แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 3

เพื่อนๆ มักจะถามว่ามึงเลิกเขียนบล๊อกแล้วเหรอวะ ทำไมไม่ออกตอนใหม่ให้กูได้ยล ,, ผมก็จะตอบว่าตอนบาหลียังเขียนไม่เสร็จ เหลืออีกตอนนึง ทุกคนก็จะทำหน้าตกใจแล้วบอกว่านึกว่าจบแล้วซะอีก ฮาๆๆๆ วันนี้เรามาทำให้จบกันเถอะ กับภาคสุดท้ายของบาหลี ฮาๆๆ

หลังจากดองมานาน ตอนนี้ผมก็ขอรวบบาหลี 2 วันสุดท้ายของผมเลยละกัน เพื่อความกระชับของเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ อิอิ (เพราะทั้งวันที่สี่ของผมแทบจะไม่มีอะไรเลย เน้นการรอขึ้นเครื่องบินและกลับเมืองไทยเป็นหลัก ฮาๆๆๆ)

รีบเขียนดีกว่า เดี๋ยวจะจำไม่ได้แล้วจะแย่ (เกือบครึ่งปีแล้วนะ)


View 130525 Bali trip in a larger map

ยามเช้าที่บาหลี

เช้านี้ออกมาส่องหน้าโรงแรม อากาศดีเลยทีเดียว ท้องฟ้าแลดูโปร่งใส ,, ระหว่างรอรามันมารับไปเที่ยวก็ไปแอบดูวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนี้ ที่ทุกๆ เช้าจะต้องบูชาเทพเจ้า เท่าที่ผมเห็นคือ ทั้งตรงหน้าบ้านและตรงแท่นบูชาคล้ายศาลพระภูมิหน้าบ้าน คือบูชาหน้าบ้านเนี่ยไม่แปลก แต่ผมเห็นบางคนเดินไปบูชาแท่นที่เป็นของบ้านตรงข้ามด้วย งงๆ เหมือนกัน (รามันเล่าภายหลังว่า ศาลพระภูมิจะหันหน้าไปทางภูเขาไฟเท่านั้นเพื่อบูชาถวายแด่เทพภูเขาไฟ ถ้าบ้านไหนหันหลังให้ภูเขาไฟก็จะไปใบูชาแท่นบ้านตรงข้ามที่หันหน้าเข้าหาแทน)

พอรามันมา เราก็พร้อมไปลุยต่อละครับ ,, อากาศวันนี้มันดีเสียจริงๆ แหม่~

เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ
เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ

ลุยขึ้นวัด Pura Besakih

ไปวัด ไปวัด ไปวัดอีกแล้ว!!! (มาบาหลีจริงๆ ก็ต้องมาวัดแหละนะ)

แต่วัดเบซากีห์แห่งนี้ รามันบอกว่าเป็นวัดแม่หรือเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดบนเกาะบาหลี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระศิวะเป็นเทพประจำวัด เป็นวัดที่ต้องนั่งรถขึ้นเขาสูงกว่า 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หากอากาศดีรามันบอกว่าจะเห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลังของวัดซึ่งงดงามเว่อๆ และเป็นวัดที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ครับเราตัดสินใจไปครับ

แต่รถเราเริ่มแตะขึ้นตีนดอยเท่านั้น ฝูงเมฆก็เริ่มมาเยือน โฮกกกกกกกกก ยิ่งระหว่างทางฝนมีตกด้วย จะรอดมั้ยเนี่ย…

แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละครับ ฝนก็หยุด เหลือแต่เมฆฟุ้งๆ ให้เรางงๆ เล่น

พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย
พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย

ถึงจุดนี้ พวกหนังสือรีวิวต่างๆ มักจะบอกว่าที่ปากทางเข้าวัดจะมีมาเฟีย ชอบเรียกเอาเงินนักท่องเที่ยวแพงๆ แล้วโม้ว่าจะพาขึ้นไปเที่ยววัดบ้าง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค่าเข้าบ้าง จ่ายค่าชุดแต่งตัวบ้าง (ซึ่งจริงๆ เราจะเสียค่าขึ้นวัดตั้งแต่ตรงด่านที่ตีนเขาแล้ว 15,000rp มาข้างบนนี่จะไม่มีเสียเพิ่มเติมอีก) แต่รามันบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะคนไทยส่วนมากจะรู้หมดแล้ว มาเฟียเดี๋ยวนี้จะชอบหลอกฝรั่งมากกว่า (ตอนที่เดินผ่านก็เห็นฝรั่งกำลังถูกหลอกคนนึงนะ ฮือๆๆ) ทีแรกจะถ่ายรูปซุ้มตรงนั้นมาให้ดู แต่เด็กๆ ในร้านเค้าดูน่ากลัวเหลือเกิน…

รู้ไว้ใช่ว่าละกันนะครับ

ลืมบอกอีกอย่าง วัดนี้ก็ต้องใส่โสร่งเข้าเหมือนกัน แต่ไม่ต้องใส่ผ้าคาดเอว

หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ
หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ
เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว
เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว

รามันบอกว่าวันนี้ถือว่าอากาศดีพอใช้และเราถือว่าโชคดีมากๆ เพราะฝนไม่ตกข้างบนนี้ แต่เสียดายที่ไม่เห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลัง

แกยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า วัดเบซากีห์นี้ถือเป็นวัดแม่ เป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของวัดทุกวัดที่บาหลี เป็นวัดประจำองค์พระศิวะ ,, ในวัดเบซากีห์นั้น ภายในยังมีวัดย่อยๆ อีกยี่สิบกว่าวัดข้างใน ที่นี่ชาวฮินดูนิยมมาทำศาสนพิธีกันเยอะมาก เดี๋ยวเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นเอง

ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ
ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ
ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว
ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว

จุดนี้ รามันเล่าเพิ่มเติมว่า บาหลีจะมีวัดหลักอยู่ 9 วัด โดยการจัดเรียงวัดหลักของบาหลีนั้นจะจัดอยู่ตามทิศต่างๆ เป็นรูปสัญลักษณ์สวัสดิกะ และแต่ละวัดหลักก็จะมีเทพองค์สำคัญประจำอยู่ โดยมีวัดเบซากีห์ซึ่งถือว่าเป็นวัดของพระศิวะจะอยู่ตรงกลาง จากนั้นในแต่ละทิศทั้ง 8 ทิศก็จะมีวัดประจำอยู่ วัดบางวัดไม่ใหญ่มาก/นักท่องเที่ยวไม่นิยมมา แต่ก็เป็นวัดหลักก็มี แต่ในทำนองเดียวกัน วัดที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ เช่นวัด Tanah Lot กลับไม่ได้เป็นวัดหลักก็มี ,, เท่าๆ ที่ผมลองลิสต์วัดก็ได้ตามนี้นะฮะ


View Swastika in a larger map

จริงๆ รามันบอกมาแค่ 7 วัด แต่ผมก็พยายามไปหาตามที่ต่างๆ ให้ได้จนครบทั้ง 9 วัดเหมือน ไม่แน่ใจว่าถูก 100% ป่าวนะ ใครไปเที่ยวกะรามันฝากถามแกทีนะครับว่าตรงรึเปล่า แหะๆๆๆ

รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย
รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย

รามันก็พาเราเดินรอบวัดรอบนึง แกบอกว่าเวลาเข้าต้องเข้าประตูเปิดทางด้านซ้ายมือ ห้ามเดินเข้าทางเข้าตรงกลางเลย เพราะมันเป็นธรรมเนียมที่นี่ (ประตูกลางจะเปิดในวันที่มีพิธีเท่านั้น วันธรรมดาเข้าไม่ได้) แถมประตูตรงกลางจะมีแก๊งส์มาเฟียนั่งดักรอเราอยู่ บางคนเหมือนจะมาถ่ายรูปให้แล้วก็เสนอตัวเองเป็นมัคคุเทศก์แล้วเรียกค่าบริการแพงๆ ขูดเงินนักท่องเที่ยว ฮือๆ

ดูสถาปัตยกรรมบาหลีไป ดูฝรั่งโดยมาเฟียจูงไป งืมๆๆ

ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ
ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ
วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ
วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ
มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ
มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ

เดินวนนี่ถือว่าวัดนี่ใหญ่มากๆ สวยด้วย ทั้งด้วยสิ่งก่อสร้างและวิว บางวัดย่อยภายในวัดเบซากีห์ก็เห็นมีพิธีกรรมอะไรซักอย่างด้วย แต่รามันบอกว่าอันนี้เราห้ามเข้าไป (บางทีก็งงๆ เหมือนกันว่าอันไหนเข้าไม่ได้ ต้องพึ่งรามันนี่แหละ)

ทีแรกเห็นหน้ากากบารองไม้แกะสลักขาย สวยดี เนื้อไม้ก็โอเค แต่เค้าขายราวๆ สามพันบาท แพงมาก เลยบายไป

จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ
จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ
เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ
เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ
คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ
คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ
ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์
ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์
เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า
เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า

เดินวนจนเหนื่อย แฮ่ๆๆๆ

ข้าวเที่ยงบุฟเฟต์ จัดหนักก่อนลุยต่อ

ขับลงดอยมา ไกลเหมือนกันครับ หิวมากๆ รามันบอกว่าอดทนไว้นิดนึง เดี๋ยวพาไปจัดบุฟ ร้านนี้วิวสวย

ก็มาถึงร้านที่มีชื่อว่า Mahagiri ครับ

รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย
รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย

ร้านนี้มีตึกหลายส่วนครับ แต่ส่วนที่รามันจองไว้เป็นส่วนที่จะเห็นวิวเป็นทุ่งนาขั้นบันไดที่ถูกโอบล้อมด้วยป่า เท่าที่แลดูไปก็เห็นฝรั่งนั่งจับจองวิวเอาท์ดอร์เพียบ ส่วนเราๆ ก็ขอนั่งอินดอร์เอาละกัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ รามันจองที่นั่งไว้แล้ว แถมเมฆฝนก็กำลังไล่เข้ามาหาเราเรื่อยๆ

อาหารบุฟที่นี่ผมว่าเฉยๆ นะครับ ถ้าเทียบกับร้าน Grand Pucak ที่เราไปกินกันวันก่อน ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ
ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ
เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้
เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้
นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ
นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ

สนนค่าหัวที่ Mahagiri คนละ 65,000rp (แต่ที่นี่น้ำเปล่าแพงมาก ขวด 1.25 ลิตรขายที่ 25,000rp แหนะ)

จากนั้นระหว่างลงดอย รามันก็พาขับออกนอกเส้นทาง วนอ้อมไปอีกทางเพื่อไปดูภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ในอีกมุมที่แตกต่างกับเมื่อวาน สวยมากๆ แถวนั้นมีร้านขายผลไม้ขายด้วย ผลไม้ก็คล้ายๆ บ้านเรานะ เท่าที่จำได้ก็มีส้ม, มังคุด, กล้วย ราคาก็แพงกว่าบ้านเรานิดๆ ก็เลยไม่ได้ซื้อ

แอบชิมส้มที่รามันซื้อ พบว่าส้มบ้านเราอร่อยกว่ามากครับ ทั้งเรื่องรสชาติที่หวานและเปรี้ยว และความชุ่มฉ่ำ…

แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ
แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ
ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ
ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ

ฝนตกรอมร่อ ยังมีอารมณ์จิบชา

ไม่รู้รามันเป็นอะไร พราวด์ทูพรีเซนต์นาขั้นบันไดมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไปกินข้าวพร้อมนาขั้นบันไดมาแล้ว แต่รามันบอกว่าที่นี่เป็นนาที่สวยมากๆ จิบชาไปด้วย ดูนาไปด้วยนี่สวยสุดๆ แต่อยากบอกรามันว่า เฮ้ย นี่ฝนตกอยู่ จะลุยฝนไปเรอะ ฮ่าๆๆๆ แต่รามันก็พาเราก็ลุยกันไปครับ -_-”

พอมาถึงที่หมายที่เรียกกันว่า Tegallalang แล้ว จุดนี้มันจะประมาณหน้าผาสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นนาขั้นบันได แต่อีกฝั่งเป็นร้านชาและจุดชมวิวไงงั้น ร้านแถวนี้ถือว่าเยอะมากๆ เลย นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน นั่งฝั่งนี้แล้วมองไปตรงข้ามก็เห็นเป็นภูเขานาขั้นบันไดเลย สวยดีเหมือนกันนะ

แค่ขับผ่านก็เสียค่ารถเข้ามาในเขตนี้ 10,000rp แล้ว…

ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน
ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน
ผมว่าสวยกลางๆ นะ
ผมว่าสวยกลางๆ นะ
อะ.... นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย
อะ…. นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย

ราคาเครื่องดื่มและขนมแถวนี้ถือว่าแพงโหดใช้ได้เลย ผมก็เลยสั่งแค่ชาตะไคร้ธรรมดาๆ กานึงก็ 23,000rp จิบไปไม่ได้ฟินมากเท่าไหร่

ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม... ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า
ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม… ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า

ไหนๆ อินโอนิเซียก็เป็นประเทศผลิตน้ำอันส่งออก ด้วยความอยากรู้ก็เลยไปสืบราคามา สนนราคาลิตรละ 4,500rp/ลิตร หรือประมาณ 16 บาท ดีเซลและเบนซิน (จำไม่ได้ว่าออกเทนเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ผสมแอลกอฮอล์)

เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท
เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท

สถานีต่อไป… อุบุดพาเลส

วนกลับเข้ามาในส่วนตัวเมือง Ubud อีกทีหนึ่งครับ รามันพามาดูพระราชวังอุบุด ซึ่งเป็นราชวงค์สุดท้ายของชาวบาหลี

เท่าที่มาวนดู ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนะ ไม่ได้กว้างเหมือนพระราชวังแวร์ซายน์หหรือแม้แต่พระมหาราชวังบ้านเรา ที่นี่สภาพสิ่งก่อสร้างค่อนข้างดีกว่าที่อื่นๆ หน่อย ลายรูปปั้นสองมิิติของบารองก็คมสวยดี แต่ประตูหรือทางเข้าพระราชวังก็ปิดเกือบหมด และเราก็ไม่ได้ไปสำรวจมากเช่นกัน เพราะว่าเริ่มหิวมากแล้ว ฮ่ๆๆๆ เลยวนอย่ที่นี่ไม่ได้นานมากเท่าไหร่ (รามันบอกว่า ปกติจะมีการแสดงที่ลานพระราชวังด้วย คนเยอะมาก แต่วันนี้ฝนตก เลยย้ายไปเล่นที่ศาลาประชาคมด้านข้าง)

สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่
สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่
เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ
เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ
อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด
อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด
กำแพงรูปบารองในวังอุบุด
กำแพงรูปบารองในวังอุบุด

ระหว่างเดินกลับ ผ่านวัดพระนางสรัสวาตี สวยดีมากๆ ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ดึกๆ ที่นี่ก็มีดนตรีและการแสดงที่ลานด้านหน้าเช่นกัน

แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ
แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ
เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี :) (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)
เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี 🙂 (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)

ซี่โครงแหล่มๆ ที่ Naughty Nuri’s Warung

จากนั้น รามันก็ขับวนซ้าย วนขวา แล้วก็มาจอดที่นึง เรามองไปข้างหน้าก็เห็นฝูงควันลอยออกมาต้องกับแสงไฟ พร้อมกับกลิ่นหอมที่คล้ายเป็นดั่งเชิญชวนเข้าร้าน

ร้านนี้มีชื่อว่า Naughty Nuri’s Warung ครับ

เดินเข้ามาพบว่าผู้คนทยอยอกันมาเยอะมากๆ ยิ่งดึกก็ยิ่งเยอะ ทั้งฝรั่ง ทั้งบาหลี นั่งกินกันเพียบโคตรๆ ขนาดต้องต่อคิวจองโต๊ะกัน โชคดีที่เรามาค่อนข้างเช้า เลยได้โต๊ะใหญ่มา แฮ่ๆๆ

แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ
แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ
คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย
คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย

จริงๆ ที่ร้านมีเมนูหลายอย่าง เห็นโต๊ะข้างๆ ก็น่ากินไปหมด แต่เพื่อลดความวุ่นวาย รามันเลยมัดมือชกด้วยการสั่งเมนูที่ถือว่าสุดตีนของร้าน นั่นคือซี่โครงหมูย่างสูตรเฉพาะของร้านครับ (อาหารที่สั่งนี่รอนานพอควรนะครับ)

ชิมแล้วบอกว่า ตั้งแต่ชิ้นซี่โครงชิ้นหมูที่เลือกมา ซอสที่ราดบนหมูนี่หวานเค็มกลมกล่อมดีมากๆ ส่วนตัวเนื้อหมูก็ย่างสุกกำลังดี ไม่ไหม้แต่กลับสุกได้ที่ทั่วกัน และกระดูกไม่มีเลือดแดงไหลออกมาแล้ว ว่าละก็บีบมะนาวซักนิดแล้วแล่เนื้อลองชิมดูอีกซักคำ อยากบอกว่าฟินสุดๆ กระดูกร่อนง่ายโคตรๆ รสชาติกลมกล่อมเหมือนกับขึ้นสวรรค์ แถมด้วยกลิ่นถ่านไม้ที่ติดอยู่ที่เนื้อนิดๆ ซึ่งเป็นสเน่ห์และเอกลักษณ์อันหาไม่ได้จากเตาแก๊สย่าง

แฮกๆๆๆ อยากกินอีก แต่จะสั่งอีกจานก็กลัวจะกลับโรงแรมดึกไป แฮกๆๆ

อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช
อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช
คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ
คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ

หมูคนละจาน+เครื่องดื่ม (มีทั้งน้ำเปล่าและโค้ก) ของทุกคน รวมกันที่ 674,000rp ครับ

ย้ายที่พักมา Samsara

หลังจากที่ตอนก่อนๆ เราพักที่ย่าน Ubud มาแล้ว ครั้งนี้เราจะย้ายมาอยู่ที่ย่าน Kuta Beach ครับ ,, เทียบง่ายๆ คือย้ายจากแหล่งวัฒนธรรมโบราณที่เค้าอนุรักษ์กัน มายังย่านช้อปปิ้งไฮโซแนวท่องเที่ยวผับบาร์ดาว์ทาว์นแหล่งเสื่อมโทรมไรงี้แทน

โรงแรมที่เราจะไปนั้นชื่อว่า Samsara Inn ซึ่งน่าจะเป็นโรงแรมใหม่ เพราะรามันไม่รู้จัก ไม่เป็นไรครับ เพราะเท่าที่เราดูจากแผนที่แล้วโรงแรมเราเข้าซอยไปแค่ 50 เมตรจากถนนใหญ่เอง จิ้บๆๆ กูเกิ้ลแมปนำทางได้ ชิลๆ

แต่แม่ง ไม่มีใครบอกเลยครับว่าซอย 50 เมตรนั้นมันวันเวย์และถ้าเราเสนอหน้าเข้าไปแล้วเราจะย้อนศรอย่างแรง ทำให้เราต้องไปอ้อมอีกแปดถนนเกือบหกโลเพื่อเข้าอีกซอยที่เป็นทางเข้าที่แท้จริงที่แคบแบบเห้ๆ แคบประมาณมอไซสองคันสวนกันได้พอดีเป๊ะ สุดท้าย เข้าไม่ไหว เลยต้องเดินลากกระเป๋าเข้าไปเช็คอินเอง

แต่โรงแรมผมว่าใหม่และดูดีใช้ได้เลยนะ ตกแต่งสวยมากๆ แถมมีสระว่ายน้ำให้เราว่ายได้ด้วย ไฟตามทางเดินเป็นแบบอัตโนมัติที่จะติดเองเวลาเดินผ่าน (แรกๆ แอบเก๋ หลังๆ แอบหลอน) ห้องหับข้างในก็โอเคมาก กุญแจคีย์การ์ดสุดหรู แต่ข้อติผมมีให้สองข้อครับ

  • ข้อแรกคือ ไม่มีตู้สื้อผ้าครับ อันนี้ไม่เป็นไร แขวนๆ เอาก็ได้
  • ข้อสองนี่หนักเลยครับ คือไม่มีประตูห้องน้ำ สามารถเดินทะลุจากในห้องผ่านห้องน้ำห้องส้วมได้แบบไม่ต้องเปิดประตูเลย แถมผนังห้องน้ำก็เป็นกระจก เวลาผมหรือรูมเมทจะอาบน้ำนี่ต้องไล่อีกคนไปข้างนอก ไม่งั้นจะเห็นหมด ยิ่งไปกว่านั้นห้องส้วมก็ไม่มีอะไรกั้นไว้ เวลาอึนี่โหดสัสเลยครับ กลิ่นไม่พึงประสงค์นี่กระจายเต็มห้อง ถึงขั้นต้องบอกว่าถ้าใครจะอึแนะนำไปอึที่ห้องน้ำข้างนอก แต่ถ้าจะอึในส้วมห้องต้องปล่อยให้ห้องโล่งๆ ซักครึ่งชม. (มีที่ดูดอากาศนะ แต่ผมว่ามันไม่พออะ)
เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ
เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ
ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด
ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด
สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ
สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ
ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง...
ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง…

ของโยนเก็บไว้ แล้วออกไปเที่ยวกัน

Pura Thana Lot ในวันฝนพรำ

จากนั้นรามันก็พาเราล่องรถไปทางตะวันตกเฉียงใต้ครับ ฝ่าฝนที่ตกมาเป็นพักๆ ฝูงเมฆวันนี้ดูน่ากลัวมากกว่าทุกๆ วัน ,, ครับ วันนี้เราจะไปวัด Pura Tanah lot ครับ ซึ่งเป็นวัดที่เป็นสัญลักษณ์แห่งบาหลี, เป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่มชมกันเยอะที่สุดของเกาะ เพราะเป็นวัดที่ถูกทะเลโอบอุ้มไว้ (ธานาล๊อตหมายความว่า ดินแดนที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเล)

ทีแรก แพลนเราจากเมืองไทย กะว่าจะไปวัดนี้ช่วงเย็น แต่รามันบอกว่าไปตอนเช้าสวยกว่า เกี่ยวกับเรื่องแสงอาทิตย์และน้ำขึ้นน้ำลงนี่แหละ จำไม่ได้ละ แต่รามันบอกยังไงก็ต้องไปตามเจ้าถิ่นเค้า สนนค่าเข้าชมคนละ 30,000rp ครับ เพราะที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ สร้า้งตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระที่ชื่อ Nirartha จากนั้นมันก็ยังคงอยู่มา แม้ว่าจะโดนน้ำทะเลซัดมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แหม่…

เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ
เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ
ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย
ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย
ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต
ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต

พอถึงวัดแล้ว แม้ฟ้าจะครึ้มแต่ฝนเหมือนจะหยุดให้แป้บนึง พวกเราดีใจกันมาก เริ่มต้นจึงไปเลยไปที่วัดรู (Pura Batu Bulong) ที่อยู่ข้างๆ ธานาล๊อตกันก่อน พอถ่ายรูปกันเสร็จ อ่าว… ฝนลงหนักซะงั้น อดไปดูใกล้ๆ เลย ทำได้แค่ถ่ายรูปวัดธานาล๊อตจากมุมไกลมาเท่านั้น (แต่ที่น่ากลัวคือนักท่องเที่ยวที่ค้างที่อยู่ในวัดตอนพายุเข้านะ คลื่นซัดแรงมากๆ ฝนก็ตกหนัก คง้องพักในวัดซักช่วงใหญ่ๆ)

วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต
วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต
แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ
แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ

ดูท่าจะตกยาว รอฝนหยุดเพื่อไปดูธานาล๊อตใกล้ๆ คงใช้เวลาเป็นวันแน่ๆ

เป้าหมายถัดไป Pura Ulun Danu Beraton

ถัดจากวัดธานาล๊อต เราก็จะไปวัดอีกที่นึงโดยการนั่งรถย้อนไปทางทิศเหนือ ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาแทบไม่ขาดสาย จนกระทั่งเราถึงวัด ฝนก็มาหยุดตกเอาดื้อๆ ซะงั้น ,, ซึ่งวัดที่เราจะไปต่อไปนั้นคือ วัด Pura Ulun Danu Beraton ครับ ,, รามันคอนเฟิร์มว่าวัดนี้สวยมากๆ ไม่แพ้ธานาล๊อตตอนฝนไม่ตกเลย (อ่าว…)

ลงรถปุ๊บอยากบอกว่าบรรยากาศตอนนี้ลงตัวมากๆ เพราะอากาศที่เย็นสบายแต่ก็ไม่มีฝน, แถมมีหมอกจางและลมพัดชิลๆ ด้วย (แต่ค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp + ค่าจอดรถ 5,000rp เฮ้อ เสียตังทุกวัด) ระหว่างเดินเข้าวัด รามันก็เล่านั่นเล่านี่เกี่ยวกับวัดยาวมาก แต่เท่าที่จับใจความได้คือ เป็นวัดที่สร้างราวปีคริสตศตวรรษที่ 16 เพื่อบูชาเทวีดานู ซึ่งเป็นเทพแห่งน้ำ

พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม... โชคดีฝุดๆ
พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม… โชคดีฝุดๆ

พอเข้ากำแพงไปแล้ววัดจะมีสองส่วน คือวัดที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่และวัดที่อยู่บนทะเลสาบเบอราตัน ส่วนที่เป็นทีเด็ดคือส่วนที่ลอยน้ำอยู่ ยอมรับเลยว่าสวยมากๆ รามันบอกว่าแต่ละปีเค้าจะมีพิธีให้เหล่าพรามหณ์นั่งเรือไปทำพิธีที่วิหารกลางน้ำ และวิหารจะเปิดประตูออก (คือปกติประตูวิหารกลางน้ำจะปิด) แต่วันนี้ไม่เปิดก็ไม่เป็นไร เดินวนรอบๆ เพื่อดูและถ่ายรูปก็มีความสุขมากๆ แล้ว

