สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 0 :: ก่อนเดินทาง

Life is Chance

ความฝันอย่างหนึ่งของผมในการปั่นจักรยาน ก็คือการได้ไปปั่นต่างประเทศนี่แหละ
อารมณ์แบบ อยากมีแมปสตราว่าเก๋ๆ ของต่างประเทศบ้าง
ซึ่งประเทศที่เล็งๆ ไว้อันดับต้นๆ ก็คือญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะว่ารีวิวทุกสำนักบอกว่าดีมากๆๆ ทั้งอากาศและการจราจร แล้วก็เดินทางไม่ไกลมากด้วย
จริงๆ ก็แพลนจะไปหลายทีละ แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจน จนเราได้มีโอกาสเจองานนึงครับ

งานนั้นชื่อ Cycling Shimanami 2018 ครับ

งานนี้มีความพิเศษคือ เป็นงานปั่นบนทางด่วนที่ปิดแบบว่ามีแต่จักรยานเท่านั้น และงานนี้จะมีทุก 2 ปี!!! โดยปีนี้ จัดในวันที่ 28 ตุลาคม 2561
บนเส้นทางที่สวยงามสุดๆ ในระดับที่จะต้องติด top 3 เส้นทางที่สวยที่สุดของทุกสำนักรีวิวบนโลก
โห แค่คิดก็ขนลุกแล้วครับ!!!

งานนี้ ผมเฝ้าติดตามมานานมากๆ จนเริ่มให้เปิดสมัครไปลงทะเบียนตั้งแต่ราวๆ กลางๆ เดือนกุมภาพันธ์ครับ
ซึ่งลงทะเบียนเสร็จ ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไปเลยนะครับ ,, เพราะต้องไปจับฉลากเสี่ยงดวงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมอีกที
ถ้าพลาดงานนี้ ก็รอไปอีก 2 ปี (แต่เราปั่นทางปกติได้นะ แค่ไม่ได้ขึ้นทางด่วน)

แล้วโชคก็เป็นของผมและภรรยาครับ!!!!

  • ซึ่งเส้นทาง (course) มีให้เราเลือกหลายแบบ ตั้งแต่ A-G, มีทั้งแบบแค่ปั่นรอบ 2 เกาะบ้าง, 3 เกาะบ้าง, หรือไกลสุดคือไป-กลับ 140 กม.
  • Course ยอดนิยมคือ Course D ที่ปั่นจากเมือง Imabari ไปยังเมือง Onomichi ราว 70 กม. บนทางด่วนแทบจะล้วนๆ
  • เส้นทางนี้รับได้ 1500 คน แต่เท่าที่สอบถามมา มีคนสมัครมีมากกว่า 7000 คน!!!
  • ถ้าจะไป แนะนำให้จองโรงแรมไว้ที่เมือง Imabari รอเลย เพราะโรงแรมจะเต็มก่อนเดือน พค. ที่จะประกาศผล Lotto แล้ว!!
  • ถ้าอยากไปแน่ๆ ให้สมัครแบบ premium ไปเลยครับ รับรองได้แน่ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่า 3 เท่า (แบบล้อตโต้ 11000 เยน แต่แบบพรีเมียม 33000 เยน, โดยมีเสื้อปั่น+ของที่ระลึกให้เพิ่ม) แม้ว่ามันจะดูแพงแต่ก็อย่าคิดนานนะครับ เพราะเปิดให้ลงไม่ถึงครึ่งวันก็เต็มละครับ!!!
  • 1 คน ลงได้ 1 course ครับ ,, ถ้าจะลงเป็นหมู่คณะ สามารถลงได้สูงสุดที่ละ 5 คน ซึ่งถ้าได้ ก็จะได้ทั้งทุกคน แต่ถ้าแห้วก็ไม่ได้ทุกคนเช่นกัน

Planning for Everything

แผนของเราก็ไม่ยากครับ

  • เริ่มเดินทางช่วงบ่าย 23/10 จากเชียงใหม่ด้วยสายการบิน Cathey Pacific โดย transit ฮ่องกง แล้วไปลง Osaka (KIX) ราวหกโมงเช้าของวันที่ 24/10
  • 24/10 กะว่าปั่นเล่นแถว Osaka และไป-กลับ Kobe ที่ห่างไปแค่ 30 กว่าโลเอง, พักที่ Grandouce Tamatsukuri 2 วัน
  • 25/10 กะว่าปั่นไป-กลับ Osaka-Nara ไปเล่นกวาง ,, ถ้าเหลือเวลาก็ปั่นเล่นแถว Osaka + ช้อปปิ่ง
  • 26/10 ปั่นเล่นรอบปราสาท Osaka แล้วเดินทางจาก Osaka – Onomichi ด้วยชินคันเซน ,, พักที่ U2 ละฝากของไว้
  • 27/10 ปั่นจาก Onomichi ไปยัง Imabari แล้วพักที่ AirBNB แถวเมือง Imabari ห่างจากจุดปล่อยตัว 3 กม.
  • 28/10 ปั่นงาน Cycling Shimanami 2018 จากเมือง Imabari กลับมา Onomichi ,, พักที่ Greenhill hotel
  • 29/10 ปั่นเล่นที่ Shimanami Kaido ซึมซับบรรยากาศ, นอน U2 แล้วเตรียมแพคจักรยานส่ง
  • 30/10 ส่งจักรยานผ่าน บ.แมวดำ แล้วเราไปฮิโรชิมา เที่ยวชมเมือง หาของกิน ช้อปปิ้ง
  • 31/10 เที่ยวเกาะ Miyajima +/- Iwakuni, เตรียมเก็บของกลับ
  • 1/11 ออกมาตั้งแต่เช้า มาเอาจักรยานที่ส่ง ขึ้นเครื่อง, transit ฮ่องกงแป้บนึง ละกลับถึงไทยช่วงทุ่มกว่าๆ

แผนการดูดีมากๆ แต่มันจะขาดรสชาติไป ถ้าไร้ซึ่งอุปสรรค!!!

The Obstacles is Chance

จริงๆ ผมจองทุกอย่างไว้ก่อนที่เราจะล้อตโต้ได้แล้วครับ!!
แบบว่า ได้หรือไม่ได้ ก็จะไปปั่นแหละ

แต่เชื่อไหมครับ แม้ว่าจะจองก่อน 6 เดือน เมือง Imabari ที่จะเป็นจุดปล่อยตัวเรา โรงแรมดีๆ แทบจะเต็มทั้งเมือง ที่เหลือๆ ก็ไกลหลัก 10 กม. ขึ้นไป
ผมเลยจอง AirBNB ของชาว ญป ท่านหนึ่งไว้ คุยกันดิบดีมากๆ ห่างที่ปล่อยตัวราว 3 กม. นิดๆ
สายการบิน ขาไปก็จองของ Cathey Pacific (บินจาก CNX-HKG-KIX โดย transit ฮ่องกง 5 ชม.)
แล้วขากลับก็จองของ Hongkong Express (บินจาก HIJ-HKG-CNX โดย transit ฮ่องกง 4 ชม.)
แล้วก็มีจองโรงแรม U2 hotel ที่ Onomichi ไว้ด้วย
เพราะอยากเห็นโรงแรมที่ทุกคนร่ำลือกันว่า ชีวิตของนักปั่นควรได้มานอนกอดจักรยานที่นี่ซักครั้ง

แม้ว่าจะพยายามแพลนหลายๆ อย่างไว้ล่วงหน้า แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายครับ!!
เริ่มที่ ญี่ปุ่นพายุเข้าหนักๆ 3 ลูกครับท่าน แถมโดนเมืองที่เราจะไปทั้งนั้น โอซากา ฮิโรชิมา ฯลฯ
ซึ่งพายุทั้งสาม ได้แก่ชงดารี (28 ก.ค.) เชบี (4 ก.ย.) และจ่ามี (30 ก.ย.)
ซึ่งแต่ละลูกความเร็วระดับ 150-200 กม./ชม. สร้างความเสียหายยับ ทั้งสะพานเชื่อมสนามบิน KIX หรือบางเมืองของจังหวัดฮิโรชิมาพังราบ
ก็ลุ้นนะว่างานจะยกเลิกหรือเปล่า แต่ในเวปหรือในอีเมลล์ก็ไม่แจ้งอะไร
แถมโพสกำหนดการวันงาน การรับป้ายชื่อ และรายละเอียดการปล่อยตัวเพิ่มอีกต่างหาก..

ต่อจากพายุ ก็มาที่สายการบินครับ เพราะ HKexpress เลื่อนไฟล์ตครับ
เลื่อนรอบแรก เมื่อ 26 สิงหาคม มีข้อความเข้ามาว่าจะเลื่อนไฟลต์ HKG-CNX เข้ามา 10 นาทีครับ ,, อืมมมม อันนี้รับได้ แต่ก็เสียวดีเลย์นิดๆ
เลื่อนอีกรอบ เมื่อ 18 กันยายน มีข้อความเข้ามา เลื่อนไฟลต์ HIJ-HKG ออกไป 5 ชั่วโมงครับ
อ่าวววววววววว งานเข้า!!!! เพราะกลายเป็นว่าไฟล์ต HIJ-HKG จะมาทับ HKG-CNX แบบเต็มๆๆๆๆ
โหยยยย เครียดมากกกกกกก

ซึ่งตั้งแต่ได้รับข้อความนี่ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะ เมลไปถาม, ทักแชทบ๊อกซ์, โทรหาจนท.ไทยหรือแม้แต่โทรไปฮ่องกง!!
เพราะหนทางที่ดีที่สุดในกรณีนี้ คือเลื่นไฟล์ต HKG-CNX ไปอีกวัน (เพราะ HKG-CNX ที่บินมาเชียงใหม่มีแทบทุกวัน แต่ HJI-HKG มีแค่อาทิตย์ละ 2 ไฟล์ต) แล้วเราก็ต้องอยู่ฮ่องกงอีกวัน
แต่ความพยายามหลายๆ ครั้ง บอกเลยว่า ไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาเลยครับ!!!
น้องคนไทยของ  HKExpress ก็พยายามช่วยคุยกะเรา
แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่มี Authority ที่จะทำอะไรได้…
โทรไปฮ่องกง ก็คุยได้แต่ภาษาจีน…
เมลไปสองรอบ สามรอบ ก็ไม่ตอบอะไร…
ผ่านมาเดือนกว่าๆ เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวจะเดินทางแล้ว ยังดูมืดมน ,, เอาไงดีวะ จะซื้อตั๋วใหม่ป่าว หรือจะยังไงดี

เครียดมาจะเดือนก็พอมีแสงสว่างนิดๆ เพราะทักแชทไปอีกครั้ง ทางฮ่องกงเค้าตอบมาแล้วครับ!!!
แต่คำตอบที่ได้คือ ไฟลต์ที่ดีเลย์ ไม่ใช่ไฟล์ตที่ยูอยากเลื่อน แถมไฟล์ตยูก็จองมาด้วยกัน จะเลื่อนก็ต้องเลื่อนทั้งหมด ทั้ง HIJ-HKG และ HKG-CNX!!
โอยยยยย!! บอกเลยว่าอารมณ์ขึ้นสุด หัวร้อนสุดๆๆๆๆๆๆๆๆ
เลยด่าฮ่องกงไปแม่งเป็นชุดเลยครับ ,, ด่าจนมันบอกว่า ขอเช็คแพพ
แล้วมันก็เลื่อนไฟลต์บินกลับเชียงใหม่ (HKG-CNX) ไปอีก 1 วัน
จาก 1/11 เป็น 2/11 แล้วก็จบ…
เออ… ก็ไม่ได้ยากนี่หว่า คุยดีๆ แต่แรกก็ไม่เลื่อนให้ ,, พวกนี้ชอบให้ด่า
ส่วนสำนักงานไทย ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้ ก็ปิดๆ ไปเถอะครับ

สรุปคือ ออกจากฮิโรชิมาช่วงบ่าย แล้วไปพักที่ฮ่องกงคืนนึง
และเราก็ต้องเสียค่าโรงแรม ค่ารถ และค่าอาหารที่ฮ่องกงเองหมด รวมๆ สองคนก็หมดหกเจ็ดพันอยู่….
(และต้องลางานเพิ่มด้วย 1 วัน…)

