กินวอ — งานปีใหม่ชาวมูเซอ

จริงๆ บล๊อกตอนนี้ ผมกะเขียนให้ทันช่วงที่เค้ากินวอกัน แต่พอดีผมเกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตเล็กน้อย จึงต้องดองและเลื่อนมาเป็นช่วงนี้แทน… แต่ก็เอาเถอะครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

คำว่ากินวอเนี่ย ผมเริ่มได้ยินครั้งแรกตั้งแต่ผมทำงานปีที่แล้ว แต่กว่าที่ผมจะเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้มันก็ผ่านไปปีนึงเต็ม

ว่าด้วยการกินวอ

ที่แน่ๆ กินวอเนี่ย มันไม่ใช่การไปกินไอติมวอลล์หรอกนะ แต่มันเป็นงานฉลองปีใหม่ของพี่น้องชาวมูเซอครับ ปีนึงเค้าก็จะจัดกันครั้งนึงครับ พี่น้องชาวมูเซอเค้าไม่ได้มีปฏิทินเป็นการส่วนตัว เค้าก็จะอ้างอิงกับปฏิทินของเรา โดยจะมีผู้นำหมู่บ้านแต่ละที่ละแวกอำเภอฝาง-แม่อาย-ไชยปราการมาตกลงกันว่าเมื่อไหร่ดี ซึ่งปีนี้เค้าจะจัดกันตั้งแต่วันที่ 13-19 มกราคม 2556 ครับ

ใช่ครับ งานกินวอเค้าจัดกันเจ็ดวันเจ็ดคืนครับ ซึ่งแต่ละวันนี่ก็มีกิจกรรมไม่เหมือนกันเท่าไหร่นะ ผมจำได้แค่คร่าวๆ อย่างเช่น วันแรกเป็นวันเตรียมงาน, วันที่สองเป็นวันที่เค้าจะไปไหว้พ่อแม่กัน, วันที่สี่เป็นวันผู้หญิง (คือให้ผู้หญิงหลั่นล้า แล้วผู้ชายทำครัวแทน), วันที่ห้าเป็นวันผู้ชาย (วันนี้ผู้ชายเค้าจะมีเล่นลูกข่างยักษ์กัน), ส่วนวันอื่นๆ จำไม่ได้ครับ

ไปเที่ยวกินวอกับพี่น้องชาวมูเซอกัน :)
ไปเที่ยวกินวอกับพี่น้องชาวมูเซอกัน 🙂

ซึ่งหมู่บ้านที่จะไปนี่คือบ้านห้วยม่วงครับ ที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อายนี่แหละ ฮี่ๆๆๆ โดยเจ้าภาพงานนี้ก็คือพี่หนูนา (ต้องขอบคุณพี่เค้าจริงๆ) เริ่มตั้งแต่อาศัยรถพี่เค้ามารับจากพื้นราบแล้วขับขึ้นทางดอยดินลูกรังมาให้ถึงบ้าน (จริงๆ ทางก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องใช้รถโฟร์วีลโอนลี่นะ ผมยังเห็นยาริสขึ้นมาได้เลย แต่อาจต้องชำนาญทางหน่อย), พามากินข้าวที่บ้านพี่เค้า ซึ่งทางครอบครัวพี่เค้าทำเลี้ยงต้อนรับพวกเรา, รวมทั้งพาไปยังสถานที่จัดงานด้วย (พาไปสองหมู่บ้านแหนะ)


View กินวอ in a larger map

ทางส่วนใหญ่นี่ก็เป็นดินลูกรัง ใครนั่งกระบะหลังก็รับฝุ่นดินแดงไปนิดนึง
ทางส่วนใหญ่นี่ก็เป็นดินลูกรัง ใครนั่งกระบะหลังก็รับฝุ่นดินแดงไปนิดนึง

เอกลักษณ์ของงานนี้ก็คือการทำข้าวปุกงากินกัน ,, ซึ่งข้าวปุกเนี่ยเค้าทำจากข้าวเหนียว+งาผสมกัน แล้วค่อยๆ ทุบๆๆๆ จนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเค้าก็เอามาปั้นเป็นก้อน ถ้าตามหลักสแตนดาร์ดเค้าเอามาจิ้มกินกับนมข้นหวาน, น้ำตาล และน้ำผึ้งป่า แต่ผมว่ามันเลี่ยนไปหน่อย เลยแหวกแนวเอามาจิ้มกับน้ำพริกหนุ่ม ให้อารมณ์คล้ายๆ กินข้าวเหนียวกะน้ำพริก แต่หยุ่นๆ กว่า ลงตัว+ตัดเลี่ยนดีนะ (แต่รู้สึกว่าทั้งหมู่บ้านมีผมกินแบบนี้อยู่คนเดียวเอง)

โฉมหน้าของหนึ่งในไฮไลท์ ,, ข้าวปุกงา และข้าวปุกงาดำ
โฉมหน้าของหนึ่งในไฮไลท์ ,, ข้าวปุกงา และข้าวปุกงาดำ
น้ำผึ้งป่าสดๆ ที่พี่นาเตรียมมาให้ (ยังมีเศษรวงผึ้งอยู่เลย)
น้ำผึ้งป่าสดๆ ที่พี่นาเตรียมมาให้ (ยังมีเศษรวงผึ้งอยู่เลย)
เทนมข้นหวานเอามาจิ้มกับข้าวปุกกัน
เทนมข้นหวานเอามาจิ้มกับข้าวปุกกัน
ข้าวปุกจิ้มกะนมข้นหวาน ,, อร่อยดีนะ :)
ข้าวปุกจิ้มกะนมข้นหวาน ,, อร่อยดีนะ 🙂
ข้าวปุกงา ,, เอามากินกับนมข้นหวาน
ข้าวปุกงา ,, เอามากินกับนมข้นหวาน

นอกจากข้าวปลุกงาพี่หนูนาก็ยังเตรียมอาหารถิ่นเค้าอีกเยอะ ทั้งยำวุ้นเส้น, ผัดผัก, ยำปลา, ฯลฯ ซึ่งของที่นี่สดมากๆ เว้นจะมีซุ้มนึงที่มีหมูหั่นเป็นชิ้นยาวๆ เอาวางไว้ เห็นเค้าบอกว่าเป็นพิธีอะไรของเค้าทั้งนี่แหละ ซึ่งมันก็เหมือนเป็นการถนอมอาหารไปด้วยกรายๆ

พี่หนูนา+ญาติๆ ช่วยกันทำอาหารให้เรากิน ,, ซึ้งอ่า....
พี่หนูนา+ญาติๆ ช่วยกันทำอาหารให้เรากิน ,, ซึ้งอ่า….
อันนี้เป็นซุ้มพิธีของเค้า เอาหมูมาหั่นเป็นเส้นๆ ซักอย่างนี่แหละ แฮ่ๆๆ ลืมไปละ
อันนี้เป็นซุ้มพิธีของเค้า เอาหมูมาหั่นเป็นเส้นๆ ซักอย่างนี่แหละ แฮ่ๆๆ ลืมไปละ
ปลาสดๆ เพิ่งจับมาจากแม่น้ำก็เอามาปรุงกันอร่อยเลย
ปลาสดๆ เพิ่งจับมาจากแม่น้ำก็เอามาปรุงกันอร่อยเลย
ผัดถั่วลันเตาสดๆ ปลูกกันเอง ,, แบบว่า สดอร่อยมากๆๆ
ผัดถั่วลันเตาสดๆ ปลูกกันเอง ,, แบบว่า สดอร่อยมากๆๆ
น้ำพริกหนุ่มแบบว่าเผ็ดมากๆๆ แต่อร่อยโฮกๆๆๆๆ
น้ำพริกหนุ่มแบบว่าเผ็ดมากๆๆ แต่อร่อยโฮกๆๆๆๆ

นอกจากรบกวนเรื่องอาหารที่บ้านพี่หหนูนาแล้ว เรายังแอบรวบกวนยืมชุด+ออพชั่นอื่นๆ ของพี่เค้ามาใส่ด้วย (ซึ่งพี่เค้าไม่มีหวงเลย) ราคาพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดานะครับ อย่างเข็มขัดเงินเส้นนึงสามหมื่น, เสื้อกั้กที่ไม่มีพวกเงินประดับนี่ตัวนึงประมาณห้าพัน, กระเป๋าใบละสามพัน ,, ส่วนไอ้ชุดที่มีอะไรประดับเนี่ย ราคานี่ขึ้นไปโฮกเลย อย่างตัวที่ไฮโซที่สุดนี่เท่าที่เห็นมีประดับเยอะๆ เนี่ย ที่ลองนับดูมีเหรียญเล็ก 30 เหรียญ ตกเหรียญละ 800 บาท, ตุ่มเม็ดเล็กๆ อันละ 30 บาท มีพันเม็ด, เหรียญใหญ่อันละพันห้า มีอยู่เจ็ดเหรียญ ,, นี่คิดไปคิดมาเกือบหกเจ็ดหมื่นเลย (ยังไม่ได้รวมผ้าถุงเลยนะ….)

