Librarista

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเชียงใหม่เยอะมาก ใครเคยบอกว่ากินกาแฟหมดทั่วเชียงใหม่แล้วแนะนำมาใหม่ได้เลย

ขนาดวันนี้ที่พามาก็เป็นร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ประมาณซัก 3 อาทิตย์กว่าๆ (วันที่ไปนี่ยังทำไม่เสร็จดีเลย เห็นยังมีคงลงไปซ่อมสระน้ำอยู๋เลย) โดย Concept และการแต่งร้านของที่นี่เค้าน่ารักมากๆ เลยนะ คล้ายๆ ว่าเอาร้านกาแฟมาผสมกับห้องสมุด ประมาณว่าอ่านหนังสือไปกินกาแฟไปในบรรยากาศสบายๆ ร้านนี้ชื่อว่า Librarista ครับ

หน้าร้าน Librarista ที่เราจะมาเยี่ยมชมกันวันนี้ครับ

ทำเลร้านก็อยู่นิมมานซอย 5 ครับ เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วไม่พลาดแน่ๆ หน้าร้าน Librarista เด่นมากๆ ตกแต่งได้สวยและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับร้านไหนๆ ร้านเปิดตั้งแต่ 9.00-21.00 น. ครับ หน้าร้านมีที่จอดรถยนต์ได้ 3-4 คันได้อยู่ครับ


View Librarista in a larger map

บรรยากาศด้านนอกร้านครับ ร่มรื่นดี

ร้านน่ารักแบบนี้ ใครๆ เห็นก็คงอยากเข้าแหละ~~

เข้ามาเยี่ยมชม+สั่งกาแฟ

เปิดประตูเข้ามาถึงก็จะเจอเคาน์เตอร์ครับ จุดนี้เราก็สามารถสั่งกาแฟและพวกขนม/เครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเลย โดยเมื่อสั่งไปแล้วเราจะต้องจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นเราก็จะได้รับสิ่งที่ลักษณะคล้ายๆ จานบินมา จริงแล้วมันเป็นตัวจับเวลา+ส่งสัญญาณให้เราเดินไปเอากาแฟเองที่เคาน์เตอร์เมื่อเค้าชงเสร็จ (อย่างเมืองไทยเท่าที่เคยเห็นใช้ก็เป็นที่ร้าน Tom N Tom’s cafe หรือถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เกาหลีบ่อยๆ จะพอเห็นบ้างนะ)

ระหว่างนี้ก็เดินหาที่นั่งกันครับ ,, โดยที่ร้านจะมีที่นั่ง 3 โซน (เท่าที่ผมสังเกตดูนะ)

  • ที่นั่งโซนด้านนอก ผมว่าเป็นโซนที่เหมาะกับมีทติ้งหน้าหนาวมาก สามารถเลือกนั่งได้ว่าจะนั่งริมสระหรือจะนั่งใต้ต้นไม้ สามารถกินกาแฟไป คุยไปโขมงโฉงเฉงได้ เดินไปเดินมารกรุงรังได้เต็มที่ ,, แต่คงจะลำบากหน่อยถ้าฤดูร้อนหรือฤดูฝน
  • ที่นั่งโซนร้านกาแฟ อันนี้ผมว่าก็คล้ายๆ กับที่เราพบเจอตามร้านกาแฟทั่วๆ ไปนะ มีโต๊ะ อาร์มแชร์ โซฟาลายเก่ๆ สามารถนั่งคุยไป อ่านหนังสือไป จิบกาแฟไปได้ มีแอร์เย็นๆ บริการ
  • ที่นั่งโซนห้องสมุด อันนี้เป็นโซนที่ผมว่าพิเศษและไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน ผมว่าเป็นจุดไฮไลท์ของร้านนี้เลยก็ว่าได้นะ โดยโซนนี้เราต้องเดินออกไปทางเชื่อม ที่นั่งโซนนี้จะเป็นห้องแอร์ เฟอร์นิเจอร์เป็นบีนแบก เบาะรองนั่ง และโต๊ะญี่ปุ่น ตกแต่งร้านด้วยผนังที่เป็นชั้นหนังสือที่มีหนังสืออย่างเพียบ สามารถหยิบมาอ่านได้ตามอัธยาศัย แถมสามารถเอากาแฟ+ขนมมากินที่นี่ได้ด้วย (แต่หนังสือนี่เป็นสมบัติของเจ้าของร้านนะครับ ไม่ได้เช่ามา เวลาหยิบมาแล้วดูแลดีๆ ด้วย ,, หนังสือแต่ละเล่มก่อนนี้เค้าดูแลมาดีมากๆ)

พี่เค้าบอกว่าอีกหน่อยจะมีโปรเจคจะทำบัตรสมาชิกร้าน (วันที่ไปยังไม่มี) สามารถมาใช้บริการของห้องสมุดได้ตลอดเวลา แถมสามารถยืมหนังสือออกไปได้อ่านต่อที่บ้านได้ด้วย (เท่าที่สังเกตดูเป็นพวกหนังสือท่องเที่ยวซะเยอะเลย)

เข้ามาถึงก็มาสั่งกาแฟกันก่อนครับ
เดินออกจากร้านกาแฟเข้าสู่โซนที่เป็นห้องสมุดของที่นี่
หนังสือเยอะดีมากๆ (หนังสือเป็นของเจ้าของร้านนะครับ)
เห็นแล้วแบบว่า… โคตรชิลเลยอะครับ

หลังจากที่ยานบินส่งเสียงหวอๆๆๆ นั่นแปลว่า เราได้กาแฟแล้ว… ก็รวดไปหยิบกาแฟที่เคาน์เตอร์พร้อมเลือกหนังสือมานั่งอ่านด้วย

กาแฟที่ผมสั่งมาวันนี้คือ Iced Librarista ก็โอนะ รสชาติกลางๆ แต่หอมกลิ่นคาราเมลหน่อยๆ ,โกโก้เย็นก็เฉยๆ นะครับ ส่วนชาเขียวมะนาวนี่ไอเดียดีนะ เพื่อนผมชอบ บอกว่าสดชื่นดี แต่ผมว่ารสชาติมันแปร่งๆ อะ ฮาๆๆๆๆ คงยังไม่คุ้นเท่าไหร่ ,, ส่วนขนมที่สั่งไปมีชีสเค๊กผลไม้นี่อร่อยดีครับ ส่วนอีกก้อนจำไม่ผิดนี่เป็นเค๊กมูสล๊อกโกแลตนะ สวยดี แต่ผมว่ารสชาติกลางๆ นะครับ

เฉลี่ยๆ จากที่กินวันนั้นแล้วราคาเครื่องดื่มแก้วละประมาณ 80-95 บาท, ส่วนขนมเค๊กประมาณก้อนละ 70-80 บาท

กาแฟเย็นของผม กับบรรยากาศอ่านหนังสือสบายๆ ของที่ร้าน
มีหนังสือเล่มโปรด จิบกาแฟไปด้วย ,, ลงตัวมากๆ ครับ
โกโก้เย็น vs. ชาเขียวมะนาว
อันนี้เป็นชีสเค๊กแล้วมีผลไม้แปะอยู่ด้านบน อร่อยดีนะครับ
อันนี้จำไม่ผิดเป็นช๊อกโกแล๊ตมูส สวยดีแต่กลางๆ นะ

ถ้าอ่านหนังสือแล้วเผลอหลับไปนี่นอนทั้งวันแน่ๆ

ของเล่นใหม่ น่าซื้อเก็บไว้บ้าน

ของเล่นอีกอย่างของที่นี่คือ Nespresso หรือที่พี่บาริสต้าบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูลครับ!!

