Librarista

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเชียงใหม่เยอะมาก ใครเคยบอกว่ากินกาแฟหมดทั่วเชียงใหม่แล้วแนะนำมาใหม่ได้เลย

ขนาดวันนี้ที่พามาก็เป็นร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ประมาณซัก 3 อาทิตย์กว่าๆ (วันที่ไปนี่ยังทำไม่เสร็จดีเลย เห็นยังมีคงลงไปซ่อมสระน้ำอยู๋เลย) โดย Concept และการแต่งร้านของที่นี่เค้าน่ารักมากๆ เลยนะ คล้ายๆ ว่าเอาร้านกาแฟมาผสมกับห้องสมุด ประมาณว่าอ่านหนังสือไปกินกาแฟไปในบรรยากาศสบายๆ ร้านนี้ชื่อว่า Librarista ครับ

หน้าร้าน Librarista ที่เราจะมาเยี่ยมชมกันวันนี้ครับ

ทำเลร้านก็อยู่นิมมานซอย 5 ครับ เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วไม่พลาดแน่ๆ หน้าร้าน Librarista เด่นมากๆ ตกแต่งได้สวยและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับร้านไหนๆ ร้านเปิดตั้งแต่ 9.00-21.00 น. ครับ หน้าร้านมีที่จอดรถยนต์ได้ 3-4 คันได้อยู่ครับ


View Librarista in a larger map

บรรยากาศด้านนอกร้านครับ ร่มรื่นดี

ร้านน่ารักแบบนี้ ใครๆ เห็นก็คงอยากเข้าแหละ~~

เข้ามาเยี่ยมชม+สั่งกาแฟ

เปิดประตูเข้ามาถึงก็จะเจอเคาน์เตอร์ครับ จุดนี้เราก็สามารถสั่งกาแฟและพวกขนม/เครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเลย โดยเมื่อสั่งไปแล้วเราจะต้องจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นเราก็จะได้รับสิ่งที่ลักษณะคล้ายๆ จานบินมา จริงแล้วมันเป็นตัวจับเวลา+ส่งสัญญาณให้เราเดินไปเอากาแฟเองที่เคาน์เตอร์เมื่อเค้าชงเสร็จ (อย่างเมืองไทยเท่าที่เคยเห็นใช้ก็เป็นที่ร้าน Tom N Tom’s cafe หรือถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เกาหลีบ่อยๆ จะพอเห็นบ้างนะ)

ระหว่างนี้ก็เดินหาที่นั่งกันครับ ,, โดยที่ร้านจะมีที่นั่ง 3 โซน (เท่าที่ผมสังเกตดูนะ)

  • ที่นั่งโซนด้านนอก ผมว่าเป็นโซนที่เหมาะกับมีทติ้งหน้าหนาวมาก สามารถเลือกนั่งได้ว่าจะนั่งริมสระหรือจะนั่งใต้ต้นไม้ สามารถกินกาแฟไป คุยไปโขมงโฉงเฉงได้ เดินไปเดินมารกรุงรังได้เต็มที่ ,, แต่คงจะลำบากหน่อยถ้าฤดูร้อนหรือฤดูฝน
  • ที่นั่งโซนร้านกาแฟ อันนี้ผมว่าก็คล้ายๆ กับที่เราพบเจอตามร้านกาแฟทั่วๆ ไปนะ มีโต๊ะ อาร์มแชร์ โซฟาลายเก่ๆ สามารถนั่งคุยไป อ่านหนังสือไป จิบกาแฟไปได้ มีแอร์เย็นๆ บริการ
  • ที่นั่งโซนห้องสมุด อันนี้เป็นโซนที่ผมว่าพิเศษและไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน ผมว่าเป็นจุดไฮไลท์ของร้านนี้เลยก็ว่าได้นะ โดยโซนนี้เราต้องเดินออกไปทางเชื่อม ที่นั่งโซนนี้จะเป็นห้องแอร์ เฟอร์นิเจอร์เป็นบีนแบก เบาะรองนั่ง และโต๊ะญี่ปุ่น ตกแต่งร้านด้วยผนังที่เป็นชั้นหนังสือที่มีหนังสืออย่างเพียบ สามารถหยิบมาอ่านได้ตามอัธยาศัย แถมสามารถเอากาแฟ+ขนมมากินที่นี่ได้ด้วย (แต่หนังสือนี่เป็นสมบัติของเจ้าของร้านนะครับ ไม่ได้เช่ามา เวลาหยิบมาแล้วดูแลดีๆ ด้วย ,, หนังสือแต่ละเล่มก่อนนี้เค้าดูแลมาดีมากๆ)

พี่เค้าบอกว่าอีกหน่อยจะมีโปรเจคจะทำบัตรสมาชิกร้าน (วันที่ไปยังไม่มี) สามารถมาใช้บริการของห้องสมุดได้ตลอดเวลา แถมสามารถยืมหนังสือออกไปได้อ่านต่อที่บ้านได้ด้วย (เท่าที่สังเกตดูเป็นพวกหนังสือท่องเที่ยวซะเยอะเลย)

เข้ามาถึงก็มาสั่งกาแฟกันก่อนครับ
เดินออกจากร้านกาแฟเข้าสู่โซนที่เป็นห้องสมุดของที่นี่
หนังสือเยอะดีมากๆ (หนังสือเป็นของเจ้าของร้านนะครับ)
เห็นแล้วแบบว่า… โคตรชิลเลยอะครับ

หลังจากที่ยานบินส่งเสียงหวอๆๆๆ นั่นแปลว่า เราได้กาแฟแล้ว… ก็รวดไปหยิบกาแฟที่เคาน์เตอร์พร้อมเลือกหนังสือมานั่งอ่านด้วย

กาแฟที่ผมสั่งมาวันนี้คือ Iced Librarista ก็โอนะ รสชาติกลางๆ แต่หอมกลิ่นคาราเมลหน่อยๆ ,โกโก้เย็นก็เฉยๆ นะครับ ส่วนชาเขียวมะนาวนี่ไอเดียดีนะ เพื่อนผมชอบ บอกว่าสดชื่นดี แต่ผมว่ารสชาติมันแปร่งๆ อะ ฮาๆๆๆๆ คงยังไม่คุ้นเท่าไหร่ ,, ส่วนขนมที่สั่งไปมีชีสเค๊กผลไม้นี่อร่อยดีครับ ส่วนอีกก้อนจำไม่ผิดนี่เป็นเค๊กมูสล๊อกโกแลตนะ สวยดี แต่ผมว่ารสชาติกลางๆ นะครับ

เฉลี่ยๆ จากที่กินวันนั้นแล้วราคาเครื่องดื่มแก้วละประมาณ 80-95 บาท, ส่วนขนมเค๊กประมาณก้อนละ 70-80 บาท

กาแฟเย็นของผม กับบรรยากาศอ่านหนังสือสบายๆ ของที่ร้าน
มีหนังสือเล่มโปรด จิบกาแฟไปด้วย ,, ลงตัวมากๆ ครับ
โกโก้เย็น vs. ชาเขียวมะนาว
อันนี้เป็นชีสเค๊กแล้วมีผลไม้แปะอยู่ด้านบน อร่อยดีนะครับ
อันนี้จำไม่ผิดเป็นช๊อกโกแล๊ตมูส สวยดีแต่กลางๆ นะ

ถ้าอ่านหนังสือแล้วเผลอหลับไปนี่นอนทั้งวันแน่ๆ

ของเล่นใหม่ น่าซื้อเก็บไว้บ้าน

ของเล่นอีกอย่างของที่นี่คือ Nespresso หรือที่พี่บาริสต้าบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูลครับ!!

หลายๆ คนที่ชอบกินกาแฟสดคงเคยมีความผันว่าอยากได้เครื่องชงเอสเพรซโซ่ไว้ที่บ้าน แต่เครื่องชงเอสเพรซโซ่เครื่องนึงก็หลายหมื่น, ไหนจะเครื่องบดเมล็ดกาแฟอีก ซื้อเมล็ดทีก็ลำบาก เพราะเค้าไม่ได้ขายย่อยๆ ทีละห้าเม็ดสิบเม็ด แถมถุงนึงก็กินได้ตั้งนาน จะซื้อมาหลายๆ แบบก็คงกินไม่หมดแน่ๆ ,, แถมเราชงเองก้ไม่ค่อยโออีก น้ำเยอะไปบ้าง กดผงกาแฟนานไปบ้าง …. ผมว่าเจ้า Nespresso นี่ตอบโจทย์พวกที่อยากมีเครื่องชงกาแฟสดที่นานๆ กินทีได้เยอะมาก

ถ้าเทียบง่ายๆ ตัว Nespresso มันประมาณว่าเค้าบดกาแฟมาให้แล้ว เอาใส่ capsule กันอากาศและกันแสง (ไม่ร้องไห้นะ), เราอยากกินกาแฟอะไร ความเข้มแค่ไหนเราก็แค่เลือกซื้อแคปซูลแบบที่เราชอบมา จะซื้อทีละห้าอันสิบอันก็แล้วแต่ พอถึงเวลาอยากกินก็เลือกเอากาแฟแคปซูลใส่เครื่อง Nespresso อันนึง เครื่องมันก็จะเจาะฝาและฉีดน้ำร้อน ,, ผลสุดท้ายเราก็จะได้กาแฟ Espresso รสชาติเยี่ยมแบบง่ายๆ เลย

ที่ร้านบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูล Nespresso ครับ (ดูทีแรกงงๆ นิดนึง)
Nespresso ง่ายกว่าที่คิดมากๆ ,, ใส่เครื่องก็เสร็จแล้ว

พอดีไม่ได้ถามราคาเครื่อง Nespresso ที่ร้านมา แต่เท่าที่คุณ blltz หาข้อมูลมาให้ เครื่องรุ่นธรรมดาจะตก 200 เหรียญ (ราวๆ หกพันนิดๆ บาท) แต่ถ้าเครื่องไฮโซ (อาทิ ทำฟองนมได้) จะตกราว 300 เหรียญ (ประมาณเกือบหมื่นนึง) ส่วนแคปซุลนี่ประมาณอันละเหรียญหรือ 30 บาท

เท่านี้ก็ได้กาแฟสดแบบไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรมากแล้ว

ค่าเสียหาย 75 บาทต่อการเล่นหนึ่งครั้ง….

