สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 1 :: ดราม่าที่ Osaka – Nara

กับการเดินทางที่แสนยาวนาน เราทั้งสี่ (คนสองคน+รถสองคัน) ก็มาถึงญี่ปุ่นตอนหกโมงเช้า

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่บ่ายโมงและบินจริงราวๆ สี่โมงเย็น
รอ Transit ที่ฮ่องกง และเริ่มบินอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ
ขาไปเราใช้บริการของสายการบิน Cathay ซึ่งเป็น Full service
โดยรวมผมว่าโอเคนะ ให้น้ำหนักมา 30กก./คน โดยไม่จำกัดชิ้น/ขนาด แถม check through ให้
บนเครื่องมีหนังดู มีของกินแจก มีสายรูเสียบชาร์จไฟให้

หลังจากผ่านตม.และศุลกากรญี่ปุ่น เราก็เดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟ โดยเราเลือกสายที่เป็น JR
เพราะว่าเราจะลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อไปสถานี Tamatsukuri ที่เป็นที่พักของเราครับ
(ส่วนถ้าใครจะไปลง Namba ให้เลือกไปรถไฟสาย Nankai จะง่ายกว่า ,, แต่ตู้ขายตั๋วก็ติดๆ กันอะนะ)
พอรถไฟมา ผมก็สะพายเป้ใบยักษ์พร้อมกล่องจักรยาน, ส่วนภรรยาก็มีเป้น้อยและกล่องจักรยานอีกใบ
เริ่มที่สนามบินนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เราเข็นกล่องขึ้นได้แบบสบายๆ
จนรถไฟเริ่มเคลื่อน และรับคนจากสถานีต่างๆ มาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า ภาระใหญ่หลวงกำลังจะมา
ถูกต้องครับ!!! คนกำลังไปทำงาน+เรียนหนังสือ และอัดแน่นเต็มรถไฟ
แม้ว่าจะไม่แน่นเท่ากับที่โตเกียว แต่ไม่มีใครมองที่กล่องใบยักษ์สองกล่องนั่น ซึ่งหมายถึงมันมีขนาดเท่ากับ 5-6 คนยืน!!!
ผมพยายามลดขนาดตัวเองโดยการเอากล่องสองกล่องมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วเอาเป้ยักษ์วางบนกล่องอีกที
แต่ก็รู้สึกตัวเองเกะกะชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงโคตรๆๆ
พอถึงสถานี Tennoji ก็กราบขอทางชาวญี่ปุ่นแล้วเหวี่ยงกล่องจักรยานออก (โชคดีที่ Tennoji คนลงค่อนข้างเยอะด้วย เลยเนียนลงไม่ยาก)

จากนั้นเราก็ต่อจาก Tennoji ไปยังสถานี Tamatsukuri
เราก็ย้ายตัวเองและสัมภาระจาก Airport line มายัง Osaka loop line ครับ
ที่ญี่ปุ่นนี่ ดีอย่าง คือ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีลิฟต์คอยบริการตลอด แล้วเจ้า MOVE สองกล่อง ก็ยัดเข้าลิฟต์ได้พอดี
ตอนนี้เราไม่ได้ขึ้นที่ต้นสถานีอีก แถมเป็นช่วงเวลาที่คนค่อนข้างเยอะด้วย
เราจึงแยกกันคนละประตู (แต่ใกล้ๆ กัน) พยายามเล็งตู้ที่คนน้อยๆ แล้วรีบพุ่งไปครับ
ด้วยความตื่นเต้น เร่งรีบ และสายตาหลายสิบคู่ พอใกล้ถึงผมจึงส่งสัญญาณให้แฟนลง แล้วเราก็ถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ
แต่พอลากกระเป๋าออกจากสถานีเท่านั้นแหละครับ ผมสะดุ้งเลย!!
เพราะลงผิดสถานี T_T

ทำให้ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่น เราต้องลากกล่องและสัมภาระเดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร
เพราะเราดันไปลงสถานี Tsuruhashi แทนที่จะเป็น Tamatsukuri (ก็ชื่อมันคล้ายกันนี่นา)
แต่อากาศบ้านเค้ากำลังดีครับ, ฟุตบาทเดินง่าย แป้บเดียวก็ถึงครับ
แต่ไหนหว่าโรงแรม

ว่าด้วย Grandouce Tamatsukuri

โรวแรมที่เราจองชื่อ Grandouce Tamatsukuri ครับ ซึ่งเราจองผ่าน Booking อีกที
ที่นี่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ ครับ, ทำเลดูดีมากๆ ห้องดูดีมากๆ ราคาไม่แพงด้วย
ทีแรก เราค้นจาก Google street view แต่ไม่แน่ใจทำเลที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะอยู่ในซอย หลังร้านซักผ้าหยอดเหรียญ

