Tan Yakiniku

ร้านนี้คือร้านในตำนานร้านนึงของผม (ไม่เกี่ยวกับคนอื่น) คือมันมีที่มาน่ะครับ…

จริงๆ ต้องยอมรับว่าร้านนี้ผมรู้จักโดยบังเอิญ สมัยตามตามล่า tonkatsu
ตอนนั้นผมตั้งใจจะไปกินร้าน Katsumasa ที่อยู่ชั้นล่างของตึกที่ร้าน Tan อยู่ (ซึ่งตอนนี้ร้านดังกล่าวปิดกิจการและกลายเป็นออฟฟิสไปแล้ว OMG!! ) สมัยนั้นผมยังไม่บ้าเนื้อย่างมากเหมือนตอนนี้ แถมสมัยนั้นเบี้ยน้อยหอยน้อย จะกินอะไรทีต้องคิดดีๆ (ได้ข่าวว่าตอนนี้เงินเดือนก็เท่าเดิม -_-!! ) แต่ผ่านมาเห็นร้าน Tan แล้วน่ากินมากๆ ตั้งเป้าว่าสักวันต้องมากินให้ได้ ลิ้นมันต้องเทพแน่ๆ

จิตนาการว่า ตอนนั้นผมก็ยืนอยู่หน้าร้าน Katsumasa ที่ปิดไปแล้ว ,, เอาใบหน้าเล็กๆ ของผมประจันกับป้ายร้าน Tan สีเหลืองขนาดใหญ่ และหมายว่าสักวันผมต้องมากินให้ได้!!!

อดีตร้าน Tan สมัยที่ katsumasa ยังเปิดอยู่

ซึ่งจริงๆ ผมก็แอบเข้าใจผิดนิดนึงด้วย เพราะคำว่า Tan นั้น หากเทียบเป็นส่วนของวัวก็หมายความว่าลิ้น คิดมาตลอดว่าร้านนี้ต้องมีลิ้นระดับโคตรเทพแม่เจ้าอยู่แน่นอน,, แต่อักษร Tan ของร้านจริงๆ มันสะกดว่า 炭 ที่แปลว่าเตาถ่าน/ถ่านหินอะ ,, สรุปคือ มันพ้องเสียงกันน่ะครับ TT TT (แปลว่าผมเข้าใจผิดสินะ -_-a)

และวันนี้ ผมก็ได้มากินแล้ว Tan Yakiniku

ตำแหน่งละรายละเอียดร้านเบื้องต้น

ร้านนี้อยู่ในเวิ้งของโรงแรม Grand Tower Inn ย่านทองหล่อครับ คือในพื้นที่ของโรงแรมจะมีตึก 2 ชั้นสีขาวแยกต่างหากออกมาจากตัวอาคาร ใครมากินที่นี่แอบเอารถมาจอดพื้นที่ของโรงแรมได้ครับ

บรรยากาศของร้านตอนกลางคืน เห็นแค่ป้ายร้านเหลืองๆ

ส่วนการเดินทางมาโรงแรมก็ไม่ยากครับ ,, ส่วนตัวผมแนะนำว่าหลังจากลง BTS ทองหล่อให้เดินเข้าซอยทองหล่อมาประมาณ 50 เมตร ก่อนถึงร้าน Bekku จะเห็นทางเข้าโรงแรมทางซ้ายมือ เป็นทางเข้าใหญ่ชัดเจน แต่จริงๆ จะมีทางเข้าเล็กๆ จากทาง BTS เลย ใกล้กว่าแต่จะสังเกตยากและแคบแค่พอมอเตอร์ไซค์ 2 คันสวนกันได้


View Tan Yakiniku in a larger map

ร้านของเราอยู่ชั้น 2 ของตึกนะครับ ขึ้นบันไดมาหน่อยนึงก็จะถึงหน้าร้านครับ ลูกค้าส่วนมากเป็นลูกค้าญี่ปุ่น ไม่ก็ลูกค้าขาประจำครับ เห็นบรรยากาศพนักงานคุยกับลูกค้าประจำแล้วดูน่าสนุกดี ,, ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 16.30-23.30 น. ของทุกวันครับ ส่วนตัวแนะนำโทรจองที่นั่งที่ 027143503 ครับ

หน้าร้าน Tan ครับ อยู่ชั้น 2 ของอาคาร ขึ้นมาได้เลย

พอดีวันที่ผมไปเป็นวันที่ร้านไฟดับเป็นระยะๆ ระบบปรับอากาศและดูดควันทำงานได้ไม่สมบูรณ์ครับ เลยจะมีควันเยอะหน่อยๆ ภาพอาจไม่เนียนมาก แต่น้องๆ เด็กเสิร์ฟก็น่ารักดีครับ พยายามพัดควันให้ ^^

บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร

บนโต๊ะอาหารเท่าที่สังเกตแรกๆ ก็มีเครื่องปรุงต่างๆ ,, กับชุดถ้วยชามและผ้าสีฟ้าครับ

อุปกรณ์กู้ชีพบนโต๊ะอาหาร
พริก กระเทียม และเครื่องปรุงที่คุ้นเคยต่างๆ

ผ้าสีฟ้าที่วางอยู่เค้าให้เอามาเป็นผ้ากันเปื้อนนะครับ โดยการเอามาผูกที่คอ
(แต่สุดท้าย น้ำจิ้มน้ำมันมันก็หกลงกางเกงผมอยู่ดีอะ -_-a)

ผ้าผูกคอกันเปื้อนสีฟ้าของทางร้านครับ

จากนั้นน้องๆ พนักงานก็เอาเมนูมาให้ครับ ย้ำว่าที่นี่ไม่ใช่บุฟเฟต์นะครับ แต่เป็นแบบสั่งเป็นจานๆ เปิดสำรวจดูราคาถือว่าแพงระดับนึงเลยทีเดียว จานนึงก็หลายร้อยอยู่ แถมยังมี Vat บวกเพิ่มให้ตกใจเล่นๆ

รายการเมนูอาหารของร้านครับ

ตกลงปลงใจที่จะกิน ก็เริ่มมาก็เอาชาเขียวเย็นมาครับ เติมได้เรื่อยๆ กลิ่นหอมอร่อยดีครับ ส่วนตัวผมชอบชาเขียวแบบนี้นะ กินแล้วสดชื่นดี
มาคู่กับน้ำจิ้มแดงครับ แม้จะมาพร้อมๆ กัน แต่น้ำจิ้มนี้เอามากินกับเนื้อย่างนะครับ ไม่เกี่ยวกับชาเขียวแต่อย่างไร

ชาเขียวเย็น รสชาติเถ้าแก่น้อยดี อร่อยครับ
น้ำจิ้มสีแดง เอามากินคู่กับเนื้อครับ

เมื่ออาหารค่อยทยอยมากัน

จากนั้นก็เริ่มที่จานแรกครับ จำชื่อภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไร อารมณ์เป็นประมาณยำลิ้นวัวหั่นซอยขนาดพอดีๆ แบบสดๆ มีไข่ดิบวางข้างบน ผักเครื่องเคียงเรียงด้านข้างๆ รูปลักษณ์ดูน่ากินใช้ได้เลย

ยำลิ้นสดจานแรกมาแล้วครับ อาจดูแปลกๆ ตาหน่อย

วิธีกินก็ไม่ยากครับ ก็คลุกเอาทุกอย่างเคล้าเข้าด้วยกันครับ ซัดให้นัวร์ คลุกให้เนียน จากนั้นก็คีบกินเป็นคำๆ ครับ พยายามให้มันมีทั้งลิ้นและผักด้วย กรุ้มกริ่มๆ อร่อยดีแบบไม่เคยคิดมาก่อนว่ากินได้ด้วย ลองชิมดูแล้วไม่มีกลิ่นคาวของลิ้นเลยแฮะ แปลกดีๆ อร่อยๆ ชอบๆ ,,, ถ้าได้เบียร์ซักแก้วน่าจะแหล่ม

เอาไข่ดิบ ลิ้น และเครื่องต่างๆ คลุกๆๆๆๆ
ดูเยินนิดๆ แต่จริงๆ อร่อยมาก แทบจะแย่งคีบไม่ทัน

หมดจากลิ้นสดๆ ก็เป็นเนื้อครับ จำไม่ผิดเป็นเนื้อ Serloin คุณภาพดี หั่นมาหนาพอดีๆ เอาไปลุยไฟและผสมกับน้ำจิ้มแดงๆ แล้วอร่อยดีครับ แฮ่ๆๆๆ

จากนั้นก็เป็นเนื้อชั้นดีมาเสิร์ฟบ้างครับ
โอ้สสสสส เนื้อลุยไฟๆๆๆ

ก่อนที่จะลุยเนื้อจานถัดๆ ไป ขอคั่นอารมณ์ด้วยข้าวกระเทียม ข้าวที่นี่เค้าผัดมาแบบจริงจังมากๆ ให้อารมณ์กินข้าวผัดที่มีกลิ่นกระเทียมมากกว่า รสชาติกลางๆ นะ ผมชอบข้าวกระเทียมแบบกระเทียมจริงจังมากกว่า

ข้าวกระเทียมมาอย่างหรูอะ

เนื้อจานถัดไปก็เป็นเนื้อลูกเต๋าครับ อันนี้อร่อยนะ ผมชอบ ,, เพิ่งชอบเนื้อลูกเต๋าเพราะพักหลังๆ รู้สึกว่ามันพอคำดี แถมเวลาย่าง ข้างนอกมันจะสุกได้ที่ แต่ข้างในมันจะดิบหวานๆ อยู่ เคี้ยวแล้วกร้วบๆๆ อร่อยดี

เนื้อลูกเต๋าปรุงรสอย่างดี อร่อยมากๆๆๆ

อีกซักแป๊บน้องพนักงานเด็กเสิร์ฟก็เอาน้ำจิ้มมาให้อีกอัน เค้าบอกว่า อันนี้เอามาจิ้มกับเนื้อลูกเต๋า
ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะ มีกลิ่นสมุนไพรเยอะไปหน่อย ไม่ค่อยเนียนอะ

น้ำจิ้มสมุนไพรที่น้องๆ เค้าเอามาให้ ,, ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

เมนูต่างๆ ยังไม่หมดนะครับ

จากนั้นมาต่อด้วยลิ้นครับ แม้ว่าผมจะเคยเข้าใจผิดว่า Tan ที่นี่แปลว่าลิ้น แต่ที่นี่เมนูลิ้นเยอะและลิ้นก็มีคุณภาพดีมากๆ กินแล้วแทบไม่มีกลิ่นคาวของลิ้นเลย กัดลิ้นแล้วก็กรุบกรับดีมากๆ คริๆ

ลิ้นแบบพิเศษสไลด์บาง หมักเกลือและพริกไทย แหล่มมากส์
ลิ้นพิเศษแบบลูกเต๋า โอ้อร่อยมาก

โดยเฉพาะลิ้นอย่างดีหั่นลูกเต๋านี่ผมว่าโอมากๆ ประทับใจสุดๆ
ผมแอบกินดิบๆ มาก้อนนึง ต้องยอมรับว่าเหนียวและแน่นๆ แต่ที่ผมแปลกใจคือที่ร้านทำให้ลิ้นที่ปกติจะมีกลิ่นคาวในตัวนิดหายไปได้ เคี้ยวไปนี่เพลินเลย ถ้ามันกรอบหรือกินง่ายกว่านี้ผมคงซัดเปล่าๆ ไปแล้ว ฮาๆๆๆๆ

พร้อมแล้วก็เอาไปย่างไฟกันเลยครับ!!!

