ปลายฝนต้นหนาว และดอยหลวงเชียงดาวครั้งที่สอง

หลังจากเมื่อสองปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดอยหลวงเชียงดาว และก็ได้เขียนบล๊อกไว้เป็นที่ระลึกซึ่งบรรจุรายละเอียดไว้แน่นปึ้กระดับแบ๊คแพคไปคนเดียวได้ถึง 2 ตอน (ถ้าใครอยากอ่านตอนเก่าๆ ก็กดไปได้ที่ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นะครับ) ภาคนี้รายละเอียดไม่เยอะมาก แต่จะเน้นรูปเป็นหลักนะครับ 🙂

ช่วงเดือนกันยาปีนี้ อยู่ดีๆ น้องๆ กรุ๊ปเดิม (จริงๆ ส่วนมากก็ทำงานที่เดียวกันแหละ) เค้าก็ชวนผมไปอีกครับ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะแอบบ่นๆ ว่าขอไปขึ้นยอดดอยหลวงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่คิดไปคิดมาประมาณห้านาทีก็ตอบตกลงไปกัน

คิดถึงมันจริงๆ เลย ความทรมานที่แสนมีความสุข

บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย
บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย

ถึงแม้ว่าการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะค่อนข้างโหดพอควร เดินและแบกของกันจนเมื่อยไปหมด แถมข้างบนก็ไม่มีส้วม แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่มี แต่สาเหตุที่รอบนี้ผมอยากไปอีกคือ ครั้งที่แล้วเราไปปลายฤดูหนาว ซึ่งอากาศจะแห้ง ดอกม้งดอกไม้นี่แทบไม่เหลือแล้ว จะเห็นก็คงมีแต่วิวแค่นั้น ซึ่งโปรนักเดินเขาหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าพวกนายสนใจจะดูดอกไม้ก็คงต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้แถบนี้มันจะยังสดและพวกดอกไม้ต่างๆ ก็ยังไม่ร่วงไป บรรยากาศจะต่างกับช่วงปลายกุมภาฯ มาก

แต่การเริ่มต้นครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ กล่าวคือ เราไม่ได้เตรียมอะไรให้มันวุ่นวาย พวกอาหารและน้ำก็ไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลหน้าอุทยานฯ เหมือนเดิมแล้ว เต๊นท์ก็ไม่ต้องกางเอง เพราะครั้งนี้เราจะเหมาเอาทีมงานอันประกอบด้วยพี่คนนำทาง, คนทำครัวและลูกหาบขึ้นไป จะเตรียมก็แต่สัมภาระของใครของมันเท่านั้น เช่นพวกถุงนอน, เต๊นท์, เสื้อผ้าและชุดกันหนาว ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเอาเงินฟาดแล้วเราก็เดินแบกของของเราไปอย่างเดียว โดยค่าใช้จ่ายในการฟาดอยู่ที่ 2,600 บาท ซึ่งผมว่าแพงพอตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว (จำไม่ผิดค่าใช้จ่ายต่อคนนี่อยู่ที่ราวๆ พันนึงไม่รวมค่ารถนะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าน้ำและค่าอาหารน่ะ)

หลังจากติดต่อกันเสร็จ ตกลงหาพรรคพวกได้ ก็ปักหมุดเดินทางวันที่ 30 พฤศจิกา – 1 ธันวาคมกัน

เริ่มต้นคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีอุปสรรคมาเยือน

เริ่มต้นด้วยบรรยากาศฝนมาคุ ตกปรอยๆ มาหลายวันตั้งแต่อังคาร-พุธ-พฤหัส แม้แต่วันศุกร์ก่อนไปก็ยังตก (คือจะเดินกันวันเสาร์แล้ว) แถมมีข่าวดินถล่มที่อำเภอฝางอีก จะไหวมั้ยวะเนี่ย… พูดเล่นไปนั่น ตื่นเช้ามาเจ็ดโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเหนียวหมูทอดพร้อมน้ำพริกและออกไปรอรถตอนแปดโมง (ต้องขอบคุณหมอนุ๊กและครอบครัวที่ให้เราใช้สถานที่พักแรมก่อนลุย แถมทำข้าวเช้าอร่อยๆ ให้กินด้วย ฮือๆๆๆ)

