เที่ยวดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ ;)

ช่วงเดือนพฤศจิกายน สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนึงที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือทุ่งดอกบัวตองครับ และทุ่งดอกบัวตองที่เป็นออริจินอลที่สุดก็คงไม่พ้นทุ่งดอกบัวตองแห่งดอยแม่อูคอ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เหตุนึงที่มันฮิตและคนแห่ไปดูคือมันบานระดับบานทั้งดอยแค่เดือนเดียวเท่านั้น

ซึ่งพูดตรงๆ เลยนะ ว่าผมแพลนที่จะไปตั้งแต่ปีที่แล้วละ แต่ว่ากว่าจะเคลียร์งานได้ลงตัวเค้าก็เลิกเที่ยวกันไปแล้ว… ก็เลยเอาเป็นปีนี้แทน แต่ปีนี้ก็ดันงานเยอะ เลยมีเวลาเตรียมตัวกับทริปค่อนข้างน้อยมาก

เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ ด้วยทุ่งดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอละกัน

เรียกว่าถึงวันศุกร์ที่ 9 ก็รีบขับรถจากแม่อายเพื่อมาเตรียมตัวที่เชียงใหม่ รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ 4 คน แล้วคาราวานของเราก็เริ่มเดินทางออกจากเชียงใหม่ในวันที่ 10 กะนอนค้างบนดอยคืนนึง แล้วกลับมาวันที่ 11 ครับ

เริ่มต้นที่การเดินทาง

จากข้อมูลอันน้อยนิดของผม การเดินทางจากเชียงใหม่ไปดอยแม่อูคอเนี่ย ทำได้สามทางคือ… (ดูเทียบกะแผนที่เอานะ)

  • ทางสีเขียว จะเดินทางจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เข้าเมืองจอมทอง, เข้าฮอด, เข้าแม่สะเรียง, ผ่านแม่ลาน้อย, แล้วเลี้ยวขึ้นดอยแม่อูคอก่อนที่จะเข้าตัวเมืองขุนยวม ,, ทางนี้ใช้เป็นทางกลับของทริปนี้ (และเป็นทางหลักของคนที่จะมาเที่ยวด้วย) โดยรวมผมว่าทางขับสบายนะ เรื่อยๆ ดี ไม่ไกลมาก ถนนมีขรุขระบ้างเป็นบางช่วง วิวสวยใช้ได้ แวะเที่ยวพวกออบหลวงได้ด้วย ,, ทริปนี้เราจะใช้เป็นทางขากลับนะ
  • ทางสีแดง เราจะใช้ทางเส้นนี้ในการเดินทางขาไปครับ เส้นนี้จะเริ่มจากเชียงใหม่ ลงมายังหางดง, สันป่าตอง, เลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์ก่อนเข้าเมืองจอมทอง, จากนั้นก็ขึ้นดอยอินมาเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวเข้าทางเข้าแม่แจ่ม จากนั้นขับทะลุตรงมาเรื่อยๆ จนโผล่ตรงทางขึ้นดอยแม่อูคอพอดี ,, ทางนี้ระยะทางสั้นกว่าเพื่อนๆ แต่ก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เพราะทางค่อนข้างโหดมาก ทางแคบ, ชัน และขรุขระเกือบตลอดทั้งเส้นทาง แต่แถวๆ แม่แจ่มมีนาขั้นบันได (เล็กๆ นะ ไม่ได้ใหญ่เท่าที่ซาปา) สวยดีเหมือนกัน
  • ทางสีน้ำเงิน อันนี้จะแหวกแนวหน่อย ตรงที่เดินทางขึ้นเหนือไปทางแม่ริม แม่แตง แล้วไปทางปาย, ปางมะผ้า, เข้าาตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วค่อยวกกลับมาที่ดอยแม่อูคอ ,, อันนี้จะค่อนข้างไกลมาก แต่ได้เที่ยวเยอะมากเลยนะ ทั้งปาย, ปางอุ๋ง ถ้ามีเวลา+มีคนเปลี่ยนมือขับรถทางนี้ก็น่าสนใจมากๆ (ทริปนี้ไม่ได้มาทางนี้นะ)


View ดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ in a larger map

คาราวานของเรา (จำนวนทั้งสิ้น 2 คัน อันประกอบไปด้วย Lancer EX ที่ผมขับ กับ Mazda 2 อีกคัน) เริ่มออกเดินทางเกือบๆ เก้าโมงครึ่ง ก็ขับไปเรื่อยๆ แหละครับ ขับสบายๆ ไปเรื่อยๆ ตามทางสีแดงครับ ,, ได้มีโอกาสผ่านดอยอินทนนท์ อากาศเย็นสบายมากๆ (มันจะมีด่านของอุทยานนะครับ เราบอกว่าจะไปแม่แจ่ม เค้าจะไม่คิดเงินเรา)

Lancer EXและ Mazda2 ที่จะเอาไว้ใช้ตะลุยในทริปนี้ 🙂
ขับไปเรื่อยๆ สบายๆ ตามทางของดอยอินทนนท์
ตรงที่ทำการดอยอินทนนท์นี่สวยมากๆ เลย อากาศก็ดีด้วย

จากนั้นราวๆ เที่ยงครึ่งก็เข้าตัวแม่แจ่ม ซึ่งผมว่าเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักมาก ไปแวะหาเพื่อนที่รพ.แม่แจ่ม กะชวนไปกินข้าว สุดท้ายมันติดธุระ+จะกินข้าวบ้าน เลยต้องออกมาหากินเองครับ ร้านไหนอร่อยก็ไม่รู้ทาง (จริงๆ เพื่อนผมก็แนะนำมานะ แต่หาร้านไม่เจอ) เห็นร้านส้มตำข้างทางน่ากินดี ก็เลยจอดกินกันครับ

ทุ่งนาเหลืองอร่ามที่แม่แจ่ม
ตับหวานและส้มตำมาม่า ,, อร่อยดีนะ

สาเหตุนึงที่เลือกเส้นทางมาแม่แจ่มเพราะมีคนบอกว่ามันนาขั้นบันไดนี่แหละ แต่ระหว่างสองข้างทางเท่าที่ขับมามีนิดหน่อย (ไม่มากเหมือนที่ซาปานะ) พอมีเก๋ๆ ข้างๆ ทางแค่นั้นเอง (จริงๆ มันอาจมีนาขั้นบันไดข้างในที่ผมไม่ได้ไปก็ได้นะ) ส่วนถนนหนทางที่นี่ต้องบอกว่าทางขับยาก แคบ ขรุขระ และชัน ขับไปขับมามีฝูงควายมาปิดถนนด้วย ไม่กล้าบีบแตรไล่เพราะกลัวมันรุมขวิดใส่รถ ,, แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์ว่าเราขับรถบนดวงจันทร์

นาขั้นบันไดเล็กๆ ที่แม่แจ่ม
ทางแคบมาก ประมาณรถสองคันสวนกันแบบพอดีเด๊ะ
บางช่วงให้อารมณ์เหมือนขับรถบนดวงจันทร์เลย
บางทีก็ให้อารมณ์เหมือนเราไต่บนไหล่เขา (ถ้าพลาดแปลว่ามึงตกเหวนั่นเอง)
เจอควายเต็มถนนเลย ต้องกระดึ้บๆ ตามควาย ไม่กล้าไปบีบแตรไล่ กลัวโดนรุมประชาทัณฑ์

กว่าจะถึงแม่อูคอก็ปาไปสี่โมงสี่สิบครับ

ว่าด้วยเรื่องที่พัก

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณใหม่และครอบครัว ที่อุตส่าห์เป็นธุระปะปังหาที่พักให้ จนสุดท้ายได้รีสอร์ทที่อยู่บนดอยแม่อูคอ ใกล้ๆ กับทุ่งดอกบัวตองในระดับที่เดินไปได้เลย (แต่ก็ไกลพอตัวอยู่)

ดังนั้น หลังจากขับรถถึงทุ่งดอกบัวตอง เราก็เลือกที่จะขับเลยไปยังที่พักก่อน ซึ่งอยู่ห่างจากทุ่งบัวตองไปประมาณกิโลกว่าๆ ซึ่งที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า “คุณครูสมบูรณ์รีสอร์ท” ครับ ซึ่งอ่านป้ายแล้วอารมณ์ประมาณรีสอร์ทครบวงจรมากๆ มีทั้งที่พัก อาหาร แถมใกล้ที่เที่ยวอีก ,, แนบเบอร์ไว้ให้เผื่อใครถามที่ 0808460313 ครับ (อย่าให้เห็นว่าใรใครมาขอเบอร์โทรรีสอร์ทตรงช่อง comment ด้านล่างนะ)

