ไปออกหน่วยแพทย์อาสา 1 วันที่บ้านนอแล, บนดอยอ่างขาง

ครั้งแรกและครั้งนึงในชีวิตที่ได้เป็นแพทย์อาสาออกหน่วยไปตรวจชาวบ้านบนดอยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ,, ซึ่งคราวนี้เป็นที่บ้านนอแล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาบนดอยอ่างขางที่ติดกับชายแดนพม่า ,, สนุกและได้ความทรงจำดีๆ มากมาย

ในที่สุดก็ได้ไปแล้ว

เหตุเกิดที่ว่า มีพี่เลขาฯ แพทย์ เดินมาชวนไปออกหน่วยบนอ่างขางวันพรุ่งนี้

พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากหรอกเกี่ยวกับการออกหน่วยครั้งนี้ (แม้ว่าจะสอบถามแล้ว…) ไปกับใครไปทำอะไรไปกี่คนก็ไม่รู้ แค่รู้คร่าวๆ ว่าเค้าต้องการหมอไปช่วยออกหน่วยที่บ้านนอแลที่ติดกับชายแดนพม่าบนดอยอ่างขาง ซึ่งคิดว่าถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่ได้ไปละ ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมที่พอขยับขยายย้ายเวร+ได้รับอนุญาตพี่ๆ staff ทั้งสองให้ไปได้ (ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ -/\-) ก็รีบไปเก็บของและเตรียมตัวดีกว่า

ซึ่งกว่าจะถึงบางอ้อว่าไปที่ไหนยังไงกับใครมีใครไปมั่งไปทำอะไร… ก็อยู่หน้ารถที่จะพาขึ้นแล้ว

เดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันครับ 🙂

วันนี้หมอกหนาและอากาศเย็นกว่าช่วงก่อนที่มาอีกแฮะ แถมพญาเสือโคร่งก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูบ้างแล้ว ,, ซึ่งสรุปแผนที่คร่าวๆ แล้วจะได้ดังนี้ (แต่วันนี้แผนที่ไม่แม่นมากนะครับ เพราะว่าบางช่วงผมไม่ได้ bookmark ไว้เพราะไม่มีสัญญาณมือถือ เลยเดาๆ เอาว่าน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ)


View ออกหน่วยบ้านนอแล in a larger map

เติมพลังระหว่างทาง

ระหว่างทางไปบนดอยอ่างขางก็มีแวะกินข้าวซอยยูนนานที่บ้านหลวงครับ ,, ซึ่งแถวนี้หลักๆ เป็นชุมชนมุสลิม/จีนฮ่อ ข้าวซอยของเค้าก็จะแปลกๆ หน่อย ไม่เหมือนกับข้าวซอยที่เรากินประจำ ประมาณก๋วยเตี๋ยวแล้วเติมพริกกับกะทิลงไปมากกว่า ให้บรรยากาศอร่อยแบบแปลกๆ ,, ส่วนเมนูที่ผมว่าแหล่มคือเนื้อตุ๋นครับ ขนาดว่ายังตุ๋นไม่ได้ที่แต่ตักเอามาจิ้มกินกับหมั่นโถวนี่เข้ากันดีมากๆ แก้หนาวได้ดีสุดๆ

แวะพักกินข้าวแป๊บนึง อิอิ
ข้าวซอยยูนนาน ,, อร่อยแบบแปลกๆ แฮะ
แกงเนื้อ ,, เอามากินกับหมั่นโถว อร่อยดีมากๆ (เค้าให้มาชิมแค่นี้)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อไปยังจุดหมายของเราครับ 😀

ยิ่งขับลึกยิ่งมีหมอก ,, ดอกพญาเสือโคร่งก็ยิ่งเยอะเรื่อยๆ
ในที่สุด.... ก็ถึงที่หมายสักที

ถึงที่หมาย,, บ้านนอแล

พอมาถึงที่บ้านนอแลก็มีชาวบ้านและอาจารย์/น้องๆ จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่มารออยู่แล้วส่วนนึง มองไปคร่าวๆ ก็มีชาวบ้านและลูกเด็กเล็กแดงมารอตรวจเยอะเหมือนกัน โดยวันนี้จะแปรสภาพโรงเรียนของเด็กๆ เป็นห้องตรวจและห้องยาชั่วคราว เจ้าหน้าที่และพี่ๆ ทุกคนก็เตรียมสถานที่และจัดเรียงยาต่างๆ ให้พร้อม ,, โอ้ว ตื่นเต้นจัง

ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวปะหล่อง สังเกตง่ายๆ ว่าที่เอวของชาวปะหล่องเค้าจะใส่ห่วงอยู่ บางคนใส่ห่วงไม้ บางคนใส่ห่วงโลหะ บางคนใส่สองสามอัน บางคนใส่เยอะเลย ,, ผมลองถามดูเค้าบอกว่าอยากใส่กี่อันก็ใส่ (ทีแรกนึกว่าจะใส่ตามฐานะทางสังคมซะอีก)

ถึงที่ที่จะมาออกหน่วยแล้ว ,, ชาวบ้านรอเยอะเหมือนกัน
มีทั้งคนแก่, ลูกเด็กเล็กแดงอย่างเพียบ
เตรียมสถานที่และเครื่องเคราต่างๆ ให้พร้อมก่อน

อีกสักพักก็เริ่มเอะใจ เฮ้ย… เราตรวจหมดนี้เลยเหรอ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ราวๆ ร้อยกว่าคน) เพราะทั้งทริปมีเราเป็นหมอคนเดียว ที่เหลือก็เป็นน้องๆ พยาบาล อาจารย์พยาบาล น้องเภสัช และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล…

“ใช่คะ หมอตรวจหมดเลยคะ” เป็นคำตอบจากพี่ staff พยาบาลท่านนึงที่ทำให้ผมแทบทรุดลงไปนอนกองกับพื้น แต่ก็เอาวะ สู้ๆ แม้เยอะไปหน่อยแต่จะให้หนีลงดอยตอนนี้ก็คงทำไม่ทันแล้ว ตรวจเด็กน้อยก่อนแล้วก็ตรวจผู้ใหญ่

เด็กๆ ส่วนมากไม่มีอะไร อย่างมากก็เป็นหวัด เป็นขี้มูกธรรมดา บางคนปกติดีก็แจกวิตามินกันไป ,, แต่ผู้ใหญ่นี่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ ที่เจอเยอะมากๆ เลยคือความดันสูงแล้วขาดการควบคุมที่ดี บางคนคิดว่าเป็นความดินกินยา 1 ครั้งความดันกลับมาปกติก็หายแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ นอกจากนั้นก็เจอโรคอื่นๆ ประปราย

