การกลับมาของบ้านกระดาษจาจา

ชื่อตอนนี้อาจทำให้งงๆ กันนิดหน่อย

ถ้าใครเกิดในยุคเดียวกับผม ขนมสุดฮิตในสมัยประถมก็คงไม่พ้นขนมที่เน้นของแถมอย่างกาก้า, คำคำ, โอเดงย่า, โดเรม่อน (ซึ่งพวกนี้จะแถมตุ๊กตุ่นตุ๊กตาเล็กๆ แถมไพ่และสติกเกอร์ตามลำดับ) ,, และขนมอีกยี่ห้อที่เราจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นก็คือจาจาครับ ซึ่งจาจาจะเป็นขนมแป้งข้าวโพดรสบาร์บีคิวแถมบ้านกระดาษเอามาประกอบเอง มีโคตรจะหลายเวอร์ชั่นมากๆ ผมชอบมากๆๆๆ เด็กๆ นี่จำได้ว่าสะสมแทบจะครบทุกแบบ (ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่หรือเปล่านะ ลองกลับไปอ่านตอนบล๊อกที่เขียนเกี่ยวกับของเล่นนี่ก็หารายละเอียดไม่เจอแฮะ) ,, แต่ว่าไปนั่น ซื้อพวกนี้ไม่ค่อยซื้อขนมเท่าไหร่ เหมือนซื้อของเล่นแล้วแถมขนมมากกว่า

จำได้ว่าสมัยก่อนเด็กๆ ผมไม่ได้มีตังเยอะมาก บางวันเวลาเลิกเรียนหิวๆ ก็จะไปเดินขอขนมพวกนี้ที่เพื่อนๆ ไม่กินกันเอามากินเอง บางคนซื้อแบบจริงจังมากๆ หวดทีสามสี่ห่อ เราก็ไปแย่งมันกิน อิ่มสบายตัว ,, โดยเฉพาะโอเดงย่านี่ชอบมากๆ ใครเอาไพ่แล้วทิ้งขนมนี่ขอเลย

หลังจากช่วงมอปลาย พวกขนมคิกขุอาโนเนะเหล่านี้ก็เหมือนจะหายไปจากชีวิตผมเลยนะ (แปลว่านี่เล่นถึงมอต้นเลยเรอะ!!) แล้วก็หายไปเลย หายไปหลักสิบกว่าปี จนเพิ่งมาเจอเมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนว่าจาจามันกลับมาขายที่เซเว่นแล้ว!!!

วันนี้ก็เลยขอลองซักห่อ สนนราคาซองละ 15 บาทครับ

ในที่สุด มันก็กลับมาอีกครั้ง!!!
ในที่สุด มันก็กลับมาอีกครั้ง!!!
ด้านหลังเหมือนจะบอกว่ามีหกลาย
ด้านหลังเหมือนจะบอกว่ามีหกลาย

เอาเป็นว่า ตั้งแต่แกะห่อมา ขอเล่าเป็นข้อๆ ละกันนะครับ เร็วดี

  • ในห่อมีขนมแป้งข้าวโพดรสบาร์บีคิว , แผ่นบ้านกระดาษ, แผ่นบอกว่าบ้านกระดาษคือโมเดลไหน, คูปองสะสมแลกหมอน ,, แต่กลับไม่มีวิธีประกอบ โธ่วววว์
  • ขนมข้าวโพดผมว่าเค้ายังรักษาคุณภาพรสชาติค่อนข้างง่อยกระรอกได้อย่างสม่ำเสมอ แป้งดาดๆ เครื่องปรุงจางๆ ,, ถ้าคิดว่าจาจามีแค่ขนม ราคา 15 บาทนี่จะถือว่าแพงมาก (แต่อันที่จริง คนซื้อจาจาเค้าซื้อบ้าน ไม่ได้ซื้อขนมซักหน่อย)
  • บ้านกระดาษยังคงความประกอบยากและซับซ้อนเหมือนเดิม ยิ่งไม่มีใบที่บอกวิธีการประกอบนี่ต้องเพิ่มจินตนาการอีกเท่าตัว เด็กๆ ที่ซื้อจาจามาคงสร้างภาระแก่พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่มากก็น้อย
  • การพิมพ์สวดลายต่างๆ ผมว่าดรอปลงจากเดิมเยอะ ลายรุ่นใหม่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ (เท่าที่ผมลองเปิดมา 1 ห่อนะ) ไม่ค่อยประทับใจเหมือนตอนเด็กๆ อะ
  • แต่สิ่งที่ดรอปกว่าการพิมพ์คือกระดาษครับ ออกแนวแย่เลย จับๆ ดูกระดาษมันเหมือนจะแข็งแต่จริงๆ แล้วบอบบางมาก อาทิ เดือยที่ยื่นออกมานั้นแทงทะลุร่องลำบากมากๆๆ ทั้งจากร่องนี่แข็งและเจาะยาก เวลาใส่เดือยลงไปกระดาษตรงเดือยก็จะแตกเป็นชั้นๆ ถอดๆ ใส่ๆ เกิน 2 ครั้งกระดาษที่เดือยก็แตกเป็นชั้นๆ เหมือนกัน
  • แนะนำว่าเตรียมบัตรประชาชนมาเจาะถ่างในทุกจุดที่เป็นร่องไว้เลย จากนั้นตอนเสียบเดือยให้ดันเข้าไปนิดนึงพอให้เห็นปลายมันโผล่ฝั่งตรงข้ามแล้วใช้คีมคีบเดือยจากด้านหลังช่วยด้วย
  • แนะนำให้ประกอบตัวบ้านให้เสร็จก่อนถึงค่อยประกอบกับฐานครับ ,, ส่วนตัวบ้าน เลือกประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนชิ้นใหญ่ๆ

กว่าจะรู้เทคนิคการประกอบบ้านจาจารุ่นใหม่ เดือยบ้านหลังแรกของผมก็เละไปหมดแล้ว ;___;)

เปิดมาด้านใน มีขนมแป้งข้าวโพดง่อยๆ กับแผ่นบ้านกระดาษ
เปิดมาด้านใน มีขนมแป้งข้าวโพดง่อยๆ กับแผ่นบ้านกระดาษ
ดูแล้วประกอบไม่งาย แถมลายนี้ไม่มีที่ซองด้วย
ดูแล้วประกอบไม่งาย แถมลายนี้ไม่มีที่ซองด้วย
ผมว่าคุณภาพมันดรอปลง ทั้งกระดาษและลวดลายนะ
ผมว่าคุณภาพมันดรอปลง ทั้งกระดาษและลวดลายนะ

ลองซื้อมาเล่นกันได้ครับ (แต่อย่าลืมทำตามคำแนะนำข้างต้น)

ป๊อกกี้กล่องขาว (Gokuboso Pocky)

ช่วงนี้งานยุ่งครับ แถมช่วงต้นเดือนหน้าจะมีแผนไปเที่ยวอีก ทำให้ต้องอัดๆ งานมารวมๆ กันช่วงนี้กันใหญ่ พวกร้านรวงต่างๆ ที่แพลนจะเอาลง blog เลยต้องพับเก็บไปก่อน (ที่เราเรียกว่าดองไว้นั่นแหละครับ)