ขอบคุณพี่หนูนาที่อนุเคราะห์ชุดไฮโซมาให้ยืมถ่ายรูปกันนะครับ
ขอบคุณพี่หนูนาที่อนุเคราะห์ชุดไฮโซมาให้ยืมถ่ายรูปกันนะครับ

ค่าครองชีพเค้าแพงกันจริงๆ

ออกไปเต้นจะคึๆ

อ่านแบบใจเย็นๆ นะครับ เราจะไปเต้นจะคึกัน (ไม่ใช่อิคึๆๆ) ซึ่งการเต้นนี่ก็เป็นการเต้นฉลองปีใหม่ของเค้า ก็จะประมาณเต้นรอบซุ้มหัวหมู+เครื่องใน โดยจะมีคนนำ+ตีกลองให้จังหวะ เราก็ไปเต้นตามเค้า มีทั้งจังหวะกระโดดขาเดียว, หมุนตัว, เตะเท้าไปข้างหน้า, แกว่งขาไปด้านหลัง ฯลฯ ซึ่งความ advance ของท่านี่ก็แล้วแต่คนนำเลย บางทีก็เป็นระดับเบสิกๆ เราดูเค้าเต้น 2-3 รอบเราก็เข้าไปเนียนกับเค้าได้แล้ว แต่บาง pattern นี่อยากบอกว่ายากมาก (มันจะมีท่านึงทีต้องกระทืบพื้นอะ อันนี้ยากมาก) ทำตามไม่ได้จริงๆ

แต่ละหมู่บ้านเค้าก็จะจัดการเต้นจะคึประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านไหนคนไม่เยอะก็เต้นกันวงเดียว มีคนนำเต้นคนเดียว ,, แต่ถ้าหมู่บ้านไหนมีคนเยอะๆ นี่จะมีหลายวงเลย ทั้งวงวัยรุ่น วงผู้สูงอายุ เต้นกันในจังหวะ, ท่า และความเร็วที่แตกต่างกัน แต่เท่าที่ดูแต่ละคนในแต่ละวงก็สนุกสนานไม่แพ้กัน

แต่ที่แน่ๆ เหนื่อยโฮกๆๆๆๆ แม้ว่าอากาศข้างนอกจะประมาณสิบห้าองศา แต่ว่าผมก็เหงื่อแตกเต็มทั้งตัวยังกะตกน้ำมาเลย (ผมว่าคนนำเต้นเค้าฟิตมากเลยนะ ทั้งเต้น ทั้งเล่นเครื่องดนตรี ไม่มีเหนื่อย)

อากาศข้างนอกหนาวมากๆๆๆ ต้องผิงไฟไปด้วย
อากาศข้างนอกหนาวมากๆๆๆ ต้องผิงไฟไปด้วย
ผู้นำเต้นเค้าก็จะตีกลอง+เป่าเครื่องดนตรี+นำเต้น ,, เราก็เต้นตามเค้านี่แหละ
ผู้นำเต้นเค้าก็จะตีกลอง+เป่าเครื่องดนตรี+นำเต้น ,, เราก็เต้นตามเค้านี่แหละ
แล้วเราทั้งหลายก็เต้นรอบซุ้มกัน :)
แล้วเราทั้งหลายก็เต้นรอบซุ้มกัน 🙂
ซุ้มหัวหมู+เครื่องในที่เราเต้นรอบๆ กัน เค้าบอกว่าใครเต้นถึงตีห้าได้เอาหมูไปเลย (ไม่ไหวนะ)
ซุ้มหัวหมู+เครื่องในที่เราเต้นรอบๆ กัน เค้าบอกว่าใครเต้นถึงตีห้าได้เอาหมูไปเลย (ไม่ไหวนะ)
ทุกคนเค้าก็เต้นกันสนุกมาก ลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่ก็มาเต้นกัน
ทุกคนเค้าก็เต้นกันสนุกมาก ลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่ก็มาเต้นกัน
เต้นกันสองสามชั่วโมงไม่มีเหนื่อย ฟิตโคตรๆๆๆๆ
เต้นกันสองสามชั่วโมงไม่มีเหนื่อย ฟิตโคตรๆๆๆๆ
ส่วนผมเหรอ  เหงื่อแตกยังกะตกน้ำมา... เหนื่อยโคตรๆๆๆๆๆๆ
ส่วนผมเหรอ เหงื่อแตกยังกะตกน้ำมา… เหนื่อยโคตรๆๆๆๆๆๆ เต้นกันยังไงถึงตีห้า!!

นอกจากเต้นจะคึกัน เราก็ยังทำกิจกรรมแจกขนม+ของให้กับเด็กๆ กันด้วย โดยเราจัดให้แข่งเหยียบลูกโป่งให้รางวัลกันด้วย ทีแรกก็เพลินๆ น่าสนุกดี แต่หลังๆ นี่ดูไปดูมาผมว่าไม่ค่อยเหมือนเหยียบลูกโป่งเท่าไหร่หรอกนะ มันคล้ายๆ เป็นสงครามกันมากกว่านะ เหยียบกันแบบว่าจะเอาเป็นเอาตาย โหดมากๆ แต่ก็ดูสนุก (แบบโหดๆ) ดีนะ ฮาๆๆๆ

เด็กๆ ชาวดอยที่นี่น่ารักมากๆๆ
เด็กๆ ชาวดอยที่นี่น่ารักมากๆๆ
นี่มัน... สงครามการเหยียบลูกโป่งชัดๆ
นี่มัน… สงครามการเหยียบลูกโป่งชัดๆ
เหยียบลูกโป่งกันแบบว่าโหดมากๆ แต่มันสาดๆๆๆ
เหยียบลูกโป่งกันแบบว่าโหดมากๆ แต่มันสาดๆๆๆ

สรุปกิจกรรมวันนี้

สรุปผมว่าสนุกมากๆ เลยนะ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมแปลกๆ ที่น่ารักและอบอุ่นของพี่น้องชาวมูเซอ แต่แนะนำว่าถ้าเราเป็นคนนอกเข้ามางานกินวอเองอาจลำบากนิดนึง เพราะนอกจากอุปสรรคเรื่องเส้นทางแล้ว ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษาและวัฒนธรรมหลายอย่าง เช่น สมมติว่าถ้ามีผู้ชายมาชวนเรา (ที่เป็นผู้หญิง) ไปเต้นจะคึด้วย ถ้าเราตกลงไปกับเค้าก็แปลว่าเราพร้อมที่จะไปอยู่กับเค้าตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นไป เฮือกกกกกก…

ประทับใจนะ ปีหน้าก็จะมาอีก (ถ้าเค้าชวนอะนะ)

เที่ยวสวนส้มธนาธร (ที่สวนท่าตอน)

หลังจากรอบแล้วไปเที่ยวสวนส้มตอนที่เค้ายังไม่เปิด ทำให้เห็นแต่ต้นส้มมากกว่าจำนวนผลส้ม (อารมณ์มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว) ,, มารอบนี้เลยถือฤกษ์ปีใหม่ขอแก้ตัวพอเที่ยวสวนส้มอีกที รับรองว่างวดนี้ได้เห็นส้มสีเหลืองทองเยอะๆ เต็มสวนแน่นอน

มาเที่ยวสวนส้มกันอีกซักครั้ง ,, คราวนี้ไม่พลาด

รอบนี้จะพาไปสวนที่ท่าตอนครับ (รอบแล้วไปที่สวนบ้านลาน) ถ้าเทียบสองที่นี้แล้วต้องบอกว่าสวนที่ท่าตอนเดินทางไปง่ายกว่ามากๆ เพราะแค่ขับรถจากฝางตรงไปเรื่อยๆ ผ่านแม่อาย เข้าสู่ท่าตอน ข้ามแม่น้ำกก (ก็คือสะพานใหญ่ๆ ตรงท่าตอนนั่นแหละ) จากจุดนั้นไปอีกประมาณ 5 กม. แถมสวนเค้าก็ติดถนนใหญ่ด้วย ไม่ต้องเข้าซอยอะไร สังเกตไม่ยากครับ


View เที่ยวสวนส้มธนาธร ที่ท่าตอน in a larger map

อยากรู้อะไรก็ไปดูต่อที่เวปของสวนส้มธนาธรนะครับ

มาถึงหน้าสวนแล้ว

พอดีคราวนี้ผมมาช่วงปีใหม่ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ระดับมืดฟ้ามัวดินจนบางทีคิดว่าเค้าแจกส้มฟรีกันหรือไง กว่าจะพอเข้าใจเส้นทางและสถานที่ในสวนได้ก็เอางงไปเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับช่วงก่อนแล้วต้องบอกว่าหน้านี้ส้มออกเยอะมากๆ เรียกว่าเหลืองทองไปทั้งสวนเลย เห็นต้นส้มเล็กๆ บางต้นก็น่าสงสารเพราะกิ่งโย้ลงตามน้ำหนักและจำนวนของผลส้มเลย ,, สรุปง่ายๆ คือส้มเยอะอลังการดาวล้านดวงมากๆ

ถึงหน้าสวนส้มธนาธรแล้ว คนเยอะมากๆๆ
มาช่วงนี้ส้มเยอะอลังการมากๆ ,, ไม่มีผิดหวังแน่ๆ

