ในที่สุด Mac ก็มี Photoscape กับเค้าเสียที

ส่วนนึงที่ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้เขียนบล๊อกเลยเกิดจากที่ผมเปลี่ยน notebook ตัวใหม่ จากเดิมเป็น Thinkpad R61 อายุเกือบแปดปีเป็น MBP retina 13″ ก็ต้องเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างไม่ใช่น้อยเลย จริงๆ แทบจะต้องเรียนใหม่แทบทั้งหมด งงเหมือนกัน แต่โดยรวมก็ไม่ได้แย่มากนะ ลองกดๆ ซักอาทิตย์ก็เริ่มพอเข้าใจระบบการทำงานของแมคบ้าง ยกเว้นการเขียนบล๊อกนี่แหละครับ เพราะผมหาโปรแกรมแต่งรูปอื่นๆ มาแทน Photoscape ที่ผมเคยใช้ไม่ได้เลย อย่างช่วงบล๊อกตอนดอยหลวงเชียงดาวนี่ผมก็ต้องตัดรูป+อัพโหลดจากเครื่อง R61 แล้วค่อยมาพิมพ์ในแมค ค่อนข้างรุงรังทีเดียว

ลองโหลดโปรแกรมมาทั้ง iPhoto, Aperture, Pixelmator, Picasa และ Gimp แล้วไม่โดนซักตัว สาเหตุคือฟังก์ชั่นมันเยอะเกินความจำเป็น ผมเพียงต้องการแค่โปรแกรมง่ายๆ ที่สามารถ Crop รูป, แต่ง curve นิดหน่อย, ปรับขนาดภาพ แล้วก็ลงลายน้ำก็แค่นั้น ซึ่งสมัยผมใช้ Windows แค่ตัว Photoscape ก็ตอบโจทย์ผมได้แบบสุดๆ แล้ว

จริงๆ ตัวที่ผมว่าเกือบโอเคละคือ iPhoto นี่แหละ แต่ผมยังงงๆ เกี่ยวกับระบบ Libralies ของ iPhoto ที่เอารูปเราไปผูกติดกัน libralies หนาแน่นยิ่งกว่าตังเม ลองศึกษากี่ที่ก็ยังงงๆ และไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่คือ แต่ไปแล้วต้นฉบับจะเสียมั้ย แล้วไฟล์ใหม่ที่แต่งเก็บไว้ที่ไหน ทำไมหาไม่เจอจากหน้า WordPress ที่เขียนบล๊อกอยู่ (คือผมว่ามันจัดการรูปในเครื่องได้ดีเลยแหละ แต่จะยกเอารูปมาใช้นอกเครื่องนี่ลำบากไม่น้อย)

บ่นๆ ในเฟสไม่นาน เพื่อนอุ๋ยก็มาบอกว่าเดี๋ยวนี้ Photoscape มีในแมคละนะเฮ้ย โดยเค้าตั้งชื่อโปรเจคนี้ว่า Photoscape X for Mac ครับ ซึ่งพอเพื่อนอุ๋ยโพสบอกข่าวดีนี้ ก็มีเพื่อนๆ บล๊อกเกอร์หลายคนฮือฮาไปซักพักเลย 5555 (ผมก็คนนึงละ 555)

บ่นไปปุ๊บ ,, เพื่อนอุ๋ยมาตอบปั้บ
บ่นไปปุ๊บ ,, เพื่อนอุ๋ยมาตอบปั้บ
โหลดมาแล้ว หน้าตาดูไม่คุ้นเท่าไหร่ ออกแนวเรียบๆ ไปหน่อย
โหลดมาแล้ว หน้าตาดูไม่คุ้นเท่าไหร่ ออกแนวเรียบๆ ไปหน่อย

จัดมาแบบนี้ก็ต้องโหลดมาลองล่ะครับ

ลองใช้ได้ประมาณเกือบอาทิตย์

เอาเป็นว่าผมยังไม่รีวิวอะไรมากละกัน เพราะยังเล่นได้ไม่านานมากเท่าไหร่ แต่เท่าที่ลองแล้ว

  • หน้าตาและการเรียงปุ่มกดไม่ค่อยเหมือนตัวเวอร์ชั่นของ Windows เท่าไหร่ เพราะมันไปกองด้านข้างซะส่วนใหญ่ แต่เท่าที่ดูก็มีปุ่มที่ใช้ๆ ประจำก็ครบครันดี แต่เหมือนกับบางฟังก์ชั่นที่มีใน Windows จะไม่มีในแมคนะ เช่น RAW converter, batch editor ฯลฯ (แต่พวกนี้เป็นฟังก์ชั่นที่ผมไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่อยู่แล้ว เลยไม่ค่อยแคร์ครับ)
  • ระบบการจัดการรูปภาพไม่ได้ผูกติดกับ Libralies คือ เราสร้าง Folder เองได้ตามใจ โยกย้ายถ่ายเทระหว่าง Folder ได้ตามสบาย
  • อัพโหลดรูปที่ตัดแล้วจาก folder ที่เราเก็บไว้เข้าสู่ WordPress ด้วยการ select file เอาจาก Internet Browser เลย พูดง่ายๆ คือเหมือนตอนที่เราทำใน Windows นั่นแหละ
  • หาตัวที่เพิ่ม Fonts และลงลายน้ำยังไม่เจอ อาจต้องแอพตัวอื่นๆ ช่วย เช่น Watermark pro, iMage tools
  • โปรแกรมดีขนาดนี้ ฟรีเหมือนเดิมครับ แหม่
ปุ่มเรียงใหม่ แต่ก็คล้ายๆ เดิมนะ
ปุ่มเรียงใหม่ แต่ก็คล้ายๆ เดิมนะ
อันนี้เป็น Viewer ภาพครับ
อันนี้เป็น Viewer ภาพครับ

สรุปคร่าวๆ คือใช้แล้วจอยอยู่ ฟีลลิ่งคล้ายๆ เดิม ตอนใช้บน Windows แค่การจัดเรียงปุ่มจะแปลกตาไปนิด

สนับสนุนโปรแกรมลิขสิทธิ์นะครับ 🙂

[Ad] ไปงานเปิดตัว Nokia C6 มา

หลังจากไปงานเปิดตัว Nokia N8 มาแล้ว คราวนี้ทาง Nokia ก็เชิญไปงานเปิดตัว Nokia C6 อีกเช่นกัน ,, ส่วนตัวผมก็ยังงงๆ เพราะเขียน blog อาหารเป็นหลัก แต่ให้ไปงานเปิดตัวมือถือ -_-)a

อันนี้เป็นข่าวฝากมาลงฮะ

กรุงเทพฯ 29 มีนาคม 2554 – โนเกียประกาศวางจำหน่าย Nokia C6 Touch คอมแพคสมาร์ทโฟน คุณภาพระดับ HD ที่โดดเด่นมากขึ้นด้านความเร็วและความง่ายในการใช้งาน Nokia C6 Touch มาพร้อมบริการ Ovi และแอพพลิเคชั่นใหม่ๆอันเยี่ยมยอด สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการสื่อสารเคลื่อนที่ของโนเกียในยุคที่การสื่อสารไร้สายถูกกำหนดด้วย การเชื่อมโยงสังคมออนไลน์ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบอกตำแหน่ง และประสบการณ์การใช้งาน

มร.ชูมิท คาพูร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Nokia C6 Touch มอบความสมดุลย์ทั้งด้านนวัตกรรมและความชาญฉลาดที่โดดเด่นมากขึ้นด้วยหลากหลายฟีเจอร์ อาทิ ใช้งานได้หลายหน้าจอหลัก มีภาพแสดงสถานะในขณะที่เครื่องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ตอบสนองต่อการออกคำสั่งด้วยการเคลื่อนไหว และทำงานรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งความคุ้นเคยที่ทำให้คนนับล้านสามารถหยิบเครื่องขึ้นมาแล้วรู้วิธีการใช้งานในทันที นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถใช้งาน Ovi Maps ได้ฟรี เข้าถึง Ovi Store ระบบรับส่งข้อความ เครือข่ายสังคมออนไลน์ และประสบการณ์อื่นๆ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับสมาร์ทโฟนหลากรุ่นของโนเกีย”

Nokia C6 Touch เป็นโทรศัพท์มือถือระบบสัมผัสเต็มรูปแบบขนาดกระทัดรัด คุณภาพระดับ HD ด้วยกล้องความละเอียด 8MP สำหรับการถ่ายวีดีโอแบบ HD พรั่งพร้อมด้วยฟีเจอร์ทั้งด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์และความบันเทิง ทำจากวัสดุ stainless steel และกระจก หน้าจอ AMOLED ขนาด 3.2 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี Nokia ClearBlack ช่วยลดแสงสะท้อนเพื่อความชัดเจนในการมองเห็นเมื่ออยู่ภายนอกอาคารสามารถเชื่อมต่ออีเมล์ ดาวน์โหลดแอพและเกมส์ต่างๆ จาก Ovi Store

ไปงานเปิดตัวน้อง C6-00

งานนี้เริ่มต้นที่ชั้น 3 สยามพารากอน ,, ครับ ทีแรกก็คิดว่ามาถึงก็นั่งชิลๆ แถวนี้ ฟังๆ พี่เค้าพูด แล้วลองเล่น Nokia C6 แล้วก็เลิกราเหมือนงานเปิดตัวทั่วไป แต่ฟังไปฟังมาแล้วไม่ใช่แฮะ เพราะเดี๋ยวเค้าจะให้ Nokia C6 มาให้ลองเล่นแบบจริงจังร่วมกับแอพลิเคชั่นเก๋ๆ ในรูปแบบของแรลลี่ ,, อ๊ะ!! แรลลี่ ยังไง ในพารากอนเนี่ยนะ!!!

เริ่มต้นงานที่พารากอนกันฮะ
เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวเราต้องไปแรลลี่กันด้วย
ได้มือถือมาแล้ว ,, พร้อมไปแรลลี่ที่ Mansion 7 !!!
เอามือถือ Nokia C6 มาแทนกล้องถ่ายรูปได้สบายๆ

เพิ่งรู้ว่าเราต้องไป Mansion 7 แฮะ ,, เคยเห็นแต่ข้างหน้าจากถ.รัชดา จำได้ว่าเป็นสีม่วงๆ มีตลาดขายของข้างหน้า แต่สาบานเหอะ เพิ่งรู้ว่ามันเป็นบ้านผีสิง บรื๋อๆๆๆ

เดินทางไปยัง Masion 7 พร้อม C6

จากนั้นเราก็ Move ตัวเองจากพารากอนมายังแมนชั่นเซเว่น ,, ช่วงว่างๆ บนรถก็ลองกด Nokia C6 เล่นดูครับ ส่วนตัวผมว่ามันก็มีข้อดีข้อเสัยที่น่าสนใจแตกต่างกันไปนะ

  • ขนาดมันจับกระชับมือมากๆ ยิ่งเป็นมือของสาวๆ นี่จะจับมือถือให้เต็มมือนี่คงไม่ลำบาก
  • จอนี่ผมว่าสว่างและชัดดีนะ ดูแบบไม่อคติรู้สึกว่าใสกว่า n8 แถมจอดูใสสดชื่นกว่า
  • ผมชอบสัมผัสที่บอดี้ที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะด้านหลัง
  • กล้อง 8 ล้านพิกเซลนี่มาแบบงงๆ นะ คือฟังก์ชันกล้องไม่สามารถ lock focus ได้ แต่ดันมี face detection มาให้ด้วย ส่วนคุณภาพของรูปนี่พอใช้ได้แฮะ
ด้านหน้าของตัวเครื่อง Nokia C6 ครับ
ส่วนนี้เป็นด้านหลังครับ ,, โลหะทั้งหมดเลย
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล ,, คุณภาพใช้ได้
ช่องเสียบหูฟัง-ที่ชาร์จ-พอร์ทไมโครยูเอสบีอยู่ด้านบน

ลองหยิบมาถ่ายภาพก็ถือว่าโอเคนะครับ (ภาพที่เอาลงนี่ย่อให้เล็กลงนะครับ)

รูปนี้มาจาก Nokia C6 นะฮร้าฟฟฟว์

ไม่ได้ถ่ายรูปเยอะ เพราะกิจกรรมค่อนข้างอัดแน่น ทั้งลองใช้ Application ต่างๆ ทดลองเล่น Nokia C6 แถมอีกซักแป๊บก็จะเข้าบ้านผีสิงด้วย ตื่นเต้นมากๆๆ

บรรยากาศใน Masion 7

บรรยากาศของ Masion 7 เป็น Boutique Thriller Mall เปิดให้บริการเริ่มแรกในเดือนตุลาคม 53 ,, ด้านหน้านั้นเป็นสีม่วงออกแนวน่ากลัวนิดนึง ดูขรึมๆ แต่พอเข้าไปด้านในแบ่งเป็นโซนๆ หลักๆ ก็มีร้านขายของแนวเก๋ๆ , มีเกมส์ให้เล่นครับ (ราคาค่อนข้างแพง) มีร้านนั่งพักดื่มเครื่องดื่มสบายๆ ไปจนถึงร้านเนื้อย่าง (ดูกินกันจริงจังมาก) แต่สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ Dark Mansion ครับ ,, จากนั้นเราก็รับตั๋วเพื่อเข้าไปผจญภัยในบ้านผีสิง

ตะลุยเข้าไปใน Mansion 7 ครับ
รับตั๋วเข้าบ้านผีสิง ,, ชาร์จความกล้าแล้วเตรียมเข้าไปลุยได้

เข้าไปแล้วอะ …. ตื่นเต้นดีครับ

เวลาเข้าไปจะต้องเก็บพวกเครื่องมือสื่อสาร, มือถือ, กล้อง, อุปกรณ์บันทึกภาพและอุปกรณ์ส่องสว่างไว้ใน Locker แล้วจะมีพี่จนท. ตรวจอุปกรณ์โลหะซ้ำอีกที ,, พอเข้าไปเค้าก็จะ Brief เรื่องราวคร่าวๆ ให้เรา ประมาณว่าที่เราจะเข้าไปเป็นบ้านคุณหลวงที่เป็นหมอทหาร คุณหลวงเคยถูกจับในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปเป็นเชลยประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงถูกปล่อยตัวกลับมา , นอกจากนั้นในบ้านคุณหลวงยังมีลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคประหลาด คุณหลวงพยายามหาทางรักษาลูกสาวหลายทางจนมีข่าวลือว่าได้จับคนมาทำการทดลองในคฤหาสน์แต่ก็ไม่ได้ผล จนในที่สุดลูกสาวแกก็ตายและคุณหลวงก็หายตัวไป

บร๊ะ!!! น่ากลัวดีเนอะ….

พร้อมแล้วก็จัดทีม 4 คน จับเชือก แล้วเข้าบ้านคุณหลวงได้… (พอดีกลุ่มสุดท้ายเหลือ 5 คน ,, จนท. เลยแบ่งเป็น 3 คนกับ 2 คน ,, และไม่ต้องห่วงครับ เพราะผม)

ถ่ายรูปหมู่ที่มาลุย Mansion 7 วันนี้กันซักหน่อย (ผมดูตื่นกลัวมาก)
ขอบคุณ Nokia C6 ที่พามาเที่ยว Masion 7 นะครับ

เข้าไปและออกมา,,, ไม่สปอยดีกว่า ลองเข้าไปดูเองเหอะครับ มีชั้นเดียวเอง (แต่เห็นว่าอีกไม่นานจะเพิ่มชั้น 2 ขึ้นมาด้วย น่าจะมันขึ้นเป็นทวีคูณ เอิ้กๆๆๆ) ที่ Masion 7 เปิดให้บริการทุกวันนะครับ โดยวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เปิด 12.00-24.00 น. ส่วนวันศุกร์-เสาร์ เปิด 12.00-02.00 น.

สุดท้าย ,, เราก็รีวิว Mansion 7 แทน

[Ad] จิ้มๆ Windows Phone 7 บน hTC HD7

หลังจากที่รอคอยมานาน Windows Phone7 หรือ WP7 ก็ได้เปิดตัวแล้วบน hTC HD7!!!