หลายๆ คนที่ชอบกินกาแฟสดคงเคยมีความผันว่าอยากได้เครื่องชงเอสเพรซโซ่ไว้ที่บ้าน แต่เครื่องชงเอสเพรซโซ่เครื่องนึงก็หลายหมื่น, ไหนจะเครื่องบดเมล็ดกาแฟอีก ซื้อเมล็ดทีก็ลำบาก เพราะเค้าไม่ได้ขายย่อยๆ ทีละห้าเม็ดสิบเม็ด แถมถุงนึงก็กินได้ตั้งนาน จะซื้อมาหลายๆ แบบก็คงกินไม่หมดแน่ๆ ,, แถมเราชงเองก้ไม่ค่อยโออีก น้ำเยอะไปบ้าง กดผงกาแฟนานไปบ้าง …. ผมว่าเจ้า Nespresso นี่ตอบโจทย์พวกที่อยากมีเครื่องชงกาแฟสดที่นานๆ กินทีได้เยอะมาก

ถ้าเทียบง่ายๆ ตัว Nespresso มันประมาณว่าเค้าบดกาแฟมาให้แล้ว เอาใส่ capsule กันอากาศและกันแสง (ไม่ร้องไห้นะ), เราอยากกินกาแฟอะไร ความเข้มแค่ไหนเราก็แค่เลือกซื้อแคปซูลแบบที่เราชอบมา จะซื้อทีละห้าอันสิบอันก็แล้วแต่ พอถึงเวลาอยากกินก็เลือกเอากาแฟแคปซูลใส่เครื่อง Nespresso อันนึง เครื่องมันก็จะเจาะฝาและฉีดน้ำร้อน ,, ผลสุดท้ายเราก็จะได้กาแฟ Espresso รสชาติเยี่ยมแบบง่ายๆ เลย

ที่ร้านบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูล Nespresso ครับ (ดูทีแรกงงๆ นิดนึง)
Nespresso ง่ายกว่าที่คิดมากๆ ,, ใส่เครื่องก็เสร็จแล้ว

พอดีไม่ได้ถามราคาเครื่อง Nespresso ที่ร้านมา แต่เท่าที่คุณ blltz หาข้อมูลมาให้ เครื่องรุ่นธรรมดาจะตก 200 เหรียญ (ราวๆ หกพันนิดๆ บาท) แต่ถ้าเครื่องไฮโซ (อาทิ ทำฟองนมได้) จะตกราว 300 เหรียญ (ประมาณเกือบหมื่นนึง) ส่วนแคปซุลนี่ประมาณอันละเหรียญหรือ 30 บาท

เท่านี้ก็ได้กาแฟสดแบบไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรมากแล้ว

ค่าเสียหาย 75 บาทต่อการเล่นหนึ่งครั้ง….

สำหรับ Librarista ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้แต่งร้านและมีบรรยากาศที่สวยมากๆ อาจเป็นร้านกาแฟที่สวยที่สุดที่เคยไปกินมาเลย แถมไอเดียก็น่ารักดีด้วย คิดได้ไงเอาร้านกาแฟมาบวกกับห้องสมุด ลงตัวแบบสุดๆ เลยนะเนี่ย!!

แต่กระนั้นเลยครับ ผมแอบมี comments นิดหน่อย

  • ที่นั่งในโซนห้องสมุดน้อยมาก (มีแค่ประมาณ 5 โต๊ะเอง) และเต็มเกือบตลอด แถมแต่ละคนนั่งทีนี่นั่งกันยาวนานเป็นหลักชั่วโมง กะว่าจะต่อคิวไปนั่งห้องสมุดดูดกาแฟหมดไปสามแก้ว บางคนมาคนเดียวแต่นั่งครองทั้งโต๊ะก็แอบเสียดายที่ที่เหลือเหมือนกัน ถ้ามีพวกเคาน์เตอร์หรือคอกสำหรับนั่งคนเดียวก็ดีเหมือนกัน
  • แอบเสียดายหนังสือนะ แบบว่าพี่เจ้าของดูแลหนังสือดีมากๆ บางเล่มซื้อมานานแล้วแต่สภาพยังดีเว่อ บางเล่มหายากแต่ก็มีให้เราหยิบจับแบบเป็นๆ ,, ผมแอบกลัวว่าลูกค้าที่หยิบยืมหนังสือทั้งที่จิบกาแฟไปอ่านไปที่ร้าน หรือว่ายืมกลับบ้านจะทำหนังสือเยินหรือเสียหาย แอบเสียดายแทน แต่ครั้งจะไม่ให้เอากาแฟเข้ามาก็กลัวจะผิดคอนเซปไปหน่อย
  • หนังสือหนักไปทางท่องเที่ยวซะเยอะ
  • ที่ร้านมีปลั๊กไฟ แต่เหมือนไวไฟจะต้องซื้อชั่วโมงของที่ร้านเอา
  • Nespresso เจ๋งดีนะ เห็นแล้วแอบอยากได้ไปไว้ที่บ้านเหมือนกัน
ชอบนะครับ… กับร้าน Librarista 🙂

ร้านน่ารักมากครับ ^^

Ristr8to2 (Doppio Ristretto)

วันนี้พามากินกาแฟที่เชียงใหม่อีกร้านนึงครับ เรียกว่าเป็นร้านกาแฟที่เป็นร้านกาแฟจริงๆ

ซึ่งจริงๆ ลองคิดย้อนไปมองชีวิตตั้งแต่ตอนเรียน+เป็นหมอของผมเนี่ยมันต้องผ่านช่วงการกินกาแฟมาแบบเยอะมากๆ (ส่วนมากจะหนักไปทางกาแฟกระป๋อง) เพื่อถ่างตาไม่ให้ปิดลง ,, แต่ร้านที่จะพามาวันนี้เหมือนทำให้ความรู้สึกในการกินกาแฟมันเปลี่ยนไป จากที่กินเพื่อดำรงชีวิตกลายเป็นการกินกาแฟที่เป็นงานศิลปะชั้นยอดและละเมียดละไมในทุกๆ จุด

