ชวนหลงสุดขอบฟ้า ทะเลทรายซาฮาร่า และโมร็อคโค ตอนที่ 1

“ เนี่ยๆๆ ตอนนี้มีโรคระบาดที่เมืองจีนนะ น่ากลัวมากๆ”
ผมคุยกับแฟนขณะที่เราอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อ 1 ปีก่อน

ใช่ครับ เมื่อ 1 ปีก่อนที่จะมีการระบาดของ COVID-19 ในบ้านเรานั่นเอง

จะบอกว่าเราโชคดี ก็อาจเป็นอย่างนั้น 
เพราะว่าเราเพิ่งกลับมาจากทริปเคาน์ดาวน์ที่โมรอคโค
และจากวันนั้นถึงวันนี้ 
การเดินทางไปต่างประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบากมากๆ
โดยเฉพาะการไปเที่ยวนี่ แทบจะเป็นศูนย์เลย เพราะวุ่นวายมากๆ

ส่วนตัวผม ช่วงนี้ก็ยุ่งๆ ด้วย เกือบทั้งปี
พอดีวันนี้เห็น history เด้งว่าเราไปเที่ยวมาเมื่อปีก่อนนี่น่า
เลยขอรื้อฟื้นความทรงจำ มาเขียนเป็น blog ตอนสั้นๆ
ก่อนที่มันจะเลือนรางไปกว่านี้

แล้วคุณล่ะครับ ปีที่แล้วกำลังทำอะไรกันอยู่

<h2> ครั้งแรกสู่แอฟริกา </h2>

จริงๆ ผมกับแฟนก็ไปเที่ยวกันมาหลายๆ ที่นะ
ทั้งแบบลุยๆ แบบหิมะหนาวเหน็บ 
หรือจะแบบไฮโซ ช๊อปปิ้งในเมืองใหญ่ ทานอาหารแปลกๆ 

ก็เลยอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปที่ที่ยังไม่เคยลองบ้าง
เอาเป็นว่าลองลุยทะเลทรายบ้างละกัน
ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ผมเลยถามนางไปว่า

“ไปโมร็อคโคมั้ย”
“มันคือที่ไหนวะ”
“ก็ทวีปแอฟริกาไง เราไม่เคยไปนะ”
“อืมมม ไปก็ไป”

จากนั้นผมใช้เวลาอีกประมาณสองสัปดาห์หาข้อมูลคร่าวๆ
แม้ว่าประเทศโมร็อคโค ตั้งอยู่ที่ทวีปแอฟริกา
แต่อย่าไปจินตนาการว่ามันจะดูทุรกันดารขนาดนั้น
เพราะมันอยู่ใต้ประเทศสเปนนิดเดียวเอง
กั้นด้วยเพียงช่องแคบ Gibraltar แค่นั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น โมร็อคโคก็ไม่ได้พูดภาษาสเปนเป็นหลักนะ
เพราะเค้าดันเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน
ดังนั้น ภาษาหลักของเค้า นอกจากภาษาอารบิก, ภาษาเบอร์เบิน
ก็จะมีภาษาฝรั่งเศสอีกอย่างหนึ่งครับ
(ส่วนภาษาอังกฤษนี่ ส่วนน้อยมากๆๆ เท่านั้นที่จะคุยได้)

หลังจากหาข้อมูลไปสักช่วง เริ่มวางแผนทริป
ก็คิดว่า การไปเที่ยวโมร็อคโค จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
เอาเป็นว่าถ้าเน้นสบาย กินเต็มอิ่ม เที่ยวสนุก ไม่ต้องกังวลอะไรมาก
มีคนคิดแผนการเดินทางและการจัดการให้ไม่ต่างกับทริปที่จัดเอง
ก็แนะนำไปที่ ทริปดีดีดอทคอม เลยครับ
บอกเลยว่าราคาไม่ต่างกับการจัดทริปไปเองเลย

แต่พอดี พวกเราเน้นลำบากและอยากเสียตัง เลยขอไปเอง!!!
(จริงๆ คืออยากไปกะพี่ๆ ทีมทริปดีๆ แหละ
แต่ติดว่าเวลาราชการผมมันไม่พอดีกับที่พวกๆ พี่เค้าจัดทริป)

ดังนั้นในทริปนี้ เราเลยรบกวนทางทริปดีดีดอทคอมช่วยจัดการเรื่อง VISA ให้เท่านั้น
เพราะว่าทำ VISA ไปโมร็อคโคต้องไปทำที่กทม. เท่านั้น

ระหว่างนั้นเราก็มาคิดทริปกันครับ
ช่วงแรกไล่หารีวิวอ่าน ก็งงๆ พอสมควร
ก็ต้องขอบคุณน้อง @treesuda ที่ช่วยแนะนำในหลายเรื่องๆ

เอาเป็นว่า ถ้าใครจะเริ่มจัดทริปเที่ยวรอบประเทศโมรอคโค
(ใช่ครับ เราจะไปเที่ยวรอบประเทศเค้าเลย)
ควรมีเวลาประมาณอย่างน้อยสัก 11-13 วัน (ไม่รวมเดินทาง)
ส่วนตัวผมลาตั้งแต่ 25 ธค. 62 – 13 มค. 63 ยาวๆ ไป
แล้วก็จะมี 2 รูปแบบ คือ วนตามเข็มนาฬิกา หรือทวนเข็มนาฬิกา

โดยไม่ว่าจะวนแบบไหน จุดเริ่มเราจะอยู่ที่สนามบินนานานชาติแห่งเมือง Casablanca

ซึ่งส่วนมาก เท่าที่อ่านรีวิว เค้าจะไปแบบตามเข็มนาฬิกา
ก็จะแนวไปเมืองที่สวยงาม สบายๆ ก่อน แล้วจบด้วยลุยๆ ก่อนกลับ

ดังนั้น เราก็ขอไปแบบทวนเข็มก็แล้วกัน!!! (ผ่าม!!)

<h2> ก่อนที่จะงงๆ ในโมร๊อคโค </h2>

การเที่ยวโมร๊อคโคให้รอบ ปัญหาหลักคือการเดินทางระหว่างเมือง
เพราะเขาไม่มีรถไฟแบบญี่ปุ่น และการสื่อสารก็เป็นอุปสรรคใหญ่ด้วย
จะให้ขับรถเองก็คงพัง เพราะบ้านเค้าพวงมาลับซ้ายชิดขวา
ร่ำลือว่า เขตเมืองเก่าๆ ของ Fez หรือ Marrakesh มีแต่คนว่าขับยาก 
แถมถ้าหลง เราก็พูดภาษาเค้าไม่ได้ เติมน้ำมันไม่เป็น
เนตไม่ดี และอาจโดนหลอกระหว่างทางก็ได้

ปรึกษา @trasudee ไป ,, นางก็ให้ contact ของ agency ที่จะจัดรถพร้อมคนขับ
ชื่อบริษัทว่า Red Kech ครับ ซึ่งมีบริการรถพร้อมคนขับ+น้ำมันให้เรา
โดยสนนราคาราว 100 ยูโร/วัน
โดยทริปนี้ทั้งทริปเค้าคิดให้ 1250 ยูโร (ตกราวๆ 45,000 บาท)
ดูคร่าวๆ ก็เหมือนแพงนะ แต่มาคิดดีๆ
แค่เราไม่ต้องขับรถเอง เที่ยวเต็มที่ มีคนช่วยสื่อสาร ไม่หลงแน่นอน ก็น่าจะโอเค

จากนั้นเราก็จะจองที่พักกันครับ
ทั่วๆ ไป เราก็คงจองโรงแรมสวยๆ ใกล้ที่เที่ยวกันตามปกติ
แต่ที่นี่ จะมีที่พักสไตล์โมร๊อคโค ที่เป็นอะไรที่ the must ห้ามพลาดเลย
อารมณ์เป็นเกสต์เฮ้าทรงปิด ดูภายนอกก็เหมือนตึกทึบทั่วไป
แต่พอเข้ามาข้างใน จะมีการตกแต่งสวยงาม มีสวนและสระน้ำอยู่ตรงกลาง
ส่วนห้องพักอยู่รอบๆ สวน คล้ายเป็นกำแพงกั้น และสามารถขึ้นดาดฟ้าได้
(ซึ่งผมว่ามันเหมาะกับเขตที่มีทะเลทรายนะ จะต้องไม่ต้องเปิดหน้าบ้านเจอพายุ)
เราเรียกที่พักแบบนี้ว่า Riad (อ่านว่าริยาด)
จะมีมากๆ ในเขตเมืองเก่า โดยเฉพาะ Marrakesh และ Fez

Riad ชื่อดังบางที่ เรียกว่าต้องจองกันข้ามปีเลยทีเดียว
ซึ่งเราก็แวะไปดูนะ ขนาดว่าเราเล็งไว้ 3-4 เดือนก่อนยังเต็มแล้ว
(แต่ช่วงที่เราไปก็สิ้นปี-ปีใหม่พอดี ซึ่งไม่น่าว่างหรอก)
ที่ดังๆ เช่น Riad BE marrakesh, La Sultana Marrakesh, La Mamounia

หลังจากที่พักพร้อม, การรถพร้อม, โรงแรมพร้อม, ลาราชการเรียบร้อย
ก็มาแลกเงินกันครับ แฮ่ๆๆๆๆ
โดยเงินที่เตรียมไป ก็แลกเงินไทยเป็นยูโรไปก่อนครับ
แล้วค่อยเอายูโรไปแลกเป็นเงินบ้านเค้าต่อ ซึ่งมีหน่วยเป็น ดิแรม (Dirham หรือ dh)
โดยกะคร่าวๆ ว่า 1 บาทเรา ได้ 3.3 ดิแรม หรือ 10 ดิแรม เท่ากับ 3 บาท/

เอาละ ทีนี้ทุกอย่างก็พร้อมจริงๆ ละ
จัดแจงเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าไปลุยซาฮาร่าและโมร็อคโคกัน
อ้อ ลืมบอกไป แม้ว่าเราจะไปเขตทะเลทราย แต่อย่าหาทำเอาเสื้อกล้ามไปนะครับ
เพราะเราไปช่วงหน้าหนาวของเค้า ซึ่งอุณหภูมิจะอยู่ช่วง 5-20 องศา
แล้วที่ทะเลทรายนี่ อุณหภูมิติดลบนะครับ
ดังนั้น ทริปนี้ ก็จะหนักไปที่เสื้อ Base warmer และ เสื้อกันหนาวเช่นเดิม อิอิ
(ถ้าอยากร้อนๆ มาช่วงหน้าร้อนนะครับ ทะเลทรายบางวัน 50+ องศา)

แล้วเราก็มาเริ่มต้นทริปของเราครับ

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 4 :: วันจริง Cycling Shimanami ครับ!!

นาฬิกาปลุกเราราวตีสี่ครึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับนอนในตู้เย็น
แม้ว่าจะซุกตัวในผ้าห่มพร้อมทั้งมีฮีตเตอร์ใกล้ๆ อากาศหนาวมากๆๆๆ
ผมคิดไม่ออกจริงๆ ถ้าเรายังยืนยันปั่นไปตามแผนเดิม จะไปถึงทันเวลาไหม
เพราะจุดนี้ แค่ก้าวเดินในบ้านยังหนาวทรมานขนาดนี้
แต่เราจะมัวชักช้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว

ฝ่าความเหน็บหนาว ด้วยรถบรรทุก

ผมจัดการตัวเองและสัมภาระทุกอย่างพร้อมราวๆ ตีห้านิดๆ
และด้วยความหิวจึงเปิดมาม่าคัพกิน 1 ถ้วยรองท้อง (ที่นี่เค้ามีบริการอาหารขายนะ แค่ 100 เยนเอง แต่บริการตัวเองหมด)
กินสักพัก รถกระบะมาถึงราวๆ 5.15 น.ตรงเวลา เราก็ช่วยกันยกจักรยานทั้งสามคันขึ้นรถกระบะ
ผมนั่งกะลุงคนขับ (ซึ่งเป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์) ส่วนที่เหลือนั่งรถยนต์อีกคัน (เมียเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ขับ)
แอบลุ้นนิดๆ ว่าจะทันมั้ย (แต่ดูจากเวลาแล้วน่าจะสบายๆ)

เราขับรถมาเรื่อยๆ ตามทางที่เราปั่นมาเมื่อวาน จนถึงช่วงกลางเกาะ เราก็เลี้ยวขึ้นทางด่วนครับ
ทางด่วนยังเปิด แต่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ตลอด ว่าจะปิดตั้งแต่หกโมงจนถึงเที่ยง ซึ่งคิดว่าปิดตรงเวลาแน่นอน!!!
เราลงจากทางด่วนราวๆ 5.50 น. ทันเวลาเป๊ะๆ เย่ๆๆๆ รอดแล้วๆๆๆ
แต่พอคิดย้อนกลับไป แล้วลุงจะกลับเกาะ Oshima ยังไง ,, ลุงว่า เดี๋ยวหาเที่ยวแถวนี้แหละ เที่ยงค่อยกลับ ,, โหยยยยยยยยย

เรานั่งรถกับลุงมาเรื่อยๆ จนไปที่จุดนัดพบครับ
จุดนัดพบที่นี่ไม่ใช่ทั้งตรงศูนย์นักท่องเที่ยวกลางเมือง หรือ Shimanami Earth Land เมื่อวาน แต่เป็นที่สี่แยกก่อนขึ้นทางด่วนซักแยกนึง
ซึ่งลุงและป้าที่มาส่ง ไม่ได้ปล่อยเราไปตามยถากรรมนะ แกนี่ดูแลเอฟรี่ติงจิงเกอเบลให้หมด พาเราไปยังลานจอดรถ ถามที่รวมตัว ถามความเรียบร้อย ถามนั่นนี่ ฯลฯ
ถามเราทุกช๊อตและไปส่งเราถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ให้รถยนต์เข้า (แล้วพวกนางยังมีการเดินไปเช็คความเรียบร้อยอีกนะตามบล๊อคต่างๆ อีกนะ)
โหยยยยยย ถ้าไม่มีลุงและป้าเจ้าของเกสเฮ้าส์ ลำบากแน่ๆ

บรรยากาศการรวมพลของนักปั่นทั่วสารทิศ

เราไปถึงจุดรวมพลราวหกโมงครึ่ง ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดปล่อยของ Course B, C, D, E และ F
โดยจะปล่อยตามลำดับ B, C, D, E, F ซึ่งแต่ละ course ก็ยังมีกลุ่มย่อยอีกเพื่อให้ไม่ปล่อยทีละเยอะเกินไป
ตามกำหนดการ เรียกรวมพล 7 โมงเช้า และเริ่มเรียง line up เสร็จ 7.30 น.
เวลาเหลือว่างๆ เราก็ไปจัดการสัมภาระก่อน ของต่างๆ สามารถฝากเค้าไปได้นะครับ มีรถบริการส่งถึงปลายทาง
เราฝากไปแหละ พวกเสื้อผ้ากับของใช้ที่มันไม่แตกหักอะ แต่พวกกล้องก็พกไปเองดีกว่า (ส่วนพวกผงดองขิงกับน้ำหมักเนื้อยกให้เจ้าของเกสเฮ้าส์ไป)
ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องแบกไปเอง เพราะปั่น 70 โลจริงๆ ก็เมื่อยไหล่ไม่ใช่น้อย

พอจัดการสัมภาระเสร็จ ก็จัดการตัวเองต่อครับ ด้วยการเข้าห้องน้ำ ฮาๆๆๆ
ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำพลาสติกเคลื่อนย้ายได้ครับ ข้างในแบบทรงส้วมซึมแบบญี่ปุ่น (ที่เราต้องหันหน้าเข้าท้ายชักโครก)
ถอดชุดปั่นที่เป็นเอี้ยมก็ยากอยู่ละ ยังยากที่จะต้องทรงตัวบนนั้นด้วยคลีทลื่นๆ ซึ่งเราไม่คุ้นเลยจริงๆ ฮาๆๆ
พอจัดการตัวเองเสร็จทุกอย่าง ก็ลองดูผู้เข้าร่วมรายการปั่นกับเราครับ

อย่างที่บอกว่านี่มันไม่ใช่รายการแข่งแบบ Elite แต่ให้อารมณ์แบบปั่นวัดใจหรืองานประจำปีมากกว่า
ดังนั้น คนที่เข้าร่วม มีตั้งแต่เด็กๆ จนถึงลุงๆ, ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็มีฝรั่งมาร่วมด้วยไม่น้อย
จักรยานก็หลากหลายมากๆ มีตั้งแต่รถธรรมดา เสือภูเขา เสือหมอบ จนถึงเสือหมอบตัวท้อปแบบเรา
ซึ่งบอกเลยว่า จักรยานไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกครับ (โดยเฉพาะเรื่องความหรูหรา!!!)

รอไปอีกสักช่วง คนก็ทะยอยกันมาเยอะมากๆ ครับ จนพอถึงเวลาปุ๊บ ก็เริ่มให้เรียงแถวเพื่อปล่อยตัวตามบล๊อค
โดยการปล่อย เค้าจะปล่อย course B (วนเกาะ Omishima รวม 110 กม.) ออกไปก่อนครับ
จากนั้นเราก็ค่อยๆ ต่อคิว จูงรถจักรยานกระดึ้บๆ ไหลตามฝูงชนไปครับ
ยิ่งใกล้จุดปล่อยตัว เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ ,, ผมนี่ฮึกเหิมมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งกะใคร
หมด course B ก็ต่อด้วย course C (ปั่นไป-กลับ Onomichi รวม 140 กม. ซึ่งเป็นระยะไกลที่สุด)
หมด course C แล้วก็เป็นตาของเราครับ โดยเค้าจะเริ่มปล่อยกลุ่มแรกของ course D ตอน 8.13 น. (คือในกรุ้ปยังซอยเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก) โดยเค้าให้เวลา 4 นาที ในการปล่อยตัวของแต่ละกลุ่มย่อยครับ
ขบวนนักปั่นค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดเริ่มของเราเป็นหน้าปากทางด่วน
ข้างหน้ามีเวที และฝูงชนจำนวนมาก ,, พิธีกรทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งก็เฮฮากันน่าดู (ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ฮาๆๆๆ)
กลุ่มย่อยของเราเป็นกลุ่มที่ 3 ได้ปล่อยตัวตอนเวลา 8.21 น. ซึ่งปล่อยตัวตรงเวลามากๆ

ถ้าคิดไม่ออกว่า Course D ปั่นยังไง สามารถดูรายละเอียดลึกๆ ได้ตามลิงค์นะครับ

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

สัญญาณปล่อยตัวดังออกมา ผมตื่นเต้นมาก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันไม่รู้ว่าจะเร็วหรือช้าดี เอาเป็นว่าไหลๆ ตามเค้าไปก่อน
เริ่มมาเป็นเนินเล็กๆ แล้วเข้าทางด่วนเลยที่ปกติจักรยานขึ้นไม่ได้
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่แปลกที่ปั่นบนถนนปิด แบบโล่งมากๆๆ
ทางด่วนบ้านเค้า เป็นแค่ถนน 2 เลนเองนะ ไม่ได้เหมือนบ้านเรา แล้วทางด่วนก็ปิดให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เราปั่นแค่ฝั่งเดียว (และข้ามไปไม่ได้ด้วย)
ออกตัวช่วงแรก คนเยอะมากและยังไม่อัดกันเต็มแรง (เว้นพวกกลุ่มหน้าๆ)
ผมพยายามเกาะกลุ่มแล้วค่อยๆ แซง พร้อมกะลากแฟนไปด้วย เร่งทำความเร็ว แต่ไม่ได้มากนัก

จากนั้นเราผ่านอุโมงสั้นๆ พอโผล่มาอีกฝั่งก็เริ่มจะเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ลิบๆ ละ
หลังจากปั่นไปได้เรื่อยๆ ใกล้ๆ จะขึ้นสะพาน รู้สึกว่ามันช้ากันจัง
อยากปั่นเร็วๆ เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปั่นเร็วไปทำไม ถ้วยก็ไม่มี เอาเป็นว่าค่อยๆ เสพวิวฟินๆ ช้าๆ ไปกับนักปั่นคนอื่นๆ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน
แล้วผมว่าเค้าเตรียมงานดีมาก ถนนที่มีรอยต่อ ก็ปูเหมือนผ้ายางหนาๆ ให้ จะได้ปั่นแล้วไม่สะเทือน
Staff ยืนคุมเยอะมาก แทบทุก 100 เมตร, โค้งและโบกมือทักทายเราตลอดทาง

หลังจากลงสะพาน ก็มีมุดอุโมงค์ด้วย (ถ้าเป็นบ้านเราคงตัดถนนอ้อมภูเขา) น่ากลัวเหมือนกัน แนะนำว่าควรมีไฟติด ทั้งหน้าและหลัง ถ้าดีก็มีพวกกระดิ่งด้วย
เราปั่นย้อนทางเดิมหมด เริ่มตั้งแต่สะพาน Kurashima-Kaikyo, สะพาน Hakata-Oshima, สะพาน Tatara แบบไม่ต้องลงไปที่เกาะข้างล่าง
พอยิ่งปั่น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ อาจเพราะรอบขามันมา แต่ว่าก็ไม่ลืมที่จะชมวิวตลอดสองข้างทางไปด้วย
พอลงสะพาน Tatara ไปนิดนึง ก็ถึงจุดพักครึ่งทาง ตรงที่พักทางด่วน บนเกาะ Ikuchima

ที่จุดนี้มีของให้กิน ทั้งขนม, น้ำ เกลือแร่ และ signature อย่างมะนาวแบบกินเปลือกได้ ฮาๆๆๆ (เป็นของที่คนหยิบน้อยที่สุดละ แต่ผมว่าอร่อยดี)
จุดนี้เราพักกันสักครู่ เพราะมีบริการห้องน้ำด้วย
แถมเจอพี่ๆ คนไทยจาก Boxmatch ที่จัดทริปปั่นต่างประเทศ ด้วย ,, หวังว่าจะได้ใช้บริการในคราวถัดๆ ไป
แม้ว่าจะทัน cut off แน่ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลากับจุดพักมาก จึงรีบออกเดินทางกันต่อ

เกาะ Ikuchima คือเกาะสุดท้าย และสะพาน Ikuchima คือสะพานสุดท้ายที่เราได้ขึ้นทางด่วน
และเราอ้อมลงจากทางด่วนที่เกาะ Innoshima ครับ
แอบผิดหวังนิดๆ อยากให้เราได้ปั่นต่อบนทางด่วนยาวๆ จนถึง Onomichi เลย

จากนั้น เราก็ปั่นเส้นทางตามปกติของ Shimanami Kaido เลยครับ
แต่เส้นทางวันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะข้างล่างเค้าก็ปิดถนนให้นะ
หรือแม้แต่ตามสามแยก/สี่แยก ก็มีตำรวจ/staff คุมและคอยโบกรถให้ตลอด
แถมบรรยากาศสองข้างทางนี่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ
ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับงานนี้ตลอดทาง ตั้งแต่หนุ่มสาว เด็กน้อย ลุงป้าน้าอา โบกมือทักทายตลอดสองข้างทาง
ปั่นจนถึงกลางเกาะ Innoshima เราพักอีกครั้งที่โรงงาน Manda ครับ (ซึ่งโรงงานนี้ ก็คือไอ้ที่แจกผงดองขิงให้เราตอนที่ลงทะเบียนอะ)
เราก็พักแป้บนึงครับ, กินน้ำกินท่า แล้วปั่นออกไปต่อเลยตามเส้นสีฟ้า

จากนั้นเราข้ามเกาะ Innoshima ไปยังเกาะ Mukaishima ผ่านสะพาน Innoshima (ไอ้สะพานลูกกรง)
ปั่นไปเรื่อยๆ กำลังทำความเร็วสนุกๆ อยู่ดีๆ ก็ให้เลี้ยวเข้าไปในโรงเรียนมัธยมปลาย Mukaishima ที่มีแต่ทราย
ซึ่งจุดนี้ ที่โรงเรียนเค้าให้เราเข้ามาเพื่อแบ่ง group ขึ้นเรือเฟอรี่
เราก็เดินงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เดินตามเขาอยู่ดีๆ ก็ได้ไปอยู่หน้าแถว แล้วก็ให้ไปก่อนคนอื่น
ตรงนี้ แอบงงๆ เหมือนกัน ฟังญี่ปุ่นไม่ค่อยออก ก็ไปตามที่ Staff เค้าโบกละกัน (แต่ไม่ได้แซงใครน้าาาาาา)

จากนั้นปั่นมาอีกนิดนึง ก็ขึ้นเรือ Ferry (แต่ไม่ต้องจ่ายตังละ) ข้ามไปยังฝั่งเมือง Onomichi
แต่ตัวเมืองฝั่ง Onomichi ไม่ได้ปิดถนนนะ (แต่ไหล่ทางเค้ากว้างมากๆ จนไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่ละ)
ค่อยๆ ปั่นมา ผ่านตัวเมือง ผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านโรงแรม U2 hotel แล้วเลี้ยวข้างๆ โกดังเก่า
จุดนี้ก็คือเส้นชัยของ Cycling Shimanami 2018 นั่นเองครับ!!!!
ซึ่งเราถึงเส้นชัยราว 11 โมงครึ่ง ซึ่งใช้เวลารวมพักราว 4 ชม. (หรือถ้าไม่พักก็ 3 ชม. 30 นาที)
มีปอมๆ มาเชียร์ มีช่างภาพมารอถ่ายรูป มีคนเยอะมาก มีสตาฟนำทางเราไปที่จอดรถ มอบประกาศนียบัตรที่พิชิตงานปั่นได้สำเร็จ
ฟีลลิ่งแบบปั่นเข้าเส้นงานแข่งระดับโลกเลยอ่า

หลังจากเข้าเส้น ก็รู้สึกว่าระยะปั่น 70 กม. นี่กำลังพอดีๆ (ถ้า 140 กม. เหนื่อยกว่านี้เยอะ)
ส่วนนึงคือความล้าสะสมที่เรียกว่าปั่นมาทุกวันก่อนหน้านี้
จากนั้นเราก็หาของกิน ซึ่งที่นี่จัดเต็มมาก ทั้งกุ้งทอด, โอโคโนมิยากิ, ยากิโซบะ, และเครื่องดื่มต่างๆ
แบบว่าแคลที่กินหลังปั่นนี่เยอะกว่าที่ใช้ปั่นมาเสียอีก
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงไปเช็คอินที่โรงแรม Green Hill ครับ เป็นโรงแรมใกล้ๆ U2 แต่ราคาถูกกว่า 3 เท่า
ทีแรกไม่รู้จัดการรถยังไง เพราะห้องพักอยู่ชั้นห้า จะใส่กล่องละฝากเคาน์เตอร์ไว้ดีไหม
แต่เห็นจากใน Agoda เค้าเอารถจักรยานถ่ายในห้อง เราก็เลยยกขึ้นไปเลยละกัน
สภาพห้องโอเคนะครับ แคบแบบญี่ปุ่น (แคบกว่า U2 นิดๆ) แต่เรายัดจักรยานเข้าไป 2 คันได้สบายๆ ห้องวิวสวยมากๆ โดยรวมก็ถือว่าดีครับ

ผิดแผนกันเป็นเรื่องปกติ

ไม่ทันจะหายเหนื่อยจากดราม่ารอบก่อน ก็มีดราม่ารอบถัดไปมาแล้ว
เพราะทีแรกเรากะว่า จะแพครถเก็บ แล้วให้แมวดำส่งรถจักรยานเราไปรอที่สนามบิน แล้ววันกลับค่อยไปเอา ,, ส่วนเราก็เที่ยวเล่นสวยๆ ที่ฮิโรชิมา
แต่แผนการนี้ก็ต้องล่มสลายไป เพราะแมวดำไม่มีสาขาที่สนามบินฮิโรชิมา แล้วก็ กล่อง Move มันใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับขน

ที่สนามบินฮิโรชิมาไม่มีรถไฟไปถึงนะครับ ต้องอาศัยชัตเติลบัสเอา ,, ถ้าจะขึ้นที่สนามบินนี้ แนะนำให้คิดดีๆ ครับ ฮาๆๆๆ แต่ถ้าจะขึ้นจริงๆ ขนจักรยานจากเมือง hiroshima ง่ายกว่าจากเมือง Onomichi พอสมควรครับ เอาเป็นว่า ติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

แผนการเราเยอะมากในการขนจักรยานไปสนามบินครับ
ตั้งแต่เช่ารถกระบะไปเอง, ให้ชัตเติลบัสจองที่วางจักรยานให้เรา, ฯลฯ
จนสุดท้าย ตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เราปั่นเล่นที่ Onomichi แล้ววนเล่นซักเกาะ แล้วกระเตงรถไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยละกัน
ไหนๆ ก็ลุยมาด้วยกันถึงขนาดนี้แล้ว

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 3 :: Shimanami Kaido มุ่งสู่เมือง Imabari

พยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง!!
ฟ้าใส กลิ่นทะเลพัดโชยมา ถนนที่ไหล่ทางกว้างๆ ,, นี่แหละ วันที่เราไฝ่ฝันก็มาถึง!!