พอใกล้ถึงเราก็พยายามหาโรงแรมที่จองไว้ครับ แต่ก็ไม่เห็นมีนะ ดูแล้วก็มีตึกสำนักงานและบ้านคน
เราก็เลยเดินหาร้านซักผ้าหยอดเหรียญครับ ,, เอ ร้านซักผ้าก็อยู่ตรงนี้นี่นา
เดินวนอยู่หลายที และเปรียบเทียบกับแผนที่บน Google street view ก็คิดว่า เจ้าตึกนี่แหละใช่แน่ๆ

ตึกนี้น่าจะเป็นตึกที่กำลังสร้างเสร็จครับ ข้างหน้าดูเป็นอพาร์ตเมนต์ จนเราเข้าไปสำรวจตึก ก็มีกระดาษแปะว่า
“Grandouce Tamatsukuri” พร้อมทั้งให้เบอร์โทรไว้
“เย่!!! ถึงสักที อยา่กฝากของไว้ แล้วจะไปปั่นรอบโอซาก้า” ในใจผมคิดแบบนั้น
แต่เอ๋…. พอเข้าไปจริงๆ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ใดๆ
ข้างหน้าเป็นประตูสองชั้น ซึ่งการเข้าไปชั้นที่ 2 ต้องมีคีย์การ์ด ,, ส่วนด้านหลังเป็นที่จอดจักรยาน
แถม Sim2fly ที่เราเปิด ก็ไม่สามารถใช้โทรออกไปยังเบอร์ที่เค้าเขียนได้
พยายามเช็คเมลที่จองไว้ ทางโรงแรมถามเรื่องพาสปอตและรายละเอียดผู้เข้าพัก แล้วบอกว่าจะส่งกุญแจให้
ภรรยาผมจัดการส่งพวกนี้+กรอกรายละเอียดไปนานมากๆ แต่เราพยายามเช็คเมลที่ตอบกลับก็ไม่มี
อ่าว… ทีนี้ทำไง ยืนงงอยู่หน้าอพาตเมนต์

“มันคงไม่มีวิธีอื่น นอกจากที่เราจะโทรหาเค้าแล้วล่ะ”
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนซิม ก็มีป้าคนนึงเดินจะเข้าไปในตัวตึก ภรรยาผมแกก็ถามป้าเรื่องโรงแรม
ป้าแกเหมือนทำหน้างง แล้วพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่น… อืมมมม จบเห่ละกู
แล้วแกก็หายไปแป้บนึง ควักมือถือออกมาคุย LINE กับใครสักคน จากนั้นแกก็โทรหาเบอร์นั้น
ผมกับปลายสาย เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น…)
แรกๆ แกก็ตรวจสอบเรื่องรายละเอียดการพัก การโอนเงิน ,, ซึ่งโอนแล้ว
แล้วดันมาโป๊ะแตกที่แกไม่ได้ส่งวิธีการเข้าตึกมาให้ แถมวันนี้เราเช็คอินตอนหกโมงเย็นด้วย!!!
โอยน่อ…. ล่มสลายๆๆๆ

สุดท้าย กว่าจะเดินไปทำตามวิธีได้ กว่าจะกดโค้ดเพื่อเอากุญแจ กว่าจะทำนั่นนี่ได้ คุยกันจนเหนื่อย
(ขอบคุณป้าที่ให้ผมยืมมือถือสิบกว่านาที ฮาๆๆๆ)
และโชคก็เป็นของเรา ที่เมื่อวานไม่ได้มีใครมาพัก ,, วันนี้เลยสามารถเข้าได้ก่อนเวลา
จากนั้นเราก็รีบเอาของไปโยนไว้บนห้อง และรีบลงมาประกอบจักรยานเตรียมพร้อมปั่น

แต่ก่อนอื่นใด ต้องชมสภาพห้องที่นี่นะครับ ดีและใหม่มากๆๆๆๆๆ มีส้วมเปิดฝาอัตโนมัติด้วย ฮาๆๆๆๆ
มีอ่างอาบน้ำให้ มีครัวเล็กๆ ให้ มีไมโครเวฟ มีตู้เย็นให้ ทุกอย่างดูดี เป็นสัดส่วนและครบถ้วน และราคาไม่แพงด้วย
ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าแนะนำมากๆ หากต้องพักหลายวันหน่อย

Warm up :: Osaka Explorer

กว่าจะทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปาไปเกือบ 11 โมงครับ เราเลยว่าเดี๋ยวไปกินข้าวแถวปราสาทโอซาก้าก่อน
จากนั้นลองปั่นไปที่ใกล้ๆ ซึ่งแพลนคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปที่โกเบกัน เพราะไป-กลับไม่ถึง 60 กม.

