อุปกรณ์นับก้าวจาก Daiso

หลังจากที่เห็นเพื่อนๆ หลายคนใน twitter พูดถึงเครื่องนับก้าว นำทีมโดยพี่ @wan_nam บอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับสรรพคุณเจ้าเครื่องนี้ช่วงก่อน ผมก็มีความรู้สึกว่ามันกิ้บเก๋ดี น่าหามาเป็นเจ้าของสักอัน แต่ปัญหาคือแถวๆ ที่ทำงานผมไม่มีขายสักที่เลย (เดินไปถามแถวนี้มีแต่คนงงว่าเครื่องนับก้าวมันคืออะไรวะ)

จนกระทั่งมาเดินที่ร้านหนังสือชื่อดังที่นึงในตัวเมืองเชียงใหม่ เห็นเครื่องนับก้าวของยี่ห้อ Omron สวยดีมากๆ มีให้เลือกสีชมพูกะสีฟ้า ถามว่าอยากได้มั้ยก็อยากได้อะ สวยดี ขนาดกระทัดรัด มีฟังก์ชั่นเยอะ แต่พอถามราคาแล้วผมก็ต้องถอยกรูดเพราะราคามันอันนึงตั้ง 1200 แหนะ ถ้าเอามาลองเล่นแต่ต้องเสียเงินตั้งพันสองก็คงไม่ไหวนะ

ทีนี้ก็มีคุณเภสัชกรประจำทวิตเตอร์อย่างคุณ @extradose ก็มาแนะนำว่ามันมีเครื่องนับก้าวอันละ 60 บาทด้วยนะ อยู่ที่ร้าน Daiso พูดตามตรงว่าโคตรน่าสนใจเลย

ขอบคุณ @wan_nam และ @extradose สำหรับเครื่องนับก้าว
มันมีขายที่ Daiso จริงๆ ด้วยแฮะ!!!

จนวันนี้ผมมีโอกาสไป Daiso ก็เลยไปสอยมาอันนึงครับ (แต่ที่เชียงใหม่ขายอันละ 65 บาทนะ)

แกะกล่องมาเล่นดู

ใจจดใจจ่อรีบขับรถถึงห้องเพื่อจะแกะกล่องออกมาดู ข้างในก็มีเครื่องนับก้าวอันนึงครับ เป็นพลาสติกสีใสๆ ลักษณะการประกอบค่อนข้างลวกๆ ไม่เรียบร้อยมากนัก ตัวเครื่องมีหน้าจอและปุ่ม 1 ปุ่ม เขียนว่า Reset ,, ส่วนหลังกล่องก็มีฉลากเป็นภาษาญี่ปุ่นพิมพ์ติดอยู่ (ซึ่งผมอ่านไม่ออก) สุดท้ายแกะกล่องแล้วเดาๆ วิธีการใช้เองละกัน

เริ่มต้นด้วยการดึงพลาสติกสีแดงเพื่อ activated ถ่านและทำให้หน้าจอแสดงตัวเลขออกมา ,, ตื่นเต้นๆๆๆ

แฮ่ๆ เครื่องนับก้าว ,, ไม่มีตัวไหนอ่านออกนอกจาก 99999

แอบส่องผ่านพลาสติกใส หลักการของมันก็ไม่ยาก คือมีแค่ค้อน+จุดหมุน และ สปริง+เซนเซอร์ คือ ทุกครั้งที่เราขยับ ค้อนมันก็จะเหวี่ยงไปตีสปริง ซึ่งถ้ามันแรงพอที่จะส่งแรงดังกล่าวไปหาเซนเซอร์ มันก็จะแปลผลว่าเราเดินไปแล้ว 1 ก้าว โดยขึ้นที่หน้าจอด้านหน้า ,, มีแค่นี้แหละ จบปิ้ง

สรุปประสบการณ์หลังใช้

เล่นได้วันนึง ขอคอมเมนต์พอเป็นพิธีละกัน

  • เครื่องไม่มีฟังก์ชันอื่นนอกจากนับก้าว แต่ก็เป็นไปตามราคาของมัน
  • เข้าใจง่ายดี เพราะมีปุ่ม reset ตัวเลขแค่อันเดียว ขนาดปุ่มปิดเครื่องยังไม่มี (เครื่องปิดไม่ได้)
  • Sensitivity ยังไม่ค่อยดี เท่าที่ลองเดินนับก้าวจริงเทียบกับตัวเลขบนหน้าจอ พบว่าตัวเลขขึ้นน้อยกว่าที่นับจริงราวๆ 10-15% (นับว่าเดินร้อยก้าว มีทั้งขึ้นบันได ผ่านพื้นดิน พื้นคอนกรีต ผ่านสวน ผ่านพรม ,, ตัวเลขขึ้นแค่ 88 เองอะ) ส่วนนึงคิดว่าเกิดจากน้ำหนักที่ก้าวเบาๆ เครื่องจะรับสัมผัสไม่ได้ แนะนำให้เอาเหน็บเอวหรือส่วนของร่างกายที่มันขยับเยอะๆ ถ้าใส่กระเป๋าจะขึ้นไม่เยอะเพราะแรงมันคงจะไม่ค่อยพอให้ค้อนหมุนไปตีสักเท่าไหร่
  • เอามาประยุกต์เป็นอุปกรณ์นับของได้ (โดยการเขย่าเอา)
แฮะๆๆๆ วันนี้เดินไป 16 ก้าว (ที่เหลือกลิ้งเอา)

โดยรวมผมว่าเก๋ดีนะ ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับลองเอามาเล่นๆ ถ้าชอบก็ไปซื้อเครื่องใหญ่เลยครับ

ไปสัมภาษณ์ให้เวป Dek-D มา

ช่วงเดือนก่อนๆ (ปลายเดือนกรกฎาคม 54) ได้รับการติดต่อจากน้องเป้ จากเวป Dek-D (เห็นเค้าว่าเป็นเวปพวกสอบเอ็นทรานซ์หรือเรียนต่ออะไรประมาณนี้นะ) แต่ให้ตายเหอะ สารภาพจากใจจริงเลย ผมไม่เคยเข้าไปเยี่ยมเวปนี้เลยอะ ส่วนนึงคงเพราะวัยที่ผ่านเรื่องแบบนี้มานานแล้ว

ซึ่งลองคิดย้อนไป สมัยที่ผมจะสอบเอ็นทรานซ์นี่ต้องเข้าห้องแนะแนว หาข้อมูลอะไรเอง ถามอาจารย์แนะแนว ถามพี่ๆ ที่เรียนอยู่ในคณะต่างๆ หรืออาจฟังประสบการณ์จากญาติหรือเพื่อนญาติ ไม่ได้มีอะไรให้อ่านแบบนี้นะ ,, คิดแล้วก็ดีเหมือนกัน เผื่อว่าข้อมูล+ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราจะได้ทำให้น้องๆ เลือกที่จะเรียนหรือไม่เรียนหมอดีขึ้น

ก็เลยตอบตกลงน้องเป้ที่จะให้สัมภาษณ์ครับ…

สัมภาษณ์แบบตื่นเต้นมากๆ

ก่อนที่จะเข้าเรื่องสัมภาษณ์ อาจมีคำถามว่า ไหนว่าไม่รู้จักเวป Dek-D แล้วทำไมเค้าถึงเลือกผมล่ะ ,, คำตอบคือ ผมเคยไปช่วยเค้าเขียนหนังสือ “กว่าจะเป็นหมอ” มาน่ะครับ (ไม่ได้ค่าจ้างเขียนนะ) ดังนั้นการสัมภาษณ์มันก็เป็นการคล้ายๆ ต่อยอดจากเรื่องในหนังสือน่ะ (แต่ในหนังสือไม่ได้มีแยกผู้เขียนแบบเป๊ะๆ นะ แต่คล้ายๆ กับสัมภาษณ์หมอหลายๆ คนแล้วเอาข้อมูลมารวมกันมากกว่า)