สำหรับ Librarista ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้แต่งร้านและมีบรรยากาศที่สวยมากๆ อาจเป็นร้านกาแฟที่สวยที่สุดที่เคยไปกินมาเลย แถมไอเดียก็น่ารักดีด้วย คิดได้ไงเอาร้านกาแฟมาบวกกับห้องสมุด ลงตัวแบบสุดๆ เลยนะเนี่ย!!

แต่กระนั้นเลยครับ ผมแอบมี comments นิดหน่อย

  • ที่นั่งในโซนห้องสมุดน้อยมาก (มีแค่ประมาณ 5 โต๊ะเอง) และเต็มเกือบตลอด แถมแต่ละคนนั่งทีนี่นั่งกันยาวนานเป็นหลักชั่วโมง กะว่าจะต่อคิวไปนั่งห้องสมุดดูดกาแฟหมดไปสามแก้ว บางคนมาคนเดียวแต่นั่งครองทั้งโต๊ะก็แอบเสียดายที่ที่เหลือเหมือนกัน ถ้ามีพวกเคาน์เตอร์หรือคอกสำหรับนั่งคนเดียวก็ดีเหมือนกัน
  • แอบเสียดายหนังสือนะ แบบว่าพี่เจ้าของดูแลหนังสือดีมากๆ บางเล่มซื้อมานานแล้วแต่สภาพยังดีเว่อ บางเล่มหายากแต่ก็มีให้เราหยิบจับแบบเป็นๆ ,, ผมแอบกลัวว่าลูกค้าที่หยิบยืมหนังสือทั้งที่จิบกาแฟไปอ่านไปที่ร้าน หรือว่ายืมกลับบ้านจะทำหนังสือเยินหรือเสียหาย แอบเสียดายแทน แต่ครั้งจะไม่ให้เอากาแฟเข้ามาก็กลัวจะผิดคอนเซปไปหน่อย
  • หนังสือหนักไปทางท่องเที่ยวซะเยอะ
  • ที่ร้านมีปลั๊กไฟ แต่เหมือนไวไฟจะต้องซื้อชั่วโมงของที่ร้านเอา
  • Nespresso เจ๋งดีนะ เห็นแล้วแอบอยากได้ไปไว้ที่บ้านเหมือนกัน
ชอบนะครับ… กับร้าน Librarista 🙂

ร้านน่ารักมากครับ ^^

Little Cook Cafe

จริงๆ ร้านนี้ตั้งใจมากินนานแล้วเหมือนกัน ถึงกระทั่งกด Like Fanpage ร้านเค้ามานานหลายเดือน เคย survey ไปเล่นๆ ทีนึง ประมาณผ่านแถวๆ นี้ก็เลยขอไปดูลาดเลาหน่อยแต่หาร้านไม่เจอ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากครับ

จนเมื่ออาทิตย์ก่อน ก็แวะไปเยี่ยมร้านนี้อีกที คราวนี้หาเจอแต่ว่าร้านปิด ,, มางวดนี้ก็เลยขอแก้ตัวกับร้านอาหารแนวติสต์ๆ ที่ร้าน Little Cook ครับ

ลองมาชิมร้าน Little cook ครับ ,,

โลเคชั่นของร้าน

ยอมรับเลยว่าร้านนี้เป็นร้านที่หายากเว่อๆ…

ร้านนี้อยู่ในโครงการ 2BR ครับ โดยโครงการนี้อยู่ถนนศิริมังคลาจารย์ซอย 11 ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ตรงข้ามซอยไอเบอร์รี่/หมูกระทะซุ้มสบายเก่า (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นร้านสุขเกษมไปแล้ว) สังเกตง่ายๆ ว่าจะมีป้าย NES (ที่สอนภาษาอังกฤษแห่งนึง) ปักอยู่หน้าปากซอย พอเลี้ยวเข้าไปก็ตรงไปเรื่อยๆ ครับ พยายามสังเกต Area ที่มีลาน+มีสวนเขียวๆ ด้านขวาไว้ เพราะที่นั่นคือโครงการ 2BR ครับ

ร้าน Little Cook cafe ของเราอยู่ในโครงการ 2BR นี่แหละครับ


View Little cook in a larger map

เห็นป้ายหน้าร้าน Little Cook cafe แล้วครับ 🙂

เราจะยังมองไม่เห็นร้าน Little Cook ของเราจากหน้าโครงการ แนะนำว่าให้จอดรถแล้วเดินเข้ามางงๆ ในโครงการเดี๋ยวก็เจอเอง ,, หน้าร้านปักป้ายเปิดจันทร์ถึงเสาร์ ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม แต่จริงๆ ร้านจะเปิดประมาณห้าโมงเย็นและปิดก่อนสี่ทุ่ม (อย่างวันที่ไปนี่ทุ่มกว่าๆ ก็ปิดแล้ว พี่เจ้าของร้านบอกว่าของหมดแล้ว — เอิ่มมมมม พี่ครับ เปิดร้านห้าโมงแล้วปิดทุ่มนึงนี่มันเมพมากเลยนะครับ)

บรรยากาศร้าน+นั่งคุยกับพี่เจ้าของร้าน

จริงๆ ผมว่าร้านเค้าเป็นร้านเล็กๆ (และอาจแคบไปนิดนึงสำหรับผม) บรรยากาศสบายๆ นะ แต่งร้านแบบสบายๆ ดูเรียบง่ายปนกลิ่นติสต์ๆ นิดนึง มีเฟรมจักรยานและรถจักรยานมาแต่งร้านนิดนึง ในร้านมีโต๊ะอยู่ประมาณ 4-5 ตัว แต่รับลูกค้าได้ทีละไม่มาก เพราะว่าที่ร้านมีทำกันแค่ 2 คน ไม่ได้มีลูกน้องอะไร…

ร้านเล็กๆ ที่ปกติสงบๆ ,, แต่วันที่ไปนี่คนเยอะมาก
ที่ร้านจะแต่งด้วยจักรยานซะเยอะเลย ,, ร้านเล็กๆ แต่น่ารักมากๆ

พอดีมีโอกาสคุยกับพี่กบเจ้าของร้าน พี่แกก็บอกว่าจริงๆ ร้านนี้เปิดเป็นคล้ายๆ งานอดิเรกของพี่กบและแฟน วัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในร้านเป็นของที่ทั้งคู่เคยชิมมาแล้วว่าร้านนี้อร่อย อย่างขนมปังที่ใช้ทำแฮมเบอร์เกอร์, หรืออย่างพวกผัก Hydrophonic ก็เลือกเป็นของโครงการหลวงหรือสวนที่ดีๆ ที่แกรู้จักเอามาใช้ อาจแม้ราคาแพงหน่อยแกก็เอามาทำนะ แถมใส่ให้แบบไม่อั้นด้วย

หลายคนเคยบอกผมนะว่าร้านนี้ติสต์ วันไหนลูกค้าเยอะก็ไล่ลูกค้า, จะเปิดก็เปิดจะปิดก็ปิด ,, หลังจากผมลองถามพี่กบแล้ว จริงๆ แกไม่ได้ติสต์มากหรอก (อันที่จริงผมว่าก็พอตัวอยู่) ผมว่าร้านนี้เค้ายังใส่ใจลูกค้าโดยเฉพาะในจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครที่ไหนสนใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อทำอาหารให้ดีที่สุดทั้งคุณภาพและชาติมากกว่าที่ขายเอาปริมาณอย่างเดียว อย่างเช่นวันที่ผมไปแล้วสั่งสลัดผัก แต่พอดีจำนวนผักไม่ครบตามที่แกตั้งใจไว้ แกก็แถมจานนั้นเลย หรือบางเมนูของหมดก่อน บางทีก็งดขายเมนูนั้นหรือบางทีก็ปิดร้านไปเลย (แรงมาก), วันไหนคนเยอะ แกคะเนแล้วว่าทำไม่ทันแน่ๆ หรือถ้าทันก็ออกมาแย่ๆ แกก็จะเชิญลูกค้าไปกินร้านอื่นเลยเพราะไม่อยากให้รอนาน (อันนี้แรงกว่า) ซึ่งผมไม่เคยพบเจอร้านแบบนี้ที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน

เบื้องหลังพี่กบ ,, ผู้เป็นผู้ช่วยแม่ครัวอีกทอดนึง

ทั่วๆ ที่ร้านไปคนไม่ได้เยอะเท่าไหร่ + เจ้าของร้านไม่ได้ต้องการให้ลูกค้าเยอะมากด้วย (แต่วันที่ผมไปนี่คนเยอะมากกกก แบบว่าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะเลย ทุ่มนึงพี่แกก็เลยปิดร้านเลย) ซึ่งวันที่พี่เค้าแนะนำให้ไปคือธรรมดาจะดีกว่า เพราะว่าคนจะไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องรออาหารนาน ค่อยๆ ปราณีตทำอาหาร แถมพี่เค้าสามารถดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงกว่า ส่วนวันเสาร์ที่ร้านจะไม่ได้สต๊อกของไว้เยอะ ทำให้บางเมนูอาจทำไม่ได้ (แถมพวกวันศุกร์หรือเสาร์คนอาจเยอะขึ้นมาอีกนิดนึง)

ว่าแล้วก็สั่งอาหารมา

เริ่มต้นที่เครื่องดื่มครับ ผมกับเพื่อนๆ ทุกคนสั่ง Italian soda กันมาเกือบหมด ผมสั่งรสชาเขียว ไม่ค่อยโดนมากเท่าไหร่นะ เทียบกับของเพื่อนๆ ที่สั่งกัน (จำไม่ผิดมีกีวี, แคนตาลูป) อร่อยกว่านะ ,, แต่เหนือกว่าอื่นใดต้องน้ำเปล่าที่ร้านบริการฟรีครับ อิตาเลียนโซดาดูดแป๊บเดียวหมดเลย