การเอาจักรยานตัวเองมาปั่นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครั้งแรกดีมากๆ ครับ
อากาศโคตรดี ฟ้าใสสุดๆ รถยนต์ขับโคตรมีมารยาท คือแบบไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
แล้วเราสามารถปั่นบนถนนหรือจะบนฟุตบาทก็ได้ แต่ระวังคนเดินด้วย
แถมรถเค้าก็ขับแบบชิดซ้ายเหมือนกับเราด้วย แทบไม่ต้องปรับตัวเลย

แต่สิ่งต้องปรับตัวเลย คือการเลี้ยวขวาครับ ,, คือถ้าเราปั่นถนนแล้วเราจะเลี้ยวขวา เราจะไม่สามารถเลี้ยวตีโค้งสวยๆ ได้แบบบ้านเรานะครับ เราต้องข้ามทางม้าลายเอาครับ!!!

มื้อแรกเราจัดข้าวแกงกะหรี่แถวๆ ปราสาทโอซาก้าไปครับ รสชาติพอใช้ครับ
จากนั้นไปต่อที่ปราสาทนิดหน่อยเพื่อวอร์มขา + Starbucks รสชาติพิเศษช่วงฮาโลวีน แล้วแพลนจะปั่นไปโกเบต่อ
เกือบบ่ายโมง เราทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

Kobe is callin’ :: DNF

แม้ว่าการปั่นที่ญี่ปุ่นจะดูชิลๆ แต่ปัญหาคือเราปั่นทำความเร็วไม่ได้ครับ
เนื่องจากไฟแดงมันถี่มากๆๆ แล้วเรายังเกร็งๆ ในการปั่นบนถนน จึงสลับมาปั่นบนฟุตบาทด้วย จึงทำให้ช้ากว่าเดิมอีก
ชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าจะปั่นเสือหมอบที่ความเร็ว 12-16 กม./ชม.ได้
รถขอบสูง แต่งชุดเต็ม ปั่นบนฟุตบาทนี่แพ้รถแม่บ้านนะครับจะบอกให้!!!
แต่พอปั่นไปเรื่อยๆ ถนนทางไปโกเบเริ่มกลายเป็นทางด่วน รถยนต์ธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสิบล้อ
อีกทั้งเมื่อคืนเราเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากๆ ร่างกายก็ไม่พร้อมเท่าไหร่
ปั่นไปเกือบสองชั่วโมง ได้แค่สิบกว่าโลก็เลยขอถอยทัพก่อนดีกว่า

ซึ่งผมว่าเราตัดสินใจถูกเลยแหละที่ไม่ไป เพราะมืดเร็วมาก ห้าโมงพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ขืนถ้าเรายังฝืนไป คงถึงโกเบตอนมืดแน่ๆ แถมไม่รู้จะกลับยังไงด้วย…
แล้วอากาศช่วงกลางคืนค่อนข้างหนาวมาก พวกชุดจักรยานเราหลักๆ จะเป็นเสื้อเมืองร้อน จะค่อนข้างบาง และโปร่ง ระบายเหงื่อได้ดีมากๆ ,, แต่พอเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สุดท้ายก็เลยแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้าน Lead coffee ครับ

กาแฟที่ญี่ปุ่นราคาโหดพอสมควรครับ มาตรฐานลาเต้ร้อนแก้วนึงราว 400-600 เยน (120-200 บาท) ซึ่งทำให้ราคากาแฟในสตาร์บัคส์ถูกลงไปเลย (แถมผมชอบรสชาติกาแฟบ้านเรามากกว่าด้วยนะ อิอิ)

ส่วนตอนเย็นเราก็ขอทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างครับ ฮาๆๆๆๆ
เดิน Dotombori ชมผู้คน, ถ่ายรูปคู่กะป้ากูลิโกะ, ชิมทาโกะยากิร้านดังอย่าง Kukuru
แต่ร้านอาหารเย็นวันนี้คือว่าใช้ได้เลยครับ ,, เรากินร้านชื่อ Botejyo ที่สาขา Dotombori ครับ (ที่ไทยก็มีนะ)
แล้วปิดท้ายด้วย Pablo ครับ

ชิมมาหลายที ผมชอบทาโกะยากิแบบกรอบๆ ของโตเกียวมากกว่านิ่มๆ ของที่นี่, ส่วนโอโคโนมิยากินี่ต้องแบบโอซาก้า/คันไซแหละ อร่อยๆๆ

แม้ไม่ได้ไปโกเบก็ไม่เป็นไร คืนนี้ของพักก่อน แล้วไปแก้แค้นที่นาราพรุ่งนี้แล้วกัน

Nara is callin’ :: Kuragari hill and Hanna rd.

