การกลับมาของบ้านกระดาษจาจา

ชื่อตอนนี้อาจทำให้งงๆ กันนิดหน่อย

ถ้าใครเกิดในยุคเดียวกับผม ขนมสุดฮิตในสมัยประถมก็คงไม่พ้นขนมที่เน้นของแถมอย่างกาก้า, คำคำ, โอเดงย่า, โดเรม่อน (ซึ่งพวกนี้จะแถมตุ๊กตุ่นตุ๊กตาเล็กๆ แถมไพ่และสติกเกอร์ตามลำดับ) ,, และขนมอีกยี่ห้อที่เราจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นก็คือจาจาครับ ซึ่งจาจาจะเป็นขนมแป้งข้าวโพดรสบาร์บีคิวแถมบ้านกระดาษเอามาประกอบเอง มีโคตรจะหลายเวอร์ชั่นมากๆ ผมชอบมากๆๆๆ เด็กๆ นี่จำได้ว่าสะสมแทบจะครบทุกแบบ (ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่หรือเปล่านะ ลองกลับไปอ่านตอนบล๊อกที่เขียนเกี่ยวกับของเล่นนี่ก็หารายละเอียดไม่เจอแฮะ) ,, แต่ว่าไปนั่น ซื้อพวกนี้ไม่ค่อยซื้อขนมเท่าไหร่ เหมือนซื้อของเล่นแล้วแถมขนมมากกว่า

จำได้ว่าสมัยก่อนเด็กๆ ผมไม่ได้มีตังเยอะมาก บางวันเวลาเลิกเรียนหิวๆ ก็จะไปเดินขอขนมพวกนี้ที่เพื่อนๆ ไม่กินกันเอามากินเอง บางคนซื้อแบบจริงจังมากๆ หวดทีสามสี่ห่อ เราก็ไปแย่งมันกิน อิ่มสบายตัว ,, โดยเฉพาะโอเดงย่านี่ชอบมากๆ ใครเอาไพ่แล้วทิ้งขนมนี่ขอเลย

หลังจากช่วงมอปลาย พวกขนมคิกขุอาโนเนะเหล่านี้ก็เหมือนจะหายไปจากชีวิตผมเลยนะ (แปลว่านี่เล่นถึงมอต้นเลยเรอะ!!) แล้วก็หายไปเลย หายไปหลักสิบกว่าปี จนเพิ่งมาเจอเมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนว่าจาจามันกลับมาขายที่เซเว่นแล้ว!!!

วันนี้ก็เลยขอลองซักห่อ สนนราคาซองละ 15 บาทครับ

ในที่สุด มันก็กลับมาอีกครั้ง!!!
ในที่สุด มันก็กลับมาอีกครั้ง!!!
ด้านหลังเหมือนจะบอกว่ามีหกลาย
ด้านหลังเหมือนจะบอกว่ามีหกลาย

เอาเป็นว่า ตั้งแต่แกะห่อมา ขอเล่าเป็นข้อๆ ละกันนะครับ เร็วดี

  • ในห่อมีขนมแป้งข้าวโพดรสบาร์บีคิว , แผ่นบ้านกระดาษ, แผ่นบอกว่าบ้านกระดาษคือโมเดลไหน, คูปองสะสมแลกหมอน ,, แต่กลับไม่มีวิธีประกอบ โธ่วววว์
  • ขนมข้าวโพดผมว่าเค้ายังรักษาคุณภาพรสชาติค่อนข้างง่อยกระรอกได้อย่างสม่ำเสมอ แป้งดาดๆ เครื่องปรุงจางๆ ,, ถ้าคิดว่าจาจามีแค่ขนม ราคา 15 บาทนี่จะถือว่าแพงมาก (แต่อันที่จริง คนซื้อจาจาเค้าซื้อบ้าน ไม่ได้ซื้อขนมซักหน่อย)
  • บ้านกระดาษยังคงความประกอบยากและซับซ้อนเหมือนเดิม ยิ่งไม่มีใบที่บอกวิธีการประกอบนี่ต้องเพิ่มจินตนาการอีกเท่าตัว เด็กๆ ที่ซื้อจาจามาคงสร้างภาระแก่พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่มากก็น้อย
  • การพิมพ์สวดลายต่างๆ ผมว่าดรอปลงจากเดิมเยอะ ลายรุ่นใหม่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ (เท่าที่ผมลองเปิดมา 1 ห่อนะ) ไม่ค่อยประทับใจเหมือนตอนเด็กๆ อะ
  • แต่สิ่งที่ดรอปกว่าการพิมพ์คือกระดาษครับ ออกแนวแย่เลย จับๆ ดูกระดาษมันเหมือนจะแข็งแต่จริงๆ แล้วบอบบางมาก อาทิ เดือยที่ยื่นออกมานั้นแทงทะลุร่องลำบากมากๆๆ ทั้งจากร่องนี่แข็งและเจาะยาก เวลาใส่เดือยลงไปกระดาษตรงเดือยก็จะแตกเป็นชั้นๆ ถอดๆ ใส่ๆ เกิน 2 ครั้งกระดาษที่เดือยก็แตกเป็นชั้นๆ เหมือนกัน
  • แนะนำว่าเตรียมบัตรประชาชนมาเจาะถ่างในทุกจุดที่เป็นร่องไว้เลย จากนั้นตอนเสียบเดือยให้ดันเข้าไปนิดนึงพอให้เห็นปลายมันโผล่ฝั่งตรงข้ามแล้วใช้คีมคีบเดือยจากด้านหลังช่วยด้วย
  • แนะนำให้ประกอบตัวบ้านให้เสร็จก่อนถึงค่อยประกอบกับฐานครับ ,, ส่วนตัวบ้าน เลือกประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนชิ้นใหญ่ๆ

กว่าจะรู้เทคนิคการประกอบบ้านจาจารุ่นใหม่ เดือยบ้านหลังแรกของผมก็เละไปหมดแล้ว ;___;)

เปิดมาด้านใน มีขนมแป้งข้าวโพดง่อยๆ กับแผ่นบ้านกระดาษ
เปิดมาด้านใน มีขนมแป้งข้าวโพดง่อยๆ กับแผ่นบ้านกระดาษ
ดูแล้วประกอบไม่งาย แถมลายนี้ไม่มีที่ซองด้วย
ดูแล้วประกอบไม่งาย แถมลายนี้ไม่มีที่ซองด้วย
ผมว่าคุณภาพมันดรอปลง ทั้งกระดาษและลวดลายนะ
ผมว่าคุณภาพมันดรอปลง ทั้งกระดาษและลวดลายนะ

ลองซื้อมาเล่นกันได้ครับ (แต่อย่าลืมทำตามคำแนะนำข้างต้น)

W by Wanlamun

ร้าน W by Wanlamun เป็นร้านนึงที่มากินหลายครั้งแต่ไม่ได้เขียนสักที…

แรกเริ่มมีคนแนะนำผมให้ลองมากินมิลล์เฟลย (Millefeuille) ของทางร้าน เค้าบอกว่าอร่อยกว่าหลายๆ โรงแรมที่กรุงเทพฯ อีก ตัวผมไม่เคยกินขนมชื่อประหลาดนี้มาก่อน เลยพยายามเสาะแสวงหาร้านนี้ สุดท้ายก็เพิ่งรู้ว่าร้านนี้เป็นร้านที่ผมผ่านบ่อยมากๆ เพราะเวลากลับบ้านผมต้องใช้ซอยนี้ผ่านเกือบแทบจะทุกครั้ง แถมร้านก็อยู่ห่างบ้านผมราวๆ 150 เมตรเท่านั้น ซึ่งการมาร้านนี้ครั้งแรกเพื่อมาซื้อน้ำร้อนเพื่อชงชา (จริงๆ นะ) แต่เพื่อไม่ให้เขินก็เลยเอาขนมของทางร้านมาแกล้มด้วย ซึ่งค้นพบว่าขนมที่ร้านอร่อยดีมากๆ ประทับใจทั้งตัวผมและคุณแม่ (มาหลายครั้งก็ยังไม่เคยกินมิลล์เฟลยซักที)