ภาคแรก :: เด็กน้อยอย่างเพียบเลย เห็นก็จะเป็นลมละ
พี่ๆ เจ้าหน้าที่, พยาบาล และน้องๆ เภสัชทำงานกันหนักมากๆๆ
น้องเด็กๆ น่ารักมาก ,, แต่ละคนมีแต่ขี้มูก ฮาๆๆ
ไหนๆๆๆ อ้าปากแบบลุงหมอหน่อย ,, อ้า~
น้อง Albenism มองเผินๆ นี่เหมือนเด็กฝรั่งเลยอะ
ภาค 2 :: ถึงคิวผู้ใหญ่แล้ว เยอะกว่าเดิมอีก
เห็นมีน้องๆ พยาบาลมาช่วยดูด้วย ,, แต่สุดท้าย ให้หมอตรวจหมด (มีเราคนเดียว)
ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีนะ (ปลอบใจตัวเอง)
น้องๆ เด็กๆ ชาวเขาน่ารักมากๆ 🙂
จ๊ะเอ๋!!! หนูลืมอะไรไปรึเปล่าจ๊ะ
ตรวจเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย อิอิ

ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินๆ ดีนะ (แถมช่วงหลังมีพี่พยาบาลมาช่วยคัดกรอง+แบ่งโรคหวัดไปช่วยตรวจด้วย) ตรวจเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้อีก ทีแรกคิดว่าจะตรวจจนมืดแต่นี่ราวๆ สี่โมงกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว

ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ไปเที่ยวกันแล้วสินะ 🙂

ทำงานเสร็จ ก็ขอไปเที่ยวนิดนึง

จากนั้นก็คงบ้านนอแล มาแวะเก็บของที่สถานีอนามัยอ่างขางซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ด้วย ,, จากนั้นก็แว้บเข้าไปในสถานีเกษตรอ่างขางซึ่งต้องบอกว่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ (วันที่ผมไปมันวันที่ 9/12 ซึ่งถัดไปจะเป็นวันหยุดยาว 10-11-12/12 ) รถตู้และรถส่วนตัวนี่แน่นสถานีเกษตรไปหมด ผู้คนละลานตาเดินถ่ายรูปดอกไม้กันยิ่งกว่าเพียบ…

ไหนๆ ก็ขึ้นมาอ่างขางแล้ว ก็ค้างบนสถานีอนามัยเลยละกัน
มุมสวยๆ ที่อ่างขาง (ในวันที่คนโคตรเยอะ)
ช่วงนี้ดอกไม้บานแล้ว สวยงามอลังการมากๆ (สวนดอกกุหลาบหอมมากๆ)

จนมาถึงสโมสรอ่างขาง ช่วงนี้เค้าจะเปิดเฉพาะบุฟเฟ่ต์หัวละ 300 บาทนะครับ ไม่มีเมนูตามสั่งเหมือนปกติ (แต่วันนี้ก็ไม่ได้กินที่นี่อยู่แล้ว) ,, ผมก็เลยแวะไปร้านของทีระลึกด้านข้าง ซื้อสตรอเบอร์รี่สดเป็นของฝากและดื่มสตรอเบอร์รี่ปั่นให้หายเหนื่อย

ต้องขอบอกว่าสตรอเบอร์รี่ปั่นที่นี่อร่อยระดับเวิร์ดคลาสมากๆ แม้ราคาแก้วละ 30 บาท แต่เค้าให้เนื้อสตรอเบอร์รี่ค่อนข้างเยอะมาก กลิ่นหอมของตัวสตรอเบอร์รี่สดๆ นั้นเด่นแบบสุดๆ รสหวานเด่นนั้นมาจากตัวสตรอเบอร์รี่แถมที่นี่เค้าปรุงรสได้อย่างลงตัว ต่างกับสตรอเบอร์รี่ปั่นจากร้านดังๆ หลายร้านที่มักจะใส่กลิ่นน้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้ความหอมหวานอันเป็นธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่สดนั้นหายไปและกลับกลายเป็นกลิ่นปรุงแต่งขึ้นมาแทน

วันนั้นซัดไป 3 แก้วครับ เติมความสดชื่นจากการทำงานที่ผ่านมาได้ดีมากๆ

สตรอเบอร์รี่ปั่น ,, หนึ่งในเมนูห้ามพลาดเด็ดขาด
สตรอเบอร์รี่แพคใส่กล่องสวย รอนักท่องเที่ยวมาซื้อ
เปิดกล่องออกมา!! แฮ่ๆๆๆ น่ากินอะเธอ
สตรอเบอร์รี่สีแดง ,, น่ากินมากๆๆ
ลูกโตในระดับนึง แต่หอมและหวานฉ่ำดีมกาๆ

จากนั้นช่วงกลางคืนก็มาเดินทัวร์ตลาดข้างหน้า พ่นควันจากปากสะท้านหนาวกันหน่อครับ ,, เดินจิบน้ำขิงผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ โรตีร้อนๆ ซาละเปาทอดกรอบ มันปิ้งร้อนๆ และปิดท้ายด้วยหมูกระทะแกล้มกับผัก hydrophonics ที่สอยมาจากโครงการหลวงเมื่อกี้ ,, อ่า มีความสุขมากๆๆๆ

ออกมาเดินตลาดหน้าสถานีเกษตรอ่างขาง
หนาวๆ แบบนี้ ขอโรตีนิดนึง ,, ฟินมากๆ โดยเฉพาะโรตีชีส

อิ่มแล้วก็นอนดีกว่าครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

รุ่งเช้าที่เร่งรีบและฝูงชน

วางแผนกับพี่หัวหน้าสอ.ว่าเช้านี้จะพาขับรถขึ้นไปชมตรงจุดชมวิวขอบด้ง (จริงๆ ก็เป็นทางผ่านไปบ้านนอแลนั่นแหละ) พี่เค้าบอกว่าตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมากๆ เลย จนมีคนลงทุนไปตั้งเต๊นท์นอนแถวนั้นเลยทีเดียว แถมเดี๋ยวนี้มีแบบร้านขายโจ๊กขายน้ำเต้าหู้แถวนั้นด้วย ,, จินตนาการถึงแบบนั่งจิบน้ำเต้าหู้ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น โรแมนติกสุดๆ

แต่ในความเป็นจริง เช้านั้นต้องรีบตื่นมาด้วยความเร่งรีบเพราะว่าคณะของเราตื่นสายกัน กว่าล้อจะหมุนก็เริ่มเห็นแสงแรกของวันแล้ว พี่หัวหน้าสอ.เลยอุตส่าห์เหยียบพาไปส่งที่จุดชมวิว ปรากฏว่าเจอคนเยอะมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวที่แห่มาดูพระอาทิตย์เหมือนกับไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาก่อนและชาวเขาที่มาขายของจนนึกว่าเป็นตลาดไปแล้ว ,, ส่วนพระอาทิตย์นั่นเหรอครับ…. หมอกบังจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ที่จุดชมวิวขอบด้ง
คนแบบว่าเยอะมาก ,, จากจุดชมวิวกลายเป็นตลาดเลย