พร้อมแล้วก็เอาลิ้นลุยไฟครับ น่ากินมากมาย
ลิ้นลูกเต๋าลุยไฟ ,,, สุดยอดครับ เป็นเมนูห้ามพลาดเลย

พอย่างลิ้นโอเคแล้ว เค้าก็มีน้ำจิ้มมาอีกครับ เป็นน้ำจิ้มน้ำมะนาวครับ
แรกๆ ก็งงว่ามันจะเข้าเหรอ แต่พอจิ้มแล้วก็รู้สึกว่ารสของลิ้นมันเด่นขึ้น และความกรุบมันเพิ่มขึ้นเมื่อลองเทียบกับน้ำจิ้มแดง

ลิ้นกับน้ำมะนาว ,, เป็นสูตรใหม่แฮะ เสริมรสลิ้นได้เยี่ยม

แถมระหว่างซัดโฮกๆ กันอยู่น้องเค้าก็เอาชุดผักสลัด มาพร้อมกับซ้อสอะไรซักอย่าง
เค้าแนะนำว่าเอามากินกับเนื้อ แล้วราดน้ำจิ้มอันใหม่ลงไป ,, ก็อร่อยดีนะ ไม่เลี่ยนดี

ชุดผักมาพร้อมกับน้ำจิ้มอีกอัน (เยอะจริงๆ)
เอาเนื้อมาคู่กับผัก ตัดเลี่ยนใช้ได้เลยนะครับ

หลังจากซัดอิ่ม ทางร้านก็ยังมีผลไม้ปิดท้าย
เป็นแตงโมสีแดงเย็นๆ ที่สำคัญหวานมากยังกะไปแช่น้ำตาลมายังไงงั้น แต่อร่อยนะ ปิดมื้อได้ดี

มีแตงโมหวานๆ เย็นๆ มาปิดท้ายด้วย ชอบมากๆ

ที่มากินวันนี้

พูดตรงๆ ว่าลิ้นอร่อยมากครับ คนชอบลิ้นวัวไม่ควรพลาดครับสำหรับร้านนี้ มีความสุขจริงๆ (แม่อาจเศร้าตอนจ่ายตังก็ตาม) ส่วนเนื้อก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ,, ส่วนการบริการผมว่าก็โอเคเลยนะ สำหรับขาจรอย่างผมก็ถือว่าบริการดีมาก ยิ่งเห็นลูกค้าประจำนี่บริการเป็นพิเศษเลย น่า

ร้านนี้ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนที่ชอบลิ้นครับ

ไว้เก็บตังได้เยอะๆ แล้วจะมาดูดลิ้นบ่อยๆ 😀

Moshi Moshi

หลังจากเล่นของสูงจนทำเอาผมลงยากอย่าง Elite Grill
วันนี้ก็จะลองมากินร้านเนื้อเปิดใหม่บ้างอย่าง Moshi Moshi ครับ
เป็นร้านที่เปิดใหม่จริงๆ ขนาดตัวร้าน-ตัวตึกในวันที่ผมไปกินยังไม่เสร็จดีเลย
เท่าที่สังเกตดูเจ้าของร้านและพนักงานก็ดูใหม่หมดครับ ยังเขินๆ น่ารักดี ^^’

หิวเนื้อย่างงงงงงงงง!!

ทำเลที่ตั้ง-บรรยากาศของร้าน

ร้าน Moshi Moshi อยู่ในซอยเอกมัยครับ อยู่ในส่วนของโครงการ Park Lane ครับ
คือเข้าซอยเอกมัยไปประมาณ 80 เมตร ก็จะเจอปั้ม Esso ทางซ้ายมือ ,, ตัว Park Lane ก็ถัดปั้มเลยครับ, ถ้ามาจาก BTS นั่งจักรยานยนต์รับจ้างมาหรือเดินมาก็ได้ ไม่ลึกมาก ส่วนที่ของ Park lane เองก็มีที่จอดรถให้ด้วย, สังเกตง่ายๆ คือ Park Lane มีวาวีเปิดใหม่อยู่ในโครงการด้วย ตั้งเด่นเป็นสง่ามากๆ มองข้างในก็เห็น Max Value
โดยร้าน Moshi moshi ของเราตั้งอยู่ชั้น 2 นะครับ ขึ้นบันไดทางข้างๆ วาวีสะดวกสุดๆ

หน้าโครงการ Park lane มีวาวีชัดเจนมาก ,, ร้าน Moshi ชั้นสองนะ
หน้าร้าน Moshi Moshi ที่มากินกันวันนี้

ถ้ายังงงๆ ลองตามแผนที่มาดูได้ครับ ไม่ยากๆๆ ,, หรือจะสอบถามรายละเอียดร้านได้ที่ 02-3820098


View Moshi Moshi Yakiniku in a larger map

เข้าร้านมาก็งงๆ นิดนึงครับ ,, แต่เห็นการตกแต่งร้านโดยรวมก็ดูสวยดีครับ ร้านยังมีกลิ่นใหม่เหลืออยู่ แต่โดยรวมดูสะอาดดีครับ คนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ (แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ ก็มีคนมานั่งต่อเรื่อยๆ แฮะ)

บรรยากาศภายในร้าน Moshi Moshi ครับ

กำลังคิดจะสั่งอาหาร

หลังจากลองหยิบเมนูขึ้นมาดูก็เห็นว่ามีแต่บุฟเฟต์ ราคา 450 บาทครับ โดยรวมก็คล้ายๆ ร้านอื่นๆ แต่เท่าที่ดูแปลกๆ ก็มีเบคอนพันเห็ดเข็มทอง, ส่วนเนื้อมีให้เลือกสามแบบ ออ,, มีลิ้นวัวด้วยครับ อิอิ

เมนูรายการอาหารบุฟเฟต์

ส่วนมองไปทางขอบโต๊ะก็เห็นเครื่องปรุงครับ มันสร้างความสับสนแก่ผมยิ่งนัก เนื่องจากขวดน้ำจิ้มและขวดน้ำมะนาวต่างเป็นสีขาว แถมโต๊ะที่ผมไปนั่งดันแปะฉลากผิดอีก เทออกมาเลยกลายเป็นน้ำมะนาวเต็ม แถมเวลาเทก็คุมปริมาณน้ำจิ้มยากอยู่เหมือนกัน

เหล่าบรรดาน้ำจิ้มและเครื่องปรุงทั้งหลาย คริๆๆๆ

ส่วนเครื่องดื่มก็ทั่วๆ ไปครับ ชอบตรงที่มีให้เราเลือกหลากหลายดี ทั้งน้ำเปล่า ชาบาร์เลย์ และน้ำอัดลม

ค่อยๆ จัดมาทีละเมนู!!

นั่งสำนึกเมนูจนได้ที่แล้วก็พยายามจัดมาทุกอย่างครับ เอาตั้งแต่เบสิกๆ ก่อน
เริ่มที่ข้าวกระเทียมครับ ส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยถูกปากผมเท่าไหร่ มันยังไม่เข้าถึงพอ

ข้าวกระเทียมกลางๆ ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่

ผักยำของร้าน Mochi ,, อันนี้ใช้ได้ ให้อารมณ์แบบตำไทยสไตล์เกาหลี กินกับเนื้อโอเคอยู่

ผักยำของ Moshi ครับ ,, ลองสั่งมาดูก็โออยู่

เริ่มมาด้วยเห็ดออรินจิครับ ชิ้นใหญ่ดีเหมือนกัน ราดซ๊อสเป็นวงกลมด้านหน้า

เห็ดออรินจิครับ ชิ้นใหญ่ดีครับ

แล้วก็เป็นกุ้งแม่น้ำครับ ,, อันนี้ผมไม่ได้กินแฮะ ขี้เกียจแกะ ถ้ามีบริการแกะให้จะดีมาก

กุ้งแม่น้ำครับ ดูก็โอเคอยู่ ,, ถ้าแกะให้จะดีมาก อิอิ

ปลาแซลม่อนครับ มาแบบเป็นชิ้นๆ ขนาดกำลังพอดี ราดน้ำจิ้มมาให้ ดูน่ากินดีครับ เท่าที่ลองกินก็สดใช้ได้ครับ แต่อาจต้องปิ้งนานนิดนึง เดี๋ยวตรงกลางจะไม่สุก

ปลาแซลม่อนขนาดพอดีคำครับ

ต่อไปเป็นปลาหมึกครับ พ่อครัวเค้าหั่นมารูปทรงแปลกๆ แต่พอย่างแล้วอร่อยดีนะครับ สดใช้ได้ ,, อยากสั่งอีกจานแต่ทีมงานบนโต๊ะบอกว่าปลาหมึกแคลอรี่เยอะ จะเอาแต่เนื้อวัว (เอ่อ,,, กินแบบนี้แคลอรี่ก็เยอะหมดแหละครับ)

นั่นแน่!!! ดูออกไหมครับว่านี่คือปลาหมึก

ต่อไปเป็นเบคอนพันเห็ดเข็มทองครับ รูปลักษณ์ดูดี แต่เอาไปย่างจริงๆ แล้วไม่ค่อยโดนอย่างที่คิดแฮะ แอบผิดหวังเบาๆ อาจเป็นเพราะเราคาดหวังสูงเกินไปหน่อย

เบคอนพันเห็ดเข็มทองครับ ชิมแล้วไม่ค่อยโดนอย่างที่คิด

จากนั้นก็เป็นไก่ครับ รูปร่างกระจุ๋มกระจิ๋ม ท่าทางดูสวยดี อัดเป็นก้อนซะงดงาม รสชาติก็โอเคครับ

ไก่ราดซ้อสพร้อม ขนาดพอดีคำครับ

ต่อมาก็เป็นหมูครับ เป็นหมูสันคอและเบคอนครับ โดยรวมถือว่ากลางๆ ตามมาตรฐานร้านเนื้อย่าง
ผมว่าก็โอเคนะ สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเนื้อก็มาเลือกกินหมูเอาแทนได้

อันนี้หมูสันคอ รสชาติถือว่าไม่เลวครับ
หมูอะไรซักอย่างนี่แหละครับ ดูน่ากินดี แต่มันเยอะไปหน่อย

ต่อมาก็ถึงตระกูลเนื้อวัวบ้างครับ เริ่มที่เนื้อติดมันครับ ราดซอสหมักมาให้พร้อม น่ากินดีครับ หลังจากเอาไปย่างพอดีๆ รสชาติถือว่าไม่เลวเลยครับ

เนื้อติดมัน เอามาย่างแล้วแหล่มดีครับ

ต่อมาเป็นลิ้นวัวหมักเกลือและพริกไทยมาครับ สำหรับคนชอบลิ้นอย่างผมก็ต้องบอกว่าน่ากินมากๆ อิอิ

ลิ้นวัวหมักเกลือและพริกไทยมาแบบเต็มจาน

ต่อไปเป็นเนื้อสันครับ ส่วนตัวผมว่าเนื้อสันที่นี่โอมากครับ นุ่มกำลังพอดี ไม่เหนียวหรือด้านเกินไป เอามาย่างไฟพอสุกแล้วเอามาสะเด็ดกับน้ำจิ้มนิดนึงถือว่าอร่อยเลย

เนื้อสันของ Moshi Moshi แหล่มไม่เลวเลยครับ

สุดท้ายเป็นเนื้อติดมันครับ เนื้อนุ่มดี มีมันแทรกเป็นระยะๆ มาพร้อมกับซ้อสหมัก รสชาติโอเคครับ

เนื้อลายมันครับ เป็นลายสวยงามกันเลยทีเดียว

เมื่อของต่างๆ มาครบ เราก็มาปิ้งกันเถอะ

รอจนได้เมนูต่างๆ มาครบ ก็เอาสารพัดเมนูลงตะแกรงพร้อมๆ กัน สภาพมันเลยเป็นแบบนี้ครับ จะดูเยินๆ นิดนึง ฮาๆๆๆ,, เสียงฉ่าๆ ของเนื้อย่างฟาดลงบนตะแกรง กุ้งเปลี่ยนเป็นสีแดง และมีกลิ่นหอมของถ่านไม้ โอยยยย หิวมากมาย!!!

