Tan Yakiniku

ร้านนี้คือร้านในตำนานร้านนึงของผม (ไม่เกี่ยวกับคนอื่น) คือมันมีที่มาน่ะครับ…

จริงๆ ต้องยอมรับว่าร้านนี้ผมรู้จักโดยบังเอิญ สมัยตามตามล่า tonkatsu
ตอนนั้นผมตั้งใจจะไปกินร้าน Katsumasa ที่อยู่ชั้นล่างของตึกที่ร้าน Tan อยู่ (ซึ่งตอนนี้ร้านดังกล่าวปิดกิจการและกลายเป็นออฟฟิสไปแล้ว OMG!! ) สมัยนั้นผมยังไม่บ้าเนื้อย่างมากเหมือนตอนนี้ แถมสมัยนั้นเบี้ยน้อยหอยน้อย จะกินอะไรทีต้องคิดดีๆ (ได้ข่าวว่าตอนนี้เงินเดือนก็เท่าเดิม -_-!! ) แต่ผ่านมาเห็นร้าน Tan แล้วน่ากินมากๆ ตั้งเป้าว่าสักวันต้องมากินให้ได้ ลิ้นมันต้องเทพแน่ๆ

จิตนาการว่า ตอนนั้นผมก็ยืนอยู่หน้าร้าน Katsumasa ที่ปิดไปแล้ว ,, เอาใบหน้าเล็กๆ ของผมประจันกับป้ายร้าน Tan สีเหลืองขนาดใหญ่ และหมายว่าสักวันผมต้องมากินให้ได้!!!

อดีตร้าน Tan สมัยที่ katsumasa ยังเปิดอยู่

ซึ่งจริงๆ ผมก็แอบเข้าใจผิดนิดนึงด้วย เพราะคำว่า Tan นั้น หากเทียบเป็นส่วนของวัวก็หมายความว่าลิ้น คิดมาตลอดว่าร้านนี้ต้องมีลิ้นระดับโคตรเทพแม่เจ้าอยู่แน่นอน,, แต่อักษร Tan ของร้านจริงๆ มันสะกดว่า 炭 ที่แปลว่าเตาถ่าน/ถ่านหินอะ ,, สรุปคือ มันพ้องเสียงกันน่ะครับ TT TT (แปลว่าผมเข้าใจผิดสินะ -_-a)

และวันนี้ ผมก็ได้มากินแล้ว Tan Yakiniku

ตำแหน่งละรายละเอียดร้านเบื้องต้น

ร้านนี้อยู่ในเวิ้งของโรงแรม Grand Tower Inn ย่านทองหล่อครับ คือในพื้นที่ของโรงแรมจะมีตึก 2 ชั้นสีขาวแยกต่างหากออกมาจากตัวอาคาร ใครมากินที่นี่แอบเอารถมาจอดพื้นที่ของโรงแรมได้ครับ

บรรยากาศของร้านตอนกลางคืน เห็นแค่ป้ายร้านเหลืองๆ

ส่วนการเดินทางมาโรงแรมก็ไม่ยากครับ ,, ส่วนตัวผมแนะนำว่าหลังจากลง BTS ทองหล่อให้เดินเข้าซอยทองหล่อมาประมาณ 50 เมตร ก่อนถึงร้าน Bekku จะเห็นทางเข้าโรงแรมทางซ้ายมือ เป็นทางเข้าใหญ่ชัดเจน แต่จริงๆ จะมีทางเข้าเล็กๆ จากทาง BTS เลย ใกล้กว่าแต่จะสังเกตยากและแคบแค่พอมอเตอร์ไซค์ 2 คันสวนกันได้


View Tan Yakiniku in a larger map

ร้านของเราอยู่ชั้น 2 ของตึกนะครับ ขึ้นบันไดมาหน่อยนึงก็จะถึงหน้าร้านครับ ลูกค้าส่วนมากเป็นลูกค้าญี่ปุ่น ไม่ก็ลูกค้าขาประจำครับ เห็นบรรยากาศพนักงานคุยกับลูกค้าประจำแล้วดูน่าสนุกดี ,, ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 16.30-23.30 น. ของทุกวันครับ ส่วนตัวแนะนำโทรจองที่นั่งที่ 027143503 ครับ

หน้าร้าน Tan ครับ อยู่ชั้น 2 ของอาคาร ขึ้นมาได้เลย

พอดีวันที่ผมไปเป็นวันที่ร้านไฟดับเป็นระยะๆ ระบบปรับอากาศและดูดควันทำงานได้ไม่สมบูรณ์ครับ เลยจะมีควันเยอะหน่อยๆ ภาพอาจไม่เนียนมาก แต่น้องๆ เด็กเสิร์ฟก็น่ารักดีครับ พยายามพัดควันให้ ^^

บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร

บนโต๊ะอาหารเท่าที่สังเกตแรกๆ ก็มีเครื่องปรุงต่างๆ ,, กับชุดถ้วยชามและผ้าสีฟ้าครับ

อุปกรณ์กู้ชีพบนโต๊ะอาหาร
พริก กระเทียม และเครื่องปรุงที่คุ้นเคยต่างๆ

ผ้าสีฟ้าที่วางอยู่เค้าให้เอามาเป็นผ้ากันเปื้อนนะครับ โดยการเอามาผูกที่คอ
(แต่สุดท้าย น้ำจิ้มน้ำมันมันก็หกลงกางเกงผมอยู่ดีอะ -_-a)

ผ้าผูกคอกันเปื้อนสีฟ้าของทางร้านครับ

จากนั้นน้องๆ พนักงานก็เอาเมนูมาให้ครับ ย้ำว่าที่นี่ไม่ใช่บุฟเฟต์นะครับ แต่เป็นแบบสั่งเป็นจานๆ เปิดสำรวจดูราคาถือว่าแพงระดับนึงเลยทีเดียว จานนึงก็หลายร้อยอยู่ แถมยังมี Vat บวกเพิ่มให้ตกใจเล่นๆ

รายการเมนูอาหารของร้านครับ

ตกลงปลงใจที่จะกิน ก็เริ่มมาก็เอาชาเขียวเย็นมาครับ เติมได้เรื่อยๆ กลิ่นหอมอร่อยดีครับ ส่วนตัวผมชอบชาเขียวแบบนี้นะ กินแล้วสดชื่นดี
มาคู่กับน้ำจิ้มแดงครับ แม้จะมาพร้อมๆ กัน แต่น้ำจิ้มนี้เอามากินกับเนื้อย่างนะครับ ไม่เกี่ยวกับชาเขียวแต่อย่างไร

ชาเขียวเย็น รสชาติเถ้าแก่น้อยดี อร่อยครับ
น้ำจิ้มสีแดง เอามากินคู่กับเนื้อครับ

เมื่ออาหารค่อยทยอยมากัน

จากนั้นก็เริ่มที่จานแรกครับ จำชื่อภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไร อารมณ์เป็นประมาณยำลิ้นวัวหั่นซอยขนาดพอดีๆ แบบสดๆ มีไข่ดิบวางข้างบน ผักเครื่องเคียงเรียงด้านข้างๆ รูปลักษณ์ดูน่ากินใช้ได้เลย

