Nakara Jardin

ช่วงกลับเชียงใหม่อาทิตย์ก่อน ผมก็ได้นัดแก๊งส์เพื่อนๆ นักชิมทั้งหลายไปหาอะไรกินกัน ทีแรกผมอยากกินหลายที่เลย แต่ว่าพวกเธอๆ ทั้งหลายเคยไปมาหมดแล้ว คิดไปคิดมาหลายนาที สุดท้ายตกลงกันว่าจะไปที่ร้าน Nakara Jardin ครับ (อ่านว่า นครา จาร์แตง)

ฟังชื่อแล้วหรูมากเบยยยส์ ไม่คุ้นแนวสไตล์นี้เท่าไหร่แฮะ แต่เห็นเพื่อนๆ เคลมกันว่าเป็นร้านหรูหรา บรรยากาศดีมากๆๆๆ ติดแม่น้ำปิง เชฟรูปหล่อ (อันนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ) จบมาจากเลอกอดองเบลอที่กรุงเทพฯ แต่สิ่งร่ำลือกันอีกอย่างคือราคาแพงมากๆ

หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า
หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า

เอิ่ม… เอาเป็นว่าลองไปดูซักทีคงไม่เสียหายหรอกนะ 😉

ว่าด้วยการเดินทาง

แนะนำให้หาโรงแรมพิงค์นคราให้เจอก่อนครับ เทียบแล้วถ้าเรามาถึงโรงแรมพิงค์นคราได้ก็เรียกว่ามาถึงร้านนคราจาร์แตงได้แล้ว ,, แต่ผมอยู่เชียงใหม่มาตั้งนาน ไม่ค่อยยักจะคุ้นชื่อโรงแรมนี้เลยแฮะ…

จริงๆ โรงแรมก็อยู่ในส่วนตัวเมืองเลยนะ โดยโรงแรมพิงค์นครานี่ถ้ามาจากทางโรงเรียนมงฟอร์ตเล็กก็จะอยู่เลยโรงเรียนเรยีนาเชลีมาหน่อย ก่อนถึงวัดชัยมงคล แต่ถ้ามาจากทางโรงแรมเชียงใหม่พลาซ่าก็จะกลับกัน โดยเมื่อเรามาถึงสามแยกโรงแรมเชดีก็เลี้ยวขวาย้อนมานิดนึงแทน ,, ตัวโรงแรมจะอยู่ทางขวามือ เป็นตึกสีขาวสวยงามท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้ ไม่สังเกตอาจขับเลยได้ง่ายๆ

งงก็ดูแผนที่ตามสูตร

หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ...
หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ…


ดู Nakara Jardin ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แต่พอถึงโรงแรมพิงค์นคราใช่ว่าร้านเราจะอยู่ภายในตัวโรงแรมเลย เราต้องเข้าซอยทะลุตัวโรงแรมไปอีกหน่อยครับ (แนะนำให้ถามยามครับ) หรือถ้าไม่แน่ใจให้จอดรถที่โรงแรมแล้วเดินเข้าซอยประมาณ 100 เมตรก็ได้ แต่แนะนำว่าเอารถเข้าซอยไปจอดที่หน้าร้านดีกว่าครับ เพราะที่จอดร่มกว่า และมีให้เลือกเยอะกว่าครับ

ร้านเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ ,, ไม่แน่ใจลองโทรไปได้ครับที่ 053-818977

ก้าวย่างเข้ามาในร้าน

บรรยากาศในร้านช่วงที่ผมไปนี่เป็นวันอาทิตย์ประมาณเกือบๆ เที่ยงแล้ว มองจากข้างนอกเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มองแล้วมีแต่ต้นไม้เยอะๆ ทีแรกไม่ค่อยกล้าเข้าไป แต่พอเดินเข้าไปหน่อย เริ่มเห็นโต๊ะ เห็นวิว แล้วก็มีพี่ (น่าจะเป็นผู้จัดการนะ) ผู้หญิงเข้ามาคุยด้วย เลยค่อยอุ่นใจหน่อยว่ามันเปิดอยู่

หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย

ร้านเค้ามีที่นั่งให้เลือกหลักๆ สองส่วน คือส่วน outdoor กะส่วน indoor ,, ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันนะ อย่าง outdoor เนี่ยสวยเลยแหละ วิวดีเว่อร์ ติดแม่น้ำ แต่ถ้าอากาศร้อนหรือเจอฝนเนี่ยจะลำบากพอตัว (แม้ว่าร้านจะมีร่มเตรียมให้แล้วก็ตาม), ส่วน indoor เนี่ย แอร์เย็นสบาย แต่ว่ามีที่นั่งน้อย แล้วแลดูเหมาะกับการกินแค่ของหวานมากกว่า เพราะถ้าหกเลอะเทอะทีคงดูแลเรื่องพรมลำบาก

มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น

คิดไม่ออกว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างใน เลยนั่งมันทั้งคู่ไปเลย แบบว่า กินของคาวข้างนอก แล้วต่อของหวานด้านใน 🙂

และแล้วก็เริ่มสั่งอาหารได้

ก็เริ่มต้นที่เครื่องดื่มก่อนครับ ครั้งนี้สั่ง Mango smoothies และ Strawberry&Banana smoothies ครับ ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยดีนะ แต่งหน้าสวยดี ดับร้อนได้ระดับนึงเลย

เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย
เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย

ต่อมาเป็นพวกออร์เดิร์ฟทั้งหลาย ทั้ง…

  • ซีซาร์สลัด ,, ผักสดดี แต่ส่วนตัวผมว่าของที่นี่เฉยๆ นะ เคยเจอที่เด็ดกว่า อิอิ
  • ฟัวกราส์ ,, ผมไม่เคยกินมาก่อนนะ ครั้งนี้เป็นคำแรกในชีวิต ฮาๆๆๆ ส่วนตัวเฉยๆ อะ ทีแรกเคยจินตนาการว่ามันจะคล้ายๆ ตับไก่ปิ้ง แต่พอกินจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่แฮะ แถมแอบเลี่ยนไปนิด ต้องกินคู่กับร๊อคเก็ตสลัดที่ให้คู่มาด้วย
  • ซุปหัวหอมแบบฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่เคยกินมาก่อนจากที่ไหนเหมือนกัน ที่ผมสั่งเพราะเห็นรูปมันดูน่ากินดีนะ แต่พอกินจริงๆ แล้วไม่ค่อยปลื้มอะ ทั้งรสชาติและกลิ่น ยิ่งกินยิ่งดาวน์ อันนี้ผมไม่แนะนำเท่าไหร่นะ
  • จานต่อมาชื่อ Croque Monsieur ,, จานนี้ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ กับแซนวิชแต่ใช้ของดีๆ หน่อย เติมชีส เติมผักหน่อย ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ...
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ…
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ

ต่อมาเป็นพวกพาสต้าครับ…

จานแรกเป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดน้ำมันมะกอก+หอยเชลส์+พริกแห้ง อันนี้ผมว่าก็อร่อยดีนะ กลิ่นหอมของทั้งน้ำมันมะกอกและพริกแห้งดูเข้ากันดีกับหอยเชลส์นะ (แอบตินิดที่ชีสข้างหน้ามันเกาะเป็นก้อนไปหน่อย) แต่ที่ผมว่าอร่อยกว่าคือเส้นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้ง+กุ้งลายเสือ เพราะมันได้ความมันและหอมมันกุ้งที่เคลือบไปตามเส้นสปาเก็ตตี้ แล้วยิ่งกินคู่กับกุ้งทั้งห้าที่แนบมาด้วยนะ ฟินมากๆ เลย

จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ

หมดของคาว ตามธรรมเนียมต้องต่อของหวานครับ

ถึงเวลาแห่งขนมเค้ก

อิ่มจากของคาวก็หลบร้อนเข้ามาต่อของหวานในฝั่ง indoor ครับ (ทนร้อนไม่ไหวจริงๆ )

จานแรกเป็นขนมปังฝรั่งเศสราดน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมกับไอศครีม, วิพครีมและผลไม้สดต่างๆ ทั้งพีช, ราสเบอร์รี่, แอปเปิ้ล

ส่วนตัวผมว่าก็ใช้ได้นะ แต่ตัวขนมปังชุบไข่ที่เค้าทำมันยวบยาบไปหน่อย ยิ่งราดน้ำผิ้งก็ยิ่งยวบกว่าเดิมไปหน่อย (ทีแรกคิดว่าจะแข็งกว่านี้อะ เพราะจินตนาการแบบชิบูยาฮันนี่โทสต์ของ After You) แต่พอกินกะไอติม+ผลไม้นี่ก็อร่อยดีนะ โดยเฉพาะความหอมหวานของน้ำผึ้งนี่เหมือนเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างเข้าหากันเลย

ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม

ต่อมาเข้าในส่วนของขนมเค้กครับ…

ขนมเค้กในตู้มีให้เลือกเยอะมากๆ เลย เห็นแล้วละลานตามากๆๆๆ ทีแรกกะจะสั่งมาลองทุกอย่าง แต่กระเป๋าไม่ไหวจริงๆ เพราะก้อนนึงนี่ร้อยกว่าๆ กันหมด (ถือว่าแพงมากกับขนมเค้กที่เชียงใหม่นะ) ,, สุดท้ายเลยเลือกมาแค่สามก้อนครับ อันได้แก่…

นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ

ก้อนแรกที่ราคาถูกสุด แต่ผมว่าอร่อยมากๆ คือ Opera ครับ ลงตัวดีระหว่างรสชาติของช๊อกโกแล๊ตและกาแฟ รวมทั้งเค้กในแต่ละชั้นด้วย ผ่านทั้งความนุ่มนวลของรสชาติ, กลิ่นหอมต่างๆ และรสสัมผัสของเนื้อเค๊กและช๊อกโกแล๊ตแต่ละชั้น

ก้อนที่สองเป็น Creme Brulee ครับ ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ แม้หน้าตาจะดูงาม กลิ่นหอมหวาน แต่ผมว่าเนื้อมันเละไปหน่อย + น้ำตาลที่เคลือบชั้นหน้าสุดมันแข็งเกินไป บางทีพยายามจะตักก็ต้องออกแรงกดมากหน่อย เนื้อคัสตาร์ดมันก็เลยแตกกระจายนิดนึง

ก้อนสุดท้ายเป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse เนื้อเนียนโคตรๆ หอมกลิ่นชาเอิร์ลเกรยกับกลิ่นช๊อกโกแล๊ตบางๆ ที่ผสมกันอย่างลงตัวกับเนื้อเค๊กในชั้นด้านใน ตักกินนี่อย่างเพลินอะ

จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ

ขนมเค๊กแต่งจานสวยมากๆ ครับ 🙂

ที่มากินวันนี้

ก่อนอื่นผมว่าร้านเค้าแอบหายากนิดนึงนะ แต่ดีที่มีแลนด์มาร์คอย่างโรงแรมพิงค์นคราช่วย ไม่งั้นคงหาร้านไม่เจอแน่ๆ ,, ส่วนบรรยากาศที่ร้านนี่คอนเฟิร์มว่าดีมากๆ แต่ว่าช่วงหน้าฝนส่วนที่เป็น outdoor อาจลำบากนิดนึง ส่วน indoor ข้างในเค้าตกแต่งสวยมากๆ กินเค้ก+ดื่มเครื่องดื่มนี่ฟินมากๆ แต่ถ้ากินกับข้าวในร้านนี่แอบเกรงใจนิดนึง กลัวทำหกเปื้อนพื้นเปื้อนพรมเค้า

ส่วนเรื่องรสชาติอาหารนี่แล้วแต่จะคิดนะ แต่ส่วนตัวผมผมว่ามันเป็นกลิ่นที่ออกทางฝรั่งจ๋าไปหน่อย (แต่ก็คงไม่แปลก เพราะเชฟเจ้าของร้านจบมาจากเลอกอดองเบลอนี่นา) ผมไม่ค่อยปลื้มกับกลิ่นของอาหารคาวแบบนี้มากเท่าไหร่ ,, ส่วนของหวานที่นี่อร่อยดีนะ โดยเฉพาะพวกเค้กนะ อร่อยเกือบทุกก้อนที่ลองสั่งมา แต่ที่ชอบสุดกลับเป็นโอเปร่าอะ

มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ
มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ

ส่วนราคาที่ทุกคนลือกันว่าแพงมากๆ ส่วนตัวผมก็ว่ามันแพงนั่นแหละ ฮาๆๆๆ แต่ว่าไม่มากจนน่ากลัวนะ ก็พอๆ กับร้านหรูๆ ทั่วไป หรือถ้าเรากลัวว่าไปคนเดียวแต่อยากกินหลายอย่าง เค้าก็มีอาหารชุดได้ ราคาไม่แพงเว่อนะ ส่วนเค๊กนี่อร่อยจริง แต่ก้อนนึงนี่ราคาแอบหนักเหมือนกัน เฉลี่ยๆ แล้วก้อนละประมาณร้อยนึงอะ คนกทม. อาจบอกว่าเฉยๆ แต่ที่เชียงใหม่แล้ว ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ,, เอาเป็นว่า วันนี้จะลงราคาอาหารแนบให้ด้วยละกัน

ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน
ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน

ผมหลงรักวิวของที่นี่นะ 🙂

The Flowery Home

วันนี้พามากินอีกร้านกับร้านที่มีชื่อว่า The Flowery Home ครับ….

ร้านนี้เป็นร้านที่เปิดใหม่ประมาณปีกว่าๆ (เท่าที่ผมสังเกตดูอะนะ) แอบส่องเข้าไปทีไรก็นึกว่านึกว่าร้านขายดอกไม้ทุกที แต่ก็งงที่หน้าร้านมีบอกว่าขายอาหาร+ขนมด้วยนะ ผ่านหลายทีแต่ก็ไม่ได้ฤกษ์เข้าร้านซักที จนกระทั่งหาสมัครพรรคพวกได้หยิบมือหนึ่ง วันนี้เลยขอเข้าร้านเยี่ยมชมบรรยากาศและชิมฝีมือซักหน่อย

วันนี้พามาชิม Flowery Home ครับ ,, มากินข้าวนะครับ ไม่ได้กินดอกไม้ 🙂

พามากินข้าว+ขนมครับ ไม่ได้กินดอกไม้ 😉

การเดินทางมาที่ร้าน

ส่วนทางไปร้านนี่ไม่ได้ลำบากเลยนะครับ ใครมาจากโรงเรียนปรินส์ฯ ก็ให้เลี้ยวขวาก่อนขึ้นสะพานนครพิงค์ เลี้ยวเข้ามาอีกประมาณร้อยเมตรก็จะพบร้านสีฟ้าพร้อมสวนอลังการตั้งเด่นเป็นสง่าทางด้านขวามือ (เลยริมปิงคอนโดมานิดนึง) จอดรถยนต์ในร้านได้นิดหน่อย หรือจะจอดข้างถนนก็ได้ แต่แนะนำว่าให้จอดร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเอาก็ได้ครับ ,, ลองโทรไปก็ได้นะครับ ที่ 053-247212 (จำไม่ผิดร้านปิดวันจันทร์นะครับ)


View Flowery Home in a larger map

หน้าร้าน The Flowery Home ครับ ,, สีฟ้าเด่นเลย

เปิดเข้ามาในร้านเค้าก็ตกแต่งดีนะ ออกแนวโคโลเนียลสีขาวๆ หน่อย ดอกไม้ประดิษฐ์แบบว่าเต็มร้านเลย ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีดอกไม้ประดับเต็มไปหมด เยอะจนแทบจะไม่มีทางเดินเลย ,, ส่วนในร้านรองรับลูกค้าได้ประมาณเจ็ดโต๊ะเล็กกับสองโต๊ะใหญ่ แยกตามห้องต่างๆ ทั้งตรงระเบียงร้าน ตรงกลางร้าน หรือห้องแยก (แอร์ทุกจุด)

ดอกไม้ (ประดิษฐ์) เยอะมากจริงๆ เต็มร้านไปหมดเลย สวยมากๆ
มองไปมุมไหนๆ ก็มีแต่ดอกไม้และของประดับเต็มไปหมด
ที่นั่งตรงระเบียงร้าน (ห้องแอร์) หน้าตู้เค้ก ,, ตรงนี้จะเจอแดดเยอะหน่อย แต่ผมชอบนะ
อันนี้ตรงโต๊ะใหญ่ด้านในครับ
ของตกแต่ง+ดอกไม้ประดิษฐ์สวยๆ ของที่ร้าน (เหมือนจะขายด้วยนะ)