อืมมมม… เอาเป็นว่ามาครั้งนี้ผมสรุปประเด็นไว้คร่าวๆ จากการสังเกตได้ดังนี้

  • ถ้าเข้าสวนไปดูส้ม เข้าได้ฟรีครับ เดินเนียนๆ เข้าไปได้เลย ไปถ่ายรูปกับต้นส้มอะไรงี้ได้เลย
  • ห้ามเด็ดส้ม อยากได้ให้มาซื้อข้างหน้า
  • ถ้าจะนั่งรถชมสวน เสียค่ารถวนรอบสวน 30 บาทครับ ผมว่านั่งๆ ไปเหอะ
  • นั่งรถชวมสวน เค้าจะพาวนครึ่งรอบ ไปทิ้งไว้ที่จุดชมวิว
  • ที่จุดชมวิวเป็นจุดที่เราจะเห็นวิวสวนส้มทั้งสวนได้ มีสวนสตรอเบอร์รี่ใกล้ๆ มีสระน้ำ+สวนดอกไม้ เหมาะกับการไปถ่ายรูปเล่นมากๆ แถมถ้าเหนื่อยก็มีน้ำส้มขายด้วย ครบวงจรมากๆ
  • พนักงานจะพูดคล้ายๆ กัน เข้าใจว่ามีสคริปพูดเหมือนๆ กัน
  • ขาจะกลับก็รอรถตรงจุดชมวิวนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีรถวนมารับประมาณทุก 10 นาที
  • นั่งรถกลับจากจุดชมวิว แปลว่าจบค่าทัวร์ 30 บาทแล้ว
ซื้อตั๋ว 30 บาท ทัวร์รอบสวนส้มกัน อิอิ
รถพาทัวร์สวนส้ม!!!! อารมณ์ประมาณเรือเลยแฮะ
ดอกส้มสีขาว ,, ก่อนที่จะกลายเป็นส้มสีเหลืองทอง
ส้มแบบว่า อลังการมากๆ เยอะกว่ามารอบที่แล้วแบบสุดๆ อะ
นั่งรถชมต้นส้มสองข้างทาง ,, อุดมไปด้วยผลส้มสีเหลืองทอง
เนินชมวิว ,, เรียกว่าเห็นสวนส้มทั้งสวนเลยทีเดียว
ถ่ายรูปตรงเนินจุดชมวิว ,, ถือว่าเป็นกิจกรรมบังคับเลยทีเดียว
เหนื่อยๆ ก็แวะกินน้ำส้มสดๆ ที่จุดชมวิวได้ครับ
ส้มเยอะจริงๆ นี่ขนาดที่ท่าตอนไม่ใช่สวนหลักนะเนี่ย....

ว่าด้วยการเอาส้มกลับบ้าน

มีกฎเหล็กของที่สวนอย่างนึงคือ “ห้ามเด็ดส้ม” ถ้าอยากได้ข้างหน้ามีขายหลายสายพันธุ์ ทั้งสายน้ำผึ้ง, โอเชี่ยน, กัมค้อท, คาราเมนติน ฯลฯ

สนใจส้มแล้วก็มาสอยตรงนี้ ,, อย่าสอยที่ต้นนะครับ

ถ้าอยากได้แบบไม่แพงก็เหมาเป็นกิโลด้านหน้า, หรือถ้าอยากได้แบบเกรดดีๆ ไฮโซๆ เอาเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ก็แนะนำซื้อแบบนับลูกใส่กล่อง ราคาตามเกรดส้ม เห็นกล่องที่แพงสุดมี 72 ลูก 1020 บาท ตกลูกนึงก็เกือบๆ 15 บาท (แพงเอาการแฮะ) จะขอมาชิมซักลูกก็แบบว่าเกรงจายยยยยยย อิอิ~~

ส้มแบบนับลูกใส่กล่อง ,, เกรดดี+ไฮโซ แต่ราคาก็อัพนิดนึง
อยากชิมส้มนับลูกขายดูเหมือนกันแฮะ ,, น่าจะอร่อย

สุดท้ายแฟนเพจก็ครบ 1,000 likes ในคืนวันที่ 1 มกรา 2555 พอดี ดีใจๆๆ

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 🙂

ไปออกหน่วยแพทย์อาสา 1 วันที่บ้านนอแล, บนดอยอ่างขาง

ครั้งแรกและครั้งนึงในชีวิตที่ได้เป็นแพทย์อาสาออกหน่วยไปตรวจชาวบ้านบนดอยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ,, ซึ่งคราวนี้เป็นที่บ้านนอแล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาบนดอยอ่างขางที่ติดกับชายแดนพม่า ,, สนุกและได้ความทรงจำดีๆ มากมาย

ในที่สุดก็ได้ไปแล้ว

เหตุเกิดที่ว่า มีพี่เลขาฯ แพทย์ เดินมาชวนไปออกหน่วยบนอ่างขางวันพรุ่งนี้

พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากหรอกเกี่ยวกับการออกหน่วยครั้งนี้ (แม้ว่าจะสอบถามแล้ว…) ไปกับใครไปทำอะไรไปกี่คนก็ไม่รู้ แค่รู้คร่าวๆ ว่าเค้าต้องการหมอไปช่วยออกหน่วยที่บ้านนอแลที่ติดกับชายแดนพม่าบนดอยอ่างขาง ซึ่งคิดว่าถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่ได้ไปละ ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมที่พอขยับขยายย้ายเวร+ได้รับอนุญาตพี่ๆ staff ทั้งสองให้ไปได้ (ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ -/\-) ก็รีบไปเก็บของและเตรียมตัวดีกว่า

ซึ่งกว่าจะถึงบางอ้อว่าไปที่ไหนยังไงกับใครมีใครไปมั่งไปทำอะไร… ก็อยู่หน้ารถที่จะพาขึ้นแล้ว

เดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันครับ 🙂

วันนี้หมอกหนาและอากาศเย็นกว่าช่วงก่อนที่มาอีกแฮะ แถมพญาเสือโคร่งก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูบ้างแล้ว ,, ซึ่งสรุปแผนที่คร่าวๆ แล้วจะได้ดังนี้ (แต่วันนี้แผนที่ไม่แม่นมากนะครับ เพราะว่าบางช่วงผมไม่ได้ bookmark ไว้เพราะไม่มีสัญญาณมือถือ เลยเดาๆ เอาว่าน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ)


View ออกหน่วยบ้านนอแล in a larger map

เติมพลังระหว่างทาง

ระหว่างทางไปบนดอยอ่างขางก็มีแวะกินข้าวซอยยูนนานที่บ้านหลวงครับ ,, ซึ่งแถวนี้หลักๆ เป็นชุมชนมุสลิม/จีนฮ่อ ข้าวซอยของเค้าก็จะแปลกๆ หน่อย ไม่เหมือนกับข้าวซอยที่เรากินประจำ ประมาณก๋วยเตี๋ยวแล้วเติมพริกกับกะทิลงไปมากกว่า ให้บรรยากาศอร่อยแบบแปลกๆ ,, ส่วนเมนูที่ผมว่าแหล่มคือเนื้อตุ๋นครับ ขนาดว่ายังตุ๋นไม่ได้ที่แต่ตักเอามาจิ้มกินกับหมั่นโถวนี่เข้ากันดีมากๆ แก้หนาวได้ดีสุดๆ

แวะพักกินข้าวแป๊บนึง อิอิ
ข้าวซอยยูนนาน ,, อร่อยแบบแปลกๆ แฮะ
แกงเนื้อ ,, เอามากินกับหมั่นโถว อร่อยดีมากๆ (เค้าให้มาชิมแค่นี้)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อไปยังจุดหมายของเราครับ 😀

ยิ่งขับลึกยิ่งมีหมอก ,, ดอกพญาเสือโคร่งก็ยิ่งเยอะเรื่อยๆ
ในที่สุด.... ก็ถึงที่หมายสักที

ถึงที่หมาย,, บ้านนอแล

พอมาถึงที่บ้านนอแลก็มีชาวบ้านและอาจารย์/น้องๆ จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่มารออยู่แล้วส่วนนึง มองไปคร่าวๆ ก็มีชาวบ้านและลูกเด็กเล็กแดงมารอตรวจเยอะเหมือนกัน โดยวันนี้จะแปรสภาพโรงเรียนของเด็กๆ เป็นห้องตรวจและห้องยาชั่วคราว เจ้าหน้าที่และพี่ๆ ทุกคนก็เตรียมสถานที่และจัดเรียงยาต่างๆ ให้พร้อม ,, โอ้ว ตื่นเต้นจัง

ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวปะหล่อง สังเกตง่ายๆ ว่าที่เอวของชาวปะหล่องเค้าจะใส่ห่วงอยู่ บางคนใส่ห่วงไม้ บางคนใส่ห่วงโลหะ บางคนใส่สองสามอัน บางคนใส่เยอะเลย ,, ผมลองถามดูเค้าบอกว่าอยากใส่กี่อันก็ใส่ (ทีแรกนึกว่าจะใส่ตามฐานะทางสังคมซะอีก)