หลังจากความผิดหวังเมื่อวาน วันนี้เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปนาราครับ ,, แต่ตอนเช้ามืดและหนาวมากๆ จึงรอให้อุ่นอีกนิด และเริ่มออกเดินทางตอนเก้าโมง
เรารีบออกจากโรงแรม และออกไปจิบสตาร์บัคส์ก่อน ฮาๆๆๆ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ
สภาพการจราจรวันนี้คล้ายๆ เมื่อวาน คือช่วงในเมือง เราทำความเร็วแทบไม่ได้เลยครับ ไฟแดงถี่มากๆ
จนกระทั่งออกมานอกเมืองหน่อยเราจึงพอทำความเร็วได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบบ้านเราที่จัดกัน 30-40กม./ชม. นะ
ที่นี่ได้ซัก 20 กม./ชม. ก็หรูละ….

นอกจากนั้น ช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลในการไปนารา ผมไปเจอบล๊อกนี้ครับ
คือมีฝรั่งนายหนึ่งมันโม้ว่า ถ้ายูมาทางหลวง 308 ยูจะเจอภูเขาระดับโคตรบอส ถึงขั้นว่าเป็นทางหลวงที่ชันและยากที่สุดบนโลก!!
โอ้โห!! พูดแบบนี้ขึ้นเลยครับ ญี่ปุ่นมันประเทศพัฒนาแล้ว ใครเค้าจะตัดถนนแบบประสาทแดกแบบบ้านเรา
เนินโหดๆ ของไทยผมก็ผ่านมาเยอะนะครับ ,, แถมวันนี้เราออกกันตั้งแต่เช้า+นาราใกล้กว่าโกเบอีก วันนี้มันต้องเจอกันหน่อยครับ!!!

เราปั่นมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบโลครับ แผนที่บน Garmin ก็เปลี่ยนเป็นทางด่วนแล้ว ผมก็พยายามคลำทางไปเส้น 308 ให้เจอครับ
เราลัดเลาะในหมู่บ้านเล็กน้อย พอพ้นแนวของหมู่บ้านเท่านั้นแหละครับ แม่งเหยยยยยยย!!!
มันไม่เหมือนบ้านเราที่มองเห็นเป็นกำแพงถนนนะครับ แต่เหมือนเป็นทางพุ่งเข้าไปในป่า สังเกตง่ายๆ คือที่พื้นถนนจะเป็นตะปุ่มตะป่ำครับ
คือทางชันมั้ย บอกเลยว่าชันมากๆๆ ครับ ยากมากระดับ 20+% เป็นอย่างน้อยตลอดช่วง (บางช่วงมี 40%!!!!)
แต่ความยากของมัน นอกจากความชันเห้ๆ แล้ว ยังมีร่องน้ำใหญ่มากๆ ดักเรารัวๆ แล้วเลื้อยไม่ได้+ไม่มีจุดพักเลย คือถ้าลงจอดก็จูงยาว
ยิ่งกว่านั้น มีรถสวนเราเป็นพักๆ ด้วย ซึ่งสวนที ก็คือจอด 100% เพราะทางมันแคบมาก
ถ้าใครจะปั่นเสือหมอบขึ้น คงต้องใช้ 50/34 คู่กับเฟืองหลัง 34 ขึ้นไปสำหรับขาแรง

จะจำชื่อไว้เลยครับ เนินนี้ชื่อ Kuragari (ฝั่งตะวันตก) ครับ

เห็นคนญี่ปุ่นว่า มีงานประเพณีแข่งขึ้นเนินนี้ด้วยนะครับ ฮาๆๆๆ มึงไปเองเถอะ

แค่เนิน 3 กม. เราทำเวลาไปชั่วโมงกว่าครับ!!! กว่าจะถึงยอดเขา ซึ่งมองไปก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆ แล้ว
คนญี่ปุ่น (ที่เค้ามาเดินเทรคกิ้งขึ้นเขาลูกนี้) มาชื่นชมเรามากๆ ว่าปั่นขึ้นมาได้ไง บ้าชัดๆๆๆ
แล้วก็ชี้ว่า เมืองที่ยูเห็นลิบๆ มันคือ Minima-Ikoma ครับ ,, นาราของยูต้องผ่านไปอีกดอย!!!
แค่นั้นแหละครับ!! เรารีบไหลลงเลย เพราะกลัวจะไม่ทันโคตรๆ เพราะแค่ขามานี่ยังไม่ถึงไหนก็เที่ยงวันแล้ว