ลืมบอกว่า ของประดับต่างๆ ที่ร้าน รวมทั้งดอกไม้ประดิษฐ์นี่เค้าขายด้วยนะครับ 🙂

เริ่มสั่งอาหารกัน

จากนั้นก็เริ่มพลิกเมนูอันไฮโซของทางร้านดูครับ โดยที่เมนูของทางร้านจะมีอยู่ 2 เล่ม ,, เล่มนึงเป็นเมนูอาหาร ส่วนอีกเล่มที่มีโบว์สีฟ้าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มครับ ส่วนเค้กให้ไปดูที่หน้าตู้เองจะดีกว่า

เค้าจะให้เมนูมาสองเล่มนะครับ ,, เล่มนึงเป็นอาหาร อีกเล่มเป็นเครื่องดื่ม

ซึ่งเท่าที่ผมดูเมนูของกินแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นพวกอาหารเบาๆ นั่งกินชิลๆ ซะมากกว่า (แต่ราคาไม่ค่อยเบาเท่าไหร่นะ) เท่าที่เห็นหนักๆ ก็มีแค่พาสต้าเท่านั้นเอง ส่วนเมนูเครื่องดื่มนั้นนอกจากชา, กาแฟและเครื่องดื่มมาตรฐานแล้ว สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือพวกเมนูตระกูลชาเย็นและเครื่องดื่มใส่น้ำแข็งชื่อแปลกๆ ทั้งหลายครับ

โชคดีที่วันนี้มาหลายคน เลยได้สั่งหลายอย่างหน่อย…

จนกระทั่ง… อาหารมาเสิร์ฟ

สั่งไปได้ซักพัก อาหารก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ

เริ่มที่ซีซ่าสลัดที่ผักสดดีมากๆ + ชีสเยอะดี, ขนมปังกระเทียมรสชาติเข้มข้น (ตอนที่กำลังอบนี่แบบว่ากลิ่นคละคลุ้งไปทั่วร้านเลย), แองเจิลส์วิงส์ (อารมณ์คล้ายๆ ปีกไก่ย่าง จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ ,, ก็อร่อยดีนะ) และแซนวิชแฮมชีสรสเยี่ยมที่มาพร้อมกับเฟรชฟรายทอดกรอบได้ที่ จิ้มกินกับซอสมะเขือเทศและมายองเนส ,, ทั้งหลายทั้งแหล่กินไปกินมากับเพื่อนๆ นี่เพลินดีมากเลย

จานแรกครับ ซีซาร์สลัด ,, ผักสดดีมากๆ
ขนมปังกระเทียมของที่นี่กรอบอร่อยและรสชาติเข้มข้นดีครับ
จานนี้ชื่อ แองเจิลส์วิงส์ครับ ,, น่ารักมากๆ (อร่อยดีด้วย)
จานนี้เป็นแซนวิชแฮมชีสครับ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟราย

ต่อมาเมนูจานหนักเพิ่มขึ้น…. มีผักโขมอบชีสแล้วก็เฟตตูชินี่ไวท์ซอสกับแฮมและใส้กรอกครับ (หนักสุดแล้ว) ทั้งสองจานผมว่าอร่อยดีนะ หนักชีสทั้งคู่เลย ถ้าใครชอบกินชีสนี่ผมว่าไม่ผิดหวังแน่นอนอะ

เฟตตูฯ ไวท์ซอส แฮม+ใส้กรอกครับ ,, ฉ่ำชีสมากๆ หอมมากๆ ครับ
ผักโขมอบชีสแบบยืดด…ดดดด~~

กินเบาๆ แบบหลายๆ คนไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่เลยแฮะ

มาต่อกันที่เครื่องดื่มและของหวานกัน

อย่างที่เล่าไปแหละครับ อย่างกาแฟร้อนที่นี่ก็มี คหสต.ผมว่าก็หอมดีนะ รสชาติใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมาก

ลาเต้ร้อนของพี่แก๊ป ,, ก็ใช้ได้นะ (พี่เค้าเล่ามา)

แต่ที่ผมว่าแปลก+สวยดีคงเป็นพวกเมนูเครื่องดื่มที่เติมน้ำแข็งอะนะ จัดมาหลายน้ำทั้งมะนาวโซดา, แมนดารินโอเรียนทอลไอซ์ที และเป๊บเปอร์มินท์คูล ไอซ์ที ผมว่าเค้าแต่งแก้วสวยดีอะ รสชาติก็ใช้ได้นะ อย่างแมนดาริโอเรียนทอลก็เป็นชาเย็นที่แหละ รสชาติหวานกลมกล่อมดี มีกลิ่นส้มแห้งปนนิดหน่อย ดูเป็นเอกลักษณ์ดี, ส่วนไอ้ตัวเป๊บเปอร์มินท์ก็จะเป็นชาสองสี ด้านบนเป็นสีชา ด้านล่างเป็นสีเขียว ดื่มแล้วสดชื่นดีนะ (แต่แม่บอกว่ารสชาติคล้ายยาสีฟัน) แต่ดูดปื้ดๆ เพลินๆ แป้บเดียวหมด…

ส่วนอันนี้มะนาวโซดาครับ (ไม่แน่ใจว่ามีชื่อหรูหรือเปล่า จำไม่ได้อะ)
แก้วนี้… แมนดารินโอเรียนทอลไอซ์ทีครับ ,, สวยมั้ยล่ะ!!!
ส่วนเจ้าสองสีนี่คือเป๊บเปอร์มินท์ไอซ์ทีครับ ,,