กะจะรอให้พระอาทิตย์งอกสักหน่อย แต่พอดีว่าต้องรีบไปราวน์เช้า+อยู่เวรเช้าต่อ เลยต้องรีบลงดอยไป ส่วนความฝันที่จะได้กินข้าวต้มกับน้ำเต้าหู้ดูพระอาทิตย์อะไรนั่นก็แห้วไป โฮๆๆๆ

เช้าๆ วันนี้หมอกเยอะมากๆ แต่ก็มีรถตู้ขึ้นมาไม่ขาดสาย
ทางโค้ง, หมอก และเลี้ยวหักศอก ,, ขับรถด้วยความระมัดระวัง

ไว้มีโอกาสดีๆ ค่อยมาเที่ยวใหม่ละกัน

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลฝาง (โดยเฉพาะพี่ staff ทั้งสองคนที่อนุญาติให้ผมมา ขอกราบงามๆ ประสานบริเวณยอดอกอีกทีครับ), วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่, รพ.สต.อ่างขาง รวมทั้ง staff ทุกท่านและหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ไม่ได้กล่าวชื่อมาในที่นี่ ที่ทำให้งานประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและสนุกสนานอย่างมากมายครับ 🙂

เที่ยวไร่สตรอเบอร์รี่แบบฉุกเฉิน ที่สะเมิง

บ่ายสามกว่า อากาศกำลังร้อนๆ แบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่เนื่องด้วยบรรยากาศสบายๆ ในขณะกำลังนั่งชิลๆ กินขนมกำลังสบายท้อง บีจังและโอเล่ก็ชวนไปสะเมิง ไปเก็บสตรอเบอร์รี่….

ไปสะเมิงตอนบ่ายสาม!!! เออ ไป…

ก็เลยเกิด blog ตอนนี้ขึ้นมา

ควบรถไปสะเมิง

เก็บของจากร้านขนมแถวมช. สตาร์ทรถแล้วก็เร่งสปีดไปแบบเต็มที่ ,, แต่จริงๆ ก็ไม่ได้รีบขนาดนั้น เอาเป็นว่าก็ขับแบบชิลๆ ไปเรื่อยๆ ตามคันคลองแล้วตัดขึ้นผ่าภูเขาเพื่อเข้าสู่อำเภอสะเมิงที่เป็นจุดหมายวันนี้


View เที่ยวไร่สตรอเบอร์รี่ in a larger map

พร้อมแล้วก็ไปกันสิ!!!

แล่นรถออกไปด้วยความเร็วสูง ,, อว้ากกกส์
บรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติชิลเกินห้ามใจ
อีก 28 กม. ถึงสะเมิง ,, อุบ๊ะ!! ฝ่าโค้งอีกไกลเหมือนกัน

ในเมืองยังร้อนๆ แต่พอได้แตะโซนภูเขาอากาศนอกตัวรถนั้นดูท่าจะเย็นกว่า ,, สุดท้ายเลยเปิดหน้าต่างรับลมดีกว่า

แล่นฉิวฝ่าต้นไม้น้อยใหญ่...
เริ่มเห็นสวนและไร่ต่างๆ บ้างแล้ว เย้ๆๆๆ

จริงๆ มันก็ประมาณ 30 กม. จากตัวเชียงใหม่เองนะ ขับรถประมาณ 30-40 นาทีก็ถึงแล้ว ,, ถ้าเทียบที่กทม. ก็คงประมาณจากสยามสแควร์มาดอนเมือง (แต่ได้ข่าวว่าจากสยามมาดอนเมืองนี่สองชั่วโมง)

ถึงไร่แล้วสินะ สินะ

ผ่านดอยมานิดหน่อย ก็ถึงสะเมิงแล้ว ,, ดูไกลๆ ก็เป็นเมืองเล็กๆ สงบๆ ที่อยู่ในหุบเขา ดูแล้วน่าอยู่มากๆ

ไร่ และสวน และไร่ และสวน ที่สะเมิง

แถมที่มีไร่สตรอเบอร์รี่เยอะเหมือนกันนะ เท่าที่สแกนผ่านด้วยสายตานี่ก็ประมาณ 5-6 ที่ ,, วนไปหลายที่ สุดท้ายเค้าก็แนะนำไปสวนสตรอเบอร์รี่ที่ชื่อนภ-ภูผาครับ ,, ที่นี่มีปลูกหลายอย่าง ทั้งสตรอเบอร์รี่ ส้ม องุ่น รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วย ทั้งน้ำสตรอเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่หมักและกลั่น

ถ่ายกับป้ายหน้าสวน ยอมรับว่าอ้วนมาก
มีซุ้มนั่งชิล ชมวิวที่สวนด้วย
น้ำสตรอเบอร์รี่สดปั่น ,, ชื่นใจ
เครื่องดื่มพิเศษจากสตรอเบอร์รี่ 🙂

คิดว่า ตอนนี้มาเที่ยวรีสอร์ทมากกว่า

เรามาสายไปหน่อยนึงสินะ สินะ

ที่นี่มีแปลงสตรอเบอร์รี่ขนาดพอควรให้ลงคนที่มาเยี่ยมชมลงไปลุยสวน รวมทั้งเก็บลูกสตรอเบอร์รี่สีแดงๆ ได้ โดยค่าเข้าสวน 20 บาทต่อคน แต่ถ้าเก็บสตรอเบอร์รี่มาต้องจ่ายเงินเพิ่มตามน้ำหนักนะจ๊ะ (โลละประมาณ 200 บาทนะ ถ้าจำไม่ผิด)

พร้อมลุยสวนสตรอเบอร์รี่แล้ว!!

แต่ว่าเราแอบมาช้าไปนิดนึง เพราะตอนนี้สตรอเบอร์รี่สีแดงโดนเก็บไปเป็นส่วนมากแล้ว ที่เหลือก็เป็นแต่สีชมพู สีขาว และดอกสตรอเบอร์รี่สีขาว ,, สรุปคือ ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางใบสตรอเบอร์รี่สีเขียว!!!

ใบสตรอเบอร์รี่สีเขียว ,, แล้วลูกมันที่สีแดงๆ อยู่ไหน!!

แม้ผมจะดูใส่อารมณ์มากๆ ที่ไม่มีสตรอเบอร์รี่ ,, แต่ด้วยความชิลของสะเมิง อากาศที่เย็นสบาย บรรยากาศดีๆ สวนสวยๆ แบบนี้ก็ทำให้ผมมีความสุขได้แม้ว่าจะไม่มีผลสตรอเบอร์รี่ก็ตาม … เอาวะ ดอก ใบ และลูกสีชมพูก็โอเค!!!