ต้องบอกก่อนว่าทีแรกผมเคยเล่นเครื่อง hTC HD7 ตั้งแต่สมัยงาน TwitBKK4 แล้วแหละ แต่ก็ได้แค่จิ้มๆๆ พอขำๆ ตอนนั้นติดใจในความลื่นของมันและการแสดงกราฟิกที่ดูดีมากๆ แต่ก็ยังงงๆ กับระบบอยู่เพราะว่ามันต่างกับ Windows mobile 6.5 ที่เคยใช้ๆ กันมาตั้งแต่ O2, DOPOD หรือ hTC Touch แบบสิ้นเชิงเลย

โฉมหน้าของ hTC HD7 ครับ

พอจิ้มไปจิ้มมา เค้าก็เอามาให้ผมลองเล่นซะงั้น (แต่กว่าต่อคิวจะได้เครื่องมาเล่นนี่ก็นานใช่ย่อยนะ) วันนี้ก็เลยขอลองเล่นๆ แล้วเอามา review เอาประสบการณ์ที่ผมได้ลองใช้จริงๆ มาแบ่งปันกันหน่อย

เปิดกล่อง hTC HD7

แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสเครื่องจริงๆ เราไปรู้จัก Spec คร่าวๆ ก่อนดีกว่า ซึ่งเท่าที่กวาดตาดู เจ้า HD7 เป็นเครื่องที่สเปคที่แรงมากๆ ทั้ง CPU 1 GHz, เมมโมรี่ในเครื่อง 16 GB, แรม 576 MB, กล้อง 5 ล้าน, หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว และแบตเตอร์รี่ 1230 mAh ครับ ,, แต่ถ้าอยากได้แบบละเอียดๆ แนะนำว่าโหลดไปดูรายละเอียดจากรูปด้านล่างได้นะครับ

รายละเอียดแบบโคตรละเอียดของ hTC HD7 (แนะนำให้โหลดไปดูที่บ้านครับ)

ได้ที่แล้วก็ลองแกะกล่องมาก็ลองหยิบเครื่องวางแน่นิ่งอยู่ในกล่องมาลูบๆ คลำคล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,, พบว่าขนาดของเครื่องนี่ใหญ่มาก ถ้าใครเคยเล่น hTC HD2 หรือ Desire HD ขนาดของมันก็จะประมาณนั้นแหละ, แต่ถ้าไม่เคยเล่นมาก่อน ก็กะคร่าวๆ ว่า 1 ฝ่ามือเต็มๆ จะกดเล่นด้วยมือเดียวนี่ค่อนข้างลำบากมากโดยเฉพาะสาวๆ ที่มือเรียวๆ เล็กๆ แต่ส่วนตัวผมชอบนะ ทั้งขนาดของจอที่กว้างๆ และมันก็ดันพอดีมือของผม, วัสดุต่างๆ ที่เอามาทำเครื่องที่จับแล้วไม่ลื่น กระจกที่ไม่เป็นรอยสักที (1 อาทิตย์ที่ผมลองไม่มีรอยเลย นี่ขนาดไม่ได้ติดกันรอยนะ) และความเนี๊ยบของการประกอบที่ออกมา

นอกจาก Touch screen ก็ยังมีแถบสัมผัส 3 touch points คือ

  • ลูกศร Back — อยู่บริเวณซ้ายสุด เอาไว้กด Back ในทุกสถานการณ์
  • เครื่องหมาย Windows — เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลาง สัมผัสแล้วจะมาหน้า Home screen ในทุกสถานการณ์
  • ค้นหาด้วย Search — เป็นปุ่ม Search ในทุกสถานการณ์ ถ้ากดในหน้าทั่วๆ ไปก็จะเป็น Bing แต่ถ้ากดในพวกโปรแกรมที่รองรับปุ่มนี้ก็จะเป็นการค้นหาภายในโปรแกรมนั้นๆ เช่นใน contacts ก็จะกลายเป็นการค้นหารายชื่อและเบอร์โทรแทน
เทียบ hTC HD7 บนมือผม ,, ใหญ่มากๆ
เบื้องหลังแห่ง hTC HD7 พร้อม WP7 สลักหลัง
เชื่อมต่อด้วย Micro USB port ครับ
ด้านหลังแกะออกมาเป็นขาตั้งสำหรับเอาไว้ดูหนังได้

จะเริ่มใช้งานก็แกะฝาปิดด้านหลังออกครับ แล้วก็ใส่ซิมการ์ดและแบตเตอร์รี่เข้าไปครับ แอบเสียดายนิดๆ ที่ไม่สามารถเติมเมมโมรี่เข้าไปเพิ่มได้ ซึ่งจาก Spec ที่ระบุ 16 GB จะเหลือให้ใช้จริงๆ ราว 13 GB กว่าๆ (ซึ่งส่วนมากก็พออะนะ)

เปิดฝาหลัง พร้อมบรรจุซิมการ์ดและแบตเตอร์รี่

ถ้าพร้อมแล้วก็ลองเปิดเครื่องกันดูครับ 😀

แยกออกไหมเอ่ย อันไหนเครื่อง อันไหนกล่อง

ลองเอานิ้วเขี่ยๆ HD7 กันเถิด

เปิดหน้าตามาปุ๊บ ก็เจอ Home screen ที่เป็นสี่เหลี่ยมแบบเรียบง่าย ที่ผมรับรองว่าคนหยิบมาใช้ครั้งแรกนี่งงแน่นอน เพราะ Home screen มันมีแค่สองหน้าเท่านั้น คือหน้าด้านซ้ายและด้านขวา (เลื่อนสลับสองหน้านี้ได้ง่ายๆ โดยการ touch ไปทางซ้ายหรือทางขวา),, แต่จริงๆ มันใช้ง่ายมากๆ โดย Concept 2 ข้อ

ข้อแรกคือเอาสิ่งที่เราต้องใช้บ่อยๆ มาปักหมุดไว้อยู่หน้าด้านซ้าย ส่วนหน้าด้านขวาก็จะเป็นทุกโปรแกรมทุกสิ่งอันที่เราลงไว้ในเครื่อง แค่นั้น… ,, ส่วนข้อสองคือ ทุกอย่าง Run ได้คล้ายระบบ Multitask แค่เรากด Back ทุกสิ่งก็จะกลับมา คล้ายทุกอย่างจะ Run พร้อมกัน แต่จริงๆ ทุกโปรแกรมนั้นมันจะบันทึกจุดสุดท้ายที่มันอยู่ไว้

ซึ่งหน้า Home screen นั้นจะเป็นลักษณะ Live Tile คือจะมีกราฟิกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด เช่น Contact ก็จะมีกราฟิกหน้าเพื่อนๆ ที่เราได้เซฟไว้ก่อนหน้านี้หรือดึงมาจาก Facebook หมุนเวียนสลับไปเรื่อยๆ หรือในหัวข้อ Picture ก็จะมีการเปลี่ยน background เป็นพักๆ ตามรูปที่เราได้ถ่ายไว้ ,, แต่สิ่งที่ผมแอบรำคาญเบาๆ คือ แถบด้านบนที่บ่งบอกสถานะแบตเตอร์รี่, ระดับสัญญาณพอทิ้งไว้ซัก 10 วินาทีมันก็จะหายไป ซึ่งต้องเอานิ้วเขี่ยๆ มันถึงจะลงมาเป็นพักๆ

หน้าแรกเป็นหน้าต่างเรียบๆ จำนวนมากๆ ซึ่งเราเลือกเฉพาะที่เราใช้บ่อยๆ มา
หน้าด้านขวา เป็นด้านที่รวมทุกสิ่งอันไว้ที่นี่

ส่วนหน้า Locked screen หรือหน้าล๊อคหน้าจอ ก็จะแสดงให้เห็นว่า วันนี้เป็นวันเดือนปีอะไร แสดงตารางนัดหมายและเวลาขึ้นมาให้เราดู รวมทั้งที่มุมด้านล่างขวามือของหน้าจอ ก็จะแสดงจำนวนอีเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน จำนวน SMS ที่ยังไม่ได้อ่าน และ Missed Call ด้วย ,, ส่วนการปลดล๊อค ก็แค่ดัน Locked screen ขึ้นไปด้านบนให้สุดเหมือนพลิกสมุดฉีกแค่นั้น

หน้าจอ Locked screen ที่ปรับแต่งรูปเองได้ ,, จะใช้ก็แค่ดันขึ้น

จะเริ่มใช้งานจริงๆ ละนะ

ขึ้นชื่อว่าเป็น Windows phone รุ่นใหม่ทั้งที การเริ่มใช้งานก็ต่างกับ phone ทั่วไปแน่ๆ ล่ะครับ ,, ซึ่งการเริ่มต้นจริงๆ คือการตั้ง connection ของเครื่องเรากับ Hotmail (หรือ Windows Live), Google หรือ Facebook โดยมันจะ sync contact และรายละเอียดทั้งหมดมาให้พร้อม (แนะนำว่าควรอยู่ในสถานที่ที่มี wifi ความแรงสูง) ซึ่งถ้าใครใช้ Hotmail เป็นหลักและบรรจุทุกสิ่งอันลงไปในนั้นละก็ อยากบอกว่าท่านได้เลือกมือถือไว้ถูกรุ่นแล้ว, ถ้าใครเลิกใช้ Hotmail ไปก็แนะนำว่าควรสมัครใหม่นะครับ ,, หรือว่าถ้าเราเมมชื่อเพื่อนเราไว้หลายที่ เช่นทั้งที่ Facebook, Google และ Outlook ตัว WP7 ก็เก๋พอที่จะ sync รวมทุกอย่างของคนคนนั้นเป็น contact เดียว (ต้องชื่อเหมือนกันนะจ๊ะ แต่ถ้าไม่เหมือนกัน ก็ sync manual ไปได้ครับ ไม่ยาก)

เลือกแหล่งข้อมูลที่เราจะลงเครื่อง HD7 ได้เต็มที่ครับ
เท่านี้ Google contact และ Facebook ก็มารวมตัวกัน
หน้า People นี่เรียกว่า update ทุกสิ่งอันไว้ที่นี่

ซึ่งเวลาเราเข้าไปที่ people ก็จะเห็นทุกอย่างถูกลากลงมาในเครื่องเราทั้งหมด ต้องขอบอกว่าสะดวกและให้ข้อมูลที่ละเอียดดีมาก รวมทั้ง update status บน Facebook ของเพื่อนคนนั้นให้เราด้วยเรียบร้อย ,, หรือถ้าใครใช้ iphone มาก่อนก็สบายมากๆ แค่คุณพี่ upload รายชื่อเบอร์โทรทุกอย่างไว้ที่ Google contact จากนั้นเราก็ใส่ Gmail ที่เราได้ sync contact ไว้ลงใน HD7 ,, เท่านี้ contact จาก iPhone ก็จะลงมาหมด (แถม update ให้ด้วยนะเธอ)

ลองใช้จริงกับสถานการณ์ต่างๆ

หลังจากที่เครื่องเราพร้อมระดับนึง เราก็ลองเอาเจ้า HD7 มาเล่นกันเถิด ,, คำแนะนำของจขบ. (เจ้าของบล๊อก) เพิ่มเติมนิดนึง คือเพื่อความบันเทิงขั้นสุดยอดและการใช้ HD7 WP7 อย่างคุ้มค่า เครื่องท่านควรเชื่อมต่อ internet ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น wifi หรือ EDGE ก็ได้

การดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ

WP7 จะมี Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวม App มาให้โหลดและซื้อขายกัน ,, สิ่งที่ผมชอบบน Marketplace อย่างนึงคือ ตัว Marketplace มี Trial หมายความว่าเราลองโหลดตัวทดลองมาลองก่อน ถ้าถูกใจค่อยซื้อ ถ้าไม่ถูกใจก็ลบทิ้งไปได้ง่ายๆ กับอีกอย่างนึงคือ การที่มันจะเปลี่ยน Background ไปตามวันและเทศกาลด้วย ,, วันนี้ผมก็จะลองโหลดพวก App free มาลองเล่นดู ทั้ง Facebook และ twitter นะครับ

ลองโหลด Facebook มาเล่นดู

หลังจากลองเล่นดูก็ต้องบอกว่าโอเคนะ ถือว่าไม่เลวสำหรับการเริ่มต้นของ WP7 เลยทีเดียว ความลื่นและการแสดงผลกราฟิกออกมายอดเยี่ยมมากๆ แต่เสียดายที่ไม่มี keyboard ภาษาไทยที่แถมมาให้ ทำให้ขาดอรรถรสการเล่นไปไม่น้อยเลย

หน้าตา Facebook บน WP7 ครับ
โฉมหน้าของ Twitter on Windows Phone ครับ

XBox Live

ความรู้สึกแรกที่ผมได้ยิน Xbox นั้นให้อารมณ์แบบเครื่องเล่นเกมยังไงไม่รู้แฮะ แต่จริงๆ Xbox Live ใน WP7 นั้นเปรียบเสมือนแฟ้มที่สำหรับรวบรวมเกมของเครื่อง กล่าวคือเวลาโหลดเกมจาก Marketplace (ทั้งแบบ Trial และ Full paid) แล้วมันก็จะมากองๆ ไว้ที่นี่ครับ ส่วนตัวผมชอบนะ เพราะมันทำให้ดูเรียบร้อยดี

ส่วนเกมส์ที่ผมลองโหลดมาเล่นมี Fruit Ninja และ Need for Speed (แบบ Trial ทั้งคู่) พบว่า HD7 ยังฟันผลไม้ Fruit Ninja ได้ไม่ลื่นเท่ากับที่ผมคาดหวังไว้ แต่ถ้าเอามาขับรถด้วยเกม Need for Speed ต้องบอกว่าภาพและกราฟิคทำได้เนียนมากๆ แทบไม่มีกระตุกเลย ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับเครื่องเกมมากๆ

การถ่ายรูปและวิดีโอ

การจะถ่ายรูปมีเพียงหนทางเดียวคือการกดปุ่มล่างสุดที่วางอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง ปุ่มกดดังกล่าวเป็นปุ่มกดแบบ 2 จังหวะคล้ายกับพวกกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไป ,, แรกๆ จะไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เพราะปุ่มเรียวเล็กและแข็ง แต่พอใช้ซัก 1-2 วันจนเริ่มชินผมว่าก็กดสบายดีนะ

กล้อง 5 Mpx ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง

กับกล้องที่มาให้ 5 ล้านพิกเซล ผมว่าความละเอียดของกล้องนี่ถือว่าดีในระดับหนึ่งครับ ,, โดยกล้องมีโหมดให้ปรับเยอะมากๆ คล้ายๆ กับกล้อง compact แบบย่อมๆ แต่ก็แอบมีข้อด้อยตรงที่การวัดแสงและการจับโฟกัสนั้นทำได้เฉพาะตรงกลางภาพเท่านั้น โดยการกดปุ่มถ่ายภาพลงครึ่งนึง (ไม่สามารถเอานิ้วแตะที่จอได้), ไม่สามารถถ่ายภาพโดยการแตะที่หน้าจอได้ และการซูมนั้นไม่เนียนมาก เป็นการกดเลื่อนเป็น step ไปคล้ายกับการขึ้นบันได

ทอสดบกล้องของ HD7 ดูครับ
โหมดต่างๆ ของกล้องมีเยอะใช้ได้เลย

ก็เลยลองเทียบภาพถ่ายขนมแบบไม่แต่งและไม่ Crop ในมุมและระยะใกล้ๆ กันกับ Canon 400D 18-55 kit, hTC HD7, iPhone 3GS, และ Nokia N8 ดูเล่นๆ

อันนี้เอามาจากกล้อง Canon ระดับ DSLR นะเธอ
รูปนี้ใช้ hTC HD7 ครับ ,, ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
รูปนี้ส่งประกวดโดย iPhone 3GS
ส่วนภาพนี้มาจากกล้องของ Nokia N8 ครับ

หรือถ้าเทียบกับ Canon ระดับ DSLR แบบตัวต่อตัวดู

ลองถ่ายรูปมุมกว้างด้วย Canon ครับ
ถ่ายโดย hTC HD7 ครับ ,, ออกมาใช้ได้เลย

หรือถ้าเป็น Video แม้ว่าจะไม่ใช่ HD แต่ก็ชัดพอตัว (ถ่ายกลางคืนถ้าได้ระดับนี้ก็โอเคแล้ว) แต่ video จะมีปัญหาเรื่องการหา focus นิดนึง เพราะกดปุ่มครึ่งนึงแล้วเครื่องไม่ยอมหาให้ ต้องรอเครื่องคิดเอง

ส่วนการดูรูปและวิดีโอ เราสามารถดึงรูปมาดูจากโหมดกล้อง (โดยการพลิกหน้าด้านบนลงมา) หรือจะในส่วนที่เป็น Pictures ก็ได้ ซึ่งความเก๋ของโหมด Pictures คือการที่มันจะเอารูปของเพื่อนๆ ที่อยู่บน Facebook ลงมาดูด้วยได้ในหน้านี้เลย

โหมด Picture สามารถดูรูปทั้งจากในเครื่องและบน Facebook ได้เลย

ส่วนกล้องหน้าเท่าที่ส่องๆ ดูนี่มองไม่เห็นนะครับ (ถ้าใครเจอก็บอกผมด้วยละกัน)

ระบบ Calendar

Calendar จะดึงฐานข้อมูลหลักๆ มาจาก Outlook เท่านั้น เพราะเท่าที่ผมลองไม่มีข้อมูลมาจาก Facebook หรือ Google sync ครับ แม้ว่าจะตั้งรายละเอียดของ Meeting/Appointment ได้ละเอียดดี แต่ว่าตัวหนังสือที่แสดงใน Month view ค่อนข้างเล็กมากๆ แม้ว่าจะวางในแนวนอนแล้วก็ตาม

ตัวหนังสือใน Calendar เล็กมากๆ ,, เห็นไหมวันที่ 17 ผมมีนัดอะ
Calendar ในแบบ Agenda view (แบบหนึ่งวันทำอะไรบ้าง)

ตัว Music Player และ Zune

สิ่งที่ผมว่าเป็นไม้เด็ดอีกอย่างคือ Zune ครับ ,, หลายๆ คนอาจคุ้นๆ ชื่อ Zune ที่เป็นเครื่องเลยเพลงที่มีชื่อว่า “iPod ที่ล้มเหลวของ Microsoft” ,, แต่การมาของ WP7 นั้น ตัว Zune ได้กลายเป็นโปรแกรมสำคัญและเป็นโปรแกรม Music Player สุดเก๋ในคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Windows Media Player ชิดซ้ายไปเลย