เอาว่าวันนี้รีวิวอะไรกันง่ายๆ ละกัน ของที่จะรีวิววันนี้เป็นขนมระดับคลาสสิกที่ฮิตมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลจนถึงปัจจุบันอย่าง Pocky

ซึ่งถ้าใครไปตามเซเว่นหรือโลตัสช่วงนี้จะพบว่าจะไม่เห็นป๊อกกี้กล่องแดงที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป (รวมทั้งขนมอื่นๆ ของกูลิโกะอีกหลายอย่างก็หายไปนะ) สาเหตุเพราะว่าผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปีก่อน ทำให้โรงงานกูลิโกะของประเทศไทยได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้ไม่สามารถผลิตขนมที่ผมโปรดปรานหลายๆ อย่างได้

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้โรงงงานป๊อกกี้มีปัญหา ,, เสียใจด้วยครับ

แต่สิ่งที่มาทดแทนการขาดหายไปของเจ้าป๊อกกี้กล่องแดงช่วงนี้กลับกลายเป็นป๊อกกี้กล่องขาวหรือ Gokuboso Pocky (ถ้าแปลคร่าวๆ คงเป็น Pocky slim อะไรงี้) แทน ซึ่งเป็นสินค้า imported จากญี่ปุ่น สนนราคากล่องนึงก็ 30 บาท ดูเผินๆ เทียบกับขนมซองๆ อื่นๆ แล้วก็แพงเหมือนกัน (แต่ถ้าเทียบกับป๊อกกี้นำเข้าที่ขายตามห้างไฮโซๆ แล้วต้องบอกว่าสามสิบบาทนี่ถูกมาก)

ป๊อกกี้กล่องขาวที่มาทดแทนการหายไปของป๊อกกี้กล่องแดงที่คุ้นเคย
ด้านหน้าและด้านหลังของป๊อกกี้กล่องขาว

อยากชิมก็เลยซื้อมาดูหน่อย

เปิดกล่องดูกันหน่อย

หลังจากได้ของมาก็เปิดกล่องมาดู พบว่าข้างในมีซองสีขาว 2 ซองครับ ,, เปิดในซองอีกที ข้างในก็มีป๊อกกี้นอนเรียงกันอยู่ นับได้ 25 แท่งพอดิบพอดี ทุกแท่งเรียงสวยไม่มีแตกหักเลย (ทดลองกินมาประมาณ 5-6 กล่องทั้งผมและเพื่อนๆ แล้วก็ยังไม่พบป๊อกกี้แตกหักเลยแม้แต่แท่งเดียว)

ดูคร่าวๆ ด้วยสายตา พบว่าแท่งป๊อกกี้ดูบางลงประมาณ 30% ได้ ส่วนตัวผมว่ามันเหมาะกับการละเมียดกินป๊อกกี้ทีละแท่ง ค่อยๆ กินชิลๆ ไปเรื่อยๆ เพราะช๊อกโกแลตและบิสกิตแท่งจะปล่อยพลังออกมาแบบเต็มที่มากๆ แต่ถ้าคุณเป็นพวกที่ชอบกินป๊อกกี้แบบ mass (อารมณ์หยิบป๊อกกี้มาทีละ 4-5 อันแล้วยัดเข้าปากทีเดียว) จะรู้สึกว่าไม่สะใจเท่าไหร่ เพราะเนื้อที่ให้เคี้ยวมันไม่เยอะ แป๊บเดียวหมด

เท่าที่ลองชิมดูค้นพบว่ามันอร่อยมาก แตกต่างกับกล่องแดงเมดอินไทยแลนด์ชัดเจนมากๆ ไม่ว่าจะกินแบบเพียวๆ หรือจะกินคู่กับน้ำชาก็ให้ความอร่อยไม่แพ้กัน ไล่ตั้งแต่แป้งบิสกิตที่แม้จะบางกว่าแต่ผมว่าแข็งกว่าของบ้านเราหน่อยๆ นะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวช๊อกโกแล๊ตที่เคลือบนั้นให้อารมณ์ช๊อกโกแล๊ตจริงๆ มีความเนียน มีกลิ่นหอมละมุนใกล้เคียงกับช๊อกโกแล๊ตชั้นดี เหนือชั้นหว่าป๊อกกี้บ้านเราแบบเห็นได้ชัด ประทับใจสุดๆ

คำแนะนำส่วนตัว :: เพื่อให้ได้อรรถรสในการกินสูงสุด แนะนำว่าเวลากินคำแรกอย่าเพิ่งรีบเคี้ยวเหมารวมกันไปหมด แต่ให้อมๆ แล้วร่อนให้ช๊อกโกแล๊ตที่เคลือบมันหลุดร่อนออกมา แล้วให้เราดูดดื่มกับรสชาติช๊อกโกแล๊ตกันก่อน จนแท่งถัดๆ ไปค่อยกินพร้อมกันทั้งแท่งบิสกิตและช๊อกโกแล๊ตตามปกติ

เปิดกล่องใหญ่ออกมา ข้างในมี 2 ห่อเล็ก
แต่ละแท่งดูบางลงนะ แต่กะจำนวนคร่าวๆ น่าจะพอๆ กับกล่องแดง

อร่อยระดับแนะนำครับ ลองซื้อมากินด่วน

สรุปเลยละกัน

ส่วนตัวผมว่ามันอร่อยมากๆ เลยอะ โดยเฉพาะตัวช๊อกโกแลตที่เคลือบมันหอม+มัน+เข้มข้น+อร่อยมาก แต่เท่าที่อ่าน Review ของฝรั่งเค้าบอกว่าเฉยๆ มาก เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากแท่งที่บางลง…. แปลว่าที่เรากินกล่องแดงตลอดมามันคืออะไรฟระนั่น ทำไมฝรั่งบอกว่าธรรมดาแต่ว่าผมว่ามันต่างกันมาก

เคยกินป๊อกกี้ imported กล่องนึงเป็นร้อย (จำไม่ผิดกล่องนี้เมื่อก่อนก็เกือบร้อยนะ) ยอมรับว่าอร่อยกว่าก็จริงนะ แต่ไม่คิดว่ากล่องละ 30 บาทมันจะอร่อยและทำได้ดีมาก ,, อาจมองว่า 30 บาทสำหรับป๊อกกี้อาจดูแพงไปนิด ซึ่งถ้าเทียบปริมาณโดยแกะเอาสองห่อด้านมารวมๆ กันแล้วผมว่ามันก็ประมาณพอๆ กับป๊อกกี้กล่องแดงราวกล่องครึ่งอะ แต่รับรองว่ากินแล้วเพลินดีมากๆ เผลอๆ แป๊บเดียวหมด

กินไปกินมานี่เพลินมาก อร่อยแบบแนะนำเลย

ถ้ากล้าซื้อกล่องแรก รับรองว่ามีกล่องที่สอง 🙂

Let’s March with my March !!!

การมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาก็ทำให้เราปรับตัวไม่น้อย การมีรถคันแรกก็เช่นกันครับ ,, รถยนต์เหมือนจะเป็นความฝันของใครหลายๆ คน แต่ไม่ค่อยใช่กับคนงบน้อยผมซักเท่าไหร่ เพราะมีรถยนต์คันนึงนั้นต้องคิดมากกว่าที่จะแค่ขับรถไปวันๆ แต่เรายังต้องดูแลมันคล้ายๆ ลูกคนนึงเลยก็ว่าได้ ,, เคยคำนวณคร่าวๆ ว่าต้องเก็บตังเดือนนึงราว 4000-5000 บาทในการเลี้ยงดูมัน (ไม่นับค่าผ่อนรถและค่าแต่งรถ) เพราะไหนจะค่าน้ำมัน, ค่าประกันภัย, ค่าภาษี, ค่า maintenance อุปกรณ์ต่างๆ ก็ถือว่าเยอะพอตัวเหมือนกัน

ทีแรกผมเคยตั้งใจว่าจะค่อยๆ เก็บตังซื้อรถไปนะ เอาแบบเก็บไปเรื่อยๆ ซักสี่ห้าปี จนมีเงินก้อนแล้วซื้อสดทีเดียวเลย (เพราะเคยคำนวนดอกเบี้ยจากการผ่อนรถพบว่ามันมีมูลค่าหลายหมื่นบาทเลยอะ แอบเสียดายเหมือนกัน) หรือถ้าจำเป็นมากก็จะไปกู้เงินแม่แล้วผ่อนผ่านแกเอา (ซึ่งน่าจะคิดดอกที่ต่ำกว่าทางลีสซิ่ง) ซึ่งที่คิดๆ ในตอนนั้นกะว่าจะเอาพวกกระบะหรือไม่ก็แนวๆ SUV เพราะว่าเหมาะกับขนาดร่างกายอันใหญ่โตและการขนย้ายของบ่อยๆ แล้ว

แต่วันดีคืนดีผมก็ได้รถยนต์มาโดยบังเอิญ โดยตอนนั้นอาผมซื้อนิสสันมาร์ชแบบเงินสดมา กะว่าเอามาให้ลูกน้องผ่อน แต่พอดีลูกน้องชิงลาออกไปเสียก่อน มันก็เลยเหลือรถว่างคันนึง แถมที่จอดรถก็ไม่มี สุดท้ายส้มหล่นก็เลยตกลงมาที่ผมนั่นเอง ,, ประหนึ่งมึงไม่ต้องเลือกรถเลย กรูจัดให้ ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว!!!

กับรถแรกของผม ,, Nissan March ครับ
เปิดตัวรถนิสสันมาร์ช!!! คันเล็กดีแฮะ

ทีแรกจริงๆ ผมไม่เคยอยากได้รถยนต์เท่าไหร่หรอกนะ เพราะว่าชอบขี่มอไซมากๆ (เคยฝันว่าถ้ามีเงินล้านนึงคงไปซื้อ Ducati มาขี่แทน) แต่หลังจากได้ลองขับมาร์ชแล้ว ผมว่าผมชักไม่อยากขี่มอไซแล้วเท่าไหร่แฮะ ส่วนนึงคงเป็นเรื่องความสะดวกสบาย แต่ส่วนหลักจริงๆ คงเป็นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งตอนเราขี่มอไซก็ไม่เคยคิดอะไร แต่พอเรามาขับรถยนต์แล้วกลับพบว่าการขับขี่มอไซนั้นน่ากลัวมาก (ดังที่เห็นคนไข้จากอุบัติเหตุทางจราจรที่มักเป็นมอไซเป็นหลัก แถมมาแต่ละรายเยินๆ ทั้งนั้น)

รูปลักษณ์โดยทั่วไป

แรกๆ แล้วผมดูมันคันก็เล็กๆ ป้อมๆ นะ ดูไปนานๆ ก็เริ่มสังเกตว่ามันดูโฉบเฉี่ยวเพิ่มขึ้น (แต่ก็ยังป้อมๆ เหมือนเดิม) เปิดประตูออกมา จริงๆ ผมว่ามันก็ใหญ่พอตัวเลย ด้านในถือว่านั่งสบายใช้ได้ เก็บของได้เยอะดี ,, คิดว่าเงินที่เราเหลือจาการเอาไปซื้อ/ผ่อนรถนั้นก็จะเอามาแต่งรถแทน (แล้วจะเอามาลงรีวิวเป็นพักๆ นะ)

Nissan march ของผม!!! ชอบมันเลยแฮะ
ทีแรกใช้กุญแจแบบอัตโนมัติไม่เป็น ฮาๆๆๆๆ
มุมจากด้านข้าง ,, ทรงป้อมๆ ดูใจดีๆ
แต่ดูมุมนี้ก็ดูโฉบเฉี่ยวเหมือนกันแฮะ
Sensor หลัง 4 จุด ,, มันช่วยมือใหม่อย่างผมถอยรถได้สะดวกมากๆ
ที่เปิดแบบปุ่มกดแบบไม่ต้องใช้กุญแจ กับกระจกข้างพับได้
ส่วนมุมนี้เป็นด้านท้ายของรถครับ ,, ข้างในใส่ของได้พอตัวเลย

ความรู้สึกกับนิสสันมาร์ช

พูดตรงๆ ว่าผมไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับรถยนต์เท่าไหร่แฮะ ประสบการณ์การขับก้ไม่ได้เยอะมาก แต่เอาเป็นว่าสรุปเรื่องราวต่างๆ หลังจากลองขับมาเดือนกว่าๆ มาเล่าดู ,, เริ่มที่ความประทับใจก่อนละกัน

  • ประหยัดน้ำมัน – ก็ประหยัดดีนะ ผมขับจากเชียงใหม่-ฝาง ระยะทางราว 150 กม (โดยครึ่งนึงของทางเป็นภูเขา) ใช้เวลา 2 ชม. นิดๆ คิดแล้วก็ประมาณ 60 กว่าๆ กม./ชม. (ถือว่าขับไม่ช้านะ) มันบอกว่ากินน้ำมันไป 20.2 กม./ลิตร หรือถ้าเทียบราคาการเดินทางครั้งนี้ก็ประมาณ 7.5 ลิตร หรือ 275 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงนะ (แต่คำนวณจริงๆ จากการคำนวณจริงๆ จะตกราว 350 บาทนะ)
  • มันกว้างกว่าที่คิด – ก็คือข้างในมันก็กว้างจริงๆนะ ทีแรกคิดว่าคงติดพุงตัวเองแหงๆ แต่ว่าก็เข้าออกสบายอยู่ ที่วางเท้าก็กว้างดี (ทั้งด้านหน้าด้านหลัง) แถมพวกเบาะหลังยังสามารถพับเก็บได้ เพิ่มพื้นที่การขนของได้อีกโคตรทวีคูณ
  • ลำโพงเสียงดังดี – คือไม่คิดว่ามาร์ชจะมีลำโพงให้ 4 ตัวในรถ เปิดแล้วก็ถือว่าโอเคมากๆ สำหรับคนหูไม่เทพส์อย่างผม ทั้งเสียงเบส เสียงแหลมก็ถือว่าใช้ได้
  • มีความแตกต่างทางชนชั้นสูง – ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือเปล่า แต่นิสสันมาร์ชมีให้เลือกเยอะสไตล์มาก ไม่ใช่แค่เกียร์ธรรมดากับเกียร์ออโต้เท่านั้น แต่มันมีตั้งแต่กระจกไขมือไปจนถึงกดปุ่มสตาร์ท ,, เอาเป็นว่าใครชอบแบบไหนก็เอาตามนั้นก็แล้วกัน ส่วนอาผมเลือกรุ่น EL มา เพราะแกคงคิดอยู่แล้วว่าอีกหน่อยผมคงต้องเปลี่ยนแมกซ์แน่ๆ ฮาๆๆๆ
  • วงเลี้ยวแคบ – อันนี้ชอบมาก เพราะสามารถกลับรถในที่แคบๆ ได้สบาย ประหนึ่งอยากกลับที่ไหนก็กลับ
บรืนๆๆๆๆๆ ขับ March ลุยไปทุกที่สบายๆ

