การจัดการแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกอย่างง่าย

หลังจากที่ผมทำบล๊อกอาหารเยอะมากๆ ตะลุยกินทั่วสารทิศ ทำจนหามรุ่งหามค่ำ คนดูก็เยอะดี จนวันนี้ ผมต้องขอทำ blog วิชาการนิดนึง เดี๋ยวเค้าจะไม่นับผมเป็น blog การแพทย์แล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมทำ blog วิชาการ ค่า stat ของ blog จะลดลงตลอด อืมมม

วันนี้หวังว่าจะมีคนอ่านเยอะๆๆ นะครับ

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

เนื่องจากการกินปิ้งย่างเยอะและในช่วงนี้ผมวนวอร์ดศัลยกรรม ทำให้คิดถึงเคสคนไข้เก่าๆ ที่ผมเคยเจอและปัญหาความเข้าใจผิดในการจัดการเรื่องอุบัติเหตุทั่วไปในทางประหลาดๆ จึงประกอบกันเป็นหัวเรื่องที่ผมจะพูดใน Entry นี้ คือ ปัญหาไฟไหม้-น้ำร้อนลวก หรือ Burn ครับ แต่วันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียดลึกมาก เอาแค่คร่าวๆ ที่คนทั่วไปอ่านแล้วพอเข้าใจ และถ้าจำไปใช้ก็ทำได้

ถ้าพูดเรื่องไหม้ๆ (Burns) เราหมายความได้ถึงหลายกรณีนะครับ ได้แก่

  • การโดยเปลวไฟเผา หรือ Flame ทั้งแบบไฟไหม้ แดดเผา เปลวเพลิง
  • การโดนน้ำร้อนราด หรือภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า Scald ครับ
  • การสัมผัสกับวัตถุร้อน หรือ Contact hot objects เช่น โดนเหล็กร้อนนาบ ถ่านไม้กระเด็นใส่ หรือโดนเตารีด ซึ่งในที่นี่ ไม่นับพวกน้ำตาเทียน กุญแจ หรือแส้ต่างๆ
  • การโดนไฟฟ้าช็อตก็นับเหมือนกัน แบบนี้เรียก Electrical burn ครับ
  • การโดนสารเคมีเผาไหม้ โดยเฉพาะสารกรดด่างหรือสารกัดกร่อนต่างๆ เรียก Chemical burn
  • อีกแบบที่ไม่นึกถึงว่าเป็น burn คือการสูดดมควันและเปลวไฟ เช่นการอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้ แล้วเราต้องสูดดมความร้อนและเขม่าเข้าไป แบบนี้ก็นับเหมือนกัน เรียกว่า Inhalation burn

วันนี้ผมขออนุญาตพูดเฉพาะ 3 อันแรกนะครับ นั่นคือ Flame, Scald, Contact hot objects ครับ เนื่องจากมีแนวทางการจัดการเบื้องต้นคล้ายๆ กัน

First aid of Burns

จริงๆ เหมือนจะเป็นอะไรที่ดูยาก แต่ concept การรักษาและการดูแลบาดแผลโดนความร้อนมีสามอย่างครับ คือ “ลดพื้นที่ผิวที่จะถูกความร้อนทำลาย, ลดอาการปวดแสบ, และลดการปนเปื้อนเชื้อโรค” ครับ แค่นี้จริงๆ ซึ่งไอ้สามอย่างนี้ เรามาแตกแขนงต่อกันครับ

แผลเพิ่งโดนลวกมาใหม่ๆ ทำอะไรดี

ผมเชื่อมั่นว่าคนไทยร้อยละ 50 จะต้องคิดถึงยาสีฟันมาอันดับแรก ,,, ถูกใจล่ะซี้ แต่คำตอบคือผิดครับ ,,, ที่ผมเคยเจอมีมากกว่านั้นอีกนะครับ มีทั้งดิน มีทั้งน้ำปลา มีข้าวเหนียว เอามาโปะแผล เอ้ย!!! จริงๆ ครับ ผมพอเข้าใจว่าจังหวะนั้นมันตกใจ ใครบอกอะไรก็ทำหมด