วันที่เราจะปั่นเส้นทางที่เค้าว่าเป็นสรวงสวรรค์แห่งจักรยานที่อย่างน้อยนักปั่นควรมาสัมผัสสักครั้ง
70 กิโลเมตร เป็นความยาวที่ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป และเส้นทางของเรานั้นพาดข้ามทะเลเซโต้ ผ่านหกเกาะ และหกสะพาน
นั่นคือเส้นทาง Shimanami-Kaido นั่นเองครับ
โดยวันนี้เราจะเดินทางจากเมือง Onomichi ไปยังเมือง Imabari นั่นเองครับ
แล้วเราจะไปนอนพักที่เกาะ Oshima (ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ติดกับเมืองอิมาบาริ) ที่เป็นที่อยู่ของเกสเฮาส์เรา
เราจะเดินทางขาไป โดยพกสัมภาระไปนอนที่นั่น แล้ววันแข่งจริงจึงจะปั่นกลับมาโอโนมิจิ

ซึ่งผมจะรีวิวแบบละเอียดยิบเลยนะครับ
(อาจงงกะชื่อเกาะ + สะพานบ้างนะครับ ดูแผนที่ตามลิงค์นี้ประกอบด้วยจะพอช่วยได้ครับ)

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ตื่นเช้ามาราวเจ็ดโมง เราก็รีบอาบน้ำ และแต่งชุดจักรยานแบบจัดเต็ม พร้อมกับเสื้อกันลมที่พกมาจากเมืองไทย
ส่วนกระเป๋าเป้ใบน้อยๆ ที่พกไปด้วยก็จะมี ชุดจักรยาน+ชุดนอนไปคนละชุด, กล้องถ่ายรูป, เงิน+พาสปอต, แบตสำรอง+สาย และหลักฐานการลงทะเบียน
ส่วนของอื่นๆ และกล่องจักรยาน ก็จะทิ้งไว้ที่ Onomichi U2 นี่แหละครับ

ที่โรงแรม Hotel cycle ไม่มีข้าวเช้าให้ (จะกินก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันกว่าเยน) เราเลยอัปเปหิตัวเองไปกินที่ลอว์สัน เยื้องๆ โรงแรมดีกว่า
พอออกมาได้ไม่นาน รู้เลยว่า ที่นี่หนาววววววว ครับ ,, แพลนที่ว่าออกมาจากโรงแรมแล้วจะปั่นไปยาวๆ ก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนครับ
เพราะต้องถอยกลับไปซื้อ Arm warmer ที่ Giant Shop มาคู่นึง ราคาโหดกว่าเมืองไทย
แฟนผมใส่เสื้อกันลมแบบ Jacket ก็ดีหน่อย ก็คิดว่าน่าจะพอแล้ว

แต่ละเกาะที่ไปทั้ง 6 เกาะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่บ้างนะครับ ตามทางที่เราปั่น แต่ละเกาะจะเจอราวๆ 1-3 ที่ ซึ่งส่วนตัวผม แนะนำให้หาของกินติดตัวไปหน่อยครับ ข้าวปั้นสาหร่ายสัก 1-2 ชิ้นก็ได้ครับ เผื่อหิวกลางทาง (ส่วนน้ำถ้าไม่ได้ติดน้ำหวานอะไรก็กินจากกระติกเอา พกไปกระติกเดียวก็พอนะ)

จากนั้นการที่จะเริ่มปั่น เราต้องนั่งเรือ Ferry จากฝั่ง Onomichi ไปยังเกาะข้างๆ ที่ชื่อว่าเกาะ Mukaishima ครับ
สนนราคาค่าตั๋วที่ 110 เยนต่อคนครับ (ราคารวมจักรยานแล้ว)
โดยท่า Ferry มีหลายท่านะครับ และไปส่งที่เกาะ Mukaishima คนละจุดด้วย (แต่ไม่ห่างกันมากนะ)

พอไปถึงก็จะงงๆ นิดนึงครับ ,, ไม่เป็นไรครับ เดินตามชาวบ้านเค้าออกจากท่าเรือ
จากนั้นมองดูที่พื้นครับ จะมีเส้นสีฟ้าตีคู่กับเส้นสีขาวไหล่ทาง ซึ่งนั่นคือเส้นทาง Shimanami Kaido ที่จะพาเราไปเมือง Imabari ครับ
เราก็เริ่มต้นจากเจ้าเส้นนี้เลยครับ ง่ายมากๆ แถมบอกระยะทางด้วยว่าอีกกี่กม. จะถึงเมือง Imabari ครับ
หรือว่าใคร load maps (ที่ผมแนะนำไปในภาคแรก) ลงไปในการ์มิน ก็จะขึ้นแผนที่มาเลย สะดวกมากๆ ครับ

อ้างอิงตามBrochure การปั่น Shimanami Kaidoแล้ว เส้นทางที่เค้าขีดสีฟ้าที่ถนนไว้เป็นเส้นทางที่เป็น recommend route ระยะทาง 70 กม. เท่านั้น (จุดสีแดง :: คือทางที่ง่ายที่สุด ปั่นสบายๆ ไม่มีเนินเท่าไหร่) ,, แต่จริงๆ แล้ว เส้นทางนี้ยังมีทางในระดับ Intermediate (จุดสีเหลือง :: ยากขึ้นมาอีกนิด เพิ่มระยะทางอีกหน่อย แถมเนินให้กระเเทกเล่นๆ อีกนิด), และแบบ Advance (จุดสีน้ำเงิน :: มีเนินโหดๆ เพียบ, บางช่วงเป็นทางขึ้นเขาชันๆ จัดๆ ใช้เวลาปั่นค่อนข้างมากหน่อย) ซ่อนอยู่ด้วย แต่ Intermediate และ Advance แนะนำว่าต้องเอาแผนที่พกติดตัวไปด้วยหรือต้อง create course บน Garmin ไว้ด้วย เพราะเค้าไม่ได้ขีดเส้นไว้ที่พื้น

ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยครับ

เกาะแรก Mukaishima – สะพาน Innoshima

ช่วงแรกการออกสตาร์ทจะเริ่มปั่นในเมืองครับ แต่เมืองที่นี่จะออกแนวเล็กมากๆๆๆ เป็นบ้านพักอาศัย + ร้านค้านิดหน่อย
รถที่นี่ก็ขับไม่เร็วมากครับ แล้วเค้าจะไม่ขับมาเหยียบหรือทับเส้นสีฟ้าเลย ซึ่งปลอดภัยมากๆๆ
ส่วนเราก็ปั่นตามเส้นสีฟ้า และชมวิวไปเพลินๆ สบายมากๆ ครับ
ซึ่งผมว่าเค้าฉลาดในการวางแผนและออกแบบมากๆๆๆ เพราะไหนๆ จะสร้างสะพานก็ทำทางจักรยานเล็กๆ ให้ด้วย แล้วก็ขีดเส้นสีฟ้าไปเรื่อยๆ นำทางไป จนถึงอีกฝั่งนึง
เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ,, ลงทุนครั้งเดียว ได้ทั้งสะพานข้ามรถ และได้ทางจักรยานที่สวยๆ ด้วย

ช่วงที่เราผ่านสามแยก หรือสี่แยก เส้นสีฟ้าจะมีขาดหายเป็นช่วงนะครับ ถ้าก้มหน้าก้มตาปั่นอาจมีเงิบได้ว่าเส้นหายไปไหน แนะนำว่าให้พยายามมองไปข้างหน้านิดนึงแล้วเล็งหาเส้นสีฟ้าไว้ครับ แล้วก็อย่าลืมด้วยว่าเวลาเจอสี่แยกห้ามเลี้ยวขวาตัดถนนนะครับ ให้เราข้ามทางม้าลายเสมอ ส่วนทางสามแยกตัดได้เลย

จริงๆ บนเกาะมีพวกสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในแผ่นพับแผนที่แนะนำการปั่นก็จะมีบอกนะ อย่างที่เกาะ Mukaishima ก็ปั่นผ่านพวกสวนกล้วยไม้นะ แต่ไม่ได้แวะอะครับ

ปั่นไปไม่นานก็ออกจากตัวเมือง ไปเจอทะเลแล้วครับ บอกเลยว่าลมแรงมากๆๆๆ แต่ทะเลก็สวยมากๆ ครับ
ทะเลบ้านเขาดูใสมาก เป็นสีน้ำเงินดุๆ ไม่ค่อยมีชายหาดเท่าไหร่ครับ
ซึ่งเกาะ Mukaishima ผมปั่นแค่ Recommended route นะครับ โดยทางนี้เป็นส่วนติดทะเล
แต่เกาะนี้มี Intermediate และ Advance route ซึ่งปั่นผ่าเนินกลางเกาะด้วย!!! (แต่ก็อยากปั่นติดทะเลนี่นา)
ปั่นไปราวๆ 9 กม. เราก็จะถึงจุดที่จะพาเราขึ้นสะพานแล้วครับ

มองจากไกลๆ ก็คิดนะว่าสะพานตั้งสูง เราจะขึ้นไปได้ยังไงวะ ,, แต่จริงๆ แล้ว ไม่ยากเลยครับ
เพราะพอถึงจุดขึ้นสะพาน มันจะมีป้ายบอกให้เราเลี้ยวครับ
พอเราเลี้ยวปุ้บ จะเจอลักษณะเหมือนทางขึ้นเขา ซึ่งทางก็ไม่ได้ชันมากนะ สูงสุดราวๆ 5% เท่านั้น
แล้วเส้นทางนี้ส่วนมากเป็นเส้นทางของจักรยาน บางช่วงเป็นวันเวย์ บางช่วงมีสวนกัน (บางช่วงก็มีมอเตอร์ไซมาใช้ถนนร่วมด้วยนะ)
ปั่นไม่นานก็ถึงสะพานแรกแล้วครับ ชื่อสะพาน Innoshima (ชื่อเหมือนเกาะถัดไปเลย) โดยทางจักรยานของสะพานนี้จะอยู่ข้างใต้ของสะพานหลัก ใช้ทางร่วมกับจักรยานยนต์
โดยสองข้างจะถูกกั้นด้วยลูกกรงนะครับ ซึ่งผมว่าเป็นสะพานที่สวยงามและเสียวน้อยที่สุด ฮาๆๆๆๆ
ปั่นไปราวๆ กิโลนิดๆ ก็ถึงทางลงแล้วครับ โดยเกาะต่อไปที่เราจะไปคือ Innoshima

เกาะ Innoshima – สะพาน Ikuchi

ต่อมาเราลงมายังเกาะ Innoshima ครับ ลงมาเสร็จก็มีทางให้เลือกเลย คือ ไปทางง่ายเลี้ยวขวา และไปทางยากเลี้ยวซ้าย (แนะนำขวา!!!)
ซึ่งพอเราไปทางขวา มันจะขึ้นไปส่วนทางเหนือของเกาะครับ ซึ่งเป็นทางราบๆ ซึ่งเป็นโซนโรงงานซะเยอะเลย (แต่ดูสะอาดสะอ้านมาก)
ไปอีกนิด มีทางแยกระหว่าง Recommended กะ Intermediate ครับ ซึ่ง recommend จะพาเราขึ้นเนิน ส่วน intermediated จะพาเราไปทะเล
ซึ่งผมปั่นมาทั้งสองทาง และพบว่า Intermediate ง่ายกว่า (ฮา) และเสี่ยงต่อการหลงน้อยกว่า (มีเส้นสีฟ้าทั้ง 2 ทาง)

จริงๆ ผมแอบไปปั่นรอบเกาะ Innoshima มาด้วย เพราะว่าเป็นวันที่เหลือว่างวันนึง แอถมอยากรู้ด้วยว่าทางระดับ Intermediate กะ advance บ้านเขามันจะเป็นยังไง ซึ่งเก็บไว้ใน part ที่ 5 ละกันครับ

ปั่นไปอีกไม่ไกล ราวๆ 10 กม. ก็ถึงสะพานถัดไปครับ นั่นคือสะพาน Ikuchi ครับ สะพานนี้ยาวแค่ 790 เมตรเท่านั้น
ซึ่งเวลาขึ้นก็ขึ้นคล้ายๆ กันนะครับ คือพอถึงจุดเลี้ยว มันก็จะพาเราไปขึ้นเนิน แต่สะพานนี้จะพาเราวนขึ้นไปด้านข้างสะพาน
เราก็จะได้ปั่นเลนข้างๆ รถยนต์ แต่มีที่กั้นแยกคนละเลนชัดเจนนะ แล้วปั่นสวนกัน (ส่วนมอไซใช้ทางขึ้นเนินเดียวกันแต่จะขับอีกฝั่งสะพาน)
ซึ่งปั่นจริงผมว่า ก็สวยมากๆ เลย เห็นวิวสวยมากๆๆๆ แบบไม่ต้องมีลูกกรงมากั้น ปั่นไปถ่ายรูปไป จนไม่รู้ว่าจะปั่นเร็วๆ ไปทำไม ฮาๆๆๆ

เกาะ Ikuchima – สะพาน Tatara

พอลงจากสะพาน Ikuchi ,, เราก็จะถึงเกาะ Ikuchima แล้วครับ
เกาะมีมีความพิเศษ คือ ไม่มีเส้นทาง Advance ครับ และผมก็แนะนำทาง Recommended ด้วย
(ดูจาก Google street view ผมว่าทาง Intermediate มันเปลี่ยวกว่า, แถมไม่ค่อยผ่านอะไรอะ ดูเหงาๆ)
หลังจากเริ่มปั่นที่เกาะนี้ไม่นาน พวกเราก็เริ่มหิวและปวดห้องน้ำครับ เลยแวะร้านข้างทาง
เป็นร้านขายปลาหมึกทอดแบบเทมปุระ คู่กับน้ำส้มคั้นสดครับ ,, กินแล้วสดชื่นและเติมพลังให้เราได้ดีมากๆ

ของมีชื่ออย่างนึงของหมู่เกาะที่ทะเลเซโต้คือส้มและมะนาวนะครับ สังเกตว่าจะมีปลูกกันเต็มสองข้างทางเลย และที่ฮือฮามากๆ คือ ที่นี่มีมะนาวแบบกินเปลือกได้ด้วย!!!!!

อีกเหตุผลนึงที่แนะนำให้มาทาง Recommended เนี่ย เราจะผ่านเมืองท่าของเกาะที่มีชื่อว่า Setoda
ซึ่ง Setoda เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่มาก มีร้านค้าร้านอาหารเยอะด้วยครับ แถมมีชายหาดด้วยนะครับ ชื่อ Sunset beach

และที่ Setoda นี่แหละ ตรงที่เป็นศูนย์นักท่องเที่ยว จะมีของฝากเยอะแยะเต็มไปหมดครับ ซึ่งหนึ่งในของพิเศษนั่นก็คือ เสื้อลาย Shimanami Kaido ของ Le Coq ซึ่งไม่มีขายที่เกาะอื่นครับ สนนราคาตัวละ 10,800 เยนครับ ซึ่งนอกจากจะหาเจอแล้วยังต้องมีดวงด้วย เพราะบางทีไปแล้วไม่มีไซส์!!! แอบเสียใจที่แฟนผมไม่ได้เสื้อลายนี้อ่าาาาาาาา

ปั่นบนเกาะนี้ด้วยเส้นทาง Recommended ก็ตกราวๆ 14 กม. แล้วก็เตรียมขึ้นสะพานไปยังเกาะถัดไป
ปั่นไปเพลินๆ นี่เราปั่นมาราวๆ 40 กม แล้วเหมือนกันนนะเนี่ย
ส่วนนึงเพราะอากาศเย็นสบายเหมือนเราปั่นในห้องแอร์ ยิ่งทำให้ไม่เหนื่อยเลย

เอาเป็นว่าเรารีบปั่นข้ามสะพาน Tatara (ซึ่งยาวเกือบ 1500 เมตรแหนะ!!!) เพื่อจุดพัก และข้าวกลางวันกิน
อ้อ!!! และความพิเศษของสะพานนี้นอกจากที่จะมุ่งสู่เกาะถัดไปของเรา นั่นก็คือเกาะ Omishima
ก็คือเราจะข้ามจากเขตเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา ไปสู่เขตเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะด้วย

พักที่ Omishima – ไปสะพาน Omishima

หลังจากที่เราไหลลงจากสะพาน Tatara มายังเกาะ Omishima ,, แนะนำว่าควรมาพักที่ Tatara Sogo Park ครับ
ที่นี่นอกจากเป็นสวยสาธารณะสวยๆ ที่เราสามารถมองดูสะพาน Tatara จากด้านล่างได้แล้ว ยังมีศูนย์อาหาร, พิพิธภัณฑ์และห้องน้ำอย่างดี
ถือว่าเป็นการพักครึ่งทาง+พักเที่ยงเลยละกัน

ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดพักจักรยานนะครับ แต่พวกรถยนต์ก็มาจอดเต็มเลย เกินครึ่งนึงของรถที่มาจอดพักที่นี่พกจักรยาน คิดว่าจุดหมายเค้าก็คงไม่น่าจะต่างกับเราเท่าไหร่
พวกเราหิวมากเลยเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารชุดเลยครับ ซึ่งดูน่ากินและราคาน่าสนใจ
แต่ปัญหาคือ โต๊ะเต็ม!!! แล้วเราก็ไม่รู้วัฒนธรรมในการต่อคิวเอาโต๊ะที่นี่เท่าไหร่ (จริงๆ คือคุยไม่รู้เรื่อง ฮาๆๆ)
เราก็เลยเดินออกมาข้างนอก ที่เป็นร้านค้าแนวแผงลอยครับ
ผมสั่งข้าวแกงกะกรี่หมูทอด ส่วนแฟนผมสั่งปลาหมึกทอดและ Katsudon
โดยรวมรสชาติดีมากนะครับ ราคาไม่แรงด้วย
แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ได้อะไรอุ่นๆ มันดีมากครับ เลยสั่งกาแฟร้อนมา รสชาติกลางๆ ครับ

เราพักไปครึ่งชั่วโมงกว่า ได้เจอเพื่อนนักปั่นที่ปั่นมาจากเมืองโอโนมิจิ เพื่อไปปั่น Cycling Shimanami วันพรุ่งนี้ด้วย
ซึ่งตัวเขาเองแม้ว่าจะได้ปั่น Course D แบบเราที่เริ่มต้นที่เมือง Imabari แต่ก็จองที่พักไม่ได้
เลยต้องปั่นยาวไปถึงเมือง Matsuyama (ซึ่งห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ 50 กม.!!)
แล้วนั่งรถไฟขบวนพิเศษรอบตีห้ามาแทน โอโห… ยอมใจจริงๆ

ออกจากจุดพัก เราปั่นมาตามเส้นทาง recommended เลยครับ เป็นทางที่ไม่ยากและสั้นมาก ราวๆ สี่กม.
แต่ถ้าเผลอใจไปเส้น Intermediate หรือ advance ละก็ รับรองว่ายาวววววววครับ (ยาวระดับ 40+ กม.)

จากนั้นเราก็ขึ้นสะพาน Omishima ซึ่งรูปร่างมันจะเป็นสะพานทรงโค้งไม่เหมือนรูปร่างของสะพานอื่น
ตอนนี้ลมแรงมากๆ ขนาดที่ว่าอยู่บนสะพานแล้วมีลมพัดมานี่ เสียงปลิวตกทะเลเหมือนกัน (แต่ที่กั้นเขาดีนะ ไม่น่าจะตกง่ายๆ)
เพราะพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้มจะแรงที่สุดในรอบเดือนเลย (หวังว่าพรุ่งนี้ลมจะไม่แรงแบบนี้นะ…)
สะพานนี้ ยาวเพียง 320 เมตรเท่านั้น

เกาะ Hakatajima – สะพาน Hakata-Oshima – เกาะ Oshima

Hakatajima ก็อีกเกาะก็เป็นที่เราผ่านแค่ช่วงสั้นๆ ของเกาะแค่ประมาณ 2 กม. เองครับ
ลงไปปั่นที่เกาะแค่แว้บเดียวก็เตรียมขึ้นสะพานถัดไปแล้ว
ตอนนี้เวลาเกือบบ่ายสองแล้ว แต่อากาศยังดีมากๆ ปั่นสบายมากๆ แถมได้เห็นวิวสวยๆ นี่แทบไม่เหนื่อยเลย
ปั่นไปปั่นมา เราก็สังเกตเห็นพ่อลูกคู่นึง ปั่นจักรยานแม่บ้านตั้งแต่ขึ้นเรือเฟอรรี่มากะเราตั้งแต่ท่าโอโนมิจิละ
สองพ่อลูกก็ค่อยๆ ปั่นต่อนยอนๆ มาเรื่อยๆ แล้วก็จะทันเราทุกครั้งที่เราพัก (เอ… แล้วเค้าไม่พักกันเลยเรอะ)
ซึ่งอยากบอกว่าคุณลูกแข็งแรงมากๆ เพราะประเมินจากสายตา น้องเค้าน่าจะ 7-8 ขวบเอง
แถมปั่นจักรยานแม่บ้านกันมาด้วย!!!
เป็นกำลังใจให้นะครับ

บนเกาะ Hakatajima มีเส้นทาง Advance ด้วยนะ
โดยทาง Advance จะให้เราไปวนขึ้นเนิน Hirakiyama เพิ่มขึ้น (แต่ไม่ได้ไป เพราะกลัวไม่ทัน ฮาๆๆๆ)

เรารีบขึ้นสะพาน Hakata-Oshima ที่เป็นสะพานรองสุดท้ายของทริป
สะพานนี้ยาวราวๆ 1 กม. ครับ ซึ่งเป็นสะพานที่สวยมาก พวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดเป็นพักๆ เพื่อเสพวิวสวยๆ
และสุดปลายสะพานคือเกาะ Oshima ที่เราจองเกสต์เฮาส์ไว้ครับ

ทีแรกแผนการของเราจะปั่นรวดเดียวไปรับหมายเลขการแข่งที่ Imabari ก่อนแล้วค่อยกลับมาพักทีเดียว
แต่ปั่นแบกของนานๆ นี่ก็ชักเมื่อยไหล่ เลยขอเอาสัมภาระบางส่วนไปเก็บที่เกสต์เฮ้าส์ก่อน (แถมในกระเป๋าจะได้มีที่ใส่ของเพิ่มขึ้นด้วย)
หลังจากลงสะพาน เราเลี้ยวขวาละไปตามทางเล็กน้อย เราก็จะเจอที่พักของเราแล้ว ชื่อว่า Yadokari guesthouse ครับ
เจ้าของชื่อคุณ Rie และ Akira ยืนรอทักทายเราอยู่ พอเราไปถึงก็ทักทายและดีใจมากๆ เป็นกันเองดีมากๆ น่ารักมากๆๆ

ลักษณะของที่นี่เป็นบ้านญี่ปุ่นชั้นเดียวดัดแปลงมา นอนฟูกแบบญี่ปุ่น, มีห้องน้ำแยก, ห้องอาบน้ำใช้ด้วยกัน (แต่มีห้องเดียว), มีครัวและโต๊ะนั่งเล่นใช้ด้วยกัน
มีของกินเล่น+มาม่าคัพขาย 100 เยน, มีกาแฟดริปให้ฟรี เอาเป็นว่า มีให้ครบพออยู่ได้ข้ามคืนแม้ว่ารอบข้างจะเปลี่ยวแค่ไหนก็ตาม
วันที่ผมไป มีคนพักด้วย 2 ครอบครัว, เป็นคนญี่ปุ่น 1 ครอบครัว และคนจีนอีก 1 ครอบครัว (ซึ่งคนจีนจะไปปปั่น Course C แบบไป-กลับ 140 กม.!!!)
ส่วนจักรยานมีที่จอดอยู่นอกบ้าน (ควรมีที่ล้อคเตรียมไปเอง) ที่ห้องมีปลั๊กสามตาให้, มีฮีตเตอร์ให้ แต่ที่จะน่ากังวลหน่อยคือห้องล้อคไม่ได้
(โดยเวลาจองที่พักผ่าน AirBNB ของเกสต์เฮ้าส์ที่นี่ จะจองเป็นห้องนะครับ ที่นี่มี 4 ห้อง ชอบห้องไหนก็จองห้องนั้นไป)

คุยกันไปจนเพลิน ก็ดูโอเคนะ ทุกอย่างน่าจะดูราวรื่น จนกระทั่งคุยกันถึงว่า พรุ่งนี้จะไปจุดปล่อยตัวอย่างไร
เราก็เล่าให้ฟังว่าวันจริงตอนเช้าจะตื่นมาแล้วออกบ้านราวๆ ตีห้า แล้วปั่นไป (เนื่องจากเราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเรามากๆ)
เจ้าของเกสเฮ้าส์ก็ทำหน้าตกใจแล้วทักว่า ตอนเช้ามันมืดและหนาวนะ ทำไมไม่ไปกะเราล่ะตอนเช้า หกโมงครึ่งเราจะไปส่งที่ท่าเรือพร้อมกะคนจีน แล้วเรือลำแรกจะออกไปตอนเจ็ดโมง
เราก็ทักไปว่าเจ็ดโมงนี่ เค้าเรียกรวมตัวแล้วอ่า ไปไม่ทันแน่นอน (ปล้วทางด่วนบนเกาะก็ปิดตอนหกโมงด้วยนะยูว์!!!)
ซึ่งเจ้าของเกสเฮ้าส์ตกใจกว่าเดิม+ทำหน้าเครียดๆ และพยายามหาแผนการเดินทางอื่นให้ทันเวลา
เราก็ปล่อยเค้าคุยและหาหนทางไปละกัน ,, ส่วนเราก็ขอตัวก่อนนะ เพราะเดี๋ยวไปเอาหมายเลขไม่ทัน

จริงๆ เค้ามีคู่มือให้นะครับ เกี่ยวกับกฏและการเตรียมตัวต่างๆ ค่อนข้างละเอียดมากๆ ครับ

พอเอาสัมภาระส่วนหนึ่งฝากไว้เสร็จ เราก็รีบปั่นไปเมือง Imabari ต่อ
โดยปั่นทางที่เป็น recommended สำหรับเกาะ Oshima นี้เป็นทางที่เราต้องปั่นจากเหนือลงใต้ ฝ่าเนินกลางเกาะ 2 เนินครับ เหนื่อยพอควร
(ถ้าเลือกปั่นทางที่เป็น Intermediate จะปั่นเลาะชายทะเล ที่มีระยะทางไกลกว่าราวๆ 4 กม.)
แค่เราปั่นทางลัดกลางเกาะก็ราวๆ 10 กม.แล้ว เหนื่อยเหมือนกัน และกว่าจะไปถึงอีกฝั่งของเกาะ ก็ราวบ่ายสามโมงแล้ว…
ซึ่งจุดนี้ ท้องฟ้าเริ่มครึ้มๆ (คนละแบบกะบ่ายสามบ้านเราเลย) แถมวิวที่เราเห็นสะพาน Kurushima-Kaikyo ยาวสุดลูกหูลูกตามันสวยงามมากๆ

ว่าแล้วก็รีบปีนขึ้นไป

บนสะพาน Kurushima-Kaikyo และเมือง Imabari

เรารีบปั่นจักรยานขึ้นสะพานไปครับ ซึ่งสะพานนี้ค่อนข้างสูงมากๆ แต่พอเราเห็นทางขึ้นปุ๊บนี่ อยากขึ้นทันที เพราะมันมีทางวนๆ แบบใน Anime เลย (เหมือนแบบทางขึ้นที่จอดรถในห้าง ฮาๆๆๆ)
พอขึ้นไปถึง ฟีลลิ่งแรกคือเสียวมาก ทั้งจากความสูงด้วย, ลมที่แรงมาก และสะพานยาวจนมองไม่เห็นปลายสะพานอีกด้าน (ก็ยาวตั้ง 4 กม.!!)
และทางจักรยานที่ค่อนข้างแคบ (และต้องขี่สวนกัน) แถมรู้สึกว่ามันใกล้กับรถยนต์ด้วย+รถก็วิ่งเร็วด้วย
แถมเวลาปั่นบนสะพานมันจะรู้สึกสั่นๆ นิดๆ มันไม่มั่นคงเหมือนสะพานอื่นๆ
และพอทุกอย่างมันมารวมกัน ผมรู้สึกเียวมากๆๆๆๆ (แฟนผมนางดูชอบนะ!!) แต่ผมพยายามสลัดความกังวล ก้มหน้าปั่นต่อไป
พยายามทำความเร็วให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ทันเวลา

พอถึงปลายสะพานฝั่ง Imabari ผมรีบไหลลงเข้าไปยังเมืองครับ เพราะจากตัวสะพานเราต้องเข้าไปอีกไกลพอควร
เรายึดมั่นปั่นไปตามเส้นสีฟ้า จนในที่สุดเราถึงจุดปลายของมันตรงศูนย์นักท่องเที่ยวของเมือง Imabari
เห็นนักปั่นอยู่บ้าง ตรงร้าน Giant store แต่ดูไม่ค่อยคึกคักอย่างที่คิดไว้เลย ไม่เหมือนบรรยากาศตามงานแข่ง
สุดท้ายเราจึงเข้าไปถาม (พร้อมกับช้อปปิ้งที่ร้านไจแอนท์) อ่าว ที่นี่ไม่ใช่ที่ลงทะเบียน เพราะว่าเค้าจัดกันที่ Shimanami Earth Land
เราก็เลยต้องปั่นไปอีกร่วมห้ากิโล ซึ่งกว่าจะถึงก็ราวๆ สี่โมงแล้ว

จริงๆ จุดลงทะเบียนเราเลือกได้นะครับ ว่าจะลงที่ไหน หลักๆ ก็จะมีที่เมือง Imabari, เมือง Onomichi และก็เมือง Matsuyama ครับ (อาจมีที่อื่นๆ อีก แต่ละปีไม่เหมือนกัน) ซึ่งถ้าเราลงทะเบียนว่าจะไปเอา bib ที่ไหน เราต้องไปที่นั่น Only นะครับ ซึ่งทีแรกผมกะเอาที่ Onomichi แต่ไหนๆ เราก็จะปั่น Shimanami Kaido อยู่แล้วเลยว่าจะมาเอาที่ Imabari ก็ได้ แถมถ้าเอาที่ Onomichi ก็ต้องแบกมาด้วย (ก็เราไม่รู้ว่าเค้าจะให้อะไรเราบ้างนี่นา) ซึ่งไม่คิดเหมือนกันว่ามาเอา bib ที่นี่จะมีดราม่าอะไรมากมายขนาดเน้

ที่นี่เป็นลานกว้างๆ ครับ แลดูคึกคักมากๆ มีซุ้มเกี่ยวจักรยานละลานตาไปหมด พอถึงที่หมายก็รีบไปลงทะเบียนครับ
ลงทะเบียนที่นี่นอกจากหมายเลขการแข่งกับกระเป๋าทีได้ ก็จะมีของดีประจำเมือง ตั้งแต่ผ้าขนหนู น้ำมะนาว ผงแช่ตัว น้ำซอสหมักเนื้อ ผงดองขิง ฯลฯ (เยอะเกิ้นนนนนนนน)
เสร็จแล้วเราก็ออกไปเยี่ยมชมตามซุ้มต่างๆ พยายามจะช้อปปิ้งแต่คุยไม่รู้เรื่อง ยืนอยู่ดูสักพักพวกซุ้มก็เริ่มปิด (จุดลงทะเบียนปิด 7 โมง แต่ราวๆ ห้าโมงร้านรวงก็เริ่มเก็บซุ้มแล้ว)
พระอาทิตย์ลดต่ำลงเหมือนอากาศตอนทุ่มนึงบ้านเรา ทั้งที่ยังไม่ถึงห้าโมงดี แถมอากาศหนาวลงมากๆ ยิ่งกว่าอยู่ในตู้เย็น
จริงๆ อยากเที่ยวชมเมือง Imabari (ซึ่งจริงๆ น่าเที่ยวมากๆ) แต่ขอเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดละกัน เพราะเราต้องรีบปั่นกลับไปยังที่พักบนเกาะ Oshima ร่วม 20 กม.
ขามาเราจับเวลาปั่นมาแบบไม่พัก + มีลมส่งนิดๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที
ขากลับสวนลมก็คงราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งได้แหละ ,, ซึ่งเราจะถึงที่พักหกโมงครึ่ง ก็ไม่น่าจะมืดมากนะ
แต่เราคิดผิดมากๆ ครับ

เราออกตัวกันราวๆ ห้าโมงสิบห้า พระอาทิตย์ตกเร็วมากๆ และเริ่มลับขอบฟ้าไปราวห้าโมงครึ่ง
เรียกว่าปั่นไปบนสะพานตะกี้นี่เสียวแล้ว ขากลับเสียวกว่าเดิม
เพราะยิ่งปั่นก็ยิ่งมืด ทางก็มองเห็นยากขึ้น แถมอากาศเย็นและลมแรงขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นลมต้านที่หนาวมากๆ หนาวสะท้านเลย
เรากัดฟันปั่นจนถึงปลายสะพานฝั่งเกาะ Oshima ราวๆ หกโมงครับ บอกได้เลยว่ามืดมาก และหนาวมากๆ ลมแรงมากๆ
หลังจากนั้น เราก็ต้องปั่นลุยเนินอีก 2 เนิน ฝ่ากลางเกาะเพื่อขึ้นไปยังที่พักเราที่อยู่ตอนเหนือ
และกว่าที่เราจะปั่นกลับ รวมเวลานี่ เกือบๆ 2 ชั่วโมงเลย!!!
และพรุ่งนี้ เราจะต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีกตอนปั่นมาร่วมงาน โอยยย ตายยยย เทตอนนี้เลยได้มั้ยยยยยยยย

ปั่นฝ่าเนินกลางเกาะไปจนถึงร้าน Okonomiyaki ที่เจ้าของ Guesthouse แนะนำ ซึ่งร้านอยู่ห่างที่พักไม่มาก
แต่อ่าววววววว ร้านเขียนป้ายว่าปิดทุ่ม (แต่เราถึงร้านทุ่มสิบห้า) เพราะถ้าปิดแล้ว แถวนั้นจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ทำให้เหลือทางเลือกที่จะต้องปั่นกลับไปหาอะไรกินกลางเกาะ หรือกินมาม่าที่เกสเฮ้าส์
แต่พอเข้าไปถาม แม่ครัวก็บอกว่าเข้ามาๆๆ เปิดบริการให้พิเศษนะๆๆ เรียกว่ารอดไป
ทั้งหิวทั้งหนาวแบบนี้เลยสั่งชุดใหญ่ไป ทั้งทาโกยากิ โอโคโนมิยากิ เกี๊ยวซ่า ฯลฯ จัดเต็มมากๆๆๆ
พอกินเสร็จก็ปั่นกลับเกสเฮ้าอีกประมาณโลกว่าๆ ครับ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากๆ
ออกมาจากห้องอุ่นๆ สภาพอิ่มๆ เพื่อเจอความเหนาวและลมทะเลอีกครั้ง แงๆๆ

พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำ จอดรถไว้ข้างนอก และเตรียมรถ/เช็ครถครั้งสุดท้ายครับ
แล้วก็มานั่งคิดว่าพรุ่งนี้เอาไงดี เพราะตอนเช้าๆ น่าจะหนาวกว่านี้มากๆ แน่นอน และปั่นไปคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชม แน่ๆ
ซึ่งถ้าแบบนี้ ตี่สี่ครึ่งออกบ้านจะทันไหม จะหนาวแค่ไหน หาอะไรกินยังไง ฯลฯ คำถามพวกนี้วนเวียนอยู๋ในหัวตลอด
กำลังคิดเครียดๆ ฟุ้งซ่านๆ คนจีนที่พักอีกห้องก็เดินมาคุยกับเราว่า
ขอบคุณที่ทักเรื่องเวลาปล่อยตัวเมื่อเช้านะ เจ้าของเกสเฮ้าส์เลยแพลนว่าจะเหมารถไปส่งเราตอนเช้าที่จุดปล่อยตัวเลย
โดยล้อหมุนจากเกสเฮ้าส์ ราวๆ ตีห้า ซึ่งทันเวลาทางด่วนจะปิดตอนหกโมง และส่งเราทันเวลาแน่นอน สนนราคาค่ารถ 800 เยนต่อคน
บอกเลยว่า สภาพการณ์แบบนี้, อากาศหนาวแบบนี้ แพงกว่านี้ก็ยอมจ่าย!!!

