สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 4 :: วันจริง Cycling Shimanami ครับ!!

นาฬิกาปลุกเราราวตีสี่ครึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับนอนในตู้เย็น
แม้ว่าจะซุกตัวในผ้าห่มพร้อมทั้งมีฮีตเตอร์ใกล้ๆ อากาศหนาวมากๆๆๆ
ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าเรายังยืนยันปั่นไปตามแผนเดิม จะไปถึงทันเวลาไหม
เพราะจุดนี้ แค่ก้าวเดินในบ้านยังหนาวทรมานขนาดนี้
แต่เราจะมัวชักช้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว

ฝ่าความเหน็บหนาว ด้วยรถบรรทุก

ผมจัดการตัวเองและสัมภาระทุกอย่างพร้อมราวๆ ตีห้านิดๆ
และด้วยความหิวจึงเปิดมาม่าคัพกิน 1 ถ้วยรองท้อง (ที่นี่เค้ามีบริการอาหารขายนะ แค่ 100 เยนเอง แต่บริการตัวเองหมด)
กินสักพัก รถกระบะมาถึงราวๆ 5.15 น.ตรงเวลา เราก็ช่วยกันยกจักรยานทั้งสามคันขึ้นรถกระบะ
ผมนั่งกะลุงคนขับ (ซึ่งเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์) ส่วนที่เหลือนั่งรถยนต์อีกคัน (เมียเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ขับ)
แอบลุ้นนิดๆ ว่าจะทันมั้ย (แต่ดูจากเวลาแล้วน่าจะสบายๆ)

เราขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางที่เราปั่นมาเมื่อวาน จนถึงช่วงกลางเกาะ เราก็เลี้ยวขึ้นทางด่วนครับ
ทางด่วนยังเปิด แต่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ตลอด ว่าจะปิดตั้งแต่หกโมงจนถึงเที่ยง ซึ่งคิดว่าปิดตรงเวลาแน่นอน!!!
เราลงจากทางด่วนราวๆ 5.50 น. ทันเวลาเป๊ะๆ เย่ๆๆๆ รอดแล้วๆๆๆ
แต่พอคิดย้อนกลับไป แล้วลุงจะกลับเกาะ Oshima ยังไง ,, ลุงว่า เดี๋ยวหาเที่ยวแถวนี้แหละ เที่ยงค่อยกลับ ,, โหยยยยยยยยย

เรานั่งรถกับลุงมาเรื่อยๆ จนไปที่จุดนัดพบครับ
จุดนัดพบที่นี่ไม่ใช่ทั้งตรงศูนย์นักท่องเที่ยวกลางเมือง หรือ Shimanami Earth Land เมื่อวาน แต่เป็นที่สี่แยกก่อนขึ้นทางด่วนซักแยกนึง
ซึ่งลุงและป้าที่มาส่ง ไม่ได้ปล่อยเราไปตามยถากรรมนะ แกนี่ดูแลเอฟรี่ติงจิงเกอเบลให้หมด พาเราไปยังลานจอดรถ ถามที่รวมตัว ถามความเรียบร้อย ถามนั่นนี่ ฯลฯ
ถามเราทุกช๊อตและไปส่งเราถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ให้รถยนต์เข้า (แล้วพวกนางยังมีการเดินไปเช็คความเรียบร้อยอีกนะตามบล๊อคต่างๆ อีกนะ)
โหยยยยยย ถ้าไม่มีลุงและป้าเจ้าของเกสเฮ้าส์ ลำบากแน่ๆ

บรรยากาศการรวมพลของนักปั่นทั่วสารทิศ

เราไปถึงจุดรวมพลราวหกโมงครึ่ง ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดปล่อยของ Course B, C, D, E และ F
โดยจะปล่อยตามลำดับ B, C, D, E, F ซึ่งแต่ละ course ก็ยังมีกลุ่มย่อยอีกเพื่อให้ไม่ปล่อยทีละเยอะเกินไป
ตามกำหนดการ เรียกรวมพล 7 โมงเช้า และเริ่มเรียง line up เสร็จ 7.30 น.
เวลาเหลือว่างๆ เราก็ไปจัดการสัมภาระก่อน ของต่างๆ สามารถฝากเค้าไปได้นะครับ มีรถบริการส่งถึงปลายทาง
เราฝากไปแหละ พวกเสื้อผ้ากับของใช้ที่มันไม่แตกหักอะ แต่พวกกล้องก็พกไปเองดีกว่า (ส่วนพวกผงดองขิงกับน้ำหมักเนื้อยกให้เจ้าของเกสเฮ้าส์ไป)
ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องแบกไปเอง เพราะปั่น 70 โลจริงๆ ก็เมื่อยไหล่ไม่ใช่น้อย

