การเล่นอุคุเลเล่แบบง่ายๆ สำหรับคนเล่นกีตาร์เป็นบ้าง

ขอออกตัวก่อนว่า blog นี้เหมาะสำหรับคนที่เล่นกีตาร์แบบงูๆ ปลาๆ ที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานดนตรีมากเท่าไหร่ และก็ไม่อยากรับรู้อะไรเพิ่มมาก (ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือตัวผมเองนั่นแหละ) แต่ว่าความฮิตของอุคุเลเล่มันทำให้เราอยากจะลองเล่นมันดูบ้าง

กรุณาสนใจอุคมากกว่าเสื้อของผมนะครับ 🙂

พูดตรงๆ กับ blog นี้ว่าผมก็ไม่มีความรู้อะไรมากหรอก แค่อยากเอาสิ่งที่ผมสังเกตได้มาแบ่งเฉยๆ ,, ถ้าใครมีทฤษฎีอะไรจะมาแบ่งก็ยินดีนะครับ

ความต่างของอุคุเล่เล่กับกีตาร์

แม้รูปร่างของทั้งสองจะดูเหมือนกันประมาณว่าอุคุเลเล่คือกีตาร์ย่อส่วน แต่ว่าจริงๆ แล้วมันมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนกันอีกเยอะนะ

  • เรื่องเกี่ยวกับสาย อุคุเลเล่มีสี่สาย แต่กีตาร์มีหกสาย ,, รวมทั้งมาตรฐานการตั้งสายด้วย เพราะกีตาร์จะตั้งสายเป็น EADGBE แต่อุคุเลเล่จะตั้งเป็น GCEA ครับ ถ้างงก็ดูรูปเอาละกัน
ด้านซ้ายเป็นการตั้งสายกีตาร์ ด้านขวาเป็นของอุค
  • คอร์ดใครคอร์ดมัน หากลองเปิดหนังสือดู จะพบว่าแต่ถ้าให้ผมจำตารางคอร์ดของอุคุเลเล่ใหม่ทั้งหมดแล้วแล้ว ผมไปหาอะไรกินดีกว่า เพราะมันแลดูเยอะไปสำหรับผมน่ะ (ซึ่งจริงๆ คอร์ดกีตาร์ผมก็จับไม่ได้เยอะนักหรอกนะ) ซึ่งผมว่าในจุดนี้เป็นอุปสรรคมากๆ เพราะคอร์ดแม่มไม่เหมือนกับกีตาร์เลย แถมช่วงแรกๆ ที่ผมเล่นยังจะจับคอร์ดระหว่างอุคกับกีตาร์สลับกันอีก
อันนี้คือคอร์กีตาร์ที่เราคุ้นเคย ,, ไม่ต้องดูก็จำได้
ฝั่งนี้เป็นคอร์ดของอุคุเลเล่ ,, ไม่เหมือนกับคอร์ดที่คุ้นเลย

แล้วถ้าเล่นกีตาร์แล้วจะเล่นอุคด้วยได้ไงวะนั่น

สังเกตในความสัมพันธ์

แต่ถ้าสังเกตดูดีๆ นะครับ ตั้งแต่การตั้งสายกีตาร์และอุคุเลเล่มันเหมือนมีความสัมพันธ์กันอยู่ โดยมันห่างกันเป็นช่วงในระยะที่เท่ากัน ผมไม่รู้ว่าภาษาทางดนตรีมันเรียกแบบเป๊ะๆ ว่าอะไรหรอก แต่อารมณ์มันคล้ายๆ ขั้นคู่เสียงที่ 3 อะ แต่อุคุเลเล่จะตัดสาย 5 และ 6 (ที่เป็นสายเบส) ของกีตาร์ทิ้ง

ยกตัวอย่างเช่น คอร์ด G ของกีตาร์ จะมองคล้ายๆ คอร์ด C ของอุค ,, D ของกีตาร์ ก็จะคล้ายกับ G ของอุค (ให้จินตนาการว่าไม่มีสาย 5 กับสาย 6 นะ) ,, หรือแม้แต่การเลื่อนเฟรตของอุคก็ไม่ต่างกับของกีตาร์เลย รวมทั้งพวก major, minor, 7 อะไรงี้ก็เหมือนกันเกือบหมด

สังเกตดีๆ ,, ทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์กันแบบลับๆ นะ

เห็นรึยังล่ะ!!!

