เดินเที่ยว Promenada เปิดวันแรก

ช่วงนี้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากๆ โดยเฉพาะห้างและคอนโดผุดมาจากไหนไม่รู้อย่างเพียบ แต่ที่แน่ๆ ในหลายๆ โปรเจคช่วงนี้ มีห้างแรกที่ประกาศเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว คือ Promenada Resort Mall (จริงๆ เหมือนผมได้ข่าวจะเปิดมาก่อนหน้านี้แล้วนะ แต่เลื่อนมาอีกหน่อยแทน) ซึ่งผมก็แอบตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะว่าปกติช่วงวันหยุดคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวก็จะแห่ไปออกันที่เซนทรัลแอร์พอร์ทยังกะว่าไม่เคยไปเที่ยวห้างมาก่อน ก็หวังว่าที่นี่คงจะแบ่งเบาประชากรมาได้บ้าง แถมคอนเซปที่นี่ยังบอกว่าเป็น Resort Mall ทำให้ผมจินตนาการเคลิ้มไปถึงแบบว่าห้างสไตล์วิลล่า มีต้นไม้เยอะๆ วิวสวยๆ อากาศดีๆ ไรงี้

เอาเป็นว่า วันที่ 7 มิถุนาก็เลยขอไปเยี่ยมชมหน่อยก็แล้วกัน (มีหน้าเฟสด้วยนะ)

มายังไง

เป็นปัญหาโลกแตกที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจว่ามา Promenada ยังไง ซึ่งมีคนถามมาเยอะมากจนนึกว่าตัวเองเป็นแผนที่กรมทางหลวงแห่งจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว เอาเป็นว่าผมไกด์ให้สองทางละกันครับ

  • ถ้ามาจากเซนทรัลแอร์พอร์ท ให้มาทางถนนมหิดล (ถนนอ้อมเมือง) ตรงมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เลย เจอสะพานอะไรข้ามหมด จะกระทั่งข้ามสะพานที่เป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ จะมีป้ายลำปาง (ชิดซ้าย) กะป้ายสันกำแพง (ชิดขวา) ,, ให้เราเลือกชิดขวาไปสันกำแพง ซึ่งพอลงสะพานเสร็จก็เตรียมชิดซ้ายเบี่ยงเข้าเลนนอกเลย
  • ถ้ามาจากนิมมาน ให้มาทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ตรงมาเรื่อยๆ เลย เจออุโมงให้ลอด เจอสะพานให้ข้าม จะกระทั่งถึงทางลอดแยกหนองป่าครั่ง (สังเกตว่ามีแมคโครทางซ้ายก่อนถึงแยก) ให้เตรียมชิดซ้ายไปตามป้ายที่บอกให้ไปสนามบิน จากนั้นพอโผล่จากสะพานก็เบี่ยงออกซ้ายออกเลนนอก ผ่านศูนย์ฮอนด้า ผ่านโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ผ่านปั้มปตท. จากนั้นก็เลี้ยวช่องซ้ายสุดที่แยกใหญ่ๆ (ไปทางสันกำแพง) แล้วเลาะตามทางเรื่อยๆ เดี๋ยวถึงเอง

ให้กูเกิ้ลแมปช่วยละกันเน่อ


ดู Promenada – Resort Mall ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แรกพบสบตากับ Promenada

ขับรถมาปุ๊บ อย่างแรกที่เจอคือรถติดครับ ฮาๆๆ ไม่แปลก ห้างเปิดวันแรกก็คงมีคนแห่กันมา ,, ปัญหาต่อมาคือ หาทางเข้าไม่เจอ ทางเข้าที่ควรเข้า (และจะนำเราไปยังที่จอดรถใต้อาคาร) เค้าก็กั้นไว้ไม่ให้เข้า ทำให้เราต้องเข้าอีทางด้านข้างซึ่งเป็นดินลูกรังผสมขี้โคลน แล้วจอดรถข้างทางแทบจะลงในป่าโข่แบบเสียวติดหล่มและถูกชนได้ง่ายๆ

ทางเข้าแบบทุลักทุเลโคตรๆ
ทางเข้าแบบทุลักทุเลโคตรๆ
จอดแบบเสียวๆ :(
จอดแบบเสียวๆ 🙁

จอดรถเสร็จก็เดินสำรวจครับ

สำรวจภายนอกและภายใน

บ่องตรงว่าเท่าที่สำรวจพูดได้เลยว่ายังทำไม่เสร็จอะ ข้างนอกยังมีก่ออิฐฉาบปูนกันอยู่เลย รถไถรถแบคโฮก็ยังทำงานกันอยู่ หญ้าก็ยังปูไม่เสร็จ ต้นไม้ก็ยังลงไม่เรียบร้อย อ่างน้ำนี่เรียกว่ายังขุดกันอยู่เลย โครงหล่งโครงเหล็กก็ยังกองอยู่เพียบ จนท.ก็ยังปีนนั่งร้านทำงานให้ขวักไขว่ ที่จอดรถใต้อาคารก็ยังมีเศษวัสดุก่อสร้างกองอยู่ไม่น้อยเลย เสียวเหยียบใส่ตะปูเหมือนกัน

เท่าที่มองเห็นก็เสร็จไปแค่อาคารเดียวเอง ทีแรกคิดอยู่ว่าเข้าดีไม่เข้าดี เพราะกลัวตึกถล่มเหมือนกัน ฮาๆๆๆ แต่ว่าก็เข้าไปนะครับ

ต้นไม้ยังลงไม่เสร็จน่อ
ต้นไม้ยังลงไม่เสร็จน่อ
ใกล้ชิดกับงานก่อสร้างมากๆ เบยส์
ใกล้ชิดกับงานก่อสร้างมากๆ เบยส์
อาคารฝั่งนี้ยังไม่เสร็จ
อาคารฝั่งนี้ยังไม่เสร็จ
เดินข้ามไปมานี่ก็เสียวเหมือนกันนะ
เดินข้ามไปมานี่ก็เสียวเหมือนกันนะ

ข้างในอาคารเป็นตึกสองชั้น เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผิดกะที่ผมคาดไว้หน่อยว่าอารมณ์จะเป็นแบบ Open air และเดินชิลๆ ท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณและธรรมชาติที่แสนสดชื่น ,, แต่ไม่เป็นไร เชียงใหม่ตอนนี้ร้อนมาก เปิดแอร์แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แฮ่ๆๆๆ

โดยรวมที่นี่ก็ยังไม่มีอะไร ร้านส่วนมากก็ยังไม่เสร็จดี พนักงานก็ยังเชื่อมเหล็กก่อปูนต่อไฟยกต้นไม้กันขวักไขว่ในอาคารจนเรารู้สึกใกล้ชิดและเหมือนจะมีส่วนร่วมกับการก่อสร้างเลย ,, แต่เท่าที่เห็นป้ายนี่ดูท่าจะเริ่มพร้อมเปิดกันประมาณกรกฎานี่แหละ แต่ร้านข้างในดูน่าสนใจนะ มีร้านอาหารญี่ปุ่นเก๋ๆ หลายร้านเลย มีเทปปันยากิด้วย เอิ้กๆๆๆ วันนี้ดูป้ายไปก่อน ส่วน Food Center ของตัวห้างก็เปิดบางร้าน น่าสนใจดีเหมือนกัน (แต่วันนี้ไม่ได้ชิม)

เดินไปเดินมาก็มีร้านใหญ่ๆ ที่พร้อมเปิดแค่ 2 ร้านคือ Sport World และ Uniqlo ครับ (กะโรงหนัง SF ก็เหมือนจะเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้เข้าไปดูอะนะ)

เกือบไปช่วยพี่ๆ เค้ายกต้นไม้ละ อิอิ
เกือบไปช่วยพี่ๆ เค้ายกต้นไม้ละ อิอิ
ร้านรวงภายในก็ยังไม่เปิดนะ เริ่มเปิดบ้างคงเป็นเดือนหน้า
ร้านรวงภายในก็ยังไม่เปิดนะ เริ่มเปิดบ้างคงเป็นเดือนหน้า

แวะ Uniqlo หน่อย อิอิ

ร้าน Uniqlo เป็นแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่น ออกแนวเรียบๆ คหสต.ผมว่าพวกเสื้อกันหนาวเค้าดีมากๆ เลย ราคาตอนลดไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ แต่เสื้อผ้าอื่นๆ ก็โอเคนะ ,, จริงๆ ที่กทม.ก็มีหลายสาขานะ ส่วน Uniqlo ของที่นี่เป็นร้านที่อยู่ชั้นล่าง ใหญ่พอตัวเลย แต่ผมว่าที่นี่ยังดูวุ่นวายอยู่นิดหน่อย พนักงานยังคงคอนเซปเดิมเหมือนที่กทม. คือตะโกนขายของอย่างสุภาพและเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตลอดเวลา ส่วนที่ดูแปลกตาคือคนเชียงใหม่มาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าเยอะมากๆ เยอะจนผมคิดว่าเค้าแจกเสื้อฟรีรึเปล่า ราคาตอนไม่ลดนี่ก็แพงอยู่นา อิอิ

จริงๆ ผมไม่ค่อยชอบงานอะไรที่อุดมไปด้วยฝูงชนแออัดยัดเยียดเช่นนี้ แต่ว่าการซื้อ Uniqlo ตามหลัก (ของผม) ควรมาตั้งแต่มีโปรโมชั่นวันแรกๆ เพราะว่าจะมีลายและไซส์เสื้อครบ ผมก็เลยจัดไปหลายพันเหมือนกัน

Uniqlo คนเยอะมากๆๆๆๆ
Uniqlo คนเยอะมากๆๆๆๆ

นอกจากนั้นยังมีโดมกะญาญ่ามาด้วย จริงๆ ผมก็ไม่ได้บ้าดาราอะไรหรอกนะ เค้าเดินตามผมมาเอง แบบว่า ทีแรกผมจัดของ+จะนับของ พี่โดมกะญาญ่าก็เดินมาจากด้านหลังไปถ่ายรูปกะผู้บริหารของ Promenada ผมก็กลายเป็นอยู่แถวหน้าสุด ก็เลยถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วก็เดินชิ่งออกมาไปอยู่หลังเวทีเพื่อนับของต่อ อีกสักพักพี่โดมกะญาญ่าก็เดินมาหลังเวที โอยยยยยย แถวหน้าสุดๆ ใกล้ชิดสุดๆ จนกุกลัวอิแฟนคลับทั้งหลายจะมากระทืบตู เลยถ่ายรูปพี่โดมสองสามรูปแล้วเผ่นดีกว่า อึดอัดๆๆ

พี่โดมกะญาญ่า (ผมไม่ได้บ้าดารานะ)
พี่โดมกะญาญ่า (ผมไม่ได้บ้าดารานะ)
แฟนคลับทั้งคู่เยอะมากๆ
แฟนคลับทั้งคู่เยอะมากๆ

ซื้อแค่นี้แหละ กลับละ วันหลังถ้าเสร็จดีๆ ค่อยมาใหม่นะ

สรุปหน่อยเนาะ

แอบผิดหวังกับการเปิดตัวนิดหน่อยๆ เพราะจริงๆ ถ้าห้างไม่เสร็จไม่ต้องรีบเปิดขนาดนี้ก็ได้นะ เราอดทนรถติดกับเซนทรัลแอร์พอร์ทไปก่อนก็ได้ ฮาๆๆ เพราะลูกค้าอย่างเราก็คงไปเกะกะพี่ๆ คนงานเค้าทำงานไม่ใช่น้อย แถมก็งานบางอย่างของเค้าก็อาจเกิดอุบัติเหตุกับเราได้ด้วย เอิ้กๆ

พวกร้านรวงต่างๆ ที่น่าสนใจหลายๆ ร้านก็ยังไม่เปิดเลย ผมว่าเปิดห้างตอนนี้เหมือนกับเปิดแค่ Uniqlo เลยอะ

รอให้สร้างเสร็จสมบูรณ์ไวๆ เน่อ
รอให้สร้างเสร็จสมบูรณ์ไวๆ เน่อ

แต่ถ้าเสร็จสมบูรณ์ เริ่มมีร้านเยอะๆ ต้นไม้โตเยอะๆ ก็คงเป็นอีกที่ที่น่าเดินมากๆ ละครับ 🙂

ได้ลงหนังสือ 30 Bloggers Like Actually ;)

ผมเพิ่งรู้หมือนกัน ว่าการที่จะทำหนังสือเล่มนึง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

ผมได้รับการติดต่อจากทาง EDT guide มานานตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2555 ว่าจะขอยืมตัวผมไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำ blog อะไรนี่แหละ แล้วก็ให้ผมช่วย list ร้านที่ผมชอบมาซัก 6-7 ร้าน ผมก็ทำแล้วก็ส่งให้พี่เค้า ,, จากนั้นกว่าที่จะได้คิวสัมภาษณ์+ถ่ายรูปนั่นรูปนี่ก็ปาเข้าไปเดือนสิงหาคมละ หลายๆ อย่างมันดูช้าจนผมก็กลัวว่ามันจะล่มเหมือนครั้งก่อนๆ

