ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคตรัง :: ตอนที่ 9 สำราญกับทะเลตรัง

ความเดิมในตอนที่แล้วคือ ผมไปจัดหนักนานร้านอาหารที่ตรังมา ซึ่งจริงๆ เท่าที่สังเกตดูนี่ตรังนี่มีร้านอาหารน่ากินเยอะมากๆ ทั้งของคาวของหวาน ที่ผมกินไปนี่แค่ส่วนนึงเท่านั้นเอง ขืนถ้าอยู่นานซักเดือนนึงนี่คงพริ้วไม่ออกแน่ๆ (ฮาๆๆ)

หลังจากกินอิ่มแล้ว ,, ก็ต้องไปเที่ยวกันครับ วันนี้ก็ list ที่เที่ยวไว้ตามแผนที่ครับ ดึ่งดึงๆๆ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 9 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ที่เที่ยวในเมืองตรัง

จริงๆ เมืองตรังก็เป็นเมืองเก่าแก่มากๆ ที่นึงนะ ดังสังเกตเห็นว่ามีโบราณสถานหลายแห่งมาก ถึงขั้นมีประกาศ 20 โบราณสถานที่จังหวัดตรัง (แต่มันกระจายไปในหลายๆ อำเภออะนะ) เอาว่าที่ที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองแล้วเราสามารถไปเยี่ยมดูได้ไม่ยากก็มีคริสตจักรตรัง, สโมสรข้าราชการจังหวัดตรัง (เดี๋ยวนี้เหมือนกับเค้าจะเอามาขาย OTOP แล้วแฮะ), จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ,, ส่วนที่เหลือไปค่อนข้างไกลน่ะ

เออ… แต่การเดินทางในตรังมีทางเลือกไม่มากเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้ไปกับตุ๊กตุ๊กหัวกบก็มันก็น่าจะเหลือแค่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเดียว ซึ่งที่ตรังนี่พวกร้านให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์นี่หายากมาก แถมราคาเช่าก็ค่อนข้างแพงใช้ได้ พยายามเดินหาแถวๆ สถานีรถไฟซึ่งเป็นย่านที่มีบริษัททัวร์เยอะก็ยังไม่ค่อยมี (หรือมันมีแต่เราหาไม่เจอหว่า) ถ้ามีรถส่วนตัวมาเองก็จะสะดวกกว่ามากๆ เพราะที่เที่ยวที่นิยมส่วนใหญ่ค่อนข้างไกลด้วยทั้งทะเลและชายหาดหรือถ้ำเลเขากอบ

แต่ถ้าขี้เกียจก็เที่ยวในเมือง+หาของกินก็โอเคแล้วนะครับ

ตุ๊กตุ๊กหัวกบที่หน้าสถานีรถไฟตรัง
ตุ๊กตุ๊กหัวกบจอดเรียงรายอยู่เพียบ
สภาพบ้านเรือนทรงโบราณสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย

แต่สุดท้ายผมก็หาร้านเช่ามอไซได้นะ ,, ก็เลยได้มีโอกาสไปหลงทางในเมือง (ฮาๆๆ) แต่พอเริ่มชินทางก็แรดไปทั่ว สนุกดีมากๆ ,, จริงๆ ตัวเมืองตรังไม่ได้ใหญ่มากนะ แถมทางก็ไม่ได้จำยากมากเท่าไหร่ด้วย แต่มาตรังทั้งทีก็อย่าลืมขึ้นตุ๊กตุ๊กหัวกบนะครับ 🙂

อันนี้แลดูคล้ายวงเวียนปลาพะยูนนะ
คริสตจักรตรัง ,, หนึ่งใน 20 โบราณสถานของที่นี่
หอนาฬิกาตรัง ,, ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองตรังเลย

ถ้ำเลเขากอบ

ทริปนี้มันเริ่มจาก @DrJoop เค้า Recommend สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กม. ทีแรกผมก็จะไม่ไปแล้วหล่ะเพราะเพลียจากที่เที่ยวมาก่อนๆ หน้านี้ แถมมันก็ไกลมากกับการบิดรถเครื่องไป รวมทั้งต้องแบกรับความเสี่ยงกับท้องฟ้าครึ้มๆ ด้วย แต่พี่แกเซ้าซี้และชวนไปนั่นแหละ ,, เออๆๆๆ ไปก็ได้

ว่าแล้วก็บิดรถเครื่องฉายเดี่ยวไปถ้ำเลเขากอบครับ

ขับรถไปอำเภอห้วยยอด เพื่อไปลุยถ้ำเลเขากอบ
ปากทางเข้าถ้ำเลเขากอบ ,, ดูอลังการดีมากๆ

กว่าจะบิดไปถึงนี่หน้าแทบชา แถมมีฝนตกไล่หลังผมมาด้วย แต่ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ ขับมาเรื่อยๆ พอใกล้ถึงอ.ห้วยยอดนี่ก็จะเริ่มเห็นป้ายบ้าง แต่พอเข้าซอยที่เขียนถ้ำเลเขากอบแล้วป้ายนี่ถี่มากๆ เรียกว่าโผล่ป้ายมาให้เห็นทุก 30 เมตรเลย จนถึงถ้ำเลแล้วก็ไม่ต้องกลัวขับเลย เพราะเห็นทางเข้าต้องบอกว่าอลังการมากๆ ที่นี่ดูแลโดยอบต.เขากอบนะครับ ไม่ได้เป็นของอุทยานแห่งชาติ

เวลาการจะไปเที่ยวถ้ำเลต้องพายเรือเข้าไป โดยเราต้องจ้างฝีพายพร้อมกับเรือสีฟ้าสะดุดตาของเค้า สนนราคา 300 บาท ,, เรือบรรจุได้ 6 คน (นักท่องเที่ยว 4 คน และคนพายเรือ 2 คน) ถ้าใครต้องการไปแบบส่วนตัวก็จ่ายเองเลย 300 ,, แต่ถ้าต้องการประหยัดก็แท๊คทีมกันไป หรืออาจร่วมแจมไปกับคนอื่นได้ (แต่แนะนำว่าไม่ควรไปคนเดียว โดยเฉพาะวันที่ฝนตกหรือน้ำขึ้นสูงครับ)

เตรียมขึ้นเรือเพื่อไปลุยเขากอบกันครับ
พี่คนพายเรือก็จะพาเราเข้าไปดูด้านในของถ้ำเลกัน

การเดินทางเข้าถ้ำเลต้องให้พี่เค้าพายเรือพาตามคลองลอดถ้ำภูเขาหินปูนที่เป็นโพรงข้างใน พอทะลุเข้าไปก็จะได้ชมพวกหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นภายในถ้ำ ,, เมื่อถึงที่หมายตามจุดต่างๆ พี่คนพายเค้าก็จะเทียบฝั่งให้เราเดินเข้าไปลุยในห้องต่างๆ โดยในถ้ำเลจะแบ่งเป็นห้องต่างๆ 3-4 ห้อง ใช้เวลาทั้้งหมดประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ลักษณะหินงอกหินย้อยที่นี่ก็เป็นพวกหินปูน ถ้าวันที่ฝนตกอยู่นี่ก็จะเห็นมีน้ำย้อยลงมาด้วย

ทีแรกผมก็เฉยๆ แกมหงุดหงิดนะว่าจะอะไรกับถ้ำเลมากมาย ก็แค่ภูเขาหินปูนธรรมดาที่มีคลองด้านใน, หินงอกหินย้อยธรรมดา, แถมมืดๆ อากาศอับๆ มองไม่ค่อยเห็นอีกทำไมต้องแนะนำกรูมาวะ บิดมอไซมาตั้งไกลแถมค่าเรือก็ตั้ง 300 แหน่ะ… แต่ความคิดทั้งหมดหายไปในห้องสุดท้ายที่เรียกว่า “ถ้ำมังกร” ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็น unseen และ adventure มากๆ ,, ถ้าถามว่ามันคืออะไร ผมว่าไปลุยเองดีกว่านะ ไม่อยากบอกเท่าไหร่เดี๋ยวจะไม่สนุก แต่ส่วนตัวผมว่าตื่นเต้นดีนะ เพราะวันที่ผมไปผมลงเรือคนเดียว ฝนก็ตกแถมน้ำก็ขึ้นอีก เสียวติดถ้ำมากๆๆ ฮาๆๆ

ภายในถ้ำเลก็มีลักษณะเป็นหินงอกหินย้อยครับ
ข้างในค่อนข้างกว้างนะ มีให้เยี่ยมชม 3-4 ห้องหลักๆ
ที่เด็ดที่สุดคงต้องลอดถ้ำมังกรสินะ

ออกมาจากถ้ำแล้วก็อยากผอมทันที ,, เอิ้กๆ

บุกทะเลตรัง

จากนั้นผมก็หาทัวร์ไปเที่ยวทะเลตรังสักหน่อย โดยผมสนใจ One-day trip เพราะว่าเวลาค่อนข้างจำกัดและราคาก็ไม่ได้แพงมากเท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับต้องมีการนอนค้างนะ) ,, จริงๆ ดูอยู่หลายที่นะ ตอนแรกติดต่อไปที่เจ้าไหมทัวร์เพราะว่าร้านอยู่ไม่ไกลที่พักเท่าไหร่ แต่ว่าพอไปถามแล้วคนเต็ม ,, แต่ทางเจ้าไหมเค้าก็ช่วยเรานะโดยติดต่อที่ลิบงทราเวลให้ สนใจก็ลองโทรไปได้ที่เบอร์ 075-214676 ,, โดย One day trip เค้าให้ราคา 850 บาทถ้วน

ซึ่งส่วนตัวผมว่าก็โอเคนะครับกับลิบงทราเวล ,, เริ่มตั้งแต่เช้าเค้าก็เอารถมารับผมที่โรงแรมเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือปางเมงซึ่งห่างไป 40 กม. จากนั้นก็ไปลงทะเบียนและรอเรือที่หาดปากเมง ,, ส่วนตัวผมว่าวันนี้ไม่ค่อยเหมาะกับการเที่ยวทะเลเลย เพราะว่าเมฆมากและฟ้าครึ้มในระดับที่มองไม่เห็นแสงแดดยามเช้าเลย ทะเลที่คิดว่าจะเป็นสีฟ้าก็กลายเป็นทะเลสีเทาๆ ,, ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็คงเพียงแต่กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ให้ฟ้าเปิดบ้าง (ว่าแล้วก็ สา…ธุ)

พอใกล้ถึงเวลาเรือออก ต้องบอกว่าคนเยอะมากๆ

วันนี้เราจะไปกับลิบงการท่องเที่ยวครับ
บรรยากาศตอนเช้าแบบครึ้มๆ ไม่มีแดดที่หาดปากเมง
พร้อมแล้วก็ไปรอที่ท่าเรือเลยครับ
ณ ท่าเรือปากเมง ,, วันนี้คนเยอะมากๆ
เรือโดยสารของเราพร้อมแล้วครับ

ทัวร์ One-day trip ที่เราจะไปก็มี 4 เกาะครับ ได้แก่

  • เกาะมุก ,, ที่เกาะนี้มีถ้ำมรกตอยู่ การที่เราจะเข้าไปข้างในจะต้องเกาะกันเป็นแถวแล้วลอดถ้ำมรกตไป สิ่งที่สวยมากๆ คือน้ำที่อยู่พื้นถ้ำสะท้อนแสงเบาๆ ของวันนี้เปล่งเป็นสีเขียวมรกตสวยมากๆ ,, หลังจากทะลุเข้าไปแล้วก็เหมือนเราอยู่ที่ปล่องที่มีภูเขาหินปูนล้อมรอบ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะเพราะว่าคนเล่นน้ำเยอะจนมันขุ่น แถมแดดก็ไม่มีด้วย (แถมตอนขาออกน้ำทะเลขึ้นด้วย ต้องมีไกด์พาดำน้ำออกไปทีละคนด้วย)
  • เกาะกระดาน ,, ที่เกาะนี้เป็นจุดพักกินข้าวของเรา เรือเค้าจะเทียบท่าห่างจากเกาะหน่อยๆ ที่นี่มีชายหาดสวยน้ำใสในระดับหนึ่ง แถมตอนนี้แดดก็เริ่มมาแล้ว อาจกระโดดจากเรือมาเล่นน้ำสนุกๆ , เดินหาดสบายๆ ที่เกาะ หรือถ้าขี้เกียจจะนั่งชิลๆ บนเรือก็ได้
  • เกาะเชือก ,, ที่เกาะนี้ก็ได้เล่น Snorkel กันขำๆ ฮะ เท่าที่ดำลงไปก็มีปะการังฟอกขาวจำนวนมาก รวมทั้งหอยเม่นก็มีโคตรจะเยอะเลย ถ้าพลาดไปเหยียบโดนมันนี่คงสยองน่าดูเลย, ส่วนปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ก็พอมีให้ดูบ้าง ,, เล่นน้ำไปเล่นน้ำมาพี่ทัวร์ก็หยิบปลาดาวหนามมาให้ดู สีสวยสดมากๆ แต่พอดูสักพักก็รู้สึกสงสารน่ะ เลยปล่อยมันกลับที่เดิม (ค่อยๆ วางมันลงไปนะครับ เพราะว่ามันพลิกตัวเองไม่ถนัดเท่าไหร่)
  • เกาะม้า ,, เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีโขดหินจำนวนมาก สิ่งที่มาถึงเกาะม้านอกจากเรือของเราแล้วก็ยังมีกลุ่มเมฆกลุ่มใหญ่มากตามมาด้วย แต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่คลื่นไม่แรงและฝนก็ยังไม่ตก เราเลยมีโอกาสที่จะได้เล่นน้ำที่นี่ซักช่วง ซึ่งที่นี่น่าจะเป็นจุดที่ปะการังดีที่สุดในหลายๆ จุดที่ผมไปดำมา มีทั้งปลานานาชนิด มีปะการังอ่อนและปะการังเขากวางที่กำลังงอกด้วย ซึ่งสวยมากๆ ,, แต่สิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งในการเล่นน้ำที่นี่คือพวกโขดหิน บางทีเรามองจากใต้น้ำแล้วเหมือนจะปลอดภัย แต่โผล่พ้นน้ำมาแล้วหินนี่อยู่ตรงหน้าเราเลย
ข้างหน้าเราคือเกาะมุก ,, มีถ้ำมรกตอยู่ที่นี่
รูทางเข้าออกของถ้ำมรกต (จากภายในตัวเกาะ)
บรรยากาศสนุกๆ จากถ้ำมรกต ในวันที่ฟ้าหลัว
ที่เห็นลิบๆ ข้างหน้านั่นคือเกาะกระดานครับ
ที่เกาะกระดานมีหาดสวยๆ และทะเลสีฟ้า ,, น่าจะสดกว่านี้ถ้ามีแดดอะนะ
น้ำใสๆ และหาดสวยๆ ในตอนที่แดดเริ่มมา ,, ที่เกาะกระดาน
ถึงเกาะเชือกแดดมาพอดี เราก็เล่นน้ำกันได้แล้ว ,, เย่ๆๆๆ
ปลาดาวหนาม (ยังมีชีวิตนะ) ,, เจอที่เกาะเชือก
ฟ้าครึ้มอีกครั้งที่เกาะม้า ,, ภาวนาอย่าให้ฝนตก
ท้องฟ้าและน้ำทะเลดูไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนทุกครั้ง
ที่เกาะม้ายังมีทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ ทั้งปลาและปะการังอ่อน

เที่ยวครบสี่เกาะ ก็ขึ้นเรือกลับฝั่งครับ ,, แถมระหว่างกลับก็ต้องแล่นเรือฝ่าฝนที่โถมกระหน่ำมาด้วย แลดูตื่นเต้นดี แต่ก็ถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัยดี

พอดีกลับ ,, ฝนกระหน่ำลงมาเหมือนอัดอั้นมานาน

กลับบ้านแล้วจ้า

หมดวันนี้ผมต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว ,, แต่ทุกพื้นที่ตอนนี้ฝนตกหนักมากๆ ไม่เห็นวี่แววว่าจะหยุดเมื่อไหร่เพราะว่ามันมืดไปทั้งเมืองเลย แค่นั่งรถไปท่ารถก็ลำบากแล้ว ฝนตกตลอดทางจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย…

จากวันนั้น ,, ฝนก็ตกหนัก และกลายเป็นน้ำท่วมภาคใต้

ถามว่าหนักมากแค่ไหนน่ะเหรอ… ก็แค่ระดับภาคใต้น้ำท่วมหนัก มีดินถล่ม คลื่นสูง เศรษฐกิจเสียหายจนเดือดร้อนไปทั่วนะครับ ,, ทีแรกก็เสียดายนะที่ต้องรีบไปธุระก่อนทำให้เที่ยวได้ไม่ครบ แต่คิดไปคิดมาแล้วรู้สึกว่าโชคดีใช้ได้เลย เพราะว่าถ้ายังฝืนดึงดันเที่ยวไปอีกซัก 2-3 วันรับรองว่าผมก็คงติดอยู่ที่เกาะไหนซักเกาะประมาณอาทิตย์นึง แล้วก็รอเรือไปรับ …..

ในวันที่ภาคใต้สดใส ,, มันเป็นความสวยงามที่มากเกินกว่าจินตนาการใดๆ ถ้ามีโอกาสก็ห้ามพลาดที่จะมาเยี่ยมเยียน ,, และผมก็จะมาอีกเช่นกัน

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคตรัง :: ตอนที่ 8 ลุยเขตแดนอาหาร

หลังจากที่ไปเที่ยวมายาวนาน ไล่มาตั้งแต่ระนอง, เกาะพยาม, หมู่เกาะสุรินทร์, หมู่เกาะสิมิลัน และแวะภูเก็ตแบบงงๆ ตอนนี้ก็จะไปยังจังหวัดตรังซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายของทัวร์อันแสนยาวนานครั้งนี้ (จริงๆ จะไปถึงอาดังราวีเลยแต่เวลามีไม่พอ ไว้มาคราวหน้าถ้าได้ไปแล้วจะทำลง blog ให้ละกันนะครับ)

จากภูเก็ตเมื่อตอนที่แล้ว เราก็นั่งรถบขส. อีก 6 ชั่วโมงข้ามกระบี่มายังตรังครับ ,, แอบดูวิวทิวทัศน์จากรถทัวร์แล้วรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้แวะกระบี่ ฮึ่มๆๆๆ เจ็บใจ

บรรยากาศเหงาๆ ของบขส. กระบี่ (ยามเช้า)


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 8 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

และแล้ว ผมก็ถึงตรังแล้ว

(ภาคนี้ต้องขอบคุณหมอจุ๊บนะครับ ที่เป็นผู้ชี้ทางและบอกคีย์เวิร์ดที่กินที่เที่ยวที่พักที่ตรัง ถ้าไม่ได้พี่ผมคงต้องหาร้านอร่อยๆ ไม่เจอแน่ๆ เพราะที่นี่ของกินเยอะมาก)

เข้าพักที่บ้านอ่าวทอง

โบกรถเครื่องจากบขส. มายังห้องพักที่จองไว้ที่ชื่อบ้านอ่าวทอง ติดกับสถานีรถไฟตรังเลย ,, มองมาก็จะเห็นตึกสีม่วงเด่นเป็นสง่าแต่ไกล ทั้งภายนอกและภายในของที่นี่ตกแต่งด้วยเครื่องแกะสลักและปูนปั้นแบบไทยๆ ภายในตัวตึกและในห้องสะอาดเรียบร้อยดี (ถ้าสังเกตดีๆ ที่นี่จะเป็นห้องแถว 2 ห้องมาทุบเชื่อมต่อกันนะ)

ที่นี่ถือว่าเป็นที่พักที่ดีมากๆ ที่นึงของทริปครั้งนี้ แต่ราคาก็สูงหน่อยนึงนะ อารมณ์ห้องไม่มีหน้าต่างก็ 750 บาท (แต่ไปคนเดียวผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วนะ) เอาเป็นว่าถ้าจะไปพักจริงๆ แนะนำให้โทรไปจองก่อน (เพราะวันที่ผมไปนี่ก็เหลือห้องเดียวน่ะ) ที่ 075-225611-2

บ้านอ่าวทอง ,, ทั้งภายนอกและภายในครับ
ห้องพักสะอาดมาก ,, แถมตู้เย็นยังมีลายเพ้นท์ด้วย

แม้หลายคนจะอิจฉาว่าไปเจอทะเลสวยๆ มาหลายที่ แต่พูดตรงๆ ว่านอกจากภูเก็ตแล้วผมเที่ยวมาแบบอดๆ อยากๆ ทั้งหมด ,, วันนี้ก็ได้ฤกษ์ปลดปล่อยของชมรมนักล่าอาหาร ว้ากกกกกกกก ไปหาอะไรกินกันเถอะ ,, วันนี้จะทำ blog รีวิวอาหารนะ!!!