ส่วนด้านที่ผมมองว่าเป็นข้อด้อยคือ

  • จังหวะขึ้นดอย – โดยเฉพาะจังหวะขึ้นชันๆ นี่ต้องบอกตรงๆ ว่าแรงไม่ค่อยมีเวลาขับขึ้นดอยแล้วใช้เกียร์ D (เมื่อเทียบกับตอนที่ขับรถคนอื่น) ส่วนนึงอาจเพราะเครื่องไม่ได้ใหญ่มาก แรงม้าไม่ได้เยอะ อีกส่วนนึงคงเพราะกลัวเปลืองน้ำมัน เลยไม่กล้าเร่งแรงมาก อิอิ
  • มุมมองไม่ค่อยดี – โดยเฉพาะสองจุดคือด้านหน้าขวาและหลังซ้าย เช่น เวลาเลี้ยวขวา มันจะไปติดขอบกระจก ทำให้มองไม่ค่อยชัดโดยเฉพาะในจังหวะเลี้ยวขวา ต้องเอี้ยวตัวถึงจะมองรถจากทางขวาเห็น, หรือการมองกระจกหลังซ้ายเวลาถอยก็ทำได้ลำบาก เพราะที่รองหัวตรงเบาะคนนั่งข้างคนขับบังมิดส์
  • นิสสันงกในบางจุด – คงเพราะอยากให้มันเป็นอีโค่คาร์ราคาถูกเลยตัดออพชั่นเก๋ๆ หลายอย่างไป ทั้ง Cruise mode, ไฟเตือนต่างๆ, สัญญาณกันขโมย, พรมปูรถ, ไฟตัดหมอก, เก๊ะบนของคอนโชล ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ต้องไปหามาติดเพิ่มเองหรือบางอย่างติดเพิ่มไม่ได้ก็ต้องทนๆ ใช้ของเดิมกันไป
  • เปื้อนง่าย – คือไม่รู้ว่ารถอื่นเป็นหรือเปล่า แต่เวลาที่ผมขับเร็วๆ ไปลุยผ่านโคลนจะค้นพบว่าจะมีพวกเศษโคลนกระเด็นขึ้นมาเยอะมาก ติดมาตั้งแต่สปอยเลอร์หลัง บางทีตกไปบนหลังคา บางทีก็เจอเศษดินแถวๆ ช่องประตูก็มี ซึ่งในจุดนี้ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่ามาได้ไง แต่ที่นี่แน่ๆ คือรถผมมันไม่มีบังโคลน (ซึ่งต้องไปติดเพิ่มเอง)
  • ตัวถังอ่อนแอไป – ไม่ว่าคุณจะไปเฉี่ยวชนอะไร รถคุณก็พร้อมจะบุบและเสียหายเสมอ ยิ่งถ้าชนหรือกระแทกแรงๆ รถจะเสียหายค่อนข้างเยอะมาก จนบางครั้งผมก็กังวลกับเรื่อง safety เหมือนกันหากว่าโดนชนเข้าแรงๆ เหมือนกัน
Nissan March ,, รถตันเล็กๆ ที่มีอะไรมากกว่าที่เห็น

แต่โดยรวมผมว่าเป็นรถที่ขับสนุกมากโดยเฉพาะในเมืองที่ไม่ต้องลุยดินลุยโคลนออฟโรดอะไรมาก ในราคารถที่ไม่แพงเกินไป และอัตราการกินน้ำมันที่ไม่เยอะครับ (ส่วนรีวิวดีๆ แบบเต็มๆ ก็คงต้องลิงก์นี้ละครับ)

คิดถึง CTW — ในความทรงจำผม

ผมกะว่าจะไม่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการชุมนุมและประท้วงของ นปช. แล้วนะ
แต่เนื่องจากเค้าปิดแหล่งอาหารชั้นเลิศของผม
และล่าสุดเค้าเผาทำลายไปแล้ว เศร้าใจแท้ๆ
ยังไงผมก็ขออาลัยไว้นิดนึงกับ Central World Plaza (CTW)

ห้างที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่เกิดมา

วันนี้จะเล่าเฉพาะส่วนความทรงจำดีๆ ของผมกับห้างแห่งนี้นะครับ
ไอ้พวกที่รวบรวมความเสียหายคิดว่าที่อื่นคงมีให้ดูเยอะ แต่ผมไม่ค่อยอยากลงเท่าไหร่
ส่วนมากเป็นรูปเก่าๆ ลองค้นมาดู บางรูปถ่ายกล้องมือถือไม่ค่อยชัดก็มี

เหล้าใหม่ในขวดใหม่ แต่วางที่เดิม

ถ้าใครเคยติดตาม Blog ของเล่นของผมมาแล้ว จะเห็นว่าผมจะอ้างถึงห้าง Isetan ไว้ด้วย
ใช่ครับ ห้างสมัยเด็กที่ผมชอบมากๆ และอยากมาทุกครั้งที่มากทม. คือ World Trade Center (WTC)
ได้มาเจอของเล่นสวยๆ เยอะๆ แถมได้เล่น Ice skate ด้วย เป็นครั้งแรก
จำได้ว่าเคยร้องไห้ชักดิ้นชักงออยากได้ของเล่นด้วย กรั่กๆๆๆ
แต่จากนั้นผมก็จำไม่ได้ว่าทำไม WTC มันจึงหายไป และกลายเป็น CTW แทน

เอาเป็นว่า ผมเจอมันอีกทีละกัน

เริ่มรู้จักเพื่อนใหม่ เมื่อนานมาแล้ว

แรกเริ่มของผมกับห้างแห่งนี้ไม่ได้หรูนัก เพราะผมเริ่มจากการเดินหลงก่อน
อุบ๊ะ!! ห้างออกใหญ่ แบ่งเป็น Zone นั้นนี้เยอะแยะ ร้านรวงเต็ม งงไปหมด

ไป CTW กันเถอะ!!!

