2015 Rapha festive 500

เกือบเดือนแล้วยังเขียนไม่เสร็จ
จริงๆ ก็ไม่มีอะไรครับ แค่มาเล่ากิจกรรมนึงของปี
ที่อยากทำและต้องทำให้ได้ (ปีที่แล้วก็ทำมาแล้ว)
Rapha Festive 500 ครับ

วันที่ 24 ธันวาคม

ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีหกโมง แต่ด้วยความหนาวผมสะดุ้งตื่นขึ้นราวๆ ตีห้าครึ่ง ,, ไม่ใช่ที่ขี้เกียจจะลุกนะ แต่ทุกอย่างมันมืดไปหมด จะออกไปปั่น Rapha Festive วันแรกก็คิดว่าเช้าเกินไป แต่ถ้าให้หลับต่อก็กลัวว่าจะตื่นอีกทีก็แปดโมงกว่า

ไหนๆ ก็เลยลงมาเช็ครถ เช็คลมยาง เช็คแบตการ์มิน กินกล้วย เข้าส้วน บิดขี้เกียจ จนราวๆ 6.30 น. พอมีแสงอาทิตย์บ้างค่อยเริ่มออกปั่น โดยวันนี้ผมเลือกรถ TT คันใหม่อย่าง BMC TM02 ที่ใส่เกียร์ไฟฟ้าเต็มที่ บอกตรงๆ ว่างงนิดๆ ว่าซื้อมาทำไมเหมือนกัน

หลังจากได้ลองปั่น ก็สนุกดี รถพุ่งฉิวเลย (แต่หนาวมากๆ) ไม่ค่อยคุ้นเลย ทรงตัวลำบากพอควร

วันแรกของผมเลยได้ปั่นเป็น 3 ช่วง คือเช้า, ช่วงทำงาน (ปั่นไปกินข้าวบ้าง ระหว่างตึกบ้าง) และช่วงเย็นครับ ,, กดไปรวมกัน 123 โล

วันนี้ไม่มีดราม่าอะไร

วันที่ 25 ธันวาคม

แหกขี้ตาตื่นปั่นเช้าอีกวันก่อนที่จะอยู่เวร ปั่นเรื่อยๆ คงเบื่อๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ Rapha festive 500 ปีนี้เลยจัดดราม่าด้วยการไปบริจาคเลือดครับ ซึ่งผมก็รู้ว่าถ้าบริจาคแล้ว ความฟิตจะหายไป ราวๆ 30% เลยทีเดียว

แต่ก็เอาเถอะครับ ของแบบนี้ต้องลอง Mission จะได้ไม่น่าเบื่อเกินไป

แล้วไงละครับ กดบันไดแทบไม่ลง แรงหายไปเพียบ แถมเหนื่อยกว่าเดิมมากๆ
อยู่เวรก็เหนื่อยจริงเหนื่อยจัง เฮ้อออออ
ปั่นรอบๆ รพ. ระหว่างรอนั่นรอนี่ละกัน

รวมวันนี้ได้ 57 โล

วันที่ 26-27 ธันวาคม

วันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ว่าไม่ได้ว่างมากเหมือนคนอื่นๆ

วันนี้เหลือบมองปฏิทิน เห้ยยยย เหลือเวลาอีก 4 วันเองนี่ เพราะเดี๋ยว 30 ก็ต้องไปเที่ยวเมืองจีนแล้วววว ,, รีบไปตรวจคนไข้ แล้วหาเวลาว่างไปปั่นแบบด่วนๆ เลยครับ ,, ก็ไม่ได้ไปไหนไกลมาก เอาใกล้ๆ รพ.ละกัน

ดราม่านิดๆ คือวันที่ 26 รอบเช้า กะว่าปั่นชิวๆ แต่ดันหิวกาแฟ เลยปั่นหาร้านกาแฟไปเรื่อยๆ เอิ่มมม ร้านกาแฟอยู่ไกลจัง ใส่กางเกงสแล๊คปั่นไป-กลับจะสีสิบโลเลย เมื่อยมากๆ ,, หลังจากรู้ตัว เลยกลับมาเปลี่ยนเป็นกางเกงปั่น+เปลี่ยนเป็น TT เพื่อไปปั่นรอบบ่าย

เอ้ย วันนี้รู้สึกว่า การปั่น TT สนุกมากเลย ชอบอะ ทำไมไม่มีใครแนะนำให้ซื้อรถ TT มาก่อนเลยอะ ยิ่งใส่เกียร์ไฟฟ้ายิ่งฟินเว่อ อ้ากกกก

ส่วนวันที่ 27 ก็พยายามลุกมาตื่นเช้าครับ ปั่นเจ้า Bianchi คันโปรด ปั่นเรื่อยๆ บอกเลยว่า เริ่มล้าแล้ว แต่ใจยังไหว ,, ส่วนตอนบ่ายนี่ดราม่าครับ เพราะเบาะ TM02 คันโปรดคันใหม่ดันหลวม!! น้อตแม่มคลายตัวเอง ก็เลยต้องปั่นแบบกังวลๆ พอสมควร กว่าจะถึงที่หมาย

สุดสัปดาห์สองวันปั่นไป 170 โลครับ!!

วันที่ 28 ธันวาคม

วันนี้รอบเช้า ขี้เกียจตื่นมาก ทั้งจากเพลียบริจาคเลือดและล้าสะสม แต่ยังไงก็ต้องตื่นครับ (สายไปหน่อย) ได้ระยะเก็บเพิ่มอีก 16 โล

ส่วนรอบบ่ายนี่ดราม่าเลยครับ เพราะว่าผมไม่รู้ว่าถ้าแบต Di2 เหลือน้อยกว่า 10% ตัวสับจานจะไม่ทำงาน!! (แต่ตีนผีทำงานได้อยู่) โอยน่อ!! เลยได้ปั่นแบบใช้จานเล็ก 38 ฟัน ซอยยิกๆๆ ยี่สิบกว่าโล (แต่ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ทั้งๆ ที่ไม่ควรเกิน 40 นาทีด้วยซ้ำ) กลับรพ.

วันที่ 29 ธันวาคม

วันนี้ล้ามากครับ แต่ระเบียบวินัยสั่งให้ผมลุกขึ้นชนะกับความเมื่อยล้าอีกครั้ง
มองดูปฏิทิน ถ้าเป็นไปได้ เราควรจบมันวันนี้ล่ะครับ
แต่ถ้ามีอุบัติเหตุอะไร ก็ยังมีเช้าวันที่ 30 อีกหน่อยนึง (แต่ไม่อยากให้ใช้เลย)

เช้ามาเก็บไปอีก 18.5กม. และช่วงบ่ายอีก 67.2กม.
นั่นแปลว่า หกวันก็สามารถจบกิจกรรม Rapha festive 500 ที่ระยะ 510 กม.

สิ่งนึงที่ดีใจหลังจากจบกิจกรรมนี้
ไม่ใช่แค่ Badge ที่จะได้รับจาก Rapha
แต่มันเหมือนเป็นการปลุกวินัยในการซ้อมให้มากขึ้น
กับอายุที่มากขึ้น หน้าที่การงานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เวลาและวินัยในการปั่นลดลง
ก็ต้องขอบคุณกิจกรรมแบบนี้ที่ช่วยกระตุ้นมันอีกครั้ง

Review สายเบรค + เกียร์ Nokon

มีใครรู้จักสาย Nokon บ้างครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนเคยเห็นสายแบบนี้ แต่จริงๆ มันมีอะไรมากกว่าแฟชั่น

Nokon เป็นเทคโนโลยีที่ผลิตพัฒนาโดยบริษัท Carl Stalh ของเยอรมันครับ โดย Concept ของ Nokon คือเค้าจะทำให้แรงภายในสายมันสม่ำเสมอครับ อารมณ์ประมาณสายทั่วๆ ไป เวลาเราบิดแฮนด์ไปซ้ายหรือขวา ความตึงมันจะไม่สม่ำเสมอจากการบิดงแของปลอกสาย แต่สาย Nokon เค้าจะทำให้สายมันตึงเท่าเดิมตลอด ซึ่งมันน่าจะทำให้การ Brake มีแรงสม่ำเสมอขึ้นและเกียร์มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นครับ โดยเฉพาะจังหวะที่สายบิดหรือตอนเราเลี้ยวโค้ง ,, โอวววว ฟังแล้วดูดีมากๆ เลย

Nokon บนรถของ Fabian Cancellara ในงาน Paris-Roubaix 2014 (รูปจาก RCUK)
Nokon บนรถของ Fabian Cancellara ในงาน Paris-Roubaix 2014 (รูปจาก RCUK)

จริงๆ สาย Nokon มีกำเนิดมาหลักสิบกว่าปีแล้วครับ บางคนก็เรียกว่าสายแฟชั่น ก็มีคนใช้แข่งบ้างนะ แต่จะเป็นเสือภูเขาซะมาก ,, จนกระทั่ง Fabian Cancellera เอามาใช้แข่ง Paris Roubiax ปี 2013 แล้วได้แชมป์ สาย Nokon จึงดังขึ้นมาอีกหน่อย (จริงๆ แกก็ใช้มาหลายปีแล้วแหละ)

ทำไมถึงเลือกใช้

ปัญหาหลักๆ ผมอาจไม่ต้องการแรงอะไรที่มันสม่ำเสมอมากมายอะไรหรอกครับ เพราะเสือหมอบเราไม่ได้บิดแฮนด์มากมายขนาดนั้น (เวลาเลี้ยวเราใช้การ Steering/countersteering มากกว่า)

แต่เพราะช่วงก่อนผมมีปัญหานิดหน่อยหลังจากที่ใช้ปลอกสายของ Dura Ace (จากนี้ขอย่อว่า DA นะครับ) แล้วส่วนที่มีการบิดงอมากๆ อย่างของผมก็คือตรงต้นขั้วของสาย (ที่ต่อเข้าจุดซ่อนสาย) มันขาดนิดนึง ทำให้มีช่วงฟรีของก้ามเบรคนิดนึง จับแล้วมันไม่แน่นเหมือนเดิม และอายุสาย DA ที่ค่อนข้างสั้น (เพื่อแลกกับความลื่น)

พอสายมันพังอีกรอบเลยได้โอกาสที่จะได้ลองสายแบบอื่นๆ ซึ่งตั้งใจว่าจะหาสายแปลกๆ มาใช้บ้าง ซึ่งดูมาหลายยี่ห้อทั้งของ Jagwire, Aican Bungarus, Alligator I-link, Yokozuna ,, สุดท้ายก็ตกลงปลงใจกับ Nokon ครับ

แต่ด้วยความยากของการหาของ (ซึ่งดีลเลอร์ของไทยที่เคยนำเข้าก็ยกเลิกไปแล้ว) และราคาที่แพงหูฉีกกว่ายี่ห้ออื่นๆ (เทียบแล้วแพงสุดๆๆ แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ตกกล่องละ 3,xxx บาท ต่อ 1 ชุด ,, แปลว่าคันนึงต้องใช้ 2 กล่องก็ราวๆ 7,xxx บาทครับ) อีกทั้งไม่ค่อยมีคนไทยใช้ด้วย (แม้แต่ฝรั่งยังไม่ค่อยจะมี) เลยไม่รู้ว่าจะไปเอารีวิวอะไรที่ไหน ซื้อมาแล้วจะคุ้มหรือไม่ กังวลอยู่เหมือนกัน…

หน้าตาของกล่อง Nokon ,, บินมาจากเยอรมันและฮังการีครับ
หน้าตาของกล่อง Nokon ,, บินมาจากเยอรมันและฮังการีครับ

หลอกให้อ่านตั้งยาว ง่ายๆ คืออยากลองของแพงน่ะครับ

เล่าเรื่อง Nokon คร่าวๆ

ไม่ยากครับ หาของไทยไม่ได้ ก็สั่ง Ebay เข้ามาครับ

ระหว่างที่รอของ ผมก็มีโอกาสศึกษา Nokon อยู่เล็กน้อยครับ

  • กลไกที่ทำให้มันให้แรงได้สม่ำเสมอคือ มันจะทำสายกับปลอกแนบเป็นชิ้นเดียวกัน ,, กล่าวคือ ถ้าปลอกสายทั่วไป มันจะมีช่องว่างระหว่างผิวด้านในของปลอกสายกับตัว cable นิดนึง ,, แต่เจ้า Nokon มันจะมีปลอก teflon ใส่หุ้มสายไว้ระดับแนบชิด และถือว่าเป็นหัวใจในการควบคุมแรงในสายให้สม่ำเสมอเลย (ส่วนปลอกอลูมิเนียมเอาไว้ไม่ให้ Teflon โดนแดด/ลม/ฝน/ฝุ่น และเพื่อความสวยงามแค่นั้น)
  • ประโยชน์อื่นๆ คือช่วยปกป้อง cable ด้านในให้อายุยืนยาวขึ้น, และก็เบากว่าปลอกสายธรรมดา (ประเด็นนี้เดี๋ยวจะกล่าวในหัวข้อถัดไป)
  • Nokon มี 2 รุ่น คือรุ่นปกติและ Slimline (รวมเบรค+เกียร์แล้วจะมีน้ำหนัก 130 กรัมและ 95 กรัมตามลำดับ) สองอันนี้ระบบเหมือนกันแทบทุกอย่าง เว้นแต่ปลอกอลูมิเนียมที่ขนาดไม่เท่ากัน กับราคาที่ slimline แพงกว่าหน่อยๆ
  • Nokon เวลาซื้อต้องเลือกว่าจะเอาของเบรคหรือเกียร์ (เพราะท่อ Teflon และสาย cable ที่ให้มาจะมีขนาดไม่เท่ากัน ต้องดูละเอียดนิดนึงนะ) แล้วจะเอาไปใช้กับอุปกรณ์ของ Shimano/SRAM หรือ Campagnolo เพราะของที่ให้ไม่เหมือนกัน
  • ถึงแม้จะบอกว่าปลอกอลูมิเนียมข้างนอกไม่ serious มาก แต่พยายามอย่าทำอะไหล่หาย โดยเฉพาะตัวปลอกอลูมิเนียมที่มีหน้าตาแปลกๆ บางตัวและเวลาประกอบ ให้เหลือสายเผื่อให้ยาวนิดนึง

สั่งของมาราวๆ 2 สัปดาห์ ของก็มาถึงครับ

เปิดกล่อง Nokon

กล่องภายนอกดูเรียบง่ายตามสไตล์ผลิตภัณฑ์จากเยอรมันครับ สภาพเยินเล็กน้อยจากการขนส่ง ภายในกล่องประกอบไปด้วย

  • คู่มือการประกอบขนาดเท่าโปสเตอร์ 1 แผ่น มีเขียนไว้หลายภาษาพร้อมภาพประกอบชวนงง
  • สาย cable 1 คู่ครับ (แล้วแต่ว่าเป็นเบรคหรือเกียร์) ซึ่งเป็นสายแบบธรรมดามากๆ ไม่ได้ coat อะไร
  • ปลอกสาย Nokon 1 ถุง ,, แนะนำว่าได้มาแล้วแกะเช็คกับคู่มือนิดนึงว่าตรงกันมั้ย
  • สายยางรอง เอาไว้สวมตรงปลอกอลูมิเนียมอีกชั้น กันปลอกมันมาครูดเฟรมเรา
  • สาย Teflon ยาว 2.5 เมตร เป็นสายสีดำม้วนๆ ธรรมดาๆ แต่จริงๆ นี่คือหัวใจเลยแหละ
  • แท่งอะไหล่อื่นๆ ครับ ในกล่องสายเบรคของผมมีท่อคล้ายๆ หลอดดูด หักงอได้ตลอดทั้งช่วงเพิ่มขึ้นมา (แต่กล่องเกียร์ไม่มี)
อันนี้เป็นของสายเบรคครับ สีดำ ,, ร้อยมาให้บางส่วนแล้ว
อันนี้เป็นของสายเบรคครับ สีดำ ,, ร้อยมาให้บางส่วนแล้ว
ส่วนอันนี้เป็นของเกียร์ครับ ,, ถึงร้อยมาก็ต้องรื้อกันอยู่ดี
ส่วนอันนี้เป็นของเกียร์ครับ ,, ถึงร้อยมาก็ต้องรื้อกันอยู่ดี
อันนี้เป็นหน้าตาของ Slimline ครับ ,, ตัวนี้ปลอกอลูจะเล็กกว่า
อันนี้เป็นหน้าตาของ Slimline ครับ ,, ตัวนี้ปลอกอลูจะเล็กกว่า

แต่จริงๆ เราไม่ต้องร้อยสายหมดใหม่นะครับ มาถึงเค้าจะตัด/เรียงให้ + ใส่ถุงแยกว่าตรงนี้คือพาร์ทไหนมาบ้างแล้ว เช่น ช่วงนี้เป็นสายที่โผล่ปลายสำหรับเบรคหลัง, ช่วงนี้เป็นสายที่ต่อกับมือเบรค ซึ่งดูดีมากๆ ทีเดียว

แต่พอทำจริงๆ ไม่ง่ายเลยครับ ,, ออกแนวโคตรยากมากๆเพราะ

  • เราต้องตัดเพื่อให้สายมันพอดีกับรถเรา และก็ต้องใส่ตัวเร่งสาย (Adjuster) โดยเฉพาะเส้นสำหรับสับจาน ก็เหมือนต้องรื้อใหม่เกือบหมดอยู่ดี
  • สายยางรองใส่ยากมากถึงมากที่สุดครับ แน่นแบบเรียกว่าพอดีเกิ้นนนนนน
  • ชิ้นส่วนแต่ละชินเล็กมาก และพร้อมที่จะหายตลอดเวลา ย้ำว่าพยายามอย่าทำหายครับ ปลอกบางตัวมีแค่อันเดียวต่อกล่อง และไม่มีขายแยก (ถ้าอยากได้ต้องสั่งชุดปลอกอลูมิเนียมมา)
  • แนะนำว่าเวลาใส่สาย Nokon ให้ลู่และสวยงาม ควรเอาเทปพันสายไฟพันให้ติดกับตัวแฮนด์เป็นช่วงๆ ครับ ไม่ใช่แบบออกจากชิฟเตอร์แล้วก็เอาผ้าพันแฮนด์พันๆ ไปแค่นั้น
ได้ของมาก็ประกอบเลยสิครับ จะรออะไร!!
ได้ของมาก็ประกอบเลยสิครับ จะรออะไร!!
ประกอบออกมาแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ แฮ่ๆๆ
ประกอบออกมาแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ แฮ่ๆๆ
อันนี้สายจากฝั่งตีนผีครับ
อันนี้สายจากฝั่งตีนผีครับ