ล่าอาหารเมืองตรัง

“ตรังมีอะไรกิน ตรังมีอะไรกิน…” คำนี้มันกึกก้องในหัวผมในขณะที่แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่หกโมงเช้าแล้วเดินโซเซออกมาจากโรงแรมแบบงงๆ อีกเช่นเดิม (สงสัยติดมาจากตอนไปเที่ยวที่ภูเก็ต) ว่าแล้วก็กางแผนที่ ลงคีย์เวิร์ด และเสิร์ชหาด้วยกูเกิ้ลแมปและโฟร์สแควร์ ,, ไปๆๆ ลุยกินให้ตายไปข้างนึง


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 8 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

โกเภาหมูย่าง

เริ่มต้นที่หนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของตรังครับ ,, อืมมมม จริงๆ ผมเคยรีวิวหมูย่างตรังที่หมอจุ๊บเอามาฝากไปเมื่อต้นปีแล้ว ทีนี้ผมก็ได้โอกาสมาลุยกินหมูย่างที่ตรังแล้ว ,, ซึ่งมองไปมองมาแล้ว ที่ตรังนี่หมูย่างเยอะมากๆ มองไปทางไหนก็เห็นหมูย่าง แล้วจะรู้ได้ไงว่าร้านไหนร้านเลิศ

ณ ตลาดสดเทศบาลตรัง ,, คนตื่นเช้าจังแฮะ
หมูย่างตัวเบ้อเริ่ม ,, น่ากินสุดๆ
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านหมูย่าง ,, เยอะจริงๆ

เดินวนเวียนในตลาดสักครู่ก็เจอร้านที่เป็นเป้าหมายวันนี้ที่ชื่อว่าร้านโกเภาหมูย่าง สังเกตว่าเป็นร้านเล็กๆ แถมหมูย่างร้านแกมีนิดเดียว โกเภาแกไม่ได้มักน้อยนะครับ แต่ว่าที่เห็นเนี่ยขายจะหมดแล้ว แถมไอ้ส่วนที่เหลือก็เป็นส่วนที่ไม่อร่อย (ขณะนั้นเวลาเจ็ดโมงครึ่งแต่ขายจะหมดแล้ว) ถ้าไม่โทรมาจองไว้ก่อนนี่รับรองว่าไม่ได้กินแน่นอน เอาเป็นว่า ตรงจุดนี้ ทิ้งเบอร์ไว้เลย 08-62778327 ,, แนะนำส่วนที่อร่อยสะแด่วต้องเป็นซี่โครงนะครับ ราคามาตรฐานตลาดตรังที่กิโลละ 380 บาท

หมูย่างโกเภาตอนเจ็ดโมงครึ่ง ,, จะหมดแล้วบะเฮ่ย
หมูย่างโกเภาบรรจุกล่องมาแบบสวยงาม

หลังจากได้ชิมดู สิ่งที่สะแด่วของหมูย่างโกเภาคือรสชาติและกลิ่นที่แทรกซึมแบบจัดเต็มของเครื่องเทศไปในทุกจุดของเนื้อหมู, ชั้นของมันที่ไม่หนามาก, เนื้อติดกระดูกซี่โครงก็ย่างได้ที่ ,, แต่ที่เด็ดที่สุดคงเป็นความกรอบของหนังที่กรอบสะท้านฟันปลอม กรอบชนิดที่เรียกว่ากรอบเสมอต้นเสมอปลาย คือผมซื้อไปตั้งแต่เช้า ทิ้งไว้จนถึงห้าโมงเย็นก็ยังกรอบอยู่ไม่เสื่อมคลาย ,, ห้ามพลาดๆๆๆๆ

เปิดกล่องหมูย่างมา ทั้งหอม และแลดูกรอบมากๆ
หนังกรอบๆ ,, มันบาง ,, เนื้อฉ่ำเครื่องเทศ
หมูย่างทุกชิ้นอะแหล่มหลาย ,, สุดยอดจริงๆ ครับ

ถือว่าเป็นหนึ่งในของฝากชั้นยอดเลย

เรือนไทยติ่มซำ

อีกหนึ่งอาหารเช้าที่คนตรังนิยมไปกินก็คือติ่มซำครับ ,, และแน่ละครับ แหกขี้ตาตื่นมากินติ่มซำมันต้องอร่อยระดับไม่ธรรมดาแน่ๆ โดยร้านที่จะพาไปวันนี้มีชื่อว่าเรือนไทยติ่มซำครับ ,, เป็นร้านที่สอนให้ผมรู้ว่าติ่มซำที่อร่อยกว่าเอ็มเคในราคาเข่งละ 15 บาท มันเป็นอย่างไร

บรรยากาศร้านเรือนไทยติ่มซำ
ภายในร้านเรือนไทยติ่มซำแลดูกว้างขวางมากมาย

การกินติ่มซำที่นี่เราจะต้องเดินมาที่ซุ้มด้านหน้าเพื่อเลือกอาหารนึ่ง ซึ่งมีเป็นร้อยเข่งพันอย่างให้เลือกละลานตามากๆ เห็นอะไรก็น่ากินไปหมด (แถมเพิ่งมารู้ว่าปลาท่องโก๋ที่ทอดเรียงด้านหน้านี่อร่อยมากๆ) จากนั้นเลือกเสร็จพนักงานเค้าจะเอาไปนึ่งให้เราซึ่งจะใช้ระยะเวลาหน่อยนึง ช่วงที่รอเราก็เลือกพวกเมนูทอดๆ และสั่งเครื่องดื่ม (แถมยังมีเมนูพิเศษอีก ซึ่งทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) ,, ร้านเริ่มเปิดตั้งแต่เช้า ประมาณหกโมงครึ่ง

มหกรรมติ่มซำ ,, มีให้เลือกเยอะมากๆ
อันนี้เป็นของทอดครับ ,, มีพนักงานยกมาให้เลือกถึงที่โต๊ะ

รอไม่นานครับ พวกของนึงก็ตามมาสมทบ เอิ้กๆๆ

เครื่องดื่มร้อนๆ ช่างเข้ากับติ่มซำได้ดีมากๆ
ระเบิดตึกติ่มซำก็ได้ของกินมาอย่างเพียบ ,, เอิ้กๆๆ
ฮะเก๋าประทะขนมจีบ ,, อร่อยคู่ครับ
ติ่มซำมีให้เลือกเยอะจริงๆ ,, จะกินให้ครบนี่คงต้องมาเป็นเดือน
ซาละเปาใส้ครีมหอมและอร่อยมากๆ ,,

กินไปแปดเข่ง แต่ละเข่งอัดแน่นมากๆ อิ่มจนติ่มซำแทบทะลักออกทางรูจมูก ,, เออ…ทั้งหมดราคา 142 บาท

ร้านเลตรัง 2

อย่าเพิ่งเบื่อติ่มซำไปครับ เดี๋ยวจะพามากินติ่มซำอีกร้านที่อร่อยไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันนักที่ชื่อว่า เลตรัง 2 ครับ ,, จริงๆ เจ้าของเลตรังเค้าทำรีสอร์ท+ร้านอาหารอยู่ที่ อ.สิเกาด้วย เลยคิดว่าที่นั้นน่าจะเป็นสาขาแรก ส่วนสาขาสองนี่อยู่กลางเมืองตรังเลย เปิดตั้งแต่เช้าเช่นกัน ,, ยังไงลองโทรไปถามรายละเอียดที่ 075-217700

ที่ร้านนี่จะดูดีกว่าร้านติ่มซำอื่นๆ คือเลือกนั่งได้ระหว่างสวนข้างนอก หรือว่าจะนั่งห้องแอร์ข้างใน

โซนห้องแอร์ของร้านเลตรัง 2 ครับ

จากนั้นก็คล้ายๆ เดิมครับ คือเดินออกไปเลือกติ่มซำที่เราอยากกินที่ซุ้มด้านนอก พอเลือกได้ก็จะมีพนักงานเค้าเอาไปนึ่งให้เราแบบสดๆ ซึ่งผมชอบแบบนี้มากกว่าแบบโบราณ คือเดินมานั่งแล้วที่ร้านยกมาให้ทั้งหมด ส่วนนึงการนึ่งหลายๆ ครั้งมันทำให้สภาพของอาหารเปลี่ยนไป ติ่มซำที่มีองค์ประกอบเป็นผักเช่นพวกบล๊อกโคลี่ หากนึ่งหลายครั้งจะทำให้ผักมันเหนื่อยและเซ็ง หรือแม้แต่พวกซาละเปาที่นึ่งทีเดียวกับนึ่งซ้ำไปมาก็ต่างกันโดยเฉพาะเนื้อแป้ง ทำให้อรรถรสของติ่มซำเสียไป

หมี่ผัดฮ่องกง ,, เอามากินคู่กับติ่มซำ
ขนมจีบกุ้ง โรยหน้าไข่กุ้ง ,, แหล่มมากๆ

ติ่มซำที่นี่จะราคาแพงนิดนึง แต่วัตถุดิบที่ใช้ก็จะดีกว่า ทั้งหอยจ้อคำเท่ากำปั้น ข้างในปูล้วนๆ ,, หรือจะเป็นติ่มซำปลาไหล อันนี้ก็อร่อยไม่แพ้ใครเหมือนกัน รวมทั้งที่นี่ก็มีของแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นด้วยแฮะ

หอยจ้อชิ้นโคตรใหญ่ ,, ด้านในปูล้วนๆ แน่นๆ
ติ่มซำที่นี่มีพวกปลาไหลด้วยแฮะ ,, ไฮโซจริงๆ
คนตรังเรียกสิ่งนี้ว่า ปลาท่องโก๋ ,, เป็นแป้ง หยุ่นๆ หวานๆ
ด้านล่างเป็นแป้งคล้ายขนมถ้วย ด้านบนเป็นเครื่องผัด เค็มๆ ดี

อีกอันที่ผมว่าเจ๋งคือซาละเปาประยุกต์ คือปกติซาละเปามันก็กลมๆ แต่ที่นี่เค้าทำออกมาในรูปแซนวิช อย่างที่ผมสั่งไปก็เป็นใส้ครีมไข่เค็ม (ชั้นสีเหลืองเป็นครีม ชั้นสีส้มเป็นไข่เค็ม) รูปร่างแปลกๆ แต่กินแล้วก็ยังเป็นซาละเปา

ซาละเปาใส้ครีมไข่เค็ม ,, คือตัวครีมผสมไข่เค็มลงไปด้วย
ซาละเปาแซนวิช ,, แป้งซาละเปา แยกชั้นครีมและไข่เค็ม ,, แหล่มมากๆ

กินติ่มซำไปเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ

จัดเต็มกับติ่มซำกับหมอจุ๊บ ,, เปรมละครับพี่น้อง

หาอะไรสบายๆ กินบ้างดีกว่า

โกแจ้ง สุดยอดร้านน้ำชาสามโลก

หลังจากได้รับแนะนำร้านนี้ผมก็เกิดอาการงงๆ เล็กน้อย ว่ามาตั้งไกล จะให้ไปนั่งร้านน้ำชาอะไรเป็นชั่วโมง เสียเวลาโคตรๆ ,, แต่หลังจากไปร้านนี้แล้วผมกลับรู้สึกว่า นี่เป็นร้านน้ำชาที่ดีที่สุดที่ผมเคยนั่ง เหนือกว่าร้านหรูๆ อย่างอะกาลิโกและเวียงจูมออนเสียด้วยซ้ำ

ร้านโกแจ้งเป็นร้านไม้เล็กๆ ความกว้างๆ 1 ห้อง ขายแค่เครื่องดื่ม ไม่มีขนมแกล้ม ,, ภายในร้านมืดๆ หน่อย เปิดเพลงคลาสสิกบ้าง บอสซาโนว่าบ้าง เท่าที่สังเกตที่ร้านมีโต๊ะนั่งอยู่ 5-6 โต๊ะในร้าน แต่ก็สามารถไปนั่งในสวนแคบๆ ได้อีกซัก 3-4 โต๊ะ ตกแต่งร้านแบบโกแจ้ง (คือแกชอบอะไรก็มาวาง หลักๆ เป็นพวกถ้วยน้ำชาสวยๆ นะ ถ้าพลิกดูแล้วจริงๆ แกขายด้วยนะ แต่ราคาแพงกว่าแก้วสตาร์บัคอีก) ,, ที่นี่ไม่มีป้ายชื่อร้าน ไม่มีจุดสังเกตอะไร เมนูไม่มี (เค้าเดินมาถามโต้งๆ เลยว่าเอาอะไร ,, ละกรูจะรู้มั้ยว่ามีอะไร ฮาๆๆ) ไม่มีปลั้ก ไม่มี wifi แถมถัดๆ บ้านโกแจ้งเป็นร้านซ่อมรถเครื่อง นั่งไปอาจได้ยินเสียงบิดมอไซปนกลิ่นน้ำมันเบาๆ ลอยมาได้ ,, ร้านโกแจ้งเปิดประมาณเที่ยง ปิดประมาณสามทุ่ม

งงมากๆ คือที่นี่ไม่มีจุดขายตามหลักการทางการตลาด แต่คนเยอะมาก ยิ่งช่วง Prime time นี่เรียกว่าต่อคิวกันนั่งนะครับพี่น้อง ขนาดวันที่ฝนตกยังมีคนฝ่าฝนไปกิน ,, ไม่น่าเชื่อ…

ภายในร้านโกแจ้ง ,, ก็ดูธรรมดาๆ นะ
บรรยากาศในมุมต่างๆ ภายในร้านโกแจ้ง
โซนชงเครื่องดื่มโกแจ้ง ,, ดูรกๆ แต่อุปกรณ์ครบมือ

เมนูแนะนำ (คนอื่นๆ บอกต่อมา) ก็มีกาแฟร้อน (สังเกตเครื่องชงกาแฟแกจะเป็นเครื่องชงแบบ Syphon ชนิดสั่งทำพิเศษ), โอดิบ (เป็นไมโลดิบสูตรเข้มข้นที่อร่อยมากๆ ), โกโก้เย็น และชาสูตรต่างๆ ทั้งอู่หลง กวนอิม ชาเขียว ชาดอกไม้ ชาดำ ฯลฯ (ถ้าไม่รู้ให้โกแจ้งแกชงชาให้เลยก็ได้) ,, เครื่องดื่มระดับโคตรอร่อยแก้วละประมาณ 12 บาท ส่วนชากาละ 30 บาท ,, ถ้าวันไหนโกแจ้งอารมณ์ดีแกก็จะชงชาให้ชิมเพิ่มแบบฟรีๆ

โกแจ้งชงกาแฟด้วยเครื่องชงแบบไซฟ่อน (หลักการกาลักน้ำ)
โอดิบ ,, โอวัลตินแบบดิบๆ ไม่ต้องราดน้ำร้อน
ชาดำและชาคาโมไมล์ ,, จากร้านโกแจ้ง
ชากวนอิมและชาดอกไม้ ,, หอมมากๆ

สิ่งที่ผมได้รับจากโกแจ้งคือ ความสุขของการได้จิบชานั้นหาได้อยู่ที่ร้านสวยๆ หรือชาแพงๆ เสมอไปไม่ ,, แต่คนปรุงชาที่รู้จักชาและรู้จักคนจิบชานั้นสำคัญกว่านัก ,, ผมทิ้งเรื่องราวต่างๆ ที่ชวนคิดมากไว้นอกร้าน และมานั่งจิบชาสบายๆ ฟังเพลงที่แกเปิดไป คุยกับโกแจ้บ้าง อ่านหนังสือบ้าง… มันรู้สึกว่ารสชาติและกลิ่นหอมฟุ้งของชามันโลดแล่นผ่านโสดประสาททั้งห้าคล้ายกับว่าเราเริงระบำอยู่ ทำให้ทุกสิ่งแลดูช้าลงคล้ายโลกมันกำลังหยุดหมุน ,, มีความสุขดีมากๆ

ร้านนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

โรงแรมโกเต็ง

เป็นโรงแรมเก่าแก่ของจังหวัดตรัง เปิดมาร่วมร้อยปีแล้ว ทุกอย่างที่ใช้เห็นที่นี่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโกเต็งผู้ก่อตั้งโรงแรม ส่งต่อมายังรุ่นลูกและรุ่นหลาน ซึ่งส่วนของโรงแรมก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวมาพักอยู่ แต่จะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับโรงแรมทั่วๆ ไป แต่วันนี้ที่มาที่นี่ไม่ได้จะมาเปลี่ยนที่พักนะครับ จะพามากินข้าวที่นี่ ซึ่งร้านอาหารที่นี่ก็ถือว่ามีชื่ออยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว

ที่นี่ ,, โรงแรมโกเต็งครับ

อาหารที่นี่มีให้เลือกทั้งแบบอาหารจานเดียวและเป็นแบบกับข้าวครับ ,, และที่สำคัญที่นี่ยังรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันวันนี้ ทำให้เป็นที่ติดใจของทั้งชาวตรังและนักท่องเที่ยวที่หลงไหลในรสชาติอาหารของโรงแรมฯ มาก่อน ,, เมนูแนะนำของที่นี่คงจะเป็นแกงกะหรี่เอามากินคู่กับยำกุนเชียง ซึ่งทั้งคู่เป็นสูตรของทางโรงแรมไม่เหมือนใคร ,, ส่วนตัวผมประทับใจยำกุนเชียงมากๆ กินพร้อมกับแกงกะหรี่, มะม่วงและแตงกวาแล้วต้องบอกว่าสดชื่นมากๆ ครับ

แกงกะหรีไก่สูตรพิเศษจากทางร้าน
ยำกุนเชียงสูตรแปลกประหลาด ,, แต่สดชื่นมาก

อย่างอื่นๆ ก็อร่อยนะครับ

ขามปังหน้าหมูสูตรโกเต็ง
อันนี้คล้ายๆ พะโล้ แต่เค้าเคี่ยวน้ำมันออกจากหมูได้ดี
ซี่โครงหมูผัดซ๊อส ,, อร่อยครับ

อิ่มกันรึยังเอ่ย

โรตีเมืองตรัง

อีกหนึ่งร้านโรตีอร่อยที่อยู่แถวๆ สถานีรถไฟระดับเดินมาได้ ร้านนี้เริ่มเปิดมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว แรกๆ ที่ร้านมีแค่ป้าที่ทำโรตีและชงชาอย่างเดียว ต่อมาด้วยความแซบของโรตีและชาชักทำให้แกก็ต้องชักชวนลูกๆ มาช่วยกันทอดโรตี รวมทั้งต้องเปิดซุ้มชงชาและเครื่องดื่มขึ้นมาเพิ่ม ,, ใครสนใจก็ลองไปชิมได้นะครับ เริ่มขายตั้งแต่ประมาณสี่โมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม ยิ่งดึกแล้วยิ่งคนเยอะ เอ่อ.. ที่นั่งแกจะ outdoor นิดนึง วันไหนฝนตกอาจไม่ได้ขายนะครับ

ร้านโรตีเมืองตรังครับครับ ,, กำลังทำโรตีอย่างนัว
ที่นั่งแบบ outdoor พอฝนตกก็ตัวใครตัวมัน เอิ้กๆๆ
ตกดึกแล้วคนเยอะมาก (ขณะที่ถ่ายมีคนทอดโรตีสามคน)

เมนูที่แนะนำนี่ผมไม่รู้ฮะ ผมสั่งโรตีกรอบ โรตีนิ่มและชาชักมา ,, แต่ผมชอบโรตีกรอบที่สุด อร่อยดีนะ เค้าทอดได้กรอบถึงแก่นดีมาก เอามาจิ้มกับนมและน้ำตาลนี่อร่อยโคตรๆ ส่วนโรตีนิ่มพอจิ้มนมแล้วชีแลดูอร่อยขึ้นหน่อยนึง

ชาชักรสชาติอร่อยดีนะ ,, ชื่นใจสุดๆ
โรตีแบบนิ่มฮะ ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ
อันนี้โรตีแบบกรอบ อร่อยโคตรๆ เลยฮะ
เอาโรตีจิ้มนมแกล้มน้ำตาลกินอย่างสนุกสนาน

ปิดท้ายอีกซักร้านละกันนะครับ

ไข่ทองกาแฟ

ร้านนี้ได้รับการแนะนำจากเพื่อนคนนึง ในคืนที่ฝนเพิ่งหยุดตกตอนเกือบๆ สี่ทุ่มและเราก็หิวมากๆ มองไปทางซ้ายร้านรวนก็ปิดหมด มองไปทางขวาก็ไม่มีอะไรเปิด ,, ขับรถเครื่องหลงไปมาก็เจอร้านไข่ทองกาแฟเปิดไฟเด่นเป็นสง่า คล้ายจะล่อแมงเม่าอย่างเราเข้าไปติดกับ เชอะ!! มีเหรอที่เราจะไปติด (ขับรถจอดหน้าร้านแล้วเดินเข้าไปด้วยใจมั่นคงที่จะชนะความหิว)

ข้าน้อยไม่รู้ว่าร้านที่เดินเข้าไปมันชื่อว่าร้านไข่ทองกาแฟหรอก เพราะแกเล่นติดป้ายชื่อร้านไว้ซอกมุมในสุดของร้านเลย (จริงๆ ไม่หลงหรอก แต่ขี่รถเครื่องวนนานเพราะไม่เห็นป้ายชื่อร้านไข่ทองกาแฟ จนทนไม่ไหวแวะเข้าร้านนี้ แล้วก็ดันถูกร้านพอดี) ,, มาถึงแล้วก็สั่งพวกติ่มซำมาครับ

เหตุเกิด ณ ร้าน ไข่ทองกาแฟ ,, แหม.. เจ็บใจป้ายชื่อ

เท่าที่ลองชิมดูก็โอเคนะ แต่พอดีผมอยู่ในดินแดนแห่งติ่มซำ จึงค้นพบว่าร้านนี้สู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้ ทั้งเรือนไทย, เลตรัง2, หรือแม้แต่บุญรัตน์ที่ภูเก็ตก็ตาม ,, ส่วนกาแฟนี่คำแรกที่ผมกินนี่อยากบอกว่าโคตรจืดยังกะน้ำล้างแก้ว กำลังจะลุกไปด่าเจ้าของร้านว่าทำไมกาแฟมึงกากจังวะพอดีสำเหนียกตัวเองได้ลองคนดู เออ พอใช้ได้ (ก่อนไปวีนเจ้าของร้านกรุณาคนกาแฟก่อนนะครับ เดี๋ยวโดนสาดกลับด้วยน้ำก๋วยเตี๋ยว)

จริงๆ ร้านนี้มีพวกข้าวต้ม บะหมี่ และของกินอื่นๆ ขายอีกเพียบ ,, แต่แค่ติ่มซำมาผมก็กินจะไม่ไหวละครับ แต่กินไปตั้งเยอะก็ยังไม่ถึง 150 บาทเลย อิ่มเกินราคาจริงๆ

ติ่มซำและอาหารต่างๆ ที่สั่งมาชิมดู (ย้ำว่าชิม)
จัดหนักมากครับ ,, แต่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่นะ

กินอิ่ม นอนอุ่น ,, เตรียมหุ่นไปลุยทะเลตรัง

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคภูเก็ต :: ตอนที่ 7 เที่ยว+กิน(แบบด่วน)ที่ภูเก็ต