มองไปทางไหนก็งงไปหมด จะซื้อรองเท้า เดินไปทั่ว เจอร้านทุกร้านเว้นแต่ร้านที่อยากซื้อ
เดินจนทั่ว ไม่เจอก็ซื้อขนมกินมั่ง ซื้อปากกา ซื้อ CD เพลง กินข้าว ,,, พอตังจะหมด
เฮ้ยยยยย,, นั่นไง ร้านรองเท้า แต่ ตังไม่พอแล้ว,, จบกัน

แต่ถ้าพูดจริงๆ สิ่งแรกเท่าที่ผมจำได้ ที่ประทับใจที่สุดคือ… ส้วมครับ
ส้วมเริ่ดมากๆ แอร์เย็น ทิชชูพร้อม สบายเทพ ^^

ป้ายหน้าส้วมที่ CTW

เพราะจังหวะนั้น ผมเดินมาเที่ยวห้างตอนเรียน Pre-Clinic จาก รพ.จุฬา (ย้ำว่าเดินมา)
ห้างแรกที่เจอ พอที่จะดับร้อนได้ก็ CTW นี่แหละครับ แอร์เย็นๆ ส้วมดีๆ หนุ่มสาวหน้าตาดีมากมาย
ร้านรวงมากมาย ของครบถ้วน เดินหลงสนุก ,,, ตังไม่มีเท่าไหร่ครับ แต่ก็ชอบมายังห้างที่ผมชอบที่สุด

เวลาทำกิจกรรมอะไรกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะการกินในโอกาสต่างๆ
เพื่อนๆ ก็มักจะมาที่นี่กัน ส่วนนึงมีให้เลือกเยอะ ส่วนนึงร้านแปลกๆ และอร่อยเยอะ

สมัยยังผอม -- ตอนนั้นยังไม่รีวิวอาหาร

ร้านเยอะมาก ที่กว้าง กับการเอาใจใส่ในทุกจุด

อีกสิ่งนึงที่ผมชอบใน CTW คือการเอาใจใส่ของตัวห้าง และร้านแต่ละร้าน
เค้าออกแบบมาดีมากๆ พยายามลงรายละเอียดในตัวห้างในการงานต่าง
ผมจำไม่ได้นะ แต่เพื่อนผมมันเคยมาโม้อะไรไม่รู้ละ เกี่ยวกับห้าง เกี่ยวกับทรง การใช้แอร์และแสง

มุมสวยๆ ที่ CTW ที่เคยเก็บไว้

เทศกาลต่างๆ ตัวห้างก็พยายามตกแต่งด้วย Prop ต่างๆ
ดูยิ่งใหญ่มากครับ แค่ปกติก็มีอะไรเจ๋งๆ วางเต็มห้างอยู่แล้ว

อันนี้เป็น Prop ที่ชอบมากๆ
ช่วงคริสมาสต์ครับ ก็มีต้นคริสมาสต์ยักษ์กลางห้าง

ส่วนตัวผมว่าหลายๆ คนคงชอบหุ่นรูปคนตัวสีขาวในอิริยาบทต่างๆ ได้
มาต้อนเราเราตั้งแต่หน้าห้างพร้อมกรอบรูป มีที่เรียงแถวๆ สามตัวต่อกันชั้น 6 ด้วย
ตรงนั้นคนชอบมาถ่ายรูปมาก ผมก็เคยถ่ายเพื่อนไว้นะ แต่หาไม่เจอ

ผมชอบเจ้านี่มากครับ

ร้านรวงต่าง เยอะจริงๆ

ที่ผมแอบเจ็บใจลึกๆ คือ ผมยังรีวิวอาหารไม่หมดเลย
หลายร้านเคยไป แต่ก็ไม่ได้ถ่ายรูปมา กะว่าจะไปจะไป แต่ก็ไม่พร้อม
หลายร้านไป อร่อย มีรูปนิดหน่อย แต่ไม่มีโอกาสรีวิว เสียดาย
หลายร้านไป ไม่อร่อยก็มี หลังๆ สังเกตก็หายไป

อันนี้ Momo Paradise ร้านชาบูอร่อย ส่วนตัวคิดว่า Akiyoshi อร่อยกว่า
Torajiro อีกร้านอร่อย เฮือกกกก
ถ่ายตอนกิน Amaltery ร้านไอศครีมในตำนาน คริๆๆ

และอีกหลายร้านมากมาย
หวังว่าร้านดีๆ ต่างๆ จะกลับมาพร้อมกับห้างนะครับ

TK park

อันนี้ผมมาไม่บ่อย แต่ผมก็ประทับใจมาก
ที่นี่จัดกิจกรรมดีๆ เยอะมาก ส่วนตัวจะเรียกห้องสมุดก็ไม่เชิง
เพราะมีอะไรดีๆ มากกว่านั้น,,

ไป TK park อย่าเพิ่งหลงเข้าส้วมนะครับ

ผมเคยเห็นมีแสดงเปียโนหรือดนตรีอะไรสักอย่างด้วย น่าสนใจ
อยากให้กรุงเทพฯ และมีห้องสมุดแบบนี้เยอะๆ จัง

โรงหนัง SF cinema

นี่ก็เป็นสถานที่อีกที่ในห้างที่ผมประทับใจมากๆ คิดว่าเคยไปดูมาไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง
ส่วนตัวราคาก็พอๆ กับห้างทั่วไป แต่ที่ผมชอบคือที่วางเท้าข้างหน้ามันกว้างดี ไม่ค่อยอึดอัดมากนะ
ชอบมากอีกอันที่เมื่อก่อนจะแจก Magnet แทบทุกที่นั่ง ผมเก็บนะ (แต่ย้ายหอแล้วหายไปไหนไม่รู้)
แต่หลังๆ 2 ที่ได้แค่ 1 อัน ผมก็ไม่ค่อยได้สะสมแล้ว

โรงหนัง SF cinema

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมีกิจกรรมเยอะแยะ มีหนังเปิดตัวที่นี่บ่อย
หนึ่งที่ผมเคยมาร่วมคือ 5 แพร่ง ซึ่งดาราเยอะดี ^^ ประทับใจมากๆ ครับ

Greenspace และความทรงจำดีๆ

อันนี้แอบ +15 y เบาๆ
เพราะที่นี่เป็นลานเบียร์ที่ผมไปบ่อยมากที่สุด (ในปีที่แล้ว)
เป็นลานเบียร์ที่สูงมากๆ อยู่บนชั้น 17-18 ของตัวห้าง ต้องขึ้นลิฟท์ไป
บรรยากาศดีมากครับ เป็นลานเบียร์ที่ผมชอบมาก Perfect สุดๆ

Greenspace ครับ
วิวสวยๆ จาก Greenspace

แถมยังเคยได้เล่นดนตรีกับ iHear บนเวทีนี้ด้วย

เล่นกับ iHear ด้วย

และเรายังเคยจัด CodeFail ที่นี่ด้วย
ถ้างงว่างานอะไรลองไปกดอ่านและดูรูปจาก link ได้เลย

งาน CodeFail

คิดถึงจัง อยากให้เปิดเร็วๆ นะ เข้าหน้าหนาวซักทีเซ่!!!

ไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ

ทุกครั้งที่เห็นภาพ CTW เห็นไฟลุก ที่ถูกเผา แหว่งไปครึ่งนึง ผมรู้สึกหดหู่และขนลุกมาก
ไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะที่นี่เป็นแหล่งเก็บความทรงจำดีๆ ที่ผ่านมา
เสียดายหากกล่องความทรงจำดีๆ อันนี้จะถูกทำลายลงไป และจะกลายเป็นแค่ตำนาน
ความรู้สึกแบบนี้ ไม่ใช่แค่ผมใช่ไหมครับ….

