ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna โรงแรมดาราเทวี

ปัญหาช่วงนี้ที่ผมเจออย่างนึงในยุคที่ประเทศไทยอุดมไปด้วยอาหารนานาชาติ ทั้งญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, ยุโรป ฯลฯ เต็มบ้านเมืองไปหมด คือ เราหาร้านอาหารไทยดีๆ ยากเหลือเกินครับ โดยเฉพาะในเชียงใหม่นี่หายากมากๆ

หลังจากปรึกษากับเพื่อนๆ แก๊งส์กินของผมแล้ว บวกกับเป็นวันเกิดของสาวสวยในทีม เลยจัดกันไปหาร้านอาหารไทยดีๆ งบไม่อั้น ,, ว่าแล้วก็ปิ้งไอเดียที่ร้านอาหารไทยสุดหรูนี้ขึ้นมาครับ

นั่นคือที่ Le Grand Lanna (อ่านว่า เลอ กรอง ลานนา) ที่โรงแรมดาราเทวีนั่นเอง

มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ
มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ


View ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna, Dara Dhevi in a larger map

บรรยากาศข้างใน

ได้เวลานัดตอนเที่ยงเราก็หลั่นล้ากันมาที่นี่ครับ ขณะขับรถนี่ก็ทำใจเรื่องราคาไว้ส่วนนึงแล้ว แต่พอมาถึงโรงแรมและหันหน้าไปทางซ้ายเท่านั้นแหละครับ โหยยย แค่ป้ายแม่งก็โคตรอลังการละ พญานาคตัวสองเมตรกว่าเกาะชื่อป้ายอยู่ หมดตูดแน่ๆๆๆ

แม้จะมองเข้าไปจากข้างนอกดูแล้วคนไม่เยอะ แต่ว่าส่วนของห้องแอร์ที่เราเล็งไว้ตั้งแต่แรกก็เต็มแล้ว (หมายความว่ามีคนจองไว้นะ) เราเลยได้โต๊ะ indoor บริเวณข้างนอกที่เป็นพัดลม (แอบร้อนนิดนึง) ,, นอกจากนั้นที่ร้านยังมีโต๊ะส่วน outdoor ด้วยนะ แต่ผมว่าหน้าร้อนสลับฝนแบบนี้คงไม่เหมาะกับการกิน outdoor เท่าไหร่

ผมเห็นมีฝรั่งนั่งโต๊ะข้างนอกนี่จุดบุหรี่สูบได้ด้วยนะ เหอๆ

มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ

สนในแนะนำให้โทรมาจองก่อนที่เบอร์ 053 888 888 ต่อ 8566 ครับ

สั่งอาหารกันเถอะ

จริงๆ อยากข้ามหัวข้อนี้ไปเลย เพราะว่าผมมัวแต่ถ่ายรูป จนกลับมาที่โต๊ะอีกที เค้าสั่งอาหารไปกันหมดแล้ว (แต่ก็ช่วงมันเหอะ เพื่อนๆ ในทีมนี่สั่งอาหารเก่ง เชื่อมือได้)

แต่อย่างน้อยผมก็มีโอกาสยึดเมนูมานั่งเปิดราคาดูเล่นๆ เห็นแล้วก็ร้องเหยดดดดดดด แพงแสรดดดดดดด อ่าห์~~

สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
ราคาอาหารแบบว่า... เอิ่ม... คือ... สูงนิดนึง
ราคาอาหารแบบว่า… เอิ่ม… คือ… สูงนิดนึง

เอาเป็นว่า รอชิมครับ

อาหารค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มมาผมก็งงเลยครับ อยู่ดีๆ พนักงานก็มาเก็บจาน เฮ้ยๆๆ เพิ่งสั่ง ยังไม่ได้กินเบยส์…

พนักงานก็หันมาตอบเบาส์ๆ ว่าจานที่วางทีแรกเป็นจานเล็ก เอามากินกับพวก Appetizer ซึ่งโต๊ะเราไม่ได้สั่ง โฮๆๆๆๆๆๆ อยากบอกว่าผมมันป่าเถื่อน ธรรมเนียมแบบนี้ผมไม่รู้จักหรอก ที่บ้านผมยังกินช้อนกับจานสังกะสีอยู่เลย จานอะไรแบบไหนผมก็กินได้หมดแหละ

อีกไม่นาน จานแรกก็มาเสิร์ฟครับ เป็นช่อม่วงจำนวนหกชิ้นพอดีกับจำนวนคน ,, ผมว่าจานนี้มองทีแรกคล้ายๆ ตะโก้ แต่พอชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ข้าวเกรียบปากหม้อแบบเกรดดีๆ อะ แต่แป้งเค้าจะหนาและหนึบกว่าพวกข้าวเกรียบปากหม้อทั่วๆ ไป ใส้ที่ผัดใส่ข้างในรสจะไม่จัดมาก กลิ่นก็ไม่แรงเท่า แต่ละมุนกว่า คือแบบว่าผมกินแล้วเหมือนกับว่ากำลังสวมใส่ผ้าไหมอยู่ เนียนและมันละมุน ดูเหนือชั้นและไฮโซ

จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย
จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย

สองจานต่อมาเป็นของทอดครับ

เริ่มที่ปอเปี๊ยะปูครับ จานนี้ผมชอบมากๆ แอบขโมยกินเกินโควตาด้วยอันนึง อิอิ ข้างนอกมองดูเหมือนปอเปี๊ยะธรรมดาๆ ดุ้นไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในนี่ปูเยอะดีนะ พวกผักหญ้าก็ไม่เยอะเกินไป แถมที่นี่เค้าเติมผงกะหรี่ลงไปหน่อยๆ ด้วย ให้พอได้กลิ่นหอมลงตัว เหมือนได้อารมณ์กินปูผัดผงกะหรี่ไปด้วย เก๋ดีเหมือนกัน

อีกจานเป็นกุ้งดอยอะไรซักอย่างนี่แหละ (จำชื่อไม่ได้จริงๆ) กุ้งสดดีเอามาพันกับแป้งปอเปี๊ยะแล้วเอาเส้นบะหนี่มามัดผูกโบว์อีกที เก๋ๆๆ ดูสวยดี แต่ผมชิมดูแล้วเฉยๆ นะ ไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ เดารสได้ไม่ยาก แถมรสสัมผัสก็ต่างกันเกินไป คือกุ้งก็สดนุ่ม แต่แป้งก็กรอบแข็งไปหน่อย ขาดอะไรมาเชื่อมสองอันนี้ ถ้าเทียบในบรรดาพี่น้องกุ้งทอดแล้วเทมปุระอร่อยกว่า

ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นปลาเทราต์ราดซอสอะไรซักอย่าง (จำชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน) ปลาหั่นมาเป็นชิ้นแล้วชุบแป้งทอด เสร็จแล้วก็ราดด้วยซอสสูตรของทางร้าน ,, อันนี้หลายคนในทีมที่เคยมากินบอกว่าปลาจานนี้เด็ดมาก แต่เท่าที่ผมชิมดูมันก็อร่อยดีนะ อารมณ์คล้ายๆ ปลาราดพริกแบบกลมกล่อมๆ ละมุนๆ หน่อย ไม่ได้ฮาร์ดคอร์แบบที่บ้านผมทำ คหสต.ผมว่าจานนี้เฉยๆ นะ (แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่าครั้งนี้ดรอปลงไปกว่าครั้งก่อนจริงๆ )

ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
อ่าห์... ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ :)
อ่าห์… ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ 🙂

ต่อมาเป็นสลัดรวมสี่อย่าง อันได้แก่ ยำส้มโอ, ยำถั่วพลู, ยำมะม่วง และตำไทย ใส่มาอย่างละกระทง เพื่อนๆ บางคนบอกว่าไม่ค่อยโดน บางคนก็ว่าอร่อยดี อันนี้ผมว่าก็กลางๆ ตามมาตรฐานอาหารไทยนะ (ผมชอบยำถั่วพลูกับยำส้มโอนะ)

ส่วนต้มข่าไก่นี่ผมว่าเฉยๆ นะ มันคงออกแบบมาสำหรับฝรั่งมากกว่าคนไทยอะ กลิ่นเครื่องเทศค่อนข้างจาง รสชาติไม่เผ็ดเกินไป แถมกะทินี่หอมมันเข้มข้นมากๆ ตักไปก็เจอแต่เนื้อไก่ล้วนๆ สวนทางกับต้มข่าไปที่บ้าน กะทิโคตรจาง กลิ่นเครื่องเทศอย่างแรง ตักไปทางไหนก็เจอแต่ตะไคร้ ไก่นี่เป็นเศษไก่ติดกระดูก… โถ เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมานี่ผมกินต้มข่าตะไคร้ซี่โครงไก่นี่เอง

แต่ผมประทับใจต้มข่าตะไคร้มากกว่าแฮะ

สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก

จานต่อมาผมขอตั้งชื่อว่าแกงเผ็ดกุ้งสดสับปะรดหวาน (เพราะจำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้อีกเช่นกัน) อันนี้ก็อร่อยนะ กุ้งสดๆ ตัวโตๆ ในแกงกะทิโคตรเข้มข้น กลิ่นเครื่องเทศและรสเผ็ดไม่แรงเกินไป ลงตัวกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของสับปะรดชิ้นพอดีคำที่ใส่ลงไป ,, ทีเด็ดของจานนี้เป็นความครบรสแบบลงตัวจริงๆ

แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ
แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ

แต่จานที่โคตรเด็ดที่สุดในวันนี้ก็ยกให้หลนปูนิ่มครับ

คือเป็นการหลนที่ผมว่าอร่อยมากๆ กะทิถึง เนื้อปูถึง เคี่ยวกันจนกลมกล่มลงตัว ได้รสชาติหอม+มัน+อร่อยมากๆ แถมข้างบนมีปูนิ่มหนึ่งตัวโปะไว้ด้วย ตักหลนแต่ละคำนี่เนื้อปูแบบว่าล้นทะลักโคตรๆ เอามากินกับผักกับนี่โคตรฟินสุดๆ ,, ข้อเสียอย่างเดียวในจานนี้คือได้น้อยไป (ยกเว้นผักเครื่องเคียง) มันอร่อยจนทุกคนแย่งกันกินและหมดไปอย่างรวดเร็ว เอิ้กๆๆๆๆ

แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ
แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ

อิ่มครับ… วันนี้งดของหวานของทางร้านนะครับ จขบ. กำลังลดความอ้วน (แต่ที่จริงคือกลัวแพง ไม่กล้าสั่ง อิอิ)

ที่มากินวันนี้

สรุปง่ายๆ เลยว่าเป็นร้านอาหารไทยที่อร่อยเลยนะ แต่แพงหูฉีกเลยเช่นกัน

อย่างหลนปูนิ่ม 230 บาท, ต้มข่าไก่ 300 บาท, ปลาเทราต์ราดซอส 680 บาท, ปอเปี๊ยะปู 230 บาท, ข้าวหอมมะลิ จานละ 50 บาท ,, สรุปว่าวันนี้ที่สั่งไป (รวม Vat 7% กับ Service charge 10%) นี่ราคาทั้งสิ้น 4,4xx บาทครับ ถ้าเฉลี่ยต่อคนนี่ประมาณหกร้อยกว่าบาท ยอมรับว่าเป็นราคาที่โหดสัสๆ ของอาหารไทยที่ผมเคยกินมา แต่ถ้าคิดดีๆ ถ้าเราจะหาที่กินเฉลี่ยมื้อละห้าร้อย บรรยากาศดีๆ คุณภาพอาหารดีๆ ระหว่างบุฟเฟต์กับที่นี่ ผมขอเลือกที่นี่ดีกว่าครับ

ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน
ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน

ที่จริงอยากถ่ายรูปเยอะกว่านี้นะครับ แต่ว่ากินตามเพื่อนๆ ไม่ทัน เลยได้แค่นี้แหละ

จบง่ายๆ แบบนี้แหละ

La Pin คาเฟ่กระต่ายน้อย

วันนี้พามากินอาหารอิตาเลียนที่ผมไม่ค่อยถนัดมากเท่าไหร่ แฮ่ๆๆๆ แต่จะลองดูนะครับ

ร้านนี้อยู่ไม่ไกลบ้านผมเท่าไหร่ ปั่นจักรยานมากินได้ครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า La Pin ไม่ได้อ่านว่าระพินนะครับ (ขายอาหารอิตาเลียนแต่ชื่อไทยมากๆ) ร้านเค้าอ่านว่าลาแปง คาเฟ่กระต่ายน้อยครับ

วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^
วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^

ร้านอยู่ในซอยทางซ้ายก่อนขึ้นสะพานนวรัฐนิดนึงครับ (ถ้ามาจากทางสถานีรถไฟไปถนนท่าแพ) เลี้ยวเข้ามาตรงซอยเค้กตรังอะครับ (จริงๆ ผ่านปากซอยก็เห็นร้านละ) ดูตามแผนที่ก็ได้ ถ้าหลงทางมาไม่ถูกจริงๆ ก็โทรไปถามที่เบอร์ 053-302005 ,, ร้านเปิดเป็นสองช่วงคือมื้อเที่ยง 12.00-14.30 กับมื้อเย็น 17.00-22.00 และร้านปิดวันพุธนะครับ


View La Pin in a larger map

สิ่งนึงที่ผมว่าร้านนี้น่าจะอร่อยคือมีป้ายของ Tripvisor ด้วย ซึ่งประสบการณ์เวลาไปเที่ยวตปท. แล้วเห็นป้ายนี้นี่ร้านนี้น่าจะทำอาหารได้ถูกปากพวกนักท่องเที่ยว

เดินเข้าร้านมาแล้ว

จริงๆ ร้านสังเกตง่ายมากๆ ครับ ด้านนอกเป็นคล้ายๆ บ้านไม้ชั้นเดียวแบบเก่าๆ สามห้องทาสีฟ้า ส่วนภายในร้านทาสีเหลืองแป้ด ตกแต่งแบบเรียบง่าย บรรยากาศสบายๆ ดีนะครับ ในร้านมีประมาณสิบโต๊ะ คร่าวๆ น่าจะนั่งได้ซักสี่สิบคน (แต่มาทีไรไม่เคยมีคนนั่งเกินสามโต๊ะเลย)

หน้าร้าน La Pin ครับ
หน้าร้าน La Pin ครับ
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า

ออๆๆ ลืมบอกว่าตอนกลางคืนที่นี่มีขายไวน์ด้วยนะครับ (ไม่เคยชิมนะครับ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบกินไวน์)

เริ่มสั่งอาหารกันดีกว่า

เริ่มที่ออเดิร์ฟเบาๆ อย่างซีซ่าร์สลัดครับ ผักสดและอร่อยมากๆ แนะนำครับ ,, ส่วนอีกจานเป็นผักโขมอบชีสครับ ผักสดดี แต่ผมว่าชีสเค้าอร่อยอะ หอมมากๆ เลย

เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ

จานถัดมาเป็น Sauteed clam with butter crosstini with baguette ครับหรือเรียกง่ายๆ ว่าหอยลายผัดอบเนยกับขนมปัง ,, จานนี้ผมว่าอร่อยนะ เนยหอมเข้มข้นดีมากๆ ส่วนหอยลายก็ตัวใหญ่ดีครับ ไม่มีกลิ่นดินหรือคาวๆ เลย อร่อยดีนะครับ

จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ

ถัดมาเป็น Chicken Piccata หรือไก่ชุบชีสทอด อันนี้เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟราย ,, ส่วนตัวอันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ

ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ
ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ

อีกจานชื่อ Seared duck breast and pear compote glazed with port wine sauce and sauteed spinach (ชื่อภาษาอังกฤษยาวมากๆ ) เอาว่าเป็นอกเป็นพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผัดผักโขมน้ำมันมะกอก ,, จานนี้ผมว่าตัวเป็ดกะสาลี่ตุ๋นนี่เฉยๆ นะ แต่ที่เด็ดคือผักโขมผัดน้ำมันมะกอก หอมมากๆ

อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ
อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ

อีกจานนี่ผมชอบนะ เป็น Smoked salmon cappacio เป็นอารมณ์ประมาณแซลม่อนรมควันแล่บางแล้วราดน้ำมันมะกอก, เคเปอร์, หอมแดง, พริก, มะนาว, โรสแมรี่, ฯลฯ เวลากินก็ตักเป็นคำๆ อร่อยดีนะ จานนี้เด่นที่กลิ่นของน้ำมันมะกอกและเครื่องเคียงต่างๆ ที่โรมรันกับกลิ่นรมควันของแซลม่อนและน้ำมันมะกอก รวมทั้งรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยม ,, กินไปกินมาแล้วเริ่มคิดประยุกต์จากกุ้งแช่น้ำปลาเป็นแซลม่อนแช่น้ำปลา น่าจะอร่อยเหมือนกันนะ (ไม่เกี่ยวอะไรกับเมนูนี้)

อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ
อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นเมนูแนะนำของผมเลยนะ คือปูกราแตง (Crab au Gratin) อันนี้ถ้าให้จินตนาการคร่าวๆ ให้คิดถึงผักขมอบชีสแต่เปลี่ยนจากผักโขมเป็นเนื้อปูแบบแกะแล้วแทน (เพราะผักโขมอบชีสมันชื่อ Spinach au Gratin) แล้วแบบเนื้อปูเค้าแน่นและหวานมาก เวลากินก็ให้ตักมากินคู่กับขนมปัง Baguette ซึ่งเวลาเข้าปาก สิ่งแรกที่จะมาเลยคือความหอมของชีสที่คละคลุ้งไป จากนั้นเนื้อปูหวานๆ ก็จะแย่งกันแตกตัวตัวในช่องปากคลุกเคล้าไปด้วยชีส ยิ่งเคี้ยงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเบ่งบานมากขึ้นเรื่อยๆ ฟินโคตรๆ กินแล้วแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย

จานนี้ฟินมาก ห้ามพลาดเลยทีเดียว (แต่ถ้ากินหลายๆ คำติดกันนี่มีเลี่ยนได้เหมือนกัน)

เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
ตัก Gratin มากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้
ตักเอากราแตงมากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้

อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ แค่ออเดิร์ฟหมดเฉยๆ ^^

ต่อที่ของหนักกันต่อ

เริ่มที่พาสต้าก็แล้วกันครับ

จานแรกเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนารา ซึ่งผมขอออกตัวเบาๆ ก่อนว่าจริงๆ ผมชอบคาโบนาราแบบแห้งๆ ครีมชีสและไข่เคลือบอยู่บนเส้นมากกว่าแบบที่เปียกๆ ครีมเยิ้มๆ ,, แต่คาโบนาราที่นี่เป็นแบบครีมเยิ้มๆ เปียกๆ แหละ แต่ผมว่าเค้าทำได้ดีนะ ทำให้ผมประทับใจ+อร่อยเลยทีเดียว ครีมชีสเค้าเข้มข้น หอมและอร่อยดีมากๆ

ก็เลยแก้ปัญหาความข้นด้วยการตักแบ่งมาเป็นคำๆ แล้วราดครีมหน่อยๆ แต่พอราดครีมหน่อยเดียว ก็รู้สึกว่าไม่พอ เพราะมันหอมอร่อยจริงๆ แฮ่ๆๆๆ ,, สุดท้ายก็กลายเป็นกินแบบแฉะๆ เหมือนเดิม

จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ

จานถัดมาก็ยังเป็นพาสต้าครับ ชื่อว่า Speghetti olio vongole เป็นสปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก, พริกแห้งครับ สามารถเลือกใส่เครื่องได้ ว่าจะเป็นเบคอน, หอยลาย ฯลฯ (ไม่ค่อยแนะนำหอยลายครับ เพราะมันมาพร้อมเปลือก ขี้เกียจแงะ) ผมว่าเค้าผัดได้เนียนและซุยมากๆ น้ำมันมะกอกกะสปาเกตตี้เค้าไปคลุกเคล้ากันอย่างทั่วถึง แถมยังมีกลิ่นพริกแห้งด้วย

ถ้าไม่ชอบกินเผ็ด อยากบอกว่าจานนี้เผ็ดนิดเดียว พอชิมได้ แต่ถ้าชอบกินเผ็ด ให้ปี้พริกแห้งที่ปักเป็นอนุเสาวรีย์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าลงไปด้วย รับรองว่าเผ็ดสะใจ

สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ
สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ

ปิดท้ายกันที่พิซซ่าอีกสองถาด ถาดแรกนี่จำไม่ค่อยได้แฮะ จำไม่ผิดจะเป็นหน้าผักโขมนะ ,, ส่วนอีกถาดนี่เป็นพิซซ่าลาแปงครับ มันจะแบ่งครึ่ง โดยครึ่งนึงเป็นหน้าคาโบนารา อีกครึ่งเป็นเป๊บเปอโรนี่, แฮมและเห็ด

ส่วนตัวผมว่าพิซซ่าที่นี่อร่อยใช้ได้เลยนะ แป้งบางและกรอบพอดีๆ แต่ถ้ากรอบกว่านี้อีกหน่อยจะโอมากๆ

อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย

จริงๆ มีของหวานด้วย แต่ไม่ได้กิน 🙂

คอมเมนต์นิดหน่อย

ขอเป็นพิธีหน่อยละกัน

  • ดูรูปเยอะนี่ไม่ใช่ผมกินคนเดียวหมดนะครับ ไปกินกันหลายทีมากๆ แต่ละทีก็มีหลายคน ส่วนตัวคอนเฟิร์มว่าอร่อยครับ แนะนำปูกราแตง, ซีซาร์สลัด และพิซซ่า+สปาเก็ตตี้ ผมไปเยี่ยมเยียนหลายทีมากๆ รับรองว่าไม่เป็นรองร้านไหนในเชียงใหม่แน่ๆ
  • อาหารแต่ละอย่างโดยเฉพาะพาสต้าของที่นี่ผมว่าได้ค่อนข้างเยอะพอตัวนะ เวลาสั่งมาจานนึงถ้ากินคนเดียวก็แบบอิ่มจุกและจะออกแนวเลี่ยนนิดนึง แนะนำว่าให้ไปหลายๆ คน สั่งมาหลายๆ อย่าง แล้วตักแบ่งมากินเอาจะดีกว่าครับ
  • ราคาถือว่าอาจดูแพงไปนิดนะ แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพแล้วผมว่าเป็นไปตามมาตรฐานของร้านอาหารอิตาลี หรือเทียบง่ายๆ ราคาพอๆ กับร้านพิซซ่าตามห้างแต่ผมว่าคุณภาพดีกว่าเยอะ อย่างพิซซ่าถาดนึงก็ประมาณ 200 บาท, ปูกราแตง, ไก่ชุบชีส, อกเป็ดพอร์ทไวน์, ปลาแซลม่อนรมควันคาปาซิโอราคา 200, พาสต้าราคา 150 บาท (ราคาโดยประมาณ) เฉลี่ยๆ มื้อนึงผมกินประมาณ 250-300 บาท
  • ที่จอดรถหายากมาก จอดหน้าร้านก็เกะกะ จอดถนนใหญ่ก็ไม่ได้เพราะเป็นคอสะพาน+ขาวแดงซะเยอะ แถมร้านอื่นๆ ในซอยก็ไม่ค่อยยอมให้จอดซักเท่าไหร่ อาจต้ิงเสียเวลาวนรถยนต์หลายรอบหน่อย หรือไม่ก็ต้องเดินไกลกันนิดนึง

เสียเวลาวนรถหน่อย แต่ผมว่าคุ้มค่านะครับ

Little Cook Cafe

จริงๆ ร้านนี้ตั้งใจมากินนานแล้วเหมือนกัน ถึงกระทั่งกด Like Fanpage ร้านเค้ามานานหลายเดือน เคย survey ไปเล่นๆ ทีนึง ประมาณผ่านแถวๆ นี้ก็เลยขอไปดูลาดเลาหน่อยแต่หาร้านไม่เจอ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากครับ

จนเมื่ออาทิตย์ก่อน ก็แวะไปเยี่ยมร้านนี้อีกที คราวนี้หาเจอแต่ว่าร้านปิด ,, มางวดนี้ก็เลยขอแก้ตัวกับร้านอาหารแนวติสต์ๆ ที่ร้าน Little Cook ครับ

ลองมาชิมร้าน Little cook ครับ ,,

โลเคชั่นของร้าน

ยอมรับเลยว่าร้านนี้เป็นร้านที่หายากเว่อๆ…

ร้านนี้อยู่ในโครงการ 2BR ครับ โดยโครงการนี้อยู่ถนนศิริมังคลาจารย์ซอย 11 ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ตรงข้ามซอยไอเบอร์รี่/หมูกระทะซุ้มสบายเก่า (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นร้านสุขเกษมไปแล้ว) สังเกตง่ายๆ ว่าจะมีป้าย NES (ที่สอนภาษาอังกฤษแห่งนึง) ปักอยู่หน้าปากซอย พอเลี้ยวเข้าไปก็ตรงไปเรื่อยๆ ครับ พยายามสังเกต Area ที่มีลาน+มีสวนเขียวๆ ด้านขวาไว้ เพราะที่นั่นคือโครงการ 2BR ครับ

ร้าน Little Cook cafe ของเราอยู่ในโครงการ 2BR นี่แหละครับ


View Little cook in a larger map

เห็นป้ายหน้าร้าน Little Cook cafe แล้วครับ 🙂

เราจะยังมองไม่เห็นร้าน Little Cook ของเราจากหน้าโครงการ แนะนำว่าให้จอดรถแล้วเดินเข้ามางงๆ ในโครงการเดี๋ยวก็เจอเอง ,, หน้าร้านปักป้ายเปิดจันทร์ถึงเสาร์ ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม แต่จริงๆ ร้านจะเปิดประมาณห้าโมงเย็นและปิดก่อนสี่ทุ่ม (อย่างวันที่ไปนี่ทุ่มกว่าๆ ก็ปิดแล้ว พี่เจ้าของร้านบอกว่าของหมดแล้ว — เอิ่มมมมม พี่ครับ เปิดร้านห้าโมงแล้วปิดทุ่มนึงนี่มันเมพมากเลยนะครับ)

บรรยากาศร้าน+นั่งคุยกับพี่เจ้าของร้าน

จริงๆ ผมว่าร้านเค้าเป็นร้านเล็กๆ (และอาจแคบไปนิดนึงสำหรับผม) บรรยากาศสบายๆ นะ แต่งร้านแบบสบายๆ ดูเรียบง่ายปนกลิ่นติสต์ๆ นิดนึง มีเฟรมจักรยานและรถจักรยานมาแต่งร้านนิดนึง ในร้านมีโต๊ะอยู่ประมาณ 4-5 ตัว แต่รับลูกค้าได้ทีละไม่มาก เพราะว่าที่ร้านมีทำกันแค่ 2 คน ไม่ได้มีลูกน้องอะไร…

ร้านเล็กๆ ที่ปกติสงบๆ ,, แต่วันที่ไปนี่คนเยอะมาก
ที่ร้านจะแต่งด้วยจักรยานซะเยอะเลย ,, ร้านเล็กๆ แต่น่ารักมากๆ

พอดีมีโอกาสคุยกับพี่กบเจ้าของร้าน พี่แกก็บอกว่าจริงๆ ร้านนี้เปิดเป็นคล้ายๆ งานอดิเรกของพี่กบและแฟน วัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในร้านเป็นของที่ทั้งคู่เคยชิมมาแล้วว่าร้านนี้อร่อย อย่างขนมปังที่ใช้ทำแฮมเบอร์เกอร์, หรืออย่างพวกผัก Hydrophonic ก็เลือกเป็นของโครงการหลวงหรือสวนที่ดีๆ ที่แกรู้จักเอามาใช้ อาจแม้ราคาแพงหน่อยแกก็เอามาทำนะ แถมใส่ให้แบบไม่อั้นด้วย