จากความเดิมตอนที่แล้ว คือหลังจากที่ผมเล่นน้ำที่สิมิลันเสร็จแล้วก็มาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือทับละมุและตั้งใจว่าจะไปจังหวัดตรังต่อ แต่รถตู้จากด้านหน้าของทางบริษัทฯ นั้นมีแค่ไปกระบี่และภูเก็ตเท่านั้น ,, สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไปภูเก็ตแบบไม่ทันตั้งตัวครับ

จริงๆ ผมไม่เคยไปทั้งภูเก็ตและกระบี่อะนะ ถ้าถามว่าทำไมไปภูเก็ต ,, ส่วนนึงตอนที่ผมถึงฝั่งก็สี่โมงกว่าแล้ว การเดินทางไปภูเก็ตน่าจะถึงเร็วกว่า มีเวลาตั้งตัวมากกว่าที่ไปกระบี่ที่ระยะทางไกลกว่า คิดว่าถึงก็ทุ่มนึงแล้ว, ถามเพื่อนๆ ดูภูเก็ตก็น่าจะหาซื้อของกินและเครื่องใช้ต่างๆ ได้มากกว่ากระบี่, แต่ที่สำคัญที่สุด คือมีบ้านเพื่อนอยู่แถวนั้น เอิ้กๆๆๆ (ต้องขอบคุณ @willdiesoon, ขิงและครอบครัวที่จองที่พัก ให้ยืมมอไซและดูแลเราเป็นอย่างดีที่ภูเก็ตนะ แม้แค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ขอบคุณมากๆ จริงๆ)

ขึ้นรถตู้ ,, พี่คนขับก็ขับรถฝ่าฝนไป ,, เราก็ผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อย

ถึงภูเก็ตแล้ว

พอถึงภูเก็ต ผมก็ต้องลงที่อำเภอถลาง (เพราะบ้านเพื่อนอยู่ที่นั่น) แล้วก็พัก Apartment เล็กๆ แถวถลางที่ได้จองไว้ก่อนหน้านี้ ที่มีชื่อว่า At Talang Apartment ซึ่งดูสไตล์การตกแต่งจากภายนอกก็เก๋ดีนะครับ ,, ส่วนสภาพห้องภายในนี่ก็ถือว่าดีมากๆ เอาเป็นว่าทิ้งเบอร์ไว้เผื่อจอง 076-272772

ที่ At Talang Apartment ครับ ,, ห้องดีใช้ได้

ได้ที่พัก โยนกระเป๋าเก็บ แล้วเปิดแผนที่เตรียมเที่ยวก็ได้ตามนี้ครับ ,, แต่ก็ไม่รู้จะเที่ยวอะไรเท่าไหร่เพราะว่าอยู่แค่คืนเดียวเอง แถมไม่ได้วางแผนมาก่อนด้วยสิ แงมๆๆๆๆ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 7 :: ตอนที่ ภูเก็ต ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เอาเป็นว่าคืนนี้สำรวจเมืองคร่าวๆ แล้วนอนหลับเอาแรงก่อนดีกว่า ,, ตอนนี้อยากบอกว่าแสบจากแดดเผามากๆ เรียกว่าร้าวรานไปทั้งแผ่นหลังและแขนทั้งสองข้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นผลจากการดำน้ำแบบไร้อาภรณ์และครีมกันแดดครับ

สะใจเกิ้น

ตื่นเช้าเข้าเมืองภูเก็ต

นาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้าครึ่ง นั่นหมายความว่าเวลาแห่งการทัวร์ภูเก็ตเริ่มต้นแล้ว ,, หลายคนงงว่าผมจะแหกขี้ตาตื่นทำบ้าอะไรตั้งแต่เช้า… ก็แน่ละครับ ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์ 15 กิโลเมตรจากอำเภอถลางเพื่อเข้าเมือง อีกอย่างร้านที่เราจะไปกินนี่มันเปิดเฉพาะตอนเช้าครับ ตั้งแต่ 6.00-10.00 น. เป็นร้านติ่มซำเก่าแก่เจ้านึงของภูเก็ตครับ ชื่อว่าบุญรัตน์ติ่มซำ

แหกขี้ตาตื่นเพื่อไปกินอาหารเช้าแบบภูเก็ตกัน
หน้าร้านบุญรัตน์ติ่มซำสาขาแรกครับ

แม้ว่าบุญรัตน์ติ่มซำจะเปิดที่ภูเก็ตมาตั้งแต่ปีค.ศ.1917 (ประมาณ 85 ปีแล้ว) แต่ก็มีถึง 3 สาขาและมีเวปไซด์ของทางร้านด้วย ซึ่งวันนี้ที่ผมมากินจะไปที่สาขาแรก แถวๆ ถนนบางกอก (คือร้านมันจะต้องเข้าซอยนิดนึงนะ ลองซูมแผนที่ข้างบนดูอะ) ซึ่งแต่ละสาขาจะมีเมนูแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะเป็นติ่มซำสไตล์ภูเก็ตนะ ถ้าใครอยากได้เมนูแปลกๆ เยอะๆ หน่อยลองไปสาขาที่สามดูครับ

บิดรถเครื่องมาถึงร้านก็เกือบหกโมงครึ่ง ลูกค้ายังไม่ค่อยเยอะมาก แต่ก็เห็นมาเรื่อยๆ นะ ,, เหลือไปดูป้ายราคาติ่มซำก็ถือว่าไม่แพงนะ เฉลี่ยๆ เข่งนึงก็ประมาณ 10-15 บาท ,, เวลามาถึงร้านก็เข้ามานั่งได้เลย แล้วเดี๋ยวเค้าจะยกติ่มซำทั้งนึ่งและทอดที่มีทั้งหมดในร้านมาวางให้เราที่โต๊ะ เราอยากกินอันไหนเราก็หยิบกินเอาเลย ส่วนอันไหนไม่ได้กินเค้าก็จะเก็บคืนไปไม่คิดเงิน (แต่ถ้ากินไปแล้วซักนิดนึงเค้าก็จะคิดเงินนะครับ) หรือว่าอันไหนไม่ร้อนก็เรียกพนักงานเอาไปอุ่นใหม่ได้

นึงติ่มซำกันสดๆ หน้าร้านเลย
ติ่มซำวางกันจนละลานตาที่ร้านบุญรัตน์ติ่มซำ

มาถึงแล้วก็เตรียมน้ำจิ้มโดยตักจากโถลงมาใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ ,, น้ำจิมเค้ามีสองแบบให้เลือกตามชอบ คือน้ำจิ้มสีน้ำตาลๆ จะมีกลิ่นออกแนวเต้าเจี้ยวหน่อย, กับสีออกแดงๆ อันนี้จะมีรสออกแนวหวานๆ หน่อย ,, ส่วนตัวผมชอบสีแดงๆ มากกว่านะ

มีให้เลือกทั้งน้ำจิ้มสีแดงๆ และน้ำจิ้มสีน้ำตาลดำๆ
นานาติ่มซำที่บุญรัตน์ ,, น่ากินทั้งนั้น
รสชาติ+กลิ่นจะออกแนวแปลกๆ ไม่ค่อยคุ้น ,, แต่อร่อยดี
ซาละเปาใส้หมูสับและใส้ครีม ,, อร่อยดีนะ

นั่งไปนั่งมาประมาณเกือบแปดโมง ผู้คนแห่กันมาซื้อติ่มซำยังกะแจกฟรีจนคนล้นร้านเลย ตอนนี้ถึงขั้นมีคนมารอต่อคิวเพื่อนั่งต่อ ให้อารมณ์ซิสเลอร์มากๆ (ส่วนเรานั่งชิลกินไปถ่ายรูปไป เอิ้กๆ) หรือบางคนขี้เกียจรอก็ซื้อกลับบ้านเอาก็มี

นั่งไปนั่งมาคนเยอะโคตรๆ เลยแฮะ
ใครๆ ก็มากินติ่มซำที่นี่ครับ ,, โดยเฉพาะคู่กับชานี่ดีมากๆ

คนเดียว..ก็กินไปเท่านี้อะครับ ,, 135 บาท (เกือบอ้วก)

ทั้งหมด 135 บาท ,, ผมกินเองหมดฮะ

เมาติ่มซำ

ขี่รถชมเมืองภูเก็ต

ก็ไปแบบไม่รู้เรื่องอะไร มีมอไซคันนึงก็แล่นไปทั่ว ,, ถนนภูเก็ตนี่ก็แปลกดีนะ เป็นสี่แยก ห้ามเลี้ยวซ้าย ห้ามเลี้ยวขวา ให้ตรงไปอย่างเดียว… แล้วจะให้เราตรงไปไหนหว่า แถมหาที่อ้อมกลับมาจุดเดิมนี่ก็ลำบากนะ ผมสังเกตแค่ป้ายที่เขียนว่าสนามบิน ถ้าหลงก็พยายามหาป้ายนี้แล้ววนกลับมาเริ่มใหม่ ฮาๆๆๆ

ขับรถไปๆ มาๆ ก็หลง นะ ,, เลี้ยวซ้ายก็ไม่ได้ เลี้ยวขวาก็ห้าม
วงเวียน... ซักที่นึงอะ จำได้ว่าวนแถวนี้หลายที แต่ก็หลงตลอด


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 7 :: ตอนที่ ภูเก็ต ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

วนไปวนมาดูสภาพบ้านเมืองต่างๆ ผมว่าตึกเค้าสวยนะ สวยแบบมีลวดลายศิลปะปนมาด้วยอะ อารมณ์ไม่ใช่แค่ตึกเรียบๆ เหมือนกับในกรุงเทพฯ แต่ว่าต้องมีลายปูนปั้นหรือลายตกแต่งสวยๆ เก๋ๆ ตามซอกหรือมุมต่างๆ อย่างน้อยก็ซักนิดนึงอะ ,, กับอีกอย่างที่ผมชอบคือสวนสาธารณะสะพานหิน ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ติดทะเล แถมบรรยากาศโคตรดี จินตนาการแบบว่าเราเดินช้าๆ ท่ามกลางสวนสนแล้วก็มีลมทะเลซัดมาเบาๆ ว่างๆ ก็จะมีสาวๆ วิ่งออกกำลังกายผ่านมาด้วย

สภาพบ้านเมืองและตึกเก่าที่ภูเก็ต ผมว่าสวยดีนะ
มานั่งพักที่สวนสาธารณะสะพานหินหลังจากขี่มอไซจนเหนื่อย

แต่ที่เจอประจำในทริปนี้คือฝนตกครับ ,, ตกอีกแล้วที่ภูเก็ต

ฝนตกกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ที่ภูเก็ต ,, ถึงขั้นต้องจอดรถพัก

ฝนอย่าเพิ่งตกเยอะ ,, เรายังเหลือภารกิจอยู่นะ!!!

มาหาอะไรแบบภูเก็ตๆ กินต่อ

หลังจากซัดติ่มซำมาเต็มหลอดตะกี้ เดี๋ยวก็จะไปหาอะไรกินต่อครับ ก็มีคนแนะนำว่าต้องมาภูเก็ตก็ต้องกินอะไรที่มีเฉพาะภูเก็ตสิ (เอ่อ ก็จริงแฮะ มาภูเก็ตจะกินน้ำพริกหนุ่มก็กะไรอยู่) โดยคราวนี้คีย์เวิร์ดที่ผมได้มาจากเจ้าถิ่นคือ โอ้เอ๋ว, อาโป้ง, โลบะ, ปอเปี๊ยะภูเก็ต และบะกุ๊ดเต๋ ,, ไอ้บะกุ๊ดเต๋นะเคยกิน แต่ไอ้สองสามอันหน้าน่ะไม่รู้จริง แถมชื่อจำยากมาก ท่องประมาณแปดรอบถึงจะพอได้เค้าโครงบ้าง เอิ้กๆๆๆ

ถามคนภูเก็ตที่เดินข้างถนนเค้าบอกว่า “ผ่านตลาดเก่ามาแถวๆ แยกดีบุกจะมีร้าน…(คือเค้าบอกชื่อร้านมาแล้วอะนะ ในขณะจิตนั้นจำชื่อไม่ได้)..ขายพวกนี้อยู่ น้องลองไปกินได้” ,, เออ ทางก็ไม่รู้ ถนนก็งงๆ ก็ขับมาเรื่อยๆ ละ หลงก็ไปเริ่มใหม่ ,, แต่ในจุดนี้ต้องกราบของพระคุณ Google maps และ Fouresquare มากๆ ครับ มันทำให้เห็นว่าเจ้าสองอย่างนี้มีประโยชน์มากๆ ขณะเราอยู่ต่างแดน โดยเฉพาะ Foursquare ที่มักจะเห็นคนเอามาเก็บ Badge อย่างเดียวนี่ผมว่ามีประโยชน์แบบสุดๆ นอกจากที่มันมีแผนที่แล้ว มันก็ยังเหมือนเป็น Review เล็กๆ ของคนที่เคยมากินมาเที่ยวก่อนหน้านี้นะ ,, ยังไงก็ฝาก Mayor ช่วยวาง maps แม่นๆ ด้วยนะคร้าบบบบ

เออๆๆ ถึงละๆๆ คงเป็นร้านนี้ละกระมัง ,, ลกเที๊ยน อาหารภูเก็ต (ดูตามชื่อเห็นมีโลบะแว๊บๆ)

ร้านอาหารภูเก็ต ลกเที๊ยน ,, มีอาหารภูเก็ตเพียบ
เหมือนคล้ายๆ ศูนย์อาหารภูเก็ตอะ เอาร้านหลายๆ อย่างมาเปิดรวมกัน

มาถึงแบบงงๆ ก็ไม่รู้จะสั่งอะไรแบบงงๆ … แต่เท่าที่สังเกตที่นี่มันคล้ายๆ ว่าที่นี่จะเอาอาหารภูเก็ตเก๋ๆ หลายๆ ร้านที่อยู่คนละที่มาเปิดรวมกันตรงนี้ที่เดียว คงกะให้เป็นศูนย์รวมแห่งอาหารภูเก็ตประมาณนั้น ,, แม้ว่าติ่มซำยังเหลือเต็มกระเพาะ แต่ผมก็จัดหนักครับ เอามาแม่งหมดตามคีย์เวิร์ด ทั้งโลบะ โอ้เอ๋ว บะกุ๊ดเต๋ (คนจดเมนูคงงงๆ มากๆ แถมจดเสร็จหันหน้ามาถามกรูด้วยว่า โอ้เอ๋วใส่อะไรบ้างครับ ,, แล้วกรูจะรู้ไหมละครับนั่นว่าปกติพวกพี่ๆ กินกะอะไร) ,, สุดท้ายคนจดเมนูวิ่งกลับมาบอกว่าที่สั่งไปได้แค่โอ้เอ๋วอย่างเดียว ที่เหลือยังทำไม่เสร็จ อารมณ์มากินที่ร้านเช้าไป (ตอนนั้นก็เกือบ 11 โมงแล้วนะ) ถือว่าเป็นโชคดีของกระเพาะกรูจริงๆ ไม่งั้นคงอ้วกกระจาย เอิ้กๆๆๆๆ

เอ้าๆ โอ้เอ๋วมาละ ,, มันคืออะไร กินยังไงฟระ

โอ้เอ๋วมาแล้ว ,, มันคืออะไรวะนั่น!!
หน้าตาของโอ้เอ๋วที่แท้จริง ,, มันคือวุ้นหรือสิ่งใด

คำแรกที่ได้กินโอ้เอ๋วนี่ประมาณวุ้นแบบนิ่มๆ เข้าปากแล้วแตกตัวกระจายกลายเป็นวุ้นร่วนๆ ทันที โอ้เอ๋วมันไม่ได้หยุ่นๆ เหมือนคุณสุทธิชัยหรือเฉาก๊วยชากังราวแต่อย่างใด ,, แต่สิ่งที่ผมรู้สึกจากการกินโอ้เอ๋วนี่คือ “เย็น” มันคงถูกออกแบบสำหรับการกินดับร้อนมากๆ อารมณ์อากาศร้อนๆ หรือว่าเล่นกีฬามาเหนื่อยๆ ได้ซัดโอ้เอ๋วซักถ้วยนี่คงเปรมน่าดู

หลังจากสืบไปสืบมาก็ทราบว่าโอ้เอ๋ว เป็นอาหารหวานได้จากวุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว (คล้ายเมล็ดแมงลัก) ที่แช่น้ำ ผสมกับกล้วยน้ำว้า (กินไปไม่รู้สึกว่ามีกลิ่นกล้วยเลย) ใส่เจี่ยกอ (คืออะไรวะนั่น) เพื่อให้โอ๊ะเอ๋วเกาะตัวเป็นก้อน แล้วจึงนำมาใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส โอ้เอ๋วเป็นอาหารที่มีเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ที่นี่มีร้านขายโอ้เอ๋วสองร้านที่รู้จักกันดี คือ โกโรจน์และแป๊ะเอ้ง (แปลว่าร้านที่เราไปกินนี่เป็นร้านที่รู้จักกันไม่ดีนี่เอง)

อิ่มท้องแล้ว ,, ก็เดินทางกันต่อ

อิ่มแล้วก็เตรียมเดินทางไปเที่ยวกันต่อครับ ,, คงหวังว่าผมจะพาไปเที่ยวหาดสวยๆ ดูฝรั่งนุ่งน้อยห่มน้อยที่ภูเก็ตละซี่…. ผิดละคร้าบ เราจะไปตรังกันตามแพลน ,, ไว้คราวหน้าเตรียมตัวมาภูเก็ตให้พร้อมแล้วจะลุยแหลกให้ดู

โดยรถบขส. จากภูเก็ตไปตรังนั้นมีตั้งแต่เช้ามืดประมาณตีสี่ตีห้า ไปจนถึงสองสามทุ่มครับ ,, ใครจะไปก็คำนวณดีๆ นะครับ บวกเวลาการเดินทางไปเลยหกชั่วโมง ,, เพราะที่ตรังไม่ใช่กทม. ที่จะมีรถวิ่งทั้งคืนนะ แค่ห้าหกโมงก็ไม่ค่อยมีรถโดยสารวิ่งแล้ว ถ้าใครมารอบสามทุ่มก็แปลว่าถึงตรังตีสาม… ช่วยเหลือตัวเองนะจ๊ะ

ได้ตั๋วไปตรังซักที ,, เย่ๆๆๆ

เอาว่าไปตรังกันครับ ,, จังหวัดสุดท้ายของทริปนี้แล้ว

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 6 สวรรค์บนดิน

หลับไปเต็มอิ่มมาจากตอนที่แล้วเพราะว่าครีมกันยุงไว้ยังกะโบกปูนในแทบทุกจุนอกร่มผ้า การหลับเลยราบรื่นเอาเสียมากๆ แถมเมื่อคืนก็หลับไปตั้งแต่หัวค่ำด้วย ,, เช้านี้ก็เลยตื่นมาตั้งแต่พระอาทิตย์ไม่ขึ้น สำรวจตัวเองและสภาพโดยรอบว่ามีอะไรหลุดเข้ามาในเต๊นท์ระหว่างกรูหลับหรือไม่ (เท่าที่ดูก็เรียบร้อยดี) งั้นไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปดูพระอาทิตย์ขึ้นครับ

ยามเช้าที่สิมิลัน

อยู่เกาะสี่หรือเกาะเมี่ยงนั้น หากจะไปรับแดดแรกของวันเราต้องลุยหน่อยครับ คือเราต้องเดินเข้าป่า (ก่อนพระอาทิตย์จะมืดนิดนึง แต่ก็พอมองเห็นรำไรๆ นะ) ผ่านบ้านปูไก่ แล้วเลยไปอีกนิดก็จะถึงหาดเล็กซึ่งมีชายหาดที่แสนเงียบสงบมากๆ (เพราะคนส่วนมากยังไม่ตื่นกัน) หันออกไปทางทิศตะวันออก เหมาะกับการฟังเสียงคลื่นพร้อมกับรับแสงแดดยามเช้าสุดๆ

ยามเช้า ,, ที่อ่าวเล็ก
ตอนเช้าที่อ่าวเล็กสดชื่นมากๆ อากาศดีสุดๆ

ดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จก็กลับมาหาดหน้า เก็บของให้พร้อมและเล่นน้ำทะเลให้เต็มที่ก่อนที่จะไปล่องเรือ แอบเสียดายที่ได้เล่นหาดที่สวยงามมากๆ แค่นิดเดียวเอง ซึ่งกิจกรรมที่เหลือของทัวร์ก็มักจะเป็นการล่องเรือ+กินข้าวบนเรือแทน ,, วู้ๆๆๆ เซ็งหน่อยๆ คราวหน้าจะมาเองดีกว่าเพราะประหยัดกว่าเยอะ โดยเฉพาะสำหรับคนจะมาซึมซับแค่ความสวยงามของหาดเฉยๆ (ซึ่งส่วนตัวคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการพักผ่อนแล้ว) หรือถ้าใครอยากดำน้ำหรือไปเที่ยวเกาะแปดก็ไปกับเรือของอุทยานฯ ก็ได้

มุมสงบของหาดหน้าในยามเช้า

ข้อดีอีกอย่างนึงของคนที่ตื่นเช้าๆ คือเราจะได้เห็นหาดหน้าในช่วงที่คนไม่เยอะ เราสามารถกระโดดเล่นบนทรายนุ่มๆ เหมือนกับเป็นหาดส่วนตัวได้สบายๆ ,,

จริงๆ เท่าที่สังเกตนักท่องเที่ยวบางคนมาแค่ one day trip คือมาเช้าเย็นกลับดังนั้นช่วงที่คนจะเยอะคือช่วงที่เรือเอาคนมาลงที่เกาะ ประมาณช่วงสิบโมงเช้าจนถึงประมาณบ่ายสาม ,, แต่พอนอกเหนือช่วงนี้ก็จะมีแค่นักท่องเที่ยวที่พักอยู่เกาะเท่านั้นที่จะมาเล่น ซึ่งไม่เยอะอย่างที่คิด โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ นี่คนน้อยสุดๆ

