ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 พริ้วที่เกาะพยาม

หลังจากที่จัดหนักที่ฝั่งทั้งกินและเที่ยวมาแล้วในตอนที่ 1 ของทัวร์ระนอง คราวนี้เราก็จะออกเรือไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะบ้างครับ ซึ่งที่ระนองมีเกาะให้เที่ยวหลายเกาะ ทั้งเกาะช้าง เกาะเหลา เกาะค้างคาว ,, แต่ที่ตอนนี้นิยมไปกันคือเกาะพยามครับ ซึ่งผมก็เลยอยากรู้ว่าเค้าไปเกาะพยามกันทำไม

ข้อมูลที่ต้องรู้และการเตรียมพร้อมก่อนไปเกาะ

การเตรียมพร้อมหลักๆ มันขึ้นกับว่า เราจะไปกี่วันและจะทำอะไรบ้าง

  • พวกที่พักมีหลายเกรดนะ ตั้งแต่คืนนึงสองสามร้อย จนถึงคืนละห้าหกพัน ,, มันต่างกันที่ Facilities ,ความหรูหรา, วิว และพวกบริการพิเศษต่างๆ ,, ยกตัวอย่างเช่นการบริหารไฟฟ้า รีสอร์ทที่ราคาไม่แพงมากเค้าจะปั่นไฟเป็นเวลาเฉพาะช่วงเย็นๆ ถึงหัวค่ำ (นอกจากนั้นเราก็อยู่ในโลกที่ไม่มีไฟฟ้ากัน) แต่ถ้ารีสอร์ทหรูๆ บางที่เค้าจะปั่นไฟให้เราใช้ตลอดเวลา มีแอร์ มีน้ำอุ่น ก็พึงสังวรณ์ว่าเงินที่เราจ่ายแพงส่วนนึงก็เพื่อพวกนี้ด้วย ,, แต่ถ้าให้แนะนำ ผมว่ามีชีวิตเรียบๆ ไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่งก็ดีนะ อยู่รีสอร์ทของชาวบ้าน อยู่ได้ในราคาที่ไม่แพงและใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ามากๆ
  • ราคาอาหารบนเกาะจะแพงกว่าบนชายฝั่งหน่อยนึง ประมาณว่าเราไปกินอาหารตามห้าง อาหารจานเดียวก็ตก 50-60 บาท ขนมต่างๆ ก็จะแพงกว่านิดหน่อยในระดับที่รับได้ ส่วนพวกของใช้ต่างๆ แนะนำว่าหามาจากฝั่ง (รวมทั้งอะไรที่เราเอามา ไม่ควรทิ้งเป็นภาระบนเกาะด้วย)
  • บนเกาะมีสัญญาณมือถือ AIS แน่ๆ (เพราะผมใช้อยู่) แต่เจ้าอื่นไม่รู้ครับ
  • การเดินทางบนเกาะ ถ้ามีเวลาไปอยู่ซักเจ็ดวันสิบวัน แนะนำว่าให้เดินเอา เพราะบรรยากาศมันชิลมากๆ เก็บรายละเอียดได้ดีกว่า และถนนบางส่วนยังเป็นทรายและไม่ได้ออกแบบมาสำหรับขับขี่บวดยาน ,, แต่ถ้าอยู่สั้นๆ สองวันสามวันแนะนำให้เช่าจักรยานยนต์แล้วขี่รอบๆ เกาะ ซึ่งสะดวกรวดเร็วมาก และเราสามารถออกจากที่พักช่วงดึกๆ ได้ (เพราะไม่มีไฟฟ้าน๊ะจ๊ะ)
  • เสื้อผ้าแนะนำว่าเอาไปเท่าที่ใส่จริง จะเผื่อก็อย่าเยอะ หรือถ้าจะอยู่หลายวันก็อาจต้องเลือกเสื้อผ้าพวกที่ใส่ง่าย ซักง่าย ไม่ต้องรีด ไม่ต้องกลัวยับ ,, ส่วนกระเป๋าก็เช่นกัน พยายามแพ็คให้น้อยชิ้นที่สุด กระเป๋าควรเป็นเป้สะพาย ไม่แนะนำเอาเป็นกระเป๋าล้อลาก เนื่องจากพื้นที่ในการลากไม่ค่อยมีลานกว้างเรียบๆ ให้เข็นเฉิดฉายกระเป๋าใบสวยสักเท่าไหร่
  • ไปเกาะพยามแนะนำว่าไปพักผ่อน เงียบๆ สงบๆ อย่าเอางานไปทำหรือสร้างกิจกรรมที่อึกทึกคึกโครมมาก ,, ซึ่งจริงๆ บนเกาะก็มีบาร์+ดนตรีแนวๆ เร๊กเก้นะ เราไปนั่งแจมๆ ได้ (ทั้งนี้การเลือกที่พักที่ใกล้กับบาร์อาจมีเสียงดังตอนกลางคืนนะ)
  • ประชากรหลักของเกาะนี้เป็นฝรั่งประมาณ 70%, ชาวบ้าน 25%, ส่วน 5% คือนักท่องเที่ยวไทย
เตรียมพร้อมออกทะเลไปเที่ยวเกาะกันเถอะ ,,

ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเถอะ

เปิดศักราชที่ท่าเรือ

หากตั้งใจจะไปเที่ยวเกาะพยามแล้ว แนะนำให้ตื่นเช้ากันนิดนึงครับแล้วไปที่ท่าเรือตรงปากน้ำครับ (ส่วนตัวผมแนะนำให้กินข้าวไปให้อิ่มก่อนขึ้นเรือนะ) เราจะขึ้นเรือกันที่นี่ โดยเรือที่นี่มีให้บรืการคือ

  • เรือเมล์ธรรมดา เป็นเรือใหญ่ นั่งได้เจ็ดแปดสิบคนได้ แถมบรรทุกของได้เพียบ ,, ออกวันละ 2 รอบ คือ ขาไปเกาะพยาม 09.30 และ 14.00 น. และขากลับ 08.00 และ 14.00 น. (อาจเลทเล็กน้อยหากมีน้ำขึ้นน้ำลงจนเอาเรืออกไม่ได้) สนนราคาเที่ยวละ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนตัวแนะนำเรือเมล์ โดยเฉพาะคนที่เมาเรือหนักหรือวันที่คลื่นสูงมากๆ
  • สปีดโบ๊ท แล่นฉิวสู่เกาะพยามในเวลาประมาณ 30-45 นาที ,, ออกวันละ 2 รอบเช่นกัน คือ ขาไปเกาะพยาม 10.00 และ 14.30 น. และขากลับ 09.00 และ 13.30 น. สนนราคาเที่ยวละ 350 บาท
ผู้คนชุกชุม (ฝรั่งล้วน) เตรียมขึ้นเรือกัน
ตั๋วเรือเดินทางไปเกาะพยาม ,, เก็บไว้ดีๆ (เดี๋ยวจะมีกระเป๋าเรือไปเก็บตั๋าบนเรือ)

ตอนที่ผมมาถึงท่าเรือค่อนข้างเช้า แต่คนก็เริ่มๆ ทยอยมาเรื่อยๆ ,, ส่วนเรือก็จอดแน่นึ่ง เพราะน้ำยังไม่ขึ้น

