ສະບາຍດີ ຫຼວງພຣະບາງ ตอนที่ 2

หลังจากผ่านตอนแรกของการไปเยี่ยมชมเมืองหลวงพระบางมาแล้วก็จะมาต่อกันที่ตอนที่ 2 ซึ่งตอนนี้หลักๆ จะเป็นการเที่ยวเล่นในตัวเมืองหลวงพระบางซะมากกว่า โดยเราจะใช้แผนที่ใช้อันเดียวกับตอนที่แล้วเลย แต่ซูมให้เห็นชัดนิดนึง (ขี้เกียจปักหมุดหลายรอบแล้ว ขอก๊อปมาดื้อๆ เลยละกัน)

แนะนำว่าเที่ยวหลวงพระบางให้ทั่วควรมียานพาหนะ เพราะกะจะเดินไปแต่ละที่ก็ไกลพอตัว หรือจะนั่งรถตุ๊กๆ ก็แพงอยู่ ,, ซึ่งยานพาหนะที่ผมแนะนำก็คือเจ้ารถถีบนี่แหละ มีให้เช่าแทบจะทุกซอย สนนราคาจะประมาณ 80-100+ บาทต่อวันแล้วแต่สภาพรถ ซึ่งผมว่าถ้ามีแรง+ไปกะเพื่อนหลายๆ คนนี่สนุกดีมากนะ แต่ถ้าขี้เกียจมากๆ หรือไปกะคนแก่ จะเช่ามอไซก็ไม่ว่ากัน

อย่าลืมนะครับ คนลาวเค้าขับรถคนละฝั่งกับเรา

เช่ารถถีบมา ต้องปั่นให้คุ้ม #แฮกๆๆๆๆ


View หลวงพระบาง in a larger map

เริ่มกิจกรรมกันตั้งแต่เช้าครับ

ตักบาตรข้าวเหนียว

หลังจากที่เที่ยวกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกันในตอนที่แล้ว เราก็กะว่าจะไปใส่บาตรข้าวเหนียวกันซักหน่อย ซึ่งมีหลายๆ คนแนะนำว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

คนลาวตอนเช้าเค้าจะตื่นมาตักบาตรข้าวเหนียวกัน 🙂

จนเมื่อถึงรุ่งเช้า เราก็ถูกปลุกให้ตื่นโดยเพื่อนข้างห้องที่มันดันตื่นก่อน ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ดีๆ ก็มีคนพรวดเข้าห้องมาแล้วก็มาบอกว่าพวกมึงตื่นสายกันจัง กูไปก่อนนะ (แล้วเราก็งีบต่ออีกแป๊บนึง) กว่าจะเริ่มสร่างได้สติบ้างก็คนพบว่าเพื่อนทุกคนได้หนีหายกันไปหมดแล้ว มองนาฬิกาก็หกโมงกว่าๆ เกือบเจ็ดโมงแล้ว แล้วทริปตักบาตรข้าวเหนียวที่เราแพลนเราล่ะ จะล่มสลายไปหรือไม่… ,, ผมกับสนุ๊กเกอร์ (เพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกัน) ก็รีบแบกกล้องและตาลีตาเหลือกออกจากเกสต์เฮ้าท์แบบสะลึมสลือ (แบบว่าลงจากเกสต์เฮาท์มายังไม่รู้ว่าทางไหนทางซ้ายหรือทางขวา)

แหกขี้ตามาชมหลวงพระบางยามเช้า + รอใส่บาตรข้าวเหนียว

ทันใดนั้น ก็มีแม่ค้าชาวลาววิ่งพรวดเข้ามาถามเราว่าตักบาตรไปกันหรือยัง อีกทั้งยังชวนไปใส่บาตรด้วยเพราะว่าเป็นวันพระใหญ่ (ช่วงนั้นน่าจะตรงกับวันพระพอดี) เราก็ตอบไปทั้งๆ ที่เมาขี้ตาว่าไปด้วย ซึ่งแม่ค้าก็โบกรถตุ้กตุ้กแล้วก็หอบหิ้วเราไปพร้อมสัมภาระของแก ,, จนพอถึงที่หมาย แกก็จัดการปูเสื่อแล้วก็เสิร์ฟกระติ้บข้าวเหนียวร้อนๆ กับกล้วยดิบและขนมห่อเล็กๆ ให้เราใส่บาตรพระ (ซึ่งน่าจะเป็นพระกลุ่มสุดท้ายแล้ว) ซึ่งพระที่นี่เดินเร็วมากๆๆๆ เวลาจะใส่บาตรนี่ต้องพร้อมเลยนะ มือนึงจกข้าวเหนียว อีกมือเตรียมหยิบกล้วย พอพระมาถึงท่านจะแง้มฝาบาตร เราต้องรีบใส่ตอนนั้นเลย จะมาเหยิมๆ ใจเย็นๆ ต่อนยอนต๊ะต่อนยอนนี่ไม่ได้เลยนะ ถ้าจกข้าวเหนียวไม่ทันพระที่ผ่านท่านก็จะปิดบาตรแล้วเดินจากเราไปเลย แล้วอีข้าวเหนียวนี่นะอยากบอกว่าร้อนมากๆๆๆ จกเรื่อยๆ รัวๆ แบบคอมโบยี่สิบองค์ต่อกันนี่เอามือแทบสุก ,, กว่าจะตักบาตรเสร็จนี่เหนื่อยมาก

และปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่างเมื่อแม่ค้าแกควักเครื่องคิดเลขแล้วก็กดๆๆๆๆๆ ข้าวเหนียวติ้บละหมื่นกีบ กล้วยถาดสองหมื่นกีบ ฯลฯ บวกไปบวกมาแล้วก็บอกว่าสรุปที่ใส่บาตรไปน่ะคนละเจ็ดหมื่นกีบบวกกับค่ารถอีกหมื่นกีบรวมทั้งหมดก็แสนห้าหมื่นกีบ เห็นราคาแล้วแอบตกใจ นั่นมันเป็นการตักบาตรที่ราคาแพงที่สุดที่เคยใส่มาเลยนะนั่น!!!!! (จริงๆ คิดแล้วจะตกประมาณคนละ 300 บาท)

ก็ว่า แม่ค้าที่ไหนทำไมใจดีให้ใส่บาตรฟรีแถมโบกรถให้ ,, ทางที่ดีตื่นเช้าแล้วเตรียมมาใส่บาตรเองจะดีกว่าครับ

จริงๆ ก็จะมีคนขายข้าวเหนียว+จัดแพคเกจใส่บาตรข้าวเหนียวให้ด้วยนะ
อีกหนึ่งกิจกรรมสุดฮิตครับ ,, ตักบาตรข้าวเหนียว
ตักบาตรข้าวเหนียวนี่คนเยอะมากๆ เลยนะ