อิตาเลียนโซดาสีสันสดใสมากๆ
ร้อนๆ แบบนี้ขอเริ่มด้วยเครื่องดื่มเย็น

รอสักครู่ใหญ่ๆ (ประมาณ 30+ นาทีอะ) อาหารก็เริ่มทยอยมาครับ

โดยอาหารจานแรกเป็น Appetizer อย่างขนมปังกระเทียมชีส ,, ผมว่าอร่อยเลยแหละ ต้องไล่ตั้งแต่วัตถุดิบที่เป็นตัวขนมปังที่ผมว่าเนื้อแน่นได้ที่ ผ่านการอบอย่างลงตัว แบบว่าขอบขนมปังกรอบ โปะด้านหน้าด้วยมอซซาเรลล่าชีสอย่างเยอะ กัดทีแล้วดึงชีสยืดตึ๋งหนืดๆ เลย อร่อยมากๆ

ขนมปังกระเทียมชีส....
ชีสเยอะมากๆๆ แบบว่ายืดๆๆๆ ได้อีก

ส่วน Appetizer จานที่สองเป็นกุ้งห่อแป้งปอเปี๊ยะ (อันนี้จำชื่อเก๋ๆ ของทางร้านไม่ได้) แนะนำให้กินตอนร้อนๆ อร่อยดีมาก

กุ้งห่อแป้งปอเปี๊ยะ อร่อยมากๆ

ส่วนอีกจานเป็นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ (มีหมู/ไก่/ปลาให้เลือกด้วยนะ) จานนี้ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของที่นี่เลย เห็นใครมาก็สั่งกันแทบทุกคน (สังเกตจากอินสตาแกรมและเฟสบุ๊ก) ,, ซึ่งพอถึงเวลาจริงที่ยกมาเสิร์ฟต้องบอกว่ามันอันใหญ่มากๆ (แถมผักสลัดที่ให้มาคู่ด้วยก็ต้องบอกว่าเยอะมากๆ ด้วย) แบบว่าว่าถ้าผมไปคนเดียวแล้วเจอจานนี้จานเดียวก็น่าจะจอดแล้ว ส่วนรสชาติผมว่าอร่อยใช้ได้เลยนะ น้ำสลัดที่ใส่ด้วยเนี่ยกลมกล่อมดี แถมไม่เลี่ยนมากด้วย ก็เพราะไอ้ผักที่เค้าให้มาด้วยเนี่ยเหมือนจะเยอะ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณแฮมเบอร์เกอร์แล้วต้องบอกว่าพอดีกัน!!!!

เวลากินแนะนำว่าไม่ควรแหกปากกว้างแล้วกัดเป็นคำเหมือนกับแฮมเบอร์เกอร์ตามร้านอาหารแดกด่วนทั่วๆ ไป เพราะมันจะทำให้คุณมีโอกาสกรามหลุดได้ง่ายๆ เลย ,, แนะนำว่าให้ไปขอมีดและส้อมจากทางร้านแล้วหั่นรับประทานเป็นคำๆ จะปลอดภัยต่อตัวท่านและได้รับอรรถรสในการทานที่ดีกว่า

จริงๆ พี่เค้าบอกว่ามีแข่งกินเบอร์เกอร์ด้วยนะ ปีละครั้ง แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละ 😉

แฮมเบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโต... น่ากินดีมากๆ
หั่นแฮมเบอร์เกอร์มาดู ,, แบบว่า เต็มคำมากๆ
เบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่มาก ต้องค่อยๆ หั่นทีละคำ...

ถัดมาเป็นพิซซ่าครับ โดยพิซซ่าที่นี่จะเป็นแบบพิซซ่าแป้งบางกรุบกรอบ ซึ่งหน้าที่ผมสั่งไปเป็นพิซซ่าหน้าผักโขมและเบค่อน ,, เท่าที่เห็นด้วยตาจากบนจานแล้วพบว่าทางร้านให้หน้ามาเยอะมาก มากแบบว่ามองไม่เห็นส่วนที่เป็นแป้งกันเลย แต่พอถึงเวลาตักแบ่งกันก็ค้นพบว่า ชีสก็ให้เยอะมาก ดึงพิซซ่าตั้งยาวจนจะติดเพดานอยู่แล้วชีสยังไม่ยอมขาดออกจากกันเลย ฮาๆๆๆ

ส่วนแป้งหอมและอบได้กรุบกรอบดีครับ

จานต่อไป... เป็นพิซซ่าหน้าผักโขมและแฮมถาดเล็ก
จานนีจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าแฮมกับเห็ดนะ
พิซซ่าแป้งบางกรอบที่อัดแน่นไปด้วยชีส ตักทีก็ยืดๆๆๆ

อีกสามจานนี่รวบเลยละกันนะครับ

อันนึงเป็นสเต๊กครับ พอดีทีแรกสั่งสเต๊กเนื้อไปแต่วันนั้นเนื้อหมดก็เลยเปลี่ยนเป็นสเต๊กปลาแซลม่อนแทน ซึ่งได้ปลามาชิ้นโตมากเสิร์ฟคู่กับผักสลัดจำนวนมาก ผมว่าเค้าย่างปลาอร่อยดีนะ

กับอีกจานเป็นสปาเก็ตตี้นโปลิตันรสชาติเข้มข้ม เท่าที่สั่งมาทั้งมื่อนี่ผมชอบจานนี้มากๆ เพราะนอกจากรสชาติเข้มข้นมากและใส้กรอกอร่อย ผมว่าทางร้านเค้าลวกเส้นสปาเก๊ตตี้ได้ดีมากๆ กัดไปแล้วได้รสสัมผัสทั้งความเหนียวและความนุ่มไปในคำเดียวกันเลย

กับจานสุดท้ายเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราที่เป็นคาโบนาราแบบฝรั่งทำและเป็นแบบที่ผมชอบ กล่าวคือ คาโบนาราแบบไทยๆ จะอารมณ์ประมาณน้ำเยอะๆ ท่วมๆ เส้นสปาเก็ตตี้จนบางทีนึกว่ากินสปาเก็ตตี้ซอสครีมขาว แต่ของที่นี่จะผัดแห้งๆ น้ำงวดๆ มีเครื่องปรุงและไข่เคลือบอยู่บนเส้นสปาเก้ตตี้ที่เหนียวนุ่มกำลังได้ที่อีกที ,, กินไปฟินไป

จานต่อมาเป็นสเต๊กปลาแซลม่อนชิ้นโตเว่อกับสลัดข้างเคียง
บีบมะนาวหน่อยอร่อยมาก ,, ถ้าเกรียมกว่านี้อีกหน่อยจะ Perfect เลย
สปาเก็ตตี้นโปลีตัน ,, เส้นอร่อยมากแถมได้เยอะโคตรๆ
เป็นจานนึงที่ผม Recommend เลยฮะ (ได้เยอะมากกกกก)
ที่ร้านทำสปาเก้ตตี้คาโบนาราได้อร่อยมากๆ

และสุดท้ายเป็นจานที่ได้ฟรีครับ (ดังที่ข้างบนได้กล่าวไว้แล้ว) คือสลัดผักจานเล็กกับน้ำสลัดซีซ่าร์ครับ แบบว่าจานเล็กนี่กินกันสี่คนพออยู่ท้องเลยนะครับ ถ้าจานใหญ่เนี่ยคงต้องเหลือผักไปปลูกต่อที่บ้านแน่ๆ (เห็นขนาดของถ้วยสำหรับสลัดจานใหญ่แล้วแทบเป็นลม) ที่นี่ใช้ผักไฮโดรโฟนิกส์นะครับ กรอบและสดอร่อยมากๆ (ใครกลัวผักแนะนำว่าอย่างสั่งจานนี้นะครับ คุณฝันร้ายไปต่ออีกเป็นเดือนแน่ๆ)

สลัดผักจานเล็ก (เล็กแล้วเหรอ) ได้เยอะมากๆ

ดูเหมือนจะกินกันเยอะนะครับ แต่ยังเหลืออีกเมนูอีกตั้งหลายอย่างที่น่ากินมากๆ เลยแต่ของหมด ไว้คราวหน้ามาใหม่

ที่มาวันนี้ครับ

ผมว่าเป็นร้านที่น่ารักมากๆ ร้านนึงที่ผมมากินเลยนะ โดยรวมทุกเมนูที่ผมสั่งมานี่เรียกว่าอร่อยหมด เอาใจใส่กับอาหารทุกจานที่ทำออกมา เมนูอาจชื่อฝรั่งไปซะเยอะแต่รสชาติรับรองว่าจัดจ้านอร่อยมากๆ ใสเครื่องและใส่ชีสแบบไม่มีหวง แถมให้ปริมาณอาหารมาเยอะโคตรๆ แบบว่าถ้ากินไม่อิ่มแล้วไม่ต้องออกจากร้านกันเลย โดยเฉพาะผักสลัดนี่เหมือนกับว่าเหมาผักทั้งฟาร์มมาใส่ในจานคุณ (ถ้าจะสั่งสลัดแนะนำว่าเอาถ้วยเล็กก่อนครับ เยอะแบบว่าโหดสัส)

แต่ว่าเวลามากินอาจต้องทำใจนิดนึงเรื่องความช้านิดนึง (เพราะว่าพี่เค้าทำกันแค่ 2 คน), ที่นั่งเต็มหรือว่าของหมด รวมทั้งบางวันอาจไม่เปิดขายหรือว่าปิดเร็วกว่ากำหนดได้ แนะนำว่าถ้าจะไปกินลองโพสถามพี่เค้าในเฟสก่อนหรือโทรถามได้ที่เบอร์ 0857141189 ก่อนได้ (รับโทรสั่งแบบกลับบ้านนะ แต่ไม่รับจองที่นะ อยากมากินที่ร้านต้องสั่งหน้าเคาน์เตอร์เอง) แต่เท่าที่สังมายังไม่เจออะไรไม่อร่อยนะครับ…

แล้วจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะครับ ^^

แล้วคุณจะติดในกับ Little Cook Cafe ,, ร้าน cafe ที่ไม่มีกาแฟขายครับ ^^

Ristr8to2 (Doppio Ristretto)

วันนี้พามากินกาแฟที่เชียงใหม่อีกร้านนึงครับ เรียกว่าเป็นร้านกาแฟที่เป็นร้านกาแฟจริงๆ