กับร้าน W by Wanlamun ครับ

หลังจากนั้นเลยมีโอกาสแวะเวียน พาเพื่อนๆ มากินทั้งอาหารคาวและอาหารหวานอยู่หลายครั้ง จนทำให้ blog ตอนนี้มีรูปเยอะเป็นพิเศษ (นี่ขนาดถ่ายรูปบ้างไม่ถ่ายบ้างแล้วนะ ยังตัดรูปกันจนเหนื่อย)

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้าน W by Wanlamun มาไม่ยากมากครับ (ถ้ารู้จักถนนช้างม่อย) คือถ้าเข้าถนนช้างม่อย จากไมค์เบอร์เกอร์ก็ตรงมาเรื่อยๆ ครับ สังเกตธนาคารทหารไทยทางขวามือก็เลี้ยวเข้าซอยถัดจากนั้นมาเลยครับ ร้านอยู่แทบจะติดกับปากซอยเลย (สังเกตเป็นบ้านไฮโซๆ ป้ายสีส้มๆ หน่อย) ภายในร้านมีที่จอดรถได้ 4-5 คัน หรือจะเลือกจอดหน้าร้านก็ได้ (แต่ต้องจอดชิดๆ กำแพงหน่อยนึงเพราะซอยแคบมาก)

หน้าร้าน W by Wanlamun ครับ ,, โดดเด่นมากๆ


View W by wanlamun in a larger map

สามารถติดต่อทางร้านหรือจองโต๊ะ/สั่งขนมได้ที่เบอร์ 053-232328 หรือเฟสบุ๊กของที่ร้านก็ได้ครับ ที่ร้านเค้าแบ่งเปิดครัวอาหารคาวเป็น 2 ช่วงเวลาคือ 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.00 น. แต่ถ้าจะมากินขนมหวาน+ชาที่ร้านเค้าจะเปิดตลอดตั้งแต่ 11.30-22.00 น.เลย (เห็นที่ร้านบอกว่ามี cooking school ด้วย แต่ไม่ทราบรายละเอียดเท่าไหร่)

พอมาถึงร้านก็สามารถเลือกนั่งได้ทั้งข้างในและข้างนอกร้านครับ ให้บรรยากาศคนละฟีลลิ่งกันชัดเจนมากๆ (ส่วนมากเห็นคนสั่งอาหารเค้านั่งข้างนอกกันนะ เลยไม่แน่ใจว่าในบ้านสั่งอาหารคาวเข้าไปกินได้หรือเปล่า)

อันนี้ส่วนของโต๊ะนอกร้าน ,, อารมณ์ประมาณกินข้าวในสวน
ส่วนนี่เป็นมุมในตัวบ้าน ,, อารมณ์จิบชาในแกลเลอรี่ ประมาณนั้น

โม้มามาก… สั่งอาหารกันเถอะ

เริ่มกันที่อาหารคาว

วันนี้เริ่มกันที่อาหารคาวก่อน เท่าที่สังเกตในเมนูก็จะเป็นพวกอาหารไทยเป็นหลัก มีพาสต้าและอาหารฝรั่งปนๆ มาบ้าง

เมนูแรกที่สั่งมากินคือข้าวผัดกากหมูปลาแซลม่อนซึ่งเป็นเมนูอาหารจานเดียวยอดฮิตของที่นี่ (ซึ่งผมก็ชอบด้วยแหละ) แค่เฉพาะตัวข้าวผัดกากหมูที่ติดเค็มๆ หน่อยก็อร่อยมากแล้ว แต่ยังได้ปลาแซลม่อนย่างสุกได้ที่อีกชิ้นนึงมาเติมความลงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม กินหมดจานแล้วยังรู้สึกอยากกินอีก

ส่วนอีกสองเมนูที่สั่งจะเป็นยำส้มโอและสปาเกตตี้มันกุ้ง (ชื่อมันประมาณนี้แหละ) คือตัวสปาเกตตี้นี่ผมว่าโอเคมากๆ เลยนะ คือมันจะผัดเส้นแบบคาโบนาราฝรั่ง (แบบฝรั่งที่เคยกินมา คาโบนาราเค้าจะงวดๆ แห้งๆ กว่า มีตัวครีมคาโบนาราเคลือบอยู่บนเส้นอีกที แต่ของไทยมันจะแฉะเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเลย) เติมมันกุ้งและตัวกุ้งสดลงไป ,, ส่วนยำส้มโอที่นี่รสชาติกลมกล่อมมาก ตอนที่กินจำได้ว่าน้ำยำและเครื่องเคราของเค้าโอมากๆ กินกับส้มโอแกะกลีบเนื้อเต่งๆ เรียกว่าอร่อยเว่ออะ

ข้าวผัดกากหมูปลาแซลม่อน ,, เมนูสุดฮิตของที่ร้านนี้
ยำส้มโอ ,, เมนูที่ผมแนะนำมากๆ ที่นี่ใช้วัตถุดิบดี+ปรุงรสเยี่ยม
สปาเก็ตตี้ครีมซอสกุ้ง ,, ครีมซอสและมันกุ้งเข้ากันอย่างลงตัวมากๆ
เค้าผัดครีมได้งวดและเกาะกับเส้นได้ดี ,, ชอบมากๆ ครับ

จริงๆ ยังไม่อิ่มเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวเผื่อท้องไปกินขนมดีกว่า

ต่อกันด้วยขนมหวาน

กินข้าวอิ่มก็ย้ายตัวเข้ามานั่งด้านในร้านแทน (ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศในร้านมากกว่านะ) แต่ก็ต้องขอออกตัวแรงๆ ก่อนว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องขนมฝรั่งเศสเท่าไหร่นะ (ที่เคยกินก็แค่เอแคลร์, ครัวซองอะไรประมาณนี้ ไม่ได้กินหรูๆ แบบนี้)

มองไปในตู้แช่ก็มีแต่ขนมสวยๆ ทั้งนั้น (แต่ละช่วงที่มาขนมอาจมีแตกต่างกันบ้างตามเทศกาล/ฤดูกาล) แต่จะอย่างไรก็ตามทำใจเลือกขนมลำบากมากๆ ว่าจะเอาอะไรมากินคู่กับชาร้อนที่สั่งมาดี ลองดมกลิ่นชาร้อนที่นี่ดู หลักๆ น่าจะใช้ชาจาก Twinings นะ หอมดีเหมือนกัน

เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งกินขนมในร้านแทนบ้าง
เอาชาร้อนมากินคู่กับขนมสักหน่อย อิอิ

เปิดศักราชด้วยขนมที่มีชื่อเดียวกับร้าน คือทาร์ทหวานละมุน (Tarte Wanlamun) มีมูสและเกลซชาไทยรูปโดมสีส้มก้อนโตเป็นประกายวาววับวางอยู่บนตัวทาร์ท โรยหน้าด้วยอัลมอนด์ ,, ชิมแล้วต้องบอกว่าตัวมูสนุ่มและหอมอร่อย ส่วนตัวแป้งทาร์ทจะให้อารมณ์จะแบบแป้งทาร์ท (จำไม่ผิดเหมือนจะมีกลิ่นอัลมอนด์ด้วยป่าวหว่า) ส่วนอัลมอนด์ก็จะกรุบๆ ลงตัวทั้งกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัสเลยทีเดียว

เริ่มต้นกับขนมที่มีชื่อเหมือนที่ร้าน กับ Tarte Wanlamun ครับ
เป็นทาร์ทที่มีมูสและเกลซเป็นชาไทย ,, เข้ากันดีกับถั่วและกลิ่นของมัน

ตัวที่สองเป็น Caramel Croquant ขนมชื่ออ่านยากอีกตัว (ไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาน่ะ ;______;) อันนี้กินนานแล้ว จำไม่ค่อยได้ แต่อารมณ์ประมาณแป้งเค้กนุ่มๆ มีกลิ่นเหล้าหน่อยๆ วางตัดกับครีม/มูสอะไรอีกสักอย่างนึง มีกลิ่นคาราเมลหน่อยๆ จากนั้นก็ตกแต่งจนสวย ประดับมุขไว้สามมุม และราดทะเลซอสคาราเมลไว้ข้างบน ,, เวลาตักกินลงมาทุกชั้นรวมกันนี่อแหล่มมากๆ โดยเฉพาะชั้นคาราเมลจะไหลลงมาเป็นน้ำตกเลยทีเดียว อ่า~~

ชิ้นนี้คือ Caramel Croquant ,, ใครชอบคาราเมลห้ามพลาดเลยทีเดียว
ตักทีเรียกว่าคาราเมลไหลเยิ้มเป็นน้ำตกเลยทีเดียว ,,

ขนมต่อมาชื่ออ่านยากไม่แพ้กัน คือ St. Honour au Chocolat ,, จานนี้ผมว่าเป็นขนมที่สวยที่สุดในร้านเลยนะ แถมรูปร่างยังเป็นเอกลักษณ์ด้วย โดยรวมอร่อยใช้ได้นะ จุดแข็งของจานนี้ผมว่าคือรสสัมผัสที่เด่นมากๆ แต่ส่วนตัวชอบขนมอื่นๆ มากกว่าอะ แบบว่าแป้งมันอารมณ์เป็นแป้งพาย/พัฟจะไม่ค่อยนุ่มมากเท่ากับแป้งแบบอื่นๆ อีกอย่างคือน้ำตาลที่เคลือบไว้สีแดงๆ ตัดยาก เพราะตัดแล้วมันจะแตกๆ หน่อย และจิ้มกินยากไปหน่อย

ชิ้นนี้มีชื่อว่า St. Honour au Chocolat ,, สวยจนไม่กล้ากิน
นอกจากความสวย ชิ้นนี้จะเด่นตรงรสสัมผัสของแป้งพัฟ, ครีมช๊อกโกแล๊ต และน้ำตาล

ชิ้นต่อมามีชื่อว่า Jadounette ครับ ตัวนี้จะเน้นหนักไปที่ความนุ่มละมุนของมูสและเกรซที่เป็นกลิ่นพิสทาชิโอ้ กับรสชาติตัดเปรี้ยวของซอสสตรอเบอร์รี่/ราสพ์เบอร์รี่ครับ

ใครจินตนาการกลิ่นพิสทาชิโอไม่ออก อืม…..อารมณ์กลิ่นมันจะประมาณกลิ่นอัลมอนด์สกัด, หรือน้ำเห่งหยิ่ง (นมอัลมอนด์) แต่จะเนียนกว่าหน่อยนึง, ในกรณีที่คิดไม่ออกจริงๆ กลิ่นมันจะคล้ายๆ เชอร์รี่ที่สเวนเซ่นที่กลิ่นแรงและฉุนกว่า ,, หลายคนบอกว่าอร่อย (อย่างเช่นตัวผมเป็นต้น), แต่บอกคนจะบอกว่า อี๋ แหวะ เหม็นๆ สาบ (เป็นส่วนมากของเพื่อนๆ ที่ลองเอานมอัลมอนด์ให้กิน ซึ่งคิดว่ากินเจ้านี่ก็ไม่น่าต่างกันมากเท่าไหร่) ก็แล้วแต่ครับ นานาจิตตัง

ส่วนเจ้าสีเขียวเด่นนี่มีชื่อว่า Jadounette ครับ
ทั้งมูสและเกลซเป็นกลิ่น Pistachio ตัดอารมณ์ด้วยใส้ราสเบอร์รี่ตรงกลาง

ต่อมาเป็นเลมอนทาร์ทครับ (Lemon Tarte) อันนี้ก็เป็นอีกเมนูที่ผมกับเพื่อนชอบมากๆ โดยเฉพาะตัว Lemon filling (ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นกานาซหรือเปล่านะ เพราะปกติเห็นกานาซมักเป็นช้อกโกแล๊ตอะ เอาเป็นว่าขอเรียกว่าใส้เลมอนตรงกลางไปก่อนละกัน) คือมันละมุนลิ้นมากๆ ไม่มีกลิ่นสิ่งแปลกปลอมใดๆ ด้วย ให้กลิ่นเลมอนแบบเนียนๆ ล้วนๆ แต่กลับไม่เลื่ยนเลยแถมรู้สึกสดชื่นดีมากๆ อีกด้วย เหมาะมากที่เอามากินแกล้มกับชาเคล้ากับแสงอาทิตย์เบาๆ พร้อมกับหนังสือเล่มโปรดหนึ่งเล่มในวันหยุดพักผ่อน

Lemon Tarte แห่งร้าน W by Wanlamun ,, เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
เลมอนทาร์ทที่นี่เนื้อเนียน, หอมกลิ่นเลมอนมากๆ และแทบไม่มีกลิ่นแปลกปลอมมากวนเลย

เพิ่มเติมอีกอันด้วย Tarte Tartin ที่มีเนื้อแอปเปิ้ลเป็นองค์ประกอบ หวานกรอบและอร่อยมากๆ

ส่วนอันนี้ Apple Tarte Tartin ,, ชอบมากครับ กินแล้วสดชื่นดีมากๆ

ต่อมาเอาขนมอีก 2 อย่างมารวบกันด้วยความรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กัน (แต่จริงๆ แอบต่างกันเยอะอยู่) คือทาร์ตโคตรช๊อกโกแล๊ต (Tarte Tout Chocolat) กับ ช๊อกโกแลตโดม (Chocolat dome) ใครชอบช๊อกโกแล๊ตไม่ควรพลาดครับ

Tarte Tout Chocolat ,, ไม่ว่าจะเป็นเกลซ, มูส, กานาซ และแป้งทาร์ตก็เป็นช๊อกโกแล๊ต
ผ่าให้ดูจะจะ ว่าชิ้นนี้ช๊อกโกแล๊ตเข้มข้นไปทุกส่วนจริงๆ
เจ้านี่มีชื่อว่า Chocolat dome ,, เข้มข้นช๊อกโกแล๊ต อร่อยดีเหมือนกัน

คือแบบว่าตั้งแต่เกิดมาเคยกินแต่เอแคลร์ทรงกลมๆ อะ วันนี้มาเจอเอแคลร์ทรงยาวๆ ของทางร้านก็ดูแปลกๆ ดีเหมือนกัน ,, ส่วนตัวผมก็ว่ากลางๆ นะ อร่อยดี ครีมหอมนุ่มละมุนดี แต่ทีเด็ดของเอแคลร์ที่นี่คือรสสัมผัส คือเค้าเหมือนจะมีแป้งกรุบๆ แทรกไว้ให้ด้วย กินไปด้วยกันทั้งหมดแล้วแปลกๆ ดี

เอแคลร์รูปร่างประหลาดของทางร้าน (ปกติกินแต่แบบเป็นก้อนๆ)
เนื้อแป้งนุ่ม, เนื้อครีมหอมละมุน แถมยังมีรสสัมผัสกรุบๆ เพิ่มมิติในการกินด้วย