แต่พอประกอบเสร็จแล้ว รถจะดูสวยงามมากๆ หรูหราไฮโซแบบเว่อๆ เลย เรียกว่าหายเหนื่อยเลยทีเดียว

ทดลองใช้จริง

จริงๆ มันก็ไม่ยากหรอกครับ ที่ผมจะได้ของมาแล้วก็เขียนรีวิวภาพใน 1 สัปดาห์ ,, แต่ตั้งแต่ผมใช้เวลากับเจ้าสายนี้ 1 ปี เพื่อเก็บประสบการณ์และความรู้สึกต่างๆ ให้เพียงพอก่อน ค่อยขอมาเล่าสู่กันฟังครับ (เลยแอบเลทนิดนึง)

ช่วง 1-2 เดือนแรกของการใช้ :: บอกเลยว่าดีครับ ดีมากๆ คือมันสวยมากๆ ระยิบระยับ ใครเห็นใครก็ทักครับ รถแบบว่าดูหรูหรามีราคาขึ้นแบบชัดเจน แต่ประสิทธิภาพการเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ผมว่าไม่ค่อยต่างกับสาย DA เท่าไหร่ อ่า… อาจมี bias นิดๆ ว่า Nokon เปลี่ยนเกียร์ได้ไวกว่านิดนึง เบรคแน่นกว่านิดนึง ในความลื่นที่เท่าๆ กัน

ช่วง 3-6 เดือนของการใช้ :: เป็นช่วงที่ผมว่าโอเคมากๆ กับสาย Nokon เรื่องความคงทนของสายและสม่ำเสมอของแรงที่ได้ เพราะปกติตัวที่ coat สาย DA หรือ ultegra มันจะเริ่มลอกแล้ว และความลื่นก็จะค่อยๆ จางหายไป แล่สาย Nokon ก็ยังลื่นอยู่เท่าๆ เดิมครับ

ช่วง 6-12 เดือนหลังการใช้ :: ตอนนี้จะเริ่มพบข้อเสียของสาย Nokon เพิ่มขึ้น คือตัวปลอกอลูมิเนียมเริ่มมีสีถลอกออก (มันไม่ได้ทนทานตราบชั่วกาลปาวสานนะครับ) ส่วนมากเกิดจากโดนเหงื่อกัดบ้าง หรือสายไปสีกะสายเองบ้าง แต่ข้อเสียสำคัญที่สุดที่ผมว่าคือพอใช้ไปนานๆ มันมีจะเสียงแกรกๆๆๆ น่ารำคาญมากๆ เวลาเราบิดแฮนด์ไปซ้ายหรือขวาครับ (ให้อารมณ์เหมือนถ้วยคอเราใกล้จะพังแล้วไงงั้นเลย) ซึ่งมันเกิดจากการที่มีเศษดินเศษฝุ่นไปค้างที่ข้อต่อสายแล้วไปบี้/ขัดสีช่วงหัวของข้อต่ออลูมิเนียมให้เยินและถลอกออก (ซึ่งที่มาของเสียงแกรกๆๆ ก็คือเสียงอลูมิเนียมสีกัน) ,, แต่ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้โดยเอาข้อต่ออลูมิเนียมที่เหลือมาใส่แทน แต่ใครจะรื้อออกมานี่ขอคิดดีๆ เลยนะครับ การร้อยสาย Nokon กลับก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเช่นกัน)

ส่วนเรื่องที่ผมว่าเป็นข้อดีของมันคือ สาย cable ที่ผมใช้มันยังทนทานดีมากๆ ประสิทธิภาพแทบไม่ลดลงจากตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ เลย เทียบกับรถอีกคันที่ใช้สาย/ปลอกสาย DA ใช้ได้ประมาณ 7-8 เดือนสายก็เริ่มลอกและก็ต้องเปลี่ยนแล้ว ,, แต่ Nokon นี่ปีกว่าสายในยังไฉไลอยู่เลย

สภาพสายหลังใช้มาปีกว่าๆๆ เยินพอควร แต่สายในสวยงามมาก
สภาพสายหลังใช้มาปีกว่าๆๆ เยินพอควร แต่สายในสวยงามมาก
ซ้ายสุดเป็นของใหม่ครับ ,, ส่วนที่เหลือนี่เป็นของที่ผ่านการใช้งานมาเยินๆ (บางตัว)
ซ้ายสุดเป็นของใหม่ครับ ,, ส่วนที่เหลือนี่เป็นของที่ผ่านการใช้งานมาเยินๆ (บางตัว)
แก้ง่ายๆ ก็คือ รื้อมาเปลี่ยนปลอกใหม่ครับ (แต่ทำไม่ง่ายเลย)
แก้ง่ายๆ ก็คือ รื้อมาเปลี่ยนปลอกใหม่ครับ (แต่ทำไม่ง่ายเลย)

สรุปแบบฟันธงเลยละกัน

สรุปเลยคือไม่น่าใช้ครับ (สำหรับเสือหมอบ) ฮาๆๆ อาจงงว่าทำไมผมถึงบอกแบบนี้
เพราะเหตุผลหลักๆ คือ โคตรไม่คุ้มราคาครับ

แม้ว่าเทียบแล้วสาย Nokon อาจดูโดดเด่นเรื่องความสวยและยืดอายุสายให้ยาวนานเพิ่มขึ้น
แต่กับประสิทธิภาพที่ได้ที่เรียกว่าแทบจะไม่แตกต่าง, น้ำหนักที่เคลมว่าเบากว่า 30-40% ดูเหมือนเยอะนะครับ แต่คิดแล้วแค่ 40-60 กรัมแค่นั้นเอง ,, ถ้าเทียบความคุ้มค่าแล้ว เงินสามพันกว่าบาทเราสามารถซื้อสายเบรค/เกียร์แบบดีๆ พร้อมปลอกสายใหม่ได้ตั้ง 7-8 ครั้ง ตีคร่าวๆ คือสามารถเอาเงินที่ซื้อ Nokon มาหมุนวนเป็นสายใหม่ๆ ได้อีกห้าหกปีเป็นอย่างต่ำ ,, แถมปัญหานึงที่โคตรน่ารำคาญคือเสียงแกรกๆๆๆ หลังจากที่ปลอกสายมันเริ่มเยิน และการรื้อสายมาทำใหม่ก็ไม่ใช่งานที่สนุกเลย…

เก็บตังไปแต่งรถที่อื่นดีกว่าครับ

ปล. ขอบคุณช่างมิกที่เสียสละเวลาประกอบและดูแลสาย Nokon อันยุ่งยากให้ตลอดมา

Nich Team Race 2015

คุณเคยรู้สึกไหมว่าตัวเองชนะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก
เป็นความรู้สึกที่ดูแปลกนะ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ กับผมครับ
ไม่เคยเจอแบบนี้เหมือนกันครับ จนกระทั่งได้เจอกับ…

กับ Nich Team Race 2015 ครับ

ราวๆ สองเดือนก่อนแข่ง

Measmer ผู้ทรงพลังแห่งทีม Dramatical ridersกำลังเสนอผลงานและชักชวนผู้คนเข้าร่วมการแข่งขันนึงในช่วง ก.ย.58 ที่กาญจนบุรี ซึ่งเป็นการแข่ง Team race ของ Nich ซึ่งเป็นแบรนด์จักรยานไทยชื่อดัง ,, เล่ารูปแบบการแข่งคร่าวๆ คือเป็นทีม 5 คน จับเวลาคนสุดท้ายที่เข้าเส้น ห้ามมีรถเซอร์วิสวิ่งช่วยเหลือระหว่างทาง หาทางเอาตัวรอดเอาเอง

ฟังละน่าสนใจ เลยกดตอบรับไป พร้อมโอนเงินค่าสมัครและจองตั๋วเครื่องบินในคืนนั้นเลย (ไม่ตื่นเต้นนะนั่น)

ผ่านไปไม่นาน ทีมก็รวบรวมสมาชิกได้ 10 คน (แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 5 คนครับ) ตัวผมอยู่ทีม B ซึ่งมีผม, Kenny, Sister, Binder และ Guardian

เย่ๆๆ ได้มางาน Nich Team Race 2015
เย่ๆๆ ได้มางาน Nich Team Race 2015

จากนั้นผมก็นั่งตื่นเต้นและเฝ้ารอวันที่จะได้เดินทางไปยังกาญจนบุรี

เช้า 1 วันก่อนแข่ง

หลังจากบินมาถึงสนามบินดอนเมือง ,, Measmer มารับผมและมารับ Sister เพื่อไปยังกาญจนบุรีครับ บรรยากาศภายในรถนอกจากจะอัดแน่นไปด้วยจักรยานสามคันแล้ว ยังเต็มไปด้วยการรีวิวสถานที่ (ซึ่งมี Duckingtiger เค้ามารีวิวรอแล้วส่วนนึง) ทีแรกผมไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่เพราะเกรงว่าความตื่นเต้นมันจะลดลง แต่พอนั่งดูจริงๆ ทางมันชวนหลงมากๆ เลย ก็เลยต้องแอบสืบทางหน่อย

หลังจากถึงที่พัก ประกอบจักรยานเสร็จ รอเพื่อนสมาชิกดราม่าให้ครบ แล้วเราก็ทำ Full brief และเดินทางไปดูจุดไฮไลท์ของการแข่งขันครับ นั่นก็คือที่เนินวังโพ (สายเก่า) ครับ ซึ่ง Measmer ได้อธิบายเส้นทางการปีนขึ้นและการไหลลง เออ… ถ้าไม่มาดูเอง คงงงๆ พอควร แถมแถวนั้นมีทั้งลิงทั้งหมา หวังว่าจะรอดนะ

อีกจุดที่ทีมมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญคือทางลูกรังระยะ 8 กม. เพราะว่าวันที่เราไปถึงฝนตกหนักทั้งคืน และคิดว่าถนนวันที่แข่งก็คงเละไม่มีชิ้นดีเช่นกัน (จากที่เห็น DT รีวิวเป็นทราย คาดว่า น่าจะกลายเป็นโคลน) เราตัดสินใจว่าจะไม่ไปสำรวจทางดังกล่าว เนื่องจากรถยนต์จะทำให้ถนนที่เยินอยู่แล้วเยินขึ้นไปอีก

ฝนตกแทบทั้งคืน (แต่ดีที่ตอนเช้าหยุดไปละ)
ฝนตกแทบทั้งคืน (แต่ดีที่ตอนเช้าหยุดไปละ)

หลังจากแวะดูทางเสร็จ เราก็ไปหม่ำๆ ข้าวเย็นและของหวาน จากนั้นก็กลับเข้าที่พัก นั่งสวดภาวนาให้ฝนหยุดซักทีเหอะ (ห้าทุ่มยังไม่หยุด)

เช้าวันก่อนแข่ง

ถึงแม้เวลานัดหมายอยู่ที่เจ็ดโมงครึ่ง แต่ผมก็สะดุ้งตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า และแต่งตัวเสร็จ/หม่ำอะไรรองท้อง/เตรียมของให้พร้อมราวๆ หกโมงครึ่ง ,, เราทั้งสองทีมค่อยๆ ปั่นออกมาจากที่พักไปยังสถานที่ปล่อยตัวเป็นทีมแรกๆ เลย บูทต่างๆ ยังเปิดไม่เต็มที่ แต่ผมก็ขอซัดกาแฟซักโดสก่อนละกัน

ผมค่อนข้างตื่นเต้นพอควร เท่าที่พอจำความได้เข้าห้องน้ำไป 3-4 รอบเลย

ระหว่างนั่งรอนี่ตื่นเต้นมากๆ อิอิ
ระหว่างนั่งรอนี่ตื่นเต้นมากๆ อิอิ
กับเราทั้ง 10 ,, ตัวแทนจาก Dramatical rieders
กับเราทั้ง 10 ,, ตัวแทนจาก Dramatical rieders
ในที่สุดก็ถึงเวลาปล่อยตัวแล้วครับ
ในที่สุดก็ถึงเวลาปล่อยตัวแล้วครับ

ทีมเราปล่อยตัวเป็นทีมที่ 6 ครับ ,, ซึ่งพอให้สัญญาณปุ้บ ผมก็รีบพุ่งออกไปทันที หวังจะลากให้ทุกคนเต็มที่ครับ
แต่พอก้มลงดู HR นี่พุ่งไป 160-170/min เลย ,, เฮ้ยยยย ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น 555
ออกไปได้ราว 500 เมตร ตัวแปรแรกมาละครับ นั่นคือสี่แยกที่เราจะต้องเลี้ยวขวาครับ ซึ่งถ้าทีมไหนซวยต้องติดไฟแดง คำนวณคร่าวๆ ถ้าซวยสุดๆ น่าจะเจอไฟแดงเกือบ 2 นาทีเลย แต่ทีมเราค่อนข้างโชคดีมากๆ ครับ ที่เจอไฟเขียวพอดี (ซึ่งคล้อยหลังผมนิดเดียวก็กลายเป็นเหลืองแล้ว)

พุ่งไปด้วยกันเลย เส้นชัยอีกไม่ไกลแล้ววว

จนถึง Checkpoint แรก

ผมค่อนข้างตื่นเต้นพอควร+ไม่เคยแข่งงานแบบนี้เหมือนกัน เลยไม่รู้ว่าจะต้องคำนวณแรงยังไง ก็เลยเติมไปเรื่อยๆ แล้วกัน ทีแรกตั้งกันที่ความเร็ว 30-35km/hr ,, แต่อากาศเย็นๆ หมอกจางๆ หลังฝน ไม่มีอดด แถมลมส่งเบาๆ ก็เลยจัดกันที่ 35-40km/hr ซึ่งทุกคนยังไหลตามมาได้ แถมรวบทีมอื่นๆ จนเราขึ้นไปอยู่ที่สามได้ บอกตรงๆ ว่าความหวังโพเดี้ยมมาเต็มจุดนี้

พุ่งกันไปด้วยกันจนถึงเส้นชัยเลย
พุ่งกันไปด้วยกันจนถึงเส้นชัยเลย
ช่วงแรกยังเกาะเรียงเป็นแถวได้สวยงามมากๆๆ
ช่วงแรกยังเกาะเรียงเป็นแถวได้สวยงามมากๆๆ

หลังจากข้ามทางรถไฟก็เป็นสัญญาณว่า เราต้องเตรียมเลี้ยวขวาและเข้าช่วงที่เป็นเนิน+เนินซึมยาวประมาณ 8 กม. + เนิน 5% ปิดท้าย ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ได้อัดอะไรมาก พยายามลากไปเรื่อยๆ คง av ไว้ราวๆ 25-30km/hr ให้ทุกคนพอไปไหวครับ จนถึงเช็คพ้อยท์แรกครับที่ถ้ำพุหว้า

หลังจากดูสภาพแต่ละคนที่เช็คพ้อยท์แรก ทรงน่าจะพอไหว หอบเบาๆ พอเป็นพิธี ให้เวลาพักกันราวๆ 5 นาที (+น้องแบงค์สายฟิกซ์มาปั่นหมอบครั้งแรกเล่นเอาชิฟเตอร์หลวมเลยทีเดียว) ให้น้ำให้ท่าแล้วเราก็ไปต่อกัน

มากะดราม่าไม่ดราม่าได้ไง

ลงมาจากวัดถ้ำพุหว้าผมก็จัดต่อเลยครับ เพราะช่วงนี้จะเป็นทางราบเสียเยอะ (ก่อนถึงเนินวังโพซึ่งเป็นจุดที่ชันที่สุดของการแข่งนี้) เราน่าจะทำเวลาได้ดีในช่วงนี้ และโพเดี้ยมก็ไม่น่าจะอยู่ห่างจากเรามากนัก ,, แต่มันก็ไม่เป็นตามนั้นครับ

เพราะพอมองย้อนไปก็ค้นพบว่า Kenny หลุดกลุ่มไปราวๆ 500 เมตรครับ แถมคอตก ดูเหนื่อย และเร่งรอบขาไม่ออก ,, เอาละครับ สัญญาณไม่ดีมาแล้ว เพราะนั่นคืออาการของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ชายคนนี้กำลังหมดแรง” ครับ

ผมก็พยายามถาม Kenny ตลอดว่าไหวมั้ยๆๆๆ แกก็ตอบว่า ไหวๆๆๆ ,, แต่จริงๆ สายตาและลีลาท่าทางของแกนั้นพูดได้คำเดียวว่าไม่ใช่เลย แกคงอยากถอดคลีทและโยนจักรยานทิ้งไว้ตรงนั้น แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ครับ!!! ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยเฟร้ยยยยยยย

นี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง Kenny ก็ชวนหมดแรงเสียแล้ว
นี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง Kenny ก็ชวนหมดแรงเสียแล้ว

จากทีมอันดับสาม เราก็เริ่มถูกทีมอื่นแซงแล้วแซงเล่าจนเริ่มนับอันดับไม่ถูก อยากจะเร่งแซงแต่หันไปมอง Kenny จุดนั้นแค่หายใจเฉยๆ ยังลำบาก แถมหลุดเป็นช่วงๆ เราพยายามปรับ formation ทีมให้เป็นแถวพอลากกันให้ไหว แต่ Kenny ไม่สามารถเกาะหรือดูดใครได้เลย ทำให้หลุดแตกอยู่ตลอด ,, จุดนั้นหงุดหงิดพอสมควร ฮึ่ยๆๆๆ