ซึ่งจริงๆ ลองคิดย้อนไปมองชีวิตตั้งแต่ตอนเรียน+เป็นหมอของผมเนี่ยมันต้องผ่านช่วงการกินกาแฟมาแบบเยอะมากๆ (ส่วนมากจะหนักไปทางกาแฟกระป๋อง) เพื่อถ่างตาไม่ให้ปิดลง ,, แต่ร้านที่จะพามาวันนี้เหมือนทำให้ความรู้สึกในการกินกาแฟมันเปลี่ยนไป จากที่กินเพื่อดำรงชีวิตกลายเป็นการกินกาแฟที่เป็นงานศิลปะชั้นยอดและละเมียดละไมในทุกๆ จุด

พามากินกาแฟแบบ Art Latte ที่ Ristr8to2 ครับ

ร้านที่พามามีชื่อว่า Ristr8to2 ครับ (อ่านว่า Doppio Ristretto นะจ๊ะ)

ตำแหน่งที่ตั้งของร้าน

ร้านนี้หาไม่ยากครับเพราะอยู่ติดถนนใหญ่ที่นิมมานฯ เลย โดยร้านจะอยู่ระหว่างซอย 3 และซอย 5 (อยู่ข้างๆ ร้านกูโรตีสาขานิมมานฯ) แต่ที่ยากกว่าคือหาที่จอดรถครับ ถ้าเป็นรถยนต์แนะนำว่าให้ไปหาจอดตามซอย 3 หรือซอย 5 (หรือถ้าโชคร้ายอาจต้องไปจอดซอยมองบลัง) แล้วเดินข้ามมา แต่ถ้าขี่มอไซก็จอดๆ ไว้ข้างๆ ร้านก็พอได้อยู่ครับ

หน้าร้าน Ristr8to2 ที่เป็นเป้าหมายในวันนี้
บรรยากาศส่วนเคาน์เตอร์ของร้าน Ristr8to2 ครับ
บรรยากาศภายในร้าน Ristr8to2 ครับ (หน้าร้านก็มีที่นั่งนะ)

ถ้ายังหาร้านไม่เจอก็โทรมาหาที่ร้านก่อนได้นะครับที่ 081-9780471 ครับ ,, ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.08 – 23.08 น.

ส่วนตัวผมชอบเวลาเปิดและปิดของร้านนี้มาก ไม่ใช่เพราะไอ้เศษแปดนาทีนั่นหรอกนะ แต่เป็นช่วงเวลาที่เปิดเกือบตลอดทั้งวัน เวลาอยากจิบกาแฟช่วงเช้าๆ หรือว่าอยากนั่งทำงานที่ร้านในช่วงดึกๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะดวกดีมากๆ เจ้าของร้านใจดี แถมที่ร้านยังมีบริการปลั้กไฟและ wifi ให้ฟรีอีกด้วย ประทับใจแบบสุดๆ


View Ristr8to2 in a larger map

อะไรคือ Ristr8to2

เท่าที่ชิมกาแฟและสอบถามทางร้านได้ความมาดังนี้… (อันนี้ส่วนวิชาการนะครับ!!)

คือการกลั่นสกัดกาแฟจากเมล็ดหรือผงกาแฟให้เป็นสารละลายกาแฟที่เราชงดื่มนั้นหลักๆ จะมี 3 ส่วน คือ

  • Ristretto หรือส่วนหัวกาแฟที่ใช้น้ำเพียงนิดเดียวในการสกัด เป็นส่วนที่มีคุณภาพที่สุดและเข้มข้นมากๆ เป็นส่วนที่หวาน ละมุนและดีที่สุดของกาแฟนั้นๆ แทบไม่มีรสขมหรือฝาดของกาแฟเลย เพราะส่วนที่ได้หลักๆ จะเป็นน้ำมันส่วนละเอียดของกาแฟ แต่ข้อเสียคือการสกัดแบบนี้จะได้สารละลายกาแฟออกมานิดเดียวเท่านั้น ทำให้การชงกาแฟด้วย Ristretto แต่ละครั้งต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก ทำให้ร้านในเมืองไทยจะไม่ค่อยใช้วิธีนี้กันนัก
  • Espresso ถ้าเทียบแล้วคงเป็นตัวกาแฟส่วนกลางๆ ซึ่งจะน้ำในการสกัดที่มากกว่า Ristretto ทำให้ได้สารละลายกาแฟที่เยอะกว่า ,, ตัว Espresso เป็นตัวกาแฟที่บ้านเรานิยมเอามาใช้ทำกิจกรรมและปรุงรสเป็นอะไรต่างๆ นา เนื่องจากได้สารละลายกาแฟค่อนข้างเยอะในคุณภาพที่ดี แต่ถ้า Espresso จริงๆ นั้นเค้าต้องกินเป็นช๊อตๆ (ที่เราบอกว่าขมๆ กันนั่นแหละ)
  • Lungo เทียบแล้วคงเป็นส่วนหางกาแฟ เพราะใช้น้ำในการสกัดกาแฟค่อนข้างมาก สิ่งที่ได้นอกจากปริมาณน้ำกาแฟที่เยอะแล้วยังจะได้พวกน้ำมันส่วนหยาบของกาแฟ ซึ่งมักจะมีรสขมและมีกลิ่นไหม้อยู่ด้วย (เคยเห็นเหมือนมีเมนู Lungo ที่ Segafredo ด้วยนะ แต่ไม่เคยสั่งกินเหมือนกัน)

หลังจากได้สารละลายกาแฟด้วยวิธีการสกัดจากข้างต้นมาแล้ว เราก็จะใช้เทคนิคการชงแบบต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นกาแฟหลากรูปแบบ ทั้ง Long Black, Americano, Latte หรือ Cappucino ให้เราได้ดื่มกินกัน

ซึ่งที่ร้านนั้นจะเลือกใช้การสกัดเพื่อให้ได้สารละลายกาแฟแบบ Ristretto แต่เนื่องด้วยการสกัดดังกล่าวนั้นได้สารละลายกาแฟค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ที่นี่จึงจะใช้ 2 ช๊อตของ Ristretto หรือ Doppio Ristretto ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง (แต่บางเทคนิคการชงจะใช้แค่ช๊อตเดียวนะ เช่น Piccolo latte หรือ Macchiato)

ยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ทางร้านเลือกมานั้นเป็นเมล็ดที่นำมาจากแหล่งปลูกกาแฟแต่ละจุดที่มีชื่อเสียงบนโลก ทั้งจากบราซิล, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, ปาปัวนิวกินี, โคลัมเบีย หรือถ้าหากใครไม่อยากได้สารคาเฟอีนจากกาแฟ ที่นี่ก็มีกาแฟแบบ Decaf บริการด้วย

กว่าจะได้เป็นกาแฟหนึ่งแก้ว ที่ Doppio Ristretto

กว่าจะเป็นกาแฟได้หนึ่งแก้วนี่ลำบากจริงๆ

โม้มาเยอะ สั่งกาแฟยังไง

สิ่งที่ยากเป็นอันดับสองรองจากการหาที่จอดรถ คือการสั่งกาแฟจากร้านนี้ครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มันแค่เป็นระบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน ไม่เหมือนกาแฟสตาร์บัคส์หรือกาแฟสดหน้าปากซอยแต่อย่างใด…

การสั่งกาแฟที่นี่ก็มีให้เลือกหลักๆ 2 อย่างคือกาแฟร้อนและกาแฟเย็น ซึ่งถ้าใครสั่งกาแฟเย็นเค้าก็จะใช้เมล็ดกาแฟไทยธรรมดา สกัดออกมาเป็น espresso ปรุงรสเข้มข้นหวานมันไม่แพ้เจ้าใด ,, ส่วนถ้าเป็นกาแฟร้อนนี่จะสั่งยากหน่อย แต่ผมแนะนำให้กินแบบร้อนนี่แหละครับ

ขั้นแรกคือเริ่มที่เลือกเมล็ดกาแฟว่าจะเอาเมล็ดจากที่ไหน จะเอาแบบเดี่ยวๆ หรือเอาสองประเทศผสมกันก็ได้ (คือแค่ดูแผนที่ว่าจะเอาประเทศไหนก็ปวดหัวแล้ว เพราะเยอะมากจริงๆ)

เลือกประเทศที่เราอยากจะลองชิมกาแฟของเค้าดู

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์กาแฟว่ามาจากประเทศไหนแล้ว ขั้นที่สองก็เลือกวิธีการชง (ซึ่งมีนมีหลายวิธีเหมือนกัน)

เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟดำก็ให้สั่ง Long Black (ต่างกับอเมริกาโนตรงที่เวลาชงจะเติมน้ำร้อนก่อนหนึ่งส่วนแล้วค่อยสกัดสารละลายกาแฟแบบ Ristretto ลงไปเหนือน้ำร้อนอีกหนึ่งส่วนและชั้นบนสุดเกิดเป็นชั้นครีมม่า ซึ่งจะได้รสชาติที่ประณีต เข้มข้นและเข้าถึงกว่าอเมริกาโน่) แต่ข้อเสียของการสั่ง Long Black คือเราจะอดเห็นฝีมือ Barista ระดับ Latte Art ระดับเวิลด์คลาสในการสร้างสรรค์ผลงาน (คือพี่บาริสตาของเราได้ไปศึกษาการชงกาแฟและ Latte Art ที่ Australia มาหลายปีและได้รับรางวัลมาหลายอย่างรวมทั้ง World Art Latte อันดับที่ 6 มาด้วย)

ใช่ครับ!!! ที่แนะนำก็ต้องสั่งเป็นพวกใส่นมด้วย มีทั้ง Flat White, Latte หรือ Cappuccino (มันมีเทคนิคชงต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้อธิบายในที่นี้) แต่ส่วนตัวผมแนะนำ Flat White ที่มีปริมาณฟองนมจำนวนมากแต่กลับลงตัวในกาแฟที่เข้มข้น ,, ซึ่งพี่ Barista เจ้าของร้านก็จะบรรจงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนแก้วกาแฟเหมือนถอดแบบออกมาจากในหนังสือเลย สวยจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว จนพักหลังๆ สังเกตพฤติกรรมคนมากินกาแฟที่นี่ว่าต้องถ่ายรูปหน้าตากาแฟของตัวเองไว้เป็นที่ระลึกก่อนเสมอ ฮาๆๆๆ

เมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียงนานาชนิดได้ถูกรวมไว้ที่นี่แล้ว!!
หลังจากสั่งกาแฟไป บาริสตาของเราก็ไปตระเตรียมเมล็ดกาแฟให้พร้อม
ถ้าสั่ง Long Black ก็เป็นกาแฟดำแบบเข้มๆ มีครีมม่าอยู่ด้านบน
พี่ต๋อง (พี่บาริสต้า) บรรจงเทนมสร้างสรรค์ผลงานบนถ้วยกาแฟ
อันนี้เป็น Flat White รูปดอกไม้ห้าช่อ ,, สวยงามมากๆ ไม่กล้ากินเลย ฮาๆๆ
ส่วนแก้วนี้เป็น Flat White รูปนางฟ้า ,, สวยงามไม่แพ้กัน
ส่วนแก้วนี้เป็น Macchiato ,, เข้มและแรงได้ใจดีมากๆ

จริงๆ ที่นี่มีขนมด้วยนะ เป็นตระกูล Waffle (มี Waffle tower และ Waffle stick) และ Affogato (กาแฟราดไอติม) ต้องบอกว่าใครอยากกินวาฟเฟิลที่นี่ต้องรอนิดนึง แต่ระหว่างที่รอเนี่ยแบบว่ากลิ่นวาฟเฟิลหอมมากๆ เรียกน้ำย่อยออกมาได้เพียบ พอได้ลองชิมต้องบอกว่าวาฟเฟิลอร่อยเว่ออะ แบบว่าข้างในกำลังสุกพอดี ส่วนของนอกก็กรอบได้ที่ กินพร้อมกันกับไอศครีมแล้วเข้ากันดีมากๆ (แนะนำ Waffle tower + ไอศครีมชีส กับ Affogato + ไอติมวนิลลาสีฟ้า)

Waffle stick ,, อันนี้ก็เป็นวาฟเฟิลจิ้มๆ อะครับ ผมว่าอร่อยกลางๆ
Waffle tower ,, เมนูห้ามพลาดเลย (สีฟ้าที่เห็นเป็นไอติมวนิลลานะจ๊ะ)

จริงๆ กาแฟก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งนะ

เท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่มา

ต้องออกตัวก่อนว่าผมกินกาแฟไม่เก่งเท่าไหร่และกาแฟที่กินส่วนมากก็มักเป็นกาแฟกระป๋อง+กาแฟสดธรรมดานี่แหละ แต่ส่วนตัวเท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่แรกๆ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไปนะ แต่พอเริ่มชิมหลายๆ ครั้ง หลายๆ แบบ หลายๆ แก้วแล้วก็เริ่มค้นพบว่าเมล็ดกาแฟแต่ละที่ที่เอามาชงนั้นให้อารมณ์และกลิ่นที่แตกต่างกัน อย่างเอธิโอเปียมันจะมีกลิ่นดินๆ ใสๆ ให้อารมณ์สดชื่นๆ หน่อย แต่ส่วนตัวผมชอบกาแฟจากโคลัมเบียนะ มันดูหน่วงๆ แน่นๆ หนักๆ กินแล้วสะใจคอกาแฟกระป๋องดี ฮาๆ

ส่วนตัวผมแนะนำให้กินกาแฟร้อนของที่นี่นะ โดยเฉพาะพวก Latte หรือกาแฟที่ต้องใส่นมทั้งหลายของที่นี่นะ เพราะจะได้เห็นพี่เค้ามาสร้างผลงานศิลปะบนกาแฟของเราด้วย ซึ่งสวยมากประหนึ่งหลุดออกมาจากหนังสือเลย ,, ข้อเสียของกาแฟร้านนี้คือ แก้วแรกที่ได้ลองกิน Ristretto มันจะรู้สึกอร่อยดี แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่พอเราลองกลับไปกินกาแฟร้อน ทั้งกาแฟหน้าปากซอย หรือแม้แต่กาแฟสตาร์บัคส์ก็จะรู้สึกว่ากาแฟพวกนั้นมันกากมากๆ ขม เหม็นไหม้ และไม่ละมุนเหมือนกาแฟที่ชงจาก Ristretto เลย จนตอนนี้มันช่างยากที่จะกลับไปกินกาแฟร้อนหน้าปากซอยบ้านเหมือนเดิมแล้ว

ร้านกาแฟที่คอกาแฟห้ามพลาด กับ Doppio Ristretto ครับ

โปรดดื่มด้วยความระมัดระวัง (เพราะเดี๋ยวติด)

Wagaya

ช่วงอยู่กทม. ผมยอมรับว่าผมตะบี้ตะบันกินเนื้อย่างมาเยอะมากๆ

พอกลับเชียงใหม่ก็ห่างหายเนื้อย่างไปนาน ,, อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการรำลึกเนื้อย่างขึ้นมาก็เลยเดินมาหาร้านเนื้อย่างแบบดีๆ กิน (ที่นอกเหนือจากหมูกระทะ) เพื่อนๆ หลายคนก็แนะนำร้าน Wagaya ที่อยู่ตรงนิมมานฯ ซอย 7 มา ,, ซึ่งผมไปสำรวจหน้าร้านมา พบว่าแลดูหน้ากินมากๆ มีผู้คนวนเวียนเต็มร้านตลอดเวลา

วันนี้ เราจะไปกินเนื้อย่างที่เชียงใหม่กันครับ!!!

โอเค!!! กินร้านนี้แหละ (ขณะที่จขบ. ไปกินร้านนี้ ตอนนั้นร้านยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาและเพิ่มอาหารในเมนู หลายๆ อย่างอาจยังไม่ค่อย update เท่าที่ควรนะครับ)

กว่าจะได้กิน Wagaya

การมา Wagaya กับผมครั้งแรกไม่ค่อยประทับใจนัก เพราะไปถึงครั้งแรกแล้วไม่ได้กิน!!! ถามว่าทำไมหรอครับ หึ หึ… คือพอเปิดประตูเข้าร้านก็มีน้องพนักงานวิ่งเข้ามาและเกิดบทสนทนากับผมว่า

พนักงาน – สวัสดีค่ะ ได้จองไว้ไหมคะ
ผม – (ทำหน้างงๆ นิดนึง) ออ ไม่ได้จองฮะ
พนักงาน – ออ วันนี้เต็มแล้วคะ
ผม – (ทำหน้างงกว่าเดิม) เออ… เต็มอะไรฮะ เดี๋ยวรอต่อคิวก็ได้
พนักงาน – วันนี้โต๊ะเต็มแล้วค่ะ ต้องโทรมาจองก่อนนะคะ (ยื่นนามบัตรมาให้ผมและเดินจากไป)
ผม – (รับนามบัตรตามมรายาท) อ่า.. ครับ

คือแบบอึ้งไปนิดๆ จินตนาการไม่ถูกว่าเรากำลังมากินเนื้อย่างหรือมาเล่นเก้าอี้ดนตรีหว่า แล้วทำไมร้านมันเต็ม แล้วทำไมต้องโทรจองก่อน อะไรมันจะขนาดนั้นคร้าบบบบ ,, แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้หรอกนะ เพราะอีกจากนั้นไม่นาน ผมก็กะเกณฑ์สมัครพรรคพวกได้ประมาณห้าคน แล้วรีบโทรไปจองตั้งแต่เย็นของอีกวันเพื่อโต๊ะตอนห้าโมงเย็นของวันรุ่งขึ้น

สำเร็จ… เย็นนี้เจอกัน

ได้กินกันซักทีสินะ

ถึงเวลานัดเดอะแก๊งส์ก็ค่อยๆ ทยอยมากันถึงร้านครับ จองร้านไว้ตอนห้าโมงเย็น ตัวผมและเพื่อนอีกคนมาถึงราว 17.10 น. ส่วนเพื่อนอีกสามคนยังไม่มา ,, ก็ดีครับ พนักงานเดินมาแต่ยังไม่ทันถาม ผมก็ชิงตอบไปเลยว่าจองมาแล้วรอบห้าโมงเย็น แล้วน้องเค้าก็หายเข้าร้านไป ส่วนผมกับเพื่อนอีกคนก็ยืนรอหน้าร้านอีกสักครู่…

ถึงร้าน Wagaya แล้วครับ...
ภายในร้าน Wagaya ก็มีน้องๆ มาคอยรับออร์เดอร์ฮะ

พอทีมเรามากันสี่คนแล้วก็เดินเข้าร้าน เพลานั้นประมาณ 17.30 น. น้องพนักงานก็ยื่นเมนูมาให้ พร้อมบอกว่าเหลือเวลากินอีก 1.30 ชั่วโมง ,, ไอ้เราก็งงๆ เพราะจากที่ดูนี่เค้าให้เวลาบุฟเรา 2 ชั่วโมงนี่นา ,, ถามไปถามมาก็ถึงบางอ้่อ เพราะเวลาที่เค้าเริ่มจับนั้นไม่ใช่เวลาที่เริ่มกิน แต่เป็นเวลาที่เราจองไว้ ซึ่งร้านเค้าจะมีเวลาเป็นรอบๆ ให้เราจอง อารมณ์เหมือนไปดูหนังอะ แบบว่ารอบมันเริ่มฉายตอนนี้ แต่ว่าเราไปสายหน่อยๆ ก็อดดูช่วงแรกๆ ไป

เออ ก็แปลกดี ,, เป็นร้านแรกที่เจอแบบนี้เลยนะเนี่ย

เมนูของทางร้าน (สมัยยังไม่ปรับราคา 2 ชม. 359 บาท )

จะเสียเวลาอยู่ทำไม สั่งมาเลยเยอะๆๆๆๆๆ ชดเชยเวลาที่สูญเสียไปดีกว่า

จัดหนักกันเลยทีเดียว

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครึ่งชั่วโมงที่หายไปแบบไม่รู้มาก่อน ผมก็เลยสั่งมาแบบไม่ยั้งครับ ,, เรียกว่ามีอะไรอยู่ในเมนูบ้างก็กวาดมาให้หมด โดยเฉพาะเนื้อนี่เรียกว่าไปกวาดมาทั้งตู้แช่เลย หิวกระหายสุดๆ