และกว่าที่จะเป็นคลิป+ทำหน้าเว็ปเป็นตัวเป็นตนนี่ก็ผ่านไปเกือบปีแหนะ

และสุดท้าย พัสดุที่ผมรอคอยมาร่วมเดือนหลังจากที่มีหน้าเวปนั้นขึ้นมาก็ได้ถูกส่งมาถึงผมแล้ว… ดีใจมากๆ เพราะว่าด้านในก็คือหนังสือ 30 Bloggers Like Actually นั่นเองครับ (จริงๆ เห็นเค้าโปรโมทขายตั้งแต่ปลายๆ เดือนกพ. แต่ร้านหนังสือแถวๆ ที่ทำงานผมนี่มันหาเล่มนี้ไม่ได้จริงๆ เฮ้ออออ~~~~)

ในที่สุด พัสดุที่ผมรอคอยมาในรอบหลายเดือนก็มาแล้วววววว
ในที่สุด พัสดุที่ผมรอคอยมาในรอบหลายเดือนก็มาแล้วววววว

จริงๆ แกะกล่องมาก็ไม่น่าแปลกใจมากหรอกครับ ก็คือหนังสือ 30 Bloggers Like Actually นั่นแหละ ,, ซึ่งสิ่งแรกที่ผมเปิดก็คือเปิดไปหน้าของตัวเอง อ่านไอ้ที่เค้าสัมภาษณ์ไป กับร้านห้าร้านที่ผมเลือกมา ทีแรกมีหลายสิบร้านในใจนะ ตัดสินใจยากเหมือนกันว่าจะเอาร้านไหนดี แต่หลักๆ ขอเลือกร้านที่เชียงใหม่มากกว่า ซึ่งห้าร้านที่ผมเลือกก็มี

(กดลิงค์อ่านแล้วชอบใจ แนะนำให้ไปซื้อหนังสือเค้าด้วยนะ…)

พออ่านของตัวเองจบ ก็ลองพลิกไปอ่านของคนอื่นต่อ เฮ้ย!! สนุกดีแฮะ เพลินดีมากๆ มันคล้ายๆ เหมือนเป็นเพื่อนไปที่นั่นที่นี่แล้วเล่าประสบการณ์แนะนำว่ามันโอเคมากกว่าที่จะเป็นหนังสือแนะนำสถานที่กินที่เที่ยวเฉยๆ น่ะ (แนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนด้วย จะเพิ่มอรรถรสในการอ่านอีกเยอะ) แอบเสียดายที่เนื้อหาแต่ละสถานที่น้อยไปนิดนึง

ภายในก็มีหนังสือ 30 Bloggers Like Actually ครับ
ภายในก็มีหนังสือ 30 Bloggers Like Actually ครับ
ตอนของผมอยู่หน้า 64 ครับ ^^
ตอนของผมอยู่หน้า 64 ครับ ^^
ผมได้มีโอกาสแนะนำร้านที่ผมชอบ 5 ร้าน ,, เป็นที่เชียงใหม่ทั้งหมดครับ
ผมได้มีโอกาสแนะนำร้านที่ผมชอบ 5 ร้าน ,, เป็นที่เชียงใหม่ทั้งหมดครับ

ลองแวะหาซื้อตามร้านหน้งสือชั้นนำดูได้นะครับ

ปล. นิดหน่อย

  • มาขอลายเซ็นต์ได้นะครับ (หลงตัวเองสุดๆ) แต่ตอนนี้ผมน้ำหนักลดจากตอนมาสัมภาษณ์ประมาณ 13 กิโล หน้าอาจไม่ค่อยคล้ายกับในรูปเท่าไหร่นะ อิอิ
  • ชื่อบล๊อกผมท้ายหนังสือเป็น tongkatsu.exteen.com ซึ่งเป็นของเก่า แต่เดี๋ยวนี้ผมใช้เป็น tongkatsu.com แล้ว (ที่เก่าก็มีเรื่องสนุกๆ อยู่เยอะนะ ลองไปกดอ่านดูได้)
  • ถ้าหาซื้อแบบเป็นเล่มไม่ได้ ก็ซื้อแบบ e-book ก็มีนะ

กินวอ — งานปีใหม่ชาวมูเซอ

จริงๆ บล๊อกตอนนี้ ผมกะเขียนให้ทันช่วงที่เค้ากินวอกัน แต่พอดีผมเกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตเล็กน้อย จึงต้องดองและเลื่อนมาเป็นช่วงนี้แทน… แต่ก็เอาเถอะครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

คำว่ากินวอเนี่ย ผมเริ่มได้ยินครั้งแรกตั้งแต่ผมทำงานปีที่แล้ว แต่กว่าที่ผมจะเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้มันก็ผ่านไปปีนึงเต็ม

ว่าด้วยการกินวอ

ที่แน่ๆ กินวอเนี่ย มันไม่ใช่การไปกินไอติมวอลล์หรอกนะ แต่มันเป็นงานฉลองปีใหม่ของพี่น้องชาวมูเซอครับ ปีนึงเค้าก็จะจัดกันครั้งนึงครับ พี่น้องชาวมูเซอเค้าไม่ได้มีปฏิทินเป็นการส่วนตัว เค้าก็จะอ้างอิงกับปฏิทินของเรา โดยจะมีผู้นำหมู่บ้านแต่ละที่ละแวกอำเภอฝาง-แม่อาย-ไชยปราการมาตกลงกันว่าเมื่อไหร่ดี ซึ่งปีนี้เค้าจะจัดกันตั้งแต่วันที่ 13-19 มกราคม 2556 ครับ

ใช่ครับ งานกินวอเค้าจัดกันเจ็ดวันเจ็ดคืนครับ ซึ่งแต่ละวันนี่ก็มีกิจกรรมไม่เหมือนกันเท่าไหร่นะ ผมจำได้แค่คร่าวๆ อย่างเช่น วันแรกเป็นวันเตรียมงาน, วันที่สองเป็นวันที่เค้าจะไปไหว้พ่อแม่กัน, วันที่สี่เป็นวันผู้หญิง (คือให้ผู้หญิงหลั่นล้า แล้วผู้ชายทำครัวแทน), วันที่ห้าเป็นวันผู้ชาย (วันนี้ผู้ชายเค้าจะมีเล่นลูกข่างยักษ์กัน), ส่วนวันอื่นๆ จำไม่ได้ครับ

ไปเที่ยวกินวอกับพี่น้องชาวมูเซอกัน :)
ไปเที่ยวกินวอกับพี่น้องชาวมูเซอกัน 🙂

ซึ่งหมู่บ้านที่จะไปนี่คือบ้านห้วยม่วงครับ ที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อายนี่แหละ ฮี่ๆๆๆ โดยเจ้าภาพงานนี้ก็คือพี่หนูนา (ต้องขอบคุณพี่เค้าจริงๆ) เริ่มตั้งแต่อาศัยรถพี่เค้ามารับจากพื้นราบแล้วขับขึ้นทางดอยดินลูกรังมาให้ถึงบ้าน (จริงๆ ทางก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นต้องใช้รถโฟร์วีลโอนลี่นะ ผมยังเห็นยาริสขึ้นมาได้เลย แต่อาจต้องชำนาญทางหน่อย), พามากินข้าวที่บ้านพี่เค้า ซึ่งทางครอบครัวพี่เค้าทำเลี้ยงต้อนรับพวกเรา, รวมทั้งพาไปยังสถานที่จัดงานด้วย (พาไปสองหมู่บ้านแหนะ)


View กินวอ in a larger map

ทางส่วนใหญ่นี่ก็เป็นดินลูกรัง ใครนั่งกระบะหลังก็รับฝุ่นดินแดงไปนิดนึง
ทางส่วนใหญ่นี่ก็เป็นดินลูกรัง ใครนั่งกระบะหลังก็รับฝุ่นดินแดงไปนิดนึง

เอกลักษณ์ของงานนี้ก็คือการทำข้าวปุกงากินกัน ,, ซึ่งข้าวปุกเนี่ยเค้าทำจากข้าวเหนียว+งาผสมกัน แล้วค่อยๆ ทุบๆๆๆ จนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเค้าก็เอามาปั้นเป็นก้อน ถ้าตามหลักสแตนดาร์ดเค้าเอามาจิ้มกินกับนมข้นหวาน, น้ำตาล และน้ำผึ้งป่า แต่ผมว่ามันเลี่ยนไปหน่อย เลยแหวกแนวเอามาจิ้มกับน้ำพริกหนุ่ม ให้อารมณ์คล้ายๆ กินข้าวเหนียวกะน้ำพริก แต่หยุ่นๆ กว่า ลงตัว+ตัดเลี่ยนดีนะ (แต่รู้สึกว่าทั้งหมู่บ้านมีผมกินแบบนี้อยู่คนเดียวเอง)

โฉมหน้าของหนึ่งในไฮไลท์ ,, ข้าวปุกงา และข้าวปุกงาดำ
โฉมหน้าของหนึ่งในไฮไลท์ ,, ข้าวปุกงา และข้าวปุกงาดำ
น้ำผึ้งป่าสดๆ ที่พี่นาเตรียมมาให้ (ยังมีเศษรวงผึ้งอยู่เลย)
น้ำผึ้งป่าสดๆ ที่พี่นาเตรียมมาให้ (ยังมีเศษรวงผึ้งอยู่เลย)
เทนมข้นหวานเอามาจิ้มกับข้าวปุกกัน
เทนมข้นหวานเอามาจิ้มกับข้าวปุกกัน
ข้าวปุกจิ้มกะนมข้นหวาน ,, อร่อยดีนะ :)
ข้าวปุกจิ้มกะนมข้นหวาน ,, อร่อยดีนะ 🙂
ข้าวปุกงา ,, เอามากินกับนมข้นหวาน
ข้าวปุกงา ,, เอามากินกับนมข้นหวาน

นอกจากข้าวปลุกงาพี่หนูนาก็ยังเตรียมอาหารถิ่นเค้าอีกเยอะ ทั้งยำวุ้นเส้น, ผัดผัก, ยำปลา, ฯลฯ ซึ่งของที่นี่สดมากๆ เว้นจะมีซุ้มนึงที่มีหมูหั่นเป็นชิ้นยาวๆ เอาวางไว้ เห็นเค้าบอกว่าเป็นพิธีอะไรของเค้าทั้งนี่แหละ ซึ่งมันก็เหมือนเป็นการถนอมอาหารไปด้วยกรายๆ

พี่หนูนา+ญาติๆ ช่วยกันทำอาหารให้เรากิน ,, ซึ้งอ่า....
พี่หนูนา+ญาติๆ ช่วยกันทำอาหารให้เรากิน ,, ซึ้งอ่า….
อันนี้เป็นซุ้มพิธีของเค้า เอาหมูมาหั่นเป็นเส้นๆ ซักอย่างนี่แหละ แฮ่ๆๆ ลืมไปละ
อันนี้เป็นซุ้มพิธีของเค้า เอาหมูมาหั่นเป็นเส้นๆ ซักอย่างนี่แหละ แฮ่ๆๆ ลืมไปละ
ปลาสดๆ เพิ่งจับมาจากแม่น้ำก็เอามาปรุงกันอร่อยเลย
ปลาสดๆ เพิ่งจับมาจากแม่น้ำก็เอามาปรุงกันอร่อยเลย
ผัดถั่วลันเตาสดๆ ปลูกกันเอง ,, แบบว่า สดอร่อยมากๆๆ
ผัดถั่วลันเตาสดๆ ปลูกกันเอง ,, แบบว่า สดอร่อยมากๆๆ
น้ำพริกหนุ่มแบบว่าเผ็ดมากๆๆ แต่อร่อยโฮกๆๆๆๆ
น้ำพริกหนุ่มแบบว่าเผ็ดมากๆๆ แต่อร่อยโฮกๆๆๆๆ

นอกจากรบกวนเรื่องอาหารที่บ้านพี่หหนูนาแล้ว เรายังแอบรวบกวนยืมชุด+ออพชั่นอื่นๆ ของพี่เค้ามาใส่ด้วย (ซึ่งพี่เค้าไม่มีหวงเลย) ราคาพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดานะครับ อย่างเข็มขัดเงินเส้นนึงสามหมื่น, เสื้อกั้กที่ไม่มีพวกเงินประดับนี่ตัวนึงประมาณห้าพัน, กระเป๋าใบละสามพัน ,, ส่วนไอ้ชุดที่มีอะไรประดับเนี่ย ราคานี่ขึ้นไปโฮกเลย อย่างตัวที่ไฮโซที่สุดนี่เท่าที่เห็นมีประดับเยอะๆ เนี่ย ที่ลองนับดูมีเหรียญเล็ก 30 เหรียญ ตกเหรียญละ 800 บาท, ตุ่มเม็ดเล็กๆ อันละ 30 บาท มีพันเม็ด, เหรียญใหญ่อันละพันห้า มีอยู่เจ็ดเหรียญ ,, นี่คิดไปคิดมาเกือบหกเจ็ดหมื่นเลย (ยังไม่ได้รวมผ้าถุงเลยนะ….)