แวะมาขนมต่อนะครับ…

เห็นหลายคนเล่ากันมาว่าที่นี่ชีสเค๊กอร่อย ซึ่งพอเราเดินไปดูที่ตู้เค้กจริงๆ แทบทุกเมนูเป็นชีสเค๊กเกือบหมดเลย ฮาๆๆๆ จะสั่งให้หมดทุกอย่างทั้งตู้กระเป๋าตังคงฉีกกระจายเป็นจุลพร้อมกับพุงน้อยๆ ของผมเป็นแน่ ว่าแล้วก็เลือกซักสองอย่างมาลองชิมดู

จานแรกเป็นบานาน่าชีสเค๊กครับ เสิร์ฟพร้อมวิพครีม, กล้วยหอมเบิร์น และราดคาราเมล ,, เมนูนี้ผมชอบนะ ตัวชีสเค๊กของที่นี่หอมอร่อยมากสมกับคำร่ำลือจริงๆ แถมยังลงตัวกับกลิ่นและเนื้อกล้วยที่ใส่ลงมาผสมในเนื้อเค๊กด้วยกัน เติมความมันด้วยวิพครีมเข้มข้นและเติมกลิ่นหอมหวานด้วยคาราเมล และเติมเต็มความสมบูรณ์ด้วยกล้วยหอมเบิร์น… แหล่มมากครับ ขนาดผมไม่ค่อยชอบกินกล้วยยังแอบตกหลุมรักเมนูนี้เลย

Banana Cheese Cake ครับ ,, ห้ามพลาดเลยเมนูนี้

ส่วนอีกจานเป็น Mango Cool Cheese อันนี้นอกจากตัวคูลชีสที่หอมกรุ่น, รสชาติของมะม่วงและข้าวเหนียวมูนราดไวท์ซอสที่หวานมันแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของจานนี้คือรสสัมผัสครับ แบบว่ามันหลากหลายและลงตัวดีมากๆ ทั้งความนุ่มแบบหยุ่นๆ ของคูลชีส, ความกรุบกรอบของชั้นคุ๊กกี้ด้านล่าง, ความเหนียวหนึบของข้าวเหนียวมูน, ความละมุนของมะม่วงสุกและความมันของอัลมอนด์ฝานที่โรยหน้า… เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่คาดไม่ถึงมาก่อน

Mango Cool Cheese ครับ ,, เด่นตรงรสสัมผัสเลยจานนี้

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวนะ ผมว่าบรรยากาศดีมาก อาหารใช้ได้ เหมาะมากินแบบโรแมนติกๆ หรือเอาบรรยากาศๆ นิดนึง, ส่วนขนมนี่ผมว่าอร่อยเลยแหละ ชีสเค๊กที่นี่โอมากๆ ขอให้ลองมาโดนซักครั้ง (ผมลองแค่กล้วยนะ แต่เห็นคนสั่งเชอร์รี่กะบลูเบอร์รี่ดูน่ากันมากๆๆๆ), เครื่องดื่มตกแต่งสวยดีครับ รสชาติใช้ได้

ส่วนราคาแอบสูงนิดนึง (แถมไม่รับบัตรเครดิตด้วยอะ ;________; ) อย่างซีซ่าร์สลัดจำไม่ผิดนี่โถนั้นราว 200+ นะ, น้ำแก้วประมาณ 70, ส่วนบานาน่าชีสเค๊กนี่ 120 นะ ,, แต่ถ้าใครเคยทานอาหารคุณภาพระดับนี้แล้ว ผมว่าคุ้มค่าสมกับราคาอยู่นะ เพราะว่าเค้าเลือกใช้ของต่างๆ ดีมากเลย

ลองแวะมาทานที่ The Flowery Home กันได้นะครับ

ลองแวะมาทานกันดูได้ครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง

Avatar

ช่วงที่ผ่านมามีโจทย์เล็กๆ ให้ผมคิดเกี่ยวกับการหาร้านน้ำชาหรือร้านนั่งเล่นบรรยากาศดีๆ เหมาะกับการที่จะนั่งเล่นชิลๆ กับคนรู้ใจ พูดง่ายๆ ก็คือจะหาร้านดีๆ พาแฟนไปเลี้ยงนั่นเอง ,, หาไปนานเหมือนกัน + ปรึกษาเพื่อนๆ ที่รู้จักหลายคน จนสุดท้ายได้รับคำแนะนำว่าลองไปร้านที่อยู่กลางเมืองอย่าง Avatar ครับ

ถ้าถามถึงร้าน Avatar ต้องยอมรับว่าผมผ่านมันบ่อยโคตรๆ ตั้งแต่สมัยเรียนที่เชียงใหม่แล้ว เพราะเวลาขี่มอไซไปถามถนนศิริมังคลาจารย์ก็จะผ่านกำแพงทรงสูงพร้อมด้วยลวดลายประหลาด ซึ่งผมเข้าใจมาตลอดว่าเป็นพวกแกลเลอรี่ ขายของศิลปะหรือแนวอาร์ทๆ จึงไม่เคยสนใจมาก่อน จนไม่นานมานี้มีเพื่อนมาบอกว่ามันมีขายพวกขนม/เครื่องดื่มด้วย ,, อืมมมมม จิบน้ำชาแกล้มขนมในแกลเลอรี่อาร์ท… เป็นอะไรที่ฟังดูดีมาก