นอกจากนั้นก็มีทัวร์ลากเอาฝรั่งตาน้ำข้าวมาใส่บาตรด้วย ทีแรกก็ดูน่ารักดีนะ แต่พอวนๆ ไปในเมืองเรื่อยกลับพบว่าคนท้องถิ่นจริงๆ เค้าไม่ได้มองว่ามันน่ารักสักเท่าไหร่ แถมแอบไม่ค่อยชอบด้วยที่เอาการตักบาตรซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สวยงามของเค้ามาทำเป็นการค้าโดยเฉพาะกับผู้คนที่ไม่ได้เข้าใจความสำคัญที่แท้จริงกับการใส่บาตรเลย (ลองอ่านที่เป็นภาษาอังกฤษดูนะครับ)

มีทัวร์ลากเอาฝรั่งมาตักบาตรด้วย
การตักบาตรของเค้าเป็นอะไรที่มากกว่าการเอาข้าวใส่บาตรนะครับ

เอาเป็นว่าใส่บาตรเสร็จก็หิวพอดี

หาอะไรกินที่ตลาดเช้า

ท่ามกลางฝนพรำยามเช้าหลังจากใส่บาตรเสร็จ ผมกับเพื่อนๆ ก็เดินฝ่าฝนไปที่ตลาดเช้าครับ

อารมณ์ตลาดเช้าเนี่ยมัยจะประมาณตลาดนัดปนกับตลาดสดบ้านเราที่เอาขายของสองข้างถนนนี่แหละครับ ของที่ขายนี่มีสารพัด ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือแจว ทั้งของสด ของแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ ของฝาก ฯลฯ มีที่นี่หมด เดินไปก็ดูเพลินๆ (แต่ของบางอย่างเห็นแล้วก็แอบตกใจ มีสัตว์เลี้อยคลานโดนชำแหละมาขายก็มี แต่ก็ดูสดดีนะ) เดินไปเดินมาหิวเจออะไรก็ซื้อได้เลย

อย่างอันแรก (ก่อนเดินเข้าตลาด) ก็เจอ Baguette ที่ผ่านการ Modify แบบชาวลาว แม่ค้าบอกว่าคนลาวเค้ากินแบบนี้กัน ไอ้พวกกินกับไข่ดาวนั่นฝรั่งกินกัน ไม่อร่อยหรอก ของเราอร่อยกว่า ,, เจอโฆษณาแบบนี้ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยจัด Baguette แบบลาวมาสักดุ้น (ประมาณครึ่งท่อนของขนมปังฝรั่งเศส) เห็นเค้าใส่เครื่องเยอะเลย ทั้งแจ่วบอง, แตงกวา, แฮม, ฯลฯ เหยาะแม๊กกี้นิดหน่อยแล้วปิดท้ายด้วยการราดน้ำจิ้มไก่พันท้ายนรสิงห์ ,, ลองชิมแล้วผมว่าอร่อยมากเลย รสชาติจัดจ้านทั้งหวานเค็มเผ็ด แถมมีกลิ่นแจ่วบองที่ละมุนและเติมเต็มความเป็นลาวบนขนมปังฝรั่งเศสได้ดีมากๆ

ชิ้นละหมื่นกีบจ้า 🙂

เติมพลังด้วย Baguette แบบลาวสไตล์~
ผมว่า Baguette แบบลาวนี่ถูกปากผมมากว่าแฮะ...

จากนั้นก็เดินลุยตลาดครับ เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด แต่สุดท้ายผมก็ซื้อแค่ข้าวเหนียวเนื้อปิ้งหมูปิ้ง อร่อยดีเหมือนกัน ,, ส่วนที่เหลือก็ไปแย่งกินกับเพื่อนๆ นี่แหละทั้งข้าวจี่ และขนมแป้งๆ ใส่มะพร้าวขูด (ผมว่าข้าวจี่เค้าอร่อยดีนะ เค็มๆ ดี)

จริงๆ ตลาดเช้าบ้านเค้านี่ก็คล้ายๆ ตลาดสดบ้านเราอะนะ ,, แต่ hardcore กว่า
ขอให้วันนี้ขายดีๆ ด้วยเถ้อะ~~~
ถอยข้าวจี่มากินเล่น ,, เค็มๆ อร่อยดีนะ
ขนมอันนี้ก็คล้ายๆ ขนมบ้านเราเหมือนกันนะ

อิ่ม~~~~~~~~~

ปั่นรถถีบแอ่วหลวงพระบาง

พออิ่มท้อง เราก็ออกเดินทางกันต่อครับ พูดเหมือนไปไกล แต่จริงๆ ก็ปั่นรถถีบเล่นแถวนั้นแหละครับ

เริ่มที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง เก็บค่าเข้า 30,000 กีบ (ถ้าจะเข้าไปดูข้างในอะนะ) ที่นี่เดิมเคยเป็นวังเก่าไปก่อนแต่ตอนนี้ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บพวกของเก่าๆ ของเมืองหลวงพระบางไว้ ลืมบอกไปว่าด้านในห้ามถ่ายรูปนะครับ ,, ส่วนด้านนอกจะมีโรงละครพระลักษมณ์พระรามอยู่ด้านซ้าย และมีสิ่งก่อสร้างคล้ายวิหารอยู่ด้านขวา (เค้าบอกว่าที่นี่มีพระบางประดิษฐานอยู่ด้วย แต่พอเข้าไปดูก็ไม่มีอะไร) และด้านหลังเป็นโรงจอดรถเก่าที่เจ้าของเมืองลาวเคยใช้มาก่อนครับ

ปั่นรถถีบเที่ยวเมืองหลวงพระบางนี่ก็สะดวกดีนะ
พิพิธภัณฑ์ของหลวงพระบางครับ ,, เสียค่าเข้า 30000 กีบ
เค้าบอกว่าที่นี่เดิมเคยเป็นวังเก่า ,, แต่ตอนนี้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแระ
เค้าบอกว่าพระบางประดิษฐานที่นี่ ,, แต่พอเข้าไปก็ไม่เห็นมีนะ

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็ไปหาร้านของฝากชื่อว่าร้าน Kobnoi ครับ (น่าจะอ่านว่ากบน้อยนะ) ที่นี่จะรวมของฝากจากทั่วเมืองลาวเลย พวกผ้าต่างๆ ก็จะเป็นเกรดดีหน่อย งานจะปราณีตกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ราคาขายนี่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ หรือถนนคนเดิน อย่างผ้าพันคอผืนนึงก็สามสี่ร้อย เสื้อเชิ้ตตัวนึงก็ห้าหกร้อยแล้ว หรือถ้าเป็นผ้าไหมนี่ตัวนึงหลายพันบาทเลย

ร้านขายของที่ระลึกที่นี่เป็นบ้านเก่า ตกแต่งสวยดีมาก
สุดท้ายมาหยุดที่ร้านขายของที่ระลึกไฮโซ (จำไม่ผิดชื่อ Kobnoi นะ)
ของที่นี่จะประณีตกว่าข้างนอกหน่อย แต่ราคาอัพขึ้นเยอะเหมือนกัน
ปั่นจักรยานข้ามฝั่งมาดูบ้านสไตล์โคโลเนียลสวยๆ