แปดโมงนิดๆ เราก็ขนสัมภาระขึ้นรถ แล้วก็เดินทางผ่านทางออฟโรดที่เต็มไปด้วยขี้โคลนเปียกๆ เกือบตลอดทาง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกซึ่งเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดิน บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยหมอกและชื้นเอาเสียมากๆ แดดแรงๆ เหมือนครั้งที่แล้วแทบจะหาไม่ได้เลย

ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
หมอกลงหนามากๆๆๆ
หมอกลงหนามากๆๆๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่เราเจอสำหรับทริปนี้คือ ทีมงานของเรามี Accident เล็กน้อยเพราะช่วงนี้ใกล้เทศกาลมากๆ ทำให้มีผู้บริการค่อนข้างเยอะ ทำให้ลูกหาบไม่พอ (เห็นว่าอาทิตย์หน้าที่มีวันหยุด 5 และ 10 ธันวา มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่านี้อีก) ทำให้พี่คนนำทางและคนทำอาหารต้องกลายเป็นลูกหาบเอง ของที่ตอนแรกบอกให้เราจัดเต็มก็แบกไปได้ไม่หมด เราต้องแบ่งสัมภาระมาแบกเอง แถมแพคและจัดการสัมภาระค่อนข้างช้ามาก พวกเราจึงเริ่มเดินและนำทางไปยังอ่างสลุงกันก่อน (ทำให้ตลอดทั้งทางพวกเราเดินกันเองเกือบหมด พี่คนนำไม่ได้นำทางอะไร แถมเดินช้ากว่าเราอีก ซึ่งจุดนี้ถือเป็น pitfall ที่ใหญ่มากที่เกิดจากทีมงานของเค้าแต่เราต้องรับผิดชอบ แอบเซ็ง)

เริ่มต้นเดินกันตอนสิบโมงยี่สิบครับ

เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.
เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.

แฉะ เปียก ลื่น เละ

แม้ว่าจะเริ่มที่เด่นหญ้าขัดเหมือนกัน แต่สภาพจะต่างกับที่เดินช่วงปลายหนาวเมื่อ 2 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและแฉะของพื้น เรียกว่ารองเท้าปีนเขานี่ยังเอาแทบไม่อยู่เลย ส่วนผมเหรอครับ ใส่นันยางเดิน โอยยยย ไม่เหลือๆๆ ลื่นล้มซะหลายดอก ยังไม่ถึงครึ่งทางกางเกงก็เปื้อนไปเป็นแถบๆ ละครับ

แต่มาช่วงนี้ต้นไม้เขียวสด มีหมอกมาทักทายเป็นช่วงๆ แถมอากาศไม่ร้อนด้วย เดินสบายสุดๆ

สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ

พอเดินมาใกล้ๆ หัวรสบัส ฟ้าก็เริ่มเปิดบ้างแล้ว แดดเริ่มส่องเบาๆ ในจังหวะที่เราเริ่มปีนอย่างเมามัน ทางชันสะใจมากๆ จนหัวใจเกือบจะเต้นไม่ทันเลย ฮาๆๆ ขนาดลูกหาบที่ว่าฟิตๆ เดินขึ้นหัวรถบัสยังต้องมีพักเป็นช่วงๆ เลย

เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ

หมดโซนหัวรสบัส มองย้อนไปทางเขาสามพี่น้องวิวสวยมากๆๆ แต่วันนี้เราเห็นไม่ครบสามเพราะยอดหลังๆ โดนเมฆหมอกมาบังไปหมด หวังว่าบนยอดเขาสูงสุดที่เราจะปีนต่อไปนั้นจะไม่โดนหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไรนะ

บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ :)
บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ 🙂

เตรียมไต่ยอดดอยหลวงอีกครั้ง

มาถึงอ่างสลุง ทีมงานก็กางเต๊นท์ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจังๆ เราก็แค่โยนกระเป๋าเข้าไปเก็บ, นั่งพักเอาแรงซักพัก จากนั้นก็เตรียมใจเดินต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปสู่ยอดสูงสุด

พักสักแป้บ... แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
พักสักแป้บ… แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)

