ปลายฝนต้นหนาว และดอยหลวงเชียงดาวครั้งที่สอง

หลังจากเมื่อสองปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดอยหลวงเชียงดาว และก็ได้เขียนบล๊อกไว้เป็นที่ระลึกซึ่งบรรจุรายละเอียดไว้แน่นปึ้กระดับแบ๊คแพคไปคนเดียวได้ถึง 2 ตอน (ถ้าใครอยากอ่านตอนเก่าๆ ก็กดไปได้ที่ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นะครับ) ภาคนี้รายละเอียดไม่เยอะมาก แต่จะเน้นรูปเป็นหลักนะครับ 🙂

ช่วงเดือนกันยาปีนี้ อยู่ดีๆ น้องๆ กรุ๊ปเดิม (จริงๆ ส่วนมากก็ทำงานที่เดียวกันแหละ) เค้าก็ชวนผมไปอีกครับ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะแอบบ่นๆ ว่าขอไปขึ้นยอดดอยหลวงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่คิดไปคิดมาประมาณห้านาทีก็ตอบตกลงไปกัน

คิดถึงมันจริงๆ เลย ความทรมานที่แสนมีความสุข

บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย
บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย

ถึงแม้ว่าการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะค่อนข้างโหดพอควร เดินและแบกของกันจนเมื่อยไปหมด แถมข้างบนก็ไม่มีส้วม แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่มี แต่สาเหตุที่รอบนี้ผมอยากไปอีกคือ ครั้งที่แล้วเราไปปลายฤดูหนาว ซึ่งอากาศจะแห้ง ดอกม้งดอกไม้นี่แทบไม่เหลือแล้ว จะเห็นก็คงมีแต่วิวแค่นั้น ซึ่งโปรนักเดินเขาหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าพวกนายสนใจจะดูดอกไม้ก็คงต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้แถบนี้มันจะยังสดและพวกดอกไม้ต่างๆ ก็ยังไม่ร่วงไป บรรยากาศจะต่างกับช่วงปลายกุมภาฯ มาก

แต่การเริ่มต้นครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ กล่าวคือ เราไม่ได้เตรียมอะไรให้มันวุ่นวาย พวกอาหารและน้ำก็ไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลหน้าอุทยานฯ เหมือนเดิมแล้ว เต๊นท์ก็ไม่ต้องกางเอง เพราะครั้งนี้เราจะเหมาเอาทีมงานอันประกอบด้วยพี่คนนำทาง, คนทำครัวและลูกหาบขึ้นไป จะเตรียมก็แต่สัมภาระของใครของมันเท่านั้น เช่นพวกถุงนอน, เต๊นท์, เสื้อผ้าและชุดกันหนาว ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเอาเงินฟาดแล้วเราก็เดินแบกของของเราไปอย่างเดียว โดยค่าใช้จ่ายในการฟาดอยู่ที่ 2,600 บาท ซึ่งผมว่าแพงพอตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว (จำไม่ผิดค่าใช้จ่ายต่อคนนี่อยู่ที่ราวๆ พันนึงไม่รวมค่ารถนะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าน้ำและค่าอาหารน่ะ)

หลังจากติดต่อกันเสร็จ ตกลงหาพรรคพวกได้ ก็ปักหมุดเดินทางวันที่ 30 พฤศจิกา – 1 ธันวาคมกัน

เริ่มต้นคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีอุปสรรคมาเยือน

เริ่มต้นด้วยบรรยากาศฝนมาคุ ตกปรอยๆ มาหลายวันตั้งแต่อังคาร-พุธ-พฤหัส แม้แต่วันศุกร์ก่อนไปก็ยังตก (คือจะเดินกันวันเสาร์แล้ว) แถมมีข่าวดินถล่มที่อำเภอฝางอีก จะไหวมั้ยวะเนี่ย… พูดเล่นไปนั่น ตื่นเช้ามาเจ็ดโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเหนียวหมูทอดพร้อมน้ำพริกและออกไปรอรถตอนแปดโมง (ต้องขอบคุณหมอนุ๊กและครอบครัวที่ให้เราใช้สถานที่พักแรมก่อนลุย แถมทำข้าวเช้าอร่อยๆ ให้กินด้วย ฮือๆๆๆ)

แปดโมงนิดๆ เราก็ขนสัมภาระขึ้นรถ แล้วก็เดินทางผ่านทางออฟโรดที่เต็มไปด้วยขี้โคลนเปียกๆ เกือบตลอดทาง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกซึ่งเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดิน บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยหมอกและชื้นเอาเสียมากๆ แดดแรงๆ เหมือนครั้งที่แล้วแทบจะหาไม่ได้เลย

ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
หมอกลงหนามากๆๆๆ
หมอกลงหนามากๆๆๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่เราเจอสำหรับทริปนี้คือ ทีมงานของเรามี Accident เล็กน้อยเพราะช่วงนี้ใกล้เทศกาลมากๆ ทำให้มีผู้บริการค่อนข้างเยอะ ทำให้ลูกหาบไม่พอ (เห็นว่าอาทิตย์หน้าที่มีวันหยุด 5 และ 10 ธันวา มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่านี้อีก) ทำให้พี่คนนำทางและคนทำอาหารต้องกลายเป็นลูกหาบเอง ของที่ตอนแรกบอกให้เราจัดเต็มก็แบกไปได้ไม่หมด เราต้องแบ่งสัมภาระมาแบกเอง แถมแพคและจัดการสัมภาระค่อนข้างช้ามาก พวกเราจึงเริ่มเดินและนำทางไปยังอ่างสลุงกันก่อน (ทำให้ตลอดทั้งทางพวกเราเดินกันเองเกือบหมด พี่คนนำไม่ได้นำทางอะไร แถมเดินช้ากว่าเราอีก ซึ่งจุดนี้ถือเป็น pitfall ที่ใหญ่มากที่เกิดจากทีมงานของเค้าแต่เราต้องรับผิดชอบ แอบเซ็ง)

เริ่มต้นเดินกันตอนสิบโมงยี่สิบครับ

เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.
เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.

แฉะ เปียก ลื่น เละ

แม้ว่าจะเริ่มที่เด่นหญ้าขัดเหมือนกัน แต่สภาพจะต่างกับที่เดินช่วงปลายหนาวเมื่อ 2 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและแฉะของพื้น เรียกว่ารองเท้าปีนเขานี่ยังเอาแทบไม่อยู่เลย ส่วนผมเหรอครับ ใส่นันยางเดิน โอยยยย ไม่เหลือๆๆ ลื่นล้มซะหลายดอก ยังไม่ถึงครึ่งทางกางเกงก็เปื้อนไปเป็นแถบๆ ละครับ

แต่มาช่วงนี้ต้นไม้เขียวสด มีหมอกมาทักทายเป็นช่วงๆ แถมอากาศไม่ร้อนด้วย เดินสบายสุดๆ

สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ

พอเดินมาใกล้ๆ หัวรสบัส ฟ้าก็เริ่มเปิดบ้างแล้ว แดดเริ่มส่องเบาๆ ในจังหวะที่เราเริ่มปีนอย่างเมามัน ทางชันสะใจมากๆ จนหัวใจเกือบจะเต้นไม่ทันเลย ฮาๆๆ ขนาดลูกหาบที่ว่าฟิตๆ เดินขึ้นหัวรถบัสยังต้องมีพักเป็นช่วงๆ เลย

เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ

หมดโซนหัวรสบัส มองย้อนไปทางเขาสามพี่น้องวิวสวยมากๆๆ แต่วันนี้เราเห็นไม่ครบสามเพราะยอดหลังๆ โดนเมฆหมอกมาบังไปหมด หวังว่าบนยอดเขาสูงสุดที่เราจะปีนต่อไปนั้นจะไม่โดนหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไรนะ

บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ :)
บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ 🙂

เตรียมไต่ยอดดอยหลวงอีกครั้ง

มาถึงอ่างสลุง ทีมงานก็กางเต๊นท์ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจังๆ เราก็แค่โยนกระเป๋าเข้าไปเก็บ, นั่งพักเอาแรงซักพัก จากนั้นก็เตรียมใจเดินต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปสู่ยอดสูงสุด

พักสักแป้บ... แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
พักสักแป้บ… แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)

ปีนไปเรื่อยๆ หมอกก็ไล่เรามาเรื่อยๆ ทีแรกผมกลัวเหมือนกันว่าข้างบนจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ปีนต่อนะ พอถึงซักช่วงหมอกก็เริ่มหายไป แถมมองวิวย้อนกลับไปนั้นสวยโคตรๆ นี่ขนาดยังไม่ถึงยอดนะ ,, อย่าเพิ่งท้อๆ บนยอดจะต้องสวยกว่านี้แน่ๆ

ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)

สุดท้ายก็ไต่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลจนได้ครับ คนมาดูพระอาทิตย์เยอะพอควรเลย แต่วันนี้ก็อาจต้องผิดหวังกันไปเพราะหมอกบังไปหมด บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นคนละแบบจากครั้งที่แล้วที่ทุกคนรอถ่ายพระอาทิตย์ตกเป็นการยืนเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่สูงเหนือเมฆไปอีก

แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะถ้ารอดูพระอาทิตย์ตกอย่างครั้งก่อนคงได้กลับลงมาตอนมืดมากๆ แน่

ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว

ปีนลงมาถึงซุ้มเต๊นท์เรา พี่เค้าทำกับข้าวไว้ให้เราแล้ว เป็นข้าวสวยร้อนๆ, แกงเขียวหวาน, ไข่เจียวและผัดผัก ทั้งหมดทำสดใหม่ขึ้นบนดอยหลวง หอบหิ้วแค่วัตถุดิบขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งชิมแล้วต้องบอกว่าฟินมากๆ การได้ข้าวแกงอุ่นๆ ในอากาศหนาวเหน็บหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันฟินจริงๆ แถมรสชาติที่ทำนี่อร่อยเปิดร้านได้เลยนะ (หรือกินตอนหิวหว่า…)

ซัดโฮกๆๆๆ แล้วก็สลบไป เตรียมตัวเตรียมใจไปกิ่วลมพรุ่งนี้ตีสี่ต่อครับ

ฝนพรำ อากาศสบาย แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ

ตั้งแต่เช้ามืด (น่าจะราวตีสี่กว่า) ผมสะดุ้งตื่นมาเป็นพักๆ พร้อมกับเสียงฝนปรอยๆ ตลอด จนกระทั่งพี่คนนำทางเดินมาถามเราว่าจะไปกิ่วลมอยู่ไหม แค่เปิดซิปเพื่อไปคุยกับพี่เค้า ละอองฝนเล็กน้อยกับไอหมอกจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในเต๊นท์… ทำให้เราได้ข้อสรุปได้ว่าไม่ไปละกัน เพราะไปก็คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แถมหนทางที่ปีนขึ้นก็คงลื่นหัวแตกไม่แพ้กัน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เราจึงเลื่อนเวลาตื่นจากตีสี่ครึ่งเป็นเจ็ดโมงเช้าครับ ออกมากินมาม่า ขนมปัง กับอาหารเช้าที่ทางคณะเค้าเตรียมไว้ให้ด้วย จากนั้นก็เก็บที่นอนหมอนมุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางอ่าวสลุงตอนเก้าโมงห้าสิบนาที หมอกหนามากๆๆ ระยะการมองเห็นไม่เกิน 10 เมตร แถมทางก็แฉะและลื่นกว่าเมื่อวานมากๆ

ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง

ทีแรกเรากะเดินลงทางปางวัว เพราะปีที่แล้วเราก็ขึ้น-ลงทางเด่นหญ้าขัด คราวนี้ขึ้นก็เด่นหญ้าขัดแล้ว เลยกะลงทางอื่นๆ บ้าง แต่พอดีสมาชิกในทีมประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เข่า ทำให้เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบาก เกรงว่าลงทางชันแล้วจะไม่ไหว เราก็เลยตัดสินใจกลับทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม อิอิ แต่วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่ฟ้าปิดสุดๆ หมอกหนาตลอดทางที่เดินทางกลับเลย ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนใกล้บ่ายโมงครึ่งถึงเริ่มจะเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

เฮ้อ… แสงอาจไม่เหมาะถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่อากาศที่เย็นนี่มันทำให้เราเดินสบายมากๆ เลย

แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย

เดินๆ พักๆ แบบแทบไม่เหนื่อยเลยราวๆ สี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราแล้วครับ แม้ว่าการเดินป่าจะสิ้นสุด แต่ไฮไลท์ของบล๊อกนี้อยู่ที่ตอนหน้านะครับ

สวนดอกไม้ที่ความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อย่างที่เกริ่นมาหลายที ครั้งนี้ผมมาดูดอกไม้เป็นหลักน่ะครับ

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้ปีนไปบนยอดกิ่วลม แต่ก็เก็บดอกไม้กึ่งอัลไพน์แปลกๆ ที่ครั้งก่อนๆ เก็บไม่ได้มาซะเพียบเลย บ้างก็รู้ชื่อ บ้างก็ไม่รู้ชื่อ (ส่วนมากชื่อที่รู้จะได้จากพี่ไกด์คนก่อน และจากที่สืบเสาะค้นคว้าเองบ้าง) บางทีเจอดอกแปลกๆ แต่ไม่ได้ถ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย เสียดายที่ไกด์ครั้งนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเก็บดอกไม้มาใส่ในบล๊อกได้มากกว่านี้อีก

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาชมสวนดอกไม้บนดอยหลวงเชียงดาวกันเถอะ

จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)

ประทับใจกับสวนดอกไม้ครั้งนี้จริงๆ

บทสรุป ปลายฝนบนดอยหลวงฯ

สรุปเป็นข้อๆ เลยละกันนะ

  • เหมาจ่ายครั้งนี้แม้จะสะดวกดี แต่แพงไปหน่อย เมื่อเทียบราคา 2600 บาท กับอาหารสามมื้อ, ค่ารถ และค่าจัดการต่างๆ (แถมคนนำก็ไม่ค่อยดีเท่าครั้งที่แล้ว จนพวกเรากันเองต้องนำทางเกือบทั้งทริป) ซึ่งครั้งที่แล้วหมดไปราวๆ พันเดียวเอง (แต่วุ่นวายพอตัวเลย)
  • ฝนตก ทางลื่นมาก ขี้โคลนทั้งนั้น ควรเตรียมชุดและกางเกงไปเปลี่ยนเพิ่มอีกหน่อย และควรพกเสื้อกันฝน, เป้กันฝน, อุปกรณ์กันฝนด้วย (โดยเฉพาะคนที่มีกล้อง) ถ้ามีไม้เท้าที่จิกดินได้จะดีมาก ไม้เท้าของจีนแดงตามตลาดนัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเตี๊ยและยวบ
  • หมอกเยอะมาก ทำใจเลยว่าอาจไม่ได้ขึ้นยอด หรือขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร
  • ดอกไม้เยอะมาก แต่ละดอกไม่ได้โชว์เป้งแขวนป้ายบอกว่ากูชื่อนั้นชื่อนี้ แต่มันจะอยู่ริมๆ ทางซะเป็นส่วนมาก ถ้ารีบเดินหรือไม่ได้สังเกตอาจไม่เจอนะจ๊ะ
  • ห้องส้วมต้นฤดูกาลยังมีสิ่งปฏิกูลไม่เยอะ แค่ระดับโชยกลิ่น ซึ่งต่างกับครั้งก่อนที่ผมไปช่วงปลาย นั่นมันระดับล้นขอบ น่ากลัวมาก
  • รองเท้านันยางไม่ควรใช้เดินป่า (ผมพลาดไปละ เพราะรองเท้าประจำที่เอาไว้เดินดันกาวหลุด) รองเท้าควรมีปุ่มๆ นิดนึง ออๆๆๆ รองเท้าแตะควรเอาไปด้วย จะได้พักเท้าช่วงที่อยู่เต๊นท์
  • ช่วงเทศกาล ระวังลูกหาบขาด อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกว่าเอาของไปได้เต็มที่ ให้เราพกเฉพาะที่จำเป็นไปก็พอ ไฟฉาย ถุงนอน เต๊นท์ ควรตรวจสอบก่อนไปให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน
  • คำนวณน้ำดื่มให้พอดีด้วย พกเยอะไปก็หนัก (ปวดหลังจนถึงตอนนี้) น้อยไปก็ขาดน้ำระหว่างทาง
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่

สุดท้ายต้องขอบคุณหวานใจที่เดินไปด้วยกันและอยู่ข้างๆ กันตลอด ทีแรกกะว่าจะพาไปฟินกับบรรยากาศข้างบนแต่ก็กลัวจะไม่ไหว ที่ไหนได้ เดินเร็วโคตรๆ ไม่ล้มเลยซักแอะเดียว เสื้อผ้าสะอาดใสปิ๊ง เมื่อเทียบกับผมแล้วเรียกว่าขี้โคลนเต็มตัวเลย แถมอยู่ข้างบนก็ไม่มีบ่นเรื่องห้องน้ำหรือการอาบน้ำ การกินอยู่หลับนอนก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแม้ว่าเต๊นท์ผมจะพังไปก็ตาม (แต่เธอบอกว่า ชาตินี้ขอไปครั้งเดียวพอละ กิ่วลงกิ่วลมไม่ไปก็ไม่เป็นไร ฮาๆๆ)

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ อิอิ…

ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ :)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ 🙂

La Lanterna di Geneva Pizzeria

ขอเคลียร์บล๊อกที่ดองไว้อีกสักตอนละกัน (ช่วงนี้อาจขึ้นหัวแบบนี้เยอะหน่อยนะ…) เป็นตอนที่เกี่ยวกับพิซซ่าและอาหารอิตาเลี่ยนที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก ทั้งการเรียกชื่อ, วิธีกิน, เครื่องปรุงต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่… ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็บอกด้วยละกันครับ

เดี๋ยววันนี้พาไปกินพิซซ่ากัน 🙂

มีคนแนะนำมาว่าแถวๆ บ้านผมที่แถวๆ ท่าแพ (จ.เชียงใหม่) มีร้านอิตาเลียนพิซซ่าอร่อยมาก โดยเฉพาะพิซซ่าแบบแป้งบางกรอบ กินแล้วแบบว่าฟินเว่อเลย ,, ปัญหาก็คือร้านไหนวะ เพราะเท่าที่เดินดูแถวๆ ย่านที่ผมอยู่มีร้านอาหารเยอะพอควร (ส่วนมากเป็นร้านฝรั่งเปิดเป็นส่วนใหญ่) ส่วนร้านที่มีขายพิซซ่าเท่าที่เห็นมี 3-4 ร้าน แต่ละร้านนี่พูดตรงๆ เลย ผมไม่กล้าเดินเข้าคนเดียวนะ ส่วนนึงคือผมกินพิซซ่าคนเดียวถาดนึงไม่หมด (เดี๋ยวนี้พอเริ่มแก่ตัวลงรู้สึกว่าทานอาหารได้ลดลงมาก โดยเฉพาะพวกบุฟเฟ่ต์ที่กินไม่ค่อยคุ้มแล้ว) กับอีกเหตุผลคือนอกจากพิซซ่าและพาสต้าแล้ว ผมสั่ง+กินอาหารอิตาเลียนชื่อแปลกๆ ทั้งหลายไม่เป็นเลย 🙂