ชิ้นต่อมาเป็น Brioche Perdue หรือขนมปังฝรั่งเศสแบบพิเศษ ซึ่งพิเศษตรงที่ที่นี่ทำ Brioche เอง ซึ่งเป็น Brioche สูตรที่ใส่เนยเยอะเป็นพิเศษ (ต่างกับที่ขายตามร้านทั่วไป) จากนั้นก็เอาทิ้งไว้ค้างคืน ถึงเวลาก็เอาไปชุปไข่และเครื่องปรุงสูตรของทางร้าน แล้วจึงเอาไปทอด เสิร์ฟพร้อมกับเมเปิ้ลไซรัพและวิพครีม ใครชอบหวานก็ราดลงไปเยอะหน่อยละกัน ,, ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ แรกๆ มันจะหวานจี๊ด (คงใส่ไซรัพเยอะไปหน่อย) แต่กินไปกินมาแล้วเพลิน หอมเนยเว่อๆ จนรู้สึกว่าอยากได้อีกชิ้น (เสียใจที่สั่งไปชิ้นเดียว)

Brioche Perdue ที่หอมเนยมากๆ เสิร์ฟพร้อม maple syrup และวิพครีม
ราดเมเปิ้ลไซรัปตามความหวานที่ต้องการ ,, เสร็จแล้วตัดแบ่งกินคู่กับวิพครีม

ปิดท้ายด้วย Macaroon ของที่นี่ ราคาต่อลูกอาจดูสูงไปนิดนึง (ลูกละ 30 บาท ,, กล่องนึง 6 ลูก 180 บาทเป๊ะๆ) แต่เห็นทางร้านอธิบายขั้นตอนการทำมาการงแล้วรู้สึกว่ามันอลังการมาก จนต้องขออ้างอิงจากเพจของทางร้าน

W by Wanlamun ดับเบิ้ลยู บาย หวานละมุน in December 2 at 4:34pm ::

พอดีมีลูกค้าท่านหนึ่งเมื่อเช้าตัดพ้อว่ามาการงเราแพง (ชิ้นละ 30 บาท) จึงขออธิบายให้เข้าใจตรงกัน เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของขนมตามที่เห็นสมควรกัน โดยจะไม่ขอพูดถึงมาการงร้านอื่น ดังนี้ค่ะ ขนมมาการงที่ร้าน ต้องนำไข่ขาวมาแช่ไว้ให้น้ำระเหยหมด เหลือแต่เนื้อไข่ขาวเหลวๆ ไม่มีวุ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 7 วันค่ะ ถัวอัลมอนด์เลือกถั่วน้ำมันน้อยจากแคลิฟอร์เนีย ส่วนไส้โดยมากจะเป็นเบสของกานาชช็อกโกลแตขาวจากฝรั่งเศสแล้วมีการแต่งรสด้วยวัตถุดิบที่เลือกสรรค์มาอย่างดี (ฝักวานิลลาจากมาดากัสการ์, น้ำดอกส้ม น้ำกุหลาบจากฝรั่งเศส, ถั่วพิสตาชิโอจาก Sicily ฯลฯ)

ถ้าคนทำมาการงเป็นจะรู้ว่าเป็นขนมที่จุกจิกทุกขั้นต้อน ถึงจะออกมาเป็นมาการงที่ดีได้ เมื่อสอดไส้เสร็จแล้ว ต้องถูกเก็บเข้าตู้เย็นเพื่อนให้เปลือกกับไส้ osmosis กัน โดยไส้ที่เป็นเบสช็อกโกแลตกานาชอย่างรสวานิลลา ชาไทย หรือพิสตาชิโอ ใช้เวลาพักนาน 24 ชั่วโมง ในขณะที่ไส้บัตเตอร์ครีมอย่าง กุหลาบ หรือดอกส้ม ต้องพัก 48 ชัว่โมง ถึงนำออกขายได้ค่ะ รวมระยะเวลาการทำประมาณ 10 วันค่ะ

ลองชิมดูแบบไม่มีอคติเลยนะ (และไม่อ่านข้อความข้างต้นมาก่อน) ร้านนี้อร่อยสุดในหลายๆ ร้านที่เคยกิน จะแหลมตรงที่หวานไปนิดหนึ่ง แต่กลิ่น, รสชาติ และรสสัมผัสทำได้ดีมากๆ ไล่เลยคือตั้งแต่เปลือกนอกแบบกรอบบางที่ผมว่าเก๋มากๆ เวลาสัมผัสกัดลงไปแล้วเหมือนกันจะแตกละลายไปในปาก และพาเราไปสู่อีกชั้นไปเรื่อยๆ จนถึงใส้ของมาการงที่ทั้งหอมหวานและไม่เยอะจนเกินไป จนสุดท้ายหลังจากที่ทุกสิ่งเหมือนจะหายไปหมด ก็จะกลายเป็นพวกถั่วที่ยังเหลืออยู่ในปาก ให้อารมณ์กรุบๆ ดีมากๆ ครับ

ยิ่งถ้าถามว่ารสไหนอร่อย อันนี้ตอบยากมาก เพราะทั้ง 6 รส ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างกลิ่นกุหลาบนี่กลิ่นจะหอมแรงและติดจมูกแบบสุดๆ, ส่วนชาไทยก็ออกแนวหอมหวาน ละมุนๆ, กลิ่นดอกส้มก็ให้ความสดชื่น ตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ, เลมอนจะหอมกลิ่นกลิ่นมะนาวเบาๆ พกความเปรี้ยวมานิดๆ, วนิลาดูเรียบง่าย แต่สุขุมและเข้ากันได้ง่ายกับชุดน้ำชาที่เอามาจิบคู่ด้วย, พิสทาชิโอก็โดดเด่นที่กลิ่น แสดงความเป็นตัวเองได้ดีมาก

Macaroon ทั้ง 6 รสที่ W by Wanlamun
นอกจากสีสันที่สวยสดแล้ว macaroon ที่นี่ยังอร่อยไม่แพ้ใครๆ ด้วย

มาการงอย่าลืมแช่เย็นนะครับ จะเพิ่มความอร่อย และจะได้ไม่ละลาย 🙂

ที่มากินหลายครั้งทีผ่านมา

แม้จะไม่ได้กินขนมที่ตามหาอย่างมิลล์เฟลย (ล่าสุดเห็นเขียนมีในบุฟเฟ่ต์ขนมช่วงสั้นๆ แต่ตอนนี้มันอันตราธานหายไปแล้ว) แต่อาหารและขนมอื่นๆ ที่ร้านก็ถือว่าอร่อยไม่ใช่น้อย ราคาเหมือนจะดูสูงไปนิด แต่ถ้าเทียบเรื่องวัตถุดิบและความเอาใจใส่ก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

แต่สิ่งนึงที่ผมชอบขนมที่ร้าน W by Wanlamun คือมันมีรสสัมผัสครับ ,, อารมณ์ประมาณขนมชิ้นนึง นอกจากสี กลิ่น รสแล้ว ขนมของที่นี่เวลากัดไปจะมีทั้งนุ่ม กรอบ กรุบๆ กระจายๆ ดึ๋งๆ (คือ…ไม่รู้จะบรรยายเป็นตัวอักษรยังไง) อย่างเช่นเอแคลร์ที่ผมกินมาตั้งแต่เด็ก ก็คือขนมปังแบบบางๆ หน่อย แล้วอัดใส้ครีมเข้าไป แต่ที่นี่เค้าเหมือนจะมีแป้งอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยนึง กินแล้วมันจะกรุบๆ อร่อยดี หรือแม้แต่เค้กต่างๆ ก็ไม่ได้แค่ครีมป้ายบนขนมปังทั่วๆ ไป แต่หากจะมีรสสัมผัสเพิ่มมิติในการกินขึ้นมา