ขอบคุณพี่หนูนาที่อนุเคราะห์ชุดไฮโซมาให้ยืมถ่ายรูปกันนะครับ
ขอบคุณพี่หนูนาที่อนุเคราะห์ชุดไฮโซมาให้ยืมถ่ายรูปกันนะครับ

ค่าครองชีพเค้าแพงกันจริงๆ

ออกไปเต้นจะคึๆ

อ่านแบบใจเย็นๆ นะครับ เราจะไปเต้นจะคึกัน (ไม่ใช่อิคึๆๆ) ซึ่งการเต้นนี่ก็เป็นการเต้นฉลองปีใหม่ของเค้า ก็จะประมาณเต้นรอบซุ้มหัวหมู+เครื่องใน โดยจะมีคนนำ+ตีกลองให้จังหวะ เราก็ไปเต้นตามเค้า มีทั้งจังหวะกระโดดขาเดียว, หมุนตัว, เตะเท้าไปข้างหน้า, แกว่งขาไปด้านหลัง ฯลฯ ซึ่งความ advance ของท่านี่ก็แล้วแต่คนนำเลย บางทีก็เป็นระดับเบสิกๆ เราดูเค้าเต้น 2-3 รอบเราก็เข้าไปเนียนกับเค้าได้แล้ว แต่บาง pattern นี่อยากบอกว่ายากมาก (มันจะมีท่านึงทีต้องกระทืบพื้นอะ อันนี้ยากมาก) ทำตามไม่ได้จริงๆ

แต่ละหมู่บ้านเค้าก็จะจัดการเต้นจะคึประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านไหนคนไม่เยอะก็เต้นกันวงเดียว มีคนนำเต้นคนเดียว ,, แต่ถ้าหมู่บ้านไหนมีคนเยอะๆ นี่จะมีหลายวงเลย ทั้งวงวัยรุ่น วงผู้สูงอายุ เต้นกันในจังหวะ, ท่า และความเร็วที่แตกต่างกัน แต่เท่าที่ดูแต่ละคนในแต่ละวงก็สนุกสนานไม่แพ้กัน

แต่ที่แน่ๆ เหนื่อยโฮกๆๆๆๆ แม้ว่าอากาศข้างนอกจะประมาณสิบห้าองศา แต่ว่าผมก็เหงื่อแตกเต็มทั้งตัวยังกะตกน้ำมาเลย (ผมว่าคนนำเต้นเค้าฟิตมากเลยนะ ทั้งเต้น ทั้งเล่นเครื่องดนตรี ไม่มีเหนื่อย)

อากาศข้างนอกหนาวมากๆๆๆ ต้องผิงไฟไปด้วย
อากาศข้างนอกหนาวมากๆๆๆ ต้องผิงไฟไปด้วย
ผู้นำเต้นเค้าก็จะตีกลอง+เป่าเครื่องดนตรี+นำเต้น ,, เราก็เต้นตามเค้านี่แหละ
ผู้นำเต้นเค้าก็จะตีกลอง+เป่าเครื่องดนตรี+นำเต้น ,, เราก็เต้นตามเค้านี่แหละ
แล้วเราทั้งหลายก็เต้นรอบซุ้มกัน :)
แล้วเราทั้งหลายก็เต้นรอบซุ้มกัน 🙂
ซุ้มหัวหมู+เครื่องในที่เราเต้นรอบๆ กัน เค้าบอกว่าใครเต้นถึงตีห้าได้เอาหมูไปเลย (ไม่ไหวนะ)
ซุ้มหัวหมู+เครื่องในที่เราเต้นรอบๆ กัน เค้าบอกว่าใครเต้นถึงตีห้าได้เอาหมูไปเลย (ไม่ไหวนะ)
ทุกคนเค้าก็เต้นกันสนุกมาก ลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่ก็มาเต้นกัน
ทุกคนเค้าก็เต้นกันสนุกมาก ลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่ก็มาเต้นกัน
เต้นกันสองสามชั่วโมงไม่มีเหนื่อย ฟิตโคตรๆๆๆๆ
เต้นกันสองสามชั่วโมงไม่มีเหนื่อย ฟิตโคตรๆๆๆๆ
ส่วนผมเหรอ  เหงื่อแตกยังกะตกน้ำมา... เหนื่อยโคตรๆๆๆๆๆๆ
ส่วนผมเหรอ เหงื่อแตกยังกะตกน้ำมา… เหนื่อยโคตรๆๆๆๆๆๆ เต้นกันยังไงถึงตีห้า!!

นอกจากเต้นจะคึกัน เราก็ยังทำกิจกรรมแจกขนม+ของให้กับเด็กๆ กันด้วย โดยเราจัดให้แข่งเหยียบลูกโป่งให้รางวัลกันด้วย ทีแรกก็เพลินๆ น่าสนุกดี แต่หลังๆ นี่ดูไปดูมาผมว่าไม่ค่อยเหมือนเหยียบลูกโป่งเท่าไหร่หรอกนะ มันคล้ายๆ เป็นสงครามกันมากกว่านะ เหยียบกันแบบว่าจะเอาเป็นเอาตาย โหดมากๆ แต่ก็ดูสนุก (แบบโหดๆ) ดีนะ ฮาๆๆๆ

เด็กๆ ชาวดอยที่นี่น่ารักมากๆๆ
เด็กๆ ชาวดอยที่นี่น่ารักมากๆๆ
นี่มัน... สงครามการเหยียบลูกโป่งชัดๆ
นี่มัน… สงครามการเหยียบลูกโป่งชัดๆ
เหยียบลูกโป่งกันแบบว่าโหดมากๆ แต่มันสาดๆๆๆ
เหยียบลูกโป่งกันแบบว่าโหดมากๆ แต่มันสาดๆๆๆ

สรุปกิจกรรมวันนี้

สรุปผมว่าสนุกมากๆ เลยนะ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมแปลกๆ ที่น่ารักและอบอุ่นของพี่น้องชาวมูเซอ แต่แนะนำว่าถ้าเราเป็นคนนอกเข้ามางานกินวอเองอาจลำบากนิดนึง เพราะนอกจากอุปสรรคเรื่องเส้นทางแล้ว ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษาและวัฒนธรรมหลายอย่าง เช่น สมมติว่าถ้ามีผู้ชายมาชวนเรา (ที่เป็นผู้หญิง) ไปเต้นจะคึด้วย ถ้าเราตกลงไปกับเค้าก็แปลว่าเราพร้อมที่จะไปอยู่กับเค้าตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นไป เฮือกกกกกก…

ประทับใจนะ ปีหน้าก็จะมาอีก (ถ้าเค้าชวนอะนะ)

เที่ยวสวนส้มธนาธร (ที่สวนท่าตอน)

หลังจากรอบแล้วไปเที่ยวสวนส้มตอนที่เค้ายังไม่เปิด ทำให้เห็นแต่ต้นส้มมากกว่าจำนวนผลส้ม (อารมณ์มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว) ,, มารอบนี้เลยถือฤกษ์ปีใหม่ขอแก้ตัวพอเที่ยวสวนส้มอีกที รับรองว่างวดนี้ได้เห็นส้มสีเหลืองทองเยอะๆ เต็มสวนแน่นอน

มาเที่ยวสวนส้มกันอีกซักครั้ง ,, คราวนี้ไม่พลาด

รอบนี้จะพาไปสวนที่ท่าตอนครับ (รอบแล้วไปที่สวนบ้านลาน) ถ้าเทียบสองที่นี้แล้วต้องบอกว่าสวนที่ท่าตอนเดินทางไปง่ายกว่ามากๆ เพราะแค่ขับรถจากฝางตรงไปเรื่อยๆ ผ่านแม่อาย เข้าสู่ท่าตอน ข้ามแม่น้ำกก (ก็คือสะพานใหญ่ๆ ตรงท่าตอนนั่นแหละ) จากจุดนั้นไปอีกประมาณ 5 กม. แถมสวนเค้าก็ติดถนนใหญ่ด้วย ไม่ต้องเข้าซอยอะไร สังเกตไม่ยากครับ


View เที่ยวสวนส้มธนาธร ที่ท่าตอน in a larger map

อยากรู้อะไรก็ไปดูต่อที่เวปของสวนส้มธนาธรนะครับ

มาถึงหน้าสวนแล้ว

พอดีคราวนี้ผมมาช่วงปีใหม่ คนเลยเยอะเป็นพิเศษ ระดับมืดฟ้ามัวดินจนบางทีคิดว่าเค้าแจกส้มฟรีกันหรือไง กว่าจะพอเข้าใจเส้นทางและสถานที่ในสวนได้ก็เอางงไปเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับช่วงก่อนแล้วต้องบอกว่าหน้านี้ส้มออกเยอะมากๆ เรียกว่าเหลืองทองไปทั้งสวนเลย เห็นต้นส้มเล็กๆ บางต้นก็น่าสงสารเพราะกิ่งโย้ลงตามน้ำหนักและจำนวนของผลส้มเลย ,, สรุปง่ายๆ คือส้มเยอะอลังการดาวล้านดวงมากๆ

ถึงหน้าสวนส้มธนาธรแล้ว คนเยอะมากๆๆ
มาช่วงนี้ส้มเยอะอลังการมากๆ ,, ไม่มีผิดหวังแน่ๆ

อืมมมม… เอาเป็นว่ามาครั้งนี้ผมสรุปประเด็นไว้คร่าวๆ จากการสังเกตได้ดังนี้

  • ถ้าเข้าสวนไปดูส้ม เข้าได้ฟรีครับ เดินเนียนๆ เข้าไปได้เลย ไปถ่ายรูปกับต้นส้มอะไรงี้ได้เลย
  • ห้ามเด็ดส้ม อยากได้ให้มาซื้อข้างหน้า
  • ถ้าจะนั่งรถชมสวน เสียค่ารถวนรอบสวน 30 บาทครับ ผมว่านั่งๆ ไปเหอะ
  • นั่งรถชวมสวน เค้าจะพาวนครึ่งรอบ ไปทิ้งไว้ที่จุดชมวิว
  • ที่จุดชมวิวเป็นจุดที่เราจะเห็นวิวสวนส้มทั้งสวนได้ มีสวนสตรอเบอร์รี่ใกล้ๆ มีสระน้ำ+สวนดอกไม้ เหมาะกับการไปถ่ายรูปเล่นมากๆ แถมถ้าเหนื่อยก็มีน้ำส้มขายด้วย ครบวงจรมากๆ
  • พนักงานจะพูดคล้ายๆ กัน เข้าใจว่ามีสคริปพูดเหมือนๆ กัน
  • ขาจะกลับก็รอรถตรงจุดชมวิวนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีรถวนมารับประมาณทุก 10 นาที
  • นั่งรถกลับจากจุดชมวิว แปลว่าจบค่าทัวร์ 30 บาทแล้ว
ซื้อตั๋ว 30 บาท ทัวร์รอบสวนส้มกัน อิอิ
รถพาทัวร์สวนส้ม!!!! อารมณ์ประมาณเรือเลยแฮะ
ดอกส้มสีขาว ,, ก่อนที่จะกลายเป็นส้มสีเหลืองทอง
ส้มแบบว่า อลังการมากๆ เยอะกว่ามารอบที่แล้วแบบสุดๆ อะ
นั่งรถชมต้นส้มสองข้างทาง ,, อุดมไปด้วยผลส้มสีเหลืองทอง
เนินชมวิว ,, เรียกว่าเห็นสวนส้มทั้งสวนเลยทีเดียว
ถ่ายรูปตรงเนินจุดชมวิว ,, ถือว่าเป็นกิจกรรมบังคับเลยทีเดียว
เหนื่อยๆ ก็แวะกินน้ำส้มสดๆ ที่จุดชมวิวได้ครับ
ส้มเยอะจริงๆ นี่ขนาดที่ท่าตอนไม่ใช่สวนหลักนะเนี่ย....

