ดอยมันชันๆ ก็แค่ปั่นกันไป… รู้กันได้ไง ว่าชันแค่ไหน??

ช่วงนี้ผมบ้าการปั่นขึ้นดอยมากๆ

ส่วนนึงผมว่ามันโหดดีนะ เหมือนลากสังขารอ้วนๆ ตัวเองปั่นขึ้นไป อารมณ์คล้ายๆ เข็นครกขึ้นภูเขา แต่พอไปถึงข้างบนยอดเท่านั้นแหละ ฟินโคตรๆ ,, ซึ่งดินแดนแม่อายที่ผมอยู่ตอนนี้เนี่ย เรียกว่าดอยล้อมรอบเลย ปั่นพิชิตกันไป สนุกมากๆ แต่ก็โหดไม่แพ้กัน ซึ่งผมก็ไม่คิดอะไรมากครับ ก็ปั่นๆ มันไป ฟินดี

หนึ่งในยอดของเทือกเขาแอลป์ครับ Alpe D'Huez (เอามาจาก http://nohills.net/?p=220)
หนึ่งในยอดของเทือกเขาแอลป์ครับ Alpe D’Huez (เอามาจาก http://nohills.net/?p=220)

จนกระทั่งวันนึงผมปั่นขึ้นดอยลางด้านหลังโรงพยาบาล โดยใช้ app strava บน iphone (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรมาดลใจให้ใช้ เพราะปกติผมใช้ Endomondo มาตลอด) ซึ่งแอพนี้มีข้อดีอย่างนึงคือมันบอกความชันของภูเขาเป็น Category ต่างๆ ด้วย (ไม่แน่ใจว่ามีคนทำมาให้ หรือว่าแอพมันทำให้เอง) ทีนี้ผมก็เกิดปุจฉาในใจว่าแล้ว Category แต่ละอันมันต่างกันยังไงวะครับ

แถมยิ่งช่วงก่อนผมก็นั่งดูเค้าแข่ง Tour de France และ Vuelta Espana คำถามก็ยิ่งถูกกระตุ้นให้อยากรู้เป็นทวีคูณ

หลังโรงพยาบาลก็มีดอยนะครับ เห็นมี Cat3-4 เต็มไปหมดเลย อิอิ
หลังโรงพยาบาลก็มีดอยนะครับ เห็นมี Cat3-4 เต็มไปหมดเลย อิอิ
App Strava เค้าเก็บความชันให้เราด้วยอะ
App Strava เค้าเก็บความชันให้เราด้วยอะ

ผมก็เลยไปหาข้อมูล แล้วมาเล่าสู่กันฟังหน่อยน่ะครับ ผิดถูกตรงไหนก็บอกกันได้นะครับ

การจัดอันดับความชันของภูเขา เค้าใช้ข้อมูลสองส่วนครับ

  • ส่วนแรกที่ใช้คือเปอร์เซนต์ความชันครับ คิดง่ายๆ ครับ ระยะทางของภูเขาลูกนี้จากตีนดอยจนถึงยอด 10 กิโลเมตร หลังจากปั่นแล้วเราจะสูงเพิ่มขึ้นมาจากพื้นดิน 500 เมตร ก็แปลว่าภูเขาลูกนี้มีความชัน 5% ครับ (คือเอา 0.5กม./10กม. ครับ) ถ้าจากรูปด้านล่างก็เอา x/y (ในหน่วยเดียวกัน) แล้วคูณร้อย (เพื่อทำเป็นเปอร์เซนต์)
  • ส่วนที่สองคือระยะทางของช่วงความชันครับ ว่ายาวกี่กิโลเมตร คือเท่าที่ผมอ่านเข้าใจมานะ เค้าจะนับระยะทางรวมส่วนที่ชันขาขึ้นนะครับ (หมายความว่าถ้ามาส่วนลาดลงมาก็ไม่นับละ) เช่นผมไต่เขาลูกนี้ยาวจากตีนเขาถึงยอด 12 กิโลเมตรก็จริง แต่ว่ากิโลเมตรที่ 7-9 เป็นทางลาดลง เค้าก็จะแบ่งภูเขานี้เป็นสองช่วงครับ คือช่วงแรก 7 กิโลเมตร (ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 0-7) และช่วงที่สองอีก 3 กิโลเมตร (ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 9-12) รวมเป็น 10 กม. (ตรงนี้เท่าที่อ่านมาแล้วงงๆ นิดหน่อย บางที่บอกว่าถ้ามีจุดลาดลงให้แยกเป็นเขา 2 ช่วงเลย )
เปอร์เซนต์ความชัน = x/y *100 น่ะครัช
เปอร์เซนต์ความชัน = x/y *100 น่ะครัช