แต่เพิ่งดีใจเรื่องตั๋วได้ไม่นาน AirBNB ก็เทเราอีกรอบครับ!!!!
เค้าบอกเหตุผลคือ ญี่ปุ่นมีกฎหมายใหม่
ที่จะให้ใครมานอนบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โรงแรมหรือเกสเฮ้าท์ที่ลงทะเบียนจริงจัง
โอย!!! เครียด เพราะเข้าไปเช็คใน Agoda, Booking ฯลฯ
คือแบบ Imabari ทั้งเมืองไม่เหลือโรงแรมว่าแม้แต่หลืบซอกไร
มีใกล้ที่สุดคือเมือง Matsuyama ที่ห่างไป 50 กม.
(คือวันงานต้องตื่นตีสี่ แล้วนั่งรถไฟเที่ยวพิเศษมา อีก 1 ชมกว่า)
สุดท้ายเช็คใน AirBNB อีกครั้ง เหลือที่สุดท้ายของสุดท้าย
ที่นี่ป็นเกสเฮ้าท์ (ก็น่าจะไม่โดนเทละนะ) อยู่บนเกาะ Oshima ที่ห่างจุดปล่อยตัวไป 20 กม.
เราก็คิดว่า 20 กม. ก็น่าจะพอไหวนะ ตื่นเช้าหน่อยก็แล้วกัน… สุดท้ายก็เลยจองที่นี่ไป

All about the box

โจทย์ต่อมา คือ การขนจักรยานไปปั่นที่นู่นครับ
ข้อดีคือ เราจะได้ใช้รถของเรา ที่คุ้นมือคุ้นเท้ากันมาตลอด อยากปั่นเมื่อไหร่ก็ได้ (แถมประหยัดค่ารถไฟ)
แต่ก็ต้องแลกกับการขนของแบบพะรุงพะรังโคตร (แต่เปลืองค่าเครื่องบิน)
คิดไปหลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะขนไปด้วยกล่อง MOVE ครับ เพราะนอกจากจะถอดแยกชิ้นส่วนไม่มากแล้ว (แค่แกะล้อ) แล้วยังวางตะแคงได้
หายืมเพื่อนๆ ก็ดันไปตรงกับช่วงที่เค้าแข่ง Taiwan KOM กัน
จะซื้อเอง ก็แพงไปหน่อย แถมขี้เกียจหาที่เก็บช่วงไม่ได้ใช้ด้วย เพราะแอบเทอะทะพอควร
ค้นไปค้นมา ที่เชียงใหม่มีร้านให้เช่ากล่องจักรยาน MOVE นะครับ ชื่อร้าน Movable CNX ครับ
ค่าเช่าประมาณวันละ 150 บาท (ถ้าหลายวันมีลดราคาให้!!!) และมัดจำ 2500 บาท (คืนกระเป๋าก็ได้เงินคืน)
ซึ่งผมก็รีบติดต่อจองไปเลย ซึ่งร้านน่ารักมากๆ ครับ มาส่งกระเป๋าให้ถึงบ้านด้วย (ที่ร้านมี 2 ใบที่เช่าได้นะครับ ในตอนนี้)

กล่องที่แข็งแรงหน่อย แล้วแกะน้อยๆ ก็จะมี Scicon Aerocomfort แล้วก็ MOVE นี่แหละครับ ,, แต่ Move ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะครับ เช่า ถ้ารถใหญ่มากๆ เช่น เกินไซส์ 52 หรือไซส์ M อาจใส่ไม่ได้ หรือต้องถอดหลักอานด้วย รวมทั้งกล่องระดับนี้ จะแข็งแรงแค่ระดับหนึ่งนะครับ ,, ถ้าจะเอาดีกว่านี้ อาจต้องใช้พวก Hard case เลย ซึ่งแข็งแรงกว่ามากๆ แต่ก็ต้องรื้อรถเราไปอย่างมากเช่นกัน บางทีแกะจนกลัวจะประกอบไปเป็นแบบเดิมไม่ได้เลย ฮาๆๆ

ออ อีกอย่าง กระเป๋า MOVE สามารถยัดสูบตั้งพื้นไปได้ด้วยนะ (อย่าลืมเอาไปล่ะ!!!)

Maps is important than underware

จากนั้น เราก็จัดของไปตามปกติครับ แต่พอคิดๆ จะให้เหมือนปกติไม่ได้ เพราะว่าเราจะไม่ใช้กระเป๋าลากครับ
เราสองคนเลยพยายามแพคของอัดในกระเป๋าแบคแพคของผมให้ได้มากที่สุด แล้วเรากระเป๋าเดินทางของแฟนเสริมไปอีกใบ
ซึ่งพอมาดูจริงๆ ของไม่ได้เยอะมากนะครับ เพราะชุดจักรยานค่อนข้างบางๆ อัดเข้าไปในใบเดียวก็พอไหว
แถมอุณหภูมิช่วงที่ไป ก็ยังไม่หนาวจัดนะครับ ราวๆ 10-25 องศาเอง (ก็น่าจะพอไหว ถ้าไม่ปั่นกลางคืน)
เสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวก็แทบไม่ได้เอาไปเลย เพราะแพลนเรานี่ปั่นเสียเยอะ โดยเฉพาะกางเกงในที่เอาไปน้อยมาก ฮาๆๆๆ

แต่มันก็ต้องแลกมากับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบครับ ตั้งแต่ตัวล้อค, ไฟหน้า/หลัง, กระดิ่ง, กระติกน้ำ, ตัวจับความเร็ว, เครื่องมือ/อะไหล่/ยางใน, Sim2fly ฯลฯ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การณ์มินที่ซื้อเมืองไทย จะไม่มีแผนที่ที่ญี่ปุ่นนะครับ ต้องโหลดแผนที่มาเพิ่มครับ โดยเราสามารถโหลดได้ที่นี่นะครับ (แต่เหนือสิ่งอื่นใด แนะนำให้ไปอ่านที่เวป DC rainmaker ก่อนครับ ,, ในเวปจะสอนวิธีทำค่อนข้างละเอียดมากๆๆๆๆ อยู่แล้วแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น EDGE 1030 ครับ (ซึ่งใช้รุ่นนี้อยู่!!!) ,, ซึ่งวิธีสำหรับ EDGE 1030 บอกเลยว่าง่ายสุดๆ

  • โหลดแผนที่ลง Micro-SD card โดยสร้างและเก็บใน folder garmin
  • เอาเมม (ที่มีแมปแล้ว) ใส่ด้านหลังเครื่อง โดยต้องใช้เหรียญเปิดฝาหลังออก จะเจอช่องใส่เมม ,, ใส่เสร็จก็ปิดฝาครับ
  • จากนั้นเปิดเครื่องครับ ,, แผนที่จะทำงานทันที โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

หรือถ้าคิดว่ายุ่งยาก แนะนำให้ซื้อที่ติดไอโฟนบนแอนด์จักรยานไปเลย

ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็ออกไปผจญภัยกันเถอะครับ

Muso by Suan-Kularb

จริงๆ ช่วงนี้ผมจะพยายามผลิต Entry ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์บ้าง
แต่ทำไปทำมา เนื้อหาที่มีใน stock ก็มีแต่ของกินทั้งนั้น
ครั้งนี้ก็เป็นของกินอีกเหมือนกัน แถมเป็นเนื้อ + มีบุฟเฟ่ต์ด้วย (อีกละ)
ร้านที่จะพาไปนี้ชื่อ Muso ครับ

หากร่างกายท่านกำลังต้องการเรียกร้องหาเนื้อย่าง แนะนำร้านนี้ครับ Muso

ที่ตั้งและทำเลของร้านนี้

ร้านนี้อยู่แถวๆ ถ.พระรามหกครับ ให้เราเข้าซอยมาทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นซอยที่ตรงข้ามกับทางลงทางด่วน
คือวิชัยยุทธมันจะมีสองที่ พูดง่ายๆ อย่าไปเข้าซอยที่เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ให้เข้าซอยก่อนหน้า
จำไม่ผิดซอยนี้จะชื่อว่า ถ.เศรษฐศิริครับ เข้ามาอีกประมาณ 300 เมตรก็จะเจอร้านอยู่ทางขวาก่อนออกไปเจอทางรถไฟ
ไปตามแผนที่ข้างล่างได้เลยครับ


View MUSO in a larger map

สนใจโทรมาจองได้ครับที่ 02-6199941 ร้านเปิดทุกวัน 10.30-22.30 น ครับ
หน้าร้านเค้าก็ออกแนวไฮโซครับ ดูดีมีชาติตระกูลเลยทีเดียว

หน้าร้าน Muso ที่จะมาชิมครับ

ลองเข้ามาดูในร้านดูหรูหราโอ่โถงมากๆ ครับ มีชั้นหนึ่งกับระเบียงนิดนึง
แถมที่ร้านเค้าแบ่งโซนชัดเจนว่าจะกินปิ้งย่างหรือชาบู,, วันนี้ผมกินปิ้งย่างโดยได้นั่งที่ระเบียงครับ
เท่าที่สังเกตร้านค่อนข้างใหม่ พนักงานไม่น้อย แถมลูกค้าก็เยอะดีด้วย

บรรยากาศจากระเบียงของร้าน คนเยอะจริงๆ

บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 399 บาทเน็ท แต่เราสามารถสั่งเมนูพิเศษมาเติมได้ แต่ส่วนตัวแค่ในรายหการก็เยอะแล้วครับ

เมนูอาหารของที่ร้าน

เมื่อที่ทางพร้อม น้องเด็กเสิร์ฟก็เอาเมนูอันเท่าบ้านความหนาหนึ่งหน้ามาให้ครับ
หน้านึงเป็นฝั่งชาบู-ปิ้งย่าง อีกฝั่งเป็นซูชิ และอื่นๆ ครับ

เมนูคร้าบบบบบ (เฉพาะฝั่งปิ้งย่าง-ชาบู)

ที่ร้านมีบริการทั้งยากินิขุและชาบูบุฟเฟต์ และมีซูชิอลาคาร์ท สังเกคจากเมนูและโต๊ะข้างๆ ก็ดูน่ากินอยู่
แถมซูชิที่เห็นในลิสท์นี่ก็เยอะมาก ราคาระดับนึง แต่ในจุดนี้ ขอล้มวัวให้คุ้มค่าบุฟก่อนนะครับ

จากนั้นตามมาตรฐานผมก็สั่งเนื้อชุดใหญ่และเครื่องเคราอื่นๆ ไป
แต่จากเมนู ถ้าสังเกตดีๆ จะมีช่วงนึงที่อ่านแล้วจะงงๆ เกี่ยวกับน้ำจิ้มชื่อแปลกๆ มากมาย …
ซึ่งน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะก็ไม่เห็นเหมือนน้ำจิ้มในเมนูเลย

ชุดน้ำจิ้มที่อยู่บนโต๊ะครับ

และแล้ว อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มตั้งแต่ชาเขียวมาเสิร์ฟแล้วครับ อร่อยดี มีกลิ่นเถ้าแก่น้อยปนๆ อยู่ในระดับนึง
จากนั้นพวกเนื้อ-หมู-ไก่-ปลา-ผัก-อาหารต่างๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ แต่ละอย่างน่ากินมากมาย เอิ้กๆๆ

กุ้งครับ ขนาดตัวไม่โตมาก แต่โดยรวมสดดี
ปลาหมึก ตัวไม่โตมาก แต่ให้มาเต็มตัว
หมูสันคอแผ่นโตมากๆ
เนื้อไก่หมัก ก็โอนะครับ (ผมไม่ค่อยชอบกินไก่)
เห็ดออรินจิชิ้นโต ราดซ้อสมาพร้อม

ส่วนที่ผมชอบคือปลาเค้าเอาใส่ฟอยล์มา ดูเอาใจใส่ดี
เพราะถ้าเอาแซลมอลปิ้งสดๆ เนื้ออาจเละและติดคาตะแกรงได้ รวมทั้งสุกไม่ทั่วถึงได้
การใส่ฟอยล์ก็จะทำให้ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไป แต่ก็จะลำบากนิดๆ ที่มันจะกินที่ และสังเกตยากว่าข้างในสุกหรือเปล่า
และผมแนะนำว่าถ้าปิ้งเสร็จ แนะนำให้เทน้ำที่ออกมาในฟอยล์ระหว่างปิ้งด้วยครับ

ปลาแซลมอนในฟอยล์ครับ พิถีพิถันดี

อีกอันที่น่ากิน และชิมจริงก็อร่อยคือซี่โครงหมูครับ
เป็นส่วนหมูที่ติดกระดูกมาแทะมันดี บางีก็ติดกระดูกอ่อนมาเคี้ยวกร๊วบๆๆๆ ม่วนชื่น

ซี่โครงหมูแหล่มหลาย เด็ดสะระตี่เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นโซนเนื้อครับ ในเมนูบุฟเฟต์มีเนื้อบริการสองแบบ เป็นเนื้อสันและเนื้อติดมันครับ
มีให้เลือกน้อยไปหน่อย แต่คุณภาพเนื้อเค้าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยนะครับ

เนื้อติดมันคุณภาพเยี่ยมมาก
เนื้อสันมันน้อย แต่ไม่ด้าน เนื้อนุ่มกำลังน่ากิน

ชุดข้าวกระเทียมและกิมจิครับ ข้าวกระเทียมแหล่มใช้ได้ กิมจิโอเคเลยครับ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

ข้าวกระเทียมผัดได้หอมมันใช้ได้
กิมจิรสไม่จัดมาก ออกรสหวานๆ หน่อย อร่อยดี

ปริศนาแห่งน้ำจิ้ม !!!