กระโดดเย้เย ,, เดี๋ยวเราจะไปลุยเกาะต่างๆ รวมทั้งเกาะแปดกัน

นั่งเรือใหญ่ไปเกาะต่างๆ

หลังจากหลั่นล้าตอนเช้าได้สักพักก็ต้อง Check-out ออกจากที่พัก จากนั้นก็ทัวร์วันนี้ก็เริ่มกิจกรรมที่ไปกินข้าวเช้าบนเรือแล้วเดินทางยาว แต่ว่าถ้าใครอยากนอนเล่นหาดมากกว่า ไม่ได้เดินทางไปกินกับเรือด้วยก็อาจต้องหาทานเองที่อุทยานฯ นะ (ผมงงๆ เหมือนกันว่าทำไมต้องกินข้าวบนเรือ เพราะว่าอุทยานฯ ก็มีที่ให้กินข้าวนะ ไม่แน่ใจว่ามีประเด็นอะไรกับทางอุทยานฯ หรือเปล่า)

ออ… อีกอย่างคืออาหารของเม็ดทรายไม่มีหมูนะครับ 😀

กินข้าวกันบนเรือครับ ,, กินไปนั่งเรือไป สบายๆ

จากนั้นเรือก็แล่นออกจากเกาะ 4 ไป ส่วนเราก็กินข้าวไป ,, เรือก็ข้ามไปเกาะต่างๆ ของสิมิลัน ไล่ไปตั้งแต่เกาะห้าและหกที่อยู่ติดๆ กัน, ผ่านเกาะเจ็ดไป… อืมมมม จริงๆ นั่งรับลมบนเรือนั่งชมวิวระหว่างไปเกาะต่างๆ ก็ดีเหมือนกันนะ บรรยากาศดีใช้ได้ อากาศก็สดชื่น (ถ้ามีโอกาสอยากไปดำ Scuba กับเค้าเหมือนกันนะ เห็นพวกพี่ๆ ที่มีประสบการณ์เค้าเล่าก็อยากจะลองดูซักที)

ลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ,, เพื่อไป Snorkel กัน!!!
มุมสวยๆ ที่เกาะห้า และเกาะหก (ใกล้ๆ เกาะสี่)
อันนี้ถ้าจำไม่ผิด ,, น่าจะเป็นเกาะเจ็ดนะครับ

พอมาถึงเกาะ 9 ซึ่งถ้ามองจากเรือจะเห็นแค่หาดน้อยๆ แล้วที่เหลือเป็นโขดหินก้อนกลมๆ เกือบทั้งเกาะ ,, พี่ไกด์บอกว่าแถวนี้มีจุดดำน้ำเยอะนะ แต่ส่วนมากเป็นสคูบ้า แต่ Snorkel ก็พอมีบ้าง โดยตรงที่จะไปดำนี่เรียกว่า Christmas Point ,, แต่เท่าที่ลงไปดำๆ ดูนี่ผมว่าเทียบกับเกาะสุรินทร์ไม่ได้เลย ปลาอาจสวยพอๆ กัน แต่ปะการังและสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลสวยงามแตกต่างกันมากๆ ฮะ

มุมสวยๆ ตรงฝั่งที่เป็นโขดหินของเกาะเก้า
วนมาเกาะเก้าอีกฝั่ง ,, เห็นไกด์บอกว่าแถวนี้เรียกคริสมาสต์พอยท์
จอดเรือพักซักแป๊บ ,, ไปดำน้ำเล่นกัน
น้ำทะเลสีเขียวมรกต ,, สวยดีครับ
ตอนนี้ชักหลงรักการดำน้ำแล้วแฮะ ,, อยากดำสคูบ้าบ้าง

ไปเที่ยวมา 4-5 วันแล้ว ดำน้ำทุกวัน แถมถอดเสื้อเล่นน้ำด้วยนะ ,, ตอนนี้ตัวแดง (จากโดนแดดเผาอย่างหนัก) คิดว่าถ้าเล่นน้ำแบบนี้อีกสี่ห้าวันคงตัวดำเหมือนชาวมอแกนแน่ๆ (ฮาๆๆๆ)

มาเหยียบเกาะแปดแล้ว

พอดำน้ำจากเกาะเก้าเสร็จ เราก็มาเกาะแปดหรือเกาะสิมิลันที่อยู่ไม่ได้ไกลกันมาก

จริงๆ เกาะแปดก็เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะสิมิลันเลย โดยเรือใหญ่ของเราจะจอดแถวๆ Donald Duck bay คิดว่าน่าจะเรียกชื่อตามก้อนหินก้อนนึงที่มีลักษณะคล้ายๆ หัวเป็ดนะ ,, จากนั้นก็นั่งเรือยางเล็กเพื่อเข้าหาดและไปดูหินเรือใบที่เป็นหินทรงประหลาดตั้งเด่นอยู่เหนือก้อนหินทั้งปวงบนเกาะแปด ซึ่งที่นี่ถือว่าเป็น Landmark ของหมู่เกาะสิมิลันเลยก็ว่าได้

เริ่มเห็นเกาะแปดอยู่ลิบๆ แล้ว ,, วู้ๆๆ
น้ำทะเลสีฟ้า ,, กับหินทรงแปลกหน้าตาคล้ายโดนัลดั้ก
หินทรงแปลกด้านบน ,, เค้าเรียกว่าหินเรือใบ
ถ่ายกับป้ายและหินเรือใบ ,, สัญลักษณ์แห่งเกาะแปด

เพื่อให้ได้อรรถรสของการผจญภัยอย่างครบถ้วนก็ควรต้องเดินขึ้นไปเยี่ยมหินเรือใบด้วย ซึ่งทางอุทยานฯ เค้าก็ได้ทำทางไว้ให้เดินขึ้นแล้ว แต่ทางมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือแม้แต่เศษใบไม้หรอกนะ ,, ทางเดินขึ้นหินเรือใบค่อนข้างชันและอันตรายมาก ใครไม่พร้อมเช่นพาอาม่าแก่ๆ ถือไม้เท้ามาก็ให้แกนั่งด้านล่างเหอะ หรือถ้าใครพาเด็กมาก็อย่าปล่อยให้วิ่งซนขึ้นไปคนเดียว เพราะทางบางช่วงเป็นทางโล่งๆ ไม่ได้มีอะไรกั้น

แต่ถ้าใครขึ้นมาก็เรียกว่าคุ้มค่ามากๆ ได้ชมวิวสวยๆ จากข้างบนนี่สุดยอดมากๆ

เส้นทางขึ้นหินเรือใบลาดชันใช้ได้เลย ,, อันตรายด้วย
ข้างบนวิวสวยมากๆ คุ้มค่ากับที่ขุ้นมาสุดๆๆ
จากหินเรือใบ ,, มองไปยังหาดที่เราขึ้นมาตะกี้
จากหินเรือใบ ,, มองไปยังเกาะเก้าที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่
เก็บตกมุมสวยๆ จากเกาะแปดครับ ,, เกาะนี้สงบมากๆ

มีคนถามว่า หินเรือใบทรงตัวอยู่ได้อย่างไร ,, นี่คงเป็นความลับกระมัง

ความลับในการทรงตัวและท้าแดดท้าฝนของหินเรือใบ

เอาฮานะครับ 😀

แล่นเรือกลับหาด

หมดเวลาเที่ยวสิมิลัน ,, ช่วงเวลาแห่งความสุขสองวันหนึ่งคืนนี่ผ่านไปเร็วแบบไม่ทันตั้งตัวเลย เก็บของขึ้นสปีดโบ๊ทเพื่อขึ้นฝั่งกันเถอะครับ ,, แม้ว่าที่หมู่เกาะสิมิลันท้องฟ้าจะแดดจ้าสมกับเป็นหน้าร้อน แต่ที่ฝั่งนี่เมฆสีเทาดำก่อตัวครึ้มหนามาแต่ไกล เป็นลางว่าน่าจะมีฝนตกในเร็วๆ นี้แน่ๆ (ลืมบอกว่าหน้ามรสุมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันปิดนะครับ ,, อุทยานฯ เปิดเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนเท่านั้นนะ)

ลาก่อนนะหาดของหมู่เกาะสิมิลัน ,, แล้วจะมาหาน้ำใสๆ อีก
เมฆครึ้มเริ่มเข้ามาเยือน ,, รีบกลับฝั่งกันเถอะ

พอมาถึงทับละมุ การเดินทางของผมมี 2 ทางเลือกครับ คือไปกระบี่หรือภูเก็ต (เพราะรถตู้ที่เดินทางจากหน้าออฟฟิสเม็ดทรายมีอยู่แค่นี้ ที่เหลือเราต้องหาทางไปเอง) ,, แอบตกใจเพราะว่าเป้าหมายจริงๆ จะไปที่ตรัง…. มาแบบนี้เอาไงดีวะ….

นั่งรถตู้ลุยฝน ,, ไปต่อกันที่ภูเก็ต

ไปภูเก็ตละกันครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 5 นั่งเรือลุยต่อกัน

กลับมาถึงท่าเรือคุระบุรีแล้ว ,, เราก็จะไปเที่ยวกันต่อเนื่องที่สิมิลัน

จริงๆ ตอนแรกตอนอยู่ที่เกาะสุรินทร์ผมก็ให้บาราคุดาทัวร์ลองติดต่อบริษัททัวร์ที่พาไปเกาะสิมิลันดู สืบราคาและโปรแกรมการท่องเที่ยว ,, สรุปได้มาว่าเป็นของบริษัทเม็ดทรายทัวร์ จำนวนที่ไป 2 วัน 1 คืน แต่ราคาแพงกว่าทัวร์ของบาราคุดาร์ที่มาสุรินทร์ 3 วัน 2 คืนอีก (เท่ากับที่หาได้จากในเนตแหละ) ,, แต่จากการสอบถามผู้คนแวดล้อมหลายคนบอกว่าหาดทรายสวยมาก แถมคิดว่าถ้าไม่ไปวันนี้เราก็คงหาโอกาสมาได้ลำบาก ,, ก็เลยวานบาราคุดาทัวร์ติดต่อจองทัวร์อีกเจ้าให้

เมื่อลงเรือมาก็ต้องรีบต่อรถลงไปทับละมุเลยทันที ,, เพราะบขส.คุระบุรีอารมณ์ประมาณจุดแวะระหว่างทาง ไม่ได้มีรถตลอดเวลา รถคันที่ผมติดไปก็เป็นรถของบ.รุ่งกิจทัวร์ ข้อดีของรถคันนี้คือเป็นรถแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบริการ Wifi ภายในรถ ,, แต่ข้อเสียคือ Wifi หลุดบ่อยมาก (จนรำคาญ) แต่ก็เอาเถอะครับ…

เตรียมต่อรถจากคุระบุรีไปยังทับละมุแบบด่วนๆ

ว่าแต่… ทับละมุอยู่ไหน

เฮดดิ้ง ทู ทับละมุ

นั่งรถทัวร์ตะลอนตะลอน ผ่านอำเภอต่างๆ ของพังงา, ผ่านตะกั่วป่า, ผ่านเขาหลัก, …


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสิมิลัน :: ตอนที่ 5 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

จนถึงสามแยกนึง รถทัวร์ก็อัญเชิญผมลง ผมก็งงๆๆ งัวเงียๆ ลงมา ,, เห็นป้ายบ่งชี้ว่าสามแยกนั้นมีชื่อว่าแยกทับละมุ ก็ถึงบ้างอ้อว่าถึงแล้วนะ ซึ่งในจุดนั้นก็มีพนักงานของบริษัทเม็ดทรายเค้าก็มารอรับเราอยู่แล้ว เค้าก็พาเรามายังออฟฟิสฯ เพื่อลงทะเบียนและจ่ายเงินตามที่เราได้จองไว้

หน้าออฟฟิสของเม็ดทรายทัวร์ ,, กว้างขวางดีฮะ

หลังจากไปลงทะเบียนทุกสิ่งอันเรียบร้อย วันนี้ก็จะมาพักที่ศูนย์จุฬาภรณ์ฯ ที่ได้จองไว้ (ตรงข้ามออฟฟิสของเม็ดทรายเลย) ,, กล่าวคือ ภายในศูนย์อนุรักษ์อุทยานใต้ทะเลจุฬาภรณ์นั้นเค้าเปิดบ้านพักรับรองให้เราสามารถไปพักได้ด้วย ส่วนตัวผมว่าคุณภาพโอเคนะ อาจไม่ได้สวยเหมือนโรงแรม แต่ว่าสะอาดและคุณภาพก็ดีเลยทีเดียว แถมใกล้ท่าเรือทับละมุมากๆ ,, บ้านพัก 2 ชั้น (มีที่จอดรถ, ห้องนอน, ห้องน้ำ, ห้องรับแขก, ห้องครัว, UBC, ตู้เย็น, แอร์ 2 ตัว) ที่ผมไปอยู่ราคาคืนละ 600 บาทเอง (เห็นว่ามีห้องเดี่ยวให้พักด้วยนะ ราคาก็ไม่แพง)

บ้านพักของที่นี่,, จัดเต็มให้ทีละหลังเลย
สภาพภายในโอเคมากๆๆ ,, ทั้งหลังแค่คืนละ 600 บาท

ถ้าสนใจลองโทรไปจองและสอบถามเพิ่มเติมที่ 076-595090

นั่งเรือไปสิมิลันกัน

หลังจากหลับเต็มอิ่มที่บ้านพักรับรองฯ แล้วก็เดินทางมายังออฟฟิสของบริษัททัวร์ หม่ำข้าวเช้าให้อิ่มท้องซักหน่อย ,, จากนั้นเราก็เดินไปยังท่าเรือทับละมุ (ซึ่งอยู่ในศูนย์อนุรักษ์ฯ นั้นแหละ) จากนั้นเราก็นั่ง Speed Boat ของทางบริษัทอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เพื่อมายังเกาะครับ

บรรยากาศเหงาๆ ตอนเช้าของท่าเรือทับละมุ
มาขึ้นสปีดโบ๊ทไปที่ท่าเรือทับละมุเพื่อไปสิมิลัน


ดู ลุยเดี­่ยวเที­่ยวใต้ ภาคสิ­มิลัน :: ตอนที่ 6 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เห็นเกาะอยู่ลิบๆ แล้วคร้าบบบบบบ

ในที่สุดก็ถึงเกาะซักที

อดทนนั่งสปีดโบ๊ทชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเกาะครับ โดยเกาะที่วันนี้จะมาพักแรมคือเกาะสี่ครับ (หมู่เกาะสิมิลันเป็นภาษายาวี แปลว่าเก้า ซึ่งเกาะสิมิลันก็มีเกาะที่เป็นองค์ประกอบหลัก 9 เกาะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะที่มีศูนย์บริการของอุทยานฯ อยู่ เราสามารถพัก (เลือกได้นะว่าจะเอาบ้านพักหรือจะนอนเต๊นท์) และทำกิจกรรมบนเกาะนี้ได้ ส่วนอีกที่ที่เราสามารถไปพักได้คือเกาะแปดครับ ,, ส่วนเกาะอื่นๆ เช่นเกาะ 1-2-3 ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่เต่าไปวางไข่ เลยอดไปเล่นน้ำแถวๆ นั้นเลย (ถ้าใครจะไปลองแวะไปดูที่เวปของอุทยานก่อนก็ดีนะ)

โวๆๆๆๆ คนมาสิมิลันอย่างเพียบ (ส่วนมากเป็นฝรั่ง)
ถ่ายรูปที่ระลึกกับป้ายอุทยานฯ สิมิลัน (ที่เกาะสี่) ซักหน่อย

วันนี้คนค่อนข้างเยอะ ต้องรีบไปขึ้นทะเบียนแล้วไปรับกุญแจเต๊นท์ก่อน (ไปพร้อมกับพี่ไกด์ของบริษัททัวร์) ,, พอถึงเต๊นท์แล้วก็ถึงบางอ้อว่าทำไมชาร์จค่าที่พักกรูแพงวะ มันเอาเต๊นท์สำหรับนอน 3 คนให้กรู!!! กว้างมากๆ ใช้สอยพื้นที่ไปไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือเอาไปเตะบอลได้

ปกติถ้าเราไปทัวร์คนเดียวมักจะถูกชาร์จค่าที่พักเพิ่ม เต๊นท์และห้องพักส่วนมากออกแบบสำหรับไป 2 คน อย่างเช่นเต๊นท์ของอุทยานก็มีเต๊นท์เล็กสำหรับ 2 คน และเต๊นท์ใหญ่สำหรับ 3 คน หารราคาเฉลี่ยแล้วจะตกคนละร้อยกว่าบาทต่อคืน แต่ถ้าเราลุยเดี่ยวเราก็ต้องรับภาระราคาที่พักแบบคนเดียว ยิ่งถ้าได้เต๊นท์ใหญ่เราก็ต้องจ่ายหนัก

มาถึงแล้วก็ต้องมาลงทะเบียนกันที่นี่ก่อนนะ
เต๊นท์ที่พักวันนี้ครับ ,, เค้าจองเต๊นท์ 3 คนมาให้ผมนอนคนเดียว

เก็บของในเต๊นท์ (เหลือบไปเห็นตัวเหี้ย (ที่เห็นเรียกกันตัวเงินตัวทองอะไรนั่นล่ะครับ) เดินอยู่ด้วย กลัวมันเข้าเต๊นท์โคตรๆ ใครมีอาหารไว้ในเต๊นท์ระวังได้นอนกะเหี้ยแบบไม่รู้ตัว ฮาๆๆๆ) ล๊อกเต๊นท์ให้แน่น แล้วก็ออกไปกินข้าวที่บริษัททัวร์เค้าเตรียมไว้ให้ ,, มื้อนี้หิวนิดนึงเลยจัดหนักไปหน่อย

เติมพลังก่อนที่จะไปเล่นน้ำกันครับ ,, กินแบบไม่กลัวจุกเลย

น้ำทะเลใสๆ กับทรายสวยๆ

อีกหนึ่งในสิ่งที่เป็นสเน่ห์ของสิมิลันนอกจากการดำ Scuba ก็คือหาดทรายและทะเลนี่แหละ ,,

หาดทรายที่นี่นุมละมุนฝ่าตีนยิ่งกว่าพรมเสียอีก หาดทรายที่นี่เกิดจากเศษเปลือกหอยและเศษปะการังที่ตายแล้วถูกน้ำทะเลซัดและขัดสีมาหลายสิบหลายร้อยปีจนกลายเป็นทรายอนุภาคเล็กๆ นุ่มๆ ให้เราเหยียบ (ดังนั้น เราไม่ควรเอาทรายกลับบ้านนะจ๊ะ ปล่อยให้เป็นสมบัติของคนไทย ให้ลูกหลานเราได้มาเหยียบทรายที่ละมุนตีนโคตรๆ กันเถอะ)

ส่วนน้ำทะเลที่นี่ก็โคตรใส ใสยิ่งกว่าน้ำในสระ ใสแบบไม่มีคำบรรยาย ใสจนคิดว่าตอนนี้เราอยู่ในแดนสวรรค์หรือไร ,, เอาเป็นว่าขนาดยืนลงไปครึ่งตัวแล้วมองลงไปยังเห็นปลายตีนของตัวเอง (ถ้าไม่โดนคลื่นซัดทรายมาถมทับปลายตีนท่าน) พวกปลาก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

น้ำทะเลสีเขียวมรกตคล้ายๆ ที่สุรินทร์เลยแฮะ
แต่พอถึงเกาะสี่แล้ว ,, น้ำใสมากๆๆๆๆๆๆ
น้ำทะเลใสแบบนี้จริงๆ นะ ,,ไม่ได้โม้
ใครๆ ก็หลงไหลและชื่นชมหาดทรายและน้ำทะเลที่นี่
น้ำใสแบบนี้ ,, ใครจะอดใจไม่เล่นไหว

เห็นน้ำใสๆ ใครอดใจเล่นอยู่ก็แปลกละเหอะ

ใสขนาดที่ว่า ,, ลงไปลึกครึ่งตัวแล้วก็ยังเห็นปลายเท้า
กะว่าจะไม่เล่นน้ำแล้ว ,, แต่มันอดใจกับทะเลใสๆ ไม่ได้จริงๆ
หาดทรายและทะเลที่นี่สวยงามยิ่งกว่าในนิยาย

นั่งเล่นหาดทรายสักครู่ ก็ออกเรือไปชมเกาะต่างๆ (อยู่ในโปรแกรมทัวร์)

นั่งดูพระอาทิตย์ตก

จากนั้นเรือก็พาเราไปเที่ยวเกาะต่างๆ รวมทั้งพาไปดำน้ำด้วย ส่วนตัวผมว่าก็โอเคนะ ปะการังไม่ค่อยมี ไอ้ที่มีก็ฟอกขาว ส่วนปลาก็มีเยอะอยู่นะ แต่กิจกรรมที่ผมชอบอีกอันคือการนั่งดูพระอาทิตย์ตกพร้อมกับรับประทานอาหารเย็นไปด้วย บรรยากาศมันทั้งชิลและโรแมนติกมากๆ ,, ค่อยๆ มองดูพระอาทิตย์คล้อยตัวต่ำลงเรื่อยๆ จนรู้สึกว่ามันดูสวยกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่มันก็ตกทุกวัน

ออกเรือไปเล่นน้ำและไปดูพระอาทิตย์ตก
ระหว่างรอพระอาทิตย์ตก ,, ก็มีขนมและอาหารอย่างเพียบ
พระอาทิตย์กำลังคล้อยตัวลงต่ำ ,, สวยมากๆๆๆ
ทุกคนบนเรือกำลังดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตก

จริงๆ บนฝั่งพระอาทิตย์ตกก็สวยนะ 🙂

แต่จริงๆ ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมทัวร์สิมิลัน 2 วัน 1 คืน ถึงแพงกว่าทัวร์สุรินทร์ 3 วัน 2 คืน ,, เพราะว่าที่ทัวร์ของเม็ดทรายกิจกรรมของนักท่องเที่ยวจะอยู่บนเรือแทบทั้งหมด จะอยู่บนเกาะก็แค่เล่นหาด, นอนเต๊นท์ ส่วนที่เหลือจะอยู่บนเรือเกือบทั้งหมด ตั้งแต่กินข้าวเช้า, เที่ยง, เย็น, เล่นน้ำ, ชมเกาะต่างๆ ,, ส่วนตัวผมคิดว่ามาทัวร์นี้แล้วแพงไป ไม่ค่อยคุ้มเลยนะ (เพิ่งเห็นว่ามีคนไม่พอใจเม็ดทรายทัวร์ด้วย แต่เราไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้) จริงๆ เสียเงินค่าเรือกับค่าที่พักให้อุทยานฯ แล้วนอนบนทรายให้น้ำทะเลซัดก็พอแล้ว แถมราคาก็น่าจะถูกลงซักครึ่งนึงด้วย

มุมเหงาๆ ตอนพระอาทิตย์ตก จากชายฝั่ง
พระอาทิตย์ตกแล้ว ,, เหลือเพียงแต่แสงสุดท้ายของวัน

พระอาทิตย์ก็ตกแล้ว กินก้อิ่มแล้ว อย่าเพิ่งรีบหลับนะครับ

กิจกรรมคืนนี้ยังไม่จบ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาดอีกอย่างในยามราตรี (นอกจากนั่งฟังเสียงค้างคาวแม่ไก่ร้องทั้งคืนแล้ว) คือเราจะไปดูปูไก่กันครับ ,, เค้าบอกว่าที่มาของปูไก่เนี่ยเกิดจากเสียงก้ามปูที่เวลาขยับชนกันแล้วจะมีเสียงเหมือนแม่ไก่ (เค้าเล่ามา ไปดูเองแล้วไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น)

ปูไก่มีวงจรชีวิตที่ไม่ค่อยซ้ำใครคือ วัยอ่อนเจริญในน้ำทะเล พอโตก็ย้ายมาอยู่บนบก ขุดรูและหากินใกล้ๆ แหล่งน้ำจืด จนถึงระยะผสมพันธุ์-วางไข่ ตัวเมียก็ลงไปปล่อยไข่ริมทะเล ให้น้ำทะเลพาไข่กลับไปฟักเป็นตัว เจริญอยู่ในน้ำทะเล ก่อนที่จะกลับมาอยู่บนบกวนเวียนไปแบบนี้ ,, ตัวผู้สีจะซีดๆ ม่วงๆ เทาๆ ส่วนตัวเมียสีสด ออกแนวสีส้มๆ แดงๆ โดยเฉพาะตรงก้ามมัน

ปูไก่ตัวใหญ่ พระเอกของเราในคืนนี้
ปูไก่แว๊บไปมา ,, แต่ในที่สุดเราก็ปูไก่ (พี่จนท.จับ)

แม้ปูไก่ตัวใหญ่และดูน่ากิน แต่เค้าบอกว่าปูไก่ไม่อร่อย เพราะกลไกการขับของเสียของปูไก่จะต่างกับปูอื่นๆ คือปูไก่จะเก็บของเสียส่วนนึงไว้ในตัวในรูปของกรดยูริคด้วย (แต่ก็ไม่ได้ลองกินเช่นกัน)

ปูไก่ตัวใหญ่มากๆ

ดูปูไก่เสร็จ คืนนี้ก็พอพักก่อน ตรวจที่นอนไม่มีเหี้ยหลุดเข้ามา นอนได้สบาย พรุ่งนี้เจอกัน

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 4 ลัดเลาะปะการัง

เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาหลายร้อยกิโลฯ มาถึงเกาะสุรินทร์ในภาคแรกแล้ว ถึงตอนนี้ก็จะพาไปดำน้ำ Snorkeling หรือการดำน้ำตื้นซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนที่ว่ายน้ำเป็นและไม่เป็นที่เดินทางมาที่นี่เลย

เดินฝ่าน้ำใสๆ ชายหาดนุ่มๆ เพื่อไปดำน้ำดูปลา+ปะการังฮะ

มาดำน้ำกันดีกว่า

ก่อนอื่นก็กางแผนที่เกาะกันครับ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แต่เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวว่าเกิดปะการังฟอกขาว (ซึ่งถ้า Snorkel ไปดูจริงๆ จะพบว่ามันดำแล้ว) ถ้าสรุปง่ายๆ พอเข้าใจคือปะการังเริ่มตาย ถ้าอธิบายตามความรู้ช่วงมัธยมปลายที่ผมมี คือปกติปะการังจะอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะสาหร่ายอย่างสมดุล ปะการังสร้างโครงสร้างที่เป็นจุดเกาะของสาหร่ายให้ ส่วนสาหร่ายก็สังเคราะห์แสงและให้อาหารแก่ปะการัง แต่พออุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน พวกปะการังจะตาย แล้วทีนี้พวกสมดุลก็จะเสียไป ปลาที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในปะการังก็เดือดร้อน ,, กว่าที่จะใช้เวลาให้มันหวนกลับมาได้หรือเกิดสมดุลใหม่คงต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือนานกว่านั้น ,, จนปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติได้ประกาศจุดดำน้ำหลายแห่ง คิดๆ แล้วประมาณกว่าครึ่งนึงของจุดดำน้ำทั้งหมด (ถ้าจำไม่ผิดนี่เค้าเอาเกณฑ์ที่มีการฟอกขาวมากกว่า 80% ถึงจะปิดจุดดำน้ำ เช่น เกาะสต๊อก ซึ่งมีปะการังเขากวางอยู่เป็นป่าเลย มีการฟอกขาวไป 99.7%) ที่เหลือให้ดำได้ประมาณ 6-7 จุดเท่านั้นเอง (แต่แผนที่ข้างบนลงไว้ให้ทุกจุดนะ)

แม้หลายคนจะว่าดำได้น้อย, ฟอกขาวไปซะเกือบหมด ,, แต่ผมลงไปแล้วยังรู้สึกว่าสวยอยู่ (อารมณ์ประมาณดูทีวีขาวดำ) โดยเฉพาะปะการังงอกใหม่ เหมือนกับเป็นจุดที่แสงสว่างในกลุ่มปะการังฟอกขาวเลย รวมทั้งพวกปลาต่างๆ ก็ยังเยอะและสีสันสวยสดมากๆ ทั้งปลาการ์ตูน, ปลาปากแตร, ปลานกแก้ว, กุ้งมังกร, หอยมือเสือ, ปลากระเบนน้อค และสิ่งมีชีวิตอีกสารพัดที่ไม่ทราบชื่อ

น้องเก้า ,, น้องไกด์ทัวร์ประจำทริปผมครั้งนี้ เอิ้กๆๆ
พร้อมแล้วก็ออกทะเลไปกันเถอะครับ
สองภาพนี้ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร ,, สีน้ำทะเลต่างกันมากๆๆ
จุดดำน้ำที่หินกอง ,, มองคล้ายๆ หินโสโครกแต่ข้างใต้มีปะการังและปลาเพียบ
มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องดำน้ำกันหน่อยคร้าบบบบ

กับการดำน้ำครั้งแรกของผมต้องบอกว่าทรมานมากๆ ส่วนนึงเพราะซ่า ใส่ Snorkel และชูชีพแล้วก็โดดลงไปเลย… ก็งานเข้าสิครับ แหม… ฝึกหายใจยังไม่เคยทำ แถมไม่ได้เช็ค snorkel ว่าแนบสนิทจริงหรือไม่ ,, เอาเป็นว่าดำน้ำที่สุรินทร์ครั้งแรกนี่สำลักน้ำทะเลจนเหนื่อย กินน้ำทะเลจนอิ่ม แสบหูแสบตาไปหมดกว่าที่จะรู้เทคนิคการหายใจผ่านท่อ, เทคนิคการไล่น้ำออกจากท่อและเทคนิคการใส่ Snorkel ให้น้ำไม่เข้ามา

แต่หลังจากพอดำเป็นแล้วสนุกมากๆ

นี่แทบไม่ต้องดำก็เห็นไปถึงปะการังแล้ว

หลังจากภาพนี้ กล้อง Canon 400D ของผมก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ตอนนั้นผมกำลังนั่งถ่ายรูปอยู่บนเรือหางยาว กำลังจับโฟกัสจะถ่ายภาพ ก็มีน้ำทะเลพุ่งข้ามตัวเรือเข้ามาสาดใส่กล้องผมอย่างจัง อารมณ์โดนหมัดตรงของปาเกียวเข้าไปแบบเต็มๆ ,, หลังจากโดนผมก็รีบปิดและเช็ดให้แห้ง ลองเปิดก็ยังติดนะ แต่ว่ามันก็เริ่มมึนๆ ตั้งแต่ขึ้น F00 ถ่ายได้แต่เป็น Full manual แต่พอทิ้งไว้อีกคืนคราวนี้ถ่ายไม่ได้แล้ว เปิดติดอยู่แต่ขึ้น F00, มี Error99 เป็นพักๆ , ชัตเตอร์ลั่นเอง, ฯลฯ ส่วนตัวคิดว่าวงจรกับม่านชัตเตอร์คงเสียไปแล้ว ,, แอบเซ็งนิดๆ เพราะว่าแค่เกาะแรกของทริปนี้กล้องก็มีอันเป็นไปเสียแล้ว

ดังนั้นรูปต่อจากนี้จะมาจาก Nokia N8 เกือบทั้งหมดฮะ

และเพื่อความเร้าใจและความอยากถ่ายรูปใต้น้ำ ผมก็เลยเอา Nokia N8 เอาใส่ถุงร้อนแล้วลงไปลุยในน้ำทะเล ดังภาพและวิดีโอนี้ครับ ,, ตื่นเต้นมากๆ , ไม่ใช่ตื่นเต้นปะการังนะครับ ตื่นเต้นกลัวน้ำเข้าโคตรๆ

ปะการังที่ถ่ายทำจากกล้อง Nokia N8 ครับ

ถามว่าทำยังไง ก็ตามรูปอะครับ (แต่ต้องย้ำนิดนึงว่าการเอากล้องถ่ายรูปใส่ถุงร้อนลงน้ำนั้นมีความเสี่ยงอย่างมากที่น้ำจะไหลทะลักเข้าเครื่องได้ โดยเฉพาะการเอาไปถ่ายในน้ำลึกกว่า 1-2 เมตร ดังนั้นหากเกิดความเสียหายใดๆ กับกล้องท่าน จขบ. ไม่มีส่วนชี้โพรงให้กระรอกแต่อย่างใด สิ่งที่จขบ. ทำเป็นความบ้าชั่วขณะซึ่งจะไม่ทำอีกแล้ว ,, ถ้าอยากถ่ายภาพใต้น้ำจริงๆ ให้ไปซื้อ Housing กันน้ำมาใส่กล้องของท่านแลดูจะปลอดภัยกว่า)

เอา Nokia N8 มาห่อถุงร้อนแล้วเอาไปลุยถ่ายใต้น้ำ ,, เสี่ยงมาก

จากการเอามือถือห่อถุงร้อนแล้วถ่ายใต้น้ำนั้น มันสอนให้ผมรู้ว่า “คุณภาพของถุงร้อนเมืองไทยถือว่ากันน้ำได้ดี แต่ไม่เหมาะกับการที่จะเอามาถ่ายภาพ”

หลังจากดำน้ำเสร็จ สิ่งที่ต้องการมากๆ คือน้ำจืดไว้ล้างปากตอนขึ้นเรือ และขนม+น้ำหวานตอนถึงฝั่งแล้ว ซึ่งบาราคุดาก็ได้เตรียมทั้งหมดไว้ให้ กินกันจนเปรม (ถ้าใครลุยไปเองผมแนะนำให้เอาขวดใส่น้ำจืดไปกับเรือด้วย สำคัญมากจริงๆ )

น้ำหวานและขนมหลังจากดำน้ำเสร็จนี่ยิ่งกว่าสวรรค์เลย

จริงๆ การไปทัวร์ดำน้ำครั้งนี้ผมก็ต้องอึ้งกับบาราคุดาอีกครั้ง เพราะว่าทัวร์รอบผมมีคนไปแค่คนเดียว (นั่นคือผมเอง) ส่วนนึงผมคิดว่าวันที่ผมไปเกาะนั้นมันเป็นวันพุธ-พฤหัสบดี-ศุกร์ แต่ทางบริษัทก็มีสปิริทที่จะออกเรือและพาผมไปดำน้ำตามในโปรแกรมแบบจัดเต็มเหมือนเดิม คือออกเรือพร้อมกับน้องไกด์วันละ 2 รอบ รอบเช้าและบ่าย รอบนึงก็ประมาณ 2 ชั่วโมงหน่อยๆ แถมไปแบบเดี่ยวๆ เราก็สามารถออกแบบจุดดำน้ำได้ด้วยตัวเองด้วย ,, เรียกว่า ผมละเกรงใจบริษัททัวร์จริงๆ เลย

หมู่บ้านมอแกน

หลังจากดำน้ำก็มาเที่ยวหมู่บ้านมอแกนที่อ่าวบอนใหญ่ครับ หลักๆ ก็มาดูความเป็นอยู่ การยังชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ โดยเฉพาะหลังจากที่โดนสึนามิไป บ้านเรือนและเครื่องมือหาปลาของชาวบ้านหลายๆ อย่างถูกกระแสน้ำพัดหายไป อีกทั้งความเป็นอยู่ของชาวบ้านส่วนนึงเปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านบางส่วนก็อพยพขึ้นฝั่ง แต่ก็ยังมีชาวมอแกนที่อยู่ที่เดิมและประกอบอาชีพหาปลาเพื่อยังชีพเหมือนในอดีต ,, ผมว่าพวกมอแกนนี่ดำน้ำเก่งเว่อร์อะ ยังกับมีเชื้อสายเงือกอยู่ครึ่งนึง

แล่นหางยาวฝ่าทะเลสีฟ้า ,, ไปเที่ยวหมู่บ้านมอแกนกันครับ
หมู่บ้านมอแกนที่อ่าวบอนใหญ่ครับ
เดินลุยเข้าไปในหมู่บ้านมอแกนโลด
บ้านของชาวมอแกนครับ ,, ส่วนมากเป็นบ้านที่สร้างใหม่หลังสึนามิ
วิถีชีวิตชาวมอแกน ,, อัธยาศัยดีนะ

พักแรมยามค่ำคืน

จริงๆ ผมไป 3 วัน 2 คืนน่ะ เลยถือโอกาสเอาหัวข้อนี้มาเล่าช่วงพักผ่อนยามค่ำคืนซักหน่อย

ตอนกลางคืนหลังจากกินข้าวเสร็จเป็นเวลาที่ออกแนวฟรีสไตล์นะ บางคนอาจนอนเล่นเดินเล่นชายหาด, บางคนนั่งดูทีวีที่ตรงอุทยานฯ (ซึ่งถ้าคืนไหนมีบอลจนถึงดึกๆ เค้าก็จะเปิดไฟฟ้าให้เกือบทั้งคืน), บางคนนั่งชาร์จแบตมือถือและกล้องถ่ายรูป (ปลั้กไฟมีไม่เยอะ ถ้าเป็นไปได้ให้เตรียมพวกปลั้กสามตามาด้วย) ฯลฯ

นานากิจกรรมก็ทำไปครับไม่ว่ากัน แต่สิ่งที่สำคัญระดับห้ามลืมเอามาสำหรับผู้ที่นอนเต๊นท์คือ โลชั่นกันยุงและแป้งเย็น เพราะบนเกาะ ถ้าวันไหนฝนไม่ตก อากาศจะร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ แถมยุงก็จะมาอย่างเพียบ ยุงที่นี่เกาะเราติดแน่นมากขนาดเราเดินไปแล้ว มันก็ยังเกาะดูดเลือดเราที่เดิม คิดว่าคงเอาพากลับบ้านได้ไม่ยาก , ส่วนแป้งเย็นนี่แล้วแต่นะ ผมไม่ได้เอาไปก็ร้อนพอทนได้ แต่คนที่ขี้ร้อนมากๆ เห็นพกพัดลมสนามไปเลยก็มี

ตื่นมากับอาหารเช้า

ตื่นเช้ามาทำธุระส่วนตัวเสร็จก็มารับอาหารเช้าครับ เป็นอเมริกันเบร๊คฟัสทั่วๆ ไป ,, ขนมปังเอาไปปิ้งกับเตา (ไฟแรงระดับวางยี่สิบวิแล้วไหม้) ทาแยมหรือเนยก็ตามสบาย, ไส้กรอก (ไม่ค่อยอร่อย) มะเขือเทศ และไข่ดาว ,, แลดูไม่ค่อยอิ่มมาก แต่ว่าเหมาะแล้วกับการที่จะต้องไปดำน้ำต่อ เพราะถ้าอัดเต็มหลอดแล้วไปดำน้ำต่อ รับรองว่าได้ให้อาหารปลาแน่ๆ

มาหาอาหารที่ร้านสวัสดิการ ,, แฮ่ๆๆ
อาหารเช้าของวันนี้ ,, AFB มาตรฐาน

อิ่มแล้วก็ไปเที่ยว+ดำน้ำต่อฮะ

ที่หาดไม้งาม

นอกจากจุดดำน้ำทั้งหลายแล้ว อีกจุดที่ห้ามพลาดคือหาดไม้งามครับ ,, จุดเด่นของหาดไม้งามคือเป็นลักษณะหาดคล้ายๆ ตัวยูเว้าเข้ามา ด้านนอกหาดเป็นทะเลลึกและมีโขดหินเยอะจะเข้ามาโดยตรงไม่ได้ การเข้ามาหาดไม้งามต้องเข้ามาจากด้านหลังหาด ตรงจุดที่เรียกว่า จุด 200 เมตร คือจากจุดนี้เราต้องเดินทะลุป่าไปอีก 200 เมตรถึงจะถึงหาดไม้งาม ,, หากเดินสำรวจหาดไม้งามโดยทั่วแล้ว ขอบๆ ตัวยูเป็นป่าชายเลน ส่วนตรงกลางในส่วนโค้งตัวยูเป็นทรายละเอียดผสมดินเลนสีขาวนุ่มเท้ามากๆ มาพร้อมกับน้ำใสๆ ไม่ลึกมาก ,, เดินไปเดินมาก็พบได้ทั้งปลา ทั้งปู ทั้งหอย

การเข้าหาดไม้งามต้องเข้าผ่านจุด 200 เมตร ,, แล้วเดินจนถึงหาด
น้ำใสๆ สูงระดับเข่าๆ ทรายขาวๆ น่าเล่นสุดๆ
น้ำใสมากๆๆๆๆ แถมมีปลามาแหวกว่ายใกล้ๆ เราด้วย
ปลาและหอยชักตีน ,, ที่หาดไม้งาม
เที่ยวมาทั้งวัน แต่ยังกระโดดไหวอยู่

หาดไม้งามเป็นอีกที่นึงที่สามารถตั้งเต๊นท์พักที่นี่ได้ (แต่ไม่มีบ้านพักนะ) และมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ , ร้านสวัสดิการและห้องน้ำอยู่ (แต่ไม่ได้ใหญ่มากเท่าที่อ่าวช่องขาด) อารมณ์ของคนที่พักที่นี่เท่าที่สังเกตมักเป็นฝรั่งนะ หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบอะไรที่ออกแนวสงบๆ เงียบๆ หน่อย

ความทรงจำที่หาดไม้งาม ,, สวยงามจนยากจะลืมเลือน

กลับฝั่งพังงา ตามล่าสิมิลัน

หลังจากเที่ยวกันมา 3 วัน 2 คืนแบบเต็มๆ ส่วนตัวผมคิดว่าเที่ยวโอเคแล้วนะ ,, ดำน้ำก็แทบทุกจุดที่เค้าเปิดให้ หาดไม้งามก็ไปเที่ยวมาแล้ว ส่วนช่องทางศึกษาธรรมชาติจากอ่าวช่องขาด-หาดไม้งามนี่ผมก็ไม่ได้เดินเพราะว่าวันที่ก่อนไปฝนตกหนักมากจนเกิดดินถล่มในบางช่วงและทำให้ช่องทางเดินเสียหาย

ถึงเวลาร่ำลาชายหาดที่เรานอนมาสองคืน
ชุดอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนออกจากหมู่เกาะสุรินทร์ครับ
เข้าสู่ท่าเรือ ไปยังสปีดโบ๊ทสำหรับกลับสู่ฝั่ง

ถึงเวลาก็ขึ้นสปีดโบ๊ทออกจากเกาะสุรินทร์แล้ว ,, พร้อมภาวนาว่าปะการังสวยๆ จะกลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน และผมจะกลับมาเยี่ยมที่นี่อีกแน่นอน (พร้อมกล้องกันน้ำ)

สปีดโบ๊ทอย่างเร็วอะ ,, ถึงฝั่งท่าเรือคุระบุรีแล้ว

ตอนหน้าไปสิมิลันกันต่อครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ข้ามฝั่งสู่เกาะ

หลังจากไปเที่ยวระนองในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ได้ผ่านไปแล้ว ,, ตอนนี้ก็จะลงมาเที่ยวใต้อีกครั้ง โดยคราวนี้มาแบบคอมโบเซ็ท เริ่มกันที่เกาะสุรินทร์ครับ

มาเกาะสุรินทร์ยังไงดีหนอ

หลังจากตัดสินใจอยู่นานว่าจะลุยเดี่ยวแบบจองทุกอย่างเองดีหรือไม่… สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไปกับทัวร์ดีกว่า ซึ่งทัวร์ที่เลือกไปเป็นของบาราคุดาทัวร์ครับ ซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ ครับ เพราะตั้งแต่โทรศัพท์กริ๊งแรกที่โทรไปติดต่อสอบถามจนถึงก้าวสุดท้ายที่ออกจากคุระบุรี, ที่บาราคุดาดูแลผมแทบจะทุกจุดจริงๆ ไม่ผิดหวังที่จะไปด้วย (ส่วนใครที่อยากไปเองเดี๋ยวผมจะทำตอนเสริมมาให้นะครับ พร้อมเทคนิคการเตรียมของไปเที่ยวเกาะด้วย)