หน้าที่หลักๆ ของ Zune คือสะพานเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเครื่อง HD7 กับคอมพิวเตอร์ของท่าน ถ้าใครเคยใช้ iPod/iPhone มันก็คงคล้ายๆ กับ iTunes นั่นแหละ หรือถ้าไม่เคย Zune ก็เปรียบเสมือน Windows Media Player ฉบับสวยงามที่เชื่อมต่อกับ Windows Phone 7 ได้ ,, แต่ความเก๋ของมันที่ผมชอบคือมัน Sync ง่ายกว่ามากๆ อยากได้เพลงหรือวิดีโอคลิปอะไรก็แค่โยนๆๆๆ ลงไป ตัว Zune ก็จะพาไปเก็บไว้ใน Zune ของเครื่อง ,, เวลาจะเล่น Media ต่างๆ ก็แค่ระลึกว่าไปกดที่ Zune เท่านี้เอง

หลังจากเชื่อมต่อ Zune ก็พร้อมที่จะทำงานแล้วครับ
อยากได้เพลง/ คลิปอะไร ก็แค่โยนไปตรงมุมซ้ายล่าง

อย่างที่บอกครับ Zune ยังเป็นเครื่องเล่นเพลงและวิดีโอต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ท่านได้ด้วย พูดตรงๆ ว่าใช้ง่ายและกราฟิกสวยมากๆ และไม่มีปัญหากับพวก music tag (คือพวกชื่อเพลงหรือนักดนตรีที่เป็นภาษาไทย Zune จะอ่านได้ทุกแบบ ไม่แสดงภาษาแปลกๆ ออกมา) จะเล่นเพลงก็ง่าย, Rip CD ได้แสนสบาย

หน้าตาของ Zune ขณะเป็น Music Player ครับ

สนใจโหลด Zune ก็กดได้ตรงนี้นะครับ แล้วจะลืม Windows Media Player (ส่วนตัวผมชอบกว่า iTunes อีกนะ)

ข้อดีอื่นๆ ที่พบเจอ

  • ไม่แฮงค์ — จุดนี้เป็นจุดที่ชนะขาดตัวพี่มันอย่าง Windows Mobile 6.5 แบบกินขาด เพราะนอกจากความลื่นแล้ว มันยังไม่แฮงค์เลยเท่าที่ผมใช้มา 1 สัปดาห์ ซึ่งแอบทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะทั้งๆ ที่มัน Run Multitask (คือเปิดหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน) แต่ยังคงความลื่นปรื๊ดๆ แบบสม่ำเสมอ (แต่ในจุดนี้ผมขอทิ้งที่ว่างไว้นิดหน่อย เพราะเครื่องที่ผม Test ไม่ได้ลองพวกโปรแกรมขนาดใหญ่ๆ หรือกินทรัพยากรเครื่องมากๆ เท่าไหร่)
  • ปิด EDGE ง่ายๆ — หลังจากปัญหานี้เป็นกับ Smart Phone แทบทุกยี่ห้อและทุกระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะกับคนที่เปิดบริการการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตไว้แบบไม่รู้ตัว หรือเปิดไว้แบบลอยๆ ,, พอลอยไปนานๆ ค่าโทรท่านก็บานตาม เพราะพวก Smart Phone โดยเฉพาะ WP7 นั้นต้องการเชื่อมต่อ Internet ตลอดเวลา ,, แต่มาครั้งนี้ทาง WP7 สามารถตั้งปิด Internet mobile connection ได้ง่ายๆ แค่เลือกปิดตรง Setting ที่เดียว แค่นี้ก็จบเลย
  • การเปิดโหมดสั่น — ทีแรกคิดว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียดี เพราะเครื่องไม่ได้มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดสั่นเหมือนบางยี่ห้อ โดยตัว HD7 สามารถทำได้โดยการกดปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง แล้วก็กดตรงมุมขวาของหน้าจอ ,, แม้ว่าขั้นตอนจะดูมีเยอะขึ้น แต่ผมกลับมองเป็นข้อดี เพราะว่าหลายครั้งผมไปโดนใส่ปุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เสียงดังหรือเสียงหายไปแบบไม่ได้นัดหมาย แต่ทีนี้เราเพิ่ม Process อีกหน่อยที่ไม่ได้ลำบากอะไรแต่ก็ทำให้เราจัดการเสียงโทรศัพท์เราได้แน่นอนขึ้น
  • มี Folder รองรับรูปเลย — กล่าวคือทุกครั้งที่เราเสียบ Zune มันจะ Sync เอารูปและวิดีโอคลิปในเครื่องมาโยนไว้ใน Folder ที่เราตั้งไว้ในคอมแบบอัตโนมัติ และในทางกลับกัน ถ้าเราเอารูปมายัดใน folder นี้ มันก็จะ sync เข้าเครื่องแบบอัตโนมัติเหมือนกัน
  • ช่องว่างในการเกิด Application — เป็นความคิดผมเองนะ คือประมาณว่า โปรแกรมต่างๆ ที่ WP7 จัดมาให้นั้นเพียงพอต่อความจำเป็นพื้นฐาน แต่ว่าถ้าจะเอาแบบเก๋ๆ สมบูรณ์แบบเลยน่ะยังไม่มี เช่นจะถ่ายรูป โปรแกรมถ่ายรูปก็โอนะ แต่ไม่มีกดจอถ่ายรูป หรืออยากแต่งภาพ โปรแกรมแต่งภาพก็มีให้นะ แต่ไม่สุด,, ซึ่งจุดนี้เหมือนเปิดช่องให้ Application ต่างๆ สามารถเกิดได้อีกมหาศาลเลย
  • การอ่านภาษาไทย — WP7 ปรับปรุงให้อ่านภาษาไทยได้แทบทุก Encoding เลย ทำให้ระหว่างการทดสอบมา 1 สัปดาห์นั้นเราไม่พบภาษามนุษย์ต่างดาวเลย ทั้งจาก Zune หรือ Internet Explorer

ข้อเสียจริงๆ ก็ยังมีเยอะนะเธอ

  • การพิมพ์ภาษาไทย — เพิ่งชมว่าอ่านภาษาไทยได้ดีในหัวข้อก่อน แต่การที่ไม่มีคีย์บอร์ดไทยทำให้ความสนุกในการเล่น Social network นั้นลดลงมาก, การพิมพ์งานหรือข้อความภาษาไทยใน Notes หรือ Office ก็ทำไม่ได้ หรือแม้แต่การส่ง SMS เป็นภาษาไทยก็ทำด้วยความยากลำบาก (แต่ Keyboard ภาษาอังกฤษเป็น QWERTY ที่ผมชอบนะ)
  • Battery — แม้ว่าจะให้แบตมา 1230 mAh ซึ่งดูเหมือนเยอะ แต่ระบบการประหยัดไฟนั้นทำได้แย่มาก บอกตรงๆ ว่าแบตนั้นอยู่ได้ราวๆ หนึ่งวันพอดีในการใช้งานโทรเข้าออกปกติ นั่นหมายความว่า ถ้าเล่น Facebook หรือ Twitter ทั้งวันด้วยการเชื่อมต่อ EDGE (หรือแม้แต่การใช้ Wifi) แบตท่านอยู่ไม่พอสำหรับ 1 วันแน่นอน และไม่ต้องพูดถึงการเชื่อมต่อแบบ 3G ที่โคตรจะสูบแบต จขบ.เชื่อมั่นว่าอยู่ได้แค่ครึ่งวันเท่านั้น
  • External Memory — นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อเสียที่สำคัญมากๆ ถึงแม้ว่าเนื้อที่ 16 GB นั้นจะดูเพียงพอสำหรับคนทั่วไปหากจัดการและหมุนเวียนพื้นที่ได้ดี แต่การที่ใส่เมมเพิ่มไม่ได้นั้นยังจะมีผลในการจัดการไฟล์เอกสารและ Media ต่างๆ ในวันที่เราไม่สามารถ sync ข้อมูลได้ตามปกติ เช่น การเอาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของเพื่อนที่ไม่ได้ลง Zune ไว้
  • เสียงเรียกเข้า — เท่าที่ผมลองสืบเสาะหาวิธีตอนนี้ ยังไม่พบวิธีการเปลี่ยนเสียงหรือเพิ่มเสียงเพลง Ringtone ที่เราตัดเอามาจากเพลงในอัลบั้มโปรดได้ ทำให้ต้องขืนใจใช้เสียงมาตรฐานที่ติดมาอยู่กับเครื่องต่อไป (ส่วนตัวผมว่าเสียงเรียกเข้านี่เบามากนะ)
  • การใช้ Office ที่เหมือนจะง่าย — ต้องบอกว่าแค่เหมือนจะเท่านั้น เพราะการยัด File เอกสาร Office จากเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB เข้าสู่ HD7 แบบที่เราคุ้นตากันนั้นไม่สามารถทำผ่านโปรแกรมอย่าง Zune ได้เหมือนพวกเพลง แต่การจะเอาพวกไฟล์ดังกล่าวลงเครื่องจะต้องอาศัยการส่งเมลและ Skydrive เท่านั้น (นอกจากคุณจะ jailbreak แล้วจึงสามารถยัดไฟล์พวกนี้ผ่านสาย USB ได้) ซึ่งพูดตรงๆ ว่าลำบากในสถานที่ที่ไม่เอื้อต่อการส่งเมล
  • Bing — ไม่รู้จะด่าเป็นภาษาอะไร ทั้ง Bing search และ Maps ซึ่งอยากบอกว่าไม่เวิร์คอย่างแรง และยังห่างชั้นกับ Google อีกมากมาย โดยเฉพาะตัว Search ที่อยากจะบอกว่าไม่แม่นเลย คีย์เวิร์ดก็มั่วไปมา , ส่วน Maps นี่นอกจากกราฟฟิคไม่สวยแล้วก็ยังไม่แม่นยำด้วย แถมต้องการการเชื่อมต่อ internet ตลอดเวลาอีก บร๊ะ!!! จะเอาทรัพยากรทุกอย่างแต่ผลออกมาไม่ค่อยเก๋เท่าไหร่ (ส่วนตัวผมว่า Ovi Maps แม่นสุดแถมไม่ต้องต่อ internet ก็ได้)
  • Internet Explorer — IE ก็ยังคงเป็นความเป็น IE ได้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม ,, การแสดงผลนั้นยังไม่สร้างความประทับใจให้ผมเท่าไหร่ หลายเว็บโปรดปรานของผม (โดยเฉพาะเวปไทยนะ) นั้นผิดรูปและเพี้ยนไปแบบไม่ค่อยน่าให้อภัย, แถมดันไปเลียนแบบข้อด้อยของ iPhone ที่ไม่แสดงข้อมูลของเวปในส่วนที่เป็น Adobe Flash อีกต่างหาก, แถมลอง ทดสอบ HTML5 บน IE ได้เพียง 12 คะแนนในเต็ม 300 คะแนนอีกต่างหาก ซึ่งถือว่าเป็น Browser ที่แย่ที่สุดเท่าที่ Test มาเลย
  • ความสามารถเดิมๆ ที่เป็นจุดเด่นของ Windows Mobile หายไป — เช่นการ Sync ข้อมูลที่ไม่ใช่ Media และไม่เกี่ยวกับ Microsoft เช่นไฟล์กลุ่ม PDF, RAR, ZIP เป็นต้น พูดตามตรงว่าผมหาช่องทางการเอาข้อมูลลงเครื่องแบบง่ายๆ ไม่เจอ, การ Tethering หรือการทำโทรศัพท์ให้เป็นโมเด็มให้กับคอมพิวเตอร์นั้นผมก็ยังหาไม่เจอเช่นกัน, การเข้าถึงข้อมูลก็ยากกว่า Windows Mobile รุ่นเดิมๆ เพราะเวลาเสียบต่อเครื่องด้วยสาย USB จะใช้ Windows Explorer เปิดไม่เจอแล้ว, Bluetooth ก็ทำได้แค่ audio phone แต่ไม่สามารถ sync data ผ่านได้
  • จุดสัมผัสสามจุดและความ Sensitive ของหน้าจอ — เหมือนจะเป็นข้อดี แต่การวางจุดสัมผัสผสานกับความไวของหน้าจอ มักจะทำให้ผมไปโดนใส่บริเวณตัว Search ขณะเลี้ยวโค้งใน Need for Speed แบบไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมันทำให้ผมหงุดหงิดได้ไม่น้อย เพราะว่าต้องเล่นด่านนั้นใหม่เลย บร๊ะ!!!
  • hTC hub — ผมเข้าใจว่า hTC คล้ายๆ ว่ากะสร้างแหล่งโปรแกรมสำหรับเครื่อง hTC ที่ใช้ WP7 แต่เท่าที่รองเข้าไปดูผมว่ามันยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ในตอนนี้นะ

ส่วนนี้ ผู้สนับสนุนเค้าฝากมาแปะไว้น่ะครับ

หลังจากอ่านๆ ดูแล้ว ใครสนใจ hTC HD7 ก็มีโปรโมชันจากผู้สนับสนุนน่ะครับ

สัมผัสสุดยอดประสบการณ์บันเทิงจาก HTC HD7 ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Windows® Phone7™ ที่ให้คุณสนุกขึ้นบนเครือข่ายดีแทคที่เร็วกว่า ดีกว่า นอกจากนั้นดีแทคยังมีบริการแจ้งเตือนค่าใช้อินเทอร์เน็ต (internet alert) เพื่อให้ลูกค้าควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ โดยจะคอยแจ้งเตือนผ่าน SMS ตั้งแต่ที่เริ่มใช้งานเกินที่ 10 บาทและถ้าเผลอออนไลน์เพลินก็ยังมีบริการควบคุมค่าใช้จ่าย (capmax) จ่ายไม่เกินเดือนละ 1,500 บาท สำหรับลูกค้ารายเดือน ทำให้ลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนผ่านเครือข่ายดีแทคสบายใจกว่า

นอกจากนี้ดีแทคยังมอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าบริการรายเดือนสูงถึง 4,000 บาท (เดือนละ 500 บาท 8 เดือน) เมื่อซื้อเครื่องจากดีแทค ก่อน 31 มี.ค. 54 เท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบริการลูกค้าดีแทค และร้านค้าที่ร่วมรายการ

ข้อคิดเห็นส่วนตัวของจขบ. หลังจากใช้จริง

หลักจากจิ้มๆ ดูเกือบอาทิตย์ ส่วนตัวผมชอบ WP7 มากๆ และ hTC HD7 ก็ตอบสนองและเข้ากับมันได้ดีมาก

ถ้าพูดถึงเรื่อง Hardware นั้นโดยรวมต้องถือว่ายอดเยี่ยมแม้ว่าจะมีข้อเสียบ้างตรงที่ Battery อยู่ไม่ค่อยทน, ส่วนเรื่อง Software ที่ก้าวสู่สนามครั้งแรกอย่าง WP7 นั้นยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการโหลดโปรแกรมที่ยังพัฒนาไม่ค่อยสมบูรณ์ (ในส่วนที่ต้องซื้อ) สำหรับคนไทย, โปรแกรมที่ยังมีไม่ค่อยมากและไม่หลากหลาย และการที่ WP7 ยังไม่ค่อย support การพิมพ์ภาษาไทยเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อว่าในข้อเด่นหลายๆ อย่าง ทั้งความง่ายในการใช้งาน, ความสามารถในการถ่ายภาพ, การแสดงผลและกราฟิก, ความง่ายในการเชื่อมต่อ และความสะดวกในการใช้ควบคู่กับโปรแกรมต่างๆ ของ Microsoft ทั้ง Windows Live, Microsoft office นั้นสะดวกมากๆ รวมทั้ง WP7 ยังเหลือพื้นที่ในการพัฒนาต่อและเติบโตอีกมาก ทั้งตัวโปรแกรมเองและ Applications ทั้งหลาย

ใครสนใจ WP7 และรู้จักมันก่อนใคร ก็ลองถอย hTC HD7 มาเล่นได้ ,, แล้วจะติดใจครับ 😀

Review Nokia N8 ภาคสนามและลองใช้จริง

จริงๆ ผมว่าการเลือกมือถือซักเครื่อง เดี๋ยวนี้เราไม่ได้เลือกแค่การโทรเข้าโทรออกเฉยๆ หรอก แต่เรากับมอง Function เสริมอื่นๆ ด้วย จนหลังๆ ผมว่าไอ้พวก Function เสริมพวกนี้แหละที่เป็นจุดขายและเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อมือถือหรือพวก Smart phone ต่างๆ ,,

วันนี้ผมจะพามารู้จัก Nokia N8 มือถืออีกเครื่องที่ผมคิดว่ามันใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะความสามารถในการถ่ายรูปของมันครับ

ที่มากับการหามือถือใหม่

หลังจากเดินทางไปหลายๆ ที่ ไปเที่ยวมาก็หลายสิบที่ ไปกินมาก็หลายร้อยร้าน ,, ต้องบอกจริงๆ ว่านอกจากหน้าตาของเจ้าของ Blog แล้ว จุดขายอีกอย่างของผมอีกอย่างคือภาพสวยๆ ภายใน Blog ,, ซึ่งก็ปกติการถ่ายภาพเอามาทำ blog ผมใช้กล้อง 2 ตัว คือ iPhone 3GS กับ Canon 400D ด้วยเลนส์ 18-55 EFS (เขียนให้ดูดี แต่จริงๆ เป็นเลนส์คิตอะ TT TT)