ที่พักของเรางวดนี้ครับ ,, ครูสมบูรณ์รีสอร์ท อยู่บนดอยเลย
สภาพรีสอร์ทดูดีเว่อ มีบังกะโลมุงจาก, ลานกางเต๊นท์ และลานจอดรถ ,, วิวสวยเว่อ

โดยรวมที่นี่ผมว่าสวยมากเลยนะ ที่ตั้งของรีสอร์ทนี่อารมณ์ประมาณลานหรือเนินโล่งๆ ติดกับขอบเหว วิวสวยมากๆๆๆ มองไปเห็นภูเขาเรียงซ้อนกันสวยมากๆ ยิ่งตอนเช้าๆ นี่เห็นทะเลหมอกแทรกตามหุบเขาด้วย แถมขอบด้านข้างทั้งสองมีซุ้มดอกบัวตองเล็กๆ ประดับด้วย

จากนั้นก็เดินมาดูที่พักเราซึ่งสภาพจริงๆ จะค่อนข้างฮาร์ดคอร์กว่าที่จินตนาการกับคำว่ารีสอร์ทไว้พอสมควร อารมณ์ประมาณกระต๊อบหรือบังกะโลมากกว่ารีสอร์ท ข้างในนอนได้ซัก 2 คน บุหลังคาด้วยใบจากที่พร้อมจะปลิวจากเราได้ตลอดเวลา (แต่ผมว่ามันกันน้ำค้างได้ดีมากเลยนะ), ภายในห้องไม่มีไฟฟ้า (ใครใช้ไอโฟนแนะนำให้พกแบตเสริมไปเอง) จะมีเพียงแต่เทียนไขสองเล่ม (แต่ก็ไม่ได้มีไฟแช๊คให้เช่นกัน) หมอนสองใบ และผ้าห่มขนๆ อีกสองผืน (ถ้ามีถุงนอนเอาไปด้วยจะดีมาก), ใช้สายยูล๊อคหน้าประตู ดูไม่ค่อยแข็งแรงมาก, ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม ไม่มีไฟในห้องน้ำ ส้วมซึม จะอาบน้ำก็จะเป็นอ่างน้ำเย็นตักอาบ (เย็นสะใจมากๆ) ,, กระต๊อบเราสนนราคาคืนละ 500 บาทครับ

หรือถ้าเอาเต๊นท์ไปเองก็ได้ เค้าก็คิดค่าสถานที่ 100 บาทต่อคืนครับ

สภาพบังกะโลไม้บุหลังคามุงจาก ,, สนนราคาคืนละห้าร้อยบาท
ข้างในนี่นอนได้ซักสองคน, มีเพียงแค่เทียนใช้ส่องสว่าง (ไม่มีไฟแช๊คให้)
สภาพห้องน้ำ ,, โอเพ่นแอร์ไปนิด+ไม่มีไฟแต่ละห้อง แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ

คหสต.ของต่างๆ ผมเก็บในรถแลดูจะปลอดภัยมากกว่าที่จะเก็บไว้ในเจ้ากระท่อมนั่นยังไงก็ไม่รู้…

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีขายอาหารนะ เมนูก็เป็นอาหารเบสิกทั่วๆ ไปแหละ ผัดกระเพา, ไข่เจียว, หมูกระเทียม, ผัดผัก, ขาหมู ฯลฯ แล้วก็มีพวกเครื่องดื่มขายด้วย ราคาอัพขึ้นจากพื้นราบเล็กน้อย

ล้อบบี้รีสอร์ทมีขายขนม+เครื่องดื่ม+อาหารตามสั่ง

ระหว่างทางที่ขับมานี่แอบเห็นมีหลายๆ คนเอาเต๊นท์มากางที่ถนนเลย ซึ่งผมว่าอันตรายมากนะ เพราะบนดอยเนี่ยรถเยอะมากๆ เต๊นท์ของคุณพร้อมจะโดนรถทับและเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา เสี่ยงมากๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนซึ่งมืดและมองไม่เห็นอะไร แม้หลายคนจะจอดรถปิดหัว-ท้ายเต๊นท์แล้ว แต่ผมว่ามันก็อันตรายอยู่ดี

เห็นมีคนกางเต๊นท์บนถนนด้วย อันตรายเหมือนกันนะ

ส่วนตัวแนะนำหาที่โล่งๆ ดีๆ ตั้งเต๊นท์ดีกว่า หรือไม่ก็ไปเช่าที่รีสอร์ทตั้ง หรือไม่ก็ไปนอนที่ขุนยวมเลย

ไปดูดอกบัวตองกันดีกว่า

ดอยแม่อูคอยามเย็น

จัดแจงของต่างๆ เสร็จก็รีบบึ่งรถไปดูดอกบัวตองก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน

พอมาถึงที่ก็รีบเดินขึ้นไปยังยอดดอยกัน ต้องปีนบันไดขึ้นสูงพอตัวเลย เอาเป็นว่าก็ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ หอบก็พักถ่ายรูป หายเหนื่อยแล้วก็ค่อยเดินต่อ ยังไงก็น่าจะทันพระอาทิตย์ตกแล้ว ,, เท่าๆ ที่ดูเนี่ยดอกตูมเหมือนกะยังเยอะอยู่เลยนะ กวาดสายตาดูนี่ราวๆ 30-40% ของดอกทั้งหมดเลยนะ คหสต. ถ้ามาอาทิตย์ถัดๆ ไปดอยน่าจะเหลืองกว่านี้ (แต่ก็ต้องเสี่ยงกับดอกเหี่ยวเช่นกัน ซึ่งผมกวาดสายตาดู มีราวๆ 2-3% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในวันหลังๆ)

รีบปีนขึ้นยอดดอยก่อนที่พระอาทิตย์จะตก
มองจากด้านล่างนี่ดอกบัวตองเยอะดีจริงๆ ,, สีเหลืองตัดกับสีฟ้าดีมากๆ
จุดชมวิวอีกไม่ไกล (ขณะนั้นกำลังหอบแฮกๆๆๆ)
ศาลาแปดเหลี่ยมระหว่างทางเดินขึ้น ,,
วิวทุ่งดอกบัวตองระหว่างทางเดินขึ้น ,, ก็สวยดีนะ
ในที่สุด ก็ถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ตก สวยดีจริงๆๆๆ

แบบว่าที่จุดชมวิวนี่คนเยอะเว่อ จะถ่ายกับป้ายนี่ต้องรอกันจนเบื่อเลยทีเดียว บางคนมีทั้งปีนป้ายถ่าย, มี 16 แอ๊คชั่น, มีเต๊ะท่าประหลาดๆ, มีถ่ายรีมไลท์, ฯลฯ แต่สุดท้ายผมก็ทำหมดดังที่กล่าวมาเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

แสงสุดท้ายสำหรับทุ่งดอกบัวตองวันนี้

ได้ถ่ายรูปเย็นนี้ก็ฟินมากละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขอเติมเต็มด้วยพระอาทิตย์ยามเช้าอีกหน่อยละกัน รีบกลับรีสอร์ทไปอาบน้ำดีกว่า มันหนาววววววว~~ (แต่เท่าที่รู้สึกนะ ปีนี้ที่นี่ไม่ได้หนาวมากอะ แต่ลมค่อนข้างแรง แค่เสื้อกันหนาวบางๆ ที่กันลมดีๆ ก็พอไหว)

รุ่งอรุณบนยอดดอย

ตีห้าครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกให้ผมและเพื่อนๆ แหกขี้ตาตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน (อากาศตอนเช้าไม่ได้หนาวมากเช่นกันนะ หน้าปัดรถบอก 19 องศา, ส่วนนาฬิกาบออก 16.7 องศา แต่ลมแรง น้ำค้างเยอะ) ,, แต่ด้วยความเหนื่อยล้า กว่าที่ทุกคนจะพร้อมก็หกโมงกว่าแล้ว ไอ้ผมล่ะโคตรกลัวจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ไม่ทันเพราะขนาดอยู่ที่รีสอร์ทก็เริ่มเห็นแสงแรกออกมาไกลๆ แล้ว พอถึงตีนดอย พวกเราก็วิ่งขึ้นไปยังจุดชมวิวเมื่อวานด้วยความกระหืดกระหอบ