ปีนไปเรื่อยๆ หมอกก็ไล่เรามาเรื่อยๆ ทีแรกผมกลัวเหมือนกันว่าข้างบนจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ปีนต่อนะ พอถึงซักช่วงหมอกก็เริ่มหายไป แถมมองวิวย้อนกลับไปนั้นสวยโคตรๆ นี่ขนาดยังไม่ถึงยอดนะ ,, อย่าเพิ่งท้อๆ บนยอดจะต้องสวยกว่านี้แน่ๆ

ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)

สุดท้ายก็ไต่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลจนได้ครับ คนมาดูพระอาทิตย์เยอะพอควรเลย แต่วันนี้ก็อาจต้องผิดหวังกันไปเพราะหมอกบังไปหมด บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นคนละแบบจากครั้งที่แล้วที่ทุกคนรอถ่ายพระอาทิตย์ตกเป็นการยืนเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่สูงเหนือเมฆไปอีก

แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะถ้ารอดูพระอาทิตย์ตกอย่างครั้งก่อนคงได้กลับลงมาตอนมืดมากๆ แน่

ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว

ปีนลงมาถึงซุ้มเต๊นท์เรา พี่เค้าทำกับข้าวไว้ให้เราแล้ว เป็นข้าวสวยร้อนๆ, แกงเขียวหวาน, ไข่เจียวและผัดผัก ทั้งหมดทำสดใหม่ขึ้นบนดอยหลวง หอบหิ้วแค่วัตถุดิบขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งชิมแล้วต้องบอกว่าฟินมากๆ การได้ข้าวแกงอุ่นๆ ในอากาศหนาวเหน็บหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันฟินจริงๆ แถมรสชาติที่ทำนี่อร่อยเปิดร้านได้เลยนะ (หรือกินตอนหิวหว่า…)

ซัดโฮกๆๆๆ แล้วก็สลบไป เตรียมตัวเตรียมใจไปกิ่วลมพรุ่งนี้ตีสี่ต่อครับ

ฝนพรำ อากาศสบาย แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ

ตั้งแต่เช้ามืด (น่าจะราวตีสี่กว่า) ผมสะดุ้งตื่นมาเป็นพักๆ พร้อมกับเสียงฝนปรอยๆ ตลอด จนกระทั่งพี่คนนำทางเดินมาถามเราว่าจะไปกิ่วลมอยู่ไหม แค่เปิดซิปเพื่อไปคุยกับพี่เค้า ละอองฝนเล็กน้อยกับไอหมอกจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในเต๊นท์… ทำให้เราได้ข้อสรุปได้ว่าไม่ไปละกัน เพราะไปก็คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แถมหนทางที่ปีนขึ้นก็คงลื่นหัวแตกไม่แพ้กัน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เราจึงเลื่อนเวลาตื่นจากตีสี่ครึ่งเป็นเจ็ดโมงเช้าครับ ออกมากินมาม่า ขนมปัง กับอาหารเช้าที่ทางคณะเค้าเตรียมไว้ให้ด้วย จากนั้นก็เก็บที่นอนหมอนมุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางอ่าวสลุงตอนเก้าโมงห้าสิบนาที หมอกหนามากๆๆ ระยะการมองเห็นไม่เกิน 10 เมตร แถมทางก็แฉะและลื่นกว่าเมื่อวานมากๆ

ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง

ทีแรกเรากะเดินลงทางปางวัว เพราะปีที่แล้วเราก็ขึ้น-ลงทางเด่นหญ้าขัด คราวนี้ขึ้นก็เด่นหญ้าขัดแล้ว เลยกะลงทางอื่นๆ บ้าง แต่พอดีสมาชิกในทีมประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เข่า ทำให้เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบาก เกรงว่าลงทางชันแล้วจะไม่ไหว เราก็เลยตัดสินใจกลับทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม อิอิ แต่วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่ฟ้าปิดสุดๆ หมอกหนาตลอดทางที่เดินทางกลับเลย ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนใกล้บ่ายโมงครึ่งถึงเริ่มจะเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

เฮ้อ… แสงอาจไม่เหมาะถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่อากาศที่เย็นนี่มันทำให้เราเดินสบายมากๆ เลย

แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย

เดินๆ พักๆ แบบแทบไม่เหนื่อยเลยราวๆ สี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราแล้วครับ แม้ว่าการเดินป่าจะสิ้นสุด แต่ไฮไลท์ของบล๊อกนี้อยู่ที่ตอนหน้านะครับ

สวนดอกไม้ที่ความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อย่างที่เกริ่นมาหลายที ครั้งนี้ผมมาดูดอกไม้เป็นหลักน่ะครับ

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้ปีนไปบนยอดกิ่วลม แต่ก็เก็บดอกไม้กึ่งอัลไพน์แปลกๆ ที่ครั้งก่อนๆ เก็บไม่ได้มาซะเพียบเลย บ้างก็รู้ชื่อ บ้างก็ไม่รู้ชื่อ (ส่วนมากชื่อที่รู้จะได้จากพี่ไกด์คนก่อน และจากที่สืบเสาะค้นคว้าเองบ้าง) บางทีเจอดอกแปลกๆ แต่ไม่ได้ถ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย เสียดายที่ไกด์ครั้งนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเก็บดอกไม้มาใส่ในบล๊อกได้มากกว่านี้อีก

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาชมสวนดอกไม้บนดอยหลวงเชียงดาวกันเถอะ

จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)

ประทับใจกับสวนดอกไม้ครั้งนี้จริงๆ

บทสรุป ปลายฝนบนดอยหลวงฯ

สรุปเป็นข้อๆ เลยละกันนะ

  • เหมาจ่ายครั้งนี้แม้จะสะดวกดี แต่แพงไปหน่อย เมื่อเทียบราคา 2600 บาท กับอาหารสามมื้อ, ค่ารถ และค่าจัดการต่างๆ (แถมคนนำก็ไม่ค่อยดีเท่าครั้งที่แล้ว จนพวกเรากันเองต้องนำทางเกือบทั้งทริป) ซึ่งครั้งที่แล้วหมดไปราวๆ พันเดียวเอง (แต่วุ่นวายพอตัวเลย)
  • ฝนตก ทางลื่นมาก ขี้โคลนทั้งนั้น ควรเตรียมชุดและกางเกงไปเปลี่ยนเพิ่มอีกหน่อย และควรพกเสื้อกันฝน, เป้กันฝน, อุปกรณ์กันฝนด้วย (โดยเฉพาะคนที่มีกล้อง) ถ้ามีไม้เท้าที่จิกดินได้จะดีมาก ไม้เท้าของจีนแดงตามตลาดนัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเตี๊ยและยวบ
  • หมอกเยอะมาก ทำใจเลยว่าอาจไม่ได้ขึ้นยอด หรือขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร
  • ดอกไม้เยอะมาก แต่ละดอกไม่ได้โชว์เป้งแขวนป้ายบอกว่ากูชื่อนั้นชื่อนี้ แต่มันจะอยู่ริมๆ ทางซะเป็นส่วนมาก ถ้ารีบเดินหรือไม่ได้สังเกตอาจไม่เจอนะจ๊ะ
  • ห้องส้วมต้นฤดูกาลยังมีสิ่งปฏิกูลไม่เยอะ แค่ระดับโชยกลิ่น ซึ่งต่างกับครั้งก่อนที่ผมไปช่วงปลาย นั่นมันระดับล้นขอบ น่ากลัวมาก
  • รองเท้านันยางไม่ควรใช้เดินป่า (ผมพลาดไปละ เพราะรองเท้าประจำที่เอาไว้เดินดันกาวหลุด) รองเท้าควรมีปุ่มๆ นิดนึง ออๆๆๆ รองเท้าแตะควรเอาไปด้วย จะได้พักเท้าช่วงที่อยู่เต๊นท์
  • ช่วงเทศกาล ระวังลูกหาบขาด อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกว่าเอาของไปได้เต็มที่ ให้เราพกเฉพาะที่จำเป็นไปก็พอ ไฟฉาย ถุงนอน เต๊นท์ ควรตรวจสอบก่อนไปให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน
  • คำนวณน้ำดื่มให้พอดีด้วย พกเยอะไปก็หนัก (ปวดหลังจนถึงตอนนี้) น้อยไปก็ขาดน้ำระหว่างทาง
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่