จากนั้นได้ข้อมูลมาสองส่วนแล้ว เค้าจะจัด Categories เป็น 4 แบบ (เท่าที่ผมหาเจอนะ) ส่วนมากเค้าจะจัดลำดับกันประมาณนี้อะครับ

  • Category 4 – เป็นความชันที่เบสิกที่สุด ส่วนมากจะเอาระยะทางไม่เกิน 2 km (1.24 ไมล์) และชันไม่เกิน 5%, หรืออาจไกลขึ้นเป็น 5 km (3.1 ไมล์) แต่ชันเพียง 2-3%
  • Category 3 – เป็นความชันระดับถัดมา ระยะทางอาจเป็นช่วงสั้นๆ เริ่มต้นที่ 1.5 km (.93 ไมล์) ที่มีความชันมากๆ บางครั้งอาจถึง 10% เลยก็เป็นได้, หรืออีกนัยนึงอาจเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกลหน่อย ประมาณ 10 km (6.2 ไมล์) แต่ว่าชันประมาณ 5%.
  • Category 2 – เป็นความชันที่ผมว่าโคตรโหดแล้ว (เท่าที่ผ่านมาปั่น Cat2 แทบรากเลือด) เอาที่ระยะทาง 5 km (3.1 ไมล์) ที่มีความชันถึง 8%, หรือจะมีระยะทางไกลหน่อยที่ 15 km (9.3 ไมล์) แต่ชันประมาณ 5%.
  • Category 1 – เป็นอะไรที่ผมว่าโหดนรกอะ คิดแล้วอย่างเครียดเลย ช่วงระยะทางจะประมาณ 8 km (5 ไมล์) ที่ชันราว 8%, หรือระยะทางอาจไกลถึง 20 km (12.4 ไมล์) ที่ชันราว 5%.
  • Hors Categorie หรือ HC (แปลว่า above category คืออะไรที่เหนือที่จะจัดอันอับได้) เป็นระดับการไต่เขาที่โหดที่สุดที่จะสามารถปั่นขึ้นกันได้ ซึ่ง Category นี้สามารถเป็นได้ทั้งการปั่นที่ระยะทางที่ไกลกว่า 10 km (6.2 ไมล์) ที่มีความชันเฉลี่ยอย่างน้อย 7.5% หรือจะเป็นการปั่นที่ระยะทางไกลถึง 25 km (15.5 ไมล์) แต่ชันเฉลี่ยอย่างน้อย 6% หรือสุดท้ายจะเป็นความชันระดับ Cat1 ที่เป็นช่วงท้ายของ stage (หมายถึงเส้นชัยอยู่ตรงปลายยอดเขา ต้องสปรินท์ขึ้นดอยเอาน่ะ) ก็ได้

แต่บาง Reference ก็ว่า

  • Category 4 – ระยะทาง 2 km ชัน 6% หรือจะมีระยะ 4 km ชัน <4%
  • Category 3 – ระยะทาง 2-3 km ชัน 8% (ระยะทางอาจสั้นกว่านี้ก็ได้ แต้ต้องแบบชันมากๆ อะ) หรือจะมีระยะ 2-4 km ที่ชัน 6%, หรือจะมีระยะ 4-6km ที่ชันราว 4%
  • Category 2 – ระยะทาง 5-10 km ที่ชันเฉลี่ยราว 5-7%, หรือจะมีระยะมากกว่า 10 km แต่ชัน 3-5%
  • Category 1 – ระยะทาง 5-10 km แต่ชันมากกว่า 8%, หรือระยะทางราว 10-15 km แต่ชันเฉลี่ยราว 6%
  • HC – คล้ายๆ อันบน ที่เป็น Cat1 ที่เป็นช่วงม้ายของสเตจที่อยู่บนยอดเขา หรือจะเป็นช่วงที่มีระยะทางมากกว่า 15 km ที่ชันมากกว่า 8% (เช่นที่ Alpe D’Huez เป็นต้น), หรือทางขึ้นเขาต่อเนื่องยาวมากกว่า 20 km ในทุกช่วงความชัน (เช่นที่ Col du Galibier ที่แม้เฉลี่ยจะชันแค่ 5% แต่ทางไกลเกือบ 40km)
ความชันเฉลี่ยของ Galibier ครับ (เอามาจาก http://www.ulb.ac.be/di/ssd/ldoyen/e/galibier.html)
ความชันเฉลี่ยของ Galibier ครับ (เอามาจาก http://www.ulb.ac.be/di/ssd/ldoyen/e/galibier.html)
ส่วนนี่เป็นขาขึ้นของ Mont Ventoux ครับ โหดสัสๆ เลย
ส่วนนี่เป็นขาขึ้นของ Mont Ventoux ครับ โหดสัสๆ เลย
ส่วนนี่เป็นของ Alpe d'Huez ครับ โหดไม่แพ้กัน ฮือๆๆ
ส่วนนี่เป็นของ Alpe d’Huez ครับ โหดไม่แพ้กัน ฮือๆๆ