ปั่นไปได้เกือบสองชั่วโมง กับแดดร้อนที่เริ่มแย้มมาทักทาย กับ Kenny ที่เริ่มกรอบลงไปทุกที ,, Guardian จึงตัดสินใจพักที่ร้านขายของชำเพื่อเติมน้ำและลดความบอบช้ำก่อน ซึ่งหลังจากที่เราได้คุยและปรึกษาทีมและ Back to basic กันใหม่ จากที่กะลากกันใส้แตกแหกฉีก กลับมามองเป้าหมายงานนี้จริงๆ คือเราคงต้องเป็นการพา “ทีมเรา” ให้ถึงเส้นชัย “ทั้งห้าคน” “พร้อมกัน”

เหลืออีกครึ่งทาง เราจะไปด้วยกัน

เนินวังโพสายเก่า และเช็คพอยน์ที่ 2

อีกไม่ไกล เราก็ถึงเนินสำคัญและชันที่สุด นั่นคือ เนินวังโพ ซึ่งที่เราจะปีนขึ้น คือสายเก่า ซึ่งชันและอันตรายค่อนข้างมาก (โชคดีที่ Measmer แนะนำ + survey ทางเล็กน้อย จึงพอมองภาพออกบ้าง) และทุกคนก็หวังว่าผมจะมีโอกาสฝากชื่อทีมดราม่าไว้บน Strava กับเนินนี้ได้บ้าง

พอผ่านทางรถไฟไป ถนนก็เริ่มยกตัวชันขึ้น อุปสรรคแรกของผมคือสุนัขครับ โชคดีมากๆ ที่มันมองผมแล้วก็ยิ้มแฮะๆๆ
พอผ่านสุนัขไป ถนนก็ยกตัวชันขึ้นอีกครับ ผมเริ่มปั่นผ่านผู้คนที่กำลังต่อสู้กับความชันและแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับผม
ยิ่งปั่นผ่านไป ความชันก็ยิ่งไม่มีทีท่าจะลดลงเลย หลายคนพยายามเลี้อย หลายคนเข็น ,, แต่ผมยังต้องกัดฟันอัดต่อ
มีแต่คนถามว่า ตรงนั้นชันกี่เปอร์เซนต์, หัวใจเต้นเท่าไหร่ บอกเลยว่าไม่ได้ก้มดูเลย จุดนั้นมองแต่ทางข้างหน้าเพราะกลัวไปชนคนอื่น

มาถึงแล้วครับ เนินวังโพ ,, จุดที่ใครก็บอกว่ายากที่สุดในการแข่งครั้งนี้
มาถึงแล้วครับ เนินวังโพ ,, จุดที่ใครก็บอกว่ายากที่สุดในการแข่งครั้งนี้

จริงๆ ดูทรงละถนนตรงจุดนั้นอันตรายมาก เพราะเราไม่ได้แข่งถนนปิด รถยนต์สามารถขับขึ้นลงได้ตามสะดวกแถมมีบางโค้งเป็นโค้งหักศอก+จุดอับ เห็นหลายๆ คนปั่นเลี้อยข้ามเลนแล้วเสียวแทนเลย คหสต.ถ้าไม่อะไรมาก แนะนำปั่นในเลนตัวเองดีกว่าครับ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ถอดคลีทจูงรถดีกว่า

เผลอๆ เร็วกว่าเลื้อยด้วย

กัดฟันไปถึงสามแยกที่เป็นจุดตัดกับแยกวังโพสายใหม่… หมายความว่าเราได้ผ่านจุดที่ชันที่สุดแล้วสินะ อ่าห์…
ผิดครับ!! เพราะหลังจากนั้นยังมีเนินซึมเรื่อยๆ อีกเป็นกิโล พูดตรงๆ ว่าโคตรทรมานแทบจะถอดใจ
กระทืบลูกบันไดไปแต่ละครั้งนี่น้ำตาแทบไหล ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งท้อแทบถอดใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่ถอดใจคือลิงครับ ,, ไม่รู้ไปทำกรรมอะไรมาหรือหน้าผมมันกวนตีนอะไรมัน ฝูงลิงมันมองหน้าผมแล้วก็แยกเขี้ยว จากนั้นมันก็วิ่งตามครับ เช้ดดดดด ไม่ต้องคิดอะไรมาก อัดขึ้นเนินปั่นหนีลิงด่วนๆ เลยครับ

ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ แค่กดให้สุดแรงก็พอ
ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ แค่กดให้สุดแรงก็พอ

สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลใช้เวลาปีนเจ้าเนินนรกนั่น 12:04 นาที และถึงเช้คพ้อยท์ที่สองอย่างปลอดภัยจากฝูงลิง

Mud way :: Kenny Show time

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดอย่างหนึ่ง คือการยอมรับตัวเองและการปรับตัวให้เข้ากับทีม

หลังจาก Kenny เริ่มรับสภาพว่าเค้าไม่โอเค และเราปรับสไตล์การปั่นเพื่อทีมรอด
การขึ้นเนินวังโพก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับแกเพราะ Kenny เซฟตัวเองด้วยการจูง ทำให้ขาแกได้พักและค่อนข้างสดมาก

เละ เละ เละ!!!
เละ เละ เละ!!!

หลังจากหมดเช็คพอยท์ที่สอง เราก็จะไปลุยถนนลูกรังครับ
แต่วันก่อนแข่งฝนตกหนัก ทำให้สภาพลูกรังปนทรายกลายเป็นโคลนย่อมๆ
ช่วงนี้เราเลยเน้นปั่นใครปั่นมันละกัน แค่เกาะกลุ่มแบบหลวมๆ พอ

ที่น่าแปลกใจคือ Kenny ไหลไปตามเนินลูกรังและโคลนได้ดีมาก และน่าจะทำได้ดีที่สุดในกลุ่มพวกเราเลย
ผมว่าเราวางแผนไม่ผิด ,, Kenny ไม่บอบช้ำเกินไป
Sister ล้มเบาๆ ทีนึงหลังจากเอาล้อตัวเองไถลงบนทราย ถลอกนิดๆ แต่ปั่นต่อได้ไม่มีปัญหา
ปลายลูกรังเป็นเช็คพอยท์ที่สาม

เราจะมุ่งไปสู่เส้นชัยกันอีกอึดใจเดียว

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ดราม่าไม่หยุดเพื่อคุณหรอก

ช่วงสุดท้ายแล้ว ระยะทางแค่ราวๆ 40 กม. กับเนินซึมเล็กๆ และไหลลงเข้าเส้นฟินๆ
ก่อนที่เราจะเริ่มแข่ง เราแพลนกันว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงจัดหนักเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด
แต่ดูจากสภาพตอนนี้ น่าจะเป็นการปั่นประคองทีมมากกว่า ทั้งด้วยสภาพแต่ละคนที่เยินเหลือเกิน แถมแดดแรง และแรงต้องปั่นต้านกับลมด้วย
เราเลยจัด formation ให้ลากบังลมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ Kenny สบายที่สุด
จัดไป 30-35km/hr อีกไม่นานเราก็จะจบทริปด้วยกัน

ไหนๆๆ ใครหมดแรงฟระ!!!
ไหนๆๆ ใครหมดแรงฟระ!!!

ถึง 25 กม. สุดท้าย สิ่งที่เรากังวลที่สุดก็มา นั่นคือ ตะคริวของ Kenny ครับ
และตะคริวของแกมันเป็นเยอะมากจนไม่สามารถถอดคลีทด้วยตัวเองได้
ต้องมีเรา 2 คน ปั่นนำหน้าแล้วไปจอดรอ เพื่อเป็นจุดให้แกเกาะ
ส่วนอีก 1 คน ต้องเป็นคนรอเพื่อบิดเท้าและปลดคลีทให้
ส่วนอีกคน ต้องเป็นคนประคองแกลงมาพัก

ถึง 15 กม. สุดท้ายกับแดดร้อนใกล้เคียงกับนรกก็ชวนให้ตะคริวของ Kenny มาหาอีกครั้ง
จริงๆ ไม่ใช้กับแค่ Kenny นะ ,, เราเห็นหลายๆ ทีมนอนกองข้างถนนบ้าง อยู่ใต้เงาไม้บ้าง เพื่อเหยียดขาไล่ตะคริวออกไป
แต่จากประสบการณ์เรา การจอดเพื่อเหยียดขาที่ร้านขายน้ำเย็นๆ เป็นอะไรที่ดีที่สุด

เหลืออีก 9 กม. สุดท้าย แดดเปรี้ยงยิ่งกว่าเปรี้ยง ตะคริวถามหา Kenny อีกครั้ง ,, ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ
เราหาร้านขายของชำ, เตรียมตัวรับ Kenny และจัดเครื่องดื่มเย็นๆ คนละหน่อย
ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุก (ปนทรมาน)

Mission Complete!!
Mission Complete!!

และสุดท้ายเราก็ถึงเส้นชัยพร้อมกันทั้ง 5 คน
พวกเราดีใจกันมากที่ลากกันพากันมาถึงสุดทางได้
แต่คนที่น่าจะดีใจที่สุดน่าจะเป็น Kenny ที่ร่อแร่มายาวนานกว่าครึ่งทาง
ขอบคุณทีมที่เรามาถึงจุดนี้ได้

รางวัลของผมคงไม่พ้นเจ้าสามชั้นนี่ 555
รางวัลของผมคงไม่พ้นเจ้าสามชั้นนี่ 555

ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ

สรุปกิจกรรม Nich Team Race 2015

เป็นกิจกรรมที่ผมว่าดีมากอะ มันทำให้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม
ตั้งขอบคุณทั้งคณะผู้จัดงาน Nich นี้ ที่ทำมันออกมาได้ดีมากๆ อาจมีขาดตกบกพร่องบ้างแต่ก็เล็กน้อยมากๆ

และที่สำคัญ ต้องขอบคุณ Measmer ที่จัดทีมแบบนี้
ถ้าเราจัดทีมให้สมาชิกเก่งๆ ทุกคน มันก็จะเหมือนปั่นแข่งทั่วๆ ไป
แต่พอมาแบบนี้ ได้ใช้สมองขึ้นอีกเยอะในการวางแผนการปั่น และการจัดรูปแบบการปั่นให้เข้าเส้นกันได้หมด
จนรู้สึกว่าการประกาศอันดับ 1-2-3 มันดูไม่มีความหมายเลย เมื่อเจอหน้า Kenny ยิ้มตอนเข้าเส้นเลย

โฉมหน้าผู้ทรงพลังแห่งทีม B ครับ
โฉมหน้าผู้ทรงพลังแห่งทีม B ครับ

ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ถ่ายรูปให้ครับ (และยืมมาใช้ในบล๊อกด้วย)
อีกคนที่ต้องขอบคุณคือเจ้ามิก เรียกว่าแทบจะเป็นช่างประจำตัวผมเลย
เซ็ตรถและดูแลรถผมได้ดีมากๆ แทบเรียกว่าไร้ที่ติเลยทีเดียว

ถ้ามีโอกาสอีก เจอกันปีหน้านะครับ กับ Nich Team Race 2016

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา :: เส้นทางปัวคลาสสิกแห่งเมืองน่าน

“การปั่นจักรยานขึ้นเขาก็เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละ” คุณมิเชลบอกผมก่อนที่เราจะจากกัน

ผมกับคุณมิเชลเราไม่เคยเจอกันมาก่อน แม้ว่าจะอยู่ในก๊วนจักรยานอย่างทีมสุดซอยไทยแลนด์อยู่เป็นพักๆ เราเจอกันประปรายจากเอนโดมอนโดของกรุ้ป แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอหน้ากันหลังจากก๊วนสุดซอยเราจัดกิจกรรมชวนกันไปปั่น+บริจาคของให้น้องๆ ที่ อ.ปัว จ.น่านครับ ,, ผมทักทายและพูดคุยกับมิเชลครั้งแรกระหว่างที่เรารับประทานมื้อเย็นกัน

เรื่องหลักๆ ที่เราคุยก็คงไม่พ้นเรื่องทริปการปั่นรอบอุทยานแห่งชาติดอยภูคากัน วางแผนที่จะปั่นให้ครบรอบ ดูแผนที่คร่าวๆ แล้วก็คล้ายๆ สะเมิงคลาสสิก แต่ระยะทางกับความสูงต่างกันมากๆ คือ ระยะทางประมาณ 120 กม. ในความสูงที่น่าจะราวๆ 2,500 เมตร (แต่ทุกอย่างเราประมาณเอาเพราะยังไม่มี full segment โดยเฉพาะความสูง) คุณมิเชลแกมุ่งมั่นมากๆ สำหรับทริปรอบนี้ที่จะทำให้สำเร็จ

แผนที่คร่าวๆ ที่แพลนกับคุณมิเชล
แผนที่คร่าวๆ ที่แพลนกับคุณมิเชล
ปีนเขากันครับ :)
ปีนเขากันครับ 🙂

เอาเป็นว่าไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยเราจะเป็นสองคนที่ปั่นให้ครบรอบละกัน

เริ่มต้นปั่นถึง check point แรก :: นวดกันจนน่องลาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ทีมของเราเริ่มต้นกันเลทนิดนึง กว่าจะได้เริ่มปั่นกันจริงๆ น่าจะราวๆ แปดโมงกว่าๆ จากเดิมทีที่แรกจะออกราวๆ หกโมงเช้า แถมเส้นทางก็ผิดจากที่วางแผนกับมิเชลไว้เล็กน้อย คือทีแรกเราจะขึ้นอุทยานฯ ดอยภูคาก่อน แล้ววนมาบ่อเกลือ (คือวนตามเข็มนาฬิกา) มาเป็นการปั่นไปบ่อเกลือก่อนแล้วค่อยขึ้นอุทยานฯ (คือวนทวนเข็มนาฬิกาแทน)

สมาชิกที่จะไปด้วยมีเยอะกว่าที่คิดแฮะ

พร้อมแล้วก็ไปลุยกันครับ
พร้อมแล้วก็ไปลุยกันครับ

ลักษณะการวนทริปนี้คือ เราจะเข้าทางสถานีตำรวจปัว เข้ามาทางรพ.ปัว ตามเส้น 1081 แล้วก็ไปเรื่อยๆ จนถึงเช็คพอยน์ที่ร้านบ่อเกลือวิลล์ ซึ่งเป็นโรงแรม+ร้านกาแฟวิวสวยๆ ครับ จากนั้นเข้า 1256 จนกลับมาบรรจบที่สถานีตำรวจเช่นเดิม

แบ่งระยะทางโดยประมาณแต่ละช่วงราวๆ นี้ครับ
โรลลิ่งจากบ้านมาจุดเริ่ม 15 โล
จากจุดเริ่ม ไปเช็คพอยน์ 75 โล
จากเช็คพอยน์ ไปยอดภูคา 10 โล
จากยอดภูคา กลับมาที่เดิม 30 โล
โรงลิ่งกลับบ้าน 15 โล

ศิริรวมทั้งทริปราวๆ 145-150 โล

แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเจอเนินแรกผมก็ซัดเปรี้ยงตามสไตล์ 5555
ต่อมาอีกไม่นานก็เก็บทุกคน รวมทั้งคุณมิเชลด้วย และสุดท้ายผมก็ปั่นคนเดียวตามที่คุ้นเคย
กะว่าจะทิ้ง gap ให้ห่างประมาณครึ่งชั่วโมง
พวกเครื่องมือซ่อมรถของเราก็เอาฝากรถเซอวิสไป ก็ไม่น่าห่วงอะไร
ของกินเราก็พกมาแค่นิดหน่อยพอ น้ำก็แค่กระติกเดียวพอ คิดว่าเดี๋ยวถ้าขาดก็เอาที่รถได้ (ซึ่งคิดผิด)

  • วอร์มอัพ 15 กม. จากที่พักมายังจุดนัดพบ ก็เรื่อยๆ ครับ โรลลิ่งชิลๆ แรงเหลือก็ยิงเล่นกัน 555
  • ช่วงแรกๆ ราวๆ 25 กม. แรกจะเป็นการโรลลิ่งชิวๆ วิวสวยๆ ทุ่งนากำลังเหลืองสลับกับวิวต้นไม้สองข้างทาง มีเนินเล็กๆ ขึ้นๆ ลงๆ ให้ได้ปีนเล่นพอเป็นพิธี
  • อีก 20 กม. ต่อมาเป็นการปีนเขาลูกแรกครับ เป็นเขาลูกเล็กๆ ระยะปีน 1.5 กม. ในความชันราวๆ 10% พอขึ้นไปได้ เราก็จะเจอเนินแบบขึ้นๆ ลงๆ แทบจะตลอดทางครับ (บางคนชอบเขาแบบนี้นะ พอจังหวะลงก็พุ่งแรงๆ จะได้มีพลังงานจลน์สู้กับพลังงานศักย์ แต่ส่วนตัวผมชอบแบบปีนยาวๆ ชันๆ 10-15% มากกว่า) วิวสวยมากๆๆๆ เห็นเหมือนเป็นทุ่งหญ้าสีทองสลับกับป่าสีเขียวในวิวที่มีภูเขารอบทิศทาง
  • อีก 20 กม. ต่อมาเป็นการปีนเขาลูกที่สองครับ เป็นเขาที่ลูกใหญ่กว่าเดิม คือต่อจากลูกเดิมมีระยะปีน 2.5+1.5 กม. ครับ ชันประมาณ 7% (มีช่วงปั่นราบๆ ให้พักตรงกลางประมาณ 2 กม.) ช่วงนี้จริงๆ เราจะมีเขาสองยอด ยอดแรกจะเป็นภูเขาที่มีดินสีแดงๆ ส่วนยอดที่สองดินจะออกแนวเหลืองๆ กว่าครับ ตอนนี้ถ้ามองย้อนไป+ดูตรงยอดเขาก็ยังเห็นวิวคล้ายๆ ช่วงก่อนอยู่ แต่ไม่สวยเท่า สนุกน้อยกว่า แถมเหนื่อยกว่าครับ ขาเริ่มล้าบ้าง ขนมเริ่มร่อยหรอเพราะรถเซอร์วิสถามพี่ๆ น้องๆ ข้างหลัง (จุดนี้ผมคิดว่าเค้าน่าจะตามผมไม่เกิน 30-45 นาที)
  • อีก 10 กม. ต่อมาเป็นเนินซึมๆ ความชันประมาณ 1.5% ครับ ช่วงนี้มีบ้านคนเป็นพักๆ ตลอดสองข้างทาง ยาวมาเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าร้านบ่อเกลือวิลล์ครับ
วิวสวยมากๆๆ แต่แดดร้อนไปนิด
วิวสวยมากๆๆ แต่แดดร้อนไปนิด