แต่จริงๆสิ่งที่ควรนำมาเลยคือน้ำครับ ซึ่งน้ำที่เอามา ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิในช่วง 5-25 องศาเซลเซียส คิดไม่ออกก็เอาน้ำก๊อกนั่นแหละครับ หรือจะเถียงผมว่าเอาน้ำก๊อกหน้าร้อนมันร้อนตั้ง 40 องศา ,, งั้นก็เอาผสมน้ำเย็นในตู้เย็นแล้วกันครับ เอาให้เราเอามือจุ่มแล้วมันเย็นๆ ก็พอได้ เอามาราดแผลเลยครับ ซึ่งจุดนี้เราจะได้ทั้งการทำความสะอาดแผล การขยายขนาดแผล และการลดการเจ็บปวด

แต่อย่างไรก็ดี น้ำแข็งหรือน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสไม่ควรเอามาใช้ครับ แม้ว่าหลักการทางตรรกะมันจะบอกว่ายิ่งเย็นมันก็น่าจะดับร้อนได้ดี แต่จริงๆ ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนมากกว่านั้นครับ เพราะความเย็นที่มากเกินไปมันจะทำให้หลอดเลือดที่อยู่ชั้นใต้ผิวหนังหดตัวมากเกินไป จนทำให้เนื้อเยื่อที่เปราะบางบริเวณนั้นเกิดการขาดเลือดและตายได้

หลังจากซัดน้ำเย็นไปแล้ว อีกสิ่งที่ผมจะแนะนำคือ การเอาผ้าขนหนูสะอาดชุบน้ำเย็นมาห่อบริเวณแผลครับ อันนี้มีประโยชน์มากๆๆ เพื่อให้รักษาความเย็นแก่บริเวณผิวหนังให้ยาวนานขึ้น หรือระหว่างที่เราไปหาหมอ เราคงเอาต่อสายยางจากบ้านไปโรงพยาบาลราดน้ำตลอดทางได้ รวมทั้งถ้าเราเจอคนที่กำลังไฟไหม้ตัวอยู่ก็สามารถเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเอาไปดับไฟได้

ไฟไหม้ผิวหนังแบบไหนควรไปหาหมอ

จริงๆ ส่วนตัวผมแนะนำว่าแผลไฟไหม้เกือบทุกแบบควรไปหาหมอ ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ยิ่งควรไปหาซักครั้งก็ยังดี อย่างน้อยเพื่อประเมินแผลและทำแผลอย่างถูกต้องซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากการที่ผิวหนังถูกไฟไหม้ เราจะสูญเสียความสามารถของผิวหนังไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันเชื้อโรคและการปกป้องความชุ่มชื้น

การประเมินบาดแผลไฟไหม้ หมอเค้าจะประเมินเรื่องขนาด (Extend of burn area) และระดับความรุนแรง (Degree of burn area) ครับ (ซึ่งขอไม่กล่าวในที่นี้ เพราะมันจะลึกเกินไป) โดยทั้งสองจะเอามาควบคู่กันเพื่อวางแนวทางการรักษาต่อไป

ส่วนบาดแผลไฟไหม้ที่อันตรายที่ควรไฟหาหมออย่างยิ่งยวด (และอาจต้องนานโรงพยาบาลด้วย) ได้แก่

  • บาดแผลไฟไหม้รุนแรง เช่น บาดแผลไฟไหม้ระดับสองมากกว่า 15% ของพื้นที่ผิว หรือบาดแผลไฟไหม้ระดับสาม มากกว่า 5% ของพื้นที่ผิว หากความรุนแรงระดับนี้หรือมากกว่านี้ควรนอนโรงพยาบาล
  • บาดแผลไฟไหม้ที่เกิดกับเด็ก (น้อยกว่า 10 ปี) หรือคนแก่ (มากกว่า 50 ปี) หรือมีโรคประจำตัว เช่นเบาหวาน เป็นต้น
  • บาดแผลไฟไหม้บริเวณหน้า, มือ, เท้า และศรีษะ
  • บาดแผลไฟไหม้ที่มาจากไฟฟ้า (Electrical burn), จากสารเคมี (Chemical burn) และ Inhalation burn เพราะพวกนี้มีภาวะแทรกซ้อนเยอะครับ

ต้องกินยาฆ่าเชื้อเลยไหม? ทาอะไรที่แผลดี?

จริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำแผลครับ การทำแผล burn ควรจะมาทำที่โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานีอนามัยใกล้บ้านครับ (ไม่ควรทำแผลด้วยตัวเอง) ซึ่งมันจำเป็นต้องล้างด้วยน้ำสะอาด และไม่ควรเอา Betadine รดไปบริเวณแผลโดยตรง เพราะตัว Iodine ใน Betadine นอกจากที่จะทำลายเชื้อโรคแล้ว มันยังทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ หรือเนื้อเยื่อที่กำลังอ่อนแอไปด้วย การทำแผล Burn ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เค้านิยมใช้ silve sulfadiazine ซึ่งควบคุมเชื้อได้ดี และไม่ระคายเคืองผิวหนังมากนัก,, การทำแผลต้องทำทุกวัน จนกว่าหมอบอกว่าโอเค

ส่วนยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน มีทั้งงานวิจัยที่สนับสนุนและคัดค้าน กล่าวคือ ฝ่ายสนับสนุนก็แนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Penicillin เนื่องจากสามารถควบคุมเชื้อโรคที่อยู่บริเวณผิวหนังได้ดี ส่วนกลุ่มคัดค้านก็เชื่อว่าอัตราการติดเชื้อที่สำคัญขึ้นอยู่กับการทำแผลมากกว่าที่จะกินยาป้องกัน รวมทั้งการให้ยาฆ่าเชื้อเกินความจำเป็น อาจก่อให้เกิดการดื้อยาได้ด้วย

เอ็นทรี่นี้มีแต่ตัวหนังสือเยอะๆๆ

พยายามหารูปมาลง แต่เห็นรูปแล้วไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ เลยไม่เอามาลงดีกว่า เอาเป็นว่าถ้าขี้เกียจอ่านด้วนบน ก็จำเอาแค่นี้ครับ

  • น้ำเย็น+ผ้าขนหนูชุบน้ำโปะแผลพอ ไม่ต้องอย่างอื่น
  • ไปหาหมอก่อน ชัวร์สุด
  • ไฟช๊อต, สารเคมี, เด็ก, คนแก่, โดนไหม้ที่หน้า-มือ-เท้า-หัว = รีบไปหาหมอ
  • ให้หมอประเมินแผลและทำแผลให้ก่อน อย่าเพิ่งซ่ามาก

จำได้สี่ข้อพอละครับ 😉

เอกสารอ้างอิง

  • Sawada Y, Urushitade S, Yotsuyanagi T, et al,. Is prolonged and excessive cooling of a scalded wound effective?. Burns. 1997; 23; 55-58.
  • อภิชาติ พลอยสังวาลย์. Pitfall in burn management. เมดิคอลไทม์. 2006. 13-20.

บาดแผลฟกช้ำและการดูแล

เนื่องจากวันนี้มีพี่สาวคนนึงมาถามผม เพราะแกประสบอุบัติเหตุตกบันไดจากการเล่น BlackBerry Massaging (BBM) แล้วทีนี้เธอก็เกิดรอยฟกช้ำบริเวณข้อเท้า ซึ่งจริงๆ แนวทางการจัดการเรื่องพวกนี้ควรเริ่มที่สาเหตุครับ คือ การงดเล่นโปรแกรม Chat ระหว่างที่เดิน แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็มีเยอะแยะเลย เช่น application ที่เลือกใช้ควรมีการป้ององกันอุบัติเหตุเหล่านี้ เช่น ใช้กล้องถ่ายรูปให้เรามองทะลุเห็นข้างหลังได้ แล้วเราเดิน chat ไปด้วยได้ เวลาเดินไป tweet ไป เราจะได้เห็นทาง แต่การทำ app แบบนั้น ผมทำไม่เป็น วันนี้ผมก็มาบอกการดูแลเรื่องปลายเหตุอีกวิธี นั่นคือ การดูแลแผลฟกช้ำ

การฟกช้ำมันคืออะไร

จริงๆ การฟกช้ำหรือ Bruise ที่มากกว่าภายนอก แต่นิยามของคำว่าฟกช้ำคือมีการรั่วของเลือดออกมาบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยรอบๆ ส่วนมากจะเกิดจากแรงกระแทก หรือพวก blunt forces ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนังแตกและมีเลือดรั่วไหลออกมา

โดยเลือดที่ออกมาในชั้นผิวหนังช่วงแรกๆ เราจะเป็นสีแดงๆ แต่จากนั้น มันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเป็นสีม่วง/เทา สีเขียว และกลายเป็นสีน้ำตาลในที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนสีของมัน เกิดจากเลือดที่ไหลรั่วออกมาถูกแปรสภาพและทำลายไป ซึ่งแต่ละช่วงก็ให้สีที่ต่างกัน โดยขบวนการเปลี่ยนสีจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ตั้งแต่เลือดไหลรั่วออกมาจากหลอดเลือดที่ได้รับความเสียหาย