แต่ก็เริ่มเอะใจนิดๆ ว่าทำไมที่นี่คนมันน้อยจังหว่า (นอกจากเราสี่คนแล้วก็มีคุณลุงอีกสองสามคนเดินถ่ายรูปไปมา) ซึ่งจากนั้นอีกสิบห้านาทีผมก็ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเท่าไหร่ เพราะว่าทางฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวนั้นโดนบังด้วยภูเขาอยู่ เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตัดกับขอบฟ้าในจุดนี้

แหกขี้ตาตื่นมาดูแสงแรกแห่งดอยแม่อูคอ
ตอนเข้าๆ ที่จุดชมวิวนี่แทบไม่มีคนเลย ,, เลยได้ถ่ายป้ายแบบโล่งๆ
ตอนเช้าบนยอดดอยนี่สดชื่นมากๆ
ถ่ายรูปตอนเช้ากะตอนเย็นนี่คนละบรรยากาศกันเลย

แต่ผมว่าแค่ตื่นมาสูดอากาศยามเช้าบนยอดดอยนี่ก็โคตรฟินแล้วล่ะ สดชื่นแบบที่ในเมืองหาไม่ได้เลย

หาอะไรกินยามเช้า

จริงๆ ตรงทางขึ้นก็มีของกินขายเยอะนะ ทั้งมาม่า มันปิ้ง ไข่ปิ้ง โอวัลติล น้ำอัดลม ฯลฯ ราคาคบหาได้ ,, สำหรับผมจุดนี้ ได้มาม่าร้อนๆ ซักถ้วยก็ฟินมากแล้ว ส่วนเครื่องดื่มผมเลือกน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้งป่า ที่ซื้อเนี่ยเพราะคำว่าป่าเลยจริงๆ (ซึ่งรสชาติก็คล้ายๆ น้ำผึ้งมะนาวทั่วไป มีเค็มปะแล่มๆ หน่อยๆ)

เติมพลังหลังจากที่ตื่นมาดูดอกบัวตองตอนเช้า
แฮกๆๆๆ มาม่า… ฟินมากกกกกกกก

จุดชมวิวตรงหน้ากองอำนวยการก่อนกลับ

จุดสุดท้ายที่จะแวะไปครั้งนี้คือกองอำนวยการครับ คนค่อนข้างเยอะ มีประกาศนียบัตรให้ด้วยนะ (ผมไม่ได้เอา) มีหลังคาให้ปีนเล่นถ่ายรูป+ดูวิวมุมย้อนไปทางยอดดอย สวยดีไปอีกแบบนะ โดยเฉพาะตอนเช้าๆ ที่แดดมาจากด้านหลังพอดี+ดอกหักหน้ามาทางกองอำนวยการ ทำให้มันดูเหลือร่ามดีมากๆ

ตรงจุดกองอำนวยการ คนเยอะจริงๆ
ปีนกระไดขึ้นไปถ่ายบนชั้นสอง ,, เหลืองอร่ามดีจริงๆ

จริงๆ รายละเอียดของที่นี่มันก็ไม่ได้เยอะมากหรอกนะ มาเที่ยวซักสองสามชั่วโมงก็น่าจะเก็บรูปหลักๆ ได้เกือบหมดแล้ว ,, ซึ่งหมดจากจุดนี้เราก็ขับรถกลับกันเลยตั้งแต่ประมาณเก้าโมงเช้า เพราะกลับถึงเชียงใหม่แล้วผมยังต้องขับกลับแม่อายอีก 170 โล… เห็นระยะทางที่ตัวเองต้องขับแล้วก็เพลียแทน

แต่ขับรถเที่ยวไกลๆ นี่ก็สนุกดีนะ 🙂

สรุปเลยละกันนะ สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านเนื้อหา

โดยรวมผมว่าโอนะสำหรับทริปที่มีเวลาเตรียมตัวไม่มากและข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างน้อย ,, ยังไงก็สรุปสั้นๆ คือ…

  • ถ้าจะขับรถแนะนำทางแม่สะเรียงแหละ (ทางสีเขียว) ไกลหน่อยแต่ขับสบาย มีจุดแวะพัก จุดท่องเที่ยวอื่นๆ เยอะ (ถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้ก็น่าแวะเที่ยวระหว่างทางด้วยนะ)
  • ส่วนที่พักก็แล้วแต่วางแผนแหละ ที่พักของผมมันอยู่บนดอย ใกล้ทุ่งบัวตอง แต่ราคาแอบแพงแบบไม่สมกับคุณภาพ คหสต.ถ้าอยากสบายหน่อยอาจเลือกพักในตัวเมืองขุนยวมหรืออำเภอใกล้เคียงแล้วค่อยขับรถขึ้นมาชมวิวเฉยๆ ก็ได้ ข้างบนไม่ได้มีอะไรเยอะอย่างที่คิดหรอก ขอเวลาซักสองชั่วโมงก็เที่ยวทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอเหลือๆ แล้ว
  • ไม่เหลืองอย่างที่คิด เพราะช่วงอาทิตย์ที่ไป (10-11 พย.) เป็นอาทิตย์แรกของเดือนแห่งทุ่งดอกบัวตอง จขบ.สังเกตว่ายังมีดอกตูมอยู่เยอะ (กะด้วยสายตาราวๆ 30+% ของดอกทั้งหมด) ซึ่งอาทิตย์หลังๆ น่าจะดอกเยอะกว่านี้ เหลืองกว่านี้
  • กลางคืนที่รีสอร์ทแอบเสียงดังกว่าที่คิดไว้ ทั้งจากเสียงเพลงคาราโอเกะไม่พึงประสงค์ และเสียงมอเตอร์ไซแว้นมารวมกลุ่มบิดเครื่องแข่งกัน
  • ไม่ต้องรีบตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวยอดดอยก็ได้ เพราะฝั่งตะวันออกของจุดชมวิวมีอีกดอยบังอยู่
ปีหน้าฟ้าใหม่ มีโอกาสแล้วจะมาเที่ยวอีกนะ (ขี้เกียจขับรถสุดๆ)

แต่ก็คุ้มค่านะที่ได้ขึ้นมา หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีก

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคตรัง :: ตอนที่ 9 สำราญกับทะเลตรัง

ความเดิมในตอนที่แล้วคือ ผมไปจัดหนักนานร้านอาหารที่ตรังมา ซึ่งจริงๆ เท่าที่สังเกตดูนี่ตรังนี่มีร้านอาหารน่ากินเยอะมากๆ ทั้งของคาวของหวาน ที่ผมกินไปนี่แค่ส่วนนึงเท่านั้นเอง ขืนถ้าอยู่นานซักเดือนนึงนี่คงพริ้วไม่ออกแน่ๆ (ฮาๆๆ)

หลังจากกินอิ่มแล้ว ,, ก็ต้องไปเที่ยวกันครับ วันนี้ก็ list ที่เที่ยวไว้ตามแผนที่ครับ ดึ่งดึงๆๆ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 9 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ที่เที่ยวในเมืองตรัง

จริงๆ เมืองตรังก็เป็นเมืองเก่าแก่มากๆ ที่นึงนะ ดังสังเกตเห็นว่ามีโบราณสถานหลายแห่งมาก ถึงขั้นมีประกาศ 20 โบราณสถานที่จังหวัดตรัง (แต่มันกระจายไปในหลายๆ อำเภออะนะ) เอาว่าที่ที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองแล้วเราสามารถไปเยี่ยมดูได้ไม่ยากก็มีคริสตจักรตรัง, สโมสรข้าราชการจังหวัดตรัง (เดี๋ยวนี้เหมือนกับเค้าจะเอามาขาย OTOP แล้วแฮะ), จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ,, ส่วนที่เหลือไปค่อนข้างไกลน่ะ