ปกติก็พก DSLR คู่ใจไปถ่ายนานาสถานที่

พูดตรงๆ ว่าช่วงหลังๆ ผมพยายามพา Canon 400D ไปเที่ยวมากขึ้น เพราะต้องการให้รูปใน blog มันออกมาแหล่มๆ ให้ Noise น้อยๆ และสามารถถ่ายตอนกลางคืนได้เนียนๆ ,, แรกๆ มันก็สนุกดีนะ เฮ้ย ถือกล้องโคตรเท่ ปรับอะไรได้ดั่งใจดีมากๆ แต่พอทำไปซักครึ่งปีมันจะเริ่มพบกับความขี้เกียจแบก รวมทั้งหลังๆ ผมเริ่มสังเกตว่ารูปถ่ายที่มีตัวผมอยู่ด้วยเริ่มร่อยหรอลง เนื่องจากเพื่อนๆ ของผมไม่มีใครสามารถใช้ DSLR ถ่ายรูปออกมาได้งามๆ เลย ,,หรือแม้แต่ไปเที่ยวกับแฟนสองคน จะหาคนใช้ DSLR ถ่ายให้เราก็ลำบาก หรือบางทีเจอคนเล่น Nikon อีก เจอ Pattern การวางของ Canon ก็จะงงๆ ,, บางทีไปกินที่ร้านถือกล้องใหญ่ไปถ่ายเค้าก็จะมองๆ (อารมณ์ว่ามารีวิวแน่) ซึ่งผมชอบแบบแอบถ่ายเนียนๆ แบบว่ามากินปกตินะ กะถ่ายรูปขำๆ เอาไปลง facebook เฉยๆ

คิดมานานหลายนาน… ผมก็เลยเกิดความตั้งใจจะถอยกล้อง Compact แบบดีๆ ซักตัว ,, แต่หลายตัวเลือกก็วิ่งเข้าหัวผมนะ ทั้ง Panasonic LX5, Canon G12, Fuji X100 (ตัวนี้ชอบมาก), Canon S95 ,, แต่พอคิดอีกสามตลบก็พบว่าเราต้องเสียเงินหมื่นเพื่อกล้องที่นานๆ ทีใช้เลยเหรอวะ ,, มันพกทุกวันแบบมือถือก็ไม่ใช่ จะถ่ายรูปทุกวันก็ไม่เชิงเพราะต้องทำงานที่ไม่ได้ออกฟิลด์หรือท่องเที่ยวอะไรมากมาย,, แล้วกล้องตัวเก่าล่ะ จะเอาเก็บไว้ไหน จะยกให้น้องๆ ก็เสียดาย

คิดมาจนถึงตลบที่เจ็ด หรือเราจะหามือถือที่ถ่ายรูปดีๆ คิดถึง iPhone4 ก็ดีนะ แต่เราต้องขาย 3GS และต้องเพิ่มเงินอีกหมื่นนึงก็ดูไม่ค่อยคุ้ม, หรือจะเอา SS Galaxy S ก็แพงไปไม่หน่อย แถมคิดไปคิดมา ราคาก็จะได้กล้อง compact อยู่แล้ว,, เอาไงดีๆๆๆ

และจนมาถึงตลบที่แปด ผมก็เจอสิ่งที่ผมว่ามันลงตัวกับผมมากๆ นั่นคือ มือถือที่ถ่ายรูปได้ เลยได้มารู้จักกับ Nokia N8 ครับ

ลองศึกษาเครื่องก่อนดีกว่า

แม้ว่ามันจะโฆษณาว่าถ่ายได้ 12 ล้านพิกเซล เท่าๆ กับ Canon 400D แต่สาบานเหอะ ผมไม่เคยสนใจว่ามันจะถ่ายได้กี่ร้อยล้าน pixel เลยยยยย เพราะผมแค่เอามาทำ blog เอง (ผมถ่ายรูปรับปริญญายังใช้แค่ 3-5 Mpx เอง เหตุเพราะมันเปลืองเมมทั้งเมมในการ์ดและคอมเรา และขี้เกียจมานั่ง set RAW files , จังหวะใช้จริงก็แค่อัดโปสการ์ดเอง ซึ่งถ่าย 3Mpx มันอัดได้ถึงกระดาษ A4 เลยนะ) ผมขอแค่ถ่ายรูป 3 Mpx ให้มันชัดก็พอแล้ว ซึ่งรูปที่คุณๆ ดูกันใน Blog ผมมันแค่สองแสนกว่าพิกเซลเอง ยังโดนพวกคิดสั้นก้อบรูปเอามาทำเป็นรูปติดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ได้เลย

ลองลูบๆ คลำๆ Nokia N8

จริงๆ ก็อยากได้แค่นี้เองนะ อย่างอื่นๆ ที่เค้าโฆษณาเช่นจอ AMOLED, พอร์ทต่อ HDMI หรืออื่นๆ ผมว่ามันเหมือนเป็นของแถมสำหรับผมมากกว่า เอาว่าถ้าใครอยากรู้ Spec แบบเทพๆ ละเอียดตั้งแต่ตัว CPU , เครื่องเคราต่างๆ , กรอบนอกนุ่มในไปถึงซอกตูด N8 ก็ไปดูที่ thaimobilecenter ละกันครับ ผมว่าละเอียดดีครับ

จากนั้นผมก็ไปลองไปดูเค้าทดสอบเครื่องและก็ได้มีโอกาสได้ N8 กลับมาลองเล่นดู พลิกๆๆๆ กดๆๆๆ ลองๆๆๆๆ ,,,, เออ น่าสนดีนะ (ขอบคุณ @nuuneoi ที่ให้โอกาสนะครับ)

คิดดีแล้วจึงถอยมา

มันคงแปลกที่เราเดินพกกล้องตัวนึง+มือถือเครื่องนึงตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ กินข้าว ไปเรียนหนังสือ ดูหนังกับแฟน อย่างน้อยพ่อผมคนนึงละที่จะต้องถามว่าจะพกกล้องถ่ายรูปตลอดเวลาทำไม,, แต่มันคงธรรมดาที่เราจะพกมือถือ 2 เครื่อง (ซึ่งปกติผมก็พกอยู่แล้วนะ) และการที่เคยได้ลองเครื่องมาก่อนนิดหน่อย ทำให้รู้สึกว่าถอยมาเองเลยดีกว่า ถ้าใครไม่เคยเล่นมาก่อน เจอผมแล้วขอยืมกดๆ เล่นดูได้ครับ

คิดดีแล้วจริงๆ จับและเล่นมาแล้วจริงๆ ก็เลยไปถอยมาครับ

ลองแล้วถูกใจก็เลยต้องถอยเสียหน่อย,, Nokia N8

เปิดกล่องมาก็มีตามนี้ครับ (มี Car charger รวมอยู่ในชุดด้วย) หลักๆ ก็มีพวกคู่มือสายสรรพร้อยสาย หูฟัง และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เกือบครบ ขาดก็แต่สาย HDMI ที่จะต่อเข้า TV น่ะครับ ซึ่งก็มีขายทั่วไป เส้นนึงถ้าไม่ยาวมากก็ประมาณ 300-500 บาท (ที่มีในชุดเป็นตัวแปลงจาก Micro HDMI port เป็น HDMI port ทั่วไป)

อุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่อง

ส่วนตัวผมโอเคกับรูปร่างรูปทรงมันนะ ,, ส่วนที่ชอบที่สุดสำหรับผมคือส่วน Body ที่เป็นโลหะเกือบทั้งตัว (มีแต่ตรงหัวและท้ายที่เป็นพลาสติกมีดำ) ให้ความรู้สึกขณะสัมผัสที่ผมชื่นชอบ รวมทั้งถ้าเทียบเฉพาะพื้นผิว (ไม่นับร่อง/ซอก/มุมต่างๆ ) ผมว่ามันทำความสะอาดค่อนข้างง่ายเลยแหละ ,, แต่ข้อเสียก็มีคือ ค่อนข้างลื่นเหมือนกัน ถ้ายิ่งจับมือเดียวมีเสียวตกได้ ส่วนริ้วรอยที่จะเกิดจากการเสียดสีมิอาจทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ลองใส่กระเป๋าผม (มักมีเหรียญ, กุญแจ, มือถืออีกเครื่อง ฯลฯ) ก็ไม่ได้มีปัญหารอยขูดขีดอะไร

ถ้าไล่จรดหัวจนถึงตูดดูรูปทรงรูปร่างมันก็ประมาณนี้นะครับ ,,

พอร์ทต่อ HDMI กับแจ๊คหูฟัง 3.5 mm
ด้านหน้าตัวเครื่องมีปุ่ม menu ส่วนด้านล่างมีรูเสียบชาร์จ
ฝาหลังมันจะนูนขึ้นมานิดนึงนะครับ
เปรียบเทียบกับ iPhone 3GS

หลังจากลองใช้มาเดือนนึงได้ ผมจะลองมาเล่าข้อดีและข้อเสียของ N8 ละกันครับ

ข้อดีและจุดแข็งของ Nokia N8

กล้องถ่ายรูป

นี่เป็น Topic หลักและสำคัญที่สุด ,, อาจยาวนะนิดนึงนะครับ

อย่างที่สรรพคุณที่ผมโม้ไว้ตั้งแต่แรกว่านี่คือ “กล้องถ่ายรูปที่โทรศัพท์ได้” เพราะมันมาพร้อมกับเลนส์ Carl-Zeiss คุณภาพดี และตัวรับแสงขนาดใหญ่สูสีกับกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไป จนทำให้ภาพที่ออกมามันเนียนกริ๊กมากๆ แม้หลายๆ คนอาจบอกว่าไม่ชอบที่ข้างหลังนูนมา แรกๆ ผมก็เป็นแบบนั้นนะ แต่พอใช้แล้วผมกลับชอบมาก เพราะมันทำให้ผมเอานิ้วไปโดนหน้ากระจกเลนส์ได้ยากขึ้น หรือแม้เวลาวางราบ เราก็มีไอ้ส่วนนูนเนี่ยช่วยยันให้ตัวกระจกไม่ไปนาบติดพื้นเช่นกัน แถมจริงๆ ใช้ไปๆ มันก็ไม่ได้นูนมากอย่างที่เราคิดหรอกนะ

กล้องของ N8 คือสิ่งที่เจ๋งมากเลยทีเดียว

และแน่นอนครับ ความสามารถด้านกล้องของมันเทพมากครับ ,, จริงๆ ต้องชื่นชมตั้งแต่การวาง Layout ของปุ่มกล้องที่สามารถทำได้เนียนมาก เรียกว่าแทบจะเหมือนกับกล้องดิจิตอลทั่วไปเลย ทั้งปุ่มกดสองจังหวะ (กดครึ่งนึงเพื่อล๊อคโฟกัส และกดเต็มๆ เพื่อถ่าย) หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถสัมผัสหน้าจอแทนปุ่มถ่ายรูปได้ ซึ่งจะโฟกัสให้พร้อมเลย

หน้าจอของ N8 อันคล้ายคลึงกับกล้อง digital ทั่วไป

ซึ่งจริงๆ พลังการถ่ายภาพของ N8 ค่อนข้างรุนแรงและเก็บรายละเอียดได้เยอะมาก ซึ่งส่วนมากผมจะถ่ายแค่ 3 ล้านพิกเซลเท่านั้น พูดตรงๆ ว่า 3 ล้านพิกเซลก็เกินพอที่จะเก็บภาพชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปแล้ว

ซูมให้เห็นกันชัดๆๆๆๆ
ถ่ายเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้สวดยวดมากๆ

ตัว Nokia N8 ยังมี Mode สำหรับการถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งถ่ายวิว ถ่ายใกล้ ถ่ายไกล ถ่ายกลางคืน หรือถ้าโหมดไหนใช้บ่อยๆ เราจะตั้งโหมดเองก็ได้ ,, แถมแต่ละโหมดยังปรับได้อีกเยอะ ทั้งตั้งแฟลช ตั้งชดเชยแสง ปรับ ISO ตั้งเวลาถ่ายได้ มี face detection ด้วย ฯลฯ

มีโหมดให้เลือกเพียบไม่ต่างกับกล้องดิจิตอลชั้นดี
ทดลองใช้ face detection แหล่มมาก
ลองถ่าย Portrait ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
Silhouette ยามเย็น ,, ภาพเนียน มี noise น้อย
ลองใช้ mode closed-up ดู ,, ชัดเจนเปลี่ยน
ขอ Portrait อีกซักภาพ ,, ใช้สะดวกมากมาย
ปรับโหมดดีๆ ก็เอามาถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์ได้สบายๆ

ซึ่งเท่าที่ผมลองแล้ว เลนส์ของ N8 จะออกแนว wide นิดๆ ถ้าเทียบกับกล้อง DSLR คงอยู่ในช่วงประมาณ 20 mm ได้เลย ,, นี่แอบถ่ายเทียบระหว่าง Nokia, Canon 400D และ iPhone 3GS

มุมมอง Wide สุดของ Nokia N8
ส่วนนี่เป็นมุมมองจาก Canon 400D กับระยะ 18 mm (18-55mm)
ภาพจาก iPhone ,, มุมแคบกว่าสองภาพบน
เก็บลานเบียร์ทั้งลานด้วยเลนส์มุมกว้างของ Nokia N8

ยิ่งกว่านั้น N8 ยังสามารถเอามาถ่าย Macro ได้ด้วย โดยใช้โหมด Closed-up (รูปดอกไม้) + พลังซูมของกล้อง โดยระยะทำการจะต้องอยู่ห่างวัตถุประมาณ 10-60 cm แล้วใช้การซูมช่วยเอา ซึ่งการซูมเท่าที่ลองมันจะซูมได้ประมาณ 3 เท่า (จากการคะเนด้วยตา) โดยใช้การเลื่อน scale เอา ซึ่งภาพที่ได้จากภาพที่ซูมมีความคมกริบไม่ต่างจากภาพที่ไม่ซูม

ภาพซูมให้รายละเอียดที่เนียนกริ๊ก (ภาพนี้ zoom เต็มที่)

อีกอันที่ต้องชม (จากใจจริง) คือเรื่องแฟลช ,, ผมเคยลองมือถือมาหลายยี่ห้อแล้ว ต้องยอมรับว่าแฟลชกล้องมือถือเป็นอะไรที่กากมากๆ แต่ Nokia N8 ปล่อยพลังแฟลชมาได้เนียนยิ่งกว่ากล้อง compact บางยี่ห้ออีก แถมยังเลือก Mode ของ Falsh ได้อีกด้วย

อันนี้แบบไม่เปิดแฟลช
อันนี้แบบเปิด Flash ไปครับ ,, เนียนดีมาก
ลองเปิด Flash แบบลดตาแดง

ส่วนจุดที่ผมว่าอ่อนที่สุดของ N8 ในการถ่ายภาพคือ Night mode เพราะผมว่ามันยังด้อยกว่ากล้อง DSLR ยิ่งนัก เท่าที่เห็นคือ Noise ยังเยอะ แต่ถ้าเทียบกับกล้องมือถือเหมือนกันจะเห็นว่า noise ระดับนี้ถือว่าน้อยมากแล้ว,, ส่วนเรื่องความคมชัด ผมแนะนำว่า ให้เปิดตั้งเวลา 2 วินาทีไว้ เพราะเท่าที่สังเกตการกดปุ่มถ่ายภาพของ N8 มักจะทำให้เกิดมือสั่นนิดๆ อันเป็นเหตุให้รูปออกมาสั่นๆ เบลอ เราเลยใช้ 2 วินาทีเพื่อเป็นช่องว่างหลังกดชัตเตอร์แล้วให้มือมันนิ่งๆ

ลองใช้ Night mode ถ่ายสภาพการจราจรยามค่ำคืน
ใช้ portrait night mode + no flash คร้าบ

ส่วนการถ่ายวิดีโอก็เมพพอกัน โดยเฉพาะการถ่าย HD นั้นสุดยอดทั้งความคมชัดและการกินหน่วยความจำ กะประมาณว่านาทีละ 100MB ไปเลย ถ่ายครบ 10 นาทีก็ประมาณ 1 GB นุ่มๆ (อันนี้เอามาจาก blog ขิมที่อนุเสาวรีย์ชัยนะครับ) ที่เอามาลงที่ blog มันไม่ HD ,, ถ้าอยาก HD ต้องเข้าไปดูที่ YouTube โดยตรงน่ะ

แม้แต่กล้องหน้าที่หลายยี่ห้อเอามาเป็นแค่จุดขายแต่ใช้จริงแล้วเหมือนเปิดทีวีตอนตีสี่ (ที่มันดูซ่าๆๆ) เพราะ noise โคตรเยอะ ,, ผมว่า N8 ทำกล้องหน้าได้ดีขึ้นมาก แถมยังจับโฟกัสแบบขำๆ ได้ด้วย (กรุณาอย่าติดกันรอบขุ่นนะจ๊ะ ไม่งั้นกล้องหน้าก็จะง่อยๆ เหมือนผมตอนนี้ที่เป็นอยู่)

Ovi maps

อันนี้เป็นอันนึงที่ผมว่ามันดีมากถ้าทาง Nokia มีการ upgrade ให้ firmware ใช้งานได้ง่ายกว่านี้ เพราะจุดเด่นของแผนที่ Ovi maps เหนือกว่า Google maps บน iPhone3GS คือ

  • มีความแม่นยำมากกว่าเห็นๆ คือถ้าบริเวณที่ไม่แน่ใจ Google maps จะบอกมาแค่เป็น Zone ตามความกว้าง แต่ Ovi maps เท่าที่ลองจะบอกรายละเอียดที่ชัดลงไปได้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อผมอยู่ตามตึกหรือบริเวณที่ฟ้าปิดหน่อยจะชัดเจนขึ้น
  • ใช้ได้แม้ตอนที่ไม่มี Internet connection โดยเราจะต้องมีแผนที่โหลดเก็บไว้ก่อนนะครับ แต่แบบนี้จะใช้เวลาพอสมควรในการเชื่อมต่อ บางครั้งช้ากว่าปกติมาก (หลักนาที) แต่ก็ดีกว่าไม่มีเนตก็ใช้ไม่ได้เลย
  • ส่วนที่ Ovi maps โฆษณาว่าทำแผนที่ 3 มิติสำหรับตึกสูงได้ อันนี้เฉยๆ ครับ