จุดนี้ผมยังเข้าใจว่าทุกคนน่าจะห่างผมไม่มาก ไม่น่าเกิน 1 ชม. ทีแรกกะจะจิบกาแฟรอพี่ๆ แต่พอนั่งไปได้ซัก 15 นาทีชักทนหิวไม่ไหว เลยสั่งข้าวผัดแหนมมากินรองท้อง
แต่ใครจะรู้ว่าข้าวผัดแหนมราคา 79 บาทนั้นจะกลายเป็นอาหารจานหลัก
แต่ที่แย่กว่าอะไร คือของกินผมเหลือแค่ Kitkat Chunckey อันสุดท้ายแค่อันเดียว (ใครจะไปคิดว่ารถเซอร์วิสจะมาไม่ทัน)

จาก Check point แรก ถึงจุดยอดของเป้าหมาย :: อินทนนท์จำลอง

รอประมาณ 50 นาทีไม่มีทีท่าว่าใครจะมา ผมก็เลยว่า… ปั่นล่วงหน้าไปก่อนละกัน

พอออกจากร้านได้ประมาณ 200 เมตรก็ถึงโซนขึ้นเขาครับ
ช่วงนี้เป็นภูเขาจริงๆ ครับ ขึ้นล้วนๆ ไม่มีลง ระยะทางช่วงนี้ 10 กม. ในความชัน 10% เฉลี่ย

ช่วงแรกแดดร้อนมากๆ ก็ได้แต่ทำใจก้มหน้าก้มตาปั่นไป
อีกสักพักปั่นไปเจอหมา ภาวนาบอกว่าขอแม่งอย่าไล่กัดกูละกัน
อีกสักพักปั่นไปเจอฝูงวัว ภาวนาบอกแม่งอย่าไล่ขวิดกูละกัน

ยิ่งขึ้นสูง อากาศยิ่งเปลี่ยน ,,
จากด้านล่างที่ร้อนชิบ กลายเป็นฝนกระหน่ำลง และเปลี่ยนเป็นความหนาว
มุมมองที่สดใส กลายเป็นหมอกบดบังไปทั่ว
อากาศที่เราหายใจเรื่อยๆ ก็ดูชักจะบางเบาลงไปเรื่อยๆ
คิทแคทชิ้นสุดท้ายต้องแบ่งกินเป็น 7 คำเพื่อประคองให้มีแรงถึงยอด
รถยนต์ที่ขับผ่านก็ให้กำลังใจคนบ้าที่ปั่นเดี่ยวฝ่าฝนขึ้นยอดเขา
ทุกครั้งที่เราปั่นทำได้แต่ก้มหน้าและมองตรงเท่านั้น
เพราะทุกครั้งที่มองขึ้นไป เราจะเห็นทางที่เราจะต้องปีนต่อ ซึ่งโคตรบั่นทอนกำลังใจ
และอุทานในใจว่า “มึงเป็นเล่นไป จะให้กูขึ้นไปตรงนั้นเนี่ยนะ…”

แต่ถ้าไม่ขึ้นไป ก็ไม่มีทางอื่น

แต่สุดท้าย 1 ชม. ผ่านไปก็ถึงยอดจุดชมวิวอุทยานฯ ดอยภูคาครับ

ในที่สุดก็ถึงแล้ว เหนื่อยมากๆๆๆ
ในที่สุดก็ถึงแล้ว เหนื่อยมากๆๆๆ
ฟ้าหลังฝน... งดงามเสมอ
ฟ้าหลังฝน… งดงามเสมอ

เทียบๆ ไปความชันช่วงนี้คล้ายๆ อินทนนท์เลยนะ แค่ช่วงนวดมันนานกว่าเท่านั้นเอง

จากจุดยอดดอย ถึงจุดเริ่มต้น :: ลงไม่จริง

ถ้าถามว่าช่วงไหนที่รู้สึกท้อสุดๆ ในทริปนี้ ผมต้องยอมรับเลยว่าอีช่วงขาลงนี่แหละ
เฮ้ย!! ขาลงนะมึง ไหลยาวๆ ระยะทางแค่ราวๆ 30 โลเอง ชิวๆ… ถ้าคิดแบบนี้ คุณคิดผิดเพราะมันลงไม่จริง
ช่วงแรกของการลง ทำความเร็วได้ช้า เพราะความหนาว+หมอก+ถนนลื่น/เสียเป็นช่วงๆ
ถัดมา… ช่วงที่จะลงเขามันลงไม่จริง ลงไปสักพักก็ขึ้น อีกแป๊บได้ลง ลงสักพักก็ขึ้น ซ้ำๆๆ แบบนี้ไปเรื่อย (แถมจังหวะขึ้นนี่แบบ 12-15% อะ) ขาโคตรล้าแล้วยังต้องมาปีนเขาช่วงนี้อีก ทุกครั้งที่เห็นเนินนี่โคตรท้อ อยากจะจอดรถแล้ว
ถัดมา… ช่วงลงจัดๆ ชันแบบ -10% ถึง -15% ก็ไม่สามารถลงได้เร็ว เพราะว่าทางโค้งหักศอกเพียบ ลงแรงๆ รับรองว่ามีแหก แถมจังหวะสาดโค้งกว้างๆ นี่ก็ต้องโคตรระวัง เพราะชอบมีเศษหินวางเรียงรายอยู่ด้านปลายโค้ง
ถัดมา… ได้ตรง ได้ชัน แต่ถนนเห้ พื้นผิวถนนนี่ปะแล้วปะอีกจนไร้ความเรียบ สะเทือนยังกะปั่นบนดาวอังคาร สุดท้ายต้องหลบไปปั่นไหล่ทาง

บรรยากาศดอยที่น่านครับ
บรรยากาศดอยที่น่านครับ
เจอต้นชมพูภูคาด้วย มีแต่ดอกตูมๆ เพราะยังไม่ถึงหน้าบาน
เจอต้นชมพูภูคาด้วย มีแต่ดอกตูมๆ เพราะยังไม่ถึงหน้าบาน

แต่วิวช่วงลงนี่สวยมากๆๆๆๆ ส่วนนึงเพราะแสงพระอาทิตย์ใกล้ตกด้วย ทำให้เห็นทุ่งหญ้าสีทองบนภูเขาที่สลับกันเรียงตัวสวย แต่ตอนนี้ขากรูไม่ไหวแล้ววววววว

โรลลิ่งกลับ สภาพเหมือนจะพิการ

ช่วงนี้เป็นช่วงนึงที่ผมล้ามากๆ แรงหมดเกลี้ยง แถมขาก็เริ่มเจ็บ อาการขาดน้ำและขาดพลังงานเกือบตลอดช่วงการปั่นมารุมเร้าช่วงไถกลับอีก 15 กม. รอบขานี่แบบว่าไม่ไหวแล้ว เปลี้ยสุดๆๆๆ แต่ก็ต้องปั่น ไม่งั้นถ้ามืดจะลำบากกว่านี้

ปั่นไปก็รู้สึกดีใจนะที่ทำได้
อีกใจก็คิดว่าตอนนี้เรารอดมาได้ไงฟระ
อีกใจก็คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ อีก 20 ชีวิตและคุณมิเชลว่าจะทำได้มั้ย

แต่จุดๆ นั้นมันรู้สึกอย่างนึงนะ อยากพักการปีนเขาไปซักอาทิตย์นึง ,, การปีนขึ้นเนินกลับหลังจากดิ่งตัวลงมามันเหมือนเป็นเดจาวูซ้ำๆ ที่หลอกหลานผมแม้กระทั่งตอนที่นั่งเขียนบล๊อกนี้

Reunion Survival + สรุปผล

กดดูรายละเอียดการปั่นที่สตราว่า หรือจะเอ็นโอมอนโดก็ได้นะครับ

หลังจากนั่งรอที่บ้านราวๆ ชั่วโมงนึง ทุกคนก็กลับมาด้วยรถเซอวิส ดราม่ากันเป็นแถบ
ส่วนมากทุกคนปั่นได้แค่เช็คพอยน์ที่ร้านบ่อเกลือวิวเท่านั้น
อยากบอกว่าถึงจุดนั้น แม้จะได้ทางเกือบๆ 90 โล แต่เป็นความโหดแค่ 30% แค่นั้น
มีแต่ผมที่ปั่นจบครบวงกลม เป็นเส้นทางปัวคลาสสิกที่โหดนรกโดยแท้
ปั่นราวๆ หกชั่วโมงครึ่ง (ถ้านับปั่นจากที่พักก็เจ็ดชั่วโมงครึ่ง)
พักใหญ่ๆ สามครั้ง (ที่ร้านบ่อเกลือวิว, ที่ยอด แล้วก็ร้านลาบหลังจากปั่นครบวง)
พักเล็กๆ สองครั้ง (ซื้อน้ำก่อนถึงบ่อเกลือวิว กับหลังบ่อเกลือวิว)

สรุปสเตจครับ ,, ปั่นไปได้ยังไง
สรุปสเตจครับ ,, ปั่นไปได้ยังไง
ให้เวป Veloviewer มาช่วยโหน่ยยยยย ,, จะได้เห็นกราฟิคสวยๆ
ให้เวป Veloviewer มาช่วยโหน่ยยยยย ,, จะได้เห็นกราฟิคสวยๆ

ขอบคุณกล้วยตาก+เจเล่+คิทแคทและขนมต่างๆ ที่เอาไปครึ่งเดียวจากที่เตรียมไว้
ขอบคุณที่ยางไม่รั่ว, รถไม่ล้ม, หมาไม่กัด, วัวไม่ขวิด
ขอบคุณรถทุกคันที่ให้กำลังใจแม้ว่าการกดแตรของทุกท่านจะทำให้ผมสะดุ้งหลายครั้ง
ขอบคุณทีมงานสุดซอยไทยแลนด์ที่ได้ทำพาผมไปสัมผัสสวรรค์ในนรก และความทรมานบันเทิงอย่างแท้จริง

แต่ที่ขอบคุณที่สุดคือมิเชลครับ

หลังจากที่บริจาคของให้น้องๆ เด็กๆ เสร็จ ผมก็มีโอกาสไปคุยกับมิเชล
คือจริงๆ อยากไปปลอบแก เพราะแกมุ่งมั่นมากๆๆๆ แต่ไม่สำเร็จ
แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก บางครั้งเราก็สำเร็จไปได้ด้วยดี บางครั้งก็ทุลักทุเล บางครั้งก็อาจล้มเหลวบ้าง ไม่ใช่ทุกวันที่ล้มเหลวแค่อย่าเพิ่งไปท้อมัน

เพราะชีวิตมันก็มีแค่นั้นแหละครับ

ปล. ขอบคุณรูปจากมะต๋าว, ทีมงานสุดซอยไทยแลนด์ และนักท่องเที่ยวที่เจอกันที่ยอดภูคาที่ถ่ายรูปให้นะครับ

Rapha festive 500

ถามว่าช่วงปีใหม่เราคิดถึงอะไรกันบ้างครับ
งานเฉลิมฉลอง, การพักผ่อน, เที่ยว, หยุดยาว ฯลฯ
แต่สำหรับคนบ้าอย่างเรา มันต้องเป็นงาน Rapha Festive 500 ครับ
พูดง่ายๆ คือเค้าจะให้เวลาเราแปดวัน ปั่นให้ได้ 500 โล เก็บระยะโดยใช้ Strava
ปีนี้มีกำหนดกิจกรรมระหว่างวันที่ 24-31 ธันวาคม 2557 ,, ตีง่ายๆ วันละ 65 โลก็จบได้
ถ้าคุณทำได้ก็จะได้ Badge ผ้าจาก Rapha ส่งตรงจากรุงลอนดอนถึงมือคุณ

ปีแล้วทำไม่ได้ครับ เนื่องจากติดภารกิจเยอะ แถมมีญาติมาด้วย
ปีนี้เลยตั้งใจเป็นพิเศษว่าจะต้องทำได้

Day 1st-2nd-3rd :: เริ่มต้นมาก็จะล่มเสียแล้ว

ปัญหาคาราคาซังในช่วงเดือนกว่าๆ ของผมคือคอมันฝืดก่อนที่จะแน่นครับ
คือถ้าขันปกติ คอจะหลวมมาก โยกแล้วดูไม่มั่นคง, แต่ถ้าขันจนแน่นอีกนิด คอจะฝืดมากๆๆ
คิดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวลูกปืนถ้วยคอ ไปร้านเดลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่เจอช่างฝรั่งเหมือนจะดูดี
ผมขอซื้อลูกปืนที่แกแต่ไม่ยอมเปลี่ยนให้ แกบอกขอหาสาเหตุก่อน+พยายามซ่อมให้
แต่ไม่หายนะ (แถมหนักกว่าเดิมด้วย) แต่เก็บตังด้วยนะ และแพงด้วยนะ
สุดท้ายสั่งถ้วยคอจากอีเบย์มาเปลี่ยนดีกว่า

เริ่มมาก็จะทำท่าล่มซะละ เฮ้อออออ
เริ่มมาก็จะทำท่าล่มซะละ เฮ้อออออ

ระหว่างรอของ ผมก็พยายามซ่อมไปด้วยนะ + ทดลองปั่นไปด้วย
ทีแรกนึกว่าดี ก่อนปั่นก็ว่าแน่นดีแล้วนะ แต่พอกลับมาก็หลวมอยู่ดี
รวมๆ ระยะเท่าที่ทำในช่วงเวลาสำคัญ ได้ระยะทางไปแค่ 34.4 กม.
แต่กว่าจะได้ของ+เข้าเมืองมาเปลี่ยนก็เสียเวลาทำระยะไป 3 วันครับ
เหลือเวลาแค่ห้าวัน กับทางสี่ร้อยเจ็ดสิบโล…

เข้าเมืองปุ๊บ รีบเปลี่ยนปั๊บ อาการหายขาด… ก็คงไม่ได้เจอร้านเดลนี้กันอีกแล้วล่ะ

Day 4th :: Chiang Dao Gran Fondo

จุดนี้ไม่มีทางเลือกแล้วครับ ถ้าอยาก Complete Mission คงต้องจัดหนักหน่อยครับ
ก็เลยจัดทริปไป-กลับอำเภอเชียงดาวครับ เติมด้วยปั่นเล่นแถวๆ นั้นด้วย กะว่าให้ได้เลย 200 โล
ชดเชยกับเวลาที่เสียไปสามวัน

ทีแรกชวนน้องมิกไปด้วยครับ แต่ชวนไปทีไรแม่งเบี้ยวทุกที (แต่พอสาวๆ ชวนนี่ไป…)
ก็ไม่เป็นไรครับ ปั่นเดี่ยวก็ได้ ปกติชีวิตก็เป็นแบบนั้นมาตลอด
ออกบ้านแปดโมงสี่สิบ กลับเข้าบ้านจะห้าโมงเย็น ,, กับระยะทาง 186.2 กม.ครับ
ปั่นไปทีแรกแพลนจะแวะร้านหนังสือเชียงดาวกินกาแฟชิวๆๆ แต่ร้านปิดครับ…
แถมวนๆ ดูหลายๆ ร้านในเชียงดาวนี่นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ ,, สุดท้ายกินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็กลับ
แต่พอกลับมาแล้วแบบว่าระบมไปทั้งตัว เกล็ดขี้เกลือขึ้นแล้วขึ้นอีกเต็มตัวไปหมด

สภาพนี่แบบ... แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ชัดๆ
สภาพนี่แบบ… แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ชัดๆ

แถมหนักกว่านั้น น้องซันทักมาบอกว่าอย่าลืมนัดเราพรุ่งนี้นะพี่
นัดอะไร!!?? สะเมิงคลาสสิกไงพี่…
มันก็ดีนะ ได้ระยะทางเก้าสิบกว่าโลเก็บเพิ่ม ,, แต่มันคงจะดีกว่านี้ ถ้ามันเป็นทางเรียบ

Day 5th :: Clockwise of Samoeng Classic

น้องซันนัดเจ็ดโมงครึ่ง เรามาเจ็ดโมงครึ่ง แต่น้องซันและทีมงานมารอตั้งแต่เจ็ดโมง ,, รู้สึกผิดนิดๆ
จากนั้นเราก็โรลลิ่งไปครับ แพลนขึ้นทางคันคลอง, ผ่านสะเมิง, แล้วลงทางแม่ริม
สาบานเลยว่าผมวนแบบนี้เป็นครั้งแรก ปกติไปหยุดแค่ศาลาสิบสองสิงหาแล้วไหลกลับ
ดังนั้นตั้งแต่จากแยกหนองควายขึ้นสิบสองสิงหานี่เป็นเรื่องชิวๆ แต่หลังจากนั้นแม่งนรก
เพราะผมไม่ได้แพลนเรื่องของกินมาด้วย, เผื่อเก็บแรง, เผื่อน้ำ
แถมขาที่ล้าระดับใกล้หลุด ทำให้หมดแรงและน้ำหมดกลางดอย
จากที่ปั่นความเร็ว 12-15 กม./ชม. ก็เหลือแค่ราวๆ 5-7 กม./ชม.
ยังดีที่มีร้านกาแฟเปิดใหม่ให้แวะเติมพลังก่อน และทำให้วนออกแม่ริมได้สำเร็จ
ได้ระยะทางวันนี้เพิ่มอีก 99 โล ,, รวมละได้ทางประมาณ 320 กม. แล้วนี่

สะเมิงคลาสสิก ,, เก็บไปอีก 99 โล
สะเมิงคลาสสิก ,, เก็บไปอีก 99 โล
สูดหายใจลึกๆ แล้วก็ปั่นต่อไป
สูดหายใจลึกๆ แล้วก็ปั่นต่อไป