จัดหนักของทุกอย่างลงตะแกรงได้ครับ โอ๊สสสสสส!!!

เนื้อที่ย่างกำลังพอดี เอามาสัมผัสกับน้ำจิ้มเบาๆ ก่อนที่จะผ่านริมฝีปากและรับรู้รสชาติผ่านลิ้น!! โอยยยย สุดยอด

เอาเนื้อย่างเราไปจิ้มกับน้ำจิ้มที่เราปรุงรสมาอย่างดี

ซัดกันโหดมาก แต่มันก็ยังไม่หมดครับ เรายังมีของหวานกันอีก
ที่นี่เราเลือกของหวานได้ 2 อย่างคือน้ำแข็งไสถั่วแดง และน้ำแข็งไสสตรอเบอร์รี่ ,, ส่วนตัวถั่วแดงที่นี่แอบเค็มไปนิด ส่วนสตรอเบอร์รี่ถือว่าแหล่มเลยล่ะครับ

น้ำแข็งไสถั่วแดง รสชาติมาตรฐาน ออกเค็มๆ นิดๆ
น้ำแข็งไสสตรอเบอร์รี่ กับสตรอเบอร์รี่สดราดนมข้นหวาน

อิ่มมากมายครับ

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมว่ารสชาติอาหารเค้าก็โอเคแหละครับ คล้ายๆ กับร้านเนื้อย่างที่เปิดทั่วๆ ไปในระดับราคาบุฟเฟ่ต์ราคาเท่านี้ (แต่ถ้าส่วนตัวผมว่า 450 ออกจะแพงไปนิดนึงนะครับ) คุณภาพเนื้อเค้าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ส่วนรสชาติอาหารอย่างอื่นๆ ก็ใช้ได้ครับ แต่เบคอนพันเห็ดแอบทำผมผิดหวังเบาๆ (หรืออาจเพราะเราย่างไม่เป็นเองหว่า)
ส่วนที่ผมว่าอาจต้องจูนกันหน่อยคือเรื่องบริการครับ ซึ่งร้านที่เปิดใหม่มักมีปัญหาด้านนี้เสมอ คล้ายๆ อารมณ์ว่ายังไม่ค่อยเข้าเข้าขากันซักเท่าไหร่ ลองเปิดไปซักช่วงคงจะดีขึ้น ,, อีกเรื่องที่ผมมองเป็นจุดอ่อนของร้านคือร้านหายากครับ เพราะร้านอยู่ชั้นสอง แถมจากถนนมองป้ายไม่ชัดเจนเท่าไหร่ มองหายากจริงๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนนี่ลำบากมาก แถมข้างล่างยังมีร้านชาบูชั้นดีอย่างโดนาเบะดักคออีกดอก เฮือกกก

ลืมบอกว่า ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนกันยายนเค้ามีโปรโมชันด้วย มา 4 จ่าย 3 นะครับ,, หารๆ เฉลี่ยแล้วตกคนสามร้อยกว่าบาท ถือว่าใช้ได้เลยกับราคาแบบนี้กับคุณภาพเนื้อแบบนี้ครับ

Muso by Suan-Kularb

จริงๆ ช่วงนี้ผมจะพยายามผลิต Entry ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์บ้าง
แต่ทำไปทำมา เนื้อหาที่มีใน stock ก็มีแต่ของกินทั้งนั้น
ครั้งนี้ก็เป็นของกินอีกเหมือนกัน แถมเป็นเนื้อ + มีบุฟเฟ่ต์ด้วย (อีกละ)
ร้านที่จะพาไปนี้ชื่อ Muso ครับ

หากร่างกายท่านกำลังต้องการเรียกร้องหาเนื้อย่าง แนะนำร้านนี้ครับ Muso

ที่ตั้งและทำเลของร้านนี้

ร้านนี้อยู่แถวๆ ถ.พระรามหกครับ ให้เราเข้าซอยมาทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นซอยที่ตรงข้ามกับทางลงทางด่วน
คือวิชัยยุทธมันจะมีสองที่ พูดง่ายๆ อย่าไปเข้าซอยที่เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ให้เข้าซอยก่อนหน้า
จำไม่ผิดซอยนี้จะชื่อว่า ถ.เศรษฐศิริครับ เข้ามาอีกประมาณ 300 เมตรก็จะเจอร้านอยู่ทางขวาก่อนออกไปเจอทางรถไฟ
ไปตามแผนที่ข้างล่างได้เลยครับ


View MUSO in a larger map

สนใจโทรมาจองได้ครับที่ 02-6199941 ร้านเปิดทุกวัน 10.30-22.30 น ครับ
หน้าร้านเค้าก็ออกแนวไฮโซครับ ดูดีมีชาติตระกูลเลยทีเดียว

หน้าร้าน Muso ที่จะมาชิมครับ

ลองเข้ามาดูในร้านดูหรูหราโอ่โถงมากๆ ครับ มีชั้นหนึ่งกับระเบียงนิดนึง
แถมที่ร้านเค้าแบ่งโซนชัดเจนว่าจะกินปิ้งย่างหรือชาบู,, วันนี้ผมกินปิ้งย่างโดยได้นั่งที่ระเบียงครับ
เท่าที่สังเกตร้านค่อนข้างใหม่ พนักงานไม่น้อย แถมลูกค้าก็เยอะดีด้วย

บรรยากาศจากระเบียงของร้าน คนเยอะจริงๆ

บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 399 บาทเน็ท แต่เราสามารถสั่งเมนูพิเศษมาเติมได้ แต่ส่วนตัวแค่ในรายหการก็เยอะแล้วครับ

เมนูอาหารของที่ร้าน

เมื่อที่ทางพร้อม น้องเด็กเสิร์ฟก็เอาเมนูอันเท่าบ้านความหนาหนึ่งหน้ามาให้ครับ
หน้านึงเป็นฝั่งชาบู-ปิ้งย่าง อีกฝั่งเป็นซูชิ และอื่นๆ ครับ

เมนูคร้าบบบบบ (เฉพาะฝั่งปิ้งย่าง-ชาบู)

ที่ร้านมีบริการทั้งยากินิขุและชาบูบุฟเฟต์ และมีซูชิอลาคาร์ท สังเกคจากเมนูและโต๊ะข้างๆ ก็ดูน่ากินอยู่
แถมซูชิที่เห็นในลิสท์นี่ก็เยอะมาก ราคาระดับนึง แต่ในจุดนี้ ขอล้มวัวให้คุ้มค่าบุฟก่อนนะครับ

จากนั้นตามมาตรฐานผมก็สั่งเนื้อชุดใหญ่และเครื่องเคราอื่นๆ ไป
แต่จากเมนู ถ้าสังเกตดีๆ จะมีช่วงนึงที่อ่านแล้วจะงงๆ เกี่ยวกับน้ำจิ้มชื่อแปลกๆ มากมาย …
ซึ่งน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะก็ไม่เห็นเหมือนน้ำจิ้มในเมนูเลย

ชุดน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะครับ

และแล้ว อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มตั้งแต่ชาเขียวมาเสิร์ฟแล้วครับ อร่อยดี มีกลิ่นเถ้าแก่น้อยปนๆ อยู่ในระดับนึง
จากนั้นพวกเนื้อ-หมู-ไก่-ปลา-ผัก-อาหารต่างๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ แต่ละอย่างน่ากินมากมาย เอิ้กๆๆ

กุ้งครับ ขนาดตัวไม่โตมาก แต่โดยรวมสดดี
ปลาหมึก ตัวไม่โตมาก แต่ให้มาเต็มตัว
หมูสันคอแผ่นโตมากๆ
เนื้อไก่หมัก ก็โอนะครับ (ผมไม่ค่อยชอบกินไก่)
เห็ดออรินจิชิ้นโต ราดซ้อสมาพร้อม

ส่วนที่ผมชอบคือปลาเค้าเอาใส่ฟอยล์มา ดูเอาใจใส่ดี
เพราะถ้าเอาแซลมอลปิ้งสดๆ เนื้ออาจเละและติดคาตะแกรงได้ รวมทั้งสุกไม่ทั่วถึงได้
การใส่ฟอยล์ก็จะทำให้ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไป แต่ก็จะลำบากนิดๆ ที่มันจะกินที่ และสังเกตยากว่าข้างในสุกหรือเปล่า
และผมแนะนำว่าถ้าปิ้งเสร็จ แนะนำให้เทน้ำที่ออกมาในฟอยล์ระหว่างปิ้งด้วยครับ

ปลาแซลมอนในฟอยล์ครับ พิถีพิถันดี

อีกอันที่น่ากิน และชิมจริงก็อร่อยคือซี่โครงหมูครับ
เป็นส่วนหมูที่ติดกระดูกมาแทะมันดี บางีก็ติดกระดูกอ่อนมาเคี้ยวกร๊วบๆๆๆ ม่วนชื่น

ซี่โครงหมูแหล่มหลาย เด็ดสะระตี่เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นโซนเนื้อครับ ในเมนูบุฟเฟต์มีเนื้อบริการสองแบบ เป็นเนื้อสันและเนื้อติดมันครับ
มีให้เลือกน้อยไปหน่อย แต่คุณภาพเนื้อเค้าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยนะครับ

เนื้อติดมันคุณภาพเยี่ยมมาก
เนื้อสันมันน้อย แต่ไม่ด้าน เนื้อนุ่มกำลังน่ากิน

ชุดข้าวกระเทียมและกิมจิครับ ข้าวกระเทียมแหล่มใช้ได้ กิมจิโอเคเลยครับ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

ข้าวกระเทียมผัดได้หอมมันใช้ได้
กิมจิรสไม่จัดมาก ออกรสหวานๆ หน่อย อร่อยดี

ปริศนาแห่งน้ำจิ้ม !!!