ถึงที่ที่จะมาออกหน่วยแล้ว ,, ชาวบ้านรอเยอะเหมือนกัน
มีทั้งคนแก่, ลูกเด็กเล็กแดงอย่างเพียบ
เตรียมสถานที่และเครื่องเคราต่างๆ ให้พร้อมก่อน

อีกสักพักก็เริ่มเอะใจ เฮ้ย… เราตรวจหมดนี้เลยเหรอ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ราวๆ ร้อยกว่าคน) เพราะทั้งทริปมีเราเป็นหมอคนเดียว ที่เหลือก็เป็นน้องๆ พยาบาล อาจารย์พยาบาล น้องเภสัช และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล…

“ใช่คะ หมอตรวจหมดเลยคะ” เป็นคำตอบจากพี่ staff พยาบาลท่านนึงที่ทำให้ผมแทบทรุดลงไปนอนกองกับพื้น แต่ก็เอาวะ สู้ๆ แม้เยอะไปหน่อยแต่จะให้หนีลงดอยตอนนี้ก็คงทำไม่ทันแล้ว ตรวจเด็กน้อยก่อนแล้วก็ตรวจผู้ใหญ่

เด็กๆ ส่วนมากไม่มีอะไร อย่างมากก็เป็นหวัด เป็นขี้มูกธรรมดา บางคนปกติดีก็แจกวิตามินกันไป ,, แต่ผู้ใหญ่นี่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ ที่เจอเยอะมากๆ เลยคือความดันสูงแล้วขาดการควบคุมที่ดี บางคนคิดว่าเป็นความดินกินยา 1 ครั้งความดันกลับมาปกติก็หายแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ นอกจากนั้นก็เจอโรคอื่นๆ ประปราย

ภาคแรก :: เด็กน้อยอย่างเพียบเลย เห็นก็จะเป็นลมละ
พี่ๆ เจ้าหน้าที่, พยาบาล และน้องๆ เภสัชทำงานกันหนักมากๆๆ
น้องเด็กๆ น่ารักมาก ,, แต่ละคนมีแต่ขี้มูก ฮาๆๆ
ไหนๆๆๆ อ้าปากแบบลุงหมอหน่อย ,, อ้า~
น้อง Albenism มองเผินๆ นี่เหมือนเด็กฝรั่งเลยอะ
ภาค 2 :: ถึงคิวผู้ใหญ่แล้ว เยอะกว่าเดิมอีก
เห็นมีน้องๆ พยาบาลมาช่วยดูด้วย ,, แต่สุดท้าย ให้หมอตรวจหมด (มีเราคนเดียว)
ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีนะ (ปลอบใจตัวเอง)
น้องๆ เด็กๆ ชาวเขาน่ารักมากๆ 🙂
จ๊ะเอ๋!!! หนูลืมอะไรไปรึเปล่าจ๊ะ
ตรวจเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย อิอิ

ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินๆ ดีนะ (แถมช่วงหลังมีพี่พยาบาลมาช่วยคัดกรอง+แบ่งโรคหวัดไปช่วยตรวจด้วย) ตรวจเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้อีก ทีแรกคิดว่าจะตรวจจนมืดแต่นี่ราวๆ สี่โมงกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว

ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ไปเที่ยวกันแล้วสินะ 🙂

ทำงานเสร็จ ก็ขอไปเที่ยวนิดนึง

จากนั้นก็คงบ้านนอแล มาแวะเก็บของที่สถานีอนามัยอ่างขางซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ด้วย ,, จากนั้นก็แว้บเข้าไปในสถานีเกษตรอ่างขางซึ่งต้องบอกว่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ (วันที่ผมไปมันวันที่ 9/12 ซึ่งถัดไปจะเป็นวันหยุดยาว 10-11-12/12 ) รถตู้และรถส่วนตัวนี่แน่นสถานีเกษตรไปหมด ผู้คนละลานตาเดินถ่ายรูปดอกไม้กันยิ่งกว่าเพียบ…

ไหนๆ ก็ขึ้นมาอ่างขางแล้ว ก็ค้างบนสถานีอนามัยเลยละกัน
มุมสวยๆ ที่อ่างขาง (ในวันที่คนโคตรเยอะ)
ช่วงนี้ดอกไม้บานแล้ว สวยงามอลังการมากๆ (สวนดอกกุหลาบหอมมากๆ)

จนมาถึงสโมสรอ่างขาง ช่วงนี้เค้าจะเปิดเฉพาะบุฟเฟ่ต์หัวละ 300 บาทนะครับ ไม่มีเมนูตามสั่งเหมือนปกติ (แต่วันนี้ก็ไม่ได้กินที่นี่อยู่แล้ว) ,, ผมก็เลยแวะไปร้านของทีระลึกด้านข้าง ซื้อสตรอเบอร์รี่สดเป็นของฝากและดื่มสตรอเบอร์รี่ปั่นให้หายเหนื่อย

ต้องขอบอกว่าสตรอเบอร์รี่ปั่นที่นี่อร่อยระดับเวิร์ดคลาสมากๆ แม้ราคาแก้วละ 30 บาท แต่เค้าให้เนื้อสตรอเบอร์รี่ค่อนข้างเยอะมาก กลิ่นหอมของตัวสตรอเบอร์รี่สดๆ นั้นเด่นแบบสุดๆ รสหวานเด่นนั้นมาจากตัวสตรอเบอร์รี่แถมที่นี่เค้าปรุงรสได้อย่างลงตัว ต่างกับสตรอเบอร์รี่ปั่นจากร้านดังๆ หลายร้านที่มักจะใส่กลิ่นน้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้ความหอมหวานอันเป็นธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่สดนั้นหายไปและกลับกลายเป็นกลิ่นปรุงแต่งขึ้นมาแทน

วันนั้นซัดไป 3 แก้วครับ เติมความสดชื่นจากการทำงานที่ผ่านมาได้ดีมากๆ

สตรอเบอร์รี่ปั่น ,, หนึ่งในเมนูห้ามพลาดเด็ดขาด
สตรอเบอร์รี่แพคใส่กล่องสวย รอนักท่องเที่ยวมาซื้อ
เปิดกล่องออกมา!! แฮ่ๆๆๆ น่ากินอะเธอ
สตรอเบอร์รี่สีแดง ,, น่ากินมากๆๆ
ลูกโตในระดับนึง แต่หอมและหวานฉ่ำดีมกาๆ

จากนั้นช่วงกลางคืนก็มาเดินทัวร์ตลาดข้างหน้า พ่นควันจากปากสะท้านหนาวกันหน่อครับ ,, เดินจิบน้ำขิงผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ โรตีร้อนๆ ซาละเปาทอดกรอบ มันปิ้งร้อนๆ และปิดท้ายด้วยหมูกระทะแกล้มกับผัก hydrophonics ที่สอยมาจากโครงการหลวงเมื่อกี้ ,, อ่า มีความสุขมากๆๆๆ

ออกมาเดินตลาดหน้าสถานีเกษตรอ่างขาง
หนาวๆ แบบนี้ ขอโรตีนิดนึง ,, ฟินมากๆ โดยเฉพาะโรตีชีส

อิ่มแล้วก็นอนดีกว่าครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

รุ่งเช้าที่เร่งรีบและฝูงชน

วางแผนกับพี่หัวหน้าสอ.ว่าเช้านี้จะพาขับรถขึ้นไปชมตรงจุดชมวิวขอบด้ง (จริงๆ ก็เป็นทางผ่านไปบ้านนอแลนั่นแหละ) พี่เค้าบอกว่าตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมากๆ เลย จนมีคนลงทุนไปตั้งเต๊นท์นอนแถวนั้นเลยทีเดียว แถมเดี๋ยวนี้มีแบบร้านขายโจ๊กขายน้ำเต้าหู้แถวนั้นด้วย ,, จินตนาการถึงแบบนั่งจิบน้ำเต้าหู้ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น โรแมนติกสุดๆ

แต่ในความเป็นจริง เช้านั้นต้องรีบตื่นมาด้วยความเร่งรีบเพราะว่าคณะของเราตื่นสายกัน กว่าล้อจะหมุนก็เริ่มเห็นแสงแรกของวันแล้ว พี่หัวหน้าสอ.เลยอุตส่าห์เหยียบพาไปส่งที่จุดชมวิว ปรากฏว่าเจอคนเยอะมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวที่แห่มาดูพระอาทิตย์เหมือนกับไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาก่อนและชาวเขาที่มาขายของจนนึกว่าเป็นตลาดไปแล้ว ,, ส่วนพระอาทิตย์นั่นเหรอครับ…. หมอกบังจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ที่จุดชมวิวขอบด้ง
คนแบบว่าเยอะมาก ,, จากจุดชมวิวกลายเป็นตลาดเลย

กะจะรอให้พระอาทิตย์งอกสักหน่อย แต่พอดีว่าต้องรีบไปราวน์เช้า+อยู่เวรเช้าต่อ เลยต้องรีบลงดอยไป ส่วนความฝันที่จะได้กินข้าวต้มกับน้ำเต้าหู้ดูพระอาทิตย์อะไรนั่นก็แห้วไป โฮๆๆๆ