จริงๆ เค้ามีหลายที่ที่แนะนำไปนะ อย่างเช่นพระธาตุพูสีที่ใครๆ ก็บอกว่าถ้าไม่ได้ไปเนี่ยก็ถือว่าไปไม่ถึงหลวงพระบางนะ ซึ่งผมขี้เกียจปั่นขึ้นดอยไปเยี่ยมชม แค่ปั่นเที่ยวด้านล่างนี่ก็ยังไม่ทั่วเลย (แอบเสียดายนิดๆ เห็นเพื่อนเอารูปให้ดูนี่สวยดีนะ)

กินแบบลาวๆ

ปั่นจักรยานมาเหนื่อย เห็นแม่ค้าคั้นน้ำอ้อยขาย เราก็เลยซื้อเค้าถุงนึง 5000 บาท (ประมาณ 20 บาท) แบบว่าได้เยอะมาก ถ้าเทียบกับน้ำอ้อยที่ขายที่เจเจคงได้ประมาณ 6-7 ขวดเล็กเลย

จากนั้นก็แวะข้างทาง เจอคุณป้าขายเฝอและข้าวซอยลาว เริ่มต้นที่ข้าวซอยลาวก่อน ซึ่งข้าวซอยลาวบ้านเค้าก็ประมาณขนมจีนน้ำเงี๊ยวใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล้กแทนเส้นขนมจีน รสชาติผมว่ากลางๆ นะ ไม่ค่อยโดนมาก (ส่วนนึงคงเพราะผมถูกปากกับเส้นขนมจีนมากกว่า) จำไม่ผิดถ้วยนึงประมาณหมื่นกีบแต่แบบว่าได้เยอะมากๆ เพราะทีแรกว่าจะลองสั่งเฝอมาด้วย แต่ไม่ไหวแล้วจริงๆ

น้ำอ้อยคั้นสด ถุงละหมื่นกีบ (ยี่สิบบาท) ,, อร่อยดีนะ แต่มีผมกล้ากินคนเดียว ฮาๆ
สั่งข้าวซอยลาวมากิน
ประมาณขนมจีนน้ำเงี้ยวฟิวชั่นกับก๋วยเตี๋ยวนี่เอง

เวลามีน้อย เที่ยวต่อดีกว่า

จากนั้นก็มาเที่ยววัดที่หลวงพระบาง

วัดที่หลวงพระบางผมว่าคล้ายๆ กับวัดบ้านเราแหละนะ แต่จะเข้าวัดที่นี่จะต้องเสียเงินด้วย เท่าที่สำรวจดูจะตกประมาณ 20,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทยได้แปดสิบบาท) บางที่เก็บเฉพาะเวลาเข้าวิหาร แต่บางที่ก็เก็บตั้งแต่หน้าวัดเลย ด้วยความงกไอ้เราก็พยายามดูเฉพาะส่วนที่ไม่เก็บเงิน

ไปวัดไหนๆ ก็จะเจอป้ายบอกว่าเก็บเงินนักท่องเที่ยวที่เข้าวัด
แวะวัดแสนสุวรรณาราม ,, เข้าวัดฟรีแต่เข้าวิหารสองหมื่นกีบ
เป็นส่วนของเจดีย์ของพระมหาธาตุครับ
ไม่ได้เข้าไปในวิหารน่ะ ,, เค้าเก็บเงิน

สุดท้าย ด้วยความอยากรู้และความคาใจ เลยยอมเสียตัง 20,000 กีบเข้าวัดเซียงทอง ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบลาวและถือเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่เลย อืมมมม ข้างในก็สวยจริงแหละ แต่ยังไงผมว่ามันก็คล้ายๆ วัดบ้านเราอยู่ดี

สุดท้ายต้องยอมเสียสองหมื่นกีบให้วัดเซียงทอง
วัดเซียงทอง ,, ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าเป็นไฮไลท์ของการมาที่นี่

บ้านเราวัดเข้าฟรี นานๆ ทีถึงจะเข้า….

หาอะไรกินปิดท้ายก่อนกลับ

ปั่นจักรยานเที่ยวเมืองจนเหนื่อย ขอกินอะไรหรูๆ บ้างเหอะ

แวะร้านแรกคือร้าน Le Cafe Ban Vat Sene ครับ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับวัดแสนสุขารามเลย ,, หลักๆ เลยที่ร้านจะขายอาหารแนวฝรั่งๆ จึงคงไม่แปลกนักที่ลูกค้าส่วนมากก็เป็นฝรั่ง ที่วันนี้ลองสั่งมามีหลายอย่าง ส่วนมากเป็นพวกเบเกอรี่และชาต่างๆ ทีแรกผมสั่งชาหมากต้วมเพราะชื่อมันน่าสนใจและดูแปลกใหม่สุดในเมนู แต่สุดท้ายมันคือชามะตูม…. นอกจากนั้นก็มีมัฟฟินแอปเปิ้ลเนื้อร่วนไปหน่อยกับทาร์ทมะนาวเปรี๊ยวจี๊ดเลย ส่วนจานที่ผมว่าถูกปากผมที่สุดคือคีชผักโขมครับ (แต่ยังงั้ยยังไงผมว่าที่บ้านเราอร่อยกว่านะ) แถมราคาก็ไม่ได้ถูกนะ อย่างชาหมากต้วมเนี่ยกานึงก็หกสิบบาทเลย หรือขนมชิ้นนึงก็เป็นร้อยเลยเหมือนกัน

เริ่มที่ร้านสวยๆ อย่าง Le Cafe Ban Wat San ครับ
คีชผักโขม ,, รสชาติโอใช้ได้ แต่สู้บ้านเราไม่ได้
มื้อนี้มีชาร้อน, ขนมปัง, มัฟฟินแอปเปิ้ล, และทาร์ตมะนาวรสเปรี้ยว

ร้านกาแฟอีกร้านที่ไปชื่อร้านกาแฟดาวครับ ร้านนี้ดูจากภายนอกแล้วแบบว่าหรูโคตรๆ ทีแรกคิดนานมากว่าจะมากินดีหรือเปล่า พอเดินเข้าแล้วแบบว่าหรูกว่าเดิมอีก แต่พอดูราคาทั้งเครื่องดื่มและกาแฟนี่ก็กลางๆ ไม่ได้แพงมากอย่างที่คิด อย่างกาแฟก็ตกประมาณ 15,000-20,000 กีบ ซึ่งรสชาติผมว่าโอมากๆ เลย เท่าที่ลองชิมกาแฟของเพื่อนๆ นี่อร่อยทุกแก้วเลย ส่วนขนมที่แนะนำเนี่ยต้องให้ทาร์ทผลไม้รวมเลยครับ อร่อยมากๆ (ผมสั่งทาร์ทมะนาวมาด้วยนะ แต่ก็เปรี้ยวจี๊ดมากไปหน่อย)

อีกร้านที่ไปคือ Dao Coffee ,, ร้านหรู แต่ราคาไม่ได้แพงมาก
แนะนำทาร์ทผลไม้ที่นี่ครับ อร่อยดี ,, พวกกาแฟก็อร่อยนะ