อ่านแล้วก็งงๆ เอาเป็นว่าผมสรุปของผมไว้คร่าวๆ ละกัน เพื่อจะได้เข้าใจง่ายๆ น่ะครับ ตามในกล่องข้างล่างเลยครับ

เท่าที่ผมค้นมาจากหลายที่ข้อมูลไม่ตรงกันมาซักทีเดียวนะ แต่ต่างกันนิดหน่อยอะ โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาและฝั่งยุโรปมักจะมีข้อมูลค่อยไม่ตรงกันบ้าง แต่จากการสังเกตของผมส่วนตัวนะ คิดง่ายๆ ลองเอาระยะทางคูณกับความชันดูครับ จะได้ค่าความชันพอประมาณได้คร่าวๆ

  • ถ้า Category 4 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 10-15
  • ถ้า Category 3 ค่าที่คูณได้จะประมาณ 15-30
  • ถ้า Category 2 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 30-50
  • ถ้า Category 1 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 50-90

ซึ่งผมก็ไปเจอเจ้าเวปนี้ เค้าทำเป็นกราฟคร่าวๆ เราก็พล๊อตระยะทางและความชันลงไป แล้วดูว่าดอยที่เราปั่นมันตกที่โซนไหน จะได้เห็นภาพได้ง่ายๆ หน่อย

เอาความชันต่างๆ มา plot เป็นกราฟเพื่อแบ่ง Category ก็ง่ายดีนะ
เอาความชันต่างๆ มา plot เป็นกราฟเพื่อแบ่ง Category ก็ง่ายดีนะ

ซึ่งถ้าคิดระยะแบบ Strava ที่แบ่งเป็น Cat แบบ Auto ก็คงอาจมีหลาย Cat ในดอยเดียว (คิดว่ามันคงแบ่ง category ในแต่ยอด ดอยนึงมีแปดยอดก็มีแปด categories ล่ะ) ,, แต่จริงๆ ดอยส่วนมาก เท่าที่ติดตาม TDF ผ่านๆ มา รวมทั้งดอยลางที่ผมปั่นขึ้นเนี่ย มันมีลูกเดียวน่ะครับ อาจมีทางลาดลงบ้างเล็กน้อย ผมว่าน่าจะรวบได้เลย คือคิดเป็นเปอร์เซนต์ความชัน = (ความสูงที่ไต่ขึ้นมา(กม.)/ระยะทางที่ปั่นจริง(กม.))*100 ซึ่งของเราจากรูปด้านบนจะได้เท่ากับ (.813/10)*100 = 8.13% และระยะทาง 10 กม. ซึ่งคิดแล้วเข้า Cat1 ได้เลยนะเนี่ย…

แล้ว % ความชัน มันเท่ากับกี่องศา

คำถามนี้เกิดกับผมวันนึงระหว่างปั่นขึ้นทางรถเข็นของผู้พิการ ระยะทางซัก 20 เมตรได้ แต่ชันโคตรๆ เลย คิดในใจว่าโห ต้องชันแบบ 30%++ แน่ๆ ว่าแล้วผมก็หยิบไอโฟนมาวัดองศาความชัน อ่าว ทำไมแค่ 16 องศาเองล่ะ

