งย่างจะราคา 349 บาท
ส่วนตัวผมว่ากินชาบูดีกว่า เพราะราคาถูกกว่า เมนูเนื้อก็เท่าๆ กันด้วย
แถมได้นั่งในห้องแอร์อีก เฮือกกกกกก

เมนูของปิ้งย่าง

ส่วนเมนูอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน สั่งเพิ่มได้ใน set buffet อยู่แล้ว

เมนูอาหารญี่ปุ่น เยอะดีจัง

นั่งรับลมร้อนกับปิ้งย่าง

อีกเหตุผลนึงนี่ผมว่ากินชาบูดีกว่าปิ้งย่างเพราะเตานี่แหละครับ
มันเป็นเตาแก๊สแบบมินิ อันเล็กๆ แล้วก็ส่งความร้อนผ่านแผ่นเหล็ก
ไม่ใช่เตาถ่านเหมือนร้านทั่วไป ทำให้ความหอมลดลงและเสี่ยงเป็นมะเร็งลดลงด้วย

ชุดให้ความร้อนเตาแก๊สน้อย
มีมันหมูด้วย อารมณ์หมูกระทะเลย

ตระเตรียมน้ำจิ้มครับ
ชอบที่มีน้ำจิ้มให้หลายอย่าง และตักพริกกระเทียมเองเลย

สหน้ำจิ้มและเครื่องปรุงรส

ส่วนน้ำนี่จะมีพนักงานมาเสิร์ฟครับ
แต่ถ้าคนเยอะๆ หรือไม้ทันใจ เราก็ไม่ตักเองได้เลย
น้ำก็มีให้เลือกเยอะดีครับ ทั้งน้ำอัดลม น้ำพันช์ น้ำฝรั่ง ชาเขียว ฯลฯ ละลานตา

ตู้กดน้ำครับ
แก้วเล็กไปนิด ต้องเดินบ่อย แต่ก็ได้กินน้ำหลายแบบดี

อาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ

เริ่มที่อาหารญี่ปุ่นก่อนครับ
อันแรกเป็นโคโระเกะครับ อร่อยกลางๆ

โคโระเกะพร้อมน้ำจิ้ม

ต่อมาก็เป็นพิซซ่าญี่ปุ่น
อันนี้เป็นของมีชื่อของที่ร้านนะ แต่พอดีวันผมไปคนที่ทำเก่งๆ เค้าไม่อยู่
ผมก็เลยว่า เฉยๆ อีกเช่นกัน

พิซซ่าญี่ปุ่น

ส่วนนี่เป็นข้าวปั้น รสชาติกลางๆ ครับ
ส่วนตัวคิดว่าเอามากินแก้เสี้ยนเฉยๆ ไม่ได้โดนมากนัก

ข้าวปั้นเป็นคำๆ

ผมว่าอาหารญี่ปุ่นพอเอามาแก้ขัดเฉยๆ เอามากินเล่นพอได้
รสชาติกลางๆ ครับ ฝีมือไม่เลว แต่ก็ไม่ได้อร่อยประทับใจ
ส่วนตัวผมโอเคนะ เพราะ มันเพิ่มความหลากหลายและสีสันดี ไม่น่าเบื่อ

มื้อหลักเริ่มมาแล้วววว

เริ่มที่เมนูข้าวก่อนครับ
ผมสั่งข้าวกระเทียมไป อร่อยดีนะ

ข้าวกระเทียม

ส่วนชุดผักก็ดูดีนะครับ สั่งมาพอเป็นพิธี
เพราะหลักๆ ผมซัดแค่เนื้อครับ

ชุดผักย่างครับ
กะหล่ำราดซ๊อสพร้อมย่าง

จากนั้นก็เริ่มที่ตระกูลเนื้อทั้งหลาย เยอะมากๆ จริงๆ

เนื้อติดมัน อร่อยดี
เนื้อลายมัน น่ากินมากๆๆๆ
เนื้อสันใน นุ่มอร่อยดี
เนื้อสันนอก น่ากินๆๆ
เนื้อริบอายหลายจานครับ