หลังจากที่ผมถามน้องเด็กเสิร์ฟว่าไอ้น้ำจิ้มสี่อย่างคืออะไร แกก็พยายามอธิบายแต่มันก็งงๆๆ
และแล้วปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง เมื่อน้องเค้าเอาเจ้านี่มาเสิร์ฟครับ!!

ซ้อสหมักสี่ฤดู (ตั้งเอง) แห่งร้าน Muso ครับ

จริงๆ มันไม่ใช่น้ำจิ้ม แต่มันเป็นซ้อสหมัก เอามาราดเนื้อสัตว์หรือผักก่อนที่จะเอาไปปิ้งย่าง
ซึ่งซอสหมักแต่ละแบบก็จะเหมาะกันกับอาหารที่ต่างกันไป ได้แก่

  • เกลือ : เหมาะกับเนื่อหมู แกะ รสชาติเค็มมากๆ (เพราะมันเป็นเกลือนี่นา)
  • ซ๊อสมูโซะ : เป็นซ้อสพิเศษจากทางร้าน ออกแนวซีอิ้วญี่ปุ่นที่ไม่เค็มมาก รสชาติกลมกล่อม
  • เนยกระเทียม : เป็นเนยบดรวมกับกระเทียม หอมอร่อยมากๆ ตามเมนูบอกว่าเหมาะกับแซลม่อน แต่ผมว่ามันเหมาะกับแทบทุกอย่างเลย ชอบมากๆ ป้ายๆ ไปมันจะได้อารมณ์อบชีสเลย แหล่มหลายๆ
  • เพสโต้ : ซอสหมักสีเขียว อารมณ์จะเป็นกลิ่นมิ้นท์ๆ นิดๆ เย็นสดชื่นฟุ้งๆ คล้ายๆ ใบกระเพาแต่มันจะละมุนกว่า เอาใส่กับพวกเนื้อสัตว์ก็ดีครับ น่าจะทำมาจากพืชตระกูลมิ้นท์หลายๆ อย่างมารวมกันอย่างลงตัวครับ
ชอบซ๊อสหมักอันนี้สุดแล้ว เนยกระเทียม
อันนี้ราดซ๊อสหมักมูโซ่ลงไปเพิ่ม ดูแล้วคล้ายๆ เดิมแฮะ

เมื่อหมักอะไรๆ พร้อมแล้วก็เริ่มมาปิ้งย่างกันดีกว่า

บรรยากาศการปิ้งย่าง โฮกมากๆ

บรรยากาศการปิ้งย่างก็สนุกดีครับ แรกๆ ก็ไฟแรงดี แรงจนเนื้อไหม้ไปหน่อย
ฟอยล์ที่ห่อนปลาแม้จะเกะกะไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เนื้อปลาข้างในแหล่มมากๆ

เริ่มการปิ้งย่างกันแล้วครับ!!
เนื้อหมักเพสโต้เอามาย่างไฟ แหล่มมากๆ ครับ

แต่ที่ผมว่าแหล่มมากๆ อีกอัน แบบไม่เคยกินมาก่อนคือสับปะรดย่างนี่แหละครับ
รสชาติมันอร่อยขึ้น แถมช่วยคั่นเวลากินเนื้อเลี่ยนๆ ได้ดีเลยทีเดียว
แต่อยากบ่นนิดๆ ว่าวันนั้นไม่มีพนักงานขึ้นมาเปลี่ยนตะแกรงเลย ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตะแกรงเดียว
สงสัยสั่งอาหารเยอะไป จนพนักงานลืม ฮาๆๆๆ

สับปะรดย่าง!! แหล่มแบบไม่น่าเชื่อ

สรุปกินไปหลายจานอยู่ (หลายๆๆๆ) เอิ้กๆๆ อิ่มมากมาย XD

ที่่มากินวันนี้ครับ

เริ่มที่ละจุดเลยละกันนะครับ
การเดินทางผมว่าถ้าคนไม่มีรถจะลำบากนิดนึง เพราะไม่มีรถ BTS หรือ MRT ผ่าน แถมรถเมล์ที่ผ่านแถวนี้ก็น้อย ป้ายจอดก็อยู่ห่าง แต่ถ้าใครเอารถมาผมว่าก็โอเคนะ ที่ร้านเค้ามีที่จอดด้านหน้าได้ประมาณซัก 20 คัน และยังจอดข้างๆ ถนนได้ด้วย

ป้ายหน้าร้าน Muso ชัดเจนมาก

ส่วนสภาพร้านและการบริการโดยรวมที่ผมเจอเองก็โอเคนะครับ ร้านดูใหญ่โตไฮโซโอ่โถงและก็สะอาดดี เครื่องดูดควันก็เยี่ยมครับ พนักงานเยอะดี น้องเค้าก็ให้บริการดีแต่ลืมเปลี่ยนตะแกรง ซึ่งการเปลี่ยนตะแกรงและปรับถ่านให้ร้อนตลอดเป็นอะไรที่สำคัญมาก ร้านที่เริ่ดๆ ไม่จำเป็นต้องสั่งเค้าก็จะมาเปลี่ยนให้อยู่แล้ว อาจทุก 20 นาทีด้วยซ้ำไป

ส่วนเรื่องอาหารผมว่าโอเคนะ ความสดสะอาดโดยรวมถือว่าดี คุณภาพเนื้อวัวผมว่าโอเคเลยนะ อร่อยดี เสียดายที่มีให้เลือกน้อยไปหน่อย (อยากได้หลายแบบกว่านี้ต้องเสียตังเพิ่ม) ปลาห่อฟอลย์ก็แสดงความพิถีพิถันดี เนื้อสัตว์อย่างอื่นก็โอเคครับ ผักสดใช้ได้
แต่ที่ผมว่าแปลกๆ แต่เก๋คือซอสหมักสี่ฤดู (ผมตั้งชื่อเอง) ครับ แรกมีในเมนูผมงงมากๆว่ามันคืออะไรบวกกับความหน้าด้านและอยากรู้ ผมก็เลยให้เค้ายกมาหมดเลย หมักเองป้ายเอง แต่จริงๆ คือเราต้องสั่งให้ร้านเค้าป้ายมาให้น่ะครับ เช่น เอาหมู+เกลือ หรือ แซลมอน+เนยกระเทียม เนื้อติดมัน+เพสโต้ แบบนี้ แต่ผมว่าไอ้ซอสหมักนี่แหละเจ๋งดี เหมือนมันเพิ่มมิติในการกิน โดยเฉพาะเนยกระเทียมและเพสโต้ ซึ่งผมชอบเนยกระเทียมมากๆ ใส่มันหมดทุกแบบ ฮาๆๆๆๆ มันส์

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคเยี่ยมครับ เสียดายที่ไม่มีของหวานร่วมในเมนู แต่ก็ถือว่าเป็นร้านที่น่ามาอีกร้านนึงครับ
สุดท้ายต้องขอบคุณ @narudom และ @plajazz มากครับสำหรับทริปครั้งนี้

เนื้อย่าง เตาถ่าน

ศึกสงครามเนื้อย่างยังไม่จบ!!
ยิ่งตระเวนกินไปหลายๆ ร้าน พบว่า ร้านเนื้อย่างต่างๆ กลับผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
คิดว่าเราคงได้ล้มฝูงวัวทุกวันเพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพมาให้ซัดบนเตาทุกวัน
วันนี้ก็จะพาไปอีกร้านครับ ชื่อ ร้านเนื้อย่างเตาถ่านหรือ Paradise Yakiniku

หน้าร้าน เนื้อย่าง เตาถ่าน

ตำแหน่งที่ตั้ง และบรรยากาศโดยทั่วไป

ร้านนี่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยครับ ง่ายๆ ลง BTS ที่สถานีเอกมัย สังเกตเห็นว่ามีร้านบ้านไร่กาแฟครับ
จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเดินอาจไกลไปนิดนึง
เลยสี่แยกเอกมัยซอย5 มาหน่อยนึง ตรงข้ามร้านนั่งเล่นครับ มองเข้าไปนิดๆ ในซอยแถบๆ โครงการปาร์คอเวนิวโฮมออฟฟิศ ก็จะเห็นร้านเตาถ่านอยู่


View เตาถ่าน Paradise Yakiniku in a larger map

ที่ร้านเปิดทุกวันเฉพาะตอนเย็นๆ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนที่เบอร์ 0-2714-4534, 08-6616-6195 ครับ และนี่เป็นร้านแรกที่ผมแนะนำว่าควรโทรมาจอง โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะที่ร้านมันเต็มเร็วแบบงงๆ แถมที่นั่งในร้านก็ไม่เยอะมาก

บรรยากาศในร้าน -- ตอนเริ่มเปิด
คนงอกแบบงงๆๆๆ หลังกินไปประมาณเกือบชั่วโมง

คนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ
สั่งอาหารดีกว่าครับ

รายการเมนูต่างๆ

จากนั้นพนักงานก็ส่งเมนูมาให้ครับ ออกแนวเยินนิดๆ ผ่านการใช้งานมายาวนาน
รายการอาหารมีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และอลาคาร์ทครับ บุฟเฟ่ต์ราคา 389 บาท ไม่รวมน้ำครับ
ที่ร้านมีบริการลิ้นวัวด้วย แต่เสียดาย ไม่อยู่ในลิสต์ของบุฟเฟต์ ส่วนเนื้อใบบัวก็น่าสนใจแต่ก็ต้องสั่งแยก

เมนูอาหารของบุฟเฟ่ต์ครับ

สรุปกินตามที่มีในบุฟเฟต์พอแล้วครับ
ซึ่งมันตรงกับข้อแนะนำอย่างที่สองของผมคือ อย่าสั่งทีละหลายจาน
โดยเฉพาะไปกินกันคนสองคน คิดว่าจะซัดโฮกสามคำหมดจาน ป๋าขอเตือนไว้ก่อนเลย เพราะจานใหญ่มาก
และเนื้อก็อัดแน่นๆ เต็มจาน เยอะได้อีกอะ