ตอนนี้ผมคงได้แต่รอ วันที่ห้างซ่อมแซม และตรวจความปลอดภัยเสร็จสิ้น
รอวันที่ผมจะได้ไปเดิน และกินอาหารให้ครบทั้งห้างซักที
และรอวันที่คนไทยเลิกเกลียดกัน เลิกแบ่งสีกันซักที

อยากให้คนไทยรักกันอีกครั้ง

สุดท้ายขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารทุกคนนะครับ
จะรอวันที่ CTW กลับมาเหมือนเดิมครับ

รอวันที่ CTW จะมาเปิดให้บริการเหมือนเดิม

การเอารูปไปหากินโดยไม่ได้รับอนุญาต — พฤติกรรมที่น่าเกลียด

เป็นเรื่องกันมาหลายที บนหลายเวปบอร์ดแล้วนะครับ
กับการขโมยรูปที่คนอื่นเอาไปถ่าย แล้วมาอ้างอิงว่าเป็นของตัวเอง
ผมก็ไม่คิดหรอกนะครับว่าจะเจอเองเหมือนกัน
จนวันนี้ครับ

เอาไปกันแบบง่ายๆ เลยนะครับ

จาก blog ร้าน Salad Concept ที่เชียงใหม่
ผมได้มีโอกาสไปรับประทานอาหาร และติดใจชื่นชอบรสชาติอาหารมากๆ
และได้ขออนุญาตถ่ายรูปร้าน/อาหารและเจ้าของร้านมา ซึ่งเธอก็ให้ผมถ่ายโดยดี
ดังรูปนี้ครับ

รูปนี้ผมถ่ายเองกับมือ ขออนุญาติเค้าแล้วด้วย

แต่พอดีผมบังเอิญไปเจอ เวปของ Daradaily ตาม Link นี้ครับ
ทาง Daradaily เอารูปที่ผมถ่ายขึ้นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต, สร้างความเสื่อมเสียแก่คนที่ผมไปถ่ายรูปให้
ใช้รูปในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ รวมทั้งเอารูปของผมไปลงหนังสือเพื่อแสวงหาผลกำไรด้วยครับ

หน้าเวปนี้แหละครับ
รูปผมไปอยู่ในเวปเขาได้ไงครับ????

ที่สำคัญ
เค้าลบลายน้ำของผมออก แล้วเติมลายน้ำเค้าเข้ามาแทน
ลบ EXIF ซึ่งเป็นรายละเอียดต่างๆ ของรูปออกไปด้วย
อืมมมมมมมม น่าเกลียดไหมละครับ

เอาลายน้ำผมออกแล้วเติมของตัวเองซะงั้น

ลายน้ำของผมตั้งใจทำอันเล็กๆ และอยู่ตรงมุม เพราะไม่ต้องการให้เสียอรรถรสในการดูรูปแต่ละรูป
รวมทั้งการใส่ลายน้ำทุกครั้งผมจะเลือกมุมที่กวนสายตาและทำลายรูปน้อยที่สุด
ซึ่งมันพร้อมที่จะถูกตัดได้อยู่แล้วหากว่ามีเจตนาที่ไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ทาง Daradaily เอารูปผมไปลงหนังสือแล้วด้วย…
แถมมีการกลับซ้ายขวาแบบ Mirror image ด้วย ซึ้งมากๆ

เอาไปลงหนังสือด้วย เลวร้ายมากๆ
หนังสือพิมพ์ที่เอารูปผมมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ไม่เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เค้าหากินกันแบบนี้แล้วเหรอครับ
เวปคุณออกจะดัง, Pagerank ตั้ง 5, ลูกน้องตั้งเยอะ, รายได้ต่อเดือนช่างมากมาย
แต่กลับหากินกับช่างภาพและบล๊อกเกอร์ต่างๆ แบบเอารัดเอาเปรียบ มองแต่ผลประโยชน์
ผมว่ามันไม่ถูกต้องนะครับ

ผมว่าเค้าคงไม่ได้ดูมั้งครับว่า blog ผม มี Creative Commons for non commercial ด้วย
ผมไม่ว่าเลย ถ้าขออนุญาตแล้วเอารูปหรือข้อความบน blog ผมไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
โดยไม่ใช่เพื่อการค้า ทางที่ผิด หรือเพื่อสร้างความเสื่อมเสียแก่ใคร แต่นี่พร้อมเลย…

โปรดดู CC ของผมซักนิดนึง

ขอความยุติธรรมจงบังเกิดขึ้น

เกือบไปแล้วไหมเรา…จงระวังไว้ให้ดี

อันนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจอีก Entry นึงนะครับ
ผมเคยเห็นเรื่องราวแบบนี้ในข่าวมาก็มาก แต่ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว
มันมาเป็นขบวนการ ทำกันเป็นทีม วางแผนกันอย่างดีครับ
ลองฟังเหตุการณ์ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ยาวนิดนึงแต่สนุก และเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ครับ
(ถ้ามีคำหยาบขออภัยครับ จังหวะนั้นอารมณ์แบบนั้นจริงๆ)

เรื่องราวมันคืออะไร

คือวันนี้ขณะที่ผมกินข้าวอยู่ก็มีโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติโทรเข้ามา (ไม่โชว์เบอร์)
บอกว่า (เป็นโทรศัพท์อัตโนมัตินะครับ)
“คุณติดหนี้บัตรเครดิต ธ. สีเขียว (ขออนุญาติไม่เอ่ยชื่อ) กรุณาชำระด้วย วางสายกด 1 คุยกับโอเปอเรเตอร์กด 9”
เหยดดดดด กูไปทำบัตรเครดิตเมื่อไหร่วะ เรียนอยู่ว่ะเฮ้ยยยยยยย
ผมว่าร้อยละเก้าสิบ ยังไงก็ต้องกด 9 ใช่ปะครับ และผมก็เป็นหนึ่งในเก้าสิบนั้น

พอกด 9 ปุ๊บ ผมก็ถูกโอนสายไปหา ญ คนนึง (จำชื่อไม่ได้)
โดยอ้างตนว่าเป็นพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าของธนาคารแห่งนั้น
พอเราบอกว่ามีโทรศัพท์อัตโนมัติบอกว่าเราไปเป็นหนี้ เค้าก็ขอชื่อและเลขที่บัตรประชาชน
สรุปใจความสำคัญว่าผมไปติดหนี้บัตรเครดิตเค้าสามหมื่นหก
“สามหมื่นหก!!!!” เหยยดดดดด เงินเดือนหกพัน แค่จอ iphone สองพันยังเครียดไปสามสี่วัน
โดยชื่อผมถูกแอบอ้างไปเปิดบัญชีที่สาขาสุทธิสาร เงินใช้ไปที่เดอะมอลล์บางกะปิ
“ห่านละ!!! สุทธิสาร-บางกะปิ ไม่ใช่ที่ของกรูเล๊ยยยยยยยย”
แน่ครับ เราก็ต้องบอกว่าเราไม่ได้ไป ไม่ได้ทำ เราโดนแอบอ้าง ปลอมแปลงเอกสาร ฯลฯ
เค้าก็พยายามซักว่าเราไปทำบัตรประชาชนหาย หรือเอาไปให้ใครยืมหรือเปล่า…