หลายคนเคยบอกผมนะว่าร้านนี้ติสต์ วันไหนลูกค้าเยอะก็ไล่ลูกค้า, จะเปิดก็เปิดจะปิดก็ปิด ,, หลังจากผมลองถามพี่กบแล้ว จริงๆ แกไม่ได้ติสต์มากหรอก (อันที่จริงผมว่าก็พอตัวอยู่) ผมว่าร้านนี้เค้ายังใส่ใจลูกค้าโดยเฉพาะในจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครที่ไหนสนใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อทำอาหารให้ดีที่สุดทั้งคุณภาพและชาติมากกว่าที่ขายเอาปริมาณอย่างเดียว อย่างเช่นวันที่ผมไปแล้วสั่งสลัดผัก แต่พอดีจำนวนผักไม่ครบตามที่แกตั้งใจไว้ แกก็แถมจานนั้นเลย หรือบางเมนูของหมดก่อน บางทีก็งดขายเมนูนั้นหรือบางทีก็ปิดร้านไปเลย (แรงมาก), วันไหนคนเยอะ แกคะเนแล้วว่าทำไม่ทันแน่ๆ หรือถ้าทันก็ออกมาแย่ๆ แกก็จะเชิญลูกค้าไปกินร้านอื่นเลยเพราะไม่อยากให้รอนาน (อันนี้แรงกว่า) ซึ่งผมไม่เคยพบเจอร้านแบบนี้ที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน

เบื้องหลังพี่กบ ,, ผู้เป็นผู้ช่วยแม่ครัวอีกทอดนึง

ทั่วๆ ที่ร้านไปคนไม่ได้เยอะเท่าไหร่ + เจ้าของร้านไม่ได้ต้องการให้ลูกค้าเยอะมากด้วย (แต่วันที่ผมไปนี่คนเยอะมากกกก แบบว่าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะเลย ทุ่มนึงพี่แกก็เลยปิดร้านเลย) ซึ่งวันที่พี่เค้าแนะนำให้ไปคือธรรมดาจะดีกว่า เพราะว่าคนจะไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องรออาหารนาน ค่อยๆ ปราณีตทำอาหาร แถมพี่เค้าสามารถดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงกว่า ส่วนวันเสาร์ที่ร้านจะไม่ได้สต๊อกของไว้เยอะ ทำให้บางเมนูอาจทำไม่ได้ (แถมพวกวันศุกร์หรือเสาร์คนอาจเยอะขึ้นมาอีกนิดนึง)

ว่าแล้วก็สั่งอาหารมา

เริ่มต้นที่เครื่องดื่มครับ ผมกับเพื่อนๆ ทุกคนสั่ง Italian soda กันมาเกือบหมด ผมสั่งรสชาเขียว ไม่ค่อยโดนมากเท่าไหร่นะ เทียบกับของเพื่อนๆ ที่สั่งกัน (จำไม่ผิดมีกีวี, แคนตาลูป) อร่อยกว่านะ ,, แต่เหนือกว่าอื่นใดต้องน้ำเปล่าที่ร้านบริการฟรีครับ อิตาเลียนโซดาดูดแป๊บเดียวหมดเลย

อิตาเลียนโซดาสีสันสดใสมากๆ
ร้อนๆ แบบนี้ขอเริ่มด้วยเครื่องดื่มเย็น

รอสักครู่ใหญ่ๆ (ประมาณ 30+ นาทีอะ) อาหารก็เริ่มทยอยมาครับ

โดยอาหารจานแรกเป็น Appetizer อย่างขนมปังกระเทียมชีส ,, ผมว่าอร่อยเลยแหละ ต้องไล่ตั้งแต่วัตถุดิบที่เป็นตัวขนมปังที่ผมว่าเนื้อแน่นได้ที่ ผ่านการอบอย่างลงตัว แบบว่าขอบขนมปังกรอบ โปะด้านหน้าด้วยมอซซาเรลล่าชีสอย่างเยอะ กัดทีแล้วดึงชีสยืดตึ๋งหนืดๆ เลย อร่อยมากๆ

ขนมปังกระเทียมชีส....
ชีสเยอะมากๆๆ แบบว่ายืดๆๆๆ ได้อีก

ส่วน Appetizer จานที่สองเป็นกุ้งห่อแป้งปอเปี๊ยะ (อันนี้จำชื่อเก๋ๆ ของทางร้านไม่ได้) แนะนำให้กินตอนร้อนๆ อร่อยดีมาก

กุ้งห่อแป้งปอเปี๊ยะ อร่อยมากๆ

ส่วนอีกจานเป็นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ (มีหมู/ไก่/ปลาให้เลือกด้วยนะ) จานนี้ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของที่นี่เลย เห็นใครมาก็สั่งกันแทบทุกคน (สังเกตจากอินสตาแกรมและเฟสบุ๊ก) ,, ซึ่งพอถึงเวลาจริงที่ยกมาเสิร์ฟต้องบอกว่ามันอันใหญ่มากๆ (แถมผักสลัดที่ให้มาคู่ด้วยก็ต้องบอกว่าเยอะมากๆ ด้วย) แบบว่าว่าถ้าผมไปคนเดียวแล้วเจอจานนี้จานเดียวก็น่าจะจอดแล้ว ส่วนรสชาติผมว่าอร่อยใช้ได้เลยนะ น้ำสลัดที่ใส่ด้วยเนี่ยกลมกล่อมดี แถมไม่เลี่ยนมากด้วย ก็เพราะไอ้ผักที่เค้าให้มาด้วยเนี่ยเหมือนจะเยอะ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณแฮมเบอร์เกอร์แล้วต้องบอกว่าพอดีกัน!!!!

เวลากินแนะนำว่าไม่ควรแหกปากกว้างแล้วกัดเป็นคำเหมือนกับแฮมเบอร์เกอร์ตามร้านอาหารแดกด่วนทั่วๆ ไป เพราะมันจะทำให้คุณมีโอกาสกรามหลุดได้ง่ายๆ เลย ,, แนะนำว่าให้ไปขอมีดและส้อมจากทางร้านแล้วหั่นรับประทานเป็นคำๆ จะปลอดภัยต่อตัวท่านและได้รับอรรถรสในการทานที่ดีกว่า

จริงๆ พี่เค้าบอกว่ามีแข่งกินเบอร์เกอร์ด้วยนะ ปีละครั้ง แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละ 😉

แฮมเบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโต... น่ากินดีมากๆ
หั่นแฮมเบอร์เกอร์มาดู ,, แบบว่า เต็มคำมากๆ
เบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่มาก ต้องค่อยๆ หั่นทีละคำ...

ถัดมาเป็นพิซซ่าครับ โดยพิซซ่าที่นี่จะเป็นแบบพิซซ่าแป้งบางกรุบกรอบ ซึ่งหน้าที่ผมสั่งไปเป็นพิซซ่าหน้าผักโขมและเบค่อน ,, เท่าที่เห็นด้วยตาจากบนจานแล้วพบว่าทางร้านให้หน้ามาเยอะมาก มากแบบว่ามองไม่เห็นส่วนที่เป็นแป้งกันเลย แต่พอถึงเวลาตักแบ่งกันก็ค้นพบว่า ชีสก็ให้เยอะมาก ดึงพิซซ่าตั้งยาวจนจะติดเพดานอยู่แล้วชีสยังไม่ยอมขาดออกจากกันเลย ฮาๆๆๆ

ส่วนแป้งหอมและอบได้กรุบกรอบดีครับ

จานต่อไป... เป็นพิซซ่าหน้าผักโขมและแฮมถาดเล็ก
จานนีจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าแฮมกับเห็ดนะ
พิซซ่าแป้งบางกรอบที่อัดแน่นไปด้วยชีส ตักทีก็ยืดๆๆๆ

อีกสามจานนี่รวบเลยละกันนะครับ

อันนึงเป็นสเต๊กครับ พอดีทีแรกสั่งสเต๊กเนื้อไปแต่วันนั้นเนื้อหมดก็เลยเปลี่ยนเป็นสเต๊กปลาแซลม่อนแทน ซึ่งได้ปลามาชิ้นโตมากเสิร์ฟคู่กับผักสลัดจำนวนมาก ผมว่าเค้าย่างปลาอร่อยดีนะ

กับอีกจานเป็นสปาเก็ตตี้นโปลิตันรสชาติเข้มข้ม เท่าที่สั่งมาทั้งมื่อนี่ผมชอบจานนี้มากๆ เพราะนอกจากรสชาติเข้มข้นมากและใส้กรอกอร่อย ผมว่าทางร้านเค้าลวกเส้นสปาเก๊ตตี้ได้ดีมากๆ กัดไปแล้วได้รสสัมผัสทั้งความเหนียวและความนุ่มไปในคำเดียวกันเลย