น้ำจิ้มซีอิ้วญี่ปุ่น, น้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำมันงา
เครื่องเคียงมตรฐานอย่างข้าวผัดกระเทียม, ยำสาหร่าย และซุปมิโสะครับ

อาหารต่างๆ เริ่มมา ทั้งข้าวกระเทียม, ซุป, เห็ดออรินจิ, กุ้ง, ปลา, หอย, เนื้อหมูและเนื้อวัวหลากส่วน ,, จากนั้นเอาลงไปปิ้งครับ ไฟช่วงแรกๆ แรงได้ใจมากๆ แถมตะแกรงดูดควันก็โอเคเลย ก็ซัดกันไปแบบไม่ยั้ง ฮาๆๆ (แต่แอบ comment นิดนึงว่าหอยเชลส์พอเริ่มสุก ตัวมันจะหดและทำให้ตกลงผ่านตะแกรงลงไปประจำ แถมเค็มไปหน่อย)

เห็ดออรินจิราดซอสสูตรของทางร้านครับ
หอยแมลงภู่และหอยเชลส์ครับ ,, ตัวใหญ่ดี
ปลาหมึกราดซอสหวานครับ ,, อร่อยดีนะ
ส่วนจานนี้เป็นแซลม่อน ,, ปรุงรสมาแบบพร้อมย่าง
หอยแมลงภู่ตัวใหญ่มากๆๆๆ ,, ปิ้งแล้วหอมฉุย
ซี๊ดดดดด ,, เอาลงไปหอยจรดลงกับน้ำจิ้มซีฟู้ดดดดด

จากนั้นพวกเนื้อก็ทยอยๆ ยกกันมาครับ ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ น่ากินดีมากๆ ,, เนื้อวัวที่นี่ก็เป็นเนื้อแช่เย็นแบบที่หั่นเตรียมไว้แล้ว แต่คุณภาพเนื้อก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวนะ ลายเนื้อสวยดี แต่ถ้าจัดใส่จานดีๆ กว่านี้ก็น่าจะดี

จานนี้เป็นเนื้อไก่ครับ ,, ราดซอสหวานแล้วเข้ากันดีฮะ
อันนี้จำไม่ผิดเป็นเนื้อหมูรวมสามส่วน ,, สามแบบสามสไตล์
ส่วนจานนี้เป็นเนื้อรวมฮะ ,, มาแบบรกๆ ไปหน่อยอะ
แต่ดูๆ ไป เนื้อรวมนี่ดูน่ากินมากๆ เลยแฮะ
เนื้อสันนอกครับ ,, แหล่มมากๆ
อันนี้ ,, เนื้อติดมันฮะ อร่อยไช้ได้เลย
ส่วนนี่เป็นเนื้อสันครับ ,, ฮึบๆๆๆๆ
ลายเนื้อสวยงามชุ่มฉ่ำมากๆ ,, น่าเอาลงไฟมาก
ว่าแล้ว.... ก็เอาเนื้อลงไปลุยไฟกันเถอะครับ

บรรยากาศการกินแลดูโหดร้ายทารุณเหมือนพวกอดอยากกระหายมารุมขย้ำเนื้อกัน

วันนี้สั่งกันหนักมากและกินกันดุแบบสุดๆ
เหวอๆๆๆ เอาลงไปย่างแล้ว ,, หอมๆๆๆ
เนื้อย่างผจญไฟ เนื้อฉ่ำๆ กำลังแตกมันได้ที่ ,, น่ากินสุดๆ
พอเนื้อสุกได้ที่ ,, ก็ลองกับน้ำจิ้มซีอิ้วญี่ปุ่นฮะ

จัดไปเต็มหลอด เรียกว่ารู้สึกสดชื่นหลังจากการขาดหายเนื้อไปนานเลย

ที่มากินกันวันนี้

ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยใช้ได้นะ ถ้าเทียบกับราคาแล้วถือว่าสมเหตุสมผลใช้ได้ คุณภาพเนื้อใช้ได้เลยทีเดียว (แต่ตอนขึ้นราคาจาก 359 เป็น 399 บาทรู้สึกว่าแพงไปหน่อย แม้ว่าเค้าจะเพิ่มอีกหลายเมนูนะ) ,, ส่วนเรื่องน้ำจิ้มที่เป็นน้ำมันงาผมว่าอร่อยดีนะ เหมาะเอามาจิ้มอะไรที่มันไม่เลี่ยนมาก (เอาไปจิ้มเนื้อแล้วพบว่ามันมันเลี่ยนกว่าเดิมแบบรุนแรง) แต่ที่ทำให้ผมแอบเซ็งนิดๆ คือเรื่องการต้องต่อคิวกินถึงระดับที่ต้องโทรมาจอง และการเริ่มนับเวลาที่ไม่ได้นับตอนที่มาถึงที่ร้านจริงๆ

ถ้ามากินแบบจะมาคุยงาน, ปรึกษางานหรือค่อยๆ นั่งกินไปคุยไปแลดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ + ไม่คุ้มเท่าไหร่

ร้าน Wagaya ,, หนึ่งในร้านเนื้อย่างน่ากินที่เชียงใหม่ฮะ

ถ้าจะมากินก็อย่าลืมโทรมา (ที่ 053-894433) ก่อนนะเธอว์ เดี๋ยวจะมาเก้อ

มาต่อคิวที่… ไส้กรอกอีสานคุณยาย

ช่วงท้ายๆ ที่ผมมาเรียนที่กทม. มักจะมีเพื่อนหลายคนมาถามประมาณว่า “มึงเคยกินร้านไส้กรอกที่มันมีบัตรคิวหรือเปล่าวะ ที่เชียงใหม่อะ แถวๆนิมมานฯ เห็นเค้าว่าอร่อย”….

จบประโยคนี้ผมก็นั่งครุ่นคิดอยู่นานว่ามันร้านไหนวะ ไม่เห็นเคยรู้สึกมาก่อนว่ามันมีเลย ร้านไส้กรอกที่เชียงใหม่ที่ผมว่าอร่อยระดับเวิร์ลคลาสก็ทยอยหายไปทีละร้านตามวันและเวลาที่ผ่านไป ,, เอาวะ เดี๋ยววันนี้ไปหาไส้กรอกกินตามที่เค้าลือกันมาดีกว่า

วันนี้จะพามากินใส้กรอกที่เชียงใหม่กัน

ตามล่าหาไส้กรอกที่เค้าต่อคิวกัน

พอเริ่มตกเย็น ตัวผมและผองเพื่อนก็แล่นรถออกมาหาร้านไส้กรอกที่เค้าว่าอร่อยนักอร่อยหนากันที่แถวๆ นิมมานฯ ฮะ จริงๆ โดยร้านไส้กรอกที่จะไปเนี่ยเค้าชื่อว่าร้านไส้กรอกคุณยาย เริ่มเปิดร้านช่วงเย็นๆ ซักห้าโมงครึ่งก็จะเห็นเค้าตั้งร้าน จนซักประมาณหกโมงก็พร้อมขายไส้กรอกละ ,, ส่วนทำเลร้านนี่ตอนเย็นๆ จะอยู่แถวๆ ร้านนมมนต์ (แต่พอตกดึกหน่อยเห็นเค้าย้ายไปฝั่งตรงข้ามตอนกลางคืนด้วยบางวันน่ะ) แต่ถ้าไม่รู้จัก ก็ลองสังเกตไอ้ที่คนเค้ามุงกันเยอะๆ น่ะครับ ,, ร้านเปิดจันทร์-เสาร์นะครับ

เยอะจนบางทีคิดว่า เยอะไปมั้ยอะ…

เห็นผู้คนยืนมุงกับแบบเยอะมากๆๆ ,, น่าจะเป็นร้านนี้แหละ

ส่วนนี่เป็นแผนที่พอสังเขป


View ใส้กรอกอีสานคุณยาย in a larger map

ต่อคิวกันดีกว่า

กำลังงงๆ กับจำนวนคน เพื่อนผมก็เรียกให้ไปหยิบบัตรคิว !!!

จริงด้วย!!! ถ้าเราปล่อยมันล่วงเลยไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ,, ว่าละก็ไปหยิบบัตรคิว ได้เป็นเบอร์ 23 ,, ซึ่งในขณะที่ผมหยิบบัตรคิวเสร็จ ทางพนักงานจัดสรรลำดับได้ตะโกนเรียกให้เบอร์เก้ามาเอาไส้กรอกที่สั่งไว้ได้แล้ว (จากนั้นก็มีน้องนักเรียนเดินไปหยิบใส้กรอกแล้วจ่ายตัง)

เฮ้ย!!! เบอร์เก้าเลยเหรอะ!!! แล้ววันนี้ต้องมายืนรอไส้กรอกอีกตั้งเป็นสิบกว่าคิวเนี่ยอะนะ ไกลไปไหม ,, ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าต้องมารอต่อคิวไส้กรอกอีสานอย่างกะคริสปี้ครีม มันเซเลปมากเกินไปละนะไส้กรอกอีสานเนี่ย!!