พามากินกาแฟแบบ Art Latte ที่ Ristr8to2 ครับ

ร้านที่พามามีชื่อว่า Ristr8to2 ครับ (อ่านว่า Doppio Ristretto นะจ๊ะ)

ตำแหน่งที่ตั้งของร้าน

ร้านนี้หาไม่ยากครับเพราะอยู่ติดถนนใหญ่ที่นิมมานฯ เลย โดยร้านจะอยู่ระหว่างซอย 3 และซอย 5 (อยู่ข้างๆ ร้านกูโรตีสาขานิมมานฯ) แต่ที่ยากกว่าคือหาที่จอดรถครับ ถ้าเป็นรถยนต์แนะนำว่าให้ไปหาจอดตามซอย 3 หรือซอย 5 (หรือถ้าโชคร้ายอาจต้องไปจอดซอยมองบลัง) แล้วเดินข้ามมา แต่ถ้าขี่มอไซก็จอดๆ ไว้ข้างๆ ร้านก็พอได้อยู่ครับ

หน้าร้าน Ristr8to2 ที่เป็นเป้าหมายในวันนี้
บรรยากาศส่วนเคาน์เตอร์ของร้าน Ristr8to2 ครับ
บรรยากาศภายในร้าน Ristr8to2 ครับ (หน้าร้านก็มีที่นั่งนะ)

ถ้ายังหาร้านไม่เจอก็โทรมาหาที่ร้านก่อนได้นะครับที่ 081-9780471 ครับ ,, ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.08 – 23.08 น.

ส่วนตัวผมชอบเวลาเปิดและปิดของร้านนี้มาก ไม่ใช่เพราะไอ้เศษแปดนาทีนั่นหรอกนะ แต่เป็นช่วงเวลาที่เปิดเกือบตลอดทั้งวัน เวลาอยากจิบกาแฟช่วงเช้าๆ หรือว่าอยากนั่งทำงานที่ร้านในช่วงดึกๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะดวกดีมากๆ เจ้าของร้านใจดี แถมที่ร้านยังมีบริการปลั้กไฟและ wifi ให้ฟรีอีกด้วย ประทับใจแบบสุดๆ


View Ristr8to2 in a larger map

อะไรคือ Ristr8to2

เท่าที่ชิมกาแฟและสอบถามทางร้านได้ความมาดังนี้… (อันนี้ส่วนวิชาการนะครับ!!)

คือการกลั่นสกัดกาแฟจากเมล็ดหรือผงกาแฟให้เป็นสารละลายกาแฟที่เราชงดื่มนั้นหลักๆ จะมี 3 ส่วน คือ

  • Ristretto หรือส่วนหัวกาแฟที่ใช้น้ำเพียงนิดเดียวในการสกัด เป็นส่วนที่มีคุณภาพที่สุดและเข้มข้นมากๆ เป็นส่วนที่หวาน ละมุนและดีที่สุดของกาแฟนั้นๆ แทบไม่มีรสขมหรือฝาดของกาแฟเลย เพราะส่วนที่ได้หลักๆ จะเป็นน้ำมันส่วนละเอียดของกาแฟ แต่ข้อเสียคือการสกัดแบบนี้จะได้สารละลายกาแฟออกมานิดเดียวเท่านั้น ทำให้การชงกาแฟด้วย Ristretto แต่ละครั้งต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก ทำให้ร้านในเมืองไทยจะไม่ค่อยใช้วิธีนี้กันนัก
  • Espresso ถ้าเทียบแล้วคงเป็นตัวกาแฟส่วนกลางๆ ซึ่งจะน้ำในการสกัดที่มากกว่า Ristretto ทำให้ได้สารละลายกาแฟที่เยอะกว่า ,, ตัว Espresso เป็นตัวกาแฟที่บ้านเรานิยมเอามาใช้ทำกิจกรรมและปรุงรสเป็นอะไรต่างๆ นา เนื่องจากได้สารละลายกาแฟค่อนข้างเยอะในคุณภาพที่ดี แต่ถ้า Espresso จริงๆ นั้นเค้าต้องกินเป็นช๊อตๆ (ที่เราบอกว่าขมๆ กันนั่นแหละ)
  • Lungo เทียบแล้วคงเป็นส่วนหางกาแฟ เพราะใช้น้ำในการสกัดกาแฟค่อนข้างมาก สิ่งที่ได้นอกจากปริมาณน้ำกาแฟที่เยอะแล้วยังจะได้พวกน้ำมันส่วนหยาบของกาแฟ ซึ่งมักจะมีรสขมและมีกลิ่นไหม้อยู่ด้วย (เคยเห็นเหมือนมีเมนู Lungo ที่ Segafredo ด้วยนะ แต่ไม่เคยสั่งกินเหมือนกัน)

หลังจากได้สารละลายกาแฟด้วยวิธีการสกัดจากข้างต้นมาแล้ว เราก็จะใช้เทคนิคการชงแบบต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นกาแฟหลากรูปแบบ ทั้ง Long Black, Americano, Latte หรือ Cappucino ให้เราได้ดื่มกินกัน

ซึ่งที่ร้านนั้นจะเลือกใช้การสกัดเพื่อให้ได้สารละลายกาแฟแบบ Ristretto แต่เนื่องด้วยการสกัดดังกล่าวนั้นได้สารละลายกาแฟค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ที่นี่จึงจะใช้ 2 ช๊อตของ Ristretto หรือ Doppio Ristretto ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง (แต่บางเทคนิคการชงจะใช้แค่ช๊อตเดียวนะ เช่น Piccolo latte หรือ Macchiato)

ยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ทางร้านเลือกมานั้นเป็นเมล็ดที่นำมาจากแหล่งปลูกกาแฟแต่ละจุดที่มีชื่อเสียงบนโลก ทั้งจากบราซิล, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, ปาปัวนิวกินี, โคลัมเบีย หรือถ้าหากใครไม่อยากได้สารคาเฟอีนจากกาแฟ ที่นี่ก็มีกาแฟแบบ Decaf บริการด้วย

กว่าจะได้เป็นกาแฟหนึ่งแก้ว ที่ Doppio Ristretto

กว่าจะเป็นกาแฟได้หนึ่งแก้วนี่ลำบากจริงๆ

โม้มาเยอะ สั่งกาแฟยังไง

สิ่งที่ยากเป็นอันดับสองรองจากการหาที่จอดรถ คือการสั่งกาแฟจากร้านนี้ครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มันแค่เป็นระบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน ไม่เหมือนกาแฟสตาร์บัคส์หรือกาแฟสดหน้าปากซอยแต่อย่างใด…