ยังงงๆ อยู่เลยอะเพ่ ,, สรุปมาเลยได้มั้ย

เอาเป็นว่า ผมสรุป point ให้เลยดีกว่าว่าเราจะเล่นอุคยังไงหากเราเล่นเป็นแต่กีตาร์ ,, เท่าที่ผมนึกได้ก็มี 3 วิธีอะนะ

  • เล่นอุคโดยใช้คอร์ดกีตาร์ แต่ให้จินตนาการว่าสายห้าและสายหกขาด ,, อันนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดูไม่ยากในการปรับตัวเท่าไหร่ แต่ถ้าเล่นแบบนี้ผลลัพท์ที่ได้เสียงก็จะสูงไปหน่อย หน่อยระดับที่ว่า เพลงทุ้มๆ ต่ำๆ ของผู้ชายกลายเป็นเพลงของผู้หญิงร้องไปเลย (ประมาณ 3 คีย์เศษๆ) ฮาๆๆๆ
  • ให้ใช้ความปราดเปรื่องของสมองในการจินตนาการคู่เสียงที่สามแล้วบวกเข้าไปในคอร์ดที่เราจะจับ เช่น เราจะกดคอร์ด A ของอุค เราต้องคิดย้อนไปหาคู่เสียง นั่นคือ E ของกีตาร์นั่นเอง แต่ก็ต้องคิดเร็วนิดนึงอะนะ ถ้าคิดช้าก็จบเห่กันพอดี (จนบางทีรู้สึกว่ากรูยอมจำคอร์ดอุคุเลเล่ก็ได้วะ)
  • ตั้งสายอุคใหม่เลย ,, จากเดิมที่อุคุเลเล่มาตรฐานเป็น GCEA ก็ให้เราตั้งเป็น DGBE จากนั้นเราก็เล่นโดยใช้คอร์ดของกีตาร์ตามปกติแต่ประหนึ่งไม่มีเสียงเบส ,, แม้วิธีนี้จะดูเหมือนขี้โกงไปหน่อย แต่ก็ทำให้เราเล่นอุคได้สะดวกและเสียงเนียนเหมือนกับต้นฉบับ (วิธีนี้แนะนำให้ใช้เฉพาะกับอุคของตัวเองนะ)

อย่างน้อย คนเล่นกีตาร์ก็น่าจะเล่นอุคุเลเล่เป็นบ้างแล้วสินะ

ปล. – คอร์ดอุคุเลเล่ผมเอามาจากเวป ukalady.com นะครับ ,, ส่วนคอร์ดกีตาร์เอามาจาก easylearnacousticguitar.com ครับผม ,, ยังไงก็ขอบคุณทั้ง 2 เวปด้วยครับ

ดู”กวน มึน โฮ” กันยาวๆ แล้วมาลุ้นรับเสื้อจาก Levi’s กัน

สัปดาห์นี้มีหนังที่จะเข้าโรงสุดสัปดาห์หลายเรื่องนัก
แต่หนังที่มีกระแสแรงมากๆ เรื่องนึงคงไม่พ้นหนังจากค่าย GTH เรื่องนี้ครับ
“กวน มึน โฮ”
ซึ่งจะมาหวังเรื่องย่อ เพลงประกอบภาพยนต์ หรือแม้จะมาหาโหลดหนังซูมจาก blog ผมคงจะไม่มี
แต่ผมมีอะไรที่สนุกและเด็ดกว่านั้นครับ…

โปสเตอร์หนังกวน มึน โฮ
โปสเตอร์หนังกวน มึน โฮ อีกแบบ
โปสเตอร์กวน มึน โฮ ในอีกแบบ

วันนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่ชวนเพื่อนๆ ไปดูหนังและรวดเล่นเกมส์สนุกๆ ไปพร้อมกัน

โดยทาง GTH บอกเงื่อนไขในเกมส์ครั้งนี้คือ
“ใครที่มีตั๋วที่พิมพ์ออกมาจากโรงต่อเนื่องยาวที่สุด”ก็จะได้ของที่ระทึกในกิจกรรมครั้งนี้ไป
ซึ่งของในครั้งนี้จะเป็นเสื้อ “กวน มึน โฮ” limited edition เป็นเสื้อพิเศษของทาง Levi’s ที่ไม่มีขายที่ไหนครับ
ดังรูปครับ