หลังจากที่ผมถามน้องเด็กเสิร์ฟว่าไอ้น้ำจิ้มสี่อย่างคืออะไร แกก็พยายามอธิบายแต่มันก็งงๆๆ
และแล้วปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง เมื่อน้องเค้าเอาเจ้านี่มาเสิร์ฟครับ!!

ซ้อสหมักสี่ฤดู (ตั้งเอง) แห่งร้าน Muso ครับ

จริงๆ มันไม่ใช่น้ำจิ้ม แต่มันเป็นซ้อสหมัก เอามาราดเนื้อสัตว์หรือผักก่อนที่จะเอาไปปิ้งย่าง
ซึ่งซอสหมักแต่ละแบบก็จะเหมาะกันกับอาหารที่ต่างกันไป ได้แก่

  • เกลือ : เหมาะกับเนื่อหมู แกะ รสชาติเค็มมากๆ (เพราะมันเป็นเกลือนี่นา)
  • ซ๊อสมูโซะ : เป็นซ้อสพิเศษจากทางร้าน ออกแนวซีอิ้วญี่ปุ่นที่ไม่เค็มมาก รสชาติกลมกล่อม
  • เนยกระเทียม : เป็นเนยบดรวมกับกระเทียม หอมอร่อยมากๆ ตามเมนูบอกว่าเหมาะกับแซลม่อน แต่ผมว่ามันเหมาะกับแทบทุกอย่างเลย ชอบมากๆ ป้ายๆ ไปมันจะได้อารมณ์อบชีสเลย แหล่มหลายๆ
  • เพสโต้ : ซอสหมักสีเขียว อารมณ์จะเป็นกลิ่นมิ้นท์ๆ นิดๆ เย็นสดชื่นฟุ้งๆ คล้ายๆ ใบกระเพาแต่มันจะละมุนกว่า เอาใส่กับพวกเนื้อสัตว์ก็ดีครับ น่าจะทำมาจากพืชตระกูลมิ้นท์หลายๆ อย่างมารวมกันอย่างลงตัวครับ
ชอบซ๊อสหมักอันนี้สุดแล้ว เนยกระเทียม
อันนี้ราดซ๊อสหมักมูโซ่ลงไปเพิ่ม ดูแล้วคล้ายๆ เดิมแฮะ

เมื่อหมักอะไรๆ พร้อมแล้วก็เริ่มมาปิ้งย่างกันดีกว่า

บรรยากาศการปิ้งย่าง โฮกมากๆ

บรรยากาศการปิ้งย่างก็สนุกดีครับ แรกๆ ก็ไฟแรงดี แรงจนเนื้อไหม้ไปหน่อย
ฟอยล์ที่ห่อนปลาแม้จะเกะกะไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เนื้อปลาข้างในแหล่มมากๆ

เริ่มการปิ้งย่างกันแล้วครับ!!
เนื้อหมักเพสโต้เอามาย่างไฟ แหล่มมากๆ ครับ

แต่ที่ผมว่าแหล่มมากๆ อีกอัน แบบไม่เคยกินมาก่อนคือสับปะรดย่างนี่แหละครับ
รสชาติมันอร่อยขึ้น แถมช่วยคั่นเวลากินเนื้อเลี่ยนๆ ได้ดีเลยทีเดียว
แต่อยากบ่นนิดๆ ว่าวันนั้นไม่มีพนักงานขึ้นมาเปลี่ยนตะแกรงเลย ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตะแกรงเดียว
สงสัยสั่งอาหารเยอะไป จนพนักงานลืม ฮาๆๆๆ

สับปะรดย่าง!! แหล่มแบบไม่น่าเชื่อ

สรุปกินไปหลายจานอยู่ (หลายๆๆๆ) เอิ้กๆๆ อิ่มมากมาย XD

ที่่มากินวันนี้ครับ

เริ่มที่ละจุดเลยละกันนะครับ
การเดินทางผมว่าถ้าคนไม่มีรถจะลำบากนิดนึง เพราะไม่มีรถ BTS หรือ MRT ผ่าน แถมรถเมล์ที่ผ่านแถวนี้ก็น้อย ป้ายจอดก็อยู่ห่าง แต่ถ้าใครเอารถมาผมว่าก็โอเคนะ ที่ร้านเค้ามีที่จอดด้านหน้าได้ประมาณซัก 20 คัน และยังจอดข้างๆ ถนนได้ด้วย

ป้ายหน้าร้าน Muso ชัดเจนมาก

ส่วนสภาพร้านและการบริการโดยรวมที่ผมเจอเองก็โอเคนะครับ ร้านดูใหญ่โตไฮโซโอ่โถงและก็สะอาดดี เครื่องดูดควันก็เยี่ยมครับ พนักงานเยอะดี น้องเค้าก็ให้บริการดีแต่ลืมเปลี่ยนตะแกรง ซึ่งการเปลี่ยนตะแกรงและปรับถ่านให้ร้อนตลอดเป็นอะไรที่สำคัญมาก ร้านที่เริ่ดๆ ไม่จำเป็นต้องสั่งเค้าก็จะมาเปลี่ยนให้อยู่แล้ว อาจทุก 20 นาทีด้วยซ้ำไป

ส่วนเรื่องอาหารผมว่าโอเคนะ ความสดสะอาดโดยรวมถือว่าดี คุณภาพเนื้อวัวผมว่าโอเคเลยนะ อร่อยดี เสียดายที่มีให้เลือกน้อยไปหน่อย (อยากได้หลายแบบกว่านี้ต้องเสียตังเพิ่ม) ปลาห่อฟอลย์ก็แสดงความพิถีพิถันดี เนื้อสัตว์อย่างอื่นก็โอเคครับ ผักสดใช้ได้
แต่ที่ผมว่าแปลกๆ แต่เก๋คือซอสหมักสี่ฤดู (ผมตั้งชื่อเอง) ครับ แรกมีในเมนูผมงงมากๆว่ามันคืออะไรบวกกับความหน้าด้านและอยากรู้ ผมก็เลยให้เค้ายกมาหมดเลย หมักเองป้ายเอง แต่จริงๆ คือเราต้องสั่งให้ร้านเค้าป้ายมาให้น่ะครับ เช่น เอาหมู+เกลือ หรือ แซลมอน+เนยกระเทียม เนื้อติดมัน+เพสโต้ แบบนี้ แต่ผมว่าไอ้ซอสหมักนี่แหละเจ๋งดี เหมือนมันเพิ่มมิติในการกิน โดยเฉพาะเนยกระเทียมและเพสโต้ ซึ่งผมชอบเนยกระเทียมมากๆ ใส่มันหมดทุกแบบ ฮาๆๆๆๆ มันส์

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคเยี่ยมครับ เสียดายที่ไม่มีของหวานร่วมในเมนู แต่ก็ถือว่าเป็นร้านที่น่ามาอีกร้านนึงครับ
สุดท้ายต้องขอบคุณ @narudom และ @plajazz มากครับสำหรับทริปครั้งนี้

เมกูมิ Megumi

หลังจากที่ช่วงนี้ตรากตรำงานมาก ร่างกายต้องการเนื้อวัวอย่างแรง
ทีแรกกะว่าจะไปกินโพน (ยางคำ) ซักหน่อย อารมณ์ต้องการซัดโฮก
แต่ระหว่างที่เดินทางในซอยนวลจันทร์ เราก็พบร้านเนื้อย่างเปิดใหม่ครับชื่อ เมกูมิ

ร้านเปิดใหม่ครับ เมกูมิ

น่าสนใจครับ เลี้ยวเข้าไปชิมหน่อย

เนื่องด้วยเป็นร้านเปิดใหม่ และผมก็เข้าไปกินตั้งแต่วันที่เป็น Grand opening ของทางร้าน (2 ก.ค. 53)
โดยร้านหาไม่ยากครับ ถ้ามาจากรามอินทราเข้าซอยนวลจันทร์ก็จะถึงก่อนโพนซัก 100 เมตร
ตรงข้ามปากซอยนวลจันทร์ 52 ครับ
โทรติดต่อ 023634078, 0869440320 ครับ


View Megumi in a larger map

ก็ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าร้านเค้าใหม่ถอดด้ามทุกจุดครับ
เอาเป็นว่าลองกันซักยกละกันครับ
โดยเมนูทางร้านจะเป็น A la carte ครับ ไม่ได้เป็นบุฟเฟ่ต์แต่อย่างไร

เมนูเนื้อ A la Carte แนะนำจากทางร้าน

โฆษณากันว่าเป็นสุดยอดเนื้อย่างญี่ปุ่น พร้อมตะแกรงปิ้งเนื้อแบบใหม่ โอวว น่าสนๆๆ
แต่เนื่องด้วยงบน้อยไปนิด เลยจัดสรรชุด A มา 1 ที่ครับ
สั่งเนื้อไปแล้ว… นานๆ จะได้กิน A la Carte ซักที คริๆๆๆๆ

ระหว่างรอเนื้อ

ก็หันไปดูสภาพแวดล้อมของร้านครับ…
ส่วนใหญ่พนักงานยังงงๆๆ, เจ้าของร้านหลายคนเดินขวักไขว่, การเสิร์ฟที่ยังไม่สมู๊ธเท่าที่ควร, กลิ่นไอร้านใหม่, อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยและโต๊ะดูเหมือนยังไม่เคยผ่านการใช้งาน, คนที่มากินก็ยังดูงงๆ ตาม ฯลฯ ฮาๆ นะครับ

บรรยากาศร้านเปิดใหม่ ^^

หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นความไม่เรียบร้อย แต่ผมว่ามันใสซื่อดีครับ เค้าไม่รู้เลยทำแบบนี้ 55+

ระหว่างรอก็เตรียมน้ำจิ้มกันไป

เตรียมน้ำจิ้มรอได้

จากนั้นก็มีเตาไฟมาครับ
ที่แปลกคือหม้อ/ตะแกรงปิ้งย่างที่นี่แหละครับ

หม้อทรงแปลกๆ มีน้ำล้อมรอบ
เทน้ำซุปราดลงบนช่องข้างตะแกรง

คือตะแกรงที่นี่จะมีน้ำซุปอยู่ล้อมด้วย เออ ไอเดียเหมือนจะดูดีนะครับ
แต่ส่วนตัวผมว่าเป็นข้อเสียนะครับ เนื่องจาก ตะแกรงก็เล็กไป แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็แคบและลึกด้วย
หากจะตัดซุปซดจริงๆ เกรงว่ามือผมจะไปติดตะแกรงแทนเนื้อวัว
ส่วนตัวผมว่าตะแกรงไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควร

มารอดูอาหารที่เสิร์ฟครับ

หลังจากที่เอาหน้าอังเตารออาหารซักพัก ก็เริ่มมีเห็ด (ไม่รวมในชุด) มาเสิร์ฟ
สีขาวเป็นเห็ดออรินจิทรงประหลาด และสีดำคือเห็ดหอม

เห็ดเออรินจิ (ร้านเค้าบอกมา)
เห็ดหอมครับ

ส่วนเนื้อชุด A ที่เป็นตัวเอกก็มาในเวลาไล่เลี่ยกันครับ
โอวววว เนื้อสวยงามน่ากินมาก มองดูคร่าวๆ นี่มีหลายส่วนปนๆ กัน
ทั้งสันใน สันนอก ติดมัน ลิ้นวัว ติดกระดูก ซี่โครง