อิ่มแล้วก็เตรียมกลับกันครับ

สรุปคร่าวๆ ก่อนกลับ

ผมว่าหลวงพระบางเนี่ยเป็นเมืองที่แบบว่ามาแบบช้าๆ แล้วอยู่นานๆ มาแบบสองวันสามวันแบบผมผมว่ามันอัดไปหน่อยนะ ถ้าจะมาเที่ยวหลวงพระบางเนี่ยมาซักสองอาทิตย์ผมว่ากำลังดี (ถ้าผมจะมานานขนาดนี้ก็คงโดนไล่ออกไปแล้ว) มาเที่ยววันละที่สองที่ เดินเล่นแถวๆ น้ำโขง, เที่ยววัดนู้นออกวัดนี้, ไปน้ำตกนู้นน้ำตกนี้วันละที่เดียวพอ เที่ยวเหนื่อยก็หาอะไรกินในเมือง จากนั้นก็นั่งรถไปเที่ยววังเวียงอีกสักสามสี่วันแล้วค่อยกลับ

ส่วนของนี่ไม่ต้องเอามาเยอะครับ พวกเสื้อผ้าก็เอามาที่จำเป็นก็พอ (อันนี้แล้วแต่ฤดูกาลด้วยนะ) , รองเท้าใส่สบายๆ, กระเป๋าควรเป็นแบ๊คแพค, เสื้อผ้าไม่พอก็หาซื้อเอาแถวๆ ถนนคนเดินนั่นแหละ ตัวนึงหกสิบเจ็ดสิบบาท (แต่แมร่งงงไซส์เสื้อไม่มาตรฐานเลย ตัวนึงเป็น L เราใส่ได้ อีกตัว XL แต่ฟิตเกิน) ส่วนที่แนะนำให้เอามาด้วยคือครีมทากันยุง, ถ้าจะมาเที่ยวเฉยๆ ก็เอากล้องคอมแพคเล็กๆ แบตทนๆ มาพอแล้ว แต่ถ้าจะมาถ่ายรูปจริงจัง ผมแนะนำว่าเอาขาตั้งกล้อง (เป็น Monopod ก็ดีนะเพราะไม่ต้องแบกหนักมาก) มาด้วย เพราะมีวิวน้ำตกให้ถ่าย แถมวิวกลางคืนที่ลาวก็สวยนะ

ส่วนเงินที่เตรียมมานี่แล้วแต่เลยนะ ก็มาช่วง Hi Season อาจต้องจ่ายเยอะหน่อย ถ้าเฉลี่ยๆ ที่ผมมานี่ตกวันละประมาณ 600 บาท (ไม่รวมค่าเดินทางไปกลับประเทศไทยกับของฝากนะ)

ขากลับกับรถทัวร์เชียงใหม่-หลวงพระบาง

ใครคิดว่าการขึ้นรถทัวร์กลับเชียงใหม่เป็นการเดินทางที่ถูกและสบายๆ รถออกหกโมงเย็น นอนบนรถชิลๆ คืนนึง เดี๋ยวตื่นเช้ามาก็ถึงพอดี ,, ใครคิดแบบนี้แม่ง คิดผิดมหันต์ครับ

ค่ารถทัวร์ไปกลับหลวงพระบาง-เชียงใหม่เนี่ย ราคาประมาณ 1200 บาท ครับ (อาจโดนขูดรีดเล็กน้อยหากซื้อกับร้านทัวร์ทั่วไปตามหลวงพระบาง) ,, ถ้าพูดตรงๆ แล้วรถทัวร์เนี่ยถูกกว่าเรือเร็วอีกนะ ไม่ต้องโต้ลมท้าแดดเสี่ยงฝนอีก แถมยังไม่ต้องเสียเงินอีกต่อเพื่อเดินทางจากเชียงรายไปเชียงใหม่ด้วย

หกโมงเย็นตามเวลานัด ผมและพรรคพวกก็มาถึงสถานีขนส่ง สภาพรถเป็นรถทัวร์ฮุนไดเก่าๆ แอร์อับๆ หน่อย (เท่าที่สำรวจดูไม่เห็นห้องน้ำบนรถทัวร์นะ) ใครขึ้นมาก็เลือกที่นั่งก่อนเลย กว่ารถจะออกนี่ประมาณหกครึ่ง โอเคๆ เลทนิดหน่อยเรารับได้ แต่หลังจากนั้นแหละครับ…. หลังจากที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยตัวต่ำลง เราก็เดินทางออกไปยังดินแดนที่กันดารขึ้น แสงอาทิตย์หายไปกลับเปลี่ยนเป็นเสียงอ๊วกแทน เพราะถนนนอกจากจะเป็นลูกรังที่ไต่ไปตามภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ที่หลุมเป็นบ่อเป็นดินเป็นเลนสลับกับถนนลาดยางเป็นช่วงๆ แล้ว คนขับนี่แหละครับเหวี่ยงซ้าย เหวี่ยวขวา เบรคจึ๊ก เบรคจึ๊ก ขนาดคนที่ไม่เมารถอย่างผมแม่งยังโคตรมึนเลย เชื่อมั่นว่าคนเมารถนี่ไม่รอดแน่ๆ ครับ ,, แนะนำว่าถ้าใครขี้เมารถให้กินยาแก้เมาพร้อมถุงใส่อ้วกพร้อมหูฟัง+ไอพอดไว้เลย

หลังจากนั้นผมก็ถูกปลุกให้ตื่นมาแบบงงๆ (น่าจะสักสามทุ่มกว่า) เค้าบอกให้มากินข้าว (ใจนึงเราก็หิวนะแต่ อีกใจก็แม่งกลัวอ๊วกบนรถ) ลงไปนี่แบบว่านี่กูอยู่ส่วนไหนของโลกเหรอ พื้นเป็นดินเลนแฉะๆ กับร้านกับข้าวตามสั่งข้างทาง (ห้องน้ำที่ร้านเป็นส้วมซึมบุสังกะสีไม่มีกลอนนะครับ) มีอาหารตามสั่งดูแห้งๆ เก่าๆ ผมกลัวจะท้องเสียบนรถเลยสั่งมาม่ามากิน รถชาติแบบว่า มาม่าที่คุ้นเคยมากๆ (ก็มาม่านี่นา)

พออยู่ท้องแล้วก็ขึ้นไปเมารถกันต่อ

สภาพรถทัวร์ฝั่งลาว ซึ่งจะไปส่งเราที่ห้วยทรายครับ
เป็นช่วงถนนที่ดีมากๆๆๆๆ ของที่ลาวแล้วครับ
แบบว่า.... มันนานมากกกกกๆ นั่งจนกระดูกทรุดเลย

ทั้งคืนนี่เรียกว่าไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลย เขย่าๆ สลับกับเบรคจึ๊กๆ แต่สุดท้ายผทก็แอบงีบหลับไป

แสงอาทิตย์ที่แยงตากับรถที่เขย่า (แม่งทั้งคืน) ทำให้ผมรู้ตัวอีกทีประมาณเกือบเจ็ดโมง ,, ที่เราเคยคิดว่าตื่นมาแล้วถึงท่ารถเลยนั้นผิดสนิทเลยครับ เราลืมตามาอยู่ท่ามกลางป่าเขาบนรถที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงท่ารถก็ประมาณแปดโมง โอยยยยย กระดูกสันหลังป่นหมดแล้ว