สภาพเรือเมล์ที่เราจะไปกัน (รอน้ำขึ้นก่อนจ้า)

ระหว่างรอน้ำขึ้น เราก็มาปักหมุดแผนที่ที่จะเที่ยวกันดีกว่า มีทั้งอ่าวและจุดชมวิวหลายที่ ,, ส่วนพวกรีสอร์ทที่ผมไม่ได้พักหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องผมไม่ได้ปักหมุดไว้นะครับ


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ปู้นๆ เรือออกแล้วจ้า

ราวเก้าโมงสี่สิบห้า เจ้าหน้าที่ก็ให้สัญญาณลงเรือครับ ,, อยากบอกกว่าช่วงนี้ชุลมุนมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวก็จะแย่งกันลงไป คนเรือก็จะขนของ แถมมีบางคนลืมของอีกก็ต้องวิ่งมาเอา บางคนมาเลทอีก วุ้ย!! เอาเป็นว่าค่อยๆ ลงเรือและก็หาที่นั่งที่ชอบของตัวเองครับ

ข้ามแผ่นไม้ซีกเดียวเพื่อเข้าไปยังเรือเมล์ของเรา

และแล้ว ,, เรือก็ค่อยๆ แล่นออกจากฝั่ง บรรยากาศแถวนั้นฝั่งนึงจะเป็นย่านประมงและแรงงานพม่า อีกฝั่งจะเป็นป่าชายเลน ,, แรกๆ ที่ออกมาจากท่าเรือผมว่าทะเลแถวนั้นไม่ค่อยสะอาดทั้งจากขยะและคราบน้ำมัน แถมมีกลิ่นคาวๆ จากการทำประมงด้วย มีเรือประมงจอดเรียงกันเป็นตับ แถมเห็นแรงงานพม่าต่อคิวทำอะไรสักอย่างด้วยแหละ อิอิ

เรือค่อยๆ แล่นออกจากฝั่งแล้วจ้า (เห็นท่าเรือลิบๆ)
บรรยากาศใกล้ๆ ท่าเรือ ,, ส่วนมากเป็นเรือประมง
เรือประมงนานาชนิด ,, แล่นออกจากปากน้ำของท่าเรือ
บรรยากาศลูกเรือชาวพม่า ,, และบรรยากาศรอบๆ ท่าเรือฮะ
ออกมายังไม่ไกลมาก ,, น้ำยังไม่สวย แถมยังเห็นเรือประมงกลับเข้าฝั่งบ้าง

เรือลำที่ผมขึ้น นอกจากคนขับไทย ก็มีแรงงานพม่าอีก 2-3 คน นอกจากนั้นฝรั่งล้วน มีผมคนเดียวที่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย ,, ฝรั่งเวลาเดินทางเค้าจะชอบอ่านหนังสือสลับกับเดินชมวิว ดูดบุหรี่ และนอนหลับเป็นพักๆ (มีกรนด้วย) ,, ส่วนผมก็ดูแหม่ม นั่งเล่นทวิตเตอร์ และสลับกับถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ของเรือ ,, คิดว่าฝรั่งมันก็คงรำคาญผมเหมือนกัน ฮาๆๆๆ

แต่พออกมาจากฝั่งสักพัก กลิ่นไอทะเลที่ไม่มีกลิ่นคาวเริ่มมา เรือประมงเริ่มน้อย น้ำทะเลเริ่มสวย วันนี้อากาศดีครับ คลื่นลมสงบ ,, เราก็อินกับบรรยากาศป่าชายเลนด้านนึง ส่วนอีกด้านก็เป็นทะเล มองเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยบ้าง ส่วนเกาะใหญ่ๆ ที่เห็นเค้าเรียกว่าเกาะช้างน่ะครับ เห็นว่าคนก็ชอบไปเที่ยวเหมือนกัน

อันนี้พ่อของลูกเรือด้านบน ,, ส่วนรูปอื่นๆ สังเกตว่า ฝรั่งล้วนฮะ
บรรยากาศจากข้างๆ เรือ (เสียวกล้องตก) เห็นน้ำสีฟ้าและเกาะสวยๆ ด้วย
บรรยากาศระหว่างเดินทางครับ ,, พี่หางยาวลากเรือมาจากเกาะช้าง
ฟ้าใส, น้ำทะเลสีคราม, ลมโกรกสบาย, ไม่มีคลื่น ,, ชิลสุดยอด

สองชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป ,, เราก็ถึงฝั่งแล้วครับ

ณ ท่าเรือเกาะพยามจ้า

มาถึงฝั่ง แม้ไม่เมาเรือแต่ก็มึนได้ที่ ,, วันนี้แดดแรง ฟ้าใสดี ทะเลสีคราม เห็นชายหาดลิบๆ

ถึงท่าเรือเกาะพยามแล้วจ้าาาาา ,, วุ้วๆๆๆ

เอิ้กๆๆๆๆ กางแผนที่มาดูก่อนดีกว่า


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

พอมาถึงเกาะพยาม ,, ก่อนอื่นเราก็ต้องวิ่งปรี่ไปหาที่เช่ามอเตอร์ไซค์ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักในการไปเที่ยวที่ต่างๆ ของผมกันก่อน ตอนที่ผมไปค่าเช่ามอไซวันละ 200 บาท, น้ำมันลิตรละ 50 บาท ,, แต่ถ้าใครต้องการแค่ให้มีมอไซไปส่งที่พัก (เท่าที่เห็นเค้าให้ราคาฝรั่ง) ก็ 80 บาทนะ

ถึงชมจันทร์รีสอร์ทที่จองไว้แล้ว ,, รีสอร์ทที่นี่เป็นลักษณะบังกาโลให้เช่า ของผมเช่า 1 หลังจำนวน 1 คืน เค้าคิดราคา 600 บาท ,, เท่าที่สำรวจสภาพแวดล้อมและสภาพห้องถือว่าคุ้มค่าราคามากๆ เพราะเป็นรีสอร์ทติดทะเล จะนั่งชิลติดหาดหรือจะนอนตากลมที่เก้าอี้ผ้าใบก็ได้, สภาพห้องก็โอเคนะครับ ดูแล้วน่านอนมาก

มุมจากหาดของชมจันทร์รีสอร์ท (ป้ายรีสอร์ทสีเหลืองๆ อะ)
มุมสวยๆ ของชมจันทร์รีสอร์ทครัฟฟฟ
มุมมองจากบ้านพัก ออกไปยังชายหาดของรีสอร์ท
สภาพห้องนอนโอเคนะ ,, มีมุ้ง, ห้องน้ำแยก, แต่มีปลั้กไฟอันเดียว ชาร์จไฟก็ไม่มีพัดลม

แต่ที่นี่ไม่ใช่บังกะโลไฮโซมาก เลยยังมีพวกข้อจำกัด เช่น ปั่นไฟฟ้าเฉพาะ 18.00-22.00 น. หลังจากนี้จะใช้ไฟจากโซล่าเซล ถ้าแดดแรงก็จะมีไฟใช้จนถึงดึกๆ แต่ถ้าวันไหนแดดร่ม อีกประมาณชั่วโมงนึงไฟจะดับ ซึ่งมันจะลำบากตรงที่ไม่มีพัดลม+ยุงกัด แต่เราก็สามารถย้ายตัวเองไปนอนริมหาดได้ ลมแรงดีมาก (แต่ก็มืดๆ ดูน่ากลัวๆ นิดนึงอะนะ) แต่ถ้าใครจำเป็นต้องชาร์จแบตหลายสิ่งอันเช่นแบตกล้อง, แบตมือถือ แนะนำว่าให้ฝากเฉพาะแบตไว้ที่ Counter ชาร์จ เพราะในห้องเรามีปลั๊กแค่อันเดียวซึ่งเหมาะกับการเสียบพัดลมมากที่สุด