ชุดเนื้อ A มาแล้ว!!! น่ากินมากมาย
เนื้อนานาชนิด น่ากินมากๆ

ส่วนตัวเนื้อคุณภาพใช้ได้ครับ หั่นเนื้อมาหนาพอประมาณ น่ากินดีครับ
มีน้ำซอสราดมาให้พร้อม น่ากินใช้ได้ครับ เห็นแล้วหิว

อ่า!!! เนื้อหนาๆ น่าหม่ำมากๆ
เนื้อหั่นได้หนาน่ากินดีครับ

พร้อมแล้วก็เริ่มกันเลยยยยยยยยยย

บรรยากาศการปิ้งจริง

หลังจากที่พล่ามเนื้อมามาก ลองเอามาปิ้งจริง ก็เป็นแบบที่คิดครับ
คือตะแกรงมันเล็ก วางเนื้อได้น้อยชิ้นไป แต่พอวางเห็ดเออรินจิ เกห็ดกลับร่วงไปตามตะแกรง
แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็ไม่ได้ใช้จริงเท่าที่ควร เพราะมันแคบและตักยากมาก ยิ่งนานเหล็กร้อนยิ่งตักยากกว่าเดิม

ค่อยๆ คีบเนื้อมาลงเตากันเถอะ
ย่างสดๆ กันบนตะแกรงจริงๆ 555+

อร่อยครับ แต่ไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ จังหวะกระหายแบบนี้ คงต้องการบุฟเฟ่ต์โพนยางคำละครับ

ที่ไปกินมาครับ

ส่วนตัวผมว่าเป็นร้านที่เปิดใหม่ที่ยังกลางๆ ครับ ส่วนนึงเพราะทำเลที่อยู่ไกลเหมือนกัน (แต่แถวนั้นหมู่บ้านเยอะ)
แถมไปเปิดติดกับโพนยางคำ ที่ถือเป็นร้านที่แรงและเป็นเอกลักษณ์มาก
แถมยิ่งโพนยางคำช่วงนี้เปิดบุฟเฟ่ต์อีก (ไว้จะนำเสนอในภายหลัง) ทำให้เนื้อแบบจาน อลาคาร์ท อาจตกไป
แถมวันแรกที่ไปหลายๆ อย่างยังใหม่ และตะกุกตะกักอยู่ โดยเฉพาะบริการที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่
แถมตะแกรงก็ไม่ประทับใจผมเท่าที่ควร ปิ้งเห็ดเห็ดก็ตกร่อง แอบเซ็ง
หลายๆ แถมมันยังทำให้ร้านยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

ส่วนข้อดีของผมคือ เนื้อเค้าโอเคนะ คุณภาพไม่เลว หั่นหนาใช้ได้ ปิ้งดีๆ แล้วอร่อยเยี่ยม

เนื้อวัวโอเคนะครับ แต่เทียบราคาแล้วลำบากนิดนึง

แต่วันที่ผมไปวันแรก ผมลืม iPhone ไว้ แต่เจ้าของร้านเค้าเก็บมาให้ และวิ่งตามเอามาให้ถึงรถ ประทับใจมากครับ
คิดว่าถ้าผมไปวันที่เจ้าของร้านไม่อยู่ ก็คงหายสาบสูญไปแล้วครับ
อย่างน้อยแม้ในวันเปิดร้านแรกอาจไม่ได้ประทับใจผมมากมาย
แต่ยังหวังลึกๆ ว่าร้านจะสามารถดำรงอยู่ในตลาดเนื้อย่างและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในเร็ววัน

เอาเป็นว่าลองไปชิมกันได้ครับ

Sumisumi yakiniku

หิวเนื้อย่างอีกแล้ว!!!
แม้ช่วงนี้กินเนื้อย่างบ่อยๆ จนห่างหาย tonkatsu ไปบ้าง แต่ก็ชอบและอยากกินอยู่เรื่อยๆ
คงเพราะกลิ่นและเสน่ห์จากการย่างกระมัง ที่ทำให้ผมหลงไหลมากมาย

สันนอกและเนื้อลายมัน คริๆๆๆ

วันนี้จะแอบพาไปอีกร้านครับ อยู่ไกลจากที่ผมพักเหมือนกัน
ร้านนี้มีชื่อว่า sumisumi ครับ

ร้านนี้เดินทางอย่างไร

ร้านนี้อยู่ที่อาคารเทอร์มินอล ซอยสุขุมวิท 24 ใกล้ๆ กับห้างเอ็มโพเรียมครับ
ถ้ามาสะดวกๆ ก็ BTS แล้วลงสถานีพร้อมพงษ์ครับ
เดินเข้าซอยมานิดนึงก็เห็นแล้วครับ อาคารสีขาวๆ ทางขวามือ


View Sumisumi in a larger map

หน้าอาคารเทอร์มินัล

โดยพอเข้าตึกแล้วขึ้นบันไดไปชั้นนึง ร้านจะอยู่ชั้น 1F ครับ
ร้านเปิดทุกวัน โดยเสาร์-อาทิตย์ 11.00-23.00 น และจันทร์-ศุกร์แบ่งสองช่วง 11:30 – 14:30 และ 17:30 – 23:00 น.
ติดต่อที่ร้านได้ทั้งทางโทรศัพท์ที่ 026634636 และที่ร้านยังมี Facebook และ Web ที่ www.sumiyakiniku.com

เอาเป็นว่าขึ้นมาแล้วเห็นร้านทันที
ร้านไม่ใหญ่มากครับ และก็ไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ พอนั่งได้ 20-30 คนทั้งร้าน

หน้าร้านครับ

บรรยากาศร้านโดยทั่วไปคนไม่เยอะมากครับ วันที่ผมไปนั่งกัน 2 โต๊ะเอง
ส่วนตัวผมว่าอึดอัดไปนิดๆ อาจเพราะเพดานเตี้ยไปหน่อย แต่โดยรวมก็โอเคครับ
อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็โอเคครับ

โต๊ะในร้าน

เริ่มสั่งอาหารเลยดีกว่า

มันต้องกินบุฟเฟต์กันอยู่แล้ว

เมนูที่ร้านมีให้เลือกหลายแบบนะครับ ทั้งแบบสั่งเป็นจาน และสั่งเป็นบุฟเฟต์
แถมบุฟเฟต์ยังแบ่งระดับความหรูอีกสองขั้น คือแบบหรูปานกลาง 399 และหรูมากขึ้น 699
โดย 699 จะเพิ่มเนื้อ wagyu, หอยเชลล์, เนื้อ NZ, เนื้อ AUS, และเนื้อซี่โครงเพิ่มขึ้นมา

เมนูสองแบบครับ

แต่วันนี้ตามอัตภาพขอที่ 399 ก่อนละกันครับ

เริ่มสั่งอาหารกันเถอะ

เริ่มมาก็ต้องจัดหนักกันหน่อยครับ แล้วยิ่งวันนี้มีสมาชิกมาร่วมแจมหลายท่าน นานๆ ทีจะได้กินกันเยอะๆ

จริงๆ ผมก็สั่งทุกอย่างแหละนะ แต่จะถ่ายทันบ้างหรือไม่ทันบ้างก็ตามความเร็วในการชักกล้องออกมาถ่าย
ระหว่างรอเนื้อก็ขอเก็บรายละเอียดน้ำจิ้มก่อนครับ
เท่าที่เห็น เบสิกน้ำจิ้มที่นี่มี 2 อันคือซ๊อสโชยุจิ้มเนื้อ กับน้ำจิ้มซีฟู๊ด (แต่กินไปกินมาเหมือนเห็นน้ำจิ้มแปลกๆ งอกเพิ่ม)
ส่วนพริก-กระเทียมก็เต็มที่

น้ำจิ้มสองแบบ กระเทียมเยอะๆ

แล้วผักๆ เห็ดๆ ข้าวๆ สลัดๆ ก็ตามมา

ผักกาดหอม แก้เลี่ยน
เห็ดเออรินจิราดซ๊อส มาแบบไม่อั้น
สลัดญี่ปุ่น อร่อยดี ใส่วาซาบินิดๆ

จากนั้นก็เป็นเนื้อครับ
ร้านนี้คุณภาพเนื้อปานกลาง-ดี ในระดับร้านบุฟเฟต์ 399 บาทเหมือนๆ กัน
ก็ไล่มาเลยครับ ตั้งแต่เนื้อสันนอก สันใน และเนื้อลายมัน ราดด้วยซ๊อสหมัก
โดยรวมถือว่ายอดเยี่ยมครับ

เนื้อสันในเรียงมาสวยเลย
เนื้อลายมัน ฮึ่มๆๆ น่ากินๆๆ
เนื้อลายและเนื้อสันนอก ราดซ๊อสหมัก

ที่ชอบของเนื้อร้านนี้คือ เค้าใส่จานมาใหญ่ใหญ่สะใจดีมากครับ ใครชอบสั่งมาทีละเยอะๆ ก็ระวังด้วย
แถมจานก็ลักษณะเป็นเอกลักษณ์ดี แต่แอบมีข้อเสียนิดๆ ที่มันไม่มีขอบจาน หากมีน้ำมันจะไหลหกลงโต๊ะได้

ไม่กินเนื้อก็มาได้ครับ

ที่ร้านยังมีเมนูอื่นๆ อีกครับ สำหรับคนไม่กินเนื้อวัว
มีหมูหลายแบบ ไก่ กุ้งแม่น้ำ ปลาหมึก และเนื้อปลาครับ ดูคล้ายๆ ร้านอื่นๆ

หมูสามชั้น ปิ้งเกรียมๆ อร่อยมาก
แซลมอนชิ้นโต อร่อยมากครับ
ปลาหมึกหมักซ๊อส อร่อยไม่แพ้กัน

ทีเด็ดของร้าน

นอกจากเมนูเบสิกที่ทุกร้านควรมี ร้านนียังมีเมนูเก๋ๆ อีกอย่างที่ผมชอบมากๆ ครับ
คือเนื้อหมูติดกระดูกหมักซ๊อส อร่อยมากๆ

อันนี้แหละ เมนูเด็ด

เป็นกระดูกหมูหมักซ๊อสแดง ออกแนวหวานๆ กลมกล่อม เอามาย่างแล้วสุดยอดมาก
แต่แอบปิ้งยากไปนิด ถ้าชิ้นใหญ่ๆ เพราะข้างในจะไม่ค่อยสุกแต่ข้างนอกไหม้ แนะนำให้ปิ้งตรงที่ไฟไม่แรงมาก
พอปิ้งเสร็จ ก็จะได้แบบนี้ คริๆๆ

เนื้อติดกระดูกหลังย่างเสร็จ

อีกอันที่ผมว่าแปลกๆ และเก๋ดีสำหรับที่ร้านคือปลากะพงในห่อฟอยล์ครับ
เอาทั้งฟอยล์ไปปิ้งไฟเลยครับ จะแอบกินที่ในตะแกรงนิดๆ ปิ้งเอาพอสุกครับ เปิดห่อมาน่ากินดีครับ
ส่วนตัวผมชอบนะ เอามาจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด แต่เพื่อนๆ บางคนบอกว่าคาวไปหน่อย

เนื้อปลาในฟอยล์ อร่อยดีครับ

บรรยากาศการกิน

ก็หลังจากได้เนื้อ ได้ผัก ได้เห็ดมา ก็เอาลงตะแกรงละครับ

เอาลงตะแกรงแว้วววววว!!