เนื้อวัวมาแล้วววว จานใหญ่อัดมาเต็มๆ
เนื้อหมูจานโตไม่แพ้กัน

หากไม่ดูคูณภาพเนื้อ ผมก็แอบเซ็งนิดๆ
คือที่ร้านเค้าจะหั่นสไลด์เนื้อใส่จาน แล้วก็เอามาวางซ้อนๆๆ กัน พอมีลูกค้ามาสั่งก็จะหยิบมาเสิร์ฟได้เลย เร็วดี
แต่ข้อเสียคือ คุณภาพของเนื้อจะลดลงไปมากๆ ครับ แม้เป็นเนื้อแช่แข็งเหมือนกันก็ตาม
ลองสังเกตจากรอยกดของจานชั้นบนมาบนตัวเนื้อที่วางชั้นล่างก็ได้ เนื้อจะบอบช้ำ

ส่วนลายเนื้อหรือคุณภาพเนื้อแต่ละส่วนก็โอเคครับในระดับของบุฟเฟ่ต์
อีกทั้งที่ร้านเป็นเนื้อที่ไม่ได้หมักหรือราดซ๊อส ความสดจึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

เนื้อหนอกครับ
เนื้อรวมหลากแบบ (ไฟร้านสีเหลือง เลยถ่ายแล้วไม่ค่อยสวย)

นอกจากเนื้อวัวก็ยังมีอย่างอื่นๆ ที่อร่อยใช้ได้อีกนะครับ
ทั้งเนื้อหมู เนื้อปลา ไก่ ปลาหมึก (แต่ร้านใช้ไฟเหลือง ผมพยายามปรับ WB แต่ไม่ไหวจริงๆ)
แต่ปัญหาก็คล้ายๆ เนื้อวัวคือเหมือนทำเตรียมทิ้งไว้ ทำให้ดูไม่ค่อยแจ่มมาก

เบคอนจ้า
เนื้อปลาดอรี่หั่นชิ้น
เนื้อปลาหมึกครับ

จริงๆ ในบุฟเฟต์ก็ยังมีของอื่นๆ ให้สั่งอีกมากมายนะครับ ที่แหล่มๆ คือเห็ดออรินจิ

เห็ดออรินจิ แหล่มๆ ดี

ส่วนสิ่งต้องห้ามที่วันนั้นผมไปกินแล้วไม่โดนเลย คือ ข้าวกระเทียม ไม่ถูกปากอย่างแรง

ข้าวกระเทียมไม่ถูกปากผมเท่าไหร่นะ ส่วนซุปโออยู่

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็มาลุยกัน

ของที่สั่งมาครบ เตาพร้อม ไฟพร้อม …
แต่ดูไปดูมา เยอะเหมือนกัน จะกินหมดเหรอเนี่ยยย เนื้อจานนึงก็เบ้อเริ่ม เอิ่มมมมมม

โอเค ทุกอย่างสั่งมาครบ

ก่อนลุยเราก็ต้องมีตระเตรียมน้ำจิ้มนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าขาดรสชาติ
เติมพริกมะนาวหน่อย แถมด้วยกระเทียมบดเยอะๆๆๆๆ

อะอ้าววววว++ น้ำจิ้มครับ

แล้วก็ซัดกันเลยปะหละครับ…

แต่สิ่งที่ผมว่าแหล่มมากๆ ในร้านคือส่วนกระทะ/ตะแกรงที่เรามาวางบนเตาถ่านนี่แหละครับ
มันทำมาจากตัวเทฟลอน (มั้งครับ) ร้อนเร็วรุนแรงมาก วางแป๊บเดียวก็สุก (ยิ่งชอบดิบๆ หน่อยนี่ห้ามวางเพลิน)
แถมเวลาเนื้อสุกแล้ว ผมสังเกตว่า ตัวของเนื้อมันจะไม่ไหม้ต่อด้วย ดึงออกกระทะก็ไม่ยาก
แต่ส่วนที่ไหม้ๆ มันก็จะติดตรึงบริเวณเทฟลอน แล้วลอกออกด้านข้างเอง ทิชชูเช็ดออกสบายๆ ไม่ต้องเปลี่ยนตะแกรง
เก๋ไปอีกแบบดีครับ

กระทะแบบเทฟล่อน = เทพ ล่อน
ปลาหมึกและดอรี่บนกระทะเทฟล่อน

สรุปคือ แทบจะไม่มีเนื้อไหม้เลย ปิ้งได้สบายๆ เรื่อยๆ ดีครับ
เนื้อสุกดี (แต่ส่วนตัวผมชอบแนว rare หน่อยนึง ทำให้กับผมมันสุกไปนิดๆ) ก็เอาลงน้ำจิ้มครับ

ได้กับน้ำจิ้มแล้วอร่อยดีครับ
เนื้อย่างกำลังพอดีครับ น่ากินๆๆๆ

อย่าลืมนะครับ… อย่าเอามาทีละหลายจาน เนื้อมันเยอะจริง วันนั้นเกือบกินไม่หมดแน่ะ

ที่กินมาวันนี้

โดยรวมผมถือว่าเป็นร้านที่กลางๆ นะ แต่คนเยอะมากๆ ในวันที่ผมไป อาจเป็นเพราะทำเลได้ด้วยส่วนนึง
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าทางร้านยังต้องมีการปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ดังที่กล่าวไป
ซึ่งหากปรับปรุงในจุดนี้ ก็จะช่วยเสริมจุดแข็งของทางร้านและยังจะทำให้ร้านพัฒนาขึ้นไปในหลายๆ เรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องกระทะ ส่วนตัวผมว่ามันเก๋ดีนะ เนื้อก็ไม่ไหม้ น้ำมันก็ไม่ต้องใส่ แถมสุกไวดีด้วย
แต่ยังไง ผมก็ชอบกินแบบมีกลิ่นไหม้ๆ นิดนึงนะ เหม็นถ่านหน่อยๆ มันมีเสน่ห์ดี

มาจกบุฟเฟ่ต์ที่ร้านเตาถ่านได้ครับ

(ปล – ข้าวกระเทียมไม่โดนใจผมอย่างแรงฮะ T T)

เมกูมิ Megumi

หลังจากที่ช่วงนี้ตรากตรำงานมาก ร่างกายต้องการเนื้อวัวอย่างแรง
ทีแรกกะว่าจะไปกินโพน (ยางคำ) ซักหน่อย อารมณ์ต้องการซัดโฮก
แต่ระหว่างที่เดินทางในซอยนวลจันทร์ เราก็พบร้านเนื้อย่างเปิดใหม่ครับชื่อ เมกูมิ

ร้านเปิดใหม่ครับ เมกูมิ

น่าสนใจครับ เลี้ยวเข้าไปชิมหน่อย

เนื่องด้วยเป็นร้านเปิดใหม่ และผมก็เข้าไปกินตั้งแต่วันที่เป็น Grand opening ของทางร้าน (2 ก.ค. 53)
โดยร้านหาไม่ยากครับ ถ้ามาจากรามอินทราเข้าซอยนวลจันทร์ก็จะถึงก่อนโพนซัก 100 เมตร
ตรงข้ามปากซอยนวลจันทร์ 52 ครับ
โทรติดต่อ 023634078, 0869440320 ครับ


View Megumi in a larger map

ก็ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าร้านเค้าใหม่ถอดด้ามทุกจุดครับ
เอาเป็นว่าลองกันซักยกละกันครับ
โดยเมนูทางร้านจะเป็น A la carte ครับ ไม่ได้เป็นบุฟเฟ่ต์แต่อย่างไร

เมนูเนื้อ A la Carte แนะนำจากทางร้าน

โฆษณากันว่าเป็นสุดยอดเนื้อย่างญี่ปุ่น พร้อมตะแกรงปิ้งเนื้อแบบใหม่ โอวว น่าสนๆๆ
แต่เนื่องด้วยงบน้อยไปนิด เลยจัดสรรชุด A มา 1 ที่ครับ
สั่งเนื้อไปแล้ว… นานๆ จะได้กิน A la Carte ซักที คริๆๆๆๆ

ระหว่างรอเนื้อ

ก็หันไปดูสภาพแวดล้อมของร้านครับ…
ส่วนใหญ่พนักงานยังงงๆๆ, เจ้าของร้านหลายคนเดินขวักไขว่, การเสิร์ฟที่ยังไม่สมู๊ธเท่าที่ควร, กลิ่นไอร้านใหม่, อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยและโต๊ะดูเหมือนยังไม่เคยผ่านการใช้งาน, คนที่มากินก็ยังดูงงๆ ตาม ฯลฯ ฮาๆ นะครับ

บรรยากาศร้านเปิดใหม่ ^^

หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นความไม่เรียบร้อย แต่ผมว่ามันใสซื่อดีครับ เค้าไม่รู้เลยทำแบบนี้ 55+

ระหว่างรอก็เตรียมน้ำจิ้มกันไป

เตรียมน้ำจิ้มรอได้

จากนั้นก็มีเตาไฟมาครับ
ที่แปลกคือหม้อ/ตะแกรงปิ้งย่างที่นี่แหละครับ

หม้อทรงแปลกๆ มีน้ำล้อมรอบ
เทน้ำซุปราดลงบนช่องข้างตะแกรง

คือตะแกรงที่นี่จะมีน้ำซุปอยู่ล้อมด้วย เออ ไอเดียเหมือนจะดูดีนะครับ
แต่ส่วนตัวผมว่าเป็นข้อเสียนะครับ เนื่องจาก ตะแกรงก็เล็กไป แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็แคบและลึกด้วย
หากจะตัดซุปซดจริงๆ เกรงว่ามือผมจะไปติดตะแกรงแทนเนื้อวัว
ส่วนตัวผมว่าตะแกรงไม่ค่อยเวิร์คเท่าที่ควร

มารอดูอาหารที่เสิร์ฟครับ

หลังจากที่เอาหน้าอังเตารออาหารซักพัก ก็เริ่มมีเห็ด (ไม่รวมในชุด) มาเสิร์ฟ
สีขาวเป็นเห็ดออรินจิทรงประหลาด และสีดำคือเห็ดหอม

เห็ดเออรินจิ (ร้านเค้าบอกมา)
เห็ดหอมครับ

ส่วนเนื้อชุด A ที่เป็นตัวเอกก็มาในเวลาไล่เลี่ยกันครับ
โอวววว เนื้อสวยงามน่ากินมาก มองดูคร่าวๆ นี่มีหลายส่วนปนๆ กัน
ทั้งสันใน สันนอก ติดมัน ลิ้นวัว ติดกระดูก ซี่โครง

ชุดเนื้อ A มาแล้ว!!! น่ากินมากมาย
เนื้อนานาชนิด น่ากินมากๆ

ส่วนตัวเนื้อคุณภาพใช้ได้ครับ หั่นเนื้อมาหนาพอประมาณ น่ากินดีครับ
มีน้ำซอสราดมาให้พร้อม น่ากินใช้ได้ครับ เห็นแล้วหิว

อ่า!!! เนื้อหนาๆ น่าหม่ำมากๆ
เนื้อหั่นได้หนาน่ากินดีครับ

พร้อมแล้วก็เริ่มกันเลยยยยยยยยยย

บรรยากาศการปิ้งจริง

หลังจากที่พล่ามเนื้อมามาก ลองเอามาปิ้งจริง ก็เป็นแบบที่คิดครับ
คือตะแกรงมันเล็ก วางเนื้อได้น้อยชิ้นไป แต่พอวางเห็ดเออรินจิ เกห็ดกลับร่วงไปตามตะแกรง
แถมช่องที่ใส่น้ำซุปก็ไม่ได้ใช้จริงเท่าที่ควร เพราะมันแคบและตักยากมาก ยิ่งนานเหล็กร้อนยิ่งตักยากกว่าเดิม

ค่อยๆ คีบเนื้อมาลงเตากันเถอะ
ย่างสดๆ กันบนตะแกรงจริงๆ 555+

อร่อยครับ แต่ไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ จังหวะกระหายแบบนี้ คงต้องการบุฟเฟ่ต์โพนยางคำละครับ