ไม่ได้โปรโมทหรือโฆษณา แต่ว่าถ้าสนใจลองโทรไปจองได้ที่ 085-6784166 ครับ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บของรีสอร์ทก็ได้นะครับ (ส่วนรีสอร์ทอื่นๆ ที่มีคนแนะนำผมมาบ้างก็มีพวกซิลเวอร์แซนด์, พยามค๊อทเทจ และวิจิตรบังกาโล )

เอาเป็นว่า เก็บของแล้วรีบไปรับลมทะเลดีกว่า

ขับรถเล่นรอบเกาะ

เกาะพยามจะมีถนนเส้นหลักที่เป็นถนนคอนกรีตกว้างระดับมอไซสองคันสวนกันได้ เป็นแกนกลางและพาไปยังพวกสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่นอ่าวใหญ่ ท่าเรือ หรือพวกรีสอร์ทต่างๆ ,, แต่พวกสถานที่เล็กๆ ถนนมันจะไม่ได้เป็นถนนคอนกรีตดีๆ อะ ,, บางทีก็เป็นดินลูกรัง, บางทีก็เป็นทราย, บางทีก็ต้องลุยป่าฝ่าดง, ขับขึ้นเนินและถนนที่ไม่เรียบ บางเส้นทางชันและอันตรายมากๆ เช่นตรงทางเข้าหมู่บ้านมอแกน จะเป็นทางดินที่ชันมาก เหมาะกับการเดินเท่านั้น กับอีกอย่างที่แนะนำคือ เวลาหลังพระอาทิตย์ตกควรรีบกลับที่พัก อย่าไปเดินแรดเข้าหาดเข้าป่าเพราะว่ามันมืด เกาะไม่ได้มีไฟส่องสว่างนะ

เส้นทางรอบเกาะพยาม ,, มีทั้งคอนกรีตและแบบดินทราบ
ฝ่าดงหญ้า ,, บนทางที่เป็นทราย ,, ขับรถลำบากมาก

แรกๆ ผมออกแนวงงๆ เหมือนกัน ขี่รถวนไปมา กว่าจะเริ่มจับทางที่เที่ยวได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน แต่ที่เที่ยวหลักๆ บนเกาะมักเป็นพวกหาดและจุดชมวิวอะ

อ่าวใหญ่

ชื่อมันบอกว่าอ่าวใหญ่ เป็นชายหาดที่กว้างมากระดับเดินแล้วเมื่อย กะระยะทางแล้วจะประมาณ 3-4 กม. ได้ โดยอ่าวใหญ่จะมีคลองเล็กๆ แบ่งอ่าวให้เป็น 2 โซน คือโซนบนซึ่งใหญ่กว่ากับโซนล่างที่เล็กกว่า ซึ่งรอบๆ อ่าวใหญ่นอกจากจะมีต้นไม้ล้อมรอบแล้ว ก็ยังพบที่พัก, บังกาโล (ถ้าเดินหาดีๆ จะพบที่พักถูกๆ คุณภาพดีแถวนี้นะ เห็นมีฝรั่งคนนึงนอนคืนละแค่ 200 เองอะ), และพวกบาร์เบียร์ต่างๆ ซึ่งตอนดึกๆ เราก็สามารถแว๊บมานั่งที่นี่ได้

อ่าวใหญ่,, กว้างระดับสุดลูกหูลูกตาเลยครับ
ชายหาดที่นี่มันไม่ได้ขาวใสมากนะ ,, ออกเป็นดินปนทราย
น้ำทะเลสะอาดนะ แต่ไม่ได้ใสมากนัก ส่วนนึงเพราะดินที่นี่
หาดที่นี่ไม่ใช่ทรายใสๆ แต่เป็นทราย+ดินเลนสีดำ

อ่าวใหญ่เหมาะมากสำหรับการเดินทอดอารมณ์ เพราะด้วยระยะทางของมันและลักษณะชายหาดที่โรแมนติกมากๆ ,, อ่านแล้วอาจงง เพราะถ้าสังเกตจริงๆ ทรายที่ชายหาดของอ่าวใหญ่จะไม่ใช่ทรายที่ขาวละเอียด แต่ลักษณะจะเป็นทรายปนเลนสีดำๆ หน่อยนึง ,, แต่การที่มันมีสีดำปนนี่แหละคือความโรแมนติกของมัน เพราะตอนพระอาทิตย์ตก เราจะเห็นชายหาดที่ถูกเคลือบด้วยน้ำทะเลนั้นใสเหมือนกระจกสะท้อนเลย

อ่าวสีดำถูกเคลือบด้วยน้ำทะเล ,, ใสยังกับกระจกสะท้อน
พระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่ ,, งามงด
เดินทอดอารมณ์ยามอาทิตย์อัสดง ,, สุดยอดจริงๆ
บรรยากาศที่อ่าวใหญ่ยามเย็นถือว่าโรแมนติกมากๆ

พระอาทิตย์ตกทุกวัน แต่เมื่อมองไปแล้วกลับสวยกว่าทุกวันที่เป็น

หมูบ้านมอแกน

ส่วนตัวผมว่าหมู่บ้านมอแกนที่นี่ไม่ค่อยน่ามาเท่าไหร่ อย่างที่เล่าให้ฟังคือหนึ่ง ทางไปหมู่บ้านมอร์แกนนี่ลำบากในการขับจักรยานยนต์มากๆ และชาวมอแกนไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้านะ ,, ถ้าไปแถวนี้ก็แค่ไปดูบ้านเรือนเค้า (ที่ส่วนมากอพยพออกมาจากหาดหลังโดนสึนามิ) และก็ดูเค้าเก็บกาหยูหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั่นแหละ (ซึ่งจริงๆ บนเกาะก็มีต้นกาหยูโคตรจะเยอะ ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งเกาะอยู่แล้ว)

หมู่บ้านชาวมอแกนครับ,, มีทั้งบ้านแบบเดิมและบ้านแบบใหม่
กาหยู หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เราคุ้นเคยดี
ชาวบ้านเก็บเม็ดมะม่วงฯ ,, ก่อนนำไปแปรรูปต่ออีกที

อ่าวเขาควายแบบ Unseen

จริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาที่จุดนี้เลย กะแค่ว่าเดินจนถึงสุดทางของหมู่บ้านมอแกนพอ อยากรู้แค่มันมีอะไร ไปถึงสุดทางก็เป็นโซนโขดหิน ชาวบ้านเรียกแถวนั้นว่าหัวแหลมของอ่าวเขาควาย ซึ่งเป็นจุดที่สุดแล้วของอ่าวเขาควาย ลักษณะแถวนี้เป็นป่า ทั้งป่าจริงจังและป่าชายเลนสลับกับโขดหินและดินเลน มีหาดทรายนิดหน่อย ,, ถามถึงระดับความน่ามาเรียกว่าติดลบ สังเกตจากนักท่องเที่ยวที่มีผมแค่คนเดียว