คืนนี้หลับฝันดีละครับ

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 2 :: ยินดีต้อนรับสู่โอโนมิจิ

หลังจากตอนก่อนหน้า ที่เราได้มีโอกาสสำรวจโอกาสสำรวจโอซาก้า และได้ปั่นไป-กลับนามา ซึ่งทั้งคู่เหมือนเป็นการวอร์มอัพการปั่นจริงที่ญี่ปุ่นครั้งนี้
ซึ่งวันนี้เราจะได้เริ่มเอาจริงที่จะปั่นที่เมืองที่ถือว่าเป็นเป้าหมายของเราแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่โอโนมิจิ

หลังจากปั่นไปหากาแฟจิบและหาข้าวเช้ากินแบบขำๆ แล้ว
เหลือเวลานิดหน่อยเลยปั่นชมปราสาทโอซาก้าอีกนิด ซึ่งคนมาเที่ยวที่นี่มีหลากหลายมากครับ
นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ก็ยังมีทั้งทีมเด็กๆ มาทัศนศึกษา และนักวิ่งที่มาซ้อมแบบจริงจังมากๆ ด้วย
ส่วนเราก็ปั่นชมวิว ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ ไปครับ

พอถึงเวลา เราก็เตรียมแพคจักรยานด้วยกระเป๋า MOVE เพื่อออกเดินทางต่อแล้วครับ
โดยครั้งนี้จุดหมายของเราคือการไปยังเมือง Onomichi และโรงแรมจักรยาน U2 ซึ่งตั้งเวลาเช็คอินไว้บ่ายสี่โมง
พร้อมแล้วเราก็ขนสัมภาระและเข็นจักรยานมายังสถานี Tamatsukuri เพื่อไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อเดินทางไปต่อด้วยชินคันเซ็น
ซึ่งเวลาที่เราเริ่มเดินทางราว 11 โมงตรงครับ คนพลุกพล่านพอสมควร แต่ก็ยังพอมีที่เหลือให้เรายกจักรยานไปมา
พอถึงสถานี Shin-Osaka ก็รีบไปซื้อตั๋วชินคันเซนครับ
โดยรอบนี้เราจะไปลงที่สถานี Fukuyama ก่อนที่จะต่อ Local train ไปอีกรอบหนึ่งครับ
ค่าเดินทางด้วยชินคันเซ็น สนนราคาท่านละ 6080 เยน ใช้เวลาราวชั่วโมงนึง กับระยะทางเกือบ 200 กม.
ซึ่งรอบที่เราจะไปคือราวบ่ายสองโมงครับ เพราะมีที่ว่างหลังสุดว่าง 2 ที่พอดี

  • แนะนำว่าถ้ามีของเยอะ/สัมภาระชิ้นใหญ่เราควรไปซื้อกับเจ้าหน้าที่ดีกว่าซื้อกะตู้กดตั๋วโดยตรง โดยแนะนำว่าจองแบบ reserve ไว้ด้วย (ถ้าเรามีแพลนอยู่แล้ว ซื้อล่วงหน้าหลายวันๆ จะดีมากๆๆๆ) และบอกด้วยว่าเรามีสัมภาระนะ (ถ้าดีก็โชว์ให้เค้าดูไปเลย) เค้าจะพยายามหาที่นั่งหลังสุดให้ เพราะมันพอมีพื้นที่ที่เราสามารถวางสัมภาระและจักรยานแทรกไว้ได้ครับ (แต่จริงๆ ที่นั่งบนชินคันเซ็นค่อนข้างกว้างมากอยู่แล้วนะผมว่า) หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ เราสามารถวางไว้ตรงพื้นที่ระหว่างขบวนรถก็พอได้นะ
  • แม้ว่าที่ Onomichi จะมีสถานีชินคันเซ็นด้วย (มีชื่อว่า Shin-Onomichi) แต่ผมแนะนำให้เลือกที่จะลงสถานี Fukuyama แล้วต่อไป Onomichi ด้วย JR มากกว่า เพราะว่าจากสถานี Shin-Onomichi ไกลจากตัวเมืองพอสมควร และเราจะต้องเข็นสัมภาระมาเองราวๆ 2.5 กม. (ไม่แน่ใจวา่มีรถบัสไหมนะครับ) อีกทั้ง รอบรถไฟที่จะไปลง Shin-Onomichi มีน้อยกว่ามากๆ ครับ

เราหาอะไรรองท้องอีกนิด แล้วไปรอที่ชานชาลาข้างบนครับ รถไฟบ้านเค้าตรงเวลา และแม่นยำมากๆ
แม้ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้นมีรถไฟจอดอยู่ก็อย่าทะเล่อทะล่าขึ้นไปแบบไม่ถึงเวลานะครับ พยายามสังเกตป้ายและชาวบ้านญี่ปุ่นกันด้วย
ซึ่งพอใกล้ถึงเวลา เราก็ต้องมีสมาธินะครับ เพราะเราไม่ใช้สถานีต้นทาง รถไฟมันไม่ได้จอดนาน กะคร่าวๆ ไม่น่าถึง 5 นาทีครับ
มีอะไรก็รีบขนขึ้นไปให้หมดก่อน แล้วค่อยไปจัดระเบียบร่างกายและสัมภาระข้างบนอีกที
โดยแพลนเราคือ รถผมยัดไปข้างหลังฝั่งซ้าย, ส่วนรถแฟนผมจะยัดไปทางฝั่งขวา แล้วเอาสัมภาระวางทับอีกที
แต่พอขึ้นไป ฝั่งซ้าย (ซึ่งเป็นฝั่งที่เรานั่ง) ยัดจักรยานไปไว้ข้างหลังเบาะได้ แต่ฝั่งขวามีคนนั่ง แถมเสียบปลั้กโน๊ตบุ๊คอีก!!!
เราพยายามขอเค้า (ซึ่งคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วดึงปลั้กโน้ตบุ้คเค้าออกแม่ม 55555 แต่มันยัดไม่เข้าเพราะเค้าไม่ขยับเก้าอี้ให้ แถมผมว่าถ้ายัดเข้าก็คงเสียบปลั้กโน้ตบุ้คไม่ได้
เราก็เลยเอาไปไว้หลังสุดเลย ตรงนอกตู้เรา ซึ่งมันเป็นช่องว่างระหว่างตู้รถไฟ ก็พอไว้ได้นะ
แต่ที่ฮาคือ ของเราดันไปขวางห้องของนายสถานีผู้ขับรถไฟ ฮาๆๆๆ พอเค้าจะเดินออกมานี่ก็ต้องก้าวหลบซ้ายขวาเพลิน จะไปย้ายของ นางก็บอกไม่เป็นไร .

อีกอย่างคือ กระเป๋า MOVE นี่ล้อลื่นมากๆ ครับ ตอนเข็นอะสบายดี แต่ตอนเอาไว้บนรถไฟนี่เรียกว่าไหลซ้ายไหลขวาไปตามรางเลย สร้างความตื่นตาตื่นใจและพุ่งชนชาวญี่ปุ่นไปหลายทีแล้ว ฮาๆๆๆๆ แนะนำควรหา stopper มายันที่ล้อหน่อย (ซึ่งเราไม่ได้เตรียมมา เลยเอากระเป๋าเป้ยันไว้ ซึ่งเพิ่มความรกรุงรังพอสมควร) หรือถ้าดี ล้อรุ่นหน้าน่าจะมีระบบล้อคไว้ด้วย

ขึ้นชินคันเซ็นเพลินมากๆ แต่เราก็อย่าเพิ่งเผลหลับนะครับ เพราะถ้าเลยนี่บอกตรงๆ ว่างานเข้า
เพราะสถานี Fukuyama ไม่ใช่สถานีปลายทางครับ เค้าจอดให้เราแป้บเดียวแค่นั้น ราวๆ 2-3 นาที
ใกล้ถึง ให้เราเตรียมสัมภาระให้พร้อม, เช็คให้ครบถ้วน แล้วไปวางตรงประตูเลย (ซึ่งคนญี่ปุ่นเห็น เค้าจะไม่มาต่อเราเลยครับ เพราะกลัวลงไม่ทันแน่ๆ ฮาๆๆๆ)
พอประตูเปิดก็รีบโยนของลงสถานี พร้อมกับรอยยิ้มของคนขับรถไฟ ที่จะได้เดินออกจากประตูอย่างอิสระเสียที

จากฟุกุยาม่า เราก็เปลี่ยนชานชาลาลงมาที่ JR rail เลย ไม่ต้องออกแล้วกลับมาซื้อตั๋วใหม่ (โดยเราจะไปจ่ายค่าเดินทางที่ปลายทางครับ)
โดยปลายทางของเราให้เล็งไปที่สถานี Onomichi นะครับ ระยะทางราว 15 กม. ใช้เวลาไม่นานครับ ไม่ถึง 20 นาที
ตอนที่เราไป คนก็เยอะนะ แต่ไม่ถึงขั้นแออัดครับ ,, เราเริ่มชินกับสายตาชาวญี่ปุ่นที่จับจ้องเราทั้งสองกับสัมภาระชิ้นโต
แต่รถไฟรอบนี้ มีชาวต่างชาติเริ่มมาเม้ามอยเรื่องจักรยานเราด้วย ฮาๆๆๆๆ ก็คิดว่าคงมาปั่นที่นีเหมือนกันครับ (แต่อาจมาเช่ารถจักรยานเอา)

เราถึงสถานีราวๆ สี่โมงครึ่งครับ ซึ่งเข็นจักรยานราวๆ 5 นาทีก็ถึงโรงแรม U2 hotel ที่จองไว้

โรงแรมจักรยานในตำนาน U2 hotel

จริงๆ เรียก U2 hotel ไม่ถูกต้องเลยเสียทีเดียวครับ ,, เพราะที่ถูกควรเรียกว่า Onomichi-U2 ครับ
ซึ่งอาณาจักรของ Onomichi-U2 เนี่ยมีหลายส่วนครับ ทั้งร้านขายของชิคๆ, ร้านอาหาร, บาร์, ร้านกาแฟ, เบเกอรี่
ส่วนที่เป็นโรงแรมเนี่ย มันมีชื่อว่า Hotel Cycle ครับ

จากที่อยู่เมืองไทย ข้อมูลที่เคยได้รับคือ ที่นี่เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักปั่นที่ควรมาพักสักครั้งในชีวิต
เป็นการเอาโกดังเก่าที่ติดทะเล มาแปลงร่างเป็นโรงแรมจักรยานครบวงจร
ข้างในเรียกว่ามีครบทุกสิ่งอัน แถมเอาจักรยานไปไว้ในห้องได้ด้วย!!
ความฝันของนักปั่นตาดำๆ อย่างผมคือ การได้ลองมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง

แต่เริ่มตั้งแต่ประสบการณ์การจอง
ซึ่งที่พักที่นี่ ราคาค่อนข้างแพงมากๆๆๆ (ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ ในเมือง)
โดยสนนราคาต่อ 1 คนในห้องแบบธรรมดา เริ่มต้นที่ 12,200 เยน (หรือราวๆ 4000 บาท) หรือ 1 ห้อง 24400 เยน (ราวๆ 8000 บาท)
ไม่ว่าจะจองผ่าน Agoda, Booking, หรือจองโดยตรง ราคาเท่าๆ กันหมด

โอเค ตามแผนคือจองไป 2 วัน เพื่อให้วันแรกเราฝากของ แล้วอีกวันมารับกลับ
ราคาจ่ายแพงพอสมควร แต่คิดว่าเพื่อเราจะได้เอาของเก็บ แล้วก็มาลองสักครั้งในชีวิต

ถ้าจองผ่านเวปโรงแรมโดยตรง ราคานี่จะคิดเป็นต่อคน!! แบบทีแรกตกใจเลยนะ ว่าเห้ย!!! ไรวะ ไปสองคนก็คูณ 2 อะดิ (ต้องระวังดีๆ ด้วย เดี๋ยวเพื่อนจะไม่มีที่นอนเอา) ซึ่งมาคิดแล้ว ราคาต่อสองคนได้ราคาเท่ากันกับ 1 ห้องพอดี ถ้าจองผ่าน agoda, booking ,, ส่วนโรงแรมอื่นๆ ในคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำเลคล้ายๆ กัน ราคาจะประมาณ 10,000 เยนก็มี

ฟีลลิ่งแรกที่มาถึงโรงแรม… สวยมากครับ งานออกแนวกึ่งๆ อินดัสเตรียลลอฟ มีรถจักรยานสวยๆ จอดอยู่หลายคัน
เดินดูส่วนร้านขายของ (Shima shop) ก็สวย+แนวดีครับ แต่ราคาแรงเอาเรื่อง
ดู Giant store ก็ถือว่าดีนะครับ มีช่างให้คำปรึกษา+ลากรถมาซ่อมได้เลย (แนะนำเสื้อ+กระติกน้ำลาย limited ที่นี่)
มี Yard cafe + Bakery + ร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนมากๆ แต่ต้องอดใจไว้ก่อน
เพราะเราจะเข้าไปเช็คอินครับ

ฟีลลิ่งแรกที่เข้าห้อง… ประตูห้องหนักมาก และเปิดค้างไม่ได้ (ทำให้การเข็นจักรยานเข้าห้องไม่ใช่เรื่องง่าย) ห้องค่อนข้างแคบและอึดอัด ฝ้าเตี๊ยมาก
มีที่แขวนจักรยาน ดัดแปลงเอาแฮนด์หมอบมาพันผ้าพันแฮนให้รอบแล้วเอาติดผนัง ซึ่งรถที่ไซส์เล็กๆ (ถ้าเล็กกว่า 48) น่าจะแขวนไม่ได้
มีชุดนอนให้ใส่ อุปกรณ์ต่างๆ ครบตามมารตฐานห้องน้ำญี่ปุ่น ส้วมฉีดตูดอัตโนมัติแต่ไม่เปิดฝาส้วมให้เอง หน้าต่างเปิดไป ก็คือทางเดินนอกโรงแรมครับ

ฟีลลิ่งแรกที่ประกอบจักรยาน… คือ เราก็เปิดกล่องกลางโรงแรม แล้วก็ประกอบมันอย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ
ทุกอย่างใช้ของเราหมดนะครับ พวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงสูบลม ,, ออ ประกอบเสร็จก็เอาไปวางบนขาตั้งที่โรงแรมให้
พอเสร็จทุกอย่าง ก็ขนกล่องเราไปวางไว้หน้าห้อง… เป็นอันจบสิ้นกับโรงแรมจักรยาน

ถามว่า รู้สึกยังไง อืมมมมม ส่วนตัวก็ดีนะ แต่คราวหน้าคงไม่มาอีก (และคงไม่แนะนำใคร เว้นถ้าอยากลอง) ยิ่งถ้าเทียบกับราคานี่แรงไปเยอะเลย เพราะถ้าโรงแรมจักรยานของเรามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากแค่ที่แขวนจักรยานในห้องนอนเฉยๆ แถมฟีลลิ่งตัวโรงแรมก็ไม่ได้จักรยานเท่าไหร่

ฟีลลิ่งแรกของการปั่น… กว่าจะประกอบเสร็จ+เคลียทุกอย่างเรียบร้อย ก็ราวๆ ห้าโมงครึ่งครับ
ออกไปปั่นแล้วพบว่าฝนปรอยๆ เลยแค่สำรวจข้างๆ โรงแรมฝั่งที่ติดทะเลเท่านั้น แล้วก็กลับไปกินข้าวที่โรงแรมครับ
ดูพยากรณ์อากาศแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปท้องฟ้าจะแจ่มใส และจะไม่มีฝนอีก

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 1 :: ดราม่าที่ Osaka – Nara

กับการเดินทางที่แสนยาวนาน เราทั้งสี่ (คนสองคน+รถสองคัน) ก็มาถึงญี่ปุ่นตอนหกโมงเช้า

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่บ่ายโมงและบินจริงราวๆ สี่โมงเย็น
รอ Transit ที่ฮ่องกง และเริ่มบินอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ
ขาไปเราใช้บริการของสายการบิน Cathay ซึ่งเป็น Full service
โดยรวมผมว่าโอเคนะ ให้น้ำหนักมา 30กก./คน โดยไม่จำกัดชิ้น/ขนาด แถม check through ให้
บนเครื่องมีหนังดู มีของกินแจก มีสายรูเสียบชาร์จไฟให้

หลังจากผ่านตม.และศุลกากรญี่ปุ่น เราก็เดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟ โดยเราเลือกสายที่เป็น JR
เพราะว่าเราจะลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อไปสถานี Tamatsukuri ที่เป็นที่พักของเราครับ
(ส่วนถ้าใครจะไปลง Namba ให้เลือกไปรถไฟสาย Nankai จะง่ายกว่า ,, แต่ตู้ขายตั๋วก็ติดๆ กันอะนะ)
พอรถไฟมา ผมก็สะพายเป้ใบยักษ์พร้อมกล่องจักรยาน, ส่วนภรรยาก็มีเป้น้อยและกล่องจักรยานอีกใบ
เริ่มที่สนามบินนี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เราเข็นกล่องขึ้นได้แบบสบายๆ
จนรถไฟเริ่มเคลื่อน และรับคนจากสถานีต่างๆ มาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่า ภาระใหญ่หลวงกำลังจะมา
ถูกต้องครับ!!! คนกำลังไปทำงาน+เรียนหนังสือ และอัดแน่นเต็มรถไฟ
แม้ว่าจะไม่แน่นเท่ากับที่โตเกียว แต่ไม่มีใครมองที่กล่องใบยักษ์สองกล่องนั่น ซึ่งหมายถึงมันมีขนาดเท่ากับ 5-6 คนยืน!!!
ผมพยายามลดขนาดตัวเองโดยการเอากล่องสองกล่องมาอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วเอาเป้ยักษ์วางบนกล่องอีกที
แต่ก็รู้สึกตัวเองเกะกะชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงโคตรๆๆ
พอถึงสถานี Tennoji ก็กราบขอทางชาวญี่ปุ่นแล้วเหวี่ยงกล่องจักรยานออก (โชคดีที่ Tennoji คนลงค่อนข้างเยอะด้วย เลยเนียนลงไม่ยาก)

จากนั้นเราก็ต่อจาก Tennoji ไปยังสถานี Tamatsukuri
เราก็ย้ายตัวเองและสัมภาระจาก Airport line มายัง Osaka loop line ครับ
ที่ญี่ปุ่นนี่ ดีอย่าง คือ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีลิฟต์คอยบริการตลอด แล้วเจ้า MOVE สองกล่อง ก็ยัดเข้าลิฟต์ได้พอดี
ตอนนี้เราไม่ได้ขึ้นที่ต้นสถานีอีก แถมเป็นช่วงเวลาที่คนค่อนข้างเยอะด้วย
เราจึงแยกกันคนละประตู (แต่ใกล้ๆ กัน) พยายามเล็งตู้ที่คนน้อยๆ แล้วรีบพุ่งไปครับ
ด้วยความตื่นเต้น เร่งรีบ และสายตาหลายสิบคู่ พอใกล้ถึงผมจึงส่งสัญญาณให้แฟนลง แล้วเราก็ถึงเป้าหมายอย่างสวัสดิภาพ
แต่พอลากกระเป๋าออกจากสถานีเท่านั้นแหละครับ ผมสะดุ้งเลย!!
เพราะลงผิดสถานี T_T

ทำให้ครั้งแรกในการมาญี่ปุ่น เราต้องลากกล่องและสัมภาระเดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร
เพราะเราดันไปลงสถานี Tsuruhashi แทนที่จะเป็น Tamatsukuri (ก็ชื่อมันคล้ายกันนี่นา)
แต่อากาศบ้านเค้ากำลังดีครับ, ฟุตบาทเดินง่าย แป้บเดียวก็ถึงครับ
แต่ไหนหว่าโรงแรม

ว่าด้วย Grandouce Tamatsukuri

โรวแรมที่เราจองชื่อ Grandouce Tamatsukuri ครับ ซึ่งเราจองผ่าน Booking อีกที
ที่นี่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ ครับ, ทำเลดูดีมากๆ ห้องดูดีมากๆ ราคาไม่แพงด้วย
ทีแรก เราค้นจาก Google street view แต่ไม่แน่ใจทำเลที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะอยู่ในซอย หลังร้านซักผ้าหยอดเหรียญ

พอใกล้ถึงเราก็พยายามหาโรงแรมที่จองไว้ครับ แต่ก็ไม่เห็นมีนะ ดูแล้วก็มีตึกสำนักงานและบ้านคน
เราก็เลยเดินหาร้านซักผ้าหยอดเหรียญครับ ,, เอ ร้านซักผ้าก็อยู่ตรงนี้นี่นา
เดินวนอยู่หลายที และเปรียบเทียบกับแผนที่บน Google street view ก็คิดว่า เจ้าตึกนี่แหละใช่แน่ๆ

ตึกนี้น่าจะเป็นตึกที่กำลังสร้างเสร็จครับ ข้างหน้าดูเป็นอพาร์ตเมนต์ จนเราเข้าไปสำรวจตึก ก็มีกระดาษแปะว่า
“Grandouce Tamatsukuri” พร้อมทั้งให้เบอร์โทรไว้
“เย่!!! ถึงสักที อยา่กฝากของไว้ แล้วจะไปปั่นรอบโอซาก้า” ในใจผมคิดแบบนั้น
แต่เอ๋…. พอเข้าไปจริงๆ เราเข้าไม่ได้ครับ เพราะที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ใดๆ
ข้างหน้าเป็นประตูสองชั้น ซึ่งการเข้าไปชั้นที่ 2 ต้องมีคีย์การ์ด ,, ส่วนด้านหลังเป็นที่จอดจักรยาน
แถม Sim2fly ที่เราเปิด ก็ไม่สามารถใช้โทรออกไปยังเบอร์ที่เค้าเขียนได้
พยายามเช็คเมลที่จองไว้ ทางโรงแรมถามเรื่องพาสปอตและรายละเอียดผู้เข้าพัก แล้วบอกว่าจะส่งกุญแจให้
ภรรยาผมจัดการส่งพวกนี้+กรอกรายละเอียดไปนานมากๆ แต่เราพยายามเช็คเมลที่ตอบกลับก็ไม่มี
อ่าว… ทีนี้ทำไง ยืนงงอยู่หน้าอพาตเมนต์

“มันคงไม่มีวิธีอื่น นอกจากที่เราจะโทรหาเค้าแล้วล่ะ”
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนซิม ก็มีป้าคนนึงเดินจะเข้าไปในตัวตึก ภรรยาผมแกก็ถามป้าเรื่องโรงแรม
ป้าแกเหมือนทำหน้างง แล้วพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่น… อืมมมม จบเห่ละกู
แล้วแกก็หายไปแป้บนึง ควักมือถือออกมาคุย LINE กับใครสักคน จากนั้นแกก็โทรหาเบอร์นั้น
ผมกับปลายสาย เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น…)
แรกๆ แกก็ตรวจสอบเรื่องรายละเอียดการพัก การโอนเงิน ,, ซึ่งโอนแล้ว
แล้วดันมาโป๊ะแตกที่แกไม่ได้ส่งวิธีการเข้าตึกมาให้ แถมวันนี้เราเช็คอินตอนหกโมงเย็นด้วย!!!
โอยน่อ…. ล่มสลายๆๆๆ

สุดท้าย กว่าจะเดินไปทำตามวิธีได้ กว่าจะกดโค้ดเพื่อเอากุญแจ กว่าจะทำนั่นนี่ได้ คุยกันจนเหนื่อย
(ขอบคุณป้าที่ให้ผมยืมมือถือสิบกว่านาที ฮาๆๆๆ)
และโชคก็เป็นของเรา ที่เมื่อวานไม่ได้มีใครมาพัก ,, วันนี้เลยสามารถเข้าได้ก่อนเวลา
จากนั้นเราก็รีบเอาของไปโยนไว้บนห้อง และรีบลงมาประกอบจักรยานเตรียมพร้อมปั่น

แต่ก่อนอื่นใด ต้องชมสภาพห้องที่นี่นะครับ ดีและใหม่มากๆๆๆๆๆ มีส้วมเปิดฝาอัตโนมัติด้วย ฮาๆๆๆๆ
มีอ่างอาบน้ำให้ มีครัวเล็กๆ ให้ มีไมโครเวฟ มีตู้เย็นให้ ทุกอย่างดูดี เป็นสัดส่วนและครบถ้วน และราคาไม่แพงด้วย
ถือว่าเป็นโรงแรมที่น่าแนะนำมากๆ หากต้องพักหลายวันหน่อย

Warm up :: Osaka Explorer

กว่าจะทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปาไปเกือบ 11 โมงครับ เราเลยว่าเดี๋ยวไปกินข้าวแถวปราสาทโอซาก้าก่อน
จากนั้นลองปั่นไปที่ใกล้ๆ ซึ่งแพลนคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปที่โกเบกัน เพราะไป-กลับไม่ถึง 60 กม.

การเอาจักรยานตัวเองมาปั่นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นครั้งแรกดีมากๆ ครับ
อากาศโคตรดี ฟ้าใสสุดๆ รถยนต์ขับโคตรมีมารยาท คือแบบไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
แล้วเราสามารถปั่นบนถนนหรือจะบนฟุตบาทก็ได้ แต่ระวังคนเดินด้วย
แถมรถเค้าก็ขับแบบชิดซ้ายเหมือนกับเราด้วย แทบไม่ต้องปรับตัวเลย

แต่สิ่งต้องปรับตัวเลย คือการเลี้ยวขวาครับ ,, คือถ้าเราปั่นถนนแล้วเราจะเลี้ยวขวา เราจะไม่สามารถเลี้ยวตีโค้งสวยๆ ได้แบบบ้านเรานะครับ เราต้องข้ามทางม้าลายเอาครับ!!!

มื้อแรกเราจัดข้าวแกงกะหรี่แถวๆ ปราสาทโอซาก้าไปครับ รสชาติพอใช้ครับ
จากนั้นไปต่อที่ปราสาทนิดหน่อยเพื่อวอร์มขา + Starbucks รสชาติพิเศษช่วงฮาโลวีน แล้วแพลนจะปั่นไปโกเบต่อ
เกือบบ่ายโมง เราทั้งสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

Kobe is callin’ :: DNF

แม้ว่าการปั่นที่ญี่ปุ่นจะดูชิลๆ แต่ปัญหาคือเราปั่นทำความเร็วไม่ได้ครับ
เนื่องจากไฟแดงมันถี่มากๆๆ แล้วเรายังเกร็งๆ ในการปั่นบนถนน จึงสลับมาปั่นบนฟุตบาทด้วย จึงทำให้ช้ากว่าเดิมอีก
ชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าจะปั่นเสือหมอบที่ความเร็ว 12-16 กม./ชม.ได้
รถขอบสูง แต่งชุดเต็ม ปั่นบนฟุตบาทนี่แพ้รถแม่บ้านนะครับจะบอกให้!!!
แต่พอปั่นไปเรื่อยๆ ถนนทางไปโกเบเริ่มกลายเป็นทางด่วน รถยนต์ธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสิบล้อ
อีกทั้งเมื่อคืนเราเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากๆ ร่างกายก็ไม่พร้อมเท่าไหร่
ปั่นไปเกือบสองชั่วโมง ได้แค่สิบกว่าโลก็เลยขอถอยทัพก่อนดีกว่า

ซึ่งผมว่าเราตัดสินใจถูกเลยแหละที่ไม่ไป เพราะมืดเร็วมาก ห้าโมงพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ขืนถ้าเรายังฝืนไป คงถึงโกเบตอนมืดแน่ๆ แถมไม่รู้จะกลับยังไงด้วย…
แล้วอากาศช่วงกลางคืนค่อนข้างหนาวมาก พวกชุดจักรยานเราหลักๆ จะเป็นเสื้อเมืองร้อน จะค่อนข้างบาง และโปร่ง ระบายเหงื่อได้ดีมากๆ ,, แต่พอเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สุดท้ายก็เลยแวะจิบกาแฟร้อนที่ร้าน Lead coffee ครับ

กาแฟที่ญี่ปุ่นราคาโหดพอสมควรครับ มาตรฐานลาเต้ร้อนแก้วนึงราว 400-600 เยน (120-200 บาท) ซึ่งทำให้ราคากาแฟในสตาร์บัคส์ถูกลงไปเลย (แถมผมชอบรสชาติกาแฟบ้านเรามากกว่าด้วยนะ อิอิ)

ส่วนตอนเย็นเราก็ขอทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างครับ ฮาๆๆๆๆ
เดิน Dotombori ชมผู้คน, ถ่ายรูปคู่กะป้ากูลิโกะ, ชิมทาโกะยากิร้านดังอย่าง Kukuru
แต่ร้านอาหารเย็นวันนี้คือว่าใช้ได้เลยครับ ,, เรากินร้านชื่อ Botejyo ที่สาขา Dotombori ครับ (ที่ไทยก็มีนะ)
แล้วปิดท้ายด้วย Pablo ครับ

ชิมมาหลายที ผมชอบทาโกะยากิแบบกรอบๆ ของโตเกียวมากกว่านิ่มๆ ของที่นี่, ส่วนโอโคโนมิยากินี่ต้องแบบโอซาก้า/คันไซแหละ อร่อยๆๆ

แม้ไม่ได้ไปโกเบก็ไม่เป็นไร คืนนี้ของพักก่อน แล้วไปแก้แค้นที่นาราพรุ่งนี้แล้วกัน

Nara is callin’ :: Kuragari hill and Hanna rd.

หลังจากความผิดหวังเมื่อวาน วันนี้เรารีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปนาราครับ ,, แต่ตอนเช้ามืดและหนาวมากๆ จึงรอให้อุ่นอีกนิด และเริ่มออกเดินทางตอนเก้าโมง
เรารีบออกจากโรงแรม และออกไปจิบสตาร์บัคส์ก่อน ฮาๆๆๆ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ
สภาพการจราจรวันนี้คล้ายๆ เมื่อวาน คือช่วงในเมือง เราทำความเร็วแทบไม่ได้เลยครับ ไฟแดงถี่มากๆ
จนกระทั่งออกมานอกเมืองหน่อยเราจึงพอทำความเร็วได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะแบบบ้านเราที่จัดกัน 30-40กม./ชม. นะ
ที่นี่ได้ซัก 20 กม./ชม. ก็หรูละ….

นอกจากนั้น ช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลในการไปนารา ผมไปเจอบล๊อกนี้ครับ
คือมีฝรั่งนายหนึ่งมันโม้ว่า ถ้ายูมาทางหลวง 308 ยูจะเจอภูเขาระดับโคตรบอส ถึงขั้นว่าเป็นทางหลวงที่ชันและยากที่สุดบนโลก!!
โอ้โห!! พูดแบบนี้ขึ้นเลยครับ ญี่ปุ่นมันประเทศพัฒนาแล้ว ใครเค้าจะตัดถนนแบบประสาทแดกแบบบ้านเรา
เนินโหดๆ ของไทยผมก็ผ่านมาเยอะนะครับ ,, แถมวันนี้เราออกกันตั้งแต่เช้า+นาราใกล้กว่าโกเบอีก วันนี้มันต้องเจอกันหน่อยครับ!!!