บรรยากาศการกินสนุกสนานดี
ต้องขอบคุณคุณ @raoeang และผองเพื่อนที่ทำให้ Trip นี้สนุกมากมาย

บรรยากาศการไล่ล่าเนื้อ เรียกว่า จัดหนักกันทุกคน

เท่าที่หยิบทัน เอามากินกับข้าวกระเทียมครับ
ส่วนตัวข้าวกระเทียมที่นี่ยังไม่ค่อยโดนผมมากเท่าไหร่ครับ ส่วนข้าวญี่ปุ่นเพื่อนๆ บอกอร่อยดี

กินกับข้าวครับ

ที่มากินครั้งนี้ครับ

สำหรับบุฟเฟต์ 399 ที่ร้านผมว่าอยู่ในระดับโอเคนะครับ
เนื้อวัวที่ร้านก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ แถมราดซอสหมักมาให้ด้วย อร่อยดี
รสชาติอาหารโดยรวมถือว่าใช้ได้ แต่ที่ผมว่าไม่โดนเลยคือข้าวกระเทียมครับ

แต่ที่ผมว่าแปลกและเด็ดคือซี่โครงหมูหมักซ๊อสย่าง อันนี้ผมว่าอร่อยจริงจัง
แต่อย่างที่บอก บางชิ้นหนาไปอาจปิ้งได้ไม่ทั่วถึง
ส่วนเรื่องเตาผมว่าโอเคนะ ไฟแรงดี พนักงานเอาใจใส่ใช้ได้ มีหลงลืมเมนูบ้างนิดๆ หน่อยๆ

มากินเนื้อย่างกันเถอะ!!!

ส่วนตัวผมอยากลอง 699 นะครับ อยากรู้ว่า NZ หรือ AUS ที่อร่อยกว่ากัน
แต่เกินงบไปเยอะครับ ^^’

AKA อากะ — tonkatsu + yakiniku

หลังๆ ผมชักติดใจการกินเนื้อย่างจนหลายๆ คนแนะนำว่าให้เลิกเปลี่ยนชื่อเป็น Yakiniku ดีกว่า
แต่วันนี้ ผมจะพาไปกินทั้ง tonkatsu และ yakiniku ครับ

ไปเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะทีไร ก็เห็นร้านเนื้อย่างสองร้านตั้งประจันกัน
ร้านแรกก็คือโนบุที่เคยรีวิวไปแล้ว
ส่วนวันนี้ก็เป็นอีกร้านนึงครับ คือร้าน AKA ครับ

ร้าน AKA ครับ

ร้านนี้มีดีอะไร

ร้านนี้มีขายทั้งอาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง แต่จะเน้นอาหารปิ้งย่างและทอด
แถมร้านนี้จะหากินง่ายกว่าร้านอื่นๆ หน่อย เพราะเปิดตามห้างใหญ่ๆ + มีหลายสาขาด้วย
ทั้ง Central World (ปิดร้านไปก่อน), Central พระราม 2, Central เเจ้งวัฒนะ และ Future รังสิต
(เท่าที่เคยเห็นนะ)

หน้าร้านครับ เปิดไฟสีแดงน่าสนใจดีมาก

งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่า

ลุยกับ tonkatsu กันก่อนดีกว่า

พอถึงร้าน อย่างแรกที่สั่งคือชาเขียวครับ ชื่นใจดี แต่ไม่เข้มข้นมากเท่าไหร่

ชาเขียวของทีร้าน

จากนั้นเมนูที่สั่งคือชุด tonkatsu ชุดนึงราคา 130 บาท ซึ่งผมว่าไม่แพงนะ
ซึ่งบรรยากาศก็แอบแปลกๆ เพราะคนอื่นเค้ากินเนื้อย่างกัน แต่ผมกลับสั่งอาหารชุด
แม้ว่าร้านนี้หลักๆ จะขายปิ้งย่างเป็นหลัก แต่พอชุด tonkatsu มาเสิร์ฟก็น่ากินไม่เบา

ชุด tonkatsu ที่รอคอย

ที่เห็นๆ ในชุดมีหมู ข้าว น้ำจิ้ม กิมจิ ซุปมิโสะ และสลัดสองแบบ
เริ่มที่น้ำจิ้มครับ รสชาติไม่เลว แต่ออกแนวหวานๆ หน่อย

น้ำจิ้มครับ

ข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ตอนมานี่ควันกรุ่นๆ แต่ถ่ายไปถ่ายมาควันหายหมด

ข้าวญี่ปุ่น

ซุปมิโสะ ผมว่าออกแนวหวานๆ นิดนึง แต่ก็ลื่นคอดี รสชาติใช้ได้

ซุปมิโสะ

ต่อมาเป็นแนวสลัดๆ ที่มาคู่กับชุดหมูทอดบ้าง
สลัดจานแรกเป็นผักกาดแก้ว แล้วราดด้วยน้ำสลัดใสแบบญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีมาก
รสชาติของน้ำสลัดลดกลิ่นเหม็นเขียวได้ดี ส่วนผักก็กรอบและสดมาก แต่ก้นถ้วยจะเค็มไปหน่อย

สลัดราดน้ำสลัดญี่ปุ่น

สลัดอีกอย่างมาบนจานหมูทอด ราดด้วยน้ำสลัดแบบข้น
จานนี้ผลักหลายแบบมากๆ ไม่รู้ชื่อแต่ชอบที่มีผักหลายอย่างมากๆ

สลัดอีกชุดที่วางบนจาน

ที่ผมชอบเลยคือ “ผักเยอะมาก”
ใครไม่ชอบผักอาจทรมาน แต่สำหรับผม มันทำให้กิน tonkatsu ได้โดยไม่ต้องกินข้าวมาก และไม่เลี่ยน

หมดออบชั่นต่างๆ ก็ถึงคิวหมูทอดมั่ง

หมูทอดในชุดดูน่ากินมากครับ แต่สีเหลืองทองระยิบระยับน่ากินมาแต่ไกล
แต่กลิ่นหอมไม่มาก เพราะกลิ่นเนื้อย่างเต็มร้านกลบไปหมด

มาถึงคราวหมูทอดแล้ว

ลองหยิบมาดูซักชิ้นดูหมูแล้วแอบเหนื่อยนิดนึง น่ากินมากๆ

อูยยยยย หมูน่ากินจังเงอะ

งั้นก็เอาลงน้ำจิ้มละกัน

ซัดหมูกับน้ำจิ้ม

คือผมว่า มันแจ่มใช้ได้เลยนะ ร้อนๆ นี่อร่อยไม่เลวเลย
หมูคุณภาพปานกลาง นุ่มระดับนึง ไม่แข็งหรือด้านมาก ดูดีๆ มีส่วนที่เป็นมันแทรกอยู่บ้าง

หมูทอดอีกมุม

ส่วนแป้งผมว่าก็โอเคนะ ไม่ได้หนามาก หรือมีเกล็ดขนมปังลอยฟูฟ่องเหมือนเจ้าอื่นๆ
แต่ก็ไม่น้อยเกินจนอรรถรถของการกินหมูทอดเสียไป
สรุปคือกำลังดีครับ กำลังอร่อยใช้ได้เลย (ถ้าเกล็ดขนมปังเยอะกว่านี้ก็จะดีมากเลย)

ทอดแป้งได้กรอบอร่อยดีครับ
อืมมม หมูทอดเหลืองเกรียมดี

ส่วนการทอดผมว่าแอบเกินไปนิดนึง+มีน้ำมันเยอะไปนิด
แต่สลัดผักหลากหลายรูปแบบก็สามารถเอามาตัดเลี่ยนได้

tonkatsu กับน้ำจิ้มเข้ากันได้ดีครับ

สุดท้ายเป็นอีกร้านนึงที่ผมว่าโอเคกับราคานะครับ เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารที่มา
ราคาสุทธิที่จ่ายไป 130+ค่าชาเขียว+service+vat = 170 กว่าบาท

มาต่อด้วยเนื้อย่างกันเถอะ

จริงๆ แค่ tonkatsu ก็อิ่มมากแล้ว แต่ที่ร้านก็ยังมีเนื้อย่างอันเป็นที่เชิดชูของร้านครับ
ผมก็เลยขอจัดอีกสักชุดนึงครับ

เริ่มที่การเตรียมน้ำจิ้มและเครื่องปรุงที่วางอยู่ครับ
รวมทั้งชุดผักต่างๆ

รอราดซ๊อสสำหรับจิ้มเนื้อ
ชุดผักที่เอามาย่าง

จากนั้นก็เป็นพวกเนื้อต่างๆ ครับ
โดยรวมผมว่ากลางๆ (จากที่เคยกินเทียบมากับหลายร้านนะ)
ยิ่งถ้าเทียบกับโนบุแล้ว ผมว่าโนบุอร่อยกว่าหลายขุมนะ

เนื้อลายมัน น่ากินๆๆๆ
เบคอนปิ้งเกรียมๆ
จริงๆ เนื้อเค้าก็ไม่เลวนะ

ถ้าเนื้อเลี่ยนมาก ผมก็ขอแนะนำมันฝรั่งบด
อร่อยดีครับ

มันฝรั่งบด

แต่สองสิ่งที่ผมชอบมากๆ ที่ร้านนี้คือ เห็ดออรินจิ และเนื้อสันนอกออสเตรเลีย
อร่อยเทพจริงครับ สันนอกออสเตรเลีย

เนื้อสันนอกออสเตรเลีย อร่อยสุดๆ ห้ามพลาดเลยทีเดียว
เห็ดออรินจิครับ
เนื้อ AUS สันนอกชิ้นโตมากกกก

โดยเฉพาะจังหวะปิ้งๆ เนื้อสันนอกออสเตรเลียถ้าปิ้งกำลังดีนั้น มันจะเหนียวนุ่มติดมัน
อร่อยโฮกกกกก อร่อยยได้อีก

เยี่ยมมม!!! ฟาดเนื้อย่างลงตะแกรง สันนอกออสเตรเลียเทพ

กินจนอิ่ม
ทั้ง tonkatsu ทั้งเนื้อย่าง ไปนอนดีกว่า ครอกๆๆๆๆ

สรุปที่มากินครั้งนี้

ส่วนตัวผมว่าร้านเค้าโอเคนะ สำหรับคนที่อยากกินอาหารญี่ปุ่นแบบสุกๆ ทอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ หน่อย
อาหารชุดราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่รสชาติและปริมาณนี่ต้องบอกว่าโอเคเลย
โดยเฉพาะชุด tonkatsu ที่ไปกิน ถ้าให้เทียบราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ส่วนเนื้อย่างที่ถือว่าเป็นจุดขายของร้าน ผมว่าปานกลางอะ
ข้อดีของที่นี่คงเป็นเรื่องการเดินทางที่ไม่ลำบากมาก และการที่ร้านตั้งในห้าง

ปิ้งย่างที่ร้าน

แต่นอกจากเนื้อสันนอกออสเตรเลียแล้ว ส่วนตัวผมว่าเนื้อยังสู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้เท่าไหร่
พูดตรงๆ ว่าโนบุยังอร่อยกว่าหลายอย่างครับ (ในระดับบุฟเฟ่ต์) ส่วนหนึ่งคงเพราะการหมักเนื้อด้วย
รวมทั้งพวกถาดใส่เนื้อผมว่ามันขาดจุดเด่นไปนะ มันเป็นแค่ถาดใส่สุกี้เอง
ทำให้ราคาเนื้อ (จากการมอง) หายไปหลายบาทอยู่

คออาหารญี่ปุ่นทดลองไปชิมที่ร้านกันได้ครับ

Minoru มิโนรุ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกระหายอยากเนื้อมากๆ
พยายามหาร้านอร่อยๆ ทาน แต่ส่วนมาก ร้านที่ไปจะไม่ได้เน้นเนื้อเป็นหลัก มีให้เลือกก็ 2-3 แบบ
แถมแต่ละร้านก็อยู่ในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่วันนี้จะลองพาไปอีกร้านนึงครับ เน้นเนื้อเป็นหลัก ในรสชาติที่สุดยอดครับ

ฉัน อยาก กิน เนื้อ ย่าง ครัฟ !!!