สุดท้ายต้องขอบคุณหวานใจที่เดินไปด้วยกันและอยู่ข้างๆ กันตลอด ทีแรกกะว่าจะพาไปฟินกับบรรยากาศข้างบนแต่ก็กลัวจะไม่ไหว ที่ไหนได้ เดินเร็วโคตรๆ ไม่ล้มเลยซักแอะเดียว เสื้อผ้าสะอาดใสปิ๊ง เมื่อเทียบกับผมแล้วเรียกว่าขี้โคลนเต็มตัวเลย แถมอยู่ข้างบนก็ไม่มีบ่นเรื่องห้องน้ำหรือการอาบน้ำ การกินอยู่หลับนอนก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแม้ว่าเต๊นท์ผมจะพังไปก็ตาม (แต่เธอบอกว่า ชาตินี้ขอไปครั้งเดียวพอละ กิ่วลงกิ่วลมไม่ไปก็ไม่เป็นไร ฮาๆๆ)

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ อิอิ…

ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ :)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ 🙂

ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 2

หลังจากตอนที่แล้วที่เราอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงลุยฝ่าหนทางอันยากลำบากเพื่อขึ้นมายังยอดดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งยอมรับว่าแค่วิวพนะอาทิตย์ตกสวยมากๆ จนยากที่จะบรรยาย ,, ส่วนตอนที่สองนี้ก็จะปีนป่ายอีกครั้งเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดกิ่วลม, รวมทั้งเดินเที่ยวและเล่นเก็บรายละเอียดวิวสวยๆ ของทีนี่เท่าที่เวลา 2 วัน 1 คืนจะพอมี

เดินฝ่ากัน... ไปจนถึงยอดดอยกันครับ 🙂

ลุยกันต่อครับ

ก็เรียกว่าแหกขี้ตากันไป

เรานัดกันตอนตีสี่สิบห้านาทีก่อนที่จะแยกย้ายกันซุกตัวในถุงนอนและพักผ่อนกัน เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นมาตั้งแต่เช้า เดินข้ามดอยอีกลูกนึง (ระยะเวลาประมาณชั่วโมงนึง) เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ทัน…

ผม (น่าจะ) เป็นคนตื่นและออกมาเจอกับความหนาวเหน็บของน้ำค้างยามเช้าเป็นคนแรกนะ (หนาวมากๆ จริง) เหลือบดูนาฬิกาเห็นเวลาตีสี่สี่ครึ่ง อ่าว… มันเลทแล้วนี่หว่า จากนั้นก็รีบปลุกทุกคนให้ตื่น ,, ตอนที่ทุกคนออกมาจากเต๊นท์ เรื่องแรกที่พูดถึงและพูดเป็นเสียงเดียวกันคือมีเสียงกรนระดับเรือกลไฟในเต๊นท์ผม 2 ลำ เสียงดังมากๆ ดังในระดับที่ว่าอยู่เต๊นท์ไหนก็ได้ยิน (และคิดว่าได้ยินไปถึงชายป่าฝั่งกระโน้น) ดังจนระดับที่ว่าเพื่อนๆ ที่พักเต๊นท์เดียวกันนี่นอนไม่หลับเลย แถมเสียงกรนมันยัง Synchronized กันด้วย แบบว่ามีแต่เสียงครอกๆๆๆๆ ต่อสลับกันไปเรื่อยๆ แบบไม่มีช่วงพักเลย จึงไม่แปลกเลยที่ทุกคนตื่นมาแล้วจะไม่สดชื่นเท่าไหร่

กว่าทุกคนจะพร้อมเดินทางก็เกือบๆ ตีห้าแล้ว ,, รีบๆ เดี๋ยวไม่ทัน


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

เส้นทางที่จะเดินทางจากที่พัก (อ่างสลุง) จะไปที่จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นของเราที่ยอดกิ่วลมครับ (ตามแผนที่)

