สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 3 :: Shimanami Kaido มุ่งสู่เมือง Imabari

พยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง!!
ฟ้าใส กลิ่นทะเลพัดโชยมา ถนนที่ไหล่ทางกว้างๆ ,, นี่แหละ วันที่เราไฝ่ฝันก็มาถึง!!

วันที่เราจะปั่นเส้นทางที่เค้าว่าเป็นสรวงสวรรค์แห่งจักรยานที่อย่างน้อยนักปั่นควรมาสัมผัสสักครั้ง
70 กิโลเมตร เป็นความยาวที่ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป และเส้นทางของเรานั้นพาดข้ามทะเลเซโต้ ผ่านหกเกาะ และหกสะพาน
นั่นคือเส้นทาง Shimanami-Kaido นั่นเองครับ
โดยวันนี้เราจะเดินทางจากเมือง Onomichi ไปยังเมือง Imabari นั่นเองครับ
แล้วเราจะไปนอนพักที่เกาะ Oshima (ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ติดกับเมืองอิมาบาริ) ที่เป็นที่อยู่ของเกสเฮาส์เรา
เราจะเดินทางขาไป โดยพกสัมภาระไปนอนที่นั่น แล้ววันแข่งจริงจึงจะปั่นกลับมาโอโนมิจิ

ซึ่งผมจะรีวิวแบบละเอียดยิบเลยนะครับ
(อาจงงกะชื่อเกาะ + สะพานบ้างนะครับ ดูแผนที่ตามลิงค์นี้ประกอบด้วยจะพอช่วยได้ครับ)

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ตื่นเช้ามาราวเจ็ดโมง เราก็รีบอาบน้ำ และแต่งชุดจักรยานแบบจัดเต็ม พร้อมกับเสื้อกันลมที่พกมาจากเมืองไทย
ส่วนกระเป๋าเป้ใบน้อยๆ ที่พกไปด้วยก็จะมี ชุดจักรยาน+ชุดนอนไปคนละชุด, กล้องถ่ายรูป, เงิน+พาสปอต, แบตสำรอง+สาย และหลักฐานการลงทะเบียน
ส่วนของอื่นๆ และกล่องจักรยาน ก็จะทิ้งไว้ที่ Onomichi U2 นี่แหละครับ

ที่โรงแรม Hotel cycle ไม่มีข้าวเช้าให้ (จะกินก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันกว่าเยน) เราเลยอัปเปหิตัวเองไปกินที่ลอว์สัน เยื้องๆ โรงแรมดีกว่า
พอออกมาได้ไม่นาน รู้เลยว่า ที่นี่หนาววววววว ครับ ,, แพลนที่ว่าออกมาจากโรงแรมแล้วจะปั่นไปยาวๆ ก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนครับ
เพราะต้องถอยกลับไปซื้อ Arm warmer ที่ Giant Shop มาคู่นึง ราคาโหดกว่าเมืองไทย
แฟนผมใส่เสื้อกันลมแบบ Jacket ก็ดีหน่อย ก็คิดว่าน่าจะพอแล้ว

แต่ละเกาะที่ไปทั้ง 6 เกาะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่บ้างนะครับ ตามทางที่เราปั่น แต่ละเกาะจะเจอราวๆ 1-3 ที่ ซึ่งส่วนตัวผม แนะนำให้หาของกินติดตัวไปหน่อยครับ ข้าวปั้นสาหร่ายสัก 1-2 ชิ้นก็ได้ครับ เผื่อหิวกลางทาง (ส่วนน้ำถ้าไม่ได้ติดน้ำหวานอะไรก็กินจากกระติกเอา พกไปกระติกเดียวก็พอนะ)

จากนั้นการที่จะเริ่มปั่น เราต้องนั่งเรือ Ferry จากฝั่ง Onomichi ไปยังเกาะข้างๆ ที่ชื่อว่าเกาะ Mukaishima ครับ
สนนราคาค่าตั๋วที่ 110 เยนต่อคนครับ (ราคารวมจักรยานแล้ว)
โดยท่า Ferry มีหลายท่านะครับ และไปส่งที่เกาะ Mukaishima คนละจุดด้วย (แต่ไม่ห่างกันมากนะ)

พอไปถึงก็จะงงๆ นิดนึงครับ ,, ไม่เป็นไรครับ เดินตามชาวบ้านเค้าออกจากท่าเรือ
จากนั้นมองดูที่พื้นครับ จะมีเส้นสีฟ้าตีคู่กับเส้นสีขาวไหล่ทาง ซึ่งนั่นคือเส้นทาง Shimanami Kaido ที่จะพาเราไปเมือง Imabari ครับ
เราก็เริ่มต้นจากเจ้าเส้นนี้เลยครับ ง่ายมากๆ แถมบอกระยะทางด้วยว่าอีกกี่กม. จะถึงเมือง Imabari ครับ
หรือว่าใคร load maps (ที่ผมแนะนำไปในภาคแรก) ลงไปในการ์มิน ก็จะขึ้นแผนที่มาเลย สะดวกมากๆ ครับ

อ้างอิงตามBrochure การปั่น Shimanami Kaidoแล้ว เส้นทางที่เค้าขีดสีฟ้าที่ถนนไว้เป็นเส้นทางที่เป็น recommend route ระยะทาง 70 กม. เท่านั้น (จุดสีแดง :: คือทางที่ง่ายที่สุด ปั่นสบายๆ ไม่มีเนินเท่าไหร่) ,, แต่จริงๆ แล้ว เส้นทางนี้ยังมีทางในระดับ Intermediate (จุดสีเหลือง :: ยากขึ้นมาอีกนิด เพิ่มระยะทางอีกหน่อย แถมเนินให้กระเเทกเล่นๆ อีกนิด), และแบบ Advance (จุดสีน้ำเงิน :: มีเนินโหดๆ เพียบ, บางช่วงเป็นทางขึ้นเขาชันๆ จัดๆ ใช้เวลาปั่นค่อนข้างมากหน่อย) ซ่อนอยู่ด้วย แต่ Intermediate และ Advance แนะนำว่าต้องเอาแผนที่พกติดตัวไปด้วยหรือต้อง create course บน Garmin ไว้ด้วย เพราะเค้าไม่ได้ขีดเส้นไว้ที่พื้น

ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยครับ

เกาะแรก Mukaishima – สะพาน Innoshima

ช่วงแรกการออกสตาร์ทจะเริ่มปั่นในเมืองครับ แต่เมืองที่นี่จะออกแนวเล็กมากๆๆๆ เป็นบ้านพักอาศัย + ร้านค้านิดหน่อย
รถที่นี่ก็ขับไม่เร็วมากครับ แล้วเค้าจะไม่ขับมาเหยียบหรือทับเส้นสีฟ้าเลย ซึ่งปลอดภัยมากๆๆ
ส่วนเราก็ปั่นตามเส้นสีฟ้า และชมวิวไปเพลินๆ สบายมากๆ ครับ
ซึ่งผมว่าเค้าฉลาดในการวางแผนและออกแบบมากๆๆๆ เพราะไหนๆ จะสร้างสะพานก็ทำทางจักรยานเล็กๆ ให้ด้วย แล้วก็ขีดเส้นสีฟ้าไปเรื่อยๆ นำทางไป จนถึงอีกฝั่งนึง
เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ,, ลงทุนครั้งเดียว ได้ทั้งสะพานข้ามรถ และได้ทางจักรยานที่สวยๆ ด้วย