บรรยากาศตรงหัวแหลม อ่าวเขาควาย
หาดมีนิดเดียว ,, มีแต่หินและดินเลน
อะไรมันจะโขดหินขนาดน้านนนน ,, เดินลุยลำบากมาก

แต่ถ้าใครต้องการความสดและแปลกใหม่ต้องมาที่นี่แหละครับ ชาวบ้านบอกว่าต้องรอน้ำลงก่อนประมาณห้าโมงกว่าๆ ถึงจะเห็นของดี ,, เอาก็เอาวะ ไปหาดไหนมันก็คงคล้ายๆ กันแหละ ลองดูของแปลกที่นี่ละกัน

แถวนี้จริงๆ สงบดีนะ น้ำก็ใส มีปูมีปลาก็เยอะ ,, แต่หินทั้งนั้น
น้ำเริ่มลง เริ่มลง ,, เริ่มเห็นรากของต้นไม้ที่โผล่จากพื้น
น้ำลดระดับลงชัดเจนมาก ,, สังเกตสีดำกับขาวตัดกันอะ

พอน้ำลงถึงจุดๆ นึง อยู่ดีๆ ก็มองเห็นเนินทรายคล้ายเกาะโผล่ขึ้นกลางทะเล ,, ผมก็เดินฝ่าทะเลความลึกประมาณเมตรกว่าๆ ไปอยู่บนเนินนั้น ,, ดูๆ แล้วเนินนั้นไม่มีอะไร ก็มีแต่ปู (ไม่รู้จักชื่อ) ซักร้อยตัว ไม่แปลกอะไรนี่นา

มีเนิน แล้วมีปู ,, ทำไมเหรอ ไม่แปลกเท่าไหร่

แต่พออยู่บนเนินซักพัก ปูมันไม่ได้มีแค่ร้อยตัวหรอกครับ มันมีประมาณแสนเป็นล้านตัวหรือมากกว่านั้น ,, พื้นที่ที่เป็นเนินนั้นฉาบไปด้วยสีส้มที่เป็นสีของขาปูเต็มแน่นยกเว้นรอบๆ ตัวผม ซึ่งมันเจ๋งมากๆ เลยแฮะ ,, ผมพยายามวิ่งไปถ่ายรูปมันแต่ปูก็ขุดดินกลบตัวเองเพื่อหนีผม เอาว่าเก็บภาพมาตามที่จะพอถ่ายไหวก็แล้วกัน

เนินทั้งเนินกลายเป็นสีส้มไปหมดแล้ว รอบตัวเรามีแต่ปู
สีส้มของขอปูฉาบไปทั้งเนิน ,, แต่ใกล้ๆ ผมมันซ่อนตัวลงทรายหมด
ปูอะไรก็ไม่รู้ ขาส้มๆ ตัวเล็กๆ อยู่ที่เนิน ,, เวลากลัวมันจะมุดลงทราย
ขุดปูขึ้นมาจากทรายสีดำ ,, มันคงกลัวน่าดู

บรรยากาศบนเนินนั้นมันสุดยอดจริงๆ

กลางคืนแห่งเกาะพยาม

อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกนะครับ มีตั้งแต่จะเลือกนอนพักเงียบๆ ที่บังกาโล สบายๆ , นอนชิลที่หาดทราบหน้าบังกาโลรับลมทะเล นอนดูดาว, หรือจะไปนั่งดื่มและฟังดนตรีตามบาร์ต่างๆ บนเกาะ (เท่าที่สังเกตออกแนวเรกเก้, สกาเป็นหลักนะ) ราคาเครื่องดื่มไม่ได้แพงมากนะ ถูกกว่าตามผับชื่อดังในกรุงเทพฯ ละกัน ,, แต่มีข้อแนะนำว่าการออกที่พักตอนกลางคืนถ้าไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็นี่จะมีไฟฉายเล็กๆ ติดไม้ติดมือนิดนึง เพราะมันมืดและอาจเห็นทางไม่ค่อยชัด

เดินทางกลับระนองแล้ว

แหกขี้ตาตื่นไปท่าเรือเพื่อขึ้นเรือกลับ (เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันเที่ยวเช้าที่เรือออก 8.00 น. นะเธอ) ,, จริงๆ ใจผมก็อยากจะอยู่ให้นานกว่านี้ แต่ว่าด้วยความจำกัดของหน้าที่การงาน ทำให้อยู่ที่เกาะได้แค่คืนเดียว ทั้งๆ ที่อาจจะอยู่ซัก 2-3 คืน เที่ยวก็ยังไม่ค่อยครบ ความสงบก็ยังไม่ค่อยพีค… เอาเถอะ แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยมาใหม่ก็แล้วกันนะ เจ้าเกาะพยาม

ท่าเรือเกาะพยามตอนเช้า ,, ในบรรยากาศเหงาๆ ของคนที่ต้องกลับ
ผู้คนเริ่มมา เรือเริ่มพร้อม ก็เตรียมออกเดินทางกันได้
ท้องฟ้าสดใส ,, เรือค่อยๆ แล่นออกจากเกาะช้าๆ (เพราะไม่ใช่สปีดโบ๊ท)
ลาก่อนนะเกาะพยาม ,, แล้วจะมาเที่ยวหาอีก

ปิดทริปเที่ยวระนองสองวันสองคืนจำนวนสองภาคแบบสมบูรณ์ ,, หมดภาคนี้ขอแว้บกลับกทม. แป๊บนึง ,, แล้วเดี๋ยวภาคหน้ามาต่อทริปเที่ยวใต้แบบซุปเปอร์คอมโบครับ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 1 ชิลๆ ที่บนฝั่งระนอง

ช่วงนี้เป็นช่วงพักผ่อนเต็มที่โค้งสุดท้ายแล้ว!!!

สิ่งที่ผมคิดไว้อันดับแรกๆ คือไปเที่ยวใต้ กะว่าจะค่อยๆ แล่นไปเรื่อยๆ ชิลๆ จังหวัดละแปดวันสิบวัน ,, แต่คิดว่าถ้าไปแบบนั้นคงต้องขออนุญาติลากันเป็นปีเลยทีเดียว แถมตัวผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวสายใต้มาก เพราะตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันที่ตัดสินใจซื้อตั๋วไปผมยังไม่เคยลงใต้ไปต่ำกว่าชะอำ/หัวหินเลย แถมครั้งนี้ไปแบบลุยเดี่ยวสดๆ อีกต่างหาก

พับผ่าสิ!! เป็นไงก็เป็นกัน ,, ความมันเลยบังเกิด

ซื้อตั๋วไประนองดีกว่า

จังหวัดแรกที่ผมเล็งๆ จะไปคือจังหวัดระนองนี่แหละครับ ,, ถ้าถามผมว่าคิดยังไงไประนอง ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าที่ไปเพราะมีบ้านเพื่อนอยู่ที่นั่น เอิ้กๆๆๆ (ซึ่งก็ต้องขอบคุณขวัญ+ครอบครัวมากๆ ที่ดูแลเราตลอดที่ระนอง) อย่างอื่นๆ เกี่ยวกับระนองนี่ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ,, โดยสิ่งแรกที่สำหรับคนที่จะไประนองคือการซื้อตั๋วครับ