ก็ลองไปดูหน่อยละกันนะ

แรกพบกับ Avatar

ครั้งนี้มันก็คล้ายๆ เดิม ผมแล่นรถมาตามถนนศิริมังคลาจารย์ แต่ต่างกันที่ผมจอดรถไว้ตรงหน้ากำแพงทรงประหลาดที่คุ้นเคย (เวลาจอดต้องดูฝั่งวันคู่/วันคี่ด้วย) แล้วค่อยๆ เดินผ่านกำแพงและประตูเข้าร้านไป กับบรรยากาศครั้งแรกที่ได้สัมผัสนั้นเหมือนกับว่าเราหลงไปในดินแดนลึกลับเลยทีเดียว

วันนี้ได้ฤกษ์มาเยี่ยมร้าน Avatar กันครับ


View Avatar in a larger map

ภายในร้านเข้ามาจะงงๆ นิดนึง แต่สรุปคร่าวๆ คือในร้านจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนที่เป็นคาเฟ่กับอีกส่วนที่เป็นแกลเลอรี่ (ซึ่งจะแยกกันคนละตึกค่อนข้างชัดเจน) ซึ่งสำหรับผมไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งไปฝั่งที่เป็นคาเฟ่ก่อน อิอิ ก็มันหิวนี่นา

ศิลปะในคาเฟ่

เปิดประตูเข้ามาในคาเฟ่กำแพงสีฟ้าน้ำทะเลที่ภายในตกแต่งบรรยากาศน่าดึงดูดและชวนค้นหา ภายในมีของตกแต่งน่ารัก+แปลกๆ อยู่เยอะเหมือนกัน โดยในคาเฟ่จะมีโต๊ะนั่งประมาณ 4-5 ตัว (วันที่ผมไปนี่ไม่มีลูกค้าซักคนตั้งแต่เข้าร้านจนถึงออกไป เลือกโต๊ะนั่งได้ตามสบายเลย อิอิ)

แม้บริกรจะเล่าถึงความหรูหราของวัตถุดิบที่เอามาและขั้นตอนการทำเครื่องดื่มและขนมที่แสนประณีต แต่ผมก็ยังตกใจในราคามหาโหดมันไม่น้อย อย่างกาแฟแก้วนึง (ถ้าจำไม่ผิด) จะ 120 นะ (แพงกว่าสตาร์บัคส์อีก) ชาร้อนที่ผมสั่งกานึง 150 บาท (แต่เติมน้ำได้เรื่อยๆ นะ) หรืออย่างขนมเค้กก้อนจิ๋วก็อันละ 120 บาท ,, ถ้าถามว่าอร่อยมั้ย ผมว่ากลางๆ นะ กาแฟชิมของแฟนก็ใช้ได้ ขนมเค้กเฉยๆ ส่วนวันนี้ผมเลือกชาผลไม้เป็นชาผสมเปลือกส้ม ลองหยอดน้ำผึ้งลงไปหน่อยอร่อยชื่นใจดีมาก

เอาเป็นว่าค่อยๆ จิบช้าๆ กินไป ดูงานศิลปะไปก็แล้วกัน

เลี้ยวซ้ายไปคาเฟ่ ,, เลี้ยวขวาไปแกเลอรี่ ....
บรรยากาศภายในคาเฟ่ครับ ,, ตกแต่งน่ารักดีมาก
กาแฟเย็นของแฟนผม ,, หอมดีนะ แต่แก้วเล็กไปอะ
ชาผสมกับเปลือกส้ม กลิ่นมันคล้ายๆ Lady Grey แฮะ
หยอดน้ำผึ้งลงไป เพิ่มเสน่ห์และมิติให้ชาของผมไม่ใช่น้อย
Cake Chocolate Tuxedo ,, อร่อยกลางๆ ครับ (แต่จานสวย)

อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นด้านนอกคาเฟ่กันครับ

มุมสวนสวย

ออกมาจากตัวคาเฟ่ไม่ไกลจะมีสวนเล็กๆ อยู่ สามารถเอาขนมหรือชามานั่งจิบด้านนอกก็ได้ แต่สำหรับผมมันเหมาะกับการนั่งชิล+ถ่ายรูปเล่น ซึ่งที่นี่มีพร้อพเก๋ๆ ให้เลือกเล่นเยอะดีนะ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สวนหย่อม (เล็กๆ) ครับ
มุมต่างๆ ของสวนด้านนอกตัวคาเฟ่ครับ
มุมต่างๆ สวยมาก เหมือนถูกออกแบบมาให้ถ่ายรูปยังไงก็ไม่รู้

เข้าสู่แกลเลอรี่

จากนั้นก็ข้ามมาอีกตึกนึงครับ ซึ่งบริเวณที่เราจะเข้าไปเรียกว่า The Porch หรือส่วนที่เป็นแกเลอรี่ที่รวบรวมของสะสมแปลกๆ สวยๆ ของทางร้าน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลแบ่งเป็นโซนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย (แม้แต่ห้องน้ำก็สวยและสะอาดมาก ขนาดว่าไม่กล้าฉี่กันเลยทีเดียว) เช่นพวกเครื่องแก้วของ Libbey, รูปภาพสุริยันจันทรา (เป็นภาพบรรยากาศตอนที่ในหลวงครองราชย์ครบรอบ 84 พรรษา ซึ่งผมว่าจิตกรเค้าละเอียดและตั้งใจทำมากๆ), พวกเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ , มอเตอร์ไซค์เก่า, รูปปั้นสาวแอฟริกา (ผมชอบนะ สวยดีมากๆ) และพวกรูปปูนปั้นต่างๆ , กระจกลายสวยๆ ฯลฯ (เยอะมากๆ)