ตอนนี้ พิจารณาตัวเองแล้ว นอกจากขาจะล้าแล้ว ตูดยังเยินและเจ็บมากๆ ด้วย
แต่อีก 180 กม. เราต้องสู้ต่อปัยยยยยยยยยยย

Day 6th :: On duty

เป็นวันที่ผมอยู่เวรครับ ก็ดีเหมือนกัน ก็คิดว่าได้พักไปด้วย
ก่อนเข้าเวร เลยไปปั่นเช้าได้ 22.2 โลครับ รู้เลยว่าระบมทั้งตัว เอาก้นวางบนเบาะนี่โคตรปวด
อากาศไม่หนาวมาก แต่สถานการณ์ที่ขานี่เข้าใกล้ความพิการมากขึ้นทุกที
แต่วันนี้จะเรียกให้เต็มปากพักก็คงไม่ใช่ เพราะมันมีแข่งบอลด้วย ฮือๆๆๆ
ช่วงว่างจากเวรก็ต้องมาแข่งบอลกับเค้าด้วย

นอกจากนั้นระหว่างวันการเดินทางไปในที่ต่างๆ เช่นกินข้าว ดูคนไข้ ไปตลาด กลับบ้านก็พยายามใช้จักรยานตลอด
ไม่น่าเชื่อว่าขี่รถถีบวนไปวนมาแถวนั้นสองวัน ได้ทาง 9.4 กม.
ถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากๆ ในสถานการณ์แบบนี้

Day 7th :: How far can you ride in one hour

เหลือสองวัน กับทางราวๆ ร้อยสี่สิบโล ,, ถือว่าไม่ง่าย แต่ไม่ยาก
เลิกงานปุ๊บ ก็ควบจักรยานปั่นเลยครับ
แต่พอจจูงจักรยานเท่านั้นแหละครับ ต้องไปช่วยน้องหมอดูคนไข้ + ligate เส้นเลือด
เวลาเราจำกัด ต้องรีบหน่อยๆๆ

ผลจากการพักขาเมื่อวาน ทำให้พอมีแรงบ้างครับ เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะปั่นได้ไกลแค่ไหน
ก็เลยจัดหนักเท่าที่พอมีเหลือดูครับ จากรพ. แม่อาย ผ่านฝาง ผ่านไฟแดง ผ่านการจราจรที่รุงรัง
สุดท้ายไปถึงหน้าโรงเรียนแม่ข่าครับ ,, ได้ระยะทางประมาณ 34.5 กม. (ไปกลับก็ 70 โล)

ขาไปก็ฟินดีครับ แต่ขากลับดันเริ่มหมดแรง แถมปวดมากขึ้นด้วย ไม่น่าอัดเลยตู…

Day 8th :: Last step of Rapha, I’m Survive

ทีแรกจะให้จบที่เชียงใหม่ แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจให้มาจบที่นี่ก็แล้วกัน
กะไว้คร่าวๆ แปดสิบโล, ปั่น endurance, สามชั่วโมงไม่เกิน

เส้นทางก็เดิมๆ ครับ ปั่นจากรพ. มาวนบายพาสที่ฝางสามรอบแล้วปั่นกลับ
แต่มันทรมานมากๆ ขาที่เก็บสะสมความล้ากว่า 420 โล ในระยะเวลาสี่วัน
แปดสิบกิโลสุดท้าย กับสภาพที่เหมือนจะไม่ไหวแล้ว แต่จุดนี้จะโอดครวญไปก็เท่านั้น
ทำได้ดีที่สุดก็คือหยิบจักรยานมาปั่น แล้วให้ใจพาเราไปครับ

แบร่ๆๆๆๆ ในที่สุด....
แบร่ๆๆๆๆ ในที่สุด….

สุดท้ายก็ทำสำเร็จกับ 81.7 กม. ในเวลา 2 ชม. 59 นาทีครับ
Challenge และความตั้งใจสุดท้ายในการปั่นจักรยานของปีก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
แต่รถเยินและพังอีกแล้ว….

รถอะไร ซ่อมแม่งตลอด ปั่นไปแค่แปดเดือนเอง โธ่ว์
รถอะไร ซ่อมแม่งตลอด ปั่นไปแค่แปดเดือนเอง โธ่ว์

ฮือๆๆ

ปั่นเสร็จแล้ว ทำไงต่อ

ทำได้แล้วก็ต้องดีใจครับ
ทีแรกไม่คิดว่า 5 วัน กับระยะทาง 500 กม. มันจะเป็นไปได้

แต่หลังจากดีใจได้สักพัก ผมก็คิดว่า Rapha มันจะรู้ได้ไงวะว่าจะต้องส่งให้เราอะไรที่ไหนยังไง
เพราะเคยซื้อของแต่ Strava ,, แต่กับ Rapha ยังไม่เคย
โชคดีที่คุณขวัญมาบอกให้ไปลงทะเบียนที่เพจของ Rapha ,, หวังว่า Rapha จะไม่ลืมกันนะ อิอิ

อย่าลืมไปลงทะเบียนนะจ๊ะ
อย่าลืมไปลงทะเบียนนะจ๊ะ

แต่ที่สำคัญ ต้องเอารถไปซ่อมอีกแล้ว ฮือๆๆ สมกับเป็น Supersick จริงๆ

หลังจากลองปั่น 4000km บน Cannondale Supersix Evo Himod

หลังจากที่ได้กลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งและเริ่มรู้แนวการปั่นของตัวเอง จากคันเดิมอย่างเจ้า Bianchi Impulso แล้ว ตอนนี้ก็มีโปรเจคงอกคันใหม่เพิ่มอีกคัน ซึ่งคอนเซปหลักๆ จะต้องเบาและปั่นสบายกว่าเดิมหน่อย, สีต้องโดนใจ, ท่อนอนของเฟรมต้องตรงและขนานกับพื้นมากที่สุด, ออกแนวเรซซิ่งนิดๆ ฯลฯ

เล็งมานาน สุดท้ายก็มาลงตัวกับเจ้า Cannondale Supersix EVO himod ลาย Team Cannondale ปี 2013 ครับ ซึ่งลงตัวหมดแทบทุกจุด ซึ่งทีแรกได้มาผมก็กะเขียนเลยแหละ แต่กลัวว่าจะอวยไปนิด ก็เลยขอลองปั่นทดสอบหน่อย ตอนนี้ผ่านมาก็เกือบๆ 5 เดือนแล้ว ปั่นระยะทางทั้งสิ้น 4,000 กิโล ได้ความสูง 50,000 ม.

ปั่นมาสักช่วง วันนี้เลยขอรีวิวซักหน่อย
ปั่นมาสักช่วง วันนี้เลยขอรีวิวซักหน่อย

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีก็เลยจัดซะเลย

คอนเซปของรถคันนี้

จริงๆ ไม่มีอะไรมากเลยครับ นอกจากชอบที่มันตรงสเปคอย่างที่โม้มาด้านบน, ทีแรกก็เล็งๆ หา complete bike ของ Cannondale ที่เมืองไทยนี่แหละ แต่ว่าเจอดีลเลอร์รุงรัง+มีปัญหานิดหน่อย แถมสีที่อยากได้ก็ไม่มี+พูดกับเราก็ไม่ดี ,, พอดีกับผมมีโอกาสไปต่างประเทศพอดี เลยมีโอกาสได้ไปเดินดูร้านจักรยานที่นั่น พอดิบพอดีเจอเฟรมรถรุ่นที่เราอยากได้+มีไซส์+สีที่ชอบพอดีในงบที่เราเตรียมไป ก็เลยจัดมาครับ แถมได้ลดราคาอีกหน่อยเพราะว่าเป็นเฟรมของปีก่อน (แต่วัสดุและน้ำหนักแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง)

เวลาเราซื้อจักรยานเฉพาะเฟรมเซตมันไม่ได้มาแค่เฟรมนะครับ จำเป็นต้องตรวจสอบดีๆ ด้วยว่าเค้าให้อะไรมาบ้าง เพราะของบางอย่างค่อนข้างจำเพาะและหาซื้อยาก อย่างเฟรมที่ผมซื้อเค้าจะมีตะเกียบ, ถ้วยคอ, ที่รัดหลักอาน และกะโหลก PF30 มาให้ด้วย

ที่สำคัญ อย่าลืมใบรับประกันและใบเสร็จนะครับ สำคัญมากๆ

ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับน้ำหนักมันพอควร เพราะเฟรมไซส์ 50 + ที่รัดหลักอานมีน้ำหนักแค่ 8 ขีด (ทางเดลบอกว่า เฟรมเฉยๆ มีน้ำหนัก 690 กรัมเอง), ส่วนตะเกียบก่อนตัดซางหนัก 320 กรัม, ถ้วยคอ 110 กรัม และกะโหลก PF30 อีก 80 กรัม ,, รวมน้ำหนักชุดเฟรมเซ็ตแล้วไม่ถึง 1.4 โลเลย!!!!

จากนั้นผมก็เตรียมกรุ๊ป Dura-Ace 9000 (ยกเว้น Crankset ใช้ SISL1 ของ Cannondale เอง), ล้อ Eurus ของ Campagnolo, Cockpit ของ Ritchey ประกอบร่างให้มัน

จบเป็นคัน รวมขากระติก, กระติกไม่ใส่น้ำ, Barfly ของการ์มินและบันได 105 น้ำหนักอยู่ที่ 6.8 โลพอดี

สัญลักษณ์บ่งบอก Himod + ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นหมื่น
สัญลักษณ์บ่งบอก Himod + ราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นหมื่น
Crankset เป็น SISL ของ Cannondale + ใบจาน 50-34 ของ FSA
Crankset เป็น SISL ของ Cannondale + ใบจาน 50-34 ของ FSA
เลือกใช้กรุ๊ป Dura Ace 9000 ครับ
เลือกใช้กรุ๊ป Dura Ace 9000 ครับ
มุมมองจากด้านหน้าครับ
มุมมองจากด้านหน้าครับ
สเตม -17 องศา ,, แบบว่า ก้มสุดๆๆๆ
สเตม -17 องศา ,, แบบว่า ก้มสุดๆๆๆ
ใส่ Arione ลายทีมมาเลย (แต่เป็นลายของ 2014 นะ)
ใส่ Arione ลายทีมมาเลย (แต่เป็นลายของ 2014 นะ)

เฟรม Supersix มันจะแปลกๆ กว่าเจ้าอื่นหน่อยๆ คือจะซ่อนเฉพาะสายเบรคหลังนะครับ สายเกียร์เดินออกด้านนอกปกติ ,, แถมพิเศษเฉพาะ Size 48 และ 50 รูเปิดปลายสายเบรคจะออกทางปลายของ Top tube, ส่วน size อื่นๆ จะออกทาง Seat stay ครับ

มีแค่เบรคหลังที่ซ่อนสายนะครับ
มีแค่เบรคหลังที่ซ่อนสายนะครับ

หลังจากลองปั่นจริง

ขอเล่าเป็นฉากๆ เลยละกันนะครับ (อาจดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ที่ผมเทียบกับคันเดิม เพราะสเปคต่างกันเยอะไปหน่อย)

  • ครั้งแรกที่ลองปั่น บอกไม่ค่อยถูกครับ แต่รู้เลยว่ารถเบา พุ่งกว่าเดิมเยอะชัดเจน เทียบกับ Impulso คันเดิมแล้วชอบฟีลของอลูที่ดิบมากกว่า ชอบฟีลที่เหมือนกับเราเอาตัวไปแนบกะพื้นเลย หินทุกก้อน, ทรายทุกเม็ด ส่งแรงกระเทือนมาหาเราทุกดอก (คิดว่าเราคงติดการ set รถคันเก่าและอารมณ์เดิมๆ อยู่)
  • หลังจากเทสไปซัก 30-40 โล เราเริ่มรู้ละว่าคำว่านุ่มเป็นไง คือขับผ่านทางขรุขระไม่มากในความเร็วระดับนึง (มากกว่า 20 กม./ชม.) แล้วรู้สึกว่าเหมือนความขรุขระมันหายไปซักครึ่งนึงหรือมากกว่า แต่แรงกดต่างๆ ที่เราส่งไปให้รถแทบจะเหมือนรถอลูเลย ชอบมากๆ ,, ดูจากรีวิวหลายที่ เค้าบอกว่าที่หางหลังมันมีระบบ SAVE ช่วยรับแรงกระแทกให้เรา
  • จากนั้นลองเทสปั่น 100+ กม. พบว่าอาการปวดหลังในช่วงที่เราปั่นนานๆ เกินสองชั่วโมงครึ่งลดลงไปเกินครึ่ง คือมันก็ยังมีเมื่อยนิดๆ นะ แต่สบายกว่าเดิมมากๆๆ (ขนาดคันใหม่นี่ต่อให้ใช้สเตม -17 ซึ่งโคตรก้มอะ แต่ยังปวดหลังน้อยกว่า) ,, แต่ที่ชอบสุดๆ เลยคงเป็นจังหวะขึ้นเขา เพราะรถมันเบาเร่งขึ้นได้ดั่งใจ กดเป็นมา รู้เลยว่าน้ำหนักที่หายไปทำให้เราขึ้นเขาได้แจ่มแมวมากขึ้นแค่ไหน แถมอาการปวดหลังช่วงขึ้นเขาของผมก็หายไปแทบจะปลิดทิ้ง
  • พอปั่นไปนานๆ ลุยดอยมาเป็นร้อยลูก ปั่นมาเป็นพันโล พบว่าเจ้า Cannondale ยิ่งปั่นยิ่งสนุกเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากๆ กลับไปปั่น Impulso แล้วไม่ตอบสนองได้ไม่เท่าเลย เรียกได้ว่าแทบอยากขายรถอลูทิ้งเลย ซึ่งผมชักเข้าใจละว่าทำไมเค้าถึงขายทิ้งกันซะเยอะ 555
  • ใช้ Dura Ace แล้วฟินมากๆ ฟีลลิ่งดีกว่า 105 แบบขาดลอย (เทียบกับราคาที่อัพมาสามเท่ากว่าๆ อะนะ) ส่วนเบาะ Arione แรกๆ ใช้ละโคตรเมื่อยตูด แข็งก็แข็ง แต่พอใช้ไปนานๆ + ปรับระยะดีๆ แล้วนั่งสบายกว่าเบาะนุ่มๆ อีก แถมเซตตัวเองให้ปั่นให้แอโร่ง่ายขึ้นด้วย
เทสกับการปั่นขึ้นอ่างขาง (จากทางฝาง)
เทสกับการปั่นขึ้นอ่างขาง (จากทางฝาง)
ขึ้นถึงป้ายดอยลาง-ผ้าห่มปกแอบชันไปนิด แต่ก็สนุกดี
ขึ้นถึงป้ายดอยลาง-ผ้าห่มปกแอบชันไปนิด แต่ก็สนุกดี

สรุปง่ายๆ ละกัน

แม้ว่าค่าตัวจะแรงไปนิดเพราะถือว่าเป็นเฟรมตัวท๊อปในไลน์แล้ว แต่ส่วนตัวผมว่าเป็นรถที่ปั่นดีนะ ปั่นสนุกมากๆ ทำให้เข้าใจว่ารถที่สติฟแต่ไม่กระด้างเป็นอย่างไร ขึ้นเขาสบายขึ้นเยอะ จะทางราบก็โอเคมากๆ อาการปวดหลังจากการปั่นจักรยานนานๆ (เรียกว่าความเบาเป็นพระรองไปเลย) ก็ดีขึ้นมาก เรียกว่าแทบจะหาข้อเสียไม่มีเลย

แต่ถ้ามีคันหน้า อยากได้รถที่ปั่นสบายแบบนี้ แต่ดูแลง่ายๆ กว่านี้+ปัญหาจุกจิกน้อยกว่านี้อีกหน่อย 555

Johoney — โจฮันนี่

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนเรื่องอาหารเลย กลับบ้านทีไรก็ต้องไปกินข้าวกับที่บ้านตลอดเลย วันนี้ได้โอกาสไปกินขนมแถวๆ บ้าน เลยมีโอกาสมารีวิวนิดนึงครับ ร้านนี้มีชื่อว่าโจฮันนี่ (Johoney) ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง
วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง

การเดินทางมาโจฮันนี่ถ้าบอกลอยๆ นี่มาลำบากมาก เข้าซอยลึกลับซับซ้อนสุดๆ (แต่สำหรับคนเชียงใหม่อย่างผมก็ไม่ยากนะ) เอาเป็นว่าเข้าทางซอยร้านเลิฟแอดเฟิร์สไบท์ (ซอยที่ติดกับโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน) จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ เลยร้านเลิฟมาซัก 20 เมตร จะเห็นร้านสีเหลืองๆ อยู่ตรงสามแยกครับ (อาจต้องสังเกตนิดนึง) ,, กับอีกทางนึง คือถ้าเข้ามาทางร้านลาแปง ให้เข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 100 เมตร จะเห็นร้านโจฮันนี่อยู่ทางขวามือครับ (แต่ระวังรถสวน)


View Johoney in a larger map

เปิดประตูเข้ามาชิมติม

หน้าร้านแต่งสวยดีนะครับ ออกแนวโทนสีเหลืองครับ เข้ามาในร้านก็น่ารักดี ดูหวานๆ สบายๆ น่านั่ง

หน้าร้าน Johoney
หน้าร้าน Johoney
บรรยากาศภายในร้านครับ
บรรยากาศภายในร้านครับ

นั่งคุยกะพี่เจ้าของ แกบอกว่า เมื่อก่อนแกทำไอศครีมโฮมเมดส่งขายตามที่ต่างๆ เมื่อหลายปีก่อน เห็นว่าขายได้ดีแล้วก็เวิร์คดี ก็เลยลองเปิดร้านเองดูบ้าง (เปิดร้านมาได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว) และเติมเมนูเครื่องดื่มและพวกขนมต่างๆ ทั้งวาฟเฟิล, เครป, ฮันนี่โทสต์ ฯลฯ ลงมาด้วย

ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
กาแฟก็มีครับ
กาแฟก็มีครับ

เท่าที่ลองชิมดูก็โอเคนะครับ เห็นเพื่อนผมแนะนำพวกวาฟเฟิล แต่ผมไม่ได้สั่งครับ ฮาๆๆ ผมสั่งเป็น Chocolate Lava ครับ ที่นี่เค้าเสิร์ฟตัวลาวามาพร้อมกับไอศครีมหนึ่งลูก วิพครีม และมะม่วงสุกหั่นลูกเต๋า, กาแฟผมสั่งแบบเย็นมา รสชาติ+กลิ่นก็กลางๆ นะ

แต่ที่ผมว่าเด่นจริงๆ คือพวกไอศครีมครับ เพราะที่นี่ทำไอศครีมเองอย่างที่บอก แถมรสชาติยังเป็นเอกลักษณ์มากๆ โดยเฉพาะไอศครีมรสเปรี้ยวๆ ทั้งตะลิงปลิง, มะเกี๋ยง, มะยมพริกเกลือ ฯลฯ รสชาติเปรี้ยวเข็ดเด็ดถูกใจมากจริงๆ ครับ

ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ

แวะลองมาชิมกันได้ครับ

Review ไฟใต้เบาะ Fi’zi:k Blin:k Tail Light

พอดีวันก่อน เดินไปหาซื้อยางใน (เพราะช่วงนี้ยางรั่วบ่อยมาก) ก็บังเอิญไปเจอไฟที่มีหน้าตาแปลกๆ เข้า อันนิดเดียวราคาติดตั้ง 750 บาท เดินเข้าไปดู อืมมมมม ยี่ห้อ Fi’zi:k เหมือนเบาะเราเลยนี่นา ถามรายละเอียดแม่ค้าดูงงๆ ก็เลยลองเสี่ยงดวงซื้อมาละกัน แม่ค้าลดให้เหลือ 650 บาท (แพงเหมือนกัน คิดไงซื้อวะเนี่ยตู 555)

ลองซื้อมาดู กะไฟท้ายของ Fi'zi:k (ฟิสิก) ครับ
ลองซื้อมาดู กะไฟท้ายของ Fi’zi:k (ฟิสิก) ครับ

ไฟท้ายติดเบาะนั้นคือ Fi’zi:k รุ่น Blin:k ครับ

แกะกล่อง ลองของ

ผมค่อนข้างตื่นเต้นนะ ขับรถกลับมาถึงบ้านเกือบห้าทุ่มเก็บของและปะยางเสร็จก็รีบเอาเจ้าไฟ Fi’zi:k มาจากถุง อ่านรายละเอียดข้างกล่องไม่ค่อยบอกอะไรนอกจากฟังก์ชั่นคร่าวๆ ,, พอแกะออกมา ในกล่องมีแค่ไฟท้ายรูปร่างประหลาดกับคูมือที่ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตมันดีขึ้นมาเท่าไหร่ (มันมีรูปเหมือนรายละเอียดข้างกล่องนั่นแหละ)

แกกล่องออกมา มีแค่ไฟท้ายที่ยึดไว้อย่างแน่นหนา
แกกล่องออกมา มีแค่ไฟท้ายที่ยึดไว้อย่างแน่นหนา
คู่มือที่ไม่ได้บอกอะไรเลย (อีกด้านเป็นแค่ warning ทั่วๆ ไปเหมือนข้างกล่อง)
คู่มือที่ไม่ได้บอกอะไรเลย (อีกด้านเป็นแค่ warning ทั่วๆ ไปเหมือนข้างกล่อง)

ตัวไฟทำจากพลาสติกธรรมดา ขนาดอันพอๆ กะขนมครกประกบฝา กล่องบอกกันน้ำฝนได้ (แต่ผมก็ไม่ได้ลองเอาไปจุ่มน้ำนะ) ไฟเป็น LED 2 ดวง แล้วมีพลาสติกใสปิดอีกชั้นทำให้มองเห็นคล้ายๆ เหมือนตาโรโบคอบ เวลาจะกดเปิด/ปิดก็กดที่พลาสติกใสที่ปิด LED นั่นแหละ ฟังก์ชั่นของไฟมี 2 แบบ คือกระพริบเป็นจังหวะ กับเปิดไฟแดงค้าง ,, ออๆ ลืมบอกว่าเค้ามีถ่าน CR2032 ใส่มาให้แล้วก้อนนึงนะ

แกะออกมา หน้าตาคล้ายหอยลาย ไม่มีตัวยึดแยก มีแค่ที่ล๊อคหน้าตาแปลกๆ
แกะออกมา เหลือแค่นี้ ไม่มีตัวยึดแยก มีแค่ที่ล๊อคหน้าตาแปลกๆ
อีกด้านเป็นที่ใสถ่านครับ
อีกด้านเป็นที่ใสถ่านครับ

หลังจากแกะกล่องแล้ว สิ่งแรกที่ผมทำเพื่อสนองความเห่อตอนห้าทุ่มครึ่งเมื่อวานคือฝืนความง่วงและแหกขี้ตางมครับ พยายามเอาเจ้า Blin:k งัดแงะ ดึงดัน เอาเงี่ยงมันเกาะนั่นเกาะนี่ตามจุดต่างๆ ใต้เบาะให้เหมือนในรูปข้างๆ กล่องแต่ไม่เป็นผลครับ… สุดท้าย ผมต้องถอยกลับไปหาข้อมูลในเนต ซึ่งที่แรกที่ผมไปดูคือเวป Fi’zi:k ที่เป็นยี่ห้อที่เราซื้อมานั่นเอง ซึ่งก็เป็นไปตามคาดที่ไม่บอกอะไรเราเลย ไม่บอกความสว่าง ไม่บอกองศาที่เห็น ไม่ต่างอะไรกับคู่มือที่ไม่มีอะไรจริงๆ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปหาดูในเวปที่รีวิวสินค้า (คือ… จริงๆ จะหาวิธีการติดตั้ง แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ รวดอ่าน Review ด้วยละกัน ซึ่งส่วนมากเป็นของต่างประเทศอะ)

งงอยู่นาน เพิ่งรู้ว่าเบาะมันแกะยี่ห้อพลาสติกออกได้
งงอยู่นาน เพิ่งรู้ว่าเบาะมันแกะยี่ห้อพลาสติกออกได้
เทียบเงี่ยงเกาะของป้ายยี่ห้อกับไฟใต้เบาะ
เทียบเงี่ยงเกาะของป้ายยี่ห้อกับไฟใต้เบาะ
ว่าแล้วก็ยัดไฟเราเข้าไปแทนเลย ,, แน่นมากๆ อะ แกะไฟออกยากมาก
ว่าแล้วก็ยัดไฟเราเข้าไปแทนเลย ,, แน่นมากๆ อะ แกะไฟออกยากมาก

อาจว่าผมโง่หรือง่าวก็ได้นะครับ เบาะ Arione ไสตูดมาเกือบพันโลเพิ่งรู้ว่าป้าย Fi’zi:k ที่ใต้เบาะมันถอดได้ ซึ่งในกล่องเบาะเองหรือกล่องไฟไม่เคยบอกนะครับว่ามันแกะได้ล่ะวะ… ครับ นั่นแหละครับ แกะป้ายมันออกแลัวยัดไฟเข้าไปแทน จบปิ้งครับ เป็นไฟท้ายที่ผมว่าเรียบร้อยสวยงามดูดีมีชาติตระกูลมากๆ แถมยังดูแอโร่มากๆ ด้วยอะ กรี้ดเลย

ลองใช้จริงๆ

ผมลองเทสในบ้านมืดๆ มันสวยดีนะ ดูดีเว่อ มีชาติตระกูลมาก เข้ากับเบาะมาก ไฟสีแดงจ้าขีดเล็กๆ ใต้เบาะแรงมากๆ ชัดแจ๋วๆ สบายแน่นอน ไม่ต้องซื้อไฟ Moon หรือติดไฟเพิ่มแล้ววววว

แต่พอลองปั่นจริงแถวๆ บ้านช่วงกลางคืนระยะทางสั้นๆ พบว่า ไฟมันก็สว่างดีแหละ แต่มันไม่ได้แรงและชัดมาก สู้พวกไฟใหญ่ๆ ชัดๆ ไม่ได้เท่่าไหร่ ,, จังหวะการเอื้อมมือไปกดปุ่มก็ไม่ได้ยากมากนะ (แต่คู่มือแนะนำให้เราเปิดไฟก่อนที่จะปั่นนะ) แต่จังหวะกดมันเหมือนพลาสติกมันง้องแง้งไปหน่อย ลองถามคนที่ขี่มอไซตามก้นเรามาก็บอกว่าเห็นนะว่ามีไฟ แต่ไม่ชัดมาก ใช้ไฟแบบเดิมชัดกว่า (อ่าว… แบบเดิมอันร้อยกว่าบาทเองงะ แต่ใหญ่ไปหน่อย)

เท่าที่ลองใช้ดูก็โอเคนะ จอยๆ ชอบๆ สวยเก๋ แต่ไฟไม่แรงมากเท่าไหร่
เท่าที่ลองใช้ดูก็โอเคนะ จอยๆ ชอบๆ สวยเก๋ แต่ไฟไม่แรงมากเท่าไหร่

ส่วนเรื่องการยึดเกาะกับใต้เบาะเท่าที่ลองสั้นๆ ก็ยังไม่พบปัญหาหล่นหรือหลุดนะ (เพราะเท่าที่ลองดึงดูมันแน่นมาก ไม่น่าหลุดได้ง่ายๆ เลย จะแกะออกมาเก็บนี่ลำบากสุดๆ)

ข้อดี

  • เก็บใต้เบาะดี อยู่เป็นที่เป็นทาง หลักอานไม่เป็นรอย ตัวล๊อคแน่น เรียบร้อย
  • สวยเด่น เป็นเอกลักษณ์ ไม่เกะกะ ดูแอโร่ดี
  • ไฟสว่างระดับนึง เหมาะสำหรับเป็นไฟดวงที่สองนะ
  • กันละน้ำได้นิดหน่อย ระดับเปื้อนๆ ชื้นๆ ละอองฝนแค่นั้น
  • ไม่กินแบตมากเท่าไหร่ เท่าที่อ่านๆ มาในรีวิวของต่างประเทศ เค้าว่าแบตใช้ได้เฉลี่ยๆ ราวๆ ครึ่งปีกว่าๆ

ข้อติ

  • คู่มือกาก ไม่บอกอะไรที่เป็นประโยชน์เลย พวกข้อมูลจำเป็นเช่นเบาะรุ่นไหนใส่ไม่ได้บ้าง, วิธีการติดตั้ง, ความสามารถในการกันฝน ฯลฯ
  • กันน้ำมากๆ ไม่ได้ เช่นเศษโคลนเยอะๆ หรือฝนกระหน่ำงี้ ไฟจะเสียหรือวงจรช๊อตได้
  • ใส่กับเบาะไม่ได้ทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่แกะตัวปลั๊กพลาสติดออกไม่ได้
  • ไฟไม่แรงมาก จะหวังแค่เป็นไฟเดี่ยวนี่ลำบากมาก แนะนำควรมีไฟอื่นๆ เป็นตัวหลักไว้อีกดวง
  • วัสดุกิ้กก๊อกไปหน่อย
  • รูปแบบการเปล่งแสงไฟมีแค่ 2 แบบ
  • ราคาแพงพอควร อันนึงหกเจ็ดร้อย แถมยังใช้แบต CR2032 ซึ่งแพงอะ ไฟถูกๆ ตามตลาดนัดใช้ถ่าน AAA หรือ AAA ไม่กี่บาทเอง (ซึ่งสว่างกว่าด้วย)

ความเห็นส่วนตัว

ผมว่าไฟมันไม่ได้แย่นะ แค่ไม่สว่างมากแบบเตะตา อ่านรีวิวที่ต่างประเทศก็ได้กันราวๆ 3.5/5 คะแนน ส่วนตัวผมว่ามันเหมาะสำหรับคนที่ใช้เบาะ Fizik ที่พอมีตังเหลือแล้วอยากได้ไฟสำรองอีกซักอัน พกง่ายๆ ดีไซน์ดีๆ สวยๆ เข้าชุดกับเบาะแบบสุดๆ แต่อาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องปั่นกลางคืนหรือเช้ามืดบ่อยๆ เพราะไม่ได้ชัดมาก รวมทั้งพวกที่ชอบปั่นลุยดินลุยโคลนลุยฝนหนักๆ ก็ไม่แนะนำเท่าไหร่

อีกอันที่เห็นมีคนบอกมาบ้างคือคลิปหลวมและไฟหล่น อืมมมม อันนี้ผมยังไม่เจอนะ ยังไงเดี๋ยวลองปั่น+ลองใช้นานกว่านี้จะรายงานความคืบหน้าละกันนะครับ โดยเฉพาะเรื่องอายุแบตและอุปสรรคปัญหาอื่นๆ ละกันครับ

Ponganes Espresso

ต้องออกตัวเบาๆ ก่อนว่าผมเป็นคนชอบกินกาแฟ ยิ่งช่วงหลังนี่เรียกว่าออกแนวติดเลยทีเดียวแหละ แต่เรื่องความรู้ด้านกาแฟอาจไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นฟีลลิ่งเวลากาแฟสัมผัสที่ลิ้นเราเป็นหลักในการตัดสินว่าร้านไหนดีหรือไม่ดี ไม่ได้มีวิชาการหรือวิชามารอะไร

ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน
ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟที่เชียงใหม่เยอะมากๆ เยอะจริงๆ เยอะแบบหากินง่ายกว่าร้านข้าวแกงอีกอะ แต่เท่าที่ชิมมานะ หาร้านที่ถูกปากผมค่อนข้างยากมากๆ ร้านบางร้านสวยนะ ราคาก็แพง แต่ว่ากาแฟก็งั้นๆ ,, แต่วันนี้ผมจะพามาที่นึงนะ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ในซอยแคบๆ แต่เป็นร้านที่ดีมากๆ ร้านนึงที่ผมเคยกินมาเลยทีเดียว

พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar
พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar

ชื่อร้าน Ponganes Espresso ครับ

แวะร้าน Ponganes

ร้าน Ponganes เป็นร้านเล็กๆ ในร้านมี 2 bar กับ 1 โต๊ะ (ในร้านน่าจะรับลูกค้าได้ไม่เกิน 6 คน ,, แต่อยู่กัน 4 คนก็อึดอัดละ) กับโต๊ะ 3 ตัวที่สวนข้างๆ (ร้อนกว่าในร้าน) ในซอยแคบๆ ที่มีลูกค้ามาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะลูกค้าฝรั่ง/ชาวต่างชาตินี่มีไม่เคยจะขาด (ยิ่งอ่านรีวิวจาก Tripvisor แล้วได้คะแนนดีมากๆ เลยอะ ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นร้านกาแฟอันดับ 2 เลยนะ เลยไม่แปลกใจที่ฝรั่งจะเยอะมากๆ)

ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน

ที่ร้านจะมีพนักงาน 2 คนคือพี่ปองกะพี่เนสนะครับ หลักๆ คนชงกาแฟจะเป็นพี่ปอง ที่ไปรับวิชาบาริสตาที่ออสเตรเลียมา (ดังนั้นกาแฟที่ร้านจะออกแนวออซซี่พอควร) ,, ซึ่งนอกจากชงแล้วพี่แกก็ยังคั่วกาแฟด้วย ลองถามแกดูครับ แต่ละช่วงจะมีเฮ้าส์เบลนด์ไม่เหมือนกัน บางวันถามแกก็มีกาแฟแปลกๆ ที่เพิ่งคั่วเสร็จให้ชิมด้วย (จำได้ว่าครั้งนึงไปชิม ได้เฮ้าส์เบลนด์คั่วโฮะมา (คือคั่วเหลือๆ หลายๆ สายพันธุ์มารวมๆ กัน เหมือนกะ ชั่งเมล็ดก่อนคั่วมา 1 กก. แต่คั่วเสร็จเหลือ 840 กรัม แกก็บรรจุถุง 800 กรัม 40 ก็เอามาโฮะๆๆๆๆ กัน) บ่องตงว่าอร่อยมากๆ บอดี้แน่น กลิ่นหอมหวาน ซึ่งพี่แกบอกว่าต่อจากแก้วผมก็ได้อีกซัก 2 แก้วนี่แหละ) ซึ่งถ้าติดใจฝีมือกาแฟที่ร้านก็สามารถซื้อเมล็ดคั่วไปชงเองที่บ้านก็ได้ มีทั้งเมล็ดไทย เมล็ดนอก ราคาก็ว่ากันไป

เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก
เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก

ที่นี่การคั่วและการเลือกเมล็ดจะค่อนข้างต่างกับที่ Ristr8to2 เพราะบอดี้จะไม่แน่นมากเท่า สีกาแฟไม่เข้มเท่า วาดลายไม่จัดจ้านเท่า แต่จะออกสายเนียนและละมุนมากกว่า อโรมาเหนือกว่ามาก มีอมเปรี้ยวนิดๆ กำลังดี ,, เมนูโปรดของผมคงไม่พ้นพวกกาแฟร้อน โดยเฉพาะ Flat white ที่นี่ผมโปรดปรานมาก แบบว่ากลิ่นและรสชาติเนียนสุดๆ บอดี้กำลังดี มีอมเปรี้ยวนิดๆ แต่ไม่มาก แถมมีอโรมาแปลกๆ มานำเสนออยู่เนืองๆ หมดแก้วนึงก็อยากจัดอีกแก้วต่อทันที 55555

เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ

นอกจากนั้นที่นี่ยังมี Ice Coffee Aussie style ซึ่งไม่ได้เหมือนกาแฟเย็นบ้านเราซักทีเดียว แต่จะอารมณ์ Affogatto ใส่แก้วสู. แล้วเติมนมกับน้ำแข็งมากกว่า ไม่หวานมาก อร่อยดีแบบแปลกๆ ข้างบนหวานๆ ข้างล่างขมๆ

อันนี้ Affogatto ครับ
อันนี้ Affogatto ครับ
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style :)
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style 🙂

