Johoney — โจฮันนี่

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนเรื่องอาหารเลย กลับบ้านทีไรก็ต้องไปกินข้าวกับที่บ้านตลอดเลย วันนี้ได้โอกาสไปกินขนมแถวๆ บ้าน เลยมีโอกาสมารีวิวนิดนึงครับ ร้านนี้มีชื่อว่าโจฮันนี่ (Johoney) ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง
วันนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มากินไอศครีมบ้าง

การเดินทางมาโจฮันนี่ถ้าบอกลอยๆ นี่มาลำบากมาก เข้าซอยลึกลับซับซ้อนสุดๆ (แต่สำหรับคนเชียงใหม่อย่างผมก็ไม่ยากนะ) เอาเป็นว่าเข้าทางซอยร้านเลิฟแอดเฟิร์สไบท์ (ซอยที่ติดกับโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน) จากนั้นก็เข้ามาเรื่อยๆ เลยร้านเลิฟมาซัก 20 เมตร จะเห็นร้านสีเหลืองๆ อยู่ตรงสามแยกครับ (อาจต้องสังเกตนิดนึง) ,, กับอีกทางนึง คือถ้าเข้ามาทางร้านลาแปง ให้เข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 100 เมตร จะเห็นร้านโจฮันนี่อยู่ทางขวามือครับ (แต่ระวังรถสวน)


View Johoney in a larger map

เปิดประตูเข้ามาชิมติม

หน้าร้านแต่งสวยดีนะครับ ออกแนวโทนสีเหลืองครับ เข้ามาในร้านก็น่ารักดี ดูหวานๆ สบายๆ น่านั่ง

หน้าร้าน Johoney
หน้าร้าน Johoney
บรรยากาศภายในร้านครับ
บรรยากาศภายในร้านครับ

นั่งคุยกะพี่เจ้าของ แกบอกว่า เมื่อก่อนแกทำไอศครีมโฮมเมดส่งขายตามที่ต่างๆ เมื่อหลายปีก่อน เห็นว่าขายได้ดีแล้วก็เวิร์คดี ก็เลยลองเปิดร้านเองดูบ้าง (เปิดร้านมาได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว) และเติมเมนูเครื่องดื่มและพวกขนมต่างๆ ทั้งวาฟเฟิล, เครป, ฮันนี่โทสต์ ฯลฯ ลงมาด้วย

ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
ช๊อกโกแล๊ตลาวาครับ เสิร์ฟพร้อมไอศครีมและมะม่วง
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้นะ
กาแฟก็มีครับ
กาแฟก็มีครับ

เท่าที่ลองชิมดูก็โอเคนะครับ เห็นเพื่อนผมแนะนำพวกวาฟเฟิล แต่ผมไม่ได้สั่งครับ ฮาๆๆ ผมสั่งเป็น Chocolate Lava ครับ ที่นี่เค้าเสิร์ฟตัวลาวามาพร้อมกับไอศครีมหนึ่งลูก วิพครีม และมะม่วงสุกหั่นลูกเต๋า, กาแฟผมสั่งแบบเย็นมา รสชาติ+กลิ่นก็กลางๆ นะ

แต่ที่ผมว่าเด่นจริงๆ คือพวกไอศครีมครับ เพราะที่นี่ทำไอศครีมเองอย่างที่บอก แถมรสชาติยังเป็นเอกลักษณ์มากๆ โดยเฉพาะไอศครีมรสเปรี้ยวๆ ทั้งตะลิงปลิง, มะเกี๋ยง, มะยมพริกเกลือ ฯลฯ รสชาติเปรี้ยวเข็ดเด็ดถูกใจมากจริงๆ ครับ

ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
ทีเด็ดของร้านเลยคงต้องเป็นไอศครีมโฮมเมดครับ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
โดยเฉพาะพวกรสผลไม้แปลกๆ เปรี้ยวเข็ดฟันจริงๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
สีสันสดใสมากๆ รสชาติอร่อยดีมากๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ
ผมชอบมะเกี๋ยงกับมะยมนะ อร่อยๆ

แวะลองมาชิมกันได้ครับ

สถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่

มันมีโจทย์มาวันก่อนว่า มีน้องในแฟนเพจผม (อั้ยย่ะ!!) แกมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวเชียงใหม่แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยว ร้านเดิมๆ แกก็คงเบื่อแล้ว ส่วนร้านที่เปิดใหม่ส่วนมากก็ไม่อร่อย ก็เลยถามผมเกี่ยวกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่เชียงใหม่ว่ามีที่ไหนเด็ดๆ บ้าง คิดอยู่นานผมก็แนะนำเธอร้านนึง (ซึ่งผมชอบร้านนี้มาก กินมาตั้งแต่เด็กและยังไม่สูญหาย แต่ยังไม่เคยเขียนรีวิวไป ที่ไม่ใช่ร้านนี้นะ ฮาๆๆ)