ผมไปแอบเขียนหนังสือเล่มนี้มาด้วยนะ อิอิๆ

จากนั้นน้องเป้ก็ส่งเมลมาสัมภาษณ์ 1 ฉบับ ผมก็ตอบกลับ 1 ฉบับ แค่นี้แหละครับ (ตื่นเต้นตรงไหนฟระ!!) ,, ตอนแรกคิดว่าจะทำไม่เสร็จตามกำหนดที่เค้ากำหนดให้ส่งช่วงปลายสิงหาคมเพราะว่าช่วงนั้นต้องอยู่เวรถี่มากๆ แถมจริงๆ แล้วเคยเขียนเสร็จไปรอบนึงนะ แต่อ่านซ้ำแล้วไม่เวิร์ค เลยลบแล้วเขียนใหม่ (ครั้งนี้ก็คิดว่ายังเขียนได้ไม่สุดนะ น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้) จนถึงวันสุดท้ายก็รีบๆๆ เขียนแล้วก็รีบๆๆ ส่ง ซึ่งทันกำหนดพอดี

แล้วน้องเป้ก็เอาบทความขึ้นวันรุ่งขึ้นเลยทันที แบบไม่มี modify ซักนิด

เหวอ..... มันมาแล้ว ตื่นเต้นๆๆ
บทความนี้อ่านสนุกๆ มากๆ เลยนะเธอ

ตื่นเต้นปนงงๆ แฮะ 🙂

รู้สึกไงบ้าง

ก็ดีนะ เห็น comments เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ที่อ่านก็ออกมาทาง positive ดี

ส่วนตัวที่เขียน ผมแค่อยากสะท้อนให้เห็นช่วงต่างๆ ของการเรียนและกว่าจะจบเป็นหมอว่าเป็นอย่างไร อย่าติดว่าเราเรียนเพื่อพ่อแม่ เรียนเพื่อคนไข้ ชีวิตคนเรามันไม่ได้ดราม่าขนาดนั้น โอเค ถ้าแค่จะเรียนให้น่ะได้ แต่ถ้าเราต้องทนแบกรับการทำงานแบบนั้นไปทั้งชีวิตเราจะทำได้ไหม ชอบหรือเปล่า ,, ซึ่งมันคงจะดีถ้าเราได้รู้อนาคตตัวเองจากประสบการณ์ของคนที่ผ่านมาก่อน ซึ่งผมอยากแบ่งปันให้แบบฟรีๆ หรือถ้าใครมีอะไรถามก็ถามมาใน entry นี้ได้นะ

เบื่อๆ ก็ไปอ่านบทความผมในนั้นได้นะครับ

การจัดการแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกอย่างง่าย

หลังจากที่ผมทำบล๊อกอาหารเยอะมากๆ ตะลุยกินทั่วสารทิศ ทำจนหามรุ่งหามค่ำ คนดูก็เยอะดี จนวันนี้ ผมต้องขอทำ blog วิชาการนิดนึง เดี๋ยวเค้าจะไม่นับผมเป็น blog การแพทย์แล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมทำ blog วิชาการ ค่า stat ของ blog จะลดลงตลอด อืมมม

วันนี้หวังว่าจะมีคนอ่านเยอะๆๆ นะครับ

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

เนื่องจากการกินปิ้งย่างเยอะและในช่วงนี้ผมวนวอร์ดศัลยกรรม ทำให้คิดถึงเคสคนไข้เก่าๆ ที่ผมเคยเจอและปัญหาความเข้าใจผิดในการจัดการเรื่องอุบัติเหตุทั่วไปในทางประหลาดๆ จึงประกอบกันเป็นหัวเรื่องที่ผมจะพูดใน Entry นี้ คือ ปัญหาไฟไหม้-น้ำร้อนลวก หรือ Burn ครับ แต่วันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียดลึกมาก เอาแค่คร่าวๆ ที่คนทั่วไปอ่านแล้วพอเข้าใจ และถ้าจำไปใช้ก็ทำได้

ถ้าพูดเรื่องไหม้ๆ (Burns) เราหมายความได้ถึงหลายกรณีนะครับ ได้แก่

  • การโดยเปลวไฟเผา หรือ Flame ทั้งแบบไฟไหม้ แดดเผา เปลวเพลิง
  • การโดนน้ำร้อนราด หรือภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า Scald ครับ
  • การสัมผัสกับวัตถุร้อน หรือ Contact hot objects เช่น โดนเหล็กร้อนนาบ ถ่านไม้กระเด็นใส่ หรือโดนเตารีด ซึ่งในที่นี่ ไม่นับพวกน้ำตาเทียน กุญแจ หรือแส้ต่างๆ
  • การโดนไฟฟ้าช็อตก็นับเหมือนกัน แบบนี้เรียก Electrical burn ครับ
  • การโดนสารเคมีเผาไหม้ โดยเฉพาะสารกรดด่างหรือสารกัดกร่อนต่างๆ เรียก Chemical burn
  • อีกแบบที่ไม่นึกถึงว่าเป็น burn คือการสูดดมควันและเปลวไฟ เช่นการอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้ แล้วเราต้องสูดดมความร้อนและเขม่าเข้าไป แบบนี้ก็นับเหมือนกัน เรียกว่า Inhalation burn

วันนี้ผมขออนุญาตพูดเฉพาะ 3 อันแรกนะครับ นั่นคือ Flame, Scald, Contact hot objects ครับ เนื่องจากมีแนวทางการจัดการเบื้องต้นคล้ายๆ กัน

First aid of Burns

จริงๆ เหมือนจะเป็นอะไรที่ดูยาก แต่ concept การรักษาและการดูแลบาดแผลโดนความร้อนมีสามอย่างครับ คือ “ลดพื้นที่ผิวที่จะถูกความร้อนทำลาย, ลดอาการปวดแสบ, และลดการปนเปื้อนเชื้อโรค” ครับ แค่นี้จริงๆ ซึ่งไอ้สามอย่างนี้ เรามาแตกแขนงต่อกันครับ

แผลเพิ่งโดนลวกมาใหม่ๆ ทำอะไรดี

ผมเชื่อมั่นว่าคนไทยร้อยละ 50 จะต้องคิดถึงยาสีฟันมาอันดับแรก ,,, ถูกใจล่ะซี้ แต่คำตอบคือผิดครับ ,,, ที่ผมเคยเจอมีมากกว่านั้นอีกนะครับ มีทั้งดิน มีทั้งน้ำปลา มีข้าวเหนียว เอามาโปะแผล เอ้ย!!! จริงๆ ครับ ผมพอเข้าใจว่าจังหวะนั้นมันตกใจ ใครบอกอะไรก็ทำหมด

แต่จริงๆสิ่งที่ควรนำมาเลยคือน้ำครับ ซึ่งน้ำที่เอามา ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิในช่วง 5-25 องศาเซลเซียส คิดไม่ออกก็เอาน้ำก๊อกนั่นแหละครับ หรือจะเถียงผมว่าเอาน้ำก๊อกหน้าร้อนมันร้อนตั้ง 40 องศา ,, งั้นก็เอาผสมน้ำเย็นในตู้เย็นแล้วกันครับ เอาให้เราเอามือจุ่มแล้วมันเย็นๆ ก็พอได้ เอามาราดแผลเลยครับ ซึ่งจุดนี้เราจะได้ทั้งการทำความสะอาดแผล การขยายขนาดแผล และการลดการเจ็บปวด

แต่อย่างไรก็ดี น้ำแข็งหรือน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสไม่ควรเอามาใช้ครับ แม้ว่าหลักการทางตรรกะมันจะบอกว่ายิ่งเย็นมันก็น่าจะดับร้อนได้ดี แต่จริงๆ ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนมากกว่านั้นครับ เพราะความเย็นที่มากเกินไปมันจะทำให้หลอดเลือดที่อยู่ชั้นใต้ผิวหนังหดตัวมากเกินไป จนทำให้เนื้อเยื่อที่เปราะบางบริเวณนั้นเกิดการขาดเลือดและตายได้

หลังจากซัดน้ำเย็นไปแล้ว อีกสิ่งที่ผมจะแนะนำคือ การเอาผ้าขนหนูสะอาดชุบน้ำเย็นมาห่อบริเวณแผลครับ อันนี้มีประโยชน์มากๆๆ เพื่อให้รักษาความเย็นแก่บริเวณผิวหนังให้ยาวนานขึ้น หรือระหว่างที่เราไปหาหมอ เราคงเอาต่อสายยางจากบ้านไปโรงพยาบาลราดน้ำตลอดทางได้ รวมทั้งถ้าเราเจอคนที่กำลังไฟไหม้ตัวอยู่ก็สามารถเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเอาไปดับไฟได้