การสั่งกาแฟที่นี่ก็มีให้เลือกหลักๆ 2 อย่างคือกาแฟร้อนและกาแฟเย็น ซึ่งถ้าใครสั่งกาแฟเย็นเค้าก็จะใช้เมล็ดกาแฟไทยธรรมดา สกัดออกมาเป็น espresso ปรุงรสเข้มข้นหวานมันไม่แพ้เจ้าใด ,, ส่วนถ้าเป็นกาแฟร้อนนี่จะสั่งยากหน่อย แต่ผมแนะนำให้กินแบบร้อนนี่แหละครับ

ขั้นแรกคือเริ่มที่เลือกเมล็ดกาแฟว่าจะเอาเมล็ดจากที่ไหน จะเอาแบบเดี่ยวๆ หรือเอาสองประเทศผสมกันก็ได้ (คือแค่ดูแผนที่ว่าจะเอาประเทศไหนก็ปวดหัวแล้ว เพราะเยอะมากจริงๆ)

เลือกประเทศที่เราอยากจะลองชิมกาแฟของเค้าดู

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์กาแฟว่ามาจากประเทศไหนแล้ว ขั้นที่สองก็เลือกวิธีการชง (ซึ่งมีนมีหลายวิธีเหมือนกัน)

เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟดำก็ให้สั่ง Long Black (ต่างกับอเมริกาโนตรงที่เวลาชงจะเติมน้ำร้อนก่อนหนึ่งส่วนแล้วค่อยสกัดสารละลายกาแฟแบบ Ristretto ลงไปเหนือน้ำร้อนอีกหนึ่งส่วนและชั้นบนสุดเกิดเป็นชั้นครีมม่า ซึ่งจะได้รสชาติที่ประณีต เข้มข้นและเข้าถึงกว่าอเมริกาโน่) แต่ข้อเสียของการสั่ง Long Black คือเราจะอดเห็นฝีมือ Barista ระดับ Latte Art ระดับเวิลด์คลาสในการสร้างสรรค์ผลงาน (คือพี่บาริสตาของเราได้ไปศึกษาการชงกาแฟและ Latte Art ที่ Australia มาหลายปีและได้รับรางวัลมาหลายอย่างรวมทั้ง World Art Latte อันดับที่ 6 มาด้วย)

ใช่ครับ!!! ที่แนะนำก็ต้องสั่งเป็นพวกใส่นมด้วย มีทั้ง Flat White, Latte หรือ Cappuccino (มันมีเทคนิคชงต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้อธิบายในที่นี้) แต่ส่วนตัวผมแนะนำ Flat White ที่มีปริมาณฟองนมจำนวนมากแต่กลับลงตัวในกาแฟที่เข้มข้น ,, ซึ่งพี่ Barista เจ้าของร้านก็จะบรรจงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนแก้วกาแฟเหมือนถอดแบบออกมาจากในหนังสือเลย สวยจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว จนพักหลังๆ สังเกตพฤติกรรมคนมากินกาแฟที่นี่ว่าต้องถ่ายรูปหน้าตากาแฟของตัวเองไว้เป็นที่ระลึกก่อนเสมอ ฮาๆๆๆ

เมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียงนานาชนิดได้ถูกรวมไว้ที่นี่แล้ว!!
หลังจากสั่งกาแฟไป บาริสตาของเราก็ไปตระเตรียมเมล็ดกาแฟให้พร้อม
ถ้าสั่ง Long Black ก็เป็นกาแฟดำแบบเข้มๆ มีครีมม่าอยู่ด้านบน
พี่ต๋อง (พี่บาริสต้า) บรรจงเทนมสร้างสรรค์ผลงานบนถ้วยกาแฟ
อันนี้เป็น Flat White รูปดอกไม้ห้าช่อ ,, สวยงามมากๆ ไม่กล้ากินเลย ฮาๆๆ
ส่วนแก้วนี้เป็น Flat White รูปนางฟ้า ,, สวยงามไม่แพ้กัน
ส่วนแก้วนี้เป็น Macchiato ,, เข้มและแรงได้ใจดีมากๆ

จริงๆ ที่นี่มีขนมด้วยนะ เป็นตระกูล Waffle (มี Waffle tower และ Waffle stick) และ Affogato (กาแฟราดไอติม) ต้องบอกว่าใครอยากกินวาฟเฟิลที่นี่ต้องรอนิดนึง แต่ระหว่างที่รอเนี่ยแบบว่ากลิ่นวาฟเฟิลหอมมากๆ เรียกน้ำย่อยออกมาได้เพียบ พอได้ลองชิมต้องบอกว่าวาฟเฟิลอร่อยเว่ออะ แบบว่าข้างในกำลังสุกพอดี ส่วนของนอกก็กรอบได้ที่ กินพร้อมกันกับไอศครีมแล้วเข้ากันดีมากๆ (แนะนำ Waffle tower + ไอศครีมชีส กับ Affogato + ไอติมวนิลลาสีฟ้า)

Waffle stick ,, อันนี้ก็เป็นวาฟเฟิลจิ้มๆ อะครับ ผมว่าอร่อยกลางๆ
Waffle tower ,, เมนูห้ามพลาดเลย (สีฟ้าที่เห็นเป็นไอติมวนิลลานะจ๊ะ)

จริงๆ กาแฟก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งนะ

เท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่มา

ต้องออกตัวก่อนว่าผมกินกาแฟไม่เก่งเท่าไหร่และกาแฟที่กินส่วนมากก็มักเป็นกาแฟกระป๋อง+กาแฟสดธรรมดานี่แหละ แต่ส่วนตัวเท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่แรกๆ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไปนะ แต่พอเริ่มชิมหลายๆ ครั้ง หลายๆ แบบ หลายๆ แก้วแล้วก็เริ่มค้นพบว่าเมล็ดกาแฟแต่ละที่ที่เอามาชงนั้นให้อารมณ์และกลิ่นที่แตกต่างกัน อย่างเอธิโอเปียมันจะมีกลิ่นดินๆ ใสๆ ให้อารมณ์สดชื่นๆ หน่อย แต่ส่วนตัวผมชอบกาแฟจากโคลัมเบียนะ มันดูหน่วงๆ แน่นๆ หนักๆ กินแล้วสะใจคอกาแฟกระป๋องดี ฮาๆ