เออ… แต่การเดินทางในตรังมีทางเลือกไม่มากเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้ไปกับตุ๊กตุ๊กหัวกบก็มันก็น่าจะเหลือแค่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเดียว ซึ่งที่ตรังนี่พวกร้านให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์นี่หายากมาก แถมราคาเช่าก็ค่อนข้างแพงใช้ได้ พยายามเดินหาแถวๆ สถานีรถไฟซึ่งเป็นย่านที่มีบริษัททัวร์เยอะก็ยังไม่ค่อยมี (หรือมันมีแต่เราหาไม่เจอหว่า) ถ้ามีรถส่วนตัวมาเองก็จะสะดวกกว่ามากๆ เพราะที่เที่ยวที่นิยมส่วนใหญ่ค่อนข้างไกลด้วยทั้งทะเลและชายหาดหรือถ้ำเลเขากอบ

แต่ถ้าขี้เกียจก็เที่ยวในเมือง+หาของกินก็โอเคแล้วนะครับ

ตุ๊กตุ๊กหัวกบที่หน้าสถานีรถไฟตรัง
ตุ๊กตุ๊กหัวกบจอดเรียงรายอยู่เพียบ
สภาพบ้านเรือนทรงโบราณสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย

แต่สุดท้ายผมก็หาร้านเช่ามอไซได้นะ ,, ก็เลยได้มีโอกาสไปหลงทางในเมือง (ฮาๆๆ) แต่พอเริ่มชินทางก็แรดไปทั่ว สนุกดีมากๆ ,, จริงๆ ตัวเมืองตรังไม่ได้ใหญ่มากนะ แถมทางก็ไม่ได้จำยากมากเท่าไหร่ด้วย แต่มาตรังทั้งทีก็อย่าลืมขึ้นตุ๊กตุ๊กหัวกบนะครับ 🙂

อันนี้แลดูคล้ายวงเวียนปลาพะยูนนะ
คริสตจักรตรัง ,, หนึ่งใน 20 โบราณสถานของที่นี่
หอนาฬิกาตรัง ,, ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองตรังเลย

ถ้ำเลเขากอบ

ทริปนี้มันเริ่มจาก @DrJoop เค้า Recommend สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กม. ทีแรกผมก็จะไม่ไปแล้วหล่ะเพราะเพลียจากที่เที่ยวมาก่อนๆ หน้านี้ แถมมันก็ไกลมากกับการบิดรถเครื่องไป รวมทั้งต้องแบกรับความเสี่ยงกับท้องฟ้าครึ้มๆ ด้วย แต่พี่แกเซ้าซี้และชวนไปนั่นแหละ ,, เออๆๆๆ ไปก็ได้

ว่าแล้วก็บิดรถเครื่องฉายเดี่ยวไปถ้ำเลเขากอบครับ

ขับรถไปอำเภอห้วยยอด เพื่อไปลุยถ้ำเลเขากอบ
ปากทางเข้าถ้ำเลเขากอบ ,, ดูอลังการดีมากๆ

กว่าจะบิดไปถึงนี่หน้าแทบชา แถมมีฝนตกไล่หลังผมมาด้วย แต่ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ ขับมาเรื่อยๆ พอใกล้ถึงอ.ห้วยยอดนี่ก็จะเริ่มเห็นป้ายบ้าง แต่พอเข้าซอยที่เขียนถ้ำเลเขากอบแล้วป้ายนี่ถี่มากๆ เรียกว่าโผล่ป้ายมาให้เห็นทุก 30 เมตรเลย จนถึงถ้ำเลแล้วก็ไม่ต้องกลัวขับเลย เพราะเห็นทางเข้าต้องบอกว่าอลังการมากๆ ที่นี่ดูแลโดยอบต.เขากอบนะครับ ไม่ได้เป็นของอุทยานแห่งชาติ

เวลาการจะไปเที่ยวถ้ำเลต้องพายเรือเข้าไป โดยเราต้องจ้างฝีพายพร้อมกับเรือสีฟ้าสะดุดตาของเค้า สนนราคา 300 บาท ,, เรือบรรจุได้ 6 คน (นักท่องเที่ยว 4 คน และคนพายเรือ 2 คน) ถ้าใครต้องการไปแบบส่วนตัวก็จ่ายเองเลย 300 ,, แต่ถ้าต้องการประหยัดก็แท๊คทีมกันไป หรืออาจร่วมแจมไปกับคนอื่นได้ (แต่แนะนำว่าไม่ควรไปคนเดียว โดยเฉพาะวันที่ฝนตกหรือน้ำขึ้นสูงครับ)

เตรียมขึ้นเรือเพื่อไปลุยเขากอบกันครับ
พี่คนพายเรือก็จะพาเราเข้าไปดูด้านในของถ้ำเลกัน

การเดินทางเข้าถ้ำเลต้องให้พี่เค้าพายเรือพาตามคลองลอดถ้ำภูเขาหินปูนที่เป็นโพรงข้างใน พอทะลุเข้าไปก็จะได้ชมพวกหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นภายในถ้ำ ,, เมื่อถึงที่หมายตามจุดต่างๆ พี่คนพายเค้าก็จะเทียบฝั่งให้เราเดินเข้าไปลุยในห้องต่างๆ โดยในถ้ำเลจะแบ่งเป็นห้องต่างๆ 3-4 ห้อง ใช้เวลาทั้้งหมดประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ลักษณะหินงอกหินย้อยที่นี่ก็เป็นพวกหินปูน ถ้าวันที่ฝนตกอยู่นี่ก็จะเห็นมีน้ำย้อยลงมาด้วย

ทีแรกผมก็เฉยๆ แกมหงุดหงิดนะว่าจะอะไรกับถ้ำเลมากมาย ก็แค่ภูเขาหินปูนธรรมดาที่มีคลองด้านใน, หินงอกหินย้อยธรรมดา, แถมมืดๆ อากาศอับๆ มองไม่ค่อยเห็นอีกทำไมต้องแนะนำกรูมาวะ บิดมอไซมาตั้งไกลแถมค่าเรือก็ตั้ง 300 แหน่ะ… แต่ความคิดทั้งหมดหายไปในห้องสุดท้ายที่เรียกว่า “ถ้ำมังกร” ซึ่งในจุดนี้ถือว่าเป็น unseen และ adventure มากๆ ,, ถ้าถามว่ามันคืออะไร ผมว่าไปลุยเองดีกว่านะ ไม่อยากบอกเท่าไหร่เดี๋ยวจะไม่สนุก แต่ส่วนตัวผมว่าตื่นเต้นดีนะ เพราะวันที่ผมไปผมลงเรือคนเดียว ฝนก็ตกแถมน้ำก็ขึ้นอีก เสียวติดถ้ำมากๆๆ ฮาๆๆ

ภายในถ้ำเลก็มีลักษณะเป็นหินงอกหินย้อยครับ
ข้างในค่อนข้างกว้างนะ มีให้เยี่ยมชม 3-4 ห้องหลักๆ
ที่เด็ดที่สุดคงต้องลอดถ้ำมังกรสินะ

ออกมาจากถ้ำแล้วก็อยากผอมทันที ,, เอิ้กๆ

บุกทะเลตรัง

จากนั้นผมก็หาทัวร์ไปเที่ยวทะเลตรังสักหน่อย โดยผมสนใจ One-day trip เพราะว่าเวลาค่อนข้างจำกัดและราคาก็ไม่ได้แพงมากเท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับต้องมีการนอนค้างนะ) ,, จริงๆ ดูอยู่หลายที่นะ ตอนแรกติดต่อไปที่เจ้าไหมทัวร์เพราะว่าร้านอยู่ไม่ไกลที่พักเท่าไหร่ แต่ว่าพอไปถามแล้วคนเต็ม ,, แต่ทางเจ้าไหมเค้าก็ช่วยเรานะโดยติดต่อที่ลิบงทราเวลให้ สนใจก็ลองโทรไปได้ที่เบอร์ 075-214676 ,, โดย One day trip เค้าให้ราคา 850 บาทถ้วน

ซึ่งส่วนตัวผมว่าก็โอเคนะครับกับลิบงทราเวล ,, เริ่มตั้งแต่เช้าเค้าก็เอารถมารับผมที่โรงแรมเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือปางเมงซึ่งห่างไป 40 กม. จากนั้นก็ไปลงทะเบียนและรอเรือที่หาดปากเมง ,, ส่วนตัวผมว่าวันนี้ไม่ค่อยเหมาะกับการเที่ยวทะเลเลย เพราะว่าเมฆมากและฟ้าครึ้มในระดับที่มองไม่เห็นแสงแดดยามเช้าเลย ทะเลที่คิดว่าจะเป็นสีฟ้าก็กลายเป็นทะเลสีเทาๆ ,, ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็คงเพียงแต่กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ให้ฟ้าเปิดบ้าง (ว่าแล้วก็ สา…ธุ)