ดอกสตรอเบอร์รี่สีขาว
สตรอเบอร์รี่สีชมพู (เกือบแดงละ อีกนิดนึง)
บรรยากาศสบายจริงๆ อยากอยู่ที่นี่สักคืน
มุมจุดชมวิวของสวนครับ

ถ้าจะหาสตรอเบอร์รี่ติดไม้ติดมือหน่อย ที่นี่ก็มีขายนะครับ

สตรอเบอร์รี่สดที่เก็บจากสวน (ของคนอื่น)
ที่สวนเค้าก็มีขายสตรอเบอร์รี่เป็นกล่องๆ นะ

แต่ด้วยงบประมาณและสติปัญญาของผม ,, เลยซื้อได้แค่นี้ ,, แต่ก็สดอร่อยมากนะ

ถอยสตรอเบอร์รี่สดคลุกเกลือน้ำตาลมาชิม

เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ก็อยู่ถึงเย็น แสงที่สวนกำลังสวยได้ที่

ยามเย็นที่สวนสตรอเบอร์รี่

ช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังหมดไป

เหลือบดูนาฬิกาก็หกโมงเย็น ,, รีบลงจากสวนกันดีกว่า เดี๋ยวจะมืด โดยขากลับนี้ เราจะกลับไปทางแม่ริม ซึ่งเป็นคนละทางกับที่เรามาสะเมิงตอนแรก

แล่นฉิวรีบกลับเข้าเมือง ก่อนที่จะมืดเกินไป
เหวอๆๆ เริ่มมืดเกินไปแล้วววว จะกลับบ้านทันมั้ยยยย

ก็เหมือนจะรีบนะ แต่เราก็มีอารมณ์ชิลระหว่างขึ้นเขา แวะถ่ายรูปแสงสวยๆ ที่จุดชมวิวระหว่างทางนิดหน่อย ซึ่งในจังหวะและมุมจากความสูง 700 เมตรจากระดับน้ำทะเลนั้น พระอาทิตย์กำลังตกพอดี

แสงสวยๆ ของพระอาทิตย์ตกระหว่างกลับ
ที่จุดชมวิวบนดอย ,, สวยมากๆ
นั่งดูแสงสุดท้ายของวัน ,, ชอบมากๆๆ

ถ่ายรูปสบายๆ กลับถึงบ้านเกือบสองทุ่ม… ขอบคุณธรรมชาติ ,, ขอให้คงอยู่สืบไป

Sfree กันเถอะ Part 2

หลังจาก Part 1 ของ Sfree แล้ว ผมก็ยังมี Part 2 อีก เนื่องจากเมนูมันเยอะมากๆ
โดย Part นี้จะเน้นเมนูพิเศษ และเมนูจานๆ ครับ

เมื่อพร้อมแล้วก็มาต่อกันที่ร้านอีกรอบเลย

กลับมาที่ร้านอีกครั้ง

ก่อนอื่นวันนี้ นอกจากจิตใจจะพร้อมสู้กับอากาศที่ร้อนมากๆ (โดยการกินไอศครีม) แล้ว
วันนี้คงต้องเผื่อพื้นที่ในท้องไว้นิดนึงด้วยนะครับ
เพราะวันนี้จะเน้นเมนูแบบจานๆ และเมนูพิเศษต่างๆ ครับ

บรรยากาศหวานๆ สบายๆ

จานแรกของวัน

จานแรกวันนี้เป็น จัมโบ้ ชูครีม อะลาโหมด (Jumbo Choux Cream A La Mode) ครับ
จานนี้ขอบอกว่าใหญ่มาก รวมทั้งเนื้อในอัดแน่นมากๆ
มองเผินๆ จานนี้เหมือนแฮมเบอร์เกอร์เลยอะ แต่เป็นใส้ผลไม้และไอศครีม

Jumbo Choux Cream A La Mode

ที่จานราดด้วยซอสคัสตาร์ดรสจางๆ (แอบเมาท์ว่าชิมนานมาก เพราะรสจางไปหน่อย ได้แค่กลิ่นจางๆ อะ)
ข้างบนมีช๊อกโกแลตฮ๊อตฟัดจ์ราดเยิ้มลงมาด้านล่าง
อร่อยๆๆๆ ยิ่งกินคู่กับผลไม้ต่างๆ ด้วยนี่สุดยอดมากๆ

ชั้นต่างๆ ของชูครีม

ส่วนตัวชูครีมเป็นคล้ายๆ ขนมปังก้อนครับ ไม่ได้นุ่มอย่างที่คิด แต่ก็อร่อยดี
ข้างในอัดด้วยซอฟเซิร์ฟเยอะมากๆ เข้ากับชูครีมและผลไม้อย่างดี
แล้วติดทุกชั้นด้วยคัสตาร์ดข้างในและผลไม้อัดแน่นมากมาย
สังเกตว่าส่วนของไอศครีมมันเยอะมากๆ มาถึงกลางตัวชูครีมเลยด้วยซ้ำ

ข้างในของจัมโบ้ชูครีม อลาโหมด

ต่อจานที่สองเลยดีกว่าครับ

เมื่อเครปกลายมาเป็นของเย็นๆ

เมนูจานที่สองนี่เป็นเมนูเครปประยุกต์ครับ ชื่อ เครป อะลาโหมด (Crepe A La Mode)
ภาพแรกที่จานนี้มันสะท้อนเข้าตา มันดูหรูมากๆ
เห็นแป้งเครปอย่างดีที่บรรจงบรรจุอะไรซักอย่างไว้ข้างใน

Crepe A la mode

ด้านล่างมีผลไม้มากมายหลากหลายชนิดละสีสัน
ทั้งมะม่วง กล้วย แก้วมังกร สตรอเบอร์รี่ กีวี่ หั่นเป็นรูปลูกเต๋าเล็กๆ สวยงาม
แล้วราดด้วยซอสคัสตาร์ดรสละมุนๆ (จนถึงขั้นจาง)

ผลไม้และคัสตาร์ดที่วางอยู่ใต้ชิ้นเครป

ส่วนด้านในของตัวเครปก็บรรจุซอฟเสิร์ฟจำนวนมากไว้
ร่วมกับมีช๊อกโกแลตฮอทฟัดจ์อยู่ข้างใต้ด้วย แกะปุ๊บก็ไหลออกมาปนๆ กับไอศครีมและผลไม้เลย

ภายในบรรจุซอฟเซิร์ฟไว้เต็มที่

ดูรกๆ และกินลำบากไปนิดนึง แต่ก็ยังอร่อยอยู่

ถึงคราวชีสเค้กบ้าง

ข้อดีของเมนูจานๆ เนี่ยคือผมว่าเชฟเค้ามี Space ในการสร้างสรรค์ผลงานได้เยอะขึ้น
จะหยิบจับหรือตกแต่งเมนูต่างๆ ก็ทำได้สะดวก
อย่างชีสเค้ก อลาโหมดนี่ก็อย่างนึง