สุดท้าย สอบถามไปสอบถามมา ร้านที่เค้าแนะนำคือ La Lanterna di Geneva Pizzeria อยู่ตรงหลังประตูท่าแพ ติดๆ กับธนาคารไทยพาณิชย์เลย (พอเดินไหว แอบไกลบ้านผมพอควรนะเนี่ย) ร้านจากข้างนอกเป็นห้องเดียว ดูเรียบๆ ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ มองเข้าไปไม่ยักจะเห็นคนไทยซักคน มีแต่ฝรั่งที่มากินกันเรื่อยๆ


View La Lanterna di Geneva Pizzeria in a larger map

อันนี้หน้าร้านครับ ,, มีแต่ฝรั่ง
ส่วนนี่เป็นในร้านครับ บรรยากาศดูนั่งสบายอยู่

โอเค ลองซักยกละกัน

เริ่มต้นที่ออร์เดิร์ฟ

เริ่มต้นมาเปิดเมนูแล้วก็มีงงๆ บ้างครับ ไอ้ผมก็รู้จักแต่พิซซ่า, สปาเก็ตตี้ธรรมดาๆ นี่แหละ ไอ้เมนูชื่อแปลกๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย จินตนาการแทบไม่ออก ดีที่พาเพื่อนๆ หลายคนช่วยสั่งมาให้ด้วย

นอกจากเมนูจะแปลกแล้ว พวกเครื่องปรุงต่างๆ ที่เค้ายกมาให้นี่ก็แปลกด้วย ไม่คุ้นเลยซักอย่าง…

เครื่องปรุงที่ไม่คุ้นเคย ,, มีน้ำมันมะกอก, น้ำส้มสายชูแปลกๆ และอะไรก็ไม่รู้

จากนั้นอีกไม่นาน สองจานแรกที่เราสั่งก็เดินทางมาถึงแล้วครับ นั่นคือสลัดทูน่ากับมอซซาเรลล่าชีสโปะหน้ามะเขือเทศ (จำไม่ผิดเป็นสลัดมอซซาเรลล่านะ) ครับ เค้าแนะนำว่าให้เติมน้ำมันมะกอก+บัลซามิก (น้ำส้มสายชูสีคล้ำหน่อย) แล้วมันจะอร่อยขึ้น ,, ส่วนตัวผมว่ามันก็โอเคนะ แอบแปลกๆ หน่อย ไม่ค่อยคุ้น ปกติจะเอามะเขือเทศฝานจิ้มเกลือกินมากกว่า

จานแรกเป็นออร์เดิฟอย่างสลัดทูน่าครับ
ส่วนออร์เดิฟอีกจานที่เป็นมะเขือเทสกับชีสครับ ,, โออยู่ๆ
เพื่อนสาธิตว่า เวลากินต้องราดน้ำมันมะกอกลงไปด้วย ,, เอ่อ…. ผมว่ามันก็ยังแปลกๆ อยู่ดี

จากนั้นจานต่อมาเป็นโฟร์ชีสครับ พูดง่ายๆ คือมีชีสอยู่สี่อย่าง (อย่างละสองชิ้น) มีน้ำผึ้งให้เราจิ้มอยู่ตรงกลาง จำชื่อชีสทั้งสี่ที่เค้าเอามาเสิร์ฟไม่ได้ทั้งหมดละ จำได้ว่ามีบลูชีสด้วย ,, ลองชิมดูแล้วรสชาติไม่ค่อยคุ้นเคยกับชีสที่เรากินตามร้านพิซซ่าเท่าไหร่ กลิ่นแรงและไม่ค่อยโดนเท่าไหร่เลย ดังนั้นจานนี้ขอผ่านนะครับ

จานนี้เป็น Four Cheese ,, มีชีสชื่อแปลกๆ อยู่สี่อย่าง จำชื่อชีสแต่ละอย่างไม่ได้แหล่ว…

จานต่อมา อันนี้ผมว่าโอนะ เป็นปาร์ม่าแฮมกะเมล่อน ,, คือผมเคยกินปาร์ม่าแฮมมาทีนึงละ มันจะคล้ายๆ แฮมที่มีกลิ่นเหม็นหมักๆ ฉุนๆ+เค็มๆ หน่อย (ไม่ได้เหมือนแฮมซีพีที่ขายตามเซเว่นนะ) ไม่ค่อยปลื้มมากเท่าไหร่ แต่พอกินกะเมล่อนเย็นๆ นี่ผมว่าโอเลยนะ ตัวเมล่อนมันตัดกลิ่นและความแรง+ฉุนของตัวปาร์มาแฮมได้ดี แต่จานนี้แอบแพงนิดนึง (จำไม่ผิดนี่ 280 บาทนะ)

ต่อมาเป็นปาร์ม่าแฮมและเมล่อน ,, เค็มๆ หน่อยๆ อร่อยแบบงงๆ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ

อันนี้แค่ออร์เดิร์ฟนะเธอ….

ลองพวกพาสต้าบ้าง

จากนั้นเราก็มาต่อที่พาสต้าครับ ที่นี่มีเส้นพาสต้า+ชื่อแปลกๆ ซะเยอะเลย ทั้ง Pansoti, Ravioli ฯลฯ

สุดท้ายผมก็สุ่มมาสองจานครับ ,, จานแรกคือสปาเก็ตตี้คาโบนารา เมนูแบบเบสิกๆ ที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ,, แต่สิ่งนึงที่ผมชอบคาโบนาราร้านนี้คือเค้าจะผัดเป็นแบบแห้งๆ มีไข่แดงกับชีสเคลือบบางๆ ที่เส้นอย่างทั่วถึง (ต่างกับคาโบนาราแบบไทยๆ ที่มักจะทำแฉะๆ ครีมเยิ้มๆ) กินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้ว หรือจะแต้มซอสมะเขือเทศอีกหน่อยก็ไม่เลวนะ

ส่วนจานนี้เป็น Spaghetti cabonara ที่คุ้นเคยกันดี
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ...
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ…

จานต่อมาผมขอเลือกพาสจ้าชื่อไม่คุ้นหูอย่าง Gnocchi (เห็นเค้าอ่านว่ายอร์กี้นะ) โดยเอา Gnocchi เอามาทำเป็น Gnocchi 4 formaggi หรือเอามาราดซอสชีสสี่อย่างครับ ,, ตัวยอร์กี้นี่ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ บัวลอยในฟอร์มใส้กรอกอีสานแบบจิ๋วนะ กัดแล้วมันจะหยุ่นๆ เลี่ยนๆ หน่อย ไม่ค่อยโดนใจผมเท่าไหร่แฮะ คหสต.ชอบคาโบนารามากกว่ามากๆ ครับ

อันนี้เป็น Gnocchi 4 formaggi ครับ ,, แปลกๆ ไม่ค่อยปลื้ม

จากนั้นก็เข้าเรื่องที่พิซซ่า

มาเข้าจานหลักของเราบ้างดีกว่า

ผมว่าพิซซ่าที่นี่เค้าทำได้ดีมากๆ เลยนะ จุดเด่นของที่นี่จริงๆ เลยคือผมว่าเค้าเตรียม+อบแป้งได้ดีนะ แป้งที่นี่เค้าบางและกรอบพอดีมากๆ นอกจากนั้นชีสและเครื่องต่างๆ บนหน้าพิซซ่าก็จัดเต็มแบบมากๆ ขนาดหน้าเบสิกๆ อย่าง Margherita ที่มีแค่ชีสและซอสมะเขือเทศยังอร่อยโฮกๆๆๆ

จานนี้เป็นพิซซ่าซีฟู้ดครับ ,, อร่อยเว่อมาก แต่อย่ากินเพลินจนลืมแกะหอยจากเปลือกนะ
อีกถาด Return to basic อย่าง Margherita pizza ธรรมดา ,, แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว
เวลากินก็ใช้มือกินครับ ,, หบิบมาสดๆ เลย อร่อยมากๆ

ชิ้นเดียวไม่พอจริงๆ 🙂

ที่มากินวันนี้

เท่าที่ชิมมา ผมว่าพิซซ่าแบบแป้งบางของที่นี่อร่อยมากเลยนะ เค้าทำแป้งได้กรอบอร่อย, ใส่เครื่องและชีสค่อนข้างเต็มที่มากๆ ราคาก็ไม่แพงนะ ตัวถูกสุดอย่าง Margheritta (ซอสมะเขือเทศ+ชีส) ก็ 150 บาท หรือจะเอาหน้า Mare Monti (ซีฟู้ด+ชีส) อันนี้ 350 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับร้านตามห้างแล้วผมว่าที่นี่โอกว่าเยอะนะ

ส่วนออร์เดิฟนี่แนะนำไม่ค่อยถูกเหมือนกันเพราะมันเยอะมาก (ส่วนเมนูแปลกๆ ถ้าไม่แน่ใจในรสชาติ แนะนำว่าหลีกเลี่ยงละกัน) จริงๆ สั่งแค่เมนูเบสิกกับพวกพิซซ่าก็น่าจะโอมากแล้ว ,, เอาเป็นว่า ที่กินมา สปาเก็ตตี้คาโบนารา (200 บาท) กับปาร์มาแฮม+เมล่อน (280 บาท) โอเคนะ ,, ราคาอาจเหมือนแพงไปนิดนะ แต่อาหารที่นี่มันได้เยอะ ไม่แนะนำให้ไปคนเดียวเท่าไหร่ เดี๋ยวกินเหลือ

กินไปเพลินๆ ก็อร่อยดีนะ ,, มีบางเมนูที่แปลกๆ แต่โดยรวมก็โออยู่

แวะมาชิมแค่พิซซ่าก็ฟินละ

La Pin คาเฟ่กระต่ายน้อย

วันนี้พามากินอาหารอิตาเลียนที่ผมไม่ค่อยถนัดมากเท่าไหร่ แฮ่ๆๆๆ แต่จะลองดูนะครับ

ร้านนี้อยู่ไม่ไกลบ้านผมเท่าไหร่ ปั่นจักรยานมากินได้ครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า La Pin ไม่ได้อ่านว่าระพินนะครับ (ขายอาหารอิตาเลียนแต่ชื่อไทยมากๆ) ร้านเค้าอ่านว่าลาแปง คาเฟ่กระต่ายน้อยครับ

วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^
วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^

ร้านอยู่ในซอยทางซ้ายก่อนขึ้นสะพานนวรัฐนิดนึงครับ (ถ้ามาจากทางสถานีรถไฟไปถนนท่าแพ) เลี้ยวเข้ามาตรงซอยเค้กตรังอะครับ (จริงๆ ผ่านปากซอยก็เห็นร้านละ) ดูตามแผนที่ก็ได้ ถ้าหลงทางมาไม่ถูกจริงๆ ก็โทรไปถามที่เบอร์ 053-302005 ,, ร้านเปิดเป็นสองช่วงคือมื้อเที่ยง 12.00-14.30 กับมื้อเย็น 17.00-22.00 และร้านปิดวันพุธนะครับ


View La Pin in a larger map

สิ่งนึงที่ผมว่าร้านนี้น่าจะอร่อยคือมีป้ายของ Tripvisor ด้วย ซึ่งประสบการณ์เวลาไปเที่ยวตปท. แล้วเห็นป้ายนี้นี่ร้านนี้น่าจะทำอาหารได้ถูกปากพวกนักท่องเที่ยว

เดินเข้าร้านมาแล้ว

จริงๆ ร้านสังเกตง่ายมากๆ ครับ ด้านนอกเป็นคล้ายๆ บ้านไม้ชั้นเดียวแบบเก่าๆ สามห้องทาสีฟ้า ส่วนภายในร้านทาสีเหลืองแป้ด ตกแต่งแบบเรียบง่าย บรรยากาศสบายๆ ดีนะครับ ในร้านมีประมาณสิบโต๊ะ คร่าวๆ น่าจะนั่งได้ซักสี่สิบคน (แต่มาทีไรไม่เคยมีคนนั่งเกินสามโต๊ะเลย)

หน้าร้าน La Pin ครับ
หน้าร้าน La Pin ครับ
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า

ออๆๆ ลืมบอกว่าตอนกลางคืนที่นี่มีขายไวน์ด้วยนะครับ (ไม่เคยชิมนะครับ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบกินไวน์)

เริ่มสั่งอาหารกันดีกว่า

เริ่มที่ออเดิร์ฟเบาๆ อย่างซีซ่าร์สลัดครับ ผักสดและอร่อยมากๆ แนะนำครับ ,, ส่วนอีกจานเป็นผักโขมอบชีสครับ ผักสดดี แต่ผมว่าชีสเค้าอร่อยอะ หอมมากๆ เลย

เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ

จานถัดมาเป็น Sauteed clam with butter crosstini with baguette ครับหรือเรียกง่ายๆ ว่าหอยลายผัดอบเนยกับขนมปัง ,, จานนี้ผมว่าอร่อยนะ เนยหอมเข้มข้นดีมากๆ ส่วนหอยลายก็ตัวใหญ่ดีครับ ไม่มีกลิ่นดินหรือคาวๆ เลย อร่อยดีนะครับ

จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ

ถัดมาเป็น Chicken Piccata หรือไก่ชุบชีสทอด อันนี้เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟราย ,, ส่วนตัวอันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ

ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ
ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ

อีกจานชื่อ Seared duck breast and pear compote glazed with port wine sauce and sauteed spinach (ชื่อภาษาอังกฤษยาวมากๆ ) เอาว่าเป็นอกเป็นพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผัดผักโขมน้ำมันมะกอก ,, จานนี้ผมว่าตัวเป็ดกะสาลี่ตุ๋นนี่เฉยๆ นะ แต่ที่เด็ดคือผักโขมผัดน้ำมันมะกอก หอมมากๆ

อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ
อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ

อีกจานนี่ผมชอบนะ เป็น Smoked salmon cappacio เป็นอารมณ์ประมาณแซลม่อนรมควันแล่บางแล้วราดน้ำมันมะกอก, เคเปอร์, หอมแดง, พริก, มะนาว, โรสแมรี่, ฯลฯ เวลากินก็ตักเป็นคำๆ อร่อยดีนะ จานนี้เด่นที่กลิ่นของน้ำมันมะกอกและเครื่องเคียงต่างๆ ที่โรมรันกับกลิ่นรมควันของแซลม่อนและน้ำมันมะกอก รวมทั้งรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยม ,, กินไปกินมาแล้วเริ่มคิดประยุกต์จากกุ้งแช่น้ำปลาเป็นแซลม่อนแช่น้ำปลา น่าจะอร่อยเหมือนกันนะ (ไม่เกี่ยวอะไรกับเมนูนี้)

อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ
อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นเมนูแนะนำของผมเลยนะ คือปูกราแตง (Crab au Gratin) อันนี้ถ้าให้จินตนาการคร่าวๆ ให้คิดถึงผักขมอบชีสแต่เปลี่ยนจากผักโขมเป็นเนื้อปูแบบแกะแล้วแทน (เพราะผักโขมอบชีสมันชื่อ Spinach au Gratin) แล้วแบบเนื้อปูเค้าแน่นและหวานมาก เวลากินก็ให้ตักมากินคู่กับขนมปัง Baguette ซึ่งเวลาเข้าปาก สิ่งแรกที่จะมาเลยคือความหอมของชีสที่คละคลุ้งไป จากนั้นเนื้อปูหวานๆ ก็จะแย่งกันแตกตัวตัวในช่องปากคลุกเคล้าไปด้วยชีส ยิ่งเคี้ยงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเบ่งบานมากขึ้นเรื่อยๆ ฟินโคตรๆ กินแล้วแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย

จานนี้ฟินมาก ห้ามพลาดเลยทีเดียว (แต่ถ้ากินหลายๆ คำติดกันนี่มีเลี่ยนได้เหมือนกัน)

เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
ตัก Gratin มากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้
ตักเอากราแตงมากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้

อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ แค่ออเดิร์ฟหมดเฉยๆ ^^

ต่อที่ของหนักกันต่อ

เริ่มที่พาสต้าก็แล้วกันครับ

จานแรกเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนารา ซึ่งผมขอออกตัวเบาๆ ก่อนว่าจริงๆ ผมชอบคาโบนาราแบบแห้งๆ ครีมชีสและไข่เคลือบอยู่บนเส้นมากกว่าแบบที่เปียกๆ ครีมเยิ้มๆ ,, แต่คาโบนาราที่นี่เป็นแบบครีมเยิ้มๆ เปียกๆ แหละ แต่ผมว่าเค้าทำได้ดีนะ ทำให้ผมประทับใจ+อร่อยเลยทีเดียว ครีมชีสเค้าเข้มข้น หอมและอร่อยดีมากๆ

ก็เลยแก้ปัญหาความข้นด้วยการตักแบ่งมาเป็นคำๆ แล้วราดครีมหน่อยๆ แต่พอราดครีมหน่อยเดียว ก็รู้สึกว่าไม่พอ เพราะมันหอมอร่อยจริงๆ แฮ่ๆๆๆ ,, สุดท้ายก็กลายเป็นกินแบบแฉะๆ เหมือนเดิม

จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ

จานถัดมาก็ยังเป็นพาสต้าครับ ชื่อว่า Speghetti olio vongole เป็นสปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก, พริกแห้งครับ สามารถเลือกใส่เครื่องได้ ว่าจะเป็นเบคอน, หอยลาย ฯลฯ (ไม่ค่อยแนะนำหอยลายครับ เพราะมันมาพร้อมเปลือก ขี้เกียจแงะ) ผมว่าเค้าผัดได้เนียนและซุยมากๆ น้ำมันมะกอกกะสปาเกตตี้เค้าไปคลุกเคล้ากันอย่างทั่วถึง แถมยังมีกลิ่นพริกแห้งด้วย

ถ้าไม่ชอบกินเผ็ด อยากบอกว่าจานนี้เผ็ดนิดเดียว พอชิมได้ แต่ถ้าชอบกินเผ็ด ให้ปี้พริกแห้งที่ปักเป็นอนุเสาวรีย์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าลงไปด้วย รับรองว่าเผ็ดสะใจ

สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ
สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ

ปิดท้ายกันที่พิซซ่าอีกสองถาด ถาดแรกนี่จำไม่ค่อยได้แฮะ จำไม่ผิดจะเป็นหน้าผักโขมนะ ,, ส่วนอีกถาดนี่เป็นพิซซ่าลาแปงครับ มันจะแบ่งครึ่ง โดยครึ่งนึงเป็นหน้าคาโบนารา อีกครึ่งเป็นเป๊บเปอโรนี่, แฮมและเห็ด

ส่วนตัวผมว่าพิซซ่าที่นี่อร่อยใช้ได้เลยนะ แป้งบางและกรอบพอดีๆ แต่ถ้ากรอบกว่านี้อีกหน่อยจะโอมากๆ

อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย

จริงๆ มีของหวานด้วย แต่ไม่ได้กิน 🙂

คอมเมนต์นิดหน่อย

ขอเป็นพิธีหน่อยละกัน

  • ดูรูปเยอะนี่ไม่ใช่ผมกินคนเดียวหมดนะครับ ไปกินกันหลายทีมากๆ แต่ละทีก็มีหลายคน ส่วนตัวคอนเฟิร์มว่าอร่อยครับ แนะนำปูกราแตง, ซีซาร์สลัด และพิซซ่า+สปาเก็ตตี้ ผมไปเยี่ยมเยียนหลายทีมากๆ รับรองว่าไม่เป็นรองร้านไหนในเชียงใหม่แน่ๆ
  • อาหารแต่ละอย่างโดยเฉพาะพาสต้าของที่นี่ผมว่าได้ค่อนข้างเยอะพอตัวนะ เวลาสั่งมาจานนึงถ้ากินคนเดียวก็แบบอิ่มจุกและจะออกแนวเลี่ยนนิดนึง แนะนำว่าให้ไปหลายๆ คน สั่งมาหลายๆ อย่าง แล้วตักแบ่งมากินเอาจะดีกว่าครับ
  • ราคาถือว่าอาจดูแพงไปนิดนะ แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพแล้วผมว่าเป็นไปตามมาตรฐานของร้านอาหารอิตาลี หรือเทียบง่ายๆ ราคาพอๆ กับร้านพิซซ่าตามห้างแต่ผมว่าคุณภาพดีกว่าเยอะ อย่างพิซซ่าถาดนึงก็ประมาณ 200 บาท, ปูกราแตง, ไก่ชุบชีส, อกเป็ดพอร์ทไวน์, ปลาแซลม่อนรมควันคาปาซิโอราคา 200, พาสต้าราคา 150 บาท (ราคาโดยประมาณ) เฉลี่ยๆ มื้อนึงผมกินประมาณ 250-300 บาท
  • ที่จอดรถหายากมาก จอดหน้าร้านก็เกะกะ จอดถนนใหญ่ก็ไม่ได้เพราะเป็นคอสะพาน+ขาวแดงซะเยอะ แถมร้านอื่นๆ ในซอยก็ไม่ค่อยยอมให้จอดซักเท่าไหร่ อาจต้ิงเสียเวลาวนรถยนต์หลายรอบหน่อย หรือไม่ก็ต้องเดินไกลกันนิดนึง

เสียเวลาวนรถหน่อย แต่ผมว่าคุ้มค่านะครับ

Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

เป็นอีกตอนที่จะพาไปหาขนมกินกันครับ

วันนี้จะแวะไปที่โรงแรม 137 Pillars House ครับ ซึ่งเป็นโรงแรมที่เอาบ้านเก่ากว่า 150 ปีมาดัดแปลงและประยุกต์อีกที ,, แม้ว่าโรงแรมจะดูกว้างขวางและไฮโซมากๆ แต่มีนี่กลับมีห้องให้บริการเพียง 30 ห้องเอง (แอบไปดูที่เค้ารีวิวในพันทิปแล้วต้องบอกว่าแต่ละห้องอลังเว่ออะ)

วันนี้แวะมาทาน Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

น่าสนๆๆๆ

ประวัติบ้าน137เสา

หลังจากไปเสาะหาประวัติของบ้าน 137 เสามา อ่านดูแล้วน่าสนใจมากๆ เลยขอเก็บเอาไว้หน่อย (แต่ถ้าหิวก็เลื่อนลงมาด้านล่างได้เลย :))

“บ้าน137เสา” สร้างขึ้นในปี 1889 (พ.ศ 2432) และถูกใช้เป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้รับพระราชานุญาตให้ทาป่าไม้ในเชิงพาณิชย์ ในขณะนั้นผู้จัดการบริษัทสาขาเชียงใหม่คนแรก คือคุณหลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ (ลูกชายคุณแอนนา ลีโอโนเว่นส์ ผู้เป็นอาจารย์ถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ในช่วง20ปีก่อนหน้า) คุณ หลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ได้เข้าร่วมทางานกับ บริษัทอีสบอร์เนียวจากัดในปี1886 และเริ่มสร้างออฟฟิศแรกที่เชียงใหม่ในปี1889 ซึ่งในขณะนั้นเชียงใหม่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าต้นสัก

ในสมัยนั้น เชียงใหม่ได้แบ่งเขตที่อยู่อาศัยระหว่างชาวต่างชาติและชาวเชียงใหม่ โดยได้จัดให้ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ฝั่งตะวันออก(ฝั่งวัดเกตในปัจจุบัน) ส่วนชาวไทยอาศัยอยู่ด้านฝั่งตะวันตก

ในปี1896 บ้าน137เสาได้ถูกย้ายจากที่เดิมบนฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งวัดเกตและยังคงตั้งอยู่ที่เดิมจนถึงปัจจุบันนี้ บ้าน137เสาถูกใช้เป็นบ้านสาหรับผู้จัดการของบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดอยู่จนกระทั่งปี1927 เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในตอนที่กองทัพญี่ปุ่นเข้าควบคุม เป็นเหตุให้ผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดต้องหลบหนีไปอยู่ที่พม่าและปล่อยบ้านทิ้งไว้

หลังสงคราม ชายชาวสก็อตแลนด์ชื่อคุณคุณวิลเลี่ยม เบน ได้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้และได้แต่งงานสร้างครอบครัวกับสาวลูกครึ่งชาวอังกฤษ-มอญ หลายปีต่อมา ลูกชายของคุณวิลเลี่ยมชื่อคุณแจ็ค เบน (หรือที่รู้จักกันในนาม Uncle Jack ก็ได้สร้างครอบครัวของท่านเองที่บ้านหลังนี้ ปัจจุบันลุงแจ็คอายุ 92 ปีและพักอาศัยอยู่ข้างๆบ้าน137เสานั่นเอง


View 137 Pillars House in a larger map

ว่าแล้วก็เข้าไปดูของจริงดีกว่าครับ

เดินเข้าโรงแรม

ตั้งแต่ยืนอยู่หน้าโรงแรมสีขาวแห่งนี้ก็รับรู้เลยว่าที่นี่ไฮโซมาก ตึกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะทำด้วยไม้ หรือไม่ก็กึ่งไม้กึ่งปูน เก็บงานภายนอกตัวตึกได้ประณีตดีมาก แถมภายในโรงแรมก็เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ใหญ่น้อยที่จัดไว้อย่างลงตัวเต็มไปหมด ,, แถมยังมีสระว่ายน้ำระดับไฮโซมากให้แขกว่ายเล่นด้วย (อย่าลืมว่าวันนี้เรามากินขนมอย่างเดียวครับ!!!)

ข้างในดูร่มรื่นและหรูหรามากๆ เลย เอิ้กๆๆๆ
ีีนว่ยน่ยนรยายนายนา
นางแบบกับสระว่ายน้ำไฮโซของโรงแรม

เดินเข้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงบ้าน 137 เสาที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ ซึ่งปัจจุบันตัวบ้านทำหน้าที่เป็นบาร์และห้องสมุดของโรงแรมครับ ดูจากภายนอกว่าใหญ่โตอลังการแล้ว เข้าไปดูข้างในนี่ใหญ่มาก + ผมว่าเค้าเก็บรายละเอียดงานภายในได้ดีมากๆ เลยนะ ตั้งแต่ตรงระเบียงบาร์และห้องอาหาร ตรงโซนที่จิบชาด้านใน หรือที่ไฮโซสุดๆ คงต้องเป็นห้องสมุดที่ผมว่าอลังการมากๆ จริงๆ ไล่ตั้งแต่พรมปูพื้นยันฝ้าเพดานเลย

นี่คือบ้านไม้สัก 137 เสา อันเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ครับ
บรรยากาศในบ้าน 137 เสานี่หรูหราไฮโซมากเลย…
เราเลือกจิบชาในบรรยากาศสบายๆ ด้านนอกก็ได้นะครับ
แต่วันนี้เราจะมาจิบชาในห้องสมุดครับ ,, อลังการมาก
นอกจากที่ห้องสมุดจะมีหนังสือแล้วก็ยังมีพวกเกมให้เล่นด้วย

หมดครึ่งบล๊อกแล้ว เรายังไม่ได้เห็นของกินอะไรเลยนะ!!!

ว่าแล้วก็สั่ง Afternoon Tea มาลองซักชุด

หลังจากทวงถามเมนูพนักงาน เราก็ค้นพบว่าชุด Afternoon Tea ของที่นี่มีให้เลือก 2 แบบครับ คือแบบมาตรฐานทั่วๆ ไป (อันด้านซ้าย) กับแบบที่เน้นขนมไทยเป็นหลัก (อันด้านขวา) สนนราคา 600 บาท/คน หรือ 1000 บาท/สองคน (แพงพอตัวเลยนะ สำหรับขนมเฉยๆ) ซึ่งผมและผองเพื่อนพร้อมใจกันเลือกเมนูอันซ้าย ,, ซึ่งวันนี้มากันหลายคน เลยได้จัดชุดเซต 2 คน + เครื่องดื่ม + ขนมมาเพิ่มครับ

โดยรวมชาที่สั่งไปมีชาร้อน 3 สไตล์ (เอิร์ลเกรย, ชามินท์, ชาตะไคร้) ซึ่งชาร้อนเค้าจะชงมาให้ในกาขนาดใหญ่มาก เทเอาเองได้เลย, ส่วนกาแฟเย็นจะมาเป็นแก้วเล็กๆ ให้อารมณ์โอเลี้ยงมากๆ, ส่วนอีกอันที่สั่งที่เป็นกาแฟไบเล่ท์ราคา 250 บาทมีนิดเดียว ทีแรกเห็นก็งงว่าทำไมมันแพงจังวะ แต่พอชิมเข้าไป อ๋อ…. มันผสมเหล้า Baileys’ ลงไปด้วยนี่เอง เอิ้กๆๆๆ กินไปมึนไป

เมนู Afternoon Tea มีสองแบบครับ ,, แบบซ้ายจะออกแนวฝรั่งๆ หน่อย, ส่วนแบบขวาจะเป็นขนมไทย
ชุดถ้วยชาสีขาวสวยดีนะ ปล.กาน้ำชาอันใหญ่มากกกกกกก~
สามชาสามสไตล์ —
สั่งกาแฟ Bailey’s ไป เพิ่งรู้ว่ามันผสมเหล้า ,, ก็ว่า เพลินเลย แฮ่ๆๆ

รออีกสักพัก ชุดขนมสามชั้นของเราก็มาแล้ว

เท่าที่สังเกต รายการขนมที่เราได้รับไม่ค่อยตรงกับเมนูที่เขียนเท่าไหร่แฮะ ,, เอาเป็นว่า สรุปเลยละกันนะครับ

  • ชั้นบนสุดเป็นสโคน 4 ก้อน เสิร์ฟพร้อมแยมสตรอเบอร์รี่, Lemon curd และ(จำไม่ผิด)เป็นคัสตาร์ดนะ ,, คหสต. ผมว่าก็ตัวเนื้อสโคนก็หอมอร่อยใช้ได้นะ แต่ไม่ได้ถึงขั้นฟินมากเท่าไหร่
  • ชั้นกลางประกอบไปด้วยทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่ที่มีฐานเป็นโอริโอ้อย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 4 ชิ้น) ,, ส่วนตัวชอบอันที่เป็นสตรอเบอร์รี่มากกว่าหน่อยนึงครับ เนื่องจากมันไม่เลี่ยนจนเกินไปครับ
  • ส่วนชั้นล่างสุดมีคีชแซลม่อน, ปอเปี๊ยะทูน่า, คุ๊กกี้+เลมอนเคิร์ด+ถั่ว, และขนมปังทูน่า+เห็ดอย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 8 ชิ้น) ,, ส่วนตัวผมชอบเจ้าคีชแซลม่อนกับขนมปังเห็ด+ทูน่านะ
แฮ่ๆๆ ในที่สุด ขนมในชุด Afternoon Tea ก็มาแล้ววววว~~
ดูให้ชัดๆ อีกที กับ Afternoon Tea สามชั้น 🙂
เริ่มต้นด้วย Scone ในชั้นบนสุด ,, ใช้ได้เลยนะ
ชั้นที่ 2 มีขนมคล้ายๆ ทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่
ชั้นล่างมีคีชแซลม่อน, กับขนมปังเห็ด+ทูน่า สองอันนี้ผมว่าอร่อยดีนะ
ชั้นล่างยังมีปอเปี๊ยสดทูน่า (ให้ความรู้สึกแบบนี้จริงๆ), กับแครกเกอร์อีกอย่าง จำไม่ได้แล้ว

และเนื่องด้วยปริมาณสมาชิกจำนวนค่อนข้างหลายคน เราเลยจัดเค๊กมาอีกซักก้อนนึง…

ซึ่งเค๊กที่ได้รับเลือกในยกนี้คือสตรอเบอร์รี่ชีสเค๊ก ราคาอาจดูสูงไปนิดแต่โดยรวมผมว่าเค้าทำได้ดีมาก+อร่อยมากเลยนะ เนื้อเค้กอร่อย หอมชีส ส่วนตัวสตรอเบอร์รี่แอปเปรี้ยวไปนิดแต่ว่าตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ เลย ประทับใจมากครับ (จริงๆ มีเค๊กมะพร้าวน่ากินมากเลย แต่เสียดายที่ได้โควตาจากกรุ๊ปมาแค่ก้อนเดียว)

ปิดท้ายด้วย Strawberry Cheese Cake อีกซักชิ้น
ผมว่าเค้กเค้ารสชาติใช้ได้เลยนะ

หารๆ เฉลี่ยแล้ว ตกคนละสามร้อยกลางๆ แหนะ…

ที่มากินที่นี่

โดยรวมนะ ผมว่า Afternoon Tea แอบแพงไปพอตัวเลย (เมื่อเทียบกับชาและขนมที่ได้นะ) ส่วนที่ผมว่าโอเคและน่าลองของที่นี่น่าจะเป็นพวกขนมเค๊กมากกว่า เค๊กที่นี่ดูๆ แล้วออกแนวเค๊กมาตรฐานที่เราพอจะเดารสชาติมันได้ ราคาไม่ได้แพงมากในระดับโรงแรมหรูๆ หรือร้านเค้กดีๆ แต่อร่อยกว่าหลายๆ ที่ที่เคยไปกินมานะ ,, แต่ที่ประทับใจสุดๆ คือบรรยากาศในโรงแรมครับ สวยจริงๆ 🙂

ว่างๆ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศมาจิบชาแบบหรูๆ บ้าง 🙂

ระหว่างเดินออกมาก็เปรยกับตัวเองว่าอยากมาพักที่นี่เหมือนกันแฮะ 🙂

The Flowery Home

วันนี้พามากินอีกร้านกับร้านที่มีชื่อว่า The Flowery Home ครับ….

ร้านนี้เป็นร้านที่เปิดใหม่ประมาณปีกว่าๆ (เท่าที่ผมสังเกตดูอะนะ) แอบส่องเข้าไปทีไรก็นึกว่านึกว่าร้านขายดอกไม้ทุกที แต่ก็งงที่หน้าร้านมีบอกว่าขายอาหาร+ขนมด้วยนะ ผ่านหลายทีแต่ก็ไม่ได้ฤกษ์เข้าร้านซักที จนกระทั่งหาสมัครพรรคพวกได้หยิบมือหนึ่ง วันนี้เลยขอเข้าร้านเยี่ยมชมบรรยากาศและชิมฝีมือซักหน่อย

วันนี้พามาชิม Flowery Home ครับ ,, มากินข้าวนะครับ ไม่ได้กินดอกไม้ 🙂

พามากินข้าว+ขนมครับ ไม่ได้กินดอกไม้ 😉

การเดินทางมาที่ร้าน

ส่วนทางไปร้านนี่ไม่ได้ลำบากเลยนะครับ ใครมาจากโรงเรียนปรินส์ฯ ก็ให้เลี้ยวขวาก่อนขึ้นสะพานนครพิงค์ เลี้ยวเข้ามาอีกประมาณร้อยเมตรก็จะพบร้านสีฟ้าพร้อมสวนอลังการตั้งเด่นเป็นสง่าทางด้านขวามือ (เลยริมปิงคอนโดมานิดนึง) จอดรถยนต์ในร้านได้นิดหน่อย หรือจะจอดข้างถนนก็ได้ แต่แนะนำว่าให้จอดร้านอาหารฝั่งตรงข้ามเอาก็ได้ครับ ,, ลองโทรไปก็ได้นะครับ ที่ 053-247212 (จำไม่ผิดร้านปิดวันจันทร์นะครับ)


View Flowery Home in a larger map

หน้าร้าน The Flowery Home ครับ ,, สีฟ้าเด่นเลย

เปิดเข้ามาในร้านเค้าก็ตกแต่งดีนะ ออกแนวโคโลเนียลสีขาวๆ หน่อย ดอกไม้ประดิษฐ์แบบว่าเต็มร้านเลย ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีดอกไม้ประดับเต็มไปหมด เยอะจนแทบจะไม่มีทางเดินเลย ,, ส่วนในร้านรองรับลูกค้าได้ประมาณเจ็ดโต๊ะเล็กกับสองโต๊ะใหญ่ แยกตามห้องต่างๆ ทั้งตรงระเบียงร้าน ตรงกลางร้าน หรือห้องแยก (แอร์ทุกจุด)

ดอกไม้ (ประดิษฐ์) เยอะมากจริงๆ เต็มร้านไปหมดเลย สวยมากๆ
มองไปมุมไหนๆ ก็มีแต่ดอกไม้และของประดับเต็มไปหมด
ที่นั่งตรงระเบียงร้าน (ห้องแอร์) หน้าตู้เค้ก ,, ตรงนี้จะเจอแดดเยอะหน่อย แต่ผมชอบนะ
อันนี้ตรงโต๊ะใหญ่ด้านในครับ
ของตกแต่ง+ดอกไม้ประดิษฐ์สวยๆ ของที่ร้าน (เหมือนจะขายด้วยนะ)