ส่วนตัวผมแนะนำให้กินกาแฟร้อนของที่นี่นะ โดยเฉพาะพวก Latte หรือกาแฟที่ต้องใส่นมทั้งหลายของที่นี่นะ เพราะจะได้เห็นพี่เค้ามาสร้างผลงานศิลปะบนกาแฟของเราด้วย ซึ่งสวยมากประหนึ่งหลุดออกมาจากหนังสือเลย ,, ข้อเสียของกาแฟร้านนี้คือ แก้วแรกที่ได้ลองกิน Ristretto มันจะรู้สึกอร่อยดี แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่พอเราลองกลับไปกินกาแฟร้อน ทั้งกาแฟหน้าปากซอย หรือแม้แต่กาแฟสตาร์บัคส์ก็จะรู้สึกว่ากาแฟพวกนั้นมันกากมากๆ ขม เหม็นไหม้ และไม่ละมุนเหมือนกาแฟที่ชงจาก Ristretto เลย จนตอนนี้มันช่างยากที่จะกลับไปกินกาแฟร้อนหน้าปากซอยบ้านเหมือนเดิมแล้ว

ร้านกาแฟที่คอกาแฟห้ามพลาด กับ Doppio Ristretto ครับ

โปรดดื่มด้วยความระมัดระวัง (เพราะเดี๋ยวติด)

ข้าวแฝ่

วันนี้พามากินกาแฟไกลหน่อยครับ ร้านนี้มีชื่อว่าร้านข้าวแฝ่ครับ อยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ครับ ,, ซึ่งจริงๆ คำว่าข้าวแฝ่เนี่ยเป็นคำโบราณที่เค้าเอามาเรียกกาแฟกัน ,, จากคำว่าข้าวแฝ่ที่ใช้ๆ กัน พอเวลาผ่านไปก็เกิดการกร่อนคำและเสียงไปจนกลายเป็นว่ากาแฟในปัจจุบันนั่นเอง

จากคำว่าข้าวแฝ่... สู่คำว่ากาแฟ

เหตุที่ช่วงนี้ไปร้านนี้บ่อยเพราะว่าระหว่างการขับรถไปฝางนั้น ผมชอบที่จะมาเติมพลังด้วยกาแฟซักแก้วที่ร้านแห่งนี้ ส่วนนึงคงเพราะมันอยู่ระหว่างทางที่จะเดินทางไป อีกส่วนคงเพราะบรรยากาศที่ร่มรื่นของมัน (บรรยากาศของร้านมันไม่ได้โบราณอย่างชื่อร้านหรอกนะครับ ,, ร้านเค้าออกจะดูดี)

เดินเข้ามายังร้านข้าวแฝ่แล้ว...
บรรยากาศร้านสบายๆ ,, มีที่นั่งให้เลือกหลายแบบ
มุมสบายต่างๆ ภายในร้านข้าวแฝ่

พอถึงร้านก็เดินไปสั่งกาแฟก่อน จากนั้นก็เดินไปเลือกหาทำเลจิบกาแฟที่เราชอบ มีทั้งแบบเก้าอี้ในสวนไปจนถึงหมอนสามเหลี่ยมตรงระเบียงร้าน เรียกว่าจิบกาแฟไปหลับไปได้เลย (ท้าทายอำนาจคาเฟอีนสุดๆ) ส่วนกาแฟแก้วนึงก็ราว 40-60 บาทนะ

โซนเคาน์เตอร์สีสันสดใส มาพร้อมบาริสตาที่เป็นกันเองดี
นั่งจิบกาแฟสบายๆ ที่เก้าอี้ตรงระเบียงร้าน
จิบกาแฟซักแก้วก่อนออกเดินทางไกล ,, สดชื่นขึ้นเยอะ

อยากมาใช่ปะ ดูแผนที่จะงงๆ แต่จริงๆ ขับมาไม่ยาก (แต่ไกลจากเชียงใหม่เยอะเหมือนกัน ราวๆ 35-40 กม.)


View ข้าวแฝ่ in a larger map

จริงๆ ร้านนี้ไม่ได้ขายแค่กาแฟนะ แต่ก็มีพวกอาหาร+ก๋วยเตี๋ยวขายด้วย เห็นเค้าสั่งมาก็น่ากินดี แต่ตัวผมกินแค่กาแฟอย่างเดียวน่ะ กลัวอิ่มแล้วเผลอหลับกลางทาง ,, ร้านเปิดทุกวันเว้นวันอังคารนะครับ ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น

Paper Spoon

ช่วงนี้งานยุ่งๆ เลยไม่ได้สรรหาร้านอาหารกินซักเท่าไหร่

เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้จะลองพาไปร้านกาแฟเล็กๆ ที่เคยไปมา (ซักช่วงนึงละ) ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเงียบสงบ, สงบในระดับที่เรียกว่าเหมือนพาตัวเองไปทำกรรมฐานอยู่ในป่าเลย ซึ่งผมว่าเหมาะมากๆ กับการไปนั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือคิดอะไร (ผมไปมา 3-4 ครั้ง ไม่เคยเห็นลูกค้าเกิน 2 โต๊ะซักที จนคิดว่าร้านนี้เค้าแสวงหากำไรรึเปล่า)

ร้านนี้มีชื่อว่า Paper Spoon ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนแนวมาร้านเงียบสงบอย่าง Paper Spoon ครับ

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้านนี้ผมเจอโดยบังเอิญราวๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นกำลังขี่รถเครื่องเพื่อลัดจากทางวัดอุโมงค์จะไปทางคันคลองชลประทาน พอผ่านหน้าร้านแล้วมองย้อนเข้าไปแล้วพบว่า Paper Spoon น่านั่งมากๆ ,, วันรุ่งขึ้นผมก็หมายมั่นปั้นมือที่จะมาลองชิมกาแฟที่นี่ซักหน่อย ผมก็เลยปั่นจักรยานจากบ้านมายังร้าน (ศิริระยะทางราว 8 กม.) และพอมาถึงก็พบว่าร้านปิดครับเพราะเจ้าของร้านลาพักแล้ง (เข้าใจว่าลาพักร้อนไปเที่ยว) ,, ตอนนั้นนี่แทบเป็นลมเพราะปั่นมาไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน กะจะนั่งพักที่ร้านซักหน่อย แต่กลายว่าต้องปั่นอีก 8 กม. กลับบ้านอีก (ฮาไม่ออกจริงๆ)

ร้านนี้อยู่หลังม.ช.ครับ โดยเข้ามาทางซอยวัดอุโมงค์ แล้วก็เข้ามาเรื่อยๆ (ผมไม่รู้จะบรรยายเส้นทางยังไงจริงๆ เอาเป็นว่ามาตามแผนที่ละกัน) ก็จะเห็นป้ายร้าน Paper Spoon และบ้านไม้ 2 ชั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านครับ