สุดท้าย เค้าก็บอกว่าถ้าแบบนี้ เดี๋ยวเค้าจะส่งเรื่องไปให้ตำรวจ ให้เราให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่
เดี๋ยวเค้าจะให้ตำรวจติดต่อกลับนะครับ

แล้วผมรู้สึกไงบ้าง

พูดตรงๆ ว่าตกใจและ panic มากๆ ตอนนั้นกินข้าวอยู่นี่เครียดไปเลย
และก็กำลังย้อนคิดว่าเราไปเอาบัตรไปให้ใครยืมหรือเปล่าวะ
หรือว่าไป Xerox บัตรประชาชนไปให้แบบไม่มีเซนต์ทับหรือเปล่านะ
โอย ถ้าเรื่องถึงตำรวจ เราก็ต้องไปโรงพัก เสียเวลาสาดดดดด เฮ้ออออออ
โอยยยย เครียดครับนะจังหวะนั้น ตลกไม่ออกจริงๆ กินบุฟเฟ่ต์ไม่ลงเลย เสียดายๆ

พูดตรงๆ ว่าผมรอโทรศัพท์ของตำรวจครับ

และแล้วตำรวจก็โทรมา…

อีกซัก 10 นาทีตำรวจก็โทรมาครับ (เบอร์ unknown) จำไม่ผิดยศร้อยตรีครับ ทำงานกับ DSI
เค้าก็บอกว่าตะกี้มีทางเจ้าหน้าที่ของธนาคารดังกล่าว fax ข้อมูลมาเรื่องที่เราติดหนี้บัตรเครดิต
แน่ครับ เราก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ บลาๆๆๆๆๆ…..
พอพูดเสร็จ เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าจะอัดเสียงที่เราสนทนา …. แปลว่ากูต้องพูดอีกรอบใช่มะ…
(อยากบอกว่าเสียงที่อัดเหมือนกับกด * บนแป้นโทรศัพท์เลย)

โอเค เพื่อเงินที่เราถูกโกงไปสามหมื่นหก เล่าก็เล่นที่มาตั้งแต่ต้นอีกที ตั้งแต่พนักงานโทรมา…
เค้าก็บอกว่าเค้าเจอเรื่องแบบนี้ต่อวันเยอะมาก วันนึงเป็นสิบๆ ราย เคลียร์กันไม่หมดซักที
แล้วเค้าก็ขอตรวจสอบเรานิดนึง นิดนึงจริงๆ เพราะอีกแป๊บนึงเค้าบอกว่าเรามีของธนาคารสีส้ม (ขออนุญาติไม่เอ่ยชื่อ) ด้วย
“เฮ้ยยยย สาดดดด อะไรมันมากมายวะ โอย นี่กรูโดนไปกี่ดอกเนี่ย… เครียด”
เพราะทางธนาคารสีส้ม ก็กำลังจะส่งเรื่องมาเช่นกัน แล้วเดี๋ยวผมขอตรวจสอบรายละเอียดเพิ่ม

ระหว่างรอ เค้าก็ถามว่าผมมีบัญชีธนาคารอื่นอีกไหม
ผมก็บอกว่ามีครับ มีสีม่วงกะสีน้ำเงิน เอามาทำไมก็บอกเค้าไปหมด (จังหวะนั้นเครียดมาก)
เค้าบอกว่าอาจต้องมีการอายัติบัญชีอื่นๆ ด้วยถ้ามีปัญหานะครับ
แล้วเค้าก็ถามแต่ละบัญชีมีเท่าไหร่ ผมก็บอกตามจริง (รวมกันพันนึง ตังหมดตั้งแต่อยู่ปายละ)
“ห่านนนน!!! แล้วกูจะเอาเงินที่ไหนใช้วะ ค่าเทอมจะจ่ายยังไง เอ้วววว”

ทีนี้ผมก็ต่อรองครับว่าไม่อายัติซักอันได้หรือเปล่า เพราะธนาคารสีม่วงผมต้องใช้จ่ายค่าเทอม
และแล้วเค้าก็มาพร้อมกับบอกว่าบัญชีธนาคารสีเขียวมีเงินหมุนเวียนด้วย ประมาณสองแสน
โดยบัญชีเปิดตั้งแต่ 21 มกราคม 2553 แล้วนะครับ (เฮ้ยยยย นานขนาดนั้น)
ซึ่งถ้าถึงจุดๆ นี้จะผิดกฏหมาย…(ฟังไม่ทันแต่ประมาณกฏหมายระหว่างประเทศ) มาตรา….(ฟังไม่ทัน)
สุดท้ายคือ กูเข้าข่ายฟอกเงินแล้ว ต้องไปคุยกับสารวัตแล้ว คดีคุณใหญ่มาก ผมคงรับในจุดนี้ไม่ไหวแล้ว
“เหยยยดดดดเข้ กูกลายเป็นผู้ต้องหา กูต้องไปโรงพัก ออกหนังสือพิมพ์
พ่อแม่กู การเรียนกู อนาคตกู คุกๆๆๆๆ หนี้ๆๆๆๆ โอววววว ม่ายยยย…”

สุดท้าย ถ้าถึงระดับสารวัตแล้ว เค้าก็เหมือนแนะนำว่าลองขอให้ท่านช่วยดู

“เดี๋ยวผมจะยื่นเรื่องให้สารวัตนะครับ ทำสายของคุณให้ว่างไว้นะครับ”
และนั่นคือคำพูดสุดท้ายของายที่รับบทตำรวจคนแรก

การรอคอยที่แสนสั้น

ปกติถ้าระดับสารวัตเรียกว่าต้องติดต่อกันแทบตาย แถมรอกันข้ามปีกันเลยทีเดียว
แต่นี่ อีกสิบนาที สารวัตโทรมา “เฮ้ยยยย เร็วเว้ย ตำรวจไทย” แต่ขึ้น unknown number

“สวัสดีครับ ผมพันตำรวจโท…(จำไม่ได้) …. ” สรุปคล้ายๆ เค้าทำที่ DSI ครับ
เค้าคุยกับผมเยอะและนานมากๆ แต่สรุปใจความหลักๆ ว่า
ตอนนี้เรารับเรื่องคุณไว้แล้ว อย่าไปบอกใคร เพราะบอกไปแล้วจับไม่ได้ซักที ให้เงียบไว้
(กูไม่เงียบหรอก กูทวีต หรือไม่ก็ลง blog โวยวายอยู่แล้ว)
เอางี้ครับผมจำเป็นต้องอายัติบัญชีคุณอื่นๆ ไว้ด้วย ซึ่งผมก็ต่อรองว่าเปิดซักอันนึงได้ไหม
เค้าก็โอเคครับ แต่ต้องอายัติบัญชีอื่นๆ ไว้ทั้งหมดก่อน โดยการ…
เอาบัตร ATM เราไปใส่ตู้ธนาคารอะไรก็ได้แล้วใส่รหัส DSI ของเค้า
“อี่นี่ แหม่งๆ เว้ย เด๊๋ยวนี้การอายัติเราทำผ่านตู้ ATM เหรอวะ”