ตัวอย่างเสื้อ limited edition จาก Levi's
นี่ไงๆ ของ Levi's จริงๆ นะ

โดยย้ำเงื่อนไขข้างต้นอีกทีก็คือ “ใครที่มีตั๋วที่พิมพ์ออกมาจากโรงต่อเนื่องยาวที่สุดก็จะได้เสื้อไป”
ถ้าตั๋วยาวติดกันสูงสุด 15 ใบ,, ก็รับแจกเสื้อ 15 ตัว
ถ้าตั๋วยาวติดกันสูงสุด 50 ใบ,, ก็รับแจกเสื้อ 50 ตัว

โดยนัดกันดูหนังวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคมครับ ที่เอสพลานาด ซินีเพล็กซ์ รอบ 18.00-18.30 น ครับ
(เดี๋ยวตารางเวลากับโรงที่แน่ๆ ขอเช็คกับทางโรงหนังอีกทีนึงครับ) ราคาตั๋ว(จำไม่ผิด) 140 บาท ครับ

ตอนนี้ตั้งใจว่าจะให้มาลงชื่อก่อน และจะให้โอนเงินมาล่วงหน้าที่บัญชีผม
ให้ทิ้งชื่อและเบอร์โทรติดต่อไว้ที่ reply ข้างล่าง เดี๋ยวผมจะติดต่อไปภายในก่อนวันเสาร์เย็นๆ
แล้วเก็บ slip หรือหลักฐานการโอนเงินไว้ แล้วมารับตั๋วหน้าร้านกาแฟ Kaldi ครับ ตั้งแต่ 12.00 น จนถึง 17.45 น

ถ้าสมมติว่าการจัดทริปไปดูหนังครั้งนี้ ทีมเราได้ตั๋วยาวที่สุด ก็เตรียมรับเสื้อได้เลย
ส่วนเสื้อนั้นให้เก็บตั๋วไว้ แล้วสามารถมาเอากับทาง GTH ได้ครับ ซึ่งผมจะนัดวันกับทาง GTH อีกที
ซึ่งผลประกาศจะบอกประมาณสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ครับ

แต่ก็อย่างที่บอก มันต้องเป็นทีมที่ตั๋วยาวที่สุดเท่านั้น หากมีคนที่มีตั๋วยาวกว่า เราก็มีโอกาสไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับทีมเรากันเถอะครับ!!!!

ในที่สุด ผลการประกวดก็ออกมาแล้ว…

เรียกว่าไม่ต้องลุ้นเลยครับ กับความยาวตั๋ว 13 ใบของพวกเราครับ ว่าอดแหงๆ TT TT

ตั๋วยาวได้แค่นี้แหละ 13 ใบเองอะ

เสียดายนะครับ คะแนนเราเบียดสูสีกับอันดับ 1 มากๆ เลย เพราะอันดับ 1 ที่ได้รางวัลคือ 168 ใบเอง
แต่ไม่เป็นไรครับ เสียดายไม่ได้รางวัล แต่ก็ทำให้เรารู้จักเพื่อนๆ เยอะขึ้น แบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน ^^

Always — ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

ในบางครั้งคนเราก็ต้องการอะไรดีๆ เข้ามาเติมความรู้สึกดีๆ ในจิตใจ
การได้ลองค้นหนังเก่าๆ ดีๆ ที่เรามองข้ามไปกลับมาดูย้อนอีกครั้ง
วันนี้หนังที่ผมจะแนะนำให้ลองมาให้ดูกัน, หลายคนอาจยังไม่รู้จักเท่าไหร่
เป็นหนังเก่า(ไม่มาก) แต่ใช้การถ่ายทำให้เหมือนเป็นหนังย้อนยุคไป

เรื่องนี้คือ “Always, ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม” ครับ

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

เนื้อเรื่องย่อคร่าวๆ

หลังสงครามของญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังพัฒนาประเทศให้ทันสมัย และการเข้ามาของความศิวิไลซ์ในยุคอุตสาหกรรมแบบชาวตะวันตกทั้งโทรทัศน์, ตู้เย็น, น้ำอัดลมหลากสี ซึ่งตรงช่วงที่กำลังสร้างหอโตเกียวเพื่อหวังว่าจะเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นปีโชวะที่ 33 หรือ ราวปีค.ศ. 1958 มีชุมชนแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่ 3 ในเขตยูฮีของเมืองโตเกียว ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ …

“ซูซูกิ โนริฟูมิ” เป็นเจ้าของอู่รถยนต์ชื่อ “ซูซูกิ ออโต” ซึ่งได้แต่งงานกับ “โทโมเอะ” ทั้งคู่มีบุตรชายวัยกำลังซนและกวนตีนมากๆ คนหนึ่ง คือ “อิปเป” วันหนึ่ง ซูซูกิ ออโต ได้มีสมาชิกใหม่เป็นเด็กสาวชื่อ “มัตสุโกะ” ผู้ซึ่งเดินทางออกจากบ้านเกิดที่ต่างจังหวัดเพียงคนเดียว มุ่งหน้าสู่โตเกียว และสมัครเป็นพนักงานของซูซูกิ ออโตด้วยความหวังว่า ที่นี่คงจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โตที่สามารถฝากอนาคตไว้ด้วยได้

ตรงข้ามกับซูซูกิ ออโตยังมีร้านขายขนมของ “ชากาวะ ริวโนะสุเกะ” ซึ่งมีความรักในงานเขียนและใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนชื่อดังให้ได้ แต่งานเขียนของเขาก็ทำได้เพียงเขียนนิยายให้นิตยสารกระจอกๆ เท่านั้น จนวันหนึ่ง “ฮิโรมิ” อดีตเกอิชาที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านเหล้าเล็กๆ ที่ริวโนะสุเกะแอบชอบอยู่ ได้รับการขอร้องจากเพื่อนเก่าให้ช่วยดูแลลูกชาย ฮิโรมิมีใจช่วยแต่ก็เกรงว่านั่นเป็นภาระที่หนักเกินกว่าเธอจะรับไหว ว่าแล้วเธอจึงพูดจาหว่านล้อมริวโนะสุเกะ เพื่อที่จะให้เขาช่วยรับเด็กชายไปเลี้ยงดูต่อจนได้…

นอกจากนั้น ในถนนสายนี้ยังมีคุณป้าบุหรี่ที่เก๋สุดๆ, หมอยักษ์ผู้น่าสงสารที่เด็กๆ ทุกคนภายในหมู่บ้านเป็นอริด้วย, รวมทั้งความสนุกสนานและบรรยากาศแห่งความอันอุบอุ่นอย่าล้นหลาม

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม

หลายชีวิตบนถนนสายนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ดำเนินชีวิต routine ไปตามอย่างที่ทำมาเรื่อยๆ แค่นั้น
แต่ยังมีภาระให้ต้องคิดและหาหนทางแก้ปัญหาทั้งกับตัวเองและครอบครัว
เป็นหนังที่ประกอบด้วยหลากหลายรสชาติ ทั้งความสุข ตลก เศร้า ซึ้ง รัก และความอบอุ่นใจ
ที่จะติดตรึงในความทรงจำ สร้างรอยยิ้มและกำลังใจได้อย่างดีทีเดียว

หนังนี้มีสองภาคนะครับ แต่ละภาคจบในตอน สนุกทั้ง 2 ภาคครับ
(แต่ส่วนตัวผมชอบภาค 1 มากกว่านะ ^^)
เวลาดูให้เริ่มจากภาค 1 ก่อนนะครับ ถ้าเริ่มดูภาค 2 เลยจะไม่รู้เรื่องอย่างแรงและหนังก็ไม่สนุกมาก
แต่โดยส่วนตัว ผมว่าหนังจบสมบูรณ์ตั้งแต่ภาค 1 แล้วนะครับ

Always ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม ภาค 2 ครับ

เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่เติมความสุขในใจได้ดีจริงๆ
ราคาแผ่นแท้ผมซื้อมา 79 บาทครับ ตามซุ้มขาย DVD ทั่วไป ราคาคุ้มค่ากับความสุขที่ได้จริงๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

ปีสร้าง: 2005 (เคยมาฉายบ้านเราด้วย ที่ลิโด้ ตั้งแต่ปี 2549 แล้ว)
กำกับ: ทาคาชิ ยามาซากิ
แสดง: โคยูกิ, มากิ โฮริคิตะ, ฮิเดทากะ โยชิโอกะ, ชินอิจิ สุสุมิ, ฮิโรโกะ ยากุชิมารุ
ประเทศ: ญี่ปุ่น
ประเภท: ดรามา
official site: www.always3.jp
Always ได้ดัดแปลงเนื้อเรื่องจากหนังสือการ์ตูนยอดนิยม ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ริวเฮ ไซกัง
โดย Always ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Japan Academy ถึง 14 สาขา ในปี 2006 ครับ รวมทั้งเป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีด้วย