และเมนูที่ไม่ใช่เนื้อครับ
มีทั้งหมู ไก่ เครื่องในต่างๆ เยอะดี

เบคอนตัวแม่ จัดหนัก อร่อยดี
หัวใจหมู ถ้าปิ้งพอดีๆ จะอร่อยกรุบๆ มาก
ตับหมู อืมมม จานนึงก็ได้เยอะนะ
หมูสามชั้น แม่เจ้ามากๆ

ของพร้อมแล้วก็ลงกันเหอะ

เมนูพอเอามกองเยอะๆ นี่แอบเริ่มหวั่นเหมือนกัน ว่าจะกินหมดหรือเปล่า
ยิ่งที่ร้านนี่โต๊ะไม่ได้ใหญ่มากด้วย โอยยย จานล้นโต๊ะ

ทุกอย่าพร้อม เราก็ลุยกันเยอะ

เอ้าๆๆ พอดีเลย กระทะร้อนๆ ก็จับเนื้อวางบนกระทะเลย
ได้ที่ๆ น่ากินมากมาย

เนื้อกำลังปุดๆ เลย น่ากินมากมาย

พอได้ที่ดีแล้วก็เอาลงมาใส่น้ำจิ้มเลยครับ
อ่า… อร่อยมากๆ เลย

เนื้อ-น้ำจิ้มอร่อยดี

กินไปแบบนี้แหละครับ ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตอนกินเท่าไหร่
เอิ้กๆๆๆ แต่อร่อยดีนะ เนื้อเค้า แต่ขอวิจารณ์นิด ว่าหั่นเนื้อสำหรับปิ้งย่างบางไปมาก
เพราะเนื้อที่เหมาะเอามาย่างควรหนานิดนึง ไม่ใช่วางไปแล้วเนื้อก็สุกหมด

ปิดท้่ายด้วยไอศครีมครับ (ไม่รวมในบุฟเฟต์นะครับ)
เป็นตระกูลเจลาโต อร่อยดีนะ เข้มข้นดี

ไอศครีมเจลาโตรสกาแฟ

เสียดายวันนั้นไอศครีมหมดเร็วมากๆ กินแค่กาแฟได้ลูกเดียวเอง

ที่มากินวันนี้

อิ่มอร่อยมากๆ ครับ กับร้านบรรยากาศดีๆ แบบนี้
เป็นร้านที่ไม่คิดว่าจะทำเนื้อย่างเท่าไหร่ แต่เหมือนเจ้าของร้านใจรักในอาหารญี่ปุ่น
ตั้งแต่โครงสร้างตึกที่ถ้าทำปิ้งย่างในร้านละก็ หัวเหม็นมากแน่ๆ
เพราะแม้แต่มาปิ้งกันข้างนอก ก็ยังมีกลิ่นติดหัวกันไปด้วยเลย

Shimi ชิมิ เนื้อย่าง

อีกอย่างที่เป็นจุดด้อยคือการหั่นเนื้อสำหรับปิ้งย่างครับ คือหั่นบางไป
ทำให้เนื้อจะสุกเกินไปเวลาปิ้งครับ รวมทั้งการใช้เตาแก๊สทำให้สเน่ห์บางอย่างมันหายไปบ้าง
เป็นผลให้เรื่องรสชาติผมให้ระดับกลางๆ นะ

แต่นั่นเป็นเพียงข้อเสียบางมุมเท่านั้น
ที่ผมชอบร้านนี้เลยและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากมากินอีกคือบรรยากาศครับ มันเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน
อบอุ่น ดูนุ่มนวล เป็นกันเอง และเอาใจใส่อย่างดีมากในแทบทุกจุด
พนักงานพูดจาดี เจ้าของร้านลงมาลุยเอง ถ้าไม่รักเนื้อก็คงไม่ทำถึงขนาดนี้
พยายามสรรสร้างเมนูอื่นๆ มีไอศครีมมาเพิ่ม มีน้ำแปลกๆ เยอะดี น่าสนใจครับ

แม้เดินทางลำบากไปนิดๆ แต่เป็นร้านที่น่าแวะมาเยี่ยมเยือนอีกจริงๆ