มีภาพสวยๆ เพิ่มเติมจากเวปทางการของเค้านะ ลองกดเข้าไปดูได้

เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ
เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ
เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ
เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ

กำลังเดินกลับรถ ฝนตกปรอยๆ อีกแล้ว…

ระหว่างทาง, Bakso Ayum, และ Pura Tamun Ayun

เนื่องจากฝนตกทำให้การเดินทางค่อนข้างล่าช้าและผิดแผนกันไปพอสมควร ทำให้วัดที่เราแพลนไว้อาจไปไม่ครบได้ (จริงๆ เราแวะถ่ายรูปวิวและกินของระหว่างทางเยอะมากๆ เลย ฮาๆๆๆ)

ระหว่างทางลง เราเจอจุดชมวิวอันนึง สวยมากๆ ก็เลยลงแวะถ่ายรูปครับ

ระหว่างถ่ายรูป ก็เห็นมีคนขาย Bakso Ayam หรือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น อารมณ์แบบว่าคล้ายๆ คนขายขนมจีบซาละเปาข้างทาง ขี่มอไซพ่วงบ้านเรา มีตู้ไม้โชว์ลูกชิ้นแฮนด์เมดแนววินเทจพร้อมด้วยหม้อคล้ายลังถึงอยู่

ด้วยอากาศที่หนาว และท้องที่หิว มดส้มจึงเป็นผู้นำทีมกล้าตายเพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมากิน…

วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ
วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ
Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ
Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ

อากาศหนาวๆ หลังฝนเคล้ากลิ่นหอมของก๋วยเตี๋ยว ผมเลยแอบไปชิมของมดส้มหนึ่งช้อน อร่อยดีวุ้ย!!! จากนั้นก็ขอสั่งมาเป็นของตัวเองหนึ่งถ้วย ,, ส่วนตัวผมว่าอร่อยนะ มันเป็นเส้นหมี่ ใส่ลูกชิ้น, เต้าหู้ แล้วก็ไข่ต้มในน้ำซุปสีน้ำตาล รสชาติให้จินตนาการเป็นหมี่น้ำใสที่ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป มันเปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมดีมาก ลงตัวกับอากาศเย็นๆ แบบสุดๆ

ราคาถ้วยละ 7,000rp หรือตกถ้วยละ 20 บาท

อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ
อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ

กินอิ่มแล้วก็พุ่งไปยังวัดสุดท้ายของเราครับ ชื่อวัด Pura Taman Ayun (รามันตั้งชื่อให้ว่าวัดพระมหากษัตริย์)

กว่าจะมาถึงหน้าวัดก็เป็นเวลาหกโมงกว่าๆ แล้ว ซึ่งเท่าที่เราเปิดหาในหนังสือท่องเที่ยวบาหลีที่พกติดตัวมาเค้าบอกว่าวัดนี้เปิดถึงหกโมง อ่าว กรรม… แต่พอเราไปคุยกับเจ้าหน้าที่เค้าก็ยังให้เราเข้าไปอยู่นะ เสียค่าเข้าคนละ 15,000rp หรือราวๆ สี่สิบบาท (รามันไปต่อราคาให้ บอกว่าวัดจะปิดแล้ว ลดหน่อยจี่ เค้าเลยคิดแค่ 30,000rp ต่อห้าคน อิอิ)

เข้าไปแล้วต้องบอกว่าวัดกว้างมาก เดินอ้อมกว่าจะทั่วนี่เหนื่อยเลยทีเดียว และสภาพแสงค่อนข้างมืดมาก ยิ่งค่ำก็ยิ่งมืดไปเรื่อยๆ เลยเก็บภาพได้แค่เท่าที่เห็น หลังๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงการถ่ายรูปหรอกครับ แค่มองทางเฉยๆ ยังลำบาก เฮ้อ…

กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า
กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า
ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน
ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน
เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น
เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น

แต่เท่าที่ดูแบบมืดๆ วัดก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากเหมือนวัดอื่นๆ นะครับ สมแล้วที่รามันมาดองวัดนี้ไว้ที่สุดท้าย (แกยังบอกเลยว่าถ้ามาไม่ทันก็ไม่เป็นไรนะ)

วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ
วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ

เที่ยวครบแล้ว ก็ไปหาซีฟู้ดกินตามที่รามันสัญญาไว้กันเหอะ

แกล้มเสียงคลื่นกับอาหารทะเล ที่ Furama

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน รามันก็พามากินอาหารทะเลแถวๆ ย่านจิมบารันครับ มีชื่อว่า Furama ครับ

เดินเข้ามาร้านนี้ดูเงียบๆ นะ เดินไปหลังร้านติดชายหาดด้วย ได้ยินเสียงคลื่นซัดเบาๆ ,, นั่งรออีกซักพักเค้าก็ยกอาหารมาเสิร์ฟคนละเซ็ตนะ เซ็ตนึงก็จะมีกุ้ง, หอย, ปู, ปลา และปลาหมึกราดเครื่องเทศและเผามาให้ มาพร้อมน้ำจิ้ม และมะพร้าวสดหนึ่งลูก

ส่วนตัวผมว่าอาหารทะเลเค้าสดนะ กุ้งหอยปูปลาเหมือนเพิ่งจับกันมาซักสิบนาทีก่อน เครื่องเทศที่ราดก็โอเค ที่ชอบสุดคงเป็นหอยย่างกับปูย่าง น้ำจิ้มค่อนข้างจางและไม่เข้ากับอาหารกลุ่มซีฟู้ดเท่าที่ควร ชวนให้คิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเลยทีเดียว ส่วนมะพร้าวค่อนข้างแก่ ไม่หวานมาก เนื้อด้านไปหน่อย

รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ
รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ
บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป
บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป
เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ
เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ

ค่าหัวที่นี่หนึ่งเซ็ต ราคา 110,000rp ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

วันสุดท้ายที่บาหลี

วันสุดท้ายจริงๆ ก็ไม่มีอะไร หลักๆ ก็ไปซื้อพวกของฝากทั่วๆ ไป ส่วนรามันเอาสละจากบ้านมาให้ด้วยเพราะที่บ้านปลูกเอง ทีแรกแกจะให้ฟรีๆ ห้าโล ไอ้เราเกรงใจก็เลยแอบซื้อสละของรามันด้วย (จำราคาไม่ได้แฮะ แต่ราวๆ โลละ 30 บาทอะ) สละของอินโดฯ ลูกจะใหญ่กว่า เนื้อเค้าจะแน่นกว่า ออกแนวกรอบๆ แต่จะฝาดๆ หน่อยๆ เรื่องความหวานและความหอมสู้ของบ้านเราไม่ได้เลย

ของที่ระลึกอื่นๆ แถวๆ บาหลีก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ ส่วนมากก็คล้ายๆ บ้านเรา จะมีก็พวกถั่ว, ผ้าบาติกที่เค้าจะโฆษณาหน่อยว่าของเค้าเจ๋ง

สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน
สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน

นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ บินกลับไทยกันดีกว่า

ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ :)
ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ 🙂
แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล :)
แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล 🙂

ขอบคุณรามันที่มาส่งและดูแลเราจนถึงช่วงสุดท้ายที่เราอยู่บาหลี
เขียนรีวิวเที่ยวทีไร นานทุกที…

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 2

ตอนนี้เป็นภาคที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, ภาคนี้เราไปเที่ยวกันเยอะมากๆ ดังที่จะเห็นจากรูปที่คัดมานี่แน่นบล๊อกตอนนี้เลย เอิ้กๆๆๆ เพื่อการกระชับเวลาก็จะไม่โม้ในตอนแรกมาก แต่จะแทรกๆ เอาระหว่าเนื้อเรื่องก็แล้วกัน

วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน
วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน

รับรองว่าสนุกกว่าวันแรกครับ

รับอรุณที่ Ubud

หลับซะเต็มอิ่มสุดคืนท่ามกลางสายฝน ตื่นขึ้นมาก็เดินชมโรงแรมและสถานที่รอบๆ โรงแรมหน่อยครับเพราะเท่าที่สำรวจแล้ว โรงแรมเราค่อนข้างเล็กนะ นอกจากตึกห้องพักแล้วก็มีแค่เห็นมีสระว่าน้ำแค่นั้นเอง แม้ตัวสระจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดลงไปเล่น

พอเล่นน้ำได้สักพัก เจ้าหน้าที่เค้าก็ตามไปกินอาหารเช้าครับ เลือกได้ว่าจะเอาอเมริกันเบรคฟาสต์หรือจะเอาแพนเค้กกล้วยหอมก็ได้ เสิร์ฟคู่กับน้ำผลไม้และกาแฟบาหลี ทุกอย่างอร่อยลงตัวใช้ได้ดูดี จนกระทั่งมากินกาแฟเท่านั้นแหละครับ กากนอนก้นเยอะมาก คิดว่าที่นี่คงกินกาแฟไม่กรองกัน ,, ไว้คราวหน้ามาบาหลีจะพกถุงน่องมาด้วยละกัน แหมมมม~

จริงๆ แถวโรงแรมมีวัดด้วยนะ อารมณ์วัดประจำหมู่บ้าน (รามันบอกว่าหมู่บ้านนึงจะมีวัดอย่างน้อยๆ 3 แห่ง สำหรับพระพรหม, พระศิวะ และพระนารายณ์น่ะ) เดินสำรวจแว้บๆ ก็สวยดีนะ

โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ... ดีจังๆ
โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ… ดีจังๆ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ

ระหว่างกินข้าวเกือบเสร็จ รามันก็มารับพอดี (ถ้าใครงงว่ารามันคือใคร แนะนำให้ไปอ่านตอนแรกนะครับ)

วันนี้สถานที่ที่เราไปจะปักหมุดเป็นสีเหลืองนะครับ ตามกันไปได้ (ส่วนสีเขียวเป็นของตอนที่แล้ว ส่วนสีแดงกะม่วงเป็นของตอนหน้า)


View 130525 Bali trip in a larger map

จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ
จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ

เดินทางไปดูระบำบารอง

รามันก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามทางของตัวเมืองอุบุดครับ

ถนนที่นี่ไม่ได้กว้างเลยนะครับ ถ้าเทียบแล้วก็พอๆ กับซอยบ้านเราที่รถสวนผ่านสองคันได้พอดี (มีถนนไม่กี่สายที่จะเป็นสามหรือสี่เลน ส่วนมากเป็นเลนครึ่งถึงสองเลนเท่านั้น) มีรถติดบ้างแต่ไม่มาก ทีแรกก็แอบหงุดหงิดว่าทำไมไม่ขยายถนนซักหน่อย นี่เมืองท่องเที่ยวนะ ทำการคมนาคมให้ดีหน่อยจะเป็นไรไป ,, แต่พอได้นั่งรถไปซักช่วง ตัวผมเองกลับชอบถนนแคบๆ มากกว่าแฮะ ถนนแคบๆ แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มันดูสดชื่นดีนะ เพราะถ้าจะต้องขยายถนน ต้นไม้พวกนี้ก็คงจะต้องถูกตัดไปหมดแน่แท้ ซึ่งรามันเล่าว่าคนบาหลีถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ตัดต้นไม้เพราะในต้นไม้มีพระเจ้าอยู่ข้างใน

แต่สิ่งที่ที่นี่ (และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย) ควรปรับปรุงอยู่ คือป้าย และรถสาธารณะครับ

ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ
ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ

ขับมาสักพัก ก็ถึงโรงละครที่มีชื่อว่า Jambe Budaya ละครับ ,, โชคดีที่เรามาทันเวลาพอดีแฮะ

พอเดินเข้ามาเค้าจะแจกสูจิบัตรการแสดงให้ (เวอร์ชั่นถ่ายเอกสาร) ซึ่งการแสดงของเค้าจะมีบทพูดเป็นภาษาอินโดฯ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูการแสดงของเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ เพราะเค้ามีสูจิบัตรและบทบรรยายการแสดงเป็นภาษาไทยด้วย ว้าวววววว (แต่ก็แปลแบบกูเกิ้ลทรานสเลทอะนะ ฮาๆๆ)

สุดท้ายก็งงๆ ตามเดิม ฮาๆๆๆ

จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
การแสดงเริ่มแล้วครับ :)
การแสดงเริ่มแล้วครับ 🙂

สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับการแสดงบารองเท่าที่ผมตั้งใจดูนะ คือว่ามันเป็นการแสดงที่เปรียบเทียบระหว่างฝั่งชั่วและฝั่งดี คือบารองเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมะ ส่วนรังดาเป็นตัวแทนของฝ่ายอธรรม แม้จะสู้กันหลายครั้งหลายครา และแม้ว่าฝั่งอธรรมจะแพ้อยู่บ่อยๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่มีคำว่าหมดไป ผมตีความของผมเองนะ ว่าคงเป็นเกี่ยวกับสมดุลของธรรมชาติ หรือไม่ก็เตือนให้เรารับรู้ว่าโลกนี้มีความชั่วเยอะแยะที่ไม่หมดไป แต่ให้เราเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่ดีๆ

อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ

สนนค่าใช้จ่ายค่าดูคนละ 75,000rp ในเวลาชั่วโมงนิดๆ ฮี่ๆๆ

แวะถ้ำช้าง หรือ Goa Gajah

จุดต่อมาที่เรามาแวะคือถ้ำช้างครับ หรือมีชื่อท้องถิ่นว่า Goa Gajah ,, รามันเล่าว่าถ้ำนี้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับช้างอะไรเลย มันเกิดจากการกร่อนเสียงและเพี้ยนเสียงมา ชื่อเดิมมันจะมีความหมายเกี่ยวกับถ้ำของนักพรตอะ (รามันอ่านให้พูดชื่อราวๆ กัว ลาวะ, หรือกัว ลาจะ แล้วเพี้ยนเป็นกัว กาจาอะไรประมาณนี้)

รามันยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่นี่จริงๆ คล้ายๆ เป็นถ้ำหรือวัดของศาสนาพุทธอะไรประมาณนั้น ซึ่งที่นี่ถูกสร้างราวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่กว่าที่จะมาค้นพบก็สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนักสำรวจชาวดัช โดยแกไปเจอวัตถุโบราณหล่นในน้ำห้วยโดยบังเอิญ แกจึงเดินย้อนตามลำห้วยเพื่อมาดูต้นน้ำ จนกระทั่งเจอเนินดินรูปร่างแปลกๆ แกเลยขุดสำรวจจนพบสถานที่แห่งนี้ครับ

หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ

จริงๆ ภายในเขตของ Goa Gajah ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ก็จะมีเนินกองปูนเก่าๆ ที่เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสถูปหรือสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาโบราณ, มีรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 องค์ (โดยองค์กลางเสียหายไป ทำให้เหลือแค่ 6 องค์) ปล่อยน้ำลงบ่อน้ำ รามันบอกว่าดื่มแล้วลูกจะดก จริงดิ!!! โดนอำป่าววะ, มีแท่นสำหรับศาสนาฮินดู, และที่ขาดไม่ได้เลยคือมีถ้ำครับ

ปากทางเข้าถ้ำทำเป็นเหมือนเป็นปากปิศาจ (รามันบอกว่าบางตำราคำว่า Goa Gajah ที่แปลว่าถ้ำช้างนั้น ในอดีตมีรูปปั้นช้างอยู่ตรงสองข้างขนาบปากทางไป แต่ตอนนี้หายไปแล้ว? แล้วที่รามันเล่าว่ามันกร่อนเสียงล่ะฟระ!!!!) ข้างในถ้ำโคตรตื้นครับ เดินไปแล้วจะพบกับสามแยกครับ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพบศิวลึงก์และแท่นบูชาตรีมูรติตามลำดับ อึดอัดและค่อนข้างเหม็นควันธูปพอตัว

ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ

โดยรวมผมว่าที่นี่ไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่นะ ไม่มาก็ไม่เป็นไร (ลืมบอกว่าค่าเข้าวัดคนละ 15,000rp)

หาอะไรกินที่คินตามณี

หมดจากถ้ำช้างก็ไปหาอะไรกินกันหน่อยครับ ซึ่งไหนๆ เราก็จะไปวัดบาตูรที่อยู่บนเขาอยู่แล้ว เราก็ไปหาอะไรกินที่เชิงเขาเอาบรรยากาศซักหน่อยดีกว่า

ระหว่างที่เราปีนเขา (จะขึ้นเขาก็เสียเงินค่าขึ้นคนละ 10,000rp อีก…) เราจะพบหมู่บ้านคินตามณี (Kintamanee) ครับ เป็นหมูบ้านที่อยู่ตรงเชิงเขาพอดี จุดนี้วิวจะสวยมากๆ มองเห็นทั้งภูเขาไฟบาตูรและทะเลสาบบาตูรที่อยู่ติดกัน ซึ่งรามันก็พาเราไปที่ร้านที่ชื่อว่า Grand Pucak Seri

เราสามารถเลือกจะกินเมนูเป็นอย่างๆ ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกด้วยประการทั้งปวงก็เลยจัดบุฟเฟ่ต์หัวละ 65,000rp ครับ

เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ

คหสต. ผมว่าบุฟเฟต์ที่นี่โอเคเลยนะ อร่อยไม่เลว แถมมีให้เลือกเยอะ เมนูที่ผมโปรดมากที่สุดคือสะเต๊ะปลา และข้าวเหนียวดำ อร่อยโฮกๆๆๆ ,, นอกจากนั้น วิวภูเขาไฟและทะเลสาบนี่โคตรสุดยอดมากๆ ณ จุดนี้นี่สวยสุดๆ

ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur
ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur

กินข้าวเสร็จฝนตกพอดี ละที่ต่อไปจะไหวมั้ยเนี่ย….

แอ่ววัด Pura Ulan Danu Batur

ระหว่างที่เราเดินทางขึ้นไปบนวัดฝนก็ตกตลอดเวลาจนเป็นกังวลว่าจะได้ลงไปรึเปล่าแว้…. แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละ ฝนก็หยุดตกแบบสนิท แล้วกลายเป็นหมอกบางๆ แทน โอววววว ทำไมรู้สึกว่าโชคดีจุงๆ

ลุยวัดที่ถือว่าเป็นอันดับสองของบาหลีกันเถอะ

ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur

รามันเล่าว่าเมื่อก่อนวัดและหมู่บ้าน Batur ก็อยู่ตีนภูเขาไฟ Batur แหละ แต่แล้วประมาณ 100 กว่าปีก่อนเกิดภูเขาไฟ Batur ระเบิดขึ้นมาทำให้หมู่บ้านถูกลาวากลืนกินและวัดถูกทำลายเหี้ยนเต้ จนกระทั่งภูเขาไฟหยุดพ่นลาวาแล้ว ผู้คนก็มาสำรวจความเสียหายต่างๆ พบว่าแท่นศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระนาง Danu และฉัตร 11 ชั้นประจำตัวนางเท่านั้นที่รอด ชาวบ้านเลยเกิดศรัทธาต่อปาฏิหารย์ดังกล่าวจึงย้ายทั้งหมู่บ้านและแท่นบูชาและเศษกำแพงวัดขึ้นมาสร้างใหม่ที่ภูเขาลูกข้างๆ (ซึ่งก็คือหมูบ้านคินตามณีนั่นเอง)

วัดที่มีสตอรี่แบบนี้ ค่าเข้า 25,000rp ครับ (วัดนี้เราต้องเสียค่าเช่าโสร่งและผ้าผูกเอวเพิ่มด้วย จำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้นะ แต่ก็ประมาณ 10,000rp นะ)

ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย
ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย

วัดฮินดูในบาหลี บางที่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ บางที่ก็ไม่อนุญาตให้เข้านะครับ ,, แต่ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าชมวัดฮินดูละก็ต้องใส่โสร่งเข้านะครับ บางที่ก็ต้องใส่ผ้าผูกเอวด้วย เค้าเชื่อว่าจะไม่ให้วิญญาณไม่ดีเข้ามาทำร้านเราจากทางสะดือน่ะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีผ้าคาดเอว

ถ้าต้องไปอยู่บาหลีนานๆ หรือแพลนจะเที่ยวหลายๆ วัด แนะนำให้ซื้อโสร่งเองเลยนะครับ ผืนนึงถูกๆ ราคาประมาณ 20,000-30,000rp ครับ แต่จะได้ผ้าแบบธรรมดา ลายย้อมสีตกแบบปกติ, แต่ถ้าเอาแบบผ้าบาหลีทอมือ สไตล์การย้อมแบบบาหลีเลยราคาก็จะอัพไปอีก เท่าที่เจอราคาผืนนึงประมาณ 80,000-250,000rp ครับ (สังเกตแบบที่รามันใส่ กะแบบที่ผมใส่อะ จะไม่ค่อยเหมือนกันซักทีเดียว)

นอกจากนั้น ถ้าจะแต่งตัวให้เต็มสูบให้เกิน Minimal requirement ในการเข้าวัดล่ะก็ผู้หญิงไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ผู้ชายจะมีผ้าคาดหัว อันนึงก็ประมาณ 8,000-20,000rp กับสิ่งที่เรียกว่าซาปุดครับ ,, ซาปุดก็คือผ้าอีกชิ้นที่ใส่ทับโสร่งอีกที จำง่ายๆ ว่าเป็นโสร่งครึ่งซีก รามันเล่าว่า เหตุที่มีซาปุดเพราะผู้ชายจะใช้ผ้าทำโสร่งน้อยกว่าผู้หญิง (ชายจะใช้แค่ 1.5-2.0 เมตรกันซะส่วนมาก, ส่วนผู้หญิงจะใช้ 2.5-3.5 เมตรเลย) ทีนี้ถ้าวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นมันก็อาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลุดรอดออกมาจากโสร่งได้ ฮาๆๆ (ไม่รู้ว่ารามันพูดจริงหรือเล่นอะ)

ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ

ประตูในวัดบาหลีมีสองแบบคือประตูเปิด คือประตูที่เป็นช่องเฉยๆ ไม่มีอะไรข้างบน (ถ้ารูปล่างก็เป็นอันสองข้างซ้ายขวา) แปลว่า ยินดีต้อนรับ, ส่วนประตูที่มีเป็นคล้ายๆ ซุ้มเต็มๆ มีอะไรปิดตรงกลางหัวเรา (อันตรงกลางอะ) เค้าเรียยกว่าประตูปิด หมายถึงภูเขาไฟ ซึ่งหมายถึงการเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่าจะเปิดเฉพาะช่วงมีงานเทศกาลหรือเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่่าเค้าจะปิดเป็นปกติ (ทำไมมีซึ่งหมายความเยอะจัง)

ประตูเปิด vs ประตูปิด
ประตูเปิด vs ประตูปิด
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ

แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่อากาศที่นี่หนาวและลมแรงมาก หมอกก็ตกลงมาหนาขึ้นเรื่อยๆ จะว่าสวยก็สวย แต่อีกอารมณ์นึงก็เสียวฝนตกเหมือนกัน เพราะทริปคงล่มเละแบบไม่เป็นท่าแน่ๆ

พวกเราเดินทะลุเข้ามาในตัววัดเรื่อย นอกจากจะเจอความสวยงามของวัดและวัฒนธรรมของที่นี่แล้ว ผมยังเห็นศรัทธาของชาวบ้านต่อศาสนาฮินดู ไม่ว่าคนหนุ่มคนแก่หรือลูกเล็กเด็กแดงก็มาเข้าวัดกัน ถวายเครื่องบูชาและกราบไหว้เทพเจ้ากันอย่งเพียบ เป็นเอกลักษณ์มากๆ เลย

เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ

เดินชมวัดเสร็จ ฝนก็ลงเม็ดแบบพอดี เที่ยวหนีฝนชัดๆ

ลงมาชิมกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย อิอิ

หลังจากเที่ยววัดเสร็จ รามันก็พาเราไปเที่ยวสวนกาแฟที่ตีนเขาครับ จริงๆ สวนกาแฟมีเยอะมากๆ เท่าที่คะเนด้วยสายตาแล้ว เส้นถนนจากวัดบาตูรมาถึงตีนดอยเนี่ยมีสวนไม่ต่ำกว่า 20 สวน แต่สวนที่รามันพาเราไปมีชื่อว่า Dewร Agrovisata ครับ ซึ่งรามันโม้ว่าสวนนี้กาแฟอร่อยมากๆ

จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ
จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ

พอมาถึงก็ต้องเดินฝ่าดงโกโก้, ดงกาแฟ, กรงตัวชะมด (ราันบอกว่าตัวชะมดนี้ตอนกลางวันจะขังในกรง แล้วจะปล่อยมากินเมล็ดกาแฟตอนกลางคืน โดยชะมดมันจะเลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกแล้ว จากนั้นรุ่งเช้ามันจะกลับเข้ากรง สายๆ ชาวสวนก็เตรียมเก็บขี้มันได้)

จากนั้นเราก็จะเจอ Station ของการคั่วกาแฟและการชงกาแฟของทางสวนครับ จะนั่งดูก็ได้ หรือจะไปรอที่โต๊ะด้านหลังก็ได้

ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย

ขอเล่าเรื่องกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย คือ สตอรี่มันมีอยู่ว่า สมัยล่าอาณานิคม ชาวดัชต์ก็จะให้แรงงานอินโดฯ บนเกาะสุมตรามาปลูกกาแฟครับ โดยตอนเก็บเกี่ยวกาแฟเนี่ยจะแอบจิ้กไปกินไม่ได้ ต้องเอาให้พวกดัชต์ทุกเมล็ด (เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนกาแฟเป็นของมีค่ามากๆ อะ) ทีนี้คนอินโดฯ เค้าก็อยากกินกาแฟบ้างแต่ก็ถูกกีดกันไว้ ,, จนกระทั่งวันนึงแรงงานเหล่านี้เค้าสังเกตว่ามีตัวชะมดเนี่ยมันมากินกาแฟ แถมตอนมันขี้ออกมาก็ยังเป็นเม็ดกาแฟด้วย พวกนี้เลยหัวใส ให้ตัวชะมดมากินกาแฟที่อยู่ในสวนแล้วให้ไปขี้นอกสวน แต่แล้วพวกดัชต์ก็จับได้ว่าแรงงานชาวอินโดฯ ขโมยกาแฟด้วยวิธีนี้ จึงให้เอากาแฟที่ขโมยมาคืน พอล้างขี้แล้วเอากาแฟที่ถูกขโมยไปมาชงกลับพบว่ามันมีรสชาติอร่อยขึ้น หอมและกลมกล่อมกว่ากาแฟคั่วธรรมดาจากสวนเดียวกัน เอิ้กๆ จนกลายเป็นกาแฟขี้ชะมดในที่สุด

แต่กระนั้นชะมดที่เอามากินเมล็ดกาแฟก็ไม่ใช่ชะมดหรืออีเห็นทั่วไปนะ ต้องเป็นสายพันธุ์ที่พบมากบนเกาะสุมาตราและอินโดนิเซียเท่านั้น เพราะเท่าที่ผมเคยสอบถามโปรกาแฟ เค้าบอกว่าหากชะมดสายพันธุ์อื่นๆ หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ มากิน กรดและการหมักเมล็ดกาแฟในกระเพาะจะไม่สมบูรณ์เท่าสายพันธุ์นี้ กาแฟที่ได้ก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไป จะไม่นัวหอมอย่างสายพันธุ์ Paradoxurus ssp. กินเข้าไป

ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย

กาแฟทุกถ้วยที่สวนเค้าให้ชิมฟรีครับ เว้นกาแฟขี้ชะมด แก้วละ 50,000rp ,, โอววว ราคาเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วก็ขอจัดซักหน่อยละกัน

ถึงเวลาจริงๆ เค้าจะเสิร์ฟกาแฟให้เราเยอะมาก ตั้งแต่กาแฟดำสไตล์บาหลี, กาแฟโสม, กาแฟมะพร้าว, กาแฟวนิลา, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำตะไคร้, น้ำขิง, โกโก้ อย่างละ 1 แก้วเล็กพร้อมกับกล้วยฉาบ 1 จาน ส่วนตัวชิมแล้วกาแฟและโกโก้เฉยๆ น้ำกระเจี๊ยบเปรี้ยวมาก น้ำตะไคร้กะน้ำขิงอร่อย

ส่วนกาแฟขี้ชะมดเหรอครับ หอมกว่ากาแฟบาหลีนิดหน่อย หนักบอดีกว่าหน่อย เท่านี้เองล่ะครับ (ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนที่ผมเคยชิมที่เมืองไทยนะ ก็ประมาณนี้แหละ ไม่ค่อยเท่าไหร่) อย่าไปคาดหวังว่ามันจะกลมกล่อมแบบโซเดมาคอมอะไรขนาดนั้น

ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ

จิบกาแฟเสร็จก็มาเดินที่ซุ้มของฝาก มีทั้งกาแฟโสม, กาแฟวนิลา, โกโก้, น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ อย่างที่เรากินกันตะกี้ทุกรายการวางขายแบบจัดเต็ม รวมทั้งตัว Kopi Luwak ทั้งห่อน้อยห่อใหญ่ ทั้งเม็ดคั่วและเม็ดบดแล้วบรรจุหีบห่อสวยงามวางรออยู่เพียบ เห็นราคาแล้วไม่กี่แสนรูเปี๊ยะห์เอง (จำไม่ผิดห่อเล็กประมาณห้าร้อยบาท ห่อใหญ่ประมาณพันห้าอะ) รู้งี้ซื้อแบบนี้แล้วไปชงเองที่บ้านคงได้หลายสิบแก้วกว่านี้ ฮือๆๆ

ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ :)
ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ 🙂

วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) และตลาดปราบเซียน

ลงจากสวนกาแฟ เราก็แล่นตามถนนมาเรื่อยๆ เพื่อจะไปวัดอีกที่นึงครับ วัดนี้มีชื่อว่า Pura Tirta Empul หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง แน่นอนครับ ที่นี่ก็มีค่าเข้าชม คนละ 15,000rp (แถมคิดค่าที่จอดรถอีก 5,000rp อีกแนะ)

รามันเล่าว่า วัดนี้อยู่ในโซนของ Tempaksiring หรือเขตเมืองเก่าแก่โบราณของบาหลีครับ (ซึ่งผมก็มองไม่ค่อยออกเหมือนกัน) แต่ที่แน่ๆ วัดนี้อยู่ติดกับบ้านของประธานาธิบดีซูการ์โน (อธิบายไว้ในตอนที่แล้วเกี่ยวกับประเทศอินโดฯ แล้วอะ)

ระหว่างขับรถมาก็เห็นชาวบ้านเค้าเอาของทูนหัวแห่มาวัดกันอย่างเพียบ

สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ
สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ

รามันยังเล่าที่มาของวัดนี้อีกว่า เดิมทีในสมัยอดีต มีพระราชาใจร้ายปกครองเมืองด้วยความเหี้ยมโหด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จนสวรรค์ต้องส่งพวกเทวดาลงมาช่วย แต่พระราชาใจร้ายก็วางยาพิษลงในแหล่งน้ำและหลอกให้เทวดาที่จะมาช่วยลงมากินจนตายหมด เดือดร้อนกันขึ้นไปอีกเพราะชาวบ้านก็ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จนสุดท้ายน้องชายของพระราชาชื่ออินดราจายา (รามันบอกว่าแกเป็นพระอินทร์มาจำแลงกายอยู่) ก็เป็นคนเอาดาบศักดิ์สิทธิ์มามาปักลงพื้นและกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ชาวบ้านศรัทธาและรวมใจกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา

รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้
รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้

ขับมาอีกนิดก็ถึงวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเราวันนี้แล้วครับ รามันเล่าว่า จากปฏิทินชาวฮินดูวันนี้ถือเป็นวันพิเศษของเค้า ซึ่งเค้าจะแห่มาวัดกัน มาอาบน้ำดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วเข้าไปทำพิธีในวัดต่อครับ รามันบอกว่าเราสามารถลงไปในน้ำพุได้ได้นะ ไปต่อคิวเค้าได้เลย (คิวยาวมากๆ) สามารถอาบน้ำและดื่มน้ำได้จากทุกรูน้ำพุ ยกเว้นรูที่ 10 และ 11 เพราะเค้าให้เฉพาะคนตายเท่านั้น

เพื่อให้ใกล้ชิดกับชาวบาหลี เราก็พร้อมใจที่จะไม่ลงน้ำพุกัน!! ขอแค่เดินสำรวจรอบๆ ก็พอละ บ่องตง เพราะแค่ดูเค้าทำพิธีกรรมกันก็ตื่นเต้นมากๆ แล้ว คนเยอะสุดๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มคนสาว ลงบ่อกันให้ควับ เครื่องบูชาอย่างเพียบ

วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ

เดินเข้ามาข้างในก็จะเห็นอีกบ่อนึงครับ ลักษณะแบบตาน้ำอยู่ในบ่อ รามันบอกว่านี่แหละๆๆๆ ที่เค้าอินดราจายาเอามีดมาปัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นตาน้ำศักดิ์สิทธ์ไปแล้ว น้ำจากบ่อข้างนอกก็มาจากบ่อนี้อีกทีนึง

ส่วนชาวฮินดูหลังจากอาบน้ำในบ่อเสร็จก็จะเข้าวัดไปทำพิธี แต่คนนอกอย่างเราเค้าไม่ให้เข้าไปนะครับ เราก็ได้แค่ยืนมองจากข้างนอกข้ามกำแพงออกไป (แต่เท่าที่สังเกตดูนอกจากถ่ายรูปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าไปทำไมเหมือนกัน)

ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ

หมดจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์ รามันก็ชวนเราไปอีกที่ที่อยู่ข้างๆ กัน แกภูมิใจนำเสนอสถานที่นี้ตั้งแต่หัววันละ แกบอกว่าคนไทยชอบนะที่นี่ แกตั้งชื่อที่นี่ว่าตลาดปราบเซียนครับ

ที่นี่ขายของที่ระลึกและของฝากต่างๆ ของบาหลีโดยเฉพาะเสื้อผ้าต่างๆ ผ้าบาติกหลายหลากสีสัน ถ้าเทียบกับบ้านเราคงคล้ายๆ สวนลุมไนท์ฯ หรือไม่ก็ไนท์บาร์ซาร์ที่เชียงใหม่อะ โดยจุดเด่นและจุดมันส์ (ของบางคน) ของที่นี่คือการต่อราคาครับ แม่ค้าพ่อค้าที่นี่จะตั้งราคาไว้แพงโหด ราวๆ 6-10 เท่าของราคาท้องตลาดครับ ถ้าเราต่อเก่งๆ เราจะได้ของดีราคาถูก แต่ถ้าต่อไม่เป็น โดนฟันแหลกหัวแบะไปจนถึงรูตูดเลย ,, อาทิโสร่งบาติกราคาตลาดทั่วๆ ไปประมาณ 40,000rp, ราคาที่นี่จะราว 300,000rp ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่ทราบราคาไม่ต่อราคาละก็โดนเละเทะเลยครับ

อย่างที่บอกครับ มันต้องต่อราคา!!

ถ้าทำการบ้านหน่อย แนะนำว่าควรศึกษาราคาพื้นฐานของของที่ระลึกหรือเสื้อผ้าที่บาหลีหน่อย ส่วนเทคนิคการต่อที่นี่แนะนำว่าอย่าต่อสุ่มสี่สุ่ห้าและอย่าต่อแบบเกรงใจครับ ให้จัดหนักๆ แบบว่าถ้าตกลงราคานี้แล้วเราเอาเลย ถ้าไม่เอาให้ทำหน้ามุ่ยแล้วรีบเดินหนี แม่ค้าจะวิ่งมาหาท่าพร้อมทั้งฉุดกระชากแขนท่านรั้งไม่ให้ไปไหนพร้อมปล่อยราคาต่ำมาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบตกร่องปล่องชิ้นไวเกินไป อย่างสมมติเราถูกใจเสื้อบาติก แม่ค้าให้ราคา 100,000rp ให้ต่ออย่างต่ำ 50% ครับ พยายามกดราคาลงเยอะๆ ถ้าเราเดินหนีไปเดี๋ยวเค้าจะให้ราคาลดลงเอง แต่ถ้าลดไม่ได้ตามที่เราหวังไว้จริงๆ ก็เดินไปหาซื้อร้านอื่นเถอะครับ อย่างเสื้อยืดอะไรซักอย่าง ต่อเล่นๆ ระหว่างรอเพื่อนซื้อของ ทีแรกเค้าให้ราคาตัวละ 120 บาท ผมบอกว่าไม่เอา ยืนกรานยังไงก็ไม่เอา สุดท้ายได้มาสามตัว 120 บาทแบบงงๆ เหมือนกัน

อีกอย่างตลาดที่นี่แม่งมีทางเข้าและทางออกทางเดียว หากคิดว่าจะเข้ามาแล้วต้องทำใจเดินวนเขาวงกตผ่านร้านทุกร้านของที่นี่เพื่อไปถึงปลายทางออกครับ แต่อีกสิ่งที่น่าเบื่อสุดๆ คือแม่ค้าถึงเนื้อถึงตัวเรามากนะครับ ต่อราคาแล้วเราไม่เอานี้จะจับมือเกี่ยวแขนไม่ให้เราหนีไปไหนเลย บางคนก็จับมือเราลากเข้าร้านเค้า กว่าจะออกจากตลาดมาได้นี่มือระบมครับ

จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน
จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน

บ่องตง ทีแรกก็ต่อราคามันส์ๆ แต่หลังๆ พอรู้ราคากลางเริ่มเจ็บ ,, เจ็บทั้งกายและใจ ฮือๆๆๆ

เติมพลังเฮือกสุดท้ายที่ร้าน Bebek Begil

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการถูกแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาดปราบเซียนกระชากลากถูแล้ว ก็ขอมาเติมพลังหน่อย รามันบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินเป็นกรอบสไตล์บาหลี เป็นร้านแรกและ Original ที่สุดในบาหลีครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า Bebek Begil – Dirty duck ครับ