ไฟไหม้ผิวหนังแบบไหนควรไปหาหมอ

จริงๆ ส่วนตัวผมแนะนำว่าแผลไฟไหม้เกือบทุกแบบควรไปหาหมอ ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ยิ่งควรไปหาซักครั้งก็ยังดี อย่างน้อยเพื่อประเมินแผลและทำแผลอย่างถูกต้องซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากการที่ผิวหนังถูกไฟไหม้ เราจะสูญเสียความสามารถของผิวหนังไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันเชื้อโรคและการปกป้องความชุ่มชื้น

การประเมินบาดแผลไฟไหม้ หมอเค้าจะประเมินเรื่องขนาด (Extend of burn area) และระดับความรุนแรง (Degree of burn area) ครับ (ซึ่งขอไม่กล่าวในที่นี้ เพราะมันจะลึกเกินไป) โดยทั้งสองจะเอามาควบคู่กันเพื่อวางแนวทางการรักษาต่อไป

ส่วนบาดแผลไฟไหม้ที่อันตรายที่ควรไฟหาหมออย่างยิ่งยวด (และอาจต้องนานโรงพยาบาลด้วย) ได้แก่

  • บาดแผลไฟไหม้รุนแรง เช่น บาดแผลไฟไหม้ระดับสองมากกว่า 15% ของพื้นที่ผิว หรือบาดแผลไฟไหม้ระดับสาม มากกว่า 5% ของพื้นที่ผิว หากความรุนแรงระดับนี้หรือมากกว่านี้ควรนอนโรงพยาบาล
  • บาดแผลไฟไหม้ที่เกิดกับเด็ก (น้อยกว่า 10 ปี) หรือคนแก่ (มากกว่า 50 ปี) หรือมีโรคประจำตัว เช่นเบาหวาน เป็นต้น
  • บาดแผลไฟไหม้บริเวณหน้า, มือ, เท้า และศรีษะ
  • บาดแผลไฟไหม้ที่มาจากไฟฟ้า (Electrical burn), จากสารเคมี (Chemical burn) และ Inhalation burn เพราะพวกนี้มีภาวะแทรกซ้อนเยอะครับ

ต้องกินยาฆ่าเชื้อเลยไหม? ทาอะไรที่แผลดี?

จริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำแผลครับ การทำแผล burn ควรจะมาทำที่โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานีอนามัยใกล้บ้านครับ (ไม่ควรทำแผลด้วยตัวเอง) ซึ่งมันจำเป็นต้องล้างด้วยน้ำสะอาด และไม่ควรเอา Betadine รดไปบริเวณแผลโดยตรง เพราะตัว Iodine ใน Betadine นอกจากที่จะทำลายเชื้อโรคแล้ว มันยังทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ หรือเนื้อเยื่อที่กำลังอ่อนแอไปด้วย การทำแผล Burn ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เค้านิยมใช้ silve sulfadiazine ซึ่งควบคุมเชื้อได้ดี และไม่ระคายเคืองผิวหนังมากนัก,, การทำแผลต้องทำทุกวัน จนกว่าหมอบอกว่าโอเค

ส่วนยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน มีทั้งงานวิจัยที่สนับสนุนและคัดค้าน กล่าวคือ ฝ่ายสนับสนุนก็แนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Penicillin เนื่องจากสามารถควบคุมเชื้อโรคที่อยู่บริเวณผิวหนังได้ดี ส่วนกลุ่มคัดค้านก็เชื่อว่าอัตราการติดเชื้อที่สำคัญขึ้นอยู่กับการทำแผลมากกว่าที่จะกินยาป้องกัน รวมทั้งการให้ยาฆ่าเชื้อเกินความจำเป็น อาจก่อให้เกิดการดื้อยาได้ด้วย

เอ็นทรี่นี้มีแต่ตัวหนังสือเยอะๆๆ

พยายามหารูปมาลง แต่เห็นรูปแล้วไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ เลยไม่เอามาลงดีกว่า เอาเป็นว่าถ้าขี้เกียจอ่านด้วนบน ก็จำเอาแค่นี้ครับ

  • น้ำเย็น+ผ้าขนหนูชุบน้ำโปะแผลพอ ไม่ต้องอย่างอื่น
  • ไปหาหมอก่อน ชัวร์สุด
  • ไฟช๊อต, สารเคมี, เด็ก, คนแก่, โดนไหม้ที่หน้า-มือ-เท้า-หัว = รีบไปหาหมอ
  • ให้หมอประเมินแผลและทำแผลให้ก่อน อย่าเพิ่งซ่ามาก

จำได้สี่ข้อพอละครับ 😉

เอกสารอ้างอิง

  • Sawada Y, Urushitade S, Yotsuyanagi T, et al,. Is prolonged and excessive cooling of a scalded wound effective?. Burns. 1997; 23; 55-58.
  • อภิชาติ พลอยสังวาลย์. Pitfall in burn management. เมดิคอลไทม์. 2006. 13-20.

ช๊อกโกแล๊ตซีสต์

แม้ว่าชื่อเปิดเอ็นทรี่จะดูน่ากิน แต่มันกินไม่ได้หรอกนะครับ
เพราะเป็นชื่อภาวะแทรกซ้อนของโรคทางนรีเวชอย่างนึงครับ เราเรียกมันว่าโรค Endometriosis
(ซึ่งการเกิด Chocolate cyst เราจะเรียกว่า endometriotic cyst)
จะเขียนเอาแค่พอเข้าใจนะครับ สั้นๆ ไม่ได้ลึกมาก

ถ้าแค่จะเขียน blog วิชาการ คนคงไม่สนใจอ่านเท่าไหร่
แต่ถ้าคิดว่าทำไมเราปวดเมนส์บ่อยๆ แถมปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, แต่งงานมาตั้งหลายปีก็ไม่มีลูกซักที, แถมชอบปวดอุ้งเชิงกรานบ่อยๆ ด้วย
ลองอ่านดูซักนิดไหมครับ

มันคืออะไร-เกิดได้ยังไง

นิยามของโรค Endometriosis เป็นภาวะที่โพรงมดลูกไปเจริญผิดที่ คือนอกเหนือไปจากโพรงมดลูกปกติ เช่น แทรกไปอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) หรือไปอยู่ตามบริเวณช่องท้องหรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่นรังไข่ หรือท่อนำไข่ เป็นต้น

Endometriosis ตามที่ต่างๆ รูปจาก http://www.ohiohealth.com

ปกติเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกหรือ Endometrium จะเจริญเติบโตตามรอบประจำเดือนด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
พอถึงช่วงที่มีรอบเดือน เนื้อเยื่อนี้ในโพรงมดลูกจะมีการลอกตัวออกมาเป็นเลือดประจำเดือน
แต่ Endometrium ที่เจริญที่บริเวณที่ผิดตำแหน่งนั้น ไม่ได้ออกมาเป็นเลือด แต่จะตกค้างอยู่
ซึ่งหากเรามองทะลุเข้าไปดู จะเห็นได้ตั้งแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เห็นเป็นจุดเล็กๆ หรือซีสใหญ่ๆ (Endometrioma)
ส่วนจำนวนก็สามารถพบในหลายๆ ตำแหน่ง ในขนาดและระยะของก้อนที่ต่างกันได้
ภายในถุงซีสจะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำๆ คล้ายๆช๊อกโกแล๊ตเหลวๆ (แต่จริงๆ นั่นคือระดูที่ออกมาไม่ได้)
ซึ่งเนื้อเยื่อพวกนี้สามารถโตได้เหมือนในเยื่อบุโพรงมดลูกปกติ อาจมีการลามได้ แต่ไม่ใช่เนื้อร้ายแต่อย่างไร

ส่วนการเกิดโรคนี้ถ้าถามสาเหตุจริงๆ ก็ยังไม่ทราบ 100% แต่ก็มีคนเขียนทฤษฏีการเกิดไว้หลายท่านเช่น