ลองมาชิมที่ร้าน W by Wanlamun ได้ครับ

ร้านนึงที่ห้ามพลาดที่เชียงใหม่ครับ

Paper Spoon

ช่วงนี้งานยุ่งๆ เลยไม่ได้สรรหาร้านอาหารกินซักเท่าไหร่

เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้จะลองพาไปร้านกาแฟเล็กๆ ที่เคยไปมา (ซักช่วงนึงละ) ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเงียบสงบ, สงบในระดับที่เรียกว่าเหมือนพาตัวเองไปทำกรรมฐานอยู่ในป่าเลย ซึ่งผมว่าเหมาะมากๆ กับการไปนั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือคิดอะไร (ผมไปมา 3-4 ครั้ง ไม่เคยเห็นลูกค้าเกิน 2 โต๊ะซักที จนคิดว่าร้านนี้เค้าแสวงหากำไรรึเปล่า)

ร้านนี้มีชื่อว่า Paper Spoon ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนแนวมาร้านเงียบสงบอย่าง Paper Spoon ครับ

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้านนี้ผมเจอโดยบังเอิญราวๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นกำลังขี่รถเครื่องเพื่อลัดจากทางวัดอุโมงค์จะไปทางคันคลองชลประทาน พอผ่านหน้าร้านแล้วมองย้อนเข้าไปแล้วพบว่า Paper Spoon น่านั่งมากๆ ,, วันรุ่งขึ้นผมก็หมายมั่นปั้นมือที่จะมาลองชิมกาแฟที่นี่ซักหน่อย ผมก็เลยปั่นจักรยานจากบ้านมายังร้าน (ศิริระยะทางราว 8 กม.) และพอมาถึงก็พบว่าร้านปิดครับเพราะเจ้าของร้านลาพักแล้ง (เข้าใจว่าลาพักร้อนไปเที่ยว) ,, ตอนนั้นนี่แทบเป็นลมเพราะปั่นมาไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน กะจะนั่งพักที่ร้านซักหน่อย แต่กลายว่าต้องปั่นอีก 8 กม. กลับบ้านอีก (ฮาไม่ออกจริงๆ)

ร้านนี้อยู่หลังม.ช.ครับ โดยเข้ามาทางซอยวัดอุโมงค์ แล้วก็เข้ามาเรื่อยๆ (ผมไม่รู้จะบรรยายเส้นทางยังไงจริงๆ เอาเป็นว่ามาตามแผนที่ละกัน) ก็จะเห็นป้ายร้าน Paper Spoon และบ้านไม้ 2 ชั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านครับ


ดู Paper Spoon ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

บรรยากาศจากภายนอกร้าน Paper Spoon

ที่ร้าน Paper Spoon จะใช้พื้นที่ร่วมกับร้าน Communista (อารมณ์เป็นร้าน Handmade เก๋ๆ) ,, ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าร้าน Paper Spoon ก็จะเจอพี่แป้มที่เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี ซึ่งนอกจากตำแหน่ง Barista แล้ว เราอาจเห็นพี่แป้มนั่งเย็บผ้าชิลๆ นัวไปกับเสียงเพลงในร้านก็ได้ ,, ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เป็นที่สะดุดตาที่ร้านคือพวกของสะสมเก๋ๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆ อย่าง กระเป๋าผ้า, โปสการ์ด ฯลฯ

ของแต่งบ้าน-ขนม-เครื่องดื่ม-และเบื้องหลังของพี่แป้ม

ที่ร้านไม่มี Wifi นะครับ 🙂

หย่อนใจไปกับ Paper Spoon

ที่ร้านมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้น่ารักๆ ให้เลือกนั่งได้ทั้งในร้าน (ทั้งที่เคาน์เตอร์ชั้น 1 และโต๊ะที่ชั้น 2) หรือถ้าเบื่อๆ บรรยากาศในร้านก็สามารถเปลี่ยนมานั่งในสวนได้ด้วย ,, ส่วนตัวแนะนำว่าถ้ามาแบบชิลๆ ไม่อะไรมาก ก็ลองมานั่งในสวนดูก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบสงบๆ แนะนำให้ไปชั้น 2 ครับ

มาสั่งเครื่องดื่มและขนมกันตรงนี้ได้เลยฮับ
อันนี้เป็นโต๊ะในสวนครับ ,, บรรยากาศสบายๆ
ส่วนนี่เป็นบรรยากาศสบายๆ ที่ชั้น 2 ครับ

ส่วนเรื่องของกิน ที่นี่มีเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นหลายอย่างเหมือนกัน ทีแรกผมไม่รู้จะเอาอะไรดี พี่แป้มก็แนะนำมาหลายอย่างนะแต่ว่าวันนั้นหลายเมนูยังไม่โดนใจ (เนื่องจากความอาร์ทส่วนตัว) จนสุดท้ายตกลงปลงใจไปกับอเมริกาโนร้อนครับ

ส่วนขนมผมก็เลือก scone กับแยมสตรอเบอร์รี่ (เท่าที่เห็นมีให้เลือกระหว่างแยมสตรอเบอร์รี่และแยมเสาวรส) ซึ่งแยมที่นี่เป็นแยมแบบโฮมเมด อร่อยและเข้มข้นดีมากๆ ,, รวมทั้งผมก็ขอเพิ่มเติมพลังงานด้วยพายแอปเปิ้ลอีกชิ้นด้วย รสชาติถือว่าใช้ได้เลย (รู้สึกว่าพายจะมีขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นะ)

อเมริกาโนร้อนแก้วโปรดของผม ^^
พายแอปเปิ้ล... หอมมมมม
สโคนกับแยมสตรอเบอร์รี่ ,, ทีเด็ดเลยครับ
ไม่ว่าใครก็คงต้องหลงรักบรรยากาศที่ Paper Spoon

ถ้าใครกำลังมองหาที่พักนั่งในบรรยากาศสงบๆ นิ่งๆ สบายๆ ทิ้งการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและให้เวลากับตัวเอง ปล่อยให้ไอเดียค่อยๆ แล่นไหลไปพร้อมๆ กับเสียงเพลง หนังสือ เครื่องดื่มเบาๆ และขนมอร่อยๆ ,, ผมว่าร้านนี้ไม่ควรพลาดอะ

ร้านเปิดเวลา 11.00 – 18.00 น. ทุกวันเว้นวันพุธนะจ๊ะ

Cake Walk

หายจากร้างราการ Review อาหารไปนาน วันนี้เราก็จะเปิด Entry ของกินอีกครั้ง โดยเริ่มจากของกินที่มันไม่ค่อยหนักมากก่อนอย่างขนมเค้ก ,, เอาเป็นว่าเริ่มกันที่ร้าน Cake Walk ครับ

ร้าน Cake Walk ก็เป็นร้านที่ขายขนมและอาหาร เท่าที่ผมรู้มี 2 สาขาคือสาขาที่ทองหล่อ 13 แถวๆ ตึก Grand Heritage, กับอีกที่ที่วันนี้ไปก็คือที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ตรงส่วน Living Zone (เป็นส่วนที่อยู่ข้างนอก แถวๆ Starbucks ครับ) ถ้าวนในฟิวเจอร์ฯ ก็เดินตรงทางออกที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้า BigC อะ เดินออกประตูมาก็เจอร้าน Cake walk สีน้ำตาลตั้งเด่นเป็นสง่า

วันนี้มาร้าน Cake Walk ,, มาชิมเค้กกันดีกว่า

แผนที่ไปฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตจ้า (ก็น่าจะรู้ๆ กันอยู่แล้วนะ)