ผมว่าส่วนของแกเลอรี่อารมณ์มันคล้ายๆ พิพิธภัณฑ์เลย มีของเยอะมากๆ บางชิ้นก็ขาย (ราคาแพงเอาเรื่อง) บางชิ้นก็ไม่ขาย เข้ามาดูได้ฟรี แถมสามารถถ่ายรูปภายในแกเลอรี่ได้ด้วย ซึ่งอีกจุดนึงที่ผมชอบคือความเอาใจใส่ของพนักงานที่เดินตามเราห่างๆ คอยเปิดไฟให้ (บางโซนเค้าจะปิดไฟไว้ แต่พอเราเดินไปถึงเค้าจะตามมาเปิดไฟให้) แถมสามารถเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจของของแต่ละชิ้นให้ด้วย

เข้ามาเยี่ยม The Porch ซึ่งเป็นแกเลอรี่ของทางร้านครับ
ภายในแกเลอรี่ถูกจัดแต่งอย่างดีและวางเป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่ละห้องจะถูกจัดไว้อย่างพิเศษ แต่งธีมตามลักษณะของที่สะสมไว้
เครื่องปั้นดินเผา - ของแกะสลัก และหญิงสาวแอฟริกา
โซนรูปภาพสุริยันจันทราแยกมาไว้ต่างหากเลย
ภาพสุริยันจันทรานี่ใหญ่มากๆ แต่ทุกจุดกลับลงรายละเอียดไว้อย่างสุดยอด
ส่วนนี่เป็นโซนคริสตัล ช้อนส้อมทองเหลืองและเครื่องแก้ว Libbey ครับ

ที่มาวันนี้

อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ ,, เสพกาแฟดีๆ พร้อมกับชื่นชมงานศิลปะเก๋ๆ ซึ่งไม่คิดว่าจะมีในที่แบบนี้

ถ้าต้องการสร้างบรรยากาศดีๆ ในช่วงเวลาสำคัญละก็ ... ต้อง Avatar ครับ

เอาเป็นว่าถ้าหาที่สงบๆ และสร้างบรรยากาศดีๆ สำหรับช่วงเวลาแห่งความทรงจำ หรือเพื่อการพักผ่อนแบบสุดยอด (ในงบประมาณที่สูงหน่อย) แนะนำร้านนี้เลยครับ

รสรื่น ชื่นสวน — ร้านนี้ที่เชียงใหม่

เอาเป็นว่า แว้บแรกที่มองร้านหน้าร้านนี้แล้วคิดถึงอะไรบ้าง หรือร้านเค้าจะขายอะไร
ลองคิดดู

รสรื่น ชื่นสวน

จากบรรยากาศป่าละเมาะเล็กๆ หน้าร้าน
หลายคนคงเอาว่า… ร้านขายต้นไม้
หรือไม่ก็… ร้านกาแฟ
หรือไม่ก็… ร้านอาหารไฮโซ
หรือไม่ก็… เป็นสวนป่าสำหรับนักท่องเที่ยวมากางเต๊นท์
หรือไม่ก็… พอเหอะครับ

มันคือร้านก๋วยเตี๋ยวนี่แหละครับ

ร้านที่สร้างมาจากใจ

ร้านที่ดูเก๋ๆ แบบนี้ตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ครับ

เดินทางไปยากนิดนึง โดยร้านอยู่แถวๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ เลียบถนนคันคลอง โดยออกประตูปตท. แล้วเลี้ยวขวา ขับตรงมาอีกประมาณ 600 จะเห็นซอยเล็กๆ ก่อนถึงซอยจะมีโรงเรียนมุทิตาประชารักษ์ หน้าปากซอยมีเขียนว่า “บ้านพักหอคำ” แล้วเลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 30 เมตรก็ถึงแล้ว


View Chiang Mai in a larger map

อยากบอกว่าผมเคยกินร้านนี้ตั้งแต่สมัยอยู่เชียงใหม่แล้ว
นับไปก็ประมาณ 7-8 ปีแล้ว
ไม่น่าเชื่อเลยว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ เงียบๆ แบบนี้ ในทำเลในซอยที่อับเฉาแบบนี้ จะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวมากๆ
ร้านนี้ผมเพิ่งสังเกตว่ามีชื่อร้านว่า “รสรื่น ชื่นสวน” ก็เพิ่งไม่นานมานี้เอง
โดยเมื่อก่อน ผมก็จะนัดกับเพื่อนๆ โดนตั้งชื่อว่าร้านก๋วยเตี๋ยวในสวน

ทุกอย่างคล้ายๆ เดิมจากที่ผมเคยมาเมื่อประมาณปีกว่าๆ
บรรยากาศก๋วยเตี๋ยวในสวนป่า อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เล็ก รมรื่นมากๆ
แต่แม้บรรยากาศจะดีแค่ไหน ราคาอาหารก็ไม่ได้แพงตามเลย
เมื่อก่อนที่กินจำได้ว่าเริ่มที่ถ้วยละ 18 บาท, ต่อมาก็ขึ้นเป็น 20 บาท แต่ตอนนี้เป็น 25 บาทละ