ช่วงที่เราผ่านสามแยก หรือสี่แยก เส้นสีฟ้าจะมีขาดหายเป็นช่วงนะครับ ถ้าก้มหน้าก้มตาปั่นอาจมีเงิบได้ว่าเส้นหายไปไหน แนะนำว่าให้พยายามมองไปข้างหน้านิดนึงแล้วเล็งหาเส้นสีฟ้าไว้ครับ แล้วก็อย่าลืมด้วยว่าเวลาเจอสี่แยกห้ามเลี้ยวขวาตัดถนนนะครับ ให้เราข้ามทางม้าลายเสมอ ส่วนทางสามแยกตัดได้เลย

จริงๆ บนเกาะมีพวกสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในแผ่นพับแผนที่แนะนำการปั่นก็จะมีบอกนะ อย่างที่เกาะ Mukaishima ก็ปั่นผ่านพวกสวนกล้วยไม้นะ แต่ไม่ได้แวะอะครับ

ปั่นไปไม่นานก็ออกจากตัวเมือง ไปเจอทะเลแล้วครับ บอกเลยว่าลมแรงมากๆๆๆ แต่ทะเลก็สวยมากๆ ครับ
ทะเลบ้านเขาดูใสมาก เป็นสีน้ำเงินดุๆ ไม่ค่อยมีชายหาดเท่าไหร่ครับ
ซึ่งเกาะ Mukaishima ผมปั่นแค่ Recommended route นะครับ โดยทางนี้เป็นส่วนติดทะเล
แต่เกาะนี้มี Intermediate และ Advance route ซึ่งปั่นผ่าเนินกลางเกาะด้วย!!! (แต่ก็อยากปั่นติดทะเลนี่นา)
ปั่นไปราวๆ 9 กม. เราก็จะถึงจุดที่จะพาเราขึ้นสะพานแล้วครับ

มองจากไกลๆ ก็คิดนะว่าสะพานตั้งสูง เราจะขึ้นไปได้ยังไงวะ ,, แต่จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลยครับ
เพราะพอถึงจุดขึ้นสะพาน มันจะมีป้ายบอกให้เราเลี้ยวครับ
พอเราเลี้ยวปุ้บ จะเจอลักษณะเหมือนทางขึ้นเขา ซึ่งทางก็ไม่ได้ชันมากนะ สูงสุดราวๆ 5% เท่านั้น
แล้วเส้นทางนี้ส่วนมากเป็นเส้นทางของจักรยาน บางช่วงเป็นวันเวย์ บางช่วงมีสวนกัน (บางช่วงก็มีมอเตอร์ไซมาใช้ถนนร่วมด้วยนะ)
ปั่นไม่นานก็ถึงสะพานแรกแล้วครับ ชื่อสะพาน Innoshima (ชื่อเหมือนเกาะถัดไปเลย) โดยทางจักรยานของสะพานนี้จะอยู่ข้างใต้ของสะพานหลัก ใช้ทางร่วมกับจักรยานยนต์
โดยสองข้างจะถูกกั้นด้วยลูกกรงนะครับ ซึ่งผมว่าเป็นสะพานที่สวยงามและเสียวน้อยที่สุด ฮาๆๆๆๆ
ปั่นไปราวๆ กิโลนิดๆ ก็ถึงทางลงแล้วครับ โดยเกาะต่อไปที่เราจะไปคือ Innoshima

เกาะ Innoshima – สะพาน Ikuchi

ต่อมาเราลงมายังเกาะ Innoshima ครับ ลงมาเสร็จก็มีทางให้เลือกเลย คือ ไปทางง่ายเลี้ยวขวา และไปทางยากเลี้ยวซ้าย (แนะนำขวา!!!)
ซึ่งพอเราไปทางขวา มันจะขึ้นไปส่วนทางเหนือของเกาะครับ ซึ่งเป็นทางราบๆ ซึ่งเป็นโซนโรงงานซะเยอะเลย (แต่ดูสะอาดสะอ้านมาก)
ไปอีกนิด มีทางแยกระหว่าง Recommended กะ Intermediate ครับ ซึ่ง recommend จะพาเราขึ้นเนิน ส่วน intermediated จะพาเราไปทะเล
ซึ่งผมปั่นมาทั้งสองทาง และพบว่า Intermediate ง่ายกว่า (ฮา) และเสี่ยงต่อการหลงน้อยกว่า (มีเส้นสีฟ้าทั้ง 2 ทาง)

จริงๆ ผมแอบไปปั่นรอบเกาะ Innoshima มาด้วย เพราะว่าเป็นวันที่เหลือว่างวันนึง แอถมอยากรู้ด้วยว่าทางระดับ Intermediate กะ advance บ้านเขามันจะเป็นยังไง ซึ่งเก็บไว้ใน part ที่ 5 ละกันครับ

ปั่นไปอีกไม่ไกล ราวๆ 10 กม. ก็ถึงสะพานถัดไปครับ นั่นคือสะพาน Ikuchi ครับ สะพานนี้ยาวแค่ 790 เมตรเท่านั้น
ซึ่งเวลาขึ้นก็ขึ้นคล้ายๆ กันนะครับ คือพอถึงจุดเลี้ยว มันก็จะพาเราไปขึ้นเนิน แต่สะพานนี้จะพาเราวนขึ้นไปด้านข้างสะพาน
เราก็จะได้ปั่นเลนข้างๆ รถยนต์ แต่มีที่กั้นแยกคนละเลนชัดเจนนะ แล้วปั่นสวนกัน (ส่วนมอไซใช้ทางขึ้นเนินเดียวกันแต่จะขับอีกฝั่งสะพาน)
ซึ่งปั่นจริงผมว่า ก็สวยมากๆ เลย เห็นวิวสวยมากๆๆๆ แบบไม่ต้องมีลูกกรงมากั้น ปั่นไปถ่ายรูปไป จนไม่รู้ว่าจะปั่นเร็วๆ ไปทำไม ฮาๆๆๆ

เกาะ Ikuchima – สะพาน Tatara

พอลงจากสะพาน Ikuchi ,, เราก็จะถึงเกาะ Ikuchima แล้วครับ
เกาะมีมีความพิเศษ คือ ไม่มีเส้นทาง Advance ครับ และผมก็แนะนำทาง Recommended ด้วย
(ดูจาก Google street view ผมว่าทาง Intermediate มันเปลี่ยวกว่า, แถมไม่ค่อยผ่านอะไรอะ ดูเหงาๆ)
หลังจากเริ่มปั่นที่เกาะนี้ไม่นาน พวกเราก็เริ่มหิวและปวดห้องน้ำครับ เลยแวะร้านข้างทาง
เป็นร้านขายปลาหมึกทอดแบบเทมปุระ คู่กับน้ำส้มคั้นสดครับ ,, กินแล้วสดชื่นและเติมพลังให้เราได้ดีมากๆ

ของมีชื่ออย่างนึงของหมู่เกาะที่ทะเลเซโต้คือส้มและมะนาวนะครับ สังเกตว่าจะมีปลูกกันเต็มสองข้างทางเลย และที่ฮือฮามากๆ คือ ที่นี่มีมะนาวแบบกินเปลือกได้ด้วย!!!!!