พอใกล้ถึงเวลาเรือออก ต้องบอกว่าคนเยอะมากๆ

วันนี้เราจะไปกับลิบงการท่องเที่ยวครับ
บรรยากาศตอนเช้าแบบครึ้มๆ ไม่มีแดดที่หาดปากเมง
พร้อมแล้วก็ไปรอที่ท่าเรือเลยครับ
ณ ท่าเรือปากเมง ,, วันนี้คนเยอะมากๆ
เรือโดยสารของเราพร้อมแล้วครับ

ทัวร์ One-day trip ที่เราจะไปก็มี 4 เกาะครับ ได้แก่

  • เกาะมุก ,, ที่เกาะนี้มีถ้ำมรกตอยู่ การที่เราจะเข้าไปข้างในจะต้องเกาะกันเป็นแถวแล้วลอดถ้ำมรกตไป สิ่งที่สวยมากๆ คือน้ำที่อยู่พื้นถ้ำสะท้อนแสงเบาๆ ของวันนี้เปล่งเป็นสีเขียวมรกตสวยมากๆ ,, หลังจากทะลุเข้าไปแล้วก็เหมือนเราอยู่ที่ปล่องที่มีภูเขาหินปูนล้อมรอบ ส่วนตัวผมเฉยๆ นะเพราะว่าคนเล่นน้ำเยอะจนมันขุ่น แถมแดดก็ไม่มีด้วย (แถมตอนขาออกน้ำทะเลขึ้นด้วย ต้องมีไกด์พาดำน้ำออกไปทีละคนด้วย)
  • เกาะกระดาน ,, ที่เกาะนี้เป็นจุดพักกินข้าวของเรา เรือเค้าจะเทียบท่าห่างจากเกาะหน่อยๆ ที่นี่มีชายหาดสวยน้ำใสในระดับหนึ่ง แถมตอนนี้แดดก็เริ่มมาแล้ว อาจกระโดดจากเรือมาเล่นน้ำสนุกๆ , เดินหาดสบายๆ ที่เกาะ หรือถ้าขี้เกียจจะนั่งชิลๆ บนเรือก็ได้
  • เกาะเชือก ,, ที่เกาะนี้ก็ได้เล่น Snorkel กันขำๆ ฮะ เท่าที่ดำลงไปก็มีปะการังฟอกขาวจำนวนมาก รวมทั้งหอยเม่นก็มีโคตรจะเยอะเลย ถ้าพลาดไปเหยียบโดนมันนี่คงสยองน่าดูเลย, ส่วนปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ก็พอมีให้ดูบ้าง ,, เล่นน้ำไปเล่นน้ำมาพี่ทัวร์ก็หยิบปลาดาวหนามมาให้ดู สีสวยสดมากๆ แต่พอดูสักพักก็รู้สึกสงสารน่ะ เลยปล่อยมันกลับที่เดิม (ค่อยๆ วางมันลงไปนะครับ เพราะว่ามันพลิกตัวเองไม่ถนัดเท่าไหร่)
  • เกาะม้า ,, เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีโขดหินจำนวนมาก สิ่งที่มาถึงเกาะม้านอกจากเรือของเราแล้วก็ยังมีกลุ่มเมฆกลุ่มใหญ่มากตามมาด้วย แต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่คลื่นไม่แรงและฝนก็ยังไม่ตก เราเลยมีโอกาสที่จะได้เล่นน้ำที่นี่ซักช่วง ซึ่งที่นี่น่าจะเป็นจุดที่ปะการังดีที่สุดในหลายๆ จุดที่ผมไปดำมา มีทั้งปลานานาชนิด มีปะการังอ่อนและปะการังเขากวางที่กำลังงอกด้วย ซึ่งสวยมากๆ ,, แต่สิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งในการเล่นน้ำที่นี่คือพวกโขดหิน บางทีเรามองจากใต้น้ำแล้วเหมือนจะปลอดภัย แต่โผล่พ้นน้ำมาแล้วหินนี่อยู่ตรงหน้าเราเลย
ข้างหน้าเราคือเกาะมุก ,, มีถ้ำมรกตอยู่ที่นี่
รูทางเข้าออกของถ้ำมรกต (จากภายในตัวเกาะ)
บรรยากาศสนุกๆ จากถ้ำมรกต ในวันที่ฟ้าหลัว
ที่เห็นลิบๆ ข้างหน้านั่นคือเกาะกระดานครับ
ที่เกาะกระดานมีหาดสวยๆ และทะเลสีฟ้า ,, น่าจะสดกว่านี้ถ้ามีแดดอะนะ
น้ำใสๆ และหาดสวยๆ ในตอนที่แดดเริ่มมา ,, ที่เกาะกระดาน
ถึงเกาะเชือกแดดมาพอดี เราก็เล่นน้ำกันได้แล้ว ,, เย่ๆๆๆ
ปลาดาวหนาม (ยังมีชีวิตนะ) ,, เจอที่เกาะเชือก
ฟ้าครึ้มอีกครั้งที่เกาะม้า ,, ภาวนาอย่าให้ฝนตก
ท้องฟ้าและน้ำทะเลดูไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนทุกครั้ง
ที่เกาะม้ายังมีทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ ทั้งปลาและปะการังอ่อน

เที่ยวครบสี่เกาะ ก็ขึ้นเรือกลับฝั่งครับ ,, แถมระหว่างกลับก็ต้องแล่นเรือฝ่าฝนที่โถมกระหน่ำมาด้วย แลดูตื่นเต้นดี แต่ก็ถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัยดี

พอดีกลับ ,, ฝนกระหน่ำลงมาเหมือนอัดอั้นมานาน

กลับบ้านแล้วจ้า

หมดวันนี้ผมต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว ,, แต่ทุกพื้นที่ตอนนี้ฝนตกหนักมากๆ ไม่เห็นวี่แววว่าจะหยุดเมื่อไหร่เพราะว่ามันมืดไปทั้งเมืองเลย แค่นั่งรถไปท่ารถก็ลำบากแล้ว ฝนตกตลอดทางจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย…

จากวันนั้น ,, ฝนก็ตกหนัก และกลายเป็นน้ำท่วมภาคใต้

ถามว่าหนักมากแค่ไหนน่ะเหรอ… ก็แค่ระดับภาคใต้น้ำท่วมหนัก มีดินถล่ม คลื่นสูง เศรษฐกิจเสียหายจนเดือดร้อนไปทั่วนะครับ ,, ทีแรกก็เสียดายนะที่ต้องรีบไปธุระก่อนทำให้เที่ยวได้ไม่ครบ แต่คิดไปคิดมาแล้วรู้สึกว่าโชคดีใช้ได้เลย เพราะว่าถ้ายังฝืนดึงดันเที่ยวไปอีกซัก 2-3 วันรับรองว่าผมก็คงติดอยู่ที่เกาะไหนซักเกาะประมาณอาทิตย์นึง แล้วก็รอเรือไปรับ …..

