Tonsei ตองเซอิ

ผมเพิ่งสังเกตว่า แถวๆ ตึกธนิยะมีคนญี่ปุ่นอยู่เยอะมาก ไม่แพ้แถวๆ สุขุมวิทเลย
แต่อันนี้มักเป็นแนวพนักงานบริษัทมาทำงานมากกว่า
แถวนี้ก็เลยมีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะมากๆ หลากหลายแนวและราคา
แม้แต่ในซอยทานตะวัน (ตรงข้ามโรงแรมตะวันนารามาดา) ที่เป็นซอยเล็กๆ
แต่ยังมีร้าน tonkatsu ถึงสองร้านเช่นกัน
ร้านแรกก็ review ไปแล้ว คือ Katsushin
ส่วนวันนี้จะมา review อีกร้านที่อยู่ตรงข้ามกัน นั่นคือ Tonsei หรือ ตองเซอิ

หน้าร้าน tonsei ตองเซอิ

ขอสถานที่อีกทีนึง+รายละเอียดเพิ่มเติม

ร้าน Tonsei อยู่ในซอนทานตะวันอย่างที่เล่ามาแล้ว
เยื้องๆ กับร้าน Katsushin แต่ร้านนี้ถึงก่อนนิดนึง
ถ้ายังงงๆ ก็ไปตาม map ละกันนะครับ


View tonsei in a larger map

เดินทางเข้าได้ทั้งทางสีลมซอย 6 หรือเข้าทางซอยทานตะวัน (ทางถนนสุรวงศ์) ก็ได้
ร้านนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 1100-2300 น ไม่มีหยุดพักกลางวัน
หรือยังไงลองโทรไปก่อนได้ที่ 02-236-2836 นะครับ

นอกจากของทอดร้านนี้ยังขายอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ด้วยนะครับ ลองไปติดตามเมนูที่ร้านได้
ถ้าสนใจลองไปพลิกๆ ดูเมนูภาษาไทยหน้าร้านก่อนได้ครับ

บรรยากาศร้าน

กำลังยืนกะจะตั้งกล้องถ่ายรูปแล้วก็ต้องเก็บไปก่อน
เพราะพนักงานเค้าเปิดประตูต้อนรับเราอย่างดี (เหมือนเค้าจะส่องๆ เราว่าจะเข้าร้านหรือเปล่า)
เอาวะ!! เข้าก็เข้า (ทำฟอร์มไปงั้นแหละ ยังไงตั้งใจมาอยู่แล้ว)

พอเข้าร้านแล้วความรู้สึกแรกเหมือนกับมาร้านในญี่ปุ่นเลยนะ
บรรยากาศแบบใช่เลย ลูกค้าทุกคนพูดญี่ปุ่นหมดยกเว้นผม

บรรยากาศร้านเมื่อแรกเข้า

เท่าที่สังเกต ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่นและให้อารมณ์แบบลูกค้าประจำ
เพราะผมสังเกตว่าลูกค้าและพนักงานทักทาย+คุยเล่นกันคุ้นเคยมากๆ ด้วยภาษาญี่ปุ่น
ใช่ครับ พนักงานเสิร์ฟคุยภาษาญี่ปุ่นได้ -_-a เอาซะเรางงเหมือนกัน

ส่วนตัวผมแอบประทับใจเล็กๆ นะ เพราะถ้าเป็นคนญี่ปุ่น เค้าจะเอาเมนูญี่ปุ่นมาให้ แบบสวยเลย
ซึ่งผมลองแอบดูแล้ว ยิ่งกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นญี่ปุ่นหมด เขียนหวัดๆ ไม่มีรูป ขนาดราคายังญี่ปุ่นเลย
แต่พอคนไทยมา เค้าจะเอาเมนูไทยให้ ถ่ายรูปด้วย พร้อมราคา
ลักษณะเมนูเหมือนกับสเต๊กสามย่านอะครับ -_-a อาจไม่เนี้ยบ แต่สั่งง่ายดี

ส่วนนี่เป็นบรรยากาศบนโต๊ะครับ มีพร้อมทั้งโชยุและซอสราดหมูทอด

บนโต๊ะร้าน tonsei

ลองสั่งของรองท้องมาดู

พอสั่งปุ๊บ แปลว่าเราจะกินแน่ๆ
ก็เลยยกผ้าเช็ดมืออุ่นๆ กับน้ำชาเย็นๆ มาให้ ถูกใจมาก เพราะตอนนี้ร้อนจัดๆ แถมเดินมาไกลด้วย

ผ้าเช็ดมืออุ่นๆ และน้ำชาเย็นๆ

ผมไปคนเดียว เลยสั่งอะไรมามากไม่ได้
เอาขณะนั้นที่ผมอยากกินเป็นที่ตั้ง ซึ่งตอนนั้นอยากกินอะไรกรุบๆ สดๆ ไม่แพง
ผมเลยสั่งซาซิมิปลาหมึกยักษ์ไปครับ

ซาซิมิ หนาวดปลาหมึกยักษ์

ส่วนตัวผมว่าปลาหมึกสดดีนะครับ อร่อยดี ยิ่งได้คู่กับวาซาบิและโชยุแล้วอร่อยมากๆ เลย
เหมาะกับสำหรับการเรียกน้ำย่อยเป็นอย่างยิ่ง มันกรุบมากๆๆ

หนวดปลาหมึกยักษ์กับโชยุ

เมื่อชุดหมูทอดมาเยี่ยมเยือน

เมื่อแรกพบชุด tonkatsu ของผมไม่ใช่เจอกันด้วยสายตา… แต่มาด้วยกลิ่น
คือมันหอมรัญจวนใจมาตั้งแต่ไกลเลยทีเดียว

ชุดข้าวหมูทอด tonkatsu

นอกจากนั้นมีผักดอง ข้าวและซุปมาด้วยในชุดพร้อมกับหมูชิ้นโต
ควันคลุ้งหอมฉุย น่ากินมากๆ

ข้าว โชยุ และผักดอง

ส่วนนี่ครับ หมูทอดชิ้นโตเจ้าปัญหาของเรา ทอดได้เหลืองกรอบและหอมมากๆ
แต่เรายังไม่กินตอนนี้ครับ เพราะเรายังมีเครื่องเคียงภายหลังอยู่นะ

ชิ้นหมูทอดเหลืองหอมน่ากิน

เครื่องเคียงอย่างแรกคือผักกะหล่ำซอยครับ แอบชิมแล้วอร่อยดี ไม่เหม็น
เค้าอัดมาให้เยอะมากๆ เลย แถมด้วยมะเขือเทศหนึ่งซีก

กะหล่ำซอย และ มะเขือเทศ

แล้วยังมีมะกะโรนีคลุกกับน้ำสลัด แตงกวา และแฮมหั่นเล็กๆ
อร่อยดีเหมือนกัน แก้เลี่ยนได้ดีครับ

มะกะโรนีคลุกแฮม

พอครบทุกอย่าง เราก็มาเจอหมูทอดของเราดีกว่าครับ

หมูทอดแห่งร้าน Tonsei

หมูทอดที่มาเป็นหมูสันนอกครับ มีส่วนของเนื้อหมูนิ่มๆ ปนกับส่วนที่เป็นมันเล็กๆ ครับ
น่ากินมากๆๆ

หมูทอดในชุด tonkatsu

ส่วนแป้งของที่นี่ แม้จะไม่ได้หนาและฟูฟ่องเหมือนที่อื่นๆ
แต่ก็สามารถทอดได้เหลืองกรอบดี และเค้ายังกลับมีความหอมพิเศษ
เหมือนใส่ความตั้งใจและทะนุถนอมลงไปในการทอดด้วย

แป้งบนหมู tonkatsu

โดยการกินของที่นี่คือเราจะราดน้ำจิ้มลงไปในตัวหมูเลย
ตอนแรกผมก็แอบงงๆ ว่าแล้วงี้มันแป้งที่กรอบๆ จะไม่นิ่มหมดเหรอ

ราดน้ำจิ้มลงบนตัวหมูเลย

แต่นี่แหละที่ผมว่าเจ๋งคือ ราดน้ำจิ้มลงไปแล้วแป้งก็ยังคงสภาพอยู่ได้
คือแป้งที่ทอดจะมีน้ำจิ้มปนอยู่ แต่ความกรอบก็ยังใกล้เคียงเดิม
กลายเป็นส่วนผสมที่แปลกและอร่อยดีมากๆ

เมื่อแป้งเจอกับน้ำจิ้ม

นอกจากนั้น ผมว่าแป้งที่ทอดเค้าหอมมากเลยนะ
ยิ่งได้ผสมกับเนื้อหมูสันนอกชั้นดี น้ำจิ้มรสเลิศ โชยุลื่นคอ มีผักกำหล่ำและเครื่องเคียงมาตัดเลี่ยน
มันเป็นอะไรที่แบบว่า ลงตัวสุดๆ

แป้งไม่นิ่มแม้จะทอดมานานแล้ว

ถ่ายไปกินไปจนออกเกือบคนสุดท้าย ขนาดคนที่มาทีหลังยังออกก่อน
แต่ tonkatsu ของผมมันก็ยังคงความกรอบอยู่ แม้ว่าจะเป็นชิ้นสุดท้าย
อร่อยและประทับใจร้านนี้มากๆ ครับ

สรุปที่มากินร้านนี้

ส่วนตัวผมประทับใจแทบทุกอย่างเลยนะครับ
ราคาก็ไม่แพง (ชุดหมูทอด 200 บาท, หนวดปลาหมึก 80 บาท) บริการดีครับ
แถมร้านยังเปิดโดยไม่มีช่วงพักบ่ายเหมือนกับร้านอื่นๆ ด้วย ทำให้สามารถมากินตอนบ่ายแก่ๆ ได้

ชุดหมูทอด+น้ำจิ้ม อร่อยดี

ส่วนตัวหมูทอดและอาหารที่ผมสั่งมาถือว่าทางร้านทำได้ดีนะครับ ในราคานี้
แป้งทอดหมูที่กรอบทนกรอบนาน และชิ้นหมูที่ทอดได้สุกกำลังดี
กับน้ำจิ้มและเครื่องเคียงต่างๆ ลงตัวกับหมูได้อย่างพอดี

เป็นร้านนึงที่มีโอกาสแล้วคราวหน้าผมจะไปอีกครับ

เป็น Igniter ในงาน Ignite Bangkok วันแรกมาด้วย

งาน Ignite Bangkok วันแรกมีอะไรมากกว่าที่ผมคิดนะ
และมันเหมือนอะไรบันดาลให้ผมได้พูดในงาน Ignite Bangkok ครั้งนี้เสียเหลือเกิน

การเดินทางของ igniter ของผม

หลังจากที่ผมเขียนเล่าเรื่องราวและประชาสัมพันธ์งาน Ignite Bangkok ไปใน blog ผม
ผมก็รู้สึกนิดๆ ว่าอยากพูด แต่ไม่รู้เอาเรื่องอะไรดี
จะพูดเอาสนุก หรือเอาเครียดดี แถมจะสอบด้วย จะทำ slide ทันไหมเนี่ยยยยย
เอาว่า ไปลงชื่อไปฟังก่อนดีกว่า

Ignite Bangkok

หลังจากลงชื่อไปหลายวัน เรื่องอยากพูดก็ลืมๆ ไป เพราะต้องไปงานแต่งงานพี่เม่นที่ปาย
จนระหว่างนั่งรถตู้กลับมากรุงเทพฯ พี่พัชรก็ถามว่าไม่พูดเหรอ
“ถ้าเป็น @tongkatsu ก็ต้องพูด tonkatsu สิ”
เอ่อ มันยังมีหัวข้อนี้ด้วยนี่นา เรามัวแต่เครียดจะพูดเรื่องชีวิตนักเรียนแพทย์มาตลอด แล้วก็พบทางตันทุกที
โอเค งั้นติดต่อทางผู้จัดแล้วกันว่าเราจัเปลี่ยนสถานะเป็น igniter ดีกว่า

เมื่อตั้งใจจะเป็นคนพูดแล้ว

ผมก็ติดต่อไปทางเจ้าหน้าที่ผู้จัดในวันจันทร์ว่าผมอยากเป็น igniter แต่สามารถพูดในวันที่ 3 เท่านั้น

จนได้คำตอบคอนเฟิร์มจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นเราได้เป็นตัวสำรองนะ
ผมคิดนานมากๆ ว่าจะพูดดีไหม เพราะนี่ต้องเสียเวลานั่งทำ powerpoint อีก แต่ก็ตอบคอนเฟิร์มไปก่อนว่าโอเคๆๆ
แต่จริงๆ แทบไม่ได้ทำอะไรเลยpowerpoint ก็ทำได้แค่เลือกๆ รูปนิดๆ พิมพ์หน่อยๆ อารมณ์เซ็งๆ

เหตุเพราะ “ชีวิตมันยังไม่ ignite พอ”

เมื่อทุกอย่างต้องการให้ผมพูด

มันเหมือนอะไรที่ลงตัวมากๆ
เริ่มตั้งแต่ตอนเช้าวันที่ 3 มีนาคม ที่อยู่ดีๆ ก็แบก Notebook ไปติวด้วยและก็ทำ powerpoint บน taxi ระหว่างไปติวที่รพ.จุฬาฯ ซึ่งปกติ ผมจะไม่ชอบทำงานบนรถเท่าไหร่
ดูขยันแต่มันก็ทำได้ไม่มากหรอก ซัก 20% เอารูปที่มีมาเรียงมั่วๆ ก่อน

จนตอนสายๆ ใกล้ๆ เที่ยง ก็มี mention นี้มา

ได้เป็นตัวจริงแล้ว!!!

จากนั้นผมก็กด reply กลับอย่างรวดเร็วว่า “ตกลงครับ”
พูดตรงๆ ว่าไม่ได้คิดเลย แค่อยากพูดในงานเท่านั้น โดยผมได้เป็นลำดับสุดท้ายของ igniter

และแล้ว คุณพี่เจ้าหน้าที่ก็ตอบมาเร่งสไลด์ให้ส่งภายในก่อนเที่ยง ซึ่งต่อรองสุดๆ ได้ก่อนบ่ายสอง
“ก่อนบ่ายสอง!!!!!!!!”
ทีนี้มานั่งเครียดสิ powerpoint ที่มีทุนเดิมแค่ 20% ถ้าจะทำอีก 80% ชั่วโมงเดียวไม่เสร็จแน่ๆ
ไหงจะมีติวอีก จะเลือกทางไหนดี เรียนก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่เราก็ต้องพูดเย็นนี้ ว้ากกกกกก!!!

และแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็บันดาลให้ผมได้ทำ presentation เพราะอาจารย์จะมาเลทชั่วโมงนึง
ดังนั้น 1200-1400 น จึงเป็นเวลา “Ignite” ตัว powerpoint ของผมนั่นเอง
และแล้วผมก็ส่ง presentation ตอน 1357 น ไม่มีตรวจทาน ไม่มีซ้อมใดๆเพราะต้องไปเรียนต่อ
(ปล – เรียนก็แอบหลับ เพราะเหนื่อยจากการทำ powerpoint อ่า)

พอเรียนเสร็จก็รีบแล่นไป Emporium เลยละกันนะ

และแล้วก็ลุยไป TCDC กัน

ผมมั่นใจมากๆ ว่าเป็นผู้เข้าร่วมงานคนแรกๆ ที่มางานนี้
เพราะมาตั้งแต่ 1600 น กว่าๆ โต๊ะจัดงานยังไม่ตั้งเลย

เจ้าหน้าที่กำลังตั้งโต๊ะจัดของอยู่

แอบไปช่วยเค้านิดหน่อย
แต่ช่วยไปช่วยมาเหมือนไปกวนเค้ามากกว่า -_-a
งั้นหนีไปหาอะไรกินแทนละกันนะ

ฝูงป้ายชื่อ ignite

แว๊บมาอีกที คนเริ่มเยอะแล้วแฮะ
แถมคราวนี้จัดงานในห้อง Auditorium ของ TCDC ซึ่งเป็นห้องสมุด จึงมีข้อกำหนดค่อนข้างมาก เช่น การนำกระเป๋าทึบที่มีขนาดใหญ่กว่า A4 เข้าไป, การนำอาหารเข้าไปทานข้างใน หรือแม้แต่การส่งเสียงดังก็ยังต้องระวัง
ส่วนคนที่มาต้องไป Regist ตัวเองในเวปก่อน จึงจะมีสิทธิ์ในการเข้าฟัง เพราะมีการจำกัดจำนวนคนในห้องด้วย

พี่เอ๋อติวเข้ม
คนมาลงทะเบียนเริ่มเยอะ

เมื่อถึงเวลาประมาณ 1800 น ก็ถึงเวลาเข้าห้องแล้วววววว
แอบตื่นเต้นนนนนนน

ในห้อง Auditorium

พอเข้ามาก็เห็นผู้คนมากมาย ที่แอบตื่นเต้นก็เลยตื่นเต้นจริงๆ เลย
“โห คนจะมาฟังเราเยอะแบบนี้เลยเหรอวะเนี่ยยยยย เราไร้สาระนะ!!!”

บรรยากาศในห้อง Auditorium

จนถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ พี่เอ๋อ เจ้าหน้าที่ และสปอนเซอร์ต่างๆ ก็มากล่าวเปิดงาน

กล่าวเปิดงาน

ถึงเวลาพูดแล้ว เริ่มที่คุณปอนด์ก่อน จากนั้นก็คนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่ ไปเรื่อยๆ…
แต่ละคุณพูดเก่งๆ ทั้งนั้น สุดยอดมากๆ
ไม่เชื่อดูคนฟังสิ เค้าได้ทั้งความสนุกและการสร้างแรงจูงใจด้วย เก่งจัง
ตอนนั้นแอบหวั่นๆ และประหม่า แต่ก็คิดว่า
“ถ้าวันนี้ไม่ได้พูด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พูด อย่างน้อยชาตินี้ก็ครั้งนึง โอกาสมาแล้ว ลุยมันซะ อย่าตื่นเต้ลลลล!!!”