ระหว่างเดินพี่คนนำทางบอกว่า จริงๆ ยอดกิ่วลมมีสองฝั่ง คือกิ่วลมซ้ายและกิ่วลมขวา ส่วนตัวพี่เค้าแนะนำไปกิ่วลมขวามากกว่า แม้ว่าสองที่นี่จะมีวิวสวยคล้ายๆ กัน แต่ว่ากิ่วลมขวามีอะไรให้ทำเยอะกว่า ,, เอาว่าก็เดินตามพี่เค้าไปก็แล้วกัน

ทางเดินขึ้นยอดดอยกิ่วลมนี่โหดไม่แพ้กับทางขึ้นยอดดอยหลวงเมื่อตอนที่แล้วเลย คือทางมันชันต่อเนื่องมากๆ อีกทั้งทางก็ยังเป็นดินลื่นๆ สลับกับโขดหินเป็นพักๆ บางช่วงทางชันและลื่นมากจนต้องเกาะกิ่งไม้แถวนั้นช่วยด้วย ,, เดินไปเดินมาแล้วเหนื่อยมากๆ เสื้อผ้าที่ใส่มาตั้งแต่ที่เต๊นท์นี่ถอดออกจนเกือบหมด เหงื่อแตกเหมือนกับอาบน้ำ ระหว่างเดินก็ต้องจิบน้ำเป็นพักๆ (หมดไปประมาณขวด 500 ซีซีขวดนึง) กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมาก แต่ก็ยังดี ที่มาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

อยากบอกว่าข้างบนนี่ลมแรงมากๆ ไอ้เหงื่อที่ออกตะกี๊นี่หายไปหมดเลย เสื้อหนาวที่เหมือนจะถอดทิ้งไว้นี่แทบเอากลับมาใส่ไม่ทัน

พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแฮะ มาทันเวลาพอดี

ส่วนลานที่เราจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงกิ่วลมขวานี้พื้นมันไม่ได้ราบเรียบเหมือนกับที่ตรงยอดดอยหลวงเมื่อวานนะ แต่นี่เป็นลานที่มีแต่โขดหิน กะอีแค่จะวางขาตั้งกล้องนี่ก็ลำบากแล้ว บทจะยืนถ่ายก็มีช่วงให้ยืนเพียงแคบๆ เท่านั้น จะเปลี่ยนมุมถ่ายทีนี่ลำบากใช่ย่อยเลย ,, แต่สุดท้ายไม่ว่ามุมไหนบนยอดกิ่วลมมองพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นนี่สวยมากๆ เลย (ของจริงสวยมากๆ) จนคิดว่าพระอาทิตย์ที่นี่คือดวงเดียวกันกับทุกวันที่เราเห็นหรือเปล่า

อีกไม่นานเกินรอ ,, แสงแรกของวันก็พร้อมโผล่ขึ้นมาให้เราชื่นชมแล้ว
แสงแรก... แบบเต็มๆ สวยงามมาก (แต่ทะเลหมอกไม่ค่อยเยอะ)
อากาศยามเช้าหนาวๆ ที่ราวๆ ห้าองศา ,, กำลังสบายเลย

ในขณะที่เรากำลังเพลินกับการถ่ายรูป พี่ลูกหาบก็จัดการหยิบเตาแก๊สจิ๋วและหม้อสแตนเลสมาต้มน้ำร้อน สำหรับเอาไว้ชงมาม่า, โจ๊กคัพ, กาแฟ และโอวัลตินร้อนๆ สำหรับต้านความหิวและความหนาวยามเช้าบนยอดกิ่วลม ,, อยากบอกว่า มันฟินมากๆ ไม่เคยกินโอวัลตินร้อนๆ ที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่มาก่อนเลย

พี่ลูกหาบอุตส่าห์แบกเตาแก๊สน้อยมา แถมต้มน้ำให้ด้วย
มาม่า+โอวัลตินร้อนๆ ,, ฟินมากในจุดนี้

พระอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้น ภาพวิวต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น ,, ทางเดินต่างๆ และยอดปิดระมิดที่เราผ่านมาหรือยอดดอยหลวงที่เราเมื่อวานเราปีนป่ายมาก็เริ่มเห็นชัดมากขึ้น อยากบอกว่ามันสวยมากๆๆๆ

กิ่วลมซ้าย (ยอดขวา) และยอดดอยหลวง (ยอดกลาง)
ยอดปิรามิด ,, กับดงป่าที่เราเดินฝ่ากันมาเมื่อวาน