ดู Paper Spoon ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

บรรยากาศจากภายนอกร้าน Paper Spoon

ที่ร้าน Paper Spoon จะใช้พื้นที่ร่วมกับร้าน Communista (อารมณ์เป็นร้าน Handmade เก๋ๆ) ,, ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าร้าน Paper Spoon ก็จะเจอพี่แป้มที่เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี ซึ่งนอกจากตำแหน่ง Barista แล้ว เราอาจเห็นพี่แป้มนั่งเย็บผ้าชิลๆ นัวไปกับเสียงเพลงในร้านก็ได้ ,, ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เป็นที่สะดุดตาที่ร้านคือพวกของสะสมเก๋ๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆ อย่าง กระเป๋าผ้า, โปสการ์ด ฯลฯ

ของแต่งบ้าน-ขนม-เครื่องดื่ม-และเบื้องหลังของพี่แป้ม

ที่ร้านไม่มี Wifi นะครับ 🙂

หย่อนใจไปกับ Paper Spoon

ที่ร้านมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้น่ารักๆ ให้เลือกนั่งได้ทั้งในร้าน (ทั้งที่เคาน์เตอร์ชั้น 1 และโต๊ะที่ชั้น 2) หรือถ้าเบื่อๆ บรรยากาศในร้านก็สามารถเปลี่ยนมานั่งในสวนได้ด้วย ,, ส่วนตัวแนะนำว่าถ้ามาแบบชิลๆ ไม่อะไรมาก ก็ลองมานั่งในสวนดูก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบสงบๆ แนะนำให้ไปชั้น 2 ครับ

มาสั่งเครื่องดื่มและขนมกันตรงนี้ได้เลยฮับ
อันนี้เป็นโต๊ะในสวนครับ ,, บรรยากาศสบายๆ
ส่วนนี่เป็นบรรยากาศสบายๆ ที่ชั้น 2 ครับ

ส่วนเรื่องของกิน ที่นี่มีเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นหลายอย่างเหมือนกัน ทีแรกผมไม่รู้จะเอาอะไรดี พี่แป้มก็แนะนำมาหลายอย่างนะแต่ว่าวันนั้นหลายเมนูยังไม่โดนใจ (เนื่องจากความอาร์ทส่วนตัว) จนสุดท้ายตกลงปลงใจไปกับอเมริกาโนร้อนครับ

ส่วนขนมผมก็เลือก scone กับแยมสตรอเบอร์รี่ (เท่าที่เห็นมีให้เลือกระหว่างแยมสตรอเบอร์รี่และแยมเสาวรส) ซึ่งแยมที่นี่เป็นแยมแบบโฮมเมด อร่อยและเข้มข้นดีมากๆ ,, รวมทั้งผมก็ขอเพิ่มเติมพลังงานด้วยพายแอปเปิ้ลอีกชิ้นด้วย รสชาติถือว่าใช้ได้เลย (รู้สึกว่าพายจะมีขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นะ)

อเมริกาโนร้อนแก้วโปรดของผม ^^
พายแอปเปิ้ล... หอมมมมม
สโคนกับแยมสตรอเบอร์รี่ ,, ทีเด็ดเลยครับ
ไม่ว่าใครก็คงต้องหลงรักบรรยากาศที่ Paper Spoon

ถ้าใครกำลังมองหาที่พักนั่งในบรรยากาศสงบๆ นิ่งๆ สบายๆ ทิ้งการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและให้เวลากับตัวเอง ปล่อยให้ไอเดียค่อยๆ แล่นไหลไปพร้อมๆ กับเสียงเพลง หนังสือ เครื่องดื่มเบาๆ และขนมอร่อยๆ ,, ผมว่าร้านนี้ไม่ควรพลาดอะ

ร้านเปิดเวลา 11.00 – 18.00 น. ทุกวันเว้นวันพุธนะจ๊ะ

Cup ETC.

หลายๆ ครั้งในความวุ่นวาย เราก็อยากจะหยุดและปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งเหล่านั้น ,, การได้กาแฟแก้วเล็กๆ หรือของหวานๆ ในช่วงหยุดเบรคสั้นเพื่อเติมพลัง มันก็คล้ายๆ การพักผ่อนชั้นเลิศ ,, ใน entry นี้ก็จะพาไปร้านขนมเล็ก (จริงๆ มีขายมากกว่าขนมนะ) ย่านอโศกที่น่านั่งอย่างร้าน Cup ETC. ครับ

นั่งจิบกาแฟยามบ่ายที่ Cup ETC ครับ

การเดินทางและบรรยากาศของร้าน

ร้าน Cup ETC. เดินทางมาไม่ลำบากครับ ถ้าดูจากแผนที่จะงงๆ หน่อย แต่สรุปคร่าวๆ คือร้านจะอยู่ตรงเวิ้งข้างๆ โรงพยาบาลจักษุรัตนิน (จำไม่ผิดจะชื่อโครงการเรนทรีอโศกนะ) โดยร้านจะสังเกตยากนิดนึงเพราะเป็นร้านที่อยู่ในเกือบสุดแถมหน้าร้านก็ไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่ พยายามดูไอ้ที่เป็นสีน้ำเงินๆ ไว้ครับ ลองส่องๆ มา รับรองว่าหาไม่ยากครับ


View Cup ETC. in a larger map

หน้าร้าน Cup ETC. ครับ

แม้หน้าร้านจะไม่ได้กว้างมาก แต่ภายในร้านนั้นโอ่โถง ดูสบายตา ,, สามารถเลือกที่นั่งได้หลายแบบแล้วแต่อารมณ์และทรงผม ทั้งแบบโต๊ะเก้าอี้สีขาวสะอาดตา, นั่งโซฟา หรือจะเป็น bean bag ก็ได้ ,, แถมที่ผมชอบเพิ่มคือที่ร้านมีปลั้กไฟและ wifi บริการฟรีอีกด้วย จะหอบงานมาทำด้วยก็ได้ (แต่แนะนำว่าไม่ต้องเอามาดีกว่านะ)

ในร้านกว้างขวางและบรรยากาศดูสะอาดตาดี
จะเลือกนั่งบีนแบกหรือโซฟาก็ได้ครับ
เอาเป็นว่า ,, เลือกนั่งตามอัธยาศัยก็แล้วกัน

ถ้าพร้อมแล้วก็มาสั่งขนมกันได้ครับ

เมนูจาก Cup ETC.