  • ทฤษฎีของ Sampson เล่าถึงการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้ากลับไปในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งเหตุผลที่คนเชื่อตามทฤษฎีเขาเพราะเรามักพบเนื้อเยื่อนี้ในแอ่งในช่องท้อง, พบการเกิดโรคนี้สูงขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มที่มีการอุดกั้นการระบายของเลือดประจำเดือน, ฯลฯ
  • ทฤษฎีการกระจายของเนื้อเยื่อดังกล่าวผ่านทางหลอดเลือดและน้ำเหลือง เพราะในผู้ป่วยบางคน เราสามารถพบการกระจายไปยังที่ไกลๆ และเป็นส่วนที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับช่องท้อง เช่น ปอดหรือในสมอง แต่น้อย
  • ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเซลล์เยื่อบุช่องท้องโดยการเหนี่ยวนำจากฮอร์โมนหรือสารต่างๆ ที่คนคิดแบบนี้เพราะมีการพบกรณีที่มีเด็กหญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนมาก่อนแต่กลับเกิดโรคนี้ได้, รวมทั้งเคยมีคนเอาเซลล์เยื่อบุช่องท้อง/รังไข่ก็สามารถทำให้เกิดลักษณะต่อมที่คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้
  • ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกัน โดยทฤษฎีนี้จะเป็นส่วนเสริมของทฤษฎีของ Simpson เนื่องจากในแทบทุกเดือนนั้น ระดูจะมีการไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องอยู่แล้ว แต่ว่าที่เกิดกับบางคนน่าจะเป็นผลจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ เช่นการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น

ทฤษฎีชักเยอะแฮะ
จริงๆ ถ้าคิดตามทฤษฎี ปัจจัยเสี่ยงในโรคนี้คือ

  • สตรีวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสามารถพบได้ร้อยละ 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เริ่มมีประจำเดือนเร็ว, มีช่วงสั้น(ประจำเดือนสั้น ไม่ครบเดือนก็มาอีกแล้ว), ออกมากและมาทีละหลายวัน
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะการที่มารดาหรือพี่น้องเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรค 3-10 เท่า
  • โรค/พยาธิสภาพที่ขัดขวางการไหลของระดู ทำให้กลไกการกำจัดเลือดดังกล่าวผิดปกติไป
  • การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน

อาการและอาการแสดงของโรค

จริงๆ อาการของคนไข้ที่มามีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย (พบโดยบังเอิญจากการผ่าตัด) หรือมีอาการปวดรุนแรง
โดยอาการนั้นไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับพยาธิสภาพก็ได้ (เช่น มีก้อนใหญ่แต่ไม่มีอาการก็ได้)
แต่อาการคลาสสิกของโรคจะมีสามอย่างคือ

  • มีบุตรยาก พบประมาณร้อยละ 30 โดยสาเหตุจริงๆ ยังไม่ทราบ แต่มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายได้แก่ การเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานขัดขวางการเดินทางของไข่โดยตรง, การผิดปกติขิงรังไข่และฮอร์โมน, การที่มี Prostaglandin จากการอักเสบและมีเซลล์กลุ่ม Macrophage ออกมามากกว่าปกติ ซึ่งรบกวนธรรมชาติของการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ปวดท้องน้อยช่วงที่มีประจำเดือน ลักษณะมักจะเป็นการปวดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมักเป็นการปวดท้องประจำเดือนหลังจากที่ไม่ได้ปวดมาหลายปี
  • การปวดท้องระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ลักษณะเป็นการเจ็บหน่วงๆ ลึกๆ

ส่วนอาการอื่นๆ ที่มักจะมาร่วมด้วยได้แก่

  • การปวดท้องอื่นๆ เช่น หน่วงๆ เวลาอุจจาระหรือปัสสาวะ
  • อาการต่างๆ ในการขับถ่าย โดยเฉพาะช่วงที่มีระดู เช่น การกลั้นอุจจาระไม่ค่อยอยู่, ปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือด
  • การคลำได้ก้อนในช่องท้องหรือเชิงกราน
  • ไม่มีอาการอะไรเลย รวมทั้งการตรวจภายในในช่วงแรกๆ อาจพบว่าผลปกติปกติได้

การวินิจฉัยและรักษา

ส่วนการตรวจวินิจฉัยนั้นมักจะทำหากมีอาการ/อาการแสดงเข้าได้กับโรค เช่น มีการปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้น ถึงขั้นกินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น, มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง, มีบุตรยาก หรือการตรวจร่วมด้วยเครื่อง ultrasound แล้วพบว่ามีก้อนที่สัมพันธ์กับอาการ โดยการวินิจฉัยที่สำคัญคือการส่องกล้องเข้าไปตรวจ (Laparoscopic examination) ซึ่งนอกจากที่จะทำให้เราเห็นขนาดและตำแหน่งของรอยโรค เรายังสามารถประเมินความรุนแรงได้ด้วย

การตรวจด้วยการส่องกล้อง (รูปจาก http://www.ohiohealth.com/mayo/images/image_popup/w7_endometriosis.jpg )

จริงๆ เป้าหมายของการรักษานั้นคือการขจัดรอยโรค และกำจัดผลต่างๆ ของโรค ทั้งภาวะปวดและการมีบุตรยาก
ดังนั้นคอนเซปการรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาอาการปวดและการักษาภาวะการมีบุตรยาก
หลักๆ ก็มีทั้งการเฝ้าสังเกตอาการ, การใช้ยา ฮอร์โมนและยาคุมกำเนิด, และการผ่าตัดในเทคนิคต่างๆ รวมไปถึงการรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน ทั้งนี้จะพิจารณาตามอาการ/อาการแสดง, พยาธิสภาพที่พบ, อายุและความต้องการมีบุตร, ภาวะแทรกซ้อนและค่าใช้จ่ายครับ
(หัวข้อนี้จะไม่ลงรายละเอียดมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินและดุลยพินิจของแพทย์เจ้าของไข้ครับ)

การกลับเป็นซ้ำ

เป็นหนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยมากๆ โดยเฉพาะหลังได้รับการรักษาไปแล้ว
อัตราการกลับเป็นสามารถพบได้ในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 5-20 ต่อปี หรืออัตราสะสมร้อยละ 40 ใน 5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรคด้วย ส่วนการรักษาพบว่าการใช้ยาจะพบว่าจะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำมากกว่า ทั้งนี้เชื่อว่าการให้ยาเป็นเพียงแค่การกดอาการไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้เป็นการรักษาอย่างแท้จริง เมื่อหยุดการรักษาจึงมีโอกาสที่มันจะโตขึ้นอีกครั้ง ส่วนการเกิดการกลับเป็นซ้ำจากการผ่าตัดนั้นเชื่อว่าเกิดจากการเอา Endometriosis ออกไม่หมด โดยเฉพาะส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้เหลือค้างและรอวันที่มันจะเจริญเติบโตอีกครั้ง

จบแล้วครับ กับ blog วิชาการนานๆ ที

เอกสารอ้างอิง

  • ธีระ ทองสง. Endometriosis. นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด, 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 295-307.
  • กำธร พฤกษานานนท์. ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน (Endometriosis). นรีเวชวิทยาฉบับสอบบอร์ด, 2547. พิมพ์ครั้งที่ 4. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 62-83.

ทฤษฎีทำลายล้างหมู่เลือดในละครไทย

ถ้าเกิดว่าคุณกำลังดูละครไทยที่ฮิตไปทั้งตลาดเรื่องหนึ่งอยู่
ทีนี้ คุณหญิงเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียเลือดมาก ต้องการเลือดกรุ๊ปโอด่วน
คุณผู้ชายแม้จะเลือดกรุ๊ปโอเหมือนกัน แต่กำลังปฏิบัติราชการที่สวิตเซอร์แลนด์
อีลูกสาวตัวร้ายจึงตะโกนบอกว่า “เอาเลือดหนูก็ได้คะ”
ซึ่งจากการตรวจพบว่าอีลูกสาวตัวร้ายเป็นเลือดหมู่บี…

เฮ้ย…. เข้าข่ายละครไทยสิวะ
คุณหญิงมีชู้กับคนขับรถหรือคนสวนดี
หรือเธอเก็บอีลูกสาวมาเลี้ยง
หรือสลับลูกระหว่างอยู่โรงพยาบาล…

มันเป็นไปได้เหรอ!!!!