เช้าๆ วันนี้หมอกเยอะมากๆ แต่ก็มีรถตู้ขึ้นมาไม่ขาดสาย
ทางโค้ง, หมอก และเลี้ยวหักศอก ,, ขับรถด้วยความระมัดระวัง

ไว้มีโอกาสดีๆ ค่อยมาเที่ยวใหม่ละกัน

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลฝาง (โดยเฉพาะพี่ staff ทั้งสองคนที่อนุญาติให้ผมมา ขอกราบงามๆ ประสานบริเวณยอดอกอีกทีครับ), วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่, รพ.สต.อ่างขาง รวมทั้ง staff ทุกท่านและหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ไม่ได้กล่าวชื่อมาในที่นี่ ที่ทำให้งานประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและสนุกสนานอย่างมากมายครับ 🙂

มากินข้าวเย็นที่ ท่าตอนริเวอร์วิว~

ตอนนี้แอบเป็นภาคต่อเนื่องแบบเบาๆ ต่อจากการมาเที่ยววัดท่าตอนน่ะครับ

คือหลังจากมาเที่ยวเสร็จก็ต้องมีอะไรลงท้องกันนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าผิดคอนเซป ,, ก็เลยพามากินข้าวที่ท่าตอนริเวอร์วิวรีสอร์ท ซึ่งที่นี่นอกจากจะให้บริการที่พักแล้วก็ยังมีร้านอาหารให้มานั่งกินข้าวจิบเครื่องดื่มและรับลมชมวิวไปด้วย

มากินข้าวเย็นที่ท่าตอนริเวอร์วิวรีสอร์ทครับ 🙂

บรรยากาศดีๆ ที่ท่าตอน

จริงๆ ที่นี่ไม่ได้ห่างจากวัดท่าตอนมากครับ จากตัววัดมาก็แค่ข้ามฝั่งแม่น้ำกกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงครับ


View รีสอร์ทท่าตอนริเวอร์วิว in a larger map

ถ้ามาครั้งแรกอาจหาร้านยากนิดนึง แม้ว่าหน้าปากซอยจะเห็นป้ายชัดเจน แต่พอมาถึงหน้ารีสอร์ทจะมีต้นไม้เยอะมาก เยอะจนปกคลุมป้ายรีสอร์ทไปเลย ฮาๆๆๆ (แต่จริงๆ พอถึงหน้าร้านมันก็จะพอรู้แหละ) ถ้าสนใจที่พักก็ติดต่อตรงเคาน์เตอร์ได้เลยโดยตรง หรือจะโทรมาจองก่อนก็ได้ (โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวเค้าบอกว่าที่นี่คนมาพักเยอะเหมือนกัน) ที่ 053-373173, 053-459289

ถึงท่าตอนริเวอร์วิวแล้วครับ~~
ภายในตัวรีสอร์ทต้นไม้เยอะมากๆ ,, ถ้าหน้าหนาวคงหนาวน่าดู
บ้านพักเป็นหลังๆ บรรยากาศดีมาก ,, ช่วงเทศกาลน่าจะคนเพียบนะ
สามารถเห็นวัดท่าตอนจากตัวรีสอร์ทด้วย

แต่วันนี้ที่มาจะมากินข้าวอย่างเดียว เลยไม่ค่อยมีเกี่ยวกับที่พักเท่าไหร่นะครับ

หิวข้าวแล้ววววว

สิ่งนึงที่ลำบากใจนอกจากการเลือกเมนูอาหารคือการเลือกที่นั่งครับ เพราะบรรยากาศมันดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นในร้านหรือนอกร้าน ใจนึงก็อยากนั่งติดแม่น้ำ อีกใจนึงก็อยากนั่งสบายๆ ในร้าน ,, แต่ไม่ว่านั่งที่ไหนผมแนะนำอย่างนึงว่าควรหาพวกโลชั่นทากันยุงไปด้วย จะเอาเป็นโลชั่นคือจะเอาเป็นแบบ ก.ย.15 ก็ได้ เพราะที่ร้านยุงเยอะมากแถมตัวใหญ่เว่อร์ยังกะแม่ไก่

มาถึงแล้วเลือกที่นั่งได้ตามสะดวกครับ ,, มีทั้ง indoor, outdoor
เห็นเค้านั่ง Outdoor บรรยากาศดูดีมากๆ ก็อยากไปนั่งบ้าง....
สุดท้ายก็มาลงตัวที่มุมในร่ม แต่เลือกทำเลที่ติดแม่น้ำเลย

พอได้ที่นั่งแล้วก็รีบสั่งเลยครับ ที่นี่มีเมนูแนะนำหลายอย่างน่ะครับ แต่ที่เมนูผมชอบคือไก่ย่างหนังกรอบน่ะครับ คือหนังมันกรอบแบบเว่อร์มาก เข้ากับน้ำจิ้มดีด้วย กินแล้วถึงขั้นฟินเลยทีเดียว ,, ส่วนเมนูอื่นๆ ที่เคยสั่งมาก็อร่อยนะครับ ทั้งแกงเลียง, ปีกไก่น้ำแดง, น้ำพริกอ่อง-น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ

ซึ่งเท่าที่กินมายังไม่เจอเมนูอะไรที่น่าผิดหวังนะ เจอแต่เมนูที่เห็นเค้าแนะนำแต่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่คือน้ำมะม่วงมหาชนกปั่น คือผมว่ากลิ่นของมะม่วงมันหน่วงไปหน่อย (แต่เห็นบางคนเค้าก็ชอบกันนะ)

ข้าวสวยร้อนๆ มาแล้วจ้า~
ไก่ย่างหนังกรอบ ,, เมนูโปรดของผมเลยล่ะ
ขาหมูเอามากินกับหมั่วโถว ,, อร่อยใช้ได้เลย
ปีกไก่น้ำแดง ,, อีกหนึ่งเมนูอร่อย แฮ่ๆๆ
หมูย่างก็อร่อยนะ (จำชื่อเมนูเต็มๆ ไม่ได้ละ)
ชุดผักพร้อมน้ำพริกหนุ่มและน้ำพริกอ่องนี่ก็ห้ามพลาดเลยทีเดียว
แกงเลียงกุ้งสดของที่นี่อร่อยดีครับ ,, รสชาติเข้มข้นใช้ได้เลย
ส่วนนี่ต้มยำปลาคัง ,, รสชาติจางไปนิด (แต่ผมว่ากำลังดีนะ)
เอาเนื้อปลาคังมาให้เห็นชัดๆ

เป็นอีกร้านที่แนะนำครับ…

[March พาเที่ยว] ภาค อ่างขาง in the rain

สื่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากๆ ของที่ฝางก็คงเป็นดอยอ่างขาง

วันนี้มีโอกาสพักรอไปอยู่เวรบ่าย (ประมาณ 4-5 ชม.) ก็อยากหาอะไรไปเที่ยวบาง นั่งลิสต์ๆ กับเพื่อนก็มีเจ้าอ่างขางนี่แหละที่แว้บเข้ามาในรายการ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าอ่างขางมันเป็นยังไง เห็นเพื่อนๆ เค้าบอกว่าสูงๆ ชันๆ ขับรถลำบาก รถเล็กคงไม่ไหว และควรไปหน้าหนาว….

เอาวะ!!! ก็อยากไปอะ นึกแล้วจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกขับรถขึ้นดอยไปกินข้าวบนสโมสรอ่างขางกัน ไปกันแบบคาราวานจิ๋วๆ อันประกอบไปด้วยนิสสันมาร์ชและมาสด้าสอง (ทั้งคาราวานมีสองคันนี่แหละ)…. น่าจะไหวนะ ลองดูๆๆๆ

วันนี้จะเอาน้องมาร์ชขึ้นไปลุยอ่างขาง 🙂

Driving in the rain

คาราวานจิ๋วของเราตั้งต้นจากตัวเมืองฝางจากนั้นก็ขับลงมาทางใต้ มาแถวๆ ตำบลแม่ข่า (ก่อนถึงอำเภอไชยปราการ) วันนี้แดดค่อนข้างดีเลย แสงอาทิตย์ตอบรับกับอารมณ์อยากเที่ยวมากๆ เอาเป็นว่าก็ขับมาเรื่อยๆ ครับ จนถึงป้ายบอกทางเลี้ยวเพื่อขึ้นดอยอ่างขาง โดยระยะทางจากป้ายจนถึงสถานีฯอ่างขางแค่ประมาณ 20 กว่ากม. เอง ,, ซึ่งแถวๆ ตีนดอยจะมีคำเตือนว่าทางชันมาก อย่าซ่านัก ขับระวังๆ แต่ในจังหวะนั้นมันคงเทียบกับความตื่นเต้นของผมไม่ได้หรอก (ประมาณว่ามาร์ชตูแรงเยอะนะเฟร้ยยยยย)


View เที่ยวอ่างขาง in a larger map

แดดจัดจ้านมากกก เหมาะกับการไปปาร์ตี้สุดๆ

พอหนทางเริ่มคดเคี้ยวเพิ่มขึ้นคล้ายเป็นคำเตือนว่าตอนนี้ท่านได้ขึ้นดอยแบบจริงจังแล้ว ช่วงนี้ก็เริ่มมีหมอกหนาลอยผ่านรถเราสลับกับฝนพรำๆ เป็นพักๆ ซึ่งอากาศดีมากๆ เย็นสบายและรู้สึกสดชื่นดี อาจมีดินถล่มข้างทางบ้างก็ระแวดระวังกันไป ,, แต่พอขับไปเรื่อยๆ อีกสักหน่อยรู้สึกว่ารถตัวเองเริ่มอืด อืด และอืดมากขึ้น อืดขนาดที่ว่าเราใช้เกียร์ L แล้วก็ยังขับ 10-20 กม./ชม. ทีแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรหรอกมั้ง ก็เลยลองลงมาดู โหยยย แบบว่าเสียการทรงตัวไปชั่วขณะ เรียกว่าลงมายืนแล้วแทบจะกลิ้งลงดอยไปเลย (ถ้าลื่นล้มคงกลิ้งลงไปจริงๆ อะ)

ส่วนที่รถเราอืดๆ เพราะมันมีถนนช่วงทางตรงชันยาว ทางมันชันมากๆ (ประมาณ 20-25 องศา) แรงเกียร์ CVT ก็ไม่ค่อยเยอะ แถมขับไปก็จะเจอโค้งแบบหักศอกแล้วชันทันที (ซึ่งโหดมากๆ) เป็นพักๆ นับได้ประมาณ 7-8 โค้ง

ฝนตกพรำๆ แหมซักกำก็มีหมอกมาแทน (คำเมือง)
ขับไปๆๆ อีก 7 โลเอง (แถวนี้เป็นจุดนึงที่ผมว่าเป็นทางตรงที่ชันนะ)
ทำตัวขนานถนน แล้วให้เส้นขอบฟ้าทำมุมกับเรา = ความชันที่เป็นอยู่
ลงมาถ่ายให้เห็นกันจะจะว่าถนนมันเอียงขนาดไหน
แบบว่า... หักศอกกันแล้วหายไปเลย ทางโหดได้ใจมาก
วู้ๆๆๆๆ อากาศข้างบนดีมากๆ เลยอะ
ระหว่างทางไปอ่างขาง... มีแต่หมอก (ขนาดหน้าฝนนะ)

ขับไปก็มีพักบ้าง เห็นข้างทางสวยดี อิอิ (จริงๆ คือกลัวน้องมาร์ชเหนื่อยเกินไป เลยขอจอดพักซักหน่อย) เห็นเค้าเขียนว่าที่พักริมทางนะ แต่ดูแล้วยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ (หน้าเทศกาลคงดูดีกว่านี้)

พักน้องมาร์ชก่อน... ปล่อยให้เจ้าฟีโน่แซงไปก่อน ฮึ่มๆๆๆ
นั่งพัก ถ่ายรูป+กินน้ำ แถวๆ ป่าสนข้างทาง
บรรยากาศประดุจหนึ่งในฉากแฮรรี่พอตเตอร์
พักทั้งรถ พักทั้งคน ,, แถวนี้หมอกเยอะแต่ก็สวยมากๆ เลย

พักพอหายเหนื่อยก็กดรอบเดียวให้ถึงยอดดอยเลยละกัน

ถึงสถานีอ่างขางแล้ว ,, ชมนกชมไม้กันหน่อย

ดีใจมากๆ ถึงจุดหมายแล้ว พอมาถึงให้ขับรถแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในสถานีได้เลย (ไม่จำเป็นต้องซื้อของข้างนอกก็ได้นะ ข้างในก็มีของพวกโครงการหลวงขาย ,, อันนี้แล้วแต่) เสียค่าเข้าสถานีคนละ 50 บาท รถคันละ 50 บาท ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วสามารถไปเที่ยวชมภายในสถานีฯ แบบไม่อั้นภายใน 1 วัน

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นแหละ วันนี้มากินข้าวเป็นหลัก ไม่ได้มาเที่ยวน่ะ ส่วนนึงคือไม่มีเวลาเพราะเดี๋ยวลงดอยเสร็จก็ต้องไปอยู่เวรต่อ อีกส่วนคือทางสถานีฯยังเตรียมพวกดอกไม้ในแปลงกลางแจ้งไม่เสร็จสมบูรณ์เท่าไหร่ ซึ่งตอบรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ประปรายมากๆ

แต่พวกแปลงดอกไม้ในร่มนี่มีเยอะอยู่นะ โดยภายในนั้นเค้าจะจัดเป็นโซนๆ แต่ละโซนก็เหมือนมีธีมของมัน ซึ่งผมว่ามันสวยดีมากเลย ทั้งต้นไม้ดอกไม้และไอเดียการตกแต่ง แถมคนก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ถ่ายรูปสบายสุดๆ เลือกมุมได้จนกว่าคุณจะพอใจแบบไม่ต้องไปตบตีแก่งแย่งชิงดีกับใคร (แต่บางแปลงก็อาจมีคนสวนกำลังเตรียมดินอยู่นะ)

ถึงที่หมายแล้ว ,, คนไม่เยอะ ดอกไม้ก็ยังไม่ได้ลงแปลงดี
แปลง outdoor ยังไม่ค่อยมีอะไรอะ เหมือนกำลังเตรียมดินกันอยู่เลย
แปลงในร่มยังมีดอกไม้สวยๆ อยู่เพียบ (ดีใจๆๆ)
ดอกไม้สวยๆ + เฟิร์น ,, มีทั้งปลูกบนดินและลอยฟ้า
แปลงในร่มเหมือนกับว่าเค้าเตรียมมาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งปีเลย
มีการแต่งสวน แบ่งเป็นโซนๆ ให้เราค่อยๆ เดินเข้าไปดูทีละส่วนๆ
ดอกไม้สวยๆ จากอ่างขางในส่วนแปลงในร่มจ้า ,, สวยดีมากๆ
ดอกไม้หลากสี+เฟิร์นมีเยอะมากๆ ดูแล้วงงไปหมด

เที่ยวพอเป็นสังเขป ,, มากินข้าวกันเต๊อะ

ณ สโมสรอ่างขาง

สโมสรอ่างขางเหมือนเป็นจุดแลนด์มาร์กเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ให้บริการอาหาร+ของว่าง แถมมีซุ้มกาแฟเล็กๆ ข้างนอกด้วย แถมช่วงหน้าฝนนี้คนน้อยดีมากๆ สั่งไปแป้บเดียวยกมาเสิร์ฟอย่างเร็ว (แต่บางอย่างก็ช้านะ)

ใครหิวก็ต้องแวะมาที่นี่... สโมสรอ่างขาง
ภายในสโมสรอ่างขางครับ ,, วันนี้คนน้อยมาก เลือกที่นั่งตามสบาย
ช่วงหน้าเทศกาลอย่าหวังได้เห็นภาพแบบนี้ตอนเที่ยงวันนะครับ

สั่งอาหารกันครับ!!! ของคาวเท่าที่สั่งไปก็มีขาหมู, สลัดยูนนาน, น้ำพริกรักฉ่อง, หมูคำหวาน, ผัดซาโยเต้, เห็ดทอด ฯลฯ ,, ส่วนตัวผมว่าน้ำพริกรักฉ่องกับสลัดยูนนานถือว่าแหล่มเลยทีเดียว ,, ซึ่งกับข้าวที่นี่จะมีจุดเด่นคือผัก ผักที่นี่ก็เป็นผักโครงการหลวงที่ปลูกกันบนดอยนี่แหละ ผักของที่นี่พูดตรงๆ ว่าสดสะท้านมาก ประหนึ่งว่าเพิ่งเด็ดแล้วมาให้กินเลยทันที ซึ่งพอตักเข้าปากแล้วเหมือนความสดชื่นมันแตกในปากในทุกคำที่เคี้ยวเลย แถมไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแบบที่เราคุ้นชินกัน มันสุดยอดมากๆ ,, ใครไม่ชอบกินผัก หากได้ลองมาชิมที่นี่อาจเปลี่ยนใจมากินมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ (ไม่ได้เว่อนะเธอ)

ปัญหาโลกแตก... แดกอะไรกันดี
มาถึงที่นี่... ต้องเน้นกินผักกันละครับ!!!
สลัดยูนนาน :: ผักที่สดและกรอบ กับน้ำสลัดแบบซ้อสญี่ปุ่นเข้ากันอย่างดี
น้ำพริกปลารักฉ่อง :: น้ำพริกออกแนวกรอบๆ ปรุงรสได้ที่ สุดยอดมากหากกินกับผักสดๆ
หมูคำหวาน :: ก็ใช้ได้นะ แต่ยังไม่โดนใจเท่าที่ควรอะ
ขาหมูอ่างขาง :: รสชาติเข้มข้นดีมาก กินกับหมั่นโถวอร่อยดี
เห็ดหอมสดทอด :: อร่อยดีครับ ทอดได้กรอบแถมกลิ่นก็ไม่ฉุนมาก
เอามาจิ้มกินกับซ้อสพริกแล้วซี้ดดด อร่อยกรุบกรอบ