เอาเป็นว่าตกลงปลงใจและจ่ายตังไปแล้ว ทางบาราคุดาก็มีบริการเสริมคือจองตั๋วรถทัวร์ให้ (แต่จ่ายค่ารถทัวร์เอง) โดยเราจะไปกันที่ อ.คุระบุรี จ.พังงาครับ โดยเดินทางไปกับลิกไนท์ทัวร์ โย่ๆๆ

มาสายใต้ใหม่ เตรียมไปคุระบุรี จังหวัดพังงา

อรุณสวัสดิ์ คุระบุรี

ออกเดินทางตั้งแต่ทุ่มกว่า มาถึงอำเภอคุระบุรีประมาณตีห้าหน่อยๆ พอมาถึงก็จนท. ของบริษัทพามาพักที่ออฟฟิสของบาราคุดาที่คุระบุรีก่อน จะนั่งจิบกาแฟชิลๆ ที่นี่ หรือจะเดินไปหาอะไรรองท้องที่ตลาดฝั่งตรงข้ามก็ได้ ,, ใครมาเป็นแพ็คเกจทัวร์ก็รับพวกเสื้อชูชีพ, และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เค้าเตรียมไว้ให้ ส่วนใครซื้อแค่เรือข้ามฟากก็สามารถเช่าอุปกรณ์ที่นี่ได้เช่นกัน ซึ่งราคาถูกกว่าและสภาพดีกว่าของอุทยานฯ

ณ ออฟฟิสของบาราคุดา ที่คุระบุรี
ตลาดเช้าและข้าวต้ม ,, พลังงานยามเช้าของวันนี้

เปิดแผนที่ดู (อันนี้ผมโฟกัสเฉพาะตรงที่ออฟฟิสของบาราคุดาและอุทยานฯ นะ) ถ้าทางจากกทม. ก็ไล่จากเส้นสีแดง ,, ทางไปอุทยานฯ+ขึ้นเรือ ก็เส้นสีฟ้า ,, ส่วนเส้นสีม่วง (สีแดง+สีฟ้า) คือทางสำหรับคนที่ขับรถมาเองแล้วไปยังอุทยานฯ เลย ,, ส้วนเส้นสีเทาคือเส้นทางเดินเรือสู่เกาะสุรินทร์


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ก็รอจนถึงประมาณแปดโมงกว่าๆ จนท. ก็ขับรถพาเราไปส่งที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์น่ะครับ ที่นี่เหมือนเป็นศูนย์ประสานงานฝั่งภาคพื้น ใครจองอะไรไว้ก็ต้องมาติดต่อที่นี่ก่อน ,, จากนั้นเราก็มานั่งรอเรือที่เราได้จองไว้ ที่นี่มีของที่ระลึกขายเล็กน้อย ใครสนใจก็ซื้อโปสการ์ดที่นี่ได้ ราคาแพงกว่าบนเกาะ แต่มีลายให้เลือกเยอะกว่า

ถึงอุทยานฯ แล้วจ้า,, ขอถ่ายคู่กับป้ายสักหน่อย
บรรยากาศที่ท่าเรือ ,, ช่างสงบเหลือเกิน
มุมสงบๆ ที่ท่าเรือคุระบุรี ,, น่าหลงไหลมากๆ
รอเรือสปีดโบ๊ทติดเครื่องเดินทางไปเกาะครับ

และแล้ว เรือสปีดโบ๊ทก็ออก ,, ตื่นเต้นๆ

จะตื่นเต้นทำไมฮะ ,, ไปเกาะสุรินทร์กันเซ่!!!

แล่นฉิวไปกับสปีดโบ๊ท ,, มันโคตรๆ
สปีดโบ๊ทแล่นฉิว ,, เอิ้ก เอิ้ก เอิ้ก

สปีดโบ๊ทขับค่อนข้างเร็ว (ก็ตามชื่อของมันอะ) ใช้เวลาเดินทางจากฝั่งไปเกาะก็ประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าๆ ขับไปก็กระเด้งกระดอนไปตามความแรงของคลื่น ไม่แนะนำให้ทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องใช้สายตา เพราะว่ามันจะกระเด้ง เด้งไป เด้งมา เวียนหัวมากๆ ,, ใครอยากนั่งสบายๆ ไม่ร้อนมากก็ไปนั่งด้านใน แต่ถ้าต้องการรับลมดีๆ ก็มานั่งข้างหน้า

น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มของทะเลอันดามันดูช่างเคร่งขรึมมากๆ
บรรยากาศในเรือสปีดโบ๊ท ,, กระเด้ง กระดอน


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคสุรินทร์ :: ตอนที่ 3 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แล่นฉิว ,, เห็นฝั่งอยู่ลิบๆ แล้ว

สิ่งที่ประทับใจในหมู่เกาะสุรินทร์ตั้งแต่ฝ่าเท้ายังไม่เหยียบเกาะคือสีของน้ำทะเลครับ จุดที่เรืออยู่น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม แต่อีกไม่ไกลก็เห็นน้ำทะเลสีฟ้ามรกต ,, แต่พอขยับเข้าไปอีกหน่อยก็เห็นทะเลสีฟ้าใสมาก และพอเราใกล้ๆ ชายหาด น้ำทะเลก็ใสยังกับกระจก ,, ในจุดนี้ปลื้มมากจริงๆ

น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มกับสีฟ้ามรกตตัดกันอย่างกับภาพวาด

พอใกล้เข้าๆ น้ำทะเลก็เปลี่ยนสีเป็นสีฟ้ามรกต และใสมากๆ ด้วย

โหวๆๆๆๆ น้ำทะเลสีฟ้ามรกตสวยมากๆ
น้ำทะเลสีฟ้าใสโปร่ง ,, สุดยอดมากจริงๆ
ถึงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์แล้วจ้า

อย่าเพิ่งตะลึงกับทะเลสวยๆ ครับ รีบขึ้นฝั่งและจัดการเรื่องที่พักก่อนครับ

ณ อ่าวช่องขาด

หนึ่งในศูนย์บริการของอุทยานที่สำคัญอยู่ที่นี่ครับ อ่าวช่องขาด (ศูนย์บริการของอุทยานฯ อีกที่อยู่ที่หาดไม้งาม ทั้งนี้ขึ้นว่ากับว่าเราจองที่พักไว้ตรงไหน) ,, ก่อนอื่นที่จะไปที่ไหนเราต้องมาที่นี่ก่อนเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม, ค่าที่เต๊นท์พัก, ค่าถุงนอน, ค่าเรือ, ฯลฯ นานาสารพัดค่อนข้างวุ่ยวายและสับสนใช้ได้สำหรับมือใหม่ แต่สำหรับคนที่มากับทัวร์ไม่ต้องทำอะไรเลยในจุดนี้เพราะบริษัทส่วนมากจะจัดการให้แทบทั้งหมด (เว้นแต่ค่าเช่า Locker ที่เราจะต้องออกเอง)

จ่ายค่าธรรมเนี่ยมและนานาสารพัดสำหรับอุทยานฯ
ถึงจุดกางเต๊นท์แล้วคร้าบบบ ,, เต้นท์เยอะจริงๆ

โชคดีที่ผมได้เต๊นท์ด้านหน้าติดหาดพอดี เปิดเต๊นท์ออกมาก็เจอวิวสวยๆ เลย มองไปทางไหนก็ต้องบอกว่าสวยจริงๆ อย่างกิบดินแดนในนิยายเลย ไม่สามารถบรรยายด้วยคำพูดหรือแสดงด้วยภาพถ่ายได้เลย

หน้าเต๊นท์ที่อ่าวช่องขาด ,, บรรยากาศดีมากฮะ
น้ำใสๆ ปลาแหวกว่าย ในบรรยากาศสวยๆ ที่อ่าวช่องขาด

กิจกรรมที่เกาะแบบชิลๆ

กิจกรรมของการมาเกาะสุรินทร์มีเพียบ โดยเริ่มตั้งแต่กินข้าว, นั่งชายหาด, ดูพระอาทิตย์ตก, เตะน้ำทะเล, นอนรับลม, ออกเดินป่าศึกษาธรรมชาติ (ซึ่งสามารถเดินได้ไปเรื่อยๆ จนถึงอ่าวไม้งามเลย ระยะทางประมาณเกือบ 2 กม.)

มาที่ซุ้มสวัสดิการเพื่อกินข้าวครับ
อาหารของผมเป็นชุดเมนูแบบประยุกต์ ,, เป็นข้าว+กับ+สับปะรด
นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ริมหาดครับ

แต่จุดประสงค์จริงๆ ที่คนส่วนมากมาหมู่เกาะสุรินทร์คือการดำน้ำตื้นหรือ Snorkeling ซึ่งที่นี่เค้าถือว่าเป็นจุดดำน้ำที่สวยระดับโลก ใครที่พอว่ายน้ำเป็นก็สมควรอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปดำน้ำกับเรืออุทยาน ส่วนใครที่ซื้อทัวร์ก็มักจะรวมกิจกรรมดำน้ำไว้แล้ว เดี๋ยวจะพาไปดำน้ำตอนหน้าครับ

เตรียมนั่งเรือหางยาวออกทะเลไปดำน้ำกันดีกว่า
ออกทะเลไปดำน้ำกันครับ 🙂

ใช่ครับ เราจะได้ดำน้ำกัน

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 พริ้วที่เกาะพยาม

หลังจากที่จัดหนักที่ฝั่งทั้งกินและเที่ยวมาแล้วในตอนที่ 1 ของทัวร์ระนอง คราวนี้เราก็จะออกเรือไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะบ้างครับ ซึ่งที่ระนองมีเกาะให้เที่ยวหลายเกาะ ทั้งเกาะช้าง เกาะเหลา เกาะค้างคาว ,, แต่ที่ตอนนี้นิยมไปกันคือเกาะพยามครับ ซึ่งผมก็เลยอยากรู้ว่าเค้าไปเกาะพยามกันทำไม

ข้อมูลที่ต้องรู้และการเตรียมพร้อมก่อนไปเกาะ

การเตรียมพร้อมหลักๆ มันขึ้นกับว่า เราจะไปกี่วันและจะทำอะไรบ้าง

  • พวกที่พักมีหลายเกรดนะ ตั้งแต่คืนนึงสองสามร้อย จนถึงคืนละห้าหกพัน ,, มันต่างกันที่ Facilities ,ความหรูหรา, วิว และพวกบริการพิเศษต่างๆ ,, ยกตัวอย่างเช่นการบริหารไฟฟ้า รีสอร์ทที่ราคาไม่แพงมากเค้าจะปั่นไฟเป็นเวลาเฉพาะช่วงเย็นๆ ถึงหัวค่ำ (นอกจากนั้นเราก็อยู่ในโลกที่ไม่มีไฟฟ้ากัน) แต่ถ้ารีสอร์ทหรูๆ บางที่เค้าจะปั่นไฟให้เราใช้ตลอดเวลา มีแอร์ มีน้ำอุ่น ก็พึงสังวรณ์ว่าเงินที่เราจ่ายแพงส่วนนึงก็เพื่อพวกนี้ด้วย ,, แต่ถ้าให้แนะนำ ผมว่ามีชีวิตเรียบๆ ไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่งก็ดีนะ อยู่รีสอร์ทของชาวบ้าน อยู่ได้ในราคาที่ไม่แพงและใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ามากๆ
  • ราคาอาหารบนเกาะจะแพงกว่าบนชายฝั่งหน่อยนึง ประมาณว่าเราไปกินอาหารตามห้าง อาหารจานเดียวก็ตก 50-60 บาท ขนมต่างๆ ก็จะแพงกว่านิดหน่อยในระดับที่รับได้ ส่วนพวกของใช้ต่างๆ แนะนำว่าหามาจากฝั่ง (รวมทั้งอะไรที่เราเอามา ไม่ควรทิ้งเป็นภาระบนเกาะด้วย)
  • บนเกาะมีสัญญาณมือถือ AIS แน่ๆ (เพราะผมใช้อยู่) แต่เจ้าอื่นไม่รู้ครับ
  • การเดินทางบนเกาะ ถ้ามีเวลาไปอยู่ซักเจ็ดวันสิบวัน แนะนำว่าให้เดินเอา เพราะบรรยากาศมันชิลมากๆ เก็บรายละเอียดได้ดีกว่า และถนนบางส่วนยังเป็นทรายและไม่ได้ออกแบบมาสำหรับขับขี่บวดยาน ,, แต่ถ้าอยู่สั้นๆ สองวันสามวันแนะนำให้เช่าจักรยานยนต์แล้วขี่รอบๆ เกาะ ซึ่งสะดวกรวดเร็วมาก และเราสามารถออกจากที่พักช่วงดึกๆ ได้ (เพราะไม่มีไฟฟ้าน๊ะจ๊ะ)
  • เสื้อผ้าแนะนำว่าเอาไปเท่าที่ใส่จริง จะเผื่อก็อย่าเยอะ หรือถ้าจะอยู่หลายวันก็อาจต้องเลือกเสื้อผ้าพวกที่ใส่ง่าย ซักง่าย ไม่ต้องรีด ไม่ต้องกลัวยับ ,, ส่วนกระเป๋าก็เช่นกัน พยายามแพ็คให้น้อยชิ้นที่สุด กระเป๋าควรเป็นเป้สะพาย ไม่แนะนำเอาเป็นกระเป๋าล้อลาก เนื่องจากพื้นที่ในการลากไม่ค่อยมีลานกว้างเรียบๆ ให้เข็นเฉิดฉายกระเป๋าใบสวยสักเท่าไหร่
  • ไปเกาะพยามแนะนำว่าไปพักผ่อน เงียบๆ สงบๆ อย่าเอางานไปทำหรือสร้างกิจกรรมที่อึกทึกคึกโครมมาก ,, ซึ่งจริงๆ บนเกาะก็มีบาร์+ดนตรีแนวๆ เร๊กเก้นะ เราไปนั่งแจมๆ ได้ (ทั้งนี้การเลือกที่พักที่ใกล้กับบาร์อาจมีเสียงดังตอนกลางคืนนะ)
  • ประชากรหลักของเกาะนี้เป็นฝรั่งประมาณ 70%, ชาวบ้าน 25%, ส่วน 5% คือนักท่องเที่ยวไทย
เตรียมพร้อมออกทะเลไปเที่ยวเกาะกันเถอะ ,,

ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเถอะ

เปิดศักราชที่ท่าเรือ

หากตั้งใจจะไปเที่ยวเกาะพยามแล้ว แนะนำให้ตื่นเช้ากันนิดนึงครับแล้วไปที่ท่าเรือตรงปากน้ำครับ (ส่วนตัวผมแนะนำให้กินข้าวไปให้อิ่มก่อนขึ้นเรือนะ) เราจะขึ้นเรือกันที่นี่ โดยเรือที่นี่มีให้บรืการคือ

  • เรือเมล์ธรรมดา เป็นเรือใหญ่ นั่งได้เจ็ดแปดสิบคนได้ แถมบรรทุกของได้เพียบ ,, ออกวันละ 2 รอบ คือ ขาไปเกาะพยาม 09.30 และ 14.00 น. และขากลับ 08.00 และ 14.00 น. (อาจเลทเล็กน้อยหากมีน้ำขึ้นน้ำลงจนเอาเรืออกไม่ได้) สนนราคาเที่ยวละ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนตัวแนะนำเรือเมล์ โดยเฉพาะคนที่เมาเรือหนักหรือวันที่คลื่นสูงมากๆ
  • สปีดโบ๊ท แล่นฉิวสู่เกาะพยามในเวลาประมาณ 30-45 นาที ,, ออกวันละ 2 รอบเช่นกัน คือ ขาไปเกาะพยาม 10.00 และ 14.30 น. และขากลับ 09.00 และ 13.30 น. สนนราคาเที่ยวละ 350 บาท
ผู้คนชุกชุม (ฝรั่งล้วน) เตรียมขึ้นเรือกัน
ตั๋วเรือเดินทางไปเกาะพยาม ,, เก็บไว้ดีๆ (เดี๋ยวจะมีกระเป๋าเรือไปเก็บตั๋าบนเรือ)

ตอนที่ผมมาถึงท่าเรือค่อนข้างเช้า แต่คนก็เริ่มๆ ทยอยมาเรื่อยๆ ,, ส่วนเรือก็จอดแน่นึ่ง เพราะน้ำยังไม่ขึ้น

สภาพเรือเมล์ที่เราจะไปกัน (รอน้ำขึ้นก่อนจ้า)

ระหว่างรอน้ำขึ้น เราก็มาปักหมุดแผนที่ที่จะเที่ยวกันดีกว่า มีทั้งอ่าวและจุดชมวิวหลายที่ ,, ส่วนพวกรีสอร์ทที่ผมไม่ได้พักหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องผมไม่ได้ปักหมุดไว้นะครับ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ปู้นๆ เรือออกแล้วจ้า

ราวเก้าโมงสี่สิบห้า เจ้าหน้าที่ก็ให้สัญญาณลงเรือครับ ,, อยากบอกกว่าช่วงนี้ชุลมุนมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวก็จะแย่งกันลงไป คนเรือก็จะขนของ แถมมีบางคนลืมของอีกก็ต้องวิ่งมาเอา บางคนมาเลทอีก วุ้ย!! เอาเป็นว่าค่อยๆ ลงเรือและก็หาที่นั่งที่ชอบของตัวเองครับ

ข้ามแผ่นไม้ซีกเดียวเพื่อเข้าไปยังเรือเมล์ของเรา

และแล้ว ,, เรือก็ค่อยๆ แล่นออกจากฝั่ง บรรยากาศแถวนั้นฝั่งนึงจะเป็นย่านประมงและแรงงานพม่า อีกฝั่งจะเป็นป่าชายเลน ,, แรกๆ ที่ออกมาจากท่าเรือผมว่าทะเลแถวนั้นไม่ค่อยสะอาดทั้งจากขยะและคราบน้ำมัน แถมมีกลิ่นคาวๆ จากการทำประมงด้วย มีเรือประมงจอดเรียงกันเป็นตับ แถมเห็นแรงงานพม่าต่อคิวทำอะไรสักอย่างด้วยแหละ อิอิ

เรือค่อยๆ แล่นออกจากฝั่งแล้วจ้า (เห็นท่าเรือลิบๆ)
บรรยากาศใกล้ๆ ท่าเรือ ,, ส่วนมากเป็นเรือประมง
เรือประมงนานาชนิด ,, แล่นออกจากปากน้ำของท่าเรือ
บรรยากาศลูกเรือชาวพม่า ,, และบรรยากาศรอบๆ ท่าเรือฮะ
ออกมายังไม่ไกลมาก ,, น้ำยังไม่สวย แถมยังเห็นเรือประมงกลับเข้าฝั่งบ้าง

เรือลำที่ผมขึ้น นอกจากคนขับไทย ก็มีแรงงานพม่าอีก 2-3 คน นอกจากนั้นฝรั่งล้วน มีผมคนเดียวที่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย ,, ฝรั่งเวลาเดินทางเค้าจะชอบอ่านหนังสือสลับกับเดินชมวิว ดูดบุหรี่ และนอนหลับเป็นพักๆ (มีกรนด้วย) ,, ส่วนผมก็ดูแหม่ม นั่งเล่นทวิตเตอร์ และสลับกับถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ของเรือ ,, คิดว่าฝรั่งมันก็คงรำคาญผมเหมือนกัน ฮาๆๆๆ

แต่พออกมาจากฝั่งสักพัก กลิ่นไอทะเลที่ไม่มีกลิ่นคาวเริ่มมา เรือประมงเริ่มน้อย น้ำทะเลเริ่มสวย วันนี้อากาศดีครับ คลื่นลมสงบ ,, เราก็อินกับบรรยากาศป่าชายเลนด้านนึง ส่วนอีกด้านก็เป็นทะเล มองเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยบ้าง ส่วนเกาะใหญ่ๆ ที่เห็นเค้าเรียกว่าเกาะช้างน่ะครับ เห็นว่าคนก็ชอบไปเที่ยวเหมือนกัน

อันนี้พ่อของลูกเรือด้านบน ,, ส่วนรูปอื่นๆ สังเกตว่า ฝรั่งล้วนฮะ
บรรยากาศจากข้างๆ เรือ (เสียวกล้องตก) เห็นน้ำสีฟ้าและเกาะสวยๆ ด้วย
บรรยากาศระหว่างเดินทางครับ ,, พี่หางยาวลากเรือมาจากเกาะช้าง
ฟ้าใส, น้ำทะเลสีคราม, ลมโกรกสบาย, ไม่มีคลื่น ,, ชิลสุดยอด

สองชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป ,, เราก็ถึงฝั่งแล้วครับ

ณ ท่าเรือเกาะพยามจ้า

มาถึงฝั่ง แม้ไม่เมาเรือแต่ก็มึนได้ที่ ,, วันนี้แดดแรง ฟ้าใสดี ทะเลสีคราม เห็นชายหาดลิบๆ

ถึงท่าเรือเกาะพยามแล้วจ้าาาาา ,, วุ้วๆๆๆ

เอิ้กๆๆๆๆ กางแผนที่มาดูก่อนดีกว่า


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

พอมาถึงเกาะพยาม ,, ก่อนอื่นเราก็ต้องวิ่งปรี่ไปหาที่เช่ามอเตอร์ไซค์ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักในการไปเที่ยวที่ต่างๆ ของผมกันก่อน ตอนที่ผมไปค่าเช่ามอไซวันละ 200 บาท, น้ำมันลิตรละ 50 บาท ,, แต่ถ้าใครต้องการแค่ให้มีมอไซไปส่งที่พัก (เท่าที่เห็นเค้าให้ราคาฝรั่ง) ก็ 80 บาทนะ