ดู Cake Walk ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เปิดประตูเข้าไปในร้านกันเถอะครับ

ที่ร้าน Cake Walk ด้านใน

ภายในร้าน Cake Walk กว้างขวางและบรรยากาศสบายน่านั่งมากๆ สามารถเลือกนั่งรับแอร์เย็นๆ ภายในร้าน หรือจะเลือกนั่งข้างนอกก็ได้ (แต่ร้อนมากเลยนะเธอ) สามารถเลือกดูที่ตรงเคาน์เตอร์และสั่งขนมมาได้ตรงนั้นเลย หรือว่าคิดอะไรไม่ออกก็มานั่งเลือกเมนูที่โต๊ะได้ ซึ่งที่ร้าน นอกจากจะมีเค้กนานาชนิด ก็ยังมีเครื่องดื่มร้อน-เย็น และอาหารที่ออกแนวฟิวชั่นหน่อยๆ

บรรยากาศภายในร้าน Cake Walk ครับ
บรรยากาศร้านน่านั่งสุดๆ
เลือกเค้กได้เลยที่เคาน์เตอร์ ,, มีให้เลือกเยอะดีนะ

วันนี้กินแค่เค้กกับเครื่องดื่มละกัน อาหารพักไว้ก่อน (งบจำกัด)

ในที่สุด ก็ได้ขนมมากิน

เริ่มที่เครื่องดื่มก่อนละกัน

ที่สั่งคือชาผลไม้เย็น (จำไม่ผิดเป็นชาแอปเปิ้ลนะ) ส่วนตัวชิมแล้วต่อนข้างจางกว่าที่คิด ไม่ได้เข้มข้นเท่าไหร่แต่ก็พอลื่นคออยู่ ,, ส่วนอีกอย่างที่ผมสั่งคือสตรอเบอร์รี่ปั่น ส่วนตัวผมไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ เพราะในราคา 80 บาทที่จ่ายไปกลับได้แค่น้ำเชื่อมรสสตรอเบอร์รี่ปั่นกับผลสตรอเบอร์รี่เชื่อม สิ่งที่ออกมาก็คือนน้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ปั่นๆ มีกลิ่นสตรอเบอร์รี่เทียมๆ หวานแบบน้ำเชื่อม โปะหน้าด้วยสตรอเบอร์รี่สดแก่นนึง ,, กินไปเฟลไป

เครื่องดื่มเย็นทั้งชาเย็นและสตรอเบอร์รี่ปั่นไม่ค่อยปลื้ม

จิบเครื่องดื่มไปสักครู่ เค้กก็มาแล้ว…

พาเหรดเค้กที่ CakeWalk

จริงๆ ว่าไปร้าน Cake Walk นี่ก็คล้ายๆ แคทวอล์คสำหรับให้เค้กต่างๆ ภายในร้านได้เดินอวดโฉมและได้ลิ้มลอง แต่หากจะลิ้มลองทั้งหมดแล้ว ผมคงไม่เหลือเงินไปกินข้าวแน่ๆ ฮาๆๆๆ

เอาเป็นว่าเริ่มต้นที่จานแรกด้วย Strawberry Shortcake ครับ ,, ส่วนตัวเท่าที่ลองชิมผมว่ากลางๆ นะ รสชาติไม่ได้หวานจัดมาก กลิ่นวนิลาของเนื้อเค้กและครีมก็ไม่ได้จัดจ้านมาก ,, แต่ผมกลับว่ามันเนียน ละมุนและอ่อนโยนดี ตัวเนื้อเค้กนุ่มดีมาก ได้กินคู่กับชิ้นสตรอเบอร์รี่สดๆ แล้วเหมือนกับเป็นความสดชื่นที่แทรกเข้ามาอย่างได้จังหวะ ใช้ได้เลย (จำไม่ผิดก้อนนึงราคา 110 บาทน่ะ)

นี่คือ Strawberry Shortcake ครับ
เนื้อสตรอเบอร์รี่สดๆ กินกับเค้กนุ่มๆ
ใครๆ ก็ติดใจเนื้อเค้กนุ่มๆ ของ Strawberry Shortcake ที่นี่

ส่วนก้อนที่สองที่ขอแนะนำคือ Tia Maria – Mailey’s ,, ให้จินตนาการว่าเราได้เค้กที่เป็นทะเลสาบมา ,, เนื้อดินรอบๆ เป็นเค้กกาแฟเนื้อแน่นได้ที่ ส่วนที่เป็นตัวทะเลสาบคือซ้อสช๊อกโกแลตเข้มข้น เวลาตักเค้กก็จะมีซอสช๊อกโกแล๊ตไหลเยิ้มลงมาเหมือนกับน้ำตกเลย ซึ่งตัวเนื้อเค้กกาแฟและซอสช๊อกโกแลตนี่เข้มข้นและเข้ากันดีมากๆ ,, ชิมแล้วถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เลย

ก้อนที่สองครับ Tia Maria - Mailey’s ครับ
แงะเนื้อเค้กกาแฟมา ,, ทะเลสาบช๊อกโกแลตก็เทไหลลงมา
ทะเลสาบช๊อกโกแล๊ตไหลเยิ้มลงมา ,, อว้ากกกส์
เค้กกาแฟกับช๊อกโกแลตเข้มข้น ,, เข้ากันดีมากๆ

เหล่าเค้กยังไม่จบนะครับ

ก้อนต่อมาเป็น Blueberry Cheesecake เป็นชั้นๆ ตั้งเป็นทรงสวยงามเลย ,, แต่ข้อเสียเบาๆ คือเวลาตักแรงๆ แล้วตัวเค้กมันถล่มลงมาเลย ไม่รู้ว่าแช่เย็นน้อยเกินไปหรือไม่ หรือว่าตัวเค้กมันเป็นองค์ประกอบแบบนี้อยู่แล้ว ,, แต่ชิมแต่ละชั้นรวมๆ กันก็ใช้ได้นะ กลิ่นหอมของชีสและรสชาติเข้มข้นของแยมบลูเบอร์รี่เข้ากันดีเลยนะ

สตรอเบอร์รี่ชีสเค้กครับ ,, น่าหม่ำมากๆ
แต่ละชั้นของบลูเบอร์รี่ชีสเค้กถล่มมาไวมากๆ ,, เสียรูปทรงหมด
แต่ซอสบลูเบอร์รี่+เนื้อชีส+ชั้นอื่นๆ รสชาติเข้ากันดีมาก

ตระกูลชีสเค้กยังไม่จบ… เรามาต่อกันด้วย Coffee Cheesecake ครับ (ถ้าจำชื่อไม่ผิดอะนะ) ,, อันนี้เท่าที่ผมสังเกตและชิมดู ตัวชีสเหมือนจะผสมและรวมไปกับเนื้อเค้กเลย ถ้าใครชอบชีสและกาแฟก็คงจะปลื้มมันน่าดู เพราะกลิ่นกาแฟคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นหอมของชีส ,, แต่ก็มีข้อติหน่อยๆ ที่เนื้อเค้กมันไม่ค่อยฟูนุ่มเหมือนเค้กทั่วๆ ไป (ส่วนนึงน่าจะมาจากชีสที่ผสมลงไป) แต่ก็ต้องชมเพราะว่าแม้ว่าเค้กจะไม่ฟูนุ่ม แต่ทางร้านก็ทำเนื้อเค้กได้เนียนแทน

มาแล้ววววว กับ Coffee Cheesecake ครับ
เนื้อเค้กร่วนไปนิด ,, แต่กลิ่นหอมของชีสผสมกับกาแฟนี่สุดยอดมาก
ถือว่า Coffee Cheesecake ถือว่าใช้ได้เลยสำหรบคนชอบกาแฟ