อย่าเพิ่งเหนื่อยกันไปครับ ยังมีอะไรให้ดูต่ออีก

ไม้ดอกฯ บนดอยหลวง

อีกสิ่งนึงที่คนไปเที่ยวดอยหลวงเชียงดาวไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมดอกไม้ครับ

ต้นไม้ที่นี่เป็นกลุ่มต้นไม้กึ่งอัลไพน์เฉพาะถิ่นดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น ดอกไม้สวยๆ หลายอย่างของที่นี่ไม่มีพบที่อื่น (แถมเอาไปปลูกที่อื่นไม่ได้ด้วย เห็นเค้าบอกว่าต้นไม้ที่นี่ต้องการทั้งอุณหภูมิ, ความสูง, อากาศ, น้ำ และสิ่งเวดล้อมแบบดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้) รวมทั้งแต่ละเดือนที่ไปก็มีผลด้วย เพราะดอกไม้ไม่ได้บานพร้อมกันทีเดียว แต่พี่ไกด์บอกว่าถ้าจะให้ดีแนะนำว่าควรมาต้นๆ ฤดูท่องเที่ยว (ประมาณพฤศจิกายน) เพราะว่าป่าที่นี่จะสดกว่า และมีดอกไม้สวยๆ เยอะกว่าช่วงท้ายๆ ที่ป่าจะออกแนวแห้งๆ แล้ว

ช่วงที่ผมไปดอกไม้เลยไม่ค่อยเยอะเหมือนที่คนอื่นๆ ถ่ายรูปได้ พวกดอกเซเลปๆ อย่างเทียนนกแก้วหรือชมพูเชียงดาวก็ไม่ปรากฎให้เห็นเลย (มีก็เหี่ยวๆ ดอกร่วงเกือบหมดแล้ว) หรืออย่างเหยื่อจง ช่วงต้นๆ ฤดูจะเป็นดอกไม้สวยเลย แต่ช่วงที่ผมไปมันไม่เหลือดอกแล้ว มีแค่ส่วนที่ (น่าจะเป็น) ผลแล้ว (แถมจับแล้วแตกใส่มือด้วย) ,, ไม่เป็นไรๆ ก็เอาเท่าที่ได้ก็แล้วกัน

ส่วนตัวผมชอบกระทู้นี้ของพันทิปกับเวปอันนี้นะ เค้าถ่ายดอกไม้ได้เยอะมากๆ + ถ่ายสวยดี แถมเก็บรายละเอียดเรื่องชื่อดอกไม้ได้เยอะดีด้วย

ดอกไม้อะไรไม่รู้สีเหลืองๆ บนโขดหิน สีสดดีมากๆ
เอื้องป่า (ไม่ทราบสายพันธุ์เหมือนกัน) ถ้าผลิดอกแล้วน่าจะสวยมาก
ดอกฟ้าคราม... ช่วงที่ไปเบ่งบานเยอะดีมากๆ
กุหลาบเชียงดาว ,, กว่าจะได้ภาพนี้ลำบากมาก (แต่ก็คุ้มสุดๆ)
ปาล์มรับเมฆ ,, ปาล์มอะไรมาขึ้นบนภูเขาเนี่ย แปลกดี
อันนี้จำไม่ผิดเรียกว่าดอกหนาดขาวครับ
ส่วนนี่เรียกว่าขาวปั้นครับ
ดอกนี้เรียกว่าผักไผ่น้ำครับ ,, เค้าบอกว่าถ้าหน้าเยอะๆ จะออกเป็นช่อ สวยมาก
ส่วนดอกนี้เค้าเรียกกันว่าแสงแดงครับ
ผลของต้นเหยื่อจง (แบบไม่มีดอกแล้ว) บีบแล้วดีดใส่มือด้วย
ผลบุกสีแดงสด
อันนี้ดอกอะไรไม่รู้ เห็นสวยดี เลยถ่ายมา
ผลอะไรไม่รู้ ดูแล้วคล้ายๆ ลูกกีวี่จิ๋ว แต่เปรี้ยวและเฝื่อนมากๆ