คิดไปคิดมา เดี๋ยวนี้บ้านเมืองเราหาร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหารไทยอร่อยๆ ยากกว่าหาอาหารญี่ปุ่นอีกนะ :/

เดี๋ยววันนี้ มาหาก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า
เดี๋ยววันนี้ มาหาก๋วยเตี๋ยวกินดีกว่า

พอกลับถึงบ้านก็ปิ้งไอเดีย เพราะเมื่อวานพูดถึง JJ Market (ที่รีวิวร้าน Ice Hub) ไป วันนี้ก็จะมาพูดถึงอีกร้านนึงที่ดังไม่แพ้กันเลยที่ JJ Market ที่แฟนผมชวนมากินวันก่อน แต่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวและของคาวที่ออกตัวแนวฟิวชั่นระหว่างอาหารเรียบง่ายๆ ของไทย กับที่มีกลิ่นไอฝรั่ง ร้านนี้มีชื่อว่าสถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่ครับ

แผนที่ก็คล้ายๆ เดิม ที่ JJ Market แถวๆ ตลาดคำเที่ยงครับ


View สถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่ in a larger map

ส่วนสาขาอื่นๆ นอกจากเชียงใหม่นี่ผมไม่รู้หมือนกัน (แต่เท่าที่ลองหาดูเห็นบอกมีที่รังสิต? แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) แต่ที่แน่ใจคือ ชื่อร้านเค้านี่ออกแบบมาสำหรับผวนคำแน่นอน ฮาๆ

เมื่อมาถึงร้าน…

ครั้งแรกผมมาร้าน วันนั้นประมาณบ่ายโมง คนเยอะเหมือนกัน พอมาถึงร้านเค้าบอกว่าก๋วยเตี๋ยวหมดแล้ว ส่วนข้าวก็รอออีกครึ่งชั่วโมง แอบเฟลและแค้นนิดๆ เพราะเห็นว่าร้านเปิดตั้งแต่ประมาณสิบโมง ปิดห้าหกโมงเย็น อะไรวะ มาเที่ยงหมดละ มันต้องอร่อยแน่ๆ

ผมเลยเก็บความแค้นกลับไปแม่อายและถ่อสังขารกลับมาอีกครั้งเพื่อชำระแค้นตั้งแต่สิบโมงครึ่ง ,, อ่า… วันนี้ไม่มีคนเลย (แต่เหมือนจะมาเช้าไปหน่อยนะ เห็นพี่ๆ เค้าแกะไข่ต้มกันอยู่เลย ฮาๆๆๆ)

หน้าร้านสถานีสูตรเตี๋ยวครับ
หน้าร้านสถานีสูตรเตี๋ยวครับ
ต้องสังเกตจริงๆ ว่าตรงนี้เค้าเป็นที่ลวกก๋วยเตี๋ยวนะ ฮาๆๆ
ต้องสังเกตจริงๆ ว่าตรงนี้เค้าเป็นที่ลวกก๋วยเตี๋ยวนะ ฮาๆๆ

เข้ามาในร้านนี่บรรยากาศผิดแปลกจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไปนะ เค้าแต่งร้านแนววินเทจที่ค่อนข้างรกไปหน่อยจนผมก็งงๆ เหมือนกันว่านี่มาร้านก๋วยเตี๋ยวหรือว่ามาร้านเหล้าวะเนี่ย เหอๆๆๆ ,, เลือกนั่งได้นะ แม้ว่าจะไม่มีเครื่องปรับอากาศบริการแต่ก็แนะนำให้นั่งข้างในอะ เพราะข้างในเป็นโต๊ะเตี้ยๆ และเก้าอี้นวม/โซฟาบุหนัง (แบบที่ไม่เคยเห็นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหนมาก่อนจริงๆ)

บรรยากาศการแต่งร้านดูแนวมากๆ ไม่ซ้ำใครจริง
บรรยากาศการแต่งร้านดูแนวมากๆ ไม่ซ้ำใครจริง

ลองสั่งกันมาดู

หลังจากสั่งไปสักครู่ ก็เริ่มมีอาหารยกมาเสิร์ฟแล้วครับ

จานแรกเป็นออร์เดิร์ฟเก๋ๆ อย่างเกี๊ยวอบชีสแล้วปรุงรสด้วยผงชีสอีกที (จริงๆ มีหลายรสนะ ทั้งต้มยำ, ซาวครีม, บาร์บีคิว) ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยดีนะ เกี๊ยวหั่นพอดีคำทอดได้กรอบดี แล้วโปะด้วยชีสยืดๆๆๆๆ ขนาดทิ้งไว้สักพักจนชีสเริ่มแข็งแล้วเกี๊ยวก็ยังกรอบดีเลย แต่ถ้าจะให้ติก็คงเป็นความทั่วถึงของชีสที่เกี๊ยวแผ่นด้านข้างๆ จะได้รับอานิสงส์น้อยไปหน่อย