นี่แหละครับ ,, ร้านใส้กรอกคุณยาย เป้าหมายของเรา!!
หยิบบัตรคิวด้วย ,, เอิ่ม... ได้คิวตั้งเบอร์ 23 เลยแฮะ
ด้านหลังของบัตรคิวเป็นชนิดและราคาของไส้กรอกแบบต่างๆ

เอาวะ ,, รอก็รอ

เฝ้ารอและเฝ้าคอย

หมายเลขแล้วหมายเลขเล่าที่ผ่านไปไม่ได้มีผลที่จะทำให้ลูกค้าที่มาอุดหนุนลดน้อยลงแต่อย่างใด ซ้ำยังจะมีลูกค้าทยอยมาเรื่อยๆ เหมือนกับนัดกันมา บางคนให้อารมณ์เหมือนมาสนิทกันเพราะมาต่อคิวไส้กรอกอีสานนี่แหละ ,, โอ้โห เราคงไม่รู้จักกันเลยถ้าไม่มีได้ต่อคิวที่นี่สินะ

แต่สำหรับมือใหม่หัดต่อคิวอย่างผม แนะนำว่าระหว่างที่รอคิวให้พลิกดูด้านหลังแผ่นป้ายแล้วเลือกว่าเราจะกินอะไร แล้วสังเกตว่าไอ้ที่เราจะกินมันมีโหงวเฮ้งเหมาะสม เพราะระบบของที่นี่คือพอถึงคิวเรา เค้าจะเรียกให้ไปเลือกว่าเราอยากจะกินอะไรบ้าง ,, และถ้าพอถึงคิวเราไปงกๆ เงิ่นๆ ก็จะโดนสายตาผู้คนที่ต่อคิวอยู่ดูแคลนและเหยียดหยามเบาๆ ว่าเอ็งมัวแต่เอาเวลาต่อคิวไปเล่นทวิตเตอร์หรือไงฟระ!! ทำไมถึงไม่เตรียมพร้อม

กับอีกอย่างนึงที่แนะนำระหว่างรอ คือเดินไปเลือกผักตรงตู้ด้านข้างๆ ,, ให้จินตนาการแบบสลัดบาร์ของซิสเล่อซ์ เราก็ไปหยิบถุงหิ้วมาแล้วก็ตักผักที่เราอยากกินมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำ, ผักชี, ขิง, พริก ฯลฯ ก็ตามใจ เลือกไปแบบไม่อั้น แต่ไม่ต้องเอาไปเยอะจนถึงขนาดผัดผักกินได้ไปอีกครึ่งเดือนนะ มันก็แลดูเยอะไป

ได้บัตรคิว ,, ก็เดินออกมารอเงียบๆ ดมกลิ่นใส้กรอกไปเรื่อยๆ
แง้มดูไส้กรอกที่ซ่อนอยู่ใต้ใบตอง ,, เรียงกันเป็นตับ
ไส้กรอกในตะกร้าโคตรเยอะ ,, พร้อมเอามาปิ้งได้
วางไส้กรอกลงตะแกรงในแนวตั้ง ,, พลิกๆ จนกว่าจะได้ที่
จัดเรียงไส้กรอกอีสานลงย่าง ,, กลิ่นหอมอบอวลมากๆ
ไส้กรอกอีสานเริ่มสุกได้ที่แล้ววววว ,, น่ากินสุดๆ

รอเกือบประมาณ 20 นาทีก็ถึงเวลารอคอยครับ ,, ในจุดนั้นเหมือนเราถูกเรียกออกไปรับรางวัลออสการ์เลย ทุกสายตา (ของคนที่รอ) จับจ้องมาที่เรา จากนั้นเราก็เดินเฉิดฉายเพื่อไปรับไส้กรอกอีสานกลับบ้านไปเป็นอันเสร็จพิธี

หลังจากรอมาเกือบ 20 นาที ,, ในที่สุดก็ได้มันมาแล้ว
ยิ่งค่ำลง ค่ำลง คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยแฮะ ,, บรื๋อๆๆ หนีดีกว่า

แม้ตอนเราได้ไส้กรอกเสร็จ มองเหลียวไปกลับพบว่าจำนวนคนที่ต่อคิวนั้นไม่ได้พร่องลงเลย ,, และจะเพิ่มขึ้นนิดๆ ด้วยซ้ำ

ลองชิมไส้กรอกร้อนๆ กัน

วันนี้ซื้อมาหมด ทั้งแบบหมูวุ้นเส้น (ลักษณะเหมือนลำไยแกะเปลือกอะ, มันจะใสๆ หน่อย), หมูธรรมดา, หมูเปรี้ยว (ส่วนตัวผมแยกความต่างของความเปรี้ยวและความธรรมดาไม่ออก), หมูเผ็ด (อันนี้เผ็ดๆ ขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ได้มีนัยสำคัญมากเท่าไหร่) และไก่ (ที่ร้านจะชื่นชมใส้กรอกไก่มากๆ เพราะเป็นสูตรของร้านเอง) เอาเป็นว่าสรุปเป็นข้อๆ หลังจากชิมคือ

  • ส่วนตัวชิมแล้วรวมๆ ผมว่าเป็นไส้กรอกที่รสชาติเฉยๆ ดาดๆ มากๆ ,, ไม่ได้อร่อยแบบว่าอร่อยซี๊ดโดนใจหรือดิฉันอยากต่อคิวเพื่อกินอีก
  • เนื้อหมูก็ไม่ได้เยอะมากอย่างที่คิดไว้นะ เครื่องเทศก็ไม่ได้เข้มข้นซักเท่าไหร่
  • โดยเฉพาะไอ้ไส้กรอกวุ้นเส้นลูกเล็กๆ ตัวใส้กรอกแม่มใสมากๆ เพราะที่ใสเนี่ยมันมีแต่วุ้นเส้น ไม่มีหมูเท่าไหร่เลย แถมการปรุงรสนี่แสนจะจืดจาง
  • ส่วนไส้กรอกหมูธรรมดา/เปรี้ยว/เผ็ด อยากบอกว่าลิ้นผม (และเพื่อน) แยกความต่างของแต่ละอย่างไม่ออกนะ ถ้าเค้าไม่หยิบอะไรที่ซ้ำกันมา 3 อย่างก็คงเป็นการปรุงรสที่ธรรมดามากๆ
  • ส่วนไส้กรอกไก่ที่ทางร้านภูมิใจมากส์ นี่ผมว่าพอถูไถอะ อร่อยแบบกรุ้มกริ่มพอทำเนาแต่เหมือนยังไม่สุดเท่าไหร่

สรุปตรงๆ เลยนะ ผมว่าเป็นอะไรที่กินแล้วเฟลมากๆ ผิดกับความคาดหวังที่ตั้งไว้สุดๆ ,, โดยเฉพาะกับจำนวนคนที่มาต่อคิวเนี่ย คือแบบถ้าทั้งร้านเนี่ยไม่มีใครมาต่อคิวเลยผมยังโอเคบ้าง แต่นี่คนมาต่อคิวจากไหนกันเยอะแยะวะเฮ้ย โดนเพื่อนหลอกมากินหรือหลงกลใครมาอ๊ะป่าว ,, มันไม่ใช่อะ ไม่ใช่เลยจริงๆ

รวมๆ ระหว่างไส้กรอกหมู, หมูเผ็ด และไก่ ครับ
ส่วนนี่เป็นไส้กรอกวุ้นเส้น ,, รูปลักษณ์เหมือนลำไยมากๆ

บางครั้งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรสชาติถึงไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนต่อคิว ,, หรือมันผิดที่ลิ้นเราเองหว่า

หอมปากหอมคอ

ท่ามกลางตัวเมืองที่โตขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น ทุกคนอยากให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ,, หลายๆ คนละทิ้งความเป็นตัวเองและความสุขเพื่อที่จะได้ให้เงินเยอะๆ … ผมพบสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทุกที

แต่ที่เชียงใหม่ยังมีร้านขนมที่ทำด้วยใจร้านนึงในเชียงใหม่ เป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข จนมีแขกเหรื่อทั้งขาจรและขาประจำมาชื่นชมอยู่ไม่ขาดสาย ใครที่มาเยี่ยมก็ต่างหลงรักที่นี่

ร้านขนมแห่งความสุข ,, หอมปากหอมคอ

ร้านนี้มีชื่อว่า หอมปากหอมคอ ครับ

ที่มาที่ไปและที่ไปที่มา

ร้านหอมปากหอมคอเป็นร้านขนมเล็กๆ ทั้งร้านมีทีมงานหลักๆ สองคน คือพี่ผู้หญิง (ไม่ทราบชื่อเล่น) และพี่ผู้ชาย (ไม่ทราบชื่อเช่นกัน) ,, เริ่มแรก เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ร้านได้ถือกำเนิดขึ้นที่บริเวณหน้าปากซอยนิมมานครับ แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนที่หมาย ย้ายมาเปิดด้านในสุดซอยถนนนิมมาเหมินทร์ซอย 1 แทนครับ ซึ่งสุดซอยนี่สงบมากๆ ,, แนะนำว่าถ้าขับรถยนต์มาให้จอดหน้า Casa 2511 ได้ครับ


View หอมปากหอมคอ in a larger map

หน้าร้านหอมปากหอมคอครับ

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ประมาณหลังเที่ยงจนถึงประมาณทุ่มนิดๆ ยกเว้นวันอังคารที่จะขอหยุดพักผ่อนสักวันนะจ๊ะ ,, สนใจติดต่อสามารถโทรไปถามก่อนที่ 083-1543113 หรือจะถามทางเฟสบุ๊กก่อนก็ได้

เปิดร้านเข้าไปเยี่ยมชม

เปิดร้านเข้าไปก็จะเห็นร้านสีขาวนวลเล็กๆ พอที่กวาดสายตาก็จะเห็นทั่ว พร้อมด้วยโต๊ะให้ผู้มาเยือนนั่งอีก 5 ตัว ภาพวาดติดผนังอยู่ไม่น้อย ,, พร้อมกับกลิ่นขนมที่อบอวลและบรรยากาศที่แสนอบอุ่น

บรรยากาศอบอุ่นๆ ภายในร้าน
มีลูกค้ามาชิมขนมเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
สั่งขนมและเครื่องดื่มได้ตรงนี้เลยครับ ,,

ขนมในร้านมีอยู่ 5 อย่างครับ ส่วนเครื่องดื่มก็เยอะอยู่ ,, สนใจก็ลองไปส่องเมนูร้านได้ ,,

ขนมทุกชิ้น เครื่องดื่มทุกอย่าง สดใหม่ด้วยใจ

หลังจากสั่งไป ,, พี่ๆ ทั้งสองคนก็เริ่มลงมือกันแล้วครับ แต่จะสั่งปุ๊บได้ปั้บเลยนี่ลำบากนิดนึง บางอันอาจต้องรอนานนิดนึงด้วย เพราะขนมและเครื่องดื่มทุกชิ้นทำใหม่หมด และทำแบบละเมียดละไมใส่ใจลงไปในทุกส่วนที่ทำ ^^

เมล็ดกาแฟสด ,, เรียกว่า บดเองกับมือ!!
หม้อต้มกาแฟสุดเก๋ ^^
ขนมทำใหม่ๆ ,, หอมอบอวลทั่วร้าน