แต่อย่างที่บอก ข้อเสียของ Ovi maps ก็อย่างที่บอกแหละครับ เข้าใจและใช้ยากกว่า Google maps เยอะ รวมทั้งพวก interface ต่างๆ ก็ยังไม่เนียนตาเท่า google maps

ถ้า Ovi maps พัฒนามากกว่านี้ + ใช้ง่ายกว่านี้ จะดีมาก

การเติม Memory card เสริม

แม้ว่าในเครื่องจะมีให้อยู่แล้ว 16 GB แต่ถ้าพวกคลั่งการเก็บหนัง ถ่ายวิดีโอ หรืออะไรก็ตาม เราสามารถยัด MicroSD เข้าไปได้เลยครับ ซึ่งมันก็จะเพิ่มความจุของเครื่องได้แบบทันตาเห็นเลย และยังถอดเปลี่ยน MicroSD ได้ดั่งใจต้องการด้วย

ใส่เมมเพิ่มได้ตามใจต้องการ

ส่วนตัวผมแนะนำว่าการซื้อ MicroSD ควรเลือกที่มันเป็น class4 เป็นต้นไป ถ้ารวยจัดตังเหลือก็กด class10 ไปเลย เพราะเท่าที่ลองมาอัตราการโอนถ่ายข้อมูลของ class4 ยังเพียงพอต่อการถ่ายและเล่น HD video รวมทั้งไฟล์เพลงที่ bit rate 320 kbps ครับ , ถ้าใช้ class 2 หรือต่ำกว่าผมไม่แนะนำครับ เพราะมันจะทำให้การเล่นหรือถ่าย video มันอาจมีสะดุดกึ๊กๆ บ้างในบางคราว รวมทั้งการเปิดภาพหรือเล่นโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่ภายใน MicroSD ก็จะช้าครับ

การเชื่อมต่อต่างๆ

สิ่งที่ผมว่า Symbian เริ่ดกว่า iphone แบบกินขาดสามช่วงตัวคือเรื่อง Data transfer ทั้งการเชื่อมต่อ bluetooth, การต่อ cable เข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การถอดเมมโมรี่การ์ดออกมา และก็สามารถเข้าถึงข้อมูลและจัดการ files ของเราได้ทั้ง copy, ลบ, หรือเซฟลงไป, ส่งต่อ หรือทำอะไรก็ได้อย่างอิสระ ซึ่งเกือบทั้งหมด iphone ได้จำกัดความสามารถเหล่านี้ เวลาจะแก้ไขอะไรทีต้องจัดการผ่าน itunes เท่านั้น (ถ้าคุณไม่เจลเบรค)

และที่เริ่ดเหนือเริ่ด ตัว Nokia N8 มีพอร์ตน้อยทางด้านซ้ายมือ ซึ่งเราสามารถเอามาต่อเข้ากับ Handy drive หรือ memory card ต่างๆ ได้เลยโดยตรงผ่านสายที่มีอยู่ใน set อยู่แล้ว ,, อารมณ์ว่าถ้าเราไปเที่ยวกับเพื่อนที่มีกล้อง + มี card reader เราก็สามารถแชร์ภาพกันได้สบายๆ

สามารถเชื่อมต่อกับ Handy drive ได้โดยตรง

ในจุดนี้ขอปรบมือให้จริงๆ ตรั่บๆๆๆๆ

การใช้หูฟัง

ช่องแจ๊คเสียบหูฟังของ Nokia N8 เป็นแบบมาตรฐานทั่วๆ ไปคือ 3.5 mm ซึ่งใช้หูฟังอะไรมาเสียบก็ได้
แต่ที่เริ่ดคือเอาหูฟังของ iphone มาเสียบได้ ,,
มันเริ่ดตรงที่ สามารถใช้ small talk ของหูฟัง iphone ได้เลย สบายนุ่ม

เอาหูฟังของ iPhone มาเสียบได้สบายๆ

แต่พูดตรงๆ ผมชอบหูฟังของ Nokia ที่ให้อยู่ในกล่องมากกว่านะ

แบตเตอร์รี่ที่ให้มาในเครื่อง

แม้ว่า Nokia N8 จะแกะแบตออกมาค่อนข้างลำบาก (มาก) แต่เท่าที่ลองใช้ แบตของผมถ้าใช้งานปกติจะอยู่ได้ประมาณวันครึ่ง เมื่อเทียบกับ iPhone 3GS (หลังจากเปลี่ยนแบตมาแล้ว) ที่จะอยู่ได้วันนึง ,, โดยผมเคยลุยโดยสร้างกิจกรรมทั้งวันให้กับ N8 ด้วยการลุยถ่ายรูปทั่วกรุง ถ่ายวิดีโอ ต่อเนต เล่นนั่นเล่นนี่เกือบตลอด ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นๆ แบตก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 2 ขีด ,, สิ่งนึงที่ผมว่ามันช่วยได้คือ Nokia N8 มันมี Mode ประหยัดแบตนะ จุดนี้ผมว่าโอเคเลย แบบว่าถ้าเรารู้ plan ว่าวันนี้เราจะลุยข้างนอกสองวันไม่ได้ชาร์จ เราก็เปิด Mode นี้ไว้เลย สบายมากๆ

นอกจากนั้นการชาร์จแบตอาจเลือกชาร์จผ่านหัวชาร์จโนเกีย (อันเล็ก) หรือจะชาร์จผ่านคอมเอาก็ได้ ,, ผมว่าสะดวกดี

การมี software พื้นฐานบางอย่างติดมาให้เลย

ต้องร่วมชาบูจริงๆ ที่ Nokia N8 มี Quick Office และ PDF reader ตัว Light version มาให้ ,, แม้จะแก้เอกสารอะไรไม่ได้ แต่มันก็อ่าน File พวกนี้ได้อย่างเนียน ซึ่งถ้าใครอยากอัพเกรดเป็นตัวเต็มที่ทำได้ทุกอย่าง แก้ไขงานเอกสารได้ ทำนั่นทำนี่ได้ก็สอย Full version มาได้นะครับ ราคาประมาณ 100 บาทเอง ,,นอกจากงานเอกสารแล้ว N8 ยังสามารถอ่าน Zip file ได้, มี dictionary มาให้ และวิทยุ FM ติดมาให้ฟรีๆ ด้วย , แหล่มจริงๆ ในจุดนี้ 🙂

โปรแกรมที่แสนจำเป็น มีติดมาให้ฟรีเลย 🙂

การแสดง Graphic+เพลง๙วิทยุ และพอร์ท HDMI

การแสดงผลกราฟิกของ N8 ทั้งผ่านหน้าจอมือถือ หรือผ่านพอร์ท HDMI ผมว่าเค้าทำได้ดีนะ ,, ในส่วนนี้ผมขอไม่พูดมาก เพราะไม่ได้ใช้จริงเท่าไหร่ (ปกติไม่ค่อยได้ดูหนังจากมือถือหรือเอาหนังใส่ในมือถือน่ะ)
ส่วนเรื่องฟังเพลงผ่าน N8 ผมว่าเค้าทำ player ได้ดีนะ เล่นง่ายและเข้าใจง่ายดี,, มองเผินๆ คล้ายๆ กับ iPod เหมือนกันแฮะ
ส่วนวิทยุผมไม่รู้จะบรรยายไงแฮะแต่โดยรวมผมว่าโอเคนะ เสียงใช้ได้ ส่วนการ scan หาคลื่นอัตโนมัติก็ดีนะ สะดวกที ไม่ต้องกดหาเองแต่รกและเยอะ เพราะคลื่นเล็กๆ น้อยๆ คลื่นแทรกคลื่นแซบอะไรปนมาหมด ซึ่งต้องมาลบอีกที (เห็นเพื่อนบอกว่ามี application ที่เราปล่อยคลื่นวิทยุได้ด้วย เช่น เรานั่งในรถยนต์ ต้องการฟังเพลงในเครื่องเรา เราก็ให้ Nokia ปล่อยคลื่นแล้วใช้วิทยุในรถจูนหาคลื่นได้ — แต่ตอนนี้ยังหาไม่เจอแฮะ)

ส่วนข้อเสียของ N8 ล่ะมีไหม

ต้องยอมรับว่า มีไม่น้อยเหมือนกัน ฮาๆๆๆ แนะนำให้ลืมคำชมก่อนนะครับ ^^’

เครื่องดับ?!!?

อันนี้เป็นปัญหาที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน เห็นที่เข้าพูดกันอารมณ์ชาร์จไม่เข้าหรือไม่ก็ปลุกไม่ตื่น แก้ไขอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปอ่านที่บอร์ดของ N8lover.com ละกันครับ ,, แต่ดูเป็นปัญหาที่สำคัญเหมือนกันแฮะ

ระบบ Symbian^3 และ Keyboard

แม้หลายคนจะบอกว่า Symbian^3 ที่เป็นระบบปฏิบัติการของ Nokia N8 จะเป็น Symbian ตัวที่เริ่ดที่สุด ทำงานได้ลื่นและตอบสนองได้ดีเยี่ยม ,, แต่กระนั้นเลย ผมว่า มันยังกากส์มากส์เมื่อเทียบกับ Android และ iOS หรือแม้แต่ Windows Phone 7 เท่าที่ผมลองมานี่โคตรแม่เจ้าจะลื่นปรื๊ดๆ แถมตอบสนองได้ทันใจกว่ามากๆ ,, ดังนั้น ขอจงอย่าลำพองใน IU ที่ท่านมั่นใจนะครับ

อีกเรื่องเลยที่มากับเครื่องคือเรื่อง Keyboard โดยที่น่าด่าเป็นภาษาฮิบรูที่สุดคือ Keyboard แนวตั้งครับ แม้ว่าคุณพี่จะมีระบบเดาคำ (ที่ผมว่ามันใช้ได้นะ) แต่เห็นแบบนี้พูดไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะภาษาไทย รบกวนคุณพี่จะทำ virtual keyboard เหมือนเจ้าอื่นๆ ได้ไหมครับ นี่ผมต้องกลับมานั่งท่อง ก-ฮ ใหม่อีกรอบเลยนะเนี่ย ,, โอเคครับ จะเถียงว่าตอนแนวนอน keyboard จะเป็นแบบทั่วๆ ไป แต่ layout ของแป้นพิมพ์พี่ก็ดันไม่เหมือนชาวบ้านอีก

เห็นคีย์บอร์ดแบบนี้พูดตรงๆ ว่าปวดตับจริงๆ

และที่น่าด่าเป็นภาษาตุรกีคือการเปลี่ยนภาษาครับ กว่าที่ผมจะเข้าไปเปลี่ยนได้ทีนี่กดไปประมาณ 4-5 ครั้ง ซึ่งต่างกับเจ้าอื่นๆ ที่กด 1-2 ทีก็เปลี่ยนได้เลยสะดวกโยธิน

การเข้าถึง Social media

แม้ว่า Nokia N8 จะได้รับการโฆษณาว่าออกแบบมาสำหรับการเล่น social media แต่เท่าที่ผมลองเล่นดู ไม่เห็นมันจะสนับสนุนตรงไหนเลย ไล่ตั้งแต่

  • keyboard ที่เพิ่งบ่นไปเมื่อกี้ กับรูปลักษณ์ที่ทำตัวเหมือนปุ่มกดสิบสองปุ่ม ไม่สนับสนุนการเล่นเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเล่นมือเดียว
  • ตัวโปรแกรม Social ที่แถมมาให้ ขอบอกว่า ใช้ยากมากส์ ตั้งแต่การ Login แล้ว ที่มันจะชอบเด้งออกเองตลอดเวลาปิดโปรแกรม ทำให้ต้องกด Login และใส่ password ใหม่แทบทุกครั้ง
  • หน้าตาของ Social ที่ Nokia ,, ที่ผมว่ามันยังไม่ดีพอ
  • ตัว twitter ก็รองรับแค่ reply กับ favorite กับอัพโหลดรูปง่ายๆ ส่วนฟังก์ชันการทวีตอื่นๆ ขอเรียกว่าง่อย ตั้งแต่การ retweet, การดูการตอบ reply, การแสดง profile ของคนที่เราสนใจ และอื่นๆ อีกมากมายที่สาธยายทั้งสัปดาห์ก็ไม่หมด
  • ส่วน facebook เหมือนจะดูดีนะ และมีความสามารถมากกว่า twitter แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ตั้งแต่ไม่มี notification , ตัวภาษาที่ยังดูแปลกๆ , การเข้าไปดู profile ของเพื่อนก็ลำบากอยู่ ทำให้รู้สึกว่าถ้าย้ายค่ายจาก Facebook บน iPhone มาเล่นบน Facebook ของ Nokia นี่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เล่นลำบากจริงๆ แถมฟังก์ชันก็ไม่ครบ
  • ใช้ Twitter, Facebook ยากมวากส์
  • ตอนนี้หาลอง Social ดีๆ แต่ยังไม่ perfect โดนใจเท่าที่ควร ทั้ง Nimbuzz, Snaptu, IM+ หรือ Gravity ,, แต่เท่าที่ work สุดน่าเป็นเจ้า Gravity นี่แหละ แต่ตัวเต็มราคา 215 บาทถ้วน ตัวเดียวที่ผมมองว่าพอเข้าท่าคือ Whatsapp (อันนี้ไม่มีข้อติ)
  • ยิ่งไปกว่านั้น การ upload รูปผ่านปุ่ม share (เป็นปุ่มที่กดทีเดียว กระจายไป social ทุกที่,, มักแทรกซึมตัวเองหากเรากดดูรูป) คุณภาพรูปที่ upload ขึ้นไปนี่ผมรับไม่ได้จริงๆ บีบอัดรูปได้เละมากๆ เรียกว่ากล้องที่เรียกว่าชัดโคตรๆ ของ N8 ก็มาเสียคนก็เพราะปุ่ม share นี่แหละ,,แต่แม้ความกากของ Share จะมีมาก ผมแนะนำให้ลง PixelPipe เอามากระจายรูปแทน Share ได้ ,, พูดตรงๆ ว่า PixelPipe มาเติมความสุมดุลตรงจุดนี้ได้ดีโคตรๆ
การมาของ PixelPipe มันสวดยวดมาก

ระบบแบตเตอร์รี่ของ N8

อาจงงว่าเมื่อกี๊เพิ่งชมแบตว่าดีนักดีหนา ไหนมาด่าว่ามันแย่ล่ะ
จริงๆ ตัวแบตไม่ได้แย่หรอกครับ แต่ที่แย่คือ ระบบและวงจรของเครื่อง Nokia N8 ที่มันเอามาต่อกับ Mobile booster ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตัว Nokia N8 เกิดทีหลัง Mobile Booster แล้ว แต่ทำไมยังไม่รองรับสกิลในจุดนี้ ไม่เข้าใจ,,
แม้หลายคนจะกร่นด่าว่า iPhone เปลืองแบตมากๆ เล่นเกมส์แป๊บเดียวหมดไป 40% ,, แต่การที่เรามี external battery อย่าง Mobile booster ทำให้ยืดพลังได้ไปอีกหลายสิบชั่วโมงเลย ,, แต่ Nokia N8 แม้จะมีแบตเยอะกว่าและรองรับระบบประหยัดพลังงานที่ดีกว่า แต่ถ้าต่อแบตนอกไม่ได้ก็จบก่อนแน่นอน

ความหลากหลายของ Application

แม้ Ovi store จะบอกว่าตนโตขึ้นทุกวัน มียอดดาวน์โหลดเยอะเท่านั้นเท่านี้ แต่ในโลกแห่ง end user ตาดำๆ แล้ว เท่าที่ผมสังเกต พวก Application ขยะนั้นยังมีจำนวนเยอะอยู่ ซึ่งจริงๆ จุดนี้ผมว่ามันเป็นปัญหามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาจิ๋นที่เริ่มมี Nokia ลงโปรแกรมได้ใหม่ๆ แล้ว ,, เพราะว่า Nokia ที่ต่างรุ่นกันบางทีไม่ support โปรแกรมกันเอง อาจเป็นปัญหาระดับจอบ้าง, ระดับรุ่นของ Symbian ไม่ตรงบ้าง ,, เหนื่อยทั้งคนพัฒนาโปรแกรม เหนื่อยทั้ง user ,, แต่สุดท้าย คนที่เสียก็คือตัว Nokia เอง

พวก Application ที่ผมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์มีเยอะอะ

แถมชนิดของ Application ที่มีก็ยังไม่หลายหลากเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับผม กลุ่ม Application ทางการแพทย์ก็ยังไม่มี ก็เสียตลาดกลุ่มพวกแพทย์ไปส่วนนึง (ซึ่งถ้ามีจริง ราคาคงแหงหูฉีกปอดฉีกเลยทีเดียว) ,, ส่วนเกมส์นอกจากความหลากหลายแล้ว (แต่เริ่มมีเกมส์เจ๋งๆ ใน Ovi Store เยอะขึ้นนะ) ผมว่ายังไม่สวยและลื่นเท่ากับ iphone เทียบเห็นๆ ด้วย Need for Speed : Shift ซึ่งมีทั้งใน Nokia N8 และ iPhone 3GS ,, เวลาเล่นผ่าน 3GS มันจะ smooth มากกว่าและ graphic ก็ทำได้เต็มที่กว่ามาก