ยำลิ้นสดจานแรกมาแล้วครับ อาจดูแปลกๆ ตาหน่อย

วิธีกินก็ไม่ยากครับ ก็คลุกเอาทุกอย่างเคล้าเข้าด้วยกันครับ ซัดให้นัวร์ คลุกให้เนียน จากนั้นก็คีบกินเป็นคำๆ ครับ พยายามให้มันมีทั้งลิ้นและผักด้วย กรุ้มกริ่มๆ อร่อยดีแบบไม่เคยคิดมาก่อนว่ากินได้ด้วย ลองชิมดูแล้วไม่มีกลิ่นคาวของลิ้นเลยแฮะ แปลกดีๆ อร่อยๆ ชอบๆ ,,, ถ้าได้เบียร์ซักแก้วน่าจะแหล่ม

เอาไข่ดิบ ลิ้น และเครื่องต่างๆ คลุกๆๆๆๆ
ดูเยินนิดๆ แต่จริงๆ อร่อยมาก แทบจะแย่งคีบไม่ทัน

หมดจากลิ้นสดๆ ก็เป็นเนื้อครับ จำไม่ผิดเป็นเนื้อ Serloin คุณภาพดี หั่นมาหนาพอดีๆ เอาไปลุยไฟและผสมกับน้ำจิ้มแดงๆ แล้วอร่อยดีครับ แฮ่ๆๆๆ

จากนั้นก็เป็นเนื้อชั้นดีมาเสิร์ฟบ้างครับ
โอ้สสสสส เนื้อลุยไฟๆๆๆ

ก่อนที่จะลุยเนื้อจานถัดๆ ไป ขอคั่นอารมณ์ด้วยข้าวกระเทียม ข้าวที่นี่เค้าผัดมาแบบจริงจังมากๆ ให้อารมณ์กินข้าวผัดที่มีกลิ่นกระเทียมมากกว่า รสชาติกลางๆ นะ ผมชอบข้าวกระเทียมแบบกระเทียมจริงจังมากกว่า

ข้าวกระเทียมมาอย่างหรูอะ

เนื้อจานถัดไปก็เป็นเนื้อลูกเต๋าครับ อันนี้อร่อยนะ ผมชอบ ,, เพิ่งชอบเนื้อลูกเต๋าเพราะพักหลังๆ รู้สึกว่ามันพอคำดี แถมเวลาย่าง ข้างนอกมันจะสุกได้ที่ แต่ข้างในมันจะดิบหวานๆ อยู่ เคี้ยวแล้วกร้วบๆๆ อร่อยดี

เนื้อลูกเต๋าปรุงรสอย่างดี อร่อยมากๆๆๆ

อีกซักแป๊บน้องพนักงานเด็กเสิร์ฟก็เอาน้ำจิ้มมาให้อีกอัน เค้าบอกว่า อันนี้เอามาจิ้มกับเนื้อลูกเต๋า
ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะ มีกลิ่นสมุนไพรเยอะไปหน่อย ไม่ค่อยเนียนอะ

น้ำจิ้มสมุนไพรที่น้องๆ เค้าเอามาให้ ,, ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

เมนูต่างๆ ยังไม่หมดนะครับ

จากนั้นมาต่อด้วยลิ้นครับ แม้ว่าผมจะเคยเข้าใจผิดว่า Tan ที่นี่แปลว่าลิ้น แต่ที่นี่เมนูลิ้นเยอะและลิ้นก็มีคุณภาพดีมากๆ กินแล้วแทบไม่มีกลิ่นคาวของลิ้นเลย กัดลิ้นแล้วก็กรุบกรับดีมากๆ คริๆ

ลิ้นแบบพิเศษสไลด์บาง หมักเกลือและพริกไทย แหล่มมากส์
ลิ้นพิเศษแบบลูกเต๋า โอ้อร่อยมาก

โดยเฉพาะลิ้นอย่างดีหั่นลูกเต๋านี่ผมว่าโอมากๆ ประทับใจสุดๆ
ผมแอบกินดิบๆ มาก้อนนึง ต้องยอมรับว่าเหนียวและแน่นๆ แต่ที่ผมแปลกใจคือที่ร้านทำให้ลิ้นที่ปกติจะมีกลิ่นคาวในตัวนิดหายไปได้ เคี้ยวไปนี่เพลินเลย ถ้ามันกรอบหรือกินง่ายกว่านี้ผมคงซัดเปล่าๆ ไปแล้ว ฮาๆๆๆๆ

พร้อมแล้วก็เอาไปย่างไฟกันเลยครับ!!!

พร้อมแล้วก็เอาลิ้นลุยไฟครับ น่ากินมากมาย
ลิ้นลูกเต๋าลุยไฟ ,,, สุดยอดครับ เป็นเมนูห้ามพลาดเลย

พอย่างลิ้นโอเคแล้ว เค้าก็มีน้ำจิ้มมาอีกครับ เป็นน้ำจิ้มน้ำมะนาวครับ
แรกๆ ก็งงว่ามันจะเข้าเหรอ แต่พอจิ้มแล้วก็รู้สึกว่ารสของลิ้นมันเด่นขึ้น และความกรุบมันเพิ่มขึ้นเมื่อลองเทียบกับน้ำจิ้มแดง

ลิ้นกับน้ำมะนาว ,, เป็นสูตรใหม่แฮะ เสริมรสลิ้นได้เยี่ยม

แถมระหว่างซัดโฮกๆ กันอยู่น้องเค้าก็เอาชุดผักสลัด มาพร้อมกับซ้อสอะไรซักอย่าง
เค้าแนะนำว่าเอามากินกับเนื้อ แล้วราดน้ำจิ้มอันใหม่ลงไป ,, ก็อร่อยดีนะ ไม่เลี่ยนดี

ชุดผักมาพร้อมกับน้ำจิ้มอีกอัน (เยอะจริงๆ)
เอาเนื้อมาคู่กับผัก ตัดเลี่ยนใช้ได้เลยนะครับ

หลังจากซัดอิ่ม ทางร้านก็ยังมีผลไม้ปิดท้าย
เป็นแตงโมสีแดงเย็นๆ ที่สำคัญหวานมากยังกะไปแช่น้ำตาลมายังไงงั้น แต่อร่อยนะ ปิดมื้อได้ดี

มีแตงโมหวานๆ เย็นๆ มาปิดท้ายด้วย ชอบมากๆ

ที่มากินวันนี้

พูดตรงๆ ว่าลิ้นอร่อยมากครับ คนชอบลิ้นวัวไม่ควรพลาดครับสำหรับร้านนี้ มีความสุขจริงๆ (แม่อาจเศร้าตอนจ่ายตังก็ตาม) ส่วนเนื้อก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ,, ส่วนการบริการผมว่าก็โอเคเลยนะ สำหรับขาจรอย่างผมก็ถือว่าบริการดีมาก ยิ่งเห็นลูกค้าประจำนี่บริการเป็นพิเศษเลย น่า