ว่าแล้วผมก็เลยเปิด excel แล้วคำนวณเทียบ % ความชันเป็นองศาครับ แฮ่ๆๆ สรุปมาตามนี้ (กดไปดูชัดๆ ได้นะ)

เทียบ %ความชัน (สีแดง) กับองศา (สีม่วง) ครับ
เทียบ %ความชัน (สีแดง) กับองศา (สีม่วง) ครับ

อย่ามัวแต่คิดมากเลยครับ หยิบจักรยานแล้วปั่นๆ มันไปเหอะ ยิ่งเนินหนักๆ ยาวๆ ยิ่งมัน ความเจ็บปวดอยู่กับเราไม่นานหรอก ถึงยอดแล้วเดี๋ยวก็หายไปเอง ไต่เขาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าใจกับคำว่าความทรมานที่แสนมีความสุขเอง…

จงมีความสุขกับการไต่เขาครับ 🙂

เทคนิคการปั่นจักรยานหนีสุนัขของผม (จังหวะขึ้นดอย)

ถ้าถามถึงอุปสรรคการปั่นจักรยาน หลายคนคนอาจตอบว่าหนทางที่ไกลบ้าง, แดดร้อนบ้าง, ความชันของภูเขาบ้าง, เมียไม่ให้มาปั่นบ้างก็ว่ากันไป ,, แต่สำหรับผม อุปสรรคสำคัญคือการที่มีหมามาไล่นี่แหละ หมาที่มาไล่เราทำให้การวางแผนการใช้พลังงานมันผิดเพี้ยนไป แรงที่เรากะออมไปปั่นกลายเป็นต้องต้องอัดสปีดหนีหมา โดยเฉพาะจังหวะที่กำลังปั่นขึ้นดอยแล้วโดนหมาไล่แล้วเราเสือกหมดแรงนี่เป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ ทางก็ชัน แรงก็หมด ฮ่วย!!! ยิ่งเราแต่งตัวปั่นจักรยานแบบเต็มสูบ, ใส่รองเท้า+คลีทพร้อมหมามันก็จะยิ่งไล่กว่าเดิมเหมือนจะรู้เลยว่ามึงปลดรองเท้าหนีกูไม่ได้แน่

แถมผมยังโดนหมากัดมาทีนึงด้วย อารมณ์เสีย!!!

ร่องรอยการโดนหมาง่ำ ว้ากกกก หนีไม่ทันอ่า...
ร่องรอยการโดนหมาง่ำ ว้ากกกก หนีไม่ทันอ่า…

หลังจากปั่นเก็บเลเวลมาสักช่วง ผมก็เริ่มเข้าใจธรรมชาติของมันพอที่จะปั่นหลบหนีมาได้ และก็ขอเล่าประสบการณ์ของผมล้วนๆ ไว้ในบล๊อกตอนนี้หน่อยละกัน (แต่หลักๆ ขออ้างอิงจังหวะสปรินท์หนีหมาขึ้นดอยละกัน)

หมาไล่ ทำไงดีอ่า

เอาเป็นว่า ขอสรุปจากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัวของผมไว้คร่าวๆ เป็นข้อเลยนะครับ