Cheese cake A La Mode

อย่างการตกแต่งของเมนูจานๆ มีผลไม้ตัดแบ่งเป็นชิ้นเก๋ๆ
มีเอาสตรอเบอร์รี่ฝานๆๆ แล้วมาโป๊ะบนชีสเค้ก
แต่ก็ต้องยอมรับว่าจานนี้เด็ดที่ชีสเค้กจริงๆ แม้ภายนอกมองดูว่าเหมือนเค้กธรรมดา
หากได้ลองสัมผัสเนื้อเค้กที่นุ่มๆ และหอมชีสมากมาย
ยิ่งได้ผลไม้มาเสริมรสยิ่งเพิ่มความอร่อยของชีสเค้กดีครับ

ชีสเค้กอร่อยมากๆ

ถือเป็นเมนูน่าลองครับ แต่แอบแพงไปนิด

คราวนี้มาเป็นกล่อง

ปกติแล้วอาหารชุดเบนโตะมักจะมาแบบอาหารคาวๆ
ใส่ข้าวปั้นเอย ปลาดิบเอย ไก่ย่างซีอิ้วเอย ..แต่วันนี้มาแปลกครับ
เพราะมีแต่ของหวานบรรจุเต็มแทนใน เบนโตะ พาร์เฟต์ (Bento Parfait)

Bento Parfait

ในชุดก็สมเป็นเบนโตะมากๆ เพราะมีขนมหลากหลาย
มีทั้งพุดดิ๊ง, ชาเขียวช๊อต, โมจิ, ถั่วแดง, ขนมโตเกียว, ชุดผลไม้และซอฟเสิร์ฟอร่อยๆ

ขนมหลายชนิดมากๆ แต่อย่างละนิดๆ

ที่ผมชอบคือพุดดิ้งนะ อร่อยดี, ส่วนชาเขียวมันน้อยไป
อย่างอื่นๆ ธรรมดาๆ นะ

พุดดิ้งๆ ครับ อร่อยดีๆๆ

ส่วนตัวผมว่าเมนูมันแพงไปหน่อยนะครับ แถมแต่ละอย่างก็ได้ไม่เยอะ
คงแพงค่าไอเดียกับค่ากล่องไปไม่น้อย

ไอศครีมและน้ำแข็งไส

อีกเมนูยอดฮิตของร้านคือ Kakigori ครับ
เป็นไอศครีมที่วางอยู่บนน้ำแข็งไส แล้วตกแต่งด้วย Topping เป็นแบบต่างๆ ครับ
อีกหนึ่งเมนูอร่อย เพราะไอศครีมเค้าใช้ได้ ยิ่งกินคู่กันทั้งไอศครีม ทั้งน้ำแข็งไส ทั้ง Topping จะสุดยอดมาก
แต่เสียดาย น้ำแข็งไสข้างล่างถ้ากินช้ามันจะแฉะๆ นิดนึง

Kakigori รสนม มีถั่วแดงและโมจิมาเป็นเพื่อน
Kakigori และเครื่องเคียงทั้งหลาย

เมนูพิเศษหน้าร้อนนี้

เพื่อให้เข้า trend ช่วงนี้ที่ไม่ว่าร้านไอศครีมเจ้าไหนก็มีม่วงกันหมด
แต่กับ Sfree มีมะม่วงเป็นเมนูหลักมาตั้งนานแล้ว เลยเอาประยุกต์กันสนุกเลย
ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยสั่งมาซักอย่างนึง(จากสี่อย่างในเมนู) จำชื่อไม่ได้ครับ -_-a

ชุดเมนูมะม่วงฤดูร้อนนี้

ประกอบด้วยมะม่วงวางเรียง น้ำแข็งใสมะม่วงใส่ซอฟเสิร์ฟและเนื้อมะม่วง
สุดท้ายเป็นขนมปังราดด้วยซอสมะม่วง เหลืองไปหมด
แต่ทีเด็ดของจานต้องเป็นตัวขนมปังนี้ครับ

ทีเด็ดของจานครับ

คือทีแรกเห็นอาจให้ feeling แบบเป็นพายกรอบๆ
แต่จริงๆ เป็นขนมปังนุ่มๆ ประมาณเนื้อเค้กอะ กลิ่นหอมดี ค่อยๆ ทำเรียงไปทีละชั้นๆ
ตัดกินกับซอสมะม่วงและเนื้อมะม่วงนี่อร่อยมากๆ

ซอสมะม่วงเยิ้ม กินกับขนมปังอร่อยดีนะ

เมนูพิเศษหน้าหนาวเมื่อฤดูกาลก่อน

กล่าวคือ ผมเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสปลายปีที่แล้วล่ะครับ
ช่วงนั้นก็จะเน้นโทนเขียวๆ-แดงๆ-แต่งๆ แบบหิมะๆ ดูเก๋ๆ ไรงี้

เริ่มที่แบบเป็นถ้วยก่อนดีกว่าครับ อันนี้จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน แต่จำได้ว่าอร่อยดี

เมนูพิเศษช่วงคริสมาสต์

คือเป็นส่วนผสมของ Strawberry และ Kiwi ครับ
แม้สีจะต่างๆ แต่มันกลับลงตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งตัวผลไม้และน้ำแข็งใส

กีวี และ สตรอเบอร์รี่

แต่ถ้าทิ้งไว้นานไป สีก็เละๆ ไปหน่อยนะครับ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ละลายเป็นอันขาด

ต่อมาเป็นเมนูชื่อว่า ลา โนเอล อลาโมด

คือจานนี้จะประกอบไปด้วยชีสเค้กสูตรพิเศษของเชฟอิเคดะ (พนักงานบอกมาแบบนี้)
แล้วก็มีน้ำแข็งใส (เลือกรสได้) แล้วมีโยเกิร์ตซอฟเสิร์ฟวางอยู่ข้างบน
แล้วตกแต่งด้วยชิ้นสตรอเบอรรี่สดหั่นบางๆ พอคำกับวิพครีม

บรรยายซะเว่อร์ มาดูรูปดีกว่า

ลา โนเอล อลาโหมด
สมเป็นเมนูพิเศษจริง

อีกถ้วยในเมนูพิเศษเป็น Kakigori ครับ

Kakigori รสพิเศษ

เป็นไอศครีมรสนมท่ามกลางสตรอเบอร์รี่
แล้วโรยด้วยไวท์ช๊อกโกแลต อารมณ์ประมาณอยู่ท่ามกลางหิมะเลย

อร่อยดีนะ แต่หากินได้เป็นฤดูกาลเท่านั้น

ต่อมาเป็นของเทศกาลวาเลนไทน์ครับ
เป็นชุดเค้กอะไรซักอย่าง ผมก็จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน แต่อร่อยดีครับ
ในชุดมีเค้กช๊อกโกแล๊ต สตรอเบอร์รี่สด และซอฟเสิร์ฟบนน้ำแข็งไส