เราปั่นมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบโลครับ แผนที่บน Garmin ก็เปลี่ยนเป็นทางด่วนแล้ว ผมก็พยายามคลำทางไปเส้น 308 ให้เจอครับ
เราลัดเลาะในหมู่บ้านเล็กน้อย พอพ้นแนวของหมู่บ้านเท่านั้นแหละครับ แม่งเหยยยยยยย!!!
มันไม่เหมือนบ้านเราที่มองเห็นเป็นกำแพงถนนนะครับ แต่เหมือนเป็นทางพุ่งเข้าไปในป่า สังเกตง่ายๆ คือที่พื้นถนนจะเป็นตะปุ่มตะป่ำครับ
คือทางชันมั้ย บอกเลยว่าชันมากๆๆ ครับ ยากมากระดับ 20+% เป็นอย่างน้อยตลอดช่วง (บางช่วงมี 40%!!!!)
แต่ความยากของมัน นอกจากความชันเห้ๆ แล้ว ยังมีร่องน้ำใหญ่มากๆ ดักเรารัวๆ แล้วเลื้อยไม่ได้+ไม่มีจุดพักเลย คือถ้าลงจอดก็จูงยาว
ยิ่งกว่านั้น มีรถสวนเราเป็นพักๆ ด้วย ซึ่งสวนที ก็คือจอด 100% เพราะทางมันแคบมาก
ถ้าใครจะปั่นเสือหมอบขึ้น คงต้องใช้ 50/34 คู่กับเฟืองหลัง 34 ขึ้นไปสำหรับขาแรง

จะจำชื่อไว้เลยครับ เนินนี้ชื่อ Kuragari (ฝั่งตะวันตก) ครับ

เห็นคนญี่ปุ่นว่า มีงานประเพณีแข่งขึ้นเนินนี้ด้วยนะครับ ฮาๆๆๆ มึงไปเองเถอะ

แค่เนิน 3 กม. เราทำเวลาไปชั่วโมงกว่าครับ!!! กว่าจะถึงยอดเขา ซึ่งมองไปก็เห็นเมืองอยู่ลิบๆ แล้ว
คนญี่ปุ่น (ที่เค้ามาเดินเทรคกิ้งขึ้นเขาลูกนี้) มาชื่นชมเรามากๆ ว่าปั่นขึ้นมาได้ไง บ้าชัดๆๆๆ
แล้วก็ชี้ว่า เมืองที่ยูเห็นลิบๆ มันคือ Minima-Ikoma ครับ ,, นาราของยูต้องผ่านไปอีกดอย!!!
แค่นั้นแหละครับ!! เรารีบไหลลงเลย เพราะกลัวจะไม่ทันโคตรๆ เพราะแค่ขามานี่ยังไม่ถึงไหนก็เที่ยงวันแล้ว

พอลงถึงเมือง Minami-Ikoma ก็พยายามมองหาร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ไม่ได้แวะอะไรครับ
สุดท้ายเราก็บรรเทาความหิวที่ร้าน Mos Burger ก่อนถึงตัวเมืองนาราครับตอนเกือบบ่ายสองครับ
ค่อยๆ ปั่นจนเข้าเมืองนาราราวๆ บ่ายสองครึ่งครับ

เมืองง่ายๆ สไตล์นารา

นาราเป็นเมืองเล็กกว่าที่ผมคาดไว้มากๆ ครับ
แต่ที่คาดไว้ไม่ถึงกว่าคือนักท่องเที่ยวมาแบบเยอะมากจริง
เพราะต้องยอมรับเลยว่า เมืองเค้าน่ารัก และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างดี
การมานารา (นอกเหนือจากที่ดูกวางอะนะ) จะเป็นเมืองที่สงบๆ ไม่ได้พลุกพล่าน แต่ให้ฟีลแบบเมืองเก่าที่มีความขลัง
แถมมี Signature อีกอย่างที่นี่ คือวัด Todaiji ซึ่งถือเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่ระดับใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มาครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะว่าเค้าไม่ให้เอาจักรยานเข้าไปด้วย แถมเวลายังกระชั้นมากๆ
แค่นั่งเล่นถ่ายรูปกับกวางก็หมดไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ใช่ครับ ประสบการณ์เมื่อวานสอนเราว่า ที่นี่ค่ำเร็วมากๆๆ และเราจะต้องไม่กลับทาง 308 อีก
ซึ่งก่อนมาผมแพลนว่า เราจะอ้อมภูเขาทางเส้นบนเอา ซึ่งดูจาก Google maps ก็น่าจะชันน้อยกว่า
เล่นกับกวาง และสำรวจเมืองนาราคร่าวๆ ราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ เราก็รีบกลับแล้วครับ
ระยะทาง 30 กม. กับเวลา 2 ชม. น่าจะทันที่เราจะถึงโอซาก้าก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรารีบทำธุระให้เสร็จ แล้วออกเดินทางราวสามโมงครึ่งครับ
คราวนี้เรากลับย้อนทางเดิมในช่วงแรกครับ พอถึงแยกเราก็เลี้ยวขวาขึ้นไปอีกทาง ซึ่งเขียนว่า Hanna road ครับ
ทางนี้ จะไม่เหมือนทางขามานาราเลยครับ หรือเรียกว่า ไม่เหมือนทางทั่วไปที่เราเคยปั่นมาเลย
ทางมันจะออกคล้ายถนนซุปเปอร์ปนทางด่วนบ้านเราครับ ทางมีเกาะกลางกั้น แล้วรถขับค่อนข้างเร็วมาก
เท่าที่ปั่นมา เส้นนี้ไม่มีจักรยานเลยซักคันครับ แล้วดูเหมือนรถแต่ละคันที่มาเจอเราก็จะตกใจอยู่ไม่น้อย
เราก็พยายามขับชิดซ้าย และทำความเร็วให้มากที่สุดครับ แต่ก็ไม่กล้าเร็วมาก เพราะกลัวเจอทางด่วนแล้วจะถอยกลับไม่ได้

ทางแถวนี้ก็เป็นเนินนะครับ แต่ไม่ได้ชันมาก สูงสุดราวๆ 3-6% แค่นั้น
ดูแผนที่ เราน่าจะเลยครึ่งทางของ Hanna road ก็คิดว่าไม่น่าจะมีทางด่วนแล้วล่ะ (ถ้ามีก็ให้ตำรวจไปส่งเราละกัน ฮาๆๆๆ)
ใกล้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาลูกสุดท้าย แสงอาทิตย์ก็ดูริบหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่พะวงเรื่องทางด่วยก็กลายเป็นเรื่องความมืดแทน
สุดท้ายเราก็ไหลลง ได้ดูแสงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกระหว่างไหลลง สวยงามมากจริงๆ
และเราก็ถึงเขตโอซาก้าก่อนพลบค่ำพอดิบพอดี!!!
แม้ว่าจะต้องเลี้ยวเข้าตามซอกซอย และใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากของวัน
ก็เลยฉลองด้วยร้านเนื้อสเต๊กข้างๆ โรงแรม รสชาติดีมากๆ แต่ราคาก็แรงเช่นกัน ฮาๆๆๆๆ

หมดวันนี้ก็ขอพักก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกเดินทางไปยังเมือง Onomichi ด้วยรถไฟชินคันเซ็นกัน

สองป่วน-ปั่น-ญี่ปุ่น :: Cycling Shimanami 2018 — part 0 :: ก่อนเดินทาง

Life is Chance

ความฝันอย่างหนึ่งของผมในการปั่นจักรยาน ก็คือการได้ไปปั่นต่างประเทศนี่แหละ
อารมณ์แบบ อยากมีแมปสตราว่าเก๋ๆ ของต่างประเทศบ้าง
ซึ่งประเทศที่เล็งๆ ไว้อันดับต้นๆ ก็คือญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะว่ารีวิวทุกสำนักบอกว่าดีมากๆๆ ทั้งอากาศและการจราจร แล้วก็เดินทางไม่ไกลมากด้วย
จริงๆ ก็แพลนจะไปหลายทีละ แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจน จนเราได้มีโอกาสเจองานนึงครับ

งานนั้นชื่อ Cycling Shimanami 2018 ครับ

งานนี้มีความพิเศษคือ เป็นงานปั่นบนทางด่วนที่ปิดแบบว่ามีแต่จักรยานเท่านั้น และงานนี้จะมีทุก 2 ปี!!! โดยปีนี้ จัดในวันที่ 28 ตุลาคม 2561
บนเส้นทางที่สวยงามสุดๆ ในระดับที่จะต้องติด top 3 เส้นทางที่สวยที่สุดของทุกสำนักรีวิวบนโลก
โห แค่คิดก็ขนลุกแล้วครับ!!!

งานนี้ ผมเฝ้าติดตามมานานมากๆ จนเริ่มให้เปิดสมัครไปลงทะเบียนตั้งแต่ราวๆ กลางๆ เดือนกุมภาพันธ์ครับ
ซึ่งลงทะเบียนเสร็จ ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไปเลยนะครับ ,, เพราะต้องไปจับฉลากเสี่ยงดวงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมอีกที
ถ้าพลาดงานนี้ ก็รอไปอีก 2 ปี (แต่เราปั่นทางปกติได้นะ แค่ไม่ได้ขึ้นทางด่วน)

แล้วโชคก็เป็นของผมและภรรยาครับ!!!!

  • ซึ่งเส้นทาง (course) มีให้เราเลือกหลายแบบ ตั้งแต่ A-G, มีทั้งแบบแค่ปั่นรอบ 2 เกาะบ้าง, 3 เกาะบ้าง, หรือไกลสุดคือไป-กลับ 140 กม.
  • Course ยอดนิยมคือ Course D ที่ปั่นจากเมือง Imabari ไปยังเมือง Onomichi ราว 70 กม. บนทางด่วนแทบจะล้วนๆ
  • เส้นทางนี้รับได้ 1500 คน แต่เท่าที่สอบถามมา มีคนสมัครมีมากกว่า 7000 คน!!!
  • ถ้าจะไป แนะนำให้จองโรงแรมไว้ที่เมือง Imabari รอเลย เพราะโรงแรมจะเต็มก่อนเดือน พค. ที่จะประกาศผล Lotto แล้ว!!
  • ถ้าอยากไปแน่ๆ ให้สมัครแบบ premium ไปเลยครับ รับรองได้แน่ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่า 3 เท่า (แบบล้อตโต้ 11000 เยน แต่แบบพรีเมียม 33000 เยน, โดยมีเสื้อปั่น+ของที่ระลึกให้เพิ่ม) แม้ว่ามันจะดูแพงแต่ก็อย่าคิดนานนะครับ เพราะเปิดให้ลงไม่ถึงครึ่งวันก็เต็มละครับ!!!
  • 1 คน ลงได้ 1 course ครับ ,, ถ้าจะลงเป็นหมู่คณะ สามารถลงได้สูงสุดที่ละ 5 คน ซึ่งถ้าได้ ก็จะได้ทั้งทุกคน แต่ถ้าแห้วก็ไม่ได้ทุกคนเช่นกัน

Planning for Everything

แผนของเราก็ไม่ยากครับ

  • เริ่มเดินทางช่วงบ่าย 23/10 จากเชียงใหม่ด้วยสายการบิน Cathey Pacific โดย transit ฮ่องกง แล้วไปลง Osaka (KIX) ราวหกโมงเช้าของวันที่ 24/10
  • 24/10 กะว่าปั่นเล่นแถว Osaka และไป-กลับ Kobe ที่ห่างไปแค่ 30 กว่าโลเอง, พักที่ Grandouce Tamatsukuri 2 วัน
  • 25/10 กะว่าปั่นไป-กลับ Osaka-Nara ไปเล่นกวาง ,, ถ้าเหลือเวลาก็ปั่นเล่นแถว Osaka + ช้อปปิ่ง
  • 26/10 ปั่นเล่นรอบปราสาท Osaka แล้วเดินทางจาก Osaka – Onomichi ด้วยชินคันเซน ,, พักที่ U2 ละฝากของไว้
  • 27/10 ปั่นจาก Onomichi ไปยัง Imabari แล้วพักที่ AirBNB แถวเมือง Imabari ห่างจากจุดปล่อยตัว 3 กม.
  • 28/10 ปั่นงาน Cycling Shimanami 2018 จากเมือง Imabari กลับมา Onomichi ,, พักที่ Greenhill hotel
  • 29/10 ปั่นเล่นที่ Shimanami Kaido ซึมซับบรรยากาศ, นอน U2 แล้วเตรียมแพคจักรยานส่ง
  • 30/10 ส่งจักรยานผ่าน บ.แมวดำ แล้วเราไปฮิโรชิมา เที่ยวชมเมือง หาของกิน ช้อปปิ้ง
  • 31/10 เที่ยวเกาะ Miyajima +/- Iwakuni, เตรียมเก็บของกลับ
  • 1/11 ออกมาตั้งแต่เช้า มาเอาจักรยานที่ส่ง ขึ้นเครื่อง, transit ฮ่องกงแป้บนึง ละกลับถึงไทยช่วงทุ่มกว่าๆ

แผนการดูดีมากๆ แต่มันจะขาดรสชาติไป ถ้าไร้ซึ่งอุปสรรค!!!

The Obstacles is Chance

จริงๆ ผมจองทุกอย่างไว้ก่อนที่เราจะล้อตโต้ได้แล้วครับ!!
แบบว่า ได้หรือไม่ได้ ก็จะไปปั่นแหละ

แต่เชื่อไหมครับ แม้ว่าจะจองก่อน 6 เดือน เมือง Imabari ที่จะเป็นจุดปล่อยตัวเรา โรงแรมดีๆ แทบจะเต็มทั้งเมือง ที่เหลือๆ ก็ไกลหลัก 10 กม. ขึ้นไป
ผมเลยจอง AirBNB ของชาว ญป ท่านหนึ่งไว้ คุยกันดิบดีมากๆ ห่างที่ปล่อยตัวราว 3 กม. นิดๆ
สายการบิน ขาไปก็จองของ Cathey Pacific (บินจาก CNX-HKG-KIX โดย transit ฮ่องกง 5 ชม.)
แล้วขากลับก็จองของ Hongkong Express (บินจาก HIJ-HKG-CNX โดย transit ฮ่องกง 4 ชม.)
แล้วก็มีจองโรงแรม U2 hotel ที่ Onomichi ไว้ด้วย
เพราะอยากเห็นโรงแรมที่ทุกคนร่ำลือกันว่า ชีวิตของนักปั่นควรได้มานอนกอดจักรยานที่นี่ซักครั้ง

แม้ว่าจะพยายามแพลนหลายๆ อย่างไว้ล่วงหน้า แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายครับ!!
เริ่มที่ ญี่ปุ่นพายุเข้าหนักๆ 3 ลูกครับท่าน แถมโดนเมืองที่เราจะไปทั้งนั้น โอซากา ฮิโรชิมา ฯลฯ
ซึ่งพายุทั้งสาม ได้แก่ชงดารี (28 ก.ค.) เชบี (4 ก.ย.) และจ่ามี (30 ก.ย.)
ซึ่งแต่ละลูกความเร็วระดับ 150-200 กม./ชม. สร้างความเสียหายยับ ทั้งสะพานเชื่อมสนามบิน KIX หรือบางเมืองของจังหวัดฮิโรชิมาพังราบ
ก็ลุ้นนะว่างานจะยกเลิกหรือเปล่า แต่ในเวปหรือในอีเมลล์ก็ไม่แจ้งอะไร
แถมโพสกำหนดการวันงาน การรับป้ายชื่อ และรายละเอียดการปล่อยตัวเพิ่มอีกต่างหาก..

ต่อจากพายุ ก็มาที่สายการบินครับ เพราะ HKexpress เลื่อนไฟล์ตครับ
เลื่อนรอบแรก เมื่อ 26 สิงหาคม มีข้อความเข้ามาว่าจะเลื่อนไฟลต์ HKG-CNX เข้ามา 10 นาทีครับ ,, อืมมมม อันนี้รับได้ แต่ก็เสียวดีเลย์นิดๆ
เลื่อนอีกรอบ เมื่อ 18 กันยายน มีข้อความเข้ามา เลื่อนไฟลต์ HIJ-HKG ออกไป 5 ชั่วโมงครับ
อ่าวววววววววว งานเข้า!!!! เพราะกลายเป็นว่าไฟล์ต HIJ-HKG จะมาทับ HKG-CNX แบบเต็มๆๆๆๆ
โหยยยย เครียดมากกกกกกก

ซึ่งตั้งแต่ได้รับข้อความนี่ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะ เมลไปถาม, ทักแชทบ๊อกซ์, โทรหาจนท.ไทยหรือแม้แต่โทรไปฮ่องกง!!
เพราะหนทางที่ดีที่สุดในกรณีนี้ คือเลื่นไฟล์ต HKG-CNX ไปอีกวัน (เพราะ HKG-CNX ที่บินมาเชียงใหม่มีแทบทุกวัน แต่ HJI-HKG มีแค่อาทิตย์ละ 2 ไฟล์ต) แล้วเราก็ต้องอยู่ฮ่องกงอีกวัน
แต่ความพยายามหลายๆ ครั้ง บอกเลยว่า ไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาเลยครับ!!!
น้องคนไทยของ  HKExpress ก็พยายามช่วยคุยกะเรา
แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่มี Authority ที่จะทำอะไรได้…
โทรไปฮ่องกง ก็คุยได้แต่ภาษาจีน…
เมลไปสองรอบ สามรอบ ก็ไม่ตอบอะไร…
ผ่านมาเดือนกว่าๆ เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวจะเดินทางแล้ว ยังดูมืดมน ,, เอาไงดีวะ จะซื้อตั๋วใหม่ป่าว หรือจะยังไงดี

เครียดมาจะเดือนก็พอมีแสงสว่างนิดๆ เพราะทักแชทไปอีกครั้ง ทางฮ่องกงเค้าตอบมาแล้วครับ!!!
แต่คำตอบที่ได้คือ ไฟลต์ที่ดีเลย์ ไม่ใช่ไฟล์ตที่ยูอยากเลื่อน แถมไฟล์ตยูก็จองมาด้วยกัน จะเลื่อนก็ต้องเลื่อนทั้งหมด ทั้ง HIJ-HKG และ HKG-CNX!!
โอยยยยย!! บอกเลยว่าอารมณ์ขึ้นสุด หัวร้อนสุดๆๆๆๆๆๆๆๆ
เลยด่าฮ่องกงไปแม่งเป็นชุดเลยครับ ,, ด่าจนมันบอกว่า ขอเช็คแพพ
แล้วมันก็เลื่อนไฟลต์บินกลับเชียงใหม่ (HKG-CNX) ไปอีก 1 วัน
จาก 1/11 เป็น 2/11 แล้วก็จบ…
เออ… ก็ไม่ได้ยากนี่หว่า คุยดีๆ แต่แรกก็ไม่เลื่อนให้ ,, พวกนี้ชอบให้ด่า
ส่วนสำนักงานไทย ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้ ก็ปิดๆ ไปเถอะครับ

สรุปคือ ออกจากฮิโรชิมาช่วงบ่าย แล้วไปพักที่ฮ่องกงคืนนึง
และเราก็ต้องเสียค่าโรงแรม ค่ารถ และค่าอาหารที่ฮ่องกงเองหมด รวมๆ สองคนก็หมดหกเจ็ดพันอยู่….
(และต้องลางานเพิ่มด้วย 1 วัน…)

แต่เพิ่งดีใจเรื่องตั๋วได้ไม่นาน AirBNB ก็เทเราอีกรอบครับ!!!!
เค้าบอกเหตุผลคือ ญี่ปุ่นมีกฎหมายใหม่
ที่จะให้ใครมานอนบ้านตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โรงแรมหรือเกสเฮ้าท์ที่ลงทะเบียนจริงจัง
โอย!!! เครียด เพราะเข้าไปเช็คใน Agoda, Booking ฯลฯ
คือแบบ Imabari ทั้งเมืองไม่เหลือโรงแรมว่าแม้แต่หลืบซอกไร
มีใกล้ที่สุดคือเมือง Matsuyama ที่ห่างไป 50 กม.
(คือวันงานต้องตื่นตีสี่ แล้วนั่งรถไฟเที่ยวพิเศษมา อีก 1 ชมกว่า)
สุดท้ายเช็คใน AirBNB อีกครั้ง เหลือที่สุดท้ายของสุดท้าย
ที่นี่ป็นเกสเฮ้าท์ (ก็น่าจะไม่โดนเทละนะ) อยู่บนเกาะ Oshima ที่ห่างจุดปล่อยตัวไป 20 กม.
เราก็คิดว่า 20 กม. ก็น่าจะพอไหวนะ ตื่นเช้าหน่อยก็แล้วกัน… สุดท้ายก็เลยจองที่นี่ไป

All about the box

โจทย์ต่อมา คือ การขนจักรยานไปปั่นที่นู่นครับ
ข้อดีคือ เราจะได้ใช้รถของเรา ที่คุ้นมือคุ้นเท้ากันมาตลอด อยากปั่นเมื่อไหร่ก็ได้ (แถมประหยัดค่ารถไฟ)
แต่ก็ต้องแลกกับการขนของแบบพะรุงพะรังโคตร (แต่เปลืองค่าเครื่องบิน)
คิดไปหลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะขนไปด้วยกล่อง MOVE ครับ เพราะนอกจากจะถอดแยกชิ้นส่วนไม่มากแล้ว (แค่แกะล้อ) แล้วยังวางตะแคงได้
หายืมเพื่อนๆ ก็ดันไปตรงกับช่วงที่เค้าแข่ง Taiwan KOM กัน
จะซื้อเอง ก็แพงไปหน่อย แถมขี้เกียจหาที่เก็บช่วงไม่ได้ใช้ด้วย เพราะแอบเทอะทะพอควร
ค้นไปค้นมา ที่เชียงใหม่มีร้านให้เช่ากล่องจักรยาน MOVE นะครับ ชื่อร้าน Movable CNX ครับ
ค่าเช่าประมาณวันละ 150 บาท (ถ้าหลายวันมีลดราคาให้!!!) และมัดจำ 2500 บาท (คืนกระเป๋าก็ได้เงินคืน)
ซึ่งผมก็รีบติดต่อจองไปเลย ซึ่งร้านน่ารักมากๆ ครับ มาส่งกระเป๋าให้ถึงบ้านด้วย (ที่ร้านมี 2 ใบที่เช่าได้นะครับ ในตอนนี้)

กล่องที่แข็งแรงหน่อย แล้วแกะน้อยๆ ก็จะมี Scicon Aerocomfort แล้วก็ MOVE นี่แหละครับ ,, แต่ Move ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะครับ เช่า ถ้ารถใหญ่มากๆ เช่น เกินไซส์ 52 หรือไซส์ M อาจใส่ไม่ได้ หรือต้องถอดหลักอานด้วย รวมทั้งกล่องระดับนี้ จะแข็งแรงแค่ระดับหนึ่งนะครับ ,, ถ้าจะเอาดีกว่านี้ อาจต้องใช้พวก Hard case เลย ซึ่งแข็งแรงกว่ามากๆ แต่ก็ต้องรื้อรถเราไปอย่างมากเช่นกัน บางทีแกะจนกลัวจะประกอบไปเป็นแบบเดิมไม่ได้เลย ฮาๆๆ

ออ อีกอย่าง กระเป๋า MOVE สามารถยัดสูบตั้งพื้นไปได้ด้วยนะ (อย่าลืมเอาไปล่ะ!!!)

Maps is important than underware

จากนั้น เราก็จัดของไปตามปกติครับ แต่พอคิดๆ จะให้เหมือนปกติไม่ได้ เพราะว่าเราจะไม่ใช้กระเป๋าลากครับ
เราสองคนเลยพยายามแพคของอัดในกระเป๋าแบคแพคของผมให้ได้มากที่สุด แล้วเรากระเป๋าเดินทางของแฟนเสริมไปอีกใบ
ซึ่งพอมาดูจริงๆ ของไม่ได้เยอะมากนะครับ เพราะชุดจักรยานค่อนข้างบางๆ อัดเข้าไปในใบเดียวก็พอไหว
แถมอุณหภูมิช่วงที่ไป ก็ยังไม่หนาวจัดนะครับ ราวๆ 10-25 องศาเอง (ก็น่าจะพอไหว ถ้าไม่ปั่นกลางคืน)
เสื้อผ้าและเสื้อกันหนาวก็แทบไม่ได้เอาไปเลย เพราะแพลนเรานี่ปั่นเสียเยอะ โดยเฉพาะกางเกงในที่เอาไปน้อยมาก ฮาๆๆๆ

แต่มันก็ต้องแลกมากับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบครับ ตั้งแต่ตัวล้อค, ไฟหน้า/หลัง, กระดิ่ง, กระติกน้ำ, ตัวจับความเร็ว, เครื่องมือ/อะไหล่/ยางใน, Sim2fly ฯลฯ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การณ์มินที่ซื้อเมืองไทย จะไม่มีแผนที่ที่ญี่ปุ่นนะครับ ต้องโหลดแผนที่มาเพิ่มครับ โดยเราสามารถโหลดได้ที่นี่นะครับ (แต่เหนือสิ่งอื่นใด แนะนำให้ไปอ่านที่เวป DC rainmaker ก่อนครับ ,, ในเวปจะสอนวิธีทำค่อนข้างละเอียดมากๆๆๆๆ อยู่แล้วแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น EDGE 1030 ครับ (ซึ่งใช้รุ่นนี้อยู่!!!) ,, ซึ่งวิธีสำหรับ EDGE 1030 บอกเลยว่าง่ายสุดๆ

  • โหลดแผนที่ลง Micro-SD card โดยสร้างและเก็บใน folder garmin
  • เอาเมม (ที่มีแมปแล้ว) ใส่ด้านหลังเครื่อง โดยต้องใช้เหรียญเปิดฝาหลังออก จะเจอช่องใส่เมม ,, ใส่เสร็จก็ปิดฝาครับ
  • จากนั้นเปิดเครื่องครับ ,, แผนที่จะทำงานทันที โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

หรือถ้าคิดว่ายุ่งยาก แนะนำให้ซื้อที่ติดไอโฟนบนแอนด์จักรยานไปเลย

ถ้าทุกอย่างพร้อม ก็ออกไปผจญภัยกันเถอะครับ

ปลายฝนต้นหนาว และดอยหลวงเชียงดาวครั้งที่สอง

หลังจากเมื่อสองปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดอยหลวงเชียงดาว และก็ได้เขียนบล๊อกไว้เป็นที่ระลึกซึ่งบรรจุรายละเอียดไว้แน่นปึ้กระดับแบ๊คแพคไปคนเดียวได้ถึง 2 ตอน (ถ้าใครอยากอ่านตอนเก่าๆ ก็กดไปได้ที่ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นะครับ) ภาคนี้รายละเอียดไม่เยอะมาก แต่จะเน้นรูปเป็นหลักนะครับ 🙂

ช่วงเดือนกันยาปีนี้ อยู่ดีๆ น้องๆ กรุ๊ปเดิม (จริงๆ ส่วนมากก็ทำงานที่เดียวกันแหละ) เค้าก็ชวนผมไปอีกครับ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะแอบบ่นๆ ว่าขอไปขึ้นยอดดอยหลวงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่คิดไปคิดมาประมาณห้านาทีก็ตอบตกลงไปกัน

คิดถึงมันจริงๆ เลย ความทรมานที่แสนมีความสุข

บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย
บรรยากาศดอยหลวงฯ ,, คิดถึงและประทับใจไมีเสื่อมคลาย

ถึงแม้ว่าการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะค่อนข้างโหดพอควร เดินและแบกของกันจนเมื่อยไปหมด แถมข้างบนก็ไม่มีส้วม แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่มี แต่สาเหตุที่รอบนี้ผมอยากไปอีกคือ ครั้งที่แล้วเราไปปลายฤดูหนาว ซึ่งอากาศจะแห้ง ดอกม้งดอกไม้นี่แทบไม่เหลือแล้ว จะเห็นก็คงมีแต่วิวแค่นั้น ซึ่งโปรนักเดินเขาหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าพวกนายสนใจจะดูดอกไม้ก็คงต้องไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้แถบนี้มันจะยังสดและพวกดอกไม้ต่างๆ ก็ยังไม่ร่วงไป บรรยากาศจะต่างกับช่วงปลายกุมภาฯ มาก

แต่การเริ่มต้นครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ กล่าวคือ เราไม่ได้เตรียมอะไรให้มันวุ่นวาย พวกอาหารและน้ำก็ไม่ต้องเอาไปชั่งกิโลหน้าอุทยานฯ เหมือนเดิมแล้ว เต๊นท์ก็ไม่ต้องกางเอง เพราะครั้งนี้เราจะเหมาเอาทีมงานอันประกอบด้วยพี่คนนำทาง, คนทำครัวและลูกหาบขึ้นไป จะเตรียมก็แต่สัมภาระของใครของมันเท่านั้น เช่นพวกถุงนอน, เต๊นท์, เสื้อผ้าและชุดกันหนาว ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเอาเงินฟาดแล้วเราก็เดินแบกของของเราไปอย่างเดียว โดยค่าใช้จ่ายในการฟาดอยู่ที่ 2,600 บาท ซึ่งผมว่าแพงพอตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว (จำไม่ผิดค่าใช้จ่ายต่อคนนี่อยู่ที่ราวๆ พันนึงไม่รวมค่ารถนะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าน้ำและค่าอาหารน่ะ)

หลังจากติดต่อกันเสร็จ ตกลงหาพรรคพวกได้ ก็ปักหมุดเดินทางวันที่ 30 พฤศจิกา – 1 ธันวาคมกัน

เริ่มต้นคล้ายๆ เดิม แต่ก็มีอุปสรรคมาเยือน

เริ่มต้นด้วยบรรยากาศฝนมาคุ ตกปรอยๆ มาหลายวันตั้งแต่อังคาร-พุธ-พฤหัส แม้แต่วันศุกร์ก่อนไปก็ยังตก (คือจะเดินกันวันเสาร์แล้ว) แถมมีข่าวดินถล่มที่อำเภอฝางอีก จะไหวมั้ยวะเนี่ย… พูดเล่นไปนั่น ตื่นเช้ามาเจ็ดโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวเหนียวหมูทอดพร้อมน้ำพริกและออกไปรอรถตอนแปดโมง (ต้องขอบคุณหมอนุ๊กและครอบครัวที่ให้เราใช้สถานที่พักแรมก่อนลุย แถมทำข้าวเช้าอร่อยๆ ให้กินด้วย ฮือๆๆๆ)

แปดโมงนิดๆ เราก็ขนสัมภาระขึ้นรถ แล้วก็เดินทางผ่านทางออฟโรดที่เต็มไปด้วยขี้โคลนเปียกๆ เกือบตลอดทาง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกซึ่งเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดิน บรรยากาศวันนี้เต็มไปด้วยหมอกและชื้นเอาเสียมากๆ แดดแรงๆ เหมือนครั้งที่แล้วแทบจะหาไม่ได้เลย

ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ
ขอบคุณข้าวเหนียวหมูทอดและเครื่องเคียงต่างๆ ที่แม่นุ๊กเตรียมมาให้ครับ

นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ
นั่งรถไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนครั้งก่อนครับ

นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที
นั่งรถมาชั่วโมงนึง ก็ถึงเด่นหญ้าขัดเสียที

หมอกลงหนามากๆๆๆ
หมอกลงหนามากๆๆๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่เราเจอสำหรับทริปนี้คือ ทีมงานของเรามี Accident เล็กน้อยเพราะช่วงนี้ใกล้เทศกาลมากๆ ทำให้มีผู้บริการค่อนข้างเยอะ ทำให้ลูกหาบไม่พอ (เห็นว่าอาทิตย์หน้าที่มีวันหยุด 5 และ 10 ธันวา มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่านี้อีก) ทำให้พี่คนนำทางและคนทำอาหารต้องกลายเป็นลูกหาบเอง ของที่ตอนแรกบอกให้เราจัดเต็มก็แบกไปได้ไม่หมด เราต้องแบ่งสัมภาระมาแบกเอง แถมแพคและจัดการสัมภาระค่อนข้างช้ามาก พวกเราจึงเริ่มเดินและนำทางไปยังอ่างสลุงกันก่อน (ทำให้ตลอดทั้งทางพวกเราเดินกันเองเกือบหมด พี่คนนำไม่ได้นำทางอะไร แถมเดินช้ากว่าเราอีก ซึ่งจุดนี้ถือเป็น pitfall ที่ใหญ่มากที่เกิดจากทีมงานของเค้าแต่เราต้องรับผิดชอบ แอบเซ็ง)

เริ่มต้นเดินกันตอนสิบโมงยี่สิบครับ

เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.
เริ่มต้นเดินกัน กับระยะทาง 8.5 กม.