บรรยากาศในร้าน

ที่นี่เป็นธรรมชาติมากๆ แทบจะไร้การตกแต่งเลย
อดีตลูกค้าที่มาก็ต้องทำใจนิดนึง เดี่ยวกับเรื่องอากาศร้อน ยุง มด และฝนตก
แต่เดี๋ยวนี้เห็นที่ร้านมีฉีดละอองน้ำด้วย ส่วนฝนเดี๋ยวนี้ผมก็สังเกตว่าเค้าทำหลังคาหนาแน่นขึ้น
ส่วนมดและยุงยังมีอยู่บ้าง แต่มันไม่แย่งเรากินก๋วยเตี๋ยวหรอกครับ

บรรยากาศโคตรป่า แต่รมรื่นดีครับ

ส่วนที่จอดรถถ้าเป็นรถยนต์ก็จอดเลยหน้าร้านไปหน่อยก็ได้ครับ
แต่ถ้าจักรยานยนต์ก็จอดเสียบๆ ไว้ฝั่งตรงข้ามหน้าร้านได้เลย

ลูกค้าของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แหละครับ
เพราะจากประตูไผ่ล้อมเดินทางมาที่นี่ไม่ลำบากนัก
บางทีถ้ามาตอนเที่ยงแล้วบางวันคนอาจแน่นจนถึงต้องรอโต๊ะกันเลยทีเดียว

สั่งอาหารกันเถิด

ก่อนที่จะสั่งอาหาร เราจะต้องเลือกที่นั่งก่อนครับ
ที่นั่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากๆ
เพราะถ้าทำเลดี นอกจากจะนั่งสบาย อากาศไม่ร้อนมาก ยุง/มดไม่เยอะ
เรายังมีโอกาสได้เล็งสาวๆ นักศึกษาที่เดินเข้าร้านมาด้วย ฮาๆๆ

ทำเลของผมวันนี้ ไม่สามารถมองสิ่งใดได้

แล้วบนโต๊ะจะมีรายการอาหารยาวเหยียดให้เราเลือกครับ
มีทั้งบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย ออร์เดิร์ฟต่างๆ รวมทั้งเครื่องดื่มด้วย

นั่งเสร็จก็เลือกเมนูกันก่อนเลย

ซึ่งถ้าเราต้องการเรียกพนักงานให้มาเก็บออร์เดอร์หรือทำอะไรก็ตาม
จะใช้การสั่นกระดิ่งเอาครับ
ไม่รู้ว่ามันเป็นความต้องการของร้านหรือเปล่า แต่ผมก็ใช้วิธีนี้และมันก็ได้ผลมาตลอด

อาหารค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟ

เริ่มที่น้ำก่อนครับ เอามาดับร้อนหน่อย

น้ำเก๊กฮวย กับน้ำมะนาวของแฟนผม

ต่อมาก็เป็นของกินเล่นครับ
สิ่งที่ห้ามพลาดคือขนมปังหน้าหมูครับ เค้าทอดได้อร่อยมากๆ

ขนมปังหน้าหมูอร่อย

คือเค้าทอดได้กำลังดีครับ หมูเกาะติดขนมปังดี ทอดน้ำมันไม่เยอะเลี่ยนออกมา
ทุกชิ้นทอดใหม่ๆ ขึ้นมากำลังร้อนๆ กินคู่กับอาจาดกำลังเข้ากันดี

ถ่ายกับขนมปังหน้าหมู

ต่อมาก็เป็นบะหมี่ที่ผมสั่งไป
ถ้วยขนาดปานกลาง พอดีกับที่ผมกินสองถ้วยอิ่ม แต่กับสาวๆ คงกำลังพอดี

บะหมี่แห้งสองถ้วย

แน่นอนครับ
อัดเครื่องมาให้เต็มถ้วย แต่ส่วนตัวผมว่าเส้นน้อยไปนิด

หิวแล้วอ่า

ส่วนอีกเมนูเป็นเมนูพิเศษของร้านครับ ชื่อก๋วยเตี๋ยวรสรื่นชื่นสวน
เป็นเส้นใหญ่ แยกน้ำ แยกเนื้อ แยกถั่วงอก แล้วมากินปนๆ กัน
ราดด้วยกระเทียมเจียว และมะนาว

ก๋วยเตี๋ยวรสรื่นชื่นสวน

สุดท้าย ผมกินไม่เป็นครับ ก็เลยเอามาคลุกๆ กันแบบงงๆๆๆๆ
ก็อร่อยแบบงงๆ เหมือนกัน เค็มๆ มันๆ อืมมมม พอลุยไปได้

ก็กินกันเข้าไปจนได้ อร่อยกันไปอีกแบบ

สุดท้ายกินสองคนไม่ถึงร้อย
อร่อย บรรยากาศดีๆ สบายๆ ราคาประหยัด

สุดท้ายกับก๋วยเตี๋ยวในสวน

จะมากี่ที่ผมก็ยังชอบและประทับใจกับบรรยากาศของร้านนะ มันร่มรื่น สบายๆ ดี
ยิ่งผมว่าช่วงหลังๆ เค้าปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อนอีก

คนนี้กินไม่ยอมหยุด

ส่วนรสชาติก๋วยเตี๋ยวก็กลางๆ นะครับ ไม่ได้อร่อยเด่นอะไร
แต่ย้ำว่าขนมปังหน้าหมูเค้าอร่อยจริงๆ
ส่วนก๋วยเตี๋ยวรสรื่นชื่นสวน ถ้าผมกินเป็นมันคงอร่อยกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ากินยากจริงๆ

ใครมาเชียงใหม่สนใจก็มาลองกันได้
ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ (วันอาทิตย์ไม่แน่ใจ เพราะเคยมาแล้วปิด) ตั้งแต่ 0900-1400 น

ขอแค่หาร้านให้เจอพอ