ถึงท่ารถแล้วก็ใช่ว่าจะจบนะครับ เราต้องต่อรถกระป๊อเพื่อที่จะไปยังท่าเรือข้ามฟาก ซึ่งจุดนี้เราจะต้องเตรียมพาสปอร์ตให้ตม. จากนั้นก็เตรียมไปขึ้นเรือข้ามฟากได้ (ตรงนี้มี Duty free ด้วยนะครับ ประมาณมินิมาร์ทบ้านเราเลย) ,, กว่าจะถึงฝั่งไทยก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว เดินไปเดินมาเจอรถทัวร์ไทยแล้วน้ำตาจะไหล (แบบป.1 ธรรมดานี่แหละครับ แต่สภาพดีกว่ารถทัวร์ฝั่งลาวมากๆ)

ถึงบขส. ตรงแขวงบ่อแก้วแล้ว ,, ก็ต้องนั่งรถต่อไปขึ้นเรือ
กำลังนั่งรถกระป๊อไปที่ท่าเรือข้ามฟากแบบงงๆๆ
ถึงแล้วๆๆ ,, เห็นฝั่งตรงข้ามก็คือดินแดนไทยแล้ว
จัดการเรื่องเอกสาร+พาสปอร์ตเสร็จก็ขึ้นเรือได้เลยครับ
กำลังค่อยๆ ข้ามแม่น้ำโขงอย่างช้าๆ ,, ดูชาวบ้านหาปลาในวันฝนพรำ
คิดถึงรถทัวร์ (ระดับป.1) ของบ้านเรามากๆ ครับ

กว่าจะกลับถึงบ้านบ่ายสองพอดี…. จบสิ้นกับการเดินทาง 20 ชั่วโมง (นานกว่าที่คิดมากๆ)

ສະບາຍດີ ຫຼວງພຣະບາງ ตอนที่ 1

ช่วงนี้มีแต่ท่องเที่ยว ไม่ค่อยจะมีชวนไปหาอะไรกินเหมือนก่อนๆ สักเท่าไหร่

ครั้งนี้ผมก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนเมืองที่ยูเนสโกยกย่องว่าเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจอยู่ใกล้ๆ บ้านเราอย่างหลวงพระบาง ,, ซึ่งจริงๆ ช่วงที่เป็น High season ของที่นี่คือช่วงหน้าหนาว จินตนาการว่าอากาศประมาณ 20 องศา มีหมอกนิดๆ บรรยากาศสบายๆ เช้าๆ เดินพ่นควันตามทางมาหาอะไรกินที่ตลาด ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เดินชิลหรือปั่นจักรยานก็ไม่เหนื่อยมาก ,, น่าสนใจดีมากๆ

แต่ทั้งหมดมันเป็นจินตนาการครับ เพราะในช่วงที่ผมไปนั่นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ที่นั่นมีแต่อากาศร้อนสลับกับฝนตก แค่ยืนหายใจเฉยๆ เหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว ประมาณว่าถ้าตัวมึงไม่เปียกเหงื่อก็จงเปียกฝนไปซะ

หลวงพระบาง~ เมืองในฝันของหลายๆ คน

จริงๆ เรื่องราวในหลวงพระบางของผมกับเพื่อนๆ ที่แบคแพคกันไปเองสามวันสองคืนกว่าๆ นั้นไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่ครับ แต่รูปมันค่อนข้างเยอะมาก เลยขออนุญาตแบ่งเป็น 2 ตอนละกัน เดี๋ยวจะโหลดโหดเกินไป ส่วนเนื้อหาหลักๆ จะเป็นการเดินทางจากเชียงใหม่ไปหลวงพระบางนะครับ (ไม่ได้เริ่มจากกรุงเทพฯ นะเธอว์)

เริ่มต้นที่การเดินทาง

หากพูดถึงการเดินทางไปลาว หลายๆ คนจะคิดถึงการนั่งเรือจากตรงชายแดนไทย-ลาว บริเวณอำเภอเชียงของ จ.เชียงรายกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว ซึ่งก็แบ่งได้เป็น

  • เรือเร็ว อันนี้เป็นประมาณเรือหางยาวบ้านเรา นั่งกันได้ประมาณ 7-8 คน สวมหมวกกันน๊อคแต่ชูชีพสวมบ้างไม่สวมบ้าง (งงๆ กะคอนเซพนี้เหมือนกัน) ทุกคนนั่งสะท้านลมที่เข้ามาปะทะและแดดที่ร้อนเปรี้ยงตลอดเวลา ถ้าฝนตกก็ทนๆ หน่อยง่อ~ (แนะนำว่าให้อ่าน Blog ของ Nichieme เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น) ใช้ระยะเวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงจากเชียงของถึงหลวงพระบาง โดยพักครึ่งทางประมาณ 1 ชั่วโมงให้กินข้าวและหายใจหายคอที่ปากแบง ราคาประมาณ 1500 บาท
  • เรือช้า อันนี้ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในการเดินทาง ราคาประมาณ 900 บาท ,, มีญาติผมคนนึงแกมีโอกาสขึ้นเรือช้า แกบอกว่ามันเหมาะกับคนไม่รีบ มีเวลาเหลือเฟือที่จะไปหลวงพระบาง (ลืมบอกว่าคนไทยสามารถเข้าประเทศลาวโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้เป็นระยะเวลา 30 วัน) ข้อดีคือได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือเสียเวลาค่อนข้างมาก, ฝรั่งเยอะแถมสูบบุหรี่กันค่อนลำเรือ (หรืออาจทั้งลำเรือ), ส่วนวิวนั้นพอดูนานๆ ก็รู้สึกซ้ำๆ เดิม
  • อย่าลืมนะ ว่านั่งเรือแล้วมันลงแค่เชียงของ ถ้าจะไปเชียงใหม่ก็ต้องต่อรถอีก (ประมาณ 4-5 ชั่วโมงถึงจะถึง)
แอบเห็นเค้านั่งเรือเร็วนี่น่าตื่นเต้นดีนะ

นอกจากนั่งเรือจากเชียงของแล้ว อีกวิธีที่สามารถไปหลวงพระบางจากตัวเมืองเชียงใหม่ได้นั่นคือนั่งรถทัวร์ครับ นั่งจากอาเขตเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเปลี่ยนรถที่ห้วยทราย แล้วจึงนั่งรถัวร์ของฝั่งลาวยาวไปยังหลวงพระบาง ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง (เป็นเวลาเดินทางที่ลาวประมาณ 15 ชั่วโมง, เปลี่ยนฝั่ง 1 ชั่วโมง และเชียงราย-เชียงใหม่อีก 4 ชั่วโมง) ซึ่งขอเล่าในตอนที่ 2 ละกันนะ ส่วนค่าใช้จ่ายของการขึ้นรถทัวร์ทั้ง 2 ฝั่งและเรือข้ามฟากสนนราคา 1200 บาทถ้วน (หากซื้อกับบริษัททัวร์อาจโดนขูดรีดเล็กน้อย เป็น 1250-1300 บาท)