  • เวลาปั่นจักรยานผ่าน พยายามอย่าไปมองหน้ามันแบบตั้งใจว่ากูจะมองหน้ามึงครับ เพราะหมามันจะคิดว่าเราไปหาเรื่องมัน ให้ขับผ่านไปแบบไม่ต้องสนใจ ส่วนมากมันก็จะไม่สนใจเราด้วย แต่หมาประเภทนี้เราต้องสังเกตนิดนึง ว่ามันจะอยู่เฉยๆ ทำกิจวัตรของมันตามปกติ ไม่สนใจเรา และมันต้องไม่มองหรือเล็งๆ จะเห่าเรานะครับ
  • อย่าส่งเสียงหรือทำให้มันตกใจครับ ถ้าปั่นมาเรื่อยๆ เห็นหมาหลับอยู่หรือเดินอยู่ชิลๆ ก็ไม่ต้องส่งเสียงทักมันให้มันหันมาแง่มเรา ค่อยๆ เงียบๆ ลุยไป
  • แต่ถ้ามันเล็งๆ จะเห่า หรือจากนอนๆ อยู่แล้วลุกขึ้นมาทำตาลุกวาวจ้องจะงั่มเรา ให้เราลงจากรถ (ถ้าใส่คลีทก็ปลดลงมาครับ) จากนั้นก็จูงรถเราไปจนกว่าจะพ้นรัศมีมันครับ
  • อีกเทคนิคนึง ถ้าปั่นในถนนที่รถไม่เยอะมาก แนะนำให้หนีหมาโดยการปั่นจักรยานข้ามไปอีกเลนเลย เพราะจากประสบการณ์ผม หมาส่วนมากไม่ชอบข้ามถนนเท่าไหร่ (แต่จังหวะปั่นตัดข้ามเลนก็ต้องระวังด้วยนะครับ เดี๋ยวโดนรถชนละไม่คุ้ม) อีกอย่าง เผื่อสเปซระหว่างเรากับหมาไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ไหวตัวทัน
  • ถ้าหมาวิ่งมาจู่โจมอย่างเร็ว ให้รีบปลดคลีทแล้วลงมาข้างจักรยาน หยิบหาก้อนหินหรือเศษอะไรก็ได้แล้วขว้างไปใกล้ๆ มัน เอาแค่ขว้างขู่ๆ พอนะ (ถ้าได้ก้อนหินจะดีมาก) มันจะตกใจแล้วตกตะลึงไปซักพัก ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บก้อนหินไว้อีก 2-3 ก้อนสำหรับขว้างขู่จนพ้นรัศมี หรือถ้าหาก้อนหินไม่ได้หรือไม่ทัน ก็หยิบเอากระบอกน้ำมาฉีดๆ ใส่มันก็พอได้นะ
  • ไม่ควรพกขนมหรืออาหารให้มันหวังเพื่อจะล่อ เพราะว่าครั้งถัดไป มันก็จะมาหาเราอีก ซึ่งจะเป็นการจากว่ามันมาหาเราเพราะจะกินอาหารเราหรือจะแง่นเราเป็นอาหาร (แต่เทคนิคนี้บางคนก็ได้ผลนะ แต่กะผมไม่เวิร์ค)
  • แต่หายนะของจริงคือการที่มันมารุมเราหลายๆ ตัวครับ ,, ถ้าเทคนิคผม ให้เรารีบลงรถแล้วรีบหลบหลังจักรยาน ค่อยๆ จูงจนพ้นรัศมี ซึ่งระหว่างที่จูงเนี่ย เราต้องมองมันทุกตัว ใช้สายตาข่มและจิก และพยายามร้องเรียกให้คนมาช่วยอยู่เสมอ
  • แต่วิธีที่ผมไม่แนะนำให้ทำคือ ขับรถไปชนมันเลยอะ เพราะว่าสงสารมันเจ็บ (แล้วทีขว้างก้อนหินล่ะ)อนอกจากมันเจ็บ เราอาจล้มเจ็บแขนหักไปและโดนหมามากัดซ้ำได้
  • อีกวิธีที่ได้ผล แต่อาจทำลำบากในจังหวะที่เราเหนื่อยมากๆ หรือกำลังสปรินท์ขึ้นดอยคือการตวาดออกไปดังๆ ให้หมามันตกใจ
  • สุดท้าย ถ้าไม่ไหวจริงๆ และถ้าไม่อะไรมาก แบบว่ากูไม่ไปก็ได้วะ ก็หันหัวจักรยานจูงกลับครับ บายม์~

จากนั้นให้เรารีบปั่นให้พ้นอาณาเขตมันครับ ถ้าเป็นหมาบ้านนี่ก็รีบปั่นพ้นๆ บ้านมันก็น่าจะรอดละ แต่ถ้าเราปั่นในสวนหรือปั่นในวัด อันนี้อาจลำบากหน่อยนึง เพราะเราก็ยังวนๆ ในอาณาเขตของมันอยู่ ,, โดยเฉพาะหมาที่มันเห่าแบบจริงจัง หมาฝรั่งตัวใหญ่มากๆ หางไม่กระดิก แถมแยกเขี้ยวด้วย พึงต้องระวังเป็นพิเศษ…

การปั่นจักรยานหนีหมาในจังหวะขึ้นดอยนี่มันไม่ง่ายจริงๆ
การปั่นจักรยานหนีหมาในจังหวะขึ้นดอยนี่มันไม่ง่ายจริงๆ

เท่านี้แหละครับ เทคนิคผม

Enjoy ขึ้นดอย, Enjoy Riding, ปั่นซิ่งหนีหมา