วิวที่กิ่วลม สวยเกินห้ามใจ

เดินมาเรื่อยๆ จากจุดที่เราชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นอีกหน่อยก็จะเข้าสู่ส่วนที่เรียกว่าสันกิ่วลม ตรงนี้อารมณ์ประมาณเราอยู่บนโขดหินขรุขระที่โผล่ขึ้นมาเป็นทางไว้ บางช่วงเดินสบายๆ บางช่วงต้องปีนป่าย ส่วนด้านซ้ายเป็นเหว ด้านขวาเป็นเหว ถ้าพลั้งเผลอตกไปก็ตัวใครตัวมันละครับ

แต่ยอมรับว่า วิวตรงสันกิ่วลมนี้สวยมาก และเป็นจุดที่ผมประทับใจมากมากที่สุดด้วย เหมือนเราอยู่บนสรวงสวรรค์ ยืนอยู่เหนือก้อนเมฆทั้งหลาย รวมทั้งบรรยากาศ ณ จุดนี้มันดีมากๆ เหนือคำบรรยายใดๆ และไม่สามารถเก็บมาแบ่งปันได้จริงๆ ถ้าไม่ได้ไปเอง 🙂

ต้องฝ่าโชดหินนับร้อย... กว่าจะได้ชมวิวสวยๆ
นี่เรากำลังยืนอยู่บนสัน ,, ด้านขวาเป็นเหว ด้านซ้ายเป็นเหว
เหมือนถ่ายรูปอยู่บนสรวงสวรรค์ ,, สวยมากๆ จริงๆ
กว่าจะได้แต่ละรูป อยากบอกว่าไม่ได้ง่ายเลย
มองไปทางเหวด้านซ้ายมือ ,, เห็นดอยอีกดอยทั้งลูกเลย
หุบเหวกับปาล์มรับเมฆสองต้นคู่กัน
เห็นเป็นแนวสันให้เราเดินตามไปตรงถึงมุมสุดเลย
กับวิวสวยๆ ที่ใครมาถึงก็อยากถ่ายรูปเก็บไว้
มีถ้ำด้วยแฮะ ,, เห็นเค้าว่าทะลุไปถึงถ้ำเชียงดาวเลย (แต่ไปไม่ได้นะ)
สุดขอบสันกิ่วลม (ปลายสุดเท่าที่จะเดินไหวแล้ว)

เดินเล่นบนสันกิ่วลมถึงสิบโมงกว่า เพลินมากๆ

ถึงเวลากลับกันแล้ว

ลงจากสั่นกิ่วลมจนถึงอ่างสลุงราวสิบเอ็ดโมง นั่งเก็บของ, เก็บเต๊นท์, เตรียมตัวลงดอยและกินข้าวเที่ยง ซึ่งเป็นอาหารกระป๋อง, หมูหยองและแหนมเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน ซึ่งจากการกินมันสองมื้อติด (แบบเย็นๆ) ทำให้แขยงอาหารกระป๋องไปเป็นเดือนเลย

เอาเป็นว่าทุกคนสะพายเป้พร้อมเดินทางตอนเที่ยงตรง แต่ขาลงนี่ทุกคนจ้ำลงกันเร็วมากๆ ยังกะกลิ้งลงดอย พักก็น้อย รูปก็ไม่ค่อยถ่าย (ซึ่งต่างกับตอนขึ้นลิบลับ) เดินเรื่อยๆ สบายๆ จ้ำไปๆๆ (แต่เห็นมีคนบอกว่าถ้าลงที่ปางวัวหรือบ้านถ้ำทางจะชัดโหดมาก บางคนต้องค่อยๆ เอาตูดไถลงไปก็มี) ทำให้เราถึงจุดหมายที่เด่นหญ้าขัดเร็วกว่าที่คิดไว้ คือราวๆ สี่โมงสิบห้า

ขาเดินลงจากดอยหลวงนี่เร็วติดสปีดกันมากๆ
ถ้าเดินไหว ,, ปีหน้าฟ้าใหม่จะมาอีกนะครับ 🙂

ไม่ไปเอง ไม่รู้จริงๆ ,, เอาเป็นว่าถ้าไหว ปีหน้าฟ้าใหม่เราเจอกัน