แฉะ เปียก ลื่น เละ

แม้ว่าจะเริ่มที่เด่นหญ้าขัดเหมือนกัน แต่สภาพจะต่างกับที่เดินช่วงปลายหนาวเมื่อ 2 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและแฉะของพื้น เรียกว่ารองเท้าปีนเขานี่ยังเอาแทบไม่อยู่เลย ส่วนผมเหรอครับ ใส่นันยางเดิน โอยยยย ไม่เหลือๆๆ ลื่นล้มซะหลายดอก ยังไม่ถึงครึ่งทางกางเกงก็เปื้อนไปเป็นแถบๆ ละครับ

แต่มาช่วงนี้ต้นไม้เขียวสด มีหมอกมาทักทายเป็นช่วงๆ แถมอากาศไม่ร้อนด้วย เดินสบายสุดๆ

สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ
สภาพทางค่อนข้างเขียวขจี แต่ดินยังไม่ค่อยแห้งดี และลื่นมากๆ

มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า
มองไปแล้วดูชุ่มฉ่ำดีมากๆ สีเขียวไปทุกหย่อมหญ้า

หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ
หมอกมาเยี่ยมหาเราเป็นพักๆๆ

หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น
หมอกบดบัง จนแทบไม่เห็นปลายยอดดอยใดๆ ทั้งสิ้น

เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ
เส้นทางเดิมเหมือนครั้งก่อน แต่ลื่นและแฉะมากๆ

ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ
ปีนเขา ในสภาพดินเป็นดินโคลนจริงๆ

ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
ต้องมีการทรงตัวที่เรียกว่าสุดยอดจริงๆ

ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ
ลื่น ,ล้ม และเปื้อน จนเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ

พอเดินมาใกล้ๆ หัวรสบัส ฟ้าก็เริ่มเปิดบ้างแล้ว แดดเริ่มส่องเบาๆ ในจังหวะที่เราเริ่มปีนอย่างเมามัน ทางชันสะใจมากๆ จนหัวใจเกือบจะเต้นไม่ทันเลย ฮาๆๆ ขนาดลูกหาบที่ว่าฟิตๆ เดินขึ้นหัวรถบัสยังต้องมีพักเป็นช่วงๆ เลย

เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง
เดินมาจนถึงช่วงไฮไลท์ นั่นคือการฝ่าหัวรสบัสนั่นเอง

ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)
ฟ้าเริ่มเปิด วิวแถวหัวรสบัสนี่สวยมากๆ จริงๆ (แต่ทางชันชิบ)

ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ
ที่หัวรสบัสนี่ ลูกหาบยังมีหอบ

ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)
ฟอสซิลหอย ,, แลนด์มาร์คของหัวรสบัส (เชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน)

มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น
มุมยอดเขาหินปูนทางด้านซ้ายมือ พร้อมกับปาล์มรักเมฆบนยอดนั่น

ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ
ถึงจุดสูงสุดของหัวรสบัส ,, วิวเขาสามพี่น้องวันนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกแฮะ

หมดโซนหัวรสบัส มองย้อนไปทางเขาสามพี่น้องวิวสวยมากๆๆ แต่วันนี้เราเห็นไม่ครบสามเพราะยอดหลังๆ โดนเมฆหมอกมาบังไปหมด หวังว่าบนยอดเขาสูงสุดที่เราจะปีนต่อไปนั้นจะไม่โดนหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นอะไรนะ

บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ :)
บันทึกการเดินทาง จากเด่นหญ้าขัดถึงอ่างสลุงครับ 🙂

เตรียมไต่ยอดดอยหลวงอีกครั้ง

มาถึงอ่างสลุง ทีมงานก็กางเต๊นท์ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจังๆ เราก็แค่โยนกระเป๋าเข้าไปเก็บ, นั่งพักเอาแรงซักพัก จากนั้นก็เตรียมใจเดินต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปสู่ยอดสูงสุด

พักสักแป้บ... แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว
พักสักแป้บ… แล้วเตรียมตัวปีนไปสู่ยอดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว

เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)
เห็นยอดดอยอยู่ลิบๆ ฮาๆๆ (ไกลลิบเลย)

ปีนไปเรื่อยๆ หมอกก็ไล่เรามาเรื่อยๆ ทีแรกผมกลัวเหมือนกันว่าข้างบนจะไม่เห็นอะไร แต่ก็ปีนต่อนะ พอถึงซักช่วงหมอกก็เริ่มหายไป แถมมองวิวย้อนกลับไปนั้นสวยโคตรๆ นี่ขนาดยังไม่ถึงยอดนะ ,, อย่าเพิ่งท้อๆ บนยอดจะต้องสวยกว่านี้แน่ๆ

ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย
ไต่เขาไป หมอกก็ไล่หลังเรามา จะเห็นพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย

ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา
ก็เรียกว่า ปีนไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องมองย้อนกลับมา

ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ
ทั้งลื่นและชัน อันตรายสุดๆ ถ้าเตรียมถุงมือไปได้ก็ดีเหมือนกันนะ

บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)
บรรยากาศใกล้ยอดสูงสุดมองย้อนลงมานี่สวยจริงๆ (ปนเสียวนิดๆ)

สุดท้ายก็ไต่ถึงยอดเขาที่มีความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลจนได้ครับ คนมาดูพระอาทิตย์เยอะพอควรเลย แต่วันนี้ก็อาจต้องผิดหวังกันไปเพราะหมอกบังไปหมด บรรยากาศเลยเปลี่ยนเป็นคนละแบบจากครั้งที่แล้วที่ทุกคนรอถ่ายพระอาทิตย์ตกเป็นการยืนเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่สูงเหนือเมฆไปอีก

แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะถ้ารอดูพระอาทิตย์ตกอย่างครั้งก่อนคงได้กลับลงมาตอนมืดมากๆ แน่

ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง
ในที่สุด ก็มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง ,, จุดสูงสุดยอดดอยหลวง

ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)
ย่าห์!! สำเร็จซักที ยอดดอยหลวงของเรา (ป้ายหนักมากๆๆ)

เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ
เมฆหมอกบนยอดกิ่วลม มองแล้วเหมือนภูเขาไฟเลยแฮะ

คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
คนมารอดูพระอาทิตย์ตกเยอะมาก แต่ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่

เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ
เหมือนเรายืนอยู่เหนือเมฆทั้งหลายเลย สวยมากๆ

ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว
ภาพพระอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บนยอดดอยหลวงเชียงดาว

ปีนลงมาถึงซุ้มเต๊นท์เรา พี่เค้าทำกับข้าวไว้ให้เราแล้ว เป็นข้าวสวยร้อนๆ, แกงเขียวหวาน, ไข่เจียวและผัดผัก ทั้งหมดทำสดใหม่ขึ้นบนดอยหลวง หอบหิ้วแค่วัตถุดิบขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งชิมแล้วต้องบอกว่าฟินมากๆ การได้ข้าวแกงอุ่นๆ ในอากาศหนาวเหน็บหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันฟินจริงๆ แถมรสชาติที่ทำนี่อร่อยเปิดร้านได้เลยนะ (หรือกินตอนหิวหว่า…)

ซัดโฮกๆๆๆ แล้วก็สลบไป เตรียมตัวเตรียมใจไปกิ่วลมพรุ่งนี้ตีสี่ต่อครับ

ฝนพรำ อากาศสบาย แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ

ตั้งแต่เช้ามืด (น่าจะราวตีสี่กว่า) ผมสะดุ้งตื่นมาเป็นพักๆ พร้อมกับเสียงฝนปรอยๆ ตลอด จนกระทั่งพี่คนนำทางเดินมาถามเราว่าจะไปกิ่วลมอยู่ไหม แค่เปิดซิปเพื่อไปคุยกับพี่เค้า ละอองฝนเล็กน้อยกับไอหมอกจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในเต๊นท์… ทำให้เราได้ข้อสรุปได้ว่าไม่ไปละกัน เพราะไปก็คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แถมหนทางที่ปีนขึ้นก็คงลื่นหัวแตกไม่แพ้กัน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้ เราจึงเลื่อนเวลาตื่นจากตีสี่ครึ่งเป็นเจ็ดโมงเช้าครับ ออกมากินมาม่า ขนมปัง กับอาหารเช้าที่ทางคณะเค้าเตรียมไว้ให้ด้วย จากนั้นก็เก็บที่นอนหมอนมุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินทางอ่าวสลุงตอนเก้าโมงห้าสิบนาที หมอกหนามากๆๆ ระยะการมองเห็นไม่เกิน 10 เมตร แถมทางก็แฉะและลื่นกว่าเมื่อวานมากๆ

ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ
ฝนตกทั้งคืน แถมตอนเช้าหมอกหนามาก จนตัดสินใจไม่ขึ้นกิ่วลมละ

เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ
เราก็เลยตัดสินใจเดินกลับกันช่วงสายๆ

บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ
บรรยากาศมิติลี้ลับโคตรๆ ป่าดงดิบสุดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง
ยิ่งไปกว่านั้น โคตรลื่นกว่าเมื่อวานอีก แทบจะเอาก้นไถลง

ทีแรกเรากะเดินลงทางปางวัว เพราะปีที่แล้วเราก็ขึ้น-ลงทางเด่นหญ้าขัด คราวนี้ขึ้นก็เด่นหญ้าขัดแล้ว เลยกะลงทางอื่นๆ บ้าง แต่พอดีสมาชิกในทีมประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เข่า ทำให้เดินขึ้นๆ ลงๆ ลำบาก เกรงว่าลงทางชันแล้วจะไม่ไหว เราก็เลยตัดสินใจกลับทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม อิอิ แต่วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่ฟ้าปิดสุดๆ หมอกหนาตลอดทางที่เดินทางกลับเลย ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนใกล้บ่ายโมงครึ่งถึงเริ่มจะเห็นท้องฟ้าสีฟ้าบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น

เฮ้อ… แสงอาจไม่เหมาะถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่อากาศที่เย็นนี่มันทำให้เราเดินสบายมากๆ เลย

แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม
แถมมีอุบัติเหตุนิดหน่อย บาดเจ็บพอควร เดินกลับไหว แต่ต้องไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนเดิม

บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง
บ่ายโมงครึ่ง เพิ่งมีแดด (แถมมาแป้บเดียวด้วย) หมอกตลอดทาง

หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย
หมอกและฝนนี่เป็นอุปสรรคจริงๆ อดได้รูปสวยๆ เลย

เดินๆ พักๆ แบบแทบไม่เหนื่อยเลยราวๆ สี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือที่หน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราแล้วครับ แม้ว่าการเดินป่าจะสิ้นสุด แต่ไฮไลท์ของบล๊อกนี้อยู่ที่ตอนหน้านะครับ

สวนดอกไม้ที่ความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล

อย่างที่เกริ่นมาหลายที ครั้งนี้ผมมาดูดอกไม้เป็นหลักน่ะครับ

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้ปีนไปบนยอดกิ่วลม แต่ก็เก็บดอกไม้กึ่งอัลไพน์แปลกๆ ที่ครั้งก่อนๆ เก็บไม่ได้มาซะเพียบเลย บ้างก็รู้ชื่อ บ้างก็ไม่รู้ชื่อ (ส่วนมากชื่อที่รู้จะได้จากพี่ไกด์คนก่อน และจากที่สืบเสาะค้นคว้าเองบ้าง) บางทีเจอดอกแปลกๆ แต่ไม่ได้ถ่ายก็มีอยู่ไม่น้อย เสียดายที่ไกด์ครั้งนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ไม่งั้นคงเก็บดอกไม้มาใส่ในบล๊อกได้มากกว่านี้อีก

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาชมสวนดอกไม้บนดอยหลวงเชียงดาวกันเถอะ

จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ
จุดเด่นของการมาดอยหลวงปลายหน้าฝน คือดอกไม้ครับ

เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว
เอนอ้าน้ำครับ บานกันเยอะเชียว

น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)
น่าจะเป็นกระทือป่าสีแดง (แต่ยังเด็กอยู่นะ)

เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ
เทียนนกแก้วมาแบบเดี่ยวๆ

ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่
ส่วนนี่เป็นเทียนนกแก้วแบบมาเป็นคู่

ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ
ชมพูพิมพ์ใจ สีโมเอะมากๆ

หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง
หญ้าดอกลาย กอเล็กๆ ข้างทาง

หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว
หนาดขาวกำลังตูมทีเดียว

ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ
ไม่ทราบชื่อ คล้ายๆ ดอกชบา สวยดีมากๆ

เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ
เราเรียกเจ้านี่ว่า พู่ม่วงครับ

พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ
พวกเห็ดตามขอนไม้ก็เพียบนะ

เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)
เจ้านี่น่าจะเป็นกระดูกไก่น้อยนะ (ถ้าจำไม่ผิด)

ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว
ไม่ทราบชื่อ แต่น่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกับดอกทองกวาว

ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ
ส่วนเจ้านี่คือผลของมัน อิอิ

พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ
พญาเสือโคร่งที่นี่ก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วยแหละ อิอิ

กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง
กำลังสีชมพูสวยเชียว พญาเสือโคร่ง

อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่
อันนี้น่าจะเป็นดอกอ้อมดอยนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่

ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง
ดอกสีเหลืองสวยนี่ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน น่าจะเป็นดอกตระกูลกล้วยไม้ซักอย่าง

เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ
เฟิร์นและมอสมาอย่างเพียบ

มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)
มีมอธมาเกาะเล่นเป็นพักๆ (ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเจอ)

ประทับใจกับสวนดอกไม้ครั้งนี้จริงๆ

บทสรุป ปลายฝนบนดอยหลวงฯ

สรุปเป็นข้อๆ เลยละกันนะ

  • เหมาจ่ายครั้งนี้แม้จะสะดวกดี แต่แพงไปหน่อย เมื่อเทียบราคา 2600 บาท กับอาหารสามมื้อ, ค่ารถ และค่าจัดการต่างๆ (แถมคนนำก็ไม่ค่อยดีเท่าครั้งที่แล้ว จนพวกเรากันเองต้องนำทางเกือบทั้งทริป) ซึ่งครั้งที่แล้วหมดไปราวๆ พันเดียวเอง (แต่วุ่นวายพอตัวเลย)
  • ฝนตก ทางลื่นมาก ขี้โคลนทั้งนั้น ควรเตรียมชุดและกางเกงไปเปลี่ยนเพิ่มอีกหน่อย และควรพกเสื้อกันฝน, เป้กันฝน, อุปกรณ์กันฝนด้วย (โดยเฉพาะคนที่มีกล้อง) ถ้ามีไม้เท้าที่จิกดินได้จะดีมาก ไม้เท้าของจีนแดงตามตลาดนัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเตี๊ยและยวบ
  • หมอกเยอะมาก ทำใจเลยว่าอาจไม่ได้ขึ้นยอด หรือขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไร
  • ดอกไม้เยอะมาก แต่ละดอกไม่ได้โชว์เป้งแขวนป้ายบอกว่ากูชื่อนั้นชื่อนี้ แต่มันจะอยู่ริมๆ ทางซะเป็นส่วนมาก ถ้ารีบเดินหรือไม่ได้สังเกตอาจไม่เจอนะจ๊ะ
  • ห้องส้วมต้นฤดูกาลยังมีสิ่งปฏิกูลไม่เยอะ แค่ระดับโชยกลิ่น ซึ่งต่างกับครั้งก่อนที่ผมไปช่วงปลาย นั่นมันระดับล้นขอบ น่ากลัวมาก
  • รองเท้านันยางไม่ควรใช้เดินป่า (ผมพลาดไปละ เพราะรองเท้าประจำที่เอาไว้เดินดันกาวหลุด) รองเท้าควรมีปุ่มๆ นิดนึง ออๆๆๆ รองเท้าแตะควรเอาไปด้วย จะได้พักเท้าช่วงที่อยู่เต๊นท์
  • ช่วงเทศกาล ระวังลูกหาบขาด อย่าไปเชื่อที่เค้าบอกว่าเอาของไปได้เต็มที่ ให้เราพกเฉพาะที่จำเป็นไปก็พอ ไฟฉาย ถุงนอน เต๊นท์ ควรตรวจสอบก่อนไปให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน
  • คำนวณน้ำดื่มให้พอดีด้วย พกเยอะไปก็หนัก (ปวดหลังจนถึงตอนนี้) น้อยไปก็ขาดน้ำระหว่างทาง

หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่
หนาวนี้ ยังมีโอกาสสัมผัสความฟินและความโหดบนดอยหลวงอีกหลายเดือนอยู่

สุดท้ายต้องขอบคุณหวานใจที่เดินไปด้วยกันและอยู่ข้างๆ กันตลอด ทีแรกกะว่าจะพาไปฟินกับบรรยากาศข้างบนแต่ก็กลัวจะไม่ไหว ที่ไหนได้ เดินเร็วโคตรๆ ไม่ล้มเลยซักแอะเดียว เสื้อผ้าสะอาดใสปิ๊ง เมื่อเทียบกับผมแล้วเรียกว่าขี้โคลนเต็มตัวเลย แถมอยู่ข้างบนก็ไม่มีบ่นเรื่องห้องน้ำหรือการอาบน้ำ การกินอยู่หลับนอนก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแม้ว่าเต๊นท์ผมจะพังไปก็ตาม (แต่เธอบอกว่า ชาตินี้ขอไปครั้งเดียวพอละ กิ่วลงกิ่วลมไม่ไปก็ไม่เป็นไร ฮาๆๆ)

แล้วไปเที่ยวกันอีกนะ อิอิ…

ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)
ไม่คิดเลยว่าโอจะเดินไหว แถมไม่ลื่นด้วย (สังเกตกางเกงข้าพเจ้า ลื่นซักร้อยรอบได้)

ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ :)
ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ 🙂

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 3

เพื่อนๆ มักจะถามว่ามึงเลิกเขียนบล๊อกแล้วเหรอวะ ทำไมไม่ออกตอนใหม่ให้กูได้ยล ,, ผมก็จะตอบว่าตอนบาหลียังเขียนไม่เสร็จ เหลืออีกตอนนึง ทุกคนก็จะทำหน้าตกใจแล้วบอกว่านึกว่าจบแล้วซะอีก ฮาๆๆๆ วันนี้เรามาทำให้จบกันเถอะ กับภาคสุดท้ายของบาหลี ฮาๆๆ

หลังจากดองมานาน ตอนนี้ผมก็ขอรวบบาหลี 2 วันสุดท้ายของผมเลยละกัน เพื่อความกระชับของเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ อิอิ (เพราะทั้งวันที่สี่ของผมแทบจะไม่มีอะไรเลย เน้นการรอขึ้นเครื่องบินและกลับเมืองไทยเป็นหลัก ฮาๆๆๆ)

รีบเขียนดีกว่า เดี๋ยวจะจำไม่ได้แล้วจะแย่ (เกือบครึ่งปีแล้วนะ)


View 130525 Bali trip in a larger map

ยามเช้าที่บาหลี

เช้านี้ออกมาส่องหน้าโรงแรม อากาศดีเลยทีเดียว ท้องฟ้าแลดูโปร่งใส ,, ระหว่างรอรามันมารับไปเที่ยวก็ไปแอบดูวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนี้ ที่ทุกๆ เช้าจะต้องบูชาเทพเจ้า เท่าที่ผมเห็นคือ ทั้งตรงหน้าบ้านและตรงแท่นบูชาคล้ายศาลพระภูมิหน้าบ้าน คือบูชาหน้าบ้านเนี่ยไม่แปลก แต่ผมเห็นบางคนเดินไปบูชาแท่นที่เป็นของบ้านตรงข้ามด้วย งงๆ เหมือนกัน (รามันเล่าภายหลังว่า ศาลพระภูมิจะหันหน้าไปทางภูเขาไฟเท่านั้นเพื่อบูชาถวายแด่เทพภูเขาไฟ ถ้าบ้านไหนหันหลังให้ภูเขาไฟก็จะไปใบูชาแท่นบ้านตรงข้ามที่หันหน้าเข้าหาแทน)

พอรามันมา เราก็พร้อมไปลุยต่อละครับ ,, อากาศวันนี้มันดีเสียจริงๆ แหม่~

เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ
เช้าๆ ชาวบ้านก็จะเอาเครื่องบูชาเทพเจ้า (มีดอกไม้ ธูป) มาวางหน้าบ้าน + แท่นบูชาต่างๆ

เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปที่วัด Pura Besakih ครับ แดดดีมากๆๆๆ

ลุยขึ้นวัด Pura Besakih

ไปวัด ไปวัด ไปวัดอีกแล้ว!!! (มาบาหลีจริงๆ ก็ต้องมาวัดแหละนะ)

แต่วัดเบซากีห์แห่งนี้ รามันบอกว่าเป็นวัดแม่หรือเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดบนเกาะบาหลี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระศิวะเป็นเทพประจำวัด เป็นวัดที่ต้องนั่งรถขึ้นเขาสูงกว่า 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หากอากาศดีรามันบอกว่าจะเห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลังของวัดซึ่งงดงามเว่อๆ และเป็นวัดที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ครับเราตัดสินใจไปครับ

แต่รถเราเริ่มแตะขึ้นตีนดอยเท่านั้น ฝูงเมฆก็เริ่มมาเยือน โฮกกกกกกกกก ยิ่งระหว่างทางฝนมีตกด้วย จะรอดมั้ยเนี่ย…

แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละครับ ฝนก็หยุด เหลือแต่เมฆฟุ้งๆ ให้เรางงๆ เล่น

พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย
พอเริ่มขึ้นเขาเท่าั้นั้นแหละ ฟ้าครึ้มเลย

ถึงจุดนี้ พวกหนังสือรีวิวต่างๆ มักจะบอกว่าที่ปากทางเข้าวัดจะมีมาเฟีย ชอบเรียกเอาเงินนักท่องเที่ยวแพงๆ แล้วโม้ว่าจะพาขึ้นไปเที่ยววัดบ้าง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค่าเข้าบ้าง จ่ายค่าชุดแต่งตัวบ้าง (ซึ่งจริงๆ เราจะเสียค่าขึ้นวัดตั้งแต่ตรงด่านที่ตีนเขาแล้ว 15,000rp มาข้างบนนี่จะไม่มีเสียเพิ่มเติมอีก) แต่รามันบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะคนไทยส่วนมากจะรู้หมดแล้ว มาเฟียเดี๋ยวนี้จะชอบหลอกฝรั่งมากกว่า (ตอนที่เดินผ่านก็เห็นฝรั่งกำลังถูกหลอกคนนึงนะ ฮือๆๆ) ทีแรกจะถ่ายรูปซุ้มตรงนั้นมาให้ดู แต่เด็กๆ ในร้านเค้าดูน่ากลัวเหลือเกิน…

รู้ไว้ใช่ว่าละกันนะครับ

ลืมบอกอีกอย่าง วัดนี้ก็ต้องใส่โสร่งเข้าเหมือนกัน แต่ไม่ต้องใส่ผ้าคาดเอว

หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ
หน้าปากทางเข้าวัดครับ เราจะเลี้ยวเข้าไปที่จอดรถ รามันบอกระวังมาเฟียให้ดีๆ

เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว
เริ่มเห็นตัววัดอยู่ไกลๆ แล้ว

รามันบอกว่าวันนี้ถือว่าอากาศดีพอใช้และเราถือว่าโชคดีมากๆ เพราะฝนไม่ตกข้างบนนี้ แต่เสียดายที่ไม่เห็นวิวภูเขาไฟกุหนุงอากุงอยู่ด้านหลัง

แกยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า วัดเบซากีห์นี้ถือเป็นวัดแม่ เป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของวัดทุกวัดที่บาหลี เป็นวัดประจำองค์พระศิวะ ,, ในวัดเบซากีห์นั้น ภายในยังมีวัดย่อยๆ อีกยี่สิบกว่าวัดข้างใน ที่นี่ชาวฮินดูนิยมมาทำศาสนพิธีกันเยอะมาก เดี๋ยวเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นเอง

ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ
ใน Pura Besakih ยังมีวัดเล็กๆ อยู่ข้างใน ราวๆ อีก 30 วัดนะครับ

ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว
ตัววัดใหญ่และสวยงามมาก ชาวบาหลีถือว่าที่นี่เป็นวัดแม่ของทกวัดเลยทีเดียว

จุดนี้ รามันเล่าเพิ่มเติมว่า บาหลีจะมีวัดหลักอยู่ 9 วัด โดยการจัดเรียงวัดหลักของบาหลีนั้นจะจัดอยู่ตามทิศต่างๆ เป็นรูปสัญลักษณ์สวัสดิกะ และแต่ละวัดหลักก็จะมีเทพองค์สำคัญประจำอยู่ โดยมีวัดเบซากีห์ซึ่งถือว่าเป็นวัดของพระศิวะจะอยู่ตรงกลาง จากนั้นในแต่ละทิศทั้ง 8 ทิศก็จะมีวัดประจำอยู่ วัดบางวัดไม่ใหญ่มาก/นักท่องเที่ยวไม่นิยมมา แต่ก็เป็นวัดหลักก็มี แต่ในทำนองเดียวกัน วัดที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ เช่นวัด Tanah Lot กลับไม่ได้เป็นวัดหลักก็มี ,, เท่าๆ ที่ผมลองลิสต์วัดก็ได้ตามนี้นะฮะ


View Swastika in a larger map

จริงๆ รามันบอกมาแค่ 7 วัด แต่ผมก็พยายามไปหาตามที่ต่างๆ ให้ได้จนครบทั้ง 9 วัดเหมือน ไม่แน่ใจว่าถูก 100% ป่าวนะ ใครไปเที่ยวกะรามันฝากถามแกทีนะครับว่าตรงรึเปล่า แหะๆๆๆ

รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย
รามันบอกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีเมฆ จะเห็น Gunung Agung ที่เป็นภูเขาไฟเป็น Background ด้วย

รามันก็พาเราเดินรอบวัดรอบนึง แกบอกว่าเวลาเข้าต้องเข้าประตูเปิดทางด้านซ้ายมือ ห้ามเดินเข้าทางเข้าตรงกลางเลย เพราะมันเป็นธรรมเนียมที่นี่ (ประตูกลางจะเปิดในวันที่มีพิธีเท่านั้น วันธรรมดาเข้าไม่ได้) แถมประตูตรงกลางจะมีแก๊งส์มาเฟียนั่งดักรอเราอยู่ บางคนเหมือนจะมาถ่ายรูปให้แล้วก็เสนอตัวเองเป็นมัคคุเทศก์แล้วเรียกค่าบริการแพงๆ ขูดเงินนักท่องเที่ยว ฮือๆ

ดูสถาปัตยกรรมบาหลีไป ดูฝรั่งโดยมาเฟียจูงไป งืมๆๆ

ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ
ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูเป็นระยะๆ

วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ
วัดใหญ่มากๆๆๆ เดินขึ้นไกลเหมือนกันนะ

มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ
มุมมองจากทางด้านหลังวัดครับ สวยดีจริงๆ

เดินวนนี่ถือว่าวัดนี่ใหญ่มากๆ สวยด้วย ทั้งด้วยสิ่งก่อสร้างและวิว บางวัดย่อยภายในวัดเบซากีห์ก็เห็นมีพิธีกรรมอะไรซักอย่างด้วย แต่รามันบอกว่าอันนี้เราห้ามเข้าไป (บางทีก็งงๆ เหมือนกันว่าอันไหนเข้าไม่ได้ ต้องพึ่งรามันนี่แหละ)

ทีแรกเห็นหน้ากากบารองไม้แกะสลักขาย สวยดี เนื้อไม้ก็โอเค แต่เค้าขายราวๆ สามพันบาท แพงมาก เลยบายไป

จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ
จากนั้นเราก็เดินสำรวจวัดเล็กๆ ในเขต Besakih กันต่อครับ

เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ
เห็นชาวพราหมณ์เค้าประกอบพิธีอยู่ เข้าไปดูใกล้ๆ ได้อีกนะ

คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ
คนที่นี่เค้ายึดมั่นในศาสนาพราหมณ์มากๆ

ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์
ชาวบาหลีกำลังบูชาตีมูรติ ,, พรหม-ศิวะ-นารายณ์

เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า
เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า

เดินวนจนเหนื่อย แฮ่ๆๆๆ

ข้าวเที่ยงบุฟเฟต์ จัดหนักก่อนลุยต่อ

ขับลงดอยมา ไกลเหมือนกันครับ หิวมากๆ รามันบอกว่าอดทนไว้นิดนึง เดี๋ยวพาไปจัดบุฟ ร้านนี้วิวสวย

ก็มาถึงร้านที่มีชื่อว่า Mahagiri ครับ

รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย
รามันบอกว่าที่นี่วิวดี แต่ขับอ้อมมาหน่อย

ร้านนี้มีตึกหลายส่วนครับ แต่ส่วนที่รามันจองไว้เป็นส่วนที่จะเห็นวิวเป็นทุ่งนาขั้นบันไดที่ถูกโอบล้อมด้วยป่า เท่าที่แลดูไปก็เห็นฝรั่งนั่งจับจองวิวเอาท์ดอร์เพียบ ส่วนเราๆ ก็ขอนั่งอินดอร์เอาละกัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ รามันจองที่นั่งไว้แล้ว แถมเมฆฝนก็กำลังไล่เข้ามาหาเราเรื่อยๆ

อาหารบุฟที่นี่ผมว่าเฉยๆ นะครับ ถ้าเทียบกับร้าน Grand Pucak ที่เราไปกินกันวันก่อน ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ
ร้านที่นี่เราจะมองเห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดด้วย ใหญ่ดีจริงๆ

เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้
เทียบกับบุฟเฟต์เมื่อวานลักษณะคล้ายๆ กันครับ แต่ร้านนี้อร่อยสู้ร้านที่แล้วไม่ได้

นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ
นาขั้นบันใดสวยดี แต่ว่า เมฆฝนก็ไล่เรามาติดๆๆๆๆ

สนนค่าหัวที่ Mahagiri คนละ 65,000rp (แต่ที่นี่น้ำเปล่าแพงมาก ขวด 1.25 ลิตรขายที่ 25,000rp แหนะ)

จากนั้นระหว่างลงดอย รามันก็พาขับออกนอกเส้นทาง วนอ้อมไปอีกทางเพื่อไปดูภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ในอีกมุมที่แตกต่างกับเมื่อวาน สวยมากๆ แถวนั้นมีร้านขายผลไม้ขายด้วย ผลไม้ก็คล้ายๆ บ้านเรานะ เท่าที่จำได้ก็มีส้ม, มังคุด, กล้วย ราคาก็แพงกว่าบ้านเรานิดๆ ก็เลยไม่ได้ซื้อ

แอบชิมส้มที่รามันซื้อ พบว่าส้มบ้านเราอร่อยกว่ามากครับ ทั้งเรื่องรสชาติที่หวานและเปรี้ยว และความชุ่มฉ่ำ…

แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ
แต่ที่รามันขับอ้อม เพราะว่าจะเห็นวิวของภูเขาไฟและทะเลสาบ Batur ครับ

ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ
ร้านขายผลไม้ข้างๆ ทะเลสาบ ,, รสชาติผลไม้ของบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ

ฝนตกรอมร่อ ยังมีอารมณ์จิบชา

ไม่รู้รามันเป็นอะไร พราวด์ทูพรีเซนต์นาขั้นบันไดมากๆ ทั้งๆ ที่เราก็ไปกินข้าวพร้อมนาขั้นบันไดมาแล้ว แต่รามันบอกว่าที่นี่เป็นนาที่สวยมากๆ จิบชาไปด้วย ดูนาไปด้วยนี่สวยสุดๆ แต่อยากบอกรามันว่า เฮ้ย นี่ฝนตกอยู่ จะลุยฝนไปเรอะ ฮ่าๆๆๆ แต่รามันก็พาเราก็ลุยกันไปครับ -_-”

พอมาถึงที่หมายที่เรียกกันว่า Tegallalang แล้ว จุดนี้มันจะประมาณหน้าผาสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นนาขั้นบันได แต่อีกฝั่งเป็นร้านชาและจุดชมวิวไงงั้น ร้านแถวนี้ถือว่าเยอะมากๆ เลย นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน นั่งฝั่งนี้แล้วมองไปตรงข้ามก็เห็นเป็นภูเขานาขั้นบันไดเลย สวยดีเหมือนกันนะ

แค่ขับผ่านก็เสียค่ารถเข้ามาในเขตนี้ 10,000rp แล้ว…

ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน
ร้านแถวนี้เยอะจริง ฝรั่งก็เยอะไม่แพ้กัน

ผมว่าสวยกลางๆ นะ
ผมว่าสวยกลางๆ นะ

อะ.... นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย
อะ…. นาขั้นบันไดแบบชัดๆ ไปเลย

ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว สั่งชามาจิบซักหน่อย

ราคาเครื่องดื่มและขนมแถวนี้ถือว่าแพงโหดใช้ได้เลย ผมก็เลยสั่งแค่ชาตะไคร้ธรรมดาๆ กานึงก็ 23,000rp จิบไปไม่ได้ฟินมากเท่าไหร่

ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม... ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า
ชาก็กลางๆ ราคาก็ค่อนข้างแพง อืม… ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า

ไหนๆ อินโอนิเซียก็เป็นประเทศผลิตน้ำอันส่งออก ด้วยความอยากรู้ก็เลยไปสืบราคามา สนนราคาลิตรละ 4,500rp/ลิตร หรือประมาณ 16 บาท ดีเซลและเบนซิน (จำไม่ได้ว่าออกเทนเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ผสมแอลกอฮอล์)

เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท
เบนซิน-ดีเซลเท่ากัน ที่ 4500 หรือประมาณ 16 บาท

สถานีต่อไป… อุบุดพาเลส

วนกลับเข้ามาในส่วนตัวเมือง Ubud อีกทีหนึ่งครับ รามันพามาดูพระราชวังอุบุด ซึ่งเป็นราชวงค์สุดท้ายของชาวบาหลี

เท่าที่มาวนดู ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรนะ ไม่ได้กว้างเหมือนพระราชวังแวร์ซายน์หหรือแม้แต่พระมหาราชวังบ้านเรา ที่นี่สภาพสิ่งก่อสร้างค่อนข้างดีกว่าที่อื่นๆ หน่อย ลายรูปปั้นสองมิิติของบารองก็คมสวยดี แต่ประตูหรือทางเข้าพระราชวังก็ปิดเกือบหมด และเราก็ไม่ได้ไปสำรวจมากเช่นกัน เพราะว่าเริ่มหิวมากแล้ว ฮ่ๆๆๆ เลยวนอย่ที่นี่ไม่ได้นานมากเท่าไหร่ (รามันบอกว่า ปกติจะมีการแสดงที่ลานพระราชวังด้วย คนเยอะมาก แต่วันนี้ฝนตก เลยย้ายไปเล่นที่ศาลาประชาคมด้านข้าง)

สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่
สตาร์บัคส์สาขาอุบุด ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่

เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ
เข้ามาเดินในวังอุบุด ไม่กว้างมาก แป้บเดียวก็ทั่วละ

อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด
อีกมุมของพระราชวังอุบุดครับ ,, ประตูปิดแทบทั้งหมด

กำแพงรูปบารองในวังอุบุด
กำแพงรูปบารองในวังอุบุด

ระหว่างเดินกลับ ผ่านวัดพระนางสรัสวาตี สวยดีมากๆ ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ดึกๆ ที่นี่ก็มีดนตรีและการแสดงที่ลานด้านหน้าเช่นกัน

แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ
แวะวัดพระนางสรัสวาตีก่อนกลับ สวยดีนะ

เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี :) (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)
เย็นย่ำที่วัดพระนางสรัสวาตี 🙂 (รามันว่าดึกๆ มีคนมาเล่นดนตรีด้วยนะ)

ซี่โครงแหล่มๆ ที่ Naughty Nuri’s Warung

จากนั้น รามันก็ขับวนซ้าย วนขวา แล้วก็มาจอดที่นึง เรามองไปข้างหน้าก็เห็นฝูงควันลอยออกมาต้องกับแสงไฟ พร้อมกับกลิ่นหอมที่คล้ายเป็นดั่งเชิญชวนเข้าร้าน

ร้านนี้มีชื่อว่า Naughty Nuri’s Warung ครับ

เดินเข้ามาพบว่าผู้คนทยอยอกันมาเยอะมากๆ ยิ่งดึกก็ยิ่งเยอะ ทั้งฝรั่ง ทั้งบาหลี นั่งกินกันเพียบโคตรๆ ขนาดต้องต่อคิวจองโต๊ะกัน โชคดีที่เรามาค่อนข้างเช้า เลยได้โต๊ะใหญ่มา แฮ่ๆๆ

แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ
แค่ดมกลิ่มย่างหมู ก็รู้ได้เลยว่าโคตรอร่อยแน่ๆ

คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย
คนเยอะมากๆ ทั้งฝรั่งมังค่า และคนบาหลีเองด้วย

จริงๆ ที่ร้านมีเมนูหลายอย่าง เห็นโต๊ะข้างๆ ก็น่ากินไปหมด แต่เพื่อลดความวุ่นวาย รามันเลยมัดมือชกด้วยการสั่งเมนูที่ถือว่าสุดตีนของร้าน นั่นคือซี่โครงหมูย่างสูตรเฉพาะของร้านครับ (อาหารที่สั่งนี่รอนานพอควรนะครับ)