พอจัดการสัมภาระเสร็จ ก็จัดการตัวเองต่อครับ ด้วยการเข้าห้องน้ำ ฮาๆๆๆ
ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำพลาสติกเคลื่อนย้ายได้ครับ ข้างในแบบทรงส้วมซึมแบบญี่ปุ่น (ที่เราต้องหันหน้าเข้าท้ายชักโครก)
ถอดชุดปั่นที่เป็นเอี้ยมก็ยากอยู่ละ ยังยากที่จะต้องทรงตัวบนนั้นด้วยคลีทลื่นๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเลยจริงๆ ฮาๆๆ
พอจัดการตัวเองเสร็จทุกอย่าง ก็ลองดูผู้เข้าร่วมรายการปั่นกับเราครับ

อย่างที่บอกว่านี่มันไม่ใช่รายการแข่งแบบ Elite แต่ให้อารมณ์แบบปั่นวัดใจหรืองานประจำปีมากกว่า
ดังนั้น คนที่เข้าร่วม มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงลุงๆ, ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็มีฝรั่งมาร่วมด้วยไม่น้อย
จักรยานก็หลากหลายมากๆ มีตั้งแต่รถธรรมดา เสือภูเขา เสือหมอบ จนถึงเสือหมอบตัวท้อปแบบเรา
ซึ่งบอกเลยว่า จักรยานไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ (โดยเฉพาะเรื่องความหรูหรา!!!)

รอไปอีกสักช่วง คนก็ทะยอยกันมาเยอะมากๆ ครับ จนพอถึงเวลาปุ๊บ ก็เริ่มให้เรียงแถวเพื่อปล่อยตัวตามบล๊อค
โดยการปล่อย เค้าจะปล่อย course B (วนเกาะ Omishima รวม 110 กม.) ออกไปก่อนครับ
จากนั้นเราก็ค่อยๆ ต่อคิว จูงรถจักรยานกระดึ้บๆ ไหลตามฝูงชนไปครับ
ยิ่งใกล้จุดปล่อยตัว เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ ,, ผมนี่ฮึกเหิมมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งกะใคร
หมด course B ก็ต่อด้วย course C (ปั่นไป-กลับ Onomichi รวม 140 กม. ซึ่งเป็นระยะไกลที่สุด)
หมด course C แล้วก็เป็นตาของเราครับ โดยเค้าจะเริ่มปล่อยกลุ่มแรกของ course D ตอน 8.13 น. (คือในกรุ้ปยังซอยเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก) โดยเค้าให้เวลา 4 นาที ในการปล่อยตัวของแต่ละกลุ่มย่อยครับ
ขบวนนักปั่นค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดเริ่มของเราเป็นหน้าปากทางด่วน
ข้างหน้ามีเวที และฝูงชนจำนวนมาก ,, พิธีกรทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งก็เฮฮากันน่าดู (ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ)
กลุ่มย่อยของเราเป็นกลุ่มที่ 3 ได้ปล่อยตัวตอนเวลา 8.21 น. ซึ่งปล่อยตัวตรงเวลามากๆ

ถ้าคิดไม่ออกว่า Course D ปั่นยังไง สามารถดูรายละเอียดลึกๆ ได้ตามลิงค์นะครับ

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

สัญญาณปล่อยตัวดังออกมา ผมตื่นเต้นมาก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้าดี เอาเป็นว่าไหลๆ ตามเค้าไปก่อน
เริ่มมาเป็นเนินเล็กๆ แล้วเข้าทางด่วนเลยที่ปกติจักรยานขึ้นไม่ได้
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่แปลกที่ปั่นบนถนนปิด แบบโล่งมากๆๆ
ทางด่วนบ้านเค้า เป็นแค่ถนน 2 เลนเองนะ ไม่ได้เหมือนบ้านเรา แล้วทางด่วนก็ปิดให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เราปั่นแค่ฝั่งเดียว (และข้ามไปไม่ได้ด้วย)
ออกตัวช่วงแรก คนเยอะมากและยังไม่อัดกันเต็มแรง (เว้นพวกกลุ่มหน้าๆ)
ผมพยายามเกาะกลุ่มแล้วค่อยๆ แซง พร้อมกะลากแฟนไปด้วย เร่งทำความเร็ว แต่ไม่ได้มากนัก