อย่าคิดว่าตัวเองคือ Perfect และเจ้าตลาด

ในอดีตต้องยอมรับว่า Nokia เป็นเจ้าตลาดมือถือจริงๆ ออกรุ่นไหนมาก็จบตรงนั้น ไม่ค่อย/ไม่มี update อะไรเพิ่มเติมแบบ official เท่าไหร่ โดยเฉพาะตัว firmware ของเครื่อง (เพราะเท่าที่เห็น firmware มันก็เป็นพวก unofficial ที่แฟนๆ ทำขึ้นมาเพื่อหักลบจุดด้อยจากของเดิม) ,, หรือถ้ามันให้ update จริงๆ พอ update ก็แทบไม่เห็นความต่างหรือความจำเป็นที่จะต้อง update ใดๆ รวมทั้ง Nokia ชอบกั้กเทคโนโลยีไว้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก้าวไปถึงข้างหน้าแล้ว แต่ก็ยังไปปล่อยเอาของที่ยังไม่เป็นที่สุดออกมา แม้แต่ N8 ก็ตาม ทั้งเรื่อง CPU และ Software ก็ยังปล่อยไม่สุด

ผมว่าแนวคิดแบบนี้เป็นอะไรที่โคตรผิดมหาศาลเลย ,, Nokia N8 เป็นรุ่นที่ยังมีความสามารถอะไรอีกมากและยังสามารถเพิ่มขีดจำกัดของตัวมันได้อีก หาก Nokia ตั้งใจจะแก้ไขพวกจุดด้อยที่ผมพล่ามๆ มาพวกนี้แบบจริงจัง เช่นการ upgrade ตัว firmware จากปัจจุบันที่เป็น Symbian^3 ไปเป็น MeeGo ได้ในอนาคต หรือแม้แต่การออก virtual keyboard ในแนวตั้ง หรืออย่างน้อยก็มีการ update firmware หรือแก้ bug ต่างๆ , การออก program ที่ support กล้องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไอ้พวกลูกเล่นที่ดูเหมือนจะติ๊งต๊องๆ หน่อยๆ เช่น ทำ Lomo, แต่งภาพตลกๆ, ถ่าย Polaroid อะไรแบบนี้ด้วย ซึ่งมันจะเพิ่มกลุ่มตลาดของคนใช้ Nokia N8 ให้เพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งเป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่ไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย

แบบนี้ Nokia N8 น่าซื้อไหม

ก่อนอื่น ผมต้องขอบอกว่า Nokia N8 เป็นมือถือที่ดีมากเครื่องหนึ่งที่ผมลองเล่นมา ,, มันเหมาะกับชีวิตผมมาก โดยเฉพาะการถ่ายรูปต่างๆ และการโอนถ่ายข้อมูล แต่ก็ยังมีข้อติด้าน Social network และเรื่อง firmware ต่างๆ

Nokia N8 ,, อีกหนึ่งโทรศัพท์มือถือที่ดีมากๆ

แต่จริงๆ คำถามแบบนี้เป็นประโยคโลกแตกพอๆ กับไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
ผมแนะนำว่า ลองถามตัวเองก่อนว่า วันๆ นึงเราใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง มีกิจกรรมหรืองานอะไรบ้าง ,,
เราแค่โทรศัพท์, ต่ออินเตอร์เนต, ถ่ายภาพและวิดีโอ, พกไว้เป็นเครื่องที่สอง, ฟังเพลง, เอามาใช้ chat หรือ share ผ่าน social network, เอามาเล่นเกมส์, หรือพกเท่ๆ ตามกระแสไปแบบนั้นแหละ ,, เดี๋ยวนี้โทรศัพท์มันเป็นอะไรได้มากกว่าที่มันเคยเป็นน่ะครับ

มันไม่มีอะไรที่ดีที่สุดหรอก ,, มีแต่อะไรที่เหมาะสมและเข้ากับคุณได้ดีที่สุดมากกว่า
ผมรู้ว่าคุณตอบคำถามได้ด้วยตัวเองนะว่าตัวเองเหมาะกับมือถือแบบไหน

ทำให้ N8 กลายเป็น Wifi hotspot ได้

เดี๋ยวนี้เห็นมือถือรุ่นใหม่ๆ ก็มาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ
หนึ่งในความสามารถที่ผมว่ามีประโยชน์มากๆ กับผมคือการสร้าง Wifi hotspot ได้
เนื่องจากหอที่ผมอยู่ตอนนี้ไม่มีบริการ internet ให้ ดังนั้นก็จึงต้องใช้ Aircard + Sim 3G ไป
แต่พูดตามตรงเหอะ มันลำบากนะ เพราะ Aircard ผมดันเป็น Seirra 881 ที่เป็น Port PCMCIA
ดังนั้นจะมาใช้ Aircard ผมก็ต้องรองรับ PCMCIA แถมใช้ได้ทีละคนด้วย
แถมบางทีมันยังมีปัญหาจุกๆ จิกๆ ของ Aircard อีก (ซึ่งไม่ขอกล่าวที่นี่)

มันจะดีมาก ถ้าผมแปรสภาพมือถือเป็น Wifi hub ,, ปล่อยสัญญาณ Wifi ได้
ซึ่ง Nokia N8 ก็สามารถนะครับ

วิธีทำให้ N8 ปล่อยสัญญาณได้

แรกเริ่มก็ไปที่ Ovi store ครับ แล้ว Search หา Application โดยหาคำว่า “Joiku” (จำว่า จอยกู)
มันก็จะโผล่ออกมาทั้งแบบตัวฟรีและไม่ฟรี (แนะนำว่าโหลดตัวฟรีมาลองเล่นดูก่อน เพราะตัวจริงแพงใช่เล่นนะ)
ก็โหลดมาปกติครับ

Search Joiku จาก Ovi Store ได้เลยครับ

โหลดมาแล้วก็ได้ app ตามนี้ครับ 😀

และแล้วเราก็ได้ App JoikuSpot Light มาในเครื่อง^^

เราลองมาใช้กันเลยดีกว่า

วิธีใช้ก็เปิด App ที่ชื่อ JoikuSpot Light ขึ้นมาครับ
จริงๆ วิธีใช้ก็ง่ายครับ ก็เริ่มกด Start ตรงมุมซ้ายล่าง มันก็จะถามๆ เราก็ตอบ Yes ไป
แล้วก็เลือก Destination ที่เราต้องการครับ

วิธีใช้ตัว Light Version จริงๆ ง่ายมากๆ ครับ

โดยตัว Light version มันจะทำอะไรได้ไม่มากนะครับ แค่บอกว่ามีคอมเครื่องไหนมาต่อกับเราบ้าง และบอกปริมาณข้อมูลที่โอนถ่ายครับ

แม้คุณสมบัติของ Light version จะไม่มาก แต่ก็เพียงพอกับชีวิตทั่วไป

จากนั้นเห็นสัญญาณรำไรๆ เราก็เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เราครับ

พร้อมแล้วก็ Connect กับ computer ได้เลย

เท่านี้ก็เชื่อมต่อได้แล้วครัฟฟฟฟฟฟ เล่นเนตได้ลื่นสบายๆๆๆ
ลองดูผลการต่อ 3G ของ 365 กับ speedtest.net และ speedtest.or.th ครับ

ลองกับ speedtest.net
อันนี้ลองกับ speedtest.or.th ,, แรงได้ใจ

เท่าที่ลองใช้และคำแนะนำ

  • เท่าที่ลองใช้มาราบรื่นดีครับ ไม่มีหลุดบ่อย ประทับใจดีครับ(อันนี้ผมใช้ซิม 3G ของ 365 นะครับ)
  • ส่วนจำนวนที่ต่อสูงสุดลองเล่น 2 เครื่อง พร้อมกันก็โอเคครับ (อันนึงคอม อีกอัน iphone)
  • แนะนำให้ใช้ 3G จะดีกว่า EDGE ครับ เพราะเคยต่อ EDGE ของ True แล้วช้าและหลุดบ่อย (เครือข่ายอื่นไม่แน่ใจ)
  • ระยะห่างที่ได้ประมาณ 10 เมตรครับ
  • จริงๆ เท่าที่สังเกตน่าจะใช้ได้กับตระกูล Symbian ตัวอื่นๆ ด้วยนะครับ
  • การเชื่อมต่อ 3G นานๆ เครื่องจะร้อนและแบตลดฮวบมากๆ ระวังแบตหมดไม่รู้ตัวนะครับ
  • ตัว Light version ยังไม่สามารถ create password หรือการคุมตัวโปรแกรมได้เท่าไหร่ ถ้าใช้แบบจริงจังแนะนำว่าซื้อตัว Full version ไปเลย ราคา 215 บาทครับ

ลองใช้ดูก็แล้วกันครับ 🙂

เมื่อแบตไอโฟนเสื่อมจนต้องเปลี่ยน

หลังจากที่น้องไอโฟนได้รับใช้ผมมาแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลมาปีกว่าๆ
เราทั้งสองได้ผ่านช่วงเวลาที่ดีและวีรกรรมต่างๆ ตั้งแต่สายชาร์จที่ขาดวิ่นและแตกใน, หูฟังที่ส่วนที่เป็นยางหลุดลอกกระจายน้ำบาน และที่สำคัญคือการผ่าตัดจอแตก

สภาพความเยินของ Accessory ต่างๆ 😛

วันนี้ผมจะมาผ่าตัดไอโฟนผมอีกครั้งนึงครับ

วันนี้ผมมาเปลี่ยนแบตไอโฟนครับ

จริงๆ หลังจากใช้ประมาณปีนึง, ทั้งชาร์จบ่อย (ช่วงที่เล่น 3G เยอะๆ นี่ชาร์จวันละ 4 ครั้งได้), และปล่อยแบตหมดจนต้องกู้ชีพน้องไอโฟนกัน ถ้าเฉลี่ยๆ ผมชาร์จวันละ 2 ครั้ง จำนวน charge cycle น่าจะประมาณ 600-700 รอบได้ ,, ผมก็เริ่มสัมผัสถึงความเสื่อมของแบต (เท่าที่ผมเจอมา) ได้ครับ อันได้แก่

  • แบตลดลงเร็วกว่าปกติ เช่นจากเดิมเคยใช้ได้ 8-10 ชม. แต่เล่นไปเล่นมาเหลือแค่ประมาณครึ่งวัน ,, ลองบู๊ตเครื่องแล้วอาการไม่ดีขึ้น ซึ่งในกรณีผมแบตลด 60% ในเวลาไม่ถึง 4 ชม. ซึ่งเท่าที่สังเกตดูตัวเลขลดไหลลงเร็วมากๆ
  • เครื่องดับเองบ่อยๆ ทั้งๆ ที่เราก็ยังมีพลังงานสะสมในแบตพอควร (โดยเฉพาะกดใช้งานโปรแกรมที่ต้องกินแบตมากๆ เช่น Google maps, กล้องถ่ายรูป) เช่นแบตประมาณ 20% แบตก็ดับเองไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งผมเคยดับเองสูงสุดที่ประมาณ 50%
  • แบตลดแบบกระโดด เช่นอยู่ดีจาก 50% ก็วูบเองเหลือ 35% ภายในเวลาสามนาที ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ใช้งานอะไรซับซ้อนหรือหนักอะไรมากมาย
  • ชาร์จแล้วเต็มเร็ว เช่น ชาร์จไฟแค่ 15-20 นาที จากแบต 40% ก็สามารถขึ้นมา 95% ได้ (ทั้งๆ ที่ปกติมันน่าจะนานกว่านี้ปะ) หรือบางคนอาจพบว่าชาร์จแล้วไม่ค่อยเข้า เช่น ชาร์จทั้งคืนกลับขึ้นนิดเดียว (แต่อันที่ชาร์จไม่เข้านี่ผมว่าน่าจะสายหลุดหรือขาดมากกว่า)
  • ใช้โหมดประหยัดไฟ เช่น ปิดจอสว่างต่ำสุด, เปิด Airplane mode, ปิดเสียง, ปิด wifi แล้วแบตก็ยังลดเร็วอย่างกับน้ำตก อันนี้อาการน่าเป็นห่วงครับ
  • ทัชสกรีนใช้ไม่ได้ (จากคำบอกเล่า) บางคนบอกว่าแบตมันบวมมากจนไปกด touchscreen น่ะครับ

คืออยากบอกว่าที่เล่ามา ผมเจอมาทุกอาการแล้วครับ (ยกเว้นทัชสกรีนกดไม่ไป) TT TT

ถ้าเจอแบบนี้เราควรทำอย่างไรต่อดี

ส่วนตัวผมแนะนำว่าเราควรทดสอบว่าแบตเราเสื่อมจริงหรือเปล่า แต่เสียดายที่ไอโฟนเราถอดเปลี่ยนแบตไม่ได้ เราจึงต้องอาศัยวิธีทางอ้อมและการสังเกตเอา, รวมทั้งอาจต้อง update firmware ด้วย หรือถ้าไม่แน่ใจก็อาจต้องพกสายชาร์จและแบตสำรองไปด้วย และที่สำคัญอย่าลืม Backup ข้อมูลต่างๆ ของเราเป็นพักๆ เพราะไม่รู้ว่าจะหลับไม่ตื่นเมื่อไหร่

เท่าที่ผมลองก็แทบจะทุกวิธีแล้วครับ (เว้นแต่ไม่ได้เปลี่ยน firmware แต่ลอง restore แล้วเฉยๆ)
จนต้องใช้ definitive treatment นั่นคือการเปลี่ยนแบตใหม่ ,,

สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแบตสินะ 🙁

สำรวจราคาตลาดแบต

มีคนเคยบอกว่า ถ้ามีปัญญาไปสอยเองที่เมืองจีนก่อนนึงราคาจะหลักร้อยนิดๆ หรือถ้าสั่งผ่านทาง ebay จะตกราคาประมาณ 8 -15 USD (พร้อม kit เปลี่ยนเอง) ,, แต่ส่วนตัวผมคงไม่เหมาะกับทั้ง 2 วิธีนี้ เพราะไม่มีปัญญาไปเมืองจีนเอง (แถมไปก็ไม่รู้ซื้อที่ไหน) ส่วนจะซื้อ kit มาเองก็ทำไม่เป็น แถมไม่กล้าเอาเครื่องตัวเองมาเสี่ยงด้วยมือตัวเองด้วย

ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาพึ่ง MBK เอาเอง โดยราคา MBK เท่าที่ผมลองหามา เค้าบอกว่าแบตของ iPhone 3GS มี 2 เกรด ,, เกรดก๊อปราคาพร้อมเปลี่ยนจะประมาณ 500-600 บาท ส่วนถ้าแบตแท้จะอยู่ประมาณ 1000-1200 บาท (เคยถามที่แผงมือถือตามห้างเค้าเรียก 1500 บาท) สุดท้ายตกลงปลงใจที่ราคา 1000 บาท ,, แพงเหมือนกันแต่ถ้าเครื่องแบตหมดไวแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

สภาพแบตของ iphone 3GS ครับ

ลืมบอกว่าแบตแต่ละรุ่นของ iPhone จะมีความต่างกัน ตั้งแต่รูปลักษณ์, ลักษณะการเชื่อมต่อกับแผงวงจร และราคาด้วยนะครับ
ยกตัวอย่างเช่นตัว iphone 3GS จะมีส่วนสายแพร์ยื่นออกมาเพื่อเอาส่วนของแบตไปต่อกับวงจรอีกทีหนึ่ง ,, แต่ถ้าเป็นพวก 2G ตัวแบตจะบัดกรีติดกับวงจรเลย

เปลี่ยนเลยก็แล้วกัน

วันนี้แอบโชคดีที่เจอพี่ช่างใจดีด้วย
เห็นเราถ่ายรูปก็เลยพยายามอธิบายแต่ละขั้น (แต่ผมก็งงๆ) พร้อมหยิบเครื่องที่แกะมาให้ดูด้วย

พี่ช่างใจดีกำลังทำงาน (ไม่เผยใบหน้า)
แกะแยกส่วนของ Touchscreen กับตัวเครื่อง
พี่เค้าก็ชี้ๆ ว่าแกะตรงนี้ ทำงี้นะ บลาๆๆๆ
พลิกขวับมาอีกที ก็แกะให้ได้เห็นแบตมาแล้ว เร็วมากส์

หลังจากนั้นก็เอาแบตใหม่กับแบตเก่ามาเทียบกัน,,, ลืมบอกว่าเป็นแบต Lithium-ion นะครับ
เหมือนกันจัง เหมือนจนเกือบลืมว่าอันไหนแบตเก่าอันไหนแบตใหม่

เอาแบตมาเทียบกัน ^^ เหมือนกันมาก

ถ่ายรูปสะใจก็คืนให้พี่ช่างไปประกอบแบตกลับ
หวังว่าจะหยิบคืนให้พี่เค้าไม่ผิดนะ ^^’

ประกอบแบตกลับคืน ,, พร้อมกลับมาใช้งานอีกครั้ง

เมื่อได้เปิดเครื่องอีกครั้ง

ยอมรับว่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จะได้เปิดเครื่อง แต่พอดูอีกที อ้าว.. มีแอปเปิ้ลโผล่มาละ พี่เปิดให้แล้วนี่นา
หลังจากเปิดผมมีแบตประมาณ 50% กว่าๆ ได้
ส่วน App ต่างๆ ก็ครบถ้วนดี ,, พวก รูปต่างๆ, Message และ Contact ก็อยู่ปกติสุขดี
ที่มีผิดเพี้ยนไป (เท่าที่ตอนนี้หาเจอ) มีแค่วันและเวลาที่เพี้ยนไปหน่อย ,, แค่ตั้งกลับมาก็กลับคืนดีแล้ว