ส่วนวิธีที่ผมเลือกสำหรับขาไปสำหรับทริปนี้คือการนั่งเครื่องบินของสายการบินลาวจากเชียงใหม่มุ่งตรงสู่หลวงพระบาง สนนราคาประมาณหนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นกีบ เห็นราคาแล้วอาจตกใจว่านั่งเครื่องบินไปดาวอังคารหรือไงราคาถึงเป็นล้าน แต่หากคำนวณกลับเป็นเงินไทยแล้วจะตกราวๆ 5000 บาท ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง แป๊บเดียวถึงเลย เร็วมากๆ แต่เครื่องแอบเป็นเครื่องบินใบพัด บินไม่ได้สูงมากนัก พอมองเห็นวิวด้านล่างอยู่ ,, ซึ่งถ้าใครมีตังหน่อย เวลาค่อนข้างจำกัด และไม่อยากดูดดื่มกับธรรมชาติมากนัก ผมว่าเครื่องบินนี่เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้ดีมาก

น้องๆ แอร์โอสเตสบนเครื่องบินน่ารักมากๆ
สนามบิน, เครื่องบิน และวิวจากบนเครื่อง...

จ้างรถจากสนามบินมาส่งกลางเมือง แล้วเรามาหาที่พักกัน 🙂

เข้าหาที่พักกัน

ที่พักภายในเมืองหลวงพระบางมีเยอะมาก เยอะจนแบบว่าเขตเมืองเก่าเนี่ยเต็มไปด้วยเกสต์เฮ้าท์ กวาดสายตาไปหาบ้านซัก 10 หลังนี่เป็นเกสต์เฮ้าท์ไปเสียกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าใครไปช่วง Low season อย่างที่ผมไปเนี่ยไม่จำเป็นต้องจองที่พักก็ได้นะ เดินหาเอาแถวๆ ริมแม่น้ำ/ตามตรอกซอกซอยต่างๆ มีให้เลือกอย่างเพียบ ทั้งโรงแรมไฮโซแบบคืนละหลายร้อยดอลลาร์ หรือแบบเกสเฮาส์ธรรมดาคืนละไม่กี่ร้อยบาท

อย่างที่ผมไปพักครั้งนี้ผมก็เดินหาเกสเฮาส์กับเพื่อนๆ กันเอง โดยมีข้อกำหนดว่าที่พักจะต้องมีแอร์, มี wifi และราคาไม่แพงเกินไป ,, ก็เดินเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ทีแรกเจอเกสต์เฮ้าท์บ้านไม้จำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้ สวยเหมือนกัน ราคาประมาณ 500 บาทต่อวัน แต่รู้สึกว่าไม่ลงตัวยังไงไม่รู้ เลยเดินหาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายด้วยข้อกำหนดที่ระบุไว้ตั้งแต่ทีแรกและความเหน็ดเหนื่อย+ความร้อนที่ทำให้อยากอาบน้ำแล้ว จึงลงตัวกับที่ Chitlatda 2 guesthouse ในราคาประมาณ 500 บาท/2คืน (ประมาณ 250 บาทต่อคืน)

พอมาถึงก็มาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ,, แต่ปิด
อารมณ์ตุ๊กๆ บ้านเรา แต่บรรทุกของได้เยอะกว่า
สองข้างทางนี่มีแต่เกสต์เฮ้าท์ ,, เยอะมากๆ
ที่พักสำหรับทริปนี้ครับ ,, กับที่ Chitlatda 2
ตั่งเตียงข้างในดูดีมากกกกกก คืนละ 200 จริงเหรอ!!!

แม้สภาพภายนอกและสภาพเตียงนอนทั้งหลายจะดูดีมากเว่อไม่สมกับราคาคืนละ 250 บาทเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วแอร์แม่งไม่เย็นครับ เปิดแอร์ 20 องศาแต่ร้อนกว่าอากาศข้างนอก แถม wifi ก็ช้าเป็นเต่าถุย แต่เอาเถอะครับ กับทำเลที่ติดแม่น้ำ, ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ มากนัก และราคาที่ถูกได้ใจ เลยให้อภัยไปตามระเบียบ

อาบน้ำเสร็จก็มาปักหมุดที่เที่ยวกันหน่อยละกันครับ


View หลวงพระบาง in a larger map

ยามเย็นที่แม่น้ำคาน ,, สวยดีมากๆ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกัน 🙂

เริ่มที่ร้านกาแฟ Joma

จริงๆ เป็นร้านที่เล็งไว้ตั้งแต่ช่วงที่เดินหาเกสต์เฮ้าท์แล้วว่าจะต้องมากินให้ได้ ,, และเมื่อจัดการเรื่องที่พักและข้าวของทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมร้านกาแฟและได้แตกเงินบาทเป็นเงินกีบครั้งแรกครับ (เพราะว่าลืมแลกเงินจากฝั่งไทยไป) ซึ่งที่ลาวนั้น เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งเงินบาทและเงินกีบนะครับ อัตราแลกเปลี่ยนช่วงที่ผมไปนี่ประมาณ 1 บาทต่อ 25 กีบ หรือคิดง่าย 20 บาทต่อ 5000 กีบ (มีแต่คนถามว่าง่ายตรงไหนวะ!!! — แต่ผมว่าง่ายนะ!!!)

ส่วนกาแฟและขนมที่ร้าน Joma มีให้เลือกเยอะดีครับ แต่เห็นราคาแล้วแอบตกใจ กินกาแฟกะขนมทีนึงตั้งสี่หมื่นกีบ เรายื่นแบงค์พันบาทไปให้ ได้ทอนมาสองแสนกว่ากีบ โอยยยยย งงจังเว้ยยยยย ,, ยอมรับเลยครับว่างงมากกับอัตราแลกเปลี่ยนและหน่วยเงินกีบ กว่าจะคิดได้นี่แทบหยิบเครื่องคิดเลขมาจิ้มไม่ทัน

หน้าร้าน Joma cafe ,, แบว่า ดูเก๋มากอะ
บลูเบอร์รี่ชีสเค๊ก ,, ความอร่อยกลางๆ นะ แต่ราคานี่ไม่ใช่ถูกเลยนะ

จริงๆ เห็นเมนูก็อยากสั่งหลายอย่าง ก็เลยต้องเบรคตัวเองไว้ก่อน เพราะราคาคุณเธอนี่ใช่ย่อยเลยนะ อย่างเค้กชิ้นนึงหรือกาแฟเอสเปรสโซ่เย็นแก้วนึงราคาประมาณ 70-80 บาท ,, ส่วนรสชาติเนี่ย เท่าที่ลองสั่งกาแฟและขนมมา ผมว่าปานกลางนะ พอให้หายอยากได้แต่ไม่ฟิน บ้านเราอร่อยกว่าในราคาที่เท่ากัน