ชิมแล้วบอกว่า ตั้งแต่ชิ้นซี่โครงชิ้นหมูที่เลือกมา ซอสที่ราดบนหมูนี่หวานเค็มกลมกล่อมดีมากๆ ส่วนตัวเนื้อหมูก็ย่างสุกกำลังดี ไม่ไหม้แต่กลับสุกได้ที่ทั่วกัน และกระดูกไม่มีเลือดแดงไหลออกมาแล้ว ว่าละก็บีบมะนาวซักนิดแล้วแล่เนื้อลองชิมดูอีกซักคำ อยากบอกว่าฟินสุดๆ กระดูกร่อนง่ายโคตรๆ รสชาติกลมกล่อมเหมือนกับขึ้นสวรรค์ แถมด้วยกลิ่นถ่านไม้ที่ติดอยู่ที่เนื้อนิดๆ ซึ่งเป็นสเน่ห์และเอกลักษณ์อันหาไม่ได้จากเตาแก๊สย่าง

แฮกๆๆๆ อยากกินอีก แต่จะสั่งอีกจานก็กลัวจะกลับโรงแรมดึกไป แฮกๆๆ

อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช
อูยยย ซี่โครงหมูย่าง อร่อยโคตรแม่เลยครัชชชชชช

คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ
คอนเฟิร์มว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆๆ

หมูคนละจาน+เครื่องดื่ม (มีทั้งน้ำเปล่าและโค้ก) ของทุกคน รวมกันที่ 674,000rp ครับ

ย้ายที่พักมา Samsara

หลังจากที่ตอนก่อนๆ เราพักที่ย่าน Ubud มาแล้ว ครั้งนี้เราจะย้ายมาอยู่ที่ย่าน Kuta Beach ครับ ,, เทียบง่ายๆ คือย้ายจากแหล่งวัฒนธรรมโบราณที่เค้าอนุรักษ์กัน มายังย่านช้อปปิ้งไฮโซแนวท่องเที่ยวผับบาร์ดาว์ทาว์นแหล่งเสื่อมโทรมไรงี้แทน

โรงแรมที่เราจะไปนั้นชื่อว่า Samsara Inn ซึ่งน่าจะเป็นโรงแรมใหม่ เพราะรามันไม่รู้จัก ไม่เป็นไรครับ เพราะเท่าที่เราดูจากแผนที่แล้วโรงแรมเราเข้าซอยไปแค่ 50 เมตรจากถนนใหญ่เอง จิ้บๆๆ กูเกิ้ลแมปนำทางได้ ชิลๆ

แต่แม่ง ไม่มีใครบอกเลยครับว่าซอย 50 เมตรนั้นมันวันเวย์และถ้าเราเสนอหน้าเข้าไปแล้วเราจะย้อนศรอย่างแรง ทำให้เราต้องไปอ้อมอีกแปดถนนเกือบหกโลเพื่อเข้าอีกซอยที่เป็นทางเข้าที่แท้จริงที่แคบแบบเห้ๆ แคบประมาณมอไซสองคันสวนกันได้พอดีเป๊ะ สุดท้าย เข้าไม่ไหว เลยต้องเดินลากกระเป๋าเข้าไปเช็คอินเอง

แต่โรงแรมผมว่าใหม่และดูดีใช้ได้เลยนะ ตกแต่งสวยมากๆ แถมมีสระว่ายน้ำให้เราว่ายได้ด้วย ไฟตามทางเดินเป็นแบบอัตโนมัติที่จะติดเองเวลาเดินผ่าน (แรกๆ แอบเก๋ หลังๆ แอบหลอน) ห้องหับข้างในก็โอเคมาก กุญแจคีย์การ์ดสุดหรู แต่ข้อติผมมีให้สองข้อครับ

  • ข้อแรกคือ ไม่มีตู้สื้อผ้าครับ อันนี้ไม่เป็นไร แขวนๆ เอาก็ได้
  • ข้อสองนี่หนักเลยครับ คือไม่มีประตูห้องน้ำ สามารถเดินทะลุจากในห้องผ่านห้องน้ำห้องส้วมได้แบบไม่ต้องเปิดประตูเลย แถมผนังห้องน้ำก็เป็นกระจก เวลาผมหรือรูมเมทจะอาบน้ำนี่ต้องไล่อีกคนไปข้างนอก ไม่งั้นจะเห็นหมด ยิ่งไปกว่านั้นห้องส้วมก็ไม่มีอะไรกั้นไว้ เวลาอึนี่โหดสัสเลยครับ กลิ่นไม่พึงประสงค์นี่กระจายเต็มห้อง ถึงขั้นต้องบอกว่าถ้าใครจะอึแนะนำไปอึที่ห้องน้ำข้างนอก แต่ถ้าจะอึในส้วมห้องต้องปล่อยให้ห้องโล่งๆ ซักครึ่งชม. (มีที่ดูดอากาศนะ แต่ผมว่ามันไม่พออะ)

เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ
เปลี่ยนที่พักมาที่ Samsara Inn ย่าน Kuta Beach ครับ

ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด
ข้างในสวยอลังมากๆ แต่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด

สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ
สระว่ายน้ำ (ว่ายได้จริง) ของโรงแรม และการตกแต่งแบบสวยมากๆ

ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง...
ห้องพักสวยมาก แต่ไม่มีประตูส้วม แอบเซ็ง…

ของโยนเก็บไว้ แล้วออกไปเที่ยวกัน

Pura Thana Lot ในวันฝนพรำ

จากนั้นรามันก็พาเราล่องรถไปทางตะวันตกเฉียงใต้ครับ ฝ่าฝนที่ตกมาเป็นพักๆ ฝูงเมฆวันนี้ดูน่ากลัวมากกว่าทุกๆ วัน ,, ครับ วันนี้เราจะไปวัด Pura Tanah lot ครับ ซึ่งเป็นวัดที่เป็นสัญลักษณ์แห่งบาหลี, เป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่มชมกันเยอะที่สุดของเกาะ เพราะเป็นวัดที่ถูกทะเลโอบอุ้มไว้ (ธานาล๊อตหมายความว่า ดินแดนที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเล)

ทีแรก แพลนเราจากเมืองไทย กะว่าจะไปวัดนี้ช่วงเย็น แต่รามันบอกว่าไปตอนเช้าสวยกว่า เกี่ยวกับเรื่องแสงอาทิตย์และน้ำขึ้นน้ำลงนี่แหละ จำไม่ได้ละ แต่รามันบอกยังไงก็ต้องไปตามเจ้าถิ่นเค้า สนนค่าเข้าชมคนละ 30,000rp ครับ เพราะที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ สร้า้งตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระที่ชื่อ Nirartha จากนั้นมันก็ยังคงอยู่มา แม้ว่าจะโดนน้ำทะเลซัดมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แหม่…

เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ
เช้ามาก็สว่างดี แต่พอจะถึงวัดแล้วฝนตกซะงั้น ฮือๆๆๆ

ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย
ถึงวัดธานาล๊อตแล้ว ,, วัดที่อยู่กลางทะเลเลย

ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต
ครึ้มๆ ที่ชายหาดข้างๆ วัดธานาล้อต

พอถึงวัดแล้ว แม้ฟ้าจะครึ้มแต่ฝนเหมือนจะหยุดให้แป้บนึง พวกเราดีใจกันมาก เริ่มต้นจึงไปเลยไปที่วัดรู (Pura Batu Bulong) ที่อยู่ข้างๆ ธานาล๊อตกันก่อน พอถ่ายรูปกันเสร็จ อ่าว… ฝนลงหนักซะงั้น อดไปดูใกล้ๆ เลย ทำได้แค่ถ่ายรูปวัดธานาล๊อตจากมุมไกลมาเท่านั้น (แต่ที่น่ากลัวคือนักท่องเที่ยวที่ค้างที่อยู่ในวัดตอนพายุเข้านะ คลื่นซัดแรงมากๆ ฝนก็ตกหนัก คง้องพักในวัดซักช่วงใหญ่ๆ)

วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต
วัดรู ตั้งอยู่คนละฝั่งกับวัดธานาล๊อต

แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ
แอบเสียดายที่ฝนตก อดไปที่วัดเลย ฮือๆๆๆ

ดูท่าจะตกยาว รอฝนหยุดเพื่อไปดูธานาล๊อตใกล้ๆ คงใช้เวลาเป็นวันแน่ๆ

เป้าหมายถัดไป Pura Ulun Danu Beraton

ถัดจากวัดธานาล๊อต เราก็จะไปวัดอีกที่นึงโดยการนั่งรถย้อนไปทางทิศเหนือ ระหว่างทางฝนก็ตกลงมาแทบไม่ขาดสาย จนกระทั่งเราถึงวัด ฝนก็มาหยุดตกเอาดื้อๆ ซะงั้น ,, ซึ่งวัดที่เราจะไปต่อไปนั้นคือ วัด Pura Ulun Danu Beraton ครับ ,, รามันคอนเฟิร์มว่าวัดนี้สวยมากๆ ไม่แพ้ธานาล๊อตตอนฝนไม่ตกเลย (อ่าว…)

ลงรถปุ๊บอยากบอกว่าบรรยากาศตอนนี้ลงตัวมากๆ เพราะอากาศที่เย็นสบายแต่ก็ไม่มีฝน, แถมมีหมอกจางและลมพัดชิลๆ ด้วย (แต่ค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp + ค่าจอดรถ 5,000rp เฮ้อ เสียตังทุกวัด) ระหว่างเดินเข้าวัด รามันก็เล่านั่นเล่านี่เกี่ยวกับวัดยาวมาก แต่เท่าที่จับใจความได้คือ เป็นวัดที่สร้างราวปีคริสตศตวรรษที่ 16 เพื่อบูชาเทวีดานู ซึ่งเป็นเทพแห่งน้ำ

พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม... โชคดีฝุดๆ
พอจะถึงวัด ฝนหยุดตกเลย แหม… โชคดีฝุดๆ

พอเข้ากำแพงไปแล้ววัดจะมีสองส่วน คือวัดที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่และวัดที่อยู่บนทะเลสาบเบอราตัน ส่วนที่เป็นทีเด็ดคือส่วนที่ลอยน้ำอยู่ ยอมรับเลยว่าสวยมากๆ รามันบอกว่าแต่ละปีเค้าจะมีพิธีให้เหล่าพรามหณ์นั่งเรือไปทำพิธีที่วิหารกลางน้ำ และวิหารจะเปิดประตูออก (คือปกติประตูวิหารกลางน้ำจะปิด) แต่วันนี้ไม่เปิดก็ไม่เป็นไร เดินวนรอบๆ เพื่อดูและถ่ายรูปก็มีความสุขมากๆ แล้ว

มีภาพสวยๆ เพิ่มเติมจากเวปทางการของเค้านะ ลองกดเข้าไปดูได้

เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ
เป็นวัดที่อยู่กลางทะเลสาบกว้างๆ สวยมากๆๆ

เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ
เห็นสายหมอกจางๆ ด้วย โชคดีจริงๆ

กำลังเดินกลับรถ ฝนตกปรอยๆ อีกแล้ว…

ระหว่างทาง, Bakso Ayum, และ Pura Tamun Ayun

เนื่องจากฝนตกทำให้การเดินทางค่อนข้างล่าช้าและผิดแผนกันไปพอสมควร ทำให้วัดที่เราแพลนไว้อาจไปไม่ครบได้ (จริงๆ เราแวะถ่ายรูปวิวและกินของระหว่างทางเยอะมากๆ เลย ฮาๆๆๆ)

ระหว่างทางลง เราเจอจุดชมวิวอันนึง สวยมากๆ ก็เลยลงแวะถ่ายรูปครับ

ระหว่างถ่ายรูป ก็เห็นมีคนขาย Bakso Ayam หรือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น อารมณ์แบบว่าคล้ายๆ คนขายขนมจีบซาละเปาข้างทาง ขี่มอไซพ่วงบ้านเรา มีตู้ไม้โชว์ลูกชิ้นแฮนด์เมดแนววินเทจพร้อมด้วยหม้อคล้ายลังถึงอยู่

ด้วยอากาศที่หนาว และท้องที่หิว มดส้มจึงเป็นผู้นำทีมกล้าตายเพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมากิน…

วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ
วิวหลังฝนตกฟินมากๆ สวยโคตรๆ

Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ
Original Bakso Ayam อร่อยโคตรๆ

อากาศหนาวๆ หลังฝนเคล้ากลิ่นหอมของก๋วยเตี๋ยว ผมเลยแอบไปชิมของมดส้มหนึ่งช้อน อร่อยดีวุ้ย!!! จากนั้นก็ขอสั่งมาเป็นของตัวเองหนึ่งถ้วย ,, ส่วนตัวผมว่าอร่อยนะ มันเป็นเส้นหมี่ ใส่ลูกชิ้น, เต้าหู้ แล้วก็ไข่ต้มในน้ำซุปสีน้ำตาล รสชาติให้จินตนาการเป็นหมี่น้ำใสที่ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป มันเปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมดีมาก ลงตัวกับอากาศเย็นๆ แบบสุดๆ

ราคาถ้วยละ 7,000rp หรือตกถ้วยละ 20 บาท

อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ
อารมณ์เส้นหมี่น้ำ ใส่น้ำจิ้มขนมกุยช่ายลงไป แซบโคตรๆๆๆ

กินอิ่มแล้วก็พุ่งไปยังวัดสุดท้ายของเราครับ ชื่อวัด Pura Taman Ayun (รามันตั้งชื่อให้ว่าวัดพระมหากษัตริย์)

กว่าจะมาถึงหน้าวัดก็เป็นเวลาหกโมงกว่าๆ แล้ว ซึ่งเท่าที่เราเปิดหาในหนังสือท่องเที่ยวบาหลีที่พกติดตัวมาเค้าบอกว่าวัดนี้เปิดถึงหกโมง อ่าว กรรม… แต่พอเราไปคุยกับเจ้าหน้าที่เค้าก็ยังให้เราเข้าไปอยู่นะ เสียค่าเข้าคนละ 15,000rp หรือราวๆ สี่สิบบาท (รามันไปต่อราคาให้ บอกว่าวัดจะปิดแล้ว ลดหน่อยจี่ เค้าเลยคิดแค่ 30,000rp ต่อห้าคน อิอิ)

เข้าไปแล้วต้องบอกว่าวัดกว้างมาก เดินอ้อมกว่าจะทั่วนี่เหนื่อยเลยทีเดียว และสภาพแสงค่อนข้างมืดมาก ยิ่งค่ำก็ยิ่งมืดไปเรื่อยๆ เลยเก็บภาพได้แค่เท่าที่เห็น หลังๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงการถ่ายรูปหรอกครับ แค่มองทางเฉยๆ ยังลำบาก เฮ้อ…

กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า
กว่าจะมาถึงวัด Taman Ayun ก็มืดแล้ว ดีนะ ที่เค้ายังให้เข้า

ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน
ข้างในกว้างมากๆ เท่าที่ดูเงานี่ก็น่าจะเป็นวัดที่สวยมากๆ เช่นกัน

เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น
เราได้แค่เดินรอบๆ ครับ ข้างในกำแพงมีสิ่งก่อสร้างอีกชั้น

แต่เท่าที่ดูแบบมืดๆ วัดก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากเหมือนวัดอื่นๆ นะครับ สมแล้วที่รามันมาดองวัดนี้ไว้ที่สุดท้าย (แกยังบอกเลยว่าถ้ามาไม่ทันก็ไม่เป็นไรนะ)

วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ
วัดกว้างมากกกก กว่าจะเดินทั่ว เหนื่อยโคตรๆ

เที่ยวครบแล้ว ก็ไปหาซีฟู้ดกินตามที่รามันสัญญาไว้กันเหอะ

แกล้มเสียงคลื่นกับอาหารทะเล ที่ Furama

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน รามันก็พามากินอาหารทะเลแถวๆ ย่านจิมบารันครับ มีชื่อว่า Furama ครับ

เดินเข้ามาร้านนี้ดูเงียบๆ นะ เดินไปหลังร้านติดชายหาดด้วย ได้ยินเสียงคลื่นซัดเบาๆ ,, นั่งรออีกซักพักเค้าก็ยกอาหารมาเสิร์ฟคนละเซ็ตนะ เซ็ตนึงก็จะมีกุ้ง, หอย, ปู, ปลา และปลาหมึกราดเครื่องเทศและเผามาให้ มาพร้อมน้ำจิ้ม และมะพร้าวสดหนึ่งลูก

ส่วนตัวผมว่าอาหารทะเลเค้าสดนะ กุ้งหอยปูปลาเหมือนเพิ่งจับกันมาซักสิบนาทีก่อน เครื่องเทศที่ราดก็โอเค ที่ชอบสุดคงเป็นหอยย่างกับปูย่าง น้ำจิ้มค่อนข้างจางและไม่เข้ากับอาหารกลุ่มซีฟู้ดเท่าที่ควร ชวนให้คิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเลยทีเดียว ส่วนมะพร้าวค่อนข้างแก่ ไม่หวานมาก เนื้อด้านไปหน่อย

รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ
รามันพามาหม่ำอาหารทะเลส่งท้ายที่ Furama ครับ

บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป
บรรยากาศในร้านครับ นอกจากเราก็มีก้วนจากจากาตาร์อีกกรุ้ป

เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ
เสิร์ฟมาแบบออริจินอล มีทั้งกุ้งหอยปูปลาและปลาหมึก อิอิ

ค่าหัวที่นี่หนึ่งเซ็ต ราคา 110,000rp ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน

วันสุดท้ายที่บาหลี

วันสุดท้ายจริงๆ ก็ไม่มีอะไร หลักๆ ก็ไปซื้อพวกของฝากทั่วๆ ไป ส่วนรามันเอาสละจากบ้านมาให้ด้วยเพราะที่บ้านปลูกเอง ทีแรกแกจะให้ฟรีๆ ห้าโล ไอ้เราเกรงใจก็เลยแอบซื้อสละของรามันด้วย (จำราคาไม่ได้แฮะ แต่ราวๆ โลละ 30 บาทอะ) สละของอินโดฯ ลูกจะใหญ่กว่า เนื้อเค้าจะแน่นกว่า ออกแนวกรอบๆ แต่จะฝาดๆ หน่อยๆ เรื่องความหวานและความหอมสู้ของบ้านเราไม่ได้เลย

ของที่ระลึกอื่นๆ แถวๆ บาหลีก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ ส่วนมากก็คล้ายๆ บ้านเรา จะมีก็พวกถั่ว, ผ้าบาติกที่เค้าจะโฆษณาหน่อยว่าของเค้าเจ๋ง

สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน
สละสดๆ เก็บจากบ้านรามัน

นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ บินกลับไทยกันดีกว่า

ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ :)
ประตูเปิดที่สนามบินงูราห์ราย แสดงถึงคำว่ายินดีต้อนรับ 🙂

แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล :)
แล้วเจอกันนะ สนามบินงูราห์ราย ,, สนามบินที่มีรันเวย์ติดทะเล 🙂

ขอบคุณรามันที่มาส่งและดูแลเราจนถึงช่วงสุดท้ายที่เราอยู่บาหลี
เขียนรีวิวเที่ยวทีไร นานทุกที…

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 2

ตอนนี้เป็นภาคที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, ภาคนี้เราไปเที่ยวกันเยอะมากๆ ดังที่จะเห็นจากรูปที่คัดมานี่แน่นบล๊อกตอนนี้เลย เอิ้กๆๆๆ เพื่อการกระชับเวลาก็จะไม่โม้ในตอนแรกมาก แต่จะแทรกๆ เอาระหว่าเนื้อเรื่องก็แล้วกัน

วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน
วันที่สองของการไปเที่ยวบาหลีครับ ,, เจ๋งกว่าวันแรกแน่นอน

รับรองว่าสนุกกว่าวันแรกครับ

รับอรุณที่ Ubud

หลับซะเต็มอิ่มสุดคืนท่ามกลางสายฝน ตื่นขึ้นมาก็เดินชมโรงแรมและสถานที่รอบๆ โรงแรมหน่อยครับเพราะเท่าที่สำรวจแล้ว โรงแรมเราค่อนข้างเล็กนะ นอกจากตึกห้องพักแล้วก็มีแค่เห็นมีสระว่าน้ำแค่นั้นเอง แม้ตัวสระจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดลงไปเล่น

พอเล่นน้ำได้สักพัก เจ้าหน้าที่เค้าก็ตามไปกินอาหารเช้าครับ เลือกได้ว่าจะเอาอเมริกันเบรคฟาสต์หรือจะเอาแพนเค้กกล้วยหอมก็ได้ เสิร์ฟคู่กับน้ำผลไม้และกาแฟบาหลี ทุกอย่างอร่อยลงตัวใช้ได้ดูดี จนกระทั่งมากินกาแฟเท่านั้นแหละครับ กากนอนก้นเยอะมาก คิดว่าที่นี่คงกินกาแฟไม่กรองกัน ,, ไว้คราวหน้ามาบาหลีจะพกถุงน่องมาด้วยละกัน แหมมมม~

จริงๆ แถวโรงแรมมีวัดด้วยนะ อารมณ์วัดประจำหมู่บ้าน (รามันบอกว่าหมู่บ้านนึงจะมีวัดอย่างน้อยๆ 3 แห่ง สำหรับพระพรหม, พระศิวะ และพระนารายณ์น่ะ) เดินสำรวจแว้บๆ ก็สวยดีนะ

โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ... ดีจังๆ
โรงแรมที่เรามาพักมีสระว่ายน้ำด้วยอะ… ดีจังๆ

หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ
หน้าโรงแรมของเรายามเช้าครับ อิอิ

ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม
ประตูเปิดของวัดตรงข้ามโรงแรม

ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย
ภายในวัดนี่เค้าตกแต่งกันสวยมากๆๆๆ ขนาดวัดเล็กๆ นะเนี่ย

อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ
อาหารเช้าเป็นแพนเค้ก+ไซรัปและน้ำผลไม้ อร่อยกลางๆ นะ

หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ
หรือจะกอนแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ก็ได้นะ

ระหว่างกินข้าวเกือบเสร็จ รามันก็มารับพอดี (ถ้าใครงงว่ารามันคือใคร แนะนำให้ไปอ่านตอนแรกนะครับ)

วันนี้สถานที่ที่เราไปจะปักหมุดเป็นสีเหลืองนะครับ ตามกันไปได้ (ส่วนสีเขียวเป็นของตอนที่แล้ว ส่วนสีแดงกะม่วงเป็นของตอนหน้า)


View 130525 Bali trip in a larger map

จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ
จากนั้นรามันมารับแล้ว เราก็เตรียมเดินทางไปต่อครับ

เดินทางไปดูระบำบารอง

รามันก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามทางของตัวเมืองอุบุดครับ

ถนนที่นี่ไม่ได้กว้างเลยนะครับ ถ้าเทียบแล้วก็พอๆ กับซอยบ้านเราที่รถสวนผ่านสองคันได้พอดี (มีถนนไม่กี่สายที่จะเป็นสามหรือสี่เลน ส่วนมากเป็นเลนครึ่งถึงสองเลนเท่านั้น) มีรถติดบ้างแต่ไม่มาก ทีแรกก็แอบหงุดหงิดว่าทำไมไม่ขยายถนนซักหน่อย นี่เมืองท่องเที่ยวนะ ทำการคมนาคมให้ดีหน่อยจะเป็นไรไป ,, แต่พอได้นั่งรถไปซักช่วง ตัวผมเองกลับชอบถนนแคบๆ มากกว่าแฮะ ถนนแคบๆ แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มันดูสดชื่นดีนะ เพราะถ้าจะต้องขยายถนน ต้นไม้พวกนี้ก็คงจะต้องถูกตัดไปหมดแน่แท้ ซึ่งรามันเล่าว่าคนบาหลีถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ตัดต้นไม้เพราะในต้นไม้มีพระเจ้าอยู่ข้างใน

แต่สิ่งที่ที่นี่ (และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย) ควรปรับปรุงอยู่ คือป้าย และรถสาธารณะครับ

ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ
ถนนใหญ่กับซอยแถวอุบุดนี่ความกว้างพอๆ กันเลยนะ

ขับมาสักพัก ก็ถึงโรงละครที่มีชื่อว่า Jambe Budaya ละครับ ,, โชคดีที่เรามาทันเวลาพอดีแฮะ

พอเดินเข้ามาเค้าจะแจกสูจิบัตรการแสดงให้ (เวอร์ชั่นถ่ายเอกสาร) ซึ่งการแสดงของเค้าจะมีบทพูดเป็นภาษาอินโดฯ แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะดูการแสดงของเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ เพราะเค้ามีสูจิบัตรและบทบรรยายการแสดงเป็นภาษาไทยด้วย ว้าวววววว (แต่ก็แปลแบบกูเกิ้ลทรานสเลทอะนะ ฮาๆๆ)

สุดท้ายก็งงๆ ตามเดิม ฮาๆๆๆ

จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ
จุดหมายแรกเราก็มาถึงแล้ว ที่โรงละคร Jambe Budaya ครับ

เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ
เราก็จะมาชมการแสดงรำบารองกันครับ

ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)
ใครกังวลว่าจะไม่รู้เรื่อง เค้ามีบทบรรยาภาษาไทยให้ (แต่แปลงงๆ นะ)

การแสดงเริ่มแล้วครับ :)
การแสดงเริ่มแล้วครับ 🙂

สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับการแสดงบารองเท่าที่ผมตั้งใจดูนะ คือว่ามันเป็นการแสดงที่เปรียบเทียบระหว่างฝั่งชั่วและฝั่งดี คือบารองเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมะ ส่วนรังดาเป็นตัวแทนของฝ่ายอธรรม แม้จะสู้กันหลายครั้งหลายครา และแม้ว่าฝั่งอธรรมจะแพ้อยู่บ่อยๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่มีคำว่าหมดไป ผมตีความของผมเองนะ ว่าคงเป็นเกี่ยวกับสมดุลของธรรมชาติ หรือไม่ก็เตือนให้เรารับรู้ว่าโลกนี้มีความชั่วเยอะแยะที่ไม่หมดไป แต่ให้เราเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่ดีๆ

อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ
อันนี้แหละตัวบารอง ,, ตัวแทนของฝ่ายธรรมะ

ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง
ส่วนตัวทางขวาชื่อรังดา เป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ,, รังดา vs บารอง

คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ
คนดูก็เยอะเหมือนกันนะ

สนนค่าใช้จ่ายค่าดูคนละ 75,000rp ในเวลาชั่วโมงนิดๆ ฮี่ๆๆ

แวะถ้ำช้าง หรือ Goa Gajah

จุดต่อมาที่เรามาแวะคือถ้ำช้างครับ หรือมีชื่อท้องถิ่นว่า Goa Gajah ,, รามันเล่าว่าถ้ำนี้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับช้างอะไรเลย มันเกิดจากการกร่อนเสียงและเพี้ยนเสียงมา ชื่อเดิมมันจะมีความหมายเกี่ยวกับถ้ำของนักพรตอะ (รามันอ่านให้พูดชื่อราวๆ กัว ลาวะ, หรือกัว ลาจะ แล้วเพี้ยนเป็นกัว กาจาอะไรประมาณนี้)

รามันยังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่นี่จริงๆ คล้ายๆ เป็นถ้ำหรือวัดของศาสนาพุทธอะไรประมาณนั้น ซึ่งที่นี่ถูกสร้างราวสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 แต่กว่าที่จะมาค้นพบก็สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนักสำรวจชาวดัช โดยแกไปเจอวัตถุโบราณหล่นในน้ำห้วยโดยบังเอิญ แกจึงเดินย้อนตามลำห้วยเพื่อมาดูต้นน้ำ จนกระทั่งเจอเนินดินรูปร่างแปลกๆ แกเลยขุดสำรวจจนพบสถานที่แห่งนี้ครับ

หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ
หน้าทางเข้า Goa Gajah ครับ

ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ
ตรงนี้เป็นซากสถูปและรูปปั้นโบราณครับ

จริงๆ ภายในเขตของ Goa Gajah ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ ก็จะมีเนินกองปูนเก่าๆ ที่เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสถูปหรือสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาโบราณ, มีรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 องค์ (โดยองค์กลางเสียหายไป ทำให้เหลือแค่ 6 องค์) ปล่อยน้ำลงบ่อน้ำ รามันบอกว่าดื่มแล้วลูกจะดก จริงดิ!!! โดนอำป่าววะ, มีแท่นสำหรับศาสนาฮินดู, และที่ขาดไม่ได้เลยคือมีถ้ำครับ

ปากทางเข้าถ้ำทำเป็นเหมือนเป็นปากปิศาจ (รามันบอกว่าบางตำราคำว่า Goa Gajah ที่แปลว่าถ้ำช้างนั้น ในอดีตมีรูปปั้นช้างอยู่ตรงสองข้างขนาบปากทางไป แต่ตอนนี้หายไปแล้ว? แล้วที่รามันเล่าว่ามันกร่อนเสียงล่ะฟระ!!!!) ข้างในถ้ำโคตรตื้นครับ เดินไปแล้วจะพบกับสามแยกครับ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพบศิวลึงก์และแท่นบูชาตรีมูรติตามลำดับ อึดอัดและค่อนข้างเหม็นควันธูปพอตัว

ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง
ก่อนเข้าถ้ำก็จะเจอรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ปล่อยน้ำ 7 ตัวครับ, เสียหายไปตัวนึง

เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ
เชื่อว่า ถ้ากินน้ำที่ไหนออกมาจากรูปปั้น ก็จะถือว่าได้รับพรครับ

เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)
เดินมาอีกหน่อยจะเจอถ้ำละครับ (คุณป้าโพสท่านั่นไม่เกี่ยวนะ)

ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ
ในถ้ำก็มีศิวลึงก์ละแท่นบูชาของชาวฮินดูเค้าละครับ

โดยรวมผมว่าที่นี่ไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่นะ ไม่มาก็ไม่เป็นไร (ลืมบอกว่าค่าเข้าวัดคนละ 15,000rp)

หาอะไรกินที่คินตามณี

หมดจากถ้ำช้างก็ไปหาอะไรกินกันหน่อยครับ ซึ่งไหนๆ เราก็จะไปวัดบาตูรที่อยู่บนเขาอยู่แล้ว เราก็ไปหาอะไรกินที่เชิงเขาเอาบรรยากาศซักหน่อยดีกว่า

ระหว่างที่เราปีนเขา (จะขึ้นเขาก็เสียเงินค่าขึ้นคนละ 10,000rp อีก…) เราจะพบหมู่บ้านคินตามณี (Kintamanee) ครับ เป็นหมูบ้านที่อยู่ตรงเชิงเขาพอดี จุดนี้วิวจะสวยมากๆ มองเห็นทั้งภูเขาไฟบาตูรและทะเลสาบบาตูรที่อยู่ติดกัน ซึ่งรามันก็พาเราไปที่ร้านที่ชื่อว่า Grand Pucak Seri

เราสามารถเลือกจะกินเมนูเป็นอย่างๆ ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกด้วยประการทั้งปวงก็เลยจัดบุฟเฟ่ต์หัวละ 65,000rp ครับ

เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน
เตรียมขึ้นเขา ไปหมู่บ้านคินตามณี เพื่อดูภูเขาไฟ+กินข้าวกัน

ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari
ถึงแล้วครับ ร้านบุฟเฟ่ต์อาหารเที่ยงของเราที่ Grand Puncak Sari

เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ
เป็นการกินข้าวเที่ยงมื้อนึงในชีวิตที่อากาศดีมากๆ

เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ
เป็นบุฟเฟต์นะครับ ตักได้เต็มที่ ,, อร่อยสุดคงเป็นสะเต๊ะ กะข้าวเหนียวดำ

คหสต. ผมว่าบุฟเฟต์ที่นี่โอเคเลยนะ อร่อยไม่เลว แถมมีให้เลือกเยอะ เมนูที่ผมโปรดมากที่สุดคือสะเต๊ะปลา และข้าวเหนียวดำ อร่อยโฮกๆๆๆ ,, นอกจากนั้น วิวภูเขาไฟและทะเลสาบนี่โคตรสุดยอดมากๆ ณ จุดนี้นี่สวยสุดๆ

ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur
ฟินกะภูเขาไฟ Batur และทะเลสาบ Batur

กินข้าวเสร็จฝนตกพอดี ละที่ต่อไปจะไหวมั้ยเนี่ย….