เมนูที่ร้านก็หาไม่ยากครับ อยู่ตรงกระดานดำหลังเคาน์เตอร์ (จริงๆ มีเมนูเวอร์ชันเต็มสูบที่มีรายการอาหารเยอะกว่าบนกระดานดำด้วย) ซึ่งจริงๆ ที่ร้านนอกจากจะบริการเครื่องดื่มและขนมหวานแล้ว ยังมีอาหารคาว ตั้งแต่แบบกินเล่นขำๆ เช่นแซนวิชหรือผักขมอบชีส หรือจะเอาแบบกินอิ่มจริงจังก็มี ทั้งข้าวหน้าไก่ หน้าสตู ลาซานญ่า ,, แต่วันนี้ผมไม่ได้สั่งอาหารคาวนะ สั่งแค่ขนมมากินอย่างเดียว

ดูเมนูแล้วก็เลือกสั่งอาหารได้เลย

ทีเด็ดของร้าน (ที่เค้าบอกกัน) ก็คือพวกไอศครีมโฮมเมดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมา รสที่เค้าแนะนำจะประมาณ Strawberry Chedda (แต่วันที่ไปไม่มี) นอกจากนั้นก็มีรสแปลกๆ และไอศครีมตามเทศกาลด้วย เช่นไอศครีมรสขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (อันนี้ชิมมาแล้วอร่อยดีมากๆ ประทับใจ), I’m in love, และอื่นๆ อีกมากมาย

ไอศครีมโฮมเมด รส Passion Fruit ,, เปรี้ยวหวานได้ใจ

หรือถ้าเบื่อไอศครีมเพียวๆ ก็สามาถกินคู่กับออพชั่นอื่นๆ ได้ ทั้งวาฟเฟิลร้อนๆ เป็นไอศครีมวาฟเฟิล , หรือจะกินคู่กับกาแฟ Espresso กลายเป็น Affogato ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีชื่อของทางร้านครับ (แนะนำไอศครีมวนิลาสำหรับ Affogato นะครับ ส่วนไอศครีมที่เอามากินคู่กับวาฟเฟิลนี่แล้วแต่ แต่ส่วนตัวก็แนะนำพวกไอศครีมนมๆ มากกว่าไอศครีมผลไม้นะ)

ทำวาฟเฟิลใหม่ๆ ร้อนๆ ให้เลยตรงนั้น ,, หอมมากมาย
ไอศครีมวาฟเฟิลแหล่มมากๆ

ข้อเสียเบาๆ คือวิพครีมที่วางบนวาฟเฟิลจะละลายเร็วมาก เนื่องจากวาฟเฟิลที่ร้อนนั่นเอง ,, ส่วนตัววาฟเฟิลเองก็ถือว่าหอมอร่อยดีมาก กัดดูแล้วมีทั้งส่วนนอกที่กรอบหน่อยๆ และส่วนเนื้อในที่หอมนุ่มครับ ถ้ายิ่งได้กินคู่กับไอศครีมนี่แจ่มมากๆ ครับ

วาฟเฟิลและไอศครีมเข้ากันดีมากๆ ครับ

ส่วน Affogato ที่เอากาแฟ Espresso เทผสมกับไอศครีม… อารมณ์มันจะคล้ายๆ ไอศครีมกาแฟนะ แต่เด่นกว่าตรงความหอมและรสชาติที่เข้มข้นของกาแฟ รวมทั้งเราสามารถปรับรสกาแฟได้เอง ว่าจะเข้มมากเข้มน้อย จะเทรวดเดียวหมดหรือเติมทีละหน่อยก็ได้ อร่อยดีนะครับ (แต่เทกาแฟต้องระวังหกนิดนึงนะครับ)

ชุด Affogato = Espresso + ไอศครีมวนิลาครับ
จะกินแล้วก็เทกาแฟลงไป ,, ระวังหกนะจ๊ะ
เท่านี้ Affogato ก็พร้อมแล้วครับ 🙂

เมนูอร่อยๆ ยังมีอีกเพียบ

อีกหนึ่งเมนูที่ผมว่าใช้ได้เลยมีชื่อว่า ETC. Caramel Toast ครับ เป็นขนมปังปิ้งชุบเนยพร้อมไอศครีม 1 ลูก แล้วราดด้วยคาราเมลครับ ,, แม้ว่าไอศครีมจะแหล่มมาก แต่ส่วนตัวผมว่าพอมารวมๆ กันแล้วรสชาติกลางๆ ครับ แต่ยังสู้ Shibuya Honey Toast แห่ง After You ไม่ได้อะ

ETC. Caramel Toast ครับ ,, น่าทานดี
ผมว่า ETC. Caramel Toast อร่อยกลางๆ นะ ,, ยังไม่สุดเท่าไหร่

ส่วนเครื่องดื่มเค้าก็โอเคนะ รสชาติใช้ได้เลย ทั้งกาแฟและชาเขียว ,, ได้เครื่องดื่มเย็นๆ ในช่วงเวลาบ่ายๆ แบบนี้มันช่างตัดกับความรีบเร่งและอากาศร้อนๆ ข้างนอกยิ่งนัก

นานาเครื่องดื่มที่ Cup ETC.
ช่วงเวลาพักผ่อนที่ Cup ETC. ครับ

อยากลองไปชิมก็ได้นะครับที่ร้าน Cup ECT. เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 07.00 -19.00 น. และวันเสาร์ 11.30 – 17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ไม่ได้เปิดนะ ,, จะขับรถมาก็ได้ เดินมาก็ดี (ตามแผนที่) หรือ MRT ก็ขึ้นสถานีเพชรบุรีโลด

แล้วจะหลงไหลในร้านเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความสุขและทำให้เวลาคุณเดินช้าลงกับ Cup ETC.

BrownBerry

ถ้าถามว่าร้านกาแฟที่ผมชอบเป็นแบบไหน…

หนึ่ง.. ราคาสมเหตุผล กาแฟรสชาติโอเค ไม่ต้องเริ่ดมากหรอก แต่ต้องไม่แย่
สอง.. มีฟรีไวร์เลส เล่นได้ลื่นๆ
สาม.. แอร์เย็น นั่งได้นานๆ อ่านหนังสือได้ ร้านไม่เรื่องมาก
สี่.. มีปลั้กไฟพร้อม เสียบคอมหรือชาร์จไอโฟนสบายๆ
ห้า.. เดินทางไม่ลำบากมาก อย่างน้อยก็ตามเส้นทางรถไฟฟ้าหรือติดถนนใหญ่

หาร้านกาแฟดีๆ นั่งสบายๆ ทำงานได้ ไวเลสฟรี เชิญทางนี้ได้

หนึ่งในร้านที่มีคุณสมบัติแบบนี้เกือบครบคือ BrownBerry ครับ

ที่มาแห่ง BrownBerry

ร้าน BrownBerry มีที่มาจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการเปิดร้านกาแฟที่ให้คนนั่งสบายๆ
เพราะตามร้านกาแฟต่างๆ มักมีลิมิตในการนั่งนานๆ เช่น ไม่มีปลั้กบ้าง คนเยอะบ้าง ไวร์เลสไม่มีบ้าง
แต่ถ้าเรามีร้านที่เป็นที่นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ทำงานนอกสถานที่ที่มีสนับสนุนการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมันคงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ รวมทั้งทางร้านตั้งใจเป็นจุดนัดพบและพักผ่อนของบรรดาชาว Social network ด้วย!! น่าสนใจทีเดียว