จริงๆ ทางการแพทย์มีทฤษฎีทำลายล้างกฎเหล็กละครไทยครับ
มันมีชื่อว่า hh antigen system หรือเรียกง่ายๆ ว่า O-Bombay ครับ

ย้อนกลับมา Basic นิดนึง

ก่อนอื่นผมขอย้อนเสียหน่อยนะครับเกี่ยวกับหมู่เลือด โดยวันนี้จะพูดแค่ ABO blood group
หรือที่รู้จักคือเลือด 4 หมู่ได้แก่ A B O และ AB ครับ

Back to basic เลยคือคำว่าเรามีเลือดหมู่ไหน แปลว่า “โปรตีนบนผิวของเม็ดเลือดแดงของเราเป็นหมู่นั้นๆ”
หมายความว่า นายอภิสิทธิ์มีเลือดหมู B = มีโปรตีนชนิด B อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงของคุณอภิสิทธิ์
หรือ สุเทพมีหมู่เลือด AB = มีทั้งโปรตีนชนิด A และ B อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดงของคุณสุเทพ
ส่วนถ้าคุณณัฐวุฒิเป็นเลือดหมู่ O ล่ะ หลายคนจะเข้าใจว่าคุณณัฐวุฒิจะไม่มีโปรตีนบ่งชี้หมู่เลือดบนผิวเม็ดเลือดแดง

ถูกครึ่งนึง…

เพราะจริงๆ คนเลือดหมู่ O ก็มีโปรตีนบ่งชี้หมู่เลือดนะครับ เรียกว่า H antigen

แล้วมันคืออะไร ทำไมถูกแค่ครึ่งเดียว

เพราะปกติการสร้างโปรตีนบนผิวเม็ดเลือดแดง (ต่อไปผมอาจจะเรียกสลับกับคำว่า Antigen นะครับ) มันไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้น
การสร้าง Antigen A หรือ B เพื่อให้เราเป็นหมู่เลือด A หรือ B นั้นเราต้องการ H antigen ครับ
คล้ายๆ A และ B antigen ก็มาจาก H antigen นั่นแหละ
แล้วมาต่อเพิ่มบางส่วนให้กลายเป็น A หรือ B antigen ไป
ซึ่งคนที่ H antigen ไม่ถูกต่อเติมอะไรก็จะเป็นเลือดหมู่ O ครับ
ดังรูปครับ (เอามาจาก http://www.wikidoc.org/index.php/Image:ABO_blood_type.svg ) มีการตัดต่อเพื่อความเข้าใจเล็กน้อย

ลองเทียบกันดูนะครับ

ถ้าอย่างรูปข้างบน ถึงแม้เลือดหมู่ O จะเขียนว่า No antigen แต่สังเกตว่ารูปยังไงก็มีก้านสีดำๆ ยื่นออกมาอยู่ดี
ให้เข้าใจว่าตรงนั้นคือ H antigen ครับ

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจ

นอกจากเรื่อง Antigen หรือโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์แล้ว
อีกเรื่องคือ Antibody หรือโปรตีนที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเลือดครับ
โดยมีกฏเหล็กว่า ถ้า Antigen จับกับ antibody แล้วมันจะเกิดการรวมกลุ่มและปฏิกิริยาครับ
แล้วเกิดการกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่างๆ และทำให้เม็ดเลือดแดงแตกลงได้

โดยคนที่เลือดหมู่ A ก็จะมี Anti-B อยู่ในน้ำเลือด, เลือดหมู่ B ก็มี Anti-A อยู่ในน้ำเลือด
ส่วนเลือดหมู่ AB จะไม่มีทั้ง Anti-A หรือ Anti-B เลย
และหมู่เลือด O จะมีทั้ง Anti-B และ Anti-A อยู่ในน้ำเลือด

ถ้างงก็ลงดูรูปแล้วสร้างความเข้าใจนิดนึง

antigen บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และ antibody ในน้ำเลือด

ซึ่งในจุดนี้มีประโยชน์ในการตรวจหาหมู่เลือดและการให้เลือดครับ
การให้เลือดก็จับคู่ง่ายๆ อย่าให้ A ชนกับ Anti-A และ B ชนกับ Anti-B ครับ

เข้าเรื่องวันนี้กันเลย

หมู่เลือดแบบแปลกๆ ที่ไม่ตรงไปตามทฏษฎี หรือที่เรียกว่า O-Bombay หรือ hh-antigen blood group
ครั้งแรกนี้ถูกรายงานครั้งแรกเมื่อปี 1952 โดยเป็น Case report ที่เมืองบอมเบย์ ที่ประเทศอินเดียครับ โดย Dr. Y.M. Bhende ครับ
ซึ่งในเมืองดังกล่าวจะพบหมู่เลือดพิเศษนี้ในอัตรา 1 คนในหมื่นคน (มันก็ยังน้อยอยู่ดีนะ)
ส่วนการเก็บสถิติหมู่เลือดดังกล่าว เจอในประชากรทั่วๆ ไปในโลกราว 4 คนใน 1 แสนคน

ดูแนวเนอะ ดูเท่มากเลย
ความพิเศษของหมู่เลือดนี้คือ…

อันแรกมันสร้าง H antigen ได้ไม่สมบูรณ์ครับ

H antigen เป็นรากฐานในการสร้าง A และ B antigen ต่อดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
แต่คนที่มีหมู่เลือด O-Bombay จะสร้าง H antigen ได้แบบไม่สมบูรณ์ จึงได้เป็น h antigen แทน
(เอารูปมาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Bombay.svg)

เทียบโปรตีนบนผิว O-Bombay กับหมู่เลือดอื่นๆ

เหตุเพราะจาก Gene ของผู้ป่วยคนนั้นเป็น Gene ด้อยที่ได้รับสืบทอดต่อมาครับ
ถ้าแม้ว่ามีพ่อหรือแม่สักคนให้ยีนเด่นมา ลูกก็จะสามารถแสดงหมู่เลือดได้ตามปกติ
แต่นี่จะให้เกิด O-Bombay ได้ พ่อและแม่ต้องยินยอมพร้อมใจให้ยีนด้อยแก้เด็กทั้งคู่ครับ

ดังนั้น เมื่อเอาเลือดไปตรวจหมู่เลือด ซึ่งใช้หลักการ Antigen-Antibody ดังกล่าวแล้ว มันจะไม่เกิดปฏิกิริยากับ Anti-A หรือ Anti-B ในหลอดน้ำยาทดสอบหมู่เลือด
มันก็แปลว่าเราจะมองมันเป็นเลือดกรุ๊ป O นั่นเอง ทั้งที่จริงๆ เค้าเป็นเลือดกรุ๊ป A หรือ B

อันที่สอง มันรับเลือดชาวบ้านไม่ได้

มันต้องให้เลือดเฉพาะคนที่เป็น O-Bombay เหมือนกัน
เพราะไอ้ h antigen ที่สร้างมาแบบไม่สมบูรณ์มันกลายเป็นหมู่เลือดใหม่กลายๆ
จะเป็นหมู่ O ก็ไม่ใช่ เพราะ O ที่แท้จริงจะมี H antigen บนผิวเม็ดเลือด

มันลำบากมากๆ หากในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและต้องการเลือดด่วน
แต่ก็พอแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้คือการบริจาคเลือดให้ตัวเองเก็บไว้เป็นพักๆ
เผื่อไว้อนาคต กรณีต้องการเลือด หรือเผื่อไว้กรณีนัดผ่าตัดซึ่งอาจมีความจำเป็นในการให้เลือด

อันที่สาม ไม่มีใครรู้ง่ายๆ นะเธอ

เพราะการที่จะรู้ว่าเป็น O-Bombay หรือเปล่านั้นต้องอาศัยการตรวจทาง Genetic เอา
ซึ่งทั่วไปไม่มีเหตุให้ชวนทำ เพราะโอกาสเจอน้อยและราคาแพงมาก
ดังนั้นจะรู้ว่าเป็น O-Bombay มักมีเรื่องราว เช่นหมู่เลือดไม่ตรงตามทฤษฏี หรือให้เลือดแล้วมีปัญหามากๆ
เพราะจากที่เราเรียนตอนเด็ก เลือดกรุ๊ป O สามารถให้ข้ามกลุ่มได้หมด (ซึ่งผิดนะครับ!!!!!
คือ O แม้ตัวผิวจะไม่มี antigen ใดๆ แต่ในน้ำเลือดมันมีทั้ง Anti-A และ Anti-B อยู่ด้วย
ถ้าจะได้ให้จริงๆ เค้าจะมีการรีดเอา Anti-A และ Anti-B ออก เรียกว่า O low titer ครับ
นอกจากนั้นคนเลือดหมู่ O ยังมีโอกาสเป็น O-Bombay อีก ซึ่งใครรับเลือดเธอนี่ก็ซวยไป )