กับจานสุดท้ายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราที่เป็นคาโบนาราแบบฝรั่งทำและเป็นแบบที่ผมชอบ กล่าวคือ คาโบนาราแบบไทยๆ จะอารมณ์ประมาณน้ำเยอะๆ ท่วมๆ เส้นสปาเก็ตตี้จนบางทีนึกว่ากินสปาเก็ตตี้ซอสครีมขาว แต่ของที่นี่จะผัดแห้งๆ น้ำงวดๆ มีเครื่องปรุงและไข่เคลือบอยู่บนเส้นสปาเก้ตตี้ที่เหนียวนุ่มกำลังได้ที่อีกที ,, กินไปฟินไป

จานต่อมาเป็นสเต๊กปลาแซลม่อนชิ้นโตเว่อกับสลัดข้างเคียง
บีบมะนาวหน่อยอร่อยมาก ,, ถ้าเกรียมกว่านี้อีกหน่อยจะ Perfect เลย
สปาเก็ตตี้นโปลีตัน ,, เส้นอร่อยมากแถมได้เยอะโคตรๆ
เป็นจานนึงที่ผม Recommend เลยฮะ (ได้เยอะมากกกกก)
ที่ร้านทำสปาเก้ตตี้คาโบนาราได้อร่อยมากๆ

และสุดท้ายเป็นจานที่ได้ฟรีครับ (ดังที่ข้างบนได้กล่าวไว้แล้ว) คือสลัดผักจานเล็กกับน้ำสลัดซีซ่าร์ครับ แบบว่าจานเล็กนี่กินกันสี่คนพออยู่ท้องเลยนะครับ ถ้าจานใหญ่เนี่ยคงต้องเหลือผักไปปลูกต่อที่บ้านแน่ๆ (เห็นขนาดของถ้วยสำหรับสลัดจานใหญ่แล้วแทบเป็นลม) ที่นี่ใช้ผักไฮโดรโฟนิกส์นะครับ กรอบและสดอร่อยมากๆ (ใครกลัวผักแนะนำว่าอย่างสั่งจานนี้นะครับ คุณฝันร้ายไปต่ออีกเป็นเดือนแน่ๆ)

สลัดผักจานเล็ก (เล็กแล้วเหรอ) ได้เยอะมากๆ

ดูเหมือนจะกินกันเยอะนะครับ แต่ยังเหลืออีกเมนูอีกตั้งหลายอย่างที่น่ากินมากๆ เลยแต่ของหมด ไว้คราวหน้ามาใหม่

ที่มาวันนี้ครับ

ผมว่าเป็นร้านที่น่ารักมากๆ ร้านนึงที่ผมมากินเลยนะ โดยรวมทุกเมนูที่ผมสั่งมานี่เรียกว่าอร่อยหมด เอาใจใส่กับอาหารทุกจานที่ทำออกมา เมนูอาจชื่อฝรั่งไปซะเยอะแต่รสชาติรับรองว่าจัดจ้านอร่อยมากๆ ใสเครื่องและใส่ชีสแบบไม่มีหวง แถมให้ปริมาณอาหารมาเยอะโคตรๆ แบบว่าถ้ากินไม่อิ่มแล้วไม่ต้องออกจากร้านกันเลย โดยเฉพาะผักสลัดนี่เหมือนกับว่าเหมาผักทั้งฟาร์มมาใส่ในจานคุณ (ถ้าจะสั่งสลัดแนะนำว่าเอาถ้วยเล็กก่อนครับ เยอะแบบว่าโหดสัส)

แต่ว่าเวลามากินอาจต้องทำใจนิดนึงเรื่องความช้านิดนึง (เพราะว่าพี่เค้าทำกันแค่ 2 คน), ที่นั่งเต็มหรือว่าของหมด รวมทั้งบางวันอาจไม่เปิดขายหรือว่าปิดเร็วกว่ากำหนดได้ แนะนำว่าถ้าจะไปกินลองโพสถามพี่เค้าในเฟสก่อนหรือโทรถามได้ที่เบอร์ 0857141189 ก่อนได้ (รับโทรสั่งแบบกลับบ้านนะ แต่ไม่รับจองที่นะ อยากมากินที่ร้านต้องสั่งหน้าเคาน์เตอร์เอง) แต่เท่าที่สังมายังไม่เจออะไรไม่อร่อยนะครับ…

แล้วจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะครับ ^^

แล้วคุณจะติดในกับ Little Cook Cafe ,, ร้าน cafe ที่ไม่มีกาแฟขายครับ ^^

Pasta Cafe

มาเชียงใหม่รอบนี้มีร้านเปิดใหม่เพียบ แต่ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปชิมเท่าไหร่เพราะกลัวไม่อร่อย อีกส่วนคือผมอยากกินข้าวบ้านมากกว่า ,, แต่วันนี้จะพาไปกินพาสต้าที่ผมว่าโดนมากๆ จนไม่คิดว่าจะเจอร้านที่ทำพาสต้าได้ดีแบบนี้ที่เชียงใหม่

ร้าน Pasta Cafe ที่พามาชิมวันนี้ครับ

ร้านนี้ชื่อว่า Pasta Cafe ครับ

การเดินทางมาร้านนี้

ร้านนี้มาไม่ยากครับ อยู่ในซอยนิมมานเหมินทร์ 5 อยู่กลางๆ ซอย (ลองดูแผนที่ตาม)


View Pasta Cafe in a larger map

ที่บอกว่าหาไม่ยากเพราะว่ามันไม่ได้เป็นร้านเล็กๆ นะครับ แต่เป็นบ้านสวนอย่างกว้างเลย มีสนามหญ้าสวยอยู่หลังบ้าน, มีต้นไม้ปลูกเพียบ แถมยังมีลานหน้าบ้าน สามารถจอดรถยนต์ภายในร้านได้สบายๆ (น่าจะราวๆ 8-10 คันได้นะ)

จากหน้าร้าน Pasta Cafe ที่ดูแล้วคล้ายเป็นบ้านมากกว่า

ลูกค้าสามารถเลือกนั่งนอกร้านก็ได้ มีให้บริการราว 10 โต๊ะ ถ้าอากาศหนาวๆ หน่อยนี่อยากบอกว่าข้างนอกบรรยากาศดีมากๆ (แต่อาจมีกลิ่นของอาหารปนมาบ้างเป็นระยะ) แต่ถ้าหน้าร้อนก็อาจอบอ้าวไปหน่อย

โต๊ะส่วนนอกร้าน ,, บรรยากาศดีมากถ้าอากาศไม่ร้อนเกินไป

หรือสามารถเลือกนั่งในร้านก็ได้ ภายในเป็นแอร์เย็นฉ่ำ มีโต๊ะให้เลือกนั่งเยอะกว่า บรรยากาศเงียบสงบกว่าด้านนอก (ไม่แน่ใจว่าชั้น 2 ให้ขึ้นหรือเปล่า)

บรรยากาศภายในตัวบ้านครับ
เตรียมพร้อมที่จะทานหรือยังครับ

ร้าน Pasta Cafe แบ่งเวลาเปิดเป็น 2 ช่วงคือ 11.00-14.30 น. และ 17.30-22.00 น. และร้านปิดบริการวันจันทร์นะครับ ส่วนเบอร์โทรติดต่อ 053-357310 ลองโทรไปจองหรือสอบถามรายละเอียดร้านก่อนได้ครับ

ถึงคราวที่ต้องสั่งอาหารบ้างแล้ว

เท่าที่ลองพลิกๆ เมนูมา ส่วนมากรายการอาหารที่ร้านก็จะเป็นพวกพาสต้า (ก็แน่ล่ะนะ) ราคาถือว่าแพงใช้ได้ เฉลี่ยจานนึงจะ 150 บาทขึ้นไป (แถมที่อยากกินจานนึงก็เหยียบ 200 บาททั้งนั้น) ,, นอกจากพาสต้าแล้วก็ยังมีอย่างอื่นๆ อีกทั้งอาหารกินเล่น หรือเมนูจานหลักอื่นๆ เช่นสเต๊ก หรือใส้กรอกเป็นต้น ,, ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่น้ำเปล่าธรรมดา น้ำผลไม้ มิลค์เชค รวมไปถึงไวน์ด้วย ^^

มิลค์เชครสวนิลา ชิมแล้วติดใจเลย

ส่วนอาหารหลังจากสั่งไป ,, รอไม่นานครับก็มีพนักงานเสิร์ฟเครื่องปรุงมาให้ด้วย อารมณ์มันเหมือนอุ่นเครื่องอะนะ แค่เห็นเครื่องปรุงก็หิวแล้ว

พริกไทย ชีส เกลือ ,, อยากกินแล้ววววว

รออีกสักพักเล็กๆ อาหารที่สั่งไปก็ทยอยพาเหรดกันมาแล้วครับ

และแล้ว สิ่งที่รอคอยก็มา

เริ่มที่ออร์เดิร์ฟก่อน ทั้งซีซาร์สลัดจานโตและขนมปังชีส ,, อร่อยครับ

ซ๊ซาร์สลัด ,, ผักสด+น้ำสลัดอร่อยมาก
ขนมปังชีสราดซอสมะเขือเทศเข้มข้น

จานพาสต้าแรกที่ได้เป็นลาซานญ่าเนื้อ เออ… อยากบอว่าถ้วยใหญ่มาก จะหมดมั้ยเนี่ย

ลาซานญ่าเนื้อร้อนๆ ,, เห็นแล้วหิว

แต่หลังจากชิมแล้วรสชาติเข้มข้นดีมากๆ ชีสหอมและกรอบดี แป้งลาซานญ่าก็สุกได้ที่ อร่อยดีมากๆ ,, แต่เนื่องด้วยขนาดของมันซึ่งใหญ่กว่าลาซานญ่าตามร้านพิซซ่าตามห้างสรรพสินค้าเกือบ 2 เท่า หากสั่งแล้วอาจทำให้ท่านจุกไปได้ครึ่งวัน