การเดินทางไประนองวิธีการหลักๆ คือการเดินทางด้วยรถทัวร์นะครับ โดยตั๋วรถทัวร์ไประนองจะมีผู้ให้บริการใหญ่และดีๆ (คือเป็นพวก ป.1 อะครับ) คือ

  • บริษัท โชคอนันต์ทัวร์ จำกัด ติดต่อได้ทั้ง Facebook, Twitter หรือเบอร์โทรศัพท์ก็ได้ที่ 02 – 8946300 ถึง 2 ,, โดยโชคอนันต์เค้ามีบริการเดินทางไปชุมพร, ระนอง, สุราษฏร์ฯ นะครับ มีขายตั๋วที่สายใต้ใหม่สุดๆ ที่ช่อง 41-43
  • บริษัท นิวมิตรทัวร์ จำกัด เจ้านี้มีแค่ระนอง-กรุงเทพฯ นะ ติดต่อได้ที่เบอร์ 02-2816939 และ 02-8946115
  • บริษัทขนส่งจำกัด อันนี้ก็ดูเอาเองละกันนะครับ

(จริงๆ ระนองมีบริการเครื่องบินด้วย ชื่อ Happy Air บริการบินเฉพาะวันศุกร์และวันอาทิตย์ แต่เห็นพ่อเพื่อนบอกว่าคนน้อย ช่วงนี้เหมือนจะยกเลิกเส้นทางไปแล้ว ยังไงก็ลองโทรไปได้ที่ 02-2165151 )

ถ้าเลือกนั่งป.1 ราคาจะตกอยู่ประมาณ 425 บาท ,, ถ้านั่ง VIP ราคาจะตกประมาณ 666 บาท

ส่วนผมเหรอครับ ,, นั่งป.2 ครับ ราคา 335 บาท คือผมไม่ได้งกหรือจะประหยัดอะไรมากขนาดนั้นนะครับ แบบว่าโดนหลอกมานั่งอะ มีคนมาตะโกนๆ เอาตั๋วระนองมั้ยพี่ ผมก็เลยไปเออออห่อหมกกับเค้า สุดท้ายก็ได้นั่งรถป.2 สมกับที่หาข้อมูลมาเพียบจริงๆ เฮ้ออออ

สภาพรถป.2 ที่จะไประนองครั้งนี้
สภาพด้านในของตัวรถ ,, ไร้คำบรรยาย

จริงๆ สถาพรถป.2 ภายนอกก็ดูโอเคนะ ,, ภายในอาจแคบไปนิดสำหรับคนอ้วนๆ อย่างผม แต่สภาพโดยรวมถือว่าพอทำเนา แต่ที่โหดคือรถจอดเยอะมากๆ อยากจอดก็จอด มีคนโบกก็จอด คนอยากลงก็จอด ปวดห้องน้ำก็จอด (เพราะไม่มีห้องน้ำในรถ) ว่างๆ ก็มีแม่ค้าขึ้นมาขายของ มีคนเดินรกไปมา ลุงคนขับก็ดูดบุหรี่ตลอดทาง ,, แต่ต้องชื่นชมรถป.2 ที่รักษาเวลาดีมากๆ แม้จะจอดเยอะแต่ก็เร่งสปีดชดเชยแทน (คือมันขับเร็วมากๆ) แถมลุงคนขับฟิตมากๆ ขับคนเดียวกว่าเก้าชั่วโมงตั้งแต่กทม. จนถึงระนองเลย

ส่วนตัวแนะนำว่า ไม่ควรขึ้นป.2 ฮะ หรือถ้าอยากลองขึ้นเพื่อสนองตัณหาแล้วก็ไม่ควรขึ้นเที่ยวเช้าฮะ เพราะมันจอดบ่อยมากๆ แถมนอนหลับไม่สนิทอีก เพราะขับรถเหวี่ยงได้ใจเหมือนโดนใครเหยียบหางมาเลย

บรรยากาศฉิ่งฉับทัวร์กับรถป.2 ,, มีฝนตกเป็นพักๆ ด้วย

จริงๆ ต้องแอบเม้ามอยนิดๆ ว่าถนนบางช่วงของสายใต้นี่ค่อนข้างแคบมาก แม้ว่าเป็นถนนเส้นหลักอย่างเพชรเกษมก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เราเข้าชุมพรและเลี้ยวตัดมาอีกทาง ต้องยอมรับว่าถนนแถวนั้นขับยากและคดเคี้ยวมากๆ เท่าที่จำได้มีโค้งนึงอันตรายมากๆ (สังเกตว่าโค้งนั้นจะมีรูปพระติดอยู่ และเขียนประมาณว่าช้าๆ ค่อยๆ ขับ) คือมันเป็นโค้งเลี้ยวขวา แต่ถนนมันเทลงซ้าย ทำให้รถไหลไปกระแทกขอบทางอยู่บ่อยครั้ง ขนาดวันที่ไปก็ยังเห็นรถไหลลงไปนอนนิ่งอยู่ที่มุมนั้นด้วยอะ

สภาพถนนลงใต้ ,, เออ... โค้งจัดจ้านมากฮะ

หลังจากนั่งรถกระดูกป่นมาเก้าชั่วโมงก็ถึงท่ารถที่ระนองแล้วฮะ

ขอเที่ยวบนฝั่งก่อนละกัน

คือจริงๆ ที่เที่ยวที่กินของระนองมีเยอะกว่านี้นะครับ แต่ว่าทั้งหมดที่เที่ยวบนฝั่งใช้เวลา 1 วันถ้วนๆ เลยเก็บมาได้ไม่ครบมาก แถมมีบางช่วงมีฝนปรอยๆ ลงมาด้วย ,, เอาเป็นว่าค่อยๆ ไล่ติดตามจาก Map ละกันครับ ซูมเข้าซูมออกได้ตามอัธยาศัย แถมแต่ละไอคอนของ Map กดเข้าไปมีรายละเอียดสั้นๆ อยู่ หรือใครจะจดเป็นแผนที่ระนองไว้เผื่อไปเที่ยวก็ไม่ว่ากัน

<
ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคระนอง :: ตอนที่ 1 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เริ่มจากที่เที่ยวกันก่อนดีกว่า

สิ่งนึงที่ควรเผื่อไว้ในการที่คิดจะมาเที่ยวระนองคือเรื่องฝนเพราะที่ระนองฝนตกบ่อยและบางทีตกเพราะอยากตก ถึงขั้นหลายคนกล่าวว่าฝนแปดแดดสี่ (คือมีแดดจริงๆ แค่ 4 เดือนคือช่วงมกราคา-เมษายนเอง) ดังนั้นอาจต้องเตรียมร่มและอุปกรณ์กันน้ำเผื่อไปด้วย และเพื่อความง่ายผมจะแบ่งโซนสำหรับไปเที่ยว 3-4 โซน (ตามที่ผมคิดเอง) ละกัน ,, โดยวันนี้ผมจะขี่มอไซฝ่าสวนปาล์มและสวนยางไปลุยตามที่ต่างๆ นะครับ