เท่าที่ลองเล่นมายังไม่มีความผิดปกติอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากเงินหายไปพันนึงครับ TT TT

การดูแลแบต Li-ion ให้มีชีวิตยืนยาว

จริงๆ แล้วผมเคยเขียนเรื่องนี้ลงใน blog เก่าแล้ว แต่วันนี้เอามา revised อีกที โดยขออ้างอิงจากกระทู้ที่ ThaiThinkpad ด้วยนืดนึง

“แบตเตอร์รี่แบบ Li-Ion และรวมถึงแบตฯรุ่นใหม่ Li-Polymer ด้วย นั้นจะ นับรอบการชาร์จ (Cycle) ของ แบตฯ ของตัวมันเอง ซึ่งรอบการชาร์จของแบต Li-Ion คือ ชาร์จรวมกันแล้ว 85 – 95 % ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตด้วย) ถึงจะนับเป็น 1 รอบ ไม่ใช่จำนวนครั้งในการชาร์จ อย่างที่เข้าใจกัน ตัวอย่าง เช่น คุณชาร์จไปครั้งแรก ใช้ไปแค่ 20% ซึ่งแบตของคุณในตอนนั้นเหลือ 80% คุณก็ชาร์จไฟเข้าไปใหม่ คุณจะสามารถทำอย่างงี้ไป 5 ครั้ง ถึงจะ นับ 1 รอบ การชาร์จ

“แล้วอีกอย่างถึงแม้แบตเราจะไม่ได้ทำการชาร์จเลยเป็นเวลานานก็ตามแบตก็จะเสื่อมไปเองภายในเวลา 3 – 5 ปีครับ อันเนื่องมากจากการทำงานของสารเคมีภายในที่หมดคุณภาพไปครับ หรืออาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของสารประกอบและกรรมวิธีของมันเองมากกว่าครับ อันนี้ผมไม่ขอตอบแน่ชัดเพราะว่ายังไม่มีรายงานใดๆ ออกมาครับจึงสรุปได้ไม่เต็มปากครับ แต่ที่สังเกตก็เป็นเช่นนั้นครับ ใช้ไม่ใช้ก็มีอายุเท่ากันแต่ใช้แล้วเนี่ยมันจะสั้นกว่า แต่ก็ไม่ต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น

  • การใช้เครื่องชาร์จที่ได้รับไฟฟ้าที่นิ่งๆ คือการได้รับไฟฟ้าที่ไม่มีไฟตกไฟเกินไฟกระฉาก ครับ อันนี้มีผล ต่อการชาร์จไฟที่มีคุณภาพ 10 – 20% ครับ
  • อุณหภูมิในระหว่างการชาร์จ หรือประจุไฟควรประจุที่อุณภูมิปกติ และไม่มีความชื่นมากนักเพราะจะทำให้การถ่ายเทความร้อนทำได้ยากขึ้น
  • ขั้วแบตและขั้วส่วนของเสียบสายชาร์จนั้นต้องมีการส่งผ่านไฟที่สม่ำเสมอ เพราะว่าทำให้การประจุไฟหรือการชาร์จเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลที่ดี
  • การหลีกเลี่ยงการทำแบตตกพื้นเพราะจะทำให้หน้าสัมผัสภายในเสียหรือหลุด ได้โดยที่เราไม่รู้ รวมถึงทำให้สารประกอบต่างๆ รั้วไหลได้ (เป็นต้นเหตุให้ระเบิดได้)
  • ควรใช้แบตอย่างถูกต้องตามแบบสารประกอบนั้นๆ เช่น NiCd ให้ใช้หมดก่อนแล้วชาร์จ NiMH , Li-ion , Li-Poly ลักษณะการใช้งานคล้ายมาก จะชาร์จตอนไหนก็ชาร์จเพียงแต่ NiMH นั้นยังมี memory effect ซึ่ง NiMH นั้นเป็นแบตที่เป็นต้นแบบของ Li-ion เลยก็ว่าได้เพราะว่าเอาแก้ไขส่วนของ memory effect ของ NiCD โดยเฉพาะครับ แต่ว่า Li-ion ทำได้ดีกว่า ส่วน Li-ion กับ Li-Poly นั้นแทบจะไม่มีหรือไม่มีเลย
  • การชาร์จในตอนแรกที่ได้รับแบตมานั้น NiCD , NI-HM นั้นใช้ชาร์จ 12 – 14 ชม. 3 ครั้งทุกครั้งใช้แบตให้หมด เพื่อเป้นการกระตุ้นธาตุ Ni ครับ ส่วน Li-ion และ Li-Poly นั้นไม่ต้องครับ แค่ทำให้มันเต็มหรือชัวช์ๆ ก็ 3 ครั้งแรกชาร์จสัก 6 ชม. ก็พอครับ แต่ Li-ion อย่าทำให้แบตหมดเกลี้ยงเป็นอันขาดนะครับ เพราะจะทำให้แบตเสียได้ ส่วน Li-Poly นั้นแก้ไขส่วนนี้มาแล้ว และเป็นแบตที่มีน้ำหนักเบากว่า Li-ion ครับ
  • หวังว่าคงเข้าใจพอสมควรแล้วนะครับ ลองหาอ่านได้จากหนังสือ แบตเตอร์รี่ของ Se-ed ครับผมจำได้ว่าการ สร้าง NiMH นั้นสร้างมาเพื่อลบจุดด้อยเรื่อง memory effect ของ NiCD ครับแต่ว่าไม่มากพอซึ่งมีบ้างแต่ไม่มีเท่าครับแต่ได้ความจุที่มากกว่า NiCD มากเลยนั้นคือสิ่งที่ดีของ NiMH ที่ดี แต่ด้อยตรงที่ NiCD นั้นคายประจุได้สม่ำเสมอและเที่ยงตรงมากที่สุดในแบตที่ชาร์จใหม่ได้ครับ …………… ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียของมันครับ”

รวมทั้งเท่าที่ผมรวมข้อมูลจาก Apple มาครับ

“Standard Charging

Most lithium-ion polymer batteries use a fast charge to charge your device to 80% battery capacity, then switch to trickle charging. That’s about two hours of charge time to power an iPod to 80% capacity, then another two hours to fully charge it, if you are not using the iPod while charging. You can charge all lithium-ion batteries a large but finite number of times, as defined by charge cycle.

Charging cycle

Charge Cycle. Using and recharging 100% of battery capacity equals one full charge cycle.

A charge cycle means using all of the battery’s power, but that doesn’t necessarily mean a single charge. For instance, you could listen to your iPod for a few hours one day, using half its power, and then recharge it fully. If you did the same thing the next day, it would count as one charge cycle, not two, so you may take several days to complete a cycle. Each time you complete a charge cycle, it diminishes battery capacity slightly, but you can put notebook, iPod, and iPhone batteries through many charge cycles before they will only hold 80% of original battery capacity. As with other rechargeable batteries, you may eventually need to replace your battery. ”

ถ้าแปลภาษาอังกฤษไม่ออกก็ไปอ่านข้างบนครับ คล้ายๆ กัน

สรุปใจความในกรอบ

  • ชาร์จแบตไปเหอะครับ เหลือ 70-80% ก็ชาร์จได้ครับ ไม่ต้องรอให้ลดเหลือ 5% ยิ่งต่ำไปมันไม่ดีครับ
  • เครื่องชาร์จก็เป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะดูแลแบตเราครับ เวลาจะชาร์จแนะนำให้เสียบที่ชาร์จกับปลั้กก่อนที่จะเอามาเสียบเครื่อง (บางคนชอบเสียบเครื่อง+ที่ชาร์จแล้วค่อยเอาไปเสียบปลั้ก) ก็คู่มือมันว่ามาตามนี้น่ะครับ
  • อายุแบตอยู่ประมาณ 3-5 ปีโดยเฉลี่ยตามการดูแลตามข้อมูลเบื้องต้น
  • ไม่ควรให้แบตนิ่งโดยไม่มีไฟผ่านเป็นเวลานานๆ ครับ แบตพวกนี้ต้องการการกระตุ้นครับ
  • บทความนี้รวมถึงแบต notebook ที่เป็น Li-ion ด้วยครับ
  • การซื้ออุปกรณ์มือสองควรสอบถามเรื่องแบตด้วย ทั้งเรื่อง cycle count และอายุของแบต ส่วนอุปกรณ์มือหนึ่งควรถามเรื่องการประกันของแบตด้วย ซึ่งบางรายอาจให้ระยะเวลาประกันของแบตไม่เท่ากับตัวเครื่อง
  • อย่าทำแบตตกหรือกระแทกแรงๆ

ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาแจ้งให้ทราบก็แล้วกันครับ
หรือมีปัญหาก็ถามมาดูได้ครับ แต่จขบ. (เจ้าของบล๊อก) ไม่ใช่ช่าง อาจตอบไม่ได้บ้างต้องขออภัย

หลังจากลองใช้มา 10 วัน (Edit เพิ่มจากเดิม)

หลังจากส่งออก Entry นี้ออกไป หลายคนมาให้ comment นอกรอบว่าควรระวังร้านหลอกเอาแบตที่ไม่ดีใส่คืนเราด้วย บางคนบอกว่าลองไปใช้ 3-4 วันแล้วแบตก็ตกฮวบเหมือนเดิม ซึ่งร้านบางส่วนก็จะไม่มีประกันให้หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนแบต เพราะกลัวเราไปแกะเอาแบตออกเองแล้วมาเคลมว่าแบตเค้าเสียเหมือนกัน ,, ผมก็กลัวๆ อยู่เหมือนกันว่าจะสูญเงินพันไปฟรีหรือไม่

หลังจากลองใช้ 10 วันแล้ว แบตอยู่ได้นานขึ้นครับ สภาพเครื่องใกล้เคียงกับเดิม เพราะปกติชีวิตประจำวันผม ถ้าวันไหนเล่นหนักๆ (โดยเฉพาะพวก twitter) ก็จะอยู่ได้ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นๆ ประมาณ 3-4 โมง , แต่ถ้าวันไหนเล่นกลางๆ ก็จะอยู่เหลือราว 40% , ถ้าวันไหนไม่ได้เล่น ก็เหลือไม่ต่ำกว่า 80% ,,

วันนี้ใช้โทรปกติ เล่นปานกลาง ,, เหลือ 39% ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน

ถ้าไม่ลืมจะมา Progress แบตให้เป็นระยะๆ ครับ 🙂

การปิดเสียงชัตเตอร์ของ Nokia N8

จริงๆ Entry นี้ควรโผล่ทีหลังการ review เครื่อง Nokia N8
แต่พอดีช่วงนี้จขบ. (เจ้าของบล๊อก) จะสอบลงกอง
จึงขออนุญาติปล่อย Entry นี้ก่อนวัยอันควรเสียนิดนึง
อันว่าด้วยเรื่อง การปิดเสียง Shutter ของ N8 ครับ

คำเตือนก่อนที่จะลงโปรแกรมใดๆ

ขอบอกก่อนนิดๆ ว่า Entry นี้ออกแนวแหกๆ กฏนิดนึงนะครับ กล่าวคือตามกฎหมายแล้วกล้องมันต้องมีเสียง shutter ทุกอัน โดยไม่สามารถปรับลดเสียงได้ (เคยเจอกล้องมือถือบางตัวเสียงดังกว่าเสียงที่ออกจากลำโพงอีก) เพราะบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นกฎหมายว่าด้วยกล้องและการถ่ายภาพเลย สงสัยอารมณ์มีคนแอบถ่ายเยอะอะ ,, รวมทั้ง Software เหล่านี้ก็แอบแหกกฏนิสนึง จขบ. ไม่รับประกันความเสียหายใดๆ หากลงโปรแกรมเหล่านี้แล้วเกิดสรรพปัญหา ,, ส่วนตัวจขบ. แนะนำว่าหากต้องการทำตามกฏหมาย แนะนำให้เลือก shutter sound หมายเลข 4 (มันจะเป็นเสียงวิ้งๆ เบาๆ) หรืออาจเอานิ้วอุดลำโพงก็ได้ (แต่ต้องระวังไม่ให้นิ้วไปบังเลนส์นะเธอว์)

เห็นฮาๆ แบบนี้แต่แอบมีประสิทธิภาพนะเธอว์

พล่ามมาซะมาก ถ้าใครจะปิดเสียง Shutter ก็อ่านต่อละกัน

วิธีทำทีละขั้นตอนครัฟฟฟ

  1. ก่อนอื่นก็ดาวน์โหลด Patch ที่ชื่อ Mute-Camera ครับ ก็จะได้ไฟล์ mute-camera.sis มาเชยชม
  2. จากนั้นถือเป็นขั้นตอนที่วุ่นวายที่สุดแล้ว คือการสร้าง Certificate ให้กับตัว Mute-camera ของเรา โดยการให้สมัครที่เวปจีนเวปนี้ แต่มันยาวมากประมาณ 10 ขั้นตอน,, ส่วนตัวผมแนะนำให้ศึกษาผ่านเวปบอร์ดของ Nokia E72แต่ก็แอบประยุกต์เป็นรุ่นเรานะ หรือไม่ก็แนวทางการ sign ที่ @nuuneoi ทำไว้ให้
  3. ถ้าหา EMEI ของเครื่องไม่เจอ หรือทำกล่องหายไปแล้ว กด *#06# นะครับ มันจะเด้งมาเอง หรือไม่ก็เปิดตรงพอร์ต HDMI จะแอบมีป้ายแปะเบอร์ EMEI ของเรา (มันต้องเอาไปกรอกด้วยนะเธอ)
  4. จากนั้นพอเรา download ตัวที่เป็น certificate มาแล้ว (สังเกตว่ามันจะเป็นไฟล์นามสกุล .sisx ครับ) เราก็เอาลงเครื่อง ซึ่งวิธีที่ผมว่าเก๋เริ่ดที่สุดคือการลงผ่าน Bluetooth ครับ (แนะนำให้ดูที่เวปบอร์ด E72 เหมือนกันถ้าทำไม่เป็น ,, ลองเลื่อนลงมาตรงกลางๆ นะครับ) ซึ่งการลงผ่าน Bluetooth เราจะได้ file มาอยู่ในช่อง Message ,, ถ้าเรากดที่ message ดังกล่าวมันก็จะลง patch นี้ให้เลย ,, พอลงเสร็จก็ลบ message นี้ทิ้งไป สบายตัวมากๆ
  5. ระหว่างลงมันก็จะถามประมาณว่าเฮ้ย จะลงจริงป่าววะ ,, คืออุตส่าห์ลำบากมาถึงขั้นนี้แล้ว กรูคงไม่ลงอะนะ ,, ก็กด accept กันไปตามนั้น
  6. พอลงเสร็จก็เปิดไปที่กล้องถ่ายรูป –> Options –> Setting –> Capture tone ,, ซึ่งสังเกตดูมันจะมีให้เราเลือก “Off” เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจาก 4 เสียงเบสิก
  7. อ่า ,, มีให้เราเลือก off capture tone แล้ว
  8. หลังจากเราเลือกปุ๊บ ลองกดถ่ายดู เราก็จะได้ยินเสียงชัตเตอร์ครับ และเกิดปริศนาว่า “เห้ย ทำมาตั้งนานทำไมยังมีเสียงอยู่วะ สาดดดดดดด” ,, พี่อ้อยพี่ฉอดว่า น้องใจเย็นๆ ก่อนนะคะ หนูลองกด Switch off!! และเปิดใหม่ดูก่อน แล้วเสียงต่างๆ ก็จะหายไป ฮว้ากกกก ,, สวดยวดไปเรยยยยยย
  9. แต่ถ้า Switch off!! แล้วเสียงมันยังออกอยู่ ลองเช็คดูเราก็เลือก off capture tone แล้ว ,, ก็ถือว่าเป็นกรรมบังของท่านที่ไม่สามารถกระทำสิ่งผิดจรรยาบรรณได้ ฮว้ากกกกก แนะนำให้เลือก tone เบอร์ 4 พร้อมทั้งเอานิ้วอุดลำโพงตามเดิม คริๆๆๆๆ
  10. เอ็นจอยในความเงียบครับ 🙂

    หลังจากผมลองใช้แล้วได้ผลนะ ลองมาซักช่วงนึงโอเคไม่มีปัญหาอะไรสบายดีหลวงพระบาง
    ส่วนถ้าเครื่องใครมีปัญหาอื่นๆ แนะนำให้อ่านคำเตือนข้างบนครับ (สายไปหรือเปล่า -_-a)
    สุดท้าย ขอบคุณ @nuuneoi สำหรับไอเดียและคำแนะนำครับ

ไปงานเปิดตัว Nokia N8 มา

พอดีวันนี้ได้รับเชิญ (รึเปล่า) จากทาง Nokia ว่าจะมีการเปิดตัวมือถือใหม่
นั่นก็คือ Nokia N8 ที่ชั้น 1 แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน ,,
ซึ่งผนวกกับว่าวันนี้ว่าง เพราะสองสามวันก่อนอัดเวรไปซะแน่นเอี๊ยด ,,
วันนี้ก็เลยขอไปหลั่นล้านิดนึงตามประสาผู้ชายเรียบร้อยอย่างผม