ผู้เข้าฟังดูสนุกมากๆ

พี่พัชรผู้สร้างแรงบันดาลใจกับผมในครั้งนี้
พูดเรื่อง iHear, และวงดนตรีและงานแต่งงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่แกถนัดมากๆ แต่ครั้งนี้มาแบบมีเวลามาบีบด้วย

พี่พัชร หรือ @ipattt แห่ง iHear

แต่ส่วนตัวฟังมา 19 คน ผมชอบคุณณัฐ ประกอบสันติสุข มากที่สุด
อาจเป็นเพราะการถ่ายภาพของพี่เค้าเป็นการใช้ฝีมือจริงๆ เป็นช่างภาพมากกว่าคนเล่นกล้อง
“เทคนิคไม่สำคัญเท่ากับบริบท” ประทับใจมากๆๆ

ณัฐ ประกอบสันติสุข ในหัวข้อ Are we machines?

รวมทั้งต้องขอบคุณพี่น้องชาว twitter ที่ส่ง mentions มาให้กำลังใจผมเยอะมากๆ
เอาจากที่หายตื่นเต้น(จากที่จะต้องไปพูด) มาตื่นเต้นอีก(ดีใจที่มีคนส่งมาให้)

และแล้วก็ถึงตาผมพูด

หัวข้อวันนี้ของผมที่มาพูดคือ “Live Review : tonkatsu by @tongkatsu”
ยอมรับกันตรงๆ ว่าผมอาจหลุด Concept ของ ignite ไป
แต่จังหวะนั้น พอผมจับไมโครโฟน มอง Slide ที่ทำมา และเริ่มพูด
“มันพูดไม่ทันแฮะ”
และแล้ว ผมก็ได้เปิดสปีดแรพมา คิดว่า Tempo น่าจะ 300 ขึ้นไป
(ขอบคุณรูปจาก @macroart )

Live Review : tonkatsu by @tongkatsu

จังหวะนั้นพูดตรงๆ ว่าผมพูดไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่ผมเจอมาเองจริงๆ ไม่ต้องคิดเลย พูดให้ทัน มีอะไรที่มัน strike ในหัวเราตอนนั้นพูดออกมาให้หมด มันพูดออกมาเองเรื่อยๆ เหมือนหลุดไปในภวังค์แห่งหมูทอด สนุกดี แต่เหนื่อยมากๆ เพราะพูดเร็วจี๋ แทบจะไม่หายใจ หลายคนทักว่าผมหายใจตอนไหนเหรอ อืมมมม นั่นสินะ ตอนไหนล่ะ!!!

ห้านาทีผ่านไปไวเหมือนโกหก จบแล้ว ทุกคนปรบมือมากมาย
ผลตอบรับดีกว่าที่ผมคิดนะ มีทั้งติและชม ก็น้อมรับทุกคำชี้แนะ
รวมทั้งได้รู้จักใครๆ หลายๆ คนเพิ่มขึ้นใน twitter และหวังว่าเค้าคงรู้จักผมเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งเห็นหน้าค่าตา, ใน twitter และใน blog ของผม
รู้สึกคุ้มค่ามากๆ ที่ได้มาพูดในครั้งนี้ ต้องขอบคุณ Staff และ Sponsors ที่จัดงานจริงๆ

ที่สำคัญเอาผมมาปิดท้าย ทำให้หิวกันถ้วนหน้า 555+ ไปกินกันเถอะ

ปาย-งานแต่งงาน-พี่เม่นและพี่แองจี้ part 2

หลังจากที่จบ Part 1 มา หลายคนอาจงงๆๆๆ ว่านี่พวกเอ็งไปเที่ยวหรือไปงานแต่งเนี่ย
โดยเฉพาะแก ไอ้หมูทอดตงคัทสึ แกเอาแฟนมาโชว์เหรอฟระ งานแต่งใครกันแน่
แถมโฆษณาที่พักให้ตั้งเยอะ -_-a

ปาย-งานแต่งงาน-พี่เม่นและพี่แองจี้

Part นี้เราจะเห็นพี่เม่นและพี่จี้แล้วครับ เย้ๆๆๆๆๆ

ก่อนเริ่มพิธีงานเช้า

ยามเช้าของปายช่างเย็นสบาย แอบมีปนหนาวๆ นิดๆ
หนาวไม่หนาว ก็ดูเอาเองครับ

เช้านี้ ในห้องพัก 15.2 องศา

สนุกดีตรงที่พ่นควันได้ด้วย
เงียบสงบ สดชื่นๆๆๆๆ อากาศดีๆๆๆๆ ไม่มีในกทม เอาไปฝากก็ไม่ได้

ยามเช้าที่ Agape de Pai

นี่คือบ้านพัก Agape de Pai ที่ผมไปพักนะ
เป็นวิลล่าหลังเดียว ทุกอย่างมีพร้อม ยกเว้นเครื่องทำน้ำอุ่นเสีย (ผมอาบน้ำนะ -_-!!!)
ย้ำว่าไกลจากตัวเมืองมากๆๆๆ โดยเฉพาะวันนี้เราต้องไป
ไม่เชื่อดูจากแผนที่ ก็คือไอ้สุดเหนือสุดใต้นั่นแหละครับ
สุดตรีนแท้ๆๆๆๆๆ

ปาย-งานแต่งงาน-พี่เม่นและพี่แองจี้

ก่อนไปก็ขอเก็บรายละเอียดหน่อยนะ
มุมชิงช้าของ Agape de Pai

มุมชิงช้า

นางแบบของผมพร้อมเดินทางแล้ว
ความยากของการเดินทางผมคือการซ้อน 3 กับพี่ปลาทอง
เราจัดระเบียบร่างกายกันนานมาก กว่าที่จะได้ท่าที่ลงตัว
ผมต้องนั่งครึ่งก้น แฟนผมต้องนั่งป้ายแบบ unstable พี่ปลาต้องควงทรัมเป็ตไปด้วย
แถมอากาศหนาว ไอ้เราก็ขับเร็วไม่ได้
ยังดีที่ขับไปแค่ลิลูนะนั่น

ถึงลิลูแล้วขณะนี้ 0800 น แต่พี่พัชรนัดรถ 0830 น
ยังมีเวลาเหลือบ้างไรบ้าง

เล่นชิงช้า รอเดินทาง

แน่ครับ
เวลาเหลือของผมคือไปหาอะไรกินครับ แต่วันนี้คงกินไกลไม่ได้
เอาใกล้ๆ ลิลู ก็มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ขาย

ร้านขายปลาท่องโก๋เยอะมากๆ

เห็นมีขายปลาท่องโก๋นี่แหละครับ เยอะมากๆ
แถมกินก็ใช้เวลาไม่มาก สามารถ Portable ได้

ของกินยามเช้า

ก็เป็นปลาท่องโก๋ตัวใหญ่ครับ
แอบใส่งาดำด้วย ทำให้มีกลิ่นหอมนิดๆ ปนอยู่ น่าดึงดูดใช่น้อย
แม่ค้าก็ทอดปลาท่องโก๋อย่างบรรจงครับ ผมชอบที่น้ำมันไม่ค่อยเยอะ

ทำปลาท่องโก๋

หม่ำเสร็จก็เดินทาง (ด้วยรถตู้) ครับ

พิธีงานเช้า, พิธีการเดียวที่มี

เราเดินทางไปพริบตาที่อยู่ใต้ๆ ของแผนที่นั่นแหละครับ
ทุกคนทุกฝ่ายกำลังเตรียมงานอย่างขะมันเขม้น
เห็นเพื่อนๆ twitter ชาวกรุงเทพฯ มาอยู่ที่นี่เพียบ มีทั้งที่ผมรู้จักและไม่รู้จักมากมาย

เตรียมงานเช้ากัน

ถึงที่แล้วววว รองานเริ่มครับ ก็ขอรูปคู่นิดนึง

มาถึงงานแล้ว

สาบานเลยว่าครั้งแรกที่ผมมางานแต่งพี่เม่นที่ปาย ผมคิดว่ามันไม่เหนื่อยเหรอ จัดงานแต่งเนี่ย
ปกติเค้าก็จ้างโรงแรม มีพนักงาน แถมงานพิธีอีก เค้ายังบ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กันว่าเหนื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆ

แต่เมื่อผมมาถึงที่งาน
ผมจึงได้รับรู้พลังแห่งความรักของเพื่อนๆ twitter และ social networks
ทุกคนที่ขึ้นมาที่นี่นั้นมาด้วยใจจริงๆ ตั้งใจที่จะมางานแต่งงานเต็มที่
งานที่ยิ่งใหญ่และเจ๋งมากๆ ขนาดนี้ เพียงแค่ใครลำพังคงไม่ไหวหรอก
แต่ทุกๆ คนมาช่วยกัน คนละไม้คนละมือตามที่ตนเองถนัด ทำให้งานต่างๆ มันลุล่วงไปได้ด้วยดี
ผมว่า มันยิ่งกว่าปาฏิหารย์นะ

หลายคนที่ผมเคยเห็นเค้าแค่ใน timeline
แต่วันนี้ผมเห็นเค้ากำลังช่วยงานแบบตัวเป็นๆ อยู่
น่าประทับใจมากๆ

งานเช้า

ครับ วันนี้ theme งานจะออกแนวสีฟ้าและขาวครับ
ผมชอบนะ มันดูเข้ากับอากาศเย็นๆ และบรรยากาศของที่ปาย

theme งานสีฟ้าขาว

ว่าแต่ พี่นัทมาจากไหนครับ -_-a
วันนี้เอาแค่สีฟ้าขาวนะครับ ไม่เอาสีดำ -_-!!

ผิดที่มั้งพี่นัท

งานพิธีใกล้เริ่มแล้ว
เพื่อนเจ้าบ่าวก็มายืนเรียงเป็นแถวครับ

พี่เม่นและกลุ่มเพื่อนเจ้าบ่าว

และแล้ว คุณแก้วก็เดินนำขบวนพาเจ้าสาวมาครับ
กรี๊ดดดดดด กรี๊ดดดดดด

เดินนำขบวน

ดูไปดูมาไม่แน่ใจว่านี่เป็นงานแต่งงาน
กล้องเยอะโคตรๆ ทั้งคอมแพค ทั้ง DSLR เต็มไปหมด
ภาพที่เจ้าสาวเดินกับคุณพ่อเข้าพิธีอย่างกะเดินไปเฉิดฉายในเวทีออสการ์
ผมมั่นใจว่า 1 วินาที มีคนลั่น Shutter ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งเลยทีเดียว

เจ้าสาวเดินเข้าพิธีพร้อมคุณพ่อ

“พิธีการนี้ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นพิธีที่เกิดจากความรัก และคำมั่นสัญญา ของทั้งสอง ต่อหน้าเราผู้เป็นสักขีพยานในการกล่าวคำปฏิญาณของทั้งคู่ องค์ประกอบสำคัญญของพิธีแต่งงานนี้ อยู่บนความรัก และ คำมั่นสัญญา

ความรักคือสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ที่ทำให้เราได้มีความสุข ได้พบเจอทุกข์ ความเจ็บปวด เติบโต สร้างแรงบรรดาลใจ หรือแม้กระทั้งสร้างชีวิตใหม่ ความรักนั้นมีมากมายหลายนิยาม แต่สำหรับทั้งคู่ คงเป็นดังบทกวี บทนี้

ความรักที่แท้จริง จะผ่านพ้นไม่ว่าอุปสรรค์ใดๆ จะไม่แปรเปลี่ยน
ความรักจะเป็นเหมือน เสาเข็ม ที่ไม่มีวันสั่นคลอน แม้มีพายุพัดผ่าน
ความรักเป็นเสมือนดาวนำทาง ในคืนที่มืดมิด
ความรักไม่ผันเปลี่ยนตามกาลเวลา
ความรักไม่แค่ชั่วยาว หรือสัปดาห์ แต่จะยั่งยืนจวบจนกาลปวสาน

sonnet 116 – เชคสเปียร์”

มันเก๋มากๆ

พิธีการในช่วงเช้า

“ในนิยามของความรักที่หลากหลาย เมื่อความรักได้เดินทางผ่าน การเรียนรู้ ความเข้าใจ การบ่มเพาะ เติบโตจนถึง การตัดสินใจที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่แค่การกินอยู่ด้วยกัน แต่เป็นการเสียสละ และ ดูแลกันในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของคู่ชีวิต สุขภาพ และที่สำคัญเป็นการบอกกับตัวเองว่าชีวิตของทั้งคู่จะมีกันและกันตลอดไป

กินใจมากๆๆ T T

เจ้าบ่าวสวมแหวนให้

คำมั่นสัญญา ที่ในโลกปัจจุบันทุกสิ่งมันง่าย จนทำให้คำมั่นสัญญาที่เราพูดให้กันง่ายๆนั้น ลดความสำคัญลง การรักษาสัญญาก็ลดลง แต่สำหรับคู่ชีวิตนั้น คำมั่นสัญญาในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ให้ทั้งคู่ได้ยึดเหนี่ยว ได้ศรัทา เคียงข้างไปกับความรักของทั้งคู่ พร้อมกับสักขีพยานทุกท่านที่จะร่วมเป็นพยานในการปฏิญาณที่จะเกิดขึ้นนี้”

TT TT ซึ้ง

เจ้าสาวสวมแหวนให้เจ้าบ่าว

เป็นงานแต่งที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความจริงใจ
ผมประทับใจมากๆ

ถ่ายรูปกับบ่าวสาว

สมาชิกในทีม iHear + วิทย์และกิฟท์แสดงความยินดี

กิฟท์ พี่จี้ พี่เม่น วิทย์
iHear band มาร่วมแสดงความยินดี

งานนี้ส่วนมากจะมาเป็นคู่ครับ
ขนาดพี่พัชรที่ไม่ได้ควงพี่บอลมา ก็ยังสามารถเอาปูเป้มาควงได้
(หรือเราพูดสลับกันหว่า)

พี่พัชรควงกับปูเป้

นอกจากนั้น ยัยหนูนิชยังมีของเล่นอีกแหนะ
เอาลิปสติกมาให้เขียนเล่น ผมกับเดียร์ก็เลยเขียนอวยพรให้พี่เม่นกะพี่จี้เลย

เขียนอวยพรพี่เม่น-พี่จี้

นิชชี่จอมซุกซนยังเอากระดาษและลิปสติกให้ทุกคนเขียน
จึงเกิดเป็นโพสเก๋ๆ นี้ขึ้น ใน blog ชองนิชชี่

งานพิธีก็เสร็จสิ้นลงด้วยรอยยิ้มของทุกฝ่าย

หลังงานพิธี ก็มีอะไรกินบ้างไรบ้าง

ใช่ครับ!!! งานพิธีเสร็จแล้วเย้ๆๆๆ
หลังงานก็มีกินอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งหลักๆ เป็นอาหารกระจุ๊กกระจิ๊กเล็กๆ น้อยๆ
เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ หลังงานเช้า

ตอนนี้แทบทุกคนอยู่ในส่วนฟู๊ดคอร์ทของงานแต่งงาน

มีงานเลี้ยงเล็กๆ หลังงาน

หลักๆ ธีมสีฟ้าขาวก็ยังไม่หายไปจากงานเสียทีเดียว
เพราะเครื่องใช้ต่างๆ ก็ยังคงเป็นสีฟ้าและสีขาวเป็นหลัก

แทบทุกอย่างยังเป็นสีฟ้าขาว

ส่วนตัวผมมัวแต่เดินไปถ่ายรูปครับ อาจได้อาหารมาไม่ครบ
ก็เริ่มตั้งแต่ของคาว(ไม่มาก) เป็นแซนวิชกับ Quiche ครับ อร่อยๆ

แซนวิชและ quiche

ส้วนของหวานก็มีทั้งไทยและเทศครับ
ทางฝั่งไทยก็มีทองหยิบทองหยอด และขนมชั้นรสเลิศมา

ขนมไทยในงาน

ส่วนที่ผมว่าอร่อยสุดก็คือทาร์ทผลไม้ครับ
เพราะมันได้ความสดของผลไม้ ความหอมของแป้งที่ใช้ทำ บรรจงแต่งมาแบบพอดีคำ
รวมทั้งแป้งของทาร์ทที่ไม่แข็งเกินไป
แถมยังมีเยลลี่โปะบนอีกอัน สวยและน่ากินมากๆ

Tart ผลไม้ที่ผมกล่าวถึง น่ากินมากๆๆ

นอกจากนั้นยังมีขนมสายไหมสีฟ้าสวยกลิ่นมิ้นท์อีกด้วย
แขกที่มาในงานปั่นเองได้แบบเต็มที่เลย

สายไหมสีฟ้า เข้ากับธีมดีจัง ไหนๆๆ ลองชิม

แต่ด้วยความสามารถทางความ “อาร์ท” ของเธอ
เธอก็ดัดแปลงสายไหมธรรมดาเป็นสายไหมรูปดอกกุหลาบ