พอทำเสร็จ พี่เจ้าของร้านก็จะยกมาเสิร์ฟให้เอง ,, น่ารักมากๆ ^^

พี่เจ้าของร้านน่ารักมากๆ ยกมาให้ถึงที่ ^^

อย่าเพิ่งรีบหลงไหลไปกับร้านครับ ,, เพราะมันแค่เริ่มต้นเท่านั้น

พาเหรดของหวานแบบหอมปากหอมคอ

เริ่มที่ชิ้นแรกเป็นช๊อกโกแล๊ตเย็น ,, ช๊อกโกแล๊ตเย็นที่นี่เป็นช๊อกโกแล๊ตเนื้อข้นมาก (มากจนแทบจะดูดด้วยหลอดไม่ขึ้น) พร้อมรสชาติเข้ม แถมด้วยน้ำแข็ง 2 ก้อน โดยน้ำแข็งที่ใช้ก็ทำมาจากช๊อกโกแล๊ตเอาไปแช่เย็นให้เป็นก้อนอีก ,, เรียกว่าค่อยๆ จิบช๊อกโกแล๊ตเย็นไปได้เรื่อยๆ รสชาติไม่มีจางลงแน่นอน หรือถ้าใจร้อน ที่ร้านก็เสิร์ฟช้อนมาด้วย จะได้ขูดๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินอย่างเอร็ดอร่อย,, ใครรักช๊อกโกแล๊ตเย็นห้ามพลาด

ช๊อกโกแล๊ตเย็นแบบเข้มข้นมากเกินห้ามใจ
ผมล่ะชอบขูดๆๆๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินจัง ,, แหล่มๆๆ

อันนี้เป็นชาผลไม้ครับ ,, ที่ร้านมีให้เลือก 3 ชา คือชาแอปเปิ้ล, ชาพีช และชามะนาวครับ ,, เวลามาเสิร์จจะแยกน้ำแข็งมาให้ ซึ่งน้ำแข็งเค้าก็เป็นน้ำชาผลไม้เอาไปแช่เย็นนั่นแหละครับ ค่อยๆ จิบไปไม่ต้องรีบ นานแค่ไหนรสชาติก็เหมือนเดิม หรือจะขูดๆๆๆ เอาน้ำแข็งมากินก็ได้ อร่อยดี

ชาแอปเปิ้ล ,, แยกน้ำกับน้ำแข็งนะเธอ
เทของเหลวลงไปในน้ำแข็ง ,, พร้อม!!
ชาผลไม้พร้อมดื่มแล้ว!!! ,, แต่ผมชอบกินน้ำแข็งมากกว่า

รออีกสักพัก กาแฟที่บดมือด้วยความตั้งใจตะกี้ก็กลายเป็นผงสำเร็จ ,, ชงผ่านน้ำร้อน เติมนมและเครื่องเคราจนกลายเป็นเอสเพรสโซ่เย็นกลิ่นหอมกระจาย ,, อ่า..กาแฟเค้าหอมดีมากเลยนะ

เอสเพรสโซ่เย็น ,, รสชาติอร่อยดี แบบหมปากหอมคอ

ต่อมาเป็นฮอร์ลิกร้อนแบบเข้มข้น ,, จินตนาการฮอร์ลิกนี่ประมาณโอวัลตินไวท์มอลท์ห้าช้อนบดรวมกับซีเรียลหนึ่งกำมือจนกลายเป็นผงละเอียดยิบ แล้วชงกับน้ำร้อนหนึ่งแก้วจนการเป็นการละลายอิ่มตัวยิ่งยวดฮอร์ลิก ,, รสชาติเค้าจะหวานมันเข้มข้นสะใจมาก กินแล้วอุ่นท้องสบายๆ ถ้าได้แก้วนี้ก่อนนอนรับรองหลับยาวแน่นอน

โฉมหน้าเจ้าฮอร์ลิกร้อนที่สุดแสนจะเข้มข้น 😀

มาชิมขนมกันต่อเหอะ

อวบอวลไปด้วยกลิ่นขนม

จิบเครื่องดื่มไปอย่างละนิดละหน่อย ก็ถึงคิวของขนมต่างๆ แล้วสินะ ,,

เริ่มกันที่บราวน์นี่ละกันครับ โดยบราวน์นี่ที่นี่จะออกแนวกรอบๆ ข้างนอกแต่ว่าเนื้อเค้กภายในยังพอนุ่มอยู่ รสชาติเข้มข้นมาก ชิมแล้วกลิ่นช๊อกโกแล๊ตหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งปาก

บราวน์นี่อร่อยจากหอมปากหอมคอส่งเข้าประกวดจ้า
บราวน์นี่รสชาติเข้มข้นช๊อกโกแล๊ต โดนใจมากๆ

ชิ้นถัดไปมีชื่อว่า Banareo ,, อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่รากศัพท์มันมาจาก Banana + Oreo นั่นก็คือกล้วยหอมบนโอริโอ้ชีสพาย แล้วโปะข้างบนด้วยวิพครีม ,, เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย พี่เจ้าของร้านจะมาย้ำว่าเวลากินให้กินในทิศทางที่เป็น Vertical (คือกินในแนวดิ่ง ให้หนึ่งคำมีทั้งกล้วย+โอริโอ้+ชีส)

นี่หรือคือ ,, Banareo
เวลากิน ,, เพื่อรสชาติที่สวดยวด ให้กินแนวดิ่งนะเธอว์
กล้วย+ชีส+โอริโอ้ = อร่อยมากๆ

อีกอันคล้ายๆ กันเป็นบลูเบอร์รี่ชีสพายครับ ,, ชอบตรงที่เนื้อชีสเป็นชีสและให้หนามากๆ แถมแยมบลูเบอร์รี่ก็ให้มาอย่างเยอะเลย ,, แนะนำให้กินแนวดิ่งเช่นกัน (อันนี้ผมคิดเอง) หอมและเข้มข้นมาก

บลูเบอร์รี่ชีสพาย ,, ชีสหนามากับบลูเบอร์รี่เม็ดโต
ลองชิมบลูเบอร์รี่ชีสพายดู ,, แล้วจะติดใจ

ต่อมาเป็นขนมที่ห้ามพลาดระดับแปดกะโหลก นั่นคือคุ๊กกี่นิ่ม หรือ Soft cookies ,, คุ้กกี่นิ่มเป็นออฟชั่นพิเศษที่มีบางวัน (บางทีต้องออร์เดอร์จองข้ามวันเพื่อจะกินนะ) ความเทพของมันเริ่มตั้งแต่การทำแบบวันต่อวัน พอถ้าเราออร์เดอร์ก็จะหยิบคุ๊กกี้ออกมาอบร้อนให้ ซึ่งหลังจากอบได้ที่ ซอฟท์คุ๊กกี้จะเป็นคุ๊กกี้เนื้อนิ่มอร่อย พร้อมกับกลิ่นหอมมันของเนยสด, เม็ดมะม่วงชั้นดี, และช๊อกโกแล๊ตชิพที่กำลังหลอมละลาย บิดออกมาแล้วยืดยาวเลย แง่มๆๆๆ

ซอฟคุ๊กกี้แบบอบร้อนมาให้ ,, อร่อยมากครับ ห้ามพลาดเลย
ชอบตรงช๊อกโกแลตชิพหลอมเหลวๆ ,, อร่อยมากๆ ในจุดนี้

ถ้าสั่งซอฟคุ๊กกี้กลับบ้านจะมีออพชั่นไม่อบก็ได้ แต่ถ้าจะกินก็ต้องอบ และต้องกินตอนร้อนๆ เท่านั้น ,, และคุ๊กกี้นิ่มที่นี่ไม่ควรเก็บเกิน 1 วันเพื่อความอร่อยแบบถึงที่สุด (เค้าย้ำมาแบบนี้ ^^)

คุ๊กกี้นิ่มร้อนๆ ,, อร่อยสุดสามโลก

เมนูขนมสุดท้ายของทางร้าน อันนี้ไม่แค่หอมปากหอมคอละครับ เรียกว่า หอมฉุยกันทั้งร้าน มันมีชื่อแปลกๆ ว่า Juisinana ,, แน่นอน มันมาจากการสมาสระหว่าง Orange juice + Banana + Ice cream ถ้ายังงงๆ คือเค้าเอากล้วยหอมผัดซอสส้มและโปะด้วยไอศครีมวนิลาอีกลูก ,, ระดับความอร่อยแปดริกเตอร์

นี่แหละครับ ,, Juisinana
ให้กินกล้วยทอดกับไอศครีมก้วยกันนะเธอ ,, แปดริกเตอร์ทีเดียว

ผมหลงรักร้านนี้เข้าให้แล้วสิ

ที่มากินวันนี้

หลังจากชมมาเยอะ ก็พยายามหาข้อตินิดๆ หน่อยๆ (แต่แทบหาไม่ได้) เช่น เก้าอี้ในร้านน้อยไปหน่อย ถ้าวันไหนมีคนมาเยี่ยมมากหรือมีแขกของเจ้าของร้านมาอาจต้องลำบากเบียดแน่นหรือเล่นเก้าอี้ดนตรีกันนิดนึง, กับช๊อกโกแล๊ตเย็น ถ้าใครไม่ค่อยชอบข้นๆ เท่าไหร่นี่อาจลำบากนิดนึงเพราะของเค้าข้นมากๆ กินไปถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่เรียกว่าเหนียวคอเลย (แฟนผมฝากมาบอกอะ แต่ส่วนตัวผมชอบนะ) เท่าที่คิดออกมีแค่นี้

ส่วนเมนูแนะนำ (ระดับห้ามพลาด) ของที่นี่คงเป็นคุ๊กกี้นิ่ม, Juisinana, ชาผลไม้, และช๊อกโกแล๊ตเย็นครับ

กินอิ่มกันหรือยังครับ ,, ถ้าอิ่มแล้วก็ลงลายนามของท่านบน Guest book ของร้านว่าเราเคยมาที่นี่แล้วด้วยนะ ,, จะมาเป็นข้อความธรรมดาหรือรูปวาดก็ตามใจ หรือถ้าถูกใจ ก็ไปกด Like ที่เฟสบุ๊คร้านหอมปากหอมคอได้นะเธอว์

อิ่มแล้วก็ลงชื่อบน Guest book ของทางร้านด้วยนะเธอว์

ชักอยากเปิดร้านขนมขึ้นมาตะหงิดตะหงิดแฮะ ^^