เมนูพิเศษช่วงวาเลนไทน์
ซอฟเสิร์ฟและน้ำแข็งไสรสโปรด

ส่วนที่เด็ดคือเค้กช๊อกโกแลตนี้ครับ
เหมือนเป็นช๊อกโก้แลตอัดแน่นๆๆๆ เลย อร่อยมาก

ช๊อกโกแลตเค้าอร่อยจริงๆๆ

การกินแบบจานๆ ที่ผ่านมา

เมนูแบบจานผมว่ามันมีอิสระและพื้นที่ในการตกแต่งที่เหนือกว่าแบบถ้วยธรรมดา
ทำให้แต่ละจานที่ออกมานั้นสวยงามและลงรายละเอียดในหลายๆ เรื่อง
รวมทั้งการมีพวกเมนูพิเศษตามฤดูกาลทำให้มีอะไรแปลกใหม่มาเรื่อยๆ
ทำให้เห็นว่าจินตนาการในการพัฒนาเมนูนั้นมีเรื่อยๆ จริงๆ

อาหารก็สามารถเป็นศิลปะได้

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับจริงๆ ว่าข้อเสียของการกินแบบจานคือมันกินลำบากใช้ได้เลย
ทั้งเรื่องการตักชิ้นๆ ผลไม้ที่ลำบาก เพราะมันเล็กและลื่นไปหน่อย
รวมทั้งหากกินช้าๆ มันจะละลายและเจิ่งนองเละไปหมด (โดยเฉพาะกินไปถ่ายรูปไป)
แต่ถ้าชอบกินแบบมิกซ์ๆ ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะคุณจะได้อะไรที่ละลายรวมกันดีมาก

ร้าน Sfree

เมนูพิเศษพวกนี้ จะหากินได้อีกทีต้องไปกินที่ Parferio
ซึ่งเป็นร้านแม่ของเหล่า Sfree ทั้ง 7 ครับว่าเป็นถ้วยครับ เอาไว้ค่อย Review คราวหน้าละกัน
(จริงๆ ก็เลย Review มาแล้วนะที่ Blog เก่า)

Sfree กันเถอะ Part 1

เหมาะมากๆ กับช่วงอากาศร้อนๆ เราก็น่าหาอะไรเย็นๆ ทานกัน
ยิ่งร้านที่อยู่ในห้างด้วย ไม่ต้องหอบสังขารฝ่าแดดไปกินที่ไกลๆ ยิ่งดีใหญ่
หนึ่งในร้านของหวานที่ผมชอบและประทับใจมาตลอด
ทั้งด้านรสชาติ, การแต่งร้าน, คุณภาพสินค้า และการบริการลูกค้า
(ซึ่งผมเคยเขียน blog ไปแล้วหลายครั้งมากๆ แต่วันนี้ผมจะรวบรวมมาไว้ที่นี่)

ร้านนั้นคือร้าน Sfree ครับ

ไปกินไอศครีมกันเถอะ

ร้าน Sfree เท่าที่ผมนับได้มีหลายสาขา แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ตามห้างรอบนอก
ทั้ง Future Park, เซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ, ซาฟารีเวิร์ล
อาจดูไกลนิดนึง แต่กับผมละใกล้ครับ (แปลว่าเราอยู่ห่างตัวเมือง T T)

ร้าน Sfree ครับ อ่านว่า สฟรี

หลักๆ ร้าน Sfree จะขายของหวานๆ เย็นๆ ครับ
เมนูมีให้เลือกยาวและเยอะมาก
จะมีไอศครีม, พาร์เฟต์(parfait), น้ำแข็งใส, เครื่องดื่มต่างๆ ครับ
แถมมีเมนูพิเศษแต่ละช่วงของปีด้วย

เปิดเมนูเลือกเลยละกัน

ถ้าเทียบลำดับแล้ว มันก็ดูธรรมดาๆ นะ น้ำแข็งใสอะไรงี้ ไอศครีมที่ไหนก็มี พาร์เฟต์ไหนไม่รู้จัก
ถ้าคิดแบบนั้นแนะนำว่าลองไปกินดูซักทีครับ แล้วความคิดคุณจะเปลี่ยนไป
เพราะของทุกอย่างที่ร้านเป็นของคุณภาพดีมาก ทำอร่อยและเข้มข้นมากๆ
แค่น้ำแข็งใสเค้าก็เหมือนกับเอาน้ำผลไม้แช่แข็งแล้วมาบดเป็นเกล็ดละเอียด
(ช่วงนี้ผมลองน้ำแข็งใสรสงา อร่อยหวานมันมากๆ ชอบสุดๆ)
โดนลิ้นทีงี้.. ซี๊ดซ้าดกันเป็นทิวแถว อร่อยมากๆๆๆๆ

เชฟมือดีจากญี่ปุ่นมาทำให้ถึงที่

บรรยากาศของร้านจะแต่แนวพาสเทล สีหวานๆ นุ่มนวล ดูอบอุ่นและเป็นกันเองดี

ภายในร้าน Sfree

โม้มามาก เปิดถ้วยแรกเลยดีกว่า

ของหวานที่ผมชอบที่สุด

เริ่มถ้วยแรก เป็นเมนูที่ผมชอบอันดับหนึ่งในใจผม
ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ปลื้มมะม่วงสุกมากเท่าไหร่นัก แต่ถูกใจเมนูนี้มากๆ
คือ แมงโกพาร์เฟต์ หรือ Mango Parfait

Mango Parfait

เพื่อง่ายแก่การเข้าใจ ตัว Parfait มันก็คือเอาผลไม้-ไอศครีม-เครื่องต่างๆ มาปรุงรวมๆ กัน
แต่งให้สวยงาม ออกมาเป็นแนว Art หน่อย

สาเหตุที่ผมชอบ Mango Parfait มากที่สุดเพราะไอศครีมมันไม่เฟคครับ
คือรสไอศครีมมันเหมือนเนื้อมะม่วงเอาไปแช่เย็น แล้วปั่นเป็นน้ำแข็ง
และมันก็ดันเข้ากับเนื้อมะม่วงที่เอามาใส่ข้างๆ
และน้ำแข็งใสมันก็ดันอร่อยและเข้มข้นมากๆ

เนื้อมะม่วงเยอะมากๆ

ที่สำคัญ ไม่ว่าผมจะกินฤดูร้อน-ฝน-หนาว มะม่วงสดๆ เค้าก็มีให้ตลอด
แถมเมนูนี้ราคาไม่แพงมากด้วย สุดยอดมากครับ!!!