อีกเหตุผลนึงที่แนะนำให้มาทาง Recommended เนี่ย เราจะผ่านเมืองท่าของเกาะที่มีชื่อว่า Setoda
ซึ่ง Setoda เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่มาก มีร้านค้าร้านอาหารเยอะด้วยครับ แถมมีชายหาดด้วยนะครับ ชื่อ Sunset beach

และที่ Setoda นี่แหละ ตรงที่เป็นศูนย์นักท่องเที่ยว จะมีของฝากเยอะแยะเต็มไปหมดครับ ซึ่งหนึ่งในของพิเศษนั่นก็คือ เสื้อลาย Shimanami Kaido ของ Le Coq ซึ่งไม่มีขายที่เกาะอื่นครับ สนนราคาตัวละ 10,800 เยนครับ ซึ่งนอกจากจะหาเจอแล้วยังต้องมีดวงด้วย เพราะบางทีไปแล้วไม่มีไซส์!!! แอบเสียใจที่แฟนผมไม่ได้เสื้อลายนี้อ่าาาาาาาา

ปั่นบนเกาะนี้ด้วยเส้นทาง Recommended ก็ตกราวๆ 14 กม. แล้วก็เตรียมขึ้นสะพานไปยังเกาะถัดไป
ปั่นไปเพลินๆ นี่เราปั่นมาราวๆ 40 กม แล้วเหมือนกันนนะเนี่ย
ส่วนนึงเพราะอากาศเย็นสบายเหมือนเราปั่นในห้องแอร์ ยิ่งทำให้ไม่เหนื่อยเลย

เอาเป็นว่าเรารีบปั่นข้ามสะพาน Tatara (ซึ่งยาวเกือบ 1500 เมตรแหนะ!!!) เพื่อจุดพัก และข้าวกลางวันกิน
อ้อ!!! และความพิเศษของสะพานนี้นอกจากที่จะมุ่งสู่เกาะถัดไปของเรา นั่นก็คือเกาะ Omishima
ก็คือเราจะข้ามจากเขตเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา ไปสู่เขตเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะด้วย

พักที่ Omishima – ไปสะพาน Omishima

หลังจากที่เราไหลลงจากสะพาน Tatara มายังเกาะ Omishima ,, แนะนำว่าควรมาพักที่ Tatara Sogo Park ครับ
ที่นี่นอกจากเป็นสวยสาธารณะสวยๆ ที่เราสามารถมองดูสะพาน Tatara จากด้านล่างได้แล้ว ยังมีศูนย์อาหาร, พิพิธภัณฑ์และห้องน้ำอย่างดี
ถือว่าเป็นการพักครึ่งทาง+พักเที่ยงเลยละกัน

ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักจักรยานนะครับ แต่พวกรถยนต์ก็มาจอดเต็มเลย เกินครึ่งนึงของรถที่มาจอดพักที่นี่พกจักรยาน คิดว่าจุดหมายเค้าก็คงไม่น่าจะต่างกับเราเท่าไหร่
พวกเราหิวมากเลยเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารชุดเลยครับ ซึ่งดูน่ากินและราคาน่าสนใจ
แต่ปัญหาคือ โต๊ะเต็ม!!! แล้วเราก็ไม่รู้วัฒนธรรมในการต่อคิวเอาโต๊ะที่นี่เท่าไหร่ (จริงๆ คือคุยไม่รู้เรื่อง ฮาๆๆ)
เราก็เลยเดินออกมาข้างนอก ที่เป็นร้านค้าแนวแผงลอยครับ
ผมสั่งข้าวแกงกะกรี่หมูทอด ส่วนแฟนผมสั่งปลาหมึกทอดและ Katsudon
โดยรวมรสชาติดีมากนะครับ ราคาไม่แรงด้วย
แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ได้อะไรอุ่นๆ มันดีมากครับ เลยสั่งกาแฟร้อนมา รสชาติกลางๆ ครับ

เราพักไปครึ่งชั่วโมงกว่า ได้เจอเพื่อนนักปั่นที่ปั่นมาจากเมืองโอโนมิจิ เพื่อไปปั่น Cycling Shimanami วันพรุ่งนี้ด้วย
ซึ่งตัวเขาเองแม้ว่าจะได้ปั่น Course D แบบเราที่เริ่มต้นที่เมือง Imabari แต่ก็จองที่พักไม่ได้
เลยต้องปั่นยาวไปถึงเมือง Matsuyama (ซึ่งห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ 50 กม.!!)
แล้วนั่งรถไฟขบวนพิเศษรอบตีห้ามาแทน โอโห… ยอมใจจริงๆ

ออกจากจุดพัก เราปั่นมาตามเส้นทาง recommended เลยครับ เป็นทางที่ไม่ยากและสั้นมาก ราวๆ สี่กม.
แต่ถ้าเผลอใจไปเส้น Intermediate หรือ advance ละก็ รับรองว่ายาวววววววครับ (ยาวระดับ 40+ กม.)

จากนั้นเราก็ขึ้นสะพาน Omishima ซึ่งรูปร่างมันจะเป็นสะพานทรงโค้งไม่เหมือนรูปร่างของสะพานอื่น
ตอนนี้ลมแรงมากๆ ขนาดที่ว่าอยู่บนสะพานแล้วมีลมพัดมานี่ เสียงปลิวตกทะเลเหมือนกัน (แต่ที่กั้นเขาดีนะ ไม่น่าจะตกง่ายๆ)
เพราะพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้มจะแรงที่สุดในรอบเดือนเลย (หวังว่าพรุ่งนี้ลมจะไม่แรงแบบนี้นะ…)
สะพานนี้ ยาวเพียง 320 เมตรเท่านั้น

เกาะ Hakatajima – สะพาน Hakata-Oshima – เกาะ Oshima

Hakatajima ก็อีกเกาะก็เป็นที่เราผ่านแค่ช่วงสั้นๆ ของเกาะแค่ประมาณ 2 กม. เองครับ
ลงไปปั่นที่เกาะแค่แว้บเดียวก็เตรียมขึ้นสะพานถัดไปแล้ว
ตอนนี้เวลาเกือบบ่ายสองแล้ว แต่อากาศยังดีมากๆ ปั่นสบายมากๆ แถมได้เห็นวิวสวยๆ นี่แทบไม่เหนื่อยเลย
ปั่นไปปั่นมา เราก็สังเกตเห็นพ่อลูกคู่นึง ปั่นจักรยานแม่บ้านตั้งแต่ขึ้นเรือเฟอรรี่มากะเราตั้งแต่ท่าโอโนมิจิละ
สองพ่อลูกก็ค่อยๆ ปั่นต่อนยอนๆ มาเรื่อยๆ แล้วก็จะทันเราทุกครั้งที่เราพัก (เอ… แล้วเค้าไม่พักกันเลยเรอะ)
ซึ่งอยากบอกว่าคุณลูกแข็งแรงมากๆ เพราะประเมินจากสายตา น้องเค้าน่าจะ 7-8 ขวบเอง
แถมปั่นจักรยานแม่บ้านกันมาด้วย!!!
เป็นกำลังใจให้นะครับ

บนเกาะ Hakatajima มีเส้นทาง Advance ด้วยนะ
โดยทาง Advance จะให้เราไปวนขึ้นเนิน Hirakiyama เพิ่มขึ้น (แต่ไม่ได้ไป เพราะกลัวไม่ทัน ฮาๆๆๆ)

เรารีบขึ้นสะพาน Hakata-Oshima ที่เป็นสะพานรองสุดท้ายของทริป
สะพานนี้ยาวราวๆ 1 กม. ครับ ซึ่งเป็นสะพานที่สวยมาก พวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดเป็นพักๆ เพื่อเสพวิวสวยๆ
และสุดปลายสะพานคือเกาะ Oshima ที่เราจองเกสต์เฮาส์ไว้ครับ