ร้านนี้ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนที่ชอบลิ้นครับ

ไว้เก็บตังได้เยอะๆ แล้วจะมาดูดลิ้นบ่อยๆ 😀

เนื้อย่าง เตาถ่าน

ศึกสงครามเนื้อย่างยังไม่จบ!!
ยิ่งตระเวนกินไปหลายๆ ร้าน พบว่า ร้านเนื้อย่างต่างๆ กลับผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
คิดว่าเราคงได้ล้มฝูงวัวทุกวันเพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพมาให้ซัดบนเตาทุกวัน
วันนี้ก็จะพาไปอีกร้านครับ ชื่อ ร้านเนื้อย่างเตาถ่านหรือ Paradise Yakiniku

หน้าร้าน เนื้อย่าง เตาถ่าน

ตำแหน่งที่ตั้ง และบรรยากาศโดยทั่วไป

ร้านนี่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยครับ ง่ายๆ ลง BTS ที่สถานีเอกมัย สังเกตเห็นว่ามีร้านบ้านไร่กาแฟครับ
จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเดินอาจไกลไปนิดนึง
เลยสี่แยกเอกมัยซอย5 มาหน่อยนึง ตรงข้ามร้านนั่งเล่นครับ มองเข้าไปนิดๆ ในซอยแถบๆ โครงการปาร์คอเวนิวโฮมออฟฟิศ ก็จะเห็นร้านเตาถ่านอยู่


View เตาถ่าน Paradise Yakiniku in a larger map

ที่ร้านเปิดทุกวันเฉพาะตอนเย็นๆ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนที่เบอร์ 0-2714-4534, 08-6616-6195 ครับ และนี่เป็นร้านแรกที่ผมแนะนำว่าควรโทรมาจอง โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะที่ร้านมันเต็มเร็วแบบงงๆ แถมที่นั่งในร้านก็ไม่เยอะมาก

บรรยากาศในร้าน -- ตอนเริ่มเปิด
คนงอกแบบงงๆๆๆ หลังกินไปประมาณเกือบชั่วโมง

คนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ
สั่งอาหารดีกว่าครับ

รายการเมนูต่างๆ

จากนั้นพนักงานก็ส่งเมนูมาให้ครับ ออกแนวเยินนิดๆ ผ่านการใช้งานมายาวนาน
รายการอาหารมีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และอลาคาร์ทครับ บุฟเฟ่ต์ราคา 389 บาท ไม่รวมน้ำครับ
ที่ร้านมีบริการลิ้นวัวด้วย แต่เสียดาย ไม่อยู่ในลิสต์ของบุฟเฟต์ ส่วนเนื้อใบบัวก็น่าสนใจแต่ก็ต้องสั่งแยก

เมนูอาหารของบุฟเฟ่ต์ครับ

สรุปกินตามที่มีในบุฟเฟต์พอแล้วครับ
ซึ่งมันตรงกับข้อแนะนำอย่างที่สองของผมคือ อย่าสั่งทีละหลายจาน
โดยเฉพาะไปกินกันคนสองคน คิดว่าจะซัดโฮกสามคำหมดจาน ป๋าขอเตือนไว้ก่อนเลย เพราะจานใหญ่มาก
และเนื้อก็อัดแน่นๆ เต็มจาน เยอะได้อีกอะ

เนื้อวัวมาแล้วววว จานใหญ่อัดมาเต็มๆ
เนื้อหมูจานโตไม่แพ้กัน

หากไม่ดูคูณภาพเนื้อ ผมก็แอบเซ็งนิดๆ
คือที่ร้านเค้าจะหั่นสไลด์เนื้อใส่จาน แล้วก็เอามาวางซ้อนๆๆ กัน พอมีลูกค้ามาสั่งก็จะหยิบมาเสิร์ฟได้เลย เร็วดี
แต่ข้อเสียคือ คุณภาพของเนื้อจะลดลงไปมากๆ ครับ แม้เป็นเนื้อแช่แข็งเหมือนกันก็ตาม
ลองสังเกตจากรอยกดของจานชั้นบนมาบนตัวเนื้อที่วางชั้นล่างก็ได้ เนื้อจะบอบช้ำ

ส่วนลายเนื้อหรือคุณภาพเนื้อแต่ละส่วนก็โอเคครับในระดับของบุฟเฟ่ต์
อีกทั้งที่ร้านเป็นเนื้อที่ไม่ได้หมักหรือราดซ๊อส ความสดจึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

เนื้อหนอกครับ
เนื้อรวมหลากแบบ (ไฟร้านสีเหลือง เลยถ่ายแล้วไม่ค่อยสวย)

นอกจากเนื้อวัวก็ยังมีอย่างอื่นๆ ที่อร่อยใช้ได้อีกนะครับ
ทั้งเนื้อหมู เนื้อปลา ไก่ ปลาหมึก (แต่ร้านใช้ไฟเหลือง ผมพยายามปรับ WB แต่ไม่ไหวจริงๆ)
แต่ปัญหาก็คล้ายๆ เนื้อวัวคือเหมือนทำเตรียมทิ้งไว้ ทำให้ดูไม่ค่อยแจ่มมาก

เบคอนจ้า
เนื้อปลาดอรี่หั่นชิ้น
เนื้อปลาหมึกครับ

จริงๆ ในบุฟเฟต์ก็ยังมีของอื่นๆ ให้สั่งอีกมากมายนะครับ ที่แหล่มๆ คือเห็ดออรินจิ

เห็ดออรินจิ แหล่มๆ ดี

ส่วนสิ่งต้องห้ามที่วันนั้นผมไปกินแล้วไม่โดนเลย คือ ข้าวกระเทียม ไม่ถูกปากอย่างแรง

ข้าวกระเทียมไม่ถูกปากผมเท่าไหร่นะ ส่วนซุปโออยู่

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็มาลุยกัน

ของที่สั่งมาครบ เตาพร้อม ไฟพร้อม …
แต่ดูไปดูมา เยอะเหมือนกัน จะกินหมดเหรอเนี่ยยย เนื้อจานนึงก็เบ้อเริ่ม เอิ่มมมมมม

โอเค ทุกอย่างสั่งมาครบ

ก่อนลุยเราก็ต้องมีตระเตรียมน้ำจิ้มนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าขาดรสชาติ
เติมพริกมะนาวหน่อย แถมด้วยกระเทียมบดเยอะๆๆๆๆ