แหมๆๆ อย่าเพิ่งอิ่มครับ เรายังมีของหวานอยู่นะ

ทีเด็ดมันอยู่ที่ขนมหวาน

เท่าที่เห็นในลิสต์มีขนมหวานให้เลือกชิม 4 อย่าง เลยจัดเต็มมาหมดทุกอย่างเลย อันได้แก่ พีชลอยแก้ว, บัวลอยอ่างขาง, เลมอนนมแพะ และปอเปี๊ยะกล้วยหอมทอด

อย่างเลมอนนมแพะชื่อาจฟังดูไม่ค่อยน่าทาน แหมๆ แต่ลองได้ชิมแล้วจะรู้ว่า พุ้ดดิ้งนมแพะที่มีเยลลี่เลมอนรองอยู่ก้นแก้วแล้วแปะหน้าด้วยเปลือกมะนาวหั่นฝานบางๆ นี่มันสุดจะแหล่ม ความหอมมันของนมแพะเหมือนจะตรงข้ามกับความเปรี้ยวของกลิ่นมะนาว แต่พอเราลองกินด้วยกันกับค้นพบว่ามันเริ่ดมากๆ

ส่วนตัวผมชอบพีชลอยแก้วมากๆ กินแล้วฟินสุดๆ ทั้งความอิ่มตัวและความสดเหมือนถูกอัดเข้าไปในเนื้อลูกพีช แค่เรากัดลงไปที่เนื้อพีชก็เหมือนความสดชื่นทั้งหลายมันระเบิดตัวกระจายอยู่ในปากเรา แถมน้ำลอยแก้ว+น้ำแข็งก็เหมือนเป็นตัวเร่งให้ความสดชื่นในเนื้อลูกพีชมันแตกได้รุนแรงขึ้น ,, เพียงแค่ชิมไปครั้งเดียวนี่เรียกว่ายากจะลืมเลือนและผมว่าคุณไม่สามารถหยุดมันได้แค่คำเดียวแน่ๆ

ลูกพีชลอยแก้ว :: อันนี้ห้ามพลาดครับ แหล่มมากๆ
เลมอนนมแพะ :: อีกเมนูของหวานที่ไม่ควรพลาดนะ
ปอเปี๊ยะกล้วยทอด :: ผมว่ากลางๆ นะ แป้งหนาไปหน่อย
บัวลอยอ่างขาง :: บัวลอยไข่หวานสูตรที่นี่ จะใช้น้ำอ้อยแทนน้ำเชื่อมทั่วไป ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ

อิ่มอร่อยกันแบบสุดๆ หารค่าอาหารแล้วตกคนละ 150 บาทเอง (เอาบัตรประตูทางเข้ามาลดค่าอาหารได้ด้วยนะ) ถ้ามันไม่ต้องขึ้นดอยชันแบบนี้ ผมคงมากินทุกอาทิตย์เลยทีเดียว

ออๆๆ อย่าลืมแวะกินกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มด้านข้างสโมสรอ่างขางนะครับ กาแฟของที่นี่ก็เป็นกาแฟดอยคำจากโครงการหลวง ส่วนตัวผมว่าแก้วเล็กไปนิดแต่รสชาติก็ใช้ได้นะ ส่วนของฝากส่วนมากจะเป็นพวกชานานาชนิด แถมยังมีพีชลอยแก้วกับน้ำพริกรักฉ่องที่นี่ก็มีขายเหมือนกัน เผื่อว่าใครติดใจก็เอาไปกินต่อที่บ้านได้ (แต่โปสการ์ดของที่นี่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)

แวะชิมกาแฟ+ซื้อของฝากที่ซุ้มข้างสโมสรอ่างขางได้นะ

ลงดอยกันแล้ว

ถึงเวลาก็ต้องลงดอยเพื่อไปประกอบภารกิจกันต่อ…

ผมว่าการลงดอยนั้นน่ากลัวและอันตรายกว่าการขึ้นดอยมากๆ โดยเฉพาะรถที่เป็นเกียร์ออโต้และคนที่เป็นมือใหม่ในการขับรถ ถ้าเราเพลินกับการใช้เกียร์ D แล้วปล่อยรถไหลไปตามพลังงานศักย์นั้นเกรงว่าจะแหกโค้งกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงโค้งหักศอกทั้งหลาย ,, ส่วนตัวผมแนะนำให้ใช้เกียร์ L สลับกับแตะเบรคเป็นพักๆ กะให้รอบวิ่งไม่เกิน 4000-5000 รอบขณะที่รถไหลลงไป รวมทั้งถ้ารู้สึกว่ารถเราไม่พร้อมหรือกลัวว่ามันจะเหนื่อยเกินไปให้จอดพักแวะข้างทางบ้าง (แนะนำตรงป่าสนเขาที่ผมจอดขาขึ้นอะ) รวมทั้งควรตรวจสภาพรถให้พร้อมก่อนเอาขึ้นด้วยนะจ๊ะ

นิสสันมาร์ชไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการขี่บนดอยซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าขึ้นดอยอ่างขางไหวไหม ผมว่าก็ได้นะ พวกโค้งหักศอกก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักนะ แต่ช่วงขาขึ้นอาจรู้สึกสงสารรถนิดนึงที่เหมือนเร่งแล้วสู้รถคันอื่นๆ ไม่ได้ แต่จังหวะอื่นๆ แทบไม่เป็นปัญหาอะไร

แล้วจะพาน้องมาร์ชไปเที่ยวเรื่อยๆ นะครับ 🙂

แล้วจะพาไปเที่ยวอีกนะครับ (ขอจัดสรรตารางเวรก่อน)

มาเที่ยวสวนส้มธนาธร ,, แบบไม่เป็นทางการ

ถ้าถามว่าอยากไปเที่ยวสวนส้มดู ,, หนึ่งในที่ที่หลายคนคิดถึงคงเป็นฝาง

ฝางเป็นอำเภอไกลลิบทางเหนือของเชียงใหม่ติดกับชายแดนพม่า คือห่างจากตัวเมืองประมาณ 150 กม. โดยเส้นทางครึ่งหนึ่งที่ไปเป็นเส้นทางคดเคี้ยวที่ฝ่าดอยไป แต่หลังจากนั่งรถมากว่าสามชั่วโมงจนถึงที่นี่ก็จะเจอบรรยากาศของที่นี่ที่แสนสงบ, เปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม, ทุกคนเป็นมิตรและอากาศเย็นสบายสุดๆ (แต่หน้าร้อนก็ร้อนนะ)

บรรยากาศวัดที่ฝางและข้าวซอย, หนึ่งในอาหารหลักที่นี่

เอาเป็นว่าพอผมอยู่ที่นี่ผมก็อยากไปเที่ยวสวนส้มบ้าง ,, แต่สวนส้มที่นี่มีเยอะมาก ทั้งสวนเล็กสวนน้อยสวนผสม แต่สวนใหญ่ๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวและมีกิจกรรมภายในนั้นเท่าที่ผมพอรู้ก็มี 2 ที่ คือสวนส้มธนาธรและสวนส้มทรายทอง

เอาว่าจับไม้สั้นไม้ยาว วันนี้หวยลงที่สวนธนาธรครับ ซึ่งสวนของธนาธรที่เปิดให้เข้ามีที่สวนบ้านลาน (สวนสอง) และสวนท่าตอน (สวนแปด) ครับ ส่วนสวนอื่นๆ ในเครือเค้าปลูกส้มขายอย่างเดียว เอาเป็นว่าถ้าอยากไปเที่ยวก็โทรไปถามเค้าก็ได้ที่ 053-346554-6 และ 053-883392-7 ฮะ

ตกลงปลงใจ แล้วก็ไปกัน

ตัดสินใจจะไปก็เลยลองถามทางจากผู้รู้ (แต่ครั้งนี้พลาดที่ไม่ได้ดูแผนที่มาก่อน) ว่าสวนส้มธนาธรไปทางไหน ,, เค้าแนะนำว่าให้ไปที่สวนบ้านลานเพราะเป็นสวนที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยเราก็ขับรถแล้วลัดออกทางข้างหลังขับไปซักพักจนเกือบสุดทางเดี๋ยวก็ถึงเอง (คือเค้าคงคิดว่าผมจะขับรถยนต์ไป) ว่าแล้วผมก็หยิบกระเป๋ากล้องถ่ายรูปแล้วโดดขึ้นรถมอไซเก่าๆ ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งแล้วบิดไปยังสวนส้มตามทางที่เค้าบอก

วันนี้จะขับมอไซประจำตำแหน่งไปเที่ยวสวนส้มครับ

ผมลงแผนที่มุมไกลๆ พอสังเขปว่าฝางอยู่ไหน ,, ยังไงซูมเข้าไปดูทางได้นะ


View สวนส้มธนาธร 2 in a larger map

ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องถามก็ได้ เพราะตามรายทางก็มีป้ายบอกอะ