ส่วนตัว อ่านแล้วดูน่ากลัวนะ แต่อย่ากังวลมาก
เพราะลองถามเพื่อนๆ หรือพี่ๆ เจ้าหน้าที่ห้องเลือดแล้วก็ยังไม่เจ้า O-Bombay เลย
ถ้าคิดเรท 1 ในล้านแล้ว ประเทศไทยมีคนเลือดหมู่นี้อยู่ 70 กว่าคนเอง

การแก้ปัญหาเรื่อง O-Bombay กับละครไทย

เพื่อลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว ไม่ใช่ว่าละครไทยจะไร้ทางออกในการอ้างหมู่เลือด
เพราะจริงๆ ในคนมีหมู่เลือดเยอะมากๆ หลายหลากมากๆ
ถ้าสนใจลองดูนี่ได้ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Human_blood_group_systems
แค่พอเข้าใจระบบ Rh group เพิ่มอีกซักอัน ทางออกของละครไทยก็ยังมีอยู่บ้าง
รวมทั้งหากกระทรวงศึกษาจะปรับระบบการเรียนเรื่องหมู่เลือดจะดีมากๆ
เพราะเท่าที่ถามเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่หมด

เอาเป็นว่า ถ้าสนใจอ่านเรื่องหมู่เลือดต่อ ผมเห็นที่ Pantip อันนี้เขียนดี เลยเอามาแบ่งกัน ภาษาไทย
หรืออยากเสริมเรื่อง O-Bombay แบบเทพๆ ผมว่าอันนี้อ่านง่ายดีนะ แต่ซ้ำๆ ผมนะ
ส่วนอันนี้โอเคเลยนะ ละเอียดมากในระดับที่คนอ่านรู้เรื่องบ้าง

แบบ Advance หน่อยก็เป็นของ Balgir, RS เมื่อปี 2007 ชื่อเรื่องว่า Identification of a rare blood group,”Bombay (Oh) phenotype,” in Bhuyan tribe of Northwestern Orissa, India. ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน Indian Journal of Human Genetics ครับ

ว่าแต่ อ่านบทความผมจบแล้ว รู้รึเปล่าว่าจากละครข้างบน ใครเป็น O-Bombay ครับ 😉

ภาวะกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน

นานๆ ทีได้เขียน blog เชิงวิชาการบ้าง
เลยเอาเรื่องที่ผมเคยรวบรวมมาในช่วงวิชาเลือกมาเขียน ตัดๆ มาเฉพาะส่วนที่น่าจะพอเข้าใจบ้าง
มันคงอยู่กึ่งๆ ระหว่างสิ่งที่คนทั่วไปควรรู้ และ ความรู้เฉพาะทาง
พยายามเขียนเป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่บางจุดอาจลึกเกินไปบ้างนะครับ อ่านแล้วไม่เข้าใจก็ข้ามๆ ได้

ภาวะหมดระดูและผลต่างๆ ของมัน

เป็นช่วงที่รังไข่หยุดทำงานโดยชิ้นเชิง คือหยุดการผลิตฮอร์โมนโดยเฉพาะ Estrogen และไม่มีการตกไข่อีกแล้ว ซึ่งทางการแพทย์เราจะนับระยะเวลา 1 ปีย้อนหลังถือว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว (ต้องเป็นมา 1 ปีก่อนถึงจะบอกได้ว่าเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนแล้ว) และถือว่าเป็น Secondary amennorrhea ที่พบมากที่สุด โดยการตรวจยีนยันทางห้องปฏิบัติการจะพบว่ามีระดับ FSH, LH ในกระแสเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ Estrogen ในกระแสเลือดลดลงจากเดิมเป็นอย่างมาก

เมื่อถึงช่วงภาวะหมดระดู สภาพร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
มีทั้งอาการที่เรามองเห็นและรู้สึกได้ เช่น อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดและขี้บ่นมากกว่าปกติ(อันนี้แม่ผมเลย) ช่องคลอดแห้ง ทางเดินปัสสาวะฝ่อลง ผิวหนังไม่ชุ่มชื้นเหมือนเดิม ซึ่งถ้าผมเขียน blog ในเรื่องทั้งหมดมันจะเยอะมากๆ และคิดว่า banwidth ผมคงจะหมดรอบที่สามและโดน hosting แบนผมอีกแน่ๆ

แต่วันนี้ผมจะเอาเรื่องที่มองไม่เห็นแต่สำคัญมากๆๆๆ
เพราะถ้าเราปล่อยมันไว้ จนถึงจุดนึง มันจะเกิด morbidity และ mortality เยอะมากๆ
ภาวะนั้นคือกระดูกพรุน หรือ Osteoporosis ครับ

ทำไม Osteoporosis จึงสำคัญ

จริงๆ ตัว Osteoporosis ไม่ใช่อะไรที่สลักสำคัญมากครับ
แต่ตัวที่สำคัญจริงๆ คือการเกิดกระดูกหักง่ายขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก
ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนเป็นความดันโลหิตสูง พ่อผมก็สูง ก็ยังกินข้าว เดินเที่ยว ทำอะไรๆ ได้ปกติดีนี่
แต่ถ้าเป็นนานๆ มันจะเกิดผลเสียต่อทั้งไต หัวใจ สมอง ฯลฯ ซึ่งถ้าเกิดแล้วมันยากที่จะแก้ไขครับ
ภาวะกระดูกพรุนก็เช่นกัน

(ภาพจาก http://chrischamcl.wordpress.com/ )

osteoporosis and menopause

นิยามของภาวะกระดูกพรุน

ภาวะโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ถือเป็นภาวะโรคกระดูกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย (Systematic skeletal bone disease) โดยมีลักษณะของมวลกระดูกที่บางลง พร้อมกับมีการเสื่อมลงของโครงสร้างของกระดูกร่วมด้วย (Microarchitecture deterioration) โดยในอดีตจะใช้เพียงอาการของผู้ป่วยเช่น การเกิดกระดูกหักบ่อยๆ การมีความสูงลดลง ร่วมกับ film X-ray บริเวณกระดูกสันหลังในการวินิจฉัย

จนต่อมาเมื่อปี 1994 องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามโรคกระดูกพรุนเมื่อความหนาแน่นของกระดูกหรือมวลกระดูก (Bone mass index – BMD) ต่ำกว่า -2.5 standard deviation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว โดยการวัดนั้น จะทำการวัดบริเวณ 3 ตำแหน่งสำคัญที่เกิดกระดูกหักบ่อยๆ คือกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก หรือกระดูกปลายแขน

นอกจากนั้น ในนิยามขององค์การอนามัยโลก ยังจำแนกความหนาแน่นของกระดูกได้เป็น 4 ระดับคือ

  1. ความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือมีค่าความหนาแน่นของกระดูกมากกว่า -1 standard deviation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว
  2. Osteopenia หรือกระดูกบาง คือมีความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในช่วง -1 จนถึง -2.5 standard deviation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว
  3. Osteoporosis หรือโรคกระดูกพรุน คือมีค่าความหนาแน่นของกระดูกน้อยกว่า -2.5 standard deviation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว
  4. Severe osteoporosis หรือโรคกระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือมีค่าความหนาแน่นของกระดูกน้อยกว่า -2.5 standard deviation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสูงสุดในวัยสาว ร่วมกับมีกระดูกหักจากความเปราะบาง (fragility fracture)

แต่สำหรับในประเทศไทย นอกจากที่เราจะใช้ BMD ที่เทียบเป็น T-score และ standard deviation แล้ว ยังมีการเทียบเป็น bone mineral density (g/cm3) ด้วย โดยวัด bone mineral density ในตำแหน่งต่างๆ แล้วเทียบกับค่ามาตรฐานที่มีค่าเท่ากับ 1 โดยตำแหน่งที่วัดได้แก่ total hip, total L1-L4, femoral neck, intertrochanter หากมีค่าต่ำกว่า 0.604, 0.682, 0.569 และ 0.769 g/cm3 ตามลำดับ ถือว่ามีภาวะ osteoporosis เกิดขึ้นด้วย