อะอ้าววววว++ น้ำจิ้มครับ

แล้วก็ซัดกันเลยปะหละครับ…

แต่สิ่งที่ผมว่าแหล่มมากๆ ในร้านคือส่วนกระทะ/ตะแกรงที่เรามาวางบนเตาถ่านนี่แหละครับ
มันทำมาจากตัวเทฟลอน (มั้งครับ) ร้อนเร็วรุนแรงมาก วางแป๊บเดียวก็สุก (ยิ่งชอบดิบๆ หน่อยนี่ห้ามวางเพลิน)
แถมเวลาเนื้อสุกแล้ว ผมสังเกตว่า ตัวของเนื้อมันจะไม่ไหม้ต่อด้วย ดึงออกกระทะก็ไม่ยาก
แต่ส่วนที่ไหม้ๆ มันก็จะติดตรึงบริเวณเทฟลอน แล้วลอกออกด้านข้างเอง ทิชชูเช็ดออกสบายๆ ไม่ต้องเปลี่ยนตะแกรง
เก๋ไปอีกแบบดีครับ

กระทะแบบเทฟล่อน = เทพ ล่อน
ปลาหมึกและดอรี่บนกระทะเทฟล่อน

สรุปคือ แทบจะไม่มีเนื้อไหม้เลย ปิ้งได้สบายๆ เรื่อยๆ ดีครับ
เนื้อสุกดี (แต่ส่วนตัวผมชอบแนว rare หน่อยนึง ทำให้กับผมมันสุกไปนิดๆ) ก็เอาลงน้ำจิ้มครับ

ได้กับน้ำจิ้มแล้วอร่อยดีครับ
เนื้อย่างกำลังพอดีครับ น่ากินๆๆๆ

อย่าลืมนะครับ… อย่าเอามาทีละหลายจาน เนื้อมันเยอะจริง วันนั้นเกือบกินไม่หมดแน่ะ

ที่กินมาวันนี้

โดยรวมผมถือว่าเป็นร้านที่กลางๆ นะ แต่คนเยอะมากๆ ในวันที่ผมไป อาจเป็นเพราะทำเลได้ด้วยส่วนนึง
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าทางร้านยังต้องมีการปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ดังที่กล่าวไป
ซึ่งหากปรับปรุงในจุดนี้ ก็จะช่วยเสริมจุดแข็งของทางร้านและยังจะทำให้ร้านพัฒนาขึ้นไปในหลายๆ เรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องกระทะ ส่วนตัวผมว่ามันเก๋ดีนะ เนื้อก็ไม่ไหม้ น้ำมันก็ไม่ต้องใส่ แถมสุกไวดีด้วย
แต่ยังไง ผมก็ชอบกินแบบมีกลิ่นไหม้ๆ นิดนึงนะ เหม็นถ่านหน่อยๆ มันมีเสน่ห์ดี

มาจกบุฟเฟ่ต์ที่ร้านเตาถ่านได้ครับ

(ปล – ข้าวกระเทียมไม่โดนใจผมอย่างแรงฮะ T T)

After You — Dessert cafe

นานๆ ทีจะได้ลงร้านขนมอร่อยๆ บ้าง
วันนี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก ก็เอาร้านที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีมาลง blog
ร้านนี้ผมชอบขนมและบรรยากาศมาก แต่พักหลังคนเยอะมาก
ร้านนี้ก็คือ After You ครับ

ที่มาแห่ง After You

ได้ Reference มาจากเพื่อนผมครับ
บอกว่าจริงๆ ร้าน After You กับร้าน Yuu (เนื้อย่าง-ชาบู) จริงๆ เป็นพี่น้องกันครับ
คนพี่เริ่มเปิดร้าน Yuu ก่อน ที่สาขาวิลล่า อารีย์ครับ
คนน้องก็อยากเปิดบ้าง อารมณ์กินเนื้อย่างเสร็จก็ต้องตามด้วยของหวานอะไรงี้ เลยตั้งชื่อร้านเป็น After You

ร้าน After You

หลังๆ After You มาแรงกว่าร้าน Yuu มากมายครับ
ส่วนนึงคงเพราะร้านเนื้อที่เปิดเยอะมากขึ้น คนไม่กินเนื้อก็มีเยอะ ส่วนคนไม่กินขนมมีน้อย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าร้านเค้าดีจริงอะไรจริง โดยเฉพาะพักหลัง แรงมากจนต้องยืนรอคิวนึกว่าได้ของฟรีกันเลยทีเดียว

เริ่มสั่งขนมเลยดีกว่า

หลังจากรอคิวมาแสนนานก็ได้โต๊ะสักที โชคดีที่ได้โต๊ะข้างใน แอร์เย็นฉ่ำๆๆๆ
บรรยากาศในร้านโอเคครับ แอร์เย็นฉ่ำ หอมกลิ่นอบขนมปัง พนักงานวิ่งวุ่น คนรอต่อแถวจ่ายเงิน

บรรยากาศภายในร้านนี่โอเคเลย

ส่วนโต๊ะข้างนอกก็โอเคนะ ร้อนเหมือนกัน (แต่พอปรับตัวได้ระหว่างรอคิว)
แต่ปัญหาขอโต๊ะข้างนอกคือ เขิน… อารมณ์คนรอคิวนั่งดูเรากิน เอิ่มมมม ถ้าไม่แคร์สื่อก็โอเคครับ

กว่าจะได้คิวนั่งโต๊ะมันช่างยากเย็นเหลือเกิน

จากนั้นก็ลองหยิบเมนูมาดู อืมมม งง… มันดูเยอะไปหมด
แถมราคาก็ไม่เบาทีเดียว แนะนำว่า ถ้าจะกินทั้งที ถ้าไม่ได้มากะแฟน ก็ควรมาเป็นหมู่คณะ หารกันจะได้มันมือหน่อย

รายการเมนูครับ

ดังนั้นหากมา After you เค้าก็จะมีเมนูขนมแนะนำกันสองสามอย่างครับ
อย่างแรกเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงมากคือ Shibuya Honey Toast ครับ
เป็นขนมปังก้อนเท่าเบ้ง อัดเนยข้างใน เสิร์ฟพร้อมวิพครีมและไอศครีมรสวนิลา

Shibuya Honey Toast ครับ

ก้อนใหญ่มากครับ ใครมากินคนเดียวเปรี้ยวสั่งระวังจะไม่หมดครับ
แต่ก่อนอื่น เพื่อให้สมกับ Honey เราจึงต้องราดน้ำผึ้งลงไปด้วยนะครับ ราดพอดีๆ อย่าเยอะครับ

ราดน้ำผึ้งกันหน่อยครับ

จากนั้นก็หม่ำกันครับ อาจเป็นการแย่งกันจกหรือจะค่อยๆ หั่นเป็นก้อนดีๆ ก็ได้ แล้วค่อยกินคู่กับไอศครีม/วิพครีม
รสชาติโดยรวมผมว่าใช้ได้ หนักแน่นที่เนยในขนมปัง