ส่วนขนม เท่าที่เคยชิม 2-3 อย่าง ถือว่ากลางๆ นะ ไม่ขอวิจารณ์ละกัน

วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ
วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ

ส่วนราคาผมว่ากลางๆ นะ ,, ถ้ากินสตาร์บัคส์ได้ ที่นี่ถูกกว่า คุณภาพดีกว่า

รอคอยการกลับมา

จริงๆ วันนี้เป็นวันที่ร้าน Ponganes สาขาเดิมจะเปิดวันนี้ (28/4/57) เป็นวันสุดท้าย เหตุที่ต้องย้ายไป เพราะโดนเจ้าของเกสเฮ้าท์ที่ตอนนี้เช่าที่อยู่ขับไล่ไปละ โดยร้านใหม่จะเข้าลึกไปในซอยกว่าเดิม ร้านไฉไลกว่าเดิม ขี้เกียจอธิบายครับ เดี๋ยวถ้าเปิดจะมาเขียน Blog ให้ละกัน

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ
ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านใหม่จะเปิดอีกทีละกันนะครับ (ถามมาราวๆ 1-2 เดือนนะ)

ครั้งแรกในชีวิต ปั่นพิชิตยอดดอยอินทนนท์

ทีแรกว่าจะไม่เขียน blog ตอนนี้ละ (เพราะตอนเก่าๆ ค้างไว้เยอะมาก 555) แต่เอาเป็นว่าเขียนไว้ซักหน่อยละกัน เผื่อใครๆ อยากจะปีนอินทนนท์จะมาเก็บข้อมูล (หรืออย่างน้อยผมก็มาดูเองเผื่อว่าจะปีนขึ้นวันหลังหรืองานเทศกาลฯ ปีถัดๆ ไป) ซึ่งหลักๆ ผมจะเล่าเกี่ยวกับการเตรียมตัว (ซึ่งก็จะมีหัวข้อหลังๆ คือการซ้อม, น้ำหนักตัว, อาหาร และการเซ็ตรถ หลักๆ เป็นความเห็นผมนะ อาจไม่ถูกหลักการบ้างน่ะ), บรรยากาศวันจริง+บรรยากาศการปั่นขึ้น และความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ในงานครับ

ครั้งแรกกับการปั่นขึ้นอินทนนท์ครับ
ครั้งแรกกับการปั่นขึ้นอินทนนท์ครับ

เริ่มตั้งแต่กดสมัครไป

ผมเห็นงานประเพณีปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ คนพันธุ์อึด ครั้งที่ 7 โพสในเวป ThaiMTB สักช่วงละ ทีแรกก็อยากไปแหละแต่หาใครไปด้วยไม่ได้ ทีแรกก็คิดว่าจะติดรถใครไปดีหนอ แต่ถ้าหาใครไปไม่ได้จริงๆ ก็จะไปคนเดียวนั่นแหละ คิดไปคิดมาก็ลืมไปเลย แถมทำงานอันเอ่อล้นมหาศาลจนเกือบลืมไปละ พอดิบพอดีมีลูกพี่ลูกน้องโทรมาว่าจะไปปั่นก็เลยเพิ่งนึกขึ้นมาได้เลยรีบไปสมัคร เกือบไม่ทันแล้ว เรียกว่าตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนกดสมัคร ฮาๆๆๆ

ปัญหาต่อมาคือผมเตรียมตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะผมไม่เคยปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์เลย ครั้นนั่งรถยนต์ขึ้นก็สิบกว่าปีมาแล้ว กะจะลองขับรถไป survey ทางบนดอยก็ไม่ว่างเลยช่วงนี้ อยู่เวรตลอด แถมดูจะสิ้นเปลืองทรัพยากรไม่น้อย สุดท้ายเลยเน้นการหาข้อมูลผ่านเนตเอา เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างก็ว่ากันไป แต่ที่ผมชอบมีบล๊อกของฝรั่งคนนึงเขียนดีมากๆกับประสบการณ์ปั่นเดี่ยวของคนไทยอีกคน ,, แต่หลังจากค้นข้อมูลเสร็จ ดูระยะทาง+ความชันแล้วค่อนข้างท้อมากๆๆๆ ยิ่งเห็นกราฟิกความชันเทียบกับดอยต่างๆ แล้วท้อหนักกว่าเดิม เฮ้อ…ดอยสุเทพที่เราเคยมั่นใจปั่นยังแค่หนึ่งในสี่ของทางทั้งหมดเองอะ จะไหวมั้ยวะตรู…

แอบไปยืมกราฟิกเค้ามา จาก Pantip นะครับ (กดรูปเพื่อไปดูต้นตอ)
แอบไปยืมกราฟิกเค้ามา จาก Pantip นะครับ (กดรูปเพื่อไปดูต้นตอ)

ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ เครียดไปกังวลไปก็เท่านั้น ซ้อมปั่นเข้าไว้เท่าที่เวลาอำนวยละกัน ซ้อมแถวๆ นี้ละกัน ซึ่งมันก็เป็นดอยอยู่บ้างแหละ ผมไม่ได้มีตารางซ้อมเป๊ะๆ นะ ออกแนวปั่นเป็นปกติมากกว่า ไต่ดอยแถวนี้ไป ทั้งดอยลาง, วัดท่าตอน, ดอยสุเทพ, และดอยผ้าห่มปก (จริงๆ พวกนี้ก็ชันนะ เท่าที่ลิสต์มานี่ชันราวๆ 8-10% เลย) เฉลี่ยๆ ซ้อมผมวันละชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่งในทางขึ้นเขา อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งถามผมจริงๆก็ปั่นแนวๆ นี้อยู่แล้วก็พอไหว ,, บอกตรงๆ ว่าทุกครั้งที่ซ้อมปั่นขึ้นดอย ภาพที่ผมปั่นขึ้นอินทนนท์มันเข้ามาหลอกหลอนผมตลอด บั่นทอนความมั่นใจและสมาธิไปไม่น้อย กลัวไม่ถึงบ้าง กลัวได้เข็นบ้าง สุดท้ายเอาเป็นว่าขอตั้งเป้าไว้แค่ขอถึงภายในเวลาหกชั่วโมงเป็นเป้าหมายแรกละกัน จะได้ไม่กดดันตัวเองมาก

ความสนุกของการไต่เขาอย่างหนึ่งสำหรับผมคือความท้อครับ คือการขึ้นดอยมันหยุดไม่ได้นะ มันจะปล่อยล้อฟรีเหมือนปั่นทางราบไม่ได้นะ ทางชันอยู่ข้างหน้าแล้วมึงจะสู้ต่อมั้ย ถ้าสู้ก็กดกันต่อไป กดแรงไปก็ตะคริว กดเบาไปรถก็ไม่ไปข้างหน้าต่อ ถ้ายอมแพ้ก็ปลดคลีทแล้วไหลลงกลับไป ,, ทางบางทาง อาทิ ดอยผ้าห่มปก (โดยขึ้นทางดอยแหลม) เนี่ยสร้างความท้อแท้ได้อย่างสุดยอด มองเห็นทางชันราวๆ ร้อยกว่าเมตรปีนไปสิๆ เดี๋ยวก็หมดโค้งแล้ว พอขึ้นไปจะหมดโค้งกลับพบว่าทางแม่งให้เราปีนอีกชันกว่าเดิมด้วย เป็นแบบนี้สี่ห้าโค้งติดๆ กัน แถมเจอแบบนี้สองสามรอบ บางช่วงนี่ชันราว 35% เลย ปีนไปปีนมาเห็นทีแรกร้อยกว่าเมตรแต่ปีนจริงเป็นโล ,, ซึ่งตั้งแต่ปั่นมาเนี่ย ผมไม่เคยท้อเท่านี้มาก่อนเลย (แต่ก็ปั่นถึงยอดมาแล้วนะ ฮาๆๆๆ แทบตายเหมือนกัน)

ถ้าคุณเป็นเจ้าทางเรียบ ปั่นแถวๆ กรุงเทพฯ และเขตปริมณทลมาตลอดอาจซ้อมและปรับตัวลำบากหน่อย เพราะไม่มีเขาให้ซ้อม ซึ่งการซ้อมจริงต่างกับเทรนเนอร์มากๆๆๆๆ รวมทั้งการซ้อมปีนเขาเดือนละ 1-2 ครั้งอาจไม่พอเท่าไหร่ ในการฝึกจากทำรอบขาและฝึกกำลังขาในการปั่น, การถ่ายน้ำหนักไม่ให้ล้อยก, การโยกและการนั่งปั่น, การเปลี่ยนเกียร์บนทางชัน, การฝึกปลดคลีทบนเนินและฟีลลิ่งในการปีนเขาในด้านต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิดเลยนะ รวมทั้งท่านจะเสียเปรียบในการปรับตัวเข้ากับสภาวะอากาศที่เบาบางบนยอดเขาด้วย

ต่อมาก็เรื่องน้ำหนักตัว + น้ำหนักรถ ซึ่งผมหนักราวๆ 79-80 กิโลกรัม (+รถหนัก 9 โลนิดๆ แต่ถ้าใส่น้ำ 2 ขวดและกระเป๋าใต้หลักอานก็เกือบๆ 10 โลเหมือนกัน) การคุมน้ำหนักตัวก็ลำบากเช่นกัน เพราะถ้าหนักไปก็ขึ้นเขาลำบาก แต่ถ้าเบาไปก็ไม่มีแรง จุดนี้ผมเลยพยายามรักษาน้ำหนักให้เท่าๆ เดิม หรือลดนิดหน่อย แต่จะเน้นซ้อมให้หมดแรงจนเริ่มมี sign ของภาวะน้ำตาลต่ำ แล้วอัดข้าวไปเยอะๆ แทน ส่วนอาหารก็ทานคล้ายๆ เดิมครับ ข้าว 3 มื้อ งดขนมระหว่างมื้อและน้ำอัดลมหวานๆ ,, ส่วนรถก็ไม่ได้ลดน้ำหนักอะไร งบไม่ถึงที่จะเปลี่ยนเฟรมเป็นคาร์บอน (แถมผมดันชอบฟีลลิ่งกระด้างๆ แบบอลูด้วยสิ 555) ก็ปั่นคันเดิมๆ คือ Bianchi Impulso แต่เสริมล้อ Eurus เข้าไปหน่อย น้ำหนักเลยหายไปราวๆ ครึ่งโล ,, สุดท้ายก่อนขึ้น ชั่งได้น้ำหนัก 78.5 โล

จริงๆ เท่าที่ผมลองใช้ Eurus หลายครั้งพบว่ามันก็ไม่ได้ต่างกับล้อติดรถมากหรอกนะ โดยเฉพาะในทางราบๆ หรือยิงกันยาวๆ แต่กับทางขึ้นเขาแล้วอาจมีบ้างเล็กน้อย จังหวะกดหรือจังหวะที่พุ่งขึ้นจุดที่ชันมากๆ จะทำได้ดีกว่าล้อติดรถบ้างเล็กน้อย ,, ซึ่งผมเลือก Eurus มากกว่า Shamaal เพราะลูกปืนในดุมเป็นลูกปืนธรรมดา แต่ Shamaal เป็นเซรามิค ซึ่งแม้จะลื่นกว่าจริง แต่ถ้าโดนผมกดหนักๆ รับรองแตกเป็นผุยผงแน่ๆ 555

ถอยล้อ Eurus มาใช้ขึ้นดอย ,, ฟินดีนะครับ
ถอยล้อ Eurus มาใช้ขึ้นดอย ,, ฟินดีนะครับ

ส่วนข้อเสียของ Eurus คือ อะไหล่หายากครับ เพราะผู้นำเข้าไม่ค่อยเอาอะไหล่เข้ามาเท่าไหร่ (จนหลังๆ เริ่มเห็นคนหิ้วอะไหล่เข้ามาบ้างนะ) รวมทั้งการตั้งล้อหากมีคดหรือโบกทำได้ยากมาก เพราะนอกจากจะต้องใช้คนที่ชำนาญล้อของ Campagnolo แล้วยังต้องใช้เครื่องมือที่พิเศษด้วย ใช้ตัวดัดของหัวซี่ทั่วไปไม่ได้ (ถ้าใครซื้อล้อมือสองต้องมีที่จับซี่กับที่ดัดล้อแถมด้วยเสมอนะ) ซึ่งถ้าอยากให้ง่ายกว่าก็ใช้ล้อ Dura-Ace C24 ก็ได้ครับ (เป็นคู่ที่หลายคนเอามาเทียบกันนะ แต่ที่ผมเลือก Campag เพราะการขึ้นซี่ล้อมันเท่ดี แถมซี่เป็นแบบแบนด้วย เก๋ๆๆๆ)

คหสต. คือถ้าต้องจ่ายเงินสองหมื่นเพื่อล้อสำหรับปั่นงานเดียวหรือปั่นเพื่อออกกำลังกายแล้วไม่คุ้มมากเท่าไหร่ เว้นว่าเน้นไปทางสายแข่งขัน, งบเหลือหรืออยากแต่งให้เท่ๆ พอ

สำคัญอีกอย่างที่สำคัญมากๆ คือเช็ครถนะครับ โดยเฉพาะพวกจุดหมุนต่างๆ ลูกปืนในจุดต่างๆ เช่นถ้วยคอ, กะโหลก, ดุมล้อ, บันได, เกียร์ และตรวจด้วยว่าโซ่ยืดป่าว, สาบเบรคสายเกียร์ว่าไหวมั้ย จะขาดกลางทางป่าว, ผ้าเบรคหมดป่าว, ยางนอกสถาพพร้อมมั้ย, ลมยางในเป็นไงบ้าง ฯลฯ ,, ซึ่งการดูแลหรือเปลี่ยนอะไหล่พวกนี้คุ้มราคากว่าซื้อล้อใหม่ ออๆ แนะนำว่าเช็คก่อนขึ้นราวๆ อาทิตย์นึงนะ เผื่อมีปัญหา+จูนรถให้เข้ากับตัวเราหลังจากเปลี่ยนเสร็จและเราจะได้คุ้นกับอะไหล่ที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งต้องขอบคุณน้องมิคกี้กับคุณปอนด์ที่ช่วยดูแลให้อย่างดีมากๆ เกียร์ลื่นโคตรๆ ชุดขับ 105 แท้ๆ แต่ลื่นยังกะ Dura Ace

อีกเรื่องคือชุดเกียร์ คือผมใช้ 50-34 กับ 12-28 มาตลอด และชินกับการใช้เกียร์แบบนี้ เลยไม่ได้ปรับไปใช้เฟืองเสือภูเขา

เห็นบางคนใช้เฟืองภูเขาอย่าง 11-36, 11-34 ก็ดีนะ เบาแรงไปได้ไม่น้อยเลย ถ้าใส่กับ Compact นี่ก็ทด 1:1 เลย แต่ต้องคำนวณดีๆ หรือไม่งั้นอาจได้ซื้อตีนผีภูเขาใส่แทนด้วย เพราะถ้าตีนผีขาสั้นไป เดี๋ยวจะเกิดความเครียดความเค้นกับเฟรมมากไป พาลเอาเฟรมร้าวง่ายๆ เลย แถมเอารุ่นนี้มาผสมกับรุ่นนี้ผมก็ไม่เชี่ยวชาญเสียด้วยสิ ,, คหสต.นะ ซื้อเสือภูเขาเอาขึ้นเลยยังจะง่ายกว่า 555

เตรียมตัวไม่ทัน ก็พกยาดมหลอดใหญ่ๆ ไปด้วยครัช
เตรียมตัวไม่ทัน ก็พกยาดมหลอดใหญ่ๆ ไปด้วยครัช

1 สัปดาห์จนถึง 1 ชั่วโมงก่อนปั่น

5 วันสุดท้ายเป็นช่วงที่ผมไม่ได้ซ้อมขึ้นดอยใดๆ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจหรือเก็บแรงนะ แต่พอดีว่ามีสัมมนาในตัวเมืองแทบทั้งวัน อดไปซ้อมขึ้นดอยตามที่แพลนไว้เลย ฮาๆๆๆ จะมีก็แค่ปั่นชิลๆ ไปกินกาแฟ เรียกรอบขานิดหน่อย ช่วงนี้ก็เป็นช่วงปั่นไปเช็ครถไป หาซื้อเจลไป เตรียมตัวเตรียมใจไหว้พระก่อนปั่นจริง (แต่จริงๆ ก็มีดี เหมือนเป็นช่วงพักฟื้นก่อนเจอของจริงเลย)

ส่วนวันสุดท้ายผมพลาดไปนิดที่จัดบุฟเฟต์ปลาดิบในตอนเที่ยงวันก่อนขึ้น ท้องเลยอืดเล็กน้อย เพิ่งมาสำเหนียกตัวเองหลังกินว่าจะคุมน้ำหนักไปทำไมถ้าวันปั่นจริงจะต้องแบกมวลมหาปลาดิบน้ำหนักสามสี่ขีดขึ้นดอยไปด้วย, ส่วนตอนเย็นกินข้าวเหนียวครึ่งห่อ ไก่ทอดน่องครึ่ง

ผมแหกขี้ตาตื่นวันที่ 15 ก.พ. ราวๆ ตีสามครึ่งเพราะต้องไปรับลูกพี่ลูกน้องที่จะไปปั่นด้วยกัน ก็ต้องขอบคุณคุณแม่ที่ลงมาทำไข่ดาว+มะเขือเทศ (กะให้ขี้แตกกลางทางสินะ) ,, หลังจากรับลูกพี่ลูกน้องผม+แพครถเสร็จก็ขับรถไปจอมทองราวๆ ชั่วโมงนึง ในมือตอนนั้นผมมีเจล Powerbar 5 ห่อกับน้ำ 2 ขวด คิดว่าอาจไม่พอ เลยซื้อกล้วยตาก 1 ห่อเล็ก และ Snickers ขนาดกลางอีกอันนึง

ไม่เคยคิดว่าเจลมันจะสำคัญขนาดนี้มาก่อน รสชาติทุเรศแต่กินละดีดมาก
ไม่เคยคิดว่าเจลมันจะสำคัญขนาดนี้มาก่อน รสชาติทุเรศแต่กินละดีดมาก

ช่วงนี้เห็นเจเล่ทำเจลมาขายด้วยน่ะ รสชาติอร่อยดี เหมือนกับเยลลี่ปนกับเจล ดึ๋งๆ หยุ่นๆ อร่อยกว่าเจลแบบนี้มาก แต่ให้พลังงานแค่ 60kcal (ห่อนึง 130 ml) เมื่อเทียบกับเจล Powerbar (41 กรัม)ที่ให้พลังงาน 110kcal (แต่ราคาก็ห่างกันเยอะมากๆๆๆ เจเล่อันละสิบบาท ,, ส่วน Powerbar อันละหกสิบบาท) ,, เอาเป็นว่าความเห็นส่วนตัวผม เจลของเจเล่กินเพลินๆ ออกแนวอิ่มมากกว่าให้พลังงานชดเชยนะ

เมื่อถึงจอมทอง, พระอาทิตย์เริ่มทอแสง, ยกรถลงจากแรคแล้วรีบประกอบให้เสร็จ+เช็คครั้งสุดท้าย พร้อมแล้วก็ค่อยๆ ไหลกันไปเจอกับพี่น้องมวลมหานักปั่นจำนวนหลายพันหน้าวัดพระธาตุศรีจอมทอง คนเยอะมากๆ รถสวยๆ ทั้งนั้น แอบลองจับลองยกรถคาร์บอนสวยๆ ละโคตรเบาแม่ ถ้าได้เอามาขึ้นดอยละคงฟินน่าดู 555 รถตูล่ะ สู้เค้าได้ปะเนี่ย เอาเป็นว่ากังวลแค่ไหนก็เอาเก็บไว้ใต้เบาะละกัน จุดนี้ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมละว่ะ!!!