ว่าด้วยการเอาส้มกลับบ้าน

มีกฎเหล็กของที่สวนอย่างนึงคือ “ห้ามเด็ดส้ม” ถ้าอยากได้ข้างหน้ามีขายหลายสายพันธุ์ ทั้งสายน้ำผึ้ง, โอเชี่ยน, กัมค้อท, คาราเมนติน ฯลฯ

สนใจส้มแล้วก็มาสอยตรงนี้ ,, อย่าสอยที่ต้นนะครับ

ถ้าอยากได้แบบไม่แพงก็เหมาเป็นกิโลด้านหน้า, หรือถ้าอยากได้แบบเกรดดีๆ ไฮโซๆ เอาเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ก็แนะนำซื้อแบบนับลูกใส่กล่อง ราคาตามเกรดส้ม เห็นกล่องที่แพงสุดมี 72 ลูก 1020 บาท ตกลูกนึงก็เกือบๆ 15 บาท (แพงเอาการแฮะ) จะขอมาชิมซักลูกก็แบบว่าเกรงจายยยยยยย อิอิ~~

ส้มแบบนับลูกใส่กล่อง ,, เกรดดี+ไฮโซ แต่ราคาก็อัพนิดนึง
อยากชิมส้มนับลูกขายดูเหมือนกันแฮะ ,, น่าจะอร่อย

สุดท้ายแฟนเพจก็ครบ 1,000 likes ในคืนวันที่ 1 มกรา 2555 พอดี ดีใจๆๆ

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 🙂

ไปออกหน่วยแพทย์อาสา 1 วันที่บ้านนอแล, บนดอยอ่างขาง

ครั้งแรกและครั้งนึงในชีวิตที่ได้เป็นแพทย์อาสาออกหน่วยไปตรวจชาวบ้านบนดอยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ,, ซึ่งคราวนี้เป็นที่บ้านนอแล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาบนดอยอ่างขางที่ติดกับชายแดนพม่า ,, สนุกและได้ความทรงจำดีๆ มากมาย

ในที่สุดก็ได้ไปแล้ว

เหตุเกิดที่ว่า มีพี่เลขาฯ แพทย์ เดินมาชวนไปออกหน่วยบนอ่างขางวันพรุ่งนี้

พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากหรอกเกี่ยวกับการออกหน่วยครั้งนี้ (แม้ว่าจะสอบถามแล้ว…) ไปกับใครไปทำอะไรไปกี่คนก็ไม่รู้ แค่รู้คร่าวๆ ว่าเค้าต้องการหมอไปช่วยออกหน่วยที่บ้านนอแลที่ติดกับชายแดนพม่าบนดอยอ่างขาง ซึ่งคิดว่าถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่ได้ไปละ ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมที่พอขยับขยายย้ายเวร+ได้รับอนุญาตพี่ๆ staff ทั้งสองให้ไปได้ (ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ -/\-) ก็รีบไปเก็บของและเตรียมตัวดีกว่า

ซึ่งกว่าจะถึงบางอ้อว่าไปที่ไหนยังไงกับใครมีใครไปมั่งไปทำอะไร… ก็อยู่หน้ารถที่จะพาขึ้นแล้ว

เดินทางขึ้นดอยอ่างขางกันครับ 🙂

วันนี้หมอกหนาและอากาศเย็นกว่าช่วงก่อนที่มาอีกแฮะ แถมพญาเสือโคร่งก็เริ่มกลายเป็นสีชมพูบ้างแล้ว ,, ซึ่งสรุปแผนที่คร่าวๆ แล้วจะได้ดังนี้ (แต่วันนี้แผนที่ไม่แม่นมากนะครับ เพราะว่าบางช่วงผมไม่ได้ bookmark ไว้เพราะไม่มีสัญญาณมือถือ เลยเดาๆ เอาว่าน่าจะอยู่ตรงนี้แหละ)


View ออกหน่วยบ้านนอแล in a larger map

เติมพลังระหว่างทาง

ระหว่างทางไปบนดอยอ่างขางก็มีแวะกินข้าวซอยยูนนานที่บ้านหลวงครับ ,, ซึ่งแถวนี้หลักๆ เป็นชุมชนมุสลิม/จีนฮ่อ ข้าวซอยของเค้าก็จะแปลกๆ หน่อย ไม่เหมือนกับข้าวซอยที่เรากินประจำ ประมาณก๋วยเตี๋ยวแล้วเติมพริกกับกะทิลงไปมากกว่า ให้บรรยากาศอร่อยแบบแปลกๆ ,, ส่วนเมนูที่ผมว่าแหล่มคือเนื้อตุ๋นครับ ขนาดว่ายังตุ๋นไม่ได้ที่แต่ตักเอามาจิ้มกินกับหมั่นโถวนี่เข้ากันดีมากๆ แก้หนาวได้ดีสุดๆ

แวะพักกินข้าวแป๊บนึง อิอิ
ข้าวซอยยูนนาน ,, อร่อยแบบแปลกๆ แฮะ
แกงเนื้อ ,, เอามากินกับหมั่นโถว อร่อยดีมากๆ (เค้าให้มาชิมแค่นี้)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อไปยังจุดหมายของเราครับ 😀

ยิ่งขับลึกยิ่งมีหมอก ,, ดอกพญาเสือโคร่งก็ยิ่งเยอะเรื่อยๆ
ในที่สุด.... ก็ถึงที่หมายสักที

ถึงที่หมาย,, บ้านนอแล

พอมาถึงที่บ้านนอแลก็มีชาวบ้านและอาจารย์/น้องๆ จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่มารออยู่แล้วส่วนนึง มองไปคร่าวๆ ก็มีชาวบ้านและลูกเด็กเล็กแดงมารอตรวจเยอะเหมือนกัน โดยวันนี้จะแปรสภาพโรงเรียนของเด็กๆ เป็นห้องตรวจและห้องยาชั่วคราว เจ้าหน้าที่และพี่ๆ ทุกคนก็เตรียมสถานที่และจัดเรียงยาต่างๆ ให้พร้อม ,, โอ้ว ตื่นเต้นจัง

ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากเป็นชาวปะหล่อง สังเกตง่ายๆ ว่าที่เอวของชาวปะหล่องเค้าจะใส่ห่วงอยู่ บางคนใส่ห่วงไม้ บางคนใส่ห่วงโลหะ บางคนใส่สองสามอัน บางคนใส่เยอะเลย ,, ผมลองถามดูเค้าบอกว่าอยากใส่กี่อันก็ใส่ (ทีแรกนึกว่าจะใส่ตามฐานะทางสังคมซะอีก)

ถึงที่ที่จะมาออกหน่วยแล้ว ,, ชาวบ้านรอเยอะเหมือนกัน
มีทั้งคนแก่, ลูกเด็กเล็กแดงอย่างเพียบ
เตรียมสถานที่และเครื่องเคราต่างๆ ให้พร้อมก่อน

อีกสักพักก็เริ่มเอะใจ เฮ้ย… เราตรวจหมดนี้เลยเหรอ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ราวๆ ร้อยกว่าคน) เพราะทั้งทริปมีเราเป็นหมอคนเดียว ที่เหลือก็เป็นน้องๆ พยาบาล อาจารย์พยาบาล น้องเภสัช และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล…

“ใช่คะ หมอตรวจหมดเลยคะ” เป็นคำตอบจากพี่ staff พยาบาลท่านนึงที่ทำให้ผมแทบทรุดลงไปนอนกองกับพื้น แต่ก็เอาวะ สู้ๆ แม้เยอะไปหน่อยแต่จะให้หนีลงดอยตอนนี้ก็คงทำไม่ทันแล้ว ตรวจเด็กน้อยก่อนแล้วก็ตรวจผู้ใหญ่

เด็กๆ ส่วนมากไม่มีอะไร อย่างมากก็เป็นหวัด เป็นขี้มูกธรรมดา บางคนปกติดีก็แจกวิตามินกันไป ,, แต่ผู้ใหญ่นี่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ ที่เจอเยอะมากๆ เลยคือความดันสูงแล้วขาดการควบคุมที่ดี บางคนคิดว่าเป็นความดินกินยา 1 ครั้งความดันกลับมาปกติก็หายแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ นอกจากนั้นก็เจอโรคอื่นๆ ประปราย

ภาคแรก :: เด็กน้อยอย่างเพียบเลย เห็นก็จะเป็นลมละ
พี่ๆ เจ้าหน้าที่, พยาบาล และน้องๆ เภสัชทำงานกันหนักมากๆๆ
น้องเด็กๆ น่ารักมาก ,, แต่ละคนมีแต่ขี้มูก ฮาๆๆ
ไหนๆๆๆ อ้าปากแบบลุงหมอหน่อย ,, อ้า~
น้อง Albenism มองเผินๆ นี่เหมือนเด็กฝรั่งเลยอะ
ภาค 2 :: ถึงคิวผู้ใหญ่แล้ว เยอะกว่าเดิมอีก
เห็นมีน้องๆ พยาบาลมาช่วยดูด้วย ,, แต่สุดท้าย ให้หมอตรวจหมด (มีเราคนเดียว)
ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีนะ (ปลอบใจตัวเอง)
น้องๆ เด็กๆ ชาวเขาน่ารักมากๆ 🙂
จ๊ะเอ๋!!! หนูลืมอะไรไปรึเปล่าจ๊ะ
ตรวจเสร็จก็ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย อิอิ

ตรวจไปเรื่อยๆ ก็เพลินๆ ดีนะ (แถมช่วงหลังมีพี่พยาบาลมาช่วยคัดกรอง+แบ่งโรคหวัดไปช่วยตรวจด้วย) ตรวจเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้อีก ทีแรกคิดว่าจะตรวจจนมืดแต่นี่ราวๆ สี่โมงกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว

ซึ่งนั่นหมายถึงเราจะได้ไปเที่ยวกันแล้วสินะ 🙂

ทำงานเสร็จ ก็ขอไปเที่ยวนิดนึง

จากนั้นก็คงบ้านนอแล มาแวะเก็บของที่สถานีอนามัยอ่างขางซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ด้วย ,, จากนั้นก็แว้บเข้าไปในสถานีเกษตรอ่างขางซึ่งต้องบอกว่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ (วันที่ผมไปมันวันที่ 9/12 ซึ่งถัดไปจะเป็นวันหยุดยาว 10-11-12/12 ) รถตู้และรถส่วนตัวนี่แน่นสถานีเกษตรไปหมด ผู้คนละลานตาเดินถ่ายรูปดอกไม้กันยิ่งกว่าเพียบ…

ไหนๆ ก็ขึ้นมาอ่างขางแล้ว ก็ค้างบนสถานีอนามัยเลยละกัน
มุมสวยๆ ที่อ่างขาง (ในวันที่คนโคตรเยอะ)
ช่วงนี้ดอกไม้บานแล้ว สวยงามอลังการมากๆ (สวนดอกกุหลาบหอมมากๆ)

จนมาถึงสโมสรอ่างขาง ช่วงนี้เค้าจะเปิดเฉพาะบุฟเฟ่ต์หัวละ 300 บาทนะครับ ไม่มีเมนูตามสั่งเหมือนปกติ (แต่วันนี้ก็ไม่ได้กินที่นี่อยู่แล้ว) ,, ผมก็เลยแวะไปร้านของทีระลึกด้านข้าง ซื้อสตรอเบอร์รี่สดเป็นของฝากและดื่มสตรอเบอร์รี่ปั่นให้หายเหนื่อย

ต้องขอบอกว่าสตรอเบอร์รี่ปั่นที่นี่อร่อยระดับเวิร์ดคลาสมากๆ แม้ราคาแก้วละ 30 บาท แต่เค้าให้เนื้อสตรอเบอร์รี่ค่อนข้างเยอะมาก กลิ่นหอมของตัวสตรอเบอร์รี่สดๆ นั้นเด่นแบบสุดๆ รสหวานเด่นนั้นมาจากตัวสตรอเบอร์รี่แถมที่นี่เค้าปรุงรสได้อย่างลงตัว ต่างกับสตรอเบอร์รี่ปั่นจากร้านดังๆ หลายร้านที่มักจะใส่กลิ่นน้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้ความหอมหวานอันเป็นธรรมชาติของสตรอเบอร์รี่สดนั้นหายไปและกลับกลายเป็นกลิ่นปรุงแต่งขึ้นมาแทน

วันนั้นซัดไป 3 แก้วครับ เติมความสดชื่นจากการทำงานที่ผ่านมาได้ดีมากๆ

สตรอเบอร์รี่ปั่น ,, หนึ่งในเมนูห้ามพลาดเด็ดขาด
สตรอเบอร์รี่แพคใส่กล่องสวย รอนักท่องเที่ยวมาซื้อ
เปิดกล่องออกมา!! แฮ่ๆๆๆ น่ากินอะเธอ
สตรอเบอร์รี่สีแดง ,, น่ากินมากๆๆ
ลูกโตในระดับนึง แต่หอมและหวานฉ่ำดีมกาๆ

จากนั้นช่วงกลางคืนก็มาเดินทัวร์ตลาดข้างหน้า พ่นควันจากปากสะท้านหนาวกันหน่อครับ ,, เดินจิบน้ำขิงผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ โรตีร้อนๆ ซาละเปาทอดกรอบ มันปิ้งร้อนๆ และปิดท้ายด้วยหมูกระทะแกล้มกับผัก hydrophonics ที่สอยมาจากโครงการหลวงเมื่อกี้ ,, อ่า มีความสุขมากๆๆๆ

ออกมาเดินตลาดหน้าสถานีเกษตรอ่างขาง
หนาวๆ แบบนี้ ขอโรตีนิดนึง ,, ฟินมากๆ โดยเฉพาะโรตีชีส