จากสายไหม กลายเป็นกุหลาบสีฟ้าซะงั้น

ส่วนเครื่องดื่มนี่ผมมาไม่ทัน ทำให้บลูฮาวายหมดแล้ว
เลยได้น้ำพันช์สีส้มเด่นตัดกับสีธีมของงานแทน
รสชาติจากการผสมของน้ำส้มและน้ำสับปะรดที่ลงตัวสร้างความอร่อยสดชื่นและดับกระหายจากขนมต่างๆ ได้อย่างดี

น้ำพันช์จ้า

Part ก่อนเราเห็นพี่ตูนบอดี้แสลมแล้ว
ตอนนี้ผมก็เพิ่งเห็นพี่โจ๊ก โซคูลกำลังนั่งจิบน้ำพันช์ในงาน
โอววว บร๊ะเจ้าโจ๊กกกกกกกกก งานพี่เม่นช่างยิ่งใหญ่ในทุกวงการเจงๆๆๆๆ

นั่นมัน... บระเจ้าโจ๊กกกกก

เก็บตกหลังงาน

ความสนุกและรอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจริงๆ เมื่ออยู่ในงานพี่เม่น
ก็สนุกๆ ครับ มีพิธีโยนดอกไม้ และสายรัดถุงน่อง (อันหลังก็เพิ่งเคยเจอ)
เก๋ๆ ดีครับ แอบรับลำบากเพราะโยนกันตรงขั้นบันได้

โยนสายรัดถุงน่องและช่อดอกไม้

จากนั้นรถเต่าของพี่เม่นก็มารับคู่บ่าวสาวแล้วครับ รถเต่าก็แต่งซะเก๋เลย
อัญเชิญรถเต่าโดยพี่ปลาทอง (อาจดูคล้ายพี่เม่นขับ)

รถเต่าของพี่เม่นครับ

จากนั้นก็ขอถ่ายรูปคู่ซักใบก่อนจะไปกินข้าวเที่ยงกัน

รูปคู่ของผมกับเดียร์หลังงานแต่ง

จากนั้นก็มีเก็บขงเก็บของอะไรหลังงานนิดหน่อย แต่ก็เยอะเหมือนกัน
เพราะทีมงานส่วนใหญ่ทยอยๆ กันกลับแล้ว เหลือแต่ชายหนุ่มวัยฉะกันไม่กี่นาย
แต่ของที่ขนนี่ยังมีอีกมากมาย
ก็ช่วยๆ กันไปครับ สนุกดี คนละไม้คนละมือ

งานทุกอย่างสำเร็จเพราะบร๊ะเจ้านี่เอง

ผมนั่งท้ายรถกระบะของคุณโอมที่บรรทุกหลังด้วยเก้าอีเต็มไปหมด
ด้วยหวังว่าจะช่วยทับไม่ให้เก้าอี้กระเด็น
แต่ผมคิดผิด เพราะมันโคตร unstable เลย แถมเวลาโค้งแต่ละทีนี่แทบจะเป็นลม
เพราะว่ามันไม่มีที่เกาะคร้าบบบบบ
ยังดีที่รอดมาได้

แถมระหว่างมาเจอช้างด้วย เลยถ่ายรูปมาฝาก

ที่ปายก็มีช้างนะ

งานเช้าเสร็จสิ้น ก็ไปหาอะไรกินกันต่อดีกว่าครับ
ซึ่งงานพี่เม่นหมดไป 99% แล้วสำหรับ blog ผม
จากนี้จะเน้นที่การกินเป็นหลัก ^^

หมูบ้านยูนนานและขาหมูในตำนาน

หมู่บ้านชาวยูนนานเป็นหมู่บ้านที่อยู่ไปทางทิศเหนือของปายครับ
ก็เก๋ดีนะครับ เอาแบบวัฒนธรรมของจีนยูนนานมาผสมๆ แล้วจัดแยกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปเลย
แรกๆ ขี่รถไปเองอาจงงๆ นิดนึง

ถึงหมู่บ้านชาวยูนนานแล้ว โว้ๆๆๆ
หมู่บ้านชาวยูนนานเค้า

สิ่งที่ผมมาที่นี่ไม่ได้มาเที่ยวนะครับ
แต่มาเพราะเจ้าสิ่งนี้ที่เค้าร่ำลือกันว่าอร่อย
“ขาหมูยูนนาน”

ขาหมูยูนนานที่รอคอยมาแล้ว

เห็นพี่หลายๆ คนทั้งที่กินมาแล้วและกำลังนั่งกินกับผมชอบมากๆ
ส่วนตัวผมเฉยๆ นะ มันก็ขาหมูต้มแนวขิงๆ และใส่เครื่องเทศยูนนานแทนผงพะโล้
หรืออาจเพราะผมซัดทาร์ทและขนมอื่นๆ ในงานพี่เม่นมาเยอะไปหว่า

ขาหมูยูนานครับ

ส่วนเมนูอื่นๆ ก็โอเคนะครับ
โดยเฉพาะปลานึ่งเครื่องเทศอะไรซักอย่างอร่อยดี

ปลานึ่งสมุนไพรสไตล์ยูนนาน

แล้วก็มีแพะแดดเดียว มันเหมือนจะมีกลิ่นคาวๆ นิดๆ แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์มากๆ
อร่อยดีนะ เหมาะกับการเอามาแกล้มเบียร์แล้วดูบอล

แพะแดดเดียว

อีกอันที่หลายๆ คนติดใจมันชื่อเหลียงซานทอด
อารมณ์ประมาณเอามันเทศมาทอด
ผมว่าแรกๆ ที่ร้อนๆ ก็อร่อยดีนะ แต่กินไปกินมามันมีน้ำมันเยอะไปหน่อย

เหลี่ยงซานทอด

เติมพลังเต็มที่ก็ไปเดินเล่น-และไปถ่ายรูปกันครับ

เริ่มที่แรกที่ชิงช้ายูนนาน
พวกเราก็รวมกลุ่มกันชื่อ “เข็นไม่ขึ้น” ที่มีผม-วิทย์-พี่ฉัตร-พี่นัท
คิดว่าน้ำหนักตัวรวมกันไม่น่าต่ำกว่า 350 กก.

ทดสอบความกล้ากับชิงช้ายูนนาน

พอหมุนรอบแรกเท่านั้นแหละครับ มันเสียววาบๆๆๆๆ เลย
หมุนกันโคตรเร็ว ไหนว่าเข็นไม่ไปไม่ใช่เหรอ
แถมมีทั้ง Forward-backward เย้ยยยยยย
แล้ว safty ก็ไม่มีอย่างอื่น นอกจากมือเราทั้งสองที่เกี่ยวกันไว้
เค้ากลัวๆๆ พอแย้ววววววว

แม่เจ้า!!! มันสุดยอดจริงๆ

แรกๆ โคตรแมน
ตอนนี้ สาวแตกไปหมด กรี๊ดกร๊าดกรีดกราย (รูปจาก @lingjaidee)
กดที่รูปเพื่อดูรูปที่ใหญ่ขึ้น

แต่ละคน เอิ๊กๆๆ

นอกจากชิงช้านั้นแล้ว หมู่บ้านยูนนานยังได้รับการตกแต่งอย่างดี
เหมาะกับที่จะมาถ่ายรูปมากๆ
คิดว่าหน้า hi-season คนคงจะต้องเหยียบหัวกันแน่ๆ เลย

หมู่บ้านเค้าสวยแบบนี้ ร้อนแค่ไหนก็ยอม
จ๊ะเอ๋ๆๆ

นอกจากนั้น ที่หมู่บ้านยังมีของฝากให้เลือกซื้อมากมาย
ใครสนใจก็ลองไปด้อมๆ มองๆ ได้ ราคาไม่แพงครับ

บรรยากาศร้านค้าในหมู่บ้านยูนนาน

อยากบอกว่าวันนั้นแดดร้อนแรงมาก
เอาซะผมที่ตื่นเช้า ยกของและขี่รถทั้งวันหมดแรงเลยทีเดียว
เลยแอบหนีทุกคนไปนอน (ส่วนคนอื่นๆ ไปร้านกาแฟกัน)
เข้าใจว่าที่ปายร้านกาแฟเยอะคงเพราะต้องการให้นักท่องเที่ยวถ่างตาเที่ยวให้ครบแน่เลย

หนีมาเที่ยวกับเดียร์ตอนเย็น

เออ ถ้าใครยังโสด หรือทนรับรูปคู่ของผมไม่ได้ ก็หยุดอ่านซะตรงนี้ก็ได้นะครับ
แต่คุณจะพลาดสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกในปาย
เอาน่า ไหนๆ ก็ทนผมสวีทมาตั้งเยอะแล้ว ดูๆ ให้จบไปเถอะครับ

ที่แรกครับ
หลักกิโลปายที่ 0 ครับ อยู่หน้าวัดหลวง

หลักกิโลปายที่ศูนย์

จากนั้นก็ไปสะพานประวัติศาสตร์ปายครับ

สะพานประวัติศาสตร์ปาย

อยากมีรูปคู่แต่ไม่มีขาตั้งกล้อง
ก็เลยต้องวางกล้องบนพื้นถ่ายเอา

สะพานประวัติศาสตร์ปาย

ก็ต้องหันมาถ่ายเอง

ไม่ได้มีคนมาถ่ายให้ -_-!!

มีป้ายจากการถ่ายหนังปายอินเลิฟด้วย
ก็เลยแอบถ่ายสไตล์ iHear

ถ่ายกับป้ายโฆษณาหนังครับ

ส่วนฝั่งตรงข้ามก็มีลุงบุรุษไปรษณีย์ยืนอยู่คู่กับจักรยานของแก
เดียร์ก็เลยวิ่งไปถ่ายด้วย น่ารักดีๆๆ

คู่กับบุรุษไปรษณีย์
แอบขโมยจักรยานลุงแกมาขี่เล่น

เหลือเวลานิดหน่อยก่อนเริ่มงานเย็น
เลยไปถนนคนเดินกัน เก็บตกของฝากเล็กๆ น้อยๆ

ลุงขายขลุ่ยที่ถนนคนเดิน น่าสน ดูเป่าง่าย
เอ่อ.. เป่าจริงยากมากๆ

เดินไม่ได้มากครับ เพราะเดี๋ยวไปงานเย็นแล้ว
ขนาด Postcard ที่ซื้อมาก็ยังต้องเก็บไปเขียนแล้ว

งานเย็นที่ Pai a ars

งานเย็นก็คล้ายๆ กับ After party ยังไงอย่างนั้น
เป็นงานแบบเป็นส่วนตัว ซดแอลกอฮอล์ข้างสระน้ำ
มี Presentation เก๋ๆ, คลิปสั้นๆ แต่มันช่างกินใจ
รวมทั้งดนตรี iHear band ขับกล่อมไปเรื่อยๆ

ดนตรีประกอบงานกลางคืนโดย iHearBand

แล้วยังมี Cup cake home made ในงานด้วย
ตัวเค้กอร่อยมากๆ ยังกะมืออาชีพทำ
มันมีความหอมปนกับความนุ่มผสมผสานและกลืนไปอย่างลงตัว
และยังมีกลิ่นไอของความอบอุ่นและห่วงใยของเพื่อนๆ วิ่งวนอยู่รอบๆ คัพเค้กชิ้นเล็กๆ อีกด้วย

คัพเค้กแสนอร่อยในงาน

เอาเป็นว่าเมากันถ้วนหน้าละครับ ส่วนนักดนตรีมิอาจเมา
ไม่ใช่ไม่กินนะครับ แต่ว่าพอมีคนกระโดดน้ำ น้ำจากสระก็ไหลเอ่อขึ้นมาท่วมเครื่องดนตรี
โดยเฉพาะวิทย์ และพี่พัชรดูตระหนกมากกว่าคนอื่นๆ เพราะต้องคุมเครื่องเสียงด้วย
แต่โดยรวมผมว่าสนุกมากๆ และเป็นงานแต่งงานที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยไปมาเลย

ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็ไม่พลาดการเล่นน้ำครั้งนี้

พี่เม่นว่ายน้ำไปหาพี่แองจี้

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมากนัก เพราะว่าสถานที่มันมืดมากๆ แถมผมต้องเล่นดนตรีด้วย

ตื่นเช้าไปหาอะไรกิน

แม้เมื่อคืนจะเลิกกันดึก แต่ผมก็ยังไม่พลาดตลาดเช้าที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่
จริงๆ ก็ไปเดินดูกับเดียร์แล้วไม่มีอะไรมาก เลยแวะกันที่นี่ด้วยความหิวครับ

ปลาท่องโก๋ยามเช้า

คนเยอะมากๆ จนปลาท่องโก๋หมด
เดียร์เลยไปถอยโรตีร้านตรงข้ามมา

ระหว่างรอปลาท่องโก๋

และแล้วมันก็มาครับ
เป็นปลาท่องโก๋ตัวเล็กๆ ต่างจากวันแรกที่ตัวบะเริ่มตัวเดียวอยู่ท้อง
แต่จุดเด่นของที่นี่คือว่า มันร้อน กรอบ และไม่เหม็นกลิ่นแอมโมเนียเลย
เพราะไม่ว่ากินปลาท่องโก๋เจ้าไหนมันก็ต้องมีกลิ่นนี้เล็กๆ บ้าง ไม่มากก็น้อย
แต่เจ้านี้ไม่มีเลย

ปลาท่องโก๋เมืองปาย

ยิ่งได้นมข้นหวานมาจิ้มด้วย
โอ้ววว แม่เจ้า แจ่มโคตรๆๆ

ปลาท่องโก๋และนมข้นหวาน

เมื่อพออยู่ท้องก็ไปขับรถเล่นในเมืองอีกหน่อย
สนุกดีๆๆๆ อากาศดีๆๆๆ ไม่ร้อนด้วย
เจอวาวีแล้วคิดถึงที่อารีย์ เลยถ่ายรูปมาฝาก

วาวีที่ปาย

แล้วก็ไปถ่ายรูปที่สะพานไม้ไผ่แถวๆ ปายในฝัน
เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำปายเล็กๆ วิวสวยดี
แอบเสียวอยู่เหมือนกัน เพราะสะพานเป็นไม้ไผ่ แอบโยกได้นิดนึง

ถ่ายกับสะพานไม้ที่ปายในฝัน

เมื่อเที่ยวจนแดดเริ่มร้อน ก็กลับไปบ้านดีกว่า
แล้วก็มาเขียน Postcard ที่ซื้อไว้เมื่อคืนกัน

เขียน Postcard กันเถอะ

Postcard หลายใบอยู่เหมือนกันแฮะ
กลับมาก็หิวอีกแล้ว
บ่ายนี้ก่อนกลับจะไปไหนกันต่ออีก คิดไม่ออก

เพราะเท่าที่ผมเคยไปปายมาสองครั้ง มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากๆ
จากที่ๆ เคยเป็นป่าแห้งๆ มีเสน่ห์แบบปาย ก็กลายเป็นรีสอร์ทซะเยอะ
จากเมืองเงียบๆ ก็เป็นเมืองแห่งศิลปินเก๋ (อันนี้ผมชอบนะ)
จากเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร กลายเป็นเมืองที่มี 7-11 และอื่นๆ อีกเยอะ
จากเมืองที่เป็นบ้านไม้ ก็กลายเป็นบ้านปูนเยอะๆ ดีที่ยังไม่มีตึกสูงประหลาด
แม้ว่ามาปายกี่ครั้ง ผมก็ยังอยากให้ปายเหมือนปายในวันแรกที่มา เงียบและสงบ
ผมคงหยุดวันเวลาไว้ไม่ได้หรอก อะไรที่เป็นไปก็ควรเป็นไป
ผมคงทำได้แค่เก็บความทรงจำดีๆ ไว้แค่นั้น

คำเชิญแห่งร้านกาแฟ

และแล้วพี่แบงค์ วิทย์ และสมาคมแม่บ้าน iHear จึงให้คำแนะนำกับผมว่า
“เนี่ย.. มันมีร้านกาแฟน่านั่งมากเลยนะ เก้าอี้นั่งสบายมากๆ”
“ใช่ๆๆ ร้านก็แต่งสวยมากเลย มีงานศัลปะเต็มไปหมด”
“เจ้าของร้านเค้าเป็น creative โหเนี่ย ตั้งใจทำกาแฟมากๆ เลย”
เออ พี่ครับ ผมไปตั้งแต่พี่ๆ บอกชื่อร้านผมแล้วครับ

ร้านนั้นคือ “All about coffee”

ร้าน All about coffee ครับ เป้าหมายวันนี้

ร้านนี้ตั้งอยู่แถวๆ ถนนคนเดินครับ แถวๆ ย่านที่ขาย postcard เยอะๆๆ

พอเข้ามาถึงก็ดูตื่นตาตื่นใจมากๆ
ดังสรรพคุณที่ทุกท่านกล่าวอ้างมา

ในร้าน All about coffee

ส่วนตัวผมชอบ style การตกแต่งร้านเอาเสียมากๆ
มันอบอุ่น ดูดี และเป็นกันเอง แต่ก็ยังไม่พลาดความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

บรรยากาศที่ all about coffee

มาแล้ว กาแฟนัวร์และโกโก้ปั่น

กาแฟนัวร์และโกโก้ปั่นเย็น

ส่วนขนมก็มีบราวนี่ย์ฟัดจ์พร้อมกับวิพครีม
ผมว่ารสชาติปานกลาง แถมแอบแข็งไปนิดนึง

บราวนี่ฟัดจ์

แล้วก็มีพายบลูเบอร์รี่

พายบลูเบอร์รี่

ของคาวก็มีไข่กระทะ
อันนี้อร่อยดี เพราะเค้าเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี ทอดได้เข้าที่มากๆ
แต่แอบแพงไปนิดนึง