ในวันที่ภาคใต้สดใส ,, มันเป็นความสวยงามที่มากเกินกว่าจินตนาการใดๆ ถ้ามีโอกาสก็ห้ามพลาดที่จะมาเยี่ยมเยียน ,, และผมก็จะมาอีกเช่นกัน

เที่ยวสระแก้วตอนที่ 1 :: ครั้งแรกกับสระแก้ว

“เย่ๆๆ จะได้ไปเที่ยวสระแก้วแล้ว..” ว่าแต่ จะไปเที่ยวอะไรดีล่ะ

ตั้งแต่ครั้นวัยเยาว์สมัยเรียนวิชาสังคม ผมก็รู้จักแค่ว่าสระแก้วแยกมาจากปราจีนบุรีแค่นั้น แต่จะให้ระบุในแผนที่จริงๆ อยากบอกว่าไม่รู้ครับนอกจากโรงเกลือ , สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ก็ไม่รู้จัก อาหารมีอะไรกินบ้างก็ไม่รู้ ,, มีหลายคนถามผมว่าไปสระแก้วทำไม, จะไปเที่ยวโรงเกลือเหรอ, จังหวัดมันไม่มีอะไรเลยนะ บลาๆๆ ผมก็เริ่มสงสัยว่าจะไปทำไมวะครับ โรงเกลือคืออะไรก็ไม่รู้จัก เหมือนนาเกลือหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

แต่ไม่ทันไรก็ซื้อตั๋วละครับ

ในที่สุดก็ได้ตั๋วรถทัวร์มาแล้ว ,, เย่ๆๆๆ

เดินทางไปสระแก้วกันเถิด

จริงๆ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสระแก้วมีหลากหลายวิธีนะ หลักๆ ก็จะขึ้นรถเอาไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์หรือรถตู้ที่เขียนป้ายว่าสระแก้ว, อรัญประเทศ, โรงเกลือ หรืออะไรทำนองนี้ ในจุดนี้ผมขออนุญาตแบ่งตามสถานที่ที่ขึ้นรถและเท่าที่ผมทราบและหาข้อมูลได้นะ

  • หมอชิต – ที่นี่บริการรถทัวร์ ป.1 แบบเทียมๆ ยังไงไม่รู้ คือสภาพรถไม่ค่อยดีเท่าไหร่+แอร์ไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ (และแวะจอดรับ-ส่งคนบ่อยมากๆ ) เส้นทางจะไปทางองครักษ์แล้วตัดเข้าปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางมาตรฐานในการเดินทางไปสระแก้วตั้งแต่สมัยอดีต เส้นทางจะอ้อมและถนนเป็นสองเลนสี่เลนบ้างสลับกันไป แต่ถ้านั่งชมวิวตลอดทางแบบชิลๆ จะพบว่าวิวสวยใช้ได้นะ แถมถ้ามีสัมภาระเยอะๆ ก็สามารถเอาไปใส่ไว้ใต้ท้องรถได้ด้วย ,, สนนระยะเวลาการเดินทางเกือบ 250 กม. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำแล้วแต่ว่ามีคนขึ้น-ลงเยอะแค่ไหนด้วย (เส้นสีแดง)
  • อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – เป็นรถตู้หรูหรา (จริงๆ ก็เหมือนรถตู้ที่เรานั่งในกทม. แหละ) เส้นทางจะมาทางสุขุมวิทแล้วเข้ามอเตอร์เวย์ จากนั้นจะตัดเข้ามาทางฉะเชิงเทรา ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางใหม่ตัดใหม่ที่สั้นกว่า ถนนใหญ่ไฮโซหกเลนแปดเลน แต่ข้อเสียคือไม่มีวิวอะไรเลย แต่ข้อดีคือสะดวกรวดเร็วกว่า สนนระยะทาง 200 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง (เส้นสีน้ำเงิน)
  • ท่ารถสายตะวันออก (เอกมัย) – อันนี้แค่มีคนบอกมา ว่ามีรถไปเหมือนกัน แต่รายละเอียดจริงๆ ไม่ทราบ แต่คิดว่าน่าจะไปทางมอเตอร์เวย์แล้วตัดเข้าฉะเชิงเทราเหมือนกัน


View สระแก้ว ตอนที่ 1 in a larger map

นอกจากนั้นเรายังมีอีกวิธีคือการนั่งรถไฟจากหมอชิตมายังสถานีรถไฟสระแก้วนะครับ

เอาเป็นว่าผมโปรโมตวิธีนั่งรถบัสจากหมอชิตละกันสำหรับคนที่ยังไม่เคยเดินทางไปสระแก้วมาก่อน ซึ่งทัวร์ที่ผมไปคือแอร์อรัญฯ ขึ้นรถที่หมอชิต รถมีออกเกือบทั้งวันตั้งแต่เช้าแทบจะทุก 1-2 ชั่วโมงเลย สนใจลองโทรไปได้ที่ 02-512 3755-6,02-272-0365 ค่าตั๋ว 173 บาท แถมน้ำดื่ม 1 แก้ว

ได้รถทัวร์กันแล้ว เตรียมลุยๆๆๆ

บรรยากาศการขึ้นรถทัวร์แบบหวานเย็น

การคิดจะขึ้นรถทัวร์ถ้าว่างจริงๆ ก็คงมีสัมภาระเยอะมาก เพราะรถทัวร์ขับแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ แถมแอร์นี่ออกแนวร้อนนิดนึง ,, แต่ต้องบอกว่ารถทัวร์นี่ถือเป็นความสนุกอย่างหนึ่งเลยนะ บรรยากาศที่เราค่อยๆ ขับรถไปชื่นชมธรรมชาติและวัฒนธรรมจากแต่ละจังหวัดที่ผ่าน มีหยุดพักเป็นช่วงๆ ตามอารมณ์คนขับและคนโบกรถข้างทาง

ขับไปก็ชิลไปบนถนนสองเลน ,, อยากลงไหนบอกพี่่โชเฟอร์ได้สบาย
ขับไปตามป้ายเรื่อยๆ ครับ ,, สบายๆ 🙂

ขับไป พักไป จอดไป แถมทริปที่ผมไปมีการรับผู้โดยสารจากรถคันอื่นที่เสียด้วย -_-a (ตอนที่รับผู้โดยสารเพิ่มจากรถที่เสียนี่มันส์มากๆ เพราะคนที่ขึ้นมาใหม่เนี่ยจะต้องยืนเบียดๆ จินตนาการว่าเอาประชากร 1 รถทัวร์เอามายัดตรงทางเดินอะ แน่นยิ่งกว่ารถเมล์หลังเลิกงานอีก แอร์ที่ไม่เย็นตอนนี้กลายเป็นร้อนไปเลย, ปริมาณออกซิเจนบนรถก็เบาบางลงและถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเต่าและกลิ่นรองเท้า)

คนโคตรแน่น เหม็นเต่า และขาดอากาศหายใจหลังจากรับคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคันรถ
ในที่สุดก็ถึงสระแก้วซักที วะฮะฮ่า

รถออกบ่ายโมงครึ่ง ถึงนั่นเกือบหกโมง… เหยียบสระแก้วโดยสวัสดิภาพละครับ

River Resort ,, ที่พักสุดเริ่ด

สิ่งแรกหลังจากมาถึงสระแก้ว (โดยเฉพาะขึ้นรถทัวร์มาแบบเยินๆ อะนะ) สำหรับผมแล้วคงเป็นที่พักดีๆ บรรยากาศโอเค ยิ่งถ้าได้หลับซักงีบคงจะดี ,, ซึ่งรีสอร์ทที่พักคราวนี้มีชื่อว่า River Resort and Spa ซึ่งจะออกมาจากตัวตัวเมืองนิดนึง ถ้าใครขับรถมาเองก็สะดวกนะ เพราะติดกับถนนใหญ่ทางที่จะไปโรงเกลืออะ แถมที่จอดรถของที่นี่ก็เยอะดีครับ

ป้ายด้านหน้าของ River Resort and Spa ที่มาพักครั้งนี้
พลิกตัวเข้ามาใน River Resort แล้วครับ ,, บรรยากาศดีมาก
ที่จอดรถสำหรับบริการผู้เข้าพักทุกท่านครับ

สิ่งแรกที่มาถึง River Resort and Spa คือพนักงานต้อนรับขี้เล่นและเป็นมิตรสองตัวครับ คือ คือพนักงานต้อนรับสาวพันธุ์ลาบราดอร์ชื่อชูใจ และพนักงานต้อนรับหนุ่มรูปหล่อพันธุ์บีเกิ้ลชื่อมานะ ครับ (เออ.. พนักงานที่เป็นคนก็มีนะครับ)

เจ้าชูใจ พนักงานต้อนรับสาวครับ ส่วนด้านหลังคือมานะ
ส่วนพนักงานต้อนรับหนุ่มของเราหนีไปนอนนี่เอง

ส่วนบรรยากาศข้างในรีสอร์ทก็สวยดีครับ ,, มีต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่ ทำให้รีสอร์ทดูร่มรื่นดีนะ แถมมีสระว่ายน้ำเล็กๆ และลานกิจกรรมด้วย ซึ่งถ้ามีกิจกรรมกลุ่มก็มาจัดที่นี่ได้ ,, ส่วนห้องพักก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ ทั้งเรื่องความสะอาด การบริการต่างๆ และความสะดวกสบายครับ