แอ่ววัด Pura Ulan Danu Batur

ระหว่างที่เราเดินทางขึ้นไปบนวัดฝนก็ตกตลอดเวลาจนเป็นกังวลว่าจะได้ลงไปรึเปล่าแว้…. แต่พอจะถึงวัดเท่านั้นแหละ ฝนก็หยุดตกแบบสนิท แล้วกลายเป็นหมอกบางๆ แทน โอววววว ทำไมรู้สึกว่าโชคดีจุงๆ

ลุยวัดที่ถือว่าเป็นอันดับสองของบาหลีกันเถอะ

ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ
ระหว่างขึ้นดอยก็ฝนตกแหมะๆๆๆๆๆ

จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur
จากนั้นก็ปีนขึ้นดอยมาต่อที่วัด Pura Ulan Danu Batur

รามันเล่าว่าเมื่อก่อนวัดและหมู่บ้าน Batur ก็อยู่ตีนภูเขาไฟ Batur แหละ แต่แล้วประมาณ 100 กว่าปีก่อนเกิดภูเขาไฟ Batur ระเบิดขึ้นมาทำให้หมู่บ้านถูกลาวากลืนกินและวัดถูกทำลายเหี้ยนเต้ จนกระทั่งภูเขาไฟหยุดพ่นลาวาแล้ว ผู้คนก็มาสำรวจความเสียหายต่างๆ พบว่าแท่นศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระนาง Danu และฉัตร 11 ชั้นประจำตัวนางเท่านั้นที่รอด ชาวบ้านเลยเกิดศรัทธาต่อปาฏิหารย์ดังกล่าวจึงย้ายทั้งหมู่บ้านและแท่นบูชาและเศษกำแพงวัดขึ้นมาสร้างใหม่ที่ภูเขาลูกข้างๆ (ซึ่งก็คือหมูบ้านคินตามณีนั่นเอง)

วัดที่มีสตอรี่แบบนี้ ค่าเข้า 25,000rp ครับ (วัดนี้เราต้องเสียค่าเช่าโสร่งและผ้าผูกเอวเพิ่มด้วย จำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้นะ แต่ก็ประมาณ 10,000rp นะ)

ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย
ก่อนเข้าต้องซื้อตั๋ว, ใส่โสร่งและผ้าผูกเอวด้วย

วัดฮินดูในบาหลี บางที่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ บางที่ก็ไม่อนุญาตให้เข้านะครับ ,, แต่ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าชมวัดฮินดูละก็ต้องใส่โสร่งเข้านะครับ บางที่ก็ต้องใส่ผ้าผูกเอวด้วย เค้าเชื่อว่าจะไม่ให้วิญญาณไม่ดีเข้ามาทำร้านเราจากทางสะดือน่ะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีผ้าคาดเอว

ถ้าต้องไปอยู่บาหลีนานๆ หรือแพลนจะเที่ยวหลายๆ วัด แนะนำให้ซื้อโสร่งเองเลยนะครับ ผืนนึงถูกๆ ราคาประมาณ 20,000-30,000rp ครับ แต่จะได้ผ้าแบบธรรมดา ลายย้อมสีตกแบบปกติ, แต่ถ้าเอาแบบผ้าบาหลีทอมือ สไตล์การย้อมแบบบาหลีเลยราคาก็จะอัพไปอีก เท่าที่เจอราคาผืนนึงประมาณ 80,000-250,000rp ครับ (สังเกตแบบที่รามันใส่ กะแบบที่ผมใส่อะ จะไม่ค่อยเหมือนกันซักทีเดียว)

นอกจากนั้น ถ้าจะแต่งตัวให้เต็มสูบให้เกิน Minimal requirement ในการเข้าวัดล่ะก็ผู้หญิงไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ผู้ชายจะมีผ้าคาดหัว อันนึงก็ประมาณ 8,000-20,000rp กับสิ่งที่เรียกว่าซาปุดครับ ,, ซาปุดก็คือผ้าอีกชิ้นที่ใส่ทับโสร่งอีกที จำง่ายๆ ว่าเป็นโสร่งครึ่งซีก รามันเล่าว่า เหตุที่มีซาปุดเพราะผู้ชายจะใช้ผ้าทำโสร่งน้อยกว่าผู้หญิง (ชายจะใช้แค่ 1.5-2.0 เมตรกันซะส่วนมาก, ส่วนผู้หญิงจะใช้ 2.5-3.5 เมตรเลย) ทีนี้ถ้าวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นมันก็อาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์หลุดรอดออกมาจากโสร่งได้ ฮาๆๆ (ไม่รู้ว่ารามันพูดจริงหรือเล่นอะ)

ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ
ผมกะรามัน ใสโสร่งกะซาปุดสไตล์บาหลีทั้งคู่ แต่ลายผ้าผมเป็นของเกาะสุมาตราอะ

ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ
ยักษ์สีเขียวเป็นยามเฝ้าประตูครับ

จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ
จากนั้นก็เดินเข้าไปในเขตวัดแล้วครับ ตื่นเต้นมากๆ

ประตูในวัดบาหลีมีสองแบบคือประตูเปิด คือประตูที่เป็นช่องเฉยๆ ไม่มีอะไรข้างบน (ถ้ารูปล่างก็เป็นอันสองข้างซ้ายขวา) แปลว่า ยินดีต้อนรับ, ส่วนประตูที่มีเป็นคล้ายๆ ซุ้มเต็มๆ มีอะไรปิดตรงกลางหัวเรา (อันตรงกลางอะ) เค้าเรียยกว่าประตูปิด หมายถึงภูเขาไฟ ซึ่งหมายถึงการเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่าจะเปิดเฉพาะช่วงมีงานเทศกาลหรือเฉลิมฉลอง ซึ่งหมายความว่่าเค้าจะปิดเป็นปกติ (ทำไมมีซึ่งหมายความเยอะจัง)

ประตูเปิด vs ประตูปิด
ประตูเปิด vs ประตูปิด

ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ
ซุ้มประตูปิดภายในวัดบาตูรสวยงามมากๆ

แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่อากาศที่นี่หนาวและลมแรงมาก หมอกก็ตกลงมาหนาขึ้นเรื่อยๆ จะว่าสวยก็สวย แต่อีกอารมณ์นึงก็เสียวฝนตกเหมือนกัน เพราะทริปคงล่มเละแบบไม่เป็นท่าแน่ๆ

พวกเราเดินทะลุเข้ามาในตัววัดเรื่อย นอกจากจะเจอความสวยงามของวัดและวัฒนธรรมของที่นี่แล้ว ผมยังเห็นศรัทธาของชาวบ้านต่อศาสนาฮินดู ไม่ว่าคนหนุ่มคนแก่หรือลูกเล็กเด็กแดงก็มาเข้าวัดกัน ถวายเครื่องบูชาและกราบไหว้เทพเจ้ากันอย่งเพียบ เป็นเอกลักษณ์มากๆ เลย

เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่
เข้ามาข้างในก็เห็นพราหมณ์นั่งทำพิธีกันอยู่

เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ
เราก็เลยแอบเนียนไปนั่งกับเค้า ,, อิอิ

บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย
บรรยากาศหลังฝนตก มีหมอกลงและลมแรงมาก หนาวเลย

ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ
ความศรัทธาต่อศาสนาฮินดูนี่แข็งแกร่งจริงๆ

เดินชมวัดเสร็จ ฝนก็ลงเม็ดแบบพอดี เที่ยวหนีฝนชัดๆ

ลงมาชิมกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย อิอิ

หลังจากเที่ยววัดเสร็จ รามันก็พาเราไปเที่ยวสวนกาแฟที่ตีนเขาครับ จริงๆ สวนกาแฟมีเยอะมากๆ เท่าที่คะเนด้วยสายตาแล้ว เส้นถนนจากวัดบาตูรมาถึงตีนดอยเนี่ยมีสวนไม่ต่ำกว่า 20 สวน แต่สวนที่รามันพาเราไปมีชื่อว่า Dewร Agrovisata ครับ ซึ่งรามันโม้ว่าสวนนี้กาแฟอร่อยมากๆ

จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ
จากนั้น เราก็มาเที่ยวสวนกาแฟและชิมกาแฟกัน อิอิ

พอมาถึงก็ต้องเดินฝ่าดงโกโก้, ดงกาแฟ, กรงตัวชะมด (ราันบอกว่าตัวชะมดนี้ตอนกลางวันจะขังในกรง แล้วจะปล่อยมากินเมล็ดกาแฟตอนกลางคืน โดยชะมดมันจะเลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกแล้ว จากนั้นรุ่งเช้ามันจะกลับเข้ากรง สายๆ ชาวสวนก็เตรียมเก็บขี้มันได้)

จากนั้นเราก็จะเจอ Station ของการคั่วกาแฟและการชงกาแฟของทางสวนครับ จะนั่งดูก็ได้ หรือจะไปรอที่โต๊ะด้านหลังก็ได้

ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว
ผลโกโก้ที่กำลังสุกจะได้ที่แล้ว

ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ
ส่วนนี่เป็นแบบตากแห้งแล้ว อิอิ

ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย
ส่วนเจ้านี่คือตัวชะมดครับ ถือเป็นจุดขายของกาแฟที่อินโดฯ เลย

ขอเล่าเรื่องกาแฟขี้ชะมดซักหน่อย คือ สตอรี่มันมีอยู่ว่า สมัยล่าอาณานิคม ชาวดัชต์ก็จะให้แรงงานอินโดฯ บนเกาะสุมตรามาปลูกกาแฟครับ โดยตอนเก็บเกี่ยวกาแฟเนี่ยจะแอบจิ้กไปกินไม่ได้ ต้องเอาให้พวกดัชต์ทุกเมล็ด (เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนกาแฟเป็นของมีค่ามากๆ อะ) ทีนี้คนอินโดฯ เค้าก็อยากกินกาแฟบ้างแต่ก็ถูกกีดกันไว้ ,, จนกระทั่งวันนึงแรงงานเหล่านี้เค้าสังเกตว่ามีตัวชะมดเนี่ยมันมากินกาแฟ แถมตอนมันขี้ออกมาก็ยังเป็นเม็ดกาแฟด้วย พวกนี้เลยหัวใส ให้ตัวชะมดมากินกาแฟที่อยู่ในสวนแล้วให้ไปขี้นอกสวน แต่แล้วพวกดัชต์ก็จับได้ว่าแรงงานชาวอินโดฯ ขโมยกาแฟด้วยวิธีนี้ จึงให้เอากาแฟที่ขโมยมาคืน พอล้างขี้แล้วเอากาแฟที่ถูกขโมยไปมาชงกลับพบว่ามันมีรสชาติอร่อยขึ้น หอมและกลมกล่อมกว่ากาแฟคั่วธรรมดาจากสวนเดียวกัน เอิ้กๆ จนกลายเป็นกาแฟขี้ชะมดในที่สุด

แต่กระนั้นชะมดที่เอามากินเมล็ดกาแฟก็ไม่ใช่ชะมดหรืออีเห็นทั่วไปนะ ต้องเป็นสายพันธุ์ที่พบมากบนเกาะสุมาตราและอินโดนิเซียเท่านั้น เพราะเท่าที่ผมเคยสอบถามโปรกาแฟ เค้าบอกว่าหากชะมดสายพันธุ์อื่นๆ หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ มากิน กรดและการหมักเมล็ดกาแฟในกระเพาะจะไม่สมบูรณ์เท่าสายพันธุ์นี้ กาแฟที่ได้ก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไป จะไม่นัวหอมอย่างสายพันธุ์ Paradoxurus ssp. กินเข้าไป

ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา
ทุกเช้า ชาวสวนก็จะเก็บขี้ชะมดมา แล้วร่อนเอากาแฟออกมา

แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ
แล้วก็เอามาคั่วจนได้ที่ ,, กลิ่นหอมมากๆ

แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย
แล้วก็เอามาชงสดๆ ตรงนั้นเลย

กาแฟทุกถ้วยที่สวนเค้าให้ชิมฟรีครับ เว้นกาแฟขี้ชะมด แก้วละ 50,000rp ,, โอววว ราคาเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วก็ขอจัดซักหน่อยละกัน

ถึงเวลาจริงๆ เค้าจะเสิร์ฟกาแฟให้เราเยอะมาก ตั้งแต่กาแฟดำสไตล์บาหลี, กาแฟโสม, กาแฟมะพร้าว, กาแฟวนิลา, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำตะไคร้, น้ำขิง, โกโก้ อย่างละ 1 แก้วเล็กพร้อมกับกล้วยฉาบ 1 จาน ส่วนตัวชิมแล้วกาแฟและโกโก้เฉยๆ น้ำกระเจี๊ยบเปรี้ยวมาก น้ำตะไคร้กะน้ำขิงอร่อย

ส่วนกาแฟขี้ชะมดเหรอครับ หอมกว่ากาแฟบาหลีนิดหน่อย หนักบอดีกว่าหน่อย เท่านี้เองล่ะครับ (ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนที่ผมเคยชิมที่เมืองไทยนะ ก็ประมาณนี้แหละ ไม่ค่อยเท่าไหร่) อย่าไปคาดหวังว่ามันจะกลมกล่อมแบบโซเดมาคอมอะไรขนาดนั้น

ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง
ก็ได้เป็นกาแฟขี้ชะมด ที่มีกลิ่นนัวกว่ากาแฟธรรมดานิสนึง

นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ
นอกจากกาแฟขี้ชะมด ที่สวนยังมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างมากๆ

จิบกาแฟเสร็จก็มาเดินที่ซุ้มของฝาก มีทั้งกาแฟโสม, กาแฟวนิลา, โกโก้, น้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ อย่างที่เรากินกันตะกี้ทุกรายการวางขายแบบจัดเต็ม รวมทั้งตัว Kopi Luwak ทั้งห่อน้อยห่อใหญ่ ทั้งเม็ดคั่วและเม็ดบดแล้วบรรจุหีบห่อสวยงามวางรออยู่เพียบ เห็นราคาแล้วไม่กี่แสนรูเปี๊ยะห์เอง (จำไม่ผิดห่อเล็กประมาณห้าร้อยบาท ห่อใหญ่ประมาณพันห้าอะ) รู้งี้ซื้อแบบนี้แล้วไปชงเองที่บ้านคงได้หลายสิบแก้วกว่านี้ ฮือๆๆ

ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ :)
ติดใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้นะ 🙂

วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) และตลาดปราบเซียน

ลงจากสวนกาแฟ เราก็แล่นตามถนนมาเรื่อยๆ เพื่อจะไปวัดอีกที่นึงครับ วัดนี้มีชื่อว่า Pura Tirta Empul หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง แน่นอนครับ ที่นี่ก็มีค่าเข้าชม คนละ 15,000rp (แถมคิดค่าที่จอดรถอีก 5,000rp อีกแนะ)

รามันเล่าว่า วัดนี้อยู่ในโซนของ Tempaksiring หรือเขตเมืองเก่าแก่โบราณของบาหลีครับ (ซึ่งผมก็มองไม่ค่อยออกเหมือนกัน) แต่ที่แน่ๆ วัดนี้อยู่ติดกับบ้านของประธานาธิบดีซูการ์โน (อธิบายไว้ในตอนที่แล้วเกี่ยวกับประเทศอินโดฯ แล้วอะ)

ระหว่างขับรถมาก็เห็นชาวบ้านเค้าเอาของทูนหัวแห่มาวัดกันอย่างเพียบ

สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ
สาวๆ บาหลี เอาของทูนหัวกัน เตรียมพร้อมจะไปวัดครับ

รามันยังเล่าที่มาของวัดนี้อีกว่า เดิมทีในสมัยอดีต มีพระราชาใจร้ายปกครองเมืองด้วยความเหี้ยมโหด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จนสวรรค์ต้องส่งพวกเทวดาลงมาช่วย แต่พระราชาใจร้ายก็วางยาพิษลงในแหล่งน้ำและหลอกให้เทวดาที่จะมาช่วยลงมากินจนตายหมด เดือดร้อนกันขึ้นไปอีกเพราะชาวบ้านก็ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จนสุดท้ายน้องชายของพระราชาชื่ออินดราจายา (รามันบอกว่าแกเป็นพระอินทร์มาจำแลงกายอยู่) ก็เป็นคนเอาดาบศักดิ์สิทธิ์มามาปักลงพื้นและกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ชาวบ้านศรัทธาและรวมใจกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา

รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้
รูปปั้นของอินดราจายา ,, เทพที่มาสร้างน้ำพุจนกลายเป็นวัดแห่งนี้

ขับมาอีกนิดก็ถึงวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเราวันนี้แล้วครับ รามันเล่าว่า จากปฏิทินชาวฮินดูวันนี้ถือเป็นวันพิเศษของเค้า ซึ่งเค้าจะแห่มาวัดกัน มาอาบน้ำดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วเข้าไปทำพิธีในวัดต่อครับ รามันบอกว่าเราสามารถลงไปในน้ำพุได้ได้นะ ไปต่อคิวเค้าได้เลย (คิวยาวมากๆ) สามารถอาบน้ำและดื่มน้ำได้จากทุกรูน้ำพุ ยกเว้นรูที่ 10 และ 11 เพราะเค้าให้เฉพาะคนตายเท่านั้น

เพื่อให้ใกล้ชิดกับชาวบาหลี เราก็พร้อมใจที่จะไม่ลงน้ำพุกัน!! ขอแค่เดินสำรวจรอบๆ ก็พอละ บ่องตง เพราะแค่ดูเค้าทำพิธีกรรมกันก็ตื่นเต้นมากๆ แล้ว คนเยอะสุดๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มคนสาว ลงบ่อกันให้ควับ เครื่องบูชาอย่างเพียบ

วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด
วันที่ไป เค้ามีพิธีอะไรกันด้วยแหละ ประมาณอาบน้ำ, กินน้ำ, เข้าวัด

คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ
คนเยอะแบบเว่ออะ แต่ต่อคิวกันดีมากๆ

สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ
สำคัญที่การวางเครื่องบูชา และการลงไปในน้ำครับ

เดินเข้ามาข้างในก็จะเห็นอีกบ่อนึงครับ ลักษณะแบบตาน้ำอยู่ในบ่อ รามันบอกว่านี่แหละๆๆๆ ที่เค้าอินดราจายาเอามีดมาปัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นตาน้ำศักดิ์สิทธ์ไปแล้ว น้ำจากบ่อข้างนอกก็มาจากบ่อนี้อีกทีนึง

ส่วนชาวฮินดูหลังจากอาบน้ำในบ่อเสร็จก็จะเข้าวัดไปทำพิธี แต่คนนอกอย่างเราเค้าไม่ให้เข้าไปนะครับ เราก็ได้แค่ยืนมองจากข้างนอกข้ามกำแพงออกไป (แต่เท่าที่สังเกตดูนอกจากถ่ายรูปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าไปทำไมเหมือนกัน)

ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย
ส่วนตรงนี้เป็นบ่อน้ำพุศักด์สิทธิ์อันแรกครับ ,, เห็นมีตาน้ำผุดมาด้วย

จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว
จากนี้เป็นโซนวัดครับ ,, นักท่องเที่ยวเข้าไม่ได้แล้ว

อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน
อยากรู้ก็เลยแอบถ่ายจากกำแพงครับ ,, ก็เห็นเค้านั่งทำพิธีกัน

ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ
ผมว่าเค้าดูจริงจังกันมากๆ เลยอะ

หมดจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์ รามันก็ชวนเราไปอีกที่ที่อยู่ข้างๆ กัน แกภูมิใจนำเสนอสถานที่นี้ตั้งแต่หัววันละ แกบอกว่าคนไทยชอบนะที่นี่ แกตั้งชื่อที่นี่ว่าตลาดปราบเซียนครับ

ที่นี่ขายของที่ระลึกและของฝากต่างๆ ของบาหลีโดยเฉพาะเสื้อผ้าต่างๆ ผ้าบาติกหลายหลากสีสัน ถ้าเทียบกับบ้านเราคงคล้ายๆ สวนลุมไนท์ฯ หรือไม่ก็ไนท์บาร์ซาร์ที่เชียงใหม่อะ โดยจุดเด่นและจุดมันส์ (ของบางคน) ของที่นี่คือการต่อราคาครับ แม่ค้าพ่อค้าที่นี่จะตั้งราคาไว้แพงโหด ราวๆ 6-10 เท่าของราคาท้องตลาดครับ ถ้าเราต่อเก่งๆ เราจะได้ของดีราคาถูก แต่ถ้าต่อไม่เป็น โดนฟันแหลกหัวแบะไปจนถึงรูตูดเลย ,, อาทิโสร่งบาติกราคาตลาดทั่วๆ ไปประมาณ 40,000rp, ราคาที่นี่จะราว 300,000rp ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่ทราบราคาไม่ต่อราคาละก็โดนเละเทะเลยครับ

อย่างที่บอกครับ มันต้องต่อราคา!!

ถ้าทำการบ้านหน่อย แนะนำว่าควรศึกษาราคาพื้นฐานของของที่ระลึกหรือเสื้อผ้าที่บาหลีหน่อย ส่วนเทคนิคการต่อที่นี่แนะนำว่าอย่าต่อสุ่มสี่สุ่ห้าและอย่าต่อแบบเกรงใจครับ ให้จัดหนักๆ แบบว่าถ้าตกลงราคานี้แล้วเราเอาเลย ถ้าไม่เอาให้ทำหน้ามุ่ยแล้วรีบเดินหนี แม่ค้าจะวิ่งมาหาท่าพร้อมทั้งฉุดกระชากแขนท่านรั้งไม่ให้ไปไหนพร้อมปล่อยราคาต่ำมาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบตกร่องปล่องชิ้นไวเกินไป อย่างสมมติเราถูกใจเสื้อบาติก แม่ค้าให้ราคา 100,000rp ให้ต่ออย่างต่ำ 50% ครับ พยายามกดราคาลงเยอะๆ ถ้าเราเดินหนีไปเดี๋ยวเค้าจะให้ราคาลดลงเอง แต่ถ้าลดไม่ได้ตามที่เราหวังไว้จริงๆ ก็เดินไปหาซื้อร้านอื่นเถอะครับ อย่างเสื้อยืดอะไรซักอย่าง ต่อเล่นๆ ระหว่างรอเพื่อนซื้อของ ทีแรกเค้าให้ราคาตัวละ 120 บาท ผมบอกว่าไม่เอา ยืนกรานยังไงก็ไม่เอา สุดท้ายได้มาสามตัว 120 บาทแบบงงๆ เหมือนกัน

อีกอย่างตลาดที่นี่แม่งมีทางเข้าและทางออกทางเดียว หากคิดว่าจะเข้ามาแล้วต้องทำใจเดินวนเขาวงกตผ่านร้านทุกร้านของที่นี่เพื่อไปถึงปลายทางออกครับ แต่อีกสิ่งที่น่าเบื่อสุดๆ คือแม่ค้าถึงเนื้อถึงตัวเรามากนะครับ ต่อราคาแล้วเราไม่เอานี้จะจับมือเกี่ยวแขนไม่ให้เราหนีไปไหนเลย บางคนก็จับมือเราลากเข้าร้านเค้า กว่าจะออกจากตลาดมาได้นี่มือระบมครับ

จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน
จากนั้นเราก็มาช้อปปิ้งที่ตลาดปราบเซียน

บ่องตง ทีแรกก็ต่อราคามันส์ๆ แต่หลังๆ พอรู้ราคากลางเริ่มเจ็บ ,, เจ็บทั้งกายและใจ ฮือๆๆๆ

เติมพลังเฮือกสุดท้ายที่ร้าน Bebek Begil

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการถูกแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาดปราบเซียนกระชากลากถูแล้ว ก็ขอมาเติมพลังหน่อย รามันบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินเป็นกรอบสไตล์บาหลี เป็นร้านแรกและ Original ที่สุดในบาหลีครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า Bebek Begil – Dirty duck ครับ

ก่อนเข้าผมก็แอบเอะใจนิดนึงว่า Dirty duck มันคืออะไร รามันก็บอกว่า Dirty duck ก็แปลว่าเป็ดสกปรกไง ,, เฮ้ย เป็ดสกปรกอะไรวะ จะกอนได้เหรอ แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามทุ่งนาครับ เป็ดพวกนี้มันจะชอบไปลุยขี้โคลนต่างๆ ตามทุ่งนาและทำให้ตัวมันดำและสกปรกมากๆ แต่รามันบอกว่าเป็นพวกนี้เนื้อจะแน่นกว่าเป็ดเลี้ยง (ผมว่ามันคงคล้ายๆ ไก่บ้านของเราอะ)

นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)
นี่แหละครับ Dirty duck (สังเกตดีๆ นะ)

หลังจากที่เราวนหาที่จอดรถกันนานมาก (จนรามันต้องขับไปจอดที่จอดรถอีกที่ที่ไกลมาก) เข้ามาในร้านก็สามารถเลือกนั่งได้นะว่าจะเอาแบบไหน จริงๆ รามันบอกว่าที่นั่งหลังร้านจะเห็นวิวของทุ่งนาสวยงามมากๆ แต่วันที่ไปฝนตกหนัก ก็เลยต้องเลือกที่นั่งที่เป็นโต๊ะนั่งรวมหลังร้าน

จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ
จากนั้นเราก็ไปกินเป็ดกันที่ร้าน Bebek Begil ครับ

สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น
สภาพภายในร้านครับ ,, เลือกได้ ว่าจะเอาแบบนั่งโต๊ะธรรมดาหรือแบบโต๊ะญี่ปุ่น

มาถึงไม่ต้องงงกับเมนูครับ เพราะรามันจัดชุดคุณหนูมาให้แล้ว ทุกคนได้เหมือนกันหมดครับ โดยจานนึงเราจะมีเป็ดกรอบครึ่งตัว ข้าวหนึ่งถ้วย, แตงโมหนึ่งซีก, ส้มสองกลีบ, และน้ำจิ้มสามแบบครับ

เท่าที่ลองชิมดู เป็ดตัวไม่ใหญ่มาก กระดูกกรอบในระดับที่เคี้ยวได้สบายๆ เนื้อกรอบดีใช้ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมก็ค่อนข้างแข็งไปนิดนึง กินยากมาก ต้องใช้มื้อกฉีกเป็ดและหักกระดูกเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ กินกับข้าว รสชาติเค็มปะแล่มๆ นิดหน่อย อร่อยปานกลาง แต่น้ำจิ้มเค้าจิ้มแล้วโคตรเฉยๆ เลยอะ ผมว่าแทนที่จะทำให้รสชาติของเป็ดมันเด่นขึ้นมากลับให้ความรู้สึกดาดๆ เฉยๆ จิ้มก็งั้นๆ ไม่จิ้มยังจะโอกว่า ,, แต่โดยรวมผมว่ามื้อนี้อร่อยกลางๆ ไม่ค่อยฟินมากเท่าไหร่ ยิ่งถ้าใครไม่ชอบแทะนี่คงลำบากมากๆ เลย

หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ
หนึ่งชุด มีเป็ดครึ่งตัว กับข้าวหนึ่งบ้องครับ

น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ
น้ำจิ้มมีสามแบบครับ ,, ไม่เวิร์คซักอย่าง ฮาๆๆ

แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย
แต่เป็ดเค้ากรอบมากจริงๆ กินได้ไปถึงกระดูกเลย

หมดภาคนี้ เราจะย้ายไปอยู่โรงแรมแถวๆ Kuta Beach ซึ่งจะให้อารมณ์คล้ายๆ พัทยา (เทียบแล้วที่ Ubud นี่อารมณ์ปายอะ แบบเงียบๆ หน่อย) ขอพักผ่อนก่อนละกัน แล้วพบกันตอนหน้าภาคสุดท้ายแล้วครับ อิอิ

แบกเป้เปรี้ยว เที่ยวบินหลา ไปบาหลี ตอนที่ 1

พิจารณาตัวเอง สังเกตว่าช่วงนี้ตัวเองไปเที่ยวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศแล้วแฮะ ตามเทรนด์ AEC ของทางรัฐบาลจริงๆ แหม่~ (จริงๆ มีไปสิงคโปรด้วย แต่ยังไม่ได้รีวิวอะ ไม่รู้จะมีโอกาสรึเปล่า) ตอนนี้ก็จะพาไปเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งเกาะเล็กๆ ในหนึ่งหมื่นเจ็ดพันเกาะของประเทศอินโดนิเซีย

สเน่ห์อย่างนึงของบาหลีคือความแตกต่างครับ โดยเฉพาะสิ่งที่บาหลีต่างจากเกาะอื่นๆ คือเป็นเกาะที่แทบทั้งเกาะนับถือศาสนาฮินดูศิวะแบบเคร่งครัด (แต่ส่วนมากชาวอินโดนิเซียนี่เค้านับถือศาสนาอิสลามกันน่ะครับ) นอกจากนั้นบาหลียังมีวัฒนธรรมและธรรมชาติเก๋ๆ ที่น่าหลงไหลอีกมากมายเลย…

บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว
บาหลี เมืองฮินดู ที่ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว

ติดตามกันได้ครับ 🙂

วางแผนกันที่เมืองไทย

ทริปนี้จริงๆ ก็เริ่มต้นคล้ายๆ กับทุกครั้งแหละครับ คือการจองตั๋วแอร์เอเซียลดราคาแบบข้ามทีหลายๆ เดือน ฮาๆๆ ทีแรกผมอยากไปเที่ยวฮ่องกง กะจะไปกินทาร์ทไข่ตามความใฝ่ฝันตั้งแต่บล๊อกตอนก่อนๆ แต่เวลามันไม่ลงตัวกับวันลา ส่วนไอ้ที่ลงตัวมันแพงไปหน่อย สุดท้ายเลยมาลงตัวกับเพื่อนๆ ที่บาหลี ซึ่งตอนนั้น ไม่รู้จักเลยว่าบาหลีคืออะไร ฮาๆๆๆ (จองไปเพราะถูกนั่นเอง ค่าตั๋วไป-กลับจากดอนเมือง-บาหลี ประมาณแค่ 4,500 บาทเอง) เอาเถอะๆๆ ไปเที่ยว ฮาๆๆๆ

จากนั้นก็เริ่มก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แก๊งส์เดิมนั่นแหละครับ ก็ถกเถียงที่เที่ยวกันไปๆ มาๆ หลายเดือน เพราะทีแรกว่าเราก็จะแบกเป้ไปเที่ยวกัน (เออ.. แต่บางคนก็เป็นกระเป๋าลากนะ) ไม่ได้ซื้อทัวร์ไปเหมือนเจ้าอื่นๆ เถียงกันแทบทุกเรื่องทั้งเรื่องที่เที่ยวและที่พักต่างๆ ทีแรกก็จะเช่ารถขับเอง โรงแรมมีให้เลือกเป็นสิบที่ตามที่เค้าแนะนำกันมาจากเวปต่างๆ ฯลฯ โอยยยยยย ปวดหัวๆๆๆๆๆ เนื่องจากเท่าที่รีวิวมาก การขับรถในบาหลีไม่ใช่เรื่องง่ายแม้ว่ารถเค้าจะพวงมาลัยขวาและขับชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา แถมหนทางก็ซับซ้อน, ที่เที่ยวแต่ละที่ก็ไกลห่างกัน, ลูกตุกติกก็ค่อนข้างเยอะ ฯลฯ

แต่สุดท้าย เราก็ลงตัวที่เช่าไกด์+รถของไกด์ครับ

การเริ่มต้นของทริปก็คล้ายๆ เดิมที่สถานีขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ แล้วมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อให้ทันเครื่องบินเที่ยงเช้าราคาประหยัดของเรา

รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว
รอขึ้นเครื่องหางแดงตั้งแต่รุ่งสาง หาววววว..ววว

การเตรียมตัวที่สำคัญอย่างนึงตอนไปอินโดนิเซียคือการเตรียมเงินครับ เพราะเงินรูเปี๊ยะห์นี่หาแลกค่อนข้างยาก ร้านประจำที่เชียงใหม่ที่เคยแลกเค้าก็บอกว่าขอเวลาหาประมาณ 1 สัปดาห์ เฮ้ย!! ไม่ทันแล้ว ดังนั้นผมเลยแนะนำว่าให้แลกเงินเป็นดอลล่าไปนะ แล้วค่อยเอาดอลล่าไปแลกต่อที่นั่น (แนะนำเพิ่มอีกว่าเวลาแลกดอลล่าควรแลกทั้งแบงค์เล็กแบงค์ใหญ่ แต่แบงค์ใหญ่จะได้เงินเยอะกว่านิดนึง และก็ต้องดูดีๆ ด้วยนะ อย่าเอาแบงค์ดอลล่าเยินๆ หรือมีรอยขีดเขียน เค้าจะไม่ค่อยรับแลก เดี๋ยวจะโดนหาว่าเป็นแบงค์ปลอม)

สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)
สนใจมาทำงานออนไลน์กันไหมครับ อิอิ (การหาเงินแลกไม่ง่ายเลยจริงๆ)

ช่วงที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 9,500-9,700rp/USD ,, คิดให้มันง่ายๆ ก็คือหมื่นละสามสิบ หรือเอามาคูณสามแล้วตัดศูนย์ทิ้งไปสามตัวจะได้เป็นเงินบาทของเราโดยประมาณ

นั่งเครื่องบินโคตรนานประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมงเราก็ถึงสนามบินงูราห์ราย เดนพาซาร์ของบาหลีละครับ ผมว่ามันเป็นสนามบินที่เก๋ดีนะ ติดกับทะเลเลย ไม่ใช่ติดแบบธรรมดานะ แบบว่า รันเวย์เรามีคลื่นกระทบฝั่งให้เห็นเลย ถ้าวันไหนพายุเข้าน้ำท่วมก็คงมีเสียวเบาๆ เหมือนกันนะ ,, แถมช่วงนี้เค้ากำลังก่อสร้างตึกเพิ่มและปรับปรุงสนามบินใหม่หลายๆ จุดเพื่อให้ทันกับการประชุมโอเปกที่จะมาจัดที่บาหลีประมาณมิถุนา-กรกฎานี้ด้วย

นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ
นั่งเครื่องสี่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงบาหลี แอบตื่นเต้นแฮะ