ไข่กระทะ

นอกจากนั้นผมกับเดียร์ก็ยังได้ postcard สวยๆ เพิ่มเติม
เพราะเมื่อเช้าที่เขียนไปตอนแรกเหมือนจะซื้อมาเกิน แต่สุดท้าย ไม่พอซะงั้น
โดย postcard ที่นี่เป็นเอกลักษณ์ที่เป็นของร้านเอง เก๋ๆๆๆ

ของในร้านก็สวยๆ ทั้งนั้น

ส่วนน้องกล้าจังก็ยังอินกับความเป็นบร๊ะเจ้า
แม้จะนั่งจิบกาแฟ ก็ยังเป็นบร๊ะเจ้าได้
มาวาวีคราวหน้าแนะนำให้ร้องเพลงโซคูลไปเลยนะไอ้น้อง

อินไปมั้งน้องกล้า

และนอกจาก postcard แล้ว ผมกับเดียร์ก็มีเสื้อคู่ด้วย
ได้มาจากร้าน all about coffee นั่นแหละ น่ารักดีนะ

เสื้อคู่ที่น่ารักที่สุดในโลก

สุดท้าย…
เราก็มีเสื้อคู่กันหมดทั้งผม-เดียร์, วิทย์-กิฟท์, พี่แบงค์-พี่ปุ๋ย
อันเป็นหลักฐานชั้นเลิศในการบอกว่าใครคู่กับใคร
ไหนๆ ก็ถ่ายรูปสมาคมแม่บ้านก่อนที่จะลงไปเชียงใหม่และกทม. ตามลำดับ

สมาคนแม่บ้าน iHear

จากนั้นเราก็ไปหาหมูสะเต๊ะและข้าวเที่ยงกินก่อนที่ลงไปเชียงใหม่
เมื่อถึงเวลา 1530 น อันเป็นฤกษ์เดินทางกลับเชียงใหม่ ทุกคนพร้อม ล้อรถตู้หมุน
ระหว่างทางมีอ้วกและเกือบอ้วกไปหลายคน เพราะขาลงรถมันขับเร็วกว่าขาขึ้นนัก
ส่วนตัวผมชิลๆ นะ ไม่มึนไม่อะไรมาก

ซึ่งพอถึงเชียงใหม่ @ajbomb และคณะชาว #twitcm ก็พาไปกินอาหารเมืองที่ร้านบ้านสวนแกงร้อนกัน
ผมก็เจออาหารเมืองที่ผมไม่ได้กินมานานแล้ว เพราะมัวแต่กิน tonkatsu !!!
ทั้งไข่มดแดง ฮังเล น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ
แถมยังแวะร้านไมโลดิบแถวนิมมานฯ เจอสาวๆ น่ารักเพียบ
ผมเลยต้องเป็นนกต่อให้คนอื่นๆ ถ่ายรูปซะเยอะเลย ฮื่มๆๆๆๆๆ

แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะเมม 1 gb เต็มแล้ว

จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
หมดเวลาสำหรับการรวมตัวเฉพาะกิจแล้ว
ช่วงเวลาสุขของผมกับปายมันช่างสั้นจริงๆ
หวังว่าผมจะได้ไปเจอปาย เมืองอันเป็นที่รักอีกครั้ง ในสภาพไม่ต่างจากเดิมมาก

สุดท้าย
รูปนี้ผมฝากให้พี่เม่นละกันครับ
อาจงงๆ แต่ลองดูที่ชื่อรูปละกันครับ

อย่าฝ่าไฟแดง

สุดท้ายของสุดท้าย
ขออวยพรให้พี่เม่นและพี่จี้รักกันนานๆ มีความสุขในทุกๆ ที่ที่ไปอยู่
สุขภาพร่างกายแข็งแรง ดูแลกันนานๆ มีลูกเร็วๆ ด้วย
ร้าน Sweet and Mellow ก็เติบโตด้วยดี
แล้วเราคงได้พบกัน ไม่ที่ปายก็ที่นี่นะครับ

และติดตามการเดินทางของความรักและชีวิตของทั้งคู่ต่อได้ที่
http://www.sweetandmellow.com/

“การแต่งงานเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่การใช้ชีวิตคู่ด้วยความสุขและความรักอย่างยืนยาวต่างหากคือความสำเร็จในชีวิตคู่, บิ๊กโอสู่อินฟินิตี้สินะ” — tongkatsu

ปาย-งานแต่งงาน-พี่เม่นและพี่แองจี้ part 1

“พี่เม่นกับพี่จี้จะแต่งงานกัน”

ทุกคนเคยไปงานแต่งงานใช่ไหมครับ
บรรยากาศเดิมๆ โรงแรม พิธีการ ขนบธรรมเนียม…

แต่ครั้งนี้ มันต่าง
มันไม่ใช่งานแต่งงานที่จัดในโรงแรมหรูๆ ใจกลางเมืองหลวง
แต่นี่มันจัดกันที่ปาย อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เป็นเมืองในฝันของหลายๆ คน รวมทั้งบ่าวสาวด้วย

บัตรเชิญงานแต่งเก๋ๆ จากพี่ลิงใจดี

ผมรับทราบข่าวนี้มาประมาณเดือนกว่าๆ แล้ว แต่ชีวิตยังมีอะไรให้คิดอีกเยอะ
“โห แต่งไกลโคตร ที่ปายแหนะ”
“จะได้ไปไหมเนี่ยยยย อยู่ระหว่างสอบด้วยนะ”
“จัดปลายเดือน ตังหมด”
“ไปไงเนี่ย เอาอะไรไปมั่ง เสื้อผ้าก็ไม่มี”

แม้จะมีเรื่องราวและข้อโต้แย้งในหัวผมมากมาย
แต่ผมก็ใช้เวลา 1 วินาที (หลังรู้ว่ามันไม่ทับกับวันสอบ) ในการตัดสินใจว่า…

“ไป”

และการไปปายครั้งนี้ มันได้อะไรมากกว่างานแต่งงานทั่วๆ ไป
มันงานแต่งงานเป็นสิ่งที่ทำให้ผมพบกับนิยามใหม่ในความรัก-การแต่งงาน-และการใช้ชีวิตคู่เลยทีเดียว
และความรักของเพื่อนๆ ใน social network ที่หลายคนไม่คิดว่าจะเกิดมาก่อน

ปาย-งานแต่งงาน-พี่เม่นและพี่แองจี้

และพี่เม่นและพี่จี้ก็คงไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้มาก่อนด้วย

พร้อมออกเดินทาง

คณะ iHear, TigerIdea และผองเพื่อน ทั้ง @lingjaidee, @sikkha ได้นับการนัดหมายจาก @ipattt ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะตลก iHear ในการพาเหล่าลูกทัวร์ไปงานครั้งนี้ โดยการนัดหมายอยู่ที่ย่านสุทธิสาร โดยเราเดินทางไปปายครั้งนี้ด้วยรถตู้สองคันครับ

อยากบอกว่าของเยอะมากๆ เพราะมีทั้ง Bose L1 สองตัว, คีย์บอร์ดพี่พัชร, กีตาร์ของพี่แอล, กาฮองและเครื่องเคาะของพี่นัท, บองโกของผม, ฟลุ๊ตของพี่ฉัตร, ทรัมเป็ตของพี่ปลา, และสัมภาระอันมหาศาลของทุกๆ คน

เมื่อ @simplywit และคนขับรถจัดเรียงของทั้งหมดกัน

โชคดี ที่ยังไม่มีกลองชุดของพี่เกียวปิ ไม่งั้นเราคงต้องมีรถตู้อีกคันแน่ๆ

ของพร้อม คนพร้อม เวลาพร้อม ก็ไปเลยสิครับ

พักจริงจังครั้งแรก ที่เถิน

จริงๆ ระหว่างเดินทาง อยากแอบเม้าท์ว่าพักบ่อยมาก แทบทุกจังหวัดเลย
แรกๆ คิดว่าเสียเวลา แต่คิดไปคิดมา อืมมมม คนขับก็ไม่ง่วงด้วยนะ

พี่นัทต้องการขาวมากๆๆ
พี่พัชรกับชุดมาช๊อปปิ้ง

แต่เราพักจริงจังครั้งแรกที่ อ.เถิน จ.ลำปาง ครับ
ในอากาศหนาวที่รอต้อนรับเรามาแต่ไกล

ยามเช้าที่เถิน

เหตุที่พักจริงจัง เพราะพี่ปลาทองของเรามีความจำเป็นต้องใช้ internet ในการส่งงาน
โชคดีที่เราเจอ internet ในปั้มปตท. แถมแรงดีอีกด้วย อิอิ

พี่ปลาทำงานด่วนมากกกกก

จริงๆ ผมงงมากๆ ตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมที่ปลาทองถึงมาอยู่บนรถตู้หว่า ไหนว่าจะไปฮอลแลนด์ปลายกุมภา
ก็เพิ่งรู้จากพี่แบงค์เหมือนกันว่า พี่ปลาทำ VISA ไม่ผ่าน การเดินทางเลยต้องเลื่อน
…และได้มางานแต่งที่ปาย (พร้อมกับเอางานมาทำระหว่างทางด้วย)
พี่เม่นมีเพื่อนที่ดี และโชคดีมากๆ จริงๆ

เมื่อมี internet ทุกคนก็ไม่พลาดการใช้ internet ร่วมกันจริงๆ
อืมมมม ช่างดึง Bandwidth กันได้ดีครับ

พักจริงจังครั้งแรกที่เถิน

ทุกคนล้วนแต่มี activity กันมากมาย
มีตั้งแต่คู้รักหวานแหวว ที่แต่ไปแล้ว

คู่รักหวานแหวว

และคู่เผ็ดร้อนที่ออกอาวุธกันไม่แพ้ศึกอัศวินดำ

เถรกวาดลาน เข้าพับนอกซ้าย

นอกจากพี่ปลาทองแล้ว คุณวิทย์ก็เอางานมาทำด้วย
แอบทำหน้าเครียด เพราะแอบดูแล้วมี twitter ขึ้นเต็มไปหมด

เอางานมาทำด้วยเรอะ

ส่วนพี่ @macroart ก็ทักทายเหล่าสาวก Palringo ไม่ขาดสาย

@macroart และ Palringo

ส่วนน้องกล้ายืนกอดอกหนาว
น้องครับ แค่ลำปางก็หนาวแล้วเหรอครับ -_-!!

กล้าจังหนาวมาก

ส่วนผมเหรอครับ
ก็ยังไม่พลาดเรื่องกินครับ
หนาวๆ แบบนี้ ตามปั้มน้ำมันแบบนี้ คงไม่มีอะไรดีเท่ามาม่าร้อนๆ

มาม่ากู้ชีวิต

ซดกันซี๊ดซ้าดดดดด
แบบว่าหิวๆ มาทั้งคืน ได้มาม่าควันหอมมาลงท้องซักหน่อย แจ่มๆๆๆ

กินมาม่าตอนหนาวมันอร่อยมากๆ

น้องกล้าผู้เหน็บหนาวก็มาซดมาม่าด้วย
มันเมพพพพพพพพพพ นะไอ้น้อง

มาม่ากับกล้าจัง

ระหว่างทางไปปาย

เมื่อระหว่างทางเราก็แวะเชียงใหม่ครับ ไปรับเดียร์ ไปหาข้าวเที่ยงกินก่อนที่จะเดินทางต่องานทุกคนเสร็จ+เริ่มอิ่มท้อง เราก็เดินทางต่อครับ

ในรถตู้

จากนั้นก็กดยาวเลยครับ จนถึงระหว่างทางจากแม่มาลัยไปปาย
ผมไม่รู้ว่าที่ไหน แต่ผมตื่นมาก็เจอรถตู้คู่ใจจอดอยู่

รถตู้ที่เดินทางจอดอยู่

กำลังง่วงๆ ปนกับมึนๆ ก็เห็นพี่นัทกำลังเป็นพี่ตูนบอดี้สแลม หลังจากซัด M150 เข้าไป
“พี่ตูนไหงอ้วนงี้อะ แล้วพี่ตูนมางานแต่งพี่เม่นด้วยเหรอวะ”

พี่ตูนอ้วนมากๆ

และแล้วพี่นัทและน้องกล้าก็ถูกตำรวจเรียกเข้าพบ
เป็นอันเดือดร้อนชาวคณะในการนำตัวกลับมา
แต่อย่างน้อยพี่แกก็ได้วิชาจากพี่ๆ ตชด. ในการใช้ GT200 แบบประยุกต์

ช่วยพวกกระพ้มด้วยคร้าบบบบบ พี่น้องทั้งหลาย

สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
พร้อมแล้วก็ลุยให้ครบ 762 โค้งเลยละกัน

เมื่อถึงปาย ก็ไปพริบตา

พริบตาคือรีสอร์ทครับ
เป็นสถานที่จัดงานแต่งช่วงเช้า
พี่พัชร พี่เม่นและฝ่ายต่างๆ ประชุมกันอย่างเครียด เครื่องเสียงวางตรงนั้น ทรัมเป็ตเป่าตรงนี้

ประชุมอย่างเครียด

ส่วนพี่นัทก็สอนผมในการทำ GT200 ครับ
เวอร์ชันน้ำผึ้งผสมมะนาว ใช้ตรวจหาวัตถุความหื่นสูงครับ ยิ่งหลอดยกสูงมาก ยิ่งหื่นมาก

เครื่องหาความหื่นต้นแบบจาก GT200

หลังจากประชุมเสร็จ ความเครียดอะไรต่างๆ ก็คลายลง
พี่พัชรกับพี่แบงค์ก็รำลึกความหลังบอยแบนด์วงแรกของไทย แต่ถูกแบนไปก่อนออกเทป

บอยแบนด์ไทยแลนด์โดยพี่แบงค์และพี่พัชร

ออกเดินทางต่อดีกว่าครับ

เก็บภาพระหว่างทาง

ระหว่างทางไปที่พัก
ทุกคนตอนนี้เหนื่อยเมื่อยลัา
แต่ก็ยังมีอารมณ์สุนทรีย์ในการออกมาถ่ายรูปเล่นอยู่
ที่หมายของเราคือ Coffee in Love โดยเริ่มที่บ้านสีเหลืองสวย

Coffee in Love น่ารักดีนะ

แต่ละคนเริ่มจับคู่ครับ
เริ่มที่คู่ผมกับเดียร์ก่อน

แดดร้อนแรงมากๆ นะเนี่ยยยย

แต่ผมเริ่มไม่เข้าใจความเมาของพี่นัท หรืออาจเป็นเพราะความเผ็ดร้อน
เพราะพยายามเดิมไปถ่ายรูปกันคนอื่นๆ

พี่นัท-พี่แบงค์

จากนั้นก็ไปถ่ายกับพี่พัชรอีก เพราะพี่ปุ๋ยมาไล่ไป

พี่พัชร-พี่นัท

ซึ่งจังหวะนี้ปูเป้ก็มาฉวยโอกาสถ่ายรูปด้วย
พี่นัทหนีไป สุดท้ายก็ต้องเป็นพี่พัชรที่ต้องถ่ายด้วย lol
หวังว่าพี่บอลจะไม่ว่ากันนะครับ

ใครก็ได้ช่วยพี่ที

มีพี่ๆ หลายคนไปซื้อกาแฟ แต่บอกว่าไม่อร่อย
แต่ผมชิมโกโก้ก็โอเคนะ

โกโก้เย็นที่ coffee in love

ขออีกรูป
แล้วเดินทางต่อเถอะครับ

Coffee in love

มาถึงที่พักกันแล้ว

รถตู้ตรงแล่นเข้าเมือง
จอดรถแทบจะกลางเมือง
ส่งผู้คนจำนวนมากมาที่พักที่แรก
ที่ “ลิ ลู” สนใจไปดูต่อได้ที่ http://www.liluhotel.com ละกัน

ลิลู โรงแรมที่เป็นศูนย์กลางของทริปนี้

แรกเห็นเรียกว่าตกหลุมรักที่นี่เลย
ตกแต่งสวยงามมากๆ แนวโทนสีเทาๆ ม่วงๆ คละกับบรรยากาศแห่งความเป็บปายอยู่

การตกแต่งที่ลิลู

เข้ามาถึงพนักงานทุกคนก็น่ารักมากๆๆ
พูดจาสุภาพ แถมมีน้ำมาเสิร์ฟถึงที่ เหมาะกับที่เราเพิ่งผ่าไอร้อนมาจริงๆ
แถมน้ำที่มาเสิร์ฟเป็นน้ำสับปะรดแช่เย็นอย่างดี สุดยอดดดด

เดียร์หิวน้ำมากๆๆๆ

แอบเข้าไปดูในห้องด้วย ห้องสะอาด น่าอยู่มากๆ
เตียงไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป และเตียงยาวพอสำหรับชายร่างโย่งแบบพี่พัชรด้วย

ห้องพักในลิลู

ของที่ใช้ต่างๆ ออกแนวธรรมชาติผสานกับความสะดวกสบายแบบ Modern
ยิ่งแบบใกล้กับถนนคนเดินและตัวเมืองด้วยนี่มันดีจริงๆ

ในห้องที่ลิลู

ห้องน้ำก็เป็นอะไรที่หลายๆ คนที่พักที่นี่ประทับใจ
นอกเหนือจากความสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันแล้ว
ฝักบัวยังเป็นแบบ Rain shower ที่ให้บรรยากาศเหมือนไปเล่นน้ำกลางสายฝน

ห้องน้ำที่ลิลู

ที่พักของผมล่ะ?