บรรยากาศที่ร่มรื่นภายในรีสอร์ทครับ
อีกมุมที่ River Resort and Spa ครับ
ลานกิจกรรมและสระเล็กๆ ด้านหลังรีสอร์ทครับ
อันนี้ในห้องพักครับ ,, แอร์เย็น+เตียงนอนสบาย
ของที่ระลึกก็มีขายนะเธอ

เอาเป็นว่าถ้าสนใจรายละเอียด River Resort and Spa ก็ดูรูปเพิ่มเติมที่เวปไซต์ของเค้า หรือลองโทรไปสอบถามรายละเอียดได้นะครับ ที่เบอร์ 037-421111 ครับผม

ไปหาอะไรกินกันเถอะครับ

กิจกรรมค่ำคืนแรก (และคืนเดียว) ในสระแก้ว


View สระแก้ว ตอนที่ 1 in a larger map

เริ่มต้นที่กินกันก่อนดีกว่าครับ โดยเลือกเอาใกล้ๆ ที่พักก็แล้วกัน

วันดี ย่างเกาหลีครับ

จริงๆ ร้านอาหารในสระแก้วก็มีเยอะนะ ส่วนนึงที่เลือกกินหมูกระทะอย่างวันดี ย่างเกาหลี (ไม่น่าเชื่อว่าอิทธิพลเกาหลีก็ระบาดมาถึงสระแก้วเช่นกัน) คือโคตรหิวจากการเดินทาง ต้องการกินอะไรแบบ Mass หน่อย , อีกส่วนคือเจ้าถิ่นบอกว่าหมูกระทะเจ้านี้มีทีเด็ดที่เนื้อไก่ที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น อารมณ์เป็นปีกไก่ท่อนกลางเลาะเอากระดูกออกแล้วหมักด้วยซอสงาขาว เคี้ยวแล้วจะกรุบๆ หน่อยเพราะมีกระดูกอ่อนปนๆ มาด้วย ,, กินแล้วต้องบอกว่าสุดติ่งจริงๆ ครับ หยุดไม่ได้แค่ชิ้นเดียวแน่นอน (วันนั้นตักไก่ไปสามจานได้ ฟาดไก่กันมันปากเลยทีเดียว) แต่ข้อเสียของร้านนี้คือไม่มีเนื้อวัวนั่นเอง

ร้านวันดี ย่างเกาหลี ,, หลังคายังไม่เสร็จดีนัก -_-a
บรรยากาศการสู้ศึกย่างเกาหลี (ก็คือหมูกระทะนั่นแหละ)
สารรูปของไก่เมพครึ่งจาน ,, อีกครึ่งจานอยู่บนเตา
ตกดึกแล้วประชากรผู้มาเข้าประชันในร้านหมูกระทะเยอะมากๆ

จริงๆ มีหมูกระทะอีกร้านถัดไปอีกหน่อยชื่อร้านมาลัย เจ้าถิ่นบอกว่าร้านนี้ไม่แหล่มเท่าวันดี แต่ว่ามีเนื้อวัวให้กินด้วย

บ้านลอยนวล

เนื่องจากจขบ. กินยังไม่อิ่ม เลยมาต่อที่บ้านลอยนวลซึ่งอยู่ด้านหลังริเวอร์รีสอร์ทที่จขบ. พักอยู่,, ที่นี่เป็นร้านอาหารสวยๆ ติดริมน้ำ ตกแต่งร้านแนวร่วมสมัย หลายๆ ครั้งร้านนี้ได้รับเกียรติต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยียนด้วย ,, เจ้าถิ่นบอกว่าที่นี่นอกจากอาหารอร่อย บรรยากาศดี จะเลือกนั่งกินข้าวแบบจริงจังหรือว่าจะสั่งกับแกล้มพร้อมจิบเบียร์ก็ได้ครับ ,, ที่สำคัญจุดเด่นอีกอย่างคือเจ้าของร้านครับ

ณ ร้านอาหารบ้านลอยนวลครับ
บรรยากาศส่วนนึงภายในบ้านลอยนวล
ทอดมันปลา ,, ส่งประกวดในฐานะกับแกล้ม
ข้าวกรอบๆ คลุกแหนม ,, สุดยอดกับแกล้มแห่งปี

ทีแรกผมเห็นก็แค่ลุงแก่ๆ ธรรมดา มันจะเด่นอะไรเหรอ ,, แต่อีกสักพักเท่านั้นแหละครับ แกก็ถือ ukulele เดินเล่นตามโต๊ะต่างๆ แบบเป็นกันเอง (แต่เพลงนี่ต้องย้อนไปประมาณ 30-40 ปีนะ) แถมอีกสักพักแกก็ไปนั่งตรงลานข้างหน้า เล่นเองร้องเองอย่างเมพ ทั้งกีตาร์ เปียโน และไวโอลิน ,, แถมเสียงของคุณพี่เจ้าของร้านนี่ระดับศิลปินยังอาย เพราะแกร้องเพราะมาก ในจังหวะนั้นเหมือนผมติดในภวังค์คล้ายกับดูศิลปินระดับโลกแสดงอยู่ต่อหน้า ,, แอบอัดวิดีโอมาหน่อยนึงด้วย hTC HD7 ฮะ

เจ้าของร้านเล่นดนตรีแล้วคร้าบบบบ

สุดท้ายเลยไปแจมกับพี่เจ้าของร้านหน่อยนึง ^^

มาสระแก้วห้ามพลาดร้านนี้นะครับ

กิจกรรมพิเศษในคืนนี้

จริงๆ วันที่ผมไปมันเป็นวันมาฆบูชาพอดี (รับรู้กันให้ทั่วว่าดอง blog ไว้นานมากๆ) เท่าที่สังเกตคนจะชอบไปที่วัดสระแก้ว ซึ่งเป็นวัดใหญ่และคนค่อนข้างเยอะมากๆ เจ้าถิ่นเค้าก็เลยพาผมไปเวียนเทียนที่วัดศาลาลำดวน (ซึ่งต้องขับออกนอกเมืองไปหน่อย)

ดอกไม้, ธูปเทียนเตรียมพร้อมแล้วกับวันมาฆบูชา
อุโบสถของวัดศาลาลำดวน ,, ในคืนวันเพ็ญครับ

วัดศาลาลำดวนเป็นวัดที่สวยและได้รับการดูแลดีมาก ทั้งเรื่องความสะอาดและการดูแลสภาพโดยรอบวัด ,, ขนาดอยู่ไกลจากตัวเมืองแต่ก็มีคนมาเวียนเทียนไม่น้อยเลยทีเดียว

มีคนมาเวียนเทียนไม่น้อยเลยนะเนี่ย
ทักษิณานุประทาน 3 รอบแล้ว
นับเทียนดูแล้วจะรู้ว่ามีคนมากี่คน (ซึ่งเยอะมาก)

ที่ผมชอบคือบรรยากาศที่ครอบครัวพากันมาเวียนเทียน มีทั้งวัยรุ่นหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่พี่น้องและลูกเด็กเล็กแดงก็ขนๆ กันมา เรียกว่ามากันเต็มวัด ,, อบอุ่นดีจัง

พ่อแม่ก็พาเด็กๆ มาเวียนเทียนกันไม่น้อยเลย
พาเจ้าตัวน้อยมาไหว้พระครับ ,, น่ารักมาก

เอาว่าขอไปพักก่อน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปทัวร์สระแก้วในโซนไกลๆ กันต่อ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโชคชัยสี่

หลังจากที่ผมได้ทำ blog กินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่หลายครั้ง
จนหลายๆ คนต้องการตัวผมไปพิสูจน์ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อในหลายๆ ที่
วันนี้ผมมาตามคำเชิญของ @ahohey และ @pimoooo เพื่อมาพิสูจน์ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ 3 ร้านย่านโชคชัยสี่ครับ
ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยไปแถวนี้มาก่อนเลย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ดึงดูดและน่าค้นหาสำหรับผม

เริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้

เพื่อความไม่สับสนผม ก็ต้องพึ่งพาแผนที่กันนิดนึงครับ
จากนั้นก็ลองปักหมุดไล่ร้านมาเลย ตั้งแต่ต้นซอย 23 จนถึงร้านสุดท้ายที่ซอย 53 ครับ