งานเปิดตัว Nokia N8 ที่สยามพารากอน

ข้อมูลเบื้องต้นของ N8 ที่ผมรู้จัก

สิ่งที่ Nokia N8 เอามาทำเป็นจุดขายจนทำให้ผมรู้จักคือเรื่องกล้องครับ
กล้องของ Nokia N8 จากที่โฆษณากันเห็นว่าได้ถึง 12 ล้านพิกเซลและถ่ายวิดีโอ hi-def ได้
(แต่จริงๆ รูปที่ผมถ่ายและดัดแปลงมาลง blog ใช้แค่ 2-3 แสนพิกเซลเอง)
ส่วน spec อื่นๆ เท่าที่ดูมาก็กลางๆ นะ ,, ตั้งแต่ hardware และ software ที่เป็น symbian 3 ก็พอถูไถ

ส่วนตัวผมชอบโฆษณาของโนเกียนะ ทำได้น่ารักดี 😉

บรรยากาศภายในงาน

มาถึงงานตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆ เห็นเค้า set งานและตั้งเสียงอยู่เลย
แอบๆ เดินๆ ดู แล้วก็เก็บบรรยากาศซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน

กำลังทดลองระบบต่างๆ ภายในงาน
ตัวอย่าง Nokia N8 ที่เอามาโชว์
เครื่องสีฟ้า ลองเอามาเล่น Ovi maps

โดย theme วันนี้ Nokia ใช้ concept เกี่ยวกับการเอามือถือ N8 ไปถ่ายหนัง
บรรยากาศงานมันเลยเหมือนกับเราจัด scene กำลังจะถ่ายหนังกันเลย
รวมทั้งมีการเอา N8 มาแสดงความสามารถ ,, ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวกับการถ่ายภาพ วิดีโอ และการแสดงผลผ่าน HDMI

บรรยากาศในงานเปิดตัว หรูหราดีนะ
มีลองสาธิตต่อ N8 ออกพอร์ท HDMI ออกจอใหญ่ด้วย
คณะผู้บริหาร Nokia + AIS มาตอบคำถามสื่อมวลชน

ไหนๆ มาทั้งทีก็ขอรีวิวอาหารด้วย ,,
วันนี้กินแซลม่อนชีส, มีทบอล, แซนวิชแฮมชีส, แล้วก็ขนมอะไรอีกซักอย่าง
ไม่ค่อยถูกปากแฮะ ยกเว้นแซนวิชแฮมชีส ,, สงสัยมื้อเที่ยงกินอิ่มเกิน

อันนี้แซลม่อนชีส ,, เค็มปะแล่มๆ ไม่ค่อยโดนนะ
แซนวิชแฮมชีส ,, อันนี้อร่อยใช้ได้

ซึ่งครั้งนี้โนเกียได้ ปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับเจ้าของผลงานหนัง 5 แพร่ง มาช่วยกำกับหนังสั้น ร่วมกับเต๋า สมชาย
เห็นเค้าบอกว่าใช้ N8 ถ่ายแบบ hi-def เอาทั้งเรื่อง ,,, น่าสนใจ

ผู้กำกับหนังมาถ่ายเองเลย เอิ๊กๆๆๆ

ลองเล่น N8 กันดูดีกว่า

อันนี้เป็นของ @nuuneoi นะครับ สีแดงแปร๊ดส์มากๆๆๆ
ลองเอามาหยิบๆ ถูๆ ไถๆ ดูคร่าวๆ น่าสนใจดีเหมือนกัน

ถูๆๆ ไถๆๆๆ N8 กันเถิด
อันนี้ @nuuneoi เอามาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศงาน

เท่าที่ดูรูปมา ผมว่าดีกว่าที่คิดเยอะเลยนะ ,, อาจถึงขั้นบอกว่าภาพดีมากเลยแหละ น่าจะชดเชยกล้อง compact แบบทั่วๆ ไปได้เลยนะ
ทั้งลองกดเอง และดูภาพงานที่ @nichieme ทำ blog ถ่ายเก็บบรรยากาศงานมานี่ภาพสวยดีมาก ประทับใจ

พริ๊ตตี้จะเป็นอย่าง @nichieme กับ Nokia N8 ครับ

เอาเป็นว่า ตอนนี้ผมเข้าใจ N8 ว่าเป็น “กล้องถ่ายรูปที่เอามาโทรศัพท์ได้” ไปแล้วล่ะ
และคิดว่าเป็นมือถือที่เอามาตีตลาดกล้อง compact ระดับกลางๆ ได้อีกด้วย
ด้วยราคาเปิดตัว 16500 บาท (ไม่แพงอย่างที่ผมประมาณไว้นะ กับความสามารถมัน) OMG!!!
ใครยังกังขาเรื่องความสามารถแนะนำให้ไปดูน้อง @nichieme เค้าลองประสิทธิภาพกล้องให้

ส่วนวิดีโอและฟังก์ชันอื่นๆ ที่น่าสนใจใน N8 ยังไม่ได้ลอง -_-!!!
ถ้าโนเกียใจดีให้เครื่องมายืม จะพาไปเที่ยว ถ่ายรูปให้ทั่วและจัดไปทุกฟังก์ชันให้ทะลุเลย 😀
ส่วนตัวน่าจะตอบโจทย์ผมได้ดี ตรงที่คุณภาพของรูปถ่ายและไม่ต้องพก DSLR ตัวเบ้งๆ ไปไหนมาไหน
น่าสนใจมากๆ เอิ้กๆๆๆๆ

สุดท้าย ขอบคุณ @nuuneoi มากนะครับ

แก้ปัญหา iPhone หา wifi ไม่เจอ

เชื่อว่าหลายๆ คนโดยเฉพาะคนที่ใช้ iphone มานานๆ อาจเจอปัญหานี้ครับ
คือเราไม่สามารถเชื่อมต่อ wifi ทั้งๆ ที่ทุกคนทั้งเครื่องเล็กเครื่องใหญ่ใช้ได้
ซึ่งหลังจากเราตรวจดีแล้วว่าเราเปิด wifi เช็คทุกอย่าง แต่มันก็ยังหาไม่เจอ…
โดยมันจะขึ้นว่า “Not connect” แบบนี้ครับ…

Detect ไม่เจอแบบนี้ ทั้งๆ ที่คนอื่นใช้ได้มันก็เซ็งเหมือนกันนะ

วันนีัผมจะมาเล่นประสบการณ์ให้ฟังละกันครับ เผื่อแบ่งปันกันแล้วเกิดประโยชน์

การแก้ปัญหามีหลายวิธีครับ

  • ถ้าคนมี EDGE หรือ 3G ก็แล้วไป ก็สามารถใช้การเชื่อมต่ออินเตอร์เนทจากเครือข่ายมือถือแทนได้ อาจเปลืองชั่วโมงเน็ตหรือจะดูดแบตซักหน่อยก็คงต้องยอมล่ะครับ
    แต่ถ้าไม่มีล่ะ…
  • ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักอาจแนะนำให้กด Respring , Reboot หรือแม้แต่เปิดปิดเครื่องก่อน
    แต่ถ้าทำแล้วยังไม่ได้ล่ะ…
  • ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนแนะนำให้ไป Reset Network ครับ ที่
    Setting > General > Reset > Reset Network Setting
    เป็นวิธีที่ดีมากครับ โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่ได้ Jailbroken มา แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความเสี่ยงเนื่องจากถ้า reset เครื่องแล้วน้องไอโฟนไม่ตื่นจนต้อง restore แบบนี้
    แนะนำว่าก่อนทำวิธีนี้ควร Backup ข้อมูลไว้ก่อนอย่างดีนะครับ
  • หน้าตาก่อนที่จะกด Reset Network ,, คิดดีๆ ก่อน
  • วิธีที่สุดท้ายที่แก้ปัญหานี้คือการลง firmware ใหม่หรือพูดง่ายๆ คือการล้างระบบปฏิบัติการใหม่ไปเลย

ถ้าวิธีนี้ยังไม่ได้ ปัญหาของ iphone คุณน่าจะเกิดจากตัว hardware แล้วล่ะครับ เตรียมตัวควักเงินไปจ่ายค่าซ่อมเครื่องได้ครับ ซึ่งเห็นราคาค่าซ่อม wifi เสียนี่ราคาไม่เบาเลยนะครับ (หลักหลายพัน) ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าถ้าคุณอ่านบทความนี้ก่อนที่จะเอามือถือไปซ่อมแล้วถูกหลอกแดกว่า wifi พังทั้งๆ ที่เกิดจาก software เสียมันจะมีโอกาสลดลงมากๆ เลยนะครับ

ซึ่งปัญหาทั้งหมด (ที่เล่ามาข้างบน) ผมเจอเองกับตัวมาหมดแล้ว โดยที่เซ็งสุดๆ คงเป็นบูทไม่ขึ้นจนต้องเสียเวลา Restore รวมทั้งเสียข้อมูลไปอีกเพียบ ทั้งรูป ข้อความ sms และเบอร์โทรที่ผมไม่ทันได้ Backup ไว้ ,, พูดแล้วมันหงุดหงิดชะมัด คิดแล้วจะเอามือถือไปซ่อมที่ไหนดี

,,, แต่การ Restore ใหม่ ทำให้ผมรู้ว่าเครื่องผมยังต่อ wifi ได้
,,,,,นั่นคือ hardware ในการเชื่อมต่อ wifi ภายในเครื่องมันยังทำงานได้!!!

แล้วอีหรอบนี้จะทำแบบไหนดีครับ!!!

วิธีที่ผมแนะนำที่มัน Work !!

อ่านข้างต้นแล้วหลายๆ อย่างมันดูสิ้นหวัง หรือไอโฟนเราจะต่อ wifi ไม่ได้ตลอดไป…
แต่ก่อนที่จะต้องไปลุย reset network หรือลง firmware ใหม่ลองวิธีผมดู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ Jailbroken เครื่อง iPhone ของท่านมาแล้ว
ผมแนะนำให้เข้าไปโหลด App ตัวนี้จาก Cydia ได้เลยครับ ,, มันชื่อว่า “WifiForm” ครับ

โหลด WifiFoFum เก็บไว้ได้เลย

App ตัวนี้มี source อยู่ที่ BigBoss.org ซึ่งไม่จำเป็นต้อง Add source เลย
รวมทั้งใช้ได้ตั้งแต่ OS 3.0 เป็นต้นไป (ตอนนี้ผมใช้ 3.1.2 ครับ) ตัวนี้ขนาดประมาณ 2MB ครับ
โหลดมาแล้ว เราก็จะได้หน้าตา App ของ WiFiForFum เป็นแบบนี้ครับ

หน้าตาของ WifiForFum ครับ

วิธีการใช้ WifiForFum ง่ายๆ

ก่อนที่จะกดเข้าไปใน app ควรเช็คก่อนว่าเราเปิด wifi จากตัวเครื่องแล้วหรือยัง
เช็คให้ละเอียดนะครับ ทั้งที่ตรง Setting > Wifi และ Sbsetting นะครับ
เมื่อทุกอย่างพร้อมก็กดเข้าไปใน app WifiForFum แล้วมันก็จะขึ้นหน้า detect network ครับ

จากที่ Not Connected ที่นี้เราเจอ wifi แล้ว

จากนั้นก็เลือก wifi ตัวที่เราจะ connect ด้วยครับ
ซึ่งมันจะแสดงรายละเอียดเยอะมากๆ, เอาเป็นว่าถ้าไม่รู้อะไรก็กด connect ตรงมุมขวาบนครับ
บางทีมันอาจจะขึ้น connect error หรือ failed ก็กด retry ไปสักนิด เดี๋ยวติดเอง

ได้ wifi ที่เราต้องการแล้วครับ

รอจน status ขึ้นว่า connected ดังภาพ ,, ท่านก็สามารถกลับมาเชื่อมต่อ wifi ได้อีกครั้ง เย้ๆๆๆ

ข้อเด่น/ข้อด้อยสำหรับ WifiForFum เท่าที่ลองมา

นอกจากรายละเอียดอะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับ wifi ที่ผมออกแนวงงๆ, ตัว app นี้ยังมีข้องดีที่ผมชอบอีก เช่น การบอกระยะทางจากตัวปล่อยคลื่น เพื่อที่จะได้เลือกว่าเราจะต่อกับ wifi ตัวไหนดี หรือการบอกตำแหน่งของ wifi โดยอ้างอิงจากแผนที่ google maps ที่มีอยู่ในเครื่องเราอยู่แล้ว

บอกระยะความไกลห่างจากตัวปล่อยสัญญาณได้ด้วย
ช่วยหาที่อื่นๆ ที่มี wifi ให้เราด้วย ;D

แม้จะดีมากจนหาจุดติเกือบไม่ได้ ตัว WifiFoFum ก็ยังมีสิ่งที่ผมว่าเป็นข้อบกพร่องนิดๆ คือ ทุกครั้งที่เครื่องเราดับไป เรามักจะต้องกดต่อ wifi ใหม่ บางทีเราก็แอบหงุดหงิดนิดๆ หายไปแป๊บเดียวต้องมากดต่อใหม่อีกแล้ว

สุดท้าย ขอบคุณ WifiFoFum มากครับ ที่ไม่ต้องทำให้ผม restore เครื่องใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 😉
และหวังว่าจะไม่ต้องถูกร้านซ่อมมือถือหากินกับเราง่ายๆ นะครับ

My new iPhone bamboo case!!

หลังจากที่ผมได้มีโอกาสได้ใช้ iPhone 3GS มาปีนึงเต็มๆ
มันผ่านร้อน-ผ่านฝน-ผ่านหนาว-ร่วมทริป-เดินทางกับผมมากมาย
วันนี้ก็เลยจะมาหาอะไรอะไรใหม่ๆ ให้กับเครื่องบ้าง
จริงๆ ผมก็เล็งแล้วล่ะ ว่าจะเปลี่ยนเคสใหม่ เพราะเคสเดิมมันเยินมากๆ แล้ว

เคสสวยๆ นี่หายากจริงๆ แฮะ

ปัญหาคือตอนนี้ ของ iPhone 3GS หายาก และมีแต่ iPhone 4 เต็มไปหมด
พยายามเดินหากับเพื่อนเกรียนๆ ของผม แต่ก็ไม่ถูกใจซักที มีแต่คล้ายๆ แบบเดิม ไม่ก็สีหวานๆ บรื๋อๆๆ
จนมาเจอเจ้านี่ครับ เป็น Bamboo iPhone case handmade ของ Bling My Thing

เห็นแล้วถูกใจผมมากแฮะ

คิดอยู่สองนานก็ซื้อมาครับ เพราะหาเท่าที่ถูกใจกว่านี้ไม่มีละ แพงไปหน่อยแต่ก็เอาวะ
หลังจากนั้นแกะบรรจุภัณฑ์ออกมาครับ ทั้งกล่องมีไม้สองชิ้น… แค่นั้นจริงๆ

ทั้งกล่องมีแค่นี้จริงๆ

ลองใส่แล้วก็เป็นแบบนี้ครับ

มองจากด้านบนครับ ปุ่มบนอยู่ค่อนข้างลึกเหมือนกัน
ด้านก้น มีเจาะรูไว้สำหรับลำโพงและไมค์
มองจากหน้าตรง สวยดีครับ

โดยรวมผมว่าก็โอเคนะครับ ถูกใจดี แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ

  • มันค่อนข้างหนาเหมือนกัน ปุ่มกดเปิดปิดด้านบนอยู่ค่อนข้างลึก กดลำบากนิดๆ โดยเฉพาะคนนิ้วใหญ่ๆ ส่วนปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงไม่มีปัญหาแต่ประการใด
  • ตอนแรกผมกังวลว่ามันจะบังไมค์และลำโพง แต่เท่าที่ลองใช้ไม่มีปัญหา
  • แจ๊คหูฟังและจุดเชื่อมต่ออื่นๆ ใช้ได้ไม่มีปัญหา สอดใส่ได้ตามสะดวก แต่ปัญหาคือ ถ้าเป็นหูฟังแบบแจ๊คเสียบเอียงๆ จะใส่ไม่ได้ครับ
  • ความหนาของมันค่อนข้างมากเหมือนกัน แรกๆ อาจไม่ค่อยชินเท่าไหร่
  • การโดนน้ำหรือความชื้นจัดๆ ที่ยังเป็นคำถามของผม เพราะอาจทำให้ไม้หดหรือเกิดราได้ ซึ่งถามคนขายแล้วเค้าบอกว่าโดนละอองนิดหน่อยได้ แต่ทางที่ดีอย่าโดนดีที่สุด
  • แต่สิ่งทีผมว่าสวยดีคือเค้าเลือกลายไม้ได้ดีครับ เป็นแถบสีอ่อนสวยดี และตัดไม้มาโอเคครับ สวมได้พอดี
  • และเนื่องจากทำพอดีมากๆ หากติดฟิล์มกันรอยด้านหน้าเบี้ยวไปซักนิดนึง มันจะดันและทำให้เกิดฟองอากาศได้
  • ประเด็นเรื่องความทนทานก็เป็นสิ่งที่ผมสงสัยเช่นกัน เอาว่าตั้งเป้าเบื้องต้นไว้ 1 ปีก่อนละกัน

เอามาลองใช้จริง

ก็บ้าเห่อตามของใหม่ ก็แกะมาใช้เลยตอนนั้น ส่วนตัวผมว่าก็โอเคนะครับ

แอบเอามาใช้บ้างอะไรบ้าง

เท่าที่ใช้มายังไม่เจอปัญหาอะไรนะครับ ไม้ไม่สากมือ ดูเนียน บางครั้งสัมผัสเหมือนไม่ใช่ไม้
เอาเป็นว่า เจอผมที่ไหนก็ลองมาหยิบๆ จับๆ เล่นได้ละกันครับ