ส่วนผมและเพื่อนๆ อีกกลุ่มต้องไปพักไกลกว่า เพราะที่ลิลูเต็มแล้ว
ผมไปอยู่โรงแรมเล็กๆ ชื่อ “อกาเป้ เดอ ปาย” ครับ
อยู่ไกลจากในเมือง แต่ก็ได้ความสงบ และราคาที่ไม่แพงมาก
ถ้าลองอ่าน blog ผมแล้วสนใจ ลองโทรไปได้ครับ ที่คุณชัย เบอร์ 0890002516

Agape de Pai

ส่วนตัวผมชอบที่นี่นะ
บรรยากาศแนว Homestay สงบ ร่มรื่น เป็นส่วนตัว แต่ก็เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก
เหมาะมากแบบมาอยู่เป็นส่วนตัว สงบๆ
แถมข้างๆ ก็มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านด้วย สามารถลงไปเล่นได้ น้ำเย็นดีๆ

บรรยากาศ agape de pai

บ้านพักมีสองแบบสองราคา
ผมเลือกห้องแนววิลลาครับ เจ๋งดีมากๆ

จ๊ะเอ๋จากหน้าต่าง

ขอพักก่อน เดี๋ยวไปลุยเย็นต่อ ตามกำหนดการของพี่พัชร
นั่นคือ “พักผ่อนตามอัธยาศัย”

เย้ๆๆ ไปเที่ยวกัน

ถนนคนเดินยามเย็น

แม้ต้นกำเนิดของถนนคนเดินจะมาจากเชียงใหม่อันเป็นบ้านเกิดผม
แต่ถนนคนเดินที่ปายก็มีเสน่ห์ที่น่าหลงไหล ที่ไม่อาจมีที่ไหนลอกเลียนแบบได้
มันเป็นความสมดุลระหว่างศิลปะ-การท่องเที่ยว-การค้าขาย-ความสงบ ในบรรยากาศเย็นสบาย

ถนนคนเดินปาย

ร้านรวงก็มีเยอะแยะครับ
แต่ที่เด่นๆ คือพวกร้านขาย Postcard และของฝากเยอะแยะมากๆๆๆๆ
แต่ละร้านน่ารักมากๆ ของน่าซื้อสุดๆ แถมแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
ก็ซื้อมันเลยทุกร้าน

ร้านของฝากและโปสการ์ดน่ารักที่ปาย

และแล้วผมก็เจอของกินที่น่าสนใจครับ
“โรตีชีส”

โรตีชีส

ลองแอบชิมแล้วอร่อยดีนะครับ (เดียร์สั่งใส่ไข่ด้วย)
เค้ายัดชีสให้ทั้งแผ่นเลย เข้มข้นดี อร่อยดีครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

โรตีชีสไข่

เหลือบไปด้านข้างก็เห็นสตอเบอร์รี่ลูกโตมากๆๆๆ
กำลังคลุกกับเกลือและน้ำตาลอยู่
ก็ขอซักถ้วยนะ

สตอเบอร์รี่สดๆ น่ากินสุดๆ

เอ่อ ตอนนี้สองมือของเดียร์ก็เต็มไปด้วยของกิน
แต่เราก็ยังควานหาของกินกันต่อไป

เดียร์กับของกินเต็มสองมือ

และแล้วโรตีและสตอเบอร์รี่ก็บังคับให้เราต้องหาน้ำกินครับ
ก็จัดการน้ำกระบอกแถวๆ นั้นแหละ น่าสนใจดี

ร้านน้ำกระบอก

หิวน้ำจังเลย
ร้านนี้มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและเย็น แถมมีรีฟิลด้วย

น้ำกระบอกร้อน

นอกจากนั้นยังมีไข่ป่าม (อารมณ์ไข่เจียวปิ้งบนใบตอง)
โรยหน้าไข่มดของปูเป้ด้วย
อร่อยดีนะครับ

ไข่ป่ามโรยไข่มด

จากนั้น iHear และชมรมแม่บ้านก็ถ่ายรูปไม่ขาดสาย
โดยเฉพาะที่ธ.กสิกรไทยสาขาปายน่ารักมากๆๆ

ธ.กสิการไทย สาขาปาย

รูปคู่ใครมาถ่ายก็น่ารักมากๆๆ
ยิ่งพี่ปุ๋ยกับพี่แบงค์นี่น่ารักเป็นทวีคูณ

พี่แบงค์-พี่ปุ๋ย

อีกอย่างระหว่างเดินไปเรื่อยๆ เราก็พบว่ามีศิลปินจำนวนมากอยู่ที่นี่
เรียกว่าแทบจะทุกแขนง ทั้งวาดรูป งานปั้น รวมทั้งนักดนตรีด้วย
ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า ศิลปะไร้พรมแดนเป็นอย่างไร การพูดคุยด้วยภาษาศิลป์เป็นอย่างไร

นักดนตรีในปายเจ๋งมาก

ไม่น่าเชื่อว่าขนาดเป็นนายตำรวจก็ยังเป็นศิลปิน ยืนเล่นกีตาร์และร้องเพลงอยู่ เก๋มากๆ
สมเป็นเมืองศิลปินแท้ๆ

ตำรวจร้องเพลง

หลังจากซักประวัติพบว่า แกมาเล่นดนตรีเพื่อหาเงินบริจาคเพื่อสร้างอุโบสถวัดหัวนา
โอวววว ใจบุญยิ่ง
เหล่า iHear เราจึงไม่พลาดที่จะเข้าไปแจมซะ ทั้งเพลงไทยเพลงเทศ
อยากบอกว่าสนุกมากๆๆ มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมาดูเรามากมาย
ทำให้บางครั้งเราก็รู้สึกเข้าใจหลินปิงที่มีคนมามุงเยอะๆ มากขึ้น

iHear มาแจมเว้ยยยย กุศลๆๆๆ

เล่นไปไม่ดูเวลา เลิกก็เอาซะเกือบห้าทุ่ม เฮือกกกกกกก
คิดที่จะเลิกเล่นร้านรวงต่างๆ ก็เริ่มปิดไป
ความฝันในการซื้อของต่างๆ และการหาของกินของผมก็เปรียบเหมือนเปลวเทียนที่ใกล้ดับ
แต่แล้วผมก็เหลือไปเห็นข้าวซอยยูนาน

เส้นข้าวซอย

หลังจากชิมแล้ว
พบว่าข้าวซอยยูนานจะใส่แกงที่ไม่มีกะทิ
อารมณ์เอาเส้นข้าวซอยราดน้ำเงี้ยวประมาณนั้น เพราะกลิ่นเครื่องแกงมันคล้ายๆ ด้วยแหละ

เครื่องเคียงข้าวซอยยูนาน

ไม่อิ่มครับ
เห็นปากซอยมีขายผัดไทยอีก
เลยซัดผัดไทยปายต่ออีกจาน
พบว่ารสชาติกลางๆ แต่เค้าผัดได้หอมดี ไม่มันจนเกินไป

ผัดไทยที่ปาย

หมดเวลาของสองวันแรกสำหรับ Part1
ขอตัวไปพักก่อน เดี๋ยวหน้าเค้าตอนไปงานวันพรุ่งนี้จะโทรมอ่า
เค้าพักไกลด้วย ที่อกาเป้น่ะ ตั้ง 5 โลจากในตัวเมืองได้ ขี่มอไซฝ่าลมหนาวอีก เฮือกกกกกก

แล้วเตรียมติดตาม Part2 ต่อได้ครับ

Saboten ซาโบเตน

ร้าน tonkatsu อีกร้านที่มีชื่อเสียงมากๆ และคนเยอะมากๆ
เดินผ่านหน้าร้านเมื่อไหร่ก็เห็นคนเต็มตลอดเวลา

เหตุไม่ใช่แค่เพียงว่าเป็นร้านที่เดินทางได้สะดวกเพราะอยู่ใจกลางเมือง
แต่คุณภาพของอาหารก็ไม่เคยลดลงไปด้วย แม้คนจะเยอะแค่ไหนก็ตาม

หน้าร้านซาโบเตน Saboten

ใช่ครับ ร้านนั้นคือ Saboten นั่นเอง

ข้อมูลร้านเบื้องต้น

Saboten จากพจนานุกรมมันแปลว่ากระบองเพชรนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับร้านเหมือนกัน

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ห้าง Central World Plaza ฝั่ง Isetan
โดยร้านนี้อยู่ใกล้ๆ กับร้านหนังสือ Kinokuniya ครับ หาไม่ยากครับ
เพราะถ้าไปช่วงเที่ยงๆ หรือเย็นๆ คนจะเยอะมาก และล้นออกมาหน้าร้านเป็นประจำ

หน้าร้านซาโบเทน saboten คนเยอะแทบจะตลอดเวลา

เป็นร้านห้องเดียว แต่ใหญ่ๆ หน่อยๆ มีพนักงานมาคอยต้อนรับ (หลังๆ กลายเป็นจัดคิวมากกว่า) หน้าร้าน
ถ้าสั่งอาหารชุด เราสามารถเติมข้าว กะหล่ำซอย มิโสะ และชาเขียวได้เรื่อยๆ

ร้านเปิดประมาณ 1030 – 2100 น. นะครับ
ไม่มีพักช่วงบ่ายๆ เหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นอีกหลายๆ ร้าน

บรรยากาศก่อนที่อาหารมา

หลังจากต่อคิวและฝ่าฝูงชนมาได้ ก็ได้ที่นั่ง พร้อมกับชาเขียวเย็นครับ
ผมชอบชาเขียวที่นี่นะ ผมว่ารสมันเหมือนสาหร่ายเถ้าแก่น้อยนะ สดชื่นดีๆ

ชาเขียวเย็น saboten ซาโบเตน

ร้านนี้หลักๆ จะขายพวกของทอดเป็นหลักนะครับ
นอกจากชุดหมูทอด tonkatsu แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่อร่อยมากๆ ครับ

มาดูบนโต๊ะระหว่างที่รออาหารละกัน ก็จะมีเครื่องปรุง ทั้งน้ำจิ้ม น้ำสลัด เตรียมพร้อม
เริ่มจากขวาสุด เป็นไหที่ภายในบรรจุน้ำจิ้มทงคัทสึไว้ สีมันจะออกดำๆ หนืดๆ เปรี๊ยวๆ หน่อย
ต่อมาสองขวดแก้ว เป็นน้ำสลัด เอาไว้ราดกะหล่ำปลีซอยครับ สีน้ำตาลเป็นงาบด สีดำเป็นรสเปรี๊ยวๆ ครับ
และตลับเหล็กเป็นมัสตาร์ดครับ เอาไว้กินกับตัวหมูทอด แต่ผมไม่ชอบเท่าไหร่เพราะกลิ่นแรงไป

น้ำจิ้ม และน้ำสลัดที่วางอยู่บนโต๊ะ

จากนั้น ถ้าเราสั่งอาหารทอดๆ เค้าจะยกถ้วยงาคั่วอย่างดี พร้อมแท่งไม้มาให้ วิธีคือเราต้องบดงา
วิธีการทำที่ถูกคือเราเอาแท่งไม้หมุนๆ บดตัวงาให้กระแทกกับส่วนที่เป็นร่องของถ้วยนะครับ หมุนวนไปเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา เราจะได้ยินเสียงแครกๆๆๆ, บดแค่พอละเอียด เริ่มได้กลิ่นก็พอแล้วครับ ไม่ต้องให้แตกละเอียดถึงอนุภาคหรือโมเลกุล

ได้งาบดแล้ว ก็ตักน้ำจิ้มในไหมาราดครับ แนะนำว่าตักพอประมาณครับ เพราะตักเยอะงาจะจาง
ผมว่าประมาณ 1/3 – 1/2 ของถ้วยน่าจะกำลังพอดีนะครับ

ถ้วยงาพร้อมงาคั่ว Saboten ซาโบเตน

ต่อมา พนักงานจะเสิร์ฟกะหล่ำในจานเขียวก็จะมาลงที่โต๊ะ
เราก็แบ่งกะหล่ำซอยในจานเขียวมาลงถ้วยเล็กสีขาวครับ โดยใช้ตะเกียบยาวคีบมาเท่าที่ต้องการ แล้วเราจะกินกับน้ำราดครับ

กะหล่ำปลีซอย saboten ซาโบเตน

กะหล่ำนี่ผมว่ามันเย็นสดชื่นมากๆ ต่างกับที่กินกับใส้กรอกอีสานลิบลับ แถมไม่ค่อยเหม็นเขียวหรือเหม็นดินด้วย
พนักงานก็ขยันมาเติมกะหล่ำเหลือเกิน กะให้อิ่มกันเลยทีเดียว

กะหล่ำปลีซอย saboten ซาโบเตน

เมื่อ tonkatsu ชุดใหญ่มาพร้อม

หลังจากซัดกะหล่ำไปเซตนึง พนักงานก็เสิร์ฟชุดหมูทอดครับ… มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ

ทั้งข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ซุปมิโซะหอมฉุยก็มาพร้อมกันครับ
แอบชิมแล้ว รสชาติถือว่าไม่เลวเลย แถมกินหมดแล้วขอเพิ่มได้เรื่อยๆ อีก
บางทีกินเหลือครึ่งถ้วย เริ่มเย็นแล้ว เค้าก็มาเปลี่ยนถ้วยให้นะครับ ดีมากๆๆๆ

ซุปมิโสะร้อนๆ saboten ซาโบเตน

ส่วนนี่คือตัวเอกของชุดครับ ทงคัทสึหมูสันนอกชิ้นใหญ่นั่นเอง สังเกตจะเห็นมีติดมันตรงขอบนิดๆ
เนื้อหมูที่เลือกใช้เป็นหมู S-Pure ครับ (เค้าบอกรับประกันความสดและสะอาด)
แอบกรี๊ดเบาๆ พ่อครัวทอดได้ดูเหลืองหอมและน่ากินมาก
และชองแท้ ชิ้นกลางๆ ต้องแอบตะแคงให้เราเห็นเนื้อหมูด้วย

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

สิ่งที่สันนอกโดดเด่นคือ ตรงที่มีติดมันหน่อยนึงนี่แหละครับ ผมว่ามันทำให้เกิดความสมดุลของหมูทั้งชิ้นครับ
เพราะถ้าเป็นสันใน (เนื้อเพียวๆ) บางร้านจะค่อนข้างฝืดคอไปหน่อย และผมว่ากัดแล้วรู้สึกว่าเป็นเนื้อล้วนๆ

หมูสันนอกทอดน่ากิน Saboten ซาโบเตน

แต่การที่มีมันนั้น ชิ้นหมูมันจะออกแนวนุ่มกว่า และเมื่อเคี้ยวไปที่ขอบส่วนที่ติดมันเล็กๆจะกระจายและแทรกซึมไปตามร่องเหงือก ซึ่งปริมาณของมันก็ไม่ได้เยอะมากจนทำให้เลี่ยนนะครับ (ถ้าซวยๆ อาจได้ชิ้นที่มันเยอะไปหน่อยนะ)

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่เป็นมันยังมีส่วนที่คล้ายๆ เอ็นที่ไม่แข็งมากด้วย เวลาเคี้ยวทำให้เพิ่มมิติและความรู้สึกอร่อยเพิ่มมากขึ้นด้วยนะครับ

หมูสันนอก tonkatsu saboten ซาโบเตน

ไหนๆๆๆๆ ลองเอาทงคัทสึไปสัมผัสน้ำจิ้มซิ….
รสชาติของน้ำจิ้มช่วยลดความเลี่ยนของชิ้นหมูได้มาก รวมทั้ง ยังได้ความหอมของงาด้วย
และยิ่งได้คู่กับกะหล่ำปลีซอยยิ่งสุดยอดครับ โอยยยยยย หิวเอง T T

หมูสันนอกในน้ำจิ้ม saboten ซาโบเตน

ส่วนขนมปังเป็นเกล็ดละเอียดครับ ทอดได้เหลืองกรอบและน่ากินมากๆ
บรรยากาศในร้านมันคละคลุ้งด้วยกลิ่นนี้ไปทั่ว และทุกโต๊ะก็มีของทอดสีเหลืองทองทุกโต๊ะ
ทุกคนในร้านต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม (โดยเฉพาะเจ้าของร้าน)

แป้งกรอบสีเหลืองทอง น่ากินมากๆ Saboten ซาโบเตน

แป้งยังกรอบแต่ไม่แข็งเลย ถึงแม้ว่าหมูในจานเย็นแล้ว (เพราะมัวแต่ถ่ายรูป)
แอบอมน้ำมันเล็กน้อยครับ กินแล้วไม่เลี่ยนครับ

เกล็ดขนมปังบนหมูทอด saboten ซาโบเตน

นอกจากหมูธรรมดา เค้าก็มีชีสด้วยนะเธอ

ใช่ครับ ซาโบเตน นอกจากจะมีชื่อเสียงของหมูสันนอกแล้ว ยังมีสอดใส้ชีสด้วยครับ
จะเป็นเซ็ตที่เป็น Miniset ร่วมกับของทอดอย่างอื่นๆ ด้วย ชื่อ หมูสันในสอดใส้ชีสมิกซ์
ซึ่งทุกอย่างล้วนแต่อร่อยมากๆๆ

หมูสันในสอดใส้ชีสมิกซ์ Saboten ซาโบเตน

เริ่มที่หมูสันในใส้ชีสที่เราเพรียกหา ไม่ธรรมดาจริงๆ
ดูแค่ภายนอกก็น่ากินมากมายแล้วครับ

หมูสันในสอดใส้ชีส

อยากบอกว่าชีสมันเยอะเวอร์มากๆๆ
กัดไปคำแรกนี่ชีสล้นทะลักอย่างรุนแรงมากๆๆๆ แต่ชีสเค้าหอมมากเลยล่ะ
(กัดตอนร้อนระวังชีสลวกปากนะ เปรียบกับลาวาไหลโดนปากประมาณนั้น เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน)