ขย้ำชิบูย่าฮันนี่โท๊สได้เร้าใจมากๆ -_-a
อืมมมม เนยแน่นๆ ตามเนื้อขนมปัง

แค่นี้ก็อิ่มมากแล้วครับ

พักยกด้วยเครื่องดื่มครับ

จริงๆ ที่ร้านนอกจากเมนูขนมแล้วยังมีเครื่องดื่มร้อน-เย็นอีกเยอะครับ
ส่วนตัวผมชอบเมนูเย็นๆ มากกว่า เพราะได้เยอะ (เพราะมีน้ำแข็งด้วย) ไม่ใช่… มันมีให้เลือกเยอะกว่านะครับ
โดยเฉพาะพวกน้ำผลไม้และชาต่างๆ ดื่มเย็นแล้วสดชื่นดี

เครื่องดื่มเย็นๆ จ้า
ชาเอิร์ลเกรยเย็น

พอเริ่มสดชื่นแล้วก็มาลุยจานต่อๆ ไปครับ

ลาวาและทริเฟิล

จานต่อมาก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเทพครับ ชื่อ Chocolate Lava ครับ
ดูเผินๆ เป็นขนมดำๆ ชิ้นเท่าเมี่ยง มาพร้อมกับสตรอเบอร์รี่สดและไอศครีมวนิลา

Chocolate Lava ในตำนาน!!!

เวลากินก็ลองเอาช้อนจิ้มตัวเมี่ยงดำของเรา จิ้มเบาๆ เดี๋ยวมันจะตกใจ
โหย โหๆๆๆ… มีช๊อกโกแล๊ตร้อนๆ ไหลออกมาด้วย เมพขิงๆ (แนะนำให้กินตอนร้อน)

มีช๊อกโกแล๊ตไหลออกมาเหมือนลาวาแฮะ

หลังจากที่ผมชิมจานนี้ยอมรับว่ามันรู้สึก “Sexy อยู่ในริมฝีปาก” มากๆ
กลิ่นไหม้จางๆ ของช๊อกโกแล๊ตร้อนๆ ผนวกกับความใสของสตรอเบอร์รี่ ผสานกับกลิ่นละมุนแบบวนิลา
ลงตัวโคตรๆ

เน้นให้ดูอีกที ว่าทั้งจานมีสามอย่าง

ส่วนอีกเมนูเพื่อนแนะนำมาครับ ชื่อ Strawberry Trifle
เป็นสตรอเบอร์รี่สด ใส่ครีม ไวท์ช๊อกโกแล๊ต และขนมปัง มาเสิร์ฟพร้อมซ๊อสสตรอเบอร์รี่

Strawberry Trifle สวยงาม!!

เวลากินก็ราดโบ๊ะซ๊อสสตอรเบอร์รี่ลงไป ส่วนตัว รสชาติไม่เลวนะ ไม่ได้อร่อยประทับใจมาก
มันกึ่มๆ กริ่มๆ ระหว่างความเปรี้ยวหวาน… ใครสนใจก็ลองกันได้

ราดซ๊อสสตรอเบอร์รี่ลงไปแล้วมันดูเละๆ แต่ก็โอเค

เอิ้ก กินหมดร้าน จนพอดี เอิ้กๆๆๆๆๆๆๆๆ

ของออกใหม่ เมื่อไปกินมา ก.ค. 53 ครับ

ไม่รู้ว่าออกเมื่อไหร่ แต่เพิ่งเคยเห็นครับมันชื่อว่า มัจฉะ โทสต์ (Matcha toast)
พูดตรงๆ ง่ายๆ คือชิบูยา ฮันนี่โทสต์เปลี่ยนไอศครีมเป็นชาเขียวครับ พร้อมเพิ่มราคาอีกหน่อย

Matcha toast -- ไอศครีมชาเขียว
เวลากินก็คล้ายๆ กันครับ ราดน้ำผึ้งลงไป อะฮิๆ

ส่วนตัวชิมแล้วเฉยๆ
ไอศครีมชาเขียวไม่ค่อยโดนใจผมมากเท่าไหร่ เท่าที่เคยกินไอศครีมชาเขียวอร่อยสุดต้องเป็นที่ Saboten
แต่นั่นเป็นร้านขาย tonkatsu นี่นา !!!
สรุปเลยผมว่า Honey toast ยังอร่อยกว่าครับ

ร่องรอยการถูกทำลายล้างของมัจฉะ โทสต์

กับอีกเมนูนึง (ทางร้านเอามาให้ชิมฟรี) คือ Milk crepes (หรือ Milk cake) ฟังไม่ทัน
ส่วนตัว… รสชาติยังไม่ผ่านครับ เนื่องจากรสชาติที่ออกแนวจืด กลิ่นก็ไม่หนัก เน้นแบบลอยๆ เบาๆ
ยิ่งถ้ากินหลังพวกลาวา หรือชิบูยาฮันนี่โทสต์ที่กลายเป็นไม่อร่อยได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

Milk crepe หรือ cake ประมาณนี้ ,, ไม่โดนครับ

จบกับเมนูใหม่ ยังสู้ของเดิมไม่ได้เลย

อยากลองชิมมั่งจัง

ไม่ต้องลองครับ มากินได้เลย
แต่ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าร้านเค้าพีคมากจริงๆ อาจต้องทนต่อคิวนานหลายนาทีอยู่นะครับ คนเยอะหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งที่สาขาวิลล่าอารีย์หรือเวิ้งตระกูลยู (มีทั้ง Yuu, After You และ Up to You) ในซอยทองหล่อ (แถวๆ อเวนิว) ครับ
ลองมาดูได้ครับ ร้านเปิดทุกวัน โดยวันจันทร์-พฤหัสบดี เปิดเวลา 10.00 – 22.00 น. ส่วนศุกร์-อาทิตย์คนจะเยอะมากจนเห็นว่าช่วงนี้เลื่อนไปปิดตอน 23.00 น. ครับ สามารถโทรติดต่อล่วงหน้าได้ที่ 0-2613-0597 ครับ (สาขาอารีย์)

ร้าน After You คร้าบบบบบบ

คุ้มค่ากับการต่อคิวครับ (ไม่เกินสิบห้านาทีนะครับ)

ช๊อกโกแล๊ตชีส (และขนมหวาน) ที่ Sweethound

หลังจากเรื่องช๊อกโกแล๊ตซีสที่ออกแนววิชาการจ๋า เราก็มาเปลี่ยนแนวเป็นของกินบ้าง
คราวนี้จะพาไปกินช๊อกโกแล๊ตชีสครับ

ช๊อกโกแล๊ต (และ) ชีส

ชื่อคล้ายๆ กัน แต่รสชาติต่างกันเยอะ

At Sweethound

ร้าน Sweethound เป็นร้านในเครือ Greyhound ที่เป็นร้านขนมหวานที่ Avenue ทองหล่อครับ