เค้กที่จะมาอวดโฉมก้อนสุดท้ายของวันนี้คือ Chocolate Almond cake ,, ลักษณะเป็นเนื้อเค้กช๊อกโกแล๊ตเข้มข้นที่ป้ายหน้าด้วยครีมช๊อกโกแล๊ต แล้วตกแต่งข้างบนด้วยอัลมอนด์เคลือบคาราเมลกรุบกรอบ เท่าที่ผมชิมมาก็โอเคนะ ตัวช๊อกโกแลตและอัลมอนด์หวานๆ เข้ากันดี แต่ตัวเนื้อเค้กเกาะกันไม่ค่อยแน่นมาก กินแรงๆ ระวังเค้กถล่มลงมา (แต่ไม่เท่ากับ Blueberry Cheesecake หรอกนะ)

อันนี้คือ Chocolate Almond cake
เนื้อช๊อกโกแล๊ตเข้มข้นมาพร้อมกับอัลมอนด์เคลือบน้ำตาล

อัดเค้กไปห้าก้อน จุก… ผมก็ขอจบ Entry นี้ไปง่ายๆ เลยละกัน 🙂

หอมปากหอมคอ

ท่ามกลางตัวเมืองที่โตขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น ทุกคนอยากให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ,, หลายๆ คนละทิ้งความเป็นตัวเองและความสุขเพื่อที่จะได้ให้เงินเยอะๆ … ผมพบสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทุกที

แต่ที่เชียงใหม่ยังมีร้านขนมที่ทำด้วยใจร้านนึงในเชียงใหม่ เป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข จนมีแขกเหรื่อทั้งขาจรและขาประจำมาชื่นชมอยู่ไม่ขาดสาย ใครที่มาเยี่ยมก็ต่างหลงรักที่นี่

ร้านขนมแห่งความสุข ,, หอมปากหอมคอ

ร้านนี้มีชื่อว่า หอมปากหอมคอ ครับ

ที่มาที่ไปและที่ไปที่มา

ร้านหอมปากหอมคอเป็นร้านขนมเล็กๆ ทั้งร้านมีทีมงานหลักๆ สองคน คือพี่ผู้หญิง (ไม่ทราบชื่อเล่น) และพี่ผู้ชาย (ไม่ทราบชื่อเช่นกัน) ,, เริ่มแรก เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ร้านได้ถือกำเนิดขึ้นที่บริเวณหน้าปากซอยนิมมานครับ แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนที่หมาย ย้ายมาเปิดด้านในสุดซอยถนนนิมมาเหมินทร์ซอย 1 แทนครับ ซึ่งสุดซอยนี่สงบมากๆ ,, แนะนำว่าถ้าขับรถยนต์มาให้จอดหน้า Casa 2511 ได้ครับ


View หอมปากหอมคอ in a larger map

หน้าร้านหอมปากหอมคอครับ

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ประมาณหลังเที่ยงจนถึงประมาณทุ่มนิดๆ ยกเว้นวันอังคารที่จะขอหยุดพักผ่อนสักวันนะจ๊ะ ,, สนใจติดต่อสามารถโทรไปถามก่อนที่ 083-1543113 หรือจะถามทางเฟสบุ๊กก่อนก็ได้

เปิดร้านเข้าไปเยี่ยมชม

เปิดร้านเข้าไปก็จะเห็นร้านสีขาวนวลเล็กๆ พอที่กวาดสายตาก็จะเห็นทั่ว พร้อมด้วยโต๊ะให้ผู้มาเยือนนั่งอีก 5 ตัว ภาพวาดติดผนังอยู่ไม่น้อย ,, พร้อมกับกลิ่นขนมที่อบอวลและบรรยากาศที่แสนอบอุ่น

บรรยากาศอบอุ่นๆ ภายในร้าน
มีลูกค้ามาชิมขนมเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
สั่งขนมและเครื่องดื่มได้ตรงนี้เลยครับ ,,

ขนมในร้านมีอยู่ 5 อย่างครับ ส่วนเครื่องดื่มก็เยอะอยู่ ,, สนใจก็ลองไปส่องเมนูร้านได้ ,,

ขนมทุกชิ้น เครื่องดื่มทุกอย่าง สดใหม่ด้วยใจ

หลังจากสั่งไป ,, พี่ๆ ทั้งสองคนก็เริ่มลงมือกันแล้วครับ แต่จะสั่งปุ๊บได้ปั้บเลยนี่ลำบากนิดนึง บางอันอาจต้องรอนานนิดนึงด้วย เพราะขนมและเครื่องดื่มทุกชิ้นทำใหม่หมด และทำแบบละเมียดละไมใส่ใจลงไปในทุกส่วนที่ทำ ^^

เมล็ดกาแฟสด ,, เรียกว่า บดเองกับมือ!!
หม้อต้มกาแฟสุดเก๋ ^^
ขนมทำใหม่ๆ ,, หอมอบอวลทั่วร้าน

พอทำเสร็จ พี่เจ้าของร้านก็จะยกมาเสิร์ฟให้เอง ,, น่ารักมากๆ ^^

พี่เจ้าของร้านน่ารักมากๆ ยกมาให้ถึงที่ ^^

อย่าเพิ่งรีบหลงไหลไปกับร้านครับ ,, เพราะมันแค่เริ่มต้นเท่านั้น

พาเหรดของหวานแบบหอมปากหอมคอ

เริ่มที่ชิ้นแรกเป็นช๊อกโกแล๊ตเย็น ,, ช๊อกโกแล๊ตเย็นที่นี่เป็นช๊อกโกแล๊ตเนื้อข้นมาก (มากจนแทบจะดูดด้วยหลอดไม่ขึ้น) พร้อมรสชาติเข้ม แถมด้วยน้ำแข็ง 2 ก้อน โดยน้ำแข็งที่ใช้ก็ทำมาจากช๊อกโกแล๊ตเอาไปแช่เย็นให้เป็นก้อนอีก ,, เรียกว่าค่อยๆ จิบช๊อกโกแล๊ตเย็นไปได้เรื่อยๆ รสชาติไม่มีจางลงแน่นอน หรือถ้าใจร้อน ที่ร้านก็เสิร์ฟช้อนมาด้วย จะได้ขูดๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินอย่างเอร็ดอร่อย,, ใครรักช๊อกโกแล๊ตเย็นห้ามพลาด

ช๊อกโกแล๊ตเย็นแบบเข้มข้นมากเกินห้ามใจ
ผมล่ะชอบขูดๆๆๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินจัง ,, แหล่มๆๆ

อันนี้เป็นชาผลไม้ครับ ,, ที่ร้านมีให้เลือก 3 ชา คือชาแอปเปิ้ล, ชาพีช และชามะนาวครับ ,, เวลามาเสิร์จจะแยกน้ำแข็งมาให้ ซึ่งน้ำแข็งเค้าก็เป็นน้ำชาผลไม้เอาไปแช่เย็นนั่นแหละครับ ค่อยๆ จิบไปไม่ต้องรีบ นานแค่ไหนรสชาติก็เหมือนเดิม หรือจะขูดๆๆๆ เอาน้ำแข็งมากินก็ได้ อร่อยดี

ชาแอปเปิ้ล ,, แยกน้ำกับน้ำแข็งนะเธอ
เทของเหลวลงไปในน้ำแข็ง ,, พร้อม!!
ชาผลไม้พร้อมดื่มแล้ว!!! ,, แต่ผมชอบกินน้ำแข็งมากกว่า

รออีกสักพัก กาแฟที่บดมือด้วยความตั้งใจตะกี้ก็กลายเป็นผงสำเร็จ ,, ชงผ่านน้ำร้อน เติมนมและเครื่องเคราจนกลายเป็นเอสเพรสโซ่เย็นกลิ่นหอมกระจาย ,, อ่า..กาแฟเค้าหอมดีมากเลยนะ