ถ้าการฟกช้ำมีแค่ เลือดออกใต้ผิวหนังก็ไม่มีอะไรมาก แต่ที่มีอะไรคือการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียงหรือ Assocoiated injury เช่น หกล้มหัวกระแทก มีกระดูกหัก หรือมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

การดูแลบาดแผลฟกช้ำ

เมื่อเข้าใจพื้นฐาน การเกิดโรคแล้ว เราก็ลองมาจัดการมันดูครับ เพราะการดูแลในช่วงแรกนั้นสำคัญมากครับ

อย่างแรกคงเป็นการ ห้ามเลือดที่ออกมา รวมทั้งลดการบอบช้ำและการอักเสบของกล้ามเนื้อและโครงสร้างต่างๆ โดยสิ่งที่ทำอันดับแรก ก็คือ การประคบเย็นครับ ตั้งแต่รู้ตัวว่าบาดเจ็บก็ประคบเลยครับ ไม่ต้องรอให้บวมหรือเห็นรอยช้ำ อาจใช้ก้อนน้ำแข็งหรือ Hot-Cold pack ก็ได้ ช่วงเวลาในแต่ละตำรามีต่างกัน บ้าง แต่ส่วนมากอยู่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก โดยมีเทคนิคการประคบนิดนึงคือเราอาจเอาผ้าห่อเจลฟ้าหรือถุงน้ำแข็งก่อนชั้นนึง ถ้ามันเย็นมากไป โดยการประคบเย็นจะช่วยลดทำให้หลอดเลือดมันหดตัว เลือดไหลซึมออกมาลดลง และยังลด enzymes และสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอักเสบลงอีกด้วย

ส่วนเรื่องการทายาวันแรก อาจไม่จำเป็นมากเท่าไหร่ครับ ถ้าอยากทายามากๆ ก็เป็นพวก Voltaren emulgel, reparil gel, หรือ Counterpain cool ครับ สังเกตว่ายาพวกนี้ทาแล้วจะไม่ร้อนครับ จะออกแนวเย็นๆ หรือเฉยๆ มากกว่า โดยการทายาก็ทาบางๆ ครับ ไม่ต้องทาหนาเตอะ เพราะส่วนที่ยาจะทำงานจะเป็นเพียงชั้นที่มันสัมผัสผิวกับเราเพียงชั้นเดียว นอกจากนั้นการพันผ้าหรือ bandage จะช่วยเรื่องการดูดซึมตัวยาลงสู่ชั้นผิวหนังได้เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากการประคบเย็นแล้ว ในช่วงวันแรกที่แนะนำให้ทำคือ การพักครับ อย่าไปขยับบริเวณนั้นมาก เช่น หลีกเลี่ยงการเดินช๊อปปิ้งไรงี้ และยังแนะนำการยกขาสูงด้วย ไม่ต้องสูงถึงยิมนาสติกนะครับ เอาแค่อวัยวะส่วนปลายสูงกว่าแผลฟกช้ำก็พอ เช่น ตอนนอนก็หาหมอนมาหนุนซักใบ

ส่วนสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงวันแรกคือ การบีบนวดและการทายาที่มีส่วนผสมของ Methylsalicylate เช่น Counterpain, Neotica balm หรือแม้แต่ยาหม่อง

ต่อไปหลัง 24-48 ชม. ช่วงนี้ให้เปลี่ยนจากประคบเย็นเป็นประคบอุ่นแทน ถ้าถามอุ่นแค่ไหน เอาแบบให้เรารู้สึกสบายๆ ครับ โดยประมาณ 40 องศา และช่วงนี้ก็สามารถทายาที่ห้ามทาช่วงแรกๆ ได้ครับ เพราะพวกยานี้ให้ฤทธิ์คล้ายๆ กับการประคบอุ่น คือ มันทำให้หลอดเลือดขยายตัว โดยเค้าเชื่อว่าการที่หลอดเลือดขยายตัวจะช่วยเอาพวกเลือดที่ค้างอยู่ออก และก็ให้มีเลือดใหม่ๆ พาสารอาหารและ oxygen มาเลี้ยงและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ส่วนการพันผ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเสมอไป จะพันก็ดีไม่พันก็ได้ ถ้าพันไม่เป็นหรือไม่มีใครพันให้ก็โอเคครับ ส่วนการนวดควรหลีกเลี่ยงครับ