View ก๋วยเตี๋ยวโชคชัย 4 in a larger map

เอาเป็นว่า เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านแรก “สว่างอรุณ”

ร้านแรกชื่อสว่างอรุณ ตั้งอยู่ปากซอย 23 ติดถนนเลยครับ ตรงข้ามหมู่บ้าน จากแผนที่เป็นหมุดตัวสีน้ำเงินครับ
เป็นร้านที่หาไม่ยากครับ สังเกตง่ายๆ คนจะค่อนข้างเยอะตลอดจนต้องขยายโต๊ะมาหน้าร้านข้างๆ
ในร้านดูสะอาดดีครับ (แต่คนเต็ม เลยต้องมานั่งฟุตบาทหน้าร้านข้างๆ แทน)

หน้าร้านสว่างอรุณ

เมนูที่สั่งเป็นเกาเหลารวม เนื่องจากไม่ทราบว่าอะไรอร่อยบ้าง
ทีนี้ถ้วยที่สั่งมาก็เลยรวมจริงๆ ครับ เครื่องในเยอะกับอะไรไม่รู้ไปหน่อย
แต่ก็ดีครับ ใส่มาทั้งเอ็น ดอกจอก ปอด ส่วนเนื้อสดก็มีบ้าง แต่ไม่ค่อยจุใจ

เกาเหลาเนื้อรวมของร้านสว่างอรุณ
ดอกจอกในถ้วย

ราคาถ้วยละ 50 บาท กับปริมาณที่ได้ถือว่าเยอะใช้ได้ครับ
ถ้าคนทั่วไปคิดว่ากิน 1 ถ้วย + ข้าว 1 ถ้วย = อิ่มพอดีครับ
(แต่วันนี้ผมต้องกิน 3 ที่ เฮือกกก ^^)

ปริมาณต่อถ้วยถือว่าเยอะใช้ได้เลย

หลังจากชิม (ในปริมาณที่เรียกว่าแดก) แล้วส่วนตัวผมว่าพอใช้ครับ
ผมว่าซุปมันหวานไปหน่อย กลิ่นเนื้อในน้ำซุปถือว่าปานกลาง
ส่วนเครื่องในก็ต้มได้นุ่มดี ไม่มีกลิ่นคาว เอ็นก็ต้มได้จนนุ่ม เอาเหงือกกัดก็ขาดได้
เนื้อสดชิ้นใหญ่ นุ่ม และถือว่าอร่อยเลยทีเดียว ส่วนเนื้อเปี่อยถือว่ากลางๆ

เอ็นต้มเปื่อย อร่อยดีครับ
เนื้อสดนี่ผมว่าโอเคเลยนะ

ส่วนตัวร้านนี้ถือว่าโอเคครับ อร่อยปานกลาง แต่ก็ไม่ได้ตราตรึงมากนัก

ร้านที่สอง กับ “รส ชวนชิม”

ร้านนี้เป็นหมุดสีแดงนะครับ
ร้านอยู่หน้าปากซอย 43 ครับ สังเกตไม่ยากเท่าไหร่ครับ
โดยฝั่งนึงเป็นหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวเนื้อ อีกฝั่งต้มก๋วยเตี๋ยวเป็ด

ร้านรส ชวนชิมครับ

ร้านนี้ที่เด็ด (เค้าบอกมา) คือหม้อไฟครับ งานนี้ก็เลยจัดหม้อไฟมาชุดนึง
หม้อนึงราคา 100 บาท ปริมาณ 4-5 คนกินกำลังพอดีครับ
ภายในหม้อมีแทบทุกอย่างครับ ทั้งเนื้อสด เปื่อย เครื่องใน เอ็น แล้วแยกผักมาในจาน ตักเติมเองตามใจ

หม้อไฟเนื้อเต็มแน่น

ส่วนตัวผมชอบกลิ่นและรสชาติของน้ำซุปร้านนี้มากกว่าสว่างอรุณนะ มันเข้าถึงและเข้มข้นกว่า
รวมทั้งรสชาติน้ำซุปที่ไม่หวานจนเกินไป และร้อนตลอดเวลา (จากความเป็นหม้อไฟ)

ภายในหม้อไฟ เนื้อ-เครื่องในทั้งนั้น

ส่วนเนื้อเปื่อยผมว่าคล้ายๆ กัน ส่วนเนื้อสดที่นี่จะออกแนวสุกและเหนียวไปหน่อย
ส่วนเครื่องในที่นี่ต้มคล้ายๆ กัน แต่ความหลากหลายน้อยกว่าที่สว่างอรุณ
ส่วนลูกชิ้นผมรู้สึกว่าอร่อยกว่าเช่นกัน

เนื้ออร่อยแซบมากกกกก

สองร้านถือว่าอร่อยใกล้ๆ กัน แต่ส่วนตัวผมชอบร้านนี้มากกว่าครับ

ร้านที่สาม “รสเยี่ยม”

ตอนนี้อิ่มใช้ได้แล้ว แต่ยังเหลืออีกร้านนึง เอาเป็นว่าลุยครับกับร้านที่ 3
ร้านนี้จากแผนที่คือหมุดสีเหลือง (ร้านบนสุด) หน้าปากซอย 53 ครับ เลยเซเว่นมานิดนึง

หน้าร้านลูกชิ้น รสเยี่ยมครับ

ร้านนี้จากกลิ่นไอจะออกแนวโปร่งๆ ครับ ไม่ได้เป็นเนื้ออบอวลเหมือนสองร้านที่ผ่านมา
พอมาถึงแล้วก็สั่งเกาเหลาเนื้อมาเลยครับ ที่ร้านมีแต่ลูกชิ้นเนื้อกับเนื้อสดเท่านั้น
เอาเป็นว่า เอามาเถอะครับ

เกาเหลาเนื้อสด-ลูกชิ้น

เห็นเกาเหลาตอนแรกแล้วคิดถึงช่วงที่เป็นเด็กๆ เลย ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสไรงี้
ช่างต่างกับสองร้านแรกอย่างสิ้นเชิง

น่ากินดีเหมือนกันนะครับ!!!

กับเกาเหลาเนื้อน้ำใสร้านนี้ผมว่ายังไม่ผ่านนะครับ แถมเนื้อก็ลวกสุกไปจนเหนียว
ส่วนลูกชิ้นที่ร้านผมว่าโอเคเลย อร่อยเท่าๆ กับร้านรสชวนชิม
จริงๆ ร้านแบบนี้มันต้องเส้นหมี่แห้ง แล้วเป็นเนื้อลวกโปะหน้า คู่กับซุปน้ำใสน่าจะเหมาะกว่า
สนนราคาเกาเหลาน้ำใส 30 บาทครับ

เนื้อสดแอบสุกไปหน่อย

หลังจากกินมาสามร้าน อยากบอกว่าอิ่มมากกก อิ่มได้อีก
จริงๆ ในโชคชัยสี่ยังมีอะไรน่ากินอีกมากมาย ไว้คราวหน้ามีโอกาส จะมาหาอะไรกินอีก

ที่มากินครั้งนี้

ก่อนอื่นต้องขอบคุณ @ahohey ที่เป็น navigator ชี้นำทางร้านอร่อยในครั้งนี้ และต้องขอบคุณ @pimoooo ที่เป็นผู้นำทางการเดินทางในครั้งนี้ครับ

สำหรัยทั้งสามร้าน ถ้าถามว่าอะไรอร่อยสุด มันตอบยาก เพราะแต่ละร้านก็มีข้อดีด้อยที่ต่างกัน
แถมรูปแบบที่มา เป็นถ้วยเป็นหม้อไฟ น้ำข้นและน้ำใส มันก็ยังต่างกันอีก เลยเทียบกันยาก
แต่ส่วนตัวผมประทับใจร้านรส ชวนชิมสุดนะ ผมว่ากลิ่นเนื้อมันเข้มข้นดี บรรยากาศร้านก็แนวๆ ดี
อีกอย่างบรรยากาศการกินหม้อไฟมันอร่อยกว่ากินถ้วยคนเดียวนะ
แต่ถ้าถามเรื่องเนื้อจริงๆ ยังสู้ร้านที่ผมเคยเขียนไว้ไม่ได้จริงๆ

ว่าแต่ ขึ้นชื่อ blog ก๋วยเตี๋ยวแต่ไม่มีก๋วยเตี๋ยวเลยเนอะ ^^