ที่นี่อัดชีสและเนื้อเต็มลาซานญ่าเลย ,, เข้มข้นดีมาก

ต่อมาก็เข้าสู่โหมดพาสต้าแบบเส้นๆ บ้าง เริ่มที่สปาเก็ตตี้มีทเลิฟเวอร์ ,, เท่าที่ลองกินนี่ให้เส้นเยอะ แต่เครื่องก็ให้เยอะไม่แพ้กัน ทั้งเนื้อสับ แฮม ใส้กรอก เป้บเปอโรนี่ รสชาติผมว่าใช้ได้นะ ยิ่งถ้าใครชอบรสชาติเปรี้ยวของซอสมะเขือเทศที่ให้เยอะเป็นพิเศษนี่คงจะถูกใจมาก

Spaghetti Meat Lovers ครับ ,, เมนูถูกใจคนรักเนื้อ
จานนี้ถูกใจคนรักเนื้ออย่างผมจริงๆ

ต่อมาเป็นเฟตตูชินี่หมึกดำกุ้งราดซ้อสครีมขาว (ชื่อเป๊ะๆ จำไม่ได้ คร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละ) จานนี้ผมว่าอร่อยมากเลย กลิ่นหอมครีม รสชาติออกแนวหวานเบาๆ กลมกล่อม ครีมไม่เลี่ยนจนเกินไป ,, จานนี้แนะนำจริงๆ

เฟตตูชินี่หมึกดำกุ้งซอสครีม ,, อร่อยสุดๆ
เอากุ้งมาให้เห็นชัดๆ

ต่อมาเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ตัวซอสคาโบนาราของร้านผมว่าอร่อยมาก หอมและมันได้ใจมาก รสชาติกลมกล่อมอร่อยไม่แพ้กับซอสครีมเลย ยิ่งได้กินคู่กับเบคอนที่ให้มาด้วยนี่สุดยอดจริงๆ เรียกว่าไม่อยากวางช้อนเลยทีเดียว

จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, อีกหนึ่งเมนูที่แนะนำ

จานสุดท้ายผมจำชื่อไม่ได้อะ แต่ประมาณว่าสปาเก็ตตี้ซ้อสกับแซลม่อนรมควันและมะเขือเทศ อันนี้ผมว่าใช้ได้นะ ตัวแซลม่อนเค้าทำได้ดี แต่ส่วนตัวผมชอบซอสครีมขาวและคาโบนารามากกว่า

สปาเก็ตตี้กับแซลม่อนรมควัน ,, อร่อยใช้ได้เลย
พาเหรดพสาต้า ,, อลังการมากครับ

อร่อยไม่อร่อย ก็ลองดูละกันครับ ฮาๆๆๆ 🙂

ซัดหมดเกลี้ยง ,, ฝรั่งยังว่า excellent 🙂

ที่มากินวันนี้

เป็นร้านพาสต้าที่ผมว่าไม่เป็นรองร้านพาสต้าที่อร่อยๆ ที่กรุงเทพฯ เลย เผลอๆ บางอย่างอาจอร่อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ราคาออกแนวสูงไปหน่อย เฉลี่ยๆ แล้วตกคนละ 200 บาท แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพและปริมาณที่ได้แล้ว ต้องบอกว่าคุ้มค่า อร่อยจนอยากสั่งอีก ทั้งๆ ที่อิ่มแล้ว ,, จริงๆ พวกไอศครีมหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ก็ใช้ได้เลยนะครับ ,, ส่วนตัวแนะนำว่าให้สั่งมารวมๆ กันตรงกลางแล้วก็มาแบ่งๆ กัน จะได้กินหลายๆ อย่างมากกว่า จะได้ไม่เลี่ยนมากด้วย

Pasta Cafe ,, เป็นร้านที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว

เป็นร้านที่ห้ามพลาดถ้าหากได้มาเชียงใหม่ครับ

Tako House

หลังจากที่ร่อนไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นมาทั่ว ร้านที่ดีก็มาก ที่ไม่ได้เรื่องก็มี
แต่ที่สังเกตคือ อาหารแพง และคนทำส่วนมากจะไม่ใช่คนญี่ปุ่น

ทาโกยากิร้อนๆๆๆๆ น่ากิน

แต่วันนี้มีอีกร้านที่จะมาแนะนำครับ เป็นร้านอาหารที่เปิดโดยคนญี่ปุ่นแท้ๆ ชื่อ ร้านทาโกะเฮ้าส์ (Tako House)

ที่มาที่ไปของร้านนี้

ร้านนี้ผมได้รับการเชื้อเชิญครั้งแรกโดย @lingjaidee ครับ
พี่ลิงใจดีเล่าว่า(เท่าที่จับใจความได้) ร้านนี้เป็นร้านที่มีต้นกำเนิดจากสามี(ญี่ปุ่น)กับภรรยา(คนไทยไปญี่ปุ่น)
สองคนนี้หลังจากแต่งงานกันก็ย้ายไปญี่ปุ่นนานๆๆ ครับ จากนั้นจึงกลับมาเมืองไทยอีกครั้งประมาณสามปีก่อน
แกก็เอาวิชาอาหารญี่ปุ่นมาเปิดร้านเล็กๆ หลัง Jusco รัชดาฯ ครับ
วิธีการมาก็ไม่ยากครับ เดินทะลุลานจอดรถมา ทะลุตัว Jusco มา เดินตรงเข้าซอยนิดๆ ก็เห็นร้านแล้วครับ
ถ้าหลงทาง เราก็จัดเบอร์โทรไว้ให้ครับ ที่ 087-5143558 ร้านเปิดทุกวันนะครับ ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น
(คืนก่อนไปมีลูกค้ามานั่งเรื่อยๆ ร้านก็อาจปิดเลทหน่อยได้นะครับ)


View Tako House in a larger map

แรกๆ ร้านนี้เปิดเป็นร้านเพิงเปิดสองห้อง ทำอาหารญี่ปุ่นขายได้เรื่อยๆ ถึงขั้นดี จึงต้องการพัฒนากิจการบ้างไรบ้าง
เลยตั้งใจทำเป็นห้องปิดติดแอร์อย่างดี แต่กลับถูกบีบและขึ้นค่าเช่า ทำให้ต้องเปิดเหลือห้องเดียว
ฟังดูเหมือนกับนิยายโอชินของคนสู้ชีวิตแท้ๆๆๆ ต้องต่อสู้กับเจ้าของที่ให้เช่า T T

ร้าน Tako house ครับ เน้นๆ ทาโกยากิ

เข้าร้านกันเถอะครับ

หลังจากเข้ามาในร้าน บรรยากาศร้านจะเป็นร้านเล็กๆ ครับ แรกเปิดประตูก็จะเห็นเตาทาโกยากิขนาดใหญ่
พี่ลิงแกว่านี่อิมพอร์ทมาจากโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นเลยนะเฟร้ยยยยยย

บรรยากาศเตาทาโกยากิอิมพอร์ท

ข้างในนั่งได้ 3-4 โต๊ะ แถมมีภาษาญี่ปุ่นลอยไปลอยมาเต็มร้าน บรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ
แรกๆ เข้าไปแล้วก็จะงงๆ หน่อยครับ แต่คุณภรรยาเจ้าของร้านดีมากๆ ครับ เข้ามาชวนคุย แนะนำเมนู
ซึ่งเมนูติดหราอยู่ที่ผนัง เอิ่ม ใหญ่มากครับ สังเกตราคาปานกลาง ไม่แพงมาก มีทั้งของกินเล่นกินจริง
นอกจากนั้นอาจมีเมนูสเปเชี่ยลแต่ละช่วง ซึ่งคุณภรรยาจะมาแนะนำให้ด้วย น่ารักมากๆๆๆๆ

บรรยากาศมุมญี่ปุ่นของร้าน
เมนูที่ร้านครับ

งั้นเรามาสั่งกันเลยดีกว่า แนะนำว่าร้านนี้สั่งแล้วอาจช้านิดนึงนะครับ

สิ่งที่ผมชอบร้านนี้มากๆ คือความเป็นกันเอง เราเดินไปดูเค้าทำได้ ถ่ายรูปได้ เจ้าของชวนคุยตลอด ชวนหิวๆ
ถ้าคุยญี่ปุ่นได้นี่จะเริ่ดมาก เพราะจะคุยกับคนอื่นๆ ในร้านได้ด้วย โดยเฉพาะคุณสามีที่เป็นชาวญี่ปุ่น

ทำอาหารให้ดูกันเห็นๆ เลยทีเดียว
ทาโกยากิ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ

จริงๆ นะ บรรยากาศมากินข้าวบ้านเพื่อน สบายๆ
มีแม่มาชวนคุย แนะนำอาหารเป็นกันเอง แถมไปดูแม่ทำกับข้าวก็ได้ อยากได้อะไรหยิบเอง เดินเพ่นพ่านได้สบายๆ