ส่วน Brown ก็มีที่มาจากสีของเมล็ดกาแฟและโกโก้ที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มสีน้ำตาล
(ซึ่งผมลองชิมทั้งกาแฟและแล้ว ถือว่ารสชาติของเครื่องดื่มที่นี่ไม่เลวเลยทีเดียว)

สีน้ำตาลแห่ง BrownBerry

ถ้าเริ่มหลงไหลในบรรยากาศร้าน ลองไปเยี่ยมชมบรรยากาศและติดตามโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งจากทาง Twitter Foursquare และ Facebook ของที่ร้านก่อนได้นะครับ

ตำแหน่งพิกัดร้าน

โดยร้านกาแฟ BrownBerry อยู่ในซอยอารีย์ เลยซอยสี่มานิดนึงครับ ติดถนนใหญ่เลยเยื้องๆ กับร้าน Sofa So Good ครับ
เดินจาก BTS อารีย์ก็ได้ครับ ประมาณ 500 เมตร หรือจะมารถ ก็จอดหน้าร้านได้ครับ (ดูวันคู่-คี่ด้วย)


View BrownBerry in a larger map

วันนี้เพิ่งเปิดวันแรก เลยได้มีโอกาสมาเป็นแขก Grand Opening กับเค้าด้วย คนคึกคักดีครับ

มีเขียน Post-it อวยพรติดบอร์ดเนื่องในงาน Grand opening

หน้าร้านมีโต๊ะให้นั่งเป็นกลุ่ม คุย-ประชุมงานกันได้ครับ บรรยากาศเรื่อยๆ สบายๆ
ส่วนในร้านมีอีกประมาณ 4-5 โต๊ะ ส่วนมากจะเป็นโต๊ะเล็กๆ ครับ เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือ หรือทำงาน
ในร้านไม่ได้กว้างมากครับ ถ้าเดินสวนกับคนตัวใหญ่ๆ อย่างผมอาจต้องเบียดๆ กันนิดนึง

หน้าร้าน BrownBerry
บรรยากาศสบายๆ ในร้าน

เคาน์เตอร์ที่หน้าร้านครับ อุปกรณ์และวัตถุดิบการทำเครื่องดื่มต่างๆ ครบถ้วนครับ

เคาน์เตอร์ทำกาแฟ

พูดตรงๆ เลย มันเป็นร้านกาแฟที่ชิลมากครับ ในร้านแอร์เย็น+เปิดเพลงฟังสบายๆ
ที่สำคัญ มี Free Wifi และปลั้กไฟบริการให้ใต้โต๊ะเสียบใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในจุดนี้ ดีมากๆๆๆๆ
ซักวันอาจพัฒนาไปถึงมีสายชาร์จพวก iphone หรือ BB นี่จะเริ่ดมาก เรียกว่าแบตหมดเลี้ยวเข้าร้านเลย

โต๊ะในร้านครับ

รสชาติกาแฟยามเช้า

อย่างที่บอกครับ กาแฟที่นี่ผมว่าอร่อยใช้ได้เลย เข้มข้นถึงใจในราคาที่ไม่แพงเวอร์
นอกจากนั้น ที่ร้านก็ยังมีบริการเครื่องดื่มร้อนเย็นอื่นๆ อีกครับ

น้ำแดงอิตาเลียนโซดาที่ BrownBerry
มุมปรุงรสเครื่องดื่ม

ส่วนขนมก็มี อร่อยๆๆๆ

เหล่าขนมแกล้มกาแฟ คริๆๆ

ร้านกาแฟขายทั้งวัน ตั้งแต่ 11.00-24.00 น
แต่หลัง 19.00 น ร้านจะเปลี่ยนบรรยากาศครับ…
ส่วนวันอาทิตย์ร้านจะปิดเร็วนิดนึงครับ คือ 23.30 น

ร้านกาแฟเปลี่ยนร้านต้อนรับราตรี

คือหลัง 19.00 น ที่ร้านจะมีเมนูเพิ่มขึ้นมาครับ เป็นพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
ทั้ง Cocktail, beer, wine และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมจังหวะดนตรีที่เปลี่ยนไป
(ส่วนกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มแบบตอนเช้าต่างๆ ยังขายเหมือนเดิม)

แปลงร่างจากร้านกาแฟไปแล้ว

บรรยากาศดีมากครับ
พอเครื่องดื่มมา ผมก็ยิงยาวละครับ คริๆๆๆๆ ทั้งของปั่นและคอกเทล

บรรยากาศร้านตอนกลางคืน
เลื่อนบอร์ดเปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นบาร์สบายๆ
กามิกาเซ่ เฮ่!!!!

เริ่มเยอะ ทั้งบลูพาราไดซ์, มาการิตต้า, แอปเปิ้ลเดซี่, ซิตรัสทวิส และอื่นๆ เอิ้กกกกก
ราคามาตรฐานค๊อกเทลของร้านทั่วๆ ไป (ที่ค่อนข้างแพงอยู่แล้ว) ระวังกินเพลิน คริๆๆๆๆ

บลูพาราไดซ์ โว่ววววว
นี่คงเป็น citrus twist สินะ บรื๋อว์ๆๆ
ค๊อกเทลมากมาย

เอิ้กกกก นี่ผมนั่งร้านนี้นานมากๆ แต่ไม่เบื่อเลยนะเนี่ย เหมือนร้านมัน Dynamic ตลอดเวลา
จากร้านกาแฟธรรมดากลายเป็นร้านนั่งชิลๆ ยอดเยี่ยมมากครับ

ที่มาร้านนี้

เป็นหนึ่งในร้านกาแฟในอุดมคติของผมมากๆ ครับ โดยเฉพาะเรื่อง Wireless, ปลั้กไฟ และการนั่งยาวๆ
ส่วนถ้าให้บอกข้อเสียก็คงมีเล็กๆ น้อยๆ เช่นร้านแคบไปนิด ถ้าคนเยอะๆ อาจยัดเข้าไปในร้านได้ไม่เต็มที่, ตัวร้านโดยเฉพาะส่วนของห้องน้ำยังไม่เสร็จ 100%, รวมทั้งถ้าอยากอ่านหนังสือถึงสี่ห้าทุ่มอาจลำบากนิดนึง

แต่นี่เพียงเป็นข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของร้านที่เปิดวันแรกเท่านั้น
อยากกลับไปนั่งที่ร้านอีกจัง