ไอศครีมและน้ำแข็งใสรสมะม่วงอร่อยมาก

แต่ถ้าสาวๆ ชอบแบบ low fat ก็เปลี่ยนเป็น Mango Yoghurt Parfait ก็อร่อยไม่แพ้กัน

ในเมนูที่สวยที่สุด

เมื่อเปิดเมนูมา หนึ่งในเมนูที่เตะตามากๆ เมนูนึงคือ Melon Parfait ครับ
เหตุเพราะรูปทรง สีสัน มันเด่นเอาเสียมาก แตงสามสีคว้านเป็นลูกกลมๆ สวยมากมาย

Melon Parfait ครับ

แตงสามสีสามอย่างมีทั้งแตงโมสีแดง แคนตาลูปสีส้ม และแตงญี่ปุ่นสีเขียว
แตงคว้านลูกกลมๆ นอกจากจะสวยแล้ว พอเข้าปากแล้วอร่อยมากๆ ด้วย
คือเนื้อแตงมันเย็นและหวานไปถึงเนื้อใน ชุ่มฉ่ำไปจนถึงลำคอ แบบว่าเหมาะกับหน้าร้อนมาก

แตงคว้านลูกกลมสวย แช่เย็นอร่อย

ข้อเสียอย่างเดียวคือน้ำแข็งใสครับ
คือน้ำแข็งใสรสแตงก็อร่อยนะ รสชาติละมุน ไม่หวานจัด และสดชื่นดี
แต่แค่มันหวานน้อยกว่าแตงด้านบนแค่นั้นเอง
เวลากินแตงเสร็จจะมามากินน้ำแข็งใสต่อมันเลยจะจืดไปนิดนึงครับ

สตรอเบอร์รี่และช๊อกโกแล๊ต

ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าสตรอเบอร์รี่และช้อกโกแลตมันจะเข้ากันได้มาก่อนเลย
อันนึงเปรี้ยวๆ หวานๆ อีกอันขมๆ หอมๆ ต่างกันคนละขั้ว
จนมาเจอเมนูนี้ครับ Chocolate-Strawberry Parfait ครับ

Chocolate-Strawberry Parfait

เทียบแล้วมันเหมือนหญิงสาวที่มีทั้งความหวานหอม เปรี้ยวและ Sexy ภายในตัวเอง
ตั้งแต่ชั้นบนที่เป็นไอศครีมช้อกโกแลตกับเนื้อสตรอเบอร์รี่สดๆ
จนไปถึงชั้นล่างๆ ที่เป็นน้ำแข็งใสคั่นสลับระหว่างสีแดงและสีดำ

ความลงตัวของสีดำและสีแดง

หรือถ้ามาเดี่ยวๆ อย่าง Strawberry Parfait นี่ผมก็ต้องบอกว่ามันอร่อยมากๆ ไม่แพ้กัน
เป็นเมนูแรกที่ผมสั่งและประทับใจในร้านนี้ครั้งแรกที่ได้กินเลยทีเดียว

Strawberry Parfait

เนื้อ Strawberry สดๆ กับน้ำแข็งใสและไอศครีม Strawberry เข้มข้น
และมันก็ลงตัวและเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ อร่อยมากๆ จริงๆ
ที่สำคัญ ฤดูร้อนโคตรที่กทม. เราก็ยังมี Strawbwrry กิน

ไอศครีมสตรอเบอร์รี่อร่อยมาก

ส่วนถ้าเล็งไปทางฝั่ง Chololate ก็มี Chololate mania parfait ครับ
รสชาติเข้มข้นคมเข้มไม่ได้แพ้กันเลย

ช๊อกโกแลตเมเนีย พาร์เฟต์

ทุกส่วนที่เป็น chocolate นี่ผมต้องยกให้ทางร้านที่ตั้งใจทำมากๆ
ง่ายๆ แค่น้ไแข็งใสล๊อกโกแลตมันอร่อยมากๆ จนไม่คิดว่าจะเป็นน้ำแข็งใส
แถมไอศครีมช๊อกโกแลตและไอ้ก้อนช๊อกโกแลตที่วางแหมะอยู่ข้างบนก็อร่อยมากๆ

ทุกส่วนมันคือช้อกโกแล๊ต

จะกินแยกแบบ หรือกินรวมกัน ก็อร่อยไม่แพ้กัน

เมนูจุดอ่อน

ใช่ครับ… ไม่ใช่ว่าที่ร้านจะมีเมนูที่เริ่ดไปหมด ผมเจอเมนูจุดอ่อนครับ นั่นคือ Chinese Parfait
เป็นเมนูที่รวบรวมเอาของทางเอเซียมาทำเป็น Parfait ครับ ทั้งแป๊ะก้วย ข้าวโพด แก้วมังกร ฯลฯ
ไอเดียเค้าดีมากๆ

แป๊ะก้วยในไอศครีม

จริงๆ จุดอ่อนของผมมันคือ มันสู้ถ้วยอื่นๆ ไม่ได้นะครับ หลักๆ คือรสชาติมันไม่เด่นพอ
หรือพูดง่ายๆ รสชาติมันยังขัดๆ กันในตัวเอง ไม่ค่อยลื่นเท่าไหร่

Chinese Parfait

รวมทั้งแป๊ะก้วยในน้ำเชื่อมเนี่ย พอมันเย็นมันจะแข็งและเคี้ยวยากครับ
น้ำแข็งใสรสมะพร้าวก็เหมือนจะไม่โดนมากพอ

น้ำแข็งใสมะพร้าวกับซุปข้าวโพดยังไม่โดนพอ

เขียวเปรี้ยว และเขียวไม่เปรี้ยว

จะแนะนำสองเมนู คือ Kiwi Parfait และ Green Tea Parfait ครับ
คงไม่งงนะครับ ว่าอันไหนเปรี้ยวหรือไม่เปรี้ยว

เริ่มที่ Kiwi Parfait ก่อนละกันนะครับ

Kiwi Parfait

ถ้วยนี้โทนมาแนวสีเขียวอ่อนสลับขาว บนถ้วยทรงสูง
ดูมีสง่าราศีตั้งแต่น้องพนักงานเค้ายกมาแต่ไกลแล้ว

น่ากินมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะกินมันได้ด้วย

เสริมถ้วยด้วยกีวีสด และน้ำซอสกีวีราดอยู่บนวิพครีมอีกทีนึง
ส่วนตัวเนื้อกีวีอร่อยดีมากๆ ครับ

กีวีสดๆ ในถ้วย

ส่วนน้ำแข็งใสกีวีก็ชุ่มฉ่ำไม่ได้แพ้กันเลย
รสชาติที่กลมกล่อม เปรี้ยวนิดๆ อมหวานหน่อยๆ ไม่ต่างกับเนื้อกีวีช่างสร้างเสน่ห์ได้อย่างมากมาย
เป็นหนึ่งในรสน้ำแข็งใสที่ผมชอบมากๆ เลย ไม่เฟคเหมือนกีวีที่อื่นๆ