ทีแรกแผนการของเราจะปั่นรวดเดียวไปรับหมายเลขการแข่งที่ Imabari ก่อนแล้วค่อยกลับมาพักทีเดียว
แต่ปั่นแบกของนานๆ นี่ก็ชักเมื่อยไหล่ เลยขอเอาสัมภาระบางส่วนไปเก็บที่เกสต์เฮ้าส์ก่อน (แถมในกระเป๋าจะได้มีที่ใส่ของเพิ่มขึ้นด้วย)
หลังจากลงสะพาน เราเลี้ยวขวาละไปตามทางเล็กน้อย เราก็จะเจอที่พักของเราแล้ว ชื่อว่า Yadokari guesthouse ครับ
เจ้าของชื่อคุณ Rie และ Akira ยืนรอทักทายเราอยู่ พอเราไปถึงก็ทักทายและดีใจมากๆ เป็นกันเองดีมากๆ น่ารักมากๆๆ

ลักษณะของที่นี่เป็นบ้านญี่ปุ่นชั้นเดียวดัดแปลงมา นอนฟูกแบบญี่ปุ่น, มีห้องน้ำแยก, ห้องอาบน้ำใช้ด้วยกัน (แต่มีห้องเดียว), มีครัวและโต๊ะนั่งเล่นใช้ด้วยกัน
มีของกินเล่น+มาม่าคัพขาย 100 เยน, มีกาแฟดริปให้ฟรี เอาเป็นว่า มีให้ครบพออยู่ได้ข้ามคืนแม้ว่ารอบข้างจะเปลี่ยวแค่ไหนก็ตาม
วันที่ผมไป มีคนพักด้วย 2 ครอบครัว, เป็นคนญี่ปุ่น 1 ครอบครัว และคนจีนอีก 1 ครอบครัว (ซึ่งคนจีนจะไปปปั่น Course C แบบไป-กลับ 140 กม.!!!)
ส่วนจักรยานมีที่จอดอยู่นอกบ้าน (ควรมีที่ล้อคเตรียมไปเอง) ที่ห้องมีปลั๊กสามตาให้, มีฮีตเตอร์ให้ แต่ที่จะน่ากังวลหน่อยคือห้องล้อคไม่ได้
(โดยเวลาจองที่พักผ่าน AirBNB ของเกสต์เฮ้าส์ที่นี่ จะจองเป็นห้องนะครับ ที่นี่มี 4 ห้อง ชอบห้องไหนก็จองห้องนั้นไป)

คุยกันไปจนเพลิน ก็ดูโอเคนะ ทุกอย่างน่าจะดูราวรื่น จนกระทั่งคุยกันถึงว่า พรุ่งนี้จะไปจุดปล่อยตัวอย่างไร
เราก็เล่าให้ฟังว่าวันจริงตอนเช้าจะตื่นมาแล้วออกบ้านราวๆ ตีห้า แล้วปั่นไป (เนื่องจากเราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเรามากๆ)
เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็ทำหน้าตกใจแล้วทักว่า ตอนเช้ามันมืดและหนาวนะ ทำไมไม่ไปกะเราล่ะตอนเช้า หกโมงครึ่งเราจะไปส่งที่ท่าเรือพร้อมกะคนจีน แล้วเรือลำแรกจะออกไปตอนเจ็ดโมง
เราก็ทักไปว่าเจ็ดโมงนี่ เค้าเรียกรวมตัวแล้วอ่า ไปไม่ทันแน่นอน (ปล้วทางด่วนบนเกาะก็ปิดตอนหกโมงด้วยนะยูว์!!!)
ซึ่งเจ้าของเกสเฮ้าส์ตกใจกว่าเดิม+ทำหน้าเครียดๆ และพยายามหาแผนการเดินทางอื่นให้ทันเวลา
เราก็ปล่อยเค้าคุยและหาหนทางไปละกัน ,, ส่วนเราก็ขอตัวก่อนนะ เพราะเดี๋ยวไปเอาหมายเลขไม่ทัน

จริงๆ เค้ามีคู่มือให้นะครับ เกี่ยวกับกฏและการเตรียมตัวต่างๆ ค่อนข้างละเอียดมากๆ ครับ

พอเอาสัมภาระส่วนหนึ่งฝากไว้เสร็จ เราก็รีบปั่นไปเมือง Imabari ต่อ
โดยปั่นทางที่เป็น recommended สำหรับเกาะ Oshima นี้เป็นทางที่เราต้องปั่นจากเหนือลงใต้ ฝ่าเนินกลางเกาะ 2 เนินครับ เหนื่อยพอควร
(ถ้าเลือกปั่นทางที่เป็น Intermediate จะปั่นเลาะชายทะเล ที่มีระยะทางไกลกว่าราวๆ 4 กม.)
แค่เราปั่นทางลัดกลางเกาะก็ราวๆ 10 กม.แล้ว เหนื่อยเหมือนกัน และกว่าจะไปถึงอีกฝั่งของเกาะ ก็ราวบ่ายสามโมงแล้ว…
ซึ่งจุดนี้ ท้องฟ้าเริ่มครึ้มๆ (คนละแบบกะบ่ายสามบ้านเราเลย) แถมวิวที่เราเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ยาวสุดลูกหูลูกตามันสวยงามมากๆ

ว่าแล้วก็รีบปีนขึ้นไป

บนสะพาน Kurushima-Kaikyo และเมือง Imabari

เรารีบปั่นจักรยานขึ้นสะพานไปครับ ซึ่งสะพานนี้ค่อนข้างสูงมากๆ แต่พอเราเห็นทางขึ้นปุ๊บนี่ อยากขึ้นทันที เพราะมันมีทางวนๆ แบบใน Anime เลย (เหมือนแบบทางขึ้นที่จอดรถในห้าง ฮาๆๆๆ)
พอขึ้นไปถึง ฟีลลิ่งแรกคือเสียวมาก ทั้งจากความสูงด้วย, ลมที่แรงมาก และสะพานยาวจนมองไม่เห็นปลายสะพานอีกด้าน (ก็ยาวตั้ง 4 กม.!!)
และทางจักรยานที่ค่อนข้างแคบ (และต้องขี่สวนกัน) แถมรู้สึกว่ามันใกล้กับรถยนต์ด้วย+รถก็วิ่งเร็วด้วย
แถมเวลาปั่นบนสะพานมันจะรู้สึกสั่นๆ นิดๆ มันไม่มั่นคงเหมือนสะพานอื่นๆ
และพอทุกอย่างมันมารวมกัน ผมรู้สึกเียวมากๆๆๆๆ (แฟนผมนางดูชอบนะ!!) แต่ผมพยายามสลัดความกังวล ก้มหน้าปั่นต่อไป
พยายามทำความเร็วให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทันเวลา

พอถึงปลายสะพานฝั่ง Imabari ผมรีบไหลลงเข้าไปยังเมืองครับ เพราะจากตัวสะพานเราต้องเข้าไปอีกไกลพอควร
เรายึดมั่นปั่นไปตามเส้นสีฟ้า จนในที่สุดเราถึงจุดปลายของมันตรงศูนย์นักท่องเที่ยวของเมือง Imabari
เห็นนักปั่นอยู่บ้าง ตรงร้าน Giant store แต่ดูไม่ค่อยคึกคักอย่างที่คิดไว้เลย ไม่เหมือนบรรยากาศตามงานแข่ง
สุดท้ายเราจึงเข้าไปถาม (พร้อมกับช้อปปิ้งที่ร้านไจแอนท์) อ่าว ที่นี่ไม่ใช่ที่ลงทะเบียน เพราะว่าเค้าจัดกันที่ Shimanami Earth Land
เราก็เลยต้องปั่นไปอีกร่วมห้ากิโล ซึ่งกว่าจะถึงก็ราวๆ สี่โมงแล้ว

จริงๆ จุดลงทะเบียนเราเลือกได้นะครับ ว่าจะลงที่ไหน หลักๆ ก็จะมีที่เมือง Imabari, เมือง Onomichi และก็เมือง Matsuyama ครับ (อาจมีที่อื่นๆ อีก แต่ละปีไม่เหมือนกัน) ซึ่งถ้าเราลงทะเบียนว่าจะไปเอา bib ที่ไหน เราต้องไปที่นั่น Only นะครับ ซึ่งทีแรกผมกะเอาที่ Onomichi แต่ไหนๆ เราก็จะปั่น Shimanami Kaido อยู่แล้วเลยว่าจะมาเอาที่ Imabari ก็ได้ แถมถ้าเอาที่ Onomichi ก็ต้องแบกมาด้วย (ก็เราไม่รู้ว่าเค้าจะให้อะไรเราบ้างนี่นา) ซึ่งไม่คิดเหมือนกันว่ามาเอา bib ที่นี่จะมีดราม่าอะไรมากมายขนาดเน้

ที่นี่เป็นลานกว้างๆ ครับ แลดูคึกคักมากๆ มีซุ้มเกี่ยวจักรยานละลานตาไปหมด พอถึงที่หมายก็รีบไปลงทะเบียนครับ
ลงทะเบียนที่นี่นอกจากหมายเลขการแข่งกับกระเป๋าทีได้ ก็จะมีของดีประจำเมือง ตั้งแต่ผ้าขนหนู น้ำมะนาว ผงแช่ตัว น้ำซอสหมักเนื้อ ผงดองขิง ฯลฯ (เยอะเกิ้นนนนนนนน)
เสร็จแล้วเราก็ออกไปเยี่ยมชมตามซุ้มต่างๆ พยายามจะช้อปปิ้งแต่คุยไม่รู้เรื่อง ยืนอยู่ดูสักพักพวกซุ้มก็เริ่มปิด (จุดลงทะเบียนปิด 7 โมง แต่ราวๆ ห้าโมงร้านรวงก็เริ่มเก็บซุ้มแล้ว)
พระอาทิตย์ลดต่ำลงเหมือนอากาศตอนทุ่มนึงบ้านเรา ทั้งที่ยังไม่ถึงห้าโมงดี แถมอากาศหนาวลงมากๆ ยิ่งกว่าอยู่ในตู้เย็น
จริงๆ อยากเที่ยวชมเมือง Imabari (ซึ่งจริงๆ น่าเที่ยวมากๆ) แต่ขอเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดละกัน เพราะเราต้องรีบปั่นกลับไปยังที่พักบนเกาะ Oshima ร่วม 20 กม.
ขามาเราจับเวลาปั่นมาแบบไม่พัก + มีลมส่งนิดๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที
ขากลับสวนลมก็คงราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งได้แหละ ,, ซึ่งเราจะถึงที่พักหกโมงครึ่ง ก็ไม่น่าจะมืดมากนะ
แต่เราคิดผิดมากๆ ครับ

เราออกตัวกันราวๆ ห้าโมงสิบห้า พระอาทิตย์ตกเร็วมากๆ และเริ่มลับขอบฟ้าไปราวห้าโมงครึ่ง
เรียกว่าปั่นไปบนสะพานตะกี้นี่เสียวแล้ว ขากลับเสียวกว่าเดิม
เพราะยิ่งปั่นก็ยิ่งมืด ทางก็มองเห็นยากขึ้น แถมอากาศเย็นและลมแรงขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นลมต้านที่หนาวมากๆ หนาวสะท้านเลย
เรากัดฟันปั่นจนถึงปลายสะพานฝั่งเกาะ Oshima ราวๆ หกโมงครับ บอกได้เลยว่ามืดมาก และหนาวมากๆ ลมแรงมากๆ
หลังจากนั้น เราก็ต้องปั่นลุยเนินอีก 2 เนิน ฝ่ากลางเกาะเพื่อขึ้นไปยังที่พักเราที่อยู่ตอนเหนือ
และกว่าที่เราจะปั่นกลับ รวมเวลานี่ เกือบๆ 2 ชั่วโมงเลย!!!
และพรุ่งนี้ เราจะต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีกตอนปั่นมาร่วมงาน โอยยย ตายยยย เทตอนนี้เลยได้มั้ยยยยยยยย

ปั่นฝ่าเนินกลางเกาะไปจนถึงร้าน Okonomiyaki ที่เจ้าของ Guesthouse แนะนำ ซึ่งร้านอยู่ห่างที่พักไม่มาก
แต่อ่าววววววว ร้านเขียนป้ายว่าปิดทุ่ม (แต่เราถึงร้านทุ่มสิบห้า) เพราะถ้าปิดแล้ว แถวนั้นจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ทำให้เหลือทางเลือกที่จะต้องปั่นกลับไปหาอะไรกินกลางเกาะ หรือกินมาม่าที่เกสเฮ้าส์
แต่พอเข้าไปถาม แม่ครัวก็บอกว่าเข้ามาๆๆ เปิดบริการให้พิเศษนะๆๆ เรียกว่ารอดไป
ทั้งหิวทั้งหนาวแบบนี้เลยสั่งชุดใหญ่ไป ทั้งทาโกยากิ โอโคโนมิยากิ เกี๊ยวซ่า ฯลฯ จัดเต็มมากๆๆๆ
พอกินเสร็จก็ปั่นกลับเกสเฮ้าอีกประมาณโลกว่าๆ ครับ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ
ออกมาจากห้องอุ่นๆ สภาพอิ่มๆ เพื่อเจอความเหนาวและลมทะเลอีกครั้ง แงๆๆ

พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำ จอดรถไว้ข้างนอก และเตรียมรถ/เช็ครถครั้งสุดท้ายครับ
แล้วก็มานั่งคิดว่าพรุ่งนี้เอาไงดี เพราะตอนเช้าๆ น่าจะหนาวกว่านี้มากๆ แน่นอน และปั่นไปคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชม แน่ๆ
ซึ่งถ้าแบบนี้ ตี่สี่ครึ่งออกบ้านจะทันไหม จะหนาวแค่ไหน หาอะไรกินยังไง ฯลฯ คำถามพวกนี้วนเวียนอยู๋ในหัวตลอด
กำลังคิดเครียดๆ ฟุ้งซ่านๆ คนจีนที่พักอีกห้องก็เดินมาคุยกับเราว่า
ขอบคุณที่ทักเรื่องเวลาปล่อยตัวเมื่อเช้านะ เจ้าของเกสเฮ้าส์เลยแพลนว่าจะเหมารถไปส่งเราตอนเช้าที่จุดปล่อยตัวเลย
โดยล้อหมุนจากเกสเฮ้าส์ ราวๆ ตีห้า ซึ่งทันเวลาทางด่วนจะปิดตอนหกโมง และส่งเราทันเวลาแน่นอน สนนราคาค่ารถ 800 เยนต่อคน
บอกเลยว่า สภาพการณ์แบบนี้, อากาศหนาวแบบนี้ แพงกว่านี้ก็ยอมจ่าย!!!