ถึงชมจันทร์รีสอร์ทที่จองไว้แล้ว ,, รีสอร์ทที่นี่เป็นลักษณะบังกาโลให้เช่า ของผมเช่า 1 หลังจำนวน 1 คืน เค้าคิดราคา 600 บาท ,, เท่าที่สำรวจสภาพแวดล้อมและสภาพห้องถือว่าคุ้มค่าราคามากๆ เพราะเป็นรีสอร์ทติดทะเล จะนั่งชิลติดหาดหรือจะนอนตากลมที่เก้าอี้ผ้าใบก็ได้, สภาพห้องก็โอเคนะครับ ดูแล้วน่านอนมาก

มุมจากหาดของชมจันทร์รีสอร์ท (ป้ายรีสอร์ทสีเหลืองๆ อะ)
มุมสวยๆ ของชมจันทร์รีสอร์ทครัฟฟฟ
มุมมองจากบ้านพัก ออกไปยังชายหาดของรีสอร์ท
สภาพห้องนอนโอเคนะ ,, มีมุ้ง, ห้องน้ำแยก, แต่มีปลั้กไฟอันเดียว ชาร์จไฟก็ไม่มีพัดลม

แต่ที่นี่ไม่ใช่บังกะโลไฮโซมาก เลยยังมีพวกข้อจำกัด เช่น ปั่นไฟฟ้าเฉพาะ 18.00-22.00 น. หลังจากนี้จะใช้ไฟจากโซล่าเซล ถ้าแดดแรงก็จะมีไฟใช้จนถึงดึกๆ แต่ถ้าวันไหนแดดร่ม อีกประมาณชั่วโมงนึงไฟจะดับ ซึ่งมันจะลำบากตรงที่ไม่มีพัดลม+ยุงกัด แต่เราก็สามารถย้ายตัวเองไปนอนริมหาดได้ ลมแรงดีมาก (แต่ก็มืดๆ ดูน่ากลัวๆ นิดนึงอะนะ) แต่ถ้าใครจำเป็นต้องชาร์จแบตหลายสิ่งอันเช่นแบตกล้อง, แบตมือถือ แนะนำว่าให้ฝากเฉพาะแบตไว้ที่ Counter ชาร์จ เพราะในห้องเรามีปลั๊กแค่อันเดียวซึ่งเหมาะกับการเสียบพัดลมมากที่สุด

ไม่ได้โปรโมทหรือโฆษณา แต่ว่าถ้าสนใจลองโทรไปจองได้ที่ 085-6784166 ครับ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บของรีสอร์ทก็ได้นะครับ (ส่วนรีสอร์ทอื่นๆ ที่มีคนแนะนำผมมาบ้างก็มีพวกซิลเวอร์แซนด์, พยามค๊อทเทจ และวิจิตรบังกาโล )

เอาเป็นว่า เก็บของแล้วรีบไปรับลมทะเลดีกว่า

ขับรถเล่นรอบเกาะ

เกาะพยามจะมีถนนเส้นหลักที่เป็นถนนคอนกรีตกว้างระดับมอไซสองคันสวนกันได้ เป็นแกนกลางและพาไปยังพวกสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่นอ่าวใหญ่ ท่าเรือ หรือพวกรีสอร์ทต่างๆ ,, แต่พวกสถานที่เล็กๆ ถนนมันจะไม่ได้เป็นถนนคอนกรีตดีๆ อะ ,, บางทีก็เป็นดินลูกรัง, บางทีก็เป็นทราย, บางทีก็ต้องลุยป่าฝ่าดง, ขับขึ้นเนินและถนนที่ไม่เรียบ บางเส้นทางชันและอันตรายมากๆ เช่นตรงทางเข้าหมู่บ้านมอแกน จะเป็นทางดินที่ชันมาก เหมาะกับการเดินเท่านั้น กับอีกอย่างที่แนะนำคือ เวลาหลังพระอาทิตย์ตกควรรีบกลับที่พัก อย่าไปเดินแรดเข้าหาดเข้าป่าเพราะว่ามันมืด เกาะไม่ได้มีไฟส่องสว่างนะ

เส้นทางรอบเกาะพยาม ,, มีทั้งคอนกรีตและแบบดินทราบ
ฝ่าดงหญ้า ,, บนทางที่เป็นทราย ,, ขับรถลำบากมาก

แรกๆ ผมออกแนวงงๆ เหมือนกัน ขี่รถวนไปมา กว่าจะเริ่มจับทางที่เที่ยวได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน แต่ที่เที่ยวหลักๆ บนเกาะมักเป็นพวกหาดและจุดชมวิวอะ

อ่าวใหญ่

ชื่อมันบอกว่าอ่าวใหญ่ เป็นชายหาดที่กว้างมากระดับเดินแล้วเมื่อย กะระยะทางแล้วจะประมาณ 3-4 กม. ได้ โดยอ่าวใหญ่จะมีคลองเล็กๆ แบ่งอ่าวให้เป็น 2 โซน คือโซนบนซึ่งใหญ่กว่ากับโซนล่างที่เล็กกว่า ซึ่งรอบๆ อ่าวใหญ่นอกจากจะมีต้นไม้ล้อมรอบแล้ว ก็ยังพบที่พัก, บังกาโล (ถ้าเดินหาดีๆ จะพบที่พักถูกๆ คุณภาพดีแถวนี้นะ เห็นมีฝรั่งคนนึงนอนคืนละแค่ 200 เองอะ), และพวกบาร์เบียร์ต่างๆ ซึ่งตอนดึกๆ เราก็สามารถแว๊บมานั่งที่นี่ได้

อ่าวใหญ่,, กว้างระดับสุดลูกหูลูกตาเลยครับ
ชายหาดที่นี่มันไม่ได้ขาวใสมากนะ ,, ออกเป็นดินปนทราย
น้ำทะเลสะอาดนะ แต่ไม่ได้ใสมากนัก ส่วนนึงเพราะดินที่นี่
หาดที่นี่ไม่ใช่ทรายใสๆ แต่เป็นทราย+ดินเลนสีดำ

อ่าวใหญ่เหมาะมากสำหรับการเดินทอดอารมณ์ เพราะด้วยระยะทางของมันและลักษณะชายหาดที่โรแมนติกมากๆ ,, อ่านแล้วอาจงง เพราะถ้าสังเกตจริงๆ ทรายที่ชายหาดของอ่าวใหญ่จะไม่ใช่ทรายที่ขาวละเอียด แต่ลักษณะจะเป็นทรายปนเลนสีดำๆ หน่อยนึง ,, แต่การที่มันมีสีดำปนนี่แหละคือความโรแมนติกของมัน เพราะตอนพระอาทิตย์ตก เราจะเห็นชายหาดที่ถูกเคลือบด้วยน้ำทะเลนั้นใสเหมือนกระจกสะท้อนเลย

อ่าวสีดำถูกเคลือบด้วยน้ำทะเล ,, ใสยังกับกระจกสะท้อน
พระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่ ,, งามงด
เดินทอดอารมณ์ยามอาทิตย์อัสดง ,, สุดยอดจริงๆ
บรรยากาศที่อ่าวใหญ่ยามเย็นถือว่าโรแมนติกมากๆ

พระอาทิตย์ตกทุกวัน แต่เมื่อมองไปแล้วกลับสวยกว่าทุกวันที่เป็น

หมูบ้านมอแกน

ส่วนตัวผมว่าหมู่บ้านมอแกนที่นี่ไม่ค่อยน่ามาเท่าไหร่ อย่างที่เล่าให้ฟังคือหนึ่ง ทางไปหมู่บ้านมอร์แกนนี่ลำบากในการขับจักรยานยนต์มากๆ และชาวมอแกนไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้านะ ,, ถ้าไปแถวนี้ก็แค่ไปดูบ้านเรือนเค้า (ที่ส่วนมากอพยพออกมาจากหาดหลังโดนสึนามิ) และก็ดูเค้าเก็บกาหยูหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั่นแหละ (ซึ่งจริงๆ บนเกาะก็มีต้นกาหยูโคตรจะเยอะ ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งเกาะอยู่แล้ว)

หมู่บ้านชาวมอแกนครับ,, มีทั้งบ้านแบบเดิมและบ้านแบบใหม่
กาหยู หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เราคุ้นเคยดี
ชาวบ้านเก็บเม็ดมะม่วงฯ ,, ก่อนนำไปแปรรูปต่ออีกที

อ่าวเขาควายแบบ Unseen

จริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาที่จุดนี้เลย กะแค่ว่าเดินจนถึงสุดทางของหมู่บ้านมอแกนพอ อยากรู้แค่มันมีอะไร ไปถึงสุดทางก็เป็นโซนโขดหิน ชาวบ้านเรียกแถวนั้นว่าหัวแหลมของอ่าวเขาควาย ซึ่งเป็นจุดที่สุดแล้วของอ่าวเขาควาย ลักษณะแถวนี้เป็นป่า ทั้งป่าจริงจังและป่าชายเลนสลับกับโขดหินและดินเลน มีหาดทรายนิดหน่อย ,, ถามถึงระดับความน่ามาเรียกว่าติดลบ สังเกตจากนักท่องเที่ยวที่มีผมแค่คนเดียว

บรรยากาศตรงหัวแหลม อ่าวเขาควาย
หาดมีนิดเดียว ,, มีแต่หินและดินเลน
อะไรมันจะโขดหินขนาดน้านนนน ,, เดินลุยลำบากมาก

แต่ถ้าใครต้องการความสดและแปลกใหม่ต้องมาที่นี่แหละครับ ชาวบ้านบอกว่าต้องรอน้ำลงก่อนประมาณห้าโมงกว่าๆ ถึงจะเห็นของดี ,, เอาก็เอาวะ ไปหาดไหนมันก็คงคล้ายๆ กันแหละ ลองดูของแปลกที่นี่ละกัน

แถวนี้จริงๆ สงบดีนะ น้ำก็ใส มีปูมีปลาก็เยอะ ,, แต่หินทั้งนั้น
น้ำเริ่มลง เริ่มลง ,, เริ่มเห็นรากของต้นไม้ที่โผล่จากพื้น
น้ำลดระดับลงชัดเจนมาก ,, สังเกตสีดำกับขาวตัดกันอะ

พอน้ำลงถึงจุดๆ นึง อยู่ดีๆ ก็มองเห็นเนินทรายคล้ายเกาะโผล่ขึ้นกลางทะเล ,, ผมก็เดินฝ่าทะเลความลึกประมาณเมตรกว่าๆ ไปอยู่บนเนินนั้น ,, ดูๆ แล้วเนินนั้นไม่มีอะไร ก็มีแต่ปู (ไม่รู้จักชื่อ) ซักร้อยตัว ไม่แปลกอะไรนี่นา

มีเนิน แล้วมีปู ,, ทำไมเหรอ ไม่แปลกเท่าไหร่

แต่พออยู่บนเนินซักพัก ปูมันไม่ได้มีแค่ร้อยตัวหรอกครับ มันมีประมาณแสนเป็นล้านตัวหรือมากกว่านั้น ,, พื้นที่ที่เป็นเนินนั้นฉาบไปด้วยสีส้มที่เป็นสีของขาปูเต็มแน่นยกเว้นรอบๆ ตัวผม ซึ่งมันเจ๋งมากๆ เลยแฮะ ,, ผมพยายามวิ่งไปถ่ายรูปมันแต่ปูก็ขุดดินกลบตัวเองเพื่อหนีผม เอาว่าเก็บภาพมาตามที่จะพอถ่ายไหวก็แล้วกัน

เนินทั้งเนินกลายเป็นสีส้มไปหมดแล้ว รอบตัวเรามีแต่ปู
สีส้มของขอปูฉาบไปทั้งเนิน ,, แต่ใกล้ๆ ผมมันซ่อนตัวลงทรายหมด
ปูอะไรก็ไม่รู้ ขาส้มๆ ตัวเล็กๆ อยู่ที่เนิน ,, เวลากลัวมันจะมุดลงทราย
ขุดปูขึ้นมาจากทรายสีดำ ,, มันคงกลัวน่าดู

บรรยากาศบนเนินนั้นมันสุดยอดจริงๆ

กลางคืนแห่งเกาะพยาม

อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกนะครับ มีตั้งแต่จะเลือกนอนพักเงียบๆ ที่บังกาโล สบายๆ , นอนชิลที่หาดทราบหน้าบังกาโลรับลมทะเล นอนดูดาว, หรือจะไปนั่งดื่มและฟังดนตรีตามบาร์ต่างๆ บนเกาะ (เท่าที่สังเกตออกแนวเรกเก้, สกาเป็นหลักนะ) ราคาเครื่องดื่มไม่ได้แพงมากนะ ถูกกว่าตามผับชื่อดังในกรุงเทพฯ ละกัน ,, แต่มีข้อแนะนำว่าการออกที่พักตอนกลางคืนถ้าไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็นี่จะมีไฟฉายเล็กๆ ติดไม้ติดมือนิดนึง เพราะมันมืดและอาจเห็นทางไม่ค่อยชัด

เดินทางกลับระนองแล้ว

แหกขี้ตาตื่นไปท่าเรือเพื่อขึ้นเรือกลับ (เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันเที่ยวเช้าที่เรือออก 8.00 น. นะเธอ) ,, จริงๆ ใจผมก็อยากจะอยู่ให้นานกว่านี้ แต่ว่าด้วยความจำกัดของหน้าที่การงาน ทำให้อยู่ที่เกาะได้แค่คืนเดียว ทั้งๆ ที่อาจจะอยู่ซัก 2-3 คืน เที่ยวก็ยังไม่ค่อยครบ ความสงบก็ยังไม่ค่อยพีค… เอาเถอะ แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยมาใหม่ก็แล้วกันนะ เจ้าเกาะพยาม

ท่าเรือเกาะพยามตอนเช้า ,, ในบรรยากาศเหงาๆ ของคนที่ต้องกลับ
ผู้คนเริ่มมา เรือเริ่มพร้อม ก็เตรียมออกเดินทางกันได้
ท้องฟ้าสดใส ,, เรือค่อยๆ แล่นออกจากเกาะช้าๆ (เพราะไม่ใช่สปีดโบ๊ท)
ลาก่อนนะเกาะพยาม ,, แล้วจะมาเที่ยวหาอีก

ปิดทริปเที่ยวระนองสองวันสองคืนจำนวนสองภาคแบบสมบูรณ์ ,, หมดภาคนี้ขอแว้บกลับกทม. แป๊บนึง ,, แล้วเดี๋ยวภาคหน้ามาต่อทริปเที่ยวใต้แบบซุปเปอร์คอมโบครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 1 ชิลๆ ที่บนฝั่งระนอง

ช่วงนี้เป็นช่วงพักผ่อนเต็มที่โค้งสุดท้ายแล้ว!!!

สิ่งที่ผมคิดไว้อันดับแรกๆ คือไปเที่ยวใต้ กะว่าจะค่อยๆ แล่นไปเรื่อยๆ ชิลๆ จังหวัดละแปดวันสิบวัน ,, แต่คิดว่าถ้าไปแบบนั้นคงต้องขออนุญาติลากันเป็นปีเลยทีเดียว แถมตัวผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวสายใต้มาก เพราะตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันที่ตัดสินใจซื้อตั๋วไปผมยังไม่เคยลงใต้ไปต่ำกว่าชะอำ/หัวหินเลย แถมครั้งนี้ไปแบบลุยเดี่ยวสดๆ อีกต่างหาก

พับผ่าสิ!! เป็นไงก็เป็นกัน ,, ความมันเลยบังเกิด

ซื้อตั๋วไประนองดีกว่า

จังหวัดแรกที่ผมเล็งๆ จะไปคือจังหวัดระนองนี่แหละครับ ,, ถ้าถามผมว่าคิดยังไงไประนอง ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าที่ไปเพราะมีบ้านเพื่อนอยู่ที่นั่น เอิ้กๆๆๆ (ซึ่งก็ต้องขอบคุณขวัญ+ครอบครัวมากๆ ที่ดูแลเราตลอดที่ระนอง) อย่างอื่นๆ เกี่ยวกับระนองนี่ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ,, โดยสิ่งแรกที่สำหรับคนที่จะไประนองคือการซื้อตั๋วครับ

การเดินทางไประนองวิธีการหลักๆ คือการเดินทางด้วยรถทัวร์นะครับ โดยตั๋วรถทัวร์ไประนองจะมีผู้ให้บริการใหญ่และดีๆ (คือเป็นพวก ป.1 อะครับ) คือ

  • บริษัท โชคอนันต์ทัวร์ จำกัด ติดต่อได้ทั้ง Facebook, Twitter หรือเบอร์โทรศัพท์ก็ได้ที่ 02 – 8946300 ถึง 2 ,, โดยโชคอนันต์เค้ามีบริการเดินทางไปชุมพร, ระนอง, สุราษฏร์ฯ นะครับ มีขายตั๋วที่สายใต้ใหม่สุดๆ ที่ช่อง 41-43
  • บริษัท นิวมิตรทัวร์ จำกัด เจ้านี้มีแค่ระนอง-กรุงเทพฯ นะ ติดต่อได้ที่เบอร์ 02-2816939 และ 02-8946115
  • บริษัทขนส่งจำกัด อันนี้ก็ดูเอาเองละกันนะครับ

(จริงๆ ระนองมีบริการเครื่องบินด้วย ชื่อ Happy Air บริการบินเฉพาะวันศุกร์และวันอาทิตย์ แต่เห็นพ่อเพื่อนบอกว่าคนน้อย ช่วงนี้เหมือนจะยกเลิกเส้นทางไปแล้ว ยังไงก็ลองโทรไปได้ที่ 02-2165151 )

ถ้าเลือกนั่งป.1 ราคาจะตกอยู่ประมาณ 425 บาท ,, ถ้านั่ง VIP ราคาจะตกประมาณ 666 บาท

ส่วนผมเหรอครับ ,, นั่งป.2 ครับ ราคา 335 บาท คือผมไม่ได้งกหรือจะประหยัดอะไรมากขนาดนั้นนะครับ แบบว่าโดนหลอกมานั่งอะ มีคนมาตะโกนๆ เอาตั๋วระนองมั้ยพี่ ผมก็เลยไปเออออห่อหมกกับเค้า สุดท้ายก็ได้นั่งรถป.2 สมกับที่หาข้อมูลมาเพียบจริงๆ เฮ้ออออ

สภาพรถป.2 ที่จะไประนองครั้งนี้
สภาพด้านในของตัวรถ ,, ไร้คำบรรยาย

จริงๆ สถาพรถป.2 ภายนอกก็ดูโอเคนะ ,, ภายในอาจแคบไปนิดสำหรับคนอ้วนๆ อย่างผม แต่สภาพโดยรวมถือว่าพอทำเนา แต่ที่โหดคือรถจอดเยอะมากๆ อยากจอดก็จอด มีคนโบกก็จอด คนอยากลงก็จอด ปวดห้องน้ำก็จอด (เพราะไม่มีห้องน้ำในรถ) ว่างๆ ก็มีแม่ค้าขึ้นมาขายของ มีคนเดินรกไปมา ลุงคนขับก็ดูดบุหรี่ตลอดทาง ,, แต่ต้องชื่นชมรถป.2 ที่รักษาเวลาดีมากๆ แม้จะจอดเยอะแต่ก็เร่งสปีดชดเชยแทน (คือมันขับเร็วมากๆ) แถมลุงคนขับฟิตมากๆ ขับคนเดียวกว่าเก้าชั่วโมงตั้งแต่กทม. จนถึงระนองเลย

ส่วนตัวแนะนำว่า ไม่ควรขึ้นป.2 ฮะ หรือถ้าอยากลองขึ้นเพื่อสนองตัณหาแล้วก็ไม่ควรขึ้นเที่ยวเช้าฮะ เพราะมันจอดบ่อยมากๆ แถมนอนหลับไม่สนิทอีก เพราะขับรถเหวี่ยงได้ใจเหมือนโดนใครเหยียบหางมาเลย

บรรยากาศฉิ่งฉับทัวร์กับรถป.2 ,, มีฝนตกเป็นพักๆ ด้วย

จริงๆ ต้องแอบเม้ามอยนิดๆ ว่าถนนบางช่วงของสายใต้นี่ค่อนข้างแคบมาก แม้ว่าเป็นถนนเส้นหลักอย่างเพชรเกษมก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เราเข้าชุมพรและเลี้ยวตัดมาอีกทาง ต้องยอมรับว่าถนนแถวนั้นขับยากและคดเคี้ยวมากๆ เท่าที่จำได้มีโค้งนึงอันตรายมากๆ (สังเกตว่าโค้งนั้นจะมีรูปพระติดอยู่ และเขียนประมาณว่าช้าๆ ค่อยๆ ขับ) คือมันเป็นโค้งเลี้ยวขวา แต่ถนนมันเทลงซ้าย ทำให้รถไหลไปกระแทกขอบทางอยู่บ่อยครั้ง ขนาดวันที่ไปก็ยังเห็นรถไหลลงไปนอนนิ่งอยู่ที่มุมนั้นด้วยอะ

สภาพถนนลงใต้ ,, เออ... โค้งจัดจ้านมากฮะ

หลังจากนั่งรถกระดูกป่นมาเก้าชั่วโมงก็ถึงท่ารถที่ระนองแล้วฮะ

ขอเที่ยวบนฝั่งก่อนละกัน

คือจริงๆ ที่เที่ยวที่กินของระนองมีเยอะกว่านี้นะครับ แต่ว่าทั้งหมดที่เที่ยวบนฝั่งใช้เวลา 1 วันถ้วนๆ เลยเก็บมาได้ไม่ครบมาก แถมมีบางช่วงมีฝนปรอยๆ ลงมาด้วย ,, เอาเป็นว่าค่อยๆ ไล่ติดตามจาก Map ละกันครับ ซูมเข้าซูมออกได้ตามอัธยาศัย แถมแต่ละไอคอนของ Map กดเข้าไปมีรายละเอียดสั้นๆ อยู่ หรือใครจะจดเป็นแผนที่ระนองไว้เผื่อไปเที่ยวก็ไม่ว่ากัน

<
ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 1 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เริ่มจากที่เที่ยวกันก่อนดีกว่า