ลืมบอกว่า ของประดับต่างๆ ที่ร้าน รวมทั้งดอกไม้ประดิษฐ์นี่เค้าขายด้วยนะครับ 🙂

เริ่มสั่งอาหารกัน

จากนั้นก็เริ่มพลิกเมนูอันไฮโซของทางร้านดูครับ โดยที่เมนูของทางร้านจะมีอยู่ 2 เล่ม ,, เล่มนึงเป็นเมนูอาหาร ส่วนอีกเล่มที่มีโบว์สีฟ้าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มครับ ส่วนเค้กให้ไปดูที่หน้าตู้เองจะดีกว่า

เค้าจะให้เมนูมาสองเล่มนะครับ ,, เล่มนึงเป็นอาหาร อีกเล่มเป็นเครื่องดื่ม

ซึ่งเท่าที่ผมดูเมนูของกินแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นพวกอาหารเบาๆ นั่งกินชิลๆ ซะมากกว่า (แต่ราคาไม่ค่อยเบาเท่าไหร่นะ) เท่าที่เห็นหนักๆ ก็มีแค่พาสต้าเท่านั้นเอง ส่วนเมนูเครื่องดื่มนั้นนอกจากชา, กาแฟและเครื่องดื่มมาตรฐานแล้ว สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือพวกเมนูตระกูลชาเย็นและเครื่องดื่มใส่น้ำแข็งชื่อแปลกๆ ทั้งหลายครับ

โชคดีที่วันนี้มาหลายคน เลยได้สั่งหลายอย่างหน่อย…

จนกระทั่ง… อาหารมาเสิร์ฟ

สั่งไปได้ซักพัก อาหารก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ

เริ่มที่ซีซ่าสลัดที่ผักสดดีมากๆ + ชีสเยอะดี, ขนมปังกระเทียมรสชาติเข้มข้น (ตอนที่กำลังอบนี่แบบว่ากลิ่นคละคลุ้งไปทั่วร้านเลย), แองเจิลส์วิงส์ (อารมณ์คล้ายๆ ปีกไก่ย่าง จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ ,, ก็อร่อยดีนะ) และแซนวิชแฮมชีสรสเยี่ยมที่มาพร้อมกับเฟรชฟรายทอดกรอบได้ที่ จิ้มกินกับซอสมะเขือเทศและมายองเนส ,, ทั้งหลายทั้งแหล่กินไปกินมากับเพื่อนๆ นี่เพลินดีมากเลย

จานแรกครับ ซีซาร์สลัด ,, ผักสดดีมากๆ
ขนมปังกระเทียมของที่นี่กรอบอร่อยและรสชาติเข้มข้นดีครับ
จานนี้ชื่อ แองเจิลส์วิงส์ครับ ,, น่ารักมากๆ (อร่อยดีด้วย)
จานนี้เป็นแซนวิชแฮมชีสครับ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟราย

ต่อมาเมนูจานหนักเพิ่มขึ้น…. มีผักโขมอบชีสแล้วก็เฟตตูชินี่ไวท์ซอสกับแฮมและใส้กรอกครับ (หนักสุดแล้ว) ทั้งสองจานผมว่าอร่อยดีนะ หนักชีสทั้งคู่เลย ถ้าใครชอบกินชีสนี่ผมว่าไม่ผิดหวังแน่นอนอะ

เฟตตูฯ ไวท์ซอส แฮม+ใส้กรอกครับ ,, ฉ่ำชีสมากๆ หอมมากๆ ครับ
ผักโขมอบชีสแบบยืดด…ดดดด~~

กินเบาๆ แบบหลายๆ คนไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่เลยแฮะ

มาต่อกันที่เครื่องดื่มและของหวานกัน

อย่างที่เล่าไปแหละครับ อย่างกาแฟร้อนที่นี่ก็มี คหสต.ผมว่าก็หอมดีนะ รสชาติใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมาก

ลาเต้ร้อนของพี่แก๊ป ,, ก็ใช้ได้นะ (พี่เค้าเล่ามา)

แต่ที่ผมว่าแปลก+สวยดีคงเป็นพวกเมนูเครื่องดื่มที่เติมน้ำแข็งอะนะ จัดมาหลายน้ำทั้งมะนาวโซดา, แมนดารินโอเรียนทอลไอซ์ที และเป๊บเปอร์มินท์คูล ไอซ์ที ผมว่าเค้าแต่งแก้วสวยดีอะ รสชาติก็ใช้ได้นะ อย่างแมนดาริโอเรียนทอลก็เป็นชาเย็นที่แหละ รสชาติหวานกลมกล่อมดี มีกลิ่นส้มแห้งปนนิดหน่อย ดูเป็นเอกลักษณ์ดี, ส่วนไอ้ตัวเป๊บเปอร์มินท์ก็จะเป็นชาสองสี ด้านบนเป็นสีชา ด้านล่างเป็นสีเขียว ดื่มแล้วสดชื่นดีนะ (แต่แม่บอกว่ารสชาติคล้ายยาสีฟัน) แต่ดูดปื้ดๆ เพลินๆ แป้บเดียวหมด…

ส่วนอันนี้มะนาวโซดาครับ (ไม่แน่ใจว่ามีชื่อหรูหรือเปล่า จำไม่ได้อะ)
แก้วนี้… แมนดารินโอเรียนทอลไอซ์ทีครับ ,, สวยมั้ยล่ะ!!!
ส่วนเจ้าสองสีนี่คือเป๊บเปอร์มินท์ไอซ์ทีครับ ,,

แวะมาขนมต่อนะครับ…

เห็นหลายคนเล่ากันมาว่าที่นี่ชีสเค๊กอร่อย ซึ่งพอเราเดินไปดูที่ตู้เค้กจริงๆ แทบทุกเมนูเป็นชีสเค๊กเกือบหมดเลย ฮาๆๆๆ จะสั่งให้หมดทุกอย่างทั้งตู้กระเป๋าตังคงฉีกกระจายเป็นจุลพร้อมกับพุงน้อยๆ ของผมเป็นแน่ ว่าแล้วก็เลือกซักสองอย่างมาลองชิมดู

จานแรกเป็นบานาน่าชีสเค๊กครับ เสิร์ฟพร้อมวิพครีม, กล้วยหอมเบิร์น และราดคาราเมล ,, เมนูนี้ผมชอบนะ ตัวชีสเค๊กของที่นี่หอมอร่อยมากสมกับคำร่ำลือจริงๆ แถมยังลงตัวกับกลิ่นและเนื้อกล้วยที่ใส่ลงมาผสมในเนื้อเค๊กด้วยกัน เติมความมันด้วยวิพครีมเข้มข้นและเติมกลิ่นหอมหวานด้วยคาราเมล และเติมเต็มความสมบูรณ์ด้วยกล้วยหอมเบิร์น… แหล่มมากครับ ขนาดผมไม่ค่อยชอบกินกล้วยยังแอบตกหลุมรักเมนูนี้เลย

Banana Cheese Cake ครับ ,, ห้ามพลาดเลยเมนูนี้

ส่วนอีกจานเป็น Mango Cool Cheese อันนี้นอกจากตัวคูลชีสที่หอมกรุ่น, รสชาติของมะม่วงและข้าวเหนียวมูนราดไวท์ซอสที่หวานมันแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของจานนี้คือรสสัมผัสครับ แบบว่ามันหลากหลายและลงตัวดีมากๆ ทั้งความนุ่มแบบหยุ่นๆ ของคูลชีส, ความกรุบกรอบของชั้นคุ๊กกี้ด้านล่าง, ความเหนียวหนึบของข้าวเหนียวมูน, ความละมุนของมะม่วงสุกและความมันของอัลมอนด์ฝานที่โรยหน้า… เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่คาดไม่ถึงมาก่อน

Mango Cool Cheese ครับ ,, เด่นตรงรสสัมผัสเลยจานนี้

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวนะ ผมว่าบรรยากาศดีมาก อาหารใช้ได้ เหมาะมากินแบบโรแมนติกๆ หรือเอาบรรยากาศๆ นิดนึง, ส่วนขนมนี่ผมว่าอร่อยเลยแหละ ชีสเค๊กที่นี่โอมากๆ ขอให้ลองมาโดนซักครั้ง (ผมลองแค่กล้วยนะ แต่เห็นคนสั่งเชอร์รี่กะบลูเบอร์รี่ดูน่ากันมากๆๆๆ), เครื่องดื่มตกแต่งสวยดีครับ รสชาติใช้ได้

ส่วนราคาแอบสูงนิดนึง (แถมไม่รับบัตรเครดิตด้วยอะ ;________; ) อย่างซีซ่าร์สลัดจำไม่ผิดนี่โถนั้นราว 200+ นะ, น้ำแก้วประมาณ 70, ส่วนบานาน่าชีสเค๊กนี่ 120 นะ ,, แต่ถ้าใครเคยทานอาหารคุณภาพระดับนี้แล้ว ผมว่าคุ้มค่าสมกับราคาอยู่นะ เพราะว่าเค้าเลือกใช้ของต่างๆ ดีมากเลย

ลองแวะมาทานที่ The Flowery Home กันได้นะครับ

ลองแวะมาทานกันดูได้ครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง

ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 2

หลังจากตอนที่แล้วที่เราอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงลุยฝ่าหนทางอันยากลำบากเพื่อขึ้นมายังยอดดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งยอมรับว่าแค่วิวพนะอาทิตย์ตกสวยมากๆ จนยากที่จะบรรยาย ,, ส่วนตอนที่สองนี้ก็จะปีนป่ายอีกครั้งเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดกิ่วลม, รวมทั้งเดินเที่ยวและเล่นเก็บรายละเอียดวิวสวยๆ ของทีนี่เท่าที่เวลา 2 วัน 1 คืนจะพอมี

เดินฝ่ากัน... ไปจนถึงยอดดอยกันครับ 🙂

ลุยกันต่อครับ

ก็เรียกว่าแหกขี้ตากันไป

เรานัดกันตอนตีสี่สิบห้านาทีก่อนที่จะแยกย้ายกันซุกตัวในถุงนอนและพักผ่อนกัน เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นมาตั้งแต่เช้า เดินข้ามดอยอีกลูกนึง (ระยะเวลาประมาณชั่วโมงนึง) เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ทัน…

ผม (น่าจะ) เป็นคนตื่นและออกมาเจอกับความหนาวเหน็บของน้ำค้างยามเช้าเป็นคนแรกนะ (หนาวมากๆ จริง) เหลือบดูนาฬิกาเห็นเวลาตีสี่สี่ครึ่ง อ่าว… มันเลทแล้วนี่หว่า จากนั้นก็รีบปลุกทุกคนให้ตื่น ,, ตอนที่ทุกคนออกมาจากเต๊นท์ เรื่องแรกที่พูดถึงและพูดเป็นเสียงเดียวกันคือมีเสียงกรนระดับเรือกลไฟในเต๊นท์ผม 2 ลำ เสียงดังมากๆ ดังในระดับที่ว่าอยู่เต๊นท์ไหนก็ได้ยิน (และคิดว่าได้ยินไปถึงชายป่าฝั่งกระโน้น) ดังจนระดับที่ว่าเพื่อนๆ ที่พักเต๊นท์เดียวกันนี่นอนไม่หลับเลย แถมเสียงกรนมันยัง Synchronized กันด้วย แบบว่ามีแต่เสียงครอกๆๆๆๆ ต่อสลับกันไปเรื่อยๆ แบบไม่มีช่วงพักเลย จึงไม่แปลกเลยที่ทุกคนตื่นมาแล้วจะไม่สดชื่นเท่าไหร่

กว่าทุกคนจะพร้อมเดินทางก็เกือบๆ ตีห้าแล้ว ,, รีบๆ เดี๋ยวไม่ทัน


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

เส้นทางที่จะเดินทางจากที่พัก (อ่างสลุง) จะไปที่จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นของเราที่ยอดกิ่วลมครับ (ตามแผนที่)

ระหว่างเดินพี่คนนำทางบอกว่า จริงๆ ยอดกิ่วลมมีสองฝั่ง คือกิ่วลมซ้ายและกิ่วลมขวา ส่วนตัวพี่เค้าแนะนำไปกิ่วลมขวามากกว่า แม้ว่าสองที่นี่จะมีวิวสวยคล้ายๆ กัน แต่ว่ากิ่วลมขวามีอะไรให้ทำเยอะกว่า ,, เอาว่าก็เดินตามพี่เค้าไปก็แล้วกัน

ทางเดินขึ้นยอดดอยกิ่วลมนี่โหดไม่แพ้กับทางขึ้นยอดดอยหลวงเมื่อตอนที่แล้วเลย คือทางมันชันต่อเนื่องมากๆ อีกทั้งทางก็ยังเป็นดินลื่นๆ สลับกับโขดหินเป็นพักๆ บางช่วงทางชันและลื่นมากจนต้องเกาะกิ่งไม้แถวนั้นช่วยด้วย ,, เดินไปเดินมาแล้วเหนื่อยมากๆ เสื้อผ้าที่ใส่มาตั้งแต่ที่เต๊นท์นี่ถอดออกจนเกือบหมด เหงื่อแตกเหมือนกับอาบน้ำ ระหว่างเดินก็ต้องจิบน้ำเป็นพักๆ (หมดไปประมาณขวด 500 ซีซีขวดนึง) กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมาก แต่ก็ยังดี ที่มาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

อยากบอกว่าข้างบนนี่ลมแรงมากๆ ไอ้เหงื่อที่ออกตะกี๊นี่หายไปหมดเลย เสื้อหนาวที่เหมือนจะถอดทิ้งไว้นี่แทบเอากลับมาใส่ไม่ทัน

พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแฮะ มาทันเวลาพอดี

ส่วนลานที่เราจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงกิ่วลมขวานี้พื้นมันไม่ได้ราบเรียบเหมือนกับที่ตรงยอดดอยหลวงเมื่อวานนะ แต่นี่เป็นลานที่มีแต่โขดหิน กะอีแค่จะวางขาตั้งกล้องนี่ก็ลำบากแล้ว บทจะยืนถ่ายก็มีช่วงให้ยืนเพียงแคบๆ เท่านั้น จะเปลี่ยนมุมถ่ายทีนี่ลำบากใช่ย่อยเลย ,, แต่สุดท้ายไม่ว่ามุมไหนบนยอดกิ่วลมมองพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นนี่สวยมากๆ เลย (ของจริงสวยมากๆ) จนคิดว่าพระอาทิตย์ที่นี่คือดวงเดียวกันกับทุกวันที่เราเห็นหรือเปล่า

อีกไม่นานเกินรอ ,, แสงแรกของวันก็พร้อมโผล่ขึ้นมาให้เราชื่นชมแล้ว
แสงแรก... แบบเต็มๆ สวยงามมาก (แต่ทะเลหมอกไม่ค่อยเยอะ)
อากาศยามเช้าหนาวๆ ที่ราวๆ ห้าองศา ,, กำลังสบายเลย

ในขณะที่เรากำลังเพลินกับการถ่ายรูป พี่ลูกหาบก็จัดการหยิบเตาแก๊สจิ๋วและหม้อสแตนเลสมาต้มน้ำร้อน สำหรับเอาไว้ชงมาม่า, โจ๊กคัพ, กาแฟ และโอวัลตินร้อนๆ สำหรับต้านความหิวและความหนาวยามเช้าบนยอดกิ่วลม ,, อยากบอกว่า มันฟินมากๆ ไม่เคยกินโอวัลตินร้อนๆ ที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่มาก่อนเลย

พี่ลูกหาบอุตส่าห์แบกเตาแก๊สน้อยมา แถมต้มน้ำให้ด้วย
มาม่า+โอวัลตินร้อนๆ ,, ฟินมากในจุดนี้

พระอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้น ภาพวิวต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้น ,, ทางเดินต่างๆ และยอดปิดระมิดที่เราผ่านมาหรือยอดดอยหลวงที่เราเมื่อวานเราปีนป่ายมาก็เริ่มเห็นชัดมากขึ้น อยากบอกว่ามันสวยมากๆๆๆ

กิ่วลมซ้าย (ยอดขวา) และยอดดอยหลวง (ยอดกลาง)
ยอดปิรามิด ,, กับดงป่าที่เราเดินฝ่ากันมาเมื่อวาน

อย่าเพิ่งเหนื่อยกันไปครับ ยังมีอะไรให้ดูต่ออีก

ไม้ดอกฯ บนดอยหลวง

อีกสิ่งนึงที่คนไปเที่ยวดอยหลวงเชียงดาวไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมดอกไม้ครับ

ต้นไม้ที่นี่เป็นกลุ่มต้นไม้กึ่งอัลไพน์เฉพาะถิ่นดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น ดอกไม้สวยๆ หลายอย่างของที่นี่ไม่มีพบที่อื่น (แถมเอาไปปลูกที่อื่นไม่ได้ด้วย เห็นเค้าบอกว่าต้นไม้ที่นี่ต้องการทั้งอุณหภูมิ, ความสูง, อากาศ, น้ำ และสิ่งเวดล้อมแบบดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้) รวมทั้งแต่ละเดือนที่ไปก็มีผลด้วย เพราะดอกไม้ไม่ได้บานพร้อมกันทีเดียว แต่พี่ไกด์บอกว่าถ้าจะให้ดีแนะนำว่าควรมาต้นๆ ฤดูท่องเที่ยว (ประมาณพฤศจิกายน) เพราะว่าป่าที่นี่จะสดกว่า และมีดอกไม้สวยๆ เยอะกว่าช่วงท้ายๆ ที่ป่าจะออกแนวแห้งๆ แล้ว

ช่วงที่ผมไปดอกไม้เลยไม่ค่อยเยอะเหมือนที่คนอื่นๆ ถ่ายรูปได้ พวกดอกเซเลปๆ อย่างเทียนนกแก้วหรือชมพูเชียงดาวก็ไม่ปรากฎให้เห็นเลย (มีก็เหี่ยวๆ ดอกร่วงเกือบหมดแล้ว) หรืออย่างเหยื่อจง ช่วงต้นๆ ฤดูจะเป็นดอกไม้สวยเลย แต่ช่วงที่ผมไปมันไม่เหลือดอกแล้ว มีแค่ส่วนที่ (น่าจะเป็น) ผลแล้ว (แถมจับแล้วแตกใส่มือด้วย) ,, ไม่เป็นไรๆ ก็เอาเท่าที่ได้ก็แล้วกัน

ส่วนตัวผมชอบกระทู้นี้ของพันทิปกับเวปอันนี้นะ เค้าถ่ายดอกไม้ได้เยอะมากๆ + ถ่ายสวยดี แถมเก็บรายละเอียดเรื่องชื่อดอกไม้ได้เยอะดีด้วย