หมูสันในสอดใส้ชีส ชีสเยอะมากๆ Saboten ซาโบเตน

นี่กัดคำที่สอง ชีสมันก็ยังไหลไม่หยุด โฮกๆๆๆๆ อร่อยๆๆๆ
ถ้าเจอแบบนี้เยอะๆ ชีสมันคงละลายไปอยู่ตามตัว แล้วผมคงจะถูกอัดใส้ชีสแทน

หมูสันในสอดใส้ชีส ชีสเยอะมากๆ Saboten ซาโบเตน

ส่วนอีกชิ้นในจานเท่าที่ฟังทันเค้าบอกว่าเป็นคร๊อกเก็ตปู
โดยเอามาผสมกับมายองเนส หอมใหญ่ ฯลฯ (ฟังไม่ทัน) แล้วปั้นก้อนเอาไปชุบแป้งทอด
ที่น่าแปลกสำหรับอันนี้คือ มันมีชิ้นเดียว

คร๊อกเก็ตปูมายองเนส saboten ซาโบเตน

ชิ้นนี้อยากบอกว่าอร่อยมากๆๆ เค้าปรุงรสได้ลงตัวมากๆ เลย
อีกทั้งกลิ่นหอมจางๆ จากหอมใหญ่เหมือนจะทำให้เคลิ้มไปตามตามกรอบนอก และนุ่มในของคร๊อกเก็ต

คร๊อกเก็ตปูมายองเนส saboten ซาโบเตน

โอยยยยย กินเยอะไปรึเปล่าเนี่ยยยยยย
แต่ก็อร่อยมากๆ เลยนะเนี่ยยยย อยากกินอีกกกกกกกก

ของหวานท้ายชุด

เมื่อซัดไปจนหมด อยากบอกว่าอิ่มมากๆๆๆๆ
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องมีคิวของหวานผิดท้ายหน่อยครับ เป็นไอศครีมชาเขียวครับ

ไอศครีมชาเขียว saboten ซาโบเตน

ผมว่ามันอร่อยมากๆ เลยนะ ยิ่งกว่าไอศครีมชาเขียวของ Swensen เลย เพราะหอมนมมากกว่า
มีแค่ลูกเดียวนะครับ ขอสองไม่ได้ แอบเสียใจ 😉

สรุปการมาชิมครั้งนี้

แพงเอาการเหมือนกันครับ
เหตุที่มันแพงเพราะ vat + service charge = 7% + 10%
แต่เทียบกับคุณภาพและการที่ร้านตั้งอยู่ในห้างแล้วก็สมเหตุผลอยู่

อิ่มอร่อยจาก saboten ซาโบเตน

รวมทั้งผมยังแอบชื่นชทซาโบเตนว่าไม่ว่าคนจะเยอะแค่ไหน เค้าก็รักษาคุณภาพของเค้าได้ยอดเยี่ยม
ทั้งเรื่องความสดของอาหาร การทอด การบริการต่างๆ แทบไม่ drop เลย
เมื่อคุณได้มีโอกาสกินที่นี่แล้ว คุณจะไม่สามารถกลับไปกินข้าวหมูทอดทั่วไปได้อีก
ความอร่อยมันต่างกันมากๆ เลย

พล่ามข้อดีมานาน เอาข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ บ้างนะครับ
คือคนต่อคิวนานครับโดยเฉพาะช่วง Prime time ในการกินอาหาร บางทีอาจต้องรอถึงครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะมาเป็นครอบครัวหรือกลุ่มใหญ่ๆ อาจต้องรอนานเป็นพิเศษนะครับ
และชิ้นหมูค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับร้านอื่นครับ (แต่นั่นก็อิ่มมากแล้วนะ)

Katsushin คัทสึชิน

ย่านสีลมมีอาหารอร่อยๆ หลายร้าน
แม้แต่ร้านอาหารญี่ปุ่น หรือแม้แต่ tonkatsu ก็ยังมีให้เลือกหลายร้านเลย

ใช่ครับ วันนี้จะลองมาหา tonkatsu แถวๆ สีลมกินกัน

tonkatsu katsushin คัทสึชิน

เริ่มที่ร้านแรกครับ ร้านนี้คือคัทซึชิน (Katsushin) ครับ

katsushin คัทสึชิน

ข้อมูลร้านเบื้องต้นและบรรยากาศร้าน

ร้านนี้สามารถเข้ามาจากทางสีลมซอย 6 ครับ แต่ทางจะคดเคี้ยวและเดินไกลกว่า
จะง่ายกว่าถ้ามาทางสุรวงศ์ เพราะอยู่ตรงข้ามโรงแรมตะวันนารามาดา เข้ามาทางซอยทานตะวันเลย


View katsushin in a larger map

ลืมบอกว่าเปิดเฉพาะ จันทร์-เสาร์นะครับ สองช่วงคือ 1100-1400 น กับ 1500-2200 น
ส่วนวันอาทิตย์ปิดนะครับ (ผมไปวันอาทิตย์มาแล้ววววว TTwTT)
ร้านเป็นห้องแถวห้องเดียวมีสามชั้นครับ
ลูกค้าส่วนมากที่มากินก็เป็นคนญี่ปุ่นครับ

ร้าน katsushin คัทสึชิน

ชั้นล่างเป็นโต๊ะเล็กๆ กับเคาน์เตอร์ ถ้านั่งก็จะเห็นพ่อครัวคนญี่ปุ่นทอดหมูไปด้วย
แต่ข้อเสียคือหัวจะแอบเหม็นไปด้วยนิดนึง ;(

พ่อครัวทอดหมู คัทสึชิน katsushin

ส่วนนี่ชั้นสองครับ ตกแต่งบรรยากาศดูดี ออกแนวลึกลับนิดนึง แอร์เย็นสบายๆ
ที่นั่งเป็นโต๊ะเก้าอี้ธรรมดาครับ นั่งสบาย

บรรยากาศชั้น 2 คัทสึชิน katsushin

ส่วนชั้นสามจะเปิดเมื่อสองชั้นล่างเต็ม (แหงสิ)
บรรยากาศจะโปร่งๆ และสว่างกว่า โต๊ะที่นั่งก็จะเป็นแบบญี่ปุ่นที่จะต้องนั่งขัดสมาธิ
ถ้าใส่กางเกงฟิตๆ หรือกระโปรงสั้นๆ อาจลำบากนิดนึง

บรรยากาศชั้น 3 คัทสึชิน katsushin

โดยร้านนี้ที่ผมรู้จักเพราะเค้าเรียกมากินครับ (แต่ไม่มีเงินให้ -_-a)
เป็นร้านที่เน้นขายอาหารตระกูลทอดๆ ครับ แต่อาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ก็มี

เครื่องดื่มและของบนโต๊ะ

แอบเดินมาจากศาลาแดง เหนื่อยเหมือนกัน
งั้นเริ่มต้นด้วยน้ำชาเขียวครับ ทั้งร้อนและเย็น ส่วนตัวผมว่ามันยังจางไปหน่อยนะครับ

ชาเขียวร้อนและเย็น คัทสึชิน katsushin

ด้านข้างก็เป็นส่วนของเครื่องปรุง
ตั้งแต่น้ำจิ้มหมู โชยุ มัสตาร์ด เกลือครับ

เครื่องปรุงบนโต๊ะ คัทสึชิน katsushin

เมื่อดูเมนู พบว่ามีของน่ากินจำนวนมาก
ทั้งแบบเป็นหมูทอด และส่วนที่เป็นจานๆ สั่งมา
แต่ส่วนตัว ราคาแพงใช้ได้เลยแฮะ ราคาประมาณ 250+ สำหรับอาหารชุด

คัทสึชิน katsushin

งั้นก็มาสั่งอะไรมากินกันเถอะครับ

อาหารรองท้อง

ระหว่างรอ tonkatsu สันนอกที่สั่งไป ก็สั่งของรองท้องมารอดีกว่า
จานแรกเป็นสลัดปลาซิวญี่ปุ่นครับ

สลัดปลาซิวญี่ปุ่น คัทสึชิน katsushin

ส่วนตัวผมว่าผักก็สดดีครับ ปลาซิวญี่ปุ่นเหมือนปลาซิวบ้านเรามากครับ
ส่วนน้ำสลัดผมว่ารสออกแนวเค็มไปหน่อย

สลัดปลาซิวญี่ปุ่น คัทสึชิน katsushin

ส่วนจานที่สองก็เป็นยำสาหร่ายครับ
ผมว่าก็เฉยๆ นะ ข้างหน้ามีโรยมะเขือเทศทำให้เห็นมีสีแดงๆ ตัดด้วย

ยำสาหร่าย คัทสึชิน katsushin

อาหารชุดจานหลัก…

ระหว่างที่รอหมูทอด เค้าจะมี set ถ้วยงามาให้บดและผักดองมาให้
แอบชอบถ้วยกับที่บดงาดูเก๋ดีมากๆ

บดงาแล้วราดน้ำจิ้มรอหมูทอดและชุดอาหารมาไปเรื่อยๆๆๆ

ชุดงาและผักดอง คัทสึชิน katsushin

และแล้ว… ชุดหมูทอดที่เรารอคอยยยยย ก็มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

อาหารชุด tonkatsu คัทสึชิน katsushin

ชุดทงคัทซึร้านนี้จะประกอบไปด้วยหมูทอด ข้าว กะหล่ำ มิโสะ เครื่องเคียง
สามารถเติมได้ทุกอย่าง ยกเว้นหมูทอด (แต่หมูก็ชิ้นใหญ่แล้วนะเธอ)

หมูทอดส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พนักงานเปิดประตูเข้ามาเสิร์ฟ

ชิ้นหมูทอด tonkatsu คัทสึชิน katsushin

ส่วนมิโสะ ผมว่ารสชาติโอนะ ไม่แรงเกินไป
แถมก้นถ้วยมีแครอทกะหมูอยู่ด้วย อร่อยดีๆ

ซุปมิโสะ คัทสึชิน katsushin

ข้าวที่เสิร์ฟญี่ปุ่น คุณภาพใช้ได้ บอกพนักงานว่าเอามากเอาน้อยได้
เสียดาย น่าจะมีผงโรยข้าวข้างบน จะแซบมากๆๆ

ต่อมาเป็นกะหล่ำซอยครับ ตัวกะหล่ำเองผมว่าเฉยๆ เพราะกลิ่นดินและเหม็นเขียวเยอะเหมือนกัน
แต่ที่ผมว่าเด่นคือน้ำสลัดสองอย่างครับ มีแบบสีขาวคือน้ำสลัดงามายองเนส กะสีน้ำตาลเป็นน้ำสลัดมิโสะ

น้ำสลัด 2 แบบ คัทสึชิน katsushin

ส่วนตัวผมชอบน้ำสลัดมิโสะสีน้ำตาลมาก รสชาติมันดูเข้ากันกับกะหล่ำซอยมากกว่า
แถมเหมือนมีกลิ่นขิงจางๆ อีกหน่อย อร่อยดี เสียอย่างที่มันจะค่อนข้างแยกชั้นน้ำมันเยอะไปหน่อย

น้ำสลัดราดบนกะหล่ำซอย คัทสึชิน katsushin

สุดท้ายก็เป็นชิ้นหมูทอดสีเหลืองอร่ามครับ น่ากินมากๆๆๆๆ

ที่ร้านตัดหมูทอดแต่ละชิ้นค่อนข้างใหญ่ครับ เกินปากเกินคำไปนิด (ถ้าเป็นสาวๆ คงจะเยอะนิดนึง)

ชิ้นหมู tonkatsu คัทสึชิ katsushin

เริ่มที่แป้งครับ

ผมว่าเป็นจุดเด่นของร้านนี้เลยครับ
เพราะเค้าทอดหมูได้กรอบและสีเหลืองทองผ่องอำไพน่ากินมาก เกร็ดขนมปังก็ฟูกำลังพอดีเลย

แป้งสีเหลืองทองฟ่องฟู คัทสึชิ katsushin

ค่อยๆ แง้มดูเนื้อหมูสันนอกที่สั่งไป
โอววววว แม่เจ้า มันสุดยอดมากๆๆๆ

โดยเฉพาะสันนอกชิ้นริม จะเป็นชิ้นที่มีแป้งเยอะ และมันเยอะ เนื้อไม่มาก ผมว่าอร่อยสุดๆ

หมูสันนอก คัทสึชิ katsushin

ยิ่งได้เจอกับน้ำจิ้มผมว่าสุดๆ แล้ว
เข้ากันดีมาก รสชาติแบบว่าใช้ได้เลย หอมกลิ่นงาบดด้วย

ชิ้นหมู tonkatsu กับน้ำจิ้ม คัทสึชิน katsushin

ต่อมามาดูชิ้นกลางบ้าง
ตรงนี้จะเป็นเนื้อที่ดูค่อนข้างแน่นนิดนึงเพราะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยมีมันแทรกเท่าไหร่
ส่วนตัวผมว่ายังค่อนข้างแห้งไปนิดนึง แต่ก็ยังอร่อยอยู่
ยิ่งมีน้ำจิ้มและแป้งกรอบก็สามารถดึงพลังให้หมูแจ่มขึ้นมาได้

ชิ้นหมู tonkatsu คัทสึชิ katsushin

นอกจากหมูทอดแล้ว อาหารชุดอีกอย่างที่มีชื่อเสียงคือชุดแฮมเบอร์เกอร์ครับ
ชื่อเสียงของมันคือ มันอันใหญ่มาก

ชุดแฮมเบอร์เกอร์ katsushin คัทสึชิน

ชุดนี้เป็นเบอร์เกอร์หมูชิ้นใหญ่มากๆๆ ราดด้วยซอสสีน้ำตาลหอม
แล้วยังมีไข่ดาวกับกะหล่ำผัดอีก.. เยอะจริงๆ
แต่แม้จะได้เยอะ แต่รสชาติถือว่าอร่อย ตัวหมูเกาะกันเป็นก้อนดี

ชุดแฮมเบอร์เกอร์ katsushin คัทสึชิน

ปิดท้ายด้วยกาแฟเย็นในชุดอีกแก้วนึง
ไม่มีของหวานรวมในชุดนะครับ ถ้าอยากกินต้องสั่งแยก 😉

กาแฟเย็นอีกชุดปิดท้าย katsushin คัทสึชิน

สรุปความรู้สึกที่มากินร้านนี้

ซัดหมูซัดข้าวกันหมด ก็อิ่มมากครับ เรียกว่าถึงขั้นจุกได้เลยทีเดียว
ดูตอนแรกเหมือนไม่เยอะมาก แต่กินไปกินมาก็อิ่มมากๆ ครับ

tonkatsu ที่ katsushin คัทสึชิน

ส่วนตัวร้านนี้ผมว่าใช้ได้เลยครับ แต่อาจติดว่าเดินทางลำบากนิดนึง เพราะต้องเดินจากรถไฟฟ้านิดนึง
เรื่องราคาที่ผมว่าแพงกลางๆ นะครับ แต่ถ้าสั่งนู่นนี่บวกไปมาอาจเกินงบได้ไม่รู้ตัว
พนักงานบริการดีครับ เดินมาสอบถามตลอด ส่วนเมนูมีหลายอย่างครับ ไม่ได้มีแค่ tonkatsu นะครับ
หรือแม้ tonkatsu เอง เราก็สามารถเลือกเกรดหมูได้นะครับ ซึ่งราคาอาจเพิ่มขึ้นไปอีก
เสียดายที่ร้านไม่มียัดใส้ชีส หรืออื่นๆ นะครับ

ถือว่าเป็นร้านนึงที่ไม่ควรพลาดครับ

Katsuichi คัทสึอิชิ

หลังจากที่ผมเคย Review tonkatsu หลายๆ ร้านมาแล้วที่ blog เก่าของผม
วันนี้ผมจะ Revised เอารูปเก่าๆ พร้อมข้อมูลต่างๆ มาลงใหม่อีกที
และเริ่มด้วยร้านนี้ ที่ผมว่าแจ่มมากๆ
เพราะเท่าที่กินมาร้านนี้ตัวหมูอร่อยที่สุดเลยครับ

ร้านนี้คือ Katsuichi หรือถ้าภาษาไทยก็คัทสึอิชิ

ร้าน katsuichi ชั้น 2

ข้อมูลร้าน

ร้านนี้อยู่สุขุมวิท 11 หรือลงรถไฟฟ้าก็สถานีนานา
จากนั้นต้องเดินเข้าซอยอีกประมาณ 500 เมตร
ร้านจะอยู่ในเวิ้งก่อนถึงสามแยก (มีแผนที่ด้านล่าง)
โดยร้านเปิดทุกวัน เฉพาะช่วง 1800-2400 น ไม่เปิดช่วงกลางวันนะ


View Katsuichi in a larger map

เดินมาถึงหน้าร้านก็เป็นป้ายสีเหลืองครับ เป็นร้านตึกแถวห้องเดียว
โดยตัวร้านจะอยู่ชั้นสองครับ เมื่อมาถึงแล้วต้องขึ้นลิฟท์เอา

ร้าน katsuichi

พอถึงชั้นสองแล้วนี่ก็คือร้านที่ผมเฝ้ารอที่จะเจอมานาน
ตอนแรกเคยมาตอนกลางวันแล้วแต่ปิด นึกว่าร้านเจ๊งไปแล้วนะเนี่ย