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดกระดูกพรุน

  • ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ได้แก่ คนผิวขาว (โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปตอนบน) และชาวเอเชีย, เพศหญิง, มีโครงร่างเล็ก, มีประวัติญาติสายตรงเกิดกระดูกหักจากการกระแทกหรือบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง
  • ปัจจัยทางด้านฮอร์โมน คือ สตรีหมดระดูเร็วหรือหมดระดูก่อนกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมดระดูก่อนอายุ 45 ปี
  • ปัจจัยทางด้านโภชนาการ ได้แก่ การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณที่ต่ำ, ดื่ม Alcohol มาก, ดื่มเครื่องดื่มที่มี Caffeine มาก ถึงแม้ Caffeine ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการลดลงของมวลกระดูก แต่จะมีผลต่อการขับออกของ calcium ทางปัสสาวะเพิ่มมาก, รับประทานเกลือมาก, รับประทานโปรตีนจากสัตว์มาก
  • ที่สำคัญอีกอย่างคือการกินน้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำดำทั้งหลาย สาเหตุไม่ได้มาจากความซ่าไปกัดกระดูกนะครับ แต่ว่าน้ำดำจะมีส่วนประกอบของกรดฟอสฟอรัส (phosphoric acid) เยอะกว่าน้ำสีอื่นๆ ,, ซึ่งพอเราดื่มมันเข้าไป ฟอสฟอรัสที่มากจนเกินสมดุลจะไปชวนแคลเซียมหลุดออกมาจากกระดูกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าเราทานบ่อยๆ ก็อาจทำให้กระดูกบางลงได้
  • ปัจจัยทางด้านพฤติกรรม ได้แก่ พฤติกรรมการไม่ออกแรง มีวิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ (Sedentary lifestyle), การสูบบุหรี่
  • ปัจจัยทางด้านโรคร่วมและการใช้ยา
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น, น้ำหนักตัวน้อย/ ดัชนีมวลกายต่ำ, ไม่เคยมีบุตร, การได้รับแสงแดดที่ไม่เพียงพอ

การประเมินด้วยตัวเองเกี่ยวกับภาวะกระดูกพรุน

จริงๆ การประเมินกระดูกพรุนตามมาตรฐานนั้น ต้องอาศัยเครื่องวัดมวลกระดูก แต่การไปวัดแต่ละครั้งนั้น ราคาค่อนข้างสูงและอาจใช้มันเกินจำเป็นได้ ซึ่งค่าตรวจแต่ละครั้งก็หลายตังอยู่นะ ซึ่งถ่าไปรพ.รัฐอาจเสียเวลา

เราก็มีการประเมินเบื้องต้นง่ายๆ ด้วย Osteoporosis Self Assessment Tool for Asian หรือ OSTA index ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างง่ายเพื่อคำนวณหาความเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกพรุน โดยคำนวณจากสูตร OSTA index =0.2 x (น้ำหนัก (ก.ก.) – อายุ) จากนั้นเปรียบเทียบโดยใช้เกณฑ์ < -1 เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง และ > -1 เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ซึ่งกลุ่มนี้หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมได้ ควรพิจารณาไปตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA หรือ dual energy x-ray absorptiometry

การจัดการภาวะกระดูกพรุน

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น คือความพยายามในการลดและป้องกันการเกิดกระดูกพรุนนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ในการเกิดกระดูกหัก โดยการหักของกระดูกนั้นมีปัจจัยหลักๆ มาจาก 2 ประการคือ

  • แรงที่เข้ามากระแทก (Force if impact) ตั้งแต่ ความรุนแรงของการกระแทก, ท่าทางของการหกล้ม, อวัยวะที่รับต่อแรงกระแทกนั้นๆ , กลไกของการป้องกันตนเองเมื่อหกล้ม และความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดการหกล้ม
  • ความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ (Bone and muscle strength) รวมถึงโครงสร้างและรูปทรงของกระดูกของแต่ละชิ้น คุณภาพและความหนาแน่นของกระดูก รวมทั้งอัตราการสูญเสียกระดูก โดยจากการศึกษาพบว่าช่วงที่มีความหนาแน่นของกระดูกมากสุดอยู่ในช่วงอายุ 30-35 ปี จากนั้นความหนาแน่นของมวลกระดูกจะค่อยๆ ลดลงประมาณร้อยละ 0.7 ต่อปี จนถึงเมื่อวัยขาดระดู อัตราการสูญเสียกระดูกจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจสูญเสียมากถึงร้อยละ 5 ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งปัจจัยในเรื่องความหนาแน่นกระดูกเหล่านี้ถือเป็นส่วนที่สามารถป้องกันและเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักเอาไว้ได้

ดังนั้น เป้าหมายของการรักษา postmenopausal osteoporosis คือ เพื่อป้องกันกระดูกหัก โดยมีหลักการ ในการป้องกันกระดูกหัก 3 ประการ

  1. stopping bone loss
  2. maintaining bone strength
  3. Decrease and limit patient’s risk factor

โดยมีหลักการและแนวทางในการปฏิบัติคือ

  1. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Non-pharmacologic measures)เป็นสิ่งที่ควรทำอันดับแรก เริ่มจากหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เสี่ยงที่ทำให้เกิด bone loss และกระดูกหัก ควบคุมน้ำหนักให้พอดี กินอาหารครบ 5 หมู่ โดยมีปริมาณ calcium และ vitamin D อย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดบุหรี่ ลดปริมาณการดื่ม alcohol และ caffeine ลงโดยจำกัด ปริมาณ caffeine ให้ < 300 มิลลิกรัม/วัน หรือไม่เกิน 3 แก้วต่อวันโดยประมาณ และป้องกันและระมัดระวังไม่ให้เกิดการลื่นล้ม รวมไปถึงการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของที่อยู่อาศัย เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุ
  2. ตรวจร่างกาย วัดส่วนสูงและน้ำหนักทุกปี ตรวจสอบเรื่องอาการปวดหลัง และตรวจดวาม kyphosis หรือไม่ และ พิจารณาการตรวจวัดผู้ป่วยบางรายด้วย Bone mineral density (BMD) ด้วยเทคนิค dual energy x-ray absorptiometry (DXA) ที่ตำแหน่งสะโพก, femoral neck และ posterior-anterior lumbar spine กลุ่มผู้ป่วยทึควรได้รับการตรวจ BMD เช่น ผู้ป่วยเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วยที่เคยเกิดกระดูกหักภายหลังที่หมดประจำเดือน, มีรูปร่างผอมบาง, ผู้ป่วยที่มีประวัติดื่มสุราเรื้อรังและผู้ป่วยที่มีประวัติการสูบบุหรี่จัด
  3. การได้รับ Calcium, วิตามินต่างๆ เสริมและสารอาหารอย่างพอเพียง อย่างน้อยได้แก่ 1,200-1,500 mg of calcium, 1,000 IU of vitamin D,120 mcg vitamin K, โปรตีน 1g/kg และ 320 mg of magnesium (หรือ 420 mg สำหรับผู้ชาย) รวมทั้งการออกไปสัมผัสแดดในตอนเช้าหรือตอนเย็นที่ไม่แรงจัดมาก ประมาณวันละ 15-20 นาที
  4. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่วัยก่อนที่จะหมดประจำเดือน โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่เป็น weight-baring exercise หรือกิจกรรมใดๆ ที่กระดูกและกล้ามเนื้อได้ทำงานต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก เช่นการวิ่งเหยาะ, การเต้นแอโรบิก เป็นต้น ซึ่งการออกกำลังกายจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อกระดูก และกล้ามเนื้อที่จะช่วย support ด้วย
  5. การรักษาด้วยยา (Pharmacologic therapies) โดยการใช้ยานั้น ให้เป็นไปตามวิจารณญาณและการประเมินของนรีแพทย์แล้วกันนะครับ

จบแล้วนะครับ

ดู Advance ไปเยอะนะครับ (จริงๆ ที่ทำเยอะกว่านี้อีก แต่กลัวอ่านไม่รู้เรื่อง)
เอาเป็นว่า ลองหันจากจอคอมไปดูผู้หญิงข้างๆ ที่คุณรักครับ
อย่างน้อยหาอะไรให้เธอทานบ้าง ชวนไปออกกำลังกายบ้างครับ