กว่าจะถึงสวนส้ม ,, เฮือกกกกกก

ขี่มอไซไปเรื่อยๆ ถนนก็เล็กลงเรื่อยๆ ขี้นทั้งเขาลงดอย เลี้ยวลัดตัดไปมา ฝ่าถนนธรรมดาและดิน (บางช่วง) ก็ยังไม่ถึงซักที ,, ขี่ไปก็เจอแต่ชาวเขาเยอะมากๆ แต่อากาศข้างนอกดีมากๆ แถมบรรยากาศตามทางก็ดีสุดๆ แนะนำว่าถ้าใครนั่งรถยนต์ไปก็ปิดแอร์และเปิดหน้าต่างเอาแทน

ขับมอไซไปเรื่อยๆ นานมากกกกกกกกว่าจะถึง ,,

ขับรถขึ้นดอย ,, ไปเที่ยวสวนส้ม ไปเที่ยวสวนส้ม
ซุปเปอร์มาเก็ตเคลื่อนที่ของชาวบ้านแถวนี้
ขับไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถึงซักที ,, แต่บรรยากาศข้างๆ นี่ดีมากๆ

กว่าจะถึงสวนส้ม เหงื่อโซมกาย… แต่ก็ดีใจสุดๆ นึกว่าหลงไปพม่าแล้ว

สวนส้มธนาธร 2 (บ้านลาน) จากมุมไกลลิบๆ

ใครๆ ก็งงกันหมด

พอมาถึงหน้าประตูรั้ว พบว่าสวนปิด!!!! ,, จังหวะนั้นน้ำตาไหลพรากๆ แทบเป็นลม โห่ยยยยย อุตส่าห์ขี่มอไซมาตั้ง 20 โล ,, เลยขออนุญาตไฟท์ครั้งสุดท้ายโดยการตะโกนเรียกคนสวนเบาๆ ,, และโชคก็เข้าข้างผมที่มีคนสวนเดินมาทำหน้างงๆ ว่าเอ็งเป็นใครหว่า แล้วก็ได้เกิดบทสนทนาคำเมืองขึ้นว่า (ขอแปลไทยนะครับ)

คนสวน – (ทำหน้างงๆ) มาที่นี่ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ
ผม – มาเที่ยวสวนส้มครับ
คนสวน – สวนปิด ตอนนี้ไม่ถึงเวลาเที่ยวนะ ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยซักคน
ผม – (ทำหน้าสลด) อ่าว… จริงเหรอครับ ไม่รู้มาก่อนเลย ,, แล้วถ้าตอนนี้ผมจะเข้าไปได้ปะครับ
คนสวน – มันไม่มีอะไรเลย ส้มก็ยังมีน้อยนะ ที่มีมีแต่ลูกเล็กๆ สีส้มๆ ไม่ค่อยมี ,, จะเข้าจริงเหรอ
ผม – เออ… ลองเข้าดูก็ได้ครับ
คนสวน – (เปิดประตู) ขับรถไปตามทางเลย

ว่าแล้วก็รีบเลี้ยวรถไปจอดก่อนที่ลุงแกจะเปลี่ยนใจ อารมณ์นั้นดีใจมากๆ ได้เข้ามาแล้ว ,, รีบขับรถมอไซไปจอด แต่แค่เข้ามาก็รับรู้ถึงความอลังการ แม้จะไม่มีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับหรือคอยบริการแต่อย่างไร (ซึ่งจำไม่ผิดเวลาเข้าไปในสวนของธนาธรจะต้องเสียค่าเข้าด้วยนะ ประมาณ 100 นึงอะ)

จอดรถตรงนี้ ,, แล้วเดินเข้าไปลุยในสวนส้มกันครับ
บรรยากาศตรงซุ้มต้อนรับของสวนธนาธรดูดีมากๆ

แต่วันนี้ก็เลยไม่มีคนมาเก็บตังด้วย ,, รีบเดินไปในสวนดีกว่าครับ

เดินเข้าไปในสวนส้มกัน

ระหว่างทางเดินเข้าสวนส้มที่เงียบกริบ มีเพียงคนสวนที่เดินสวนมาแล้วก็ทำหน้างงๆ บ้างก็ถามเราว่ามาเที่ยวเหรอ บ้างก็ยิ้มให้ ส่วนนึงคงเห็นเราถือกล้องถ่ายรูปด้วยล่ะ ,, แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวนกว้างกว่า 700 ไร่แต่มีต้นส้มที่มีผลโตสวยเต็มที่ให้ถ่ายไม่เยอะเลย ซึ่งวันนั้นผมคิดว่าผมเดินสำรวจเยอะระดับนึงแล้วนะ (ราวๆ 10 แปลงได้ เหนื่อยมากๆ)

แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากกับผลส้มที่เด็ดมากินไม่ได้ (เดี๋ยวโดนปรับ) บรรยากาศแบบนี้มันสวยมากๆ เลย ,, มองขึ้นไปข้างบนเห็นท้องฟ้าสีฟ้าสด มีเมฆสีขาวลอยตัดไปมา แต่ถ้ามองด้านล่างก็เห็นต้นส้มใบสีเขียวสดเรียงกันเป็นระเบียบตัดกับทิวเขา ถ้าสังเกตดีๆ จะมีผลส้มสีส้มโผล่มาให้เห็นบ้างเป็นระยะ มีทั้งขนาดจิ๋วๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่เท่ากำปั้นผมเลย

เอาเป็นว่า เก็บรูปมาเท่าที่ได้ละกัน

มีแต่ต้นส้มใบเขียวๆๆๆๆ ว้ากๆๆๆๆ
เดินตามรถพี่คนงาน ,, ผ่านแปลงนึงไปยังอีกแปลงนึง
วิวดีมากๆ ,, ต้นส้มสีเขียว ตัดท้องฟ้าสีฟ้า มีทิวเขากั้นเป็นริ้วๆ
ต้นส้มเรียงกันเป็นระเบียบสวยงามมาก ,, สวยดีแฮะ
ไหนล่ะ!!! ผลไม้สีส้มที่เราตามหามัน!!!

เดินไปเจอผลไม้สีส้มบ้างก็ดีใจเป็นพักๆ มีไม่เยอะก็ไม่เป็นไร ,, ถ้ามาช่วงเปิดสวนให้เที่ยวนี่คงเข้าไปเด็ดกินแล้ว แต่นี่มาแบบหักดิบ เค้าให้เข้าก็เกรงใจแล้ว เอิ้กๆๆๆ ไปกินส้มที่ตลาดละกันนะ

ผลส้มสีส้ม ,, ในป่าต้นส้มสีเขียว
ส้มยังไม่ค่อยมีเลย ,, ส่วนมากเป็นลูกเล็กๆ อยู่, มีลูกสีส้มบ้างประปราย
น่าจะเป็นต้นที่มีส้มเยอะสุดแล้วล่ะ ,, แลดูอลังการมากๆ
แบบนี้สินะ ที่เรียกว่าส้มหล่น ,, เอิ้กๆๆ หล่นจากต้นเลย
ส้มลูกเต่งๆ ติดบนต้นนี่สวยมากๆ (มือประกอบฉาก ไม่ได้เด็ดส้มแต่อย่างใด)

ไม่มีรถกอล์ฟบริการก็ต้องเดินเอง ,, เหนื่อย+ร้อน+หิวน้ำมากๆๆๆๆ

เที่ยวเขื่อนแม่มาว

ด้านบนของสวนส้มมีเขื่อนแม่มาวอยู่ ไหนๆ ก็มาแล้วก็เลยขึ้นไปดูซักหน่อย ,, ที่นี่บรรยากาศดี น่าจัดปาร์ตี้มากๆ จากสันเขื่อนมองไปด้านหน้าเห็นน้ำในเขื่อน แต่ถ้ามองไปด้านหลังเห็นสวนส้มธนาธรโคตรกว้าง มีต้นส้มเรียงแถวกันระดับสุดลูกหูลูกตาเลย

เขื่อนแม่มาว ,, ขับรถย้อนขึ้นไปจากสวนส้มบ้านลานก็เจอแล้ว
บรรยากาศจากสันเขื่อน ,, สวยงามมากๆ
มองจากสันเขื่อนก็เห็นสวนธนาธรอย่างกว้างอะ

ตอนนี้ร้อน+เหนื่อยมากๆ ขอกลับไปตั้งหลักก่อน ฮึ่มๆๆ

ที่มาวันนี้

ก่อนอื่นต้องขอบคุณลุงคนสวนที่เปิดประตูให้นะครับ -/\-

พูดตรงๆ ว่าไม่แนะนำให้มานอกฤดูกาลที่ทางสวนส้มเค้าเปิดให้ท่องเที่ยว คือช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี เพราะจะไปรบกวนการทำงาน, ไม่มีรถกอล์ฟพาเที่ยว, ไม่มีเจ้าหน้าที่, ไม่มีของที่ระลึก, เราไม่สามารถลงไปเด็ดส้มได้ แถมบางทีที่สวนจะมีการพ่นยา+ปุ๋ยก็จะมีกลิ่นมารบกวนเราอีก

รอวันที่ผลส้มเต็มต้น ,, สวนจะเปิดอีกครั้งและผมจะกลับมาใหม่

ครั้งหน้าเปิดสวน (แบบเป็นทางการ) ค่อยเข้าไปอีกทีละกัน