อิ่มแล้วก็นอนดีกว่าครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

รุ่งเช้าที่เร่งรีบและฝูงชน

วางแผนกับพี่หัวหน้าสอ.ว่าเช้านี้จะพาขับรถขึ้นไปชมตรงจุดชมวิวขอบด้ง (จริงๆ ก็เป็นทางผ่านไปบ้านนอแลนั่นแหละ) พี่เค้าบอกว่าตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมากๆ เลย จนมีคนลงทุนไปตั้งเต๊นท์นอนแถวนั้นเลยทีเดียว แถมเดี๋ยวนี้มีแบบร้านขายโจ๊กขายน้ำเต้าหู้แถวนั้นด้วย ,, จินตนาการถึงแบบนั่งจิบน้ำเต้าหู้ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น โรแมนติกสุดๆ

แต่ในความเป็นจริง เช้านั้นต้องรีบตื่นมาด้วยความเร่งรีบเพราะว่าคณะของเราตื่นสายกัน กว่าล้อจะหมุนก็เริ่มเห็นแสงแรกของวันแล้ว พี่หัวหน้าสอ.เลยอุตส่าห์เหยียบพาไปส่งที่จุดชมวิว ปรากฏว่าเจอคนเยอะมากๆ ทั้งนักท่องเที่ยวที่แห่มาดูพระอาทิตย์เหมือนกับไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาก่อนและชาวเขาที่มาขายของจนนึกว่าเป็นตลาดไปแล้ว ,, ส่วนพระอาทิตย์นั่นเหรอครับ…. หมอกบังจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ขับรถขึ้นไปดูพระอาทิตย์ที่จุดชมวิวขอบด้ง
คนแบบว่าเยอะมาก ,, จากจุดชมวิวกลายเป็นตลาดเลย

กะจะรอให้พระอาทิตย์งอกสักหน่อย แต่พอดีว่าต้องรีบไปราวน์เช้า+อยู่เวรเช้าต่อ เลยต้องรีบลงดอยไป ส่วนความฝันที่จะได้กินข้าวต้มกับน้ำเต้าหู้ดูพระอาทิตย์อะไรนั่นก็แห้วไป โฮๆๆๆ

เช้าๆ วันนี้หมอกเยอะมากๆ แต่ก็มีรถตู้ขึ้นมาไม่ขาดสาย
ทางโค้ง, หมอก และเลี้ยวหักศอก ,, ขับรถด้วยความระมัดระวัง

ไว้มีโอกาสดีๆ ค่อยมาเที่ยวใหม่ละกัน

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลฝาง (โดยเฉพาะพี่ staff ทั้งสองคนที่อนุญาติให้ผมมา ขอกราบงามๆ ประสานบริเวณยอดอกอีกทีครับ), วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่, รพ.สต.อ่างขาง รวมทั้ง staff ทุกท่านและหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ไม่ได้กล่าวชื่อมาในที่นี่ ที่ทำให้งานประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและสนุกสนานอย่างมากมายครับ 🙂

เที่ยวงานบอลลูนนานาชาติ ที่โรงเรียนปรินส์ฯ

ช่วงปลายๆ เดือนกันยาที่ผ่านมามีเพื่อนๆ หลายคน (จากกรุงเทพฯ) ชวนผมไปงานบอลลูนนานาชาติที่เชียงใหม่ ที่สำคัญ ดันมาจัดที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยด้วย ซึ่งผมเป็นคนเชียงใหม่และลูกหม้อปรินส์แท้ๆ กลับไม่รู้เลย

“ไม่ไปว่ะ ขี้เกียจ คนเยอะ” ผมตอบตามสัญชาติญาณรักสันโดษของผม

จนหนึ่งอาทิตย์ก่อนเริ่มงาน กระแสเรื่องบอลลูนเริ่มเยอะ เพื่อนๆ และน้องๆ ทั้งหลายก็ชวนไปงานบอลลูน ผมก็ยังยืนยันว่าจะไม่ไปๆๆๆๆ ,, แต่ในที่สุดผมก็ไปงานบอลลูนถึง 2 วัน จุดเริ่มเพราะคุณอาผมเอาบัตรฟรีมาให้ 2 ใบ (ค่าบัตร 50 บาท สองใบก็ร้อยนึง อืม,,,, สรุปแปลว่าความงกชนะทุกสิ่งนี่เอง ฮาๆๆๆ)

ได้บัตรฟรีทั้งที คราวนี้ก็คงต้องไปแล้วละครับ!!

ไปก็ได้ฟระ!!!! (จริงๆ ผมไปงานบอลลูน 2 วันนะครับ แต่จะพยายามเอาความบรรยากาศทั้ง 2 วันมาเล่ารวมๆ กันก็แล้วกัน)

กลับมาโรงเรียนอีกครั้ง

ผมรีบบึ่งรถมาโรงเรียนตั้งแต่สี่โมงนิดๆ เนื่องจากกลัวรถติด ซึ่งถือว่าเช้ามากสำหรับงาน (ถ้าไม่นับที่บอลลูนลอยรอบเช้าประมาณ 6 โมงซึ่งผมตื่นไม่ไหวจริงๆ รวมทั้งต้องไปราวน์คนไข้ก่อนด้วย) ช่วงสี่โมงบอลลูนยังไม่ลอย ผมก็เดินเวิ่นในโรงเรียน ได้บรรยากาศกลับมาเยี่ยมโรงเรียนอีกครั้ง ความทรงจำเก่าๆ สมัยเด็กๆ ก็กลับบมาเยือนผมอีกครั้ง นึกถึงทีไรก็ยังสนุกและมีความสุขเสมอ

จนประมาณใกล้ๆ ห้าโมงก็เริ่มมีบอลลูนทยอยพองตัวขึ้นทีละลูกๆ จนเริ่มแน่นพื้นที่สนามหน้าต้นจามจุรี ก็เหมือนเรียกผู้คนให้เข้างานมา ซึ่งคนมาเยอะมากๆ เรียกว่าแน่นขนัดไปด้วยช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น, ครอบครัวที่กระเตงลูกเด็กเล็กแดงมาดู, กลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายกันมาเป็นกลุ่มใหญ่, คู่รักที่จูงมือกันมาเที่ยว ซึ่งผมเจอเพื่อนเก่าแบบบังเอิญหลายคนที่งานนี้ด้วยแฮะ ฮาๆๆๆ

ใครโชคดีก็จะได้ขึ้นบอลลูนลอยด้วย ส่วนผมก็ได้นะ ขอเค้าขึ้นตะกร้าบอลลูนแบบไม่ลอย (ได้แค่นี้แหละ เพราะจะขึ้นบอลลูนลอยได้จะต้องจับฉลากหางบัตรได้น่ะ) ก็เลยให้สิทธิ์นี้แก่แฟนไป

แอบมาเยี่ยมโบสถ์ของโรงเรียนก่อน
เตรียมบอลลูนให้พร้อม แล้วเป่าลมเข้าไป
เป่าลมเสร็จแล้วพ่นไฟให้อากาศข้างในร้อน เพื่อที่บอลลูนจะได้พองตัวออก
ในที่สุด, บอลลูนของเราก็พองโตเต็มที่แล้ว 😀
เหวอๆๆๆ เริ่มมีบอลลูนลอยเยอะแล้ว
บอลลูนลูกลายนี่ลอยขึ้นฟ้าจริงๆ และลอยหายไปไหนไม่รู้....
เห็นเค้าลอยขึ้นไปกันแล้วก็อยากขึ้นบ้าง (อิจฉาเล็กๆ)
บรรยากาศสนุกๆ ภายในงาน อิอิ
ไม่ได้ลอยบนฟ้า แค่ได้เกาะตะกร้าไปก่อนก็แล้วกัน
บอลลูนลูกนี้เร่งพ่นไฟอย่างแรงเลย ร้อนมากๆ
อีกสักพักก็ลอยขึ้นได้เลย ... โหววววว เท่มากๆๆๆ

ถ่ายรูปจนเพลินเลยแฮะ

ยิ่งดึกยิ่งสวย

พอตกดึกคนก็เหมือนแห่กันมาเยอะขึ้นไปอีก ซึ่งตอนกลางคืนมีกิจกรรม Night glow ซึ่งอารมณ์ประมาณบอลลูนเล่นแสงประกอบจังหวะดนตรี+พลุ รวมทั้งมีกิจกรรมพวกเล่นแสงไฟต่างๆ ด้วย คนละอารมณ์กับช่วงเย็นๆ แต่ก็สวยและสร้างความประทับใจได้อีกแบบนึงฮะ

เวลาพ่นไฟใส่บอลลูนตอนกลางคืนนี่เหมือนมันเรืองแสงเลยแฮะ
ยิ่งดึกคนยิ่งเพียบ ,, บอลลูกก็แข่งกันขึ้น
บอลลูนเรืองแสงตอนกลางคืนนี่สวยดีมากๆๆ
พ่นไฟๆ เพื่อให้บอลลูนเรืองแสง (เปลวไฟร้อนมากๆ)
Night glow ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
มี glow หันหลายแบบ ,, ถ่ายมุมไหนก็ดูสวย
โย่ๆๆ เรืองแสงพร้อมกันทุกลูกเลย
ปิดการแสดงโชว์ Night glow ด้วยพลุ
พลุสวยงามและอลังการงานสร้างมากๆ

สรุปความรู้สึกที่ได้ไปละกัน

งานโดยรวมมว่าก็โอเคนะครับ แฮปปี้ในระดับหนึ่งเลย แต่ส่วนตัวผมว่าจำนวนบอลลูนมันยังไม่ค่อยอลังมากเท่าไหร่ แบบว่าชื่องานว่าเทศการบอลลูน แต่มีบอลลูนที่ลอยพร้อมกันจริงไม่ถึงสิบลูก (คือจินตนาการผมแบบว่าบอลลูนประมาณ 30-40 ลูกพองพร้อมกัน) ซึ่งมันก็ย้อนกลับไปที่สถานที่จัดงานตรงโรงเรียนปรินส์ฯ ที่โดยรวมผมว่าแคบไปและไม่ค่อยเหมาะกับงานเท่าไหร่, การจัดสรรมวลชน+คนดูในสนามยังทำได้ไม่ดีพอ, หาที่จอดรถยาก, และมีพวกต้นไม้/สายไฟเยอะ (ไม่รู้เกี่ยวกับการขึ้น-ลงของบอลลูนหรือเปล่า) ซึ่งผมว่าไปจัดตรงสนาม 700 ปีน่าจะเวิร์คกว่าและแก้จุดบอดเรื่องสถานที่ได้หลายจุด

บอลลูนเรืองแสง และฝูงชนมหาศาล

อีกอย่างที่อยากวิจารณ์เบาๆ คือกิจกรรมเสริมในงานเทศกาลฯ ในทั้ง 2 วันมันยังไม่ค่อยน่าสนใจเท่าที่ควร ตัว Night glow แรกๆ ก็ดูตื่นเต้นดี แต่พอดูๆ ไปก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น, ส่วนกิจกรรมเล่นไฟหรือการแสดงต่างๆ ก็สนุกระดับนึง แต่ยังรู้สึกว่าเฉยๆ บางอันก็ขัดๆ กับอารมณ์งานด้วย (อย่างตอนแสดงวงโยธวาธิตก็ดูแยกๆ ไม่ค่อยเกี่ยวกับบอลลูนเท่าไหร่ แถมเปิดไฟซะสว่างเลย) ซึ่งถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้มีการแบ่งโซนกิจกรรมไปพร้อมกับบอลลูนนะ เช่นจุดนี้มีบอลลูน 3 ลูกพร้อมกับแสดงเต้น, อีกจุดมีบอลลูน 4 ลูกพร้อมกับแสดงดนตรี อีกจุดมี 3 ลูกพร้อมกับกิจกรรมเล่นแสงไฟ ซึ่งทางโรงเรียนอาจใช้ทั้งสนามจามจุรี, สนามหน้าโบสถ์ และสนามเพชรรัตน์พร้อมๆ กันไปได้ ซึ่งมันน่าจะ work กว่านะ

อยากให้มีจัดงานแบบนี้ที่เชียงใหม่ทุกปีเหมือนกันนะ 🙂

บ่นไปเยอะ แต่จริงๆ ชอบนะ ปีหน้ามาจัดอีกละกันนะครับ

มันมาอีกแล้ว!!! Thailand Blog Awards 2011

มันมาอีกครั้งหนึ่งแล้วสำหรับการประกวด Blog ที่ (น่าจะ) ใหญ่ที่สุดของไทย (ที่ดราม่ากันไปที่คราวก่อน) นั่นคืองาน Thailand Blog Awards นั่นเองครับ