ชื่อสนามบินบาหลีอย่างงูราห์ราย เดนพาซาร์ ชื่อยาวและยาก แต่จริงๆ มันประกอบด้วย 2 ส่วนครับ คืองูราห์รายคือชื่อของนายพลซึ่งเป็นวีรบุรุษของอินโดนิเซียคนนึงที่เป็นชาวบาหลี ชื่อเต็มๆ ของแกคือ I Gusti Ngurah Rai แกเป็นคนที่ต่อสู้กับชาวดัชต์ที่จะพยายามมายึดอินโดฯ เป็นอาณานิคมอีกครั้งหลังจากที่อินโดฯ ประกาศอิสรภาพแล้ว แกเป็นคนรวบรวมชาวบาหลีต่อสู้ทุกวิถีทางจนตัวเองตายโดยไม่ยอมแพ้, ส่วนเดนพาซาร์เป็นชื่อเมืองทางใต้ของบาหลีนะครับ

เหยียบบาหลีแบบงงๆๆ

จากนั้น เราก็ลงมาสนามบินแบบงงๆ ครับ สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ เล็กกว่าดอนเมืองเราซักครึ่งนึงได้ แต่คนเยอะกว่ามาก เดินไปทางไหนก็งงไปหมด ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือการรีบโทรหาไกด์ตามเบอร์ที่ได้เพื่อนัดเจอกันครับ กดๆๆ เบอร์ให้เสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผม จริงๆ ก็ดูเหมือนไม่แปลกอะไรที่เค้าจะเชื่อมั่นในภาษาอังกฤษของผมนะครับ แต่ผมว่ามันแปลกที่ว่าไกด์เราคุยภาษาไทยได้แบบระดับเฮ้ย!!! หยั่งกะคนไทยคุยกันเลยอะ

อีกสักพักไกด์เราก็เดินมารับเราที่จุดนัดพบครับ ไกด์ของเรามีชื่อว่าคุณรามัน (Rahman) ครับ เป็นคนบาหลีโดยกำเนิด แต่พูดภาษาไทยชัดมากยังกะเกิดที่เมืองไทย ชัดแบบเว่อ สื่อสารกับคนไทยได้ในระดับ fluently เลยครับ (เผลอๆ ยังพูดชัดกว่าวัยรุ่นบางคนอีกต่างหาก) นอกจากนั้นเค้ายังเฟรนด์ลี่มากๆ ร้องเพลงไทยได้ เนื้อเพลงเป๊ะ (เพลงคันหูแม่งงงงงยังร้องได้อะ…) ศัพท์แสลงอะไรนี่รู้หมด เหมาะสมกับคุณสมบัติแห่งการเป็นไกด์แห่งวังจุฑาเทพส์จริงๆ

ถ้าใครแพลนว่าจะไปบาหลีละก็ ผมแนะนำไกด์คนนี้นะ ไม่ผิดหวังแน่ๆ

ถ้าต้องการติดต่อรามัน สามารถเมลไปหาได้ที่ fatih.bali@yahoo.com หรือจะโทรไปหาก็ได้นะครับ ที่ +61(0)8123922681 หรือจะเฟสบุ๊คไปหาแกก็ได้นะครับ (แต่แกตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แนะนำเมลดีที่สุดนะ) ซึ่งตอนที่ไปนี่แก service ดีมากๆ ถ้าไม่รู้จะไปไหน ให้แกนำไปก็ได้ แต่ถ้าเรามีสถานที่ในใจ เราก็สามารถออกแบบโปรแกรมหรือร้าน/สถานที่ที่เราอยากไปได้ โดยแกจะจัดการให้มันลงตัวเอง ซึ่งนอกจากบาหลี แกยังพาไปโบรโมได้ด้วย (แต่ต้องบอกล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน)

ค่าใช้จ่ายตอนที่ผมไป แกคิดค่าตัวแก+รถส่วนตัวรวมค่าน้ำมัน(รถ Suzuki รูปทรงคล้ายๆ Innova อะ)+แกขับรถให้ ที่ 500,000rp ต่อวัน ดูแล้วค่อนข้างแพง แต่ถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาทเอง ซึ่งอยากบอกว่าโคตรถูก คุ้มราคายิ่งกว่าคุ้ม เพราะถ้าเราเช่ารถขับเอง ตกวันนึงประมาณ 900-1,200 บาทแล้ว ซึ่งยังไม่รวมค่าน้ำมันและค่าหลงทาง

ยิ่งถ้าบอกแกว่ามาจาก blog ผมก็จะขอบคุณมากนะครับ 🙂

คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว...
คุณ Rahman ไกด์ของเรามารอรับที่สนามบินแล้ว…

ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ
ยานพาหนะของเราในทริปนี้ครับ

แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ
แกเป็นคนขับรถให้เองเลย สุดยอดมากๆ

เที่ยวบาหลีครั้งนี้ คงต้องพูดและอ้างถึงคุณรามันมากหน่อย อย่าว่ากันนะครับ 🙂

รู้อะไรบ้าง… อินโดนิเซีย

ระหว่างนั่งรถเดินทางและรถติดที่บาหลี เพื่อความสนุกเร้าใจมากขึ้น ผมก็ขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับประเทศอินโดนิเซีย ,, ประเทศเพื่อนบ้านที่เราไม่ค่อยรู้จักดีเท่าไหร่มาให้ฟังกัน ส่วนนึงได้จากการอ่าน, ส่วนนึงได้จากประสบการณ์ที่ไปเที่ยวมา, แต่ส่วนใหญ่ได้มาจาก Rahman ครับ

  • เค้าบอกว่าคนอินโดฯ เดิมก็มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่อพยพมาจากมาเลย์แหละ พวกนี้เดินเรือเก่งมากและชอบการผจญภัยในท้องทะเล พวกเค้าอยู่แถบนี้มานานหลายพันปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งมีชนชาวฮินดูจากอินเดียเข้ามา พวกนี้ไม่ได้มาเฉยๆนะครับ เอาภาษาและศาสนาเข้ามาเผยแผ่ด้วย ซึ่งการนับถือศาสนาฮินดูในสมัยนั้นเป็นเรื่องเก๋ไก๋และเป็นที่แพร่หลายมาก จนทำให้วัฒนธรรหลายๆ อย่างของชาวบาหลีมีส่วนประกอบของศาสนาฮินดูไปด้วย
  • ต่อมาศาสนาพุทธก็เริ่มเข้ามาครับ แต่อยู่แค่ช่วงสั้นๆ ในยุคศรีวิชัย ประมาณแค่พ.ศ.1000-1400 เอง เทียบๆ กับฮินดูแล้วศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสู้ไม่ได้ อยู่ด้วยกันสองสามร้อยปียังไม่ทันถึงไหนก็ศาสนาพุทธเสื่อมถอยไปก่อน
  • ที่เข้ามากลุ่มต่อไปคือพ่อค้าอาหรับจากแถบตะวันออกกลางครับ พวกนี้จริงๆ มาเพื่อค้าขาย ขายไปขายมาเลยเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปด้วย ซึ่งศาสนาอิสลามเนี่ย เข้ามาถูกที่ถูกเวลาคือมาตอนศาสนาฮินดูเริ่มเสื่อม คนอินโดฯจึงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามซะเยอะ เกาะใหญ่ๆ ส่วนมากก็เป็นอิสลามกันหมด จนกลายเป็นอาณาจักรมอสเล็มขึ้นมา ,, ยกเว้นที่บาหลีนะครับ ที่ประชากรส่วนมากยังนับถือศาสนาฮินดูอยู่
  • ฝรั่งมังค่าชนชาติแรกที่เข้ามาในอินโดฯ คือโปรตุเกสครับ หลักๆ แกมาค้าขาย แต่สุดท้ายเห็นความอุดมสมบูรณ์ไม่ไหวก็ยึดเอาเมืองเล็กๆ เป็นเมืองท่าสำหรับตน ทำให้คนอินโดฯ ไม่พอใจและสู้รบขับไล่ออกไป รวมทั้งก่อตั้งเมืองจาการ์ตา (เห็นราห์มันพูดว่ายอร์กต้า สงสัยคงมาจาก Yokyakarta กระมัง) เพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากขับไล่โปรตุเกสออกไปได้
  • แต่ที่มาแล้วมีเหตุคือฮอลแลนด์ครับ คือฮอลแลนด์เนี่ยแกกะมายึดแบบจริงจัง ทีแรกก็ไล่ยึดไปไม่กี่เมือง แต่พอมายึดเค้าแล้วตัวเองก็ตั้งบริษัทชื่อ United Dutch East India Company ซึ่งถ้าคิดไม่ออกให้คิดถึงบริษัท East India ที่อังกฤษตั้งเพื่อดูดทรัพยากรของอินเดียไป อันนี้ก็คล้ายๆ กันครับแต่แสบกว่าตรงที่ยังเป็นแหล่งหาอาณานิคมให้ฮอลแลนด์ด้วย จนสุดท้ายก็ยึดอินโดนิเซียได้ทั้งประเทศ
  • จากนั้นชาวอินโดฯ ก็เริ่มทำสงครามต่อสู้กับชาวดัชต์ ตั้งแต่ประมาณพศ.2200 ครับ สู้กันไปสู้กันมา แพ้ดัชต์หมด… ฝ่ายอินโดนิเซียที่แพ้เนี่ย เจ้าเมืองก็มีทางเลือกคือยอมสยบดัชท์, ยอมสู้จนตาย หรือจะยอมฆ่าตัวตาย หรือ Puputan (คล้ายๆ ฮาราคีรีแหละ) ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นการกระทำที่มีเกียรติมากๆ คนที่ทำ Puputan ก็จะได้ขึ้นสวรรค์
  • อินโดฯ เนี่ยสู้กับดัชต์ยาวนานหลายร้อยปีมากๆ สู้ทุกกระบวนการ สู้มาหลายยุคหลายสมัยเพื่ออิสรภาพของตัวเอง แต่ก็แพ้มาตลอด จนกระทั่งเริ่มเห็นแววชนะบ้างเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นมายึดครองดินแดนแถบนี้และขับไล่ดัชต์ออกไป ญี่ปุ่นพยายามผูกสัมพันธ์กับอินโดฯ แต่กำลังผูกได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ชิงแพ้สงครามโลกไปซะก่อน และเมื่อสงครามสิ้นสุด อินโดฯ ก็เนียนประกาศอิสรภาพเมื่อปีพ.ศ.2488 เลย โดยดร.ซูการณ์โน (ลุง Rahman บอกว่าซูการ์โนก็เป็นคนบาหลีด้วยนะ อิอิ) และ ดร.โมฮัมหมัด ฮัตตา (ภายหลังทั้งคู่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและรองฯ ตามลำดับ)
  • อ่าว… ดัชต์เห็นแบบนี้ก็ว่า อ่าว… มึงเนียนนี่หว่า แกเลยกลับมาจะยึดอีกครั้ง สู้รบกันอย่างมากมายโดยเฉพาะที่เกาะสุมาตรา อินโดฯ แม้จะโดนยึดไปบางเมืองแต่ก็ไม่ยอมถอย ดัชต์ก็จะยึดเอาคืนทั้งประเทศให้ได้ จนเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่และต้องมีการทำสนธิสัญญาทั้งสองฝ่ายลงนามเพื่อยุติความขัดแย้งใน ข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เพื่อรับรองอธิปไตยของอินโดฯ เมื่อปลายปีพ.ศ.2489
  • เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งนะครับ แต่ภายหลังฮอลแลนด์กลับละเมิดข้อตกลงโดยนำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซียอีก นอกจากจะยึดเมืองเค้ายังจับตัวประธานาธิบดีเค้าไปด้วย ,, จนเรื่องเข้าหูองค์การสหประชาชาติ ฮอลแลนด์จึงต้องยินยอมถอยทัพและให้อำนาจอธิปไตยคืนแก่อินโดนิเซีย แต่ก็ถอยแบบกั้กๆ เพราะยังไม่คืนดินแดนอิเรียนจายาตะวันตกให้ จนในที่สุดประชาชนในดินแดนนั้นได้ลงประชามติขอเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียต่อสหประชาชาติ ซึ่งกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบก็ปาไป พ.ศ.2506

เดี๋ยวตอนหน้าค่อยเล่าเรื่องของบาหลีละกัน

ลงมาก็หิวเลย

เราลงเครื่องกันเที่ยงๆ กว่าจะจัดระเบียบร่างกาย, ขนสัมภาระขึ้นรถและแลกเงิน กว่าจะพร้อมก็ราวๆ บ่ายกว่าๆ ซึ่งหิวมาก ไม่รู้จะกินอะไร

ทางเลือกเดียวคือถามรามันครับ ฮาๆๆๆ ,, รามันแนะนำร้านอาหารจีนครับ แม้เราจะไม่ค่อยปลื้มมากเพราะว่าอุตว่าห์มาบาหลี ก็อยากกินอาหารบาหลี แต่รามันแกบอกว่า ร้านนี้อร่อย, อยู่ไม่ไกลที่เที่ยว, แถมแกมีส่วนลดส่วนตัวด้วย ส่วนอาหารบาหลีจะพาไปกินในมื้อถัดๆ ไป

โอเค!! เชื่อรามัน เราจึงไปกินกันที่ร้าน The Garoupa ซึ่งออกมาจากสนามบินนิดนึงก็ถึงละครับ ดูแล้วน่าจะอร่อยเหมือนกัน รถจอดข้างหน้าอย่างเพียบอะ

เปิดประตูเข้ามาแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกับข้างนอดที่อบอ้าวโคตรๆ ,, สภาพร้านข้างในไฮโซอลังการมาก พนักงานหน้าตาบาหลีสไตล์แต่แต่งกี่เพ้าสีเหลืองเดินให้ว่อน เหอๆๆ ดูเมนูแล้วเป็นภาษาอินโดและคำบรรยายภาษาอังกฤษแล้วก็แอบงงๆ หน่อยๆ เอาเหอะครับ สั่งมากันคนละอย่างสองอย่าง

มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ
มากินอาหารจีนที่บาหลี ,, ร้านชื่อ the Garoupa ครับ

บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ
บรรยากาศภายในร้านอลังการดางล้านดวงมากๆ

กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ
กี่เพ้านี่แอบดูแปลกตานิดนึงนะ อิอิ

เริ่มที่จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟคอมบิเนชั่น 5 อย่างครับ อร่อยแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะแมงกะพรุนตรงกลางหอมน้ำมันงาดีมากๆ เลย, ส่วนจานต่อๆ มาก็อร่อยใช้ได้นะ ทั้งหมี่ผัด, ไก่เม็ดมะม่วง, บล๊อกโคลี่หอยเชลล์

แต่ที่ผมว่าเด็ดและเก๋สุดคือสตรอเบอร์รี่ซีฟู้ดปอเปี๊ยะ คือแป้งด้านนอกจะกึ่งๆ ระหว่างแป้งปอเปี๊ยะกับแป้งพาย เค้าทอดจนเหลืองกรอบและหอมมาก ข้างในบรรจุใส้ซีฟู้ดทั้งกุ้งทั้งปูเต็มพิกัด แถมยังมีเนื้อสตรอเบอร์รี่ด้วย ฟังดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นะ แต่พอลองชิมดูจริงๆ ผมว่าอร่อยดีนะ สตรอเบอร์รี่มันมีอมเปรี้ยวอมหวานนิดๆ ทำให้อาหารมันดูซอฟท์ลง แถมน้ำจิ้มเปรี้ยวๆ อมหวานของเค้ายังทำได้ดีมากๆ อีกด้วย

จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด
จานแรกเป็นออร์เดอร์ 5 อย่าง ,, อร่อยใช้ได้เลยนะครับ แป้บเดียวหมด

จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ
จานนี้เป็นบร๊อกโคลี่ผัดกับหอยเชลล์และซ้อส XO ครับ

จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี
จานนี้เป็นไก่ผิดเม็ดมะม่วงสไตล์บาหลี

จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ
จานนี้ชื่อ Strawberry seafood spring roll ,, อร่อยมากๆ

อาหารจีนที่บาหลีก็อร่อยดีเหมือนกันนะ

ขับรถเที่ยวต่อ ที่ Garuda-Wisnu-Kenchana

กินอิ่มแล้วก็เที่ยวตามแพลนครับ แบ่งเป็นสีๆ โดยแพลนวันแรกของเรามีเที่ยวนิดหน่อย เน้นโซนทางใต้ ปักหมุดสีเขียวไว้น่ะครับ


View 130525 Bali trip in a larger map

ที่แรกที่เราจะไปแอบอยู่นอกแพลนเล็กๆ แต่มันอยู่ระหว่างทางครับ ซึ่งที่ที่เราจะไปมีชื่อว่า GWK cultural park หรือมาจากชื่อเต็มๆ ว่า Garuda-Wisnu-Kenchana ครับ ,, ซึ่งจากความรู้อันต๊อกต๋อยของผมแล้ว Garuda ก็คือครุฑ, Wisnu ก็คือพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งครุฑเนี่ยเป็นยานพาหนะของพระนารายณ์, ส่วน Kenchana นี่ไม่รู้จริงๆ แต่เท่าที่ถามรามันแกบอกว่าเป็นไอ้พู่ๆ ที่อยู่หลังพระนารายณ์อีกที ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

เรื่องราวต่างๆ และสิ่งก่อสร้างๆ หลายๆ สิ่งบนบาหลี มักวางอยู่บนพื้นฐานของเรื่อง 2 เรื่อง คือรามเกียรติ์ และมหาภารตะนะครับ

จริงๆ GWK เป็นโคตรเมกะโปรเจคของบาหลีเลยนะครับ รามันเล่าว่าสภาเมืองบาหลีวางแผนทุ่มทุนสร้างเจ้าสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้มานานมากๆ ถ้าสร้างเสร็จจะเป็นอนุเสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินก็จะเห็นความอังการ หรือถ้าเวลานั่งเครื่องบินออกจากบาหลี มันจะเป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้ามาอวยพรให้เดินทางอย่างปลอดภัยด้วย แต่ว่าไม่เสร็จซักที เพราะว่างบหมดเสียก่อน แถมยังมีหลายฝ่ายคัดค้านเพราะว่ามันใหญ่เกินไป จะทำให้พลังเทพมันไม่สมดุล (เท่าที่ฟังจากรามันนะ) เท่าที่เราเห็นนี่คือแค่ 30% เท่านั้นเอง

ฟังรามันโม้แล้วก็อยากไปให้ถึงเร็วๆ จัง แต่ถนนบาหลีค่อนข้างแคบมากถึงมากที่สุด ส่วนมากเป็นถนนสองเลน สองข้างเป็นต้นไม้ ไม่เห็นมีการขยายถนนซักเท่าไหร่

ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน
ขับรถแล่นไปเรื่อยๆ ตามแพลนของเรากัน

ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ
ถนนบาหลีส่วนมากก็สองเลนแคบๆ แต่ก็ขับกันได้นะ

ขับมาเกือบชั่วโมงครึ่ง (รถติดไปซะครึ่งนึง) ก็มาถึงที่ละครับ ด้านหน้าของ GWK ดูเด่นเป็นสง่ามากๆ ค่าเข้าชมคนละ 80,000rp หรือราวๆ 250 บาท แพงพอตัวเหมือนกัน

สิ่งนึงที่น่าเบื่อมากๆ ของบาหลี คือการเก็บค่าจอดรถในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยิ่งที่ที่ดัง นักท่องเที่ยวเยอะก็ยิ่งแพง ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณรามันมากๆ บางทีก็ช่วยต่อให้บ้าง บางทีก็ออกให้เราบางส่วนบ้าง เกรงใจโคตรๆ อะ

พอเลี้ยวรถเข้ามา ข้างในนี่โคตรกว้างเลยครับ เข้าใจที่รามันบอกว่า “ทุ่มทุนสร้าง” เลยทีเดียว เพราะเค้าตั้งใจทำภูเขาหินทั้งลูก ให้กลายเป็นลานและอนุเสาวรีย์ยักษ์จริงๆ ที่ไหนที่เป็นหินเค้าก็ตัดจนกลายเป็นลานกว้างและเป็นช่องทางเดินอย่างไม่น่าเชื่อเลย

ส่วนตัวอนุเสาวรีย์ทำจากสำริดนะครับ โดยเค้าจะทำทีละส่วนแล้วค่อยมาประกอบกันแบบ Knockdown เท่าที่เห็นตอนนี้มีส่วนตัว+หัวของพระนารายณ์, ส่วนหัวของครุฑ และมือของพระนารายณ์ ส่วนที่เหลือยังไม่เห็นนะ รามันบอกว่าตอนนี้ไม่รู้เหมืือนกันว่าจะเสร็จเหมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เค้าทุ่มงบทำถนนและสนามบินเพื่อเตรียมพร้อมการประชุมโอเปก ,, นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีเป็นคล้ายๆ hall+ลานกว้าง, เค้าว่ามีการแสดงอะไรงี้ด้วยนะ แต่วันนี้ไม่ได้ไปดู

ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ
ต่อมาเราจะมาชมที่ Garuda Wisnu Kenchana ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกของบาหลีครับ

หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ
หน้าทางเข้าดูอลังการดีมากครับ

เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง
เค้าตัดหินที่เคยเป็นภูเขาให้เป็นช่องทางเดินและลานกว้าง

ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย
ลานกว้างมากๆ เริ่มเห็นหัวครุฑด้วย

หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ
หัวครุฑที่ทำจากสำริดครับ ,, ยังไม่ได้ประกอบ อิอิ

จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ
จริงๆ แล้วมันอันใหญ่มากๆๆๆ นะ

เดินจากส่วนครุฑขึ้นมาด้านบนอีกหน่อยก็จะถึงลานพระวิษณุครับ

เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ
เดินขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเจอพระนารายณ์หรือ Wisnu ครับ

ความน่ามาของที่นี่ผมให้ 6.5/10 ครับ ,, แบบว่่าดูอลังการ, ตั้งใจทำ, สถานที่สวย แต่ยังไม่เสร็จดีซักเท่าไหร่ แต่ครั้งจะรอให้เสร็จ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้
พอเอามาประกอบทุกส่วน จะได้ตามแบบจำลองอันนี้

เที่ยววัด Uluwatu กัน

จากนั้นล่องลงมายังส่วนใต้สุดของบาหลี เพื่อมาเยี่ยมชมวัด Uluwatu หรือชื่อเต็มๆ ว่า Pura Luhur Uluwatu ซึ่งใครต่อใครก็บอกว่าเป็นวัดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง… โห ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

รามันเล่าว่าวัดอูลูวาตู ถือเป็นหนึ่งในวัดสําคัญที่อยู่ริมทะเล เป็น 1 ใน 10 วัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวบาหลี ที่นี่วิวทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะตอนเย็นที่พระอาทิตย์ตก เพราะวัดตั้งอยู่บนหน้าผาที่หันหน้าออกสู่ทะเล เห็นคลื่นกระทบชายฝั่ง เห็นแสงสุดท้ายค่อยๆ ดับลงพร้อมเงาของวัด (แต่เราเราเล่นไปซะบ่ายเลย…) ,, รามันบอกเพิ่มเติมอีกว่าตัววัดจริงๆ เก่าแก่มากสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11 โดยพระชั้นผู้ใหญ่ชาวชวาชื่อ EMPU KUTURAN และได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยพระชาวชวาชื่อ DANGHYANG NIRATHA ซึ่งท่านได้พํานักอยู่ที่นี่จนสิ้นชีวิตภายในวัดแบ่งเป็นสวนตามความเชื่อสวรรค์ มนุษย์ และบริเวณภูตผี

ฟังดูแล้วมีสตอรี่ น่าไปขึ้นอีกเป็นกอง!!

วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ
วกรถกลับไปทางใต้ ไปเยี่ยมหาวัดอุลุวาตูครับ

พอถึงที่ ก็เสียค่าที่จอดรถและค่าเข้าวัดคนละ 20,000rp ครับ ,, ซึ่งที่นี่ สิ่งนึงที่ต้องเตือนเลยคือลิงครับ ลิงที่นี่เยอะมากถึงมากที่สุด ปกติถ้าเราไม่ไปยุ่งอะไรมัน มันก็จะไม่ยุ่งอะไรกับเรายกเว้นมันจะเจอของที่มันชอบมากๆ อันได้แก่ ของที่ส่องแสงระยิบระยับ เครื่องประดับต่างๆ โดยเฉพาะตุ้มหูและแว่นตา ส่วนลิงจะไม่ค่อยชอบกล้องถ่ายรูป ถ้าไปตั้งใจถ่ายมันแช๊ะๆๆๆ ใกล้ๆ ก็ระวังมันจะแยกเขี้ยวแล้ววิ่งเข้าใส่เราให้นะครับ

เดินจากปากทางนิดหน่อยก็ถึงตัววัดละครับ

ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ
ในวัดมีลิงเยอะมากๆๆๆ

วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก
วันที่ไป ตัววัดไม่ได้เปิดครับ ชมได้แค่จากข้างนอก

เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ
เดินอ้อมมาดูชายฝั่ง เห็นมหาสมุทรอินเดีย กับคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดหน้าผา สวยมากๆ

แต่มาจริงๆ แล้วผมแอบผิดหวังนะ เพราะส่วนนึงตั้งความหวังไว้พอตัวว่ามันต้องเจ๋ง แต่พอมาแล้วก็งั้นๆ ตัววัดจริงๆ ก็ไม่ให้เข้า เห็นแต่จากด้านนอก (ซึ่งตัววัดจริงๆ โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ สำคัญๆ เค้าจะไม่ให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าเลย) ลิงก็เยอะและเสียวจะโดนขโมยของด้วย, กว่าจะเดินไปเจอไอ้มุมที่ใครๆ ถ่ายรูปแล้วบอกว่าฟินกันผมว่ามันก็เฉยๆ อะ ไกลก็ไกล คนเยอะด้วย สูบบุหรี่ด้วย (อาจเป็นเพราะคงไม่ได้มาตอนพระอาทิตย์ตกด้วยมั้ง) ,, เฟลเบาๆ นะ

ไหนๆ มาถึงละก็เอามุมสุดฮิตของอุลุวาตูมาฝากหน่อยละกัน

วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา
วัดอุลุวาตู หรือ Uluwatu ที่ตั้งเด่นตระหง่านหน้าผา

ขออาหารบาหลี รามันจัดให้ที่ Pondok Tempo Doele

เดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน หิวมากๆ บอกรามันตั้งแต่เช้าขออาหารบาหลีแบบสะอาดๆ นะ เจอประสบการณ์บุฟเฟต์ขี้แตกตอนไปพม่าแล้วไม่ไหว ,, รามันเลยพาไปที่ร้าน Pondok Tempo Doeloe แกบอกว่าร้านนี้ใช้ได้ สะอาด ไม่ฮาร์ดคอร์ คนบาหลีชอบมากินอยู่ ,, โอเคครับ จัดไป!!!

มาถึงขณะฝนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์พอดี (ถ้ากินข้างทางก็คงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว) ก็เลี้ยวรถมาจอดข้างใต้ของร้าน จากนั้นก็ขึ้นบันไดมา ต้องบอกว่าร้านนี่ใหญ่โตอลังการมากๆ เห็นแล้วแอบตกใจเลยทีเดียว แถมขนาดฝนตกขนาดนี้ คนยังนั่งกันเกือบเต็มร้าน (ส่วนใหญ่เป็นคนอินโดฯ ด้วยอะ)

หลังจากที่รามันเห็นเทคนิคการสั่งอาหารของเราในช่วงเช้าที่ Garoupa แล้ว รามันเลยตัดสินใจสั่งให้เราดีกว่า (คือแกโทรมาจองให้ตั้งแต่อยู่บนรถละ เพราะเห็นพวกเราหิวมาก กะว่าไปถึงแล้วได้กินพอดี) ซึ่งพอนั่งเก้าอี้ปุ๊บ อาหารก็ค่อยๆ ทยอยมาเสิร์ฟเลย ดีจังๆ กำลังโคตรๆ หิว

ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe
ต่อมาเราก็มากินอาหารบาหลีที่ Pondok Tempo Doeloe

ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ
ในร้านนี้คนโคตรเยอะอะ

เท่าที่สั่งมาก็มีพวกปลาราดเครื่องแกง, ไก่ย่างสไตล์บาหลีที่ผมว่าย่างได้ดีและหอมกลิ่นเครื่องเทศเอาเสียมากๆ, ปลาทอดก็กลางๆ, ต้มซุปอะไรซักอย่าง ปรุงคล้ายแกงผักหวานบ้านเรา แต่ใส่เต้าหู้อะ ทีแรกชิมนี่โคตรจางเลย ไม่อร่อยอะ แต่พอเหลือบไปเห็นพริกเกลือมะนาวมาให้เราปรุง เท่านั้นแหละ แหล่มมาก ซดน้ำไม่มีเหลือ

ส่วนทีเด็ดจริงๆ คงจะต้องยกให้ของหวานครับ เมนูนี้รามันไม่ได้สั่งมา แต่เราเห็นโต๊ะข้างๆ เค้าสั่งเราก็ขอบ๋อยว่าเอาแบบนั้นบ้าง บ๋อยก็จัดมาให้ครับ ,, รสชาติมันรีมิกซ์ของหวานหลายอย่าง คล้ายๆ รวมมิตรน้ำแข็งไสผลไม้รวม คือเอาน้ำแข็งไสน้ำแดงบ้านเรา ใส่อะโวกาโด้, ลูกเกด, แตง, สับปะรด, ฯลฯ แล้วเอาโอโจ้บาหลีเสียบด้านบน อร่อยชื่นใจมากๆ เลยครับ ฮี่ๆๆๆ

ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี
ต้มจืดๆ แต่ใส่เกลือกะพริกละอร่อยมากๆ , ปลาก็อร่อยนะ กลิ่นแบบบาหลีๆ ดี

ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ
ไก่ย่างสูตรบาหลีที่รามันแนะนำมา อร่อยเลย เห็นละอยากส้มตำ

ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ
ที่เด็ดสุดคงเป็นของหวาน ,, คล้ายๆ รวมมิตรบ้านเรา แต่ใส่ผลไม้เยอะ

มื้อนี้จัดไปเกือบสามแสนห้าครับ ,, คิดไปเงินไทยก็พันห้าสิบนิดๆ หารหกเฉลี่ยตกคนนึงก็ไม่ถึงสองร้อยครับ ฮี่ๆๆๆ

หมดแรงที่ Villa Jungjungan

หลังจากอิ่มมื้อเย็น เราก็ฝ่าฝนยามค่ำคืนเพื่อมาหาที่พักของเราครับ

ที่พักของเราครั้งนี้อยู่ที่ Ubud ครับ, ถามรามันก็ไม่รู้จัก มีแค่แผนที่จาก Foursquare ที่พอพาเราไปได้ เราก็ให้รามันขับตามแผนที่ไปเรื่อยๆ เข้าไปในซอยแคบๆ มืดๆ ปุเลงๆ วนอยู่นานจนเริ่มเห็นไฟป้ายบ้าง ผ่านไปหลายรีสอร์ทจนเกือบจะสุดปลายถนนเริ่มใจไม่ดีละ คืนนี้จะได้นอนป่าววะเนี่ย ,, แว้บๆ เห็นป้าย Jungjungan Hotel and Spa เลยเลี้ยวเข้ารีสอร์ท โห มีคนรอต้อนรับเราด้วย สภาพรีสอร์ทโคตรไฮโซอะ นี่น่ะเหรอที่เราพักกันคืนละ 700 บาท

อ่าว… คุยไปคุยมานึกว่าใช่ เลี้ยวผิดครับ ของเราต้องเลยไปอีกหน่อย ชื่อ Villa Jungjungan ครับ

สภาพภายนอกไม่ได้ไฮโซเท่า แต่ข้างในก็ดูดีเลยนะ สภาพห้องสภาพเตียงก็ดูดี มีสระว่ายน้ำด้วย อิอิ ห้องที่เราได้เป็นสองห้องนอนใหญ่แล้วมีห้องน้ำคั่นกลางอันนึง แอบลำบากเพื่อนๆ ผู้หญิงนิดนึง.. แถมพอคุยไปคุยมา ทางรีสอร์ทค่อนข้างดราม่ากับเราพอควรเลย ทั้งเรื่องการจัดจำนวนเตียงต่อห้องก็ผิด แถมยังนับจำนวนคนให้เราผิดด้วย เราบอกมาหกคน เก็บเงินหกคน แต่จัดให้เราห้าเตียง สุดท้ายแทนที่จะได้นอนฟูกดีๆ ก็ต้องกลายเป็นนอนเตียงแทรก แอบหงุดหงิดนิดนึง แต่เหนื่อยละครับ ไหนๆ มาพักผ่อนละ ก็คิดซะว่า เรามาแค่นอนเฉยๆ อยู่แป้บๆ เดี๋ยวก็ต้องออกไปเที่ยวละ

ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก....
ขอสลบบนที่พักที่ Villa Jungjungan ก่อนนะครับ ครอก….

สภาพสถานที่ขอเก็บไว้เสนอในตอนหน้านะครับ วันนี้ขอแค่สภาพที่นอนก่อน ไม่ไหวละ เฟลเบาๆ กับบาหลีวันแรก พรุ่งนี้เจอกันครับ คิวเที่ยวพรุ่งนี้อีกเยอะ