ดอกไม้อะไรไม่รู้สีเหลืองๆ บนโขดหิน สีสดดีมากๆ
เอื้องป่า (ไม่ทราบสายพันธุ์เหมือนกัน) ถ้าผลิดอกแล้วน่าจะสวยมาก
ดอกฟ้าคราม... ช่วงที่ไปเบ่งบานเยอะดีมากๆ
กุหลาบเชียงดาว ,, กว่าจะได้ภาพนี้ลำบากมาก (แต่ก็คุ้มสุดๆ)
ปาล์มรับเมฆ ,, ปาล์มอะไรมาขึ้นบนภูเขาเนี่ย แปลกดี
อันนี้จำไม่ผิดเรียกว่าดอกหนาดขาวครับ
ส่วนนี่เรียกว่าขาวปั้นครับ
ดอกนี้เรียกว่าผักไผ่น้ำครับ ,, เค้าบอกว่าถ้าหน้าเยอะๆ จะออกเป็นช่อ สวยมาก
ส่วนดอกนี้เค้าเรียกกันว่าแสงแดงครับ
ผลของต้นเหยื่อจง (แบบไม่มีดอกแล้ว) บีบแล้วดีดใส่มือด้วย
ผลบุกสีแดงสด
อันนี้ดอกอะไรไม่รู้ เห็นสวยดี เลยถ่ายมา
ผลอะไรไม่รู้ ดูแล้วคล้ายๆ ลูกกีวี่จิ๋ว แต่เปรี้ยวและเฝื่อนมากๆ

วิวที่กิ่วลม สวยเกินห้ามใจ

เดินมาเรื่อยๆ จากจุดที่เราชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นอีกหน่อยก็จะเข้าสู่ส่วนที่เรียกว่าสันกิ่วลม ตรงนี้อารมณ์ประมาณเราอยู่บนโขดหินขรุขระที่โผล่ขึ้นมาเป็นทางไว้ บางช่วงเดินสบายๆ บางช่วงต้องปีนป่าย ส่วนด้านซ้ายเป็นเหว ด้านขวาเป็นเหว ถ้าพลั้งเผลอตกไปก็ตัวใครตัวมันละครับ

แต่ยอมรับว่า วิวตรงสันกิ่วลมนี้สวยมาก และเป็นจุดที่ผมประทับใจมากมากที่สุดด้วย เหมือนเราอยู่บนสรวงสวรรค์ ยืนอยู่เหนือก้อนเมฆทั้งหลาย รวมทั้งบรรยากาศ ณ จุดนี้มันดีมากๆ เหนือคำบรรยายใดๆ และไม่สามารถเก็บมาแบ่งปันได้จริงๆ ถ้าไม่ได้ไปเอง 🙂

ต้องฝ่าโชดหินนับร้อย... กว่าจะได้ชมวิวสวยๆ
นี่เรากำลังยืนอยู่บนสัน ,, ด้านขวาเป็นเหว ด้านซ้ายเป็นเหว
เหมือนถ่ายรูปอยู่บนสรวงสวรรค์ ,, สวยมากๆ จริงๆ
กว่าจะได้แต่ละรูป อยากบอกว่าไม่ได้ง่ายเลย
มองไปทางเหวด้านซ้ายมือ ,, เห็นดอยอีกดอยทั้งลูกเลย
หุบเหวกับปาล์มรับเมฆสองต้นคู่กัน
เห็นเป็นแนวสันให้เราเดินตามไปตรงถึงมุมสุดเลย
กับวิวสวยๆ ที่ใครมาถึงก็อยากถ่ายรูปเก็บไว้
มีถ้ำด้วยแฮะ ,, เห็นเค้าว่าทะลุไปถึงถ้ำเชียงดาวเลย (แต่ไปไม่ได้นะ)
สุดขอบสันกิ่วลม (ปลายสุดเท่าที่จะเดินไหวแล้ว)

เดินเล่นบนสันกิ่วลมถึงสิบโมงกว่า เพลินมากๆ

ถึงเวลากลับกันแล้ว

ลงจากสั่นกิ่วลมจนถึงอ่างสลุงราวสิบเอ็ดโมง นั่งเก็บของ, เก็บเต๊นท์, เตรียมตัวลงดอยและกินข้าวเที่ยง ซึ่งเป็นอาหารกระป๋อง, หมูหยองและแหนมเหมือนมื้อเย็นเมื่อวาน ซึ่งจากการกินมันสองมื้อติด (แบบเย็นๆ) ทำให้แขยงอาหารกระป๋องไปเป็นเดือนเลย

เอาเป็นว่าทุกคนสะพายเป้พร้อมเดินทางตอนเที่ยงตรง แต่ขาลงนี่ทุกคนจ้ำลงกันเร็วมากๆ ยังกะกลิ้งลงดอย พักก็น้อย รูปก็ไม่ค่อยถ่าย (ซึ่งต่างกับตอนขึ้นลิบลับ) เดินเรื่อยๆ สบายๆ จ้ำไปๆๆ (แต่เห็นมีคนบอกว่าถ้าลงที่ปางวัวหรือบ้านถ้ำทางจะชัดโหดมาก บางคนต้องค่อยๆ เอาตูดไถลงไปก็มี) ทำให้เราถึงจุดหมายที่เด่นหญ้าขัดเร็วกว่าที่คิดไว้ คือราวๆ สี่โมงสิบห้า

ขาเดินลงจากดอยหลวงนี่เร็วติดสปีดกันมากๆ
ถ้าเดินไหว ,, ปีหน้าฟ้าใหม่จะมาอีกนะครับ 🙂

ไม่ไปเอง ไม่รู้จริงๆ ,, เอาเป็นว่าถ้าไหว ปีหน้าฟ้าใหม่เราเจอกัน

ครั้งหนึ่งในชีวิต พิชิตดอยหลวงเชียงดาว ตอนที่ 1

ระหว่างทางที่ผมเดินทางไปกลับระหว่างที่ทำงานกับบ้านของผมนั้นจะต้องเจอดอยหลวงเชียงดาวตั้งเด่นอยู่ทุกครั้งเวลาขับผ่านอำเภอเชียงดาว ทุกครั้งที่ผ่านไปผมก็คิดถึงคำสัญญาที่ผมมีกับเพื่อนๆ intern ฝางด้วยกันเสมอ

ไม่มีอะไรมากหรอกครับ…. จริงๆ แล้วผมกับเพื่อนๆ ที่เป็น intern 1 ที่ฝางด้วยกันเนี่ย เคยสัญญาและตั้งใจกันว่าจะไปดอยหลวงเชียงดาวกันตั้งแต่การเดินทางผ่านเจ้าภูเขาหินปูนลูกนี้ด้วยกันครั้งแรกแล้ว ,, สมัยนั้นเรานั่งรถฮอนด้าแจ๊สของหมอนุ๊กอัดกัน 5 คน พร้อมกับสัมภาระเต็มหลังรถ …จากเชียงใหม่ ผ่านแม่ริม และแม่แตงด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ถึงฝางเร็วๆ แต่พอถึงอำเภอเชียงดาว พวกเราต่างมีมติให้หยุดรถ ถ่ายรูปและชื่นชมดอยหลวงเชียงดาวเพียงจากพื้นราบ มีเพียงสัญญาและความหวังที่สักวันเราจะได้ขึ้นไปถ่ายรูปและชื่นชมจากส่วนยอดดอย

ดอยหลวงเชียงดาว... ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่น
รูปนี้เป็น inspiration ของการเดินทางในทริปนี้ 🙂

ด้วยภารกิจการงานที่เยอะในทุกๆ วันจนแทบจะไม่มีเวลาพัก มันช่างลำบากที่จะทำให้ทุกคนว่างพร้อมกัน เพื่อไปขึ้นยอดเขาที่เราเคยวาดฝันเอาไว้ว่าจะไปพิชิตมัน ,, ผ่านเดือนพฤศจิกายนและธันวาคนที่เป็นช่วงดอยหลวงเชียงดาวเริ่มเปิดและแนะนำให้ไปช่วงนี้ เพราะป่ามีความสดและมีพรรณไม้ค่อนข้างมาก จนในที่สุดเราก็รวมทีมและนัดหมายวันเดินทางกันได้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่ดอยหลวงเชียงดาวจะหยุดพักไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (ดอยหลวงเชียงดาวเค้าไม่ได้เปิดทั้งปีนะ เค้าจะเปิดให้เข้าช่วง 1 พฤศจิกายนจนถึง 31 มีนาคมของทุกๆ ปีเท่านั้นน่ะ)

พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย

ไม่ใช่จะมาก็มาได้

การที่จะมาเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้น ใช่ว่าอยากจะมาก็มาได้ เราจะต้องไปขออนุญาตขึ้นบนดอยหลวงเชียงดาวกับเจ้าหน้าที่เสียก่อนก่อน ถ้าที่กทม. มีที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ (แถวๆ จตุจักร) โทร. 02-5614836 หรือจะเป็นที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเลยก็ได้ โทร. 053-455802, 089-9551471 ,, แถมเค้ากำหนดนักท่องเที่ยวรวมลูกหาบขึ้นวันละไม่เกิน 100 คนด้วย

หากดูเพียงรูปถ่าย หากไม่ได้มาเอง คงไม่ได้สัมผัสถึงความงดงามเหล่านี้

นอกจากปัญหาเรื่องการขออนุญาตแล้ว การเตรียมตัวก่อนขึ้นก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะบนดอยหลวงฯ นี่มันคือป่าชัดๆ มีแต่ต้นไม้ สัตว์ป่าและเรา ไม่ต้องหวังจะไปหาร้านขายของชำหรือร้านขายอาหารตามสั่งข้างทางเหมือนภูกระดึง เราต้องเอาทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีพขึ้นไปเองทั้งหมด ทั้งเต๊นท์, ถุงนอน, อาหาร, น้ำ, ไฟฉาย ฯลฯ ซึ่งถ้าแบกไม่ไหวก็ควรมี “ลูกหาบ” ช่วยเรา ,, รวมพวกทั้งเส้นทางต่างๆ ก็ยากลำบาก ป้ายต่างๆ หายากและน้อยจนแทบจะไม่เกิดประโยชน์ในการบอกทิศทางใดๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี “คนนำทาง”(ที่มีใบอนุญาตจากทางการ) เป็นผู้ชี้ทางและพาเราเดินไปยังจุดต่างๆ ได้แบบไม่หลง

ส่วนตัวผมว่ารายละเอียดและกฏระเบียบการขึ้นดอยหลวงเชียงดาวค่อนข้างเยอะอะครับ แนะนำว่าไปอ่านที่เวป Trekking Thai เค้ารวมไว้จะดีกว่า เพราะเนื้อหาเค้าเยอะมาก (มากจนขี้เกียจอ่านเลยทีเดียว) อาจมีซ้ำๆ กันบ้างก็เลือกๆ อ่านกันเองก็แล้วกัน

แต่สุดท้ายก็ถือว่าโชคดี ที่มีพี่ชายน้องนุ๊กที่เป็นคนเจนสถานที่ จัดการเรื่องการขออนุญาตขึ้นดอย, วางแผนการเดินทาง, การจ้างลูกหาบ รวมทั้งตนเองจะเป็นคนนำทางให้ด้วย เพราะไม่งั้นก็คงจะเสียเวลาในการเตรียมตัวอีกไม่น้อย

วางแผนกันนิดนึงนะ

เริ่มต้นการเดินทางของผมครั้งนี้เราเริ่มที่บ้านของน้องนุ๊กตรงอำเภอเชียงดาวเลย เตรียมข้าวเตรียมของ อาหารการกินต่างๆ และแพคกระเป๋ากันในคืนก่อนขึ้น แล้วก็เอามาชั่งน้ำหนักกันเพื่อไม่ให้เกินกำหนด 20 กิโลกรัม อาจดูโรคจิตนิดๆ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะ 20 กิโลกรัมเป็นน้ำหนักสูงสุดที่เค้าอนุญาตให้ลูกหาบแบกน่ะ ,, ในคืนนั้น ทุกคนแอบตื่นเต้นและเป็นกังวลกับเส้นทางในวันพรุ่งนี้ ที่มีหลายๆ คนขู่ไว้ว่าโหดสุดๆ …. (แต่ผมก็นอนหลับสนิทดีนะ)

ว่าแล้วก็กางแผนที่ปักหมุดตำแหน่งและเส้นทางคร่าวๆ เพื่อลดความกังวลกันครับ อาจดูยากนิดนึงแต่จะพยายามอธิบายให้ละกันครับ (เส้นทางบางส่วนเป็นเส้นทางโดยประมาณที่ผมทำเองนะครับ อาจไม่ใช่เส้นนี้เป๊ะๆ หรือจุดนี้เป๊ะๆ แต่เอาเป็นว่าใกล้เคียงละกันครับ)


View ดอยหลวงเชียงดาว in a larger map

การเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้นหลักๆ มี 3 เส้นทาง

  • ขึ้นทางหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก หรือมีอีกชื่อว่าเด่นหญ้าขัด (เส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเดินทางของทริปนี้ด้วย ,, ข้อดีของการเดินขึ้นจากทางเด่นหญ้าขัดคือทางไม่ชันมาก เดินได้เรื่อยๆ แต่ข้อเสียคือระยะทางค่อนข้างไกลกว่าหนทางอื่นๆ และข้อเสียอีกอย่างคือราคารถเค้ามาส่งจากตัวเชียงดาวเข้าเด่นหญ้าขัดแพงกว่าตรงปางวัวค่อนข้างมาก (ประมาณพันกว่าบาทนต่อรอบนะ)
  • ขึ้นทางเส้นทางบ้านนาเลาใหม่ หรือที่เค้าเรียกกันว่าปางวัว (เส้นทีเทาๆ ด้านบนๆ หน่อย) ผมไม่ได้ขึ้นทางนี้นะเลยไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของการลุยทางนี้ แต่เห็นผู้มีประสบการณ์เค้าบอกว่าระยะทางจะสั้นกว่ากาารขึ้นจากเด่นหญ้าขัด แต่ทางค่อนข้างชันและโหดกว่าในระดับหนึ่ง ,, ซึ่งสุดท้าย เส้นปางวัวและเด่นหญ้าขัดจะบรรจบกันตรงสามแยก (สังเกตที่จุดปักหมุดสีเหลืองอันซ้ายสุด (ที่เส้นสีเทารวมกับเส้นเส้นสีน้ำเงิน-เขียว-เหลือง) และกลายเป็นสีน้ำเงิน-แดง-ม่วง)
  • อีกทางนึงหรือชื่อว่าบ้านถ้ำ ,, เส้นทางนี้เคยเปิดให้ใช้ราวสิบกว่าปีก่อน โดยขึ้นแถวๆ ถ้ำเชียงดาวแล้วไปโผล่แถวๆ กิ่วลม ซึ่งถ้าดูแผนที่แล้วต้องบอกกว่าใกล้มากๆ แต่เพราะความชันโหดและอันตรายของมัน ปัจจุบันเค้าจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นผ่านเส้นทางนี้แล้ว

พร้อมแล้วก็เริ่มเดินทางกันเลย

ในรุ่งเช้าที่อุณหภูมิไม่ถึงสิบองศาที่เชียงดาว เสียงนาฬิกาปลุกของทุกคนก็ผลัดกันดังขึ้นราวๆ ตีห้านิดๆ เพื่อให้ตื่นและกินอาหารเช้าให้ทันเวลาที่ทุกคนจะนัดเจอกันที่รถกระบะโฟร์วีลซึ่งเป็นยานพาหนะที่เราจะใช้เดินทางไปยังเด่นหญ้าขัด (อยากบอกว่าอาหารเช้ามื้อนี้สำคัญมากๆ คล้ายๆ เป็นการเติมน้ำมันให้เต็มถังเลยทีเดียว) และได้ฤกษ์ล้อหมุนที่หกโมงสิบนาที

สาเหตุนึงที่ต้องเร่งแหกขี้ตาตื่นกันขนาดนี้ก็เพราะว่าเราจะไปแค่ 2 วัน 1 คืนครับ

คือถ้าสังเกตทัวร์ส่วนมากเค้าจะไปกัน 3 วัน 2 คืน คือเค้าจะเริ่มเดินทางจากเชียงใหม่ช่วงเช้าๆ กว่าจะถึงเชียงดาวก็สายๆ จะเริ่มตรวจเช็คของ กว่าจะฟังเจ้าหน้าที่อบรมเสร็จและพร้อมเดินทางจริงก็ราวๆ เที่ยง ทำให้ต้องนอนพักระหว่างทางด้วย 1 วัน(คือตรงดงกล้วย จุดสีเหลืองตรงกลางๆ เยื้องไปทางซ้ายนิดๆ ) ข้อดีก็คือมีโอกาสพักเอาแรงระหว่างทาง แต่ข้อเสียคือจะไม่ได้อาบน้ำเพิ่มอีกวันนึง ,, แต่ส่วนตัวผมว่า ถ้ากะมาเที่ยวสนุกๆ แค่ครั้งเดียว+ไม่มีคนรู้จัก ผมว่ามากับทัวร์ก็ดีนะ แพงกว่ามาด้วยตัวเองนิดหน่อยแต่สะดวกกว่าเยอะ

ข้าวต้มร้อนๆ สองถ้วย ,, สุดยอดแหล่งพลังงานในทริปนี้
เร่งขับรถไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกเพื่อไม่ให้สายเกินไป

ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปทะเลหมอกที่จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี พอดีกับที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี

บรรยากาศตอนเช้า ณ จุดตรวจสัตว์ป่าจอมคีรี
แวะถ่ายรูปทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ก่อน สวยดีมากๆ

จากนั้นเราก็นั่งรถผ่านถนนลูกรังอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในจุดนี้นอกจากคดเคี้ยวและถนนยังขรุขระระดับดาวอังคารเลย จินตนาการไม่ออกเลยว่าหน้าฝนมันจะเละเทะแค่ไหน ,, ในที่สุดเราก็ถึงบริเวณที่เป็นจุดเริ่มเดินเท้าของเราตรงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกครับ

เริ่มต้นเดินเท้าในจุดนี้

จริงๆ ผมว่าตรงเด่นหญ้าขัดเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เลยนะ เพราะนอกจากจะเป็นจุดที่ตรวจเช็คของและชั่งสัมภาระทุกสิ่งอันแล้ว ตรงนี้่ยังเป็นจุดพักให้หายมึนจากเส้นทางตะกี้ และเป็นจุดสุดท้ายที่มีส้วมซึมให้เราใช้ด้วย…. ใช่ครับ เพราะเส้นทางหลังจากนี้ไปหากเราจะถ่ายหนักก็คงมีแต่ส้วมหลุมและส้วมขุดเท่านั้น (จริงๆ ที่นี่อนุญาตให้เป็นจุดตั้งเต๊นท์ด้วยนะ)