ก่อนเข้าผมก็แอบเอะใจนิดนึงว่า Dirty duck มันคืออะไร รามันก็บอกว่า Dirty duck ก็แปลว่าเป็ดสกปรกไง ,, เฮ้ย เป็ดสกปรกอะไรวะ จะกอนได้เหรอ แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามทุ่งนาครับ เป็ดพวกนี้มันจะชอบไปลุยขี้โคลนต่างๆ ตามทุ่งนาและทำให้ตัวมันดำและสกปรกมากๆ แต่รามันบอกว่าเป็นพวกนี้เนื้อจะแน่นกว่าเป็ดเลี้ยง (ผมว่ามันคงคล้ายๆ ไก่บ้านของเราอะ)

นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)
นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)

หลังจากที่เราวนหาที่จอดรถกันนานมาก (จนรามันต้องขับไปจอดที่จอดรถอีกที่ที่ไกลมาก) เข้ามาในร้านก็สามารถเลือกนั่งได้นะว่าจะเอาแบบไหน จริงๆ รามันบอกว่าที่นั่งหลังร้านจะเห็นวิวของทุ่งนาสวยงามมากๆ แต่วันที่ไปฝนตกหนัก ก็เลยต้องเลือกที่นั่งที่เป็นโต๊ะนั่งรวมหลังร้าน

จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น

มาถึงไม่ต้องงงกับเมนูครับ เพราะรามันจัดชุดคุณหนูมาให้แล้ว ทุกคนได้เหมือนกันหมดครับ โดยจานนึงเราจะมีเป็ดกรอบครึ่งตัว ข้าวหนึ่งถ้วย, แตงโมหนึ่งซีก, ส้มสองกลีบ, และน้ำจิ้มสามแบบครับ

เท่าที่ลองชิมดู เป็ดตัวไม่ใหญ่มาก กระดูกกรอบในระดับที่เคี้ยวได้สบายๆ เนื้อกรอบดีใช้ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมก็ค่อนข้างแข็งไปนิดนึง กินยากมาก ต้องใช้มื้อกฉีกเป็ดและหักกระดูกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ กินกับข้าว รสชาติเค็มปะแล่มๆ นิดหน่อย อร่อยปานกลาง แต่น้ำจิ้มเค้าจิ้มแล้วโคตรเฉยๆ เลยอะ ผมว่าแทนที่จะทำให้รสชาติของเป็ดมันเด่นขึ้นมากลับให้ความรู้สึกดาดๆ เฉยๆ จิ้มก็งั้นๆ ไม่จิ้มยังจะโอกว่า ,, แต่โดยรวมผมว่ามื้อนี้อร่อยกลางๆ ไม่ค่อยฟินมากเท่าไหร่ ยิ่งถ้าใครไม่ชอบแทะนี่คงลำบากมากๆ เลย

หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย

หมดภาคนี้ เราจะย้ายไปอยู่โรงแรมแถวๆ Kuta Beach ซึ่งจะให้อารมณ์คล้ายๆ พัทยา (เทียบแล้วที่ Ubud นี่อารมณ์ปายอะ แบบเงียบๆ หน่อย) ขอพักผ่อนก่อนละกัน แล้วพบกันตอนหน้าภาคสุดท้ายแล้วครับ อิอิ

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 1

พิจารณาตัวเอง สังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองไปเที่ยวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศแล้วแฮะ ตามเทรนด์ AEC ของทางรัฐบาลจริงๆ แหม่~ (จริงๆ มีไปสิงคโปรด้วย แต่ยังไม่ได้รีวิวอะ ไม่รู้จะมีโอกาสรึเปล่า) ตอนนี้ก็จะพาไปเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งเกาะเล็กๆ ในหนึ่งหมื่นเจ็ดพันเกาะของประเทศอินโดนิเซีย

สเน่ห์อย่างนึงของบาหลีคือความแตกต่างครับ โดยเฉพาะสิ่งที่บาหลีต่างจากเกาะอื่นๆ คือเป็นเกาะที่แทบทั้งเกาะนับถือศาสนาฮินดูศิวะแบบเคร่งครัด (แต่ส่วนมากชาวอินโดนิเซียนี่เค้านับถือศาสนาอิสลามกันน่ะครับ) นอกจากนั้นบาหลียังมีวัฒนธรรมและธรรมชาติเก๋ๆ ที่น่าหลงไหลอีกมากมายเลย…

บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว
บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว

ติดตามกันได้ครับ 🙂

วางแผนกันที่เมืองไทย

ทริปนี้จริงๆ ก็เริ่มต้นคล้ายๆ กับทุกครั้งแหละครับ คือการจองตั๋วแอร์เอเซียลดราคาแบบข้ามทีหลายๆ เดือน ฮาๆๆ ทีแรกผมอยากไปเที่ยวฮ่องกง กะจะไปกินทาร์ทไข่ตามความใฝ่ฝันตั้งแต่บล๊อกตอนก่อนๆ แต่เวลามันไม่ลงตัวกับวันลา ส่วนไอ้ที่ลงตัวมันแพงไปหน่อย สุดท้ายเลยมาลงตัวกับเพื่อนๆ ที่บาหลี ซึ่งตอนนั้น ไม่รู้จักเลยว่าบาหลีคืออะไร ฮาๆๆๆ (จองไปเพราะถูกนั่นเอง ค่าตั๋วไป-กลับจากดอนเมือง-บาหลี ประมาณแค่ 4,500 บาทเอง) เอาเถอะๆๆ ไปเที่ยว ฮาๆๆๆ

จากนั้นก็เริ่มก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แก๊งส์เดิมนั่นแหละครับ ก็ถกเถียงที่เที่ยวกันไปๆ มาๆ หลายเดือน เพราะทีแรกว่าเราก็จะแบกเป้ไปเที่ยวกัน (เออ.. แต่บางคนก็เป็นกระเป๋าลากนะ) ไม่ได้ซื้อทัวร์ไปเหมือนเจ้าอื่นๆ เถียงกันแทบทุกเรื่องทั้งเรื่องที่เที่ยวและที่พักต่างๆ ทีแรกก็จะเช่ารถขับเอง โรงแรมมีให้เลือกเป็นสิบที่ตามที่เค้าแนะนำกันมาจากเวปต่างๆ ฯลฯ โอยยยยยย ปวดหัวๆๆๆๆๆ เนื่องจากเท่าที่รีวิวมาก การขับรถในบาหลีไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่ารถเค้าจะพวงมาลัยขวาและขับชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา แถมหนทางก็ซับซ้อน, ที่เที่ยวแต่ละที่ก็ไกลห่างกัน, ลูกตุกติกก็ค่อนข้างเยอะ ฯลฯ

แต่สุดท้าย เราก็ลงตัวที่เช่าไกด์+รถของไกด์ครับ

การเริ่มต้นของทริปก็คล้ายๆ เดิมที่สถานีขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ แล้วมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันเครื่องบินเที่ยงเช้าราคาประหยัดของเรา

รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว
รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว

การเตรียมตัวที่สำคัญอย่างนึงตอนไปอินโดนิเซียคือการเตรียมเงินครับ เพราะเงินรูเปี๊ยะห์นี่หาแลกค่อนข้างยาก ร้านประจำที่เชียงใหม่ที่เคยแลกเค้าก็บอกว่าขอเวลาหาประมาณ 1 สัปดาห์ เฮ้ย!! ไม่ทันแล้ว ดังนั้นผมเลยแนะนำว่าให้แลกเงินเป็นดอลล่าไปนะ แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกต่อที่นั่น (แนะนำเพิ่มอีกว่าเวลาแลกดอลล่าควรแลกทั้งแบงค์เล็กแบงค์ใหญ่ แต่แบงค์ใหญ่จะได้เงินเยอะกว่านิดนึง และก็ต้องดูดีๆ ด้วยนะ อย่าเอาแบงค์ดอลล่าเยินๆ หรือมีรอยขีดเขียน เค้าจะไม่ค่อยรับแลก เดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นแบงค์ปลอม)

สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)
สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)

ช่วงที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 9,500-9,700rp/USD ,, คิดให้มันง่ายๆ ก็คือหมื่นละสามสิบ หรือเอามาคูณสามแล้วตัดศูนย์ทิ้งไปสามตัวจะได้เป็นเงินบาทของเราโดยประมาณ

นั่งเครื่องบินโคตรนานประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมงเราก็ถึงสนามบินงูราห์ราย เดนพาซาร์ของบาหลีละครับ ผมว่ามันเป็นสนามบินที่เก๋ดีนะ ติดกับทะเลเลย ไม่ใช่ติดแบบธรรมดานะ แบบว่า รันเวย์เรามีคลื่นกระทบฝั่งให้เห็นเลย ถ้าวันไหนพายุเข้าน้ำท่วมก็คงมีเสียวเบาๆ เหมือนกันนะ ,, แถมช่วงนี้เค้ากำลังก่อสร้างตึกเพิ่มและปรับปรุงสนามบินใหม่หลายๆ จุดเพื่อให้ทันกับการประชุมโอเปกที่จะมาจัดที่บาหลีประมาณมิถุนา-กรกฎานี้ด้วย

นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ
นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ

ชื่อสนามบินบาหลีอย่างงูราห์ราย เดนพาซาร์ ชื่อยาวและยาก แต่จริงๆ มันประกอบด้วย 2 ส่วนครับ คืองูราห์รายคือชื่อของนายพลซึ่งเป็นวีรบุรุษของอินโดนิเซียคนนึงที่เป็นชาวบาหลี ชื่อเต็มๆ ของแกคือ I Gusti Ngurah Rai แกเป็นคนที่ต่อสู้กับชาวดัชต์ที่จะพยายามมายึดอินโดฯ เป็นอาณานิคมอีกครั้งหลังจากที่อินโดฯ ประกาศอิสรภาพแล้ว แกเป็นคนรวบรวมชาวบาหลีต่อสู้ทุกวิถีทางจนตัวเองตายโดยไม่ยอมแพ้, ส่วนเดนพาซาร์เป็นชื่อเมืองทางใต้ของบาหลีนะครับ

เหยียบบาหลีแบบงงๆๆ

จากนั้น เราก็ลงมาสนามบินแบบงงๆ ครับ สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ เล็กกว่าดอนเมืองเราซักครึ่งนึงได้ แต่คนเยอะกว่ามาก เดินไปทางไหนก็งงไปหมด ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือการรีบโทรหาไกด์ตามเบอร์ที่ได้เพื่อนัดเจอกันครับ กดๆๆ เบอร์ให้เสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผม จริงๆ ก็ดูเหมือนไม่แปลกอะไรที่เค้าจะเชื่อมั่นในภาษาอังกฤษของผมนะครับ แต่ผมว่ามันแปลกที่ว่าไกด์เราคุยภาษาไทยได้แบบระดับเฮ้ย!!! หยั่งกะคนไทยคุยกันเลยอะ

อีกสักพักไกด์เราก็เดินมารับเราที่จุดนัดพบครับ ไกด์ของเรามีชื่อว่าคุณรามัน (Rahman) ครับ เป็นคนบาหลีโดยกำเนิด แต่พูดภาษาไทยชัดมากยังกะเกิดที่เมืองไทย ชัดแบบเว่อ สื่อสารกับคนไทยได้ในระดับ fluently เลยครับ (เผลอๆ ยังพูดชัดกว่าวัยรุ่นบางคนอีกต่างหาก) นอกจากนั้นเค้ายังเฟรนด์ลี่มากๆ ร้องเพลงไทยได้ เนื้อเพลงเป๊ะ (เพลงคันหูแม่งงงงงยังร้องได้อะ…) ศัพท์แสลงอะไรนี่รู้หมด เหมาะสมกับคุณสมบัติแห่งการเป็นไกด์แห่งวังจุฑาเทพส์จริงๆ

ถ้าใครแพลนว่าจะไปบาหลีละก็ ผมแนะนำไกด์คนนี้นะ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

ถ้าต้องการติดต่อรามัน สามารถเมลไปหาได้ที่ fatih.bali@yahoo.com หรือจะโทรไปหาก็ได้นะครับ ที่ +61(0)8123922681 หรือจะเฟสบุ๊คไปหาแกก็ได้นะครับ (แต่แกตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แนะนำเมลดีที่สุดนะ) ซึ่งตอนที่ไปนี่แก service ดีมากๆ ถ้าไม่รู้จะไปไหน ให้แกนำไปก็ได้ แต่ถ้าเรามีสถานที่ในใจ เราก็สามารถออกแบบโปรแกรมหรือร้าน/สถานที่ที่เราอยากไปได้ โดยแกจะจัดการให้มันลงตัวเอง ซึ่งนอกจากบาหลี แกยังพาไปโบรโมได้ด้วย (แต่ต้องบอกล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน)

ค่าใช้จ่ายตอนที่ผมไป แกคิดค่าตัวแก+รถส่วนตัวรวมค่าน้ำมัน(รถ Suzuki รูปทรงคล้ายๆ Innova อะ)+แกขับรถให้ ที่ 500,000rp ต่อวัน ดูแล้วค่อนข้างแพง แต่ถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาทเอง ซึ่งอยากบอกว่าโคตรถูก คุ้มราคายิ่งกว่าคุ้ม เพราะถ้าเราเช่ารถขับเอง ตกวันนึงประมาณ 900-1,200 บาทแล้ว ซึ่งยังไม่รวมค่าน้ำมันและค่าหลงทาง