View Sweethound in a larger map

หน้าร้าน Sweethound ครับ

ร้าน Sweethound เปิดทุกวันครับ ตั้งแต่ 11.00-23.00 น. ร้านหาไม่ยากครับถ้ามา Avenue ทองหล่อถูก
หรือจะลองโทรมาก็ได้ที่ 0-2712-6547
มองจากนอกร้าน ก็จะเห็นเป็นร้านแต่งเก๋ๆ มีโต๊ะทั้งในร้านและนอกร้านครับ รวมๆ ประมาณ 10 โต๊ะได้
บรรยากาศก็ออกแนวเท่ๆ สบายๆ หน่อยครับ
ส่วนผมไปตอนกลางคืน บรรยากาศก็จะเป็นแนวนั่งหรูๆ นิดๆ ประมาณว่ากินขนมก่อนไปเที่ยวต่อ

บรรยากาศ Chic Chic ในสไตล์เกรย์ฮาวนด์
บรรยากาศภายในร้าน

ของหวานนานาชนิด

ที่ร้านหลักๆ จะขายเป็นพวกของหวานนะครับ มีทั้งไทยทั้งเทศ

เมนูและการตกแต่งร้านที่ Sweethound

แต่ที่เป็นเมนูเชิดชูร้านคงเป็นพวกตระกูล Waffle หลายสิบแบบครับ
มีตั้งแต่เบสิกวาฟฟเฟิล จนไปถึงวาฟเฟิลทรงเครื่องมากมายหลายท๊อปปิ้งคาวหวาน
ราคาดูแพงไปนิด (โดยเฉพาะขนมไทย) แต่รสชาติถือว่าไม่เลวเลยครับ

วันนี้ผมสั่งวาฟเฟิลบานาน่าช๊อกชีส (Waffle Banana Choc-Cheese)ครับ

วาฟเฟิลของผมครับ Waffle Banana Choc-Cheese

นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว ส่วนตัวผมว่ารสชาติไม่เลวครับ อร่อยดี แถมได้เยอะดีด้วย
แนะนำว่าเวลาไปกินจริงจังควรไปหลายคนครับ
เพราะชิ้นนึงได้เยอะใช้ได้ และยิ่งถ้าซัดคนเดียวหมดชิ้น ต้องยอมรับว่าเลี่ยนมากครับ

น่ากินดีนะครับ 😀
รสชาติไม่เลว แต่กินเยอะๆ ก็เลี่ยนเหมือนกัน

ถ้าเลี่ยนมากก็หาอะไรมาต่ออีกนิดไหมครับ

ของหวานแก้เลี่ยนก็มีนะ!!!

ใช่ครับ ที่นี่มีของหวานแก้เลี่ยนชั้นดี นั่นคือพาร์เฟต์หลากรูปแบบครับ
ส่วนวันนี้ที่ผมสั่งคือ Strawberry parfait ครับ น่ากินมากๆ

Strawberry parfait ครับ

รสชาติออกแนวเปรี้ยวจี๊ด รสชาติเยี่ยมครับ ล้างรสชาติเลี่ยนๆ ได้เป็นอย่างดี สาวๆ น่าจะชอบอยู่นะครับ

เปรี้ยวถึงใจดีมากครับ

ไม่ comment อะไรมากละครับ ลองมาชิมดูกันได้ แล้วจะติดใจในบรรยากาศและรสชาติครับ
ถ้าไม่เชื่อ ลองพาหวานในมากินอะไรหวานๆ กันหน่อยไหมครับ

Bekku tonkatsu

ถ้าถามถึงร้าน tonkatsu ที่ดีที่สุด… คำตอบมันค่อนข้าง Ideal มากๆ
เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าให้แนะนำว่าร้านไหนที่เหมาะและน่าไปที่สุด
ร้าน Bekku ถือว่าเป็นร้านหนึ่งในนั้นครับ

ประวัติและการเดินทางของร้าน

จริงๆ ร้านนี้มีต้นกำเนิดที่สาขาแรกที่เวิ้งตรงข้ามโรงแรมอริสตันครับ
ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ซึ่งเป็นซอยที่ติดกับห้างเอ็มโพเรียม เข้าไปประมาณ 200 เมตร
แต่ตอนนี้สาขาแรกปิดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือร้านใหม่ในซอยเดียวกัน อยู่ลึกกว่าเท่าตัว
อยู่ที่ President park ท้าย ซ.สุขุมวิท 24 (เกือบทะลุพระราม 4 แลัว) แถวๆ โรงแรมเดวิส ครับ
เปิดช่วงกลางวัน 11.30 – 14.00 น. เย็น 17.30 – 22.00 น. หยุดวันพุธ โทร. 027140469 / 026610645
ผมเคยกินทั้งสองร้านมาแล้ว และประทับใจมาตลอดครับ


View Bekku in a larger map

ส่วนวันนี้ที่ผมจะพาไป เป็นอีกสาขาครับ อยู่ที่ทองหล่อ
ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนเปิดก่อนระหว่างที่ President park กับสาขาทองหล่อนี้

ป้ายหน้าร้านครับ

ข้อดีของสาขาทองหล่อนี้คือมาสะดวกมากๆ แค่ลงรถไฟฟ้าเดินเข้าทองหล่อประมาณ 80 เมตร เลยร้าน 7-11 มาหน่อยนึงก็จะเจอ bekku สาขานี้ครับ หรือลองโทรไปสอบถามก่อนได้ที่ 027140469 ครับ

เมื่อเดินเข้าร้าน

สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับร้านเบคคุคือพนักงานที่มาสอบถามตลอด
ตั้งแต่ที่ผมเดินเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่หน้าร้านก็มีพนักงานมาให้ข้อมูล
เข้ามาตอนเที่ยง วันนี้คนไม่เยอะมาก ถือว่าโชคดีครับ

วันนี้สั่งเมนูชุดครับ
ภายในชุดมีหมูทอด, ข้าว, ซุปมิโสะ, น้ำชา, เครื่องเคียงต่างๆ และของหวานครับ
ถ้าเป็นเมนูธรรมดาก็ 220 บาทครับ ถ้าพิเศษก็ 240 ครับ ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงมาก

หน้าร้านเบคคุครับ หาไม่ยากเลย
น้ำสลัดและน้ำจิ้มหมูทอดบนโต๊ะ

ในร้านตกแต่งแบบญี่ปุ่น ติดป้ายโฆษณา ติดรายละเอียดเมนูเยอะแยะ
และก็มีป้ายบอกว่าสำหรับเมนูชุดเติมได้ เข้าใจง่ายๆ คือเติมได้หมด ยกเว้นหมู (ก็แน่!!) กับของหวาน

เมนูอาหารเที่ยง

มาถึงก็ต้อนรับผมด้วยเครื่องดื่มครับ สามารถเลือกได้ทั้งชาเขียวร้อน-เย็น

ชาเขียวเย็นๆ มาแล้วจ้า

เมื่อตัดสินในสั่ง Set ที่ต้องการไปแล้ว
จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟหมู่เครื่องเคียงถ้วยเล็กๆ ซึ่งเยอะครับ
มีคนเคยบอกว่าช่วงเย็นๆ จะมีเครื่องเคียงเยอะกว่าเที่ยงๆ อีก