บรรยากาศที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก ,, ที่สุดท้ายที่มีห้องน้ำนะ
ชั่งน้ำหนักสัมภาระกันตรงนี้แหละ ,, ต้องแบ่งมาแบกเองด้วยแฮะ
มั่นใจในชุดของตัวเองมากๆ

ชุดผมอาจดูแปลกๆ หน่อย เหตุเพราะว่าทีแรกผมก็คิดว่าใส่กางเกงสามส่วนตัวโปรดเดินลุยขึ้นดอยก็น่าจะพอแล้ว เพราะระยะทางตั้งไกล จะใส่กางเกงยีนส์ฟิตๆ ก็คงเดินลำบาก ,, แต่หลังจากที่ทุกคนเห็นชุดแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมบอกว่าไม่ไหวหรอก พวกหญ้าคาใบใหญ่ๆ ข้างทางมันจะบาดเอา สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจใส่กางเกงวอร์มซ้อนกางเกงสามส่วนไปอีกชั้นนึง กะว่ารองก้นหนาๆ หน่อย เผื่อหกล้ม เดี๋ยวกางเกงวอร์มขาด

ส่วนพวกสัมภาระต่างๆ ที่ไม่มีการแตกหัก เช่นพวกเต๊นท์, ถุงนอน, น้ำดื่มและอาหารสำหรับคืนนี้/วันพรุ่งนี้, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, รองเท้าแตะ, ขาตั้งกล้อง ฯลฯ แนะนำให้เอาใส่กระเป๋าแล้วฝากพี่ๆ ลูกหาบขึ้นไป ,, ส่วนเราพกของนิดหน่อยก็พอ

คหสต. ผมนะ ผมว่าเราควรมีเป้หรือกระเป๋าเล็กๆ สะพายหลังติดตัวไปสักใบ อย่างน้อยก็เอาไว้ใส่

  • เสื้อกันหนาว (ที่เราใส่กันหนาวตอนเช้าๆ แต่ตอนเดินจริงแล้วร้อนมาก ส่วนตัวแนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาวบางๆ รองไว้ชั้นนึง เพราะว่าเดี๋ยวเราต้องเดินฝ่าดงหญ้าคา ถึงเวลาจริงถอดเสื้อกันหนาวแล้วถ้าไม่มีอะไรบังแขนเราไว้เกรงว่าจะลำบาก)
  • น้ำดื่มและขนมระหว่างเดินทาง (อันนี้สำคัญมากๆ ปริมาณน้ำนี่จะพกไปมากน้อยก็ตามระดับความฟิตของร่างกายนะ แต่อย่างน้อยควรมีคนละหนึ่งลิตร (อย่างตอนผมเดินขึ้นลงนี่กินรอบละลิตรครึ่งเลย) โดยเลือกขวดขนาด 500 cc. 2-3 ขวด ดีกว่าขวด 1.5 ลิตรขวดเดียว)
  • ของจิ๊กๆ จ๊อกๆ ที่ระหว่างเดินแล้วขี้เกียจถือหรืออาจต้องใช้ระหว่างทางเช่นทิชชู่, ผ้าเช็ดหน้า, แว่นตา, ฯลฯ)

กะว่าเบาๆ แต่วันนั้นเป้สะพายหลัง 7 โล (มีน้ำดื่มโลครึ่ง) กับกล้องถ่ายรูป 3 โล ,, ทั้งตัวก็ราวๆ สิบโลเหมือนกัน

เริ่มเดินกันแล้วสินะ...

ทุกอย่างพร้อม ก็ไปกันเลยครับ

ก้าวแรกบนเส้นทางสู่ยอดเขา

ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็เดินๆ ตามพี่ๆ เค้าไปครับ (จริงๆ เหมือนจะมี track ให้เราเดินอยู่แล้ว ไม่น่าหลงเท่าไหร่) ,, ช่วงแรกๆ จะเป็นป่าสนครับ เส้นทางชิลๆ คล้ายเป็นการวอร์มอัพ แต่แถวนี้ต้องระวังนิดนึงเพราะใบสนที่ร่วงหล่นลงมามันลื่นใช้ได้เลย ถ้าโชคดีก็แค่ลื่นจ้ำเบ้า ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ลื่นลงขอบทาง (ที่มีลักษณะคล้ายเหว) ไปเลย…

เดินไปอีกนิดก็เจอดงหญ้าคา ส่วนตัวผมว่าหญ้าคามันก็เยอะในระดับนึงแล้วนะ เยอะจนคิดว่าไอ้ชื่อว่าเด่นหญ้าขัดเนี่ยมันน่าจะมาจากหญ้าคาที่รกรุงรังตลอดตามทางและคอยพันแข้งขัดขาเรา แต่หลังจากบ่นไปซักช่วงพี่คนนำทางบอกว่าความหนาแน่นของหญ้าคานี้แค่ระดับวอร์มอัพ เส้นทางด้านหน้าสิถึงจะเป็นของจริง เฮือกกกกกก… (ส่วนที่มาของปางวัวอาจมาจาก มึงต้องถึกราวกับวัวถึงจะขึ้นทางนั้นได้ ,, อันนี้คิดเอาเองนะ ^^)

แถมผมว่าแถวนี้ก็เดินไม่ได้ง่ายนะ เพราะทางเดินที่เป็นดินจริงๆ มีหน้ากว้าประมาณฟุตนึง แถมพื้นก็เอียงๆ ลื่นๆ ด้วย ส่วนด้านซ้ายเป็นหญ้าคา ด้านขวาเป็นหลุมดินลงไป ใครพลาดก็ตัวไปตัวมันละครับ (จริงๆ เหมือนมีกอหญ้าคารอดักเราไม่ให้เราหลุมดินไปนะ)

เริ่มต้นเดินกัน กับป่าสนและหญ้าคาแบบขำๆ
ดงหญ้าคาระดับวอร์มอัพ....
ยิ่งเดิน... หญ้ายิ่งหน้าขึ้นเรื่อยๆ (นี่ใช่ทางที่คนเค้าเดินกันจริงๆ เรอะ)
ระหว่างทางเดิน และเส้นทางลื่นๆ ถ้ามีไม้เท้าก็จะช่วยได้มากๆ เลย
เราเริ่มเห็นยอดดอยบ้างแล้ว ,, จะไกลไปมั้ยวะนั่น

เดินไปเรื่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ + ฟังที่พี่เค้าเล่าแล้ว พบว่าดอยหลวงที่ผมเคยเข้าใจนั้นไม่ใช่เป็นดอยโดดๆ ที่มียอดดอยเดียว หรือบางครั้งเวลาผมมองดอยหลวงเชียงดาวตอนขับรถผ่านนี่ให้อารมณ์แบบภูเขาหินปูนหน้าตัดเรียบ (ไม่เชื่อลองไปดูรูปแรกก็ได้นะ) แต่จริงๆ แล้วดอยหลวงเชียงดาวไม่ใช่ภูเขาที่มียอดเดียวหรือภูเขาที่มีหน้าตัดเรียบๆ ที่เคยเข้าใจมาตลอด แต่จริงๆ ภายในยังประกอบไปด้วยยอดดอยอีกหลายๆ อัน ทั้งยอดปิรามิด, ดอยสามพี่น้อง, กิ่วลม และยอดดอยหลวงเชียงดาว

ก็เดินไปเรื่อยๆ แหละครับ แลดูยังเหลืออีกไกล

กับเส้นทางที่เหลืออีกไกล

ถ้าสังเกตแผนที่ด้านบน เส้นทางของเรายังเหลืออีกเพียบ ก็เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักจิบน้ำบ้าง หยิบขนมมากินบ้าง (แต่ขนมนี่อย่ากินบ่อยนะ เพราะดูดน้ำเยอะมากเลย) ส่วนตัวผมถือ concepts ที่ว่าพยายามอย่าให้หิวน้ำจัดๆ แล้วซัดโฮกๆ ถ้าเริ่มหิวน้ำก็เริ่มจิบน้ำ จิบไปเรื่อยๆ ประคองไป เลยดูเหมือนจะกินน้ำเยอะกว่าคนอื่นๆ (ซึ่งเยอะกว่าจริง!!!!)

ขณะเดินผ่านดอยสามพี่น้อง (ในจุดนี้มองไม่ออกเลย)
จุดหมายข้างหน้า ,, ส่วนแหลมๆ ที่เห็นคือยอดปิรามิด

จนถึงช่วงสามแยก เราก็นั่งแกะข้าวเที่ยงที่เตรียมไว้มากินกัน (เป็นข้าวเหนียวหมูทอด) เติมพลังได้ดีสุดๆ ส่วนหลังมื้ออาหาร หากใครจะนอนพักซักงีบสองงีบเพื่อเอาแรงก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้มากันให้ทันยอดดอยก่อนพระอาทิตย์ตกนะ

จริงๆ เดินไปอีกนิดก็ถึงดงกล้วยแล้วนะ (อารมณ์แบบเป็นลาน พื้นราบๆ ร่มๆ มีโขดหินในนั่งพักหรือพิงได้สบายๆ) ซึ่งดงกล้วยนี่แหละนี่จะเป็นจุดพักแรมสำหรับคนที่มาแบบทัวร์ 2 คืน 3 วัน แต่แถวนี้ผมสำรวจดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนะ (หรืออาจมีแต่ผมไม่รู้ก็ได้)

ถึงแล้ว.... จุดพักแรมอีกจุดนึง ตรงนี้เรียกกันว่าดงกล้วยครับ
ใครเหนื่อยก็พักกันไปครับ แต่อย่าเพลินละกัน

พร้อมแล้วก็ไปกันต่อเลย

ลุยป่าหญ้าคา

จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ครับ เราจะพบกับป่าหญ้าคาของจริง ขึ้นสูงและหนามากๆ รับรองเลยว่าถ้าใครไม่ใส่เสื้อแขนยาวหรือกางเกงขายาวมาแล้วโดนบาดเลือดสาดกระจายแน่ๆ (ซึ่งผมก็โดนตามมือนิดหน่อย) หรือถ้าจะให้ดี ควรมีหมวกแบบปิดหน้า แว่นตา ถุงมือ และผ้าคลุมหน้า (เอาคลุมแบบฮิญาบแบบที่มีปิดหน้าไปเลยก็ได้นะ)

หญ้าหนาและเยอะจนมองไม่เห็นทางเลย
แต่งตัวกันขนาดนี้หญ้ายังบาดหน้าได้อยู่เลยอะ ;___;)/

แถวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเยอะ เพราะมีแต่หญ้าคา…. เดินต่อกันดีกว่า

ฝ่าหัวรถบัส

พอฝ่าดงหญ้าคามาได้ก็จะเจอโซนที่เป็นทางชันต่อเนื่องที่ถือว่าเป็นจุดที่หนักมากๆ เราเรียกตรงนี้ว่าหัวรสบัสครับ

คือถ้าเทียบแล้ว ตรงนี้เราจะเริ่มการปีนขึ้นดอยแบบจริงจัง (ที่ผ่านมาขอเรียกว่าเดินขึ้นดอย) ,, ทางแถวนี้ส่วนมากเป็นโขดหินลักษณะคล้ายหินปูสลับกับหญ้าคาไม่สูงมาก มีต้นไม้รูปร่างประหลาดที่ไม่เคยเห็นที่พื้นราบขึ้นสลับประปรายบ้าง มีภูเขาหินปูนแล้วมีต้นปาล์มอยู่ข้างบนด้วย (แปลกดีๆ) แต่ส่วนใหญ่ของเส้นทางแดดจัดและร้อนเอาเสียมากๆ

ทางแถวนี้ชันโหดมากๆ ผ่านจุดนี้ไปได้ก็สบายแล้ว
ภูเขาหินปูน ต้นไม้ทรงประหลาด และท้องฟ้าสีสด (ใช้ CPL นะจ๊ะ)
มองย้อนไปในจุดที่เราผ่านมา จึงเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่าดอยสามพี่น้อง
สามคำกับภาพนี้ ,, เหนื่อย-ชิบ-หอย
เห็นยอดดอยลิบๆ แล้ววววววว

ฝ่าหัวรสบัสมาได้ก็เดินทะลุป่าอีกนึดนึงก็จะถึงจุดกางเต๊นท์ของเราแล้ว (อ่างสลุง) ,, ซึ่งในตอนนั้นก็เกือบๆ สี่โมงแล้ว คิดคร่าวๆ นี่เราใช้เวลาเดินตั้งแต่เด่นหญ้าขัดเริ่มจนถึงจุดกางเต๊นท์นี่ประมาณ 6-7 ชั่วโมงเลย หรือเฉลี่ยๆ นี่เดินประมาณ 1 กม./ชม.เลย

รีบเก็บของ แล้วขึ้นยอดดอยกันครับ เดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน

สู่ยอดดอย 2225 เมตร (จากระดับน้ำทะเล)

พอเก็บของเสร็จก็รีบขึ้นยอดดอยกันครับ

ถึงแม้ว่าจะร้อนแค่ไหน จะเหนื่อยแค่ไหน ก็อย่าลืมแบกเสื้อกันหนาวและไฟฉายใส่กระเป๋าไปด้วยละกันครับ

ส่วนทางเดินจากอ่างสลุงขึ้นยอดดอยนี่ก็ไม่ธรรมดานะครับ ทางมันเป็นโขดหินแล้วก็ชันโหดๆ โคตรๆ บางช่วงต้องเอามือปีนโขดหินเอา ทรงตัวลำบากมากๆ แค่นำพาตัวเองขึ้นไปก็ลำบากมากๆ แล้ว ,, ส่วนตัวนะ ผมว่าถ้าไม่ serious ในการถ่ายภาพมากนักไม่ต้องแบกขาตั้งกล้องขึ้นมาด้วยก็ได้นะ

ป้ายบอกทางขึ้นดอย ,, อันเล็กมากและมีแค่อันเดียวเอง
ก็เดินขึ้นดอยกันครับ ,, ดูเหมือนไม่ไกล แต่กว่าจะถึงนี่เหนื่อยมากๆ
ผมว่าตรงโหดๆ แถวนี้คือการปีนโขดหินนี่แหละ
แถมทางก็แม่ง.... ชันสุดๆๆ
บรรยากาศระหว่างทางขึ้นก็สวยโคตรๆ แล้ว
เมื่อเช้าเราอยู่ตีนดอย ,, ตอนนี้เราอยู่เหนือเหล่าดอยทั้งหมด

สุดท้าย… เดินมาชั่วโมงกว่าๆ เราก็ถึงยอดดอยแล้ว

ระหว่างเดินขึ้นมานี่เหนื่อยมากๆ เลย แทบอยากจะเดินถอยลงไปนอนที่เต๊นท์เลย ไม่ไหวแล้วๆ แต่ก็อดทนเดินต่อไป แต่พอถึงยอดแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะข้างบนนี่สวยโคตรๆ สวยราวกับสวรรค์เลย แถมพระอาทิตย์ก็ยังไม่รีบตกด้วย เก๋ๆๆๆ

ข้างบนลมแรงมากๆ แถมอากาศนี่เย็นในระดับนึงเลยนะ (ขนาดตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก ซึ่งตอนพระอาทิตย์ตกแล้วนี่หนาวกว่านี้อีกเท่าตัวเลย) ถึงขั้นที่ตอนเดินแล้วเหงื่อแตกพลั่กๆ พอถึงยอดดอยต้องรีบคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่กันโดยฉับพลันเลยทีเดียว ,, แต่ผมว่าในจุดนั้นสดชื่นและสบายมากๆ เลย

ถึงแล้ว... จุดที่สูงที่สุดของดอยหลวงเชียงดาว
อากาศหนาว+ลมแรงมากๆๆๆๆๆ
พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแฮะ ดีใจๆๆๆ นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว

จากนั้นก็นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกดิน จิบน้ำเปล่าที่แบกมาด้วย (ตอนเดินขึ้นมาบนยอดดอยอย่าลืมเอาน้ำมานะ เอามาซัก 500 mL ก็น่าจะพออยู่) เพลินดีมากๆ (จริงๆ ถ้าได้โค๊กซักกระป๋องนี่จะฟินมากๆ) ส่วนใครจะถ่ายรูป, เดินเล่นหรืออะไรก็เต็มที่ เรามีเวลาเล่นบนยอดดอยจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดินราวๆ อีกยี่สิบนาที

จากตรงนี้ เห็นยอดดอยทั้งหมดที่เราเดินผ่านมา เหมือนกับมันอยู่ใต้เท้าเราเลย
พระอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลง....
ในที่สุด ก็ตกอย่างสมบูรณ์แบบ ,, สวยมากๆ เลย

สวยจริงๆ แฮะ

ค่ำคืนแห่งดอยหลวงเชียงดาว

หลังจากที่เราชื่นชมแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันไป เราก็ต้องมาผจญกับความมืดและความเหน็บหนาวของยามค่ำคืนต่อ

(ช่วงนี้ไม่มีรูปนะครับ)

กลางคืนของที่นี่มืดและมืดสนิทมากๆ เริ่มตั้งแต่ตอนเริ่มเดินลงยอดดอยเลย มองไม่เห็นทางอะไรเลย แบบว่าถ้าไม่ได้เตรียมไฟฉายมาไฟฉายนี่แทบจะไม่ต้องเดินลงแล้ว เพราะขนาดตอนขึ้น (ที่มีแสงสว่าง) ยังลำบากขนาดนั้น ตอนลงนี่ก็โคตรเสียวเลย ทางชันมาก แถมถ้าพลาดล้มกระแทกโขดหินและเกิดกระดูกกระเดี้ยวหักนี่คงลำบากโคตรๆ กว่าจะลงไปถึงพื้นได้นี่เหงื่อแตกซิก (ทั้งๆ ที่อากาศหนาว+ลมแรงมาก)

พอถึงอ่างสลุงก็รีบเก็บของต่างๆ ในเต๊นท์ของใครของมัน แล้วมาก่อกองไฟจิ๋วๆ+กินข้าวกัน ซึ่งอาหารหลังในมื้อเย็นเป็นข้าว(ที่หุงเตรียมมาตอนเช้า)กับโคตรอาหารกระป๋อง (ทั้งหอยลายกระป๋อง, ปลากระป๋องหลากรสหลายสไตล์ ตั้งแต่รสมะเขือเทศคลาสสิก, รสกระเพา, รถเครื่องแกง ฯลฯ) กับพวกอาหารแห้งต่างๆ (เช่นหมูหยอง ,ปลาหมึกแห้ง (เอาไปปิ้งนิดๆ อร่อยมากๆ), แหนม, หมูยอ) ,, แม้ว่าอาหารกระป๋องและอาหารแห้งทุกชิ้นเราจะกินกันแบบเย็นๆ แต่ด้วยความหิวโหยจากการใช้แรงมาทั้งวัน ทุกคนจึงกินด้วยด้วยความเอร็ดอร่อยประหนึ่งว่ากินกันที่ภัตตาคารเลยทีเดียว (เชื่อว่าถ้าอยู่พื้นราบแล้วไม่กินแบบนี้แน่นอน อย่างน้อยต้องขอเวฟก่อน)