“น้องรู้ภาษาอังกฤษใช่ไหม น้องต้องเอาบัตรน้องใส่ตู้นะ สะดวกใช่ไหม…”
“เอ่อ…รู้ครับ แต่ตอนนี้ผมอยู่ข้างนอกครับ อีกซักช่วงนึงถึงทำได้ครับ”
“นานไหม”
“(ทำไมต้องเร่งกูวะ) อีกครึ่งชั่วโมงครับ”
“โอเค เดี๋ยวน้องรีบเลยนะ ไปหาตู้ใกล้สุดเลย แล้วรีบทำตามที่ผมบอก เดี๋ยวผมถือสายรอ
ไม่ต้องห่วงน้อง เดี๋ยวผมจับสัญญาณมือถือแล้วระบุที่อยู่น้องได้เลย ตู้ธนาคารอะไรก็ได้”
“(สัด นี่จริงหรือเล่นเนี่ย แล้วนี่มึงดูหนังมากไปปะ มันคงระบุกูได้แค่ cell site นะ) รอก่อนนะครับ”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมถือสายรอ เร็วนะครับ”

ห่าน กูเชื่อมึงก็โง่แล้ว
แต่ถ้าติดหนี้จริงละ เราจะทิ้งขอนไม้ไปเหรอ

ความโชคดีในโชคร้าย

คือผมอยู่ที่ห้างน่ะครับ
ผมเลยฝากมือถือแฟนแล้วเดินเข้าไปถามที่ธนาคารสีเขียว
(ปล่อยแม่มรอสายไป…)
แค่เล่าให้ฟังสามประโยค เค้าก็บอกเลยว่านั่นเป็นแก๊งส์ต้มตุ๋นข้ามชาติ
ขนาดตัวเจ้าหน้าที่เองยังโดนมาแล้วตั้งสองครั้งเลย
เดือนๆ ธนาคารนึงเค้าเจอหลายครั้งมากๆ ยอดความเสียหายก็หลักล้านบาท
เคยหาทางกับตำรวจแล้ว แต่ที่จับได้ก็พวกหางๆ แต่หัวๆ อยู่ต่างประเทศ
กลุ่มนี้เค้ามืออาชีพมาก วันๆ นึงเค้าทำแบบนี้เป็นร้อยครั้งเลย สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง
(คิดดู เงินพันเดียวมันยังเอาเลย)
อีกอย่างถ้าธนาคารโทรก็จะขึ้นเบอร์ด้วย และ call center ของธนาคารสีเขียวไม่มีกด 9 ค่ะ

และเพื่อความสบายใจ เจ้าหน้าที่ธนาคารเลยตรวจสอบเงินให้ผม
ซึ่งหลังการตรวจสอบ ผมก็ไม่มีหนี้สินหรืออะไรแต่อย่างใด เย้ๆๆๆๆ
บัญชีที่เค้าอ้างถึงก็ไม่มีในสารบบจริง อะไรก็ไม่รู้ ฮู้ๆๆๆๆ

อีกฟากผมพยายามวิ่งไปหาแฟนที่ถือมือถือไว้ หวังว่าจะได้คุยกับสารวัตอีก
แต่ปรากฏว่าเค้าวางสายไปแล้ว (รอผมเกือบ 15 นาทีได้) อดเลย กะจะเล่นอะไรซักหน่อย
ไว้คราวหน้าโทรมาค่อยเล่นละกัน ฮึ่มๆๆๆๆ

การป้องกันไม่ให้เราโดน

ส่วนตัวผมว่ายากเหมือนกัน เพราะจังหวะแรกที่เค้าเข้ามาหาเนี่ยมันเนียนมากๆ
และยิ่งเค้าทำให้เราตกใจไปเรื่อยๆ ดูว่าภาระมันเยอะๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ
ดูว่าเป็นเรื่องใหญ่ จนต้องพึ่งพาเค้าได้แค่คนเดียวเท่านั้น ห้ามไปแพร่งพรายหรือบอกใคร
จุดนี้ถ้าเราประคองสติไว้ ค่อยๆ คิด อย่าเพิ่งไปเชื่อเค้าทั้งหมด เราก็จะค่อยๆ เจอจุดที่น่าคิด เช่น ทำไมไม่โชว์เบอร์มา, ทำไมติดต่อเร็วจังโดยเฉพาะสารวัต, ทำไมไม่ให้ไปโรงพัก, ทำไมระบุสัญญาณจากตู้มันแม่นนัก, ทำไมมันต้องรอสายเราขนาดนั้น, ทำไมอยากรู้บัญชีอื่นๆ ของเรา, ทำไมถึงห้ามเราไม่ให้บอกใคร และสุดท้าย ทำไมทุกอย่างต้องจบที่ตู้ ATM ด้วยภาษาอังกฤษ

สิ่งที่ดีที่สุดที่เราพอทำได้คืออย่าให้เบอร์ติดต่อเราถ้าไม่จำเป็นครับ
โดยเฉพาะทาง internet หรือ social media ต่างๆ เช่น facebook หรือ twitter ก็ตาม
รวมทั้งระมัดระวังการใช้เอกสารสำคัญของเรา ทั้งตัวจริงและสำเนาด้วย
ถ้าหายหรือมีปัญหาอะไรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ดีกว่า เสียเวลานิดหน่อยแต่ปัญหาที่ย้อนมามันน้อยกว่า
และถ้าเจอเหตุการณ์จริงๆ ก็ต้องใจเย็นๆ ครับ
หาทางค่อยๆ ตรวจสอบเรื่องราวกับของจริง อย่างเพิ่งตระหนก (จริงๆ ทำไม่ได้หรอก)
หาคนช่วยถ้ามีแถวนั้น เช่นตำรวจ แต่คงไม่ทันหรอกนะ
ถ้าเป็นไปได้พยายามอัดเสียงไว้ก็ดี เผื่อเป็นหลักฐาน (อัดไม่ทัน T T)

อย่างน้อยผมอาจทำอะไรไม่ได้มาก นอกจาก Panic ไปครึ่งชั่วโมง
แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกดีที่แบ่งปันเรื่องราว แม้จะยาวไปหน่อย แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

เมื่อ Tongkatsu ย้ายบ้าน

หลังจากที่ผมได้เขียน blog ที่ exteen มาตั้งแต่ 18 สิงหาคม 2552
นับไปนับมาก็ได้เวลาประมาณสี่เดือน กับเกือบ 70  entries
มันทำให้ผมสนุกกับการเขียน blog และแบ่งปันสิ่งต่างๆ

เริ่มจากวันที่ไม่รู้จะเขียนอะไร
จนกลายเป็นวันที่เขียนไม่ไหว

แต่เมื่อวันนึงที่ผมต้องโตขึ้น
บ้านหลังเก่าที่บรรจุความสนุกสนานและกลิ่นไอแห่งความอบอุ่น
ก็จะเปลี่ยนไปเป็นบ้านหลังใหม่ที่แปลกใหม่และเต็มไปด้วยความสดใส
ต้องขอบคุณ TigerIdea และ iPattt ที่แบ่งที่ให้ผมได้แทรกตัวอยู่ครับ
ส่วนบ้านหลังเก่าใช่ว่าผมจะทิ้งมันไปเลย
ผมยังจะ update ครับ แต่จะเป็น link จากที่นู่นมาที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังใหม่ครับ