เริ่มปั่นขึ้นดอย

เอาเป็นว่า ขออ้างอิงภาพนี้จากเวป ThaiMTB ก่อนเลยละกันครับ เทียบกับแผนที่ละกันครับ

แผนที่ขึ้นอินทนนท์แบบคร่าวๆ จาก ThaiMTB ครับ
แผนที่ขึ้นอินทนนท์แบบคร่าวๆ จาก ThaiMTB ครับ

แล้วขอเล่าวิเคราะห์เป็นช่วงๆ นะครับ

  • ช่วงแรกคือ A-B-C เป็นช่วงชิลๆ นะ ปั่นเรื่อยๆ แนะนำว่าถ้าคิดว่าขาแรงพลังเยอะก็อัดแซงไปด้านหน้าเลย แต่ถ้าให้ผมแนะนำก็คงค่อยๆ ไหลไปดีกว่า ผมเป็นพวกขาอ่อนมากๆ ฮาๆๆๆ ตรงนี้จะผ่านด่านที่ 1 ตรงที่เก็บเงินของอุทยานฯ นะ แต่วันนี้ไม่ต้องเสีย ช่วงนี้ไม่มีอะไรบ้าง หนักเป็นทางตรง ชันเบาๆ มีเนินระยะสั้นๆ นวดเราบ้าง
  • แต่ระหว่าง C-D นี่จะมีเนินนึง ชันพอตัวเลย Range ประมาณ 10-18% ยาวประมาณ 600 เมตรครับ ขอเรียกมันว่าเนินรับน้อง จุดนี้เหมือนเป็นสัญญาณบอกทุกท่านยินดีต้อนรับเข้าสู่ดอยอินทนนท์นะจ๊ะ
  • พอหมดเนินรับน้องก็ซอยกันไปเรื่อยๆ ครับ ระยะทาง C ถึง D ค่อนข้างยาวมาก เฉลี่ยๆ ก็ค่อยๆ ชันเรื่อยๆ นะ มีเนินเล็กๆ มาจ๊ะเอ๋เราเล่นเป็นพักๆ แถวนี้ผมเริ่มมีล้านิดๆ เจอพี่บางคนพกลำโพงมาด้วย ปั่นไปเปิดเพลงไป เจ๋งดีนะ มันส์ดีนะ ได้กำลังใจจากเพลงไม่น้อยเลย 555
  • จากนั้นพอ D-E เป็นช่วงที่ชันกว่า C-D เกือบๆ เท่าตัว แต่ก็ยังซอยได้เรื่อยๆ อยู่นะ ช่วงนี้ก็มีเนินมาจ๊ะเอ๋เราด้วยเช่นกัน แต่เนินจ๊ะเอ๋มันจะเริ่มหนักและยาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ
  • เกือบๆ จะกึ่งกลาง D กับ E ทางขวามือจะมีป้ายอุทยานแห่งชาติและสถานีเกษตร แวะพักกินข้าวเข้าส้วมได้ครับ หรือจะถ้าเหนื่อยมากๆ พักถ่ายรูปกับป้ายสักพักก็โอเคอยู่นะ
  • พอถึงจุด E ถ้าจำไม่ผิดจะเริ่มเห็นยอดพระธาตุนภเมธนีดล จุดนี้จะเหลือระยะทางอีกประมาณ 10 กิโล แต่ต้องอัพความสูงขึ้นไปอีกเกือบ 900 เมตร (แปลว่าที่เราปั่นมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตั้ง 40 โล เราขึ้นมาแค่ 1400 เมตรเองเรอะ!!!)

ซึ่งจุดนี้ เทคนิคแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกันนะ ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความฟิตนะแต่ละคนนะ แต่ส่วนตัวผมทำแบบนี้นะคือ

  • ปกติผมจะปั่นได้แบบเต็มที่ไม่ล้าในทางขึ้นเขาราวๆ สองชั่วโมงนะ (คือเหนื่อยอย่างเดียวน่ะ แฮะๆๆ)
  • ผมกินข้าวเช้ามาก่อน อย่างน้อย 1 ชม. นะ เอาแบบพอดีๆ ไม่เอาจุกมาก เอาไม่หิว สมดุลๆ
  • เจลผมกินซองแรกหลังจากปั่นไปราวๆ 45 นาที หลังจากนั้นจะกินทุกๆ 45-60 นาที (พูดง่ายๆ คือกินทุกชั่วโมง) ดังนั้นถ้ากะทีแรกปั่น 5 ชม. ก็เลยเตรียมเจลไป 5 ห่อ
  • ส่วนน้ำพยายามโหลดเยอะๆ ตั้งแต่ก่อนขึ้น (แต่เอาไม่จุกนะ) จากนั้นก็ค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ ตามโอกาส แต่พยายามไม่ให้ขาดน้ำและคอแห้ง
  • ส่วน Snicker ก็กินเรื่อยๆ ทีละคำสองคำเวลาหิว ส่วนกล้วยตากไม่ได้กิน เพราะว่าฉีกห่อไม่ทัน ,, ดังนั้นแนะนำว่าสิ่งที่เราจะเตรียมไปกินระหว่างทางควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถแกะมากินโดยง่ายหรือฉีกด้วยปากได้ สามารถทานเป็นคำได้ (ถ้าคิดว่าจะไม่จอดรถกินอะนะ)
  • ช่วงที่เหมาะกับการปั่นไปกินไปช่วงสุดท้ายไม่ควรเกินจุดกึ่งกลาง E จนถึง F ครับ (ง่ายๆ คือถ้าเห็นด่านที่มีทางเลี้ยวไปแม่แจ่มนั่นแหละ) จากนั้นไม่ควรกินเท่าไหร่ละเพราะทางมันชันเกินไปนิด เอามือที่หยิบขนมกินมาทรงตัวดีกว่า (แต่ถ้าจะจอดรถกินเนี่ยเอาช่วงไหนก็ได้นะ)
  • นอกจากนั้นเทคนิคปั่นก็ทั่วๆ ไปนะ แต่พยายาม keep HR อยู่ในช่วง zone 3-4 ไม่ควรเกินกว่านี้เท่าไหร่
ซอยกันไปเรื่อยๆ อย่างเพิ่งท้อครับ ฮึบๆๆๆ
ซอยกันไปเรื่อยๆ อย่างเพิ่งท้อครับ ฮึบๆๆๆ

เลยจุดที่เรามองพระธาตุฯ เห็นไปอีกราวๆ กิโลกว่า… ดอยอินทนนท์ของจริงก็มาละครับ

8 กิโลสุดท้าย

พูดง่ายๆ คือช่วงนี้จะคือ กึ่งกลาง E ไปจนถึง F และ F ไป G ครับ ซึ่งเป็นของจริงของดอยอินท์แล้ว

ช่วงนี้มันจะล้าสะสมโคตรๆ หลังจากเราโดนนวดมาสี่สิบกว่าโล ซึ่งพอล้าสะสมเยอะๆ + เสียน้ำ/เกลือแร่เยอะๆ + ฝืนลุยต่อ = ตะคริวแดก

ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับตะคริวคือไม่ให้มีตะคริว สำคัญสุดๆ คือการกะแรงให้ถูกกับระยะทาง แต่ปัญหาคือเราไม่เคยขึ้นอินทนนท์มาก่อน ผมก็เลยค่อยๆ ซอยขาตามจังหวะของเราไปเรื่อยๆ อย่าให้ล้ามาก ไม่เร่งแต่ไม่ให้มีตะคริว พยายามอย่าเร่งแซงตามไปเอาคืนคนที่แซงเราไป พยายามปั่นใน tempo เรา เพราะถ้าจี้ตามมันเดี๋ยวเราจะล้ามากและตะคริวแดก (ซึ่งถ้ามันแซงเราไม่ขาด เดี๋ยวอีกสักแป้บมันก็โดนเราเอาคืนด้วย tempo เราเองแหละ แต่ถ้าขาดก็แล้วไป 555) ,, แต่ถ้าล้าสะสมหรือตะคริวเริ่มมากรุณาอย่าฝืน ให้พักเลย เพราะพักเนิ่นๆ เนี่ยพักแป้บเดียว แต่ถ้ารอให้มันขึ้นแล้วเนี่ยพักนาน (ผมเหมือนจะมาช่วงนึงนะ ช่วงนั้นกดบันไดหนัก+เร่งจังหวะมากไปนิด แต่พอเพลาๆ ก็หายไป)

แม้ว่าการยืนโยกจะช่วยกดล้อหน้า, ลดน้ำหนักล้อหลัง, ทำให้เราพุ่ง, ล้อหน้าไม่ยกและเร่งได้ดีขึ้น แต่ผมก็แนะนำว่าเท่าที่จำเป็นก็พอ เพราะทางมันไกล เพราะเวลายืนโยกน้ำหนักจะลงที่ Thigh ทั้ง 2 ข้าง (แทนที่จะลงผ่านก้นกบบ้าง) ทำให้ขารับน้ำหนักค่อนข้างมาก หากเร่งยืนโยกมากไปตั้งแต่เริ่มเดี๋ยวต้นขาจะล้าเกินไปและหมดแรงเอาตื้อๆ , อีกอย่างคือไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ช่วงยืนโยกเพราะน้ำหนักตัวเราจะกดลงบนโซ่เพิ่มและโซ่จะขาดตามมาได้ง่ายๆ (เห็นโซ่ขาดหลายคนมากๆ)

นอกจากแรงแล้ว กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆๆๆ
นอกจากแรงแล้ว กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆๆๆ

กำลังใจก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ผมไม่ได้มีใครตามไปเชียร์หรอกนะ แต่เวลาที่เราแซงรถแพงๆ เบาๆ หรูๆ ละฟินสุดๆ ทั้ง colnago, s-work, scott, bmc, cervelo, c’dale, ฯลฯ ได้กำลังใจก็ตรงนี้แหละ แบบว่าปั่นสบายๆ ทำหน้านิ่งๆ เลย

ถึงเส้นชัยแล้วผิดคาดนิดนึง คือ ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง (official time ไป 3 ชม. 56 นาที) เข้าคนที่ 336 และเป็นคนที่ 207 ของเสือหมอบ แถมเท้าไม่แตะพื้นเลย นั่งปั่นบนรถตลอด 555 ซึ่งเกินความตั้งใจไปไว้มากๆๆๆ

ว่าแล้วก็ขอรวดใส่สถิติผมจาก Strava และ Endomondo ไว้ตั้งแต่แรกเลยละกันค

เข้าเส้นเสร็จ รีบไปรับรางวัล 1 ใน 1000 แล้วก็ไปถ่ายกับป้ายสูงสุดแดนสยาม บอกว่าเราอยู่บนยอดดอยแล้วสักหน่อย ฮาๆๆๆ

ขอถ่ายคู่กับป้ายสูงสุดแดนสยามหน่อยยยยยยย
ขอถ่ายคู่กับป้ายสูงสุดแดนสยามหน่อยยยยยยย

พอถึงแล้วข้างบนคนเยอะมากๆ ทั้งนักปั่น ทั้งรถเซอร์วิส ทั้งกองเชียร์ เรียกว่าแทบไม่มีที่ยืนให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเลย แถมอากาศหนาวสุดๆ (เช็คดูกะ Garmin นี่ประมาณ 7-10 องศาเองอะ) ไม่ได้เตรียมเสื้อแขนยาวขึ้นไปด้วย (เพราะข้างล่างร้อนมากๆ) เรียกว่า ต้องเอาถุงดำห่อตัวเลย ฮือๆๆๆ

ข้างบนมีเลี้ยงข้าวแกง เลี้ยงมาม่า เลี้ยงเครื่องดื่มเกลือแร่ โอเคใช้ได้นะ ผมเลือกกินมาม่า ใส่น้ำร้อนไปแป้บเดียวเส้นยังไม่ทันนุ่มก็กลายเป็นน้ำเย็นเลย ก็คิดว่ากินบะหมี่เย็นละกัน ,, จริงๆ ข้างบนนั้นมีรถใหญ่ขนคนและจักรยานลงมาด้วยนะ แต่สุดท้ายรถหมด ผมเลยต้องไหลลงมาเอง ฟินอีกแบบ ฮือๆๆๆๆ

ข้างบนหมอกหนา , อากาศบาง แถมอุณหภูมิแค่ 8 องศา
ข้างบนหมอกหนา , อากาศบาง แถมอุณหภูมิแค่ 8 องศา
ถ่ายกับน้องๆ ที่มาปั่นด้วยกันวันนี้ครับ :)
ถ่ายกับน้องๆ ที่มาปั่นด้วยกันวันนี้ครับ 🙂

คราวหน้าหวังว่าเวลาจะดีกว่าเดิมนะ 🙂

ติชมเล็กน้อยเกี่ยวกับงาน

  • โดยรวมผมว่าเค้าจัดงานได้ดีนะ คนเยอะมากๆ แต่ทำออกมาไม่เลวเลย ตั้งแต่คุมเวลาปล่อยตัว (เลทไป 15 นาทีเองอะ), จุดให้น้ำและของกินต่างๆ ระหว่างทาง ฯลฯ ประทับใจมากครับ
  • ที่น่าเบื่อสุดๆ คือรถ service มากๆ ยิ่งเป็นรถตู้หรือรถใหญ่ๆ รำคาญสุดๆ ผมว่าคนใช้รถเซอวิสเนี่ยคุณไม่ได้ขึ้นด้วยตัวเองหรอก คุณมีคนช่วยตั้งเยอะ ผมปั่นคนเดียวต้องแบกน้ำมาสองขวด พกเจล กล้วย ยางสำรองเอง รวมๆ แล้วเป็นกิโลเลยนะ แต่พี่ปั่นตัวเปล่า แล้าเอาคนอื่นมาช่วย แถมรถพวกนี้ก็ทำให้รถติดมากๆ บนยอดดอย เกะกะขวางทาง บางคันพ่นควันดำอีก เหม็นโว้ย!!! ,, ถ้าเป็นไปได้ ควรมีต้องลงทะเบียนรถเซอร์วิสก่อน, ระบุจุดจอดรถหรือจุดดูแลทีมคุณอย่างชัดเจน หรือไม่ก็มีแค่รถของทางทีมงานเท่านั้น
  • อาหารน้อยไปนิดอะ จริงๆ ผมว่าข้าวแกงเนี่ยเฉยๆ ตักยากและลำบากเก็บถ้วยเก็บจานกว่า สู้มาม่าไม่ได้ เติมน้ำเสร็จกินได้เลย แถมน้ำซุปร้อนๆ ข้างบนนี่ฟินมาก ฮาๆๆ
  • รางวัลสวยดีนะ เสียดายมีแค่ 1,000 อันเองอะ น่าจะมีให้ทุกคนที่ขึ้นถึงนะ (แต่ก็เข้าใจนะว่ากะคนมาพลาดไป แถมสมัครกันท้ายๆ อีก ทำให้เตรียมรางวัลไม่ทัน หรือเสื้อที่แจกยังต้องส่งกันตามไปทีหลังเลย)
  • รถที่ขนคน+จักรยานลงน่าจะมีมากกว่านี้ และไหลลื่นกว่านี้ เพราะผมกว่าจะได้ลงก็บ่ายกว่าๆ รถหมดแล้ว ต้องไหลลงมาเอง หนาวโคตรๆ แถมอันตรายสุดๆ แต่ก็รอดมาได้ ไหลมายาวและนานมาก ตั้งชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงข้างล่าง แต่ก็มีดีเหมือนกัน 555
  • แอบเสียใจที่มีอุบัติเหตุด้วย แต่จะให้ปิดถนนเลยคงยาก เพราะอุทยานฯ คงไม่ยอม แถมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลๆ ตั้งใจขึ้นดอยมาก็คงเซ็งไม่น้อย (แค่วันนั้นก็คงเซ็งมากละ ไปทางไหนก็มีแต่จักรยานเต็ม)
รางวัลครั้งนี้ กับการปั่นยกเดียวแบบไม่โกงใคร 555
รางวัลครั้งนี้ กับการปั่นยกเดียวแบบไม่โกงใคร 555

ปีหน้าน่าจะไปอีกนะ แล้วเจอกันนะครับ 🙂

ปล. – ขอบคุณช่างภาพจาก ThaiMTB นะครับ แอบขอยืมรูปมาใช้ด้วย อิอิ