บรรยากาศร้าน katsuichi

ร้านน่านั่งครับ
อยากบอกว่าทั้งร้านมีผมเป็นคนไทยเพียงโต๊ะเดียวที่เหลือญี่ปุ่นหมด

บรรยากาศร้าน katsuichi

ที่่ร้านจะเน้นของทอดนะครับ
พวกปลาด่งปลาดิบอะไรจะไม่มีไรงี้ -_-a

บรรยากาศร้าน katsuichi

ซึ่งปัจจัยข้างต้นนี้ทำให้เมนูทั้งหลายก็เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีรูปด้วย
พูดตรงๆ ว่าไม่รู้เรื่อง แถมไอ้ภาษาอังกฤษที่มีก็เหมือนแค่สะกดคำอ่านแค่นั้น
รู้เรื่องแค่ตัวเลขราคา แถมราคาก็ญี่ปุ่นด้วยครับ หมายความว่าราคาค่อนข้างแพง
(แต่จากมารยาทผมขอไม่ถ่ายราคาเมนูมาลงนะครับ)

แต่พนักงานน่ารักมากครับ เดินมาอธิบายให้แต่ละเมนูเลยว่าคืออะไร

เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มและออร์เดิฟ

เดินทางมาตั้งไกลก็สั่งอะไรเย็นๆ หน่อย
เริ่มที่ชาครับ เป็นชาจีนอูหลงครับ หอมอร่อยดี เป็นร้านญี่ปุ่นที่เสิร์ฟชาจีนเลยแฮะ อืมมมมม
นอกนั้นยังมีชาข้าวด้วย

ชาอูหลง และชาข้าว katsuichi

และระหว่างที่รอ tonkatsu ก็หาอะไรมากินเพิ่มอัพราคากันดีกว่า
เอาว่าจานแรกครับ ปลาหมึกผัดเนย

ปลาหมึกผัดเนย katsuichi

มันหอมและดูน่ากินมากๆ ตั้งแต่ตอนยกมาเสิร์ฟควันก็ลอยโชยมายั่วแต่ไกล
ปลาหมึกผัดได้ดีครับ ข้างนอกกำลังกรอบได้ที่ ข้างในก็สุกพอดี
กลิ่นเนยก็หอมครับ แต่ไม่เลี่ยนหรือแฉะจนเกินไป

อร่อยครับ เคี้ยวกรุบๆๆๆ อร่อยอ่ะ XD
ทั้งส่วนที่เป็นตัวของมัน และส่วนที่เป็นหนวด

ปลาหมึกผัดเนย katsuichi

ต่อมาจานที่สองครับ เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดเนย
อันนี้เฮือกกว่าเดิม

เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดเนย katsuichi

อร่อยมากเลย
เรียกว่ากินแล้วเคลิ้มไปเลย
ได้ใจไปตั้งแต่ความหอมที่ลอยมาระหว่างที่เสิร์ฟแล้ว

เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดเนย katsuichi

เห็ดอร่อยมากๆเลย ไม่มีเหม็นกลิ่นดินเลย ผัดกับเนยเข้ากันสุดๆ ชุ่มกำลังพอดี
เรียกว่าจังหวะเข้าปากงี้นะ กรุ๊บๆๆๆ กรอบสุดๆ
แถมข้างหน้าโรยปลาหมึกฝอยด้วย เข้ากันแบบไม่น่าเชื่อเลย
โดยเฉพาะชิ้นกลางทีมันโรยปลาหมึกเยอะๆ ไรงี้

เห็ดโคนญี่ปุ่นผัดเนย

อร่อยแบบสุดๆ ไปเลยแฮะ
เสียอย่างเดียว ได้น้อยไปอ่า

สุดท้ายอีกจานกับทาโกยากิร้อนๆ ลูกพอดีคำ วางหกลูกบนจานสวย
ข้างบนราดซอสและมายองเนส โรยหน้าโดยปลาหมึกซอยอย่างเยอะ

ทาโกะยากิ

แค่อาหารเรียกน้ำย่อยก็ไม่ธรรมดาแล้วววววว

แอบชิม+ดูน้ำจิ้ม

ที่นี่เท่าที่สังเกตจะมีแต่น้ำจิ้ม tonkatsu
แต่ไม่มีงาให้บด และไม่มีน้ำสลัดให้ราด

น้ำจิ้ม tonkatsu

ไหนๆ ก็ถึงจุดนี้ละ ลองกินกับน้ำจิ้มดู
น้ำจิ้มอยู่ในไห สีออกน้ำตาลเข้มๆ

ส่วนตัวผมว่ารสชาติน้ำจิ้มมันออกแนว Original มากๆ คือมันจะเปรี้ยวๆ หมักๆ หน่อย
อาจไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไหร่นัก
แต่กับหมูต้องลองชิมดูอีกทีนึงนะ

มาถึงตัว tonkatsu บ้าง

ลืมบอกว่าที่ร้านเค้าจะโฆษณาว่าเนื้อหมูที่มาทำ tonkatsu นั้นทำมาจากหมูดำ…
โดยหมูดำคืออะไร… ผมไม่รู้เหมือนกันแฮะ
แต่เค้าบอกว่ามันจะนุ่ม อร่อย และมีสารอาหารเยอะกว่าหมูทั่วไป

หมูดำ Katsuichi

และแล้วมันก็มาครับ tonkatsu ที่สั่งไป ถูกจัดลงจานอย่างสวยงามมาก น่ากินอ่า….
ชิ้นกำลังขนาดพอดีๆ น่ากินๆๆๆ

tonkatsu ที่ katsuichi

โหย…ทอดออกมาได้เหลืองทองน่ากินสุดๆ
ดูเกล็ดขนมปังนี่ฟูฟ่องมากๆ เค้าอยากกินแล้วอ่า
ตัวแป้งนี่ดูกรอบ แค่เห็นก็หิวเลยอะ

tonkatsu ที่ katsuichi

ลืมบอกว่าสั่งหมูทอดที่นี่ไม่ได้มาเป็นชุดนะครับ มาแค่หมูทอดอย่างเดียว
ต้องสั่งข้าวกับมิโสะเพิ่มเอง

แต่ข้าวที่นี่ข้าวก็มีผงสีม่วงๆ โรยข้างหน้า รสออกเค็มๆ หน่อยแต่อร่อยดี
ส่วนมิโซะก็รสชาติเข้มข้นดีมากๆๆ อร่อยดีครับ

ข้าวและมิโสะซุป

วันนี้สั่ง tonkatsu มายั่วที่จานแรกเป็นใส้บ้วย
หั่นออกมาน่ากินมากๆครับ กรี๊ดๆๆๆๆ

tonkatsu ใส้บ้วยที่ katsuichi

คือตอนแรกผมจินตนาการว่าใส้บ๊วยมันจะเหมือนกิมจ๊อบ้านเรา แต่มันอร่อยกว่ามากๆ
มันจะออกแนวเปรี้ยวแบบเบาๆ แต่พอกินกับหมูแล้วสดชื่นดี แถมช่วยตัดความเลี่ยนจากแป้งด้วย

tonkatsu ใส้บ้วยที่ katsuichi

ลงตัวแบบไม่น่าเชื่่อ อร่อยสุดๆ

tonkatsu ใส้บ้วยที่ katsuichi

ผมว่าน้ำจิ้มมันก็เข้ากับหมูดีนะ รสชาติแอบตัดกันดี ไม่ทำให้หมูเลี่ยนจนเกินไป
อยากบอกว่าอร่อยสุดๆ อะ

tonkatsu ใส้บ้วยที่ katsuichi

ส่วนกะหล่ำซอยก็สดดีนะครับ หั่นซอยออกมาขนาดกำลังพอดี
เท่าที่เห็นไม่มีอะไรจิ้มเป็นพิเศษ หรือน้ำสลัดแยก

ก็เลยจิ้มกับน้ำจิ้ม tonkatsu นี่แหละ

กะหล่ำซอย

ต่อมาเป็นจานที่สองครับ

อันนี้ใส้ชีส โหววววว น่ากินมากๆ ตั้งแต่แป้งที่ดูกรอบมากๆ
แอบเยิ้มๆๆๆ ไหลออกมาข้างนอกด้วย

tonkatsu ใส้ชีสที่ katsuichi

ไหนๆๆ แอบแง้มดูหน่อย
ชีสเยอะใช่เล่นนะเนี่ย XD

tonkatsu ใส้ชีสที่ katsuichi

อูยยยย ชีสเจิ่งนอง เห็นแล้วหิวเลยแฮะเรา เหมาะกับคนที่ชอบชีสมากๆ

ระวังดึงเยอะไปเดี๋ยวชีสยืด ยืดๆๆๆๆๆๆๆ ยาวๆๆๆๆๆ
แต่ยาวไปแล้วหกลงไปใต้ตะแกรง เห็นแล้วเสียดายอ่า

tonkatsu ใส้ชีสที่ katsuichi

ที่ร้านอัดชีสให้เยอะเหมือนกัน
ชีสหอมพอดีครับ กลิ่นไม่แรงเยอะเหมือนใส้กรอกฟุตลองชีส
ซึ่งผมว่าแบบนี้แหละ กำลังพอดีและอร่อยกว่า

tonkatsu ใส้ชีสที่ katsuichi

แล้วที่เด่นที่สุดครับ
คือเนื้อหมูครับ

ต้องยอมรับว่านี่เป็นร้านที่ผมว่าหมูอร่อยที่สุดในบรรดาทุกร้านครับ
ไม่ได้โม้นะ นี่เป็นสันนอก แต่ลายของหมูผมว่าสวยมากๆ เนื้อใสกิ๊กเลย
แต่เนื้อนุ่มมากๆและนุ่มเท่าๆ กันทั้งชิ้นด้วย

tonkatsu หมูดำที่ katsuichi

แถมไอ้ส่วนที่เป็นมันของสันนอกก็ไม่ได้เยอะครับ เห็นเป็นแค่ชั้นเงาๆ บางๆ
แต่กลับรู้สึกว่าตรงนั้นเป็นจุดที่อร่อยมากครับ
มันกรุบๆ มันๆ มีเนื้อปน
เรียกว่า เนื้อหมูละลายในปากได้เลยทีเดียว

tonkatsu หมูดำที่ katsuichi

ยิ่งช๊อตที่ได้กินกับน้ำจิ้มนี่ผมบอกว่าสุดยอดเลย เหมือนทุกอย่างมันประดังมารวมกัน
แต่กลับเข้ากันและลงตัวแบบไม่น่าเชื่อเลย

รสชาติสุดยอด
แป้งกรอบ หมูนุ่มอร่อย
เนื้อหมูติดมันนิดๆ แบบไม่เลี่ยน โอยยยยยย เริ่ดมาก XD

tonkatsu หมูดำที่ katsuichi

หลายคนอาจบอกว่าหมูดำมันก็เหมือนหมูธรรมดา
แต่ถ้าลองพิจารณาลึกๆ ดีๆ แล้วจะพบว่ามันอร่อยต่างกันจริงๆ
เท่าที่กินมาหลายร้าน ผมชอบหมูร้านนีัมากที่สุดเลยแฮะ มันจี๊ดมากๆๆ

เพิ่มเติมจากเดิมอีก

นอกจากสันนอกที่รสชาติไม่เป็นรองใครแล้ว
ยังมีเนื้อแบบอื่นๆ ด้วย ใช่แล้วววว มันคือสันในนั่นเอง

สันในหมูดำใส้ชีส Katsuichi

แถมนี่ไม่ใช่ธรรมดา เพราะว่าอัดชีสไว้ข้างในอีกนะ
ชีสไหลเยิ้ม ไหลเยิ้ม
เนื้อหมูก็ทอดสุกได้ที่ แป้ก็ทอดกรอบเหลืองอร่ามตามฉบับของร้าน

สันในหมูดำใส้ชีส Katsuichi

แต่หลังจากชิมผมว่าวันในมันยังสู้สันนอกไม่ได้นะ
ถึงแม้ว่าเนื้อหมูจะนุ่มและอร่อย ไม่แข็งหรือด้านก็ตาม … อืมมม ผมคงชอบสันนอกมากกว่าจริงๆ

อิอิ นอกจากนั้น วันนี้ยังได้เมนูพิเศษที่ไม่มีเขียนในเมนูด้วย
เป็นเนื้อวัวคุณภาพดีสับแล้วปรุงรส แล้วเอามาทอดกรอบเหมือน tonkatsu
มองๆ ดูคล้ายๆ สันในแต่ชิ้นเล็กกว่าหน่อยนึง

เนื้อบดปั้นก้อนชุบแป้งทอด katsuichi

แอบเปิดดู สังเกตว่าสีเนื้อมันก็จะคล้ำกว่าหมูจริงๆ แหละ
แต่สิ่งที่ผมแปลกในคือ เนื้อของเค้าแม้จะบดละเอียด แต่ก็เป็นก้อนดีมากไม่มีหลุดร่วงออกมา
แถมตัวเนื้อบดก็ได้รับการปรุงรสและกลิ่นที่ดี อารมณ์คล้ายๆ เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ชั้นดีมาชุบแป้งทอด

เนื้อบดปั้นก้อนชุบแป้งทอด katsuichi

และผักที่ให้มาก็ต่างกับ tonkatsu นะ
แต่เป็นหอมญี่ปุ่นหั่นบางๆ กรอบๆ แล้วราดน้ำมันงา น่าแปลกที่แทบไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวเลย

เนื้อบดปั้นก้อนชุบแป้งทอด katsuichi

ส่วนตัวหลังจากกินไปรู้สึกเฉยๆ นะ
ถ้าสั่งแล้วแอบเสียดาย เพราะมาที่นี่น่ากินหมูดำมากกว่าน่ะ
เนื้อแม้เป็นวัวชั้นดี แต่ส่วนตัวเนื้อสับมันสู้เนื้อเป็นส่วนไม่ได้หรอก เพราะแต่ละส่วนมีอะไรที่ต่างกันเยอะ

สรุปการเดินทางมากินครั้งนี้

tonkatsu katsuichi

เริ่มที่ราคาแพงเหมือนกันครับ
กินกันสองคน (เมนูเท่าที่สั่งก็มีหมู ข้าว มิโสะ ปลาหมึก เห็ด และน้ำ) ก็ตกคนละ 500+ บาทครับ
เห็นราคาทีแรกแล้วแทบ shock นิดนึง เพราะเติมไม่ได้ด้วย
เหตุนึงเพราะว่าไม่มีชุดด้วยมั้งครับ เลยต้องสั่งข้าวแยก ซุปแยก บวกไปบวกมา ราคาบานปลาย T w T

แต่ด้วยความอร่อยและคุณภาพของหมู ผมก็ให้อภัยละกันครับ

แล่นรถไฟฟ้า ลองไปชิมกันได้ครับ

Tohkai โตไก — บุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง

หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ งานก็เยอะ รถก็ติด หิวก็หิว
มันเข้าล๊อคอันหลังนี่แหละ ก็เลยไปหาอะไรกิน เยอะๆๆๆ อะไรก็ได้

พาไปกินเนื้อแถวๆ สีลมแล้วกันครับ ขี้เกียจเดินทางไปไกล
เอาแต๊ะเอียไปละลายลงกระเพาะหน่อยนึง อิอิ

เดินหาร้านย่านสีลม ธนิยะ

เกี่ยวกับร้านนี้

ร้านนี้ชื่อ ภัตตาคารโตไกครับ
อันที่จริงร้านนี้มีหลายสาขามากๆ แต่ละสาขาก็จะมี option ที่ต่างกันครับ
เช่นสาขาที่ผมพอจำได้ก็มี Esplanade, วงศ์สว่าง ทาวเวอร์เซนเตอร์, สุขุมวิท 23
สาขาพวกนี้จะมีทั้งส่วนของอาหารญี่ปุ่นและเนื้อย่างด้วย
(จริงๆ แต่ละสาขาจะมีรายละเอียดปลีกย่อยไปอีกนะครับ แถมแต่ละช่วงก็มี Promotion ที่ต่างกันด้วย)

ป้ายร้าน tohkai ธนิยะ

แต่วันนี้สาขาที่ผมพาไปจะอยู่แถวๆ ซอยธนิยะครับ เข้ามาจากทางสีลมนิดเดียวประมาณ 20 เมตรก็เจออยู่ทางขวามือ
ร้านจะออกแนวไม้ๆ หน่อย ถ้าลองแหงนหน้าจะมีป้ายวัวครับ
หาร้านไม่เจอลองโทรมาครับ 0-2266-4551

แผนที่ตามนี้ครับ


View Tohkai in a larger map

เมนูร้าน

สาขาธนิยะจะขายแก่ยากินิขุ หรือเนื้อย่างอย่างเดียว ไม่มีอาหารญี่ปุ่นครับ
ที่นี่มีทั้งแบบบุฟเฟ่ และอะ ลา คาร์ทครับ

โดยวันนี้ผมจะสั่งแบบบุฟเฟ่ต์ครับ เพราะหิวมากๆๆๆ
ลิสต์บุฟเฟ่ต์กับราคาก็ตามนี้

รายการอาหาร tohkai

แม้ราคาอาจดูแพงไปหน่อย
แต่ส่วนตัวผมว่าบุฟเฟ่ต์ที่นี่มีคุณภาพของเนื้อดีนะ และราคามันก็พอๆ กับเพื่อนๆ ทั้ง Miyabi, Giants และ Kingkong
อีกอย่างคือ เมนูที่เป็นเนื้อของร้านนี้อาจมีจำนวนน้อยไปนิดนึง
แต่ผมว่ามันก็คุ้มค่า เพราะมันแลกมากับลิ้นวัว กับ ซุปเนื้อ ซึ่งสองเมนูนี้ในราคาข้างต้น ไม่มีที่ไหนขายเลย