โซนทางเหนือ

แถวๆ กระบุรี

จริงๆ แถวนี้ผมแวะมานิดเดียว คือขับจักรยานยนต์จากตัวเมืองวนมาแถวๆ สะพานข้ามแม่น้ำกระที่ต้องบอกว่ากว้างพอๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยาเลย โดย ณ จุดนี้เราสามารถเห็นพม่าได้ด้วยตาเปล่า ดูสภาพบ้านเรือนและวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้นเล็กน้อยแล้วกะว่าจะหาอะไรกินแถวนั้น แต่เท่าที่เห็นร้านปิดไปเยอะ เลยไม่ได้ไปลุยต่อ ,, ซึ่งจริงๆ ถ้าลุยไปเรื่อยๆ กระบุรีก็จะมีซาลาเปาทับหลีขายเต็มสองข้างทางถนนเพชรเกษม

สะพานข้ามแม่น้ำกระ และเราสามารถเห็นฝั่งพม่าจากบนสะพาน

น้ำตกบุญญปาล

น้ำตกบุญญปาลก็เป็นอีกที่ที่คนชอบมาเที่ยวนะ ซึ่งน้ำตกดังกล่าวเกิดจากต้นน้ำในป่าละอุ่นและป่าราชกรูด ช่วงหน้าฝนที่น้ำเยอะๆ น้ำตกที่นี่จะสวยและใหญ่มาก (แต่ก็คงมาเที่ยวลำบากเพราะฝนตก) แต่ถ้ามาหน้าแล้งก็จะแบบในรูปที่เห็นอะครับ แต่ผมว่ามันก็ยังสวยนะ ส่วนนึงคงจากความสูงของน้ำตก และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่แถวๆ นั้น

มุมพักผ่อนที่น้ำตกบุญญปาลครับ
ถ้าช่วงที่น้ำเยอะๆ มันคงจะใหญ่และสวยมาก

ช่วงที่ไปแอบโชคดี มีสาวๆ มาเล่นน้ำด้วย 🙂

ถ้าโชคดีก็จะเห็นสาวๆ มาเล่นน้ำด้วย เอิ้กๆๆ

สุสานจีน

ใจจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาหรอกครับ แต่พอดีพี่คนที่พามาด้วยเค้าจะมาไหว้สุสานบรรพบุรุษเค้า ทีแรกไอ้ผมก็กะจะรอข้างนอก แต่เค้าบอกว่าข้างบนสวย ,, เออออห่อหมกแล้วผมก็เลยไปด้วย ซึ่งมันก็สวยจริงๆ ทำเลมันเหมาะกับการเป็นฮวงซุ้ยมากๆ ด้านหลังเป็นภูเขาด้านหน้าเป็นน้ำ (ทะเล) แถมภูเขาที่เห็นลิบๆ ก็คือฝั่งพม่านั่นเอง

ขึ้นมาบนเนินของสุสาน มองทะลุทะเลข้ามไปถึงฝั่งพม่าได้สบายๆ

ถ้าไปเที่ยวเฉยๆ ไม่ต้องแวะก็ได้ครับ เพราะมันเหมาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเท่าไหร่

จุดชมวิว

ถ้ามาจากตัวเมือง ขี่ฝ่าทางเลี้ยวลดคดเคี้ยวมาหน่อย จุดชมวิวจะถึงก่อนน้ำตกบุญญปาลนิดนึง

ทางคดเคี้ยวเล็กน้อย เพื่อเข้าสู่จุดชมวิว ,, เย่ๆๆ

เมื่อถึงจุดชมวิวแล้วต้องบอกว่าเซ็งนิดๆ จริงๆ ที่จุดนี้มันสวยมากๆ เห็นวิวตั้งแต่ป่า ลากยาวมาเจอสวนปาล์มและสวนยาง แต่ถ้ามองทะลุไปก็จะเห็นทะเลด้วย ,, แต่ที่เซ็งเพราะว่าต้นไม้แถวนั้นมันแอบรกบังไปหน่อย (แถมบางส่วนยังเป็นพวกต้นยางของชาวสวนด้วย)

วิวสวยๆ ส่วนนึงจากจุดชมวิว (อันนี้เขยิบมาถ่ายข้างถนน)

บ่อน้ำร้อนและหาดส้มแป้น

บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณ

อีกหนึ่งสิ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดระนองคือพวกตระกูลน้ำแร่ครับ ,, คนที่นี่เชื่อว่าหากได้อาบและแช่น้ำแร่แล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งถ้าหากจะมาสัมผัสน้ำแร่แล้ว ที่นี่ก็มีใช้แบบทั้งกินและทั้งอาบ มีทั้งแบบเสียเงินเข้าสปาหรูหราไฮโซ หรือจะรับบริการฟรีๆ ที่บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณก็ได้ครับ

บ่อน้ำร้อนก็เป็นอรกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

ที่นี่อยู่ไม่ไกลตัวเมืองมาก แถมเปิดบริการตลอด แบ่งเป็นโซนหลักๆ เท่าที่ผมจำได้คือ

  • โซนบ่อหลัก คือจริงๆ บ่อที่นี่มีหลายบ่อมากๆ ทั้งบ่อพ่อ, บ่อแม่, บ่อลูกสาว, บ่อลูกชาย แต่ที่คนชอบไปอาบและตักน้ำไปใช้มากที่สุดคือบ่อพ่อ เพราะด้วยขนาดและอุณหภูมิที่ร้อนจัดจ้านประมาณ 50-65 องศา เวลาจะใช้ให้เอาถังหรืออะไรไปตัต่ออีกทีนึงนะ ไม่ใช่โดดลงไปในบ่อตรงๆ (ส่วนบ่ออื่นๆ จะเล็กกว่า ส่องเข้าไปก็มีแต่เหรียญแฮะ)
  • โซนที่เอามาแช่ตัว ซึ่งตรงนี้เค้าจะต่อท่อมาจากแบบแรกแล้วทำเป็นบ่อให้คนมาแช่เลย ไม่ต้องซื้อตั๋วหรือขออนุญาติใคร ชาวบ้านนักท่องเที่ยวจะมานั่งแช่จะอาบก็ไม่ว่ากัน (แนะนำว่าล้างเท้าก่อนที่จะเข้าไปแช่นะ ถ้าขี้เกียจเดินไปล้างก็วักน้ำตรงนั้นมาล้างก็ยังดี) ตัวน้ำแร่จะร้อนกำลังได้ใจมาก คือถ้าเราจุ่มแบบเทสๆ จะรู้สึกว่าร้อนมาก แต่ว่าลองจุ่มไปจริงๆ มันก็ร้อนเฉพาะช่วงแรกๆ แต่ถ้าแช่ไปซัก 1-2 นาทีแล้วจะรู้สึกสบายโคตรๆ เรียกว่าไม่อยากออกมาจากน้ำร้อนเลย
อันนี้บ่อพ่อ ,, บ่อใหญ่สุดและอุณหภูมิร้อนแรงมากๆ
อันนี้เป็นโซนนั่งแช่ๆ ใครใคร่แช่ก็ไปแช่
แรกๆ ร้อนทรมานมาก ,, แช่ไปแล้วติดแฮะ สบายโคตรๆ

แนะนำให้ไปช่วงเย็นๆ เพราะตอนกลางวันอากาศร้อนมากส์ เจอน้ำร้อนอีกเกรงจะสุกเอา ,, อีกอย่างช่วงเย็นๆ จะมีสาวๆ มาแช่น้ำด้วย แฮ่ๆๆๆ สดชื่นสุดๆๆ

ตอนเย็นๆ แล้ว คนเยอะมากๆ ,, สาวๆ เพียบ

วัดหาดส้มแป้น

ถัดจากบ่อน้ำร้อน ขับขึ้นเขามาเรื่อยๆ ก็จะเจอวัดหาดส้มแป้น หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากเพราะเป็นที่ตั้งของศาลาที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่อคล้าย พระภิกษุที่ชาวระนองเคารพและนับถืออย่างมาก ซึ่งท่านได้มาจำพรรษาและมรณภาพที่วัดนี้ ,, กิจกรรมที่วัดหลักๆ นอกจากไปไหว้พระแล้วก็จะมีให้อาหารปลาด้วย

มีรถจากในเมืองไปยังวัดหาดส้มแป้นด้วยนะเธอ
บรรยากาศในวัดหาดส้มแป้นครับ -/\-

วันที่ผมไปฝนตกและน้ำในคลองขุ่น แต่ก็ยังเห็นชัดนะว่าปลาที่นี่ตัวใหญ่มากๆ แนะนำว่าถ้าจะมาปล่อยลูกปลาที่นี่อาจลำบากหน่อย เพราะคาดว่าจะเป็นการให้อาหารปลายักษ์เหล่านี้มากกว่า เอิ้กๆๆๆ ,, ส่วนอาหารปลาจะซื้อจากข้างล่างก็ได้หรือจะซื้อที่วัดก็ได้

มุมให้อาหารปลา (ตัวโตมากๆ) ที่วัดหาดส้มแป้น

เหมืองดินขาวกับอ่างเก็บน้ำ

ระหว่างทางที่ขับไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นมีคนขุดดินและทำเหมืองดินขาวเยอะมากๆ ซึ่งดินขาวที่เราใช้ทำเซรามิคส่วนมากก็มาจากระนองทั้งนั้น ,, แต่จริงๆ เหมืองพวกนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวนะ ผมแค่ชอบมุมและสีมันสวยนะ ดินสีขาวต้นไม้สีเขียวตัดกับท้องฟ้าคราม แถมถ้าแดดแรงๆ น้ำที่เอามาใช้ทำเหมืองดินมันจะออกสีฟ้าครามๆ ด้วย ผมแค่ชอบสีสันของมันเลยเอามาฝากเฉยๆ

เหมืองดินขาวๆ สีสันสวยมากๆ

แถวนั้นมีสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ด้วย กำลังสร้างกันอยู่ ,,

กำลังสร้างอ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้นกันอยู่

ระนองแคนย่อน

ที่นี่เค้าว่าเคยเป็นเหมืองเก่ามาก่อน ทีนี้พอขุดเหมืองไปเรื่อยๆ ดันไปเจอตาน้ำ ทำให้ไม่สามารถทำเหมืองต่อได้และก็กลายเป็นระนองแคนยอน ,, ที่นี่เป็นคล้ายๆ ทะเลสาบย่อมๆ อยู่ตรงกลางแล้วมีภูเขาหินปูนทรงประหลาดล้อมรอบ ท่านสามารถมานั่งพักผ่อนชิลๆ ได้ที่ศาลา หรือจะให้อาหารปลาที่นี่ก็ได้

บรรยากาศสุดยอดมากๆ ที่ระนองแคนยอน
ดังทะเลสาบที่มีขุนเขาล้อมรอบ ,, ที่ระนองแคนยอน
น้ำใสได้อีกอะ เห็นปลาว่ายกันเลยทีเดียว
สามารถให้อาหารปลาที่นี่ได้ ,, และปลาที่นี่เชื่องมากๆ

ซึ่งที่นี่ผมชอบมากๆ เพราะน้ำใสและปลาเป็นกันเองมากๆ ไม่กลัวคนเลย (แถมว่ายน้ำตามเราเดินอีกนั่น) เราสามารถลงไปเล่นน้ำตื้นๆ ใกล้ๆ ฝั่งพอได้ แต่อย่าไปไกลเพราะน้ำลึกแบบไม่รู้ตัวและอันตรายมากๆ

ฝั่งท่าเรือและสุสานเจ้าเมือง

จริงๆ ระนองมีท่าเรือ/แพปลาเยอะมาก ทั้งแบบของเอกชนทั่วไปและของราชการ แต่การเดินทางไปท่าเรือเหล่านี้เราจะต้องไปอีกทางตรงทางแยกที่เขียนว่าท่าเรือระนอง ซึ่งทางดังกล่าวเป็นทางเข้าเมืองระนองทางเลียบไปกับน้ำทะเล ซึ่งสมัยก่อนการที่จะเข้าเมืองระนองจะไปทางเส้นนี้ ก่อนที่ต่อมาจะมีการตัดถนนเพชรเกษมและเปลี่ยนเส้นทางหลักไป

ล่องลอยไปตามถนนติดทะเล ,, แวะท่าเรือมากมาย
ท่าเรือระนองครับ ,, เป็นท่าที่ใหญ่มาก เมื่อก่อนเข้าได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีกิจห้ามเข้า
ท่านี้มีเรือใหญ่ๆ มาเทียบท่าเพียบเลยแฮะ

ก็ค่อยๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ เข้าท่านั้น ออกแพนี้ ,, เข้าไปดูบ้าง โดนไล่บ้าง สนุกดี

สุดท้ายจบที่ท่าเรือท่าโพธิ์ครับ ,, ที่นี่ผมโชคดีตรงที่มีชาวพม่าเอาปูดำตัวใหญ่ๆ มาขายเทียบท่า ผมก็เลยไปขอซื้อต่อเค้ามาในกิโลละร้อยกว่าบาท จับตัวใหญ่ๆ มา 4 ตัว ชั่งแล้วบวกลบคูณหาร ตกตัวละห้าสิบบาท (คิดว่าถ้าปูดังกล่าวเดินทางมาถึงภัตตาคารในกทม. น่าจะตกตัวละ 500-800 บาท นะ) ถ้าเทียบขนาดคร่าวๆ แล้วประมาณ 2 เท่าไอโฟนอะ คิดเพลินๆ ว่าถ้าเชือกที่มัดมันขาดออกมาผมว่าก้ามปูอันล่ำสันของมันสามารถงับนิ้วผม Amputate ไปได้สบายๆ เลย เอิ้กๆๆๆ สยอง

ถึงแล้วครับ ,, ท่าเรือท่าโพธิ์
ได้ปูสดๆ มาแล้ว ,, ราคาถูกมากๆๆ
ปูดำสดๆ ตัวเบ้อเริ่ม 4 ตัว ,, ได้อาหารเย็นคืนนี้แล้วสินะ

ขับไปจนสุดทางท่าเรือ จะวกกลับเข้ามาทางในเมือง ก็ขออนุญาติไปคาราวะสุสานเจ้าเมืองระนอง ซึ่งเป็นที่ฝังศพเจ้าเมืองระนองคนแรกครับ ,, ที่นี่กว้างไพศาลมากๆ ผู้คนส่วนมากที่ขับรถผ่านก็จะบีบแตรเพื่อแสดงความเคารพครับ

สุสานเจ้าเมืองระนอง ,, กว้างใหญ่มากๆ

หลังจากขับรถวนไปรอบเมืองแล้ว จะสังเกตว่ามีชาวพม่าเยอะมากๆ เผลอๆ จะเยอะกว่าคนระนองอีก มองไปไหนก็พม่า ทางซ้ายหรือขวาก็จะต้องมี บางคนดูเหมือนคนไทย พูดไทยได้นิดหน่อย แต่พอหันไปคุยกับเพื่อนร่วมชาติแล้วคล่องปร๋อมากๆ เท่าที่เห็นส่วนมากเค้ามาขายแรงงานนะ คือเจ้าของกิจการเป็นคนไทยแต่ลูกน้องในร้านหรือในเรือเป็นพม่าเกือบหมด

จริงๆ อย่างที่บอกแหละครับ ที่เที่ยวที่นี่ยังมีอีกเยอะ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดก็เลยได้แค่นี้ แต่เชื่อเถอะครับ แค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว ,, เอาเป็นว่า เราไปกินกันเถอะครับ

ถึงเวลากินกันแล้วสินะ สินะ

เดินทางมาตั้งแต่เช้า แถมเที่ยวมากันจนเหนื่อย จะไม่มีอาหารการกินซักหน่อยก็คงไม่ใช่ blog ผมเท่าไหร่ ซึ่งอาหารทั้งหมดที่เอามาลงมีเจ้าถิ่นพาไปชิมล้วนๆ ,, เอาเป็นว่า เปิดศักราชกันด้วยด้วยติ่มซำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารเช้ายอดนิยมของชาวระนองกันก่อน โดยจะไปกินกันที่ร้านระนองโอชา ซึ่งเปิดเฉพาะช่วงเช้าและเที่ยงๆ เท่านั้น

มาชิมติ่มซำระนอง ,, ที่้ร้านระนองโอชาครับ

ติ่มซำที่นี่เราสามารถเปิดตู้เข้าไปเลือกและหยิบได้เท่าที่เราต้องการเลย (ไม่บุฟเฟต์นะ) ซึ่งถ้าพอใจแล้วก็ส่งให้น้องๆ พนักงานเค้าเอาไปนิ่งให้ ,, ส่วนตัวเราก็เดินเฉิดฉายไปนั่งที่โต๊ะ สั่งเครื่องดื่มหรือพวกอาหารเช้าอื่นๆ มากินด้วยได้ เช่นโจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปัง บ๊ะจ่าง ฯลฯ

ติ่มซำแช่เย็นในตู้ ,, อยากได้อยากกินอันไหนก็เลือกมาครับ
เลือกหยิบติ่มซำได้ตามอัธยาศัย ,, ย้ำอีกทีว่าไม่บุฟ

เท่าที่ลองชิมแล้วคุณภาพใช้ได้เลยนะ อาหารสดดีและน้ำซุปกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับนึ่งมาร้อนๆ ควันพวยพุ่ง (ระวังสะกดผิด) งับเข้าปากแล้วต้องบอกว่าอร่อยมากๆ ให้ความอบอุ่นยามเช้าได้ดีมากๆๆ

ติ่มซำร้อนๆ มาเสริฟแล้วครัฟฟฟ
นานาติ่มซำที่สั่งมาวันนี้ ,, จัดหนักมากๆๆ

สนนราคาติ่มซำจะประมาณ 10-15 บาท แล้วแต่ความหรู เลือกติ่มซำมาแบบจัดหนักจนอิ่มแทบอ้วกสองคน รวมๆ แล้วเฉลี่ยตกประมาณไม่ถึงร้อยบาท เอิ้กๆๆๆ

ต่อกันด้วยซีฟู้ด

แหมๆๆ มาใต้ทั้งทีก็ขอซีฟู๊ดสักหน่อยละกัน

โดยร้านที่วันนีไปเยี่ยมเยียนมีชื่อว่า “ตั้กปลาเผา” ซึ่งร้านนี้หาไม่ยากครับ อยู่ติดถนนเพรชเกษม (ก่อนถึงบขส.ซัก 2 กม.) จุดเด่นของร้านนี้ ปลาและอาหารทะเลบางส่วนนั้นนำมาจากแพของเจ้าของร้านเอง คืออารมณ์ประมาณว่าอยากเปิดร้านอาหารชิลๆ โดยเอาพวกกุ้งหอยปูปลาจากแพมานั่งกินกับเพื่อนๆ ,, แต่ด้วยความสดและรสชาติอาหาร ร้านนี้ก็เลยมีคนมากินเยอะขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้เรียกว่าจะต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว

หน้าร้านตั้กทะเลเผาครับ ,, มีให้เลือกนั่งทั้งข้างนอกข้างใน
ปลาเผาและอาหารทะเลปรุงกันสดๆ ,, หอมมากมาย
ซีฟู้ดสดๆ ทั้งปลา, กุ้ง และปลาหมึกของที่ร้านครับ

ส่วนปูที่เราซื้อมาล่ะ!!!

ไม่ได้ลืมหรือหนีหายไปไหนหรอกครับ ผมเก็บไว้ไปทำกินอีกมื้อนึงที่พ่อเพื่อนพาไปกินอีกเช่นกัน (แต่ร้านนี้ผมจำชื่อไม่ได้แฮะ) ,, ปูทั้งหลายก็ส่งต่อให้พ่อครัวทำมาให้ (พูดง่ายๆ คือฝากเค้าทำน่ะ เรากินเป็นอย่างเดียว เอิ้กๆๆ) พร้อมระหว่างรอปูก็สั่งอาหารซีฟู้ดนานาชนิดมาชิมกันอีก ทั้งปลาหมึกย่าง, หอยนางรมยักษ์ผัดกระเทียม และปลาสามรส ,, กินอาหารทะเลสดๆ นี่มันอร่อยมาก ต่างกับที่เอาไปกินที่กรุงเทพหรือเชียงใหม่ราวฟ้ากับเหวเลยแฮะ

ปลา, ปลาหมึก และหอย สดมากๆๆ ,, อร่อยสุดๆ อะ

และแล้วปูของเราก็มาในรูปแบบของพริกไทยดำและอบวุ้นเส้นครับ ,, ปูสดและหวานมากๆ ไม่มีกลิ่นดินหรือกลิ่นน้ำมันเลย แถมเนื้อปูยังเด้งดึ๋งเป็นก้อนดี โดยเฉพาะส่วนก้ามปูนี่เป็นอะไรที่อร่อยมากๆ มันหนุบหนับดึ๋งดั๋งอย่างบอกไม่ถูกเลย แนะนำว่าราดน้ำที่ผัดพริกไทยดำลงไปหน่อยนี่ โอ๊ย… ได้โดนมากๆ เข้ากันสุดๆ

ปูดำผัดพริกไทยดำ ,, อร่อยเมพสามโลก
โชว์ก้ามโตๆ ในหม้อปูอบวุ้นเส้น ,, อร่อยมากมาย

ซัดปูไปสี่ตัวแล้วก็อิ่มมากมาย ,, เดี๋ยวไปเที่ยวภาค 2 ที่เกาะพยามกันต่อดีกว่า