จากนั้นเราผ่านอุโมงสั้นๆ พอโผล่มาอีกฝั่งก็เริ่มจะเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ลิบๆ ละ
หลังจากปั่นไปได้เรื่อยๆ ใกล้ๆ จะขึ้นสะพาน รู้สึกว่ามันช้ากันจัง
อยากปั่นเร็วๆ เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปั่นเร็วไปทำไม ถ้วยก็ไม่มี เอาเป็นว่าค่อยๆ เสพวิวฟินๆ ช้าๆ ไปกับนักปั่นคนอื่นๆ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน
แล้วผมว่าเค้าเตรียมงานดีมาก ถนนที่มีรอยต่อ ก็ปูเหมือนผ้ายางหนาๆ ให้ จะได้ปั่นแล้วไม่สะเทือน
Staff ยืนคุมเยอะมาก แทบทุก 100 เมตร, โค้งและโบกมือทักทายเราตลอดทาง

หลังจากลงสะพาน ก็มีมุดอุโมงค์ด้วย (ถ้าเป็นบ้านเราคงตัดถนนอ้อมภูเขา) น่ากลัวเหมือนกัน แนะนำว่าควรมีไฟติด ทั้งหน้าและหลัง ถ้าดีก็มีพวกกระดิ่งด้วย
เราปั่นย้อนทางเดิมหมด เริ่มตั้งแต่สะพาน Kurashima-Kaikyo, สะพาน Hakata-Oshima, สะพาน Tatara แบบไม่ต้องลงไปที่เกาะข้างล่าง
พอยิ่งปั่น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ อาจเพราะรอบขามันมา แต่ว่าก็ไม่ลืมที่จะชมวิวตลอดสองข้างทางไปด้วย
พอลงสะพาน Tatara ไปนิดนึง ก็ถึงจุดพักครึ่งทาง ตรงที่พักทางด่วน บนเกาะ Ikuchima

ที่จุดนี้มีของให้กิน ทั้งขนม, น้ำ เกลือแร่ และ signature อย่างมะนาวแบบกินเปลือกได้ ฮาๆๆๆ (เป็นของที่คนหยิบน้อยที่สุดละ แต่ผมว่าอร่อยดี)
จุดนี้เราพักกันสักครู่ เพราะมีบริการห้องน้ำด้วย
แถมเจอพี่ๆ คนไทยจาก Boxmatch ที่จัดทริปปั่นต่างประเทศ ด้วย ,, หวังว่าจะได้ใช้บริการในคราวถัดๆ ไป
แม้ว่าจะทัน cut off แน่ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลากับจุดพักมาก จึงรีบออกเดินทางกันต่อ

เกาะ Ikuchima คือเกาะสุดท้าย และสะพาน Ikuchima คือสะพานสุดท้ายที่เราได้ขึ้นทางด่วน
และเราอ้อมลงจากทางด่วนที่เกาะ Innoshima ครับ
แอบผิดหวังนิดๆ อยากให้เราได้ปั่นต่อบนทางด่วนยาวๆ จนถึง Onomichi เลย

จากนั้น เราก็ปั่นเส้นทางตามปกติของ Shimanami Kaido เลยครับ
แต่เส้นทางวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะข้างล่างเค้าก็ปิดถนนให้นะ
หรือแม้แต่ตามสามแยก/สี่แยก ก็มีตำรวจ/staff คุมและคอยโบกรถให้ตลอด
แถมบรรยากาศสองข้างทางนี่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ
ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับงานนี้ตลอดทาง ตั้งแต่หนุ่มสาว เด็กน้อย ลุงป้าน้าอา โบกมือทักทายตลอดสองข้างทาง
ปั่นจนถึงกลางเกาะ Innoshima เราพักอีกครั้งที่โรงงาน Manda ครับ (ซึ่งโรงงานนี้ ก็คือไอ้ที่แจกผงดองขิงให้เราตอนที่ลงทะเบียนอะ)
เราก็พักแป้บนึงครับ, กินน้ำกินท่า แล้วปั่นออกไปต่อเลยตามเส้นสีฟ้า

จากนั้นเราข้ามเกาะ Innoshima ไปยังเกาะ Mukaishima ผ่านสะพาน Innoshima (ไอ้สะพานลูกกรง)
ปั่นไปเรื่อยๆ กำลังทำความเร็วสนุกๆ อยู่ดีๆ ก็ให้เลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนมัธยมปลาย Mukaishima ที่มีแต่ทราย
ซึ่งจุดนี้ ที่โรงเรียนเค้าให้เราเข้ามาเพื่อแบ่ง group ขึ้นเรือเฟอรี่
เราก็เดินงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เดินตามเขาอยู่ดีๆ ก็ได้ไปอยู่หน้าแถว แล้วก็ให้ไปก่อนคนอื่น
ตรงนี้ แอบงงๆ เหมือนกัน ฟังญี่ปุ่นไม่ค่อยออก ก็ไปตามที่ Staff เค้าโบกละกัน (แต่ไม่ได้แซงใครน้าาาาาา)