คืนนี้หลับฝันดีละครับ

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 1 :: ดราม่าที่ Osaka – Nara

กับการเดินทางที่แสนยาวนาน เราทั้งสี่ (คนสองคน+รถสองคัน) ก็มาถึงญี่ปุ่นตอนหกโมงเช้า

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่บ่ายโมงและบินจริงราวๆ สี่โมงเย็น
รอ Transit ที่ฮ่องกง และเริ่มบินอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ
ขาไปเราใช้บริการของสายการบิน Cathay ซึ่งเป็น Full service
โดยรวมผมว่าโอเคนะ ให้น้ำหนักมา 30กก./คน โดยไม่จำกัดชิ้น/ขนาด แถม check through ให้
บนเครื่องมีหนังดู มีของกินแจก มีสายรูเสียบชาร์จไฟให้

หลังจากผ่านตม.และศุลกากรญี่ปุ่น เราก็เดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟ โดยเราเลือกสายที่เป็น JR
เพราะว่าเราจะลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อไปสถานี Tamatsukuri ที่เป็นที่พักของเราครับ
(ส่วนถ้าใครจะไปลง Namba ให้เลือกไปรถไฟสาย Nankai จะง่ายกว่า ,, แต่ตู้ขายตั๋วก็ติดๆ กันอะนะ)
พอรถไฟมา ผมก็สะพายเป้ใบยักษ์พร้อมกล่องจักรยาน, ส่วนภรรยาก็มีเป้น้อยและกล่องจักรยานอีกใบ
เริ่มที่สนามบินนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เราเข็นกล่องขึ้นได้แบบสบายๆ
จนรถไฟเริ่มเคลื่อน และรับคนจากสถานีต่างๆ มาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า ภาระใหญ่หลวงกำลังจะมา
ถูกต้องครับ!!! คนกำลังไปทำงาน+เรียนหนังสือ และอัดแน่นเต็มรถไฟ
แม้ว่าจะไม่แน่นเท่ากับที่โตเกียว แต่ไม่มีใครมองที่กล่องใบยักษ์สองกล่องนั่น ซึ่งหมายถึงมันมีขนาดเท่ากับ 5-6 คนยืน!!!
ผมพยายามลดขนาดตัวเองโดยการเอากล่องสองกล่องมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วเอาเป้ยักษ์วางบนกล่องอีกที
แต่ก็รู้สึกตัวเองเกะกะชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงโคตรๆๆ
พอถึงสถานี Tennoji ก็กราบขอทางชาวญี่ปุ่นแล้วเหวี่ยงกล่องจักรยานออก (โชคดีที่ Tennoji คนลงค่อนข้างเยอะด้วย เลยเนียนลงไม่ยาก)

จากนั้นเราก็ต่อจาก Tennoji ไปยังสถานี Tamatsukuri
เราก็ย้ายตัวเองและสัมภาระจาก Airport line มายัง Osaka loop line ครับ
ที่ญี่ปุ่นนี่ ดีอย่าง คือ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีลิฟต์คอยบริการตลอด แล้วเจ้า MOVE สองกล่อง ก็ยัดเข้าลิฟต์ได้พอดี
ตอนนี้เราไม่ได้ขึ้นที่ต้นสถานีอีก แถมเป็นช่วงเวลาที่คนค่อนข้างเยอะด้วย
เราจึงแยกกันคนละประตู (แต่ใกล้ๆ กัน) พยายามเล็งตู้ที่คนน้อยๆ แล้วรีบพุ่งไปครับ
ด้วยความตื่นเต้น เร่งรีบ และสายตาหลายสิบคู่ พอใกล้ถึงผมจึงส่งสัญญาณให้แฟนลง แล้วเราก็ถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ
แต่พอลากกระเป๋าออกจากสถานีเท่านั้นแหละครับ ผมสะดุ้งเลย!!
เพราะลงผิดสถานี T_T

ทำให้ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่น เราต้องลากกล่องและสัมภาระเดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร
เพราะเราดันไปลงสถานี Tsuruhashi แทนที่จะเป็น Tamatsukuri (ก็ชื่อมันคล้ายกันนี่นา)
แต่อากาศบ้านเค้ากำลังดีครับ, ฟุตบาทเดินง่าย แป้บเดียวก็ถึงครับ
แต่ไหนหว่าโรงแรม

ว่าด้วย Grandouce Tamatsukuri

โรวแรมที่เราจองชื่อ Grandouce Tamatsukuri ครับ ซึ่งเราจองผ่าน Booking อีกที
ที่นี่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ ครับ, ทำเลดูดีมากๆ ห้องดูดีมากๆ ราคาไม่แพงด้วย
ทีแรก เราค้นจาก Google street view แต่ไม่แน่ใจทำเลที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะอยู่ในซอย หลังร้านซักผ้าหยอดเหรียญ

พอใกล้ถึงเราก็พยายามหาโรงแรมที่จองไว้ครับ แต่ก็ไม่เห็นมีนะ ดูแล้วก็มีตึกสำนักงานและบ้านคน
เราก็เลยเดินหาร้านซักผ้าหยอดเหรียญครับ ,, เอ ร้านซักผ้าก็อยู่ตรงนี้นี่นา
เดินวนอยู่หลายที และเปรียบเทียบกับแผนที่บน Google street view ก็คิดว่า เจ้าตึกนี่แหละใช่แน่ๆ

ตึกนี้น่าจะเป็นตึกที่กำลังสร้างเสร็จครับ ข้างหน้าดูเป็นอพาร์ตเมนต์ จนเราเข้าไปสำรวจตึก ก็มีกระดาษแปะว่า
“Grandouce Tamatsukuri” พร้อมทั้งให้เบอร์โทรไว้
“เย่!!! ถึงสักที อยา่กฝากของไว้ แล้วจะไปปั่นรอบโอซาก้า” ในใจผมคิดแบบนั้น
แต่เอ๋…. พอเข้าไปจริงๆ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ใดๆ
ข้างหน้าเป็นประตูสองชั้น ซึ่งการเข้าไปชั้นที่ 2 ต้องมีคีย์การ์ด ,, ส่วนด้านหลังเป็นที่จอดจักรยาน
แถม Sim2fly ที่เราเปิด ก็ไม่สามารถใช้โทรออกไปยังเบอร์ที่เค้าเขียนได้
พยายามเช็คเมลที่จองไว้ ทางโรงแรมถามเรื่องพาสปอตและรายละเอียดผู้เข้าพัก แล้วบอกว่าจะส่งกุญแจให้
ภรรยาผมจัดการส่งพวกนี้+กรอกรายละเอียดไปนานมากๆ แต่เราพยายามเช็คเมลที่ตอบกลับก็ไม่มี
อ่าว… ทีนี้ทำไง ยืนงงอยู่หน้าอพาตเมนต์

“มันคงไม่มีวิธีอื่น นอกจากที่เราจะโทรหาเค้าแล้วล่ะ”
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนซิม ก็มีป้าคนนึงเดินจะเข้าไปในตัวตึก ภรรยาผมแกก็ถามป้าเรื่องโรงแรม
ป้าแกเหมือนทำหน้างง แล้วพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่น… อืมมมม จบเห่ละกู
แล้วแกก็หายไปแป้บนึง ควักมือถือออกมาคุย LINE กับใครสักคน จากนั้นแกก็โทรหาเบอร์นั้น
ผมกับปลายสาย เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น…)
แรกๆ แกก็ตรวจสอบเรื่องรายละเอียดการพัก การโอนเงิน ,, ซึ่งโอนแล้ว
แล้วดันมาโป๊ะแตกที่แกไม่ได้ส่งวิธีการเข้าตึกมาให้ แถมวันนี้เราเช็คอินตอนหกโมงเย็นด้วย!!!
โอยน่อ…. ล่มสลายๆๆๆ