เอาเป็นว่าไม่ขออะไรมาก ถ้าถูกใจก็ช่วยโหวตให้ทีละกันครับ

มาโหวตให้ Blog ผมกับงาน Thailand Blog Awards 2011 กัน

วิธีการโหวต

ปีที่แล้วเราโหวตกันง่ายๆ โดยอาศัยการกด Like ,, แต่ปีนี้โหวตวุ่นวายกว่าเดิมหน่อย (แต่น่าจะเป็นระเบียบมากขึ้นนะ) โดยวิธีการก็คือ

  1. เข้าไปที่ http://www.thailandblogawards.com/ แล้วกด Sign Up ครับ (แปลว่าจะโหวตก็ต้องไปสมัครสมาชิกก่อนนั่นเอง) ใส่ข้อมูลให้เรียบร้อยทุกช่องด้วยเพราะมันจะไม่ให้สมัคร จากนั้นก็ OKๆๆ ไปจนเสร็จ
  2. พอสมัครเสร็จ เราจะได้คะแนนมา 15 คะแนน ซึ่งกติกาใหม่ปีนี้คือสามารถโหวตได้เพียงวันละ 1 คะแนนเท่านั้น !!
    แต่สามารถโหวตบล็อกเดิมซ้ำได้ในวันถัดๆ ไป
  3. กดโหวตให้ blog ผม โดยสามารถคลิ้กลิงก์ที่เป็น sidebar ด้านข้างก็ได้ครับ กดให้คะแนนกันได้ตั้งแต่ วันที่ 25 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2554 นี้ครับ

ถ้าใครโหวตให้ จขบ. ก็ขอกราบขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยละกันครับ

หวังอะไรเหรอ

ส่วนตัวปีนี้ผมก็ส่งไปสนุกๆ เฉยๆ เอาเป็นว่าถ้ามีใครผ่านมาอ่านแล้วสนุกหรือได้อะไรไปบ้างผมก็ดีใจแล้ว ส่วนคะแนนโหวตถือเป็นโบนัสไป ,, แถมช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้เขียน blog เยอะเท่าไหร่ เพราะว่าต้องทำงานประจำที่หนักมากขึ้น ,, ยิ่งเห็นกติกาอันซับซ้อนของปีนี้แล้วก็ยิ่งปวดต่อมหมวกไต คิดว่าปีนี้น่าจะเกิดดราม่าได้ไม่ยากเหตุเพราะ….

  • โหวตยากกว่าเดิม คนที่อ่าน blog ผมแล้วชอบมากจะมีไปสมัคร TBA เพื่อมากดโหวตวันละคะแนนซักกี่คนกันเชียว แถมใครจะมากดทุกวัน ทำงานหาเงินดีกว่ามั้ย
  • แถมนอกจากจะโหวตยากแล้ว คะแนนจากการโหวตยังนับเป็นเพียง 30% เอง (โดยอีก 70% เป็นของกรรมการ) คล้ายว่าถ้าโหวตมาเยอะ แต่กรรมการไม่ชอบ เอ็งก็ไม่ได้หรอกนะ (แถมกรรมการอะไรก็ดูเหมือนชุดเดียวกับครั้งที่แล้วนะ)
  • การแบ่ง Categories เหมือนเดิม (คือตาม sponsor ที่ออกตังให้งาน) แปลว่าถ้าเขียน blog แบบไม่แนว sponsor ก็จบกัน เช่นง่ายๆ พวก blog รีวิวอาหาร, แต่งรถ, DIY, หรือบล๊อกพวกงานช่างต่างๆ ก็จะถูกเหมารวมไปปนเปไปอยู่ในหมวด recreation ที่คล้ายๆ เป็นถังขยะใบใหญ่ที่ไม่รู้จะกดลงหมวดไหนก็ใส่ในหมวดนี้
  • ซึ่งปัญหาต่อเนื่องคือ ถ้าลง categories ไม่ถูกก็ไม่ได้รางวัล ซึ่งผมหนักใจแทนช่างไฟฟ้าที่มารีวิวหลอดประหยัดไฟแบบต่างๆ จริงๆ เพราะหาหมวดไหนลงก้ไม่โดน

สิ่งเดียวที่ผมชอบรายการนี้ คือผมได้รู้จัก blog อื่นๆ เยอะขึ้น แอบสต๊อกไปดูดซับไอเดียเก๋ๆ มาจากหลาย blog (ซึ่ง blog พวกนี้ได้คะแนนไม่ค่อยเยอะมาก) ซึ่งสุดท้ายทำให้การเขียน blog มันขึ้นอีกหน่อย ได้ประเด็นมาเขียนเยอะขึ้น, ก็สนุกดีครับ

หวังว่า ปีนี้ไม่ดราม่าละกันครับ 🙂

[Ad][+18] The Blacklist – The Chedi Chiangmai

หากถามว่า The Blacklist คืออะไร ,, คำตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือเป็น exclusive party ที่จัดขึ้นสำหรับเซเลปและบุคคลพิเศษที่ได้รับเชิญและอยู่ใน Blacklist เท่านั้น…

โดยจริงๆ The Blacklist ได้จัดและสร้างความอลังการมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่การเนรมิตโรมแรมสุโขทัยให้กลายเป็นดินแดนลึกลับ 4 ธีม 4 สไตล์, การรวบรวมความหรูหราตามแบบฉบับ Rich & Famous ของอภิมหาเศรษฐีจาก 4 ทวีปมาไว้ในหอประชุมกองทัพเรือ, หรือการเนรมิตโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลให้มีบรรยากาศแบบ Amber Lounge อาฟเตอร์ปาร์ตี้อันหรูหรา, ไปจนถึงไพรเวทปาร์ตี้เหนือน่านน้ำทะเลอันดามันบนจุดที่สวยที่สุดของเกาะยาวน้อย

เอาเป็นว่าผมขอลากเอา video นี้มาสร้างความกระจ่าง ซึ่งอันนี้เป็น video โปรโมตงาน The Blacklist ที่เชียงใหม่โดยการรวมบรรยากาศงานในครั้งก่อนๆ มาทำเป็นคลิปนี้ครับ ,, เห็นแล้วน่าไปมากๆ

และในที่สุดผมก็ได้ไปงาน The Blacklist ที่เชียงใหม่กับเค้าด้วยเหมือนกันแฮะ ,, เอาเป็นว่า เดี๋ยวจะพยายามถ่ายภาพบรรยากาศงานมาแบ่งปันก็แล้วกันครับ 🙂

พร้อมแล้ว… กับ The Blacklist ที่เชียงใหม่

หลังจากที่ผมเตรียมพร้อมเครื่องแต่งกายในชุดสูทสีดำเพื่อให้เข้ากับงานธีมงานได้แล้ว ก็ออกเดินทางไปยังโรงแรมระดับห้าดาวอย่างโรงแรม Chedi ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน The Blacklist ที่เชียงใหม่ครับ ซึ่งต้องบอกว่างานออกมาเนี๊ยบและดูอลังการดีมากๆ เริ่มตั้งแต่หน้าโรงแรมที่มีจนท. ตำรวจมาอำนวยความสะดวก, การต้อนรับและลงทะเบียนเข้างาน ,, มันทำให้ผมตื่นเต้นมากๆ เลยแฮะ

มีป้าย The Blacklist หน้าโรงแรม ,, พร้อมตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวก
กว่าจะเข้างานได้ ต้องเอาบัตรมาแสดงให้กับการ์ดสองคนนี่ก่อน
มาลงทะเบียนกันตรงนี้ครับ
พอลงทะเบียนเสร็จก็จะมาติด Tattoo ของงานนี้

ถ้าลงทะเบียนพร้อมแล้วก็เข้างานกันเลยครับ

บรรยากาศในงาน The Blacklist

ตั้งแต่ซุ้มเดินเข้างานก็ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษมากๆ ,, โดยเราจะต้องเดินผ่านทางเดินติดขอบสระน้ำที่มีกล้องนับร้อยและสายตามนับพันจ้องมองดูเราอยู่ มีสาวๆ มาถ่ายรูปด้วย แถมเดินไปเดินมาก็เจอคนดังมากหน้าหลายตา หลายคนรู้จักหน้าแต่ว่าจำชื่อไม่ได้ (ฮาๆๆ) เอาเป็นว่าดูเองในรูปละกันครับ

ทางเดินเข้างานติดขอบสระน้ำ ,, มีกล้องกว่าร้อยรอถ่ายรูปเราอยู่
มีน้องๆ เค้ามาต้อนรับด้วย ,, รูปนี้ขออนุญาตแฟนผมแล้วนะครับ
เหล่าดาราและคนดังก็มาร่วมงานกันเยอะเลยแฮะ
แอบถ่ายคุณป๊อบที่เดินโฉบไปมาในงานด้วย (ถ่ายทันพอดี)

พอเข้ามาด้านในงาน หลักๆ ก็จะแบ่งเป็นห้องและโซนต่างๆ ในบรรยากาศหรูหราด้วย 3 ส่วนคือ

  • “THE LUSH GROUND” ปาร์ตี้สุดหรูริมสระน้ำกลางสวนริมแม่น้ำปิง อันนี้ก็จะมีเวทีกลางน้ำและมีแสดงดนตรีสด (มีรัดเกล้ามาร้องด้วย เสียงดีมากๆ) สลับกับพี่ๆ ดีเจมาเปิดเพลง พร้อมเคาน์เตอร์ที่นั่งดื่มนั่งฟังได้ทั้งคืน
  • “THE WALKER SUITE” เป็นอินดอร์ปาร์ตี้ที่ตกแต่งในบรรยากาศคล้ายๆ เลานจ์คลาสสิค ข้างในมีทั้งโชว์เก๋ๆ และพวกคอกเทลแปลกๆ นานาชนิดครับ
  • “THE SECRET CHAMBER” ปาร์ตี้ในบรรยากาศอันลึกลับเย้ายวนและน่าค้นหา ที่ภายในมีทั้งดนตรีสดสลับกับดีเจมาเปิดเพลง และถือว่าเป็นห้องที่ฮิตสุดๆ ห้องนึงเลย (โดยเฉพาะช่วงดึกๆ เปิดเพลงมันมาก เห็นว่าแดนซ์กันกระจาย)

แต่ภายในตัวงานค่อนข้างมืดมากๆ ทำให้การถ่ายรูปนั้นทำได้ด้วยความลำบากเหมือนกัน เอาเป็นว่ารูปที่เอามาลงก็พยายามเท่าที่ถ่ายได้นะครับ มีทั้งไอโฟนบ้าง จากกล้อง Canon 60D บ้างสลับๆ กันไปนะครับ

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับเจ้าของงานเค้าหน่อยครับ
มีนักดนตรีสลับกับดีเจมาสร้างความบันเทิงตลอดงานเลย
รัดเกล้าก็มาด้วย ,, เสียงเธอทั้งใสและทรงพลังทั่วทุกส่วนของ The Lush Ground

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเฮฮาและสนุกสนานฮะ

บรรยากาศกินดื่มระดับชุลมุนที่ The Lush Ground ,, สนุกมากๆ
มุมต่างๆ ในงาน The Blacklist ,, มีสว่างๆ บ้างแซมๆ มาในความมืด
มี Cocktail แปลกๆ ให้ชิมที่ The Walker Suite

แนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบดื่มก่อนที่จะหาอะไรลงท้องนะครับ 😉

ของกินเค้าก็ไม่ธรรมดานะครับ

ส่วนของกินภายในงานนี่จะออกแนวค๊อกเทล โดยมีน้องๆ บริการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนยกอาหารนานาชนิดมาให้ชิมกัน ,, เท่าที่ลองนับๆ ดูทั้งคาวหวานนี่รวมๆ มีประมาณ 20 อย่างเลย มีทั้งอาหารเบสิกๆ ที่เรารู้จักกันทั่วไปเช่นปอเปี๊ยะสด, เมนูกุ้งต่างๆ ,หอยนางรมสด, ซุปมะเขือเทศ ฯลฯ หรืออาหารพิเศษในงาน (สังเกตว่าเค้าจะเน้นไปทางสีดำนะ) เช่น Black Ravioli (พาสต้าแบบที่ยัดใส้ข้างในได้), Black sushi (เอาข้าวเหนียวดำมาทำ), Black macaroon (อันนี้เป็นสูตรพิเศษของโรงแรม Chedi สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ อร่อยโดนใจมากๆ ) และอื่นๆ อีกมากจนจำกันไม่หวาดไม่ไหวเลย

เป็นงานค๊อกเทลที่ผมกินแล้วจุกปางตายเลยทีเดียว

มีน้องๆ เค้ายกอาหารค้อกเทลมาบริการให้ถึงที่ ,, เดินไป กินไป
ซุปมะเขือเทศ, Black ravioli และ Brownie ครับ
เนื้อดิบและชีส ,, นุ่มและอร่อยมากๆ
ตับบดปรุงรส ,, ราดซ้อสและใส่โคนมาให้หม่ำกัน
ขนมปังสอดใส้ซอสและเนื้อตรงกลางๆ ,, อร่อยดีแฮะ
ปอเปี๊ยะสด ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่
มะเดื่ออบชีส ,, ปรุงได้เยี่ยมเลย ขนาดคนไม่เคยกินมะเดื่ออย่างผมยังปลื้ม
Black sushi, Black macaroon เอามากินกับค๊อกเทล เอิ้กๆๆๆ