พอลงถึงเมือง Minami-Ikoma ก็พยายามมองหาร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ไม่ได้แวะอะไรครับ
สุดท้ายเราก็บรรเทาความหิวที่ร้าน Mos Burger ก่อนถึงตัวเมืองนาราครับตอนเกือบบ่ายสองครับ
ค่อยๆ ปั่นจนเข้าเมืองนาราราวๆ บ่ายสองครึ่งครับ

เมืองง่ายๆ สไตล์นารา

นาราเป็นเมืองเล็กกว่าที่ผมคาดไว้มากๆ ครับ
แต่ที่คาดไว้ไม่ถึงกว่าคือนักท่องเที่ยวมาแบบเยอะมากจริง
เพราะต้องยอมรับเลยว่า เมืองเค้าน่ารัก และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างดี
การมานารา (นอกเหนือจากที่ดูกวางอะนะ) จะเป็นเมืองที่สงบๆ ไม่ได้พลุกพล่าน แต่ให้ฟีลแบบเมืองเก่าที่มีความขลัง
แถมมี Signature อีกอย่างที่นี่ คือวัด Todaiji ซึ่งถือเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่ระดับใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มาครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะว่าเค้าไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปด้วย แถมเวลายังกระชั้นมากๆ
แค่นั่งเล่นถ่ายรูปกับกวางก็หมดไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ใช่ครับ ประสบการณ์เมื่อวานสอนเราว่า ที่นี่ค่ำเร็วมากๆๆ และเราจะต้องไม่กลับทาง 308 อีก
ซึ่งก่อนมาผมแพลนว่า เราจะอ้อมภูเขาทางเส้นบนเอา ซึ่งดูจาก Google maps ก็น่าจะชันน้อยกว่า
เล่นกับกวาง และสำรวจเมืองนาราคร่าวๆ ราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ เราก็รีบกลับแล้วครับ
ระยะทาง 30 กม. กับเวลา 2 ชม. น่าจะทันที่เราจะถึงโอซาก้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรารีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกเดินทางราวสามโมงครึ่งครับ
คราวนี้เรากลับย้อนทางเดิมในช่วงแรกครับ พอถึงแยกเราก็เลี้ยวขวาขึ้นไปอีกทาง ซึ่งเขียนว่า Hanna road ครับ
ทางนี้ จะไม่เหมือนทางขามานาราเลยครับ หรือเรียกว่า ไม่เหมือนทางทั่วไปที่เราเคยปั่นมาเลย
ทางมันจะออกคล้ายถนนซุปเปอร์ปนทางด่วนบ้านเราครับ ทางมีเกาะกลางกั้น แล้วรถขับค่อนข้างเร็วมาก
เท่าที่ปั่นมา เส้นนี้ไม่มีจักรยานเลยซักคันครับ แล้วดูเหมือนรถแต่ละคันที่มาเจอเราก็จะตกใจอยู่ไม่น้อย
เราก็พยายามขับชิดซ้าย และทำความเร็วให้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมาก เพราะกลัวเจอทางด่วนแล้วจะถอยกลับไม่ได้

ทางแถวนี้ก็เป็นเนินนะครับ แต่ไม่ได้ชันมาก สูงสุดราวๆ 3-6% แค่นั้น
ดูแผนที่ เราน่าจะเลยครึ่งทางของ Hanna road ก็คิดว่าไม่น่าจะมีทางด่วนแล้วล่ะ (ถ้ามีก็ให้ตำรวจไปส่งเราละกัน ฮาๆๆๆ)
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกสุดท้าย แสงอาทิตย์ก็ดูริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่พะวงเรื่องทางด่วยก็กลายเป็นเรื่องความมืดแทน
สุดท้ายเราก็ไหลลง ได้ดูแสงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกระหว่างไหลลง สวยงามมากจริงๆ
และเราก็ถึงเขตโอซาก้าก่อนพลบค่ำพอดิบพอดี!!!
แม้ว่าจะต้องเลี้ยวเข้าตามซอกซอย และใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากของวัน
ก็เลยฉลองด้วยร้านเนื้อสเต๊กข้างๆ โรงแรม รสชาติดีมากๆ แต่ราคาก็แรงเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

หมดวันนี้ก็ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกเดินทางไปยังเมือง Onomichi ด้วยรถไฟชินคันเซ็นกัน