เริ่มเปิดด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย

และแล้ว… จานแรกก็มาแล้วครับ ผมไม่รู้จัก… ให้อารมณ์เหมือนพิซซ่าญี่ปุ่นปนแพนเค้กแฮะ แต่หอมกว่า
แต่เห็นผู้ร่วมทริปอีกท่าน คือ @sickbear เรียกมันว่า “Kyabetsuyaki” (พยายามฟังพี่แกหลายทีแต่ไม่รู้เรื่องจริงๆ)

พี่ @sickybear เรียกมันว่า Kyabetsuyaki

อร่อยดีครับ โดยเฉพาะตอนกินร้อนๆ หอมมาก
อารมณ์รสชาติคล้ายๆ Okonomiyaki แต่องค์ประกอบส่วนมากจะเป็นไข่ชั้นล่าง
ชั้นกลางเป็นผักและหอมใหญ่และหมู ส่วนชั้นบนเป็นซอสราดมายองเนส อร่อยเมพพพพพ
รสชาติอบอุ่นมากครับ หอมหวานและติดตรึงในความทรงจำเหลือเกิน

ประทับใจ Kyabetsuyaki

และแล้ว ทาโกยากิก็มาครับ…
หลังจากสั่งไป ก็มีกลิ่นหอมยั่วมาตลอด แถมรอนานนิดๆ เพราะเค้าทำใหม่ทุกครั้งที่เราสั่ง ไม่ได้เอาของเก่ามาอุ่นใหม่
และแล้ว,, ทาโกยากิร้อนๆ ก็มาครับ จานนึงมีแปดลูก กลิ่นหอมดีครับ

Takoyaki ที่สั่งมาแล้วครับ

แม้จะหิวมากมายแค่ไหน ก็อย่าได้ริอาจกระโจนเข้าใส่มันเร็วเกินไป เพราะมันร้อนมากๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

ทาโกยากิอร่อยไม่เลวแฮะ

ต่อมาก็เป็นข้าวปั้นอินาริครับ ชุดนึงมีสามคำ
เป็นข้าวปั้นห่อฟองเต้าหู้ รสชาติออกหวานๆ เปรี้ยวๆ เย็นๆ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะ

ข้าวปั้น Inari หรือ อินาริ

มาถึงอาหารจานหลัก

เริ่มด้วยชุดปลาย่าง เป็นชุดมาพร้อมข้าวญี่ปุ่นครับ จำชื่อปลาไม่ได้ -_-a
ย่างนานมาก เจ้าของร้านลงทุนไปย่างไฟนอกร้าน ก็หอมดีครับ จิ้มกินกับโชยุ รสชาติไม่เลว

ชุดปลาย่าง หอมใช้ได้

ชุดต่อมาก็เป็นฮัมบากุหมูชิ้นโตร้อนมาก มาพร้อมกับไข่ดาวและข้าวที่ร้อนไม่แพ้กัน
ชุดนี้ผมว่าอร่อยดีนะ เป็นหมูสับผสมกับหอมใหญ่ซอยละเอียดแล้วปรุงรสอย่างดี แม้ก้อนใหญ่แต่ก็สุกทั่วถึง

ฮัมบากุหมู ชิ้นโต ราดซอสเมพ

สิ่งที่ผมว่าแหล่มเลยคือซอสที่ราดบนหมูแหละครับ สันนิษฐานว่าเอามาจากซอสราดทาโกยากิ
ร่วมกับเนื้อหมูที่เสริมพลังจากหอมใหญ่ เนื้อหมูเด้งๆๆๆ อร่อยๆๆ กินเพลินๆ
แนะนำว่าให้สั่งซุปมิโซะ(ไม่รวมในชุด) เพิ่มมาด้วยครับ แหล่มสุด

ฮัมบากุอร่อย ก้อนใหญ่ เนื้อหมูปรุงรสอย่างดี
ระเบิดฮัมบากุกินกับไข่ คลุกซอสทั่วๆ อร่อยๆ

ส่วนจานหลักอีกจานนี่ผมเฝ้ารอเฝ้าคอยมานานครับ
จานนี้คือ tonkatsu ชุดหมูทอดญี่ปุ่นพร้อมข้าวครับ

ชุด tonkatsu ครับ

ชุด tonkatsu ประกอบด้วยหมูทอด น้ำจิ้ม ผัก และข้าวสวยครับ
ส่วนตัวผมว่า tonkatsu รสชาติกลางๆ ครับ ไม่ได้เก๋มากครับ อร่อยระดับแก้เสี้ยนแบบอยากกินมาก แต่ไม่รู้ที่ไหนดี
เนื้อหมูโอเคครับ เลือกส่วนใช้ได้ ส่วนแป้งกับเกล็ดขนมปังก็กลางๆ ครับ ทอดกรอบดีแต่ไม่ฟูมาก

เนื้อหมูโอเคครับ เนื้อแน่น ติดมันไม่เยอะ
แป้งและเกล็ดขนมปังบน tonkatsu

ถ้ากินเปล่าเปลี้ยๆ รสชาติจะเฉยๆ
แต่ถ้าได้เวทย์มนต์แห่งน้ำจิ้ม มันจะอร่อยเทพขึ้นมาอีกหลายขุมโดยไม่รู้ตัว

หมูทอดลงน้ำจิ้ม เข้ากันดีมาก

เอิ้ก อิ่มอร่อย
เติมข้าวไปทีนึง จุกแทบตายเลยครับ 555+

สรุปที่มากินวันนี้

ถ้าอธิบายเรื่องรสชาติ ราคา ผมให้ระดับปานกลางนะ ไม่ได้อร่อยมากๆ เหมือนร้านดังๆ แต่ราคาก็พอหยิบจับได้
เช่นถ้าเทียบทาโกยากิกับร้านงินดาโกะ (ใต้ Esplanade) ผมว่ายังห่างชั้นกันอยู่ แต่ราคาก็ห่างด้วย
หรืออย่างชุด tonkatsu ชุดนึงก็ประมาณ 120 บาท ถ้าเทียบราคาแล้วผมโอเคนะ
แต่จุดเด่นจริงๆ ของร้านนี้คือบรรยากาศและความเป็นกันเอง
การที่เข้ามาในร้านเค้าต้อนรับคุณดีมาก เป็นกันเองดี ชวนคุยได้ตลอด แนะนำอาหารว่าวันนี้มีอะไรดีไม่ดี
ถ้าเทียบก็อย่างที่บอกแหละครับ เหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนที่รู้จักกัน
อารมณ์แวะมาเที่ยว มาพูดคุยกัน แล้วกินข้าวด้วย มากกว่าที่จะเป็นลูกค้ากินเสร็จจ่ายเงินกลับไปจบ
แถมการเดินทางก็ไม่ยากด้วย ทะลุ Jusco เข้ามานิดเดียวเอง
เหมาะกับคนรอดูหนังหรือหลังหนังเลิกที่ esplanade (แต่ไม่เกิน 22.00 — แนะนำให้โทรไปถามที่ร้านก่อน) ก็ไปกินได้

เป็นอีกร้านที่ผมประทับใจในความอบอุ่นของอาหารเหนือรสชาติของอาหารครับ 😀

Minoru มิโนรุ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกระหายอยากเนื้อมากๆ
พยายามหาร้านอร่อยๆ ทาน แต่ส่วนมาก ร้านที่ไปจะไม่ได้เน้นเนื้อเป็นหลัก มีให้เลือกก็ 2-3 แบบ
แถมแต่ละร้านก็อยู่ในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่วันนี้จะลองพาไปอีกร้านนึงครับ เน้นเนื้อเป็นหลัก ในรสชาติที่สุดยอดครับ

ฉัน อยาก กิน เนื้อ ย่าง ครัฟ !!!

ร้านนี้คือ…

ร้านนี้ชื่อว่ามิโนรุ (Minoru Japanese barbeque) ครับ อยู่ตรงอเวนิวแจ้งวัฒนะ ติดกับบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ
ร้านนี้เปิดมาประมาณ 2 ปีกว่าๆ แล้ว
ให้บริการอาหารย่างๆ เป็นหลัก มีทั้งบุฟเฟ่ต์ และเป็นจานๆ แยกมาเอง

ร้าน Minoru ที่อเวนิว แจ้งวัฒนะ

ถ้ามีรถยนต์ ก็สามารถจอดลงหน้าร้านได้เลย หรือจะจอดในส่วนของอเวนิวแล้วเดินมาก็ได้
มีแผนที่ให้ด้วย เผื่อหลงทางครับ
หรือสนใจ จะลองโทรไปสอบถามก่อนก็ได้นะครับ ที่เบอร์ 02-5738680


View Minoru in a larger map

เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะพูดเฉพาะเมนูที่เป็นบุฟเฟต์ละกัน

แรกเข้าร้านนี้

เดินเข้ามาตอนแรก ร้านเค้าตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นอย่างดีครับ
แต่คนค่อนข้างน้อยครับ แม้ว่าวันที่ผมไปจะเป็นเย็นวันศุกร์ก็ตาม
ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะมาจากการมาของเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะด้วย
(จริงๆ อเวนิวมันเงียบกว่าที่ผมเคยรู้จักน่ะครับ)

ป้ายในร้านมิโนรุ

ส่วนพี่พนักงานต้อนรับ แม้ว่าพี่เค้าจะดูเคร่งขรึมนึดๆ เมื่อแรกเจอ
แต่จริงๆ พี่แกบริการดีมากครับ เดินมาคอยดูแลเอาใจใส่ตลอด
เริ่มตั้งแต่การเติมชาเขียวครับ — ต้องบอกก่อนว่าชาเขียวอยู่นอกราคาบุฟนะครับ
รสชาติชาเขียวใช้ได้ครับ รสชาติเถ้าแก่น้อยแต่ก็โล่งคอดี

ชาเขียวชื่นใจดีครับ

จากนั้นก็เอาน้ำจิ้มมาให้ครับ มีสองแบบให้เลือกลองจิ้มให้

เริ่มจากซองตะเกียบ และน้ำจิ้มสองแบบ

นอกจากนั้นพี่แกยังเดินมาคอยเติมไฟ เปลี่ยนตะแกรง เก็บจานตลอด
สุดยอดครับ!!!