สิ่งนึงที่ควรเผื่อไว้ในการที่คิดจะมาเที่ยวระนองคือเรื่องฝนเพราะที่ระนองฝนตกบ่อยและบางทีตกเพราะอยากตก ถึงขั้นหลายคนกล่าวว่าฝนแปดแดดสี่ (คือมีแดดจริงๆ แค่ 4 เดือนคือช่วงมกราคา-เมษายนเอง) ดังนั้นอาจต้องเตรียมร่มและอุปกรณ์กันน้ำเผื่อไปด้วย และเพื่อความง่ายผมจะแบ่งโซนสำหรับไปเที่ยว 3-4 โซน (ตามที่ผมคิดเอง) ละกัน ,, โดยวันนี้ผมจะขี่มอไซฝ่าสวนปาล์มและสวนยางไปลุยตามที่ต่างๆ นะครับ

โซนทางเหนือ

แถวๆ กระบุรี

จริงๆ แถวนี้ผมแวะมานิดเดียว คือขับจักรยานยนต์จากตัวเมืองวนมาแถวๆ สะพานข้ามแม่น้ำกระที่ต้องบอกว่ากว้างพอๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยาเลย โดย ณ จุดนี้เราสามารถเห็นพม่าได้ด้วยตาเปล่า ดูสภาพบ้านเรือนและวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้นเล็กน้อยแล้วกะว่าจะหาอะไรกินแถวนั้น แต่เท่าที่เห็นร้านปิดไปเยอะ เลยไม่ได้ไปลุยต่อ ,, ซึ่งจริงๆ ถ้าลุยไปเรื่อยๆ กระบุรีก็จะมีซาลาเปาทับหลีขายเต็มสองข้างทางถนนเพชรเกษม

สะพานข้ามแม่น้ำกระ และเราสามารถเห็นฝั่งพม่าจากบนสะพาน

น้ำตกบุญญปาล

น้ำตกบุญญปาลก็เป็นอีกที่ที่คนชอบมาเที่ยวนะ ซึ่งน้ำตกดังกล่าวเกิดจากต้นน้ำในป่าละอุ่นและป่าราชกรูด ช่วงหน้าฝนที่น้ำเยอะๆ น้ำตกที่นี่จะสวยและใหญ่มาก (แต่ก็คงมาเที่ยวลำบากเพราะฝนตก) แต่ถ้ามาหน้าแล้งก็จะแบบในรูปที่เห็นอะครับ แต่ผมว่ามันก็ยังสวยนะ ส่วนนึงคงจากความสูงของน้ำตก และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่แถวๆ นั้น

มุมพักผ่อนที่น้ำตกบุญญปาลครับ
ถ้าช่วงที่น้ำเยอะๆ มันคงจะใหญ่และสวยมาก

ช่วงที่ไปแอบโชคดี มีสาวๆ มาเล่นน้ำด้วย 🙂

ถ้าโชคดีก็จะเห็นสาวๆ มาเล่นน้ำด้วย เอิ้กๆๆ

สุสานจีน

ใจจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาหรอกครับ แต่พอดีพี่คนที่พามาด้วยเค้าจะมาไหว้สุสานบรรพบุรุษเค้า ทีแรกไอ้ผมก็กะจะรอข้างนอก แต่เค้าบอกว่าข้างบนสวย ,, เออออห่อหมกแล้วผมก็เลยไปด้วย ซึ่งมันก็สวยจริงๆ ทำเลมันเหมาะกับการเป็นฮวงซุ้ยมากๆ ด้านหลังเป็นภูเขาด้านหน้าเป็นน้ำ (ทะเล) แถมภูเขาที่เห็นลิบๆ ก็คือฝั่งพม่านั่นเอง

ขึ้นมาบนเนินของสุสาน มองทะลุทะเลข้ามไปถึงฝั่งพม่าได้สบายๆ

ถ้าไปเที่ยวเฉยๆ ไม่ต้องแวะก็ได้ครับ เพราะมันเหมาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเท่าไหร่

จุดชมวิว

ถ้ามาจากตัวเมือง ขี่ฝ่าทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวมาหน่อย จุดชมวิวจะถึงก่อนน้ำตกบุญญปาลนิดนึง

ทางคดเคี้ยวเล็กน้อย เพื่อเข้าสู่จุดชมวิว ,, เย่ๆๆ

เมื่อถึงจุดชมวิวแล้วต้องบอกว่าเซ็งนิดๆ จริงๆ ที่จุดนี้มันสวยมากๆ เห็นวิวตั้งแต่ป่า ลากยาวมาเจอสวนปาล์มและสวนยาง แต่ถ้ามองทะลุไปก็จะเห็นทะเลด้วย ,, แต่ที่เซ็งเพราะว่าต้นไม้แถวนั้นมันแอบรกบังไปหน่อย (แถมบางส่วนยังเป็นพวกต้นยางของชาวสวนด้วย)

วิวสวยๆ ส่วนนึงจากจุดชมวิว (อันนี้เขยิบมาถ่ายข้างถนน)

บ่อน้ำร้อนและหาดส้มแป้น

บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณ

อีกหนึ่งสิ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดระนองคือพวกตระกูลน้ำแร่ครับ ,, คนที่นี่เชื่อว่าหากได้อาบและแช่น้ำแร่แล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งถ้าหากจะมาสัมผัสน้ำแร่แล้ว ที่นี่ก็มีใช้แบบทั้งกินและทั้งอาบ มีทั้งแบบเสียเงินเข้าสปาหรูหราไฮโซ หรือจะรับบริการฟรีๆ ที่บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณก็ได้ครับ

บ่อน้ำร้อนก็เป็นอรกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

ที่นี่อยู่ไม่ไกลตัวเมืองมาก แถมเปิดบริการตลอด แบ่งเป็นโซนหลักๆ เท่าที่ผมจำได้คือ

  • โซนบ่อหลัก คือจริงๆ บ่อที่นี่มีหลายบ่อมากๆ ทั้งบ่อพ่อ, บ่อแม่, บ่อลูกสาว, บ่อลูกชาย แต่ที่คนชอบไปอาบและตักน้ำไปใช้มากที่สุดคือบ่อพ่อ เพราะด้วยขนาดและอุณหภูมิที่ร้อนจัดจ้านประมาณ 50-65 องศา เวลาจะใช้ให้เอาถังหรืออะไรไปตัต่ออีกทีนึงนะ ไม่ใช่โดดลงไปในบ่อตรงๆ (ส่วนบ่ออื่นๆ จะเล็กกว่า ส่องเข้าไปก็มีแต่เหรียญแฮะ)
  • โซนที่เอามาแช่ตัว ซึ่งตรงนี้เค้าจะต่อท่อมาจากแบบแรกแล้วทำเป็นบ่อให้คนมาแช่เลย ไม่ต้องซื้อตั๋วหรือขออนุญาติใคร ชาวบ้านนักท่องเที่ยวจะมานั่งแช่จะอาบก็ไม่ว่ากัน (แนะนำว่าล้างเท้าก่อนที่จะเข้าไปแช่นะ ถ้าขี้เกียจเดินไปล้างก็วักน้ำตรงนั้นมาล้างก็ยังดี) ตัวน้ำแร่จะร้อนกำลังได้ใจมาก คือถ้าเราจุ่มแบบเทสๆ จะรู้สึกว่าร้อนมาก แต่ว่าลองจุ่มไปจริงๆ มันก็ร้อนเฉพาะช่วงแรกๆ แต่ถ้าแช่ไปซัก 1-2 นาทีแล้วจะรู้สึกสบายโคตรๆ เรียกว่าไม่อยากออกมาจากน้ำร้อนเลย
อันนี้บ่อพ่อ ,, บ่อใหญ่สุดและอุณหภูมิร้อนแรงมากๆ
อันนี้เป็นโซนนั่งแช่ๆ ใครใคร่แช่ก็ไปแช่
แรกๆ ร้อนทรมานมาก ,, แช่ไปแล้วติดแฮะ สบายโคตรๆ

แนะนำให้ไปช่วงเย็นๆ เพราะตอนกลางวันอากาศร้อนมากส์ เจอน้ำร้อนอีกเกรงจะสุกเอา ,, อีกอย่างช่วงเย็นๆ จะมีสาวๆ มาแช่น้ำด้วย แฮ่ๆๆๆ สดชื่นสุดๆๆ

ตอนเย็นๆ แล้ว คนเยอะมากๆ ,, สาวๆ เพียบ

วัดหาดส้มแป้น

ถัดจากบ่อน้ำร้อน ขับขึ้นเขามาเรื่อยๆ ก็จะเจอวัดหาดส้มแป้น หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากเพราะเป็นที่ตั้งของศาลาที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่อคล้าย พระภิกษุที่ชาวระนองเคารพและนับถืออย่างมาก ซึ่งท่านได้มาจำพรรษาและมรณภาพที่วัดนี้ ,, กิจกรรมที่วัดหลักๆ นอกจากไปไหว้พระแล้วก็จะมีให้อาหารปลาด้วย

มีรถจากในเมืองไปยังวัดหาดส้มแป้นด้วยนะเธอ
บรรยากาศในวัดหาดส้มแป้นครับ -/\-

วันที่ผมไปฝนตกและน้ำในคลองขุ่น แต่ก็ยังเห็นชัดนะว่าปลาที่นี่ตัวใหญ่มากๆ แนะนำว่าถ้าจะมาปล่อยลูกปลาที่นี่อาจลำบากหน่อย เพราะคาดว่าจะเป็นการให้อาหารปลายักษ์เหล่านี้มากกว่า เอิ้กๆๆๆ ,, ส่วนอาหารปลาจะซื้อจากข้างล่างก็ได้หรือจะซื้อที่วัดก็ได้

มุมให้อาหารปลา (ตัวโตมากๆ) ที่วัดหาดส้มแป้น

เหมืองดินขาวกับอ่างเก็บน้ำ

ระหว่างทางที่ขับไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นมีคนขุดดินและทำเหมืองดินขาวเยอะมากๆ ซึ่งดินขาวที่เราใช้ทำเซรามิคส่วนมากก็มาจากระนองทั้งนั้น ,, แต่จริงๆ เหมืองพวกนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวนะ ผมแค่ชอบมุมและสีมันสวยนะ ดินสีขาวต้นไม้สีเขียวตัดกับท้องฟ้าคราม แถมถ้าแดดแรงๆ น้ำที่เอามาใช้ทำเหมืองดินมันจะออกสีฟ้าครามๆ ด้วย ผมแค่ชอบสีสันของมันเลยเอามาฝากเฉยๆ

เหมืองดินขาวๆ สีสันสวยมากๆ

แถวนั้นมีสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ด้วย กำลังสร้างกันอยู่ ,,

กำลังสร้างอ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้นกันอยู่

ระนองแคนย่อน

ที่นี่เค้าว่าเคยเป็นเหมืองเก่ามาก่อน ทีนี้พอขุดเหมืองไปเรื่อยๆ ดันไปเจอตาน้ำ ทำให้ไม่สามารถทำเหมืองต่อได้และก็กลายเป็นระนองแคนยอน ,, ที่นี่เป็นคล้ายๆ ทะเลสาบย่อมๆ อยู่ตรงกลางแล้วมีภูเขาหินปูนทรงประหลาดล้อมรอบ ท่านสามารถมานั่งพักผ่อนชิลๆ ได้ที่ศาลา หรือจะให้อาหารปลาที่นี่ก็ได้

บรรยากาศสุดยอดมากๆ ที่ระนองแคนยอน
ดังทะเลสาบที่มีขุนเขาล้อมรอบ ,, ที่ระนองแคนยอน
น้ำใสได้อีกอะ เห็นปลาว่ายกันเลยทีเดียว
สามารถให้อาหารปลาที่นี่ได้ ,, และปลาที่นี่เชื่องมากๆ

ซึ่งที่นี่ผมชอบมากๆ เพราะน้ำใสและปลาเป็นกันเองมากๆ ไม่กลัวคนเลย (แถมว่ายน้ำตามเราเดินอีกนั่น) เราสามารถลงไปเล่นน้ำตื้นๆ ใกล้ๆ ฝั่งพอได้ แต่อย่าไปไกลเพราะน้ำลึกแบบไม่รู้ตัวและอันตรายมากๆ

ฝั่งท่าเรือและสุสานเจ้าเมือง

จริงๆ ระนองมีท่าเรือ/แพปลาเยอะมาก ทั้งแบบของเอกชนทั่วไปและของราชการ แต่การเดินทางไปท่าเรือเหล่านี้เราจะต้องไปอีกทางตรงทางแยกที่เขียนว่าท่าเรือระนอง ซึ่งทางดังกล่าวเป็นทางเข้าเมืองระนองทางเลียบไปกับน้ำทะเล ซึ่งสมัยก่อนการที่จะเข้าเมืองระนองจะไปทางเส้นนี้ ก่อนที่ต่อมาจะมีการตัดถนนเพชรเกษมและเปลี่ยนเส้นทางหลักไป

ล่องลอยไปตามถนนติดทะเล ,, แวะท่าเรือมากมาย
ท่าเรือระนองครับ ,, เป็นท่าที่ใหญ่มาก เมื่อก่อนเข้าได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีกิจห้ามเข้า
ท่านี้มีเรือใหญ่ๆ มาเทียบท่าเพียบเลยแฮะ

ก็ค่อยๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ เข้าท่านั้น ออกแพนี้ ,, เข้าไปดูบ้าง โดนไล่บ้าง สนุกดี

สุดท้ายจบที่ท่าเรือท่าโพธิ์ครับ ,, ที่นี่ผมโชคดีตรงที่มีชาวพม่าเอาปูดำตัวใหญ่ๆ มาขายเทียบท่า ผมก็เลยไปขอซื้อต่อเค้ามาในกิโลละร้อยกว่าบาท จับตัวใหญ่ๆ มา 4 ตัว ชั่งแล้วบวกลบคูณหาร ตกตัวละห้าสิบบาท (คิดว่าถ้าปูดังกล่าวเดินทางมาถึงภัตตาคารในกทม. น่าจะตกตัวละ 500-800 บาท นะ) ถ้าเทียบขนาดคร่าวๆ แล้วประมาณ 2 เท่าไอโฟนอะ คิดเพลินๆ ว่าถ้าเชือกที่มัดมันขาดออกมาผมว่าก้ามปูอันล่ำสันของมันสามารถงับนิ้วผม Amputate ไปได้สบายๆ เลย เอิ้กๆๆๆ สยอง

ถึงแล้วครับ ,, ท่าเรือท่าโพธิ์
ได้ปูสดๆ มาแล้ว ,, ราคาถูกมากๆๆ
ปูดำสดๆ ตัวเบ้อเริ่ม 4 ตัว ,, ได้อาหารเย็นคืนนี้แล้วสินะ

ขับไปจนสุดทางท่าเรือ จะวกกลับเข้ามาทางในเมือง ก็ขออนุญาติไปคาราวะสุสานเจ้าเมืองระนอง ซึ่งเป็นที่ฝังศพเจ้าเมืองระนองคนแรกครับ ,, ที่นี่กว้างไพศาลมากๆ ผู้คนส่วนมากที่ขับรถผ่านก็จะบีบแตรเพื่อแสดงความเคารพครับ

สุสานเจ้าเมืองระนอง ,, กว้างใหญ่มากๆ

หลังจากขับรถวนไปรอบเมืองแล้ว จะสังเกตว่ามีชาวพม่าเยอะมากๆ เผลอๆ จะเยอะกว่าคนระนองอีก มองไปไหนก็พม่า ทางซ้ายหรือขวาก็จะต้องมี บางคนดูเหมือนคนไทย พูดไทยได้นิดหน่อย แต่พอหันไปคุยกับเพื่อนร่วมชาติแล้วคล่องปร๋อมากๆ เท่าที่เห็นส่วนมากเค้ามาขายแรงงานนะ คือเจ้าของกิจการเป็นคนไทยแต่ลูกน้องในร้านหรือในเรือเป็นพม่าเกือบหมด

จริงๆ อย่างที่บอกแหละครับ ที่เที่ยวที่นี่ยังมีอีกเยอะ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดก็เลยได้แค่นี้ แต่เชื่อเถอะครับ แค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว ,, เอาเป็นว่า เราไปกินกันเถอะครับ

ถึงเวลากินกันแล้วสินะ สินะ

เดินทางมาตั้งแต่เช้า แถมเที่ยวมากันจนเหนื่อย จะไม่มีอาหารการกินซักหน่อยก็คงไม่ใช่ blog ผมเท่าไหร่ ซึ่งอาหารทั้งหมดที่เอามาลงมีเจ้าถิ่นพาไปชิมล้วนๆ ,, เอาเป็นว่า เปิดศักราชกันด้วยด้วยติ่มซำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารเช้ายอดนิยมของชาวระนองกันก่อน โดยจะไปกินกันที่ร้านระนองโอชา ซึ่งเปิดเฉพาะช่วงเช้าและเที่ยงๆ เท่านั้น

มาชิมติ่มซำระนอง ,, ที่้ร้านระนองโอชาครับ

ติ่มซำที่นี่เราสามารถเปิดตู้เข้าไปเลือกและหยิบได้เท่าที่เราต้องการเลย (ไม่บุฟเฟต์นะ) ซึ่งถ้าพอใจแล้วก็ส่งให้น้องๆ พนักงานเค้าเอาไปนิ่งให้ ,, ส่วนตัวเราก็เดินเฉิดฉายไปนั่งที่โต๊ะ สั่งเครื่องดื่มหรือพวกอาหารเช้าอื่นๆ มากินด้วยได้ เช่นโจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง บ๊ะจ่าง ฯลฯ

ติ่มซำแช่เย็นในตู้ ,, อยากได้อยากกินอันไหนก็เลือกมาครับ
เลือกหยิบติ่มซำได้ตามอัธยาศัย ,, ย้ำอีกทีว่าไม่บุฟ

เท่าที่ลองชิมแล้วคุณภาพใช้ได้เลยนะ อาหารสดดีและน้ำซุปกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับนึ่งมาร้อนๆ ควันพวยพุ่ง (ระวังสะกดผิด) งับเข้าปากแล้วต้องบอกว่าอร่อยมากๆ ให้ความอบอุ่นยามเช้าได้ดีมากๆๆ

ติ่มซำร้อนๆ มาเสริฟแล้วครัฟฟฟ
นานาติ่มซำที่สั่งมาวันนี้ ,, จัดหนักมากๆๆ

สนนราคาติ่มซำจะประมาณ 10-15 บาท แล้วแต่ความหรู เลือกติ่มซำมาแบบจัดหนักจนอิ่มแทบอ้วกสองคน รวมๆ แล้วเฉลี่ยตกประมาณไม่ถึงร้อยบาท เอิ้กๆๆๆ

ต่อกันด้วยซีฟู้ด

แหมๆๆ มาใต้ทั้งทีก็ขอซีฟู๊ดสักหน่อยละกัน

โดยร้านที่วันนีไปเยี่ยมเยียนมีชื่อว่า “ตั้กปลาเผา” ซึ่งร้านนี้หาไม่ยากครับ อยู่ติดถนนเพรชเกษม (ก่อนถึงบขส.ซัก 2 กม.) จุดเด่นของร้านนี้ ปลาและอาหารทะเลบางส่วนนั้นนำมาจากแพของเจ้าของร้านเอง คืออารมณ์ประมาณว่าอยากเปิดร้านอาหารชิลๆ โดยเอาพวกกุ้งหอยปูปลาจากแพมานั่งกินกับเพื่อนๆ ,, แต่ด้วยความสดและรสชาติอาหาร ร้านนี้ก็เลยมีคนมากินเยอะขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้เรียกว่าจะต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว

หน้าร้านตั้กทะเลเผาครับ ,, มีให้เลือกนั่งทั้งข้างนอกข้างใน
ปลาเผาและอาหารทะเลปรุงกันสดๆ ,, หอมมากมาย
ซีฟู้ดสดๆ ทั้งปลา, กุ้ง และปลาหมึกของที่ร้านครับ

ส่วนปูที่เราซื้อมาล่ะ!!!

ไม่ได้ลืมหรือหนีหายไปไหนหรอกครับ ผมเก็บไว้ไปทำกินอีกมื้อนึงที่พ่อเพื่อนพาไปกินอีกเช่นกัน (แต่ร้านนี้ผมจำชื่อไม่ได้แฮะ) ,, ปูทั้งหลายก็ส่งต่อให้พ่อครัวทำมาให้ (พูดง่ายๆ คือฝากเค้าทำน่ะ เรากินเป็นอย่างเดียว เอิ้กๆๆ) พร้อมระหว่างรอปูก็สั่งอาหารซีฟู้ดนานาชนิดมาชิมกันอีก ทั้งปลาหมึกย่าง, หอยนางรมยักษ์ผัดกระเทียม และปลาสามรส ,, กินอาหารทะเลสดๆ นี่มันอร่อยมาก ต่างกับที่เอาไปกินที่กรุงเทพหรือเชียงใหม่ราวฟ้ากับเหวเลยแฮะ

ปลา, ปลาหมึก และหอย สดมากๆๆ ,, อร่อยสุดๆ อะ

และแล้วปูของเราก็มาในรูปแบบของพริกไทยดำและอบวุ้นเส้นครับ ,, ปูสดและหวานมากๆ ไม่มีกลิ่นดินหรือกลิ่นน้ำมันเลย แถมเนื้อปูยังเด้งดึ๋งเป็นก้อนดี โดยเฉพาะส่วนก้ามปูนี่เป็นอะไรที่อร่อยมากๆ มันหนุบหนับดึ๋งดั๋งอย่างบอกไม่ถูกเลย แนะนำว่าราดน้ำที่ผัดพริกไทยดำลงไปหน่อยนี่ โอ๊ย… ได้โดนมากๆ เข้ากันสุดๆ

ปูดำผัดพริกไทยดำ ,, อร่อยเมพสามโลก
โชว์ก้ามโตๆ ในหม้อปูอบวุ้นเส้น ,, อร่อยมากมาย

ซัดปูไปสี่ตัวแล้วก็อิ่มมากมาย ,, เดี๋ยวไปเที่ยวภาค 2 ที่เกาะพยามกันต่อดีกว่า