เพลิดเพลินและอิ่มหนำสำราญไปกับปาร์ตีที่ยอดเยี่ยมและพิเศษมากๆ

เฮ้ย!! อยากไปบ้างแฮะ

เอาเป็นว่า ถ้าใครสนใจไปงาน The Blacklist แล้วก็ลองไปติดตามแฟนเพจของเค้าได้ที่นี่ แต่สำหรับผมแล้ว The Blacklist เป็นงานที่น่าสนใจมากๆ งานหนึ่งเลยและหวังว่าจะมี The Blacklist ในครั้งต่อๆ ไปอีกด้วย

The Blacklist -- Exclusive party in The Black

ผมก็รู้… ว่าคุณรอเป็น The Blacklist อยู่เหมือนกัน

Special Afternoon tea with Twinings at Dhara Dhevi

หลังจากที่ Entry ที่แล้วผมได้ลองชิมชาพิเศษจาก Twinings แล้ว ,, แม้ว่าในเมืองไทย ชาดังกล่าวจะไม่มีขายเป็นกล่องแบบเป็นทางการ แต่ว่าทาง Twinings ก็ได้นำชาดังกล่าวมาจัดชุดพิเศษขึ้นให้คนไทยได้ลองชิมด้วยเหมือนกัน

ชา The Royal Wedding Commemorative Blend ของ Twinings ฮะ

โดยครั้งนี้ชา The Royal Wedding Commemorative Blend ก็ได้ถูกนำมาจัดชุดพร้อมกับขนมนานาชนิดจนได้ Afternoon tea แบบอังกฤษ ,, เอาเป็นว่าวันนี้ก็จะขอแวะมาดื่มชาพร้อมชุดขนมสุดหรูที่เค้กช้อปของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ดาราเทวี เชียงใหม่ครับ

ณ ดาราเทวี และเค้กช๊อปของที่นี่

ว่าแล้วก็บึ่งรถมายังโรงแรมระดับหกดาวที่เปี่ยมด้วยความหรูหราในกลิ่นไอแบบล้านนาอย่างที่โรงแรมดาราเทวี ตัวโรงแรมอยู่ไกลจากตัวเมืองหน่อยแต่ต้องชื่นชมในความสงบและบรรยากาศหรูหราแบบสุดยอดของที่นี่


ดู โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล ดาราเทวี ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ที่นี่มีอาณาเขตกว้างขวางหลายร้อยไร่ ร่มรื่นและสวยงาม แยกทั้งส่วนที่เป็นโรงแรมและส่วนวิลล่าที่เป็นรีสอร์ท ,, สถาปัตยกรรมตัวอาคารของโรงแรมนั้นได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรล้านนาตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่ 13 ซึ่งจะมีอารยธรรมจากฝั่งพม่าผสมปนมาด้วย ,, ไม่ใช่แค่ตัวอาคารเท่านั้น แต่พวกของตกแต่งต่างๆ หลายชิ้นก็ยังเป็นของเก่าโบราณอีกด้วย ,, แต่ส่วนที่ผมจะไปวันนี้เป็นร้านเค้กช๊อปที่อยู่ที่กาดดารา คล้ายๆ ว่าเป็นโซนช๊อปปิ้งที่อยู่นอกตัวโรงแรมดาราเทวีอีกทีนึง (อดเข้าไปดูตัวโรงแรมเลย กะว่าจะไปซึมซับความหรูหราบ้านซักหน่อย)

ณ โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ,, เราจะมาจิบชากัน
กาดดารา ,, โซนช๊อปปิ้งแห่งดาราเทวี
ภายในตัวกาดดารา ,, ค่อนข้างร่มรื่น สวยงาม และมีร้านหรูๆ มากมาย

เดินเข้ากาดดาราได้ไม่นานก็ถึงเค้กช๊อปซึ่งเป็นเหมือนบ้านเล็กๆ แยกออกมา ,, สามารถเลือกนั่งข้างในร้านที่ค่อนข้างสงบ, แอร์เย็นสบายกับเฟอร์นิเจอร์สวยๆ หรือจะเลือกนั่งข้างนอกที่ร่มรื่นและเหมาะแก่การสังสรรค์มากๆ ขนาดวันที่ไปนี่ข้างนอกแดดแรงมากแต่ต้นไม้ใหญ่น้อยของที่กาดดาราก็ช่วยดูดซับความร้อนเหล่านั้นให้หายไปหมด

ภายในร้านเค้กช๊อป ของโรงแรมดาราเทวี ,, บรรยากาศดีมากๆ
บรรยากาศสบายๆ ผสมกลิ่มไอกับความหรูในร้านเค้กช๊อป
หรือจะเลือกนั่งด้านนอกตัวร้านก็ได้ ,, ให้บรรยากาศร่มรื่นและสดชื่นดี

นอกจากบรรยากาศที่ดูสบายๆ แล้ว อีกสิ่งที่ผมสนใจของที่นี่คือขนมเค้กต่างๆ ,, เคยเชื่อมาตลอดว่าร้านเค้กที่ดาราเทวีจะต้องมีราคาแพงเว่อร์ แต่จริงๆ แล้วราคาเค้กที่นี่เท่าที่สังเกตนี่ก็ประมาณ 80-110 บาท ซึ่งก็พอๆ กับร้านเค้กหรูๆ นะ (แถมบางที่ยังจะแพงกว่านี้อีก) ,, แถมเค้กที่นี่หน้าตาดีมีชาติตระกูลมากๆ น่ากินเป็นยิ่งแท้ เอิ้กๆๆๆ

ขนมเค้กที่นี่ดูดี และไม่ได้แพงอย่างที่คิดนะ

ไว้ถ้ามีเวลาจะแอบมารีวิวขนมที่นี่นะ 🙂

จัดชุดขนมมาจิบกับชายามบ่าย

ถึงเวลาก็มีพี่ๆ พนักงานเอาชามาเสิร์ฟครับ ,, โดยเทคนิคแล้วชาขาวไม่ควรแช่นานเกิน 1 นาที แต่มาแบบนี้ก็เลยไม่ได้จับเวลา เอาเป็นว่าพอเริ่มได้กลิ่นหอมโชยมาเตะจมูกจึงค่อยๆ บรรจงเทชาของเราลงในถ้วยน้ำชาดินเผาสีขาว ซึ่งในจุดนี้ต้องบอกว่ากลิ่นนี่หอมจรุงใจมากๆ ถึงขั้นสะกดลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านด้วยเลย

แค่เพียงรินชา ,, กลิ่นความหอมก็คละคลุ้งไปทั่วแล้ว
น้ำชาของเราพร้อมอยู่ในถ้วยชาสีขาว ,, เหลือรอแต่ของว่างสินะ

และแล้ว เซ็ทของว่างก็ลงมาเสิร์ฟที่โต๊ะครับ, ชุด Afternoon tea ก็มาแบบมาตรฐาน 3 ชั้นคล้ายๆ ที่อื่นๆ แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ ขนมที่นี่แลอลังการดีมากๆ เลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวลองค่อยๆ เอามาดูมาชิมกันแต่ละชั้นนะครับ ,, โดยเริ่มที่ชั้นบนสุดเป็นฟิงเกอร์แซนวิชขนาดพอดีคำแล้วเติมใส้เนื้อและซอสต่างๆ โดยส่วนตัวผมชอบใส้ทูน่านะ ที่นี่ให้ใส้เยอะดีและรสชาติของทูน่าก็ปรุงได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยกชามาจิบคู่ด้วยนี่เข้าดีมากๆ เลย

ชุดของว่างยามบ่ายมาแล้ว ,, จัดเต็มสามชั้นพร้อมของว่างยามบ่าย
ชั้นบนสุดเป็นแซนวิชหลากสไตล์หลายใส้ฮะ ,, ทั้งซอสและทูน่า
ฟิงเกอร์แซนวิชใส้ทูน่านี่จัดมาเต็มหลอด ,, น่ากินมากๆ ฮะ

ส่วนชั้นสองและชั้นสามจะมีพวกบัตเตอร์เค้กและฟรุ๊ตเค้กรูปสามเหลี่ยมชิ้นโต แล้วสอดแทรกด้วย French pâtisserie และ scone แบบต่างๆ เสริมขึ้นมา

ชั้นกลางมีฟรุ๊ทเค้ก ทาร์ทผลไม้และ raisin scone ฮะ
ชั้นล่างสุดมีบัตเตอร์เค้ก, สโคน และขนมเค้กที่มาแบบพอดีคำ

จริงๆ ถ้าจะถามว่าชอบอะไรนี่ตอบได้ลำบากมากๆ เพราะตั้งแต่บัตเตอร์เค้กและฟรุ๊ตเค้กนี่ก็หอมอร่อยและเนื้อแน่นพอดี, พวกทาร์ทผลไม้นี่ก็ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ซึ่งให้ความสดชื่นได้ดีมากๆ, เค้กต่างๆ ก็หอมเข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหน, ส่วนสโคนแม้ว่าจะเป็นตัวที่ย่อส่วนลงมา แต่ว่าคุณภาพเนื้อสโคนดีมากๆ สามารถเลือกกินคู่กับเนยจืดหรือแยมโฮมเมดที่เป็นสูตรเฉพาะของที่นี่

Scone ที่มาพร้อมเนย, แยมส้ม, แยมสตรอเบอร์รี่สูตรพิเศษ
นานาขนมที่นี่ที่เข้ากับการจิบชายามบ่ายมากๆ

กินขนมไปจิบชาไป ความละเมียดละมุนของขนมได้และผสมไปกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาสูตรพิเศษ ,, เวลาของยามบ่ายช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ

ใครสนใจชุด Afternoon tea ก็ลองมาชิมกันดูได้ครับ

ที่ลองมากินวันนี้

สิ่งที่ผมว่ายังยอดเยี่ยม คือชาที่หอมกรุ่นและติดตรึงใจผมตั้งแต่ในครั้งที่แล้ว แต่สิ่งที่เติมความสมบูรณ์ของชาได้ดีมากๆ ก็คือชุดขนมทั้งหลายของที่นี่ ที่เข้ากันกับน้ำชามากๆ ,, อารมณ์จิบชาไป กินขนมไป อ่านหนังสือหรือจะสังสรรค์พูดคุยกับเพื่อนๆ ก็ได้

ชุดชาส่งกลิ่นหอมจากเครื่องดินเผาสีขาวที่บรรจงสรรสร้างอย่างดี

แต่กินไปก็แอบมีข้อเสนอแนะคือ มันเยอะมากๆ ครับ โดยเฉพาะบัตเตอร์เค้กและฟรุ๊ตเค้กซึ่งชิ้นค่อนข้างใหญ่ ขี้เกียจมันตัดเองแล้วก็ร่วนๆ แตกๆ และปริมาณที่ให้นี่จัดเต็มมากๆ ระดับที่ว่าถ้ามากินกัน 2 คน (ตามที่เค้าออกแบบไว้) ต้องมีจุกไปข้างหนึ่งแน่ๆ ,, ซึ่งถ้าลดจำนวนลงหรือไม่ก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอดีคำก็จะดีมากๆ

เซ็ท Afternoon tea ,, เอามากินคู่กับชายามช่าย

เอาเป็นว่าถ้าสนใจก็ลองไปชิมชุดน้ำชาพิเศษนี้ก็ไปได้ 2 ที่ คือที่ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ และที่เค้กช๊อป โรงแรมแมนดาริน ดาราเทวี เชียงใหม่ ในราคาเท่าๆ กับชุดน้ำชา Afternoon tea ตามปกติ ,, แต่สำหรับชาตัวนี้ไม่ได้มีขายตลอดไปนะ (เห็นว่ามีบริการเฉพาะน้ำชาเฉยๆ ด้วยนะ) จำไม่ผิดจะขายถึงแค่ปลายๆ เดือนพฤษภาคมเท่านั้น ,, เอาเป็นว่าถ้าสนใจก็โทรไปที่เบอร์ 0-2659-9000 ต่อ 7660 (ที่กทม.) และ 053-888888 ต่อ 8834 (ที่เชียงใหม่)

Twinings : The Royal Wedding Commemorative Blend

ถ้าหากถามถึงชาคุณภาพดีนอกเหนือจากชาเย็นหน้าปากซอยและชาซองทรีอินวันที่เรากินเป็นประจำ (ตามฐานะ) เชื่อว่าหนึ่งในยี่ห้อที่อยู่ในใจและเป็นคำตอบเสมอมาก็น่าจะต้องมี ชาของ Twinings บ้างแหละ