ที่ร้านจะมีเมนูแบ่งเป็น 2 ช่วงตามเวลาเปิดนะครับ

  • มื้อกลางวัน (วันจันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00 และเสาร์-อาทิตย์ 11.00-16.00) ราคาจะถูกกว่าครับ แต่เมนูที่เลือกได้ก็มีน้อยกว่าเช่นกัน ก็มีเนื้อ(ริบอาย/สันนอก/สะโพก), หมู, ไก่, ซีฟู้ด, และออปชั่นอื่นๆ
  • มื้อเย็น (วันจันทร์-ศุกร์ 17.30-22.00 และเสาร์-อาทิตย์ 16.00-22.00 ) ราคาเพิ่มอีกนิดนึง แต่มีเมนูที่เพิ่มมาจะมีลิ้นวัว, หมูติดมันและสันคอ, ปลากะพง รวมทั้งมีพวกผักปิ้งเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนตัวผมแนะนำให้เป็นเมนูเย็นนะ เพราะถ้าลองลิ้มรสปลากะพงและลิ้นวัวแล้วมันสุดยอดมากๆ

ออ ลืมบอกว่าบุฟเฟ่ต์นั่งได้ 90 นาทีนะครับ

เปิดฉากอย่างเร้าใจ

หลายๆ ร้านมักมาเสิร์ฟช้า ชุดแรกผมเลยสั่งจัดหนักไปครับ
แต่ที่ร้านเสิร์ฟค่อนข้างเร็วครับ (ส่วนนึงอาจเพราะว่าคนน้อยด้วย) เลยแทบจะล้นโต๊ะ
เริ่มที่… กิมจิครับ อร่อยดีครับ เอามาแก้เลี่ยนได้ดี

กิมจิครับ

แล้วก็เอาไก่ก่อนครับ
เป็นไก่คัดส่วนดีครับ ไม่มีหนังติดมาก ไม่ด้านมาก ปิ้งสุกแล้วกำลังดี

ไก่หมักอย่างดี

ต่อมาก็หมูสามแบบครับ น่ากินมากๆ เน้นส่วนเนื้อครับ มันไม่เยอะมาก
ส่วนตัวผมว่าเค้าหมักมาโอเคเลยนะครับ กินกับข้าวกำลังพอดี

หมูสามแบบทั้งหมูสัน, สันคอ, สามชั้น

โอยยยย เอามิโสะมาคั่นหน่อยครับ
ส่วนตัวผมว่าเค็มไปนิดนึง

มิโสะซุปครับ

เมนูซีฟู๊ดครับ

ผมยกให้เป็นทีเด็ดของร้านนี้เลยทีเดียว
แม้ว่าไม่ได้มีปลาดิบหรือแซลมอนรวมในเมนูบุฟเฟ่ต์
แต่เจ้าปลากะพงและปลาซาบะที่นี่ต้องบอกว่าเทพมากๆ ครับ
เอาซะคนที่ไม่ค่อบกินปลาแบบผมคลั่งไคล้มันเลยทีเดียว

ปลาซะบาราดซ๊อส หั่นพอดีคำ พร้อมย่าง
ปลากะพงอร่อยมาก พลาดไม่ได้จริงๆ

แล้วยังมีกุ้ง(ที่ไม่ใช่กุ้งแม่น้ำอะ) พร้อมแกะเปลือก ราดซ๊อสหมักมาพร้อม
กับปลาหมึกกล้วยที่มาเสิร์ฟทั้งตัวครับ
ซ๊อสหมักซีฟู๊ดผมว่ากำลังได้ที่เลยนะครับ ไม่เค็มเกินไป

ปลาหมึกสดๆ อรอ่ยมากครับ
กุ้งแกะเปลือก ถูกใจผมมากๆ ครับ

และแล้วก็ถึงเมนูเนื้อครับ

เป็นร้านที่ผมว่าเลือกเนื้อและหั่นเนื้อได้ดีมากๆ ร้านนึงในระดับบุฟเฟต์ครับ
ราดด้วยซ๊อสหมักอีกแบบ รสชาติเข้มข้นครับ

เนื้อริบอายครับ อร่อยๆๆ
เนื้อสันนอกครับ กำลังกรุบๆ

ส่วนที่ผมชอบมากอีกส่วนคือลิ้นวัวครับ ที่นี่หั่นมาชิ้นใหญ่ดี หนากำลังพอดี
ดีใจมาก เย้ๆๆๆ

ลิ้นวัวครับ ของโปรดๆๆ

แต่เนื้อที่ผมประทับใจมากๆ ส่วนนึงคือสะโพกครับ เป็นส่วนที่มันไม่เยอะ แต่เนื้อนุ่มกรอบไม่ด้าน
เค้าหั่นหนากำลังดีเลย ปิ้งแบบ Medium rare ได้
ผมซัดไป 5 จานได้กระมังครับ

เนื้อสะโพกอร่อยจริงๆ
สะโพกเป็นส่วนไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว

หิวแล้วๆๆ กินกันเถอะ

พอทุกอย่างพร้อม เราก็จัดลงเตากันครับ

สั่งไปเยอะครับ แถมมาเร็วอีก แทบจะล้นโต๊ะ

เฮือกกกก!!! เนื้อล้นโต๊ะแล้ว

จากนั้นก็ใช้ตะเกียบครับ หยิบเนื้อที่หั่นมาอย่างดีและราดซอสหมักรสเลิศ

กำลังลากเนื้อชิ้นโตไปลงตะแกรงครัฟ!!

บรรจงหยิบเนื้อแต่ละชิ้น ค่อยๆ วางเรียงบนตะแกรงที่อยู่เหนือถ่านร้อนๆ
“ฉ่า…….แฉ่ๆๆๆ……” เสียงเนื้อกำลังสุกมันช่างเย้ายวนเหลือเกิน
แถมมันยังส่งกลิ่นหอมน่ากินอย่างมากมาย คริๆๆๆ

เหล่าเนื้อวางบนตะแกรง... หอมน่ากินอะ

ปิ้งเสร็จละ คริๆๆๆ กลิ่นหอมมากมาย

อ่า... สุกแล้วสินะ

จากนั้น เอาเนื้อที่ได้ มาผ่านน้ำจิ้มครับ
ส่วนตัวผมชอบน้ำจิ้มแบบ Original มากกว่าแบบที่มีปรุงรสให้ด้วย

หยิบเนื้อลงสะดุ้งน้ำจิ้มทีนึง

ง่ำๆๆๆ เข้าปาก อร่อยโฮกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สิบกะโหลกเลย
ส่วนตัวผม ถ้ากินเพียวๆ เลย เนื้อมันจะเค็มไปหน่อยนะครับ
แนะนำว่า ให้สั่งข้าวญี่ปุ่นมาเสริมด้วยมันจะได้ไม่เค็มเกินไป

สรุป อิ่มมากครับ!!! เป็นร้านนึงที่ประทับใจครับ
อาหารอร่อย บริการดีครับ ราคาไม่แพงมากด้วย

สรุปที่มากินครั้งนี้

เป็นร้านนึงที่ผมว่าโอเคเลยนะ ทั้งในเรื่องราคา การบริการและความอร่อย
ข้อดีไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะบรรยายมาเกือบทั้ง Entry อยู่แล้ว
แต่ที่ต้องเน้นคือ เป็นร้านที่มีทั้งเนื้อวัวอร่อย และเนื้อสัตว์อื่นๆ ก็อร่อยครับ โดยเฉพาะปลา
ทำให้คนที่ไม่กินเนื้อ และกินเนื้อ สามารถร่วมตะแกรงเดียวกันได้

ร้านนี้อร่อยครับ!!!

มาลุยข้อเสียดีกว่าครับ เท่าที่ผมเจอนะครับ
อย่างแรกคือ เนื้อมันเค็มไปที่จะกินเพียวๆ ครับ โดยเฉพาะซอสที่หมักเนื้อวัว
อย่างที่สอง ไม่มีเห็ดออรินจิ (อันนี้ผมอยากกินส่วนตัว)
อย่างที่สาม ไม่มีของหวานรวมในบุฟเฟ่ต์ด้วย ว้ากกกๆๆๆ

Minoru yakiniku เนื้อ-หมู-ไก่-ทะเล ปิ้งย่าง

แต่ไม่เป็นไรครับ ในอเวนิว ยังมีของหวานอีกเยอะครับ อิอิ