ยิ่งถ้าบอกแกว่ามาจาก blog ผมก็จะขอบคุณมากนะครับ 🙂

คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว...
คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว…
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ

เที่ยวบาหลีครั้งนี้ คงต้องพูดและอ้างถึงคุณรามันมากหน่อย อย่าว่ากันนะครับ 🙂

รู้อะไรบ้าง… อินโดนิเซีย

ระหว่างนั่งรถเดินทางและรถติดที่บาหลี เพื่อความสนุกเร้าใจมากขึ้น ผมก็ขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับประเทศอินโดนิเซีย ,, ประเทศเพื่อนบ้านที่เราไม่ค่อยรู้จักดีเท่าไหร่มาให้ฟังกัน ส่วนนึงได้จากการอ่าน, ส่วนนึงได้จากประสบการณ์ที่ไปเที่ยวมา, แต่ส่วนใหญ่ได้มาจาก Rahman ครับ

  • เค้าบอกว่าคนอินโดฯ เดิมก็มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่อพยพมาจากมาเลย์แหละ พวกนี้เดินเรือเก่งมากและชอบการผจญภัยในท้องทะเล พวกเค้าอยู่แถบนี้มานานหลายพันปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งมีชนชาวฮินดูจากอินเดียเข้ามา พวกนี้ไม่ได้มาเฉยๆนะครับ เอาภาษาและศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ซึ่งการนับถือศาสนาฮินดูในสมัยนั้นเป็นเรื่องเก๋ไก๋และเป็นที่แพร่หลายมาก จนทำให้วัฒนธรรหลายๆ อย่างของชาวบาหลีมีส่วนประกอบของศาสนาฮินดูไปด้วย
  • ต่อมาศาสนาพุทธก็เริ่มเข้ามาครับ แต่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ ในยุคศรีวิชัย ประมาณแค่พ.ศ.1000-1400 เอง เทียบๆ กับฮินดูแล้วศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสู้ไม่ได้ อยู่ด้วยกันสองสามร้อยปียังไม่ทันถึงไหนก็ศาสนาพุทธเสื่อมถอยไปก่อน
  • ที่เข้ามากลุ่มต่อไปคือพ่อค้าอาหรับจากแถบตะวันออกกลางครับ พวกนี้จริงๆ มาเพื่อค้าขาย ขายไปขายมาเลยเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปด้วย ซึ่งศาสนาอิสลามเนี่ย เข้ามาถูกที่ถูกเวลาคือมาตอนศาสนาฮินดูเริ่มเสื่อม คนอินโดฯจึงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามซะเยอะ เกาะใหญ่ๆ ส่วนมากก็เป็นอิสลามกันหมด จนกลายเป็นอาณาจักรมอสเล็มขึ้นมา ,, ยกเว้นที่บาหลีนะครับ ที่ประชากรส่วนมากยังนับถือศาสนาฮินดูอยู่
  • ฝรั่งมังค่าชนชาติแรกที่เข้ามาในอินโดฯ คือโปรตุเกสครับ หลักๆ แกมาค้าขาย แต่สุดท้ายเห็นความอุดมสมบูรณ์ไม่ไหวก็ยึดเอาเมืองเล็กๆ เป็นเมืองท่าสำหรับตน ทำให้คนอินโดฯ ไม่พอใจและสู้รบขับไล่ออกไป รวมทั้งก่อตั้งเมืองจาการ์ตา (เห็นราห์มันพูดว่ายอร์กต้า สงสัยคงมาจาก Yokyakarta กระมัง) เพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากขับไล่โปรตุเกสออกไปได้
  • แต่ที่มาแล้วมีเหตุคือฮอลแลนด์ครับ คือฮอลแลนด์เนี่ยแกกะมายึดแบบจริงจัง ทีแรกก็ไล่ยึดไปไม่กี่เมือง แต่พอมายึดเค้าแล้วตัวเองก็ตั้งบริษัทชื่อ United Dutch East India Company ซึ่งถ้าคิดไม่ออกให้คิดถึงบริษัท East India ที่อังกฤษตั้งเพื่อดูดทรัพยากรของอินเดียไป อันนี้ก็คล้ายๆ กันครับแต่แสบกว่าตรงที่ยังเป็นแหล่งหาอาณานิคมให้ฮอลแลนด์ด้วย จนสุดท้ายก็ยึดอินโดนิเซียได้ทั้งประเทศ
  • จากนั้นชาวอินโดฯ ก็เริ่มทำสงครามต่อสู้กับชาวดัชต์ ตั้งแต่ประมาณพศ.2200 ครับ สู้กันไปสู้กันมา แพ้ดัชต์หมด… ฝ่ายอินโดนิเซียที่แพ้เนี่ย เจ้าเมืองก็มีทางเลือกคือยอมสยบดัชท์, ยอมสู้จนตาย หรือจะยอมฆ่าตัวตาย หรือ Puputan (คล้ายๆ ฮาราคีรีแหละ) ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นการกระทำที่มีเกียรติมากๆ คนที่ทำ Puputan ก็จะได้ขึ้นสวรรค์
  • อินโดฯ เนี่ยสู้กับดัชต์ยาวนานหลายร้อยปีมากๆ สู้ทุกกระบวนการ สู้มาหลายยุคหลายสมัยเพื่ออิสรภาพของตัวเอง แต่ก็แพ้มาตลอด จนกระทั่งเริ่มเห็นแววชนะบ้างเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นมายึดครองดินแดนแถบนี้และขับไล่ดัชต์ออกไป ญี่ปุ่นพยายามผูกสัมพันธ์กับอินโดฯ แต่กำลังผูกได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ชิงแพ้สงครามโลกไปซะก่อน และเมื่อสงครามสิ้นสุด อินโดฯ ก็เนียนประกาศอิสรภาพเมื่อปีพ.ศ.2488 เลย โดยดร.ซูการณ์โน (ลุง Rahman บอกว่าซูการ์โนก็เป็นคนบาหลีด้วยนะ อิอิ) และ ดร.โมฮัมหมัด ฮัตตา (ภายหลังทั้งคู่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและรองฯ ตามลำดับ)
  • อ่าว… ดัชต์เห็นแบบนี้ก็ว่า อ่าว… มึงเนียนนี่หว่า แกเลยกลับมาจะยึดอีกครั้ง สู้รบกันอย่างมากมายโดยเฉพาะที่เกาะสุมาตรา อินโดฯ แม้จะโดนยึดไปบางเมืองแต่ก็ไม่ยอมถอย ดัชต์ก็จะยึดเอาคืนทั้งประเทศให้ได้ จนเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่และต้องมีการทำสนธิสัญญาทั้งสองฝ่ายลงนามเพื่อยุติความขัดแย้งใน ข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เพื่อรับรองอธิปไตยของอินโดฯ เมื่อปลายปีพ.ศ.2489
  • เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งนะครับ แต่ภายหลังฮอลแลนด์กลับละเมิดข้อตกลงโดยนำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซียอีก นอกจากจะยึดเมืองเค้ายังจับตัวประธานาธิบดีเค้าไปด้วย ,, จนเรื่องเข้าหูองค์การสหประชาชาติ ฮอลแลนด์จึงต้องยินยอมถอยทัพและให้อำนาจอธิปไตยคืนแก่อินโดนิเซีย แต่ก็ถอยแบบกั้กๆ เพราะยังไม่คืนดินแดนอิเรียนจายาตะวันตกให้ จนในที่สุดประชาชนในดินแดนนั้นได้ลงประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียต่อสหประชาชาติ ซึ่งกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบก็ปาไป พ.ศ.2506

เดี๋ยวตอนหน้าค่อยเล่าเรื่องของบาหลีละกัน

ลงมาก็หิวเลย

เราลงเครื่องกันเที่ยงๆ กว่าจะจัดระเบียบร่างกาย, ขนสัมภาระขึ้นรถและแลกเงิน กว่าจะพร้อมก็ราวๆ บ่ายกว่าๆ ซึ่งหิวมาก ไม่รู้จะกินอะไร

ทางเลือกเดียวคือถามรามันครับ ฮาๆๆๆ ,, รามันแนะนำร้านอาหารจีนครับ แม้เราจะไม่ค่อยปลื้มมากเพราะว่าอุตว่าห์มาบาหลี ก็อยากกินอาหารบาหลี แต่รามันแกบอกว่า ร้านนี้อร่อย, อยู่ไม่ไกลที่เที่ยว, แถมแกมีส่วนลดส่วนตัวด้วย ส่วนอาหารบาหลีจะพาไปกินในมื้อถัดๆ ไป

โอเค!! เชื่อรามัน เราจึงไปกินกันที่ร้าน The Garoupa ซึ่งออกมาจากสนามบินนิดนึงก็ถึงละครับ ดูแล้วน่าจะอร่อยเหมือนกัน รถจอดข้างหน้าอย่างเพียบอะ

เปิดประตูเข้ามาแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกับข้างนอดที่อบอ้าวโคตรๆ ,, สภาพร้านข้างในไฮโซอลังการมาก พนักงานหน้าตาบาหลีสไตล์แต่แต่งกี่เพ้าสีเหลืองเดินให้ว่อน เหอๆๆ ดูเมนูแล้วเป็นภาษาอินโดและคำบรรยายภาษาอังกฤษแล้วก็แอบงงๆ หน่อยๆ เอาเหอะครับ สั่งมากันคนละอย่างสองอย่าง

มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ

เริ่มที่จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟคอมบิเนชั่น 5 อย่างครับ อร่อยแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะแมงกะพรุนตรงกลางหอมน้ำมันงาดีมากๆ เลย, ส่วนจานต่อๆ มาก็อร่อยใช้ได้นะ ทั้งหมี่ผัด, ไก่เม็ดมะม่วง, บล๊อกโคลี่หอยเชลล์

แต่ที่ผมว่าเด็ดและเก๋สุดคือสตรอเบอร์รี่ซีฟู้ดปอเปี๊ยะ คือแป้งด้านนอกจะกึ่งๆ ระหว่างแป้งปอเปี๊ยะกับแป้งพาย เค้าทอดจนเหลืองกรอบและหอมมาก ข้างในบรรจุใส้ซีฟู้ดทั้งกุ้งทั้งปูเต็มพิกัด แถมยังมีเนื้อสตรอเบอร์รี่ด้วย ฟังดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นะ แต่พอลองชิมดูจริงๆ ผมว่าอร่อยดีนะ สตรอเบอร์รี่มันมีอมเปรี้ยวอมหวานนิดๆ ทำให้อาหารมันดูซอฟท์ลง แถมน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ อมหวานของเค้ายังทำได้ดีมากๆ อีกด้วย

จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ

อาหารจีนที่บาหลีก็อร่อยดีเหมือนกันนะ

ขับรถเที่ยวต่อ ที่ Garuda-Wisnu-Kenchana

กินอิ่มแล้วก็เที่ยวตามแพลนครับ แบ่งเป็นสีๆ โดยแพลนวันแรกของเรามีเที่ยวนิดหน่อย เน้นโซนทางใต้ ปักหมุดสีเขียวไว้น่ะครับ


View 130525 Bali trip in a larger map

ที่แรกที่เราจะไปแอบอยู่นอกแพลนเล็กๆ แต่มันอยู่ระหว่างทางครับ ซึ่งที่ที่เราจะไปมีชื่อว่า GWK cultural park หรือมาจากชื่อเต็มๆ ว่า Garuda-Wisnu-Kenchana ครับ ,, ซึ่งจากความรู้อันต๊อกต๋อยของผมแล้ว Garuda ก็คือครุฑ, Wisnu ก็คือพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งครุฑเนี่ยเป็นยานพาหนะของพระนารายณ์, ส่วน Kenchana นี่ไม่รู้จริงๆ แต่เท่าที่ถามรามันแกบอกว่าเป็นไอ้พู่ๆ ที่อยู่หลังพระนารายณ์อีกที ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

เรื่องราวต่างๆ และสิ่งก่อสร้างๆ หลายๆ สิ่งบนบาหลี มักวางอยู่บนพื้นฐานของเรื่อง 2 เรื่อง คือรามเกียรติ์ และมหาภารตะนะครับ

จริงๆ GWK เป็นโคตรเมกะโปรเจคของบาหลีเลยนะครับ รามันเล่าว่าสภาเมืองบาหลีวางแผนทุ่มทุนสร้างเจ้าสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้มานานมากๆ ถ้าสร้างเสร็จจะเป็นอนุเสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินก็จะเห็นความอังการ หรือถ้าเวลานั่งเครื่องบินออกจากบาหลี มันจะเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้ามาอวยพรให้เดินทางอย่างปลอดภัยด้วย แต่ว่าไม่เสร็จซักที เพราะว่างบหมดเสียก่อน แถมยังมีหลายฝ่ายคัดค้านเพราะว่ามันใหญ่เกินไป จะทำให้พลังเทพมันไม่สมดุล (เท่าที่ฟังจากรามันนะ) เท่าที่เราเห็นนี่คือแค่ 30% เท่านั้นเอง