บรรยากาศร้านรอบๆ

แนวๆ ร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นหน่อย แนวไม้ไผ่ๆ
แล้วก็มีคนนั่งกินตลอด มีทั้งคนไทย คนญี่ปุ่น พนักงานออฟฟิส ฯลฯ

บรรยากาศร้าน

อีกอย่างที่ผมว่าดี คือระบบดูดควันเค้าจะอยู่ที่ฐานของเตาครับ ดูดควันได้แรงดี

ส่วนตัวผมว่าไม่เลวนะ
แต่ที่ผมชอบที่นี่คือพนักงานเอาใจใส่ดี ยิ้มแย้มตลอดครับ

ไล่ดูแต่ละจานก่อน

จากเมนูข้างต้นที่ไม่มีรูปให้ดู ผมกับผองเพื่อนก็จัดแจงสั่งมันมา (เกือบ) ทุกอย่าง
แต่ละอันน่ากินมากๆ เราค่อยๆ มาดูกัน

เริ่มที่จานแรก เป็นเนื้อสันในครับ

เนื้อสันใน

ที่ผมชอบและเด่นๆ เลยคือ เค้าจะหั่นเนื้อหนา และชิ้นใหญ่ครับ
เวลาย่าง เราจะได้เนื้อที่แบบสุกนอก แต่ดิบใน ประมาณมีเดียมแรร์
(แต่จริงๆ ผมชอบดิบกว่านั้น)

เนื้อสันใน

ต่อมาก็เป็นสันนอกครับ
สังเกตว่าจะมีส่วนของมันแอบมาแจมนิดนึง แต่ตรงนั้นแหละ คือจุดอร่อย

เนื้อสันนอก

สันในก็หั่นได้หนาดีครับ แล้วผมก็ชอบตรงที่ก็ราดซอสเยอะ
เวลาย่างทั้งไขมันและซ้อสเหมือนจะละลายรวมกับเนื้อเลย
อร่อยมากมาย

เนื้อสันนอก

ต่อมาพักเลี่ยนกันนิดด้วยสลัดผัก
ผมว่าอันนี้แหละอร่อยมากเลย เหมาะมากเอามากินกับเนื้อ เพราะมันตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ
แถมวันที่ผมไปผักก็สดดีครับ ข้างบนราดน้ำสลัดมาด้วย อร่อยๆๆ

สลัดผัก

ต่อมาเป็นจานทะเลครับ
คือกุ้งและแซลม่อนชิ้นโต

กุ้งและแซลม่อน

ส่วนตัวผมว่า แซลม่อนหั่นหนาไปนะ การปิ้งแซลม่อนไม่เหมือนกับเนื้อเพราะเราต้องการให้สุกทั่วๆ
แบบนี้ทำให้ปิ้งยาก ข้างนอกไหม้ แต่ตรงกลางดิบอยู่
ส่วนกุ้งผมเฉยๆ นะ เพื่อนๆ ก็บอกเฉยๆ นะ (เพราะกินกันแต่เนื้อจริงๆ)

กุ้งและแซลม่อน

ต่อมาก็เป็นลิ้นวัวครับ อันนี้ไม่ราดน้ำซอส แต่เค้าจะโรยเกลือและพริกไทย
ใครชอบกินเนื้อลองลิ้นดูนะครับ ผมติดใจมันเอาเสียมากๆๆ

ลิ้นวัว

ที่ผมว่าอร่อยคือมันกรุบมากครับ ไม่มีเหนียว เคี้ยวเพลินจริงๆ
อีกอย่างลิ้นที่นี่ไม่เหม็นเลย มันเลยน่าสนใจมากๆ ครับ

ลิ้นวัว

ต่อมาเป็นของขึ้นชื่ออีกอย่าง คือซุปเนื้อครับ
ซุปที่นี่จะออกแนวเผ็ดหน่อยๆ แต่รสชาติเข้มข้นดี

ซุปเนื้อ

อีกอย่างที่ผมว่าแจ่มมากๆ แต่ไม่มีในรายการบุฟเฟ่ต์คือ ปลาหมึกคลุกวาซาบิ
คือเค้าเอาปลาหมึกเย็นๆ มาคลุกกับวาซาบิครับ
ตัวปลาหมึกจะกรอบ ไม่เหนียว และทั้งความเย็น+วาซาบิจะช่วยกลบกลิ่นคาวด้วย
อันนี้สุดยอดครับ

ปลาหมึกคลุกวาซาบิ

จริงๆ มันมีหมูและไก่ด้วย
แต่พอดีผมไม่กินหมูและไก่อะครับ เลยไม่ได้สั่งมา 😉 (กระแดะมากๆ)

เปิดศึกบนโต๊ะอาหาร

หลังจากที่พล่ามและถ่ายรูปกันมานาน จนเพื่อนผมรอแล้วรอเล่า
อาหารทั้งหมดก็กองอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็…

อย่าลืมเตรียมซีอิ้วครับ 😉
ที่นี่จะมีพริก กระเทียมวางบนโต๊ะพร้อมให้บริการเลย ตักได้เต็มที่

ซีอิ๊ว-พริก-กระเทียม

เมื่อครบองค์ประชุม
ก็กินเลยครับ (ช่วงนี้รูปจะน้อยนิดนึง เพราะกินไปถ่ายไปนี่ตามเค้าไม่ทัน)

เริ่มลงย่างได้

ก็ลงกันใหญ่ละครับช่วงนี้ มีอะไรก็จับยัดลงไปหมด

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

อย่างที่บอกครับ
ควันจะถูกดูดไปตรงร่องข้างๆ ตะแกรงไปเยอะมากๆ
แต่ยังไงหัวก็เหม็นอยู่ดี

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

กินกันแบบระห่ำมากๆๆๆ
ทั้งที่คีบ ตะเกียบ เนื้อสุก เนื้อดิบ ขออีกจาน เติมน้ำหน่อย โอยยยย ปลิวว่อนไปหมด

บรรยากาศปิ้งย่างที่ tohkai

เย้ๆๆ ได้เนื้อมาแล้ว (มัวแต่ถ่ายรูป)
เลยลงน้ำจิ้มชุบตัวเลยครับ
ผมชอบแบบย่างเกือบสุกครับ เพราะเนื้อจะไม่เหนียวมากและหวานๆ
(ทำ blog ไปก็หิวไปนะเนี่ย T T)

เนื้อในน้ำจิ้ม

พอเข้าปากแล้วรู้สึกเหมือนกับอยู่สวรรค์บนดิน
อยากกินแบบน้ำหนักไม่ขึ้นไปเรื่อยๆ มัอร่อยมาก
อย่างที่บอกครับ ความหนาของเนื้อ คุณภาพเนื้อ ซ๊อสที่ราดมามันลงตัวมากๆๆ

เอิ้กๆๆๆๆ เลยกินไปเรื่อยๆ งดถ่ายรูปครับ
ถ่ายไปก็มือสั่น ควันก็เยอะ กินก็ไม่ทันเพื่อนๆ ว้ากกกกกกกกกกกกก
แต่สุดท้าย อิ่มเหมือนกัน เอิ้กๆๆๆๆๆ ไอโฟนที่เอาไปถ่ายรูปก็ติดคราบน้ำมันเต็มไปหมด
(รูปที่ถ่ายที่เอา iphone ถ่ายทุกรูปนะครับ :D)

ปิดท้ายเมนูครับ ด้วยไอศครีมช๊อกโกแลตลิพ
อร่อยๆๆๆ แต่ได้ลูกเดียวเอง

ไอศครีมปิดท้าย

สรุปหลังกินเสร็จ

หลังจากที่ยัดเนื้อและเครื่องเคียงต่างๆ ลงกระเพาะจนอิ่มแทบเดินไม่ได้แล้ว
ส่วนตัวผมประทับใจกับร้านนี้นะครับ
เพราะว่าพนักงานคุยดี และยิ้มแย้มแจ่มใสดี รออาหารไม่นานและได้อาหารครบ เดินทางไม่ลำบาก
ส่วนคุณภาพของเนื้อก็บอกไปแล้วข้างต้น เยี่ยม ราคาก็สมกับคุณภาพและบริการ
ข้อเสียแทบไม่มีเลยแฮะ เว้นถ้าช่วงที่คนเยอะๆ อาจแออัดไปหน่อยนึง

เป็นอีกร้านนึงที่แนะนำครับ สำหรับคนรัก(ที่จะกิน)เนื้อ

ปล.-แต่ละสาขามีอะไรที่ต่างกัน แนะนำว่าลองไปดู ไปถามเมนูหรือโปรโมชันก่อนนะครับ

Ignite Bangkok มาแล้ว!!

ในปี 2010 นี้ จะมีการจัดงาน Global Ignite Week พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1-5 มีนาคม กว่า 60 เมือง
ซึ่งประเทศไทยของเราก็มีงาน Ignite Bangkok เหมือนกันนะ
ทีนี้เรามารู้จัก Ignite Bangkok กันดีกว่า

งาน ignite คืออะไร

งาน ignite ไม่ได้มีความหมายตรงๆ เหมือนกับชื่อมันที่แปลว่าจุดระเบิดหรือไปเผาบ้านใครนะครับ
แต่มันเป็นงานจุดระเบิดทางความคิดในแง่มุมต่างๆ ครับ โดยบุคคลจากหลายหลากวงการครับ
ด้วยการนำเสนอหลากหลายวิธีการ อะไรก็ได้ ตามที่ตนเองถนัด
(ส่วนมากเท่าที่เห็นก็มาจากวงการ IT นะ)
เพื่อให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ให้เกิดขึ้นมา

น่าสนใจนะครับ

รายละเอียดงานเบื้องต้น

คนที่ไปงาน ignite นั้นจะแบ่งหลักๆ ได้ 2 กลุ่มคือ คนที่ไปฟัง กับคนที่ไปพูด (igniter) ด้วย
เรื่องที่พูดนั้นไม่จำกัดหัวข้อ แต่เรามีข้อจำกัดทางด้านการทำเสนอ
คือ Igniters แต่ละท่านจะมีเวลาพูดคนละ 5 นาที ผ่านสไลด์ 20 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะเปลี่ยนอัตโนมัติภายในเวลา 15 วินาที

โดยงาน Ignite Bangkok จะจัดที่ TCDC (ตรง Emporium) ที่ห้อง Auditorium นะครับ
มี 2 วันคือวันที่ 3 และ 4 มีนาคม 2552 นี้ครับ ช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน ตั้งแต่ 1800 น. เป็นต้นไป
ใครสนใจรีบไปลงทะเบียนได้ที่ http://ignite.kapook.com/ ครับ
เท่าที่เห็นมีคนไปลงทะเบียนรวมแล้วประมาณ 150 คน และคาดว่าน่าจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนั้นยังสามารถติดตามงานผ่าน twitter และ facebook ได้ด้วย
รวมทั้งชาว tweeple สามารถใช้ hashtag #ignitebkk ในการพูดและติดตามงาน ignite bangkok ในครั้งนี้

ความคิดเห็นของผมก่อนเข้าร่วมงาน

ส่วนตัวผมว่ามันดูคล้ายๆ Barcamp เหมือนกันนะ แต่น่าจะเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ เลย
จากกรอบเดิมๆ ที่เราเคยยึดติด ความคิดหรืองานเดิมๆ ที่เราทำอยู่ทุกวัน อะไรที่มัน routine และมันซ้ำซากจำเจ
เราลองมาเรียนรู้และแบ่งปันแนวความคิด ไม่ต้องถึงขั้นหลุดกรอบเราก็ได้ครับ
แต่อย่างน้อยก็ได้แนวความคิดที่หลากหลายในการเอาไปใช้ ปรับสิ่งที่อยู่รอบตัวให้มันดีขึ้นได้ด้วยความคิดของเรา

ส่วน igniter ผมว่าเป็นอะไรที่เท่มากๆ เลย
เหมือนเป็นเทศกาลปล่อยของดีๆ แบบถูกกาลเทศะ
ต้องเตรียมตัวเอาเนื้อหาและเรื่องราวที่เตรียมมาหลายสิบชั่วโมงมาอัดให้เหลือแต่แก่นภายใน 5 นาที
และผมยังมองอีกว่าผู้ให้ย่อมได้มากกว่าผู้รับแน่ๆ ^^

แล้วเจอผมตัวจริงที่งานนะครับ ในฐานะผู้ฟัง
(แต่พอเริ่มเขียนเยอะๆ เริ่มหาข้อมูลมากๆ ชักอยากเป็น Igniter เสียแล้วสิ)
อย่าลืมลงทะเบียนเข้างานนะครับ นอกจากไอเดียที่ได้ ยังได้ของที่ระลึกเล็กน้อยมาด้วย 😉

Ignite Bangkok 2010

ไปเที่ยวงาน Gift ที่ ม.ศิลปากร

สมกับเป็นวันศุกร์ หลังจากที่ (เหมือนจะ) เหน็ดเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์
แล้วยิ่งหากได้ของเก๋ๆ เอาไปฝากคนรู้ใจด้วยละก็
ผมแอบแนะนำงานนี้ครับ ชื่องาน Gift ของม.ศิลปากร
ผมและสมัครพรรคพวก นำทีมโดย @tanicha ก็นั่งตุ๊ก ตุ๊ก ลุยกันไป

นั่งตุ๊ก ตุ๊ก จากสยาม ไปสนามหลวง

ก็ลุยกันไปเรื่อยๆ ลุงก็ขับเร็วๆๆๆ
วู้ๆๆๆ สนุกๆๆๆๆ ตามประสาคนแก่
จนถึงยังที่หมายครับ คือมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (ตรงสนามหลวง)

ตุ๊ก ตุ๊ก แล่นฉิวยามราตรี

ยอมรับว่าแรกพบที่เห็น ผมเหมือนกับหลุดไปอีกโลกนึงเลย
โลกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนสำหรับเด็กเนิร์ดแบบผม

งาน Gift คืออะไร

งาน Avant Gift 28th ศิลปากร

งาน Gift เป็นงานประมาณว่างานขายของขวัญ ของกินและของ Handmade ต่างๆ โดยนักศึกษา
แล้วก็มีกิจกรรมสนุกๆ ภายในงานอีกเพียบด้วย โดยเฉพาะดนตรีที่จะเปลี่ยนแนวไปในแต่ละวัน

คนมางาน gift เพียบ

ในงานมีอะไรบ้าง

งานนี้ปีนึงจะจัด 1 ครั้งครับ
ไม่ช่วงปลายปี ก็จะช่วงต้นปีของอีกปีนึง
ซึ่งงาน Gift ของปีนี้หรือครั้งที่ 28 จะมีไปจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ งานมีตั้งแต่ 1800-2400 น นะครับ
โดย Theme ของงานคือ Avant Gift ครับ
(น้องเค้าอธิบายว่าแบบแนว Modern เน้นสีขาวและสีดำครับ แต่ผมไม่เข้าใจนัก -_-a)

ในงานน้องเค้าก็เห็นเอาอะไรไม่รู้มาตกแต่งครับ
แต่ผมว่ามันก็ดูเก๋ดีนะ สวยๆ แบบงงๆ ตามสไตล์คนไม่รู้เรื่องศิลปะ

การตกแต่ง งาน Gift

เห็นน้องเค้าทำของมาขายกันเยอะหลายอย่างครับ
ทั้งเสื้อ สมุด โปสการ์ด เครื่องประดับต่างๆ หนังสือทำมือ ตุ๊กตา ฯลฯ
ส่วนตัวผมถูกใจเสื้อตัวนึงมาก แต่ผมใส่ไม่ได้ แอบเซ็งๆๆๆๆ

ของขวัญ ของฝาก ในงาน Gift
ของขวัญ ของฝาก ในงาน Gift

เดินนานๆ ก็ไม่ต้องกลัวหิวนะครับ มีของกินขายเป็นระยะๆ
แต่ที่ผมว่าเก๋คือเกี๊ยวห่อกล้วย และเกี๊ยวห่อชีสครับ แล้วราดด้วยนมข้นหรือช๊อกโกแล๊ต
ไอเดียวน้องเค้าดีมากๆ ครับ อร่อยด้วย

เกี๊ยวห่อกล้วย ของกิน งาน Gift

นอกจากนั้นหลักๆ ก็ขายเครื่องดื่มแนว Mixer หลากหลายมากๆ
แล้วก็มีไอติม cocktail ด้วย อร่อยดีๆ เหมาะกับอากาศร้อนๆ ดีนะ

ไอติม cocktail หลากสีสัน น่ากินมากๆ
ไอติม cocktail ละลายเร็วตามอากาศที่ร้อน

ยิ่งดึกๆ คนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลานที่โล่งครึ่งนึงในตอนแรก ตอนนี้กลับล้นไปด้วยผู้คน
โดยเฉพาะวันนี้ที่ไปวงดนตรีที่มาเป็น Ska ทั้งหมด มันส์มากๆๆๆๆ
มีศรีราชาร๊อกเกอร์มาเล่นด้วย เต้นกันสุดเหวี่ยงจริงๆ วู้ๆๆๆๆๆ

ดนตรี งาน Gift

เป็นงานที่น่าสนใจมากๆ ถ้าคนน้อยกว่านี้หน่อยนึง
และมีเสื้อขนาดที่ผมใส่ได้ด้วยจะดีสุดๆ ฮึ่มๆๆๆๆ ไม่รู้ว่าจะโทษใครดีที่ทำเสื้อตัวเล็ก 😛

หวังว่านี่อาจเป็นทางเลือกเล็กๆ สำหรับคนที่จะหาของเก๋ๆ แนวๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้นะครับ


View Larger Map