เอกสารอ้างอิง

  1. นิมิตร เตชไกรชนะ. ฮอร์โมนทดแทนและโรคกระดูกพรุน (Hormone replacement therapy and osteoporosis). ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดระดู (Hormone replacement therapy in the menopause). พิมพ์ครั้งที่ 2. โรงพิมพ์บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์. กรุงเทพมหานคร. 2544. หน้า 167-210.
  2. ธีระ ทองสง, จตุพล ศรีสมบูรณ์, ธีระพร วุฒยวนิช และคณะ. บทที่ 8 วัยหมดระดู : menopause. นรีเวชวิทยา ฉบับสอบบอร์ด. พิมพ์ครั้งที่ 3. พี บี ฟอเรนบุ๊กส์. กรุงเทพมหานคร. 2551. หน้า 151-7.
  3. Limpaphayom KK., Taechakraichana N., Jaisamrarn U., et. al. Bone mineral density of lumbar spine and proximal femur in normal Thai women. J Med Assoc Thai. 2000 Jul;83(7):725-31.
  4. Nugarm R., Atmaca A., Kleerekoper M. Chapter 59 : Evaluation of the patient with osteoporosis or at risk of osteoporosis. in : Marcus R., Feldman D., Nelson D.A., Rosen C. Osteoperosis. 3rd ed. Volume 2. United Kingdom. Elsevier. 2008. Page 1189.
  5. Compston J., Cooper A., Cooper C., et. al. Guideline forthe diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women and men from the age of 50 years in the UK. National Osteoporosis Guideline Group (NOGG). 2009. Cited http://www.shef.ac.uk/NOGG/downloads.html , 20 January 2010.
  6. Prema B Rapuri, J Christopher Gallagher, H Karimi Kinyamu, et al. Caffeine intake increases the rate of bone loss in elderly women and interacts with vitamin D receptor genotypes . Am J Clin Nutr. 2001. 74:694–700.
  7. Koh L.K.H., Ben Sedrine W., Torralba T.P., et al. A simple tool to identify Asian women at increase risk of osteoporosis. Osteoporos Int. 2001. 12:699-705
  8. Chaovisitsaree S., Namwongprom S., MorakoteN., et al. Comparison of Osteoporosis Self Assessment Tool for Asian (OSTA) and Standard Assessment in Menopause Clinic, Chiang Mai. J Med Assoc Thai. 2007. Vol. 90 No. 3. 420-5.

บาดแผลฟกช้ำและการดูแล

เนื่องจากวันนี้มีพี่สาวคนนึงมาถามผม เพราะแกประสบอุบัติเหตุตกบันไดจากการเล่น BlackBerry Massaging (BBM) แล้วทีนี้เธอก็เกิดรอยฟกช้ำบริเวณข้อเท้า ซึ่งจริงๆ แนวทางการจัดการเรื่องพวกนี้ควรเริ่มที่สาเหตุครับ คือ การงดเล่นโปรแกรม Chat ระหว่างที่เดิน แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็มีเยอะแยะเลย เช่น application ที่เลือกใช้ควรมีการป้ององกันอุบัติเหตุเหล่านี้ เช่น ใช้กล้องถ่ายรูปให้เรามองทะลุเห็นข้างหลังได้ แล้วเราเดิน chat ไปด้วยได้ เวลาเดินไป tweet ไป เราจะได้เห็นทาง แต่การทำ app แบบนั้น ผมทำไม่เป็น วันนี้ผมก็มาบอกการดูแลเรื่องปลายเหตุอีกวิธี นั่นคือ การดูแลแผลฟกช้ำ

การฟกช้ำมันคืออะไร

จริงๆ การฟกช้ำหรือ Bruise ที่มากกว่าภายนอก แต่นิยามของคำว่าฟกช้ำคือมีการรั่วของเลือดออกมาบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยรอบๆ ส่วนมากจะเกิดจากแรงกระแทก หรือพวก blunt forces ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนังแตกและมีเลือดรั่วไหลออกมา

โดยเลือดที่ออกมาในชั้นผิวหนังช่วงแรกๆ เราจะเป็นสีแดงๆ แต่จากนั้น มันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเป็นสีม่วง/เทา สีเขียว และกลายเป็นสีน้ำตาลในที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนสีของมัน เกิดจากเลือดที่ไหลรั่วออกมาถูกแปรสภาพและทำลายไป ซึ่งแต่ละช่วงก็ให้สีที่ต่างกัน โดยขบวนการเปลี่ยนสีจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ตั้งแต่เลือดไหลรั่วออกมาจากหลอดเลือดที่ได้รับความเสียหาย

ถ้าการฟกช้ำมีแค่ เลือดออกใต้ผิวหนังก็ไม่มีอะไรมาก แต่ที่มีอะไรคือการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียงหรือ Assocoiated injury เช่น หกล้มหัวกระแทก มีกระดูกหัก หรือมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

การดูแลบาดแผลฟกช้ำ

เมื่อเข้าใจพื้นฐาน การเกิดโรคแล้ว เราก็ลองมาจัดการมันดูครับ เพราะการดูแลในช่วงแรกนั้นสำคัญมากครับ

อย่างแรกคงเป็นการ ห้ามเลือดที่ออกมา รวมทั้งลดการบอบช้ำและการอักเสบของกล้ามเนื้อและโครงสร้างต่างๆ โดยสิ่งที่ทำอันดับแรก ก็คือ การประคบเย็นครับ ตั้งแต่รู้ตัวว่าบาดเจ็บก็ประคบเลยครับ ไม่ต้องรอให้บวมหรือเห็นรอยช้ำ อาจใช้ก้อนน้ำแข็งหรือ Hot-Cold pack ก็ได้ ช่วงเวลาในแต่ละตำรามีต่างกัน บ้าง แต่ส่วนมากอยู่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก โดยมีเทคนิคการประคบนิดนึงคือเราอาจเอาผ้าห่อเจลฟ้าหรือถุงน้ำแข็งก่อนชั้นนึง ถ้ามันเย็นมากไป โดยการประคบเย็นจะช่วยลดทำให้หลอดเลือดมันหดตัว เลือดไหลซึมออกมาลดลง และยังลด enzymes และสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอักเสบลงอีกด้วย

ส่วนเรื่องการทายาวันแรก อาจไม่จำเป็นมากเท่าไหร่ครับ ถ้าอยากทายามากๆ ก็เป็นพวก Voltaren emulgel, reparil gel, หรือ Counterpain cool ครับ สังเกตว่ายาพวกนี้ทาแล้วจะไม่ร้อนครับ จะออกแนวเย็นๆ หรือเฉยๆ มากกว่า โดยการทายาก็ทาบางๆ ครับ ไม่ต้องทาหนาเตอะ เพราะส่วนที่ยาจะทำงานจะเป็นเพียงชั้นที่มันสัมผัสผิวกับเราเพียงชั้นเดียว นอกจากนั้นการพันผ้าหรือ bandage จะช่วยเรื่องการดูดซึมตัวยาลงสู่ชั้นผิวหนังได้เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากการประคบเย็นแล้ว ในช่วงวันแรกที่แนะนำให้ทำคือ การพักครับ อย่าไปขยับบริเวณนั้นมาก เช่น หลีกเลี่ยงการเดินช๊อปปิ้งไรงี้ และยังแนะนำการยกขาสูงด้วย ไม่ต้องสูงถึงยิมนาสติกนะครับ เอาแค่อวัยวะส่วนปลายสูงกว่าแผลฟกช้ำก็พอ เช่น ตอนนอนก็หาหมอนมาหนุนซักใบ

ส่วนสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงวันแรกคือ การบีบนวดและการทายาที่มีส่วนผสมของ Methylsalicylate เช่น Counterpain, Neotica balm หรือแม้แต่ยาหม่อง

ต่อไปหลัง 24-48 ชม. ช่วงนี้ให้เปลี่ยนจากประคบเย็นเป็นประคบอุ่นแทน ถ้าถามอุ่นแค่ไหน เอาแบบให้เรารู้สึกสบายๆ ครับ โดยประมาณ 40 องศา และช่วงนี้ก็สามารถทายาที่ห้ามทาช่วงแรกๆ ได้ครับ เพราะพวกยานี้ให้ฤทธิ์คล้ายๆ กับการประคบอุ่น คือ มันทำให้หลอดเลือดขยายตัว โดยเค้าเชื่อว่าการที่หลอดเลือดขยายตัวจะช่วยเอาพวกเลือดที่ค้างอยู่ออก และก็ให้มีเลือดใหม่ๆ พาสารอาหารและ oxygen มาเลี้ยงและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ส่วนการพันผ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเสมอไป จะพันก็ดีไม่พันก็ได้ ถ้าพันไม่เป็นหรือไม่มีใครพันให้ก็โอเคครับ ส่วนการนวดควรหลีกเลี่ยงครับ