หมดอาหารคาวเราก็เสาะแสวงหาของหวานกิน ซึ่งในที่เตรียมมานี้ก็คงไม่เกินขนมปังทาแยมและโอวัลตินร้อน ซึ่งอยากบอกว่า ขนมปังปิ้ง (เอาไปอังๆ บนกองไฟจิ๋ว) และโอวัลติดร้อนๆ นี่กินแล้วฟินสุดๆ คือตอนนั้นมันหนาวมากๆ (จำไม่ผิดประมาณสามทุ่ม อุณหภูมิสามองศาเซลเซียส) ได้เอามืออังไฟหน่อย เอาอะไรอุ่นๆ เข้าปากแล้วรู้สึกดีมากๆ

ราวๆ สี่ทุ่มก็ถึงเวลากางถุงนอน, ใส่ earplug, ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสี่ครึ่ง แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าครับ

(เห็นว่าตอนกลางคืนมีคนเจอเลียงผาลงมาแถวๆ เต๊นท์ด้วย แต่ผมหลับสนิทมากเลย)

ทับทิมกรอบเจ๊อ้วน

วันนี้พามาร้านเก่าแก่ของเชียงใหม่อีกร้านนึง นั่นคือร้านทับทิมกรอบเจ๊อ้วนครับ

ถ้าเล่าย้อนไปตั้งแต่จำความได้ คงราวๆ เกือบ 20 กว่าปีแล้ว (รู้สึกว่าตัวเองแก่จัง) ร้านนี้ที่ผมเห็นครั้งแรกนั้นยังเป็นเพิงธรรมดาๆ อยู่แถวๆ ตลาดอนุสารอยู่เลย ด้วยความอร่อยที่เด็ดดวงทั้งตัวทับทิมกรอบและน้ำกะทิอีกทั้งราคาที่ไม่แพงเกินไป (ถุงนึงจำไม่ผิดไม่ถึงสิบบาทอะ) คนก็ยังต่อคิวแบบอย่างเพียบ ทั้งลูกเด็กเล็กแดง ทั้งผู้ใหญ่ มีแบบทั้งซื้อใส่ถุงกลับบ้านและนั่งกินที่ร้าน และคงจะไม่มีใครแปลกใจเท่าไหร่ถ้าหนึ่งในคนที่ต่อแถวกินเป็นประจำนั่นก็ต้องมีผมรวมอยู่ด้วย

จนต่อมาพักหลัง (ก็เป็นหลัก 10 กว่าปีแหละ) เหมือนว่าตลาดอนุสารเค้าปรับปรุงอะไรซักอย่าง (หรือที่ร้านหมดสัญญาอะไรประมาณนี้แหละ) ร้านทับทิบกรอบเจ้อ้วนนี้ก็เลยต้องย้ายไป แม่บอกว่ามันย้ายไปอยู๋ไกล ไปกินลำบากกว่าเดิมเยอะ ขี้เกียจพาไป… ทับทิมกรอบของเจ๊อ้วนจึงหายไปจากสารบบชีวิตของผมสักช่วงนึง

วันนี้พามาชิมร้านทับทิมกรอบอร่อยๆ ที่เชียงใหม่ครับ

จนพอโตขึ้นอีกหน่อย ผมก็เพิ่งรู้ว่าจริงๆ ร้านทับทิมกรอบเจ๊อ้วนมันย้ายไปอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า, ข้างๆ กับร้านเจี่ยทงเฮงสาขาแรก ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้ย้ายไปไกลจากที่เดิมเท่าไหร่เลย ประมาณแค่ 500 เมตรได้


View ร้านทับทิมกรอบเจ๊อ้วน in a larger map

กลับไปกินทับทิมกรอบ

แม้ว่าร้านใหม่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม แถมยังมีพวกอาหารคาวขายด้วย ทั้งก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง รสชาติโดยรวมนี่ใช้ได้เลยนะ แต่ราคาแอบแพงเหมือนกัน จานนึงก็ 40-50 บาททั้งนั้น แต่สิ่งที่เด็ดดวงและนำพาผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนที่ร้านตัวหลักก็คงหนีไม่พ้นทับทิมกรอบแหละ

ร้านทับทิมกรอบเจ๊อ้วน เมื่อไหร่ก็คนเยอะ... (โดยเฉพาะวันหยุด)

จุดเด่นของทับทิมกรอบที่นี่คือความสดใหม่ หอมละมุน และความเข้มข้น ทั้งตัวทับทิมกรอบ สลิ่ม แห้ว และเครื่องเคราต่าง ,, แต่ที่ผมว่าเด็ดดวงจริงๆ คงต้องเป็นตัวน้ำกะทิที่เป็นหัวกะทิเข้มข้น, หอมเนียน แต่ไม่หวานจนเกินไป กับอีกออพชั่นที่ห้ามขาดในทับทิมกรอบทุกถ้วยของผมคือมะพร้าวอ่อน คือมันจะไม่ใช่เนื้อมะพร้าวแบบที่เราขูดกินแบบที่เป็นแผ่นๆ นะ แต่มันจะเป็นก้อนสี่เหลี่ยม หนึบๆ หน่อย อร่อยมากๆ บางฤดูกาลหรือบางช่วงอาจขาดไปก็จะรู้สึกได้ว่าทับทิมกรอบเราขาดการเติมเต็มไปได้เลย

อีกอย่างที่ผมมองว่าเป็นสิ่งดีคือการขึ้นราคาเพื่อรักษาคุณภาพของที่ร้าน กล่าวคือราคามันอัพอลังการมาก สมัยผมเด็กๆ ถุงนึงไม่ถึงสิบบาทแต่ตอนนี้ล่อไป 30+ แล้ว แต่ความรู้สึกและรสชาติของทับทิมกรอบที่ผมสัมผัสได้นั้นให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับตอนที่ผมกินสมัยเด็กๆ คุณภาพแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไหร่เลย

เมนูโปรดผม :: ทับทิมกรอบ+มะพร้าวอ่อน
ทับทิมกรอบเนื้อเต่งๆ แบบเน้นๆ กับน้ำกะทิหอมๆ
กินมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่ร้านยังรักษาคุณภาพได้ดีเหมือนเดิม
รับรองว่าใครมาชิมก็ต้องมีติดใจเป็นแน่

ร้านนี้ผมชอบนะ แนะนำว่ามาเชียงใหม่แล้วห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

เที่ยวสวนส้มธนาธร (ที่สวนท่าตอน)

หลังจากรอบแล้วไปเที่ยวสวนส้มตอนที่เค้ายังไม่เปิด ทำให้เห็นแต่ต้นส้มมากกว่าจำนวนผลส้ม (อารมณ์มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว) ,, มารอบนี้เลยถือฤกษ์ปีใหม่ขอแก้ตัวพอเที่ยวสวนส้มอีกที รับรองว่างวดนี้ได้เห็นส้มสีเหลืองทองเยอะๆ เต็มสวนแน่นอน

มาเที่ยวสวนส้มกันอีกซักครั้ง ,, คราวนี้ไม่พลาด

รอบนี้จะพาไปสวนที่ท่าตอนครับ (รอบแล้วไปที่สวนบ้านลาน) ถ้าเทียบสองที่นี้แล้วต้องบอกว่าสวนที่ท่าตอนเดินทางไปง่ายกว่ามากๆ เพราะแค่ขับรถจากฝางตรงไปเรื่อยๆ ผ่านแม่อาย เข้าสู่ท่าตอน ข้ามแม่น้ำกก (ก็คือสะพานใหญ่ๆ ตรงท่าตอนนั่นแหละ) จากจุดนั้นไปอีกประมาณ 5 กม. แถมสวนเค้าก็ติดถนนใหญ่ด้วย ไม่ต้องเข้าซอยอะไร สังเกตไม่ยากครับ


View เที่ยวสวนส้มธนาธร ที่ท่าตอน in a larger map

อยากรู้อะไรก็ไปดูต่อที่เวปของสวนส้มธนาธรนะครับ

มาถึงหน้าสวนแล้ว

พอดีคราวนี้ผมมาช่วงปีใหม่ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ระดับมืดฟ้ามัวดินจนบางทีคิดว่าเค้าแจกส้มฟรีกันหรือไง กว่าจะพอเข้าใจเส้นทางและสถานที่ในสวนได้ก็เอางงไปเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับช่วงก่อนแล้วต้องบอกว่าหน้านี้ส้มออกเยอะมากๆ เรียกว่าเหลืองทองไปทั้งสวนเลย เห็นต้นส้มเล็กๆ บางต้นก็น่าสงสารเพราะกิ่งโย้ลงตามน้ำหนักและจำนวนของผลส้มเลย ,, สรุปง่ายๆ คือส้มเยอะอลังการดาวล้านดวงมากๆ

ถึงหน้าสวนส้มธนาธรแล้ว คนเยอะมากๆๆ
มาช่วงนี้ส้มเยอะอลังการมากๆ ,, ไม่มีผิดหวังแน่ๆ

อืมมมม… เอาเป็นว่ามาครั้งนี้ผมสรุปประเด็นไว้คร่าวๆ จากการสังเกตได้ดังนี้

  • ถ้าเข้าสวนไปดูส้ม เข้าได้ฟรีครับ เดินเนียนๆ เข้าไปได้เลย ไปถ่ายรูปกับต้นส้มอะไรงี้ได้เลย
  • ห้ามเด็ดส้ม อยากได้ให้มาซื้อข้างหน้า
  • ถ้าจะนั่งรถชมสวน เสียค่ารถวนรอบสวน 30 บาทครับ ผมว่านั่งๆ ไปเหอะ
  • นั่งรถชวมสวน เค้าจะพาวนครึ่งรอบ ไปทิ้งไว้ที่จุดชมวิว
  • ที่จุดชมวิวเป็นจุดที่เราจะเห็นวิวสวนส้มทั้งสวนได้ มีสวนสตรอเบอร์รี่ใกล้ๆ มีสระน้ำ+สวนดอกไม้ เหมาะกับการไปถ่ายรูปเล่นมากๆ แถมถ้าเหนื่อยก็มีน้ำส้มขายด้วย ครบวงจรมากๆ
  • พนักงานจะพูดคล้ายๆ กัน เข้าใจว่ามีสคริปพูดเหมือนๆ กัน
  • ขาจะกลับก็รอรถตรงจุดชมวิวนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีรถวนมารับประมาณทุก 10 นาที
  • นั่งรถกลับจากจุดชมวิว แปลว่าจบค่าทัวร์ 30 บาทแล้ว
ซื้อตั๋ว 30 บาท ทัวร์รอบสวนส้มกัน อิอิ
รถพาทัวร์สวนส้ม!!!! อารมณ์ประมาณเรือเลยแฮะ
ดอกส้มสีขาว ,, ก่อนที่จะกลายเป็นส้มสีเหลืองทอง
ส้มแบบว่า อลังการมากๆ เยอะกว่ามารอบที่แล้วแบบสุดๆ อะ
นั่งรถชมต้นส้มสองข้างทาง ,, อุดมไปด้วยผลส้มสีเหลืองทอง
เนินชมวิว ,, เรียกว่าเห็นสวนส้มทั้งสวนเลยทีเดียว
ถ่ายรูปตรงเนินจุดชมวิว ,, ถือว่าเป็นกิจกรรมบังคับเลยทีเดียว
เหนื่อยๆ ก็แวะกินน้ำส้มสดๆ ที่จุดชมวิวได้ครับ
ส้มเยอะจริงๆ นี่ขนาดที่ท่าตอนไม่ใช่สวนหลักนะเนี่ย....

ว่าด้วยการเอาส้มกลับบ้าน

มีกฎเหล็กของที่สวนอย่างนึงคือ “ห้ามเด็ดส้ม” ถ้าอยากได้ข้างหน้ามีขายหลายสายพันธุ์ ทั้งสายน้ำผึ้ง, โอเชี่ยน, กัมค้อท, คาราเมนติน ฯลฯ

สนใจส้มแล้วก็มาสอยตรงนี้ ,, อย่าสอยที่ต้นนะครับ

ถ้าอยากได้แบบไม่แพงก็เหมาเป็นกิโลด้านหน้า, หรือถ้าอยากได้แบบเกรดดีๆ ไฮโซๆ เอาเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ก็แนะนำซื้อแบบนับลูกใส่กล่อง ราคาตามเกรดส้ม เห็นกล่องที่แพงสุดมี 72 ลูก 1020 บาท ตกลูกนึงก็เกือบๆ 15 บาท (แพงเอาการแฮะ) จะขอมาชิมซักลูกก็แบบว่าเกรงจายยยยยยย อิอิ~~

ส้มแบบนับลูกใส่กล่อง ,, เกรดดี+ไฮโซ แต่ราคาก็อัพนิดนึง
อยากชิมส้มนับลูกขายดูเหมือนกันแฮะ ,, น่าจะอร่อย

สุดท้ายแฟนเพจก็ครบ 1,000 likes ในคืนวันที่ 1 มกรา 2555 พอดี ดีใจๆๆ

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 🙂

W by Wanlamun

ร้าน W by Wanlamun เป็นร้านนึงที่มากินหลายครั้งแต่ไม่ได้เขียนสักที…

แรกเริ่มมีคนแนะนำผมให้ลองมากินมิลล์เฟลย (Millefeuille) ของทางร้าน เค้าบอกว่าอร่อยกว่าหลายๆ โรงแรมที่กรุงเทพฯ อีก ตัวผมไม่เคยกินขนมชื่อประหลาดนี้มาก่อน เลยพยายามเสาะแสวงหาร้านนี้ สุดท้ายก็เพิ่งรู้ว่าร้านนี้เป็นร้านที่ผมผ่านบ่อยมากๆ เพราะเวลากลับบ้านผมต้องใช้ซอยนี้ผ่านเกือบแทบจะทุกครั้ง แถมร้านก็อยู่ห่างบ้านผมราวๆ 150 เมตรเท่านั้น ซึ่งการมาร้านนี้ครั้งแรกเพื่อมาซื้อน้ำร้อนเพื่อชงชา (จริงๆ นะ) แต่เพื่อไม่ให้เขินก็เลยเอาขนมของทางร้านมาแกล้มด้วย ซึ่งค้นพบว่าขนมที่ร้านอร่อยดีมากๆ ประทับใจทั้งตัวผมและคุณแม่ (มาหลายครั้งก็ยังไม่เคยกินมิลล์เฟลยซักที)

กับร้าน W by Wanlamun ครับ

หลังจากนั้นเลยมีโอกาสแวะเวียน พาเพื่อนๆ มากินทั้งอาหารคาวและอาหารหวานอยู่หลายครั้ง จนทำให้ blog ตอนนี้มีรูปเยอะเป็นพิเศษ (นี่ขนาดถ่ายรูปบ้างไม่ถ่ายบ้างแล้วนะ ยังตัดรูปกันจนเหนื่อย)

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้าน W by Wanlamun มาไม่ยากมากครับ (ถ้ารู้จักถนนช้างม่อย) คือถ้าเข้าถนนช้างม่อย จากไมค์เบอร์เกอร์ก็ตรงมาเรื่อยๆ ครับ สังเกตธนาคารทหารไทยทางขวามือก็เลี้ยวเข้าซอยถัดจากนั้นมาเลยครับ ร้านอยู่แทบจะติดกับปากซอยเลย (สังเกตเป็นบ้านไฮโซๆ ป้ายสีส้มๆ หน่อย) ภายในร้านมีที่จอดรถได้ 4-5 คัน หรือจะเลือกจอดหน้าร้านก็ได้ (แต่ต้องจอดชิดๆ กำแพงหน่อยนึงเพราะซอยแคบมาก)

หน้าร้าน W by Wanlamun ครับ ,, โดดเด่นมากๆ


View W by wanlamun in a larger map

สามารถติดต่อทางร้านหรือจองโต๊ะ/สั่งขนมได้ที่เบอร์ 053-232328 หรือเฟสบุ๊กของที่ร้านก็ได้ครับ ที่ร้านเค้าแบ่งเปิดครัวอาหารคาวเป็น 2 ช่วงเวลาคือ 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.00 น. แต่ถ้าจะมากินขนมหวาน+ชาที่ร้านเค้าจะเปิดตลอดตั้งแต่ 11.30-22.00 น.เลย (เห็นที่ร้านบอกว่ามี cooking school ด้วย แต่ไม่ทราบรายละเอียดเท่าไหร่)

พอมาถึงร้านก็สามารถเลือกนั่งได้ทั้งข้างในและข้างนอกร้านครับ ให้บรรยากาศคนละฟีลลิ่งกันชัดเจนมากๆ (ส่วนมากเห็นคนสั่งอาหารเค้านั่งข้างนอกกันนะ เลยไม่แน่ใจว่าในบ้านสั่งอาหารคาวเข้าไปกินได้หรือเปล่า)

อันนี้ส่วนของโต๊ะนอกร้าน ,, อารมณ์ประมาณกินข้าวในสวน
ส่วนนี่เป็นมุมในตัวบ้าน ,, อารมณ์จิบชาในแกลเลอรี่ ประมาณนั้น

โม้มามาก… สั่งอาหารกันเถอะ

เริ่มกันที่อาหารคาว

วันนี้เริ่มกันที่อาหารคาวก่อน เท่าที่สังเกตในเมนูก็จะเป็นพวกอาหารไทยเป็นหลัก มีพาสต้าและอาหารฝรั่งปนๆ มาบ้าง

เมนูแรกที่สั่งมากินคือข้าวผัดกากหมูปลาแซลม่อนซึ่งเป็นเมนูอาหารจานเดียวยอดฮิตของที่นี่ (ซึ่งผมก็ชอบด้วยแหละ) แค่เฉพาะตัวข้าวผัดกากหมูที่ติดเค็มๆ หน่อยก็อร่อยมากแล้ว แต่ยังได้ปลาแซลม่อนย่างสุกได้ที่อีกชิ้นนึงมาเติมความลงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม กินหมดจานแล้วยังรู้สึกอยากกินอีก