ร้านนี้คือ…

ร้านนี้ชื่อว่ามิโนรุ (Minoru Japanese barbeque) ครับ อยู่ตรงอเวนิวแจ้งวัฒนะ ติดกับบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ
ร้านนี้เปิดมาประมาณ 2 ปีกว่าๆ แล้ว
ให้บริการอาหารย่างๆ เป็นหลัก มีทั้งบุฟเฟ่ต์ และเป็นจานๆ แยกมาเอง

ร้าน Minoru ที่อเวนิว แจ้งวัฒนะ

ถ้ามีรถยนต์ ก็สามารถจอดลงหน้าร้านได้เลย หรือจะจอดในส่วนของอเวนิวแล้วเดินมาก็ได้
มีแผนที่ให้ด้วย เผื่อหลงทางครับ
หรือสนใจ จะลองโทรไปสอบถามก่อนก็ได้นะครับ ที่เบอร์ 02-5738680


View Minoru in a larger map

เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะพูดเฉพาะเมนูที่เป็นบุฟเฟต์ละกัน

แรกเข้าร้านนี้

เดินเข้ามาตอนแรก ร้านเค้าตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นอย่างดีครับ
แต่คนค่อนข้างน้อยครับ แม้ว่าวันที่ผมไปจะเป็นเย็นวันศุกร์ก็ตาม
ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะมาจากการมาของเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะด้วย
(จริงๆ อเวนิวมันเงียบกว่าที่ผมเคยรู้จักน่ะครับ)

ป้ายในร้านมิโนรุ

ส่วนพี่พนักงานต้อนรับ แม้ว่าพี่เค้าจะดูเคร่งขรึมนึดๆ เมื่อแรกเจอ
แต่จริงๆ พี่แกบริการดีมากครับ เดินมาคอยดูแลเอาใจใส่ตลอด
เริ่มตั้งแต่การเติมชาเขียวครับ — ต้องบอกก่อนว่าชาเขียวอยู่นอกราคาบุฟนะครับ
รสชาติชาเขียวใช้ได้ครับ รสชาติเถ้าแก่น้อยแต่ก็โล่งคอดี

ชาเขียวชื่นใจดีครับ

จากนั้นก็เอาน้ำจิ้มมาให้ครับ มีสองแบบให้เลือกลองจิ้มให้

เริ่มจากซองตะเกียบ และน้ำจิ้มสองแบบ

นอกจากนั้นพี่แกยังเดินมาคอยเติมไฟ เปลี่ยนตะแกรง เก็บจานตลอด
สุดยอดครับ!!!

ที่ร้านจะมีเมนูแบ่งเป็น 2 ช่วงตามเวลาเปิดนะครับ

  • มื้อกลางวัน (วันจันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00 และเสาร์-อาทิตย์ 11.00-16.00) ราคาจะถูกกว่าครับ แต่เมนูที่เลือกได้ก็มีน้อยกว่าเช่นกัน ก็มีเนื้อ(ริบอาย/สันนอก/สะโพก), หมู, ไก่, ซีฟู้ด, และออปชั่นอื่นๆ
  • มื้อเย็น (วันจันทร์-ศุกร์ 17.30-22.00 และเสาร์-อาทิตย์ 16.00-22.00 ) ราคาเพิ่มอีกนิดนึง แต่มีเมนูที่เพิ่มมาจะมีลิ้นวัว, หมูติดมันและสันคอ, ปลากะพง รวมทั้งมีพวกผักปิ้งเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนตัวผมแนะนำให้เป็นเมนูเย็นนะ เพราะถ้าลองลิ้มรสปลากะพงและลิ้นวัวแล้วมันสุดยอดมากๆ

ออ ลืมบอกว่าบุฟเฟ่ต์นั่งได้ 90 นาทีนะครับ

เปิดฉากอย่างเร้าใจ

หลายๆ ร้านมักมาเสิร์ฟช้า ชุดแรกผมเลยสั่งจัดหนักไปครับ
แต่ที่ร้านเสิร์ฟค่อนข้างเร็วครับ (ส่วนนึงอาจเพราะว่าคนน้อยด้วย) เลยแทบจะล้นโต๊ะ
เริ่มที่… กิมจิครับ อร่อยดีครับ เอามาแก้เลี่ยนได้ดี

กิมจิครับ

แล้วก็เอาไก่ก่อนครับ
เป็นไก่คัดส่วนดีครับ ไม่มีหนังติดมาก ไม่ด้านมาก ปิ้งสุกแล้วกำลังดี

ไก่หมักอย่างดี

ต่อมาก็หมูสามแบบครับ น่ากินมากๆ เน้นส่วนเนื้อครับ มันไม่เยอะมาก
ส่วนตัวผมว่าเค้าหมักมาโอเคเลยนะครับ กินกับข้าวกำลังพอดี

หมูสามแบบทั้งหมูสัน, สันคอ, สามชั้น

โอยยยย เอามิโสะมาคั่นหน่อยครับ
ส่วนตัวผมว่าเค็มไปนิดนึง

มิโสะซุปครับ

เมนูซีฟู๊ดครับ

ผมยกให้เป็นทีเด็ดของร้านนี้เลยทีเดียว
แม้ว่าไม่ได้มีปลาดิบหรือแซลมอนรวมในเมนูบุฟเฟ่ต์
แต่เจ้าปลากะพงและปลาซาบะที่นี่ต้องบอกว่าเทพมากๆ ครับ
เอาซะคนที่ไม่ค่อบกินปลาแบบผมคลั่งไคล้มันเลยทีเดียว

ปลาซะบาราดซ๊อส หั่นพอดีคำ พร้อมย่าง
ปลากะพงอร่อยมาก พลาดไม่ได้จริงๆ

แล้วยังมีกุ้ง(ที่ไม่ใช่กุ้งแม่น้ำอะ) พร้อมแกะเปลือก ราดซ๊อสหมักมาพร้อม
กับปลาหมึกกล้วยที่มาเสิร์ฟทั้งตัวครับ
ซ๊อสหมักซีฟู๊ดผมว่ากำลังได้ที่เลยนะครับ ไม่เค็มเกินไป

ปลาหมึกสดๆ อรอ่ยมากครับ
กุ้งแกะเปลือก ถูกใจผมมากๆ ครับ

และแล้วก็ถึงเมนูเนื้อครับ

เป็นร้านที่ผมว่าเลือกเนื้อและหั่นเนื้อได้ดีมากๆ ร้านนึงในระดับบุฟเฟต์ครับ
ราดด้วยซ๊อสหมักอีกแบบ รสชาติเข้มข้นครับ

เนื้อริบอายครับ อร่อยๆๆ
เนื้อสันนอกครับ กำลังกรุบๆ

ส่วนที่ผมชอบมากอีกส่วนคือลิ้นวัวครับ ที่นี่หั่นมาชิ้นใหญ่ดี หนากำลังพอดี
ดีใจมาก เย้ๆๆๆ

ลิ้นวัวครับ ของโปรดๆๆ

แต่เนื้อที่ผมประทับใจมากๆ ส่วนนึงคือสะโพกครับ เป็นส่วนที่มันไม่เยอะ แต่เนื้อนุ่มกรอบไม่ด้าน
เค้าหั่นหนากำลังดีเลย ปิ้งแบบ Medium rare ได้
ผมซัดไป 5 จานได้กระมังครับ

เนื้อสะโพกอร่อยจริงๆ
สะโพกเป็นส่วนไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว

หิวแล้วๆๆ กินกันเถอะ

พอทุกอย่างพร้อม เราก็จัดลงเตากันครับ

สั่งไปเยอะครับ แถมมาเร็วอีก แทบจะล้นโต๊ะ

เฮือกกกก!!! เนื้อล้นโต๊ะแล้ว

จากนั้นก็ใช้ตะเกียบครับ หยิบเนื้อที่หั่นมาอย่างดีและราดซอสหมักรสเลิศ

กำลังลากเนื้อชิ้นโตไปลงตะแกรงครัฟ!!

บรรจงหยิบเนื้อแต่ละชิ้น ค่อยๆ วางเรียงบนตะแกรงที่อยู่เหนือถ่านร้อนๆ
“ฉ่า…….แฉ่ๆๆๆ……” เสียงเนื้อกำลังสุกมันช่างเย้ายวนเหลือเกิน
แถมมันยังส่งกลิ่นหอมน่ากินอย่างมากมาย คริๆๆๆ

เหล่าเนื้อวางบนตะแกรง... หอมน่ากินอะ

ปิ้งเสร็จละ คริๆๆๆ กลิ่นหอมมากมาย

อ่า... สุกแล้วสินะ

จากนั้น เอาเนื้อที่ได้ มาผ่านน้ำจิ้มครับ
ส่วนตัวผมชอบน้ำจิ้มแบบ Original มากกว่าแบบที่มีปรุงรสให้ด้วย

หยิบเนื้อลงสะดุ้งน้ำจิ้มทีนึง

ง่ำๆๆๆ เข้าปาก อร่อยโฮกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สิบกะโหลกเลย
ส่วนตัวผม ถ้ากินเพียวๆ เลย เนื้อมันจะเค็มไปหน่อยนะครับ
แนะนำว่า ให้สั่งข้าวญี่ปุ่นมาเสริมด้วยมันจะได้ไม่เค็มเกินไป

สรุป อิ่มมากครับ!!! เป็นร้านนึงที่ประทับใจครับ
อาหารอร่อย บริการดีครับ ราคาไม่แพงมากด้วย

สรุปที่มากินครั้งนี้

เป็นร้านนึงที่ผมว่าโอเคเลยนะ ทั้งในเรื่องราคา การบริการและความอร่อย
ข้อดีไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะบรรยายมาเกือบทั้ง Entry อยู่แล้ว
แต่ที่ต้องเน้นคือ เป็นร้านที่มีทั้งเนื้อวัวอร่อย และเนื้อสัตว์อื่นๆ ก็อร่อยครับ โดยเฉพาะปลา
ทำให้คนที่ไม่กินเนื้อ และกินเนื้อ สามารถร่วมตะแกรงเดียวกันได้

ร้านนี้อร่อยครับ!!!