สุดท้าย กว่าจะเดินไปทำตามวิธีได้ กว่าจะกดโค้ดเพื่อเอากุญแจ กว่าจะทำนั่นนี่ได้ คุยกันจนเหนื่อย
(ขอบคุณป้าที่ให้ผมยืมมือถือสิบกว่านาที ฮาๆๆๆ)
และโชคก็เป็นของเรา ที่เมื่อวานไม่ได้มีใครมาพัก ,, วันนี้เลยสามารถเข้าได้ก่อนเวลา
จากนั้นเราก็รีบเอาของไปโยนไว้บนห้อง และรีบลงมาประกอบจักรยานเตรียมพร้อมปั่น

แต่ก่อนอื่นใด ต้องชมสภาพห้องที่นี่นะครับ ดีและใหม่มากๆๆๆๆๆ มีส้วมเปิดฝาอัตโนมัติด้วย ฮาๆๆๆๆ
มีอ่างอาบน้ำให้ มีครัวเล็กๆ ให้ มีไมโครเวฟ มีตู้เย็นให้ ทุกอย่างดูดี เป็นสัดส่วนและครบถ้วน และราคาไม่แพงด้วย
ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าแนะนำมากๆ หากต้องพักหลายวันหน่อย

Warm up :: Osaka Explorer

กว่าจะทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปาไปเกือบ 11 โมงครับ เราเลยว่าเดี๋ยวไปกินข้าวแถวปราสาทโอซาก้าก่อน
จากนั้นลองปั่นไปที่ใกล้ๆ ซึ่งแพลนคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปที่โกเบกัน เพราะไป-กลับไม่ถึง 60 กม.

การเอาจักรยานตัวเองมาปั่นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครั้งแรกดีมากๆ ครับ
อากาศโคตรดี ฟ้าใสสุดๆ รถยนต์ขับโคตรมีมารยาท คือแบบไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
แล้วเราสามารถปั่นบนถนนหรือจะบนฟุตบาทก็ได้ แต่ระวังคนเดินด้วย
แถมรถเค้าก็ขับแบบชิดซ้ายเหมือนกับเราด้วย แทบไม่ต้องปรับตัวเลย

แต่สิ่งต้องปรับตัวเลย คือการเลี้ยวขวาครับ ,, คือถ้าเราปั่นถนนแล้วเราจะเลี้ยวขวา เราจะไม่สามารถเลี้ยวตีโค้งสวยๆ ได้แบบบ้านเรานะครับ เราต้องข้ามทางม้าลายเอาครับ!!!

มื้อแรกเราจัดข้าวแกงกะหรี่แถวๆ ปราสาทโอซาก้าไปครับ รสชาติพอใช้ครับ
จากนั้นไปต่อที่ปราสาทนิดหน่อยเพื่อวอร์มขา + Starbucks รสชาติพิเศษช่วงฮาโลวีน แล้วแพลนจะปั่นไปโกเบต่อ
เกือบบ่ายโมง เราทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

Kobe is callin’ :: DNF

แม้ว่าการปั่นที่ญี่ปุ่นจะดูชิลๆ แต่ปัญหาคือเราปั่นทำความเร็วไม่ได้ครับ
เนื่องจากไฟแดงมันถี่มากๆๆ แล้วเรายังเกร็งๆ ในการปั่นบนถนน จึงสลับมาปั่นบนฟุตบาทด้วย จึงทำให้ช้ากว่าเดิมอีก
ชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าจะปั่นเสือหมอบที่ความเร็ว 12-16 กม./ชม.ได้
รถขอบสูง แต่งชุดเต็ม ปั่นบนฟุตบาทนี่แพ้รถแม่บ้านนะครับจะบอกให้!!!
แต่พอปั่นไปเรื่อยๆ ถนนทางไปโกเบเริ่มกลายเป็นทางด่วน รถยนต์ธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสิบล้อ
อีกทั้งเมื่อคืนเราเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากๆ ร่างกายก็ไม่พร้อมเท่าไหร่
ปั่นไปเกือบสองชั่วโมง ได้แค่สิบกว่าโลก็เลยขอถอยทัพก่อนดีกว่า

ซึ่งผมว่าเราตัดสินใจถูกเลยแหละที่ไม่ไป เพราะมืดเร็วมาก ห้าโมงพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ขืนถ้าเรายังฝืนไป คงถึงโกเบตอนมืดแน่ๆ แถมไม่รู้จะกลับยังไงด้วย…
แล้วอากาศช่วงกลางคืนค่อนข้างหนาวมาก พวกชุดจักรยานเราหลักๆ จะเป็นเสื้อเมืองร้อน จะค่อนข้างบาง และโปร่ง ระบายเหงื่อได้ดีมากๆ ,, แต่พอเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สุดท้ายก็เลยแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้าน Lead coffee ครับ

กาแฟที่ญี่ปุ่นราคาโหดพอสมควรครับ มาตรฐานลาเต้ร้อนแก้วนึงราว 400-600 เยน (120-200 บาท) ซึ่งทำให้ราคากาแฟในสตาร์บัคส์ถูกลงไปเลย (แถมผมชอบรสชาติกาแฟบ้านเรามากกว่าด้วยนะ อิอิ)

ส่วนตอนเย็นเราก็ขอทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างครับ ฮาๆๆๆๆ
เดิน Dotombori ชมผู้คน, ถ่ายรูปคู่กะป้ากูลิโกะ, ชิมทาโกะยากิร้านดังอย่าง Kukuru
แต่ร้านอาหารเย็นวันนี้คือว่าใช้ได้เลยครับ ,, เรากินร้านชื่อ Botejyo ที่สาขา Dotombori ครับ (ที่ไทยก็มีนะ)
แล้วปิดท้ายด้วย Pablo ครับ

ชิมมาหลายที ผมชอบทาโกะยากิแบบกรอบๆ ของโตเกียวมากกว่านิ่มๆ ของที่นี่, ส่วนโอโคโนมิยากินี่ต้องแบบโอซาก้า/คันไซแหละ อร่อยๆๆ

แม้ไม่ได้ไปโกเบก็ไม่เป็นไร คืนนี้ของพักก่อน แล้วไปแก้แค้นที่นาราพรุ่งนี้แล้วกัน

Nara is callin’ :: Kuragari hill and Hanna rd.

หลังจากความผิดหวังเมื่อวาน วันนี้เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปนาราครับ ,, แต่ตอนเช้ามืดและหนาวมากๆ จึงรอให้อุ่นอีกนิด และเริ่มออกเดินทางตอนเก้าโมง
เรารีบออกจากโรงแรม และออกไปจิบสตาร์บัคส์ก่อน ฮาๆๆๆ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ
สภาพการจราจรวันนี้คล้ายๆ เมื่อวาน คือช่วงในเมือง เราทำความเร็วแทบไม่ได้เลยครับ ไฟแดงถี่มากๆ
จนกระทั่งออกมานอกเมืองหน่อยเราจึงพอทำความเร็วได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบบ้านเราที่จัดกัน 30-40กม./ชม. นะ
ที่นี่ได้ซัก 20 กม./ชม. ก็หรูละ….