น้ำแข็งใสเค้าอร่อยมากๆ

ต่อมาเป็นเขียวไม่เปรี้ยวครับ
นั่นคือ Green Tea parfait ครับ

Green Tea Parfait ครับ

ส่วนตัวถ้วยนี้ผมไม่ได้กินเองนะ แอบถ่ายของเพื่อนๆ มา
แต่ก็มีแอบชิมบ้าง อะไรบ้าง ก็อร่อยดีนะครับ
ผมว่ามันเก๋ที่มีถั่วแดงในถ้วยด้วย ส่วนรสชาติก็อร่อยกลางๆ ครับ
ลองถามเพื่อนว่าชอบอะไรมากที่สุด มันตอบว่าชอบ”ร่ม”
เอ่อ พามากินไอติมนะครับพี่น้อง -_-a

มีถั่วแดงและโมจิให้ด้วย

เมนูลูกพีชทั้งเปรี้ยวและไม่เปรี้ยว

ผลไม้หรูๆ แบบพีชก็ยังเอามาทำอะไรได้ตั้งเยอะ
ซึ่งหากเอามาผสมกับผลไม้แบบต่างๆ ก็ให้ character ของ peach ที่เปลี่ยนไป
เริ่มเมนูลูกพีชแบบไม่เปรี้ยวก่อนดีกว่า คือ Apple-Peach Yoghurt Parfait ครับ

Apple-Peach yoghurt parfait

มันเก๋ตั้งแต่บนสุดที่มีแอปเปิ้ลหั่นสวยๆ กินคู่กับพายกรอบ
ร่วมกับซอฟเซิร์ฟโยเกิร์ต อร่อยและเข้ากันดีมากๆ
แต่สิ่งที่เก๋ที่สุดคือ น้ำแข็งไสรสแอปเปิ้ลครับ เพราะนอกจากความหวานหอมแล้ว
ยังมีเนื้อ apple เขียวกับแดงบดผสมและเติมลงในน้ำแข็งไสด้วย อร่อยมากๆ

น้ำแข็งใสรสแปเปิ้ลลลลล

นั่นแน่.. หวังว่าคงจะไม่ลืมนะครับ ว่าเมนูนี้ยังไม่หมด
เพราะเรายังมีพีชสดๆ ชิ้นโตหั่นอย่างดีอยู่ที่ก้นถ้วยด้วย ปิดท้ายได้ลงตัวดีจัง

พีชสด กับวุ้นใสๆ อร่อยๆๆ

ส่วนเมนูแบบเปรี้ยวก็ต้องเจ้านี้เลยครับ Peach & Passion Fruit Parfait ครับ

เริ่มที่หน้าตาของมันก็เริ่ดหรูมากๆ
มีพีชเย็นสดๆ วางอยู่รายรอบวิพครีมที่ราดด้วยซ้อสผลไม้

Peach & Passion fruit parfait

ส่วนชั้นน้ำแข็งใสเป็นรสแพชชั่นฟรุ๊ต รสชาติเปรี้ยวมากๆ ถ้ากินเพียวๆ
แต่ถ้ากินรวบพร้อมกันทุกชั้นแล้ว (ซึ่งเป็นการกินพาร์เฟต์ที่ถูกต้อง คือล้วงตั้งแต่ชั้นล่าง แล้วตักย้อนขึ้นมาชั้นบน)
รสชาติมันจะกลมกล่อมมากๆๆ เหมือนแพชชั่นฟรุ๊ตมันไปเสริมรสได้ดี
ส่วนพีชและอื่นๆ ก็ไปกลบรสไม่ให้แพชชั่นฟรุ๊ตมันเปรี้ยวเกินไป

รสชาติกลมกล่อมเมื่อกินพร้อมกัน

ปิดท้าย Part แรกแบบหวานๆ

เห็นเยอะแบบนี้ สาบานว่านี่เพิ่ง Part แรก
(และสาบานว่า Part 2 นี่ก็ไม่ได้แพ้กันเลย)
และปิดท้ายกันหวานแน่ๆ ครับ เพราะมันคือ Caramel Parfait ครับ

Caramel Parfait ครับ

โดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์ตรงน้ำตาลที่เอามาสานเป็นลายตาข่ายสวยงาม
มีถั่วโรยด้านหน้า เสริมทั้งหน้าตาและรสชาติ
ส่วนรสชาติโดยรวมออกแนวหวานๆ ครับ เลี่ยนๆ ไปนิดนึง แต่ถ้าชอบหวานก็โอเคเลย

น้ำตาลสานๆๆ สวยงามมากๆ

ส่วนน้ำแข็งไสจำไม่ผิดเป็นรสชาเย็นนะ
ผมว่าอร่อยกลมกล่อมดี เหมือนกินชาเย็นเกล็ดน้ำแข็งไงงั้น
นอกนั้นเครื่องเคียงอื่นๆ ข้างได้ก็ยังเสริมๆ กับคาราเมลและชาเย็นได้อย่างดี

น้ำแข็งไสชาเย็น

อิ่มแล้วคร้าบบบบบ

เยอะไปมั้ยครับ

ส่วนตัวผมว่าเป็นร้านที่โอเคมากๆ เลยนะ ประทับใจมากๆ ทุกถ้วยที่ไปกินแม้ในต่างสาขา แต่คุณภาพนั้นเท่าๆ กัน ไม่มี drop เลย พนักงานเอาใจใส่ดีมากๆ การทำแต่ละขั้นตอนก็ทำด้วยความสะอาดและตั้งใจ
ราคาแต่ละถ้วยก็ไม่แพงมาก อยู่ในช่วง 85-120 บาท ครับ ซึ่งถ้าเทียบกับไอศครีมตามห้างแล้ว ถือว่าไม่ได้แพงกว่ากันเลย เพราะนี่ใส่ทั้งผลไม้ รวมทั้ง procedure ในการทำก็ซับซ้อนกว่า
ส่วนตัวผมว่าผู้หญิงน่าจะชอบแนวนี้นะ …ice cream, ผลไม้, โยเกิร์ต… ถ้าใครมีแฟนหรือจะจีบใคร พาไปร้านนี้ผมว่าคงสร้างความประทับใจกับเธอได้ไม่น้อยเลย
แถมช่วงนี้มีโปรโมชันด้วย คือถ้าใครเล่น twitter หรือ facebook โดยไป follow หรือเข้า group เค้าก็จะมีส่วนลดให้ด้วย น่าสนใจมากๆ

ส่วนวันแรกที่ผมไปกินเจอเชฟชาวญี่ปุ่นด้วย เลยแอบขอถ่ายรูปครับ
คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็ประทับใจครับ กำลังทำๆ อยู่ เค้าออกมาถ่ายรูปด้วยเลย

ถ่ายกับเชฟชาวญี่ปุ่น

เอาเป็นว่า เจอกัน Part 2 ต่อ นะครับ น่ากินไม่แพ้ Part 1 แน่ๆ