ซึ่งถ้าถามประวัติความเป็นมาของทไวนิงส์ก็น่าจะย้อนไปราวๆ สามร้อยกว่าปีก่อน ราวปีค.ศ. 1700 สมัยที่บริษัทอีสท์อินเดียยังยิ่งใหญ่และผูกขาดการนำเข้าและค้าขายชาในประเทศอังกฤษอยู่ ,, คุณโทมัส ทไวนิงส์ก็เริ่มธุรกิจค้าชาตั้งแต่นั้นมาโดยเน้นไปทางชาชั้นดีต่างๆ สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ผ่านยุคสมัยและความลำบากต่างๆ จนชาทไวนิ่งส์เป็นเครื่องดื่มในราชสำนักประจำราชวงศ์อังกฤษ และยาวนานจนจวบมาจนถึงทุกวันนี้ที่ชาถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วทั้งสหราชอาณาจักรและทั่วโลก ชาทไวนิ่งส์ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย

การปรุงชาของ Twinings พิถีพิถันในทุกตอน

แม้ว่าชาของ Twinings จะมีหลากหลายโคตรๆ จนจำชื่อไม่หวาดไม่ไหว แต่ในโอกาสพิเศษอย่างงานเฉลิมฉลองพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลี่ยมและเคท มิดเดิลตัน ก็ได้มีชาพิเศษจาก Twinings ที่มีชื่อว่า The Royal Wedding Commemorative Blend ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อร่วมงานนี้ ,, ซึ่งความพิเศษของมันคือมันจัดทำขึ้นเฉพาะในงานวันที่ 29 เมษายนนี้และมีจำหน่ายในประเทศอังกฤษที่เดียวเท่านั้น

ชุดชาพิเศษของ Twinings คือ The Royal Wedding Commemorative Blend

ผมก็แอบได้ชามาด้วยฮะ

แรกรับสัมผัสกล่องชาพิเศษ

ไม่แน่ใจว่าทาง Twinings ก็ไม่รู้เห็นดีเห็นงามอะไรใน Blog ผมเข้าเลยส่งชาชุดนี้มาให้ผมแอบชิม ผมก็เลยต้องแอบเอามารีวิวตามซักหน่อย ,, อย่าเพิ่งอิจฉากันนะครับ เอิ้กๆๆๆ

ได้ชาพิเศษของ Twinings มาอยู่ในมือแล้ว 🙂

เริ่มแรกที่ได้รับมาภายนอกเป็นกล่องเหล็กสีม่วงอย่างดี มีรูปหญิงสาวงามในชุดแต่งงานอยู่พร้อมกับตราสัญลักษณ์และภาษาอังกฤษอีกมากมาย สรุปๆ คือเป็นสัญลักษณ์และบ่งบอกถึงการอภิเษกสมรสครั้งนี้ ,, เปิดกล่องเหล็กมา สิ่งที่จะพบอย่างแรกคือกลิ่นหอมชองชาที่พุ่งออกมาจากกล่อง เมื่อส่องดูก็เจอกล่องกระดาษอีกชั้นนึง ,, แกะกล่องกระดาษออกมาดูก็จะเจอซองกระดาษสีดำพิมพ์ลวดลายสวยงามที่ภายในบรรจุถุงชาไว้เรียงรายอยู่ นับได้ 20 ซองพอดี

กล่องชาสีม่วง พิมพ์ลายสวยงาม พร้อมสัญลักษณ์อะไรไม่รู้อีกเพียบ
เปิดกล่องชามาดู ,, เรียกว่ากลิ่นหอมพวยพุ่งมาจากกล่องเลยทีเดียว
หยิบเอากล่องกระดาษภายในกล่องเหล็กออกมาครับ
ภายในกล่องกระดาษมีซองกระดาษเรียงรายอยู่ภายใน
บรรจุภัณฑ์แต่ละชิ้นพิถีพิถันและทำได้สวยงามจริงๆ ครับ

นี่ขนาดยังไม่ได้ลองชงชาดู กลิ่นหอมของมันช่างเย้ายวนประหนึ่งคล้ายกับมีหญิงสาวสวยรอเราอยู่ในซองที่แม้เพียงได้กลิ่นของเธอก็หลงไหลและยากที่จะห้ามใจในการลิ้มลอง

ว่าด้วยชาสูตรพิเศษอันนี้

ก่อนที่จะชิมชาซองนี้ ต้องขอแนะนำชาสูตร The Royal Wedding Commemorative Blend สักหน่อยว่าจริงๆ ชาตัวนี้มีองค์ประกอบหลักๆ คือชาขาว, มะกรูดและกลีบดอกกุหลาบ และปรุงกลิ่นเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

ซึ่งทาง Twinings อธิบายการเลือกใช้ส่วนประกอบต่างๆ โดยคัดเลือกวัตถุดิบและส่วนผสมที่สามารถสื่อถึงเคท มิดเดิลตัน ได้คือ

  • ชาขาว ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นชาส่วนที่มีคุณภาพดีที่สุด ชาขาวผลิตจากตูมและยอดอ่อนของต้นชาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะคัดเลือกเฉพาะยอดอ่อน 2 ยอดแรกของต้นชา หลังจากนั้นตูมชาจะถูกทำให้แห้งด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้สามารถคงคุณค่าทางโภชนาการและมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าชาอื่นๆ รวมทั้งสีขาวสื่อถึงสีของชุดแต่งงานของเจ้าสาวตามประเพณีนิยมในอังกฤษ
  • กลีบกุหลาบสีชมพู เป็นดอกไม้ที่ให้ความหอม มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” อีกทั้งยังมีกลิ่นอายแห่งความรัก และสื่อถึงความงามสง่าและเสน่ห์แห่งเจ้าหญิงคนใหม่ ซึ่งในประเทศอังกฤษเองนิยมเอากลีบกุหลาบมาโปรยทั่วทางเดินของคู่บ่าวสาวในระหว่างการทำพิธี เพราะคนอังกฤษมีความเชื่อว่าคนทั้งสองจะราบรื่น มีความสุขตลอดการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ดังนั้นการใช้กลีบกุหลาบสีชมพูมาเป็นส่วนผสมเพื่อแทนคำอวยพรให้ความรักเป็นดั่ง “รักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์”
  • มะกรูด เป็นอีกส่วนประกอบที่ถูกเติมเต็มเข้ามา เพราะตัวของมะกรูดที่เติมลงไปในชานั้นจะให้กลิ่นอ่อนๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่สดชื่นและผ่อนคลาย ดังสะท้อนคาแรกเตอร์อันสดใสของเจ้าหญิงคนใหม่ได้เป็นอย่างดี
ชาสูตรพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยสเน่ห์ งดงาม และแสนยั่วยวน

เอาเป็นว่าลองเอาชามาชงแล้วชิมกันเลยดีกว่า

เปิดซองลองชงชา

เมื่อบรรจงแกะซองกระดาษออกมาก็จะพบถุงชาอีกชั้นนึง ซึ่งอยากบอกว่าชาหอมมากๆ เอาเป็นว่าพร้อมแล้วก็โยนถุงชาลงในกาแล้วเติมน้ำร้อนเดือดลงไป ,, เทคนิคการชงชาขาวคร่าวๆ คือ ภาชนะที่ใช้ชงควรเป็นภาชนะปิดสนิท, ชา 1 ซองต่อ 1 คน, ไม่ควรแช่ชาขาวนานเกินกว่า 1 นาที เพราะจะทำให้เสียรสชาติที่เหมาะสมที่ไป, รวมทั้งชาขาวไม่ควรเติมนมลงไปด้วยนะ (ส่วนเทคนิคการชงชาให้อร่อยทาง Twinings เค้าก็มีแนะนำไว้เหมือนกันนะ ลองไปอ่านดูได้)

หยิบชาหนึ่งซองออกมาจากกล่อง ,, บรรจงเปิดผนึกออกมา
แกะซองกระดาษออกมาก็จะเจอถุงชาอยู่ข้างใน

เพียงแค่น้ำร้อนสัมผัสกับชาของเรา กลิ่นหอมก็พวยพุ่งออกมาเหมือนกับถูกกักขังไว้มานาน กลิ่นหอมนั้นยังกระจายไปทั่วห้อง (ผมเชื่อว่าถ้าอยู่ในห้องปิดขนาด 6×6 เมตร กลิ่นนั้นน่าจะกระจายไปทั่วห้องได้สบายๆ ) กลิ่นของชาช่างสดชื่น ให้บรรยากาศเหมือนกับอยู่ในสวนดอกไม้ที่มีผีเสื้อบินล้อมอยู่โดยรอบ ฟ้าเปิดและโปรยแสงแดดอบอุ่นมาให้ ,, ซึ่งเทียบๆ กันกับชาในตระกูล Earl Grey ของ Twinings กลิ่นของเจ้าชาพิเศษชุดนี้มันจะสว่างโล่งกว่า

ยิ่งตอนเทชาออกจากกา กลิ่นของมันพวยพุ่งและช่างจรุงใจยากเกินกว่าใครจะต้านได้ ,,

รอ 1 นาทีแล้ว.. ก็ถึงเวลาชิมชากันสักทีละครับ

โยนถุงชา, เทน้ำร้อน, รอประมาณนาทีนึง, รินชามาดื่มได้
ถึงเวลาก็รินชาออกมาได้แล้วครับ ,, หอมมากๆ

การชิมชา… ช่วงเวลาแห่งความฝัน

แค่เพียงได้มีโอกาสลิ้มรสชา ความสดชื่นก็เหมือนจะไหลผ่านชาเข้ามาสู่ในตัวเรา…

ได้เพียงแค่รินชา ,, กลิ่นหอมก็จรุงใจและยากเกินกว่าใครจะห้ามได้

กลิ่นหอมระลอกแรกที่ซัดเข้ามาเป็นกลิ่นของมะกรูดซึ่งจะค่อนข้างแรงกว่าชาเอิร์ลเกรยทั่วไป แต่ผมกลับรู้สึกสดชื่นและสบายกว่าการจิบเอิร์ลเกรยซึ่งเป็นชาที่ผมชื่นชอบมากๆ เสียอีก ,, ส่วนกลิ่นหอมระลอกที่สองเป็นกลิ่นของกลีบดอกกุหลาบ จินตนาการเห็นคล้ายมีหญิงสาวสวยโปรยยิ้มให้เราอยู่ตรงหน้า ,, และระลอกสุดท้ายก็เป็นกลิ่นละมุนและอ่อนโยนของชาขาวที่แทบจะไร้ความขมแต่ยังรักษาเอกลักษณ์แห่งความเป็นชาได้อย่างดี…

ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็นภาพหญิงสาวสวยเต้นรำและโปรยยิ้มกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีและมีดอกไม้ล้อมรอบในวันที่ฟ้าเปิด มีลมแผ่วเบาพัดพาความสดชื่นเข้ามาเป็นช่วงๆ ,, มันสุดยอดและยากจะลืมเลือนจริงๆ (ว่าแล้วก็จิบอีกหน่อย เอิ้กๆๆ)

เพียงแค่จิบชา ,, ก็สดชื่นและมีความสุขเหนือสิ่งอื่นใด
ชาชุด The Royal Wedding Commemorative Blend เหนือคำบรรยายจริงๆ

แต่ส่วนตัวผมก็แอบมีข้อติเบาๆ กับชานี้ คือกลิ่นและรสชาติต่างๆ มันเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านไปรวดเร็วมาก พอดื่มแล้วทิ้งไว้สักพักเหมือนจะไม่มีหลงเหลือค้างในปากเราเลย ทั้งความขมของตัวชาและกลิ่นหอมทุกอย่างมันอันตรธานหายไปรวดเร็วมากๆ

แต่ช่วงเวลาเท่านั้นก็เพียงพอที่สร้างความสุขอันมหาศาลแล้ว

อยากลองจิบชาแบบนี้บ้าง

จริงๆ ชาชุด The Royal Wedding Commemorative Blend ค่อนข้าง Exclusive และ Limited มากๆ คือทำขึ้นมาเฉพาะในงานอภิเษกสมรสฯ และมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศอังกฤษเท่านั้นและไม่มีขายแบบ Official ในประเทศไทย ,, ส่วนตัวผมว่าถ้าเสี้ยนมากๆ ก็หยิบชาเอิร์ลเกรยมาแทนได้ กลิ่นของความสดชื่นพอจะแทนกันได้แต่ความเนียนนุ่มละมุนมันจะต่างกันมาก

ยินดีมากๆ ที่ได้ชิมชาชุด The Royal Wedding Commemorative Blend ครับ

แต่จริงๆ ก็เพิ่งรู้ว่า Twinings : The Royal Wedding Commemorative Blend เค้ามีแจกฟรีให้เรามาลองชิมกัน โดยไปเล่นเกมส์กับ Twinings ได้นะจ๊ะ ,, มีรางวัลเยอะทั้งชาทั้งแก้ว เผลอๆ ได้รางวัลใหญ่ก็ได้ไปอังกฤษด้วย เล่นได้ถึง 13 พค. นี้ (แต่ถ้าใครอยากได้ชาไปชิมก็เอารางวัลใหญ่มาแลกผมได้นะ อิอิ)