ที่ไปกินมาครับ

ส่วนตัวผมว่าเป็นร้านที่เปิดใหม่ที่ยังกลางๆ ครับ ส่วนนึงเพราะทำเลที่อยู่ไกลเหมือนกัน (แต่แถวนั้นหมู่บ้านเยอะ)
แถมไปเปิดติดกับโพนยางคำ ที่ถือเป็นร้านที่แรงและเป็นเอกลักษณ์มาก
แถมยิ่งโพนยางคำช่วงนี้เปิดบุฟเฟ่ต์อีก (ไว้จะนำเสนอในภายหลัง) ทำให้เนื้อแบบจาน อลาคาร์ท อาจตกไป
แถมวันแรกที่ไปหลายๆ อย่างยังใหม่ และตะกุกตะกักอยู่ โดยเฉพาะบริการที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่
แถมตะแกรงก็ไม่ประทับใจผมเท่าที่ควร ปิ้งเห็ดเห็ดก็ตกร่อง แอบเซ็ง
หลายๆ แถมมันยังทำให้ร้านยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

ส่วนข้อดีของผมคือ เนื้อเค้าโอเคนะ คุณภาพไม่เลว หั่นหนาใช้ได้ ปิ้งดีๆ แล้วอร่อยเยี่ยม

เนื้อวัวโอเคนะครับ แต่เทียบราคาแล้วลำบากนิดนึง

แต่วันที่ผมไปวันแรก ผมลืม iPhone ไว้ แต่เจ้าของร้านเค้าเก็บมาให้ และวิ่งตามเอามาให้ถึงรถ ประทับใจมากครับ
คิดว่าถ้าผมไปวันที่เจ้าของร้านไม่อยู่ ก็คงหายสาบสูญไปแล้วครับ
อย่างน้อยแม้ในวันเปิดร้านแรกอาจไม่ได้ประทับใจผมมากมาย
แต่ยังหวังลึกๆ ว่าร้านจะสามารถดำรงอยู่ในตลาดเนื้อย่างและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในเร็ววัน

เอาเป็นว่าลองไปชิมกันได้ครับ

Brochette

คลั่งไคล้เนื้อย่างไปหลาย Entry
วันนี้หวนกลับมากินและรีวิว tonkatsu อีกครั้งหนึ่งครับ

คราวนี้ไปกินร้านไหนดี

หนึ่งในอาคารที่อุดมไปด้วยอาหารญี่ปุ่นชั้นเลิศ คืออาคารซิตี้รีสอร์ทครับ
อาคารนี้เข้าซอยมาทางสุขุมวิท 39 ครับ แต่เข้ามาลึกเหมือนกัน ถ้าไม่มีรถส่วนตัวจะลำบากหน่อย
แต่ถ้ามา BTS ก็ลงพร้อมพงษ์ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์หรือรถกะป๊อเข้ามาก็ได้

อาคารซิตี้รีสอร์ทครับ


View Citi Resort Bldg in a larger map

อย่างที่บอกครับ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่นี่มีเยอะมาก
ทั้ง Giants เนื้อย่าง, Rakutei tonkatsu, Ramen Tei และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่วันนี้จะพามาร้าน Brochette ครับ

ร้าน Brochette ครับ

ร้านนี้อยู่ชั้น 3 ของอาคารดังกล่าวครับ ,, หาไม่ยากครับ เพราะอยู่เยื้องๆ กับเนื้อย่าง Giants
เปิดบริการทุกวันสองช่วงเวลา 11.30-14.00 น. และ 17.30-22.00 น.
ถ้าหาไม่เจอหรืออยากจองลองโทรไปได้ที่ 026621559 ครับ

หน้าร้าน brochette

Brochette คืออะไร

จริงๆ คำว่า Brochette มีรากมาจากภาษาฝรั่งเศส จะประมาณว่าเนื้อสัตว์เสียบไม้ปิ้งย่างครับ
ซึ่งเนื้อสัตว์เสียบไม้ปิ้งย่างก็เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ร้านนี้ยังมีเมนูเทพๆ อีกหลายอย่างซึ่งส่วนมากเป็นเมนูทำร้อนๆ เช่น ยากิโซบะ
ถ้าสั่งแล้วพ่อครัวก็จะมาผัดให้เราดูให้เห็นกันได้ที่ Counter เลย
ซึ่งในจังหวะนั้นมันหอมมาก (แต่หัวเราจะแอบเหม็นนิดนึง) รวมทั้งปิ้ง/ทอดอาหารเสียบไม้ก็ตรงนั้น

พ่อครัวมาผัดยากิโซบะเอง หอมมากกกก

ส่วนวันนี้ผมจะมาตามล่า tonkatsu ครับ

และแล้ว ก็สั่งอาหารกันเถอะครับ

เปิดประตูเข้าร้านพนักงานก็มาต้อนรับอย่างดีครับ
เป็นร้านที่ counter ยาวและน่านั่งดีครับ ส่วนโต๊ะจะ preserve สำหรับกรณีมาหลายๆ คน
มาถึงพนักงานก็จดเมนูและเอาชาจีนเย็นมาเสิร์ฟ ชื่นใจดีครับ

ชาเย็นๆ ครับ

ส่วนบริการผมว่าโอเคนะ จะมีน้องพนักงานเสิร์ฟพรางกายอยู่หลังเรา
เวลาชาหมด เติมข้าว หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรเค้าก็มาเร็วดีครับ

อีกสักแป๊บน้องเค้าก็มาเสิร์ฟแล้วครับ เป็นข้าวหมูทอดราดแกงกะหรี่ของ @narudom
อยากบอกว่า หอมมากกกก… แอบชิมเครื่องแกงกะหรี่แล้วใช้ได้ครับ เข้มข้นดี
แต่ที่ผมว่าแปลกคือหมูที่นี่ดูจะไม่เปียกไปตามแกงกะหรี่ โดยเฉพาะตัวแป้ง+เกล็ดขนมปัง

ข้าวหมูทอดราดแกงกะหรี่ เมพพพพพ
หมู, เกล็ดขนมปัง และแกงกะหรี่ดูเข้ากันดีมาก

ส่วนของผมเป็นชุดหมูทอดครับ
ค่อยๆ เริ่มทยอยมาเสิร์ฟ ตั้งแต่ข้าวญี่ปุ่น น้ำจิ้ม ผักดองและเต้าหู้เครื่องเคียง

ชุดข้าวและเครื่องเคียงของผม

ส่วนที่ผมว่าเก๋คือเต้าหู้ราดซีอิ้วนี่แหละครับ ดูทำไม่ยากแต่ทำได้ดี
อร่อยดีครับ แค่แอบเค็มไปนิด กินกับข้าวร้อนๆ นี่โอเคเลย

เต้าหู้ราดซีอิ้ว+โรยปลาหมึก น่ากินมาก

และแล้ววววว หมูทอดชิ้นโตผมก็มาครับ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ สีก็เหลืองทองกรอบครับ หิวแล้ววววววว
มาถึงขอถ่ายกับชุดก่อนครับ ก่อนที่ผมจะซัดมันหมดในพริบตาแน่นอน

ถ่ายครบทั้งชุดหมูทอดก่อนจะจัดลงท้อง

ก่อนไปดูหมูก็ไปดูผักกะหล่ำซอยกับมันบดครับ
กะหล่ำซอยเค้าโอเคเลยนะครับ สดและกรอบดี แถมราดด้วยน้ำมันงาหอมดีครับ
ส่วนมันบดก็หอมอร่อยดีครับ เป็นเครื่องเคียงบนจานที่เอามาลดเลี่ยนได้อย่างดี
เสียดายที่ชุดหมูทอดเติมได้แต่ข้าวครับ

มันหมดและกะหล่ำซอย

หมูทอดกันเถอะ

ส่วนหมูที่คอยส่งกลิ่นหอมและสีทองวับๆ ก็ขอแง้มดูนิดนึงครับ

โอยยยยย น่ากินมากมาย

เราค่อยๆ ไล่มาดูทีละส่วนเลยครับ เริ่มตั้งแต่เนื้อหมู
เป็นเนื้อสันนอกอย่างดีครับ ทอดได้สุกกำลังสวย เนื้อขาว มีมันแทรกไม่มากเกินไป
แถมพ่อครัวก็ตัดหมูแต่ละชิ้นขนาดพอดีคำ เอิ๊อออกกกก

เนื้อหมูสันนอกขาวๆ มีส่วนติดมันกำลังพอดี

ส่วนแป้งที่นี่คือความแตกต่างครับ!!!
ที่ต่างคือแป้งข้างนอกจะมีเกล็ดขนมปังไม่ได้ฟูมาก แต่แป้งเค้าจะทอดได้แน่นครับ
ประมาณว่า ถ้ากัดไปมันจะไม่ได้กรอบซุยเหมือนเจ้าอื่นๆ แต่มันจะแน่นๆ แข็งๆ นิดนึง
ข้อดีของมันคือ มันจะกรอบกรุ้มกริ่มดีมาก ไม่ว่าเราแช่น้ำจิ้มหรือราดแกงกะหรี่มันก็ไม่เซ็งหรือแฉะ
ส่วนตัว ผมชอบนะ จะกัดจะเคี้ยวหรือจะแช่น้ำจิัมนานๆ มันก็ยังกรอบ ประมาณกรอบนานแต่ไม่กรอบเว่อร์

แป้งที่นี่ทอดได้ดีดังคำบรรยาข้างต้นครับ
แป้งยังกรอบแม้แช่น้ำจิ้มหรือราดแกงกะหรี่

ส่วนน้ำจิ้มไม่ได้มีงาให้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด
รสชาติผมว่ากลางๆ ครับ ไม่ได้เด่นมากแต่ก็เสริมรสชาติหมูทอดได้ดี

หมูทอดสะท้านน้ำจิ้ม

อยากบอกว่ากินหมดชิ้นแล้วอิ่มมาก
หมูทอดชิ้นโตมากๆ จิ้มน้ำจิ้มแล้วเข้ากันดี แป้งทอดได้กรอบดีมาก ไม่ค่อยอมน้ำมัน
สุดท้ายที่ร้านยังมีผลไม้+กาแฟมาปิดท้ายด้วย

ตบท้ายด้วยกาแฟและผลไม้

ตบกันแรงทั้งหมูทั้งชุดกาแฟ อิ่มกันแทบคลานออกจากร้าน

ที่ได้มากินวันนี้

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ @narudom ที่เปิดประเด็นและการมากินที่ร้านนี้ครับ

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยครับ ทุกส่วนเข้ากันได้ดี
เนื้อหมูโอเค ส่วนติดมีนกำลังสวย แป้งทอดแบบแน่นแข็ง ไม่ได้ฟูฟ่อง ทำให้ทนต่อการเปียกชื้นดี
ส่วนเครื่องเคียงภายในชุดก็โอเคครับ แถมยังมีปิดท้ายด้วยผลไม้และกาแฟด้วย

หมูทอดร้านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

เก็บได้อีกร้านนึงแล้วครับ

AKA อากะ — tonkatsu + yakiniku

หลังๆ ผมชักติดใจการกินเนื้อย่างจนหลายๆ คนแนะนำว่าให้เลิกเปลี่ยนชื่อเป็น Yakiniku ดีกว่า
แต่วันนี้ ผมจะพาไปกินทั้ง tonkatsu และ yakiniku ครับ

ไปเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะทีไร ก็เห็นร้านเนื้อย่างสองร้านตั้งประจันกัน
ร้านแรกก็คือโนบุที่เคยรีวิวไปแล้ว
ส่วนวันนี้ก็เป็นอีกร้านนึงครับ คือร้าน AKA ครับ

ร้าน AKA ครับ

ร้านนี้มีดีอะไร

ร้านนี้มีขายทั้งอาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง แต่จะเน้นอาหารปิ้งย่างและทอด
แถมร้านนี้จะหากินง่ายกว่าร้านอื่นๆ หน่อย เพราะเปิดตามห้างใหญ่ๆ + มีหลายสาขาด้วย
ทั้ง Central World (ปิดร้านไปก่อน), Central พระราม 2, Central เเจ้งวัฒนะ และ Future รังสิต
(เท่าที่เคยเห็นนะ)