มาลุยข้อเสียดีกว่าครับ เท่าที่ผมเจอนะครับ
อย่างแรกคือ เนื้อมันเค็มไปที่จะกินเพียวๆ ครับ โดยเฉพาะซอสที่หมักเนื้อวัว
อย่างที่สอง ไม่มีเห็ดออรินจิ (อันนี้ผมอยากกินส่วนตัว)
อย่างที่สาม ไม่มีของหวานรวมในบุฟเฟ่ต์ด้วย ว้ากกกๆๆๆ

Minoru yakiniku เนื้อ-หมู-ไก่-ทะเล ปิ้งย่าง

แต่ไม่เป็นไรครับ ในอเวนิว ยังมีของหวานอีกเยอะครับ อิอิ

Daichan ไดจัง

อีกหนึ่งร้านที่ผมอยากลองมากินหลายครั้งมากๆ
แต่เนื่องจากมีเหตุทำให้ล่มไปตลอด
ทำให้กว่าจะได้มีโอกาสทำ Entry นี้จึงใช้เวลารอ (ไปถ่ายรูป+กิน) นานเป็นพิเศษ

ร้านนี้คือไดจัง (Daichan) ครับ

ข้อมูลเบื้องต้นของร้าน

ร้าน Daichan หรือ เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ที่เน้นเรื่องอาหารแนวปิ้งย่าง ทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ ปลา และกุ้ง
ซึ่งจริงๆ ร้านนี้ก็อยู่ในเครือของร้าน Giants ที่เป็นเจ้าพ่อเนื้อย่างในกรุงเทพฯ ครับ
ทำให้การมาครั้งนี้ถึงอยากรู้คุณภาพ มาตรฐาน และบริการว่าจะต่างกับร้านอื่นๆ ในเครือหรือไม่

หน้าร้านไดจังครับ

การเดินทางก็ไม่ยากครับ ถ้า BTS ก็ลงสถานีอารีย์ แล้วเดินย้อนมาทางสนามเป้า
ส่วนถ้ารถยนต์ ก็ขับเข้าซอยราชครู (พหลโยธิน ซอย 5) ประมาณ 50 เมตรได้
โดยร้านอยู่ในเวิ้งร้าน T.House ทางซ้ายมือ หาไม่ยากครับ มีที่จอดรถหน้าร้านนิดหน่อยครับ


View ไดจัง Dichan in a larger map

ถ้าหาไม่เจอ หรือต้องการจองล่วงหน้า ก็ลองโทรมาได้ที่ 080-0930007 หรือ 02-6195570-1 ครับ
ออ ร้านเปิด 11.00-24.00 น. ทุกวันนะครับ (ตอนเที่ยงๆ และเย็นในวันหยุดคนจะเยอะ)
ค่าอาหารและบริการ 450 บาท (ส่วนเด็ก 250 บาท) นั่งได้ 2 ชม. ครับ

อิ่ม อร่อย สไตล์ไดจัง

ถ้าจะเริ่มถึงการกินเนื้อย่าง สิ่งที่สำคัญมากอย่างนึงคือน้ำจิ้มครับ
น้ำจิ้มที่นี่ถือว่าใช้ได้เลย ไม่เค็มเกินไป แถมยังมีหวานๆ มาแจมๆ ด้วย
ซึ่งเราสามารถปรุงรสได้ตามใจเรา ด้วยพริก มะนาว กระเทียมแบบไม่อั้นครับ

นอกจากนั้น เรายังสามารถขอน้ำจิ้มน้ำพริกเผาได้ด้วยครับ

น้ำจิ้มและเครื่องปรุงต่างๆ

เมนูน้ำดื่มก็รวมกับราคาอาหารแล้วครับ
เลือกได้ทั้งชาบาร์เลย์ น้ำเปล่า และน้ำอัดลมต่างๆ ชาลิปตันครับ

ส่วนอาหารอื่นๆ ที่สั่งก็มาเสิร์ฟเร็วใช้ได้ครับ
อาหารสดใช้ได้เลย พร้อมราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน
แต่พอแอบชิมแล้วคล้ายๆ ของ Giants และโนบิตะเหมือนกันครับ

ทั้งเมนูอาการทะเล ทั้งกุ้ง ปลาหมึก และแซลมอน

ปลาหมึกสดดีครับ
แซลมอนชิ้นโต
น้องกุ้งสดๆ รอปิ้งครับ

ส่วนเมนูเนื้อวัวมีทั้ง เนื้อสัน (Rosu), เนื้อลายมัน (Hump), เนื้อติดมัน (Karubi)
เสียดาย มีเนื้อน้อยไปหน่อย คริๆๆ แต่ซอสหมักเค้าถือว่าอร่อยเลยทีเดียว

เนื้อสันครับ มันน้อย
เนื้อตัดมัน จานนี้ชอบมากครับ
เนื้อลายมัน น่ากินมากมาย

และมีเนื้อหมู (Buta), เนื้อไก่ (Tori), เบคอน (Bacon) ที่อร่อยไม่แพ้เนื้อเลย
ทำให้คนไม่กินเนื้อก็สามารถมากินได้ด้วย (แต่ระวังตอนปิ้งเสร็จแล้วจะแยกไม่ออก)

หมูสันคอครับ อร่อยๆๆ
เบคอนย่างเกรียม อร่อยมาก
เนื้อไก่ครับ ^^ เห็นเพื่อนๆ ชอบกันหลายคนเลย

แต่ที่ถูกใจผมวันนี้คือ แซลมอนซาซิมิครับ ไม่ได้กินแก้เลี่ยนเฉยๆ ผมว่าเค้าสดและอร่อยใช้ได้เลยนะ
ส่วนซาบะและปูอัดก็อยู่ในเกณฑ์ดีครับ

ชุดซาซิมิ ทั้งแซลมอน ปูอัด และซาบะ
ต้องขอต่อแซลมอนอีกซักชุด

ไม่ได้มีแค่นั้นนะ ที่ร้านยังมีพวกเมนูผักยำ ผักสด และเห็ดออรินจิด้วย
ส่วนตัวผมว่าตรงนี้เป็นจุดลดความเลี่ยนที่สำคัญเลย

ผักกาดหอมสดๆ กินกิบเนื้ออร่อยมาก
เห็ดออรินจิราดซ้อสต้นตำรับ

แรกๆ รู้สึกว่าตัวเองสั่งมาด้วยความคึกคะนองมากๆ จนแทบไม่มีที่วางจาน
แถมแต่ละจานนี่ไม่ได้น้อยเลยนะ จะกินหมดไหมเนี่ยยยยยย

แต่เปลวไฟที่อยู่ข้างหน้ามันร่ำร้องให้ผมวางเนื้อลงไปทีละชิ้นๆ…
จนกลายเป็นการปิ้งย่างด้วยความคึกคะนอง ยัดเนื้อกันล้นตะแกรง

เต็มโต๊ะเลยทีเดียว
คิดถึงเนื้อย่างจัง

พอปิ้งได้ที่ก็เอามาลงน้ำจิ้มที่เราเตรียมไว้อย่างดี
ง่ำ,,,, โอยยยยย สุดดดดดยอดดดดดด ,, จากนั้น ก็ชิ้นต่อชิ้นไปเรื่อยๆ

เนื้อลงน้ำจิ้ม กรี๊ดดดดด หิวววว

สั่งแล้ว สั่งอีก… รอบแล้ว รอบเล่า อิ่มมากมาย
ตบท้ายด้วยของหวาน มีทั้งวุ้นน้ำแข็งไส และถั่วแดงเย็นครับ เลือกได้ไม่อั้น
เดินออกจากร้านอิ่มแทบตาย

สรุปที่มาวันนี้

ส่วนตัวผมว่าเนื้อสัตว์ต่างๆ มีความสดดีครับ
แต่รสชาติอื่นๆ ผมว่ามันคล้ายๆ กับ Giants นะ (ก็มันเครือเดียวกันนี่นา ^^)
ถ้าถามความต่างแล้ว ผมว่ามันยังไม่ Striking พอในจุดเด่นเรื่องเนื้อ
แต่ถ้าถามว่า ไดจังเด่นกว่าอันอื่นๆ ที่ไหน ผมว่าคงที่ปลาดิบนี่แหละครับ

แซลมอนน่ากินมากๆ

ผมว่าปลาดิบวันที่ผมไปกินนี่สดใช้ได้เลยนะ (ในระดับร้านเนื้อย่าง)
เอามาแก้เลี่ยนตอนซัดเนื้อติดมันไปเยอะๆ ได้ดีทีเดียว คริๆๆ
ส่วนบริการของทางร้านก็ดีมากครับ ตามมาตรฐานของ Giant เช่นเดิม
บรรยากาศร้านก็โอเคครับ เหมาะกับงานสังสรรค์ดี

ซัดกันแบบไม่เลี้ยงเลยครับ

เอาเป็นว่า อยากกิน Giants แต่เดินทางไปสาขาสุขุมวิทลำบาก ลองมากินที่นี่ก็ดีครับ

[update 15/12/53]ของใหม่ไดจัง

สิ่งที่ผมว่าไดจังแอบเหนือกว่าร้านเนื้อบุฟเฟ่ต์ทั่วไป นอกจากจะมีซาซิมิแล้ว ทางร้านยังมีการพัฒนาและเติมเมนูแปลกๆ อยู่เสมอ

อย่างอันแรกเป็นเนื้อดำ (ฟังชื่อไม่ผิดพนักงานเค้าพูดว่าฮิบิบับอะไรประมาณนีัครับ) ชิมแล้วกลางๆ ครับ มีกลิ่นสาบนิดๆ ให้อารมณ์คล้ายๆ กินเนื้อแกะ

เนื้อดำครับ ของใหม่ในช่วงนี้

ส่วนอีกอันเป็นสิ่งที่ผมปรบมือให้ดังๆ กับหมูทอด tonkatsu ซึ่งต้องบอกว่าหมูทอด tonkatsu นั้นสุดยอดมากๆ ตั้งแต่ชิ้นหมูสันนอกชิ้นโตคุณภาพดีที่เลือกมา การทอดแป้งได้กรอบและฟูฟ่อง เกล็ดขนมปังกรอบกำลังพอดี หั่นมาขนาดพอดีคำ และที่สำคัญมันรวมมาในบุฟเฟต์ด้วย

หมูทอด tonkatsu เดี๋ยวนี้ก็มีแล้วนะ
หมูสันนอกชิ้นโตทอดมาอย่างสวย เห็นแล้วประทับใจมากๆๆๆ
ทอดแป้งได้ฟูพอดี กรอบได้ใจเต็มคำมากๆๆๆ
ถ่ายกับน้ำจิ้ม

พูดตรงๆ เลยว่าร้านอาหารญี่ปุ่นดังๆ ตามห้างหลายๆ ร้านยังทอดไม่ดีเท่าไดจังเลย สุดยอดจริงๆ ครับ
เชิญสั่งได้ตามอัธยาศัยครับ (ในชุดบุฟเฟต์)