กับร้าน Joma cafe ,,

กับถนนคนเดินเมืองลาว

จากร้านกาแฟเราก็เดินย้อนไปอีกนิดนึงเพื่อที่จะไปตลาดกลางคืน ซึ่งที่นี่ให้อารมณ์คล้ายๆ ถนนคนเดินท่าแพ แต่คนไม่เยอะเท่านะ ซึ่งมองเผินๆ ของที่เอามาขายที่นี่ก็คล้ายๆ บ้านเราแหละ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตระกูลผ้าปักหรือสิ่งทอนี่แหละ ทั้งผ้าลายพื้นเมือง, กระเป๋า, เสื้อ, กางเกง, ผ้าพันคอ ฯลฯ แถมแต่ละร้านก็มีของขายซ้ำๆ กัน ส่วนราคาก็พอๆ กับที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ ซึ่งถ้าชอบ+อยากซื้อจริงๆ ลองต่อราคากับแม่ค้าดูได้นะ

แลกเงินมาซักหน่อย เผื่อจะเจออะไรที่ถูกใจที่บ้านเราไม่มี (ซึ่งไม่เจอ…)

ถ้าหากว่าต้องการจัดระเบียบการเงินตอนไปเที่ยวตอนไปลาวแล้ว แนะนำว่าให้แลกเงินกีบไว้ติดตัวเสมอ เพราะแม้ว่าจะที่ลาวนั้นจะใช้เงินบาทได้ แต่การที่หยิบใบหนึ่งร้อยบาทให้แล้วได้ทอนมาแปดหมื่นสี่พันห้าร้อยกีบนี่งงเอาเสียมาก แถมอัตราแลกเปลี่ยนของร้านอาหารหรูๆ มักไม่ได้เป็นเลขลงตัว บางร้านอิงอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน เช่น 1 บาท = 24.80 กีบ ซึ่งเวลาเราได้เงินทอนกลับจะรู้สึกเหมือนที่ร้านเค้าทอนเงินไม่ถูก

แลกเงินไทย 500 บาท ,, ได้เงินกีบมาแบบว่าเยอะมาก นึกว่าเล่นเกมเศรษฐีไงงั้น
บรรยากาศถนนคนเดิน ,, แบบว่า คล้ายๆ บ้านเรานะ
เห็นขายกันเยอะเหมือนกัน ,, เค้าบอกว่าเอาไปใส่บาตร
โดยมากของคล้ายๆ กัน ของที่แปลกหน่อยคงเป็นเสื้อเบียร์ลาว/ฟอนต์ลาว
แวะกินขนมครกเมืองลาว พบว่ารสชาติคล้ายขนมครกเมืองไทย...
แอบแวะวัดใหม่ฯ มาถ่ายรูปหน่อย
มีร้านหนังสือแผงลอยด้วย น่ารักดีนะ

กว่าจะเดินเสร็จก็มืดแล้ว… ซึ่งกลางคืนที่หลวงพระบางเงียบมาก ไม่มีรถราวิ่ง ร้านรวงต่างๆ นี่ปิดเกือบหมด ไม่มีเซเว่นด้วย อยากซื้ออะไรนี่แนะนำให้ซื้อตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็นจะปลอดภัยสุดๆ ส่วนผับนี่เพื่อนผมที่เคยมาบอกว่าที่นี่เค้าก็มีนะ แต่เค้าจะ zoning ไว้ ซึ่งแอบไกลจากที่พกนิดนึง (แต่ผมก็ไม่ได้ไปนะ ขี้เกียจน่ะ)

นอนเหอะ พรุ่งนี้คิวเที่ยวเยอะ

หาอะไรลงท้อง ก่อนออกทริป…

ตื่นเช้ามาก็ไปหาอะไรกินครับ

เดินออกมาตรงหัวมุมก็เห็นชื่อร้านประชานิยม ขายพวกกาแฟ, Baguette และพวกอาหารพื้นเมืองต่างๆ คืออารมณ์ตอนนั้นนี่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า Baguette นี่เค้าเอามากินยังไง เพราะอย่างขนมปังฝรั่งเศสบ้านเราเค้าก็จะกินเข้าชุดแบบอาหารฝรั่ง แต่นี่แบบ เฮ้ย หมูปิ้งไก่ปิ้งน้ำพริกหนุ่ม มันจะเข้ากันเหรอวะ…

คิดไปตั้งนาน เลยถูกเพื่อนลากไปกินอีกร้าน ทีนี้มาแบบอเมริกันเบรคฟาสต์แต่เปลี่ยนจากขนมปังปิ้งเป็นขนมปังฝรั่งเศสครึ่งดุ้น (ซึ่งเยอะมาก) กับแฮม, ชีส, น้ำส้ม, กาแฟลาว และไข่ดาวอีกสองฟอง รสชาติโดยรวมถือว่างั้นๆ ตามมารตรฐานของอเมริกันเบรคฟาสต์

ตรงหัวมุมแถวๆ โรงแรมมีขาย Baguette กับหมูปิ้งใส้อั่ว ,, แปลกดี
สุดท้ายจบลงที่อาหารเช้าแบบฝรั่งที่คุ้นเคย แต่เป็น Baguette แทนขนมปัง

ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะหา Baguette สไตล์ลาวให้กินจงได้

เที่ยวถ้ำติ่ง และชม Whiskey ลาว

พออิ่มท้องแล้ว เราก็เหมารถสองแถวไปเที่ยวตามที่แพลนไว้คือน้ำตกกวางสีและถ้ำติ่ง ตกลงราคาที่ประมาณ 1500 บาทกับการเหมาทั้งวัน ซึ่งพวกเราก็ Accept นะ เพราะว่าทั้งสองที่นี่เรียกว่าคนละทิศละทางกันเลย แถมหารต่อคนแล้วก็ตกคนละประมาณ 300 บาท แต่เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนระดับหูดับตับไหม้ เราเลยเลือกจะไปที่ถ้ำติ่งก่อน แล้วช่วงบ่ายๆ ค่อยไปเล่นน้ำตกกวางสีกัน

ไปไหว้พระที่ถ้ำติ่ง

ถ้าพูดถึงถ้ำติ่งลอยๆ หลายคนอาจคิดว่ามีถ้ำแล้วก็มีติ่ง อะไรประมาณนี้ แล้วมันน่าสนใจยังไงเหรอ.. (ซึ่งผมคิดแบบนี้จริงๆ) ,, ซึ่งจริงๆ ถ้ำติ่งเนี่ย เป็นถ้ำที่อยู่บนภูเขา ภายในมีพระพุทธรูปเก่าๆ องค์เล็กๆ วางไว้อยู่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ประหนึ่งเป็นสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว (จริงๆ มันมีเยอะกว่านี้นะ แต่ผมขี้เกียจเล่า ลองหาอ่านเองนะ)

ถ้าจะไปเที่ยวถ้ำติ่ง นอกจากจะเสียค่าตั๋วราคา 20000 กีบแล้ว ยังจะต้องเสียค่าเรือข้ามฟากด้วย (จำไม่ผิด 10000 กีบนะ) ,, ซึ่งถ้ำติ่งมีถ้ำบนและถ้ำล่าง แนะนำให้ไปเยี่ยมชมทั้งสองที่ แต่ว่า การที่จะเดินขึ้นถ้ำบนนั้นจะต้องอาศัยแรงและพละกำลังพอสมควร อย่างตัวผมเอง กว่าจะแบกสังขารอันใหญ่เทอะทะของตัวเองให้ขึ้นไปถึงถ้ำบนนี่เรียกได้ว่าเกือบตาย