หน้าร้านครับ เปิดไฟสีแดงน่าสนใจดีมาก

งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่า

ลุยกับ tonkatsu กันก่อนดีกว่า

พอถึงร้าน อย่างแรกที่สั่งคือชาเขียวครับ ชื่นใจดี แต่ไม่เข้มข้นมากเท่าไหร่

ชาเขียวของทีร้าน

จากนั้นเมนูที่สั่งคือชุด tonkatsu ชุดนึงราคา 130 บาท ซึ่งผมว่าไม่แพงนะ
ซึ่งบรรยากาศก็แอบแปลกๆ เพราะคนอื่นเค้ากินเนื้อย่างกัน แต่ผมกลับสั่งอาหารชุด
แม้ว่าร้านนี้หลักๆ จะขายปิ้งย่างเป็นหลัก แต่พอชุด tonkatsu มาเสิร์ฟก็น่ากินไม่เบา

ชุด tonkatsu ที่รอคอย

ที่เห็นๆ ในชุดมีหมู ข้าว น้ำจิ้ม กิมจิ ซุปมิโสะ และสลัดสองแบบ
เริ่มที่น้ำจิ้มครับ รสชาติไม่เลว แต่ออกแนวหวานๆ หน่อย

น้ำจิ้มครับ

ข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ตอนมานี่ควันกรุ่นๆ แต่ถ่ายไปถ่ายมาควันหายหมด

ข้าวญี่ปุ่น

ซุปมิโสะ ผมว่าออกแนวหวานๆ นิดนึง แต่ก็ลื่นคอดี รสชาติใช้ได้

ซุปมิโสะ

ต่อมาเป็นแนวสลัดๆ ที่มาคู่กับชุดหมูทอดบ้าง
สลัดจานแรกเป็นผักกาดแก้ว แล้วราดด้วยน้ำสลัดใสแบบญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีมาก
รสชาติของน้ำสลัดลดกลิ่นเหม็นเขียวได้ดี ส่วนผักก็กรอบและสดมาก แต่ก้นถ้วยจะเค็มไปหน่อย

สลัดราดน้ำสลัดญี่ปุ่น

สลัดอีกอย่างมาบนจานหมูทอด ราดด้วยน้ำสลัดแบบข้น
จานนี้ผลักหลายแบบมากๆ ไม่รู้ชื่อแต่ชอบที่มีผักหลายอย่างมากๆ

สลัดอีกชุดที่วางบนจาน

ที่ผมชอบเลยคือ “ผักเยอะมาก”
ใครไม่ชอบผักอาจทรมาน แต่สำหรับผม มันทำให้กิน tonkatsu ได้โดยไม่ต้องกินข้าวมาก และไม่เลี่ยน

หมดออบชั่นต่างๆ ก็ถึงคิวหมูทอดมั่ง

หมูทอดในชุดดูน่ากินมากครับ แต่สีเหลืองทองระยิบระยับน่ากินมาแต่ไกล
แต่กลิ่นหอมไม่มาก เพราะกลิ่นเนื้อย่างเต็มร้านกลบไปหมด

มาถึงคราวหมูทอดแล้ว

ลองหยิบมาดูซักชิ้นดูหมูแล้วแอบเหนื่อยนิดนึง น่ากินมากๆ

อูยยยยย หมูน่ากินจังเงอะ

งั้นก็เอาลงน้ำจิ้มละกัน

ซัดหมูกับน้ำจิ้ม

คือผมว่า มันแจ่มใช้ได้เลยนะ ร้อนๆ นี่อร่อยไม่เลวเลย
หมูคุณภาพปานกลาง นุ่มระดับนึง ไม่แข็งหรือด้านมาก ดูดีๆ มีส่วนที่เป็นมันแทรกอยู่บ้าง

หมูทอดอีกมุม

ส่วนแป้งผมว่าก็โอเคนะ ไม่ได้หนามาก หรือมีเกล็ดขนมปังลอยฟูฟ่องเหมือนเจ้าอื่นๆ
แต่ก็ไม่น้อยเกินจนอรรถรถของการกินหมูทอดเสียไป
สรุปคือกำลังดีครับ กำลังอร่อยใช้ได้เลย (ถ้าเกล็ดขนมปังเยอะกว่านี้ก็จะดีมากเลย)

ทอดแป้งได้กรอบอร่อยดีครับ
อืมมม หมูทอดเหลืองเกรียมดี

ส่วนการทอดผมว่าแอบเกินไปนิดนึง+มีน้ำมันเยอะไปนิด
แต่สลัดผักหลากหลายรูปแบบก็สามารถเอามาตัดเลี่ยนได้

tonkatsu กับน้ำจิ้มเข้ากันได้ดีครับ

สุดท้ายเป็นอีกร้านนึงที่ผมว่าโอเคกับราคานะครับ เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารที่มา
ราคาสุทธิที่จ่ายไป 130+ค่าชาเขียว+service+vat = 170 กว่าบาท

มาต่อด้วยเนื้อย่างกันเถอะ

จริงๆ แค่ tonkatsu ก็อิ่มมากแล้ว แต่ที่ร้านก็ยังมีเนื้อย่างอันเป็นที่เชิดชูของร้านครับ
ผมก็เลยขอจัดอีกสักชุดนึงครับ

เริ่มที่การเตรียมน้ำจิ้มและเครื่องปรุงที่วางอยู่ครับ
รวมทั้งชุดผักต่างๆ

รอราดซ๊อสสำหรับจิ้มเนื้อ
ชุดผักที่เอามาย่าง

จากนั้นก็เป็นพวกเนื้อต่างๆ ครับ
โดยรวมผมว่ากลางๆ (จากที่เคยกินเทียบมากับหลายร้านนะ)
ยิ่งถ้าเทียบกับโนบุแล้ว ผมว่าโนบุอร่อยกว่าหลายขุมนะ

เนื้อลายมัน น่ากินๆๆๆ
เบคอนปิ้งเกรียมๆ
จริงๆ เนื้อเค้าก็ไม่เลวนะ

ถ้าเนื้อเลี่ยนมาก ผมก็ขอแนะนำมันฝรั่งบด
อร่อยดีครับ

มันฝรั่งบด

แต่สองสิ่งที่ผมชอบมากๆ ที่ร้านนี้คือ เห็ดออรินจิ และเนื้อสันนอกออสเตรเลีย
อร่อยเทพจริงครับ สันนอกออสเตรเลีย

เนื้อสันนอกออสเตรเลีย อร่อยสุดๆ ห้ามพลาดเลยทีเดียว
เห็ดออรินจิครับ
เนื้อ AUS สันนอกชิ้นโตมากกกก

โดยเฉพาะจังหวะปิ้งๆ เนื้อสันนอกออสเตรเลียถ้าปิ้งกำลังดีนั้น มันจะเหนียวนุ่มติดมัน
อร่อยโฮกกกกก อร่อยยได้อีก

เยี่ยมมม!!! ฟาดเนื้อย่างลงตะแกรง สันนอกออสเตรเลียเทพ

กินจนอิ่ม
ทั้ง tonkatsu ทั้งเนื้อย่าง ไปนอนดีกว่า ครอกๆๆๆๆ

สรุปที่มากินครั้งนี้

ส่วนตัวผมว่าร้านเค้าโอเคนะ สำหรับคนที่อยากกินอาหารญี่ปุ่นแบบสุกๆ ทอดๆ ปิ้งๆ ย่างๆ หน่อย
อาหารชุดราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่รสชาติและปริมาณนี่ต้องบอกว่าโอเคเลย
โดยเฉพาะชุด tonkatsu ที่ไปกิน ถ้าให้เทียบราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ส่วนเนื้อย่างที่ถือว่าเป็นจุดขายของร้าน ผมว่าปานกลางอะ
ข้อดีของที่นี่คงเป็นเรื่องการเดินทางที่ไม่ลำบากมาก และการที่ร้านตั้งในห้าง

ปิ้งย่างที่ร้าน

แต่นอกจากเนื้อสันนอกออสเตรเลียแล้ว ส่วนตัวผมว่าเนื้อยังสู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้เท่าไหร่
พูดตรงๆ ว่าโนบุยังอร่อยกว่าหลายอย่างครับ (ในระดับบุฟเฟ่ต์) ส่วนหนึ่งคงเพราะการหมักเนื้อด้วย
รวมทั้งพวกถาดใส่เนื้อผมว่ามันขาดจุดเด่นไปนะ มันเป็นแค่ถาดใส่สุกี้เอง
ทำให้ราคาเนื้อ (จากการมอง) หายไปหลายบาทอยู่

คออาหารญี่ปุ่นทดลองไปชิมที่ร้านกันได้ครับ

Minoru มิโนรุ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมกระหายอยากเนื้อมากๆ
พยายามหาร้านอร่อยๆ ทาน แต่ส่วนมาก ร้านที่ไปจะไม่ได้เน้นเนื้อเป็นหลัก มีให้เลือกก็ 2-3 แบบ
แถมแต่ละร้านก็อยู่ในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่วันนี้จะลองพาไปอีกร้านนึงครับ เน้นเนื้อเป็นหลัก ในรสชาติที่สุดยอดครับ

ฉัน อยาก กิน เนื้อ ย่าง ครัฟ !!!

ร้านนี้คือ…

ร้านนี้ชื่อว่ามิโนรุ (Minoru Japanese barbeque) ครับ อยู่ตรงอเวนิวแจ้งวัฒนะ ติดกับบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ
ร้านนี้เปิดมาประมาณ 2 ปีกว่าๆ แล้ว
ให้บริการอาหารย่างๆ เป็นหลัก มีทั้งบุฟเฟ่ต์ และเป็นจานๆ แยกมาเอง

ร้าน Minoru ที่อเวนิว แจ้งวัฒนะ

ถ้ามีรถยนต์ ก็สามารถจอดลงหน้าร้านได้เลย หรือจะจอดในส่วนของอเวนิวแล้วเดินมาก็ได้
มีแผนที่ให้ด้วย เผื่อหลงทางครับ
หรือสนใจ จะลองโทรไปสอบถามก่อนก็ได้นะครับ ที่เบอร์ 02-5738680


View Minoru in a larger map

เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะพูดเฉพาะเมนูที่เป็นบุฟเฟต์ละกัน

แรกเข้าร้านนี้

เดินเข้ามาตอนแรก ร้านเค้าตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นอย่างดีครับ
แต่คนค่อนข้างน้อยครับ แม้ว่าวันที่ผมไปจะเป็นเย็นวันศุกร์ก็ตาม
ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะมาจากการมาของเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะด้วย
(จริงๆ อเวนิวมันเงียบกว่าที่ผมเคยรู้จักน่ะครับ)

ป้ายในร้านมิโนรุ

ส่วนพี่พนักงานต้อนรับ แม้ว่าพี่เค้าจะดูเคร่งขรึมนึดๆ เมื่อแรกเจอ
แต่จริงๆ พี่แกบริการดีมากครับ เดินมาคอยดูแลเอาใจใส่ตลอด
เริ่มตั้งแต่การเติมชาเขียวครับ — ต้องบอกก่อนว่าชาเขียวอยู่นอกราคาบุฟนะครับ
รสชาติชาเขียวใช้ได้ครับ รสชาติเถ้าแก่น้อยแต่ก็โล่งคอดี

ชาเขียวชื่นใจดีครับ

จากนั้นก็เอาน้ำจิ้มมาให้ครับ มีสองแบบให้เลือกลองจิ้มให้

เริ่มจากซองตะเกียบ และน้ำจิ้มสองแบบ

นอกจากนั้นพี่แกยังเดินมาคอยเติมไฟ เปลี่ยนตะแกรง เก็บจานตลอด
สุดยอดครับ!!!

ที่ร้านจะมีเมนูแบ่งเป็น 2 ช่วงตามเวลาเปิดนะครับ

  • มื้อกลางวัน (วันจันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00 และเสาร์-อาทิตย์ 11.00-16.00) ราคาจะถูกกว่าครับ แต่เมนูที่เลือกได้ก็มีน้อยกว่าเช่นกัน ก็มีเนื้อ(ริบอาย/สันนอก/สะโพก), หมู, ไก่, ซีฟู้ด, และออปชั่นอื่นๆ
  • มื้อเย็น (วันจันทร์-ศุกร์ 17.30-22.00 และเสาร์-อาทิตย์ 16.00-22.00 ) ราคาเพิ่มอีกนิดนึง แต่มีเมนูที่เพิ่มมาจะมีลิ้นวัว, หมูติดมันและสันคอ, ปลากะพง รวมทั้งมีพวกผักปิ้งเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนตัวผมแนะนำให้เป็นเมนูเย็นนะ เพราะถ้าลองลิ้มรสปลากะพงและลิ้นวัวแล้วมันสุดยอดมากๆ

ออ ลืมบอกว่าบุฟเฟ่ต์นั่งได้ 90 นาทีนะครับ

เปิดฉากอย่างเร้าใจ

หลายๆ ร้านมักมาเสิร์ฟช้า ชุดแรกผมเลยสั่งจัดหนักไปครับ
แต่ที่ร้านเสิร์ฟค่อนข้างเร็วครับ (ส่วนนึงอาจเพราะว่าคนน้อยด้วย) เลยแทบจะล้นโต๊ะ
เริ่มที่… กิมจิครับ อร่อยดีครับ เอามาแก้เลี่ยนได้ดี

กิมจิครับ

แล้วก็เอาไก่ก่อนครับ
เป็นไก่คัดส่วนดีครับ ไม่มีหนังติดมาก ไม่ด้านมาก ปิ้งสุกแล้วกำลังดี

ไก่หมักอย่างดี

ต่อมาก็หมูสามแบบครับ น่ากินมากๆ เน้นส่วนเนื้อครับ มันไม่เยอะมาก
ส่วนตัวผมว่าเค้าหมักมาโอเคเลยนะครับ กินกับข้าวกำลังพอดี

หมูสามแบบทั้งหมูสัน, สันคอ, สามชั้น

โอยยยย เอามิโสะมาคั่นหน่อยครับ
ส่วนตัวผมว่าเค็มไปนิดนึง

มิโสะซุปครับ

เมนูซีฟู๊ดครับ

ผมยกให้เป็นทีเด็ดของร้านนี้เลยทีเดียว
แม้ว่าไม่ได้มีปลาดิบหรือแซลมอนรวมในเมนูบุฟเฟ่ต์
แต่เจ้าปลากะพงและปลาซาบะที่นี่ต้องบอกว่าเทพมากๆ ครับ
เอาซะคนที่ไม่ค่อบกินปลาแบบผมคลั่งไคล้มันเลยทีเดียว

ปลาซะบาราดซ๊อส หั่นพอดีคำ พร้อมย่าง
ปลากะพงอร่อยมาก พลาดไม่ได้จริงๆ

แล้วยังมีกุ้ง(ที่ไม่ใช่กุ้งแม่น้ำอะ) พร้อมแกะเปลือก ราดซ๊อสหมักมาพร้อม
กับปลาหมึกกล้วยที่มาเสิร์ฟทั้งตัวครับ
ซ๊อสหมักซีฟู๊ดผมว่ากำลังได้ที่เลยนะครับ ไม่เค็มเกินไป

ปลาหมึกสดๆ อรอ่ยมากครับ
กุ้งแกะเปลือก ถูกใจผมมากๆ ครับ

และแล้วก็ถึงเมนูเนื้อครับ

เป็นร้านที่ผมว่าเลือกเนื้อและหั่นเนื้อได้ดีมากๆ ร้านนึงในระดับบุฟเฟต์ครับ
ราดด้วยซ๊อสหมักอีกแบบ รสชาติเข้มข้นครับ

เนื้อริบอายครับ อร่อยๆๆ
เนื้อสันนอกครับ กำลังกรุบๆ

ส่วนที่ผมชอบมากอีกส่วนคือลิ้นวัวครับ ที่นี่หั่นมาชิ้นใหญ่ดี หนากำลังพอดี
ดีใจมาก เย้ๆๆๆ

ลิ้นวัวครับ ของโปรดๆๆ

แต่เนื้อที่ผมประทับใจมากๆ ส่วนนึงคือสะโพกครับ เป็นส่วนที่มันไม่เยอะ แต่เนื้อนุ่มกรอบไม่ด้าน
เค้าหั่นหนากำลังดีเลย ปิ้งแบบ Medium rare ได้
ผมซัดไป 5 จานได้กระมังครับ

เนื้อสะโพกอร่อยจริงๆ
สะโพกเป็นส่วนไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว

หิวแล้วๆๆ กินกันเถอะ

พอทุกอย่างพร้อม เราก็จัดลงเตากันครับ

สั่งไปเยอะครับ แถมมาเร็วอีก แทบจะล้นโต๊ะ

เฮือกกกก!!! เนื้อล้นโต๊ะแล้ว

จากนั้นก็ใช้ตะเกียบครับ หยิบเนื้อที่หั่นมาอย่างดีและราดซอสหมักรสเลิศ

กำลังลากเนื้อชิ้นโตไปลงตะแกรงครัฟ!!

บรรจงหยิบเนื้อแต่ละชิ้น ค่อยๆ วางเรียงบนตะแกรงที่อยู่เหนือถ่านร้อนๆ
“ฉ่า…….แฉ่ๆๆๆ……” เสียงเนื้อกำลังสุกมันช่างเย้ายวนเหลือเกิน
แถมมันยังส่งกลิ่นหอมน่ากินอย่างมากมาย คริๆๆๆ

เหล่าเนื้อวางบนตะแกรง... หอมน่ากินอะ

ปิ้งเสร็จละ คริๆๆๆ กลิ่นหอมมากมาย

อ่า... สุกแล้วสินะ

จากนั้น เอาเนื้อที่ได้ มาผ่านน้ำจิ้มครับ
ส่วนตัวผมชอบน้ำจิ้มแบบ Original มากกว่าแบบที่มีปรุงรสให้ด้วย

หยิบเนื้อลงสะดุ้งน้ำจิ้มทีนึง

ง่ำๆๆๆ เข้าปาก อร่อยโฮกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สิบกะโหลกเลย
ส่วนตัวผม ถ้ากินเพียวๆ เลย เนื้อมันจะเค็มไปหน่อยนะครับ
แนะนำว่า ให้สั่งข้าวญี่ปุ่นมาเสริมด้วยมันจะได้ไม่เค็มเกินไป

สรุป อิ่มมากครับ!!! เป็นร้านนึงที่ประทับใจครับ
อาหารอร่อย บริการดีครับ ราคาไม่แพงมากด้วย

สรุปที่มากินครั้งนี้

เป็นร้านนึงที่ผมว่าโอเคเลยนะ ทั้งในเรื่องราคา การบริการและความอร่อย
ข้อดีไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะบรรยายมาเกือบทั้ง Entry อยู่แล้ว
แต่ที่ต้องเน้นคือ เป็นร้านที่มีทั้งเนื้อวัวอร่อย และเนื้อสัตว์อื่นๆ ก็อร่อยครับ โดยเฉพาะปลา
ทำให้คนที่ไม่กินเนื้อ และกินเนื้อ สามารถร่วมตะแกรงเดียวกันได้

ร้านนี้อร่อยครับ!!!

มาลุยข้อเสียดีกว่าครับ เท่าที่ผมเจอนะครับ
อย่างแรกคือ เนื้อมันเค็มไปที่จะกินเพียวๆ ครับ โดยเฉพาะซอสที่หมักเนื้อวัว
อย่างที่สอง ไม่มีเห็ดออรินจิ (อันนี้ผมอยากกินส่วนตัว)
อย่างที่สาม ไม่มีของหวานรวมในบุฟเฟ่ต์ด้วย ว้ากกกๆๆๆ

Minoru yakiniku เนื้อ-หมู-ไก่-ทะเล ปิ้งย่าง

แต่ไม่เป็นไรครับ ในอเวนิว ยังมีของหวานอีกเยอะครับ อิอิ

Always — ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

ในบางครั้งคนเราก็ต้องการอะไรดีๆ เข้ามาเติมความรู้สึกดีๆ ในจิตใจ
การได้ลองค้นหนังเก่าๆ ดีๆ ที่เรามองข้ามไปกลับมาดูย้อนอีกครั้ง
วันนี้หนังที่ผมจะแนะนำให้ลองมาให้ดูกัน, หลายคนอาจยังไม่รู้จักเท่าไหร่
เป็นหนังเก่า(ไม่มาก) แต่ใช้การถ่ายทำให้เหมือนเป็นหนังย้อนยุคไป

เรื่องนี้คือ “Always, ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม” ครับ

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

เนื้อเรื่องย่อคร่าวๆ

หลังสงครามของญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังพัฒนาประเทศให้ทันสมัย และการเข้ามาของความศิวิไลซ์ในยุคอุตสาหกรรมแบบชาวตะวันตกทั้งโทรทัศน์, ตู้เย็น, น้ำอัดลมหลากสี ซึ่งตรงช่วงที่กำลังสร้างหอโตเกียวเพื่อหวังว่าจะเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นปีโชวะที่ 33 หรือ ราวปีค.ศ. 1958 มีชุมชนแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่ 3 ในเขตยูฮีของเมืองโตเกียว ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ …

“ซูซูกิ โนริฟูมิ” เป็นเจ้าของอู่รถยนต์ชื่อ “ซูซูกิ ออโต” ซึ่งได้แต่งงานกับ “โทโมเอะ” ทั้งคู่มีบุตรชายวัยกำลังซนและกวนตีนมากๆ คนหนึ่ง คือ “อิปเป” วันหนึ่ง ซูซูกิ ออโต ได้มีสมาชิกใหม่เป็นเด็กสาวชื่อ “มัตสุโกะ” ผู้ซึ่งเดินทางออกจากบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดเพียงคนเดียว มุ่งหน้าสู่โตเกียว และสมัครเป็นพนักงานของซูซูกิ ออโตด้วยความหวังว่า ที่นี่คงจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โตที่สามารถฝากอนาคตไว้ด้วยได้

ตรงข้ามกับซูซูกิ ออโตยังมีร้านขายขนมของ “ชากาวะ ริวโนะสุเกะ” ซึ่งมีความรักในงานเขียนและใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนชื่อดังให้ได้ แต่งานเขียนของเขาก็ทำได้เพียงเขียนนิยายให้นิตยสารกระจอกๆ เท่านั้น จนวันหนึ่ง “ฮิโรมิ” อดีตเกอิชาที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านเหล้าเล็กๆ ที่ริวโนะสุเกะแอบชอบอยู่ ได้รับการขอร้องจากเพื่อนเก่าให้ช่วยดูแลลูกชาย ฮิโรมิมีใจช่วยแต่ก็เกรงว่านั่นเป็นภาระที่หนักเกินกว่าเธอจะรับไหว ว่าแล้วเธอจึงพูดจาหว่านล้อมริวโนะสุเกะ เพื่อที่จะให้เขาช่วยรับเด็กชายไปเลี้ยงดูต่อจนได้…

นอกจากนั้น ในถนนสายนี้ยังมีคุณป้าบุหรี่ที่เก๋สุดๆ, หมอยักษ์ผู้น่าสงสารที่เด็กๆ ทุกคนภายในหมู่บ้านเป็นอริด้วย, รวมทั้งความสนุกสนานและบรรยากาศแห่งความอันอุบอุ่นอย่าล้นหลาม

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

หลายชีวิตบนถนนสายนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ดำเนินชีวิต routine ไปตามอย่างที่ทำมาเรื่อยๆ แค่นั้น
แต่ยังมีภาระให้ต้องคิดและหาหนทางแก้ปัญหาทั้งกับตัวเองและครอบครัว
เป็นหนังที่ประกอบด้วยหลากหลายรสชาติ ทั้งความสุข ตลก เศร้า ซึ้ง รัก และความอบอุ่นใจ
ที่จะติดตรึงในความทรงจำ สร้างรอยยิ้มและกำลังใจได้อย่างดีทีเดียว