ส่วนอีกสองเมนูที่สั่งจะเป็นยำส้มโอและสปาเกตตี้มันกุ้ง (ชื่อมันประมาณนี้แหละ) คือตัวสปาเกตตี้นี่ผมว่าโอเคมากๆ เลยนะ คือมันจะผัดเส้นแบบคาโบนาราฝรั่ง (แบบฝรั่งที่เคยกินมา คาโบนาราเค้าจะงวดๆ แห้งๆ กว่า มีตัวครีมคาโบนาราเคลือบอยู่บนเส้นอีกที แต่ของไทยมันจะแฉะเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเลย) เติมมันกุ้งและตัวกุ้งสดลงไป ,, ส่วนยำส้มโอที่นี่รสชาติกลมกล่อมมาก ตอนที่กินจำได้ว่าน้ำยำและเครื่องเคราของเค้าโอมากๆ กินกับส้มโอแกะกลีบเนื้อเต่งๆ เรียกว่าอร่อยเว่ออะ

ข้าวผัดกากหมูปลาแซลม่อน ,, เมนูสุดฮิตของที่ร้านนี้
ยำส้มโอ ,, เมนูที่ผมแนะนำมากๆ ที่นี่ใช้วัตถุดิบดี+ปรุงรสเยี่ยม
สปาเก็ตตี้ครีมซอสกุ้ง ,, ครีมซอสและมันกุ้งเข้ากันอย่างลงตัวมากๆ
เค้าผัดครีมได้งวดและเกาะกับเส้นได้ดี ,, ชอบมากๆ ครับ

จริงๆ ยังไม่อิ่มเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวเผื่อท้องไปกินขนมดีกว่า

ต่อกันด้วยขนมหวาน

กินข้าวอิ่มก็ย้ายตัวเข้ามานั่งด้านในร้านแทน (ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศในร้านมากกว่านะ) แต่ก็ต้องขอออกตัวแรงๆ ก่อนว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องขนมฝรั่งเศสเท่าไหร่นะ (ที่เคยกินก็แค่เอแคลร์, ครัวซองอะไรประมาณนี้ ไม่ได้กินหรูๆ แบบนี้)

มองไปในตู้แช่ก็มีแต่ขนมสวยๆ ทั้งนั้น (แต่ละช่วงที่มาขนมอาจมีแตกต่างกันบ้างตามเทศกาล/ฤดูกาล) แต่จะอย่างไรก็ตามทำใจเลือกขนมลำบากมากๆ ว่าจะเอาอะไรมากินคู่กับชาร้อนที่สั่งมาดี ลองดมกลิ่นชาร้อนที่นี่ดู หลักๆ น่าจะใช้ชาจาก Twinings นะ หอมดีเหมือนกัน

เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งกินขนมในร้านแทนบ้าง
เอาชาร้อนมากินคู่กับขนมสักหน่อย อิอิ

เปิดศักราชด้วยขนมที่มีชื่อเดียวกับร้าน คือทาร์ทหวานละมุน (Tarte Wanlamun) มีมูสและเกลซชาไทยรูปโดมสีส้มก้อนโตเป็นประกายวาววับวางอยู่บนตัวทาร์ท โรยหน้าด้วยอัลมอนด์ ,, ชิมแล้วต้องบอกว่าตัวมูสนุ่มและหอมอร่อย ส่วนตัวแป้งทาร์ทจะให้อารมณ์จะแบบแป้งทาร์ท (จำไม่ผิดเหมือนจะมีกลิ่นอัลมอนด์ด้วยป่าวหว่า) ส่วนอัลมอนด์ก็จะกรุบๆ ลงตัวทั้งกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัสเลยทีเดียว

เริ่มต้นกับขนมที่มีชื่อเหมือนที่ร้าน กับ Tarte Wanlamun ครับ
เป็นทาร์ทที่มีมูสและเกลซเป็นชาไทย ,, เข้ากันดีกับถั่วและกลิ่นของมัน

ตัวที่สองเป็น Caramel Croquant ขนมชื่ออ่านยากอีกตัว (ไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาน่ะ ;______;) อันนี้กินนานแล้ว จำไม่ค่อยได้ แต่อารมณ์ประมาณแป้งเค้กนุ่มๆ มีกลิ่นเหล้าหน่อยๆ วางตัดกับครีม/มูสอะไรอีกสักอย่างนึง มีกลิ่นคาราเมลหน่อยๆ จากนั้นก็ตกแต่งจนสวย ประดับมุขไว้สามมุม และราดทะเลซอสคาราเมลไว้ข้างบน ,, เวลาตักกินลงมาทุกชั้นรวมกันนี่อแหล่มมากๆ โดยเฉพาะชั้นคาราเมลจะไหลลงมาเป็นน้ำตกเลยทีเดียว อ่า~~

ชิ้นนี้คือ Caramel Croquant ,, ใครชอบคาราเมลห้ามพลาดเลยทีเดียว
ตักทีเรียกว่าคาราเมลไหลเยิ้มเป็นน้ำตกเลยทีเดียว ,,

ขนมต่อมาชื่ออ่านยากไม่แพ้กัน คือ St. Honour au Chocolat ,, จานนี้ผมว่าเป็นขนมที่สวยที่สุดในร้านเลยนะ แถมรูปร่างยังเป็นเอกลักษณ์ด้วย โดยรวมอร่อยใช้ได้นะ จุดแข็งของจานนี้ผมว่าคือรสสัมผัสที่เด่นมากๆ แต่ส่วนตัวชอบขนมอื่นๆ มากกว่าอะ แบบว่าแป้งมันอารมณ์เป็นแป้งพาย/พัฟจะไม่ค่อยนุ่มมากเท่ากับแป้งแบบอื่นๆ อีกอย่างคือน้ำตาลที่เคลือบไว้สีแดงๆ ตัดยาก เพราะตัดแล้วมันจะแตกๆ หน่อย และจิ้มกินยากไปหน่อย

ชิ้นนี้มีชื่อว่า St. Honour au Chocolat ,, สวยจนไม่กล้ากิน
นอกจากความสวย ชิ้นนี้จะเด่นตรงรสสัมผัสของแป้งพัฟ, ครีมช๊อกโกแล๊ต และน้ำตาล

ชิ้นต่อมามีชื่อว่า Jadounette ครับ ตัวนี้จะเน้นหนักไปที่ความนุ่มละมุนของมูสและเกรซที่เป็นกลิ่นพิสทาชิโอ้ กับรสชาติตัดเปรี้ยวของซอสสตรอเบอร์รี่/ราสพ์เบอร์รี่ครับ

ใครจินตนาการกลิ่นพิสทาชิโอไม่ออก อืม…..อารมณ์กลิ่นมันจะประมาณกลิ่นอัลมอนด์สกัด, หรือน้ำเห่งหยิ่ง (นมอัลมอนด์) แต่จะเนียนกว่าหน่อยนึง, ในกรณีที่คิดไม่ออกจริงๆ กลิ่นมันจะคล้ายๆ เชอร์รี่ที่สเวนเซ่นที่กลิ่นแรงและฉุนกว่า ,, หลายคนบอกว่าอร่อย (อย่างเช่นตัวผมเป็นต้น), แต่บอกคนจะบอกว่า อี๋ แหวะ เหม็นๆ สาบ (เป็นส่วนมากของเพื่อนๆ ที่ลองเอานมอัลมอนด์ให้กิน ซึ่งคิดว่ากินเจ้านี่ก็ไม่น่าต่างกันมากเท่าไหร่) ก็แล้วแต่ครับ นานาจิตตัง

ส่วนเจ้าสีเขียวเด่นนี่มีชื่อว่า Jadounette ครับ
ทั้งมูสและเกลซเป็นกลิ่น Pistachio ตัดอารมณ์ด้วยใส้ราสเบอร์รี่ตรงกลาง

ต่อมาเป็นเลมอนทาร์ทครับ (Lemon Tarte) อันนี้ก็เป็นอีกเมนูที่ผมกับเพื่อนชอบมากๆ โดยเฉพาะตัว Lemon filling (ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นกานาซหรือเปล่านะ เพราะปกติเห็นกานาซมักเป็นช้อกโกแล๊ตอะ เอาเป็นว่าขอเรียกว่าใส้เลมอนตรงกลางไปก่อนละกัน) คือมันละมุนลิ้นมากๆ ไม่มีกลิ่นสิ่งแปลกปลอมใดๆ ด้วย ให้กลิ่นเลมอนแบบเนียนๆ ล้วนๆ แต่กลับไม่เลื่ยนเลยแถมรู้สึกสดชื่นดีมากๆ อีกด้วย เหมาะมากที่เอามากินแกล้มกับชาเคล้ากับแสงอาทิตย์เบาๆ พร้อมกับหนังสือเล่มโปรดหนึ่งเล่มในวันหยุดพักผ่อน

Lemon Tarte แห่งร้าน W by Wanlamun ,, เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
เลมอนทาร์ทที่นี่เนื้อเนียน, หอมกลิ่นเลมอนมากๆ และแทบไม่มีกลิ่นแปลกปลอมมากวนเลย

เพิ่มเติมอีกอันด้วย Tarte Tartin ที่มีเนื้อแอปเปิ้ลเป็นองค์ประกอบ หวานกรอบและอร่อยมากๆ

ส่วนอันนี้ Apple Tarte Tartin ,, ชอบมากครับ กินแล้วสดชื่นดีมากๆ

ต่อมาเอาขนมอีก 2 อย่างมารวบกันด้วยความรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กัน (แต่จริงๆ แอบต่างกันเยอะอยู่) คือทาร์ตโคตรช๊อกโกแล๊ต (Tarte Tout Chocolat) กับ ช๊อกโกแลตโดม (Chocolat dome) ใครชอบช๊อกโกแล๊ตไม่ควรพลาดครับ

Tarte Tout Chocolat ,, ไม่ว่าจะเป็นเกลซ, มูส, กานาซ และแป้งทาร์ตก็เป็นช๊อกโกแล๊ต
ผ่าให้ดูจะจะ ว่าชิ้นนี้ช๊อกโกแล๊ตเข้มข้นไปทุกส่วนจริงๆ
เจ้านี่มีชื่อว่า Chocolat dome ,, เข้มข้นช๊อกโกแล๊ต อร่อยดีเหมือนกัน

คือแบบว่าตั้งแต่เกิดมาเคยกินแต่เอแคลร์ทรงกลมๆ อะ วันนี้มาเจอเอแคลร์ทรงยาวๆ ของทางร้านก็ดูแปลกๆ ดีเหมือนกัน ,, ส่วนตัวผมก็ว่ากลางๆ นะ อร่อยดี ครีมหอมนุ่มละมุนดี แต่ทีเด็ดของเอแคลร์ที่นี่คือรสสัมผัส คือเค้าเหมือนจะมีแป้งกรุบๆ แทรกไว้ให้ด้วย กินไปด้วยกันทั้งหมดแล้วแปลกๆ ดี

เอแคลร์รูปร่างประหลาดของทางร้าน (ปกติกินแต่แบบเป็นก้อนๆ)
เนื้อแป้งนุ่ม, เนื้อครีมหอมละมุน แถมยังมีรสสัมผัสกรุบๆ เพิ่มมิติในการกินด้วย

ชิ้นต่อมาเป็น Brioche Perdue หรือขนมปังฝรั่งเศสแบบพิเศษ ซึ่งพิเศษตรงที่ที่นี่ทำ Brioche เอง ซึ่งเป็น Brioche สูตรที่ใส่เนยเยอะเป็นพิเศษ (ต่างกับที่ขายตามร้านทั่วไป) จากนั้นก็เอาทิ้งไว้ค้างคืน ถึงเวลาก็เอาไปชุปไข่และเครื่องปรุงสูตรของทางร้าน แล้วจึงเอาไปทอด เสิร์ฟพร้อมกับเมเปิ้ลไซรัพและวิพครีม ใครชอบหวานก็ราดลงไปเยอะหน่อยละกัน ,, ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ แรกๆ มันจะหวานจี๊ด (คงใส่ไซรัพเยอะไปหน่อย) แต่กินไปกินมาแล้วเพลิน หอมเนยเว่อๆ จนรู้สึกว่าอยากได้อีกชิ้น (เสียใจที่สั่งไปชิ้นเดียว)

Brioche Perdue ที่หอมเนยมากๆ เสิร์ฟพร้อม maple syrup และวิพครีม
ราดเมเปิ้ลไซรัปตามความหวานที่ต้องการ ,, เสร็จแล้วตัดแบ่งกินคู่กับวิพครีม

ปิดท้ายด้วย Macaroon ของที่นี่ ราคาต่อลูกอาจดูสูงไปนิดนึง (ลูกละ 30 บาท ,, กล่องนึง 6 ลูก 180 บาทเป๊ะๆ) แต่เห็นทางร้านอธิบายขั้นตอนการทำมาการงแล้วรู้สึกว่ามันอลังการมาก จนต้องขออ้างอิงจากเพจของทางร้าน

W by Wanlamun ดับเบิ้ลยู บาย หวานละมุน in December 2 at 4:34pm ::

พอดีมีลูกค้าท่านหนึ่งเมื่อเช้าตัดพ้อว่ามาการงเราแพง (ชิ้นละ 30 บาท) จึงขออธิบายให้เข้าใจตรงกัน เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของขนมตามที่เห็นสมควรกัน โดยจะไม่ขอพูดถึงมาการงร้านอื่น ดังนี้ค่ะ ขนมมาการงที่ร้าน ต้องนำไข่ขาวมาแช่ไว้ให้น้ำระเหยหมด เหลือแต่เนื้อไข่ขาวเหลวๆ ไม่มีวุ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 7 วันค่ะ ถัวอัลมอนด์เลือกถั่วน้ำมันน้อยจากแคลิฟอร์เนีย ส่วนไส้โดยมากจะเป็นเบสของกานาชช็อกโกลแตขาวจากฝรั่งเศสแล้วมีการแต่งรสด้วยวัตถุดิบที่เลือกสรรค์มาอย่างดี (ฝักวานิลลาจากมาดากัสการ์, น้ำดอกส้ม น้ำกุหลาบจากฝรั่งเศส, ถั่วพิสตาชิโอจาก Sicily ฯลฯ)

ถ้าคนทำมาการงเป็นจะรู้ว่าเป็นขนมที่จุกจิกทุกขั้นต้อน ถึงจะออกมาเป็นมาการงที่ดีได้ เมื่อสอดไส้เสร็จแล้ว ต้องถูกเก็บเข้าตู้เย็นเพื่อนให้เปลือกกับไส้ osmosis กัน โดยไส้ที่เป็นเบสช็อกโกแลตกานาชอย่างรสวานิลลา ชาไทย หรือพิสตาชิโอ ใช้เวลาพักนาน 24 ชั่วโมง ในขณะที่ไส้บัตเตอร์ครีมอย่าง กุหลาบ หรือดอกส้ม ต้องพัก 48 ชัว่โมง ถึงนำออกขายได้ค่ะ รวมระยะเวลาการทำประมาณ 10 วันค่ะ

ลองชิมดูแบบไม่มีอคติเลยนะ (และไม่อ่านข้อความข้างต้นมาก่อน) ร้านนี้อร่อยสุดในหลายๆ ร้านที่เคยกิน จะแหลมตรงที่หวานไปนิดหนึ่ง แต่กลิ่น, รสชาติ และรสสัมผัสทำได้ดีมากๆ ไล่เลยคือตั้งแต่เปลือกนอกแบบกรอบบางที่ผมว่าเก๋มากๆ เวลาสัมผัสกัดลงไปแล้วเหมือนกันจะแตกละลายไปในปาก และพาเราไปสู่อีกชั้นไปเรื่อยๆ จนถึงใส้ของมาการงที่ทั้งหอมหวานและไม่เยอะจนเกินไป จนสุดท้ายหลังจากที่ทุกสิ่งเหมือนจะหายไปหมด ก็จะกลายเป็นพวกถั่วที่ยังเหลืออยู่ในปาก ให้อารมณ์กรุบๆ ดีมากๆ ครับ

ยิ่งถ้าถามว่ารสไหนอร่อย อันนี้ตอบยากมาก เพราะทั้ง 6 รส ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างกลิ่นกุหลาบนี่กลิ่นจะหอมแรงและติดจมูกแบบสุดๆ, ส่วนชาไทยก็ออกแนวหอมหวาน ละมุนๆ, กลิ่นดอกส้มก็ให้ความสดชื่น ตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ, เลมอนจะหอมกลิ่นกลิ่นมะนาวเบาๆ พกความเปรี้ยวมานิดๆ, วนิลาดูเรียบง่าย แต่สุขุมและเข้ากันได้ง่ายกับชุดน้ำชาที่เอามาจิบคู่ด้วย, พิสทาชิโอก็โดดเด่นที่กลิ่น แสดงความเป็นตัวเองได้ดีมาก

Macaroon ทั้ง 6 รสที่ W by Wanlamun
นอกจากสีสันที่สวยสดแล้ว macaroon ที่นี่ยังอร่อยไม่แพ้ใครๆ ด้วย

มาการงอย่าลืมแช่เย็นนะครับ จะเพิ่มความอร่อย และจะได้ไม่ละลาย 🙂

ที่มากินหลายครั้งทีผ่านมา

แม้จะไม่ได้กินขนมที่ตามหาอย่างมิลล์เฟลย (ล่าสุดเห็นเขียนมีในบุฟเฟ่ต์ขนมช่วงสั้นๆ แต่ตอนนี้มันอันตราธานหายไปแล้ว) แต่อาหารและขนมอื่นๆ ที่ร้านก็ถือว่าอร่อยไม่ใช่น้อย ราคาเหมือนจะดูสูงไปนิด แต่ถ้าเทียบเรื่องวัตถุดิบและความเอาใจใส่ก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

แต่สิ่งนึงที่ผมชอบขนมที่ร้าน W by Wanlamun คือมันมีรสสัมผัสครับ ,, อารมณ์ประมาณขนมชิ้นนึง นอกจากสี กลิ่น รสแล้ว ขนมของที่นี่เวลากัดไปจะมีทั้งนุ่ม กรอบ กรุบๆ กระจายๆ ดึ๋งๆ (คือ…ไม่รู้จะบรรยายเป็นตัวอักษรยังไง) อย่างเช่นเอแคลร์ที่ผมกินมาตั้งแต่เด็ก ก็คือขนมปังแบบบางๆ หน่อย แล้วอัดใส้ครีมเข้าไป แต่ที่นี่เค้าเหมือนจะมีแป้งอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยนึง กินแล้วมันจะกรุบๆ อร่อยดี หรือแม้แต่เค้กต่างๆ ก็ไม่ได้แค่ครีมป้ายบนขนมปังทั่วๆ ไป แต่หากจะมีรสสัมผัสเพิ่มมิติในการกินขึ้นมา

ลองมาชิมที่ร้าน W by Wanlamun ได้ครับ

ร้านนึงที่ห้ามพลาดที่เชียงใหม่ครับ