ฟังรามันโม้แล้วก็อยากไปให้ถึงเร็วๆ จัง แต่ถนนบาหลีค่อนข้างแคบมากถึงมากที่สุด ส่วนมากเป็นถนนสองเลน สองข้างเป็นต้นไม้ ไม่เห็นมีการขยายถนนซักเท่าไหร่

ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ

ขับมาเกือบชั่วโมงครึ่ง (รถติดไปซะครึ่งนึง) ก็มาถึงที่ละครับ ด้านหน้าของ GWK ดูเด่นเป็นสง่ามากๆ ค่าเข้าชมคนละ 80,000rp หรือราวๆ 250 บาท แพงพอตัวเหมือนกัน

สิ่งนึงที่น่าเบื่อมากๆ ของบาหลี คือการเก็บค่าจอดรถในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยิ่งที่ที่ดัง นักท่องเที่ยวเยอะก็ยิ่งแพง ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณรามันมากๆ บางทีก็ช่วยต่อให้บ้าง บางทีก็ออกให้เราบางส่วนบ้าง เกรงใจโคตรๆ อะ

พอเลี้ยวรถเข้ามา ข้างในนี่โคตรกว้างเลยครับ เข้าใจที่รามันบอกว่า “ทุ่มทุนสร้าง” เลยทีเดียว เพราะเค้าตั้งใจทำภูเขาหินทั้งลูก ให้กลายเป็นลานและอนุเสาวรีย์ยักษ์จริงๆ ที่ไหนที่เป็นหินเค้าก็ตัดจนกลายเป็นลานกว้างและเป็นช่องทางเดินอย่างไม่น่าเชื่อเลย

ส่วนตัวอนุเสาวรีย์ทำจากสำริดนะครับ โดยเค้าจะทำทีละส่วนแล้วค่อยมาประกอบกันแบบ Knockdown เท่าที่เห็นตอนนี้มีส่วนตัว+หัวของพระนารายณ์, ส่วนหัวของครุฑ และมือของพระนารายณ์ ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นนะ รามันบอกว่าตอนนี้ไม่รู้เหมืือนกันว่าจะเสร็จเหมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เค้าทุ่มงบทำถนนและสนามบินเพื่อเตรียมพร้อมการประชุมโอเปก ,, นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีเป็นคล้ายๆ hall+ลานกว้าง, เค้าว่ามีการแสดงอะไรงี้ด้วยนะ แต่วันนี้ไม่ได้ไปดู

ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ

เดินจากส่วนครุฑขึ้นมาด้านบนอีกหน่อยก็จะถึงลานพระวิษณุครับ

เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ
เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ

ความน่ามาของที่นี่ผมให้ 6.5/10 ครับ ,, แบบว่่าดูอลังการ, ตั้งใจทำ, สถานที่สวย แต่ยังไม่เสร็จดีซักเท่าไหร่ แต่ครั้งจะรอให้เสร็จ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้
พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้

เที่ยววัด Uluwatu กัน

จากนั้นล่องลงมายังส่วนใต้สุดของบาหลี เพื่อมาเยี่ยมชมวัด Uluwatu หรือชื่อเต็มๆ ว่า Pura Luhur Uluwatu ซึ่งใครต่อใครก็บอกว่าเป็นวัดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง… โห ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

รามันเล่าว่าวัดอูลูวาตู ถือเป็นหนึ่งในวัดสําคัญที่อยู่ริมทะเล เป็น 1 ใน 10 วัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวบาหลี ที่นี่วิวทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะตอนเย็นที่พระอาทิตย์ตก เพราะวัดตั้งอยู่บนหน้าผาที่หันหน้าออกสู่ทะเล เห็นคลื่นกระทบชายฝั่ง เห็นแสงสุดท้ายค่อยๆ ดับลงพร้อมเงาของวัด (แต่เราเราเล่นไปซะบ่ายเลย…) ,, รามันบอกเพิ่มเติมอีกว่าตัววัดจริงๆ เก่าแก่มากสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11 โดยพระชั้นผู้ใหญ่ชาวชวาชื่อ EMPU KUTURAN และได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยพระชาวชวาชื่อ DANGHYANG NIRATHA ซึ่งท่านได้พํานักอยู่ที่นี่จนสิ้นชีวิตภายในวัดแบ่งเป็นสวนตามความเชื่อสวรรค์ มนุษย์ และบริเวณภูตผี

ฟังดูแล้วมีสตอรี่ น่าไปขึ้นอีกเป็นกอง!!

วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ
วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ

พอถึงที่ ก็เสียค่าที่จอดรถและค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp ครับ ,, ซึ่งที่นี่ สิ่งนึงที่ต้องเตือนเลยคือลิงครับ ลิงที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ปกติถ้าเราไม่ไปยุ่งอะไรมัน มันก็จะไม่ยุ่งอะไรกับเรายกเว้นมันจะเจอของที่มันชอบมากๆ อันได้แก่ ของที่ส่องแสงระยิบระยับ เครื่องประดับต่างๆ โดยเฉพาะตุ้มหูและแว่นตา ส่วนลิงจะไม่ค่อยชอบกล้องถ่ายรูป ถ้าไปตั้งใจถ่ายมันแช๊ะๆๆๆ ใกล้ๆ ก็ระวังมันจะแยกเขี้ยวแล้ววิ่งเข้าใส่เราให้นะครับ

เดินจากปากทางนิดหน่อยก็ถึงตัววัดละครับ

ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ

แต่มาจริงๆ แล้วผมแอบผิดหวังนะ เพราะส่วนนึงตั้งความหวังไว้พอตัวว่ามันต้องเจ๋ง แต่พอมาแล้วก็งั้นๆ ตัววัดจริงๆ ก็ไม่ให้เข้า เห็นแต่จากด้านนอก (ซึ่งตัววัดจริงๆ โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ สำคัญๆ เค้าจะไม่ให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าเลย) ลิงก็เยอะและเสียวจะโดนขโมยของด้วย, กว่าจะเดินไปเจอไอ้มุมที่ใครๆ ถ่ายรูปแล้วบอกว่าฟินกันผมว่ามันก็เฉยๆ อะ ไกลก็ไกล คนเยอะด้วย สูบบุหรี่ด้วย (อาจเป็นเพราะคงไม่ได้มาตอนพระอาทิตย์ตกด้วยมั้ง) ,, เฟลเบาๆ นะ

ไหนๆ มาถึงละก็เอามุมสุดฮิตของอุลุวาตูมาฝากหน่อยละกัน

วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา
วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา

ขออาหารบาหลี รามันจัดให้ที่ Pondok Tempo Doele

เดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน หิวมากๆ บอกรามันตั้งแต่เช้าขออาหารบาหลีแบบสะอาดๆ นะ เจอประสบการณ์บุฟเฟต์ขี้แตกตอนไปพม่าแล้วไม่ไหว ,, รามันเลยพาไปที่ร้าน Pondok Tempo Doeloe แกบอกว่าร้านนี้ใช้ได้ สะอาด ไม่ฮาร์ดคอร์ คนบาหลีชอบมากินอยู่ ,, โอเคครับ จัดไป!!!

มาถึงขณะฝนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์พอดี (ถ้ากินข้างทางก็คงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว) ก็เลี้ยวรถมาจอดข้างใต้ของร้าน จากนั้นก็ขึ้นบันไดมา ต้องบอกว่าร้านนี่ใหญ่โตอลังการมากๆ เห็นแล้วแอบตกใจเลยทีเดียว แถมขนาดฝนตกขนาดนี้ คนยังนั่งกันเกือบเต็มร้าน (ส่วนใหญ่เป็นคนอินโดฯ ด้วยอะ)

หลังจากที่รามันเห็นเทคนิคการสั่งอาหารของเราในช่วงเช้าที่ Garoupa แล้ว รามันเลยตัดสินใจสั่งให้เราดีกว่า (คือแกโทรมาจองให้ตั้งแต่อยู่บนรถละ เพราะเห็นพวกเราหิวมาก กะว่าไปถึงแล้วได้กินพอดี) ซึ่งพอนั่งเก้าอี้ปุ๊บ อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟเลย ดีจังๆ กำลังโคตรๆ หิว

ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ

เท่าที่สั่งมาก็มีพวกปลาราดเครื่องแกง, ไก่ย่างสไตล์บาหลีที่ผมว่าย่างได้ดีและหอมกลิ่นเครื่องเทศเอาเสียมากๆ, ปลาทอดก็กลางๆ, ต้มซุปอะไรซักอย่าง ปรุงคล้ายแกงผักหวานบ้านเรา แต่ใส่เต้าหู้อะ ทีแรกชิมนี่โคตรจางเลย ไม่อร่อยอะ แต่พอเหลือบไปเห็นพริกเกลือมะนาวมาให้เราปรุง เท่านั้นแหละ แหล่มมาก ซดน้ำไม่มีเหลือ

ส่วนทีเด็ดจริงๆ คงจะต้องยกให้ของหวานครับ เมนูนี้รามันไม่ได้สั่งมา แต่เราเห็นโต๊ะข้างๆ เค้าสั่งเราก็ขอบ๋อยว่าเอาแบบนั้นบ้าง บ๋อยก็จัดมาให้ครับ ,, รสชาติมันรีมิกซ์ของหวานหลายอย่าง คล้ายๆ รวมมิตรน้ำแข็งไสผลไม้รวม คือเอาน้ำแข็งไสน้ำแดงบ้านเรา ใส่อะโวกาโด้, ลูกเกด, แตง, สับปะรด, ฯลฯ แล้วเอาโอโจ้บาหลีเสียบด้านบน อร่อยชื่นใจมากๆ เลยครับ ฮี่ๆๆๆ

ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ

มื้อนี้จัดไปเกือบสามแสนห้าครับ ,, คิดไปเงินไทยก็พันห้าสิบนิดๆ หารหกเฉลี่ยตกคนนึงก็ไม่ถึงสองร้อยครับ ฮี่ๆๆๆ

หมดแรงที่ Villa Jungjungan

หลังจากอิ่มมื้อเย็น เราก็ฝ่าฝนยามค่ำคืนเพื่อมาหาที่พักของเราครับ

ที่พักของเราครั้งนี้อยู่ที่ Ubud ครับ, ถามรามันก็ไม่รู้จัก มีแค่แผนที่จาก Foursquare ที่พอพาเราไปได้ เราก็ให้รามันขับตามแผนที่ไปเรื่อยๆ เข้าไปในซอยแคบๆ มืดๆ ปุเลงๆ วนอยู่นานจนเริ่มเห็นไฟป้ายบ้าง ผ่านไปหลายรีสอร์ทจนเกือบจะสุดปลายถนนเริ่มใจไม่ดีละ คืนนี้จะได้นอนป่าววะเนี่ย ,, แว้บๆ เห็นป้าย Jungjungan Hotel and Spa เลยเลี้ยวเข้ารีสอร์ท โห มีคนรอต้อนรับเราด้วย สภาพรีสอร์ทโคตรไฮโซอะ นี่น่ะเหรอที่เราพักกันคืนละ 700 บาท

อ่าว… คุยไปคุยมานึกว่าใช่ เลี้ยวผิดครับ ของเราต้องเลยไปอีกหน่อย ชื่อ Villa Jungjungan ครับ

สภาพภายนอกไม่ได้ไฮโซเท่า แต่ข้างในก็ดูดีเลยนะ สภาพห้องสภาพเตียงก็ดูดี มีสระว่ายน้ำด้วย อิอิ ห้องที่เราได้เป็นสองห้องนอนใหญ่แล้วมีห้องน้ำคั่นกลางอันนึง แอบลำบากเพื่อนๆ ผู้หญิงนิดนึง.. แถมพอคุยไปคุยมา ทางรีสอร์ทค่อนข้างดราม่ากับเราพอควรเลย ทั้งเรื่องการจัดจำนวนเตียงต่อห้องก็ผิด แถมยังนับจำนวนคนให้เราผิดด้วย เราบอกมาหกคน เก็บเงินหกคน แต่จัดให้เราห้าเตียง สุดท้ายแทนที่จะได้นอนฟูกดีๆ ก็ต้องกลายเป็นนอนเตียงแทรก แอบหงุดหงิดนิดนึง แต่เหนื่อยละครับ ไหนๆ มาพักผ่อนละ ก็คิดซะว่า เรามาแค่นอนเฉยๆ อยู่แป้บๆ เดี๋ยวก็ต้องออกไปเที่ยวละ

ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก....
ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก….

สภาพสถานที่ขอเก็บไว้เสนอในตอนหน้านะครับ วันนี้ขอแค่สภาพที่นอนก่อน ไม่ไหวละ เฟลเบาๆ กับบาหลีวันแรก พรุ่งนี้เจอกันครับ คิวเที่ยวพรุ่งนี้อีกเยอะ