จากนั้นปั่นมาอีกนิดนึง ก็ขึ้นเรือ Ferry (แต่ไม่ต้องจ่ายตังละ) ข้ามไปยังฝั่งเมือง Onomichi
แต่ตัวเมืองฝั่ง Onomichi ไม่ได้ปิดถนนนะ (แต่ไหล่ทางเค้ากว้างมากๆ จนไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ละ)
ค่อยๆ ปั่นมา ผ่านตัวเมือง ผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านโรงแรม U2 hotel แล้วเลี้ยวข้างๆ โกดังเก่า
จุดนี้ก็คือเส้นชัยของ Cycling Shimanami 2018 นั่นเองครับ!!!!
ซึ่งเราถึงเส้นชัยราว 11 โมงครึ่ง ซึ่งใช้เวลารวมพักราว 4 ชม. (หรือถ้าไม่พักก็ 3 ชม. 30 นาที)
มีปอมๆ มาเชียร์ มีช่างภาพมารอถ่ายรูป มีคนเยอะมาก มีสตาฟนำทางเราไปที่จอดรถ มอบประกาศนียบัตรที่พิชิตงานปั่นได้สำเร็จ
ฟีลลิ่งแบบปั่นเข้าเส้นงานแข่งระดับโลกเลยอ่า

หลังจากเข้าเส้น ก็รู้สึกว่าระยะปั่น 70 กม. นี่กำลังพอดีๆ (ถ้า 140 กม. เหนื่อยกว่านี้เยอะ)
ส่วนนึงคือความล้าสะสมที่เรียกว่าปั่นมาทุกวันก่อนหน้านี้
จากนั้นเราก็หาของกิน ซึ่งที่นี่จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งทอด, โอโคโนมิยากิ, ยากิโซบะ, และเครื่องดื่มต่างๆ
แบบว่าแคลที่กินหลังปั่นนี่เยอะกว่าที่ใช้ปั่นมาเสียอีก
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงไปเช็คอินที่โรงแรม Green Hill ครับ เป็นโรงแรมใกล้ๆ U2 แต่ราคาถูกกว่า 3 เท่า
ทีแรกไม่รู้จัดการรถยังไง เพราะห้องพักอยู่ชั้นห้า จะใส่กล่องละฝากเคาน์เตอร์ไว้ดีไหม
แต่เห็นจากใน Agoda เค้าเอารถจักรยานถ่ายในห้อง เราก็เลยยกขึ้นไปเลยละกัน
สภาพห้องโอเคนะครับ แคบแบบญี่ปุ่น (แคบกว่า U2 นิดๆ) แต่เรายัดจักรยานเข้าไป 2 คันได้สบายๆ ห้องวิวสวยมากๆ โดยรวมก็ถือว่าดีครับ

ผิดแผนกันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ทันจะหายเหนื่อยจากดราม่ารอบก่อน ก็มีดราม่ารอบถัดไปมาแล้ว
เพราะทีแรกเรากะว่า จะแพครถเก็บ แล้วให้แมวดำส่งรถจักรยานเราไปรอที่สนามบิน แล้ววันกลับค่อยไปเอา ,, ส่วนเราก็เที่ยวเล่นสวยๆ ที่ฮิโรชิมา
แต่แผนการนี้ก็ต้องล่มสลายไป เพราะแมวดำไม่มีสาขาที่สนามบินฮิโรชิมา แล้วก็ กล่อง Move มันใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับขน

ที่สนามบินฮิโรชิมาไม่มีรถไฟไปถึงนะครับ ต้องอาศัยชัตเติลบัสเอา ,, ถ้าจะขึ้นที่สนามบินนี้ แนะนำให้คิดดีๆ ครับ ฮาๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นจริงๆ ขนจักรยานจากเมือง hiroshima ง่ายกว่าจากเมือง Onomichi พอสมควรครับ เอาเป็นว่า ติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แผนการเราเยอะมากในการขนจักรยานไปสนามบินครับ
ตั้งแต่เช่ารถกระบะไปเอง, ให้ชัตเติลบัสจองที่วางจักรยานให้เรา, ฯลฯ
จนสุดท้าย ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เราปั่นเล่นที่ Onomichi แล้ววนเล่นซักเกาะ แล้วกระเตงรถไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยละกัน
ไหนๆ ก็ลุยมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้ว

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก