สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 0 :: ก่อนเดินทาง

Life is Chance

ความฝันอย่างหนึ่งของผมในการปั่นจักรยาน ก็คือการได้ไปปั่นต่างประเทศนี่แหละ
อารมณ์แบบ อยากมีแมปสตราว่าเก๋ๆ ของต่างประเทศบ้าง
ซึ่งประเทศที่เล็งๆ ไว้อันดับต้นๆ ก็คือญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะว่ารีวิวทุกสำนักบอกว่าดีมากๆๆ ทั้งอากาศและการจราจร แล้วก็เดินทางไม่ไกลมากด้วย
จริงๆ ก็แพลนจะไปหลายทีละ แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจน จนเราได้มีโอกาสเจองานนึงครับ

งานนั้นชื่อ Cycling Shimanami 2018 ครับ

งานนี้มีความพิเศษคือ เป็นงานปั่นบนทางด่วนที่ปิดแบบว่ามีแต่จักรยานเท่านั้น และงานนี้จะมีทุก 2 ปี!!! โดยปีนี้ จัดในวันที่ 28 ตุลาคม 2561
บนเส้นทางที่สวยงามสุดๆ ในระดับที่จะต้องติด top 3 เส้นทางที่สวยที่สุดของทุกสำนักรีวิวบนโลก
โห แค่คิดก็ขนลุกแล้วครับ!!!

งานนี้ ผมเฝ้าติดตามมานานมากๆ จนเริ่มให้เปิดสมัครไปลงทะเบียนตั้งแต่ราวๆ กลางๆ เดือนกุมภาพันธ์ครับ
ซึ่งลงทะเบียนเสร็จ ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไปเลยนะครับ ,, เพราะต้องไปจับฉลากเสี่ยงดวงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมอีกที
ถ้าพลาดงานนี้ ก็รอไปอีก 2 ปี (แต่เราปั่นทางปกติได้นะ แค่ไม่ได้ขึ้นทางด่วน)

แล้วโชคก็เป็นของผมและภรรยาครับ!!!!

  • ซึ่งเส้นทาง (course) มีให้เราเลือกหลายแบบ ตั้งแต่ A-G, มีทั้งแบบแค่ปั่นรอบ 2 เกาะบ้าง, 3 เกาะบ้าง, หรือไกลสุดคือไป-กลับ 140 กม.
  • Course ยอดนิยมคือ Course D ที่ปั่นจากเมือง Imabari ไปยังเมือง Onomichi ราว 70 กม. บนทางด่วนแทบจะล้วนๆ
  • เส้นทางนี้รับได้ 1500 คน แต่เท่าที่สอบถามมา มีคนสมัครมีมากกว่า 7000 คน!!!
  • ถ้าจะไป แนะนำให้จองโรงแรมไว้ที่เมือง Imabari รอเลย เพราะโรงแรมจะเต็มก่อนเดือน พค. ที่จะประกาศผล Lotto แล้ว!!
  • ถ้าอยากไปแน่ๆ ให้สมัครแบบ premium ไปเลยครับ รับรองได้แน่ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่า 3 เท่า (แบบล้อตโต้ 11000 เยน แต่แบบพรีเมียม 33000 เยน, โดยมีเสื้อปั่น+ของที่ระลึกให้เพิ่ม) แม้ว่ามันจะดูแพงแต่ก็อย่าคิดนานนะครับ เพราะเปิดให้ลงไม่ถึงครึ่งวันก็เต็มละครับ!!!
  • 1 คน ลงได้ 1 course ครับ ,, ถ้าจะลงเป็นหมู่คณะ สามารถลงได้สูงสุดที่ละ 5 คน ซึ่งถ้าได้ ก็จะได้ทั้งทุกคน แต่ถ้าแห้วก็ไม่ได้ทุกคนเช่นกัน

Planning for Everything

แผนของเราก็ไม่ยากครับ

  • เริ่มเดินทางช่วงบ่าย 23/10 จากเชียงใหม่ด้วยสายการบิน Cathey Pacific โดย transit ฮ่องกง แล้วไปลง Osaka (KIX) ราวหกโมงเช้าของวันที่ 24/10
  • 24/10 กะว่าปั่นเล่นแถว Osaka และไป-กลับ Kobe ที่ห่างไปแค่ 30 กว่าโลเอง, พักที่ Grandouce Tamatsukuri 2 วัน
  • 25/10 กะว่าปั่นไป-กลับ Osaka-Nara ไปเล่นกวาง ,, ถ้าเหลือเวลาก็ปั่นเล่นแถว Osaka + ช้อปปิ่ง
  • 26/10 ปั่นเล่นรอบปราสาท Osaka แล้วเดินทางจาก Osaka – Onomichi ด้วยชินคันเซน ,, พักที่ U2 ละฝากของไว้
  • 27/10 ปั่นจาก Onomichi ไปยัง Imabari แล้วพักที่ AirBNB แถวเมือง Imabari ห่างจากจุดปล่อยตัว 3 กม.
  • 28/10 ปั่นงาน Cycling Shimanami 2018 จากเมือง Imabari กลับมา Onomichi ,, พักที่ Greenhill hotel
  • 29/10 ปั่นเล่นที่ Shimanami Kaido ซึมซับบรรยากาศ, นอน U2 แล้วเตรียมแพคจักรยานส่ง
  • 30/10 ส่งจักรยานผ่าน บ.แมวดำ แล้วเราไปฮิโรชิมา เที่ยวชมเมือง หาของกิน ช้อปปิ้ง
  • 31/10 เที่ยวเกาะ Miyajima +/- Iwakuni, เตรียมเก็บของกลับ
  • 1/11 ออกมาตั้งแต่เช้า มาเอาจักรยานที่ส่ง ขึ้นเครื่อง, transit ฮ่องกงแป้บนึง ละกลับถึงไทยช่วงทุ่มกว่าๆ

แผนการดูดีมากๆ แต่มันจะขาดรสชาติไป ถ้าไร้ซึ่งอุปสรรค!!!

The Obstacles is Chance

จริงๆ ผมจองทุกอย่างไว้ก่อนที่เราจะล้อตโต้ได้แล้วครับ!!
แบบว่า ได้หรือไม่ได้ ก็จะไปปั่นแหละ

แต่เชื่อไหมครับ แม้ว่าจะจองก่อน 6 เดือน เมือง Imabari ที่จะเป็นจุดปล่อยตัวเรา โรงแรมดีๆ แทบจะเต็มทั้งเมือง ที่เหลือๆ ก็ไกลหลัก 10 กม. ขึ้นไป
ผมเลยจอง AirBNB ของชาว ญป ท่านหนึ่งไว้ คุยกันดิบดีมากๆ ห่างที่ปล่อยตัวราว 3 กม. นิดๆ
สายการบิน ขาไปก็จองของ Cathey Pacific (บินจาก CNX-HKG-KIX โดย transit ฮ่องกง 5 ชม.)
แล้วขากลับก็จองของ Hongkong Express (บินจาก HIJ-HKG-CNX โดย transit ฮ่องกง 4 ชม.)
แล้วก็มีจองโรงแรม U2 hotel ที่ Onomichi ไว้ด้วย
เพราะอยากเห็นโรงแรมที่ทุกคนร่ำลือกันว่า ชีวิตของนักปั่นควรได้มานอนกอดจักรยานที่นี่ซักครั้ง

แม้ว่าจะพยายามแพลนหลายๆ อย่างไว้ล่วงหน้า แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายครับ!!
เริ่มที่ ญี่ปุ่นพายุเข้าหนักๆ 3 ลูกครับท่าน แถมโดนเมืองที่เราจะไปทั้งนั้น โอซากา ฮิโรชิมา ฯลฯ
ซึ่งพายุทั้งสาม ได้แก่ชงดารี (28 ก.ค.) เชบี (4 ก.ย.) และจ่ามี (30 ก.ย.)
ซึ่งแต่ละลูกความเร็วระดับ 150-200 กม./ชม. สร้างความเสียหายยับ ทั้งสะพานเชื่อมสนามบิน KIX หรือบางเมืองของจังหวัดฮิโรชิมาพังราบ
ก็ลุ้นนะว่างานจะยกเลิกหรือเปล่า แต่ในเวปหรือในอีเมลล์ก็ไม่แจ้งอะไร
แถมโพสกำหนดการวันงาน การรับป้ายชื่อ และรายละเอียดการปล่อยตัวเพิ่มอีกต่างหาก..

ต่อจากพายุ ก็มาที่สายการบินครับ เพราะ HKexpress เลื่อนไฟล์ตครับ
เลื่อนรอบแรก เมื่อ 26 สิงหาคม มีข้อความเข้ามาว่าจะเลื่อนไฟลต์ HKG-CNX เข้ามา 10 นาทีครับ ,, อืมมมม อันนี้รับได้ แต่ก็เสียวดีเลย์นิดๆ
เลื่อนอีกรอบ เมื่อ 18 กันยายน มีข้อความเข้ามา เลื่อนไฟลต์ HIJ-HKG ออกไป 5 ชั่วโมงครับ
อ่าวววววววววว งานเข้า!!!! เพราะกลายเป็นว่าไฟล์ต HIJ-HKG จะมาทับ HKG-CNX แบบเต็มๆๆๆๆ
โหยยยย เครียดมากกกกกกก

ซึ่งตั้งแต่ได้รับข้อความนี่ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะ เมลไปถาม, ทักแชทบ๊อกซ์, โทรหาจนท.ไทยหรือแม้แต่โทรไปฮ่องกง!!
เพราะหนทางที่ดีที่สุดในกรณีนี้ คือเลื่นไฟล์ต HKG-CNX ไปอีกวัน (เพราะ HKG-CNX ที่บินมาเชียงใหม่มีแทบทุกวัน แต่ HJI-HKG มีแค่อาทิตย์ละ 2 ไฟล์ต) แล้วเราก็ต้องอยู่ฮ่องกงอีกวัน
แต่ความพยายามหลายๆ ครั้ง บอกเลยว่า ไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาเลยครับ!!!
น้องคนไทยของ  HKExpress ก็พยายามช่วยคุยกะเรา
แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่มี Authority ที่จะทำอะไรได้…
โทรไปฮ่องกง ก็คุยได้แต่ภาษาจีน…
เมลไปสองรอบ สามรอบ ก็ไม่ตอบอะไร…
ผ่านมาเดือนกว่าๆ เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวจะเดินทางแล้ว ยังดูมืดมน ,, เอาไงดีวะ จะซื้อตั๋วใหม่ป่าว หรือจะยังไงดี

เครียดมาจะเดือนก็พอมีแสงสว่างนิดๆ เพราะทักแชทไปอีกครั้ง ทางฮ่องกงเค้าตอบมาแล้วครับ!!!
แต่คำตอบที่ได้คือ ไฟลต์ที่ดีเลย์ ไม่ใช่ไฟล์ตที่ยูอยากเลื่อน แถมไฟล์ตยูก็จองมาด้วยกัน จะเลื่อนก็ต้องเลื่อนทั้งหมด ทั้ง HIJ-HKG และ HKG-CNX!!
โอยยยยย!! บอกเลยว่าอารมณ์ขึ้นสุด หัวร้อนสุดๆๆๆๆๆๆๆๆ
เลยด่าฮ่องกงไปแม่งเป็นชุดเลยครับ ,, ด่าจนมันบอกว่า ขอเช็คแพพ
แล้วมันก็เลื่อนไฟลต์บินกลับเชียงใหม่ (HKG-CNX) ไปอีก 1 วัน
จาก 1/11 เป็น 2/11 แล้วก็จบ…
เออ… ก็ไม่ได้ยากนี่หว่า คุยดีๆ แต่แรกก็ไม่เลื่อนให้ ,, พวกนี้ชอบให้ด่า
ส่วนสำนักงานไทย ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้ ก็ปิดๆ ไปเถอะครับ

สรุปคือ ออกจากฮิโรชิมาช่วงบ่าย แล้วไปพักที่ฮ่องกงคืนนึง
และเราก็ต้องเสียค่าโรงแรม ค่ารถ และค่าอาหารที่ฮ่องกงเองหมด รวมๆ สองคนก็หมดหกเจ็ดพันอยู่….
(และต้องลางานเพิ่มด้วย 1 วัน…)

แต่เพิ่งดีใจเรื่องตั๋วได้ไม่นาน AirBNB ก็เทเราอีกรอบครับ!!!!
เค้าบอกเหตุผลคือ ญี่ปุ่นมีกฎหมายใหม่
ที่จะให้ใครมานอนบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โรงแรมหรือเกสเฮ้าท์ที่ลงทะเบียนจริงจัง
โอย!!! เครียด เพราะเข้าไปเช็คใน Agoda, Booking ฯลฯ
คือแบบ Imabari ทั้งเมืองไม่เหลือโรงแรมว่าแม้แต่หลืบซอกไร
มีใกล้ที่สุดคือเมือง Matsuyama ที่ห่างไป 50 กม.
(คือวันงานต้องตื่นตีสี่ แล้วนั่งรถไฟเที่ยวพิเศษมา อีก 1 ชมกว่า)
สุดท้ายเช็คใน AirBNB อีกครั้ง เหลือที่สุดท้ายของสุดท้าย
ที่นี่ป็นเกสเฮ้าท์ (ก็น่าจะไม่โดนเทละนะ) อยู่บนเกาะ Oshima ที่ห่างจุดปล่อยตัวไป 20 กม.
เราก็คิดว่า 20 กม. ก็น่าจะพอไหวนะ ตื่นเช้าหน่อยก็แล้วกัน… สุดท้ายก็เลยจองที่นี่ไป

All about the box

โจทย์ต่อมา คือ การขนจักรยานไปปั่นที่นู่นครับ
ข้อดีคือ เราจะได้ใช้รถของเรา ที่คุ้นมือคุ้นเท้ากันมาตลอด อยากปั่นเมื่อไหร่ก็ได้ (แถมประหยัดค่ารถไฟ)
แต่ก็ต้องแลกกับการขนของแบบพะรุงพะรังโคตร (แต่เปลืองค่าเครื่องบิน)
คิดไปหลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะขนไปด้วยกล่อง MOVE ครับ เพราะนอกจากจะถอดแยกชิ้นส่วนไม่มากแล้ว (แค่แกะล้อ) แล้วยังวางตะแคงได้
หายืมเพื่อนๆ ก็ดันไปตรงกับช่วงที่เค้าแข่ง Taiwan KOM กัน
จะซื้อเอง ก็แพงไปหน่อย แถมขี้เกียจหาที่เก็บช่วงไม่ได้ใช้ด้วย เพราะแอบเทอะทะพอควร
ค้นไปค้นมา ที่เชียงใหม่มีร้านให้เช่ากล่องจักรยาน MOVE นะครับ ชื่อร้าน Movable CNX ครับ
ค่าเช่าประมาณวันละ 150 บาท (ถ้าหลายวันมีลดราคาให้!!!) และมัดจำ 2500 บาท (คืนกระเป๋าก็ได้เงินคืน)
ซึ่งผมก็รีบติดต่อจองไปเลย ซึ่งร้านน่ารักมากๆ ครับ มาส่งกระเป๋าให้ถึงบ้านด้วย (ที่ร้านมี 2 ใบที่เช่าได้นะครับ ในตอนนี้)

กล่องที่แข็งแรงหน่อย แล้วแกะน้อยๆ ก็จะมี Scicon Aerocomfort แล้วก็ MOVE นี่แหละครับ ,, แต่ Move ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะครับ เช่า ถ้ารถใหญ่มากๆ เช่น เกินไซส์ 52 หรือไซส์ M อาจใส่ไม่ได้ หรือต้องถอดหลักอานด้วย รวมทั้งกล่องระดับนี้ จะแข็งแรงแค่ระดับหนึ่งนะครับ ,, ถ้าจะเอาดีกว่านี้ อาจต้องใช้พวก Hard case เลย ซึ่งแข็งแรงกว่ามากๆ แต่ก็ต้องรื้อรถเราไปอย่างมากเช่นกัน บางทีแกะจนกลัวจะประกอบไปเป็นแบบเดิมไม่ได้เลย ฮาๆๆ

ออ อีกอย่าง กระเป๋า MOVE สามารถยัดสูบตั้งพื้นไปได้ด้วยนะ (อย่าลืมเอาไปล่ะ!!!)

Maps is important than underware

จากนั้น เราก็จัดของไปตามปกติครับ แต่พอคิดๆ จะให้เหมือนปกติไม่ได้ เพราะว่าเราจะไม่ใช้กระเป๋าลากครับ
เราสองคนเลยพยายามแพคของอัดในกระเป๋าแบคแพคของผมให้ได้มากที่สุด แล้วเรากระเป๋าเดินทางของแฟนเสริมไปอีกใบ
ซึ่งพอมาดูจริงๆ ของไม่ได้เยอะมากนะครับ เพราะชุดจักรยานค่อนข้างบางๆ อัดเข้าไปในใบเดียวก็พอไหว
แถมอุณหภูมิช่วงที่ไป ก็ยังไม่หนาวจัดนะครับ ราวๆ 10-25 องศาเอง (ก็น่าจะพอไหว ถ้าไม่ปั่นกลางคืน)
เสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวก็แทบไม่ได้เอาไปเลย เพราะแพลนเรานี่ปั่นเสียเยอะ โดยเฉพาะกางเกงในที่เอาไปน้อยมาก ฮาๆๆๆ

แต่มันก็ต้องแลกมากับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบครับ ตั้งแต่ตัวล้อค, ไฟหน้า/หลัง, กระดิ่ง, กระติกน้ำ, ตัวจับความเร็ว, เครื่องมือ/อะไหล่/ยางใน, Sim2fly ฯลฯ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การณ์มินที่ซื้อเมืองไทย จะไม่มีแผนที่ที่ญี่ปุ่นนะครับ ต้องโหลดแผนที่มาเพิ่มครับ โดยเราสามารถโหลดได้ที่นี่นะครับ (แต่เหนือสิ่งอื่นใด แนะนำให้ไปอ่านที่เวป DC rainmaker ก่อนครับ ,, ในเวปจะสอนวิธีทำค่อนข้างละเอียดมากๆๆๆๆ อยู่แล้วแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น EDGE 1030 ครับ (ซึ่งใช้รุ่นนี้อยู่!!!) ,, ซึ่งวิธีสำหรับ EDGE 1030 บอกเลยว่าง่ายสุดๆ

  • โหลดแผนที่ลง Micro-SD card โดยสร้างและเก็บใน folder garmin
  • เอาเมม (ที่มีแมปแล้ว) ใส่ด้านหลังเครื่อง โดยต้องใช้เหรียญเปิดฝาหลังออก จะเจอช่องใส่เมม ,, ใส่เสร็จก็ปิดฝาครับ
  • จากนั้นเปิดเครื่องครับ ,, แผนที่จะทำงานทันที โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

หรือถ้าคิดว่ายุ่งยาก แนะนำให้ซื้อที่ติดไอโฟนบนแอนด์จักรยานไปเลย

ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็ออกไปผจญภัยกันเถอะครับ

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา :: เส้นทางปัวคลาสสิกแห่งเมืองน่าน

“การปั่นจักรยานขึ้นเขาก็เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละ” คุณมิเชลบอกผมก่อนที่เราจะจากกัน

ผมกับคุณมิเชลเราไม่เคยเจอกันมาก่อน แม้ว่าจะอยู่ในก๊วนจักรยานอย่างทีมสุดซอยไทยแลนด์อยู่เป็นพักๆ เราเจอกันประปรายจากเอนโดมอนโดของกรุ้ป แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอหน้ากันหลังจากก๊วนสุดซอยเราจัดกิจกรรมชวนกันไปปั่น+บริจาคของให้น้องๆ ที่ อ.ปัว จ.น่านครับ ,, ผมทักทายและพูดคุยกับมิเชลครั้งแรกระหว่างที่เรารับประทานมื้อเย็นกัน

เรื่องหลักๆ ที่เราคุยก็คงไม่พ้นเรื่องทริปการปั่นรอบอุทยานแห่งชาติดอยภูคากัน วางแผนที่จะปั่นให้ครบรอบ ดูแผนที่คร่าวๆ แล้วก็คล้ายๆ สะเมิงคลาสสิก แต่ระยะทางกับความสูงต่างกันมากๆ คือ ระยะทางประมาณ 120 กม. ในความสูงที่น่าจะราวๆ 2,500 เมตร (แต่ทุกอย่างเราประมาณเอาเพราะยังไม่มี full segment โดยเฉพาะความสูง) คุณมิเชลแกมุ่งมั่นมากๆ สำหรับทริปรอบนี้ที่จะทำให้สำเร็จ

แผนที่คร่าวๆ ที่แพลนกับคุณมิเชล
แผนที่คร่าวๆ ที่แพลนกับคุณมิเชล
ปีนเขากันครับ :)
ปีนเขากันครับ 🙂

เอาเป็นว่าไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยเราจะเป็นสองคนที่ปั่นให้ครบรอบละกัน

เริ่มต้นปั่นถึง check point แรก :: นวดกันจนน่องลาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ทีมของเราเริ่มต้นกันเลทนิดนึง กว่าจะได้เริ่มปั่นกันจริงๆ น่าจะราวๆ แปดโมงกว่าๆ จากเดิมทีที่แรกจะออกราวๆ หกโมงเช้า แถมเส้นทางก็ผิดจากที่วางแผนกับมิเชลไว้เล็กน้อย คือทีแรกเราจะขึ้นอุทยานฯ ดอยภูคาก่อน แล้ววนมาบ่อเกลือ (คือวนตามเข็มนาฬิกา) มาเป็นการปั่นไปบ่อเกลือก่อนแล้วค่อยขึ้นอุทยานฯ (คือวนทวนเข็มนาฬิกาแทน)

สมาชิกที่จะไปด้วยมีเยอะกว่าที่คิดแฮะ

พร้อมแล้วก็ไปลุยกันครับ
พร้อมแล้วก็ไปลุยกันครับ

ลักษณะการวนทริปนี้คือ เราจะเข้าทางสถานีตำรวจปัว เข้ามาทางรพ.ปัว ตามเส้น 1081 แล้วก็ไปเรื่อยๆ จนถึงเช็คพอยน์ที่ร้านบ่อเกลือวิลล์ ซึ่งเป็นโรงแรม+ร้านกาแฟวิวสวยๆ ครับ จากนั้นเข้า 1256 จนกลับมาบรรจบที่สถานีตำรวจเช่นเดิม

แบ่งระยะทางโดยประมาณแต่ละช่วงราวๆ นี้ครับ
โรลลิ่งจากบ้านมาจุดเริ่ม 15 โล
จากจุดเริ่ม ไปเช็คพอยน์ 75 โล
จากเช็คพอยน์ ไปยอดภูคา 10 โล
จากยอดภูคา กลับมาที่เดิม 30 โล
โรงลิ่งกลับบ้าน 15 โล

ศิริรวมทั้งทริปราวๆ 145-150 โล

แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเจอเนินแรกผมก็ซัดเปรี้ยงตามสไตล์ 5555
ต่อมาอีกไม่นานก็เก็บทุกคน รวมทั้งคุณมิเชลด้วย และสุดท้ายผมก็ปั่นคนเดียวตามที่คุ้นเคย
กะว่าจะทิ้ง gap ให้ห่างประมาณครึ่งชั่วโมง
พวกเครื่องมือซ่อมรถของเราก็เอาฝากรถเซอวิสไป ก็ไม่น่าห่วงอะไร
ของกินเราก็พกมาแค่นิดหน่อยพอ น้ำก็แค่กระติกเดียวพอ คิดว่าเดี๋ยวถ้าขาดก็เอาที่รถได้ (ซึ่งคิดผิด)

  • วอร์มอัพ 15 กม. จากที่พักมายังจุดนัดพบ ก็เรื่อยๆ ครับ โรลลิ่งชิลๆ แรงเหลือก็ยิงเล่นกัน 555
  • ช่วงแรกๆ ราวๆ 25 กม. แรกจะเป็นการโรลลิ่งชิวๆ วิวสวยๆ ทุ่งนากำลังเหลืองสลับกับวิวต้นไม้สองข้างทาง มีเนินเล็กๆ ขึ้นๆ ลงๆ ให้ได้ปีนเล่นพอเป็นพิธี
  • อีก 20 กม. ต่อมาเป็นการปีนเขาลูกแรกครับ เป็นเขาลูกเล็กๆ ระยะปีน 1.5 กม. ในความชันราวๆ 10% พอขึ้นไปได้ เราก็จะเจอเนินแบบขึ้นๆ ลงๆ แทบจะตลอดทางครับ (บางคนชอบเขาแบบนี้นะ พอจังหวะลงก็พุ่งแรงๆ จะได้มีพลังงานจลน์สู้กับพลังงานศักย์ แต่ส่วนตัวผมชอบแบบปีนยาวๆ ชันๆ 10-15% มากกว่า) วิวสวยมากๆๆๆ เห็นเหมือนเป็นทุ่งหญ้าสีทองสลับกับป่าสีเขียวในวิวที่มีภูเขารอบทิศทาง
  • อีก 20 กม. ต่อมาเป็นการปีนเขาลูกที่สองครับ เป็นเขาที่ลูกใหญ่กว่าเดิม คือต่อจากลูกเดิมมีระยะปีน 2.5+1.5 กม. ครับ ชันประมาณ 7% (มีช่วงปั่นราบๆ ให้พักตรงกลางประมาณ 2 กม.) ช่วงนี้จริงๆ เราจะมีเขาสองยอด ยอดแรกจะเป็นภูเขาที่มีดินสีแดงๆ ส่วนยอดที่สองดินจะออกแนวเหลืองๆ กว่าครับ ตอนนี้ถ้ามองย้อนไป+ดูตรงยอดเขาก็ยังเห็นวิวคล้ายๆ ช่วงก่อนอยู่ แต่ไม่สวยเท่า สนุกน้อยกว่า แถมเหนื่อยกว่าครับ ขาเริ่มล้าบ้าง ขนมเริ่มร่อยหรอเพราะรถเซอร์วิสถามพี่ๆ น้องๆ ข้างหลัง (จุดนี้ผมคิดว่าเค้าน่าจะตามผมไม่เกิน 30-45 นาที)
  • อีก 10 กม. ต่อมาเป็นเนินซึมๆ ความชันประมาณ 1.5% ครับ ช่วงนี้มีบ้านคนเป็นพักๆ ตลอดสองข้างทาง ยาวมาเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าร้านบ่อเกลือวิลล์ครับ
วิวสวยมากๆๆ แต่แดดร้อนไปนิด
วิวสวยมากๆๆ แต่แดดร้อนไปนิด

จุดนี้ผมยังเข้าใจว่าทุกคนน่าจะห่างผมไม่มาก ไม่น่าเกิน 1 ชม. ทีแรกกะจะจิบกาแฟรอพี่ๆ แต่พอนั่งไปได้ซัก 15 นาทีชักทนหิวไม่ไหว เลยสั่งข้าวผัดแหนมมากินรองท้อง
แต่ใครจะรู้ว่าข้าวผัดแหนมราคา 79 บาทนั้นจะกลายเป็นอาหารจานหลัก
แต่ที่แย่กว่าอะไร คือของกินผมเหลือแค่ Kitkat Chunckey อันสุดท้ายแค่อันเดียว (ใครจะไปคิดว่ารถเซอร์วิสจะมาไม่ทัน)

จาก Check point แรก ถึงจุดยอดของเป้าหมาย :: อินทนนท์จำลอง

รอประมาณ 50 นาทีไม่มีทีท่าว่าใครจะมา ผมก็เลยว่า… ปั่นล่วงหน้าไปก่อนละกัน

พอออกจากร้านได้ประมาณ 200 เมตรก็ถึงโซนขึ้นเขาครับ
ช่วงนี้เป็นภูเขาจริงๆ ครับ ขึ้นล้วนๆ ไม่มีลง ระยะทางช่วงนี้ 10 กม. ในความชัน 10% เฉลี่ย

ช่วงแรกแดดร้อนมากๆ ก็ได้แต่ทำใจก้มหน้าก้มตาปั่นไป
อีกสักพักปั่นไปเจอหมา ภาวนาบอกว่าขอแม่งอย่าไล่กัดกูละกัน
อีกสักพักปั่นไปเจอฝูงวัว ภาวนาบอกแม่งอย่าไล่ขวิดกูละกัน

ยิ่งขึ้นสูง อากาศยิ่งเปลี่ยน ,,
จากด้านล่างที่ร้อนชิบ กลายเป็นฝนกระหน่ำลง และเปลี่ยนเป็นความหนาว
มุมมองที่สดใส กลายเป็นหมอกบดบังไปทั่ว
อากาศที่เราหายใจเรื่อยๆ ก็ดูชักจะบางเบาลงไปเรื่อยๆ
คิทแคทชิ้นสุดท้ายต้องแบ่งกินเป็น 7 คำเพื่อประคองให้มีแรงถึงยอด
รถยนต์ที่ขับผ่านก็ให้กำลังใจคนบ้าที่ปั่นเดี่ยวฝ่าฝนขึ้นยอดเขา
ทุกครั้งที่เราปั่นทำได้แต่ก้มหน้าและมองตรงเท่านั้น
เพราะทุกครั้งที่มองขึ้นไป เราจะเห็นทางที่เราจะต้องปีนต่อ ซึ่งโคตรบั่นทอนกำลังใจ
และอุทานในใจว่า “มึงเป็นเล่นไป จะให้กูขึ้นไปตรงนั้นเนี่ยนะ…”

แต่ถ้าไม่ขึ้นไป ก็ไม่มีทางอื่น

แต่สุดท้าย 1 ชม. ผ่านไปก็ถึงยอดจุดชมวิวอุทยานฯ ดอยภูคาครับ

ในที่สุดก็ถึงแล้ว เหนื่อยมากๆๆๆ
ในที่สุดก็ถึงแล้ว เหนื่อยมากๆๆๆ
ฟ้าหลังฝน... งดงามเสมอ
ฟ้าหลังฝน… งดงามเสมอ

เทียบๆ ไปความชันช่วงนี้คล้ายๆ อินทนนท์เลยนะ แค่ช่วงนวดมันนานกว่าเท่านั้นเอง

จากจุดยอดดอย ถึงจุดเริ่มต้น :: ลงไม่จริง

ถ้าถามว่าช่วงไหนที่รู้สึกท้อสุดๆ ในทริปนี้ ผมต้องยอมรับเลยว่าอีช่วงขาลงนี่แหละ
เฮ้ย!! ขาลงนะมึง ไหลยาวๆ ระยะทางแค่ราวๆ 30 โลเอง ชิวๆ… ถ้าคิดแบบนี้ คุณคิดผิดเพราะมันลงไม่จริง
ช่วงแรกของการลง ทำความเร็วได้ช้า เพราะความหนาว+หมอก+ถนนลื่น/เสียเป็นช่วงๆ
ถัดมา… ช่วงที่จะลงเขามันลงไม่จริง ลงไปสักพักก็ขึ้น อีกแป๊บได้ลง ลงสักพักก็ขึ้น ซ้ำๆๆ แบบนี้ไปเรื่อย (แถมจังหวะขึ้นนี่แบบ 12-15% อะ) ขาโคตรล้าแล้วยังต้องมาปีนเขาช่วงนี้อีก ทุกครั้งที่เห็นเนินนี่โคตรท้อ อยากจะจอดรถแล้ว
ถัดมา… ช่วงลงจัดๆ ชันแบบ -10% ถึง -15% ก็ไม่สามารถลงได้เร็ว เพราะว่าทางโค้งหักศอกเพียบ ลงแรงๆ รับรองว่ามีแหก แถมจังหวะสาดโค้งกว้างๆ นี่ก็ต้องโคตรระวัง เพราะชอบมีเศษหินวางเรียงรายอยู่ด้านปลายโค้ง
ถัดมา… ได้ตรง ได้ชัน แต่ถนนเห้ พื้นผิวถนนนี่ปะแล้วปะอีกจนไร้ความเรียบ สะเทือนยังกะปั่นบนดาวอังคาร สุดท้ายต้องหลบไปปั่นไหล่ทาง

บรรยากาศดอยที่น่านครับ
บรรยากาศดอยที่น่านครับ
เจอต้นชมพูภูคาด้วย มีแต่ดอกตูมๆ เพราะยังไม่ถึงหน้าบาน
เจอต้นชมพูภูคาด้วย มีแต่ดอกตูมๆ เพราะยังไม่ถึงหน้าบาน

แต่วิวช่วงลงนี่สวยมากๆๆๆๆ ส่วนนึงเพราะแสงพระอาทิตย์ใกล้ตกด้วย ทำให้เห็นทุ่งหญ้าสีทองบนภูเขาที่สลับกันเรียงตัวสวย แต่ตอนนี้ขากรูไม่ไหวแล้ววววววว

โรลลิ่งกลับ สภาพเหมือนจะพิการ

ช่วงนี้เป็นช่วงนึงที่ผมล้ามากๆ แรงหมดเกลี้ยง แถมขาก็เริ่มเจ็บ อาการขาดน้ำและขาดพลังงานเกือบตลอดช่วงการปั่นมารุมเร้าช่วงไถกลับอีก 15 กม. รอบขานี่แบบว่าไม่ไหวแล้ว เปลี้ยสุดๆๆๆ แต่ก็ต้องปั่น ไม่งั้นถ้ามืดจะลำบากกว่านี้

ปั่นไปก็รู้สึกดีใจนะที่ทำได้
อีกใจก็คิดว่าตอนนี้เรารอดมาได้ไงฟระ
อีกใจก็คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ อีก 20 ชีวิตและคุณมิเชลว่าจะทำได้มั้ย

แต่จุดๆ นั้นมันรู้สึกอย่างนึงนะ อยากพักการปีนเขาไปซักอาทิตย์นึง ,, การปีนขึ้นเนินกลับหลังจากดิ่งตัวลงมามันเหมือนเป็นเดจาวูซ้ำๆ ที่หลอกหลานผมแม้กระทั่งตอนที่นั่งเขียนบล๊อกนี้

Reunion Survival + สรุปผล

กดดูรายละเอียดการปั่นที่สตราว่า หรือจะเอ็นโอมอนโดก็ได้นะครับ

หลังจากนั่งรอที่บ้านราวๆ ชั่วโมงนึง ทุกคนก็กลับมาด้วยรถเซอวิส ดราม่ากันเป็นแถบ
ส่วนมากทุกคนปั่นได้แค่เช็คพอยน์ที่ร้านบ่อเกลือวิวเท่านั้น
อยากบอกว่าถึงจุดนั้น แม้จะได้ทางเกือบๆ 90 โล แต่เป็นความโหดแค่ 30% แค่นั้น
มีแต่ผมที่ปั่นจบครบวงกลม เป็นเส้นทางปัวคลาสสิกที่โหดนรกโดยแท้
ปั่นราวๆ หกชั่วโมงครึ่ง (ถ้านับปั่นจากที่พักก็เจ็ดชั่วโมงครึ่ง)
พักใหญ่ๆ สามครั้ง (ที่ร้านบ่อเกลือวิว, ที่ยอด แล้วก็ร้านลาบหลังจากปั่นครบวง)
พักเล็กๆ สองครั้ง (ซื้อน้ำก่อนถึงบ่อเกลือวิว กับหลังบ่อเกลือวิว)

สรุปสเตจครับ ,, ปั่นไปได้ยังไง
สรุปสเตจครับ ,, ปั่นไปได้ยังไง
ให้เวป Veloviewer มาช่วยโหน่ยยยยย ,, จะได้เห็นกราฟิคสวยๆ
ให้เวป Veloviewer มาช่วยโหน่ยยยยย ,, จะได้เห็นกราฟิคสวยๆ

ขอบคุณกล้วยตาก+เจเล่+คิทแคทและขนมต่างๆ ที่เอาไปครึ่งเดียวจากที่เตรียมไว้
ขอบคุณที่ยางไม่รั่ว, รถไม่ล้ม, หมาไม่กัด, วัวไม่ขวิด
ขอบคุณรถทุกคันที่ให้กำลังใจแม้ว่าการกดแตรของทุกท่านจะทำให้ผมสะดุ้งหลายครั้ง
ขอบคุณทีมงานสุดซอยไทยแลนด์ที่ได้ทำพาผมไปสัมผัสสวรรค์ในนรก และความทรมานบันเทิงอย่างแท้จริง

แต่ที่ขอบคุณที่สุดคือมิเชลครับ

หลังจากที่บริจาคของให้น้องๆ เด็กๆ เสร็จ ผมก็มีโอกาสไปคุยกับมิเชล
คือจริงๆ อยากไปปลอบแก เพราะแกมุ่งมั่นมากๆๆๆ แต่ไม่สำเร็จ
แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก บางครั้งเราก็สำเร็จไปได้ด้วยดี บางครั้งก็ทุลักทุเล บางครั้งก็อาจล้มเหลวบ้าง ไม่ใช่ทุกวันที่ล้มเหลวแค่อย่าเพิ่งไปท้อมัน

เพราะชีวิตมันก็มีแค่นั้นแหละครับ

ปล. ขอบคุณรูปจากมะต๋าว, ทีมงานสุดซอยไทยแลนด์ และนักท่องเที่ยวที่เจอกันที่ยอดภูคาที่ถ่ายรูปให้นะครับ

หลังจากลองปั่น 4000km บน Cannondale Supersix Evo Himod

หลังจากที่ได้กลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งและเริ่มรู้แนวการปั่นของตัวเอง จากคันเดิมอย่างเจ้า Bianchi Impulso แล้ว ตอนนี้ก็มีโปรเจคงอกคันใหม่เพิ่มอีกคัน ซึ่งคอนเซปหลักๆ จะต้องเบาและปั่นสบายกว่าเดิมหน่อย, สีต้องโดนใจ, ท่อนอนของเฟรมต้องตรงและขนานกับพื้นมากที่สุด, ออกแนวเรซซิ่งนิดๆ ฯลฯ

เล็งมานาน สุดท้ายก็มาลงตัวกับเจ้า Cannondale Supersix EVO himod ลาย Team Cannondale ปี 2013 ครับ ซึ่งลงตัวหมดแทบทุกจุด ซึ่งทีแรกได้มาผมก็กะเขียนเลยแหละ แต่กลัวว่าจะอวยไปนิด ก็เลยขอลองปั่นทดสอบหน่อย ตอนนี้ผ่านมาก็เกือบๆ 5 เดือนแล้ว ปั่นระยะทางทั้งสิ้น 4,000 กิโล ได้ความสูง 50,000 ม.

ปั่นมาสักช่วง วันนี้เลยขอรีวิวซักหน่อย
ปั่นมาสักช่วง วันนี้เลยขอรีวิวซักหน่อย

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีก็เลยจัดซะเลย

คอนเซปของรถคันนี้

จริงๆ ไม่มีอะไรมากเลยครับ นอกจากชอบที่มันตรงสเปคอย่างที่โม้มาด้านบน, ทีแรกก็เล็งๆ หา complete bike ของ Cannondale ที่เมืองไทยนี่แหละ แต่ว่าเจอดีลเลอร์รุงรัง+มีปัญหานิดหน่อย แถมสีที่อยากได้ก็ไม่มี+พูดกับเราก็ไม่ดี ,, พอดีกับผมมีโอกาสไปต่างประเทศพอดี เลยมีโอกาสได้ไปเดินดูร้านจักรยานที่นั่น พอดิบพอดีเจอเฟรมรถรุ่นที่เราอยากได้+มีไซส์+สีที่ชอบพอดีในงบที่เราเตรียมไป ก็เลยจัดมาครับ แถมได้ลดราคาอีกหน่อยเพราะว่าเป็นเฟรมของปีก่อน (แต่วัสดุและน้ำหนักแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง)

เวลาเราซื้อจักรยานเฉพาะเฟรมเซตมันไม่ได้มาแค่เฟรมนะครับ จำเป็นต้องตรวจสอบดีๆ ด้วยว่าเค้าให้อะไรมาบ้าง เพราะของบางอย่างค่อนข้างจำเพาะและหาซื้อยาก อย่างเฟรมที่ผมซื้อเค้าจะมีตะเกียบ, ถ้วยคอ, ที่รัดหลักอาน และกะโหลก PF30 มาให้ด้วย

ที่สำคัญ อย่าลืมใบรับประกันและใบเสร็จนะครับ สำคัญมากๆ

ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับน้ำหนักมันพอควร เพราะเฟรมไซส์ 50 + ที่รัดหลักอานมีน้ำหนักแค่ 8 ขีด (ทางเดลบอกว่า เฟรมเฉยๆ มีน้ำหนัก 690 กรัมเอง), ส่วนตะเกียบก่อนตัดซางหนัก 320 กรัม, ถ้วยคอ 110 กรัม และกะโหลก PF30 อีก 80 กรัม ,, รวมน้ำหนักชุดเฟรมเซ็ตแล้วไม่ถึง 1.4 โลเลย!!!!

จากนั้นผมก็เตรียมกรุ๊ป Dura-Ace 9000 (ยกเว้น Crankset ใช้ SISL1 ของ Cannondale เอง), ล้อ Eurus ของ Campagnolo, Cockpit ของ Ritchey ประกอบร่างให้มัน

จบเป็นคัน รวมขากระติก, กระติกไม่ใส่น้ำ, Barfly ของการ์มินและบันได 105 น้ำหนักอยู่ที่ 6.8 โลพอดี

สัญลักษณ์บ่งบอก Himod + ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นหมื่น
สัญลักษณ์บ่งบอก Himod + ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นหมื่น
Crankset เป็น SISL ของ Cannondale + ใบจาน 50-34 ของ FSA
Crankset เป็น SISL ของ Cannondale + ใบจาน 50-34 ของ FSA
เลือกใช้กรุ๊ป Dura Ace 9000 ครับ
เลือกใช้กรุ๊ป Dura Ace 9000 ครับ
มุมมองจากด้านหน้าครับ
มุมมองจากด้านหน้าครับ
สเตม -17 องศา ,, แบบว่า ก้มสุดๆๆๆ
สเตม -17 องศา ,, แบบว่า ก้มสุดๆๆๆ
ใส่ Arione ลายทีมมาเลย (แต่เป็นลายของ 2014 นะ)
ใส่ Arione ลายทีมมาเลย (แต่เป็นลายของ 2014 นะ)

เฟรม Supersix มันจะแปลกๆ กว่าเจ้าอื่นหน่อยๆ คือจะซ่อนเฉพาะสายเบรคหลังนะครับ สายเกียร์เดินออกด้านนอกปกติ ,, แถมพิเศษเฉพาะ Size 48 และ 50 รูเปิดปลายสายเบรคจะออกทางปลายของ Top tube, ส่วน size อื่นๆ จะออกทาง Seat stay ครับ

มีแค่เบรคหลังที่ซ่อนสายนะครับ
มีแค่เบรคหลังที่ซ่อนสายนะครับ

หลังจากลองปั่นจริง

ขอเล่าเป็นฉากๆ เลยละกันนะครับ (อาจดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ที่ผมเทียบกับคันเดิม เพราะสเปคต่างกันเยอะไปหน่อย)

  • ครั้งแรกที่ลองปั่น บอกไม่ค่อยถูกครับ แต่รู้เลยว่ารถเบา พุ่งกว่าเดิมเยอะชัดเจน เทียบกับ Impulso คันเดิมแล้วชอบฟีลของอลูที่ดิบมากกว่า ชอบฟีลที่เหมือนกับเราเอาตัวไปแนบกะพื้นเลย หินทุกก้อน, ทรายทุกเม็ด ส่งแรงกระเทือนมาหาเราทุกดอก (คิดว่าเราคงติดการ set รถคันเก่าและอารมณ์เดิมๆ อยู่)
  • หลังจากเทสไปซัก 30-40 โล เราเริ่มรู้ละว่าคำว่านุ่มเป็นไง คือขับผ่านทางขรุขระไม่มากในความเร็วระดับนึง (มากกว่า 20 กม./ชม.) แล้วรู้สึกว่าเหมือนความขรุขระมันหายไปซักครึ่งนึงหรือมากกว่า แต่แรงกดต่างๆ ที่เราส่งไปให้รถแทบจะเหมือนรถอลูเลย ชอบมากๆ ,, ดูจากรีวิวหลายที่ เค้าบอกว่าที่หางหลังมันมีระบบ SAVE ช่วยรับแรงกระแทกให้เรา
  • จากนั้นลองเทสปั่น 100+ กม. พบว่าอาการปวดหลังในช่วงที่เราปั่นนานๆ เกินสองชั่วโมงครึ่งลดลงไปเกินครึ่ง คือมันก็ยังมีเมื่อยนิดๆ นะ แต่สบายกว่าเดิมมากๆๆ (ขนาดคันใหม่นี่ต่อให้ใช้สเตม -17 ซึ่งโคตรก้มอะ แต่ยังปวดหลังน้อยกว่า) ,, แต่ที่ชอบสุดๆ เลยคงเป็นจังหวะขึ้นเขา เพราะรถมันเบาเร่งขึ้นได้ดั่งใจ กดเป็นมา รู้เลยว่าน้ำหนักที่หายไปทำให้เราขึ้นเขาได้แจ่มแมวมากขึ้นแค่ไหน แถมอาการปวดหลังช่วงขึ้นเขาของผมก็หายไปแทบจะปลิดทิ้ง
  • พอปั่นไปนานๆ ลุยดอยมาเป็นร้อยลูก ปั่นมาเป็นพันโล พบว่าเจ้า Cannondale ยิ่งปั่นยิ่งสนุกเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ กลับไปปั่น Impulso แล้วไม่ตอบสนองได้ไม่เท่าเลย เรียกได้ว่าแทบอยากขายรถอลูทิ้งเลย ซึ่งผมชักเข้าใจละว่าทำไมเค้าถึงขายทิ้งกันซะเยอะ 555
  • ใช้ Dura Ace แล้วฟินมากๆ ฟีลลิ่งดีกว่า 105 แบบขาดลอย (เทียบกับราคาที่อัพมาสามเท่ากว่าๆ อะนะ) ส่วนเบาะ Arione แรกๆ ใช้ละโคตรเมื่อยตูด แข็งก็แข็ง แต่พอใช้ไปนานๆ + ปรับระยะดีๆ แล้วนั่งสบายกว่าเบาะนุ่มๆ อีก แถมเซตตัวเองให้ปั่นให้แอโร่ง่ายขึ้นด้วย
เทสกับการปั่นขึ้นอ่างขาง (จากทางฝาง)
เทสกับการปั่นขึ้นอ่างขาง (จากทางฝาง)
ขึ้นถึงป้ายดอยลาง-ผ้าห่มปกแอบชันไปนิด แต่ก็สนุกดี
ขึ้นถึงป้ายดอยลาง-ผ้าห่มปกแอบชันไปนิด แต่ก็สนุกดี

สรุปง่ายๆ ละกัน

แม้ว่าค่าตัวจะแรงไปนิดเพราะถือว่าเป็นเฟรมตัวท๊อปในไลน์แล้ว แต่ส่วนตัวผมว่าเป็นรถที่ปั่นดีนะ ปั่นสนุกมากๆ ทำให้เข้าใจว่ารถที่สติฟแต่ไม่กระด้างเป็นอย่างไร ขึ้นเขาสบายขึ้นเยอะ จะทางราบก็โอเคมากๆ อาการปวดหลังจากการปั่นจักรยานนานๆ (เรียกว่าความเบาเป็นพระรองไปเลย) ก็ดีขึ้นมาก เรียกว่าแทบจะหาข้อเสียไม่มีเลย

แต่ถ้ามีคันหน้า อยากได้รถที่ปั่นสบายแบบนี้ แต่ดูแลง่ายๆ กว่านี้+ปัญหาจุกจิกน้อยกว่านี้อีกหน่อย 555

ดอยมันชันๆ ก็แค่ปั่นกันไป… รู้กันได้ไง ว่าชันแค่ไหน??

ช่วงนี้ผมบ้าการปั่นขึ้นดอยมากๆ

ส่วนนึงผมว่ามันโหดดีนะ เหมือนลากสังขารอ้วนๆ ตัวเองปั่นขึ้นไป อารมณ์คล้ายๆ เข็นครกขึ้นภูเขา แต่พอไปถึงข้างบนยอดเท่านั้นแหละ ฟินโคตรๆ ,, ซึ่งดินแดนแม่อายที่ผมอยู่ตอนนี้เนี่ย เรียกว่าดอยล้อมรอบเลย ปั่นพิชิตกันไป สนุกมากๆ แต่ก็โหดไม่แพ้กัน ซึ่งผมก็ไม่คิดอะไรมากครับ ก็ปั่นๆ มันไป ฟินดี

หนึ่งในยอดของเทือกเขาแอลป์ครับ Alpe D'Huez (เอามาจาก http://nohills.net/?p=220)
หนึ่งในยอดของเทือกเขาแอลป์ครับ Alpe D’Huez (เอามาจาก http://nohills.net/?p=220)

จนกระทั่งวันนึงผมปั่นขึ้นดอยลางด้านหลังโรงพยาบาล โดยใช้ app strava บน iphone (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรมาดลใจให้ใช้ เพราะปกติผมใช้ Endomondo มาตลอด) ซึ่งแอพนี้มีข้อดีอย่างนึงคือมันบอกความชันของภูเขาเป็น Category ต่างๆ ด้วย (ไม่แน่ใจว่ามีคนทำมาให้ หรือว่าแอพมันทำให้เอง) ทีนี้ผมก็เกิดปุจฉาในใจว่าแล้ว Category แต่ละอันมันต่างกันยังไงวะครับ

แถมยิ่งช่วงก่อนผมก็นั่งดูเค้าแข่ง Tour de France และ Vuelta Espana คำถามก็ยิ่งถูกกระตุ้นให้อยากรู้เป็นทวีคูณ

หลังโรงพยาบาลก็มีดอยนะครับ เห็นมี Cat3-4 เต็มไปหมดเลย อิอิ
หลังโรงพยาบาลก็มีดอยนะครับ เห็นมี Cat3-4 เต็มไปหมดเลย อิอิ
App Strava เค้าเก็บความชันให้เราด้วยอะ
App Strava เค้าเก็บความชันให้เราด้วยอะ

ผมก็เลยไปหาข้อมูล แล้วมาเล่าสู่กันฟังหน่อยน่ะครับ ผิดถูกตรงไหนก็บอกกันได้นะครับ

การจัดอันดับความชันของภูเขา เค้าใช้ข้อมูลสองส่วนครับ

  • ส่วนแรกที่ใช้คือเปอร์เซนต์ความชันครับ คิดง่ายๆ ครับ ระยะทางของภูเขาลูกนี้จากตีนดอยจนถึงยอด 10 กิโลเมตร หลังจากปั่นแล้วเราจะสูงเพิ่มขึ้นมาจากพื้นดิน 500 เมตร ก็แปลว่าภูเขาลูกนี้มีความชัน 5% ครับ (คือเอา 0.5กม./10กม. ครับ) ถ้าจากรูปด้านล่างก็เอา x/y (ในหน่วยเดียวกัน) แล้วคูณร้อย (เพื่อทำเป็นเปอร์เซนต์)
  • ส่วนที่สองคือระยะทางของช่วงความชันครับ ว่ายาวกี่กิโลเมตร คือเท่าที่ผมอ่านเข้าใจมานะ เค้าจะนับระยะทางรวมส่วนที่ชันขาขึ้นนะครับ (หมายความว่าถ้ามาส่วนลาดลงมาก็ไม่นับละ) เช่นผมไต่เขาลูกนี้ยาวจากตีนเขาถึงยอด 12 กิโลเมตรก็จริง แต่ว่ากิโลเมตรที่ 7-9 เป็นทางลาดลง เค้าก็จะแบ่งภูเขานี้เป็นสองช่วงครับ คือช่วงแรก 7 กิโลเมตร (ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 0-7) และช่วงที่สองอีก 3 กิโลเมตร (ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 9-12) รวมเป็น 10 กม. (ตรงนี้เท่าที่อ่านมาแล้วงงๆ นิดหน่อย บางที่บอกว่าถ้ามีจุดลาดลงให้แยกเป็นเขา 2 ช่วงเลย )
เปอร์เซนต์ความชัน = x/y *100 น่ะครัช
เปอร์เซนต์ความชัน = x/y *100 น่ะครัช

จากนั้นได้ข้อมูลมาสองส่วนแล้ว เค้าจะจัด Categories เป็น 4 แบบ (เท่าที่ผมหาเจอนะ) ส่วนมากเค้าจะจัดลำดับกันประมาณนี้อะครับ

  • Category 4 – เป็นความชันที่เบสิกที่สุด ส่วนมากจะเอาระยะทางไม่เกิน 2 km (1.24 ไมล์) และชันไม่เกิน 5%, หรืออาจไกลขึ้นเป็น 5 km (3.1 ไมล์) แต่ชันเพียง 2-3%
  • Category 3 – เป็นความชันระดับถัดมา ระยะทางอาจเป็นช่วงสั้นๆ เริ่มต้นที่ 1.5 km (.93 ไมล์) ที่มีความชันมากๆ บางครั้งอาจถึง 10% เลยก็เป็นได้, หรืออีกนัยนึงอาจเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกลหน่อย ประมาณ 10 km (6.2 ไมล์) แต่ว่าชันประมาณ 5%.
  • Category 2 – เป็นความชันที่ผมว่าโคตรโหดแล้ว (เท่าที่ผ่านมาปั่น Cat2 แทบรากเลือด) เอาที่ระยะทาง 5 km (3.1 ไมล์) ที่มีความชันถึง 8%, หรือจะมีระยะทางไกลหน่อยที่ 15 km (9.3 ไมล์) แต่ชันประมาณ 5%.
  • Category 1 – เป็นอะไรที่ผมว่าโหดนรกอะ คิดแล้วอย่างเครียดเลย ช่วงระยะทางจะประมาณ 8 km (5 ไมล์) ที่ชันราว 8%, หรือระยะทางอาจไกลถึง 20 km (12.4 ไมล์) ที่ชันราว 5%.
  • Hors Categorie หรือ HC (แปลว่า above category คืออะไรที่เหนือที่จะจัดอันอับได้) เป็นระดับการไต่เขาที่โหดที่สุดที่จะสามารถปั่นขึ้นกันได้ ซึ่ง Category นี้สามารถเป็นได้ทั้งการปั่นที่ระยะทางที่ไกลกว่า 10 km (6.2 ไมล์) ที่มีความชันเฉลี่ยอย่างน้อย 7.5% หรือจะเป็นการปั่นที่ระยะทางไกลถึง 25 km (15.5 ไมล์) แต่ชันเฉลี่ยอย่างน้อย 6% หรือสุดท้ายจะเป็นความชันระดับ Cat1 ที่เป็นช่วงท้ายของ stage (หมายถึงเส้นชัยอยู่ตรงปลายยอดเขา ต้องสปรินท์ขึ้นดอยเอาน่ะ) ก็ได้

แต่บาง Reference ก็ว่า

  • Category 4 – ระยะทาง 2 km ชัน 6% หรือจะมีระยะ 4 km ชัน <4%
  • Category 3 – ระยะทาง 2-3 km ชัน 8% (ระยะทางอาจสั้นกว่านี้ก็ได้ แต้ต้องแบบชันมากๆ อะ) หรือจะมีระยะ 2-4 km ที่ชัน 6%, หรือจะมีระยะ 4-6km ที่ชันราว 4%
  • Category 2 – ระยะทาง 5-10 km ที่ชันเฉลี่ยราว 5-7%, หรือจะมีระยะมากกว่า 10 km แต่ชัน 3-5%
  • Category 1 – ระยะทาง 5-10 km แต่ชันมากกว่า 8%, หรือระยะทางราว 10-15 km แต่ชันเฉลี่ยราว 6%
  • HC – คล้ายๆ อันบน ที่เป็น Cat1 ที่เป็นช่วงม้ายของสเตจที่อยู่บนยอดเขา หรือจะเป็นช่วงที่มีระยะทางมากกว่า 15 km ที่ชันมากกว่า 8% (เช่นที่ Alpe D’Huez เป็นต้น), หรือทางขึ้นเขาต่อเนื่องยาวมากกว่า 20 km ในทุกช่วงความชัน (เช่นที่ Col du Galibier ที่แม้เฉลี่ยจะชันแค่ 5% แต่ทางไกลเกือบ 40km)
ความชันเฉลี่ยของ Galibier ครับ (เอามาจาก http://www.ulb.ac.be/di/ssd/ldoyen/e/galibier.html)
ความชันเฉลี่ยของ Galibier ครับ (เอามาจาก http://www.ulb.ac.be/di/ssd/ldoyen/e/galibier.html)
ส่วนนี่เป็นขาขึ้นของ Mont Ventoux ครับ โหดสัสๆ เลย
ส่วนนี่เป็นขาขึ้นของ Mont Ventoux ครับ โหดสัสๆ เลย
ส่วนนี่เป็นของ Alpe d'Huez ครับ โหดไม่แพ้กัน ฮือๆๆ
ส่วนนี่เป็นของ Alpe d’Huez ครับ โหดไม่แพ้กัน ฮือๆๆ

อ่านแล้วก็งงๆ เอาเป็นว่าผมสรุปของผมไว้คร่าวๆ ละกัน เพื่อจะได้เข้าใจง่ายๆ น่ะครับ ตามในกล่องข้างล่างเลยครับ

เท่าที่ผมค้นมาจากหลายที่ข้อมูลไม่ตรงกันมาซักทีเดียวนะ แต่ต่างกันนิดหน่อยอะ โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาและฝั่งยุโรปมักจะมีข้อมูลค่อยไม่ตรงกันบ้าง แต่จากการสังเกตของผมส่วนตัวนะ คิดง่ายๆ ลองเอาระยะทางคูณกับความชันดูครับ จะได้ค่าความชันพอประมาณได้คร่าวๆ

  • ถ้า Category 4 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 10-15
  • ถ้า Category 3 ค่าที่คูณได้จะประมาณ 15-30
  • ถ้า Category 2 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 30-50
  • ถ้า Category 1 ค่าที่คูณจะได้ประมาณ 50-90

ซึ่งผมก็ไปเจอเจ้าเวปนี้ เค้าทำเป็นกราฟคร่าวๆ เราก็พล๊อตระยะทางและความชันลงไป แล้วดูว่าดอยที่เราปั่นมันตกที่โซนไหน จะได้เห็นภาพได้ง่ายๆ หน่อย

เอาความชันต่างๆ มา plot เป็นกราฟเพื่อแบ่ง Category ก็ง่ายดีนะ
เอาความชันต่างๆ มา plot เป็นกราฟเพื่อแบ่ง Category ก็ง่ายดีนะ

ซึ่งถ้าคิดระยะแบบ Strava ที่แบ่งเป็น Cat แบบ Auto ก็คงอาจมีหลาย Cat ในดอยเดียว (คิดว่ามันคงแบ่ง category ในแต่ยอด ดอยนึงมีแปดยอดก็มีแปด categories ล่ะ) ,, แต่จริงๆ ดอยส่วนมาก เท่าที่ติดตาม TDF ผ่านๆ มา รวมทั้งดอยลางที่ผมปั่นขึ้นเนี่ย มันมีลูกเดียวน่ะครับ อาจมีทางลาดลงบ้างเล็กน้อย ผมว่าน่าจะรวบได้เลย คือคิดเป็นเปอร์เซนต์ความชัน = (ความสูงที่ไต่ขึ้นมา(กม.)/ระยะทางที่ปั่นจริง(กม.))*100 ซึ่งของเราจากรูปด้านบนจะได้เท่ากับ (.813/10)*100 = 8.13% และระยะทาง 10 กม. ซึ่งคิดแล้วเข้า Cat1 ได้เลยนะเนี่ย…

แล้ว % ความชัน มันเท่ากับกี่องศา

คำถามนี้เกิดกับผมวันนึงระหว่างปั่นขึ้นทางรถเข็นของผู้พิการ ระยะทางซัก 20 เมตรได้ แต่ชันโคตรๆ เลย คิดในใจว่าโห ต้องชันแบบ 30%++ แน่ๆ ว่าแล้วผมก็หยิบไอโฟนมาวัดองศาความชัน อ่าว ทำไมแค่ 16 องศาเองล่ะ

ว่าแล้วผมก็เลยเปิด excel แล้วคำนวณเทียบ % ความชันเป็นองศาครับ แฮ่ๆๆ สรุปมาตามนี้ (กดไปดูชัดๆ ได้นะ)

เทียบ %ความชัน (สีแดง) กับองศา (สีม่วง) ครับ
เทียบ %ความชัน (สีแดง) กับองศา (สีม่วง) ครับ

อย่ามัวแต่คิดมากเลยครับ หยิบจักรยานแล้วปั่นๆ มันไปเหอะ ยิ่งเนินหนักๆ ยาวๆ ยิ่งมัน ความเจ็บปวดอยู่กับเราไม่นานหรอก ถึงยอดแล้วเดี๋ยวก็หายไปเอง ไต่เขาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าใจกับคำว่าความทรมานที่แสนมีความสุขเอง…

จงมีความสุขกับการไต่เขาครับ 🙂

เทคนิคการปั่นจักรยานหนีสุนัขของผม (จังหวะขึ้นดอย)

ถ้าถามถึงอุปสรรคการปั่นจักรยาน หลายคนคนอาจตอบว่าหนทางที่ไกลบ้าง, แดดร้อนบ้าง, ความชันของภูเขาบ้าง, เมียไม่ให้มาปั่นบ้างก็ว่ากันไป ,, แต่สำหรับผม อุปสรรคสำคัญคือการที่มีหมามาไล่นี่แหละ หมาที่มาไล่เราทำให้การวางแผนการใช้พลังงานมันผิดเพี้ยนไป แรงที่เรากะออมไปปั่นกลายเป็นต้องต้องอัดสปีดหนีหมา โดยเฉพาะจังหวะที่กำลังปั่นขึ้นดอยแล้วโดนหมาไล่แล้วเราเสือกหมดแรงนี่เป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ ทางก็ชัน แรงก็หมด ฮ่วย!!! ยิ่งเราแต่งตัวปั่นจักรยานแบบเต็มสูบ, ใส่รองเท้า+คลีทพร้อมหมามันก็จะยิ่งไล่กว่าเดิมเหมือนจะรู้เลยว่ามึงปลดรองเท้าหนีกูไม่ได้แน่

แถมผมยังโดนหมากัดมาทีนึงด้วย อารมณ์เสีย!!!

ร่องรอยการโดนหมาง่ำ ว้ากกกก หนีไม่ทันอ่า...
ร่องรอยการโดนหมาง่ำ ว้ากกกก หนีไม่ทันอ่า…

หลังจากปั่นเก็บเลเวลมาสักช่วง ผมก็เริ่มเข้าใจธรรมชาติของมันพอที่จะปั่นหลบหนีมาได้ และก็ขอเล่าประสบการณ์ของผมล้วนๆ ไว้ในบล๊อกตอนนี้หน่อยละกัน (แต่หลักๆ ขออ้างอิงจังหวะสปรินท์หนีหมาขึ้นดอยละกัน)

หมาไล่ ทำไงดีอ่า

เอาเป็นว่า ขอสรุปจากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัวของผมไว้คร่าวๆ เป็นข้อเลยนะครับ

  • เวลาปั่นจักรยานผ่าน พยายามอย่าไปมองหน้ามันแบบตั้งใจว่ากูจะมองหน้ามึงครับ เพราะหมามันจะคิดว่าเราไปหาเรื่องมัน ให้ขับผ่านไปแบบไม่ต้องสนใจ ส่วนมากมันก็จะไม่สนใจเราด้วย แต่หมาประเภทนี้เราต้องสังเกตนิดนึง ว่ามันจะอยู่เฉยๆ ทำกิจวัตรของมันตามปกติ ไม่สนใจเรา และมันต้องไม่มองหรือเล็งๆ จะเห่าเรานะครับ
  • อย่าส่งเสียงหรือทำให้มันตกใจครับ ถ้าปั่นมาเรื่อยๆ เห็นหมาหลับอยู่หรือเดินอยู่ชิลๆ ก็ไม่ต้องส่งเสียงทักมันให้มันหันมาแง่มเรา ค่อยๆ เงียบๆ ลุยไป
  • แต่ถ้ามันเล็งๆ จะเห่า หรือจากนอนๆ อยู่แล้วลุกขึ้นมาทำตาลุกวาวจ้องจะงั่มเรา ให้เราลงจากรถ (ถ้าใส่คลีทก็ปลดลงมาครับ) จากนั้นก็จูงรถเราไปจนกว่าจะพ้นรัศมีมันครับ
  • อีกเทคนิคนึง ถ้าปั่นในถนนที่รถไม่เยอะมาก แนะนำให้หนีหมาโดยการปั่นจักรยานข้ามไปอีกเลนเลย เพราะจากประสบการณ์ผม หมาส่วนมากไม่ชอบข้ามถนนเท่าไหร่ (แต่จังหวะปั่นตัดข้ามเลนก็ต้องระวังด้วยนะครับ เดี๋ยวโดนรถชนละไม่คุ้ม) อีกอย่าง เผื่อสเปซระหว่างเรากับหมาไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ไหวตัวทัน
  • ถ้าหมาวิ่งมาจู่โจมอย่างเร็ว ให้รีบปลดคลีทแล้วลงมาข้างจักรยาน หยิบหาก้อนหินหรือเศษอะไรก็ได้แล้วขว้างไปใกล้ๆ มัน เอาแค่ขว้างขู่ๆ พอนะ (ถ้าได้ก้อนหินจะดีมาก) มันจะตกใจแล้วตกตะลึงไปซักพัก ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บก้อนหินไว้อีก 2-3 ก้อนสำหรับขว้างขู่จนพ้นรัศมี หรือถ้าหาก้อนหินไม่ได้หรือไม่ทัน ก็หยิบเอากระบอกน้ำมาฉีดๆ ใส่มันก็พอได้นะ
  • ไม่ควรพกขนมหรืออาหารให้มันหวังเพื่อจะล่อ เพราะว่าครั้งถัดไป มันก็จะมาหาเราอีก ซึ่งจะเป็นการจากว่ามันมาหาเราเพราะจะกินอาหารเราหรือจะแง่นเราเป็นอาหาร (แต่เทคนิคนี้บางคนก็ได้ผลนะ แต่กะผมไม่เวิร์ค)
  • แต่หายนะของจริงคือการที่มันมารุมเราหลายๆ ตัวครับ ,, ถ้าเทคนิคผม ให้เรารีบลงรถแล้วรีบหลบหลังจักรยาน ค่อยๆ จูงจนพ้นรัศมี ซึ่งระหว่างที่จูงเนี่ย เราต้องมองมันทุกตัว ใช้สายตาข่มและจิก และพยายามร้องเรียกให้คนมาช่วยอยู่เสมอ
  • แต่วิธีที่ผมไม่แนะนำให้ทำคือ ขับรถไปชนมันเลยอะ เพราะว่าสงสารมันเจ็บ (แล้วทีขว้างก้อนหินล่ะ)อนอกจากมันเจ็บ เราอาจล้มเจ็บแขนหักไปและโดนหมามากัดซ้ำได้
  • อีกวิธีที่ได้ผล แต่อาจทำลำบากในจังหวะที่เราเหนื่อยมากๆ หรือกำลังสปรินท์ขึ้นดอยคือการตวาดออกไปดังๆ ให้หมามันตกใจ
  • สุดท้าย ถ้าไม่ไหวจริงๆ และถ้าไม่อะไรมาก แบบว่ากูไม่ไปก็ได้วะ ก็หันหัวจักรยานจูงกลับครับ บายม์~

จากนั้นให้เรารีบปั่นให้พ้นอาณาเขตมันครับ ถ้าเป็นหมาบ้านนี่ก็รีบปั่นพ้นๆ บ้านมันก็น่าจะรอดละ แต่ถ้าเราปั่นในสวนหรือปั่นในวัด อันนี้อาจลำบากหน่อยนึง เพราะเราก็ยังวนๆ ในอาณาเขตของมันอยู่ ,, โดยเฉพาะหมาที่มันเห่าแบบจริงจัง หมาฝรั่งตัวใหญ่มากๆ หางไม่กระดิก แถมแยกเขี้ยวด้วย พึงต้องระวังเป็นพิเศษ…

การปั่นจักรยานหนีหมาในจังหวะขึ้นดอยนี่มันไม่ง่ายจริงๆ
การปั่นจักรยานหนีหมาในจังหวะขึ้นดอยนี่มันไม่ง่ายจริงๆ

เท่านี้แหละครับ เทคนิคผม

Enjoy ขึ้นดอย, Enjoy Riding, ปั่นซิ่งหนีหมา

ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 2 ที่พุกาม

หลังจากที่ภาคที่แล้วเราได้ไปทัวร์ย่างกุ้งไปแบบด่วนๆ คราวนี้เราก็จะมาเที่ยวพุกามกัน ซึ่งใครๆ ก็ต่างขนานนามที่นี่ว่าเป็น “ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์” ,, พุกามที่เราเคยได้ยินแต่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์แล้วไม่เคยจำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย วันนี้จะได้ไปเหยียบมันจริงๆ ซักทีละครับ

มันเยอะจริงๆ... คงต้องอยู่เป็นเดือน กว่าจะลุยกันได้ครบทุกเจดีย์
มันเยอะจริงๆ… คงต้องอยู่เป็นเดือน กว่าจะลุยกันได้ครบทุกเจดีย์

และก็เป็นอีกครั้งที่เราใช้บริการสายการบินภายในประเทศของพม่าอย่าง Myanmar Airways บินตรงจากย่างกุ้งขึ้นมายังสนามบินยองอู (Nyaung U) ของพุกามโดยใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งครับ

มองจากบนเครื่องบิน ภาพที่ผมเห็นภาพแรกของพุกามเป็นเหมือนพื้นที่ราบสีแดงคล้ายทะเลทราย มีแค่ต้นไม้เล็กๆ โผล่แทรกเป็นช่วงๆ จนเมื่อเครื่องบินลงต่ำเรื่อยๆ ภาพของทะเลเจดีย์สีอฐก็ผุดเยอะขึ้นมากเรื่อยๆ ดูอลังการและทำให้ผมตื่นเต้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ,, แม้ภาพทะเลเจดีย์จากบนเครื่องบินนั้นจะสวยมากๆ (เสียดายที่ผมไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง ฮึ่ยๆๆๆๆ) แต่พอเราเหยียบสนามบินเท่านั้นแหละ เราจะต้องรีบคว้ากระเป๋าเราไว้และออกไปจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมือง 10 ดอลล่า

แต่ 10 ดอลนี่คิดต่อ 1 visit นะครับ จะอยู่ห้าวันสิบวันก็เสียแค่ 10 ดอล คิดในแง่ดีซะว่าเป็นการจ่ายค่าเข้าชมเจดีย์และสถานที่ทุกสิ่งทุกอย่างในพุกาม (เว้นแต่พิพิธภัณฑสถานของพุกาม ที่ต้องจ่ายค่าเข้าเพิ่มเองอีก 5 ดอลล่าครับ)

แต่เรามีเวลาแค่วันเดียว ดังนั้น 10 ดอลต้องคุ้ม!!!

แหม่... จะออกจากสนามบินได้ต้องจ่ายค่าชมเมืองเค้า 10 ดอลด้วย
แหม่… จะออกจากสนามบินได้ต้องจ่ายค่าชมเมืองเค้า 10 ดอลด้วย

ที่บอกให้รีบคว้ากระเป๋าเพราะว่าจะมีบริการไม่ได้รับเชิญชาวพม่าเค้าจะมาช่วยยกกระเป๋าเราไปให้น่ะครับ ซึ่งการยกนี่ไม่ได้ยกฟรีๆ หรอกนะ เค้าก็จะขอนิดๆ หน่อยๆ เหรียญสองเหรียญ บางทีก็เหมือนจะคุ้มเพราะกระเป๋าเราก็ไม่ได้เบาๆ แถมพาไปหาแท๊กซี่ได้ด้วย ผมโดนที่นี่ก็ 1000 จ้าด ถ้าไม่คิดมากก็ถือว่าค่ายกของ 30 บาท ,, แต่บอกตรงๆ นะ ผมกลัวกระเป๋า+ของข้างในหายอะ

จากนั้นก็เหมารถตู้ที่สนามบินมาโรงแรม Glorious Bagan (หรือ Myat Bagan) ราคา 10,000 จ้าด

จ่าย 10 เหรียญให้ป้าแกเสร็จก็ไปเที่ยวให้หนำใจกันเหอะ
จ่าย 10 เหรียญให้ป้าแกเสร็จก็ไปเที่ยวให้หนำใจกันเหอะ
ขนของขึ้นรถ เตรียมเก็บของ+รีบเที่ยวเมืองกัน
ขนของขึ้นรถ เตรียมเก็บของ+รีบเที่ยวเมืองกัน

ถนนที่นี่นี่คนละแบบกะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ ,, อาทิ เป็นถนนเลนเดียวสลับกับสองเลนแคบๆ, มีดินลูกรังอยู่ข้างๆ, วิวสองข้างทางมีแต่เจดีย์+พุ่มไม้+ดินแดง, มีม้า+วัว+ควายสัญจรร่วมกับเรา แต่ที่สำคัญคือที่นี่มีมอเตอร์ไซค์ด้วย!!!

ถนนหนทางที่นี่นี่คนละ feel กะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ
ถนนหนทางที่นี่นี่คนละ feel กะที่ย่างกุ้งเลยแฮะ
ม้า และ มอไซ ,, ไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่ครับ
ม้า และ มอไซ ,, ไม่ใช่เรื่องแปลกของที่นี่ครับ

เหนือสิ่งอื่นใด ระหว่างนั่งรถตู้ไปโรงแรม ขอปักหมุดทริปที่พุกามนี้หน่อยละกัน (ซูมดูได้นะ)


View ส่งท้ายปี กับพม่าสี่เมือง :: ตอนที่ 2 ที่พุกาม in a larger map

ในที่สุดก็ถึงซักที…

สภาพโรงแรมดูข้างนอกค่อนข้างเก่า (แต่ก็ไม่ได้เก่ากว่าเกสต์เฮ้าท์แถวนั้นเท่าไหร่) ภายในห้องกว้างดี (ดูมีสองเตียงแต่ยัดจริงๆ 4 คนยังสบายๆ) สภาพห้องค่อนข้างเก่าและอับเล็กน้อย น้ำไหลแรงดี น้ำอุ่นก็โอเคนะ (แต่ห้องเพื่อนผมน้ำอุ่นเค้าเสียแฮะ) แต่โดยรวมก็ดีนะแต่ก็ไม่มี wifi ให้บริการ… แต่ก็ดีนะ offline ตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกัน

มาถึงโรงแรมสำหรับเราแล้วครับ ,, Myat Bagan หรือ Glorious Bagan
มาถึงโรงแรมสำหรับเราแล้วครับ ,, Myat Bagan หรือ Glorious Bagan
สภาพห้องพัก ถึงจะเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอเคนะ
สภาพห้องพัก ถึงจะเก่า+อับไปหน่อย แต่ก็โอเคนะ

เอาของโยนเก็บไว้ แล้วเราก็รีบไปเที่ยวกัน

เริ่มต้นออกเดินทาง

เราจะเสียเวลามากไม่ได้ เพราะมีเวลา 1 วันสำหรับทัวร์ที่นี่ (เท่ากับที่ย่างกุ้งแหละ)

ขออ้างอิงก่อนว่าที่เมืองพุกามเนี่ย ทางรัฐบาลพม่าเค้า zoning แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ Old Bagan, New Bagan และ Nyaung U ,, เหตุเพราะในอดีตพุกามเนี่ยก็มีแค่พุกามเดียวแหละ เหล่าชาวบ้านก็ปลูกบ้านเรือนอยู่ร่วมกับโบราณสถานกันมั่ว บางเจ้าก็มีปลูกรีสอร์ทเกสท์เฮ้าส์ให้แขกด้วยจนรกรุงรัง ทีนี้ทางรัฐบาลแกคงคิดว่าถ้าปล่อยไว้นานไปคงจะแย่และจะจัดการได้ลำบากกว่านี้ ก็เลยจัดอาณาเขต New Bagan ให้อพยพชาวบ้านให้ไปปลูกบ้านเรือนและรีสอร์ทต่างๆ ไปกองๆ รวมอยู่ที่นั่นเป็นส่วนมาก (แต่ที่ Old Bagan ก็มีรีสอร์ทนะ แต่ราคาค่อนข้างมหาโหดมากๆ)

ส่วน Nyaung U นี่ผมไม่ค่อยแน่ใจนะว่ามันมีอะไรบ้าง เท่าที่เห็นก็มีแค่สนามบินเองอะ…

ไม่ต้องห่วงครับ โรงแรม Myat Bagan ที่เราพักมันอยู่ในส่วนของ New Bagan แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราแพลนไว้ทั้งหมดอยู่ที่ Old Bagan ดังนั้น เราจำเป็นต้องมียานพาหนะพาเราเดินทางไปกว่า 7 กิโลเมตร ,, ทีแรกก็เล็งๆ รถม้าไว้แหละ แต่พอไปถามเจ้าไหนๆ เค้าก็บอกว่าเต็มหมดแล้ว พวกคุณต้องจองก่อนล่วงหน้านะจ๊ะ (จะให้จองยังไง เพิ่งมาถึง!!!)

สุดท้าย ลงตัวที่การเช่าจักรยาน 7 คัน ได้ราคา 20,000 จ้าด (เค้าคิดคันละ 3000 จ้าด หรือราวๆ คันละร้อยต่อวัน ต่อราคาเจ็ดคันลดได้พันจ้าด) ,, เอาเป็นว่า ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆ ไปแหละครับ

ทีแรกก็กะนั่งรถม้าแบบนี้ไปแหละครับ แต่ว่าทุกคันเต็มหมดเลย ต้องจองก่อนอะ...
ทีแรกก็กะนั่งรถม้าแบบนี้ไปแหละครับ แต่ว่าทุกคันเต็มหมดเลย ต้องจองก่อนอะ…
สุดท้ายก็เลยต้องพึ่งจักรยานแม่บ้านนี่แหละ..
สุดท้ายก็เลยต้องพึ่งจักรยานแม่บ้านนี่แหละ..
ก็ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆๆ ลุยไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน :)
ก็ค่อยๆ ปั่นปุเลงๆๆ ลุยไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน 🙂

ปั่นมาประมาณครึ่งทาง เห็นเจดีย์น่าสนใจข้างทางที่มีฝรั่ง+ไกด์เดินไปเดินมาข้างใน ร่วมกับเริ่มเหนื่อยล้าจากการปั่นรถจักรยาน เลยขอพักเยี่ยมชมโบราณสถานไม่ทราบชื่อแห่งนี้ซักหน่อย

จริงๆ ตรงนี้ดูเผินไม่มีอะไรมานะครับ มีเจดีย์ 3-4 องค์+มีลานอิฐบนเนิน, มีน้องสาวชาวพม่ามาขายเครื่องลงรักและของที่ระลึกนิดหน่อย แต่ผมว่าตอนปีนขึ้นไปบนยอดวิหารที่นี่วิวสวยดีนะ แม้จะไม่สูงมากแต่ก็แอบเห็นทะเลเจดีย์เบาๆ

เค้าว่ากันว่า ที่พุกาม เจดีย์เค้าจะก่อมาจากอิฐจนเป็นทรง จากนั้นก็จะเคลือบผิวข้างนอกด้วยเงินหรือทอง เวลามีแสงอาทิตย์มาต้องก็จะแวววับระยิบระยับจับตาน่าดูชม เชื่อว่าสมัยก่อนมีเจดีย์ที่นี่มากกว่าสี่พันสี่ร้อยองค์ แต่หลังจากโดนกองทัพกุบไลข่านของท่านเจงกิสข่านบุกมาตีอย่างย่อยยับ (แถมมาตีแบบงงๆ ด้วยนะ แบบว่าตีชนะเสร็จก็อยู่เมืองนี้ไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นเมืองร้อน อยู่ได้ไม่นานเลยต้องอพยพทัพกลับไป) รวมทั้งมีแผ่นดินไหวด้วย ทำให้เจดีย์ถล่มไปบ้างส่วน เท่าที่เหลือตอนนี้ก็คงราวๆ 2,217 กว่าองค์ แถมเงินทองที่เคยเคลือบไว้ก็โดนลอกไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่อิฐเปล่าๆ

แต่อยากบอกว่าแค่นี้ก็สวยมากๆ แล้ว ,, บางทีอยากย้อนเวลาไปซัก 1000 ปีก่อนเหมือนกันว่ามันจะสวยซักแค่ไหน

ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเที่ยวเจดีย์สองข้างทาง
ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเที่ยวเจดีย์สองข้างทาง
มีสาวพม่ามาขายของที่ระลึกด้วยแฮะ
มีสาวพม่ามาขายของที่ระลึกด้วยแฮะ
วิวจากบนเนินสวยมากๆ เลย ขนาดไม่สูงมากยังเห็นเจดีย์เพียบ
วิวจากบนเนินสวยมากๆ เลย ขนาดไม่สูงมากยังเห็นเจดีย์เพียบ

ไหนๆ ก็บ่นเรื่องนี้มาแล้ว ก็ขอบ่นเรื่องพุกามซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรและราชวงค์แห่งแรกของประเทศพม่าอีกหน่อยเลยละกัน

พุกามเนี่ยรุ่งเรืองประมาณพันปีก่อนแล้ว โดยครองความรุ่งเรืองกว่า 250 ปี ยุคของพุกามนี่ก่อนที่จะถึงยุคเจ้าขุนศรีอินทราทิศแห่งกรุงสุโขทัยของเราเสียอีกนะ (อาณาจักรที่รุ่งเรืองเทียบๆ กับพุกามช่วงนี้ก็คงเป็นขอมแหละ ถ้าของไทยน่าจะเป็นทวาราวดีอะ…) แต่จะให้เล่าถึงดินแดนแห่งนี้คงต้องย้อนไปราวประมาณหลายพันปีก่อน

สมัยนั้นชนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากที่ลุ่มแม่น้ำอิรวดีแห่งนี้ก็คือชาวมอญครับ ต่อมาก็มีชาวปยูกับพม่าเข้ามาผสมอยู่ด้วย แล้วสุดท้ายก็มีการสู้รบกันระหว่างชนชาติและเพื่อนบ้านข้างเคียง สู้ไปสู้มาสุดท้ายก็มีชาวพม่าเข้ามายึดพุกามและสร้างเป็นอาณาจักรเป็นของตัวเอง จากนั้นพุกามก็เริ่มไปตีเมืองนั่นเมืองนี่ แต่ที่สำคัญคือไปตีเมืองมอญของพระเจ้ามนูหะ ลากเอาเชลยชาวมอญมาเป็นจำนวนมาก (ราวๆ สามหมื่นคนเลยทีเดียว) ซึ่งเชลยชาวมอญเหล่านี้ชำนาญเรื่องการเผาอิฐและทำอิฐมอญนี่แหละครับ พวกวิหารและเจดีย์ต่างๆ เค้าก็เลยก่อด้วยอิฐ ซึ่งคอนเฟิร์มว่าอิฐมอญแข็งแรงจริง อยู่กันมาพันปียังแข็งแรงโคตรๆ

ซึ่งนอกจากแรงงานแล้ว พม่ายังได้อารยธรรมทางด้านศาสนา, วัฒนธรรม และอักขระภาษาจากชาวมอญ พูดง่ายๆ คือ อารยธรรมต่างๆ ของพุกาม (โดยเฉพาะในช่วงแรก) ล้วนได้อิทธิพลจากมอญแทบทั้งนั้น และเมื่อเวลาผ่านไปจึงได้ประยุกต์มาเป็นของพม่าเองภายหลัง

เพราะสภาพอากาศที่ร้อนชื้น บ้านเรือนและพระราชวังแถบนี้เค้าจึงไม่ทำด้วยอิฐนะครับ แต่ส่วนมากทำด้วยไม้แทน ซึ่งเวลาผ่านมาพันปีก็คงเสียหายไปหมดแล้วล่ะครับ (เท่าที่เห็นคงเหลือพระราชวังไม้ก็จะมีแต่พระราชวังชเวนันดอร์ที่มัณฑะเลย์อะครับ นี่ขนาดเป็นอาณาจักรหลังๆ ของพม่า+เป็นไม้สักทองทั้งหลังก็ยังทรุดโทรมมากแล้ว)

หนทางยังอีกไกล เราไปต่อกันเถอะครับ :)
หนทางยังอีกไกล เราไปต่อกันเถอะครับ 🙂

จริงๆ การเที่ยวเจดีย์ในพุกามเค้าแบ่งเป็นทิศนะครับ ดงนี้

  • ทิศเหนือ หลักๆ ก็มี เจดีย์ติโลมินโล, วัดอโลพยี, เจดีย์กุพโยกคยี, และเจดีย์ชเวสิกอง
  • ทิศตะวันออก หลักๆ ก็มี เจดีย์มหาโพธิ์, เจดีย์สัพพัญญู, เจดีย์อนันดา, เจดีย์ธรรมยางจี, และเจดีย์ชเวสันดอว์
  • ทิศใต้ หลักๆ ก็มี วัดมนูหะ, เจดีย์นันปยะ, เจดีย์ธรรมยสิกะ, และเจดีย์โลกนันท์

แต่ผมว่ามันดูยากลำบากไปหน่อยสำหรับทริปนี้หากจะเก็บให้ครบทุกเจดีย์ดังที่กล่าวมาไว้ เอาเป็นว่า เราเน้นเจดีย์สำคัญๆ ก็แล้วกันเนอะ

ว่าแล้วค่อยๆ ปั่นปุเลงๆ กันต่อเหอะครับ

มาชมพระอึดอัด ที่วัดมนูหะ หรือวัดคับแค้น

ปั่นมาเรื่อยๆ เจอวัดทางซ้ายมือ ลองส่องเข้าไปดูมีชาวพม่าเข้าไปค่อนข้างเยอะเลย แถมมีรถทัวร์จอดด้วย เฮ้ยๆๆๆ เราก็ขอแจมมั่ง หันไปดูป้าย อ้อ!!! วัดนี้มีชื่อว่า Manuha Phaya หรือวัดมนูหะนั่นเอง

วัดนี้แอบมีความเป็นมาที่สำคัญนิดนึง คือเป็นวัดของพระเจ้ามนูหะซึ่งเป็นกษัตริย์ของชาวมอญสร้างไว้ ที่มาก็คือ สมัยนั้นพระเจ้าอนิรุทธ์ที่ปกครองพม่าจะมาขอพระไตรปิฎกจากพะะเจ้ามนูหะแห่งเมืองมอญ ทีนี้พระเจ้ามนูหะไม่ให้ เพราะถือว่าบ้านเมืองมอญของตัวเองมีอารยธรรมดีกว่า พวกพม่ามันป่าเถื่อน เอาสิครับ ดูถูกเค้าแบบนี้ก็เป็นเรื่องไงครับ พม่าจึงบุกมาตีเมืองจนแตก และจับชาวมอญมาเป็นเชลยช่วงสงครามหลายหมื่นคน ส่วนพระเจ้ามหูหะและครอบครัวก็โดนจับขังเช่นกัน ทีนี้พระเจ้ามนูหะก็ขายอัญมณีออกขายเพื่อสร้างพระสององค์และวัดนี้ขึ้นเพื่อแสดงให้ถึงความอึดอัดและขับข้องใจของชาวมอญและกษัตริย์ของมอญที่โดนจับขังไว้และภาวนาให้ตนเองไม่แพ้และไม่ถูกจองจำอีกในชาติต่อๆ ไป

โฮๆๆๆ มันมีสตอรี่~~

แวะมาวัด Manuha Phaya หรือที่คนไทยเรียกว่า วัดคับแค้น
แวะมาวัด Manuha Phaya หรือที่คนไทยเรียกว่า วัดคับแค้น
ไม่ว่าวัดไหนก็มีชาวพม่าแห่มาทำบุญอย่างเยอะ
ไม่ว่าวัดไหนก็มีชาวพม่าแห่มาทำบุญอย่างเยอะ
คนที่นี่เค้าก็ปีนเอาดอกไม้ไปใส่บาตรยักษ์กัน
คนที่นี่เค้าก็ปีนเอาดอกไม้ไปใส่บาตรยักษ์กัน

เดินเข้าไปวนดูก็อึดอัดดีจริงๆ วิหารภายในนี่แทบจะพอดีกับองค์พระเลย ช่องว่างที่เหลือระหว่างผนังกับองค์พระแทบจะพอดีให้คนเดินผ่านหนึ่งคนพอดี

เดินขึ้นบันได เข้าวิหาร ไปดูพระอึดอัดปางมารวิชัยกัน
เดินขึ้นบันได เข้าวิหาร ไปดูพระอึดอัดปางมารวิชัยกัน
นอกจากนั่ง ด้านหลังยังมีพระปางไสยาสน์ด้วย
นอกจากนั่ง ด้านหลังยังมีพระปางไสยาสน์ด้วย
บางทีก็อึดอัดแทนพระเหมือนกัน...
บางทีก็อึดอัดแทนพระเหมือนกัน…

ออกมาจากความอัดอัด ก็มีสาวพม่าเข้ามาเติมความสดใสให้ไอ้เสือเพื่อนผมเลยนะครับ แหม่~~

แหม่~~ ไอ้เสือนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สาวพม่ายังติด
แหม่~~ ไอ้เสือนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ สาวพม่ายังติด

ปั่นไปกันต่อครับ

เข้าสู่ส่วน Old Bagan และเจดีย์อนันดาครับ

ปั่นมาเรื่อยๆ ตามทางก็จะถึงยังส่วนที่เป็น Old Bagan ครับ ,, ซึ่งวัดแรกที่เราจะไปเยี่ยมชมคือวัดอนันดา วัดที่ทุกคนบอกว่าเป็นวัดที่เป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมและเป็นวัดที่สวยงามที่สุด

แค่เข้ามาในเขตวัดก็มีผู้คนพลุกพล่านมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าเสียงดังอื้ออึงเต็มปากทางเข้าวัด ,, จากนั้นเราก็จอดจักรยานแล้วเดินเข้าไปตามโถงครับ ซึ่งสองฟากของโถงก็เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกอีกเช่นกัน

ปั่นจักรยานมากว่า 5 กิโลก็เข้าสู่เขต Old Bagan แล้วครับ
ปั่นจักรยานมากว่า 5 กิโลก็เข้าสู่เขต Old Bagan แล้วครับ
แวะมายังเจดีย์ที่สวยและสำคัญที่สุดของพุกาม ,, นั่นคือเจดีย์อนันดาครับ
แวะมายังเจดีย์ที่สวยและสำคัญที่สุดของพุกาม ,, นั่นคือเจดีย์อนันดาครับ
หน้าทางเข้าเจดีย์อนันดา
หน้าทางเข้าเจดีย์อนันดา
ระหว่างทางเข้าก็มีขายของที่ระลึกเพียบอะ...
ระหว่างทางเข้าก็มีขายของที่ระลึกเพียบอะ…

ผู้คนในวิหารมีเยอะมากๆ ผมเลยเลือกเดินออกมาลานวัดข้างนอกก่อน

ข้างนอกของวิหารอนันดานี่สวยงามและใหญ่อลังการมากๆ ทั้งวิหารของตัววัด (ที่มองจากข้างนอกนี่โคตรใหญ่มากๆ) และพวกงานปูนปั้นต่างๆ ตั้งแต่สมัยอดีต ผมว่าสวยดีนะ

ภายนอกของอนันดาครับ ,, ใหญ่โตอลังการมากๆ
ภายนอกของอนันดาครับ ,, ใหญ่โตอลังการมากๆ
ข้างนอกมีทั้งสิงห์และเครื่องปูนปั้นต่างๆ สวยงามมากๆ
ข้างนอกมีทั้งสิงห์และเครื่องปูนปั้นต่างๆ สวยงามมากๆ

จากนั้นก็เดินเข้าไปในวิหารเพื่อเดิมชมสถาปัตกรรมภายในครับ

ลักษณะของภายในวิหารอนันดานั้นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีช่อง 4 ทิศ แต่ละช่องประดิษฐานอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 4 องค์ ได้แก่ พระกกุสันธะในทิศเหนือ, พระโกนาคมน์ในทิศตะวันออก, พระศรีศากยมุนีในทิศตะวันตก, และพระกัสสปะในทิศใต้ (ซึ่งพระในทิศเหนือและทิศใต้เป็นพระเก่าอายุเกือบพันปี แต่พระในทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นพระใหม่เนื่องจากพระเดิมเสียหายจากเหตุไฟไหม้) โดยพระแต่ละองค์สูงกว่า 10 เมตร สีทองอลังการสวยงามมากๆ

โดยเฉพาะองค์พระกัสสปะในทางทิศใต้จะมีไฮไลท์อีกอย่างคือ เวลายืนไกลๆ จะเห็นองค์พระยิ้ม แต่ว่าพอเดินเข้าใกล้ๆ แล้วจะกลายเป็นหน้าบึ้งแทน

ออๆๆ อีกอย่าง ถ้าเป็นผู้ชายสามารถขึ้นไปกราบพระองค์ใหญ่ข้างบนได้ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงทำได้แค่กราบองค์ใหญ่ด้านล่างและปิดทองเฉพาะองค์พระองค์เล็กด้านล่าง เค้าไม่ให้ปีนขึ้นมาน่ะ (จริงๆ ผมว่ากราบข้างล่างก็โอเคละนะ ผมก็ไม่ได้ปีนขึ้นไปเช่นกัน)

นอกจากนั้นภายในวิหารวัดยังมีทางเดิน 2 ชั้น ทางเดินทั้งสองชั้นค่อนข้างมืดมาก แต่ระหว่างหว่างผนังสองข้างนั้นมีสิ่งน่าสนใจเยอะมากๆ ตั้งแต่ผนังที่เจาะเป็นช่องแล้วบรรจุพระพุทธรูปหลายพันช่อง, ลายจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ และงานศิลปะอื่นๆ (ถ้าเตรียมไฟฉายไปด้วยจะดีมาก) นอกจากนั้น ที่นี่ ผมว่าช่องแสงสวยมากๆ เลย (เห็นเค้าว่าที่นี่มีชั้นสองด้วย แต่ปิดตายไว้…)

ข้างในเจดีย์มีพระพุทธรูปสี่ปางในทั้งสี่ทิศ (ทิศตะวันตก-ทิศเหนือ)
ข้างในเจดีย์มีพระพุทธรูปสี่ปางในทั้งสี่ทิศ (ทิศตะวันตก-ทิศเหนือ)
แต่องค์ทำจากไม้สัก สูงกว่าสิบเมตร สวยงามมากๆ (ทิศใต้-ทิศตะวันตก)
แต่องค์ทำจากไม้สัก สูงกว่าสิบเมตร สวยงามมากๆ (ทิศใต้-ทิศตะวันตก)
ผนังด้านข้างยังมีเจาะรูแล้วใส่พระพุทธรูปไว้ข้างใน นับรวมกว่า 1,800 องค์
ผนังด้านข้างยังมีเจาะรูแล้วใส่พระพุทธรูปไว้ข้างใน นับรวมกว่า 1,800 องค์
อยู่ในเจดีย์อนันดารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
อยู่ในเจดีย์อนันดารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
นั่งดูเด็กๆ เล่นที่อนันดา ,, ก่อนที่เราจะไปหาอะไรกินกัน
นั่งดูเด็กๆ เล่นที่อนันดา ,, ก่อนที่เราจะไปหาอะไรกินกัน

รายละเอียดของวัดมีค่อนข้างมาก ผมทำการบ้านมาค่อนข้างน้อย แถมความสวยงามบางอย่างก็ไม่สามารถเก็บมาด้วยการถ่ายภาพได้ ต้องมาชมเองถึงจะฟินอะครับ

เติมพลังที่ Star Beam

หิวๆ ก็หาร้านอาหารแถววัดอนันดากินกัน (เพราะคงไม่มีแรงไปไกลกว่านี้แล้ว)

ปั่นจักรยานมาสักพักเพื่อนก็แนะนำว่าให้ไปกินที่ Star Beam ครับ ซึ่งร้านนี้ได้รับคะแนนจาก TripAdvisor ในระดับดีมากถึงขั้นเป็นร้านอันดับหนึ่ง (จาก 44 ร้านที่ได้รับการแนะนำมา) ในเมืองพุกามเลยทีเดียว ,, เจอโฆษณาแบบนี้ต้องลองหน่อย

วนเข้าซอยมานิดนึงก็เจอร้าน Star Beam ละครับ

หิวจัดๆ เลยแวะมาร้าน Star Beam ข้างๆ เจดีย์อนันดา
หิวจัดๆ เลยแวะมาร้าน Star Beam ข้างๆ เจดีย์อนันดา
แม้ว่าจะเป็นร้านเพิงๆ หน่อย แต่เค้าก็แต่งร้านก็ดูดีนะ
แม้ว่าจะเป็นร้านเพิงๆ หน่อย แต่เค้าก็แต่งร้านก็ดูดีนะ

มองดูร้านจากภายนอกนี่ผมว่าโคตรเฉยๆ เลยนะ อารมณ์ร้านแบบเพิงๆ กลางพื้นที่ฝุ่นและดินแดง ท่ามกลางวิวที่เป็นเจดีย์รายล้อม มีกลิ่นขี้ม้าโชยมาเป็นพักๆ (ทั้งม้าของนักท่องเที่ยวที่มาจอด และคิวรถม้าแถวๆ นั้นด้วย) เมนูก็เป็นกระดาษแข็งแผ่นครึ่ง แผ่นนึงเป็นเมนูอาหาร อีกครึ่งแผ่นเป็นเมนูเครื่องดื่ม

เอาน่า ดีกว่าไม่มีอะไรกิน

ส่วนวิวนอกร้านเหรอครับ ,, เจดีย์ไงครับ :)
ส่วนวิวนอกร้านเหรอครับ ,, เจดีย์ไงครับ 🙂
เมนูเรียบง่ายมากๆ แค่กระดาษแข็งแผ่นครึ่งเอง
เมนูเรียบง่ายมากๆ แค่กระดาษแข็งแผ่นครึ่งเอง

ขณะที่ไปนั่งที่ร้านก็มีลูกค้าประมาณ 3-4 โต๊ะรออาหารอยู่ก่อนเรา ซึ่งแอบบ่นนึดนึงว่าที่ร้านนี้รออาหารค่อนข้างนานมาก แต่ระหว่างที่รอ เด็กเสิร์ฟเค้าก็ยกขนมปังอบร้อนๆ มาให้จานนึง หอมมากๆๆๆ บรรเทาอาการหิวและหงุดหงิดจากการรอไปได้ไม่น้อยเลย

ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟละครับ อ่า….

มีขนมปังอบใหม่ของทางร้าน หอมมากๆ มาให้กินระหว่างรอด้วย
มีขนมปังอบใหม่ของทางร้าน หอมมากๆ มาให้กินระหว่างรอด้วย

กินไปกินมา ผนวกกับความหิว ผมว่าอาหารที่นี่เค้าอร่อยนะ แลดูสะอาดดี มีกลิ่นอายความเป็นพม่าอยู่ในตัวแต่ว่าไม่แรงส์จนเกินไป ฝรั่งกินได้ คนไทยกินดี ทั้งเมนูปลาและแกงกะหรี่ต่างๆ ก็ทำได้ดีมากๆ เลย ประทับใจมากๆ สมแล้วที่เค้าได้คะแนนเยอะแบบนั้น กับข้าวแต่ละอย่างลงโต๊ะแป๊บเดียวหมดๆ

อยากจะสั่งเพิ่มอีกแต่เกรงว่าจะได้กับข้าววันพรุ่งนี้เช้า แล้วขอเช็คบิลเลย ซึ่งพวกเรากินไปเยอะมากๆๆๆๆ แต่แค่ 30,000 จ้าดเท่านั้น (ราวๆ พันกับห้าสิบบาท)

อ่าห์... ข้าวสวยร้อนๆ
อ่าห์… ข้าวสวยร้อนๆ
แกงกะหรี่แบบพม่า อร่อยมากๆๆๆ
แกงกะหรี่แบบพม่า อร่อยมากๆๆๆ
Rakhine Fish อารมณ์ค้ลายๆ สเต๊กปลาเอามากินกะข้าว ,, อร่อยดีมากๆๆ
Rakhine Fish อารมณ์ค้ลายๆ สเต๊กปลาเอามากินกะข้าว ,, อร่อยดีมากๆๆ
จานนี้จำไม่ผิดเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง ,, มันก็คล้ายๆ บ้านเรานะ
จานนี้จำไม่ผิดเป็นไก่ผัดเม็ดมะม่วง ,, มันก็คล้ายๆ บ้านเรานะ

เฉลี่ยๆ คนละ 150 เองอะ… เทียบกับราคาแล้วคุ้มสุดๆ

นั่งรถม้า ไปยังชเวสิกอง

หลังจากซัดข้าวเที่ยงกันเต็มหลอด จุดหมายต่อไปของเราคือเจดีย์ชเวสิกองครับ ซึ่งเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์องค์แรกที่ถูกสร้างในเมืองพุกาม ใครต่อใครก็บอกว่ามันสวยงามมากในระดับที่ไม่ไปไม่ได้

แต่จากที่ที่เรายืนอยู่ตอนนี้จะไปชเวสิกองเนี่ย ต้องไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ครั้งจะปั่นจักรยานก็รู้สึกอิ่มและจุกและง่วงนอนและร้อนและเมื่อยและเหนื่อยและกลัวดำและอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างและอยากลองนั่งรถม้าดูและจะได้ถ่ายรูปข้างทางและท่ารถม้าก็อยู่แถวนั้นและมันก็ว่างอยู่และบลาๆๆๆๆ

กินอิ่มก็เริ่มง่วง, ปั่นไปก็กลัวจุก ,, หารถม้านั่งดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศด้วย
กินอิ่มก็เริ่มง่วง, ปั่นไปก็กลัวจุก ,, หารถม้านั่งดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศด้วย

ด้วยเหตุผลล้านแปด เราจึงไปเช่ารถม้าไปพาเราไปกลับเจดีย์ชเวสิกอง เค้าคิดเราคันละ 8,000 จ้าด สามคันก็ 24,000 จ้าด ,, เออๆๆ เอาก็เอาๆ แอบสงสารม้าเหมือนกันนะ ผอมกะหล่องเลยอะ ฮือๆๆๆ สองหมื่นสี่ก็สองหมื่นสี่ ช่วยน้องม้าละกันเนาะ

ว่าไป นั่งรถม้านี่ก็สบายดีเหมือนกันเนอะ เผลอหลับไปหลายทีเหมือนกัน 🙂

คุณโดนเสือยิ้มเข้าให้ล่ะครับ...
คุณโดนเสือยิ้มเข้าให้ล่ะครับ…

ประมาณเกือบๆ ยี่สิบนาที่ผ่านไป เราก็มาถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกอง ,, ทักทายกับสิงห์ตัวใหญ่สีขาว และเดินเข้าโถงทางเดินที่มีของที่ระลึกขายเพียบ จากนั้นเราก็จะโผล่มาที่หน้าเจดีย์แล้วครับ

เห็นเจดีย์ครั้งแรกนี่ผงะเลยครับ เพราะเจดีย์สีทององค์นี้ใหญ่และดูอลังการมากๆ

ถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกองแล้วครับ
ถึงหน้าเจดีย์ชเวสิกองแล้วครับ
ระหว่างทางเดินเข้าเจดีย์ก็ยังจะมีร้านขายของอีก
ระหว่างทางเดินเข้าเจดีย์ก็ยังจะมีร้านขายของอีก
เจดีย์ชเวสิกองนี่ยิ่งใหญ่มาก สีทองอร่ามเลย
เจดีย์ชเวสิกองนี่ยิ่งใหญ่มาก สีทองอร่ามเลย

นอกจากความอลังการของเจดีย์แล้ว ที่นี่ยังมีพรอพเก๋ๆ อีกหลายอย่าง ทั้งนัตโบราณ, ระฆังบุเรงนอง, ม้ากัณฑกะ, เสาหงส์, สิงห์ต่างๆ

แต่ที่แปลกๆ อีกอย่างเป็นหลุมและมีน้ำอยู่ เค้าเรียกกันว่าหลุมสมดุลครับ บ้างก็ว่าเอามาให้ช่างเล็งเงาขณะก็สร้าง, บ้างก็ว่าเอาให้กษัตริย์พม่ามองเงาสะท้อนของยอดเจดีย์ เพราะว่าถ้าแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ พวกเครื่องมงกุฎจะหล่นลงมา ,, ส่วนพวกเราเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ก็ส่องไปตามธรรมเนียมครับ อิอิ

ส่วนนัตนี่ประมาณผีบ้านผีเมือง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือกันก่อนที่จะมีพระพุทธศาสนาครับ นัตเนี่ยก็จะมีหลายสิบองค์ (จำไม่ผิดมีประมาณสามสิบนิดๆ นะครับ) ทีนี้พอพระพุทธศาสนาเข้ามายังพม่า การแทรกแทรงความเชื่อเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กษัตริย์พม่าเค้าเลยมีอุบายบอกให้ว่าพระอินทร์เป็นนัตองค์สุดท้ายและเป็นนัตองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นัตองค์นี้เป็นที่นับถือของนัตทุกองค์ แถมนัตองค์ที่เป็นพระอินทร์นี้ยังนับถือพระพุทธศาสนาด้วย

ส่วนนัตที่เจดีย์ชเวซิกองนี่เป็นนัตแห่งความร่ำรวย (สังเกตจากเงินที่เหน็บเต็มตัวนัตเลย)

ความเชื่อเรื่องนัต (อารมณ์ผีป่าเจ้าที่) กับพระพุทธศาสนาดูลงตัวกันดีนะ
ความเชื่อเรื่องนัต (อารมณ์ผีป่าเจ้าที่) กับพระพุทธศาสนาดูลงตัวกันดีนะ
เงาของยอดเจดีย์ชเวสิกองสะท้อนน้ำ
เงาของยอดเจดีย์ชเวสิกองสะท้อนน้ำ
เป็นสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยหากมาที่พุกามครับ
เป็นสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยหากมาที่พุกามครับ

จริงๆ ระหว่างทางมายังเจดีย์ชเวซิกอง ผมเห็นเค้ามีให้เช่าบอลลูนลอยฟ้า ชมทะเลเจดีย์จากมุมสูงด้วย ฟังดูน่าสนใจนะ แต่เห็นราคา 250 เหรียญแล้ว ผมก็ขอถอยดีกว่า ไปไล่ปีนเจดีย์เอาก็ได้

นั่งรถม้า กลับไปปั่นรถถีบต่อ

ปุเลง ปุเลง ไปเจดีย์อื่นๆ กันต่อ

ปั่นไปปั่นมา มองไปทางไหนก็มีแต่เจดีย์ หลงทางทีคงลำบาก ปุเลงๆๆๆ

ว่าแล้วเดี๋ยวเราแวะไปยังเจดีย์สัพพัญญู หรือตะเบียงนิว (Thatbyinnyu Phaya) ซึ่งถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของพุกาม

ปั่นจักรยานผ่านเจดีย์กอดอว์ปาลินไป...
ปั่นจักรยานผ่านเจดีย์กอดอว์ปาลินไป…

เจดีย์องค์นี้ดูใหญ่อลังการ ตั้งแต่ลานข้างนอกที่มีพวกสิงห์ที่เป็นปูนปั้นอยู่ มองเจดีย์จากภายนอกเหมือนจะมีสองชั้นเลย ดูแล้วน่าสนใจดีมากๆ เลยขอเก็บภาพความยิ่งใหญ่ด้านนอกและซื้อดอกไม้เอาไปไหว้พระภายในซักหน่อย

มายังเจดีย์ตะเบียงนิว หรือวิหารสัพพัญญูครับ
มายังเจดีย์ตะเบียงนิว หรือวิหารสัพพัญญูครับ
ด้านหน้าขอเจดีย์ดูใหญ่มากๆ อลังการมากๆๆๆ
ด้านหน้าขอเจดีย์ดูใหญ่มากๆ อลังการมากๆๆๆ
มีเด็กๆ มาขายออกไม้ไปไหว้พระด้านในกันครับ
มีเด็กๆ มาขายออกไม้ไปไหว้พระด้านในกันครับ

แต่พอเข้ามาแล้วผมว่าข้างในนี่เฉยๆ นะ เทียบความยิ่งใหญ่กับด้านนอกไม่ได้เลย ข้างในเท่าที่เห็นก็มีแค่พระพุทธรูปประจำอยู่ที่ตามด้านต่างๆ ขององค์เจดีย์ แล้วก็มีจิตรกรวาดภาพขายระหว่างลูกกรงช่องแสงของเจดีย์ ผมพยายามหาทางขึ้นชั้นสองแต่ก็หาไม่เจอ ก็เลยไหว้พระข้างล่างนั่นแหละละกัน

ข้างในเงาแสงสวยมากๆ แต่รายละเอียดภายในไม่ได้เยอะมากๆ เหมือนที่อื่น
ข้างในเงาแสงสวยมากๆ แต่รายละเอียดภายในไม่ได้เยอะมากๆ เหมือนที่อื่น
แต่ไอ้เสือก็ไม่พลาดที่จะเก็บรายละเอียดในทุกๆ จุด
แต่ไอ้เสือก็ไม่พลาดที่จะเก็บรายละเอียดในทุกๆ จุด
ระหว่างช่องของเจดีย์ ก็มีชาวพม่ามาวาดรูปขาย สวยมากๆ เลย
ระหว่างช่องของเจดีย์ ก็มีชาวพม่ามาวาดรูปขาย สวยมากๆ เลย
เรารีบไปที่อื่นกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตก
เรารีบไปที่อื่นกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตก

รีบไปที่อื่นกันต่อๆๆๆ

แวะเจดีย์ธรรมยางจีอีกซักที่

ก่อนที่จะไปปีนเจดีย์ชเวสันดอว์ เราก็มาแวะวัดธรรมยางจี หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าปิรามิดนั่นแหละครับ ซึ่งวิหารแห่งนี้ นอกจากจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของพุกามแล้วก็มีสตอรี่ไม่แพ้ที่ใดของพุกามเช่นกัน อิอิ

ฝ่าทะเลทราย แวะมาเจดีย์ธรรมจางยี
ฝ่าทะเลทราย แวะมาเจดีย์ธรรมจางยี

มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยนานมาละ โหรของพุกามเคยทำนายว่าถ้าใครสร้างเจดีย์องค์ใหญ่เกินไป กษัตริย์แห่งพุกามองค์นั้นก็จะพบกับหายนะ ,, ยาวนานจนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของกษัตริย์นรปติสิธูครับ กษัตริย์องค์นี้โคตรโหด เพราะพระองค์ได้สังหารบิดาและพี่ชายของตน และผลักดันตัวเองจนได้เป็นกษัตริย์แทน ทีนี้แกเลยต้องการทำบุญล้างบาปขนานใหญ่ด้วยการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเจดีย์นี้นอกจากความใหญ่โตแล้วยังโคตรเนี๊ยบอีกด้วย อิฐกว่าล้านก้อนที่เอามาเรียงต่อกันต้องแนบกันสนิทชิดเชื้อกันแบบมากๆ ในระดับที่พระเจ้านรปติสิธูสามารถเอาเข็มมาจิ้มลอดระหว่างรูอิฐสองก้อนได้ นายช่างผู้นั้นก็จะถูกตัดมือและประหารชีวิตในที่สุด

ระหว่างเจดีย์นี้กำลังสร้างในปีที่สาม นอกจากเชือดช่างฝีมือแล้ว พักหลังๆ พระเจ้านรปติสิธูยังเจี๋ยนผู้คนไม่เลือกหน้า เรียกว่า แกไม่ชอบหน้าใครนี่เรียกมาเจี๋ยนหมด แต่เคราะห์กรรมของแกที่ดันไปสั่งประหารชีวิตพระมเหสีองค์นึงที่เป็นธิดาของกษัตริย์อินเดีย ทีนี้พอรู้ถึงหูคุณพ่อแกก็เลยโกรธแค้น ว่าจ้างกองทัพอินเดียและนักลอบสังหารมาสังหารพระเจ้านรปติสิธู และเจดีย์แห่งนี้เลยสร้างไม่เสร็จซักที มีแค่อิฐเปลือยๆ ไม่มีปูนฉาบ ไม่มีจิตรกรรมฝาผนังอย่างที่อื่นๆ

ข้างนอกนี่ดูใหญ่มากๆๆ ขนาดมีบางส่วนที่เหมือนจะถล่มลงมานะ
ข้างนอกนี่ดูใหญ่มากๆๆ ขนาดมีบางส่วนที่เหมือนจะถล่มลงมานะ
ข้างในก็มีพระธรรมดานี่แหละ  ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่
ข้างในก็มีพระธรรมดานี่แหละ ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่

เข้ามาข้างในนอกจากแท่นตัดมือแล้วผมว่าที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนะ แต่ลักษณะทางเดินภายในเป็นสองชั้นของที่นี่คล้ายๆ กับที่อนันดานะ (แต่ข้างในไม่มีพระ หรือช่องที่เจาะอะไร) ถ้ามีเวลาก็แวะมาหน่อยก็ดี ถ้าไม่มาก็ไม่ว่ากัน

เป็นที่วางแขนเพื่อตัดของช่างที่ก่อสร้างวัดแล้วผิดพลาด
เป็นที่วางแขนเพื่อตัดของช่างที่ก่อสร้างวัดแล้วผิดพลาด

เร่งไปให้ถึงชเวสันดอว์ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกกันเถอะ

ปีนชเวสันดอว์เพื่อดูพระอาทิตย์ตก

ใครๆ ก็บอกว่าจุดชมพระอาทิตย์ตกบนชเวสันดอว์ห้ามพลาดเลย

แม้ว่าเจดีย์ส่วนมากเค้าห้ามปีนขึ้นไป แต่ว่าทางการพม่าก็ยังมีจุดผ่อนปรนอยู่ ซึ่งจุดที่เค้าแนะนำมาก็มีการดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่เจดีย์เมเงียงโก และจุดชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ชเวสันดอว์ (จริงๆ เห็นว่าที่วิหารชเวกูจี (Shwegugyi) และธรรมยสิกะ (Dhamma Yazika) ก็ขึ้นไปดูได้ แต่ไม่ทราบรายละเอียดเท่าไหร่)

ไม่ต้องห่วงครับ เราคงไม่ได้ไปเมเงียงโกแน่ๆ แต่เราจะไม่พลาดชเวสันดอว์เช่นกัน

เจดีย์ชเวสันดอว์แปลเป็นไทย แปลว่าเส้มผมสีทอง เล่ากันว่าที่นี่มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอยู่ (ส่วนที่เป็นพระเกศธาตุ) ,, ลักษณะเจดีย์เป็นฐานทรงแปดเหลี่ยม 5 ชั้น และมีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำอยู่ด้านบนครับ

คนปีนขึ้นไปเยอะมากๆ แถมทางก็ชันมากๆ ด้วยเช่นกัน
คนปีนขึ้นไปเยอะมากๆ แถมทางก็ชันมากๆ ด้วยเช่นกัน

โม้มานาน เราก็เบียดฝูงชนปีนขึ้นไปบนเจดีย์ ซึ่งแต่ละขั้นนี่ชันมากๆ ต้องเก็บกล้องแล้วค่อยๆ ใช้มือเกาะเหล็ก+จับฐานอิฐเพื่อปีนขึ้นไป ,, เอาวะ ค่อยๆ ปีนกันขึ้นไป มองขึ้นไปเห็นคนที่ชั้นที่ห้าเยอะมากๆๆๆ เลยกะว่าถ่ายวิวแค่ชั้นสี่พอละ แม้ว่าภาพที่ได้จะไม่ค่อยมีคนมาบังวิวเท่าไหร่ แต่พอดูรูป+ดูวิวจริงๆ ไม่ฟินมาก ให้ตายเหอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ยังไงก็ขอปีนขึ้นชั้นที่ห้าให้ได้

พอถึงชั้นที่ห้า แม้จะต่างกันชั้นเดียว แต่ความฟินและความเสียวต่างกันมาก วิวข้างบนสวยกว่าจริงๆ อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่เสียวคือคนโคตรจะเบียดกัน ระเบียงชั้นนี้ก็กว้างประมาณเมตรครึ่งได้ ที่กั้นตรงขอบระเบียงก็สูงไม่ถึงครึ่งแข้ง คนแม่งประมาณร้อย แออัดโคตรๆ เสี่ยงตายสุดๆ ถ้าหากโดนเบียดหรือโดนผลักนี่มีตกเจดีย์ได้เลย

ข้างบนคนแน่นมากๆ + เสียวตกเจดีย์โคตรๆ
ข้างบนคนแน่นมากๆ + เสียวตกเจดีย์โคตรๆ
แต่วิวข้างบนสวยมาก สมแล้วที่เค้าเสี่ยงตายกันขึ้นมาดู
แต่วิวข้างบนสวยมาก สมแล้วที่เค้าเสี่ยงตายกันขึ้นมาดู
แสงสุดท้ายของวันนี้ กับทะเลเจดีย์ที่พุกาม
แสงสุดท้ายของวันนี้ กับทะเลเจดีย์ที่พุกาม

แม้ว่าจะทุลักทุเลกับพื้นที่แคบๆ เท่าลูกแมวดิ้นตาย แต่บรรยากาศทะเลเจดีย์ตอนพระอาทิตย์ตกนี่ฟินเว่อครับ

ละก็จะมาเสียวอีกรอบก็ตอนลงฮะ เพราะทุกคนแม่งแห่กันลง แสงก็เริ่มลดน้อยลง ทางก็ชันโคตรๆ บรื๋อๆๆ เสียวตกๆ

ผมว่า ที่เสียวสุดๆ นี่ตอนลงนี่แหละ....
ผมว่า ที่เสียวสุดๆ นี่ตอนลงนี่แหละ….

ปั่นจักรยานกลับที่พัก ในบรรยากาศแทบจะมืดสนิท

เติมพลัง เพื่อเตรียมเดินทางต่อ

จากนั้นเราก็ปั่นรถถีบกลับมา New Bagan ครับ

แต่การปั่นขากลับนี่ไม่ได้ง่ายเหมือนขาไปนะครับ เพราะมันมืดมาก หนทางก็มองไม่เห็น เพื่อนก็หาเจอ ข้างทางก็ไม่ได้มีไฟส่องถนนดีเหมือนบ้านเรา, ไหนจะพวกรถยนต์รถตู้รถทัวร์ที่แห่กันกลับพร้อมๆ กันก็มาเบียดด้วย, ฝุ่นก็ตลบกว่าเดิมอีก (แต่ไอ้รถพวกนี้ทำให้เราเห็นทางดีขึ้นจากไฟหน้าของพวกเค้านะ อิอิ)

กว่าทุกคนจะรวมตัวกันได้ยังร้านเช่าจักรยานก็ทุลักทุเลน่าดู เสื้อผ้านี่อาบด้วยสีแดงของดินลูกรัง ฝุ่นสีดำเกาะเต็มรูจมูก ปั่นมาก็โคตรเหนื่อย หิวก็หิว เอาเป็นว่ากินร้าน Green Elephant หน้าปากซอยละกัน ร้านดูสะอาดและน่าจะปลอดภัยจาก Travelers diarrhea

มากินข้าวเย็นที่ Green Elephant ข้างๆ โรงแรมครับ
มากินข้าวเย็นที่ Green Elephant ข้างๆ โรงแรมครับ
บรรยากาศในร้านก็โอเคนะ แอบมืดไปนิดนึง
บรรยากาศในร้านก็โอเคนะ แอบมืดไปนิดนึง

บรรยากาศค่อนข้างมืดมาก เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา ส่วนราคาที่นี่ค่อนข้างแพงเลยแหละ แต่เราก็สั่งมาเยอะมากเหมือนกันเพราะโคตรหิว ฮาๆๆๆ สุดท้าย มื้อนี้เราเลยต้องจ่ายค่าเสียหายไป 127,500 จ้าด และน่าจะเป็นการจ่ายค่าเสียหายที่แพงที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้

เป็นการกินที่หนักสุดในทริปละครับ ,, ตกคนละเกือบ 600 บาท
เป็นการกินที่หนักสุดในทริปละครับ ,, ตกคนละเกือบ 600 บาท

เหนื่อยนักก็พักก่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นเช้า

แหกขี้ตา เตรียมไปหลั่นล้าที่อินเล

นอนไปได้ประมาณ 4 ชั่วโมงก็สะดุ้งตื่นจากเสียงนาฬิกาปลุกและสบถในใจว่า “อิเหี้ยเอ้ย ต้องตื่นแล้วเหรอวะ” จะขี้เกียจต่อไม่ได้ครับ เดี๋ยวตกเครื่องบินแล้วจะลำบาก ,, ตีห้ากว่าๆ จึงต้องเติมความสดชื่นกันด้วยการฝ่าลมหนาวมาอาบน้ำอุ่น

ฟ้ายังไม่ทันแจ้งดี รถตู้ที่เราจองไว้เมื่อคืนในราคา 10,000 จ้าด (เท่ากับขามา) ก็มารอเราแล้ว จากนั้นก็รีบเก็บสัมภาระขนใส่รถตู้และก็เร่งออกเดินทางทั้งๆ ที่ไม่ได้กินอาหารเช้าของโรงแรม ฮือๆๆ ทั้งหิว ทั้งเสียดาย

แต่พอมาถึงสนามบินเท่านั้นแหละ แอบตกใจเบาๆ เลย สนามบินนี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเมืองอื่นๆ (โดยเฉพาะมัณฑะเลย์) จนแทบจะไม่มีที่ยืนเลยทีเดียว ,, แต่พอเรารอไปเรื่อยๆ ความตื่นเต้นก็ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เดินทางไปกันจะหมดแล้ว แต่ว่าเครื่องของเรามาเลทเกือบชั่วโมง โธ่ๆๆๆๆ (บ่นในใจว่าจะแหกขี้ตาตื่นมาทำไมวะ ถ้าจะมาเลทช่วยบอกกันหน่อยสิ อิอิ)

แหกขี้ตาตื่น ขนของขึ้นรถ เพื่อไปสนามบิน หาววววว~~~~
แหกขี้ตาตื่น ขนของขึ้นรถ เพื่อไปสนามบิน หาววววว~~~~
กลับมายองอู เพื่อเตรียมไปเฮโฮต่อครับ ,, คนเยอะมากๆ เลย (ฝรั่งทั้งนั้น)
กลับมายองอู เพื่อเตรียมไปเฮโฮต่อครับ ,, คนเยอะมากๆ เลย (ฝรั่งทั้งนั้น)
เจอกันต่อตอนหน้านะครับ :)
เจอกันต่อตอนหน้านะครับ 🙂

แล้วเจอกันที่ทะเลสาบอินเลนะจ๊ะ 🙂

กับเทรนเนอร์ใหม่ ,, CyclesOps – Magneto

หลังจากช่วงนี้ผมกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้ง มันมีความรู้สึกว่าอยากปั่นจักรยานตลอดเวลา มีความสุขมากๆ

แต่ตอนนี้ผมพบว่า การปั่นจักรยานทุกวันนั้นมีอุปสรรคสำคัญอย่างนึงคือการอยู่เวร+ฝนตกครับ

ซึ่งผมก็พยายามหาเวลาแล้วนะ อย่างเช่น วันไหนอยู่เวร ก็จะพยายามลากตัวเองไปปั่นฝ่าลมหนาวที่แม่อายตั้งแต่หกโมงครึ่ง แต่โดยรวมไม่ค่อยสะดวกเลย เพราะปั่นเสร็จมีเพลียนิดๆ บางทีเหมือนทำงานได้ไม่เต็มที่ แถมถ้าช่วงไหนอยู่เวรแบบสองสามวันติดนี่ลำบากสุดๆ ปั่นไปไกลๆ ก็ไม่ได้ แถมถ้าฝนตกนี่เรียกว่าจบกันเลย

ทีนี้ก็เลยวางแผนแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลด้วยการหาเทรนเนอร์ซักตัวครับ

ถ้าคิดไม่ออกว่าเทรนเนอร์คืออะไร…

ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ผู้ฝึกสอนนะครับ แต่มันเป็นตัวที่เอาไว้เสียบกับล้อหลังของจักรยานเราให้ยกขึ้นแล้วเราสามารถเอาปั่นในที่ร่มได้ ว่าไปก็คล้ายๆ แปลงจักรยานเสือหมอบตัวเองให้กลายเป็นจักรยานฟิตเนส ประมาณนั้น ,, บางคนอาจคุ้นกับการเอาจักรยานมาวางบนลูกกลิ้ง แบบนั้นก็คล้ายๆ กัน แต่จะเรียกว่าโรลเลอร์น่ะครับ

อันนี้เป็น Roller ครับ (ขอความอนุเคราะห์ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bicycle_rollers)
อันนี้เป็น Roller ครับ (ขอความอนุเคราะห์ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bicycle_rollers)

ถ้าสนใจเรื่องเทรนเนอร์แบบเบสิก ผมว่าบทความนี้เขียนได้ดีเลยนะ 🙂

ว่าด้วยเรื่องเทรนเนอร์ที่ตามหา

ก็กลับไปที่ร้านท้อปเกียร์ที่ผมซื้อจักรยานมาแหละครับ คุยกับพี่หนึ่งให้แกช่วงแนะนำให้ ทีแรกแกแนะนำ Minoura รุ่นที่จับขอบล้อมาให้ (เท่าที่รู้นี่เป็นยี่ห้อเดียวที่ทำเทรนเนอร์จับขอบล้อนะ) เพราะข้อดีของพวกนี้ไม่ค่อยเปลืองยาง แต่ข้อเสียคือเสียงดังมากกกกก อื้ออึงมากกกกกกกก หลายคนที่เคยลองถึงกับบอกว่าเสียงดังขนาดที่พูดกันในระยะเมตรนึงแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องเลย

อันนี้เป็นเทรนเนอร์ Minoura แบบจับริมที่เล่ามา (รูปเอาจากลิงก็ด้านบนแหละ)
อันนี้เป็นเทรนเนอร์ Minoura แบบจับริมที่เล่ามา (รูปเอาจากลิงก็ด้านบนแหละ)

เวลาผ่านไปสักช่วง พี่หนึ่งแกก็แนะนำว่าเอาตัว CycleOps ดีกว่า ซึ่งแกก็แนะนำรุ่น Magneto มา (ซึ่งผมเคยเห็นมีคนรีวิวในพันทิปนานละเหมือนกัน) พี่แกว่าข้อดีตัวนี้คือเสียงไม่ดังมากและราคาก็ไม่แพงในคุณภาพพอๆ กัน

ในที่สุด... ก็ถอยมันมาแล้วครับ :)
ในที่สุด… ก็ถอยมันมาแล้วครับ 🙂
อันนี้เป็นโปรไฟล์ของ Magneto ครับ
อันนี้เป็นโปรไฟล์ของ Magneto ครับ

ว่าแล้วก็ตกลงจ่ายเงินราวๆ 6,500 บาทแล้วรับเจ้า Magneto มาเป็นเจ้าของครับ

เล่าคร่าวๆ เลย ตั้งแต่ประกอบถึงลองใช้มา

หลังจากได้ของมา ด้วยความเห่อจึงเปิดคู่มือประกอบเทรนเนอร์กันที่ร้านเลย (จริงๆ ผมทำไม่เป็นด้วยแหละ) ซึ่งเวลาประกอบจริงๆ ดูก็ไม่ยากเพราะมีสองส่วน คือส่วนที่เป็นตัวฐานกับส่วนที่เป็นตัวลูกกลิ้งที่เอามารองล้อหลัง แล้วจากนั้นก็ยึดสองส่วนด้วยน้อต จากนั้นก็เปลี่ยน quick release ของล้อหลัง (จากเดิมที่ติดรถมามันเป็นพลาสติก) ให้มาเป็นเหล็กเพื่อว่าเวลาเอามาไว้บนเทรนเนอร์แล้วมันจะได้ไม่บู้บี้จากการโดนเทรนเนอร์บีบ

จากนั้นก็เอาจักรยานขึ้นบนเทรนเนอร์ ล๊อคล้อหลังให้ดี แล้วค่อยๆ หมนุนเกลียวจนตัวลูกกลิ้งแนบกับล้อหลัง จากนั้นก็บิดเข้าไปอีกสองรอบครึ่งตามที่คู่มือแนะนำ เพื่อที่จะได้น้ำหนักที่พอดี

ประกอบเสร็จแล้วครับ ^^
ประกอบเสร็จแล้วครับ ^^
เอาลูกกลิ้งมาประกอบกับขาตั้งแล้วขันน้อตให้แน่น ไม่ยากๆๆ
เอาลูกกลิ้งมาประกอบกับขาตั้งแล้วขันน้อตให้แน่น ไม่ยากๆๆ
ด้านข้างลูกกลิ้งจะมีพัดลมอยู่ เวลาเราปั่นมันก็จะช่วยหมุนระบายความร้อนไปด้วย
ด้านข้างลูกกลิ้งจะมีพัดลมอยู่ เวลาเราปั่นมันก็จะช่วยหมุนระบายความร้อนไปด้วย
ส่วนด้านนี้เป็นฝั่งที่ล้อค Quick release ให้เข้ากัยฐานของ Trainer
ส่วนด้านนี้เป็นฝั่งที่ล้อค Quick release ให้เข้ากับฐานของ Trainer
ส่วนเติมเต็มสุดท้าย... ฐานรองล้อหน้าครับ
ส่วนเติมเต็มสุดท้าย… ฐานรองล้อหน้าครับ
พอเอาจักรยานเรามาประกอบกับเทรนเนอร์มันก็จะได้แบบนี้แล :)
พอเอาจักรยานเรามาประกอบกับเทรนเนอร์มันก็จะได้แบบนี้แล 🙂

เล่าประสบการณ์ดีกว่าว่าลองใช้มาซักช่วงแล้วเป็นไงบ้าง

  • การเอาจักรยานเข้ามาใส่นี่ก็ไม่ได้ยากนะ แค่เอามาเสียบกับฐานแล้วล๊อคล้ิอหลังไว้ จากนั้นก็หมุนๆ ที่จับสีเหลืองจนพอดีแล้วบวกไปอีกสองรอบครึ่ง
  • ความคล้ายๆ กับการปั่นผมให้อารมณ์ใกล้เคียงกับการปั่นบนถนนเรียบมากกว่าทางขรุขระนะ (ส่วนที่ฉลากเค้าบอกว่าเหมือนกับปั่นขึ้นดอยนี่ผมไม่ได้รู้สึกถึงขนาดนั้นนะ) แต่ให้อารมณ์ลอยๆ เวลาเราปั่นรอบขาเร็วๆ ตอนใช้เกียร์ต่ำๆ
  • เวลาจะปรับความหนักอาศัยการเปลี่ยนเกียร์เอา ไม่ได้มีตัวปรับความหนืด อันนี้ผมว่าสะดวกดีนะ
  • เรื่องเสียงนี่ผมว่าก็ดังระดับนึงนะ อารมณ์คล้ายๆ เราเปิดเครื่องปั่นน้ำผลไม้อะ เอาเป็นว่าผมลองเฟสไทม์ด้วยไอแพดโดยวางบนเก้าอี้ทิ้งให้ห่างจากล้อหน้าประมาณ 1 เมตร + เปิดเสียงดังสุดก็ได้ยินเสียง+คุยสนทนาได้ปกติดี อีกฝั่งก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ
  • พี่เจ้าของร้านเตือนเรื่องความร้อน (จริงๆ เวลาเราปั่นมันจะมีพัดลมหมุนไล่ความร้อนในตัวอยู่แล้วนะ) พี่เค้าแนะนำให้หาพัดลมมาวางอีกซักตัว แต่ช่วงนี้แถวๆ ที่ผมอยู่มันหนาวมาก (คือใครเปิดพัดลมนี่เรียกว่ามึงบ้าไปแล้ว) เลยไม่มีปัญหาอะไร
  • อารมณ์ตอนขึ้นโยกก็โอเคนะ แต่จะมีฟีลลิ่งลอยๆ ในช่วงแรกๆ (คล้ายๆ ข้ิอข้างบน)
  • หนาแน่นดีนะ โยกแรงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่จะมันปัญหาตอนคร่อมรถนิดนึง เพราะเวลาเอารถขึ้นเทรนเนอร์แล้ว top tube จะสูงขึ้นอีกเป็นนิ้ว จนมันแทบจะชนกับแหนมตุ้มจิ๋วของผมเลยทีเดียว
  • ถ้ามีเทรนเนอร์แนะนำให้ติดตัว Sensor ไว้ที่ล้อหลังครับ เผื่อเวลาปั่นแล้วมันจะได้ขึ้นค่าต่างๆ บ้าง แม้ว่าจะไม่ค่อยแม่นเท่าไหรก็ตาม (แล้วจะย้ายมาติดด้านหลังทำไมเนี่ย)
  • แนะนำให้หาอะไรมารองเหงื่อ+ทรายจากรองเท้านะ จะดูดีก็เอาพรมของยี่ห้อไฮโซๆ ก็ได้ แต่ส่วนตัวผมแนะนำซื้อพรมโยคะจากโลตัสมารอง ประมาณ 300 บาทครับ (ถ้าดูรูปก็ไอ้สีชมพูที่รองจักรยานนั่นแหละ) หรือถ้าจะให้ไฮโซขึ้น มันจะมีผ้ารองเหงื่อไม่ให้หยดใส่เฟรมขายด้วย (มีทั้งของ Minoura และ Cycleops) แต่ราคาค่อนข้างแพง

สรุปเลยก็แล้วกัน

เท่าที่ลองขึ้นมาก็โอเคนะครับ โดยรวมผมประทับใจนะ ให้อารมณ์คล้ายๆ ไปปั่นจักรยานที่ฟิตเนสแต่ได้ใช้จักรยานที่เราถนัด ประกอบกับตัวรถง่าย เสียงดังกลางๆ ความน่าซื้ออยู่ในระดับเฉยๆ มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร ,, คหสต. แนะนำว่าให้ลองไปใช้จริงก่ิอน (ถ้าหาได้นะ) ก่อนจะซื้อ เพราะผมว่าความสุขของการปั่นเทรนเนอร์หายไปประมาณ 60% เมื่อเทียบกับการปั่นจักรยานบนถนนทั่วไป แค่ลดความอยากในการปั่นจักรยานลงไปได้แค่นั้น

ถนนลาดยาง, ท้องฟ้าปลอดโปร่ง, แดดไำม่แรงมาก, มีลมพัดตีหน้าเบาๆ ,, นั่นแหละครับ.. ความสุขในการปั่นจักรยานอันแท้จริง

เสือหมอบคันแรกของผม ,, Bianchi Impulso 2013

ในบรรดายานพาหนะทั้งหลาย ผมว่าจักรยานนี่แหละคืออะไรที่เท่ที่สุดในสายตาของผมแล้ว เวลาที่เห็นคนปั่นจักรยานตามท้องถนนทีไร ผมมักจะอดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวมองอยู่เสมอ ,, บางครั้งผมว่ามันเท่กว่าซุปเปอร์คาร์อีกนะ เพราะจักรยานมีตังอย่างเดียวขับไม่ได้ มันต้องมีแรงด้วย พอเรายิ่งออกแรงปั่นก็ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนตัวผมนะ :: จักรยานคือยานพาหนะที่เท่ที่สุดของมนุษยชาติ

เล่าเรื่องเก่าๆ ระหว่างผมกับจักรยานซักหน่อย

ถ้าพูดถึงจักรยานนี่ต้องย้อนไปไกลถึงสมัยเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งสมัยนั้นผมไปไหนมาไหนทั่วเมืองเชียงใหม่ด้วยจักรยานตลอด โดยเฉพาะจักรยานคันประจำของผมที่ปัจจุบันมีอายุเกือบๆ 20 ปีแล้ว นั่นก็คือ Challenger Comp 560 (รุ่นนี้ออกตั้งแต่ประมาณปี 1994 นะถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งเป็นคันที่ผมได้มรดกจากอามาอีกทีนึง ซึ่งจุดเด่นของคันนี้คือเฟรม Chromoly ของ Tange ที่ทำ Butted มาให้ แถมจัด Groupset Shimano LX มาให้ซะเต็มสูบ ซึ่งผมเอาไปลุยมาสุดหล้าฟ้าเขียวมาซะคุ้ม (ซึ่งปัจจุบันไม่มีอะไหล่ขายอย่างแรง (แม้แต่อะไหล่เทียบ) แค่ Butterfly brake ก็หาผ้าเบรคลำบากมาก)

จักรยานคันเก่าของผม ,, อายุเกือบ 20 ปีแล้ว สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก
อะไหล่ทุกชิ้นเป็น LX ปี 94 หมด ,, งดงามมากๆ

อธิบายนิดหน่อย คือเฟรมจักรยานสามารถทำจากวัสดุได้หลากหลาย ที่เราพอรู้ๆ จักกันเช่น คาร์บอน, อลูมิเนียม, เหล็ก, แต่โลหะอัลลอยผสมอย่างนึงที่นิยมเอามาทำเป็นเฟรมจักรยานคือ Chromoly ซึ่งเป็นโลหะอัลลอยที่มีส่วนผสมของ Chromium และ Molybdenum ซึ่งมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง, แต่กระนั้น เจ้าโครโมลี่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เค้าเลยมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Butted หรือการรีดเอาส่วนบริเวณของท่อที่ไม่ได้รับน้ำหนักมาก/ไม่ค่อยมีแรงเค้นแถวๆ นั้นออก เช่น เหล็กบริเวณกลางท่อจะถูกรีดให้บางกว่าบริเวณข้อต่อเป็นต้น ซึ่งการ Butted นี่ก็มีหลายระดับ ทั้ง Butted เฉยๆ, Double butted หรือ Triple butted เป็นต้น

จนกระทั่งวันนึง ผมโดนขโมยรถจักรยาน (ขนาดจอดในบ้านนะ) ซึ่งแม้ผมจะได้มันคืนมาในอีกหลายปีถัดมา แต่ว่าสภาพรถนี่สนิมเขรอะกรัง+ผมก็ไม่ได้ดูแลต่อเนื่อง(เพราะผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ)+ไม่ได้ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะหลักแล้ว ผมเลยไม่ค่อยได้สนใจมันเท่าไหร่ ,, ซึ่งกว่าผมจะกลับมาดูแลมันอีกครั้งอะไหล่+อุปกรณ์+เฟรมหลายจุดก็ขึ้นสนิมเพียบแล้ว (ยังรู้สึกผิดกับมันมาจนถึงทุกวันนี้ที่เราดูแลมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ,, เราขอโทษด้วยนะ)

สนิมแดกเพียบครับ (ที่อื่นก็มีอีกหลายจุดอยู่นะ)

ซึ่งตั้งแต่วันนั้นผมก็มีแพลนจะซื้อจักรยานใหม่ซักคัน แต่ยังไม่ถูกใจซักที เลยพับโครงการเอาไว้ก่อน…

เปิดศักราชใหม่ กับจักรยานคันใหม่

จนกระทั่งประมาณสามเดือนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็ปิ๊งโปรเจคจักรยานขึ้นมาอีกที หลายๆ คนเชียร์เล่นฟิกซ์เกียร์แต่ผมไม่ชอบ เพราะไม่มีเกียร์ ไม่มีเบรค ไม่ค่อยเหมาะกับไลฟ์สไตล์ผมเท่าไหร่ คิดไปติดมาเสือหมอบน่าจะตอบโจทย์อะไรหลายๆ อย่างได้ดีที่สุด เช่น ทางที่ผมใช้ปั่นจริงๆ 95% เป็นทางที่เป็นถนน และอยากลองปั่นเสือหมอบดูบ้างเพราะเคยปั่นเสือภูเขาแล้ว

ทีแรกก็อยากได้รถเฟรมโครโมลี่ท่อเล็กๆ นี่แหละ ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับจักรยานเล่นๆ หลายยี่ห้อทั้ง Trek, Giant, Specialized,ฯลฯ แต่สุดท้ายดันไปปิ้งกับสีฟ้าเซเลสเต้ของ Bianchi เลยลองเข้าไปดู เห็นแล้วชอบ Pista เลยนะ เพราะเราชอบเฟรมเล็กๆ แนววินเทจหน่อยๆ แต่เสียดายที่เป็นฟิกซ์เกียร์ เลยเสิร์ชไปเสิร์ชมาก็ปิ้ง Impulso อีกคัน เพราะนอกจากความสวยที่ผมว่าโอเคมากๆ แล้วราคาของมันยังพอหยิบจับได้สำหรับนักปั่นสมัครเล่นมือใหม่อย่างผม

จริงๆ ผมชอบจักรยานยี่ห้อ Fuji รุ่น Yaiba 111th ที่ออกมาฉลอง 111 ปีของจักรยานยี่ห้อนี้ สวยมากๆๆๆๆๆ ชอบเว่อๆๆๆ แต่เห็นราคาแล้วสลบ เพราะราคาตั้ง 570,000 เยน หรือราวๆ สองแสนกว่าบาทเองนะ

จริงๆ ชอบคันนี้มากเลย แนววินเทจนิดๆ ท่อโครโมลี่ ,, แต่สู้ราคาไม่ไหวจริงๆ

หรืออีกรุ่นที่ step down ลงมาจาก Ultegra มาเป็น 105 + ลดสเป๊กอีกนิดหน่อยก็จะได้เป็นตัว Phantom ซึ่งสวยไม่แพ้กัน (อันนี้จากบล๊อกของร้านค้า) ราคาราวสองแสนเยนกว่าๆ หรือประมาณเก้าหมื่นบาทไทย (เห็น interbike นำเข้ามาด้วย แต่ไม่มีราคาบอก กลัวเห็นราคาแล้วจะช๊อกไป) ,, หรือถ้าลดกว่านี้ก็คงเป็นตัว Stratos R ราคาประมาณเจ็ดหมื่นกว่าๆ เยน (สามหมื่นบาทไทย) ซึ่งราคาขนาดนี้ ผมสู้ไปหาอะไหล่ 105 ยี่ห้ออื่นเล่นดีกว่า

หลังจากปิ้งกับจักรยานที่ผมชอบแล้วผมก็เลยไปสั่งจักรยานที่ร้านประจำของผม คือร้าน Topgear ที่เชียงใหม่ ซึ่งพี่หนึ่งเจ้าของร้านก็ตบปากรับคำว่าจะหามาให้แต่ขอเวลาหน่อย เพราะของมีไม่มาก แถมสีเขียวเซเลตเต้ของปี 2012 ก็มีคนอยากได้เยอะอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้รีบ ปล่อยแกหาไปเรื่อยๆ ,, จนกระทั่งวันนึงแกบอกว่ารออีกหน่อยมั้ย เพราะตัวเฟรม Impulso สีเซเลตเต้ของปี 2013 นี่ใช้ในทีม Vacansoleil-DCM ด้วย

รอไปรอมาเพลินๆ ประมาณสามเดือนกว่าๆ (วันที่ 31 ตุลา) ร้านก็โทรมาบอกว่าได้รถแล้วนะ 🙂

ที่สุดแห่งการรอคอย ,, Bianchi Impulso ตัว 105 ก็มาแล้ว 🙂

ดีใจมากที่จะได้กลับมาปั่นจักรยานแบบจริงจังอีกครั้ง

ว่าด้วยเรื่อง Impulso 2013

ก่อนที่จะลองปั่นจริงก็ขอโม้เกี่ยวกับเสือหมอบคันแรกของผม และเป็นรถเฟรมอลูคันแรกของผมเช่นกัน (ก็แน่นะ คันก่อนเป็นเสือภูเขาเฟรมโครโมลี่หนิ)

คัน Impulso ที่ผมเลือกเป็นตัวที่ใช้อะไหล่ Shimano รุ่น 105 แต่ว่าคันนี้ใช้อะไหล่ Shimano 105 กับเฉพาะตีนผีกับมือเกียร์+ก้ามเบรคเท่านั้นแหละ ส่วนอะไหล่อื่นๆ ที่เหลือนี่ไม่ได้ใช้ของ 105 เลย ,, ไล่ตั้งแต่ Crank, โซ่กับถ้วยคอเป็นของ FSA, สับจานหน้ากับเฟืองหลังเป็น Tiagra, ดุมล้อหน้าหลังเป็นของ Novatech ส่วนที่เหลือๆ ใช้ของ Reparto Corse (ซึ่งเป็นอะไหล่ในเครือของ Bianchi เอง) คหสต.ผมว่าแอบเสียดายที่ไม่ได้ใช้ Groupset 105 ทั้งหมดเลย (ซึ่งถ้าใช้จริงอาจทำให้ราคาสูงกว่านี้ประมาณหมึ่นกว่าๆ ได้เลย)

นอกจาก Impulso ที่ใช้อะไหล่ของ Shimano 105 แล้ว Impulso ก็ยังมีอีกรุ่นที่ใช้อะไหล่ Veloce ของ Campagnolo ,, ซึ่งสาเหตุที่ผมเลือก 105 มากกว่า เพราะว่าผมประทับใจกับ Shimano มาตั้งแต่รถคันเก่า แถมราคา 105 ก็ไม่แรงมากเท่าไหร่ หรือถ้าจะหาอะไหล่ในอนาคตก็คงง่ายกว่าตัว Campag ด้วยแหละ ,, สุดท้ายก็เลยลงตัวกับ Impulso อะไหล่ 105

ตรานกฟินิกซ์ที่ปักชื่อ Eduardo Bianchi ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งจักรยานยี่ห้อนี้
Impulso รุ่นนี้สีเขียวป้าดดดดด ,, ขนาดที่หุ้มแฮนด์ยังเขียว (แต่อีกไม่นานคงดำตามขี้มือ)
ตัวมือเกียร์+ก้ามเบรคเป็น Shimano 105 ครับ
ตีนผีเป็น 105 ,, แต่สับจานหน้าเป็น Tiagra
ตัวเบรคเป็น Reparto Corse คุณภาพใช้ได้นะ
เบาะก็สีเขียว ส่งเข้าประกวดโดย Selle San Marco

เฟรมอลูตัวนี้แอบใส่เทคโนโลยีเก๋ๆ ของ Bianchi มาให้เพียบเลย ทั้ง Triple Hydroform, USST, BAT+KVID ซึ่งผมไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอก แต่เห็นพี่เค้าบอกว่ารุ่นนี้เค้าเชื่อมท่อเนียนและสวย+เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ฟีลลิ่งการปั่นนุ่มกว่าอลูทั่วไป จนบางทีความนุ่มนวลคล้ายๆ พวกเฟรมคาร์บอนด้วยซ้ำ (ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจอะนะ แต่ถ้าสนใจก็ลองไปอ่าน Link นี้ ดีเหมือนกัน)

อย่างที่บอกแหละครับ พอดีเฟรมอลูมิเนียม Impulso (ย้ำว่าเฉพาะเฟรมนะครับ ไม่ใช่ทั้งคันที่มาขาย) รุ่นนี้ได้รับเลือกจากทีม Vacansoleil-DCM ให้ไปแข่งงาน Paris-Roubiax ของปี 2012 ดังนั้น เฟรมตัวนี้เลยแอบมีสกรีนลายทีมให้ด้วย ดูเพลินๆ สวยดีเหมือนกัน แถมเพิ่มพลังปั่นได้สองแรงโม้ ฮาๆๆๆ

เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทาง Bianchi พัฒนาแล้วอัดมาในเฟรมอลูรุ่นนี้
มีสกรีนชื่อทีม Vacansoleil-DCM + FSA เพิ่มขึ้นจากเดิม

สุดท้ายเพื่อสนองนี๊ดตัวเองที่จะให้มันเป็นอะไหล่ 105 เลยเปลี่ยน Crank FSA ที่ให้มาตั้งแต่ตอนแรกเป็น Crank ของ Shimano 105 ร่วมกับใช้บันไดของ 105 ด้วยเช่นกัน (แอบมีเหตุผลแฝงนิดๆ คือกระโหลกของ FSA มันไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ กลัวว่าถ้าอีกหน่อยต้องซ่อมจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงเปลี่ยนเป็น 105 ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย) ซึ่งในจุดนี้ต้องเพิ่มเงินอีกหลายพันเหมือนกัน (จริงๆ อยากเปลี่ยนดุมด้วยนะ แต่มันต้องขึ้นล้อใหม่เลย เอาเป็นว่าวันไหนล้อคดล้อพังแล้วค่อยเปลี่ยนดุมก็แล้วกัน, ส่วนตัวเบรกไม่ได้เปลี่ยน เพราะ Reparto Corse มันก็โอเคนะ)

ติดกระเป๋า+ไฟท้าย+เอาไมล์ VDO จากคันเก่ามาติดเพิ่มอีกหน่อยเพื่อประโยชน์ใช้สอยในการใส่ของขณะเดินทาง+ความปลอดภัยในยามค่ำคืน ,, สรุปสุดท้ายทั้งหมด เอารถไปชั่งกิโล ทำน้ำหนักได้ 9.2 กิโลกรัม 🙂

แอบเปลี่ยนสับจานหน้าจาก FSA เดิมเป็น Shimano 105 แทน
ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว บันไดก็เอาตัว 105 ด้วยเลยแล้วกัน
โชวท้าย (ติดกระเป๋า+ติดไฟเพิ่ม) ,, เท่ไม่หยอกเลย

โม้ซะเยอะ ลองมาปั่นจริงดีกว่า

ลองปั่นดูจริงๆ มาประมาณเกือบอาทิตย์

เท่าที่ลองปั่นดูนะประมาณอาทิตย์กว่า ผมว่ามันสนุกมากๆ เหมือนความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกของการปั่นจักรยานในอดีตของผมกลับมาอีกครั้ง เผลอๆ ผมว่าสนุกกว่าปั่นเสือภูเขาด้วย ส่วนนึงผมว่ารถมันเบาและหน้ายางแคบมาก รถมันเลยพุ่งกว่ามากๆ โดยเฉพาะการปั่นบนถนนเรียบๆ นะสนุกมากเลย บางช่วงอัดความเร็ว 35-40 กม./ชม. ได้สบายๆ ทั้งๆ ที่เราลงแรงประมาณนี้ในเสือภูเขาจะได้แค่ 28-32 กม./ชม. (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ) แถมจังหวะโยกขึ้นดอยรถพุ่งดีนะ หรือจะเป็นจังหวะลงนี่พุ่งเนินโหดมาก ยิ่งอัดเสริมลงไปนี่ 50+ กม./ชม. ได้เลยนะ (ซึ่งความเร็วในจุดนั้นน่ากลัวมาก ฮาๆๆๆ)

แต่ข้อเสียคือเวลาที่เจออะไรไม่เรียบ เช่นถนนขรุขระ หรือทางออฟโรดหน่อยๆ มันจะค่อนข้างกระด้างหน่อย+ความมั่นใจในการลุยจะไม่ค่อยมีเพราะกลัวยางรั่ว (เห็นหมอบนี่ยางรั่วกันเป็นปกติมากๆ) กับอีกอย่างคือเวลาหมอบจะก้มลงค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมไม่ค่อยคุ้น+ติดพุง+เมื่อยหลังนิดหน่อย (แต่พอปั่นไปวันหลังๆ นี่เริ่มดีขึ้นนะ) และแม้ว่าจังหวะขึ้นดอยจะพุ่งดี แต่ถ้าเจอชันๆ ยาวๆ นี่ลำบากเหมือนกัน เพราะมีจานหน้าแค่ 2 ใบเอง (เสือภูเขาทั่วๆ ไปจะมี 3 ใบ) ซึ่งในจุดนี้ผมคงต้องปรับเรื่องความฟิตของร่างกายเพิ่มขึ้นอีกหน่อยน่าจะดีขึ้น

ประทับใจมากๆ ครับ กับเสือหมอบคันแรก

สำหรับผมนะครับ ปั่นจักรยานนี่แหละ สนุกที่สุดแล้ว