หนทางที่ไปถ้ำติ่ง... แบบว่าลูกรังเลยล่ะ
ข้ามแม่น้ำไปก็จะเห็นถ้ำติ่ง ,, เป็นคล้ายๆ ถ้ำที่ชาวลาวเอาพระเข้าไปไว้ข้างในเยอะๆ
จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปที่ถ้ำติ่ง...
มีชาวประมง (เยอะด้วยนะ) ทอดแหหาปลากัน
ถึงถ้ำติ่งแล้ว ,, เสียค่าตัว 20000 กีบ
ก็มีคนมาทยอยไหว้พระเรื่อยๆ นะ ,,
อันนี้ส่วนถ้ำติ่งบน ต้องเดินขึ้นมาอีกหน่อย แต่เหนื่อยมาก

ขานั่งเรือกลับจากถ้ำติ่งอากาศมันร้อนมากๆ ซึ่งประจวบเหมาะว่าผมเห็นเด็กๆ กระโดดน้ำเล่นด้วย (อันนี้ถอดเสื้อแล้วกระโดดเล่นจริงๆ นะ) ซึ่งมันคลายร้อนได้ดีมากกกกกก แต่เสียดายเล่นได้แค่แป๊บเดียว เพราะอยู่ดีๆ ก็มีเรือมาจอดเทียบฝั่งตั้งนาน จะรอเล่นแม่น้ำคานก็กลัวจะไม่ได้ไปน้ำตกกวางสี

ไหนๆ มาถึงแล้ว ก็ขอกระโดดน้ำเล่นซักหน่อย 🙂

หมู่บ้าน Whiskey ลาว

และก่อนที่เราจะไปน้ำตกกวางสี พี่คนขับรถกะป๊อก็พาไปแวะหมู่บ้านชาวลาวที่เค้าต้มเหล้า (ซึ่งผมว่ามันน่าจะมีกันแทบทุกหมู่บ้านแหละ เห็นขายกันเยอะมากเลย) ถ้าบ้านเราคงประมาณต้มเหล้ากันเอง แล้วเอางูบ้าง ตะขาบบ้าง แมงป่องบ้าง มาใส่ อารมณ์คล้ายๆ กับยาดองบ้านเรานี่แหละ

ส่วนตัวผมว่ามันเอามาเป็นของฝากหรือของตกแต่งมากกว่าที่จะเอามาเปิดกินนะ

ถ้าเทียบแล้วคงประมาณยาดองบ้านเราแหละ

จริงๆ ในหมู่บ้านนี่ไม่ได้ขายแต่เหล้านะ พวกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็มีขายอยู่บ้าง ก่อนจะกลับผมก็เลยถือโอกาสซื้อผ้าทอจากแม้ค้าชาวลาวเอามาแต่งบ้าน+เอามาเป็นของฝาก ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แถมสวยดีด้วย

ซื้อผ้าเค้าก็เลยเรียกเค้ามาช่วยทอให้ดู

รีบไปน้ำตกกันเถอะ

น้ำตกตาดกวางสี ,, อ่านว่า ตาด-กวาง-สี นะจ๊ะ

จากนั้นเราก็นั่งรถกระป๊อย้อนลงมาทางใต้ครับ ผ่านตัวเมืองย้อนลงมาเรื่อยๆ …

ผมว่านั่งรถกระป๊อไปน้ำตกเที่ยวนี้เป็นการเดินทางที่ยาวนานบนถนนหนทางที่ไม่ค่อยดีนัก ทีแรกคิดว่าการเหมารถโดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาทนี่เป็นสิ่งที่แพง แต่พอเห็นระยะทางแล้วก็ยอมให้เหมือนกัน (ส่วนนึงต้องยอมรับด้วยว่าไม่รู้จะไปน้ำตกยังไงถ้าไม่เหมารถไป) ซึ่งกว่าจะถึงน้ำตกก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงครึ่งแล้ว และเรายังไม่ได้กนข้าวเที่ยงเลย (บอกให้คนขับจอดที่ร้านอาหารที่อร่อยๆ แต่แกไม่จอด สุดท้ายถึงเข้าใจว่าแกจะให้ไปกินร้านตรงหน้าทางเข้าน้ำตกเลย)

หิวมาก เลยสั่งอาหารชุดใหญ่มาก ,, และไหนๆ มาถึงลาวแล้ว ก็ขอส้มตำแบบลาวๆ ด้วย ซึ่งผมว่าอร่อยดีนะ ไม่ได้กลิ่นปลาร้ารุนแรงตามที่จินตนาการไว้ แต่ผมว่ากลิ่นปลาร้ามันกลมกล่อมและละมุนไปกับส่วนประกอบอื่นๆ มาก ซึ่งหนึ่งในนั้นที่น่าจะมีคือกะปิ รวมทั้งผมว่ารสชาติมันลงตัวดีเว่อๆ ไม่เค็มปี๋ แต่กลับเป็นเค็มละมุนๆ ปนหวานหน่อยๆ

เลยจัดไปสองจาน สำหรับคนไม่ค่อยชอบปลาร้าเท่าไหร่อย่างผม

แวะเติมพลังก่อนเล่นน้ำตก ด้วยตำลาวแบบลาวที่เมืองลาว

พออิ่มท้องก็ถึงเวลาเที่ยวต่อครับ ,, จ่ายค่าตั๋ว 20000 กีบแล้วเข้าไปในน้ำตกกันได้เลย

พอดีวันที่ไปเนี่ยเป็นวันเสาร์ที่เรียกว่าร้อนระดับหูดับตับไหม้ ทั้งคนลาวเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ต่างพร้อมใจกันไปคลายร้อนที่น้ำตก คนแบบว่าแม่งงงงง เยอะมากกกก กะจะโดดเล่นน้ำตกซักหน่อยนี่แทบจะไม่เหลือมุมให้แทรกตัวเลย ,, แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าน้ำตกที่นี่สวยดีมากๆ น้ำแบบว่าสีฟ้าอ่อนๆ น่าเล่นมากๆ ถ้ามีโอกาสไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชม (จริงๆ บ้านเราก็มีนะน้ำตกที่เป็นหินปูเนี่ย แต่ที่นี่สวยกว่าจริงๆ)

ถึงน้ำตกแล้ว ,, ค่าเข้าอีก 20000 กีบ
น้ำตกสีฟ้าสวยดีนะ นักท่องเที่ยวทั้งคนลาวและฝรั่งนี่เยอะมาก
แอบดูสาวๆ อาบน้ำ อิอิ
เป็นน้ำตกหินปูนที่สวยมากๆ ที่นึงที่เคยมาเลย
ช่วงร้อนๆ แบบนี้ ใครๆ ก็มาพักผ่อนกันที่น้ำตก
มีเดินขึ้นไปชั้นสูงสุดด้วยนะ ,, แต่สังขารตอนนี้ไม่ไหวแระ...

ตอนนี้ขอเอาแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวเหลือตอนหน้าอีกตอนนึง กลัวจะไม่มีอะไรเขียน