เครื่องเคียง : ยำเห็ด
เครื่องเคียง : ยำผลไม้

ส่วนตัวผมเฉยๆ กับเครื่องเคียงพวกนี้นะ อร่อยกลางๆ บางอย่างก็ไม่อร่อยก็มี
ถ้าราคาเพิ่มกับพวกนี้ ผมว่า ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

เครื่องเคียง : มันบด
เครื่องเคียง : เส้นสปาเก๊ตตี้คลุกซอส
เครื่องเคียง : ไก่ในซอส

ที่ผมชอบคือสาขาที่ไปพนักงานเอาใจใส่ดีครับ กินยังไม่หมดก็ถามว่าจะเติมไหม
เดินเสิร์ฟตลอดไม่มีบ่นอะไร แอบสงสารนิดๆ ที่ถ้วยเล็ก
บางวันเครื่องเคียงอร่อย ผมก็เติมไป 6-7 รอบเลย

จนแล้วจนรอด
ข้าว ซุป และเครื่องเคียงมาพร้อมแล้ว ก็รอหมูทอดกันเถอะครับ

ตอนนี้เหลือแค่หมูทอดครับ

ห้ามพลาดสลัดกะหล่ำ

สิ่งที่ผมว่าร้าน Bekku เหนือกว่าร้านอื่น นอกจากเครื่องเคียงที่หลายหลากแล้ว
ยังมีเจ้านี่ครับ กะหล่ำซอย

กะหล่ำซอย+น้ำราดสุดยอดมาก

ที่เด็ดคือน้ำราดกะหล่ำครับ
ที่นี่รสชาติมันจัดจ้านมากๆ เหมาะกับลิ้นและริมฝีปากคนไทยสุดๆ
ยิ่งได้เสิร์ฟจังหวะเข้าคู่กับหมูทอดตอนเลี่ยนๆ นี่ตัดกันดีมากๆ เลย

หมูทอดมาแล้ว

โอวว และแล้วก็มาแล้วครับ เริ่มที่หมูสันนอกชิ้นโต ยาวประมาณฟุตนึง ใหญ่กว่า Saboten ราว 30% ได้เลย
สังเกตง่ายๆ หมูเลยตะแกรงรองหมูข้างล่าง มันจะต้องยาวมากๆ อยู่แล้ว

หมูทอดชิ้นโตครับ

เค้าทอดหมูได้เหลืองทองดี กลิ่นหอมน่ากินครับ
แป้งทอดได้เหลืองกรอบดี เกร็ดขนมปังละเอียด ไม่มีน้ำมันเยิ้ม
แล้วหั่นมาให้ขนาดใหญ่พอดีสามคำหมด เฮือกกกกก

แป้งทอดได้สุดยอดมากครับ กรอบอร่อย
หมูสันนอกชิ้นโตหั่นมาให้พร้อม
หมูสันนอกเนื้อดี ติดมันเยอะไปนิด

ลองกัดคำแรก มันอร่อยมากๆ ขอเรียกมันว่าความสมดุลครับ กับตัวแป้งที่ทอดกรอบกำลังดี ไม่แข็ง ไม่อมน้ำมัน
หมูสันนอกคุณภาพดี เกร็ดขนมปังที่ใช้ละเอียดและมีคุณภาพดี
ผสานกับน้ำจิ้มที่รสชาติจัดจ้าน แต่พอเจอชิ้นหมูกับกลมกล่อมอย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งได้กับน้ำจิ้มนี่สุดยอดมากๆ

หมูทอดได้อร่อยมากๆ ครับ
เข้าคู่กับน้ำจิ้มอย่างดี

ส่วนหมูสันในของ Bekku ก็อร่อยนะครับ
ที่เคยกินมาหลายๆ เจ้าเค้าจะเป็นเนื้อล้วนๆ และด้านๆ จริงจัง
แต่ที่นี่หมูเค้าเป็นเนื้อล้วนๆ ก็จริง แต่มันนุ่มและอร่อยมาก
เหมาะกับสาวๆ ที่ไม่ต้องการบริโภคสันนอกที่มีปริมาณมันค่อนข้างมาก

สันในทอดก้อนกลมหอมน่ากิน
เนื้อหมูสันนอกนุ่มอร่อยดีมาก

อยากรู้มั้ยว่าเมนูพิเศษที่แพงขึ้น 20 บาทเป็นอย่างไร

ผมเคยอยากรู้นะ ก็เลยลองสั่งดู
คือเมนูพิเศษมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ละช่วง
ซึ่งวันที่ผมไปเป็นทงคัตสึราดแกงกะหรี่ครับ ฟังดูแล้วน่ากินมากๆๆ เลยจัดมาซักชุด

หมูทอดราดแกงกะหรี่ ดูน่ากินเลยทีเดียว

มันน่ากินมากๆ ครับ แกงกะหรี่ก็ไม่ขี้เหร่อะไร
แต่มันกลับกลายเป็นข้อเสียและกลบจุดเด่นของแต่ละตัวไปหมด

หมูทอดในแกงกะหรี่

กล่าวคือ แป้งหมูทอด หลังจากโดนแกงก็ไร้ซึ่งความกรอบอีกต่อไป
ทำให้เนื้อหมูมันเด่นมามากเกินไป ไม่มีแป้งกรอบๆ ช่วยเลยรู้สึกเฉยๆ
ส่วนแป้งที่แหยะๆ ก็ไปทำให้แกงกะหรี่มันไม่ค่อยอร่อยอีกต่อครับ

แป้งที่ทอดกับแกงกะหรี่ดูจะไม่ชอบกันเท่าไหร่นัก

สรุป เมนูธรรมดาอร่อยกว่าแฮะ

ปิดท้ายด้วยของหวาน

และปิดท้ายกับของหวาน คัสตาร์ดเย็นครับ
แม้จะอิ่มจากหมูแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่าอยากกินอีกถ้วย

คัสตาร์ดเย็นอร่อยมากๆ ครับ เสียดายได้ถ้วยเดียว

ถือเป็นของหวานที่ปิดท้ายและอร่อยเอาเสียมากๆ เลยทีเดียว

สรุปที่ไปกินมา

สมกับเป็นหนึ่งในร้านที่ผมว่าสร้างความประทับใจร้านหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งคุณภาพ รสชาติ ปริมาณอาหาร และราคาที่อยู่ในเกณฑ์สมเหตุสมผลดีนะ ของหวานก็ดี
การเดินทางก็สะดวกดี ลงรถไฟฟ้าก็เรียกว่าจะถึงเลย หรืออีกสาขาออกเดวิสเสร็จก็ถึงเลย
ส่วนที่ยังเป็นข้อด้อยคือเมนูพิเศษ ในวันที่ผมกินมันยังไม่โดนพอ
รวมทั้งพวกเครื่องเคียงไม่ถูกปากผมหลายอย่าง ทั้งมะเขือ กะหล่ำต้ม ฯลฯ
แต่ข้อด้อยเหล่านี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน

ร้าน Bekku ครับ

Agalico อะกาลิโก ร้านน้ำชาแห่งกาลเวลา

ประเดิม blog ใหม่ ด้วยร้านอาหารอีกแล้ว แต่วันนี้ไม่ได้พาไปร้านแนวกินบู๊ล้างผลาญที่ไหน
แต่เป็นร้านแบบนั่งสบายๆ อาจเป็นอารมณ์ไปพักผ่อน หรือนัดเดทไรงี้
แบบว่า วาเลนไทน์นี้ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปที่นี่ได้ครับ

ร้านนี้เป็นร้านน้ำชา ตั้งอยู่กลางเมืองครับ
ชื่อ อกาลิโก หรือ Agalico ซึ่งแปลว่า ไม่ขึ้นกับเวลา แค่ชื่อร้านก็น่าสนใจแล้ว

Acalico อะกาลิโก ร้านน้ำชาแห่งกาลเวลา

ข้อมูลที่ร้าน

ส่วนตัวผมว่าการเดินทางไปร้านค่อนข้างสะดวกนะ เพราะร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 51
ถ้าจะมาก็สามารถมาทาง BTS โดยลงที่สถานีทองหล่อ แล้วเดินย้อนมานิดนึงได้ ซัก 100 เมตร
ร้านจะตั้งอยู่ด้านหน้าของตึกบุญจิราธรครับ

ร้านน้ำชาของเราอยู่ในตึกนี้ครับ

หรือไปตามแผนที่ที่ผมแนบมานี้ด้วยก็ได้ครับ


View My Life in a larger map

ที่เก๋ของร้านนี้คือ ร้านจะเปิดแค่วัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 1000 – 1800 น ครับ
ยังไงลองโทรไปก่อนได้นะครับ ที่ 0-2662-5857
บางวัน (โดยเฉพาะบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์) คนอาจเยอะนิดนึงนะครับ

บรรยากาศร้าน

บรรยากาศโทนของร้านจะเป็นสีขาวสะอาด ตกแต่งแนวโคโลเนียลนวลตา
มีการตกแต่งด้วยเครื่องทอ เครื่องถ้วยชามดินเผา และเครื่องหวายต่างๆ อย่างลงตัว
ทุกอย่างดูสะอาดจนไม่น่าเชื่อว่าร้านนี้เปิดมานานกว่า 10 ปีแล้ว

บรรยากาศการตกแต่งที่ร้าน

ตั้งแต่แรกเข้าเหมือนบรรยากาศเข้ามาจิบน้ำชาบ้านเพื่อนที่แบบเจ้าๆ หน่อย
ออกแนวหรูหรา แต่เป็นกันเอง
ซึ่งพวกชุดที่นั่ง โซฟา และเครื่องหวายต่างๆ ที่ร้านก็จำหน่ายด้วย

บรรยากาศสบายๆ ครับ
การตกแต่งสไตล์โคโลเนียลสีนวลตา
ชุดโซฟานั่งสบายที่ร้านครับ

ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศที่นี่นะ ดูอบอุ่นดี
บางบ่ายๆ ก็มีสมาคมแม่บ้านมาตั้งวงด้วย ทั้งไทยและเทศ

ชุดถ้วยชามและองค์ประกอบต่างๆ ลงตัวอย่างมีเสน่ห์
บรรยากาศที่นี่สบายและอบอุ่นดีนะ

นอกจากนั้นพวกถ้วยจานชามก็เป็นเครื่องเคลือบอย่างดีครับ

เครื่องเคลือบภายในร้าน

เราสามารถเลือกนั่งในร้านได้ไม่ว่าจะเป็นชั้นล่าง ชั้นสอง
และออกไปนั่งในส่วนที่เป็นสวนข้างนอกได้ด้วย

มีอะไรกินบ้าง

หลักๆ ร้านน้ำชาก็ต้องมีขายน้ำชาสิครับ
แต่ชาที่มีมันเยอะมากๆ และล้วนแต่เป็นชานำเข้าคุณภาพดี หลากรสหลายกลิ่น อาทิ
Le Cordon Bleu, Harrods, Fortnum & Mason, Whittard of Chelsea, Mariage Frères, Twinings

ชาที่ร้านมีหลากหลายรูปแบบ หลายกลิ่นมากๆ

ชาร้อน 1 กาสนนราคากาละ 85 บาท
รวมทั้ง 1 กานั้น ไม่สามารถเติมน้ำร้อนเพิ่มได้ ถ้าเติมจะคิดราคาเท่ากับอีกกานึง
เฮือกกกก ราคาแพงใช่เล่นนะนี่

ชาแอปเปิ้ลครับ อร่อยดีเหมือนกัน
จิบน้ำชายามบ่าย

แอบมีน้ำตาลให้เติมเผื่อชอบหวานๆ

น้ำตาลรูปร่างแปลกๆ

เครื่องดื่มอื่นๆ ก็มีชาเย็น กาแฟเย็น กาแฟร้อน และอื่นๆ อีก

นอกจากนั้นก็มีขนมเบเกอรี่คุณภาพดีบริการด้วย เหมาะเอามาทานคู่กับน้ำชายิ่ง
ทั้ง Sandwich, Scone, Quiche, และขนมเค้กต่างๆ สนนราคาประมาณ 90-120 บาท
ราคาดูเหมือนจะแพงนะครับ แต่ผมว่าขนมคุณภาพดีมากๆ รสชาติอร่อยดีด้วย

มีขนมเอาไว้จิบคู่กับน้ำชามากมาย
เค้กช๊อกโกแลตครับ
Quiche แฮม ครับ
เค้กกาแฟ

สรุปคือ จิบน้ำชาไป กินขนมไป ก็เพลินดีนะครับ (แต่ระวังเงินหมดไม่รู้ตัว ;))

ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศที่ร้านนะครับ
แม้ภายนอกอาจมองดูว่าหรูหราและน่าหลงไหล แต่จริงๆ ก็เป็นกันเองและสบายๆ เสียมากกว่า

ผมชอบบรรยากาศนะ ทั้งนอกและในร้าน

เหมาะกับที่สาวๆ จะมานั่งคุยกันเป็นกลุ่ม หรือหนุ่มๆ พาสาวๆ มาเดทหรือมานั่งอ่านหนังสือก็ได้
ผมว่าบรรยากาศแนวๆ นี้สาวๆ น่าจะชอบนะ

เอาเผื่อไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่หาที่ไปไหนในช่วงบรรยากาศดีๆ ไม่ได้แล้วกัน
ผมว่า การได้พาคนรักมาสร้างช่วงเวลาดีๆ ในบรรยากาศดีๆ มันช่างคุ้มค่าไม่แพ้ดอกกุหลาบช่อโตเลยทีเดียว