นอกจากนั้น ช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลในการไปนารา ผมไปเจอบล๊อกนี้ครับ
คือมีฝรั่งนายหนึ่งมันโม้ว่า ถ้ายูมาทางหลวง 308 ยูจะเจอภูเขาระดับโคตรบอส ถึงขั้นว่าเป็นทางหลวงที่ชันและยากที่สุดบนโลก!!
โอ้โห!! พูดแบบนี้ขึ้นเลยครับ ญี่ปุ่นมันประเทศพัฒนาแล้ว ใครเค้าจะตัดถนนแบบประสาทแดกแบบบ้านเรา
เนินโหดๆ ของไทยผมก็ผ่านมาเยอะนะครับ ,, แถมวันนี้เราออกกันตั้งแต่เช้า+นาราใกล้กว่าโกเบอีก วันนี้มันต้องเจอกันหน่อยครับ!!!

เราปั่นมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบโลครับ แผนที่บน Garmin ก็เปลี่ยนเป็นทางด่วนแล้ว ผมก็พยายามคลำทางไปเส้น 308 ให้เจอครับ
เราลัดเลาะในหมู่บ้านเล็กน้อย พอพ้นแนวของหมู่บ้านเท่านั้นแหละครับ แม่งเหยยยยยยย!!!
มันไม่เหมือนบ้านเราที่มองเห็นเป็นกำแพงถนนนะครับ แต่เหมือนเป็นทางพุ่งเข้าไปในป่า สังเกตง่ายๆ คือที่พื้นถนนจะเป็นตะปุ่มตะป่ำครับ
คือทางชันมั้ย บอกเลยว่าชันมากๆๆ ครับ ยากมากระดับ 20+% เป็นอย่างน้อยตลอดช่วง (บางช่วงมี 40%!!!!)
แต่ความยากของมัน นอกจากความชันเห้ๆ แล้ว ยังมีร่องน้ำใหญ่มากๆ ดักเรารัวๆ แล้วเลื้อยไม่ได้+ไม่มีจุดพักเลย คือถ้าลงจอดก็จูงยาว
ยิ่งกว่านั้น มีรถสวนเราเป็นพักๆ ด้วย ซึ่งสวนที ก็คือจอด 100% เพราะทางมันแคบมาก
ถ้าใครจะปั่นเสือหมอบขึ้น คงต้องใช้ 50/34 คู่กับเฟืองหลัง 34 ขึ้นไปสำหรับขาแรง

จะจำชื่อไว้เลยครับ เนินนี้ชื่อ Kuragari (ฝั่งตะวันตก) ครับ

เห็นคนญี่ปุ่นว่า มีงานประเพณีแข่งขึ้นเนินนี้ด้วยนะครับ ฮาๆๆๆ มึงไปเองเถอะ

แค่เนิน 3 กม. เราทำเวลาไปชั่วโมงกว่าครับ!!! กว่าจะถึงยอดเขา ซึ่งมองไปก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆ แล้ว
คนญี่ปุ่น (ที่เค้ามาเดินเทรคกิ้งขึ้นเขาลูกนี้) มาชื่นชมเรามากๆ ว่าปั่นขึ้นมาได้ไง บ้าชัดๆๆๆ
แล้วก็ชี้ว่า เมืองที่ยูเห็นลิบๆ มันคือ Minima-Ikoma ครับ ,, นาราของยูต้องผ่านไปอีกดอย!!!
แค่นั้นแหละครับ!! เรารีบไหลลงเลย เพราะกลัวจะไม่ทันโคตรๆ เพราะแค่ขามานี่ยังไม่ถึงไหนก็เที่ยงวันแล้ว

พอลงถึงเมือง Minami-Ikoma ก็พยายามมองหาร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ไม่ได้แวะอะไรครับ
สุดท้ายเราก็บรรเทาความหิวที่ร้าน Mos Burger ก่อนถึงตัวเมืองนาราครับตอนเกือบบ่ายสองครับ
ค่อยๆ ปั่นจนเข้าเมืองนาราราวๆ บ่ายสองครึ่งครับ

เมืองง่ายๆ สไตล์นารา

นาราเป็นเมืองเล็กกว่าที่ผมคาดไว้มากๆ ครับ
แต่ที่คาดไว้ไม่ถึงกว่าคือนักท่องเที่ยวมาแบบเยอะมากจริง
เพราะต้องยอมรับเลยว่า เมืองเค้าน่ารัก และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างดี
การมานารา (นอกเหนือจากที่ดูกวางอะนะ) จะเป็นเมืองที่สงบๆ ไม่ได้พลุกพล่าน แต่ให้ฟีลแบบเมืองเก่าที่มีความขลัง
แถมมี Signature อีกอย่างที่นี่ คือวัด Todaiji ซึ่งถือเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่ระดับใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มาครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะว่าเค้าไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปด้วย แถมเวลายังกระชั้นมากๆ
แค่นั่งเล่นถ่ายรูปกับกวางก็หมดไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ใช่ครับ ประสบการณ์เมื่อวานสอนเราว่า ที่นี่ค่ำเร็วมากๆๆ และเราจะต้องไม่กลับทาง 308 อีก
ซึ่งก่อนมาผมแพลนว่า เราจะอ้อมภูเขาทางเส้นบนเอา ซึ่งดูจาก Google maps ก็น่าจะชันน้อยกว่า
เล่นกับกวาง และสำรวจเมืองนาราคร่าวๆ ราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ เราก็รีบกลับแล้วครับ
ระยะทาง 30 กม. กับเวลา 2 ชม. น่าจะทันที่เราจะถึงโอซาก้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรารีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกเดินทางราวสามโมงครึ่งครับ
คราวนี้เรากลับย้อนทางเดิมในช่วงแรกครับ พอถึงแยกเราก็เลี้ยวขวาขึ้นไปอีกทาง ซึ่งเขียนว่า Hanna road ครับ
ทางนี้ จะไม่เหมือนทางขามานาราเลยครับ หรือเรียกว่า ไม่เหมือนทางทั่วไปที่เราเคยปั่นมาเลย
ทางมันจะออกคล้ายถนนซุปเปอร์ปนทางด่วนบ้านเราครับ ทางมีเกาะกลางกั้น แล้วรถขับค่อนข้างเร็วมาก
เท่าที่ปั่นมา เส้นนี้ไม่มีจักรยานเลยซักคันครับ แล้วดูเหมือนรถแต่ละคันที่มาเจอเราก็จะตกใจอยู่ไม่น้อย
เราก็พยายามขับชิดซ้าย และทำความเร็วให้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมาก เพราะกลัวเจอทางด่วนแล้วจะถอยกลับไม่ได้

ทางแถวนี้ก็เป็นเนินนะครับ แต่ไม่ได้ชันมาก สูงสุดราวๆ 3-6% แค่นั้น
ดูแผนที่ เราน่าจะเลยครึ่งทางของ Hanna road ก็คิดว่าไม่น่าจะมีทางด่วนแล้วล่ะ (ถ้ามีก็ให้ตำรวจไปส่งเราละกัน ฮาๆๆๆ)
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกสุดท้าย แสงอาทิตย์ก็ดูริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่พะวงเรื่องทางด่วยก็กลายเป็นเรื่องความมืดแทน
สุดท้ายเราก็ไหลลง ได้ดูแสงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกระหว่างไหลลง สวยงามมากจริงๆ
และเราก็ถึงเขตโอซาก้าก่อนพลบค่ำพอดิบพอดี!!!
แม้ว่าจะต้องเลี้ยวเข้าตามซอกซอย และใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากของวัน
ก็เลยฉลองด้วยร้านเนื้อสเต๊กข้างๆ โรงแรม รสชาติดีมากๆ แต่ราคาก็แรงเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

หมดวันนี้ก็ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกเดินทางไปยังเมือง Onomichi ด้วยรถไฟชินคันเซ็นกัน