เอสเพรสโซ่เย็น ,, รสชาติอร่อยดี แบบหมปากหอมคอ

ต่อมาเป็นฮอร์ลิกร้อนแบบเข้มข้น ,, จินตนาการฮอร์ลิกนี่ประมาณโอวัลตินไวท์มอลท์ห้าช้อนบดรวมกับซีเรียลหนึ่งกำมือจนกลายเป็นผงละเอียดยิบ แล้วชงกับน้ำร้อนหนึ่งแก้วจนการเป็นการละลายอิ่มตัวยิ่งยวดฮอร์ลิก ,, รสชาติเค้าจะหวานมันเข้มข้นสะใจมาก กินแล้วอุ่นท้องสบายๆ ถ้าได้แก้วนี้ก่อนนอนรับรองหลับยาวแน่นอน

โฉมหน้าเจ้าฮอร์ลิกร้อนที่สุดแสนจะเข้มข้น 😀

มาชิมขนมกันต่อเหอะ

อวบอวลไปด้วยกลิ่นขนม

จิบเครื่องดื่มไปอย่างละนิดละหน่อย ก็ถึงคิวของขนมต่างๆ แล้วสินะ ,,

เริ่มกันที่บราวน์นี่ละกันครับ โดยบราวน์นี่ที่นี่จะออกแนวกรอบๆ ข้างนอกแต่ว่าเนื้อเค้กภายในยังพอนุ่มอยู่ รสชาติเข้มข้นมาก ชิมแล้วกลิ่นช๊อกโกแล๊ตหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งปาก

บราวน์นี่อร่อยจากหอมปากหอมคอส่งเข้าประกวดจ้า
บราวน์นี่รสชาติเข้มข้นช๊อกโกแล๊ต โดนใจมากๆ

ชิ้นถัดไปมีชื่อว่า Banareo ,, อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่รากศัพท์มันมาจาก Banana + Oreo นั่นก็คือกล้วยหอมบนโอริโอ้ชีสพาย แล้วโปะข้างบนด้วยวิพครีม ,, เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย พี่เจ้าของร้านจะมาย้ำว่าเวลากินให้กินในทิศทางที่เป็น Vertical (คือกินในแนวดิ่ง ให้หนึ่งคำมีทั้งกล้วย+โอริโอ้+ชีส)

นี่หรือคือ ,, Banareo
เวลากิน ,, เพื่อรสชาติที่สวดยวด ให้กินแนวดิ่งนะเธอว์
กล้วย+ชีส+โอริโอ้ = อร่อยมากๆ

อีกอันคล้ายๆ กันเป็นบลูเบอร์รี่ชีสพายครับ ,, ชอบตรงที่เนื้อชีสเป็นชีสและให้หนามากๆ แถมแยมบลูเบอร์รี่ก็ให้มาอย่างเยอะเลย ,, แนะนำให้กินแนวดิ่งเช่นกัน (อันนี้ผมคิดเอง) หอมและเข้มข้นมาก

บลูเบอร์รี่ชีสพาย ,, ชีสหนามากับบลูเบอร์รี่เม็ดโต
ลองชิมบลูเบอร์รี่ชีสพายดู ,, แล้วจะติดใจ

ต่อมาเป็นขนมที่ห้ามพลาดระดับแปดกะโหลก นั่นคือคุ๊กกี่นิ่ม หรือ Soft cookies ,, คุ้กกี่นิ่มเป็นออฟชั่นพิเศษที่มีบางวัน (บางทีต้องออร์เดอร์จองข้ามวันเพื่อจะกินนะ) ความเทพของมันเริ่มตั้งแต่การทำแบบวันต่อวัน พอถ้าเราออร์เดอร์ก็จะหยิบคุ๊กกี้ออกมาอบร้อนให้ ซึ่งหลังจากอบได้ที่ ซอฟท์คุ๊กกี้จะเป็นคุ๊กกี้เนื้อนิ่มอร่อย พร้อมกับกลิ่นหอมมันของเนยสด, เม็ดมะม่วงชั้นดี, และช๊อกโกแล๊ตชิพที่กำลังหลอมละลาย บิดออกมาแล้วยืดยาวเลย แง่มๆๆๆ

ซอฟคุ๊กกี้แบบอบร้อนมาให้ ,, อร่อยมากครับ ห้ามพลาดเลย
ชอบตรงช๊อกโกแลตชิพหลอมเหลวๆ ,, อร่อยมากๆ ในจุดนี้

ถ้าสั่งซอฟคุ๊กกี้กลับบ้านจะมีออพชั่นไม่อบก็ได้ แต่ถ้าจะกินก็ต้องอบ และต้องกินตอนร้อนๆ เท่านั้น ,, และคุ๊กกี้นิ่มที่นี่ไม่ควรเก็บเกิน 1 วันเพื่อความอร่อยแบบถึงที่สุด (เค้าย้ำมาแบบนี้ ^^)

คุ๊กกี้นิ่มร้อนๆ ,, อร่อยสุดสามโลก

เมนูขนมสุดท้ายของทางร้าน อันนี้ไม่แค่หอมปากหอมคอละครับ เรียกว่า หอมฉุยกันทั้งร้าน มันมีชื่อแปลกๆ ว่า Juisinana ,, แน่นอน มันมาจากการสมาสระหว่าง Orange juice + Banana + Ice cream ถ้ายังงงๆ คือเค้าเอากล้วยหอมผัดซอสส้มและโปะด้วยไอศครีมวนิลาอีกลูก ,, ระดับความอร่อยแปดริกเตอร์

นี่แหละครับ ,, Juisinana
ให้กินกล้วยทอดกับไอศครีมก้วยกันนะเธอ ,, แปดริกเตอร์ทีเดียว

ผมหลงรักร้านนี้เข้าให้แล้วสิ

ที่มากินวันนี้

หลังจากชมมาเยอะ ก็พยายามหาข้อตินิดๆ หน่อยๆ (แต่แทบหาไม่ได้) เช่น เก้าอี้ในร้านน้อยไปหน่อย ถ้าวันไหนมีคนมาเยี่ยมมากหรือมีแขกของเจ้าของร้านมาอาจต้องลำบากเบียดแน่นหรือเล่นเก้าอี้ดนตรีกันนิดนึง, กับช๊อกโกแล๊ตเย็น ถ้าใครไม่ค่อยชอบข้นๆ เท่าไหร่นี่อาจลำบากนิดนึงเพราะของเค้าข้นมากๆ กินไปถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่เรียกว่าเหนียวคอเลย (แฟนผมฝากมาบอกอะ แต่ส่วนตัวผมชอบนะ) เท่าที่คิดออกมีแค่นี้

ส่วนเมนูแนะนำ (ระดับห้ามพลาด) ของที่นี่คงเป็นคุ๊กกี้นิ่ม, Juisinana, ชาผลไม้, และช๊อกโกแล๊ตเย็นครับ

กินอิ่มกันหรือยังครับ ,, ถ้าอิ่มแล้วก็ลงลายนามของท่านบน Guest book ของร้านว่าเราเคยมาที่นี่แล้วด้วยนะ ,, จะมาเป็นข้อความธรรมดาหรือรูปวาดก็ตามใจ หรือถ้าถูกใจ ก็ไปกด Like ที่เฟสบุ๊คร้านหอมปากหอมคอได้นะเธอว์

อิ่มแล้วก็ลงชื่อบน Guest book ของทางร้านด้วยนะเธอว์

ชักอยากเปิดร้านขนมขึ้นมาตะหงิดตะหงิดแฮะ ^^