หนังนี้มีสองภาคนะครับ แต่ละภาคจบในตอน สนุกทั้ง 2 ภาคครับ
(แต่ส่วนตัวผมชอบภาค 1 มากกว่านะ ^^)
เวลาดูให้เริ่มจากภาค 1 ก่อนนะครับ ถ้าเริ่มดูภาค 2 เลยจะไม่รู้เรื่องอย่างแรงและหนังก็ไม่สนุกมาก
แต่โดยส่วนตัว ผมว่าหนังจบสมบูรณ์ตั้งแต่ภาค 1 แล้วนะครับ

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม ภาค 2 ครับ

เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่เติมความสุขในใจได้ดีจริงๆ
ราคาแผ่นแท้ผมซื้อมา 79 บาทครับ ตามซุ้มขาย DVD ทั่วไป ราคาคุ้มค่ากับความสุขที่ได้จริงๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

ปีสร้าง: 2005 (เคยมาฉายบ้านเราด้วย ที่ลิโด้ ตั้งแต่ปี 2549 แล้ว)
กำกับ: ทาคาชิ ยามาซากิ
แสดง: โคยูกิ, มากิ โฮริคิตะ, ฮิเดทากะ โยชิโอกะ, ชินอิจิ สุสุมิ, ฮิโรโกะ ยากุชิมารุ
ประเทศ: ญี่ปุ่น
ประเภท: ดรามา
official site: www.always3.jp
Always ได้ดัดแปลงเนื้อเรื่องจากหนังสือการ์ตูนยอดนิยม ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ริวเฮ ไซกัง
โดย Always ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Japan Academy ถึง 14 สาขา ในปี 2006 ครับ รวมทั้งเป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีด้วย

Bekku tonkatsu

ถ้าถามถึงร้าน tonkatsu ที่ดีที่สุด… คำตอบมันค่อนข้าง Ideal มากๆ
เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าให้แนะนำว่าร้านไหนที่เหมาะและน่าไปที่สุด
ร้าน Bekku ถือว่าเป็นร้านหนึ่งในนั้นครับ

ประวัติและการเดินทางของร้าน

จริงๆ ร้านนี้มีต้นกำเนิดที่สาขาแรกที่เวิ้งตรงข้ามโรงแรมอริสตันครับ
ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ซึ่งเป็นซอยที่ติดกับห้างเอ็มโพเรียม เข้าไปประมาณ 200 เมตร
แต่ตอนนี้สาขาแรกปิดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือร้านใหม่ในซอยเดียวกัน อยู่ลึกกว่าเท่าตัว
อยู่ที่ President park ท้าย ซ.สุขุมวิท 24 (เกือบทะลุพระราม 4 แลัว) แถวๆ โรงแรมเดวิส ครับ
เปิดช่วงกลางวัน 11.30 – 14.00 น. เย็น 17.30 – 22.00 น. หยุดวันพุธ โทร. 027140469 / 026610645
ผมเคยกินทั้งสองร้านมาแล้ว และประทับใจมาตลอดครับ


View Bekku in a larger map

ส่วนวันนี้ที่ผมจะพาไป เป็นอีกสาขาครับ อยู่ที่ทองหล่อ
ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนเปิดก่อนระหว่างที่ President park กับสาขาทองหล่อนี้

ป้ายหน้าร้านครับ

ข้อดีของสาขาทองหล่อนี้คือมาสะดวกมากๆ แค่ลงรถไฟฟ้าเดินเข้าทองหล่อประมาณ 80 เมตร เลยร้าน 7-11 มาหน่อยนึงก็จะเจอ bekku สาขานี้ครับ หรือลองโทรไปสอบถามก่อนได้ที่ 027140469 ครับ

เมื่อเดินเข้าร้าน

สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับร้านเบคคุคือพนักงานที่มาสอบถามตลอด
ตั้งแต่ที่ผมเดินเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่หน้าร้านก็มีพนักงานมาให้ข้อมูล
เข้ามาตอนเที่ยง วันนี้คนไม่เยอะมาก ถือว่าโชคดีครับ

วันนี้สั่งเมนูชุดครับ
ภายในชุดมีหมูทอด, ข้าว, ซุปมิโสะ, น้ำชา, เครื่องเคียงต่างๆ และของหวานครับ
ถ้าเป็นเมนูธรรมดาก็ 220 บาทครับ ถ้าพิเศษก็ 240 ครับ ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงมาก

หน้าร้านเบคคุครับ หาไม่ยากเลย
น้ำสลัดและน้ำจิ้มหมูทอดบนโต๊ะ

ในร้านตกแต่งแบบญี่ปุ่น ติดป้ายโฆษณา ติดรายละเอียดเมนูเยอะแยะ
และก็มีป้ายบอกว่าสำหรับเมนูชุดเติมได้ เข้าใจง่ายๆ คือเติมได้หมด ยกเว้นหมู (ก็แน่!!) กับของหวาน

เมนูอาหารเที่ยง

มาถึงก็ต้อนรับผมด้วยเครื่องดื่มครับ สามารถเลือกได้ทั้งชาเขียวร้อน-เย็น

ชาเขียวเย็นๆ มาแล้วจ้า

เมื่อตัดสินในสั่ง Set ที่ต้องการไปแล้ว
จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟหมู่เครื่องเคียงถ้วยเล็กๆ ซึ่งเยอะครับ
มีคนเคยบอกว่าช่วงเย็นๆ จะมีเครื่องเคียงเยอะกว่าเที่ยงๆ อีก

เครื่องเคียง : ยำเห็ด
เครื่องเคียง : ยำผลไม้

ส่วนตัวผมเฉยๆ กับเครื่องเคียงพวกนี้นะ อร่อยกลางๆ บางอย่างก็ไม่อร่อยก็มี
ถ้าราคาเพิ่มกับพวกนี้ ผมว่า ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

เครื่องเคียง : มันบด
เครื่องเคียง : เส้นสปาเก๊ตตี้คลุกซอส
เครื่องเคียง : ไก่ในซอส

ที่ผมชอบคือสาขาที่ไปพนักงานเอาใจใส่ดีครับ กินยังไม่หมดก็ถามว่าจะเติมไหม
เดินเสิร์ฟตลอดไม่มีบ่นอะไร แอบสงสารนิดๆ ที่ถ้วยเล็ก
บางวันเครื่องเคียงอร่อย ผมก็เติมไป 6-7 รอบเลย

จนแล้วจนรอด
ข้าว ซุป และเครื่องเคียงมาพร้อมแล้ว ก็รอหมูทอดกันเถอะครับ

ตอนนี้เหลือแค่หมูทอดครับ

ห้ามพลาดสลัดกะหล่ำ

สิ่งที่ผมว่าร้าน Bekku เหนือกว่าร้านอื่น นอกจากเครื่องเคียงที่หลายหลากแล้ว
ยังมีเจ้านี่ครับ กะหล่ำซอย

กะหล่ำซอย+น้ำราดสุดยอดมาก

ที่เด็ดคือน้ำราดกะหล่ำครับ
ที่นี่รสชาติมันจัดจ้านมากๆ เหมาะกับลิ้นและริมฝีปากคนไทยสุดๆ
ยิ่งได้เสิร์ฟจังหวะเข้าคู่กับหมูทอดตอนเลี่ยนๆ นี่ตัดกันดีมากๆ เลย

หมูทอดมาแล้ว

โอวว และแล้วก็มาแล้วครับ เริ่มที่หมูสันนอกชิ้นโต ยาวประมาณฟุตนึง ใหญ่กว่า Saboten ราว 30% ได้เลย
สังเกตง่ายๆ หมูเลยตะแกรงรองหมูข้างล่าง มันจะต้องยาวมากๆ อยู่แล้ว

หมูทอดชิ้นโตครับ

เค้าทอดหมูได้เหลืองทองดี กลิ่นหอมน่ากินครับ
แป้งทอดได้เหลืองกรอบดี เกร็ดขนมปังละเอียด ไม่มีน้ำมันเยิ้ม
แล้วหั่นมาให้ขนาดใหญ่พอดีสามคำหมด เฮือกกกกก

แป้งทอดได้สุดยอดมากครับ กรอบอร่อย
หมูสันนอกชิ้นโตหั่นมาให้พร้อม
หมูสันนอกเนื้อดี ติดมันเยอะไปนิด

ลองกัดคำแรก มันอร่อยมากๆ ขอเรียกมันว่าความสมดุลครับ กับตัวแป้งที่ทอดกรอบกำลังดี ไม่แข็ง ไม่อมน้ำมัน
หมูสันนอกคุณภาพดี เกร็ดขนมปังที่ใช้ละเอียดและมีคุณภาพดี
ผสานกับน้ำจิ้มที่รสชาติจัดจ้าน แต่พอเจอชิ้นหมูกับกลมกล่อมอย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งได้กับน้ำจิ้มนี่สุดยอดมากๆ

หมูทอดได้อร่อยมากๆ ครับ
เข้าคู่กับน้ำจิ้มอย่างดี

ส่วนหมูสันในของ Bekku ก็อร่อยนะครับ
ที่เคยกินมาหลายๆ เจ้าเค้าจะเป็นเนื้อล้วนๆ และด้านๆ จริงจัง
แต่ที่นี่หมูเค้าเป็นเนื้อล้วนๆ ก็จริง แต่มันนุ่มและอร่อยมาก
เหมาะกับสาวๆ ที่ไม่ต้องการบริโภคสันนอกที่มีปริมาณมันค่อนข้างมาก

สันในทอดก้อนกลมหอมน่ากิน
เนื้อหมูสันนอกนุ่มอร่อยดีมาก

อยากรู้มั้ยว่าเมนูพิเศษที่แพงขึ้น 20 บาทเป็นอย่างไร

ผมเคยอยากรู้นะ ก็เลยลองสั่งดู
คือเมนูพิเศษมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ละช่วง
ซึ่งวันที่ผมไปเป็นทงคัตสึราดแกงกะหรี่ครับ ฟังดูแล้วน่ากินมากๆๆ เลยจัดมาซักชุด

หมูทอดราดแกงกะหรี่ ดูน่ากินเลยทีเดียว

มันน่ากินมากๆ ครับ แกงกะหรี่ก็ไม่ขี้เหร่อะไร
แต่มันกลับกลายเป็นข้อเสียและกลบจุดเด่นของแต่ละตัวไปหมด

หมูทอดในแกงกะหรี่

กล่าวคือ แป้งหมูทอด หลังจากโดนแกงก็ไร้ซึ่งความกรอบอีกต่อไป
ทำให้เนื้อหมูมันเด่นมามากเกินไป ไม่มีแป้งกรอบๆ ช่วยเลยรู้สึกเฉยๆ
ส่วนแป้งที่แหยะๆ ก็ไปทำให้แกงกะหรี่มันไม่ค่อยอร่อยอีกต่อครับ

แป้งที่ทอดกับแกงกะหรี่ดูจะไม่ชอบกันเท่าไหร่นัก

สรุป เมนูธรรมดาอร่อยกว่าแฮะ

ปิดท้ายด้วยของหวาน

และปิดท้ายกับของหวาน คัสตาร์ดเย็นครับ
แม้จะอิ่มจากหมูแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่าอยากกินอีกถ้วย

คัสตาร์ดเย็นอร่อยมากๆ ครับ เสียดายได้ถ้วยเดียว

ถือเป็นของหวานที่ปิดท้ายและอร่อยเอาเสียมากๆ เลยทีเดียว

สรุปที่ไปกินมา

สมกับเป็นหนึ่งในร้านที่ผมว่าสร้างความประทับใจร้านหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งคุณภาพ รสชาติ ปริมาณอาหาร และราคาที่อยู่ในเกณฑ์สมเหตุสมผลดีนะ ของหวานก็ดี
การเดินทางก็สะดวกดี ลงรถไฟฟ้าก็เรียกว่าจะถึงเลย หรืออีกสาขาออกเดวิสเสร็จก็ถึงเลย
ส่วนที่ยังเป็นข้อด้อยคือเมนูพิเศษ ในวันที่ผมกินมันยังไม่โดนพอ
รวมทั้งพวกเครื่องเคียงไม่ถูกปากผมหลายอย่าง ทั้งมะเขือ กะหล่ำต้ม ฯลฯ
แต่ข้อด้อยเหล่านี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน

ร้าน Bekku ครับ