ออเดิร์ฟจานแรกครับ เป็นเกี๊ยวอบชีส โรยหน้าผงชีสอีกที
ออเดิร์ฟจานแรกครับ เป็นเกี๊ยวอบชีส โรยหน้าผงชีสอีกที
นี่ๆๆๆๆ ยืดดดดดดด แฮ่ๆๆ
นี่ๆๆๆๆ ยืดดดดดดด แฮ่ๆๆ

ถ้วยต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสครับ เสิร์ฟคู่กับเกี๊ยวทอดและมะนาวอีกซีกนึง

ชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ต้มยำสุโขทัยบ้านเรานี่แหละ แต่เติมน้ำพริกเผา, หอมเจียวเพิ่มลงไป แล้วอัดด้วยชีสแผ่นและชีสสีส้ม ให้อารมณ์แบบชีสสีส้มที่ใส้กรอกดับเบิ้ลชีสเซเว่นมากๆ (ผมไม่ค่อยเชียวชาญเรื่องชนิดของชีสเท่าไหร่น่ะ) ,, ส่วนตัวเลยนะ อร่อยใช้ได้ ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี ปลาเส้นและหมูบะช่อนี่กลางๆ แต่น้ำซุปอร่อยดี ปรุงรสต้มยำได้ดี ไม่ต้องปรุงเพิ่มก็เข้มข้นโฮกๆ ละ แถมชีสที่เค้าเติมมาให้ก็นัวกับก๋วยเตี๋ยวได้อย่างลงตัวจนผมยังแอบแปลกใจเบาๆ เหมือนกัน

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีส น่ากินโฮกๆๆ
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีส น่ากินโฮกๆๆ

ถ้วยต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งแม่น้ำดับเบิ้ลชีสครับ เป็นเมนูที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็น Signature ของทางร้านในระดับที่มาแล้วต้องสั่ง ,, จินตนาการง่ายๆ ก็คือก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสถ้วยตะกี้แล้วใส่กุ้งแม่น้ำที่ย่างแล้วหั่นซีกลงไปนั่นแหละครับ หากใครคิดจะสั่งจะต้องใจเย็นรอซัก 10-15 นาทีเพื่อย่างกุ้ง (ไม่ใช่พม่า!!)

ส่วนตัวนะครับ เหมือนกับถ้วนบนเป๊ะๆ ทั้งเครื่องและเส้น แค่มีกุ้งแม่น้ำหัวโตกว่าตัวที่เพิ่มมา (อาจมีกลิ่นกุ้งย่างปนมาหน่อยๆ) ตัวกุ้งนะสดพอควร แต่ผมว่าเค้าย่างตัวกุ้งได้ยังไม่ถึงจุดฟินของมันเท่าไหร่อะ

เค้าบอกว่าเป็น signature ของร้าน ,, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสกุ้งแม่น้ำ
เค้าบอกว่าเป็น signature ของร้าน ,, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำดับเบิ้ลชีสกุ้งแม่น้ำ
กุ้งตัวโตมากกกกกกก แฮ่ๆๆ
กุ้งตัวโตมากกกกกกก แฮ่ๆๆ

จริงๆ มีอีกหลายเมนูที่ผมไม่ได้สั่งนะ ทั้งข้าวราดกะเพราชื่อแปลกๆ ,ข้าวราดหน้าไก่่ และเมนูคล้ายอาหารตามสั่งอีกหลายร้าน รวมทั้งพวกเครื่องดื่มด้วย แฮ่ๆๆๆ ไว้คราวหน้าละกันเนอะ 🙂

ที่มาวันนี้

ส่วนตัวผมว่ามันก็อร่อยดีนะ เปิดโลกทัศน์ใหม่ของอาหารฟิวชั่นโดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวเลยแหละ ฮาๆๆ

แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้วออกแนวแพงไปหน่อยเลยแหละ อย่างก๋วยเตี๋ยวธรรมดา 40 บาท, อัพต้มยำเป็น 50 บาท, อัพเป็นซิลเกิ้ลชีสเป็น 60 บาทและถ้าดับเบิ้ลชีสนั่นก็ 70 บาทละ ,, ยิ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งแม่น้ำดับเบิ้ลชีสนั่นปาไป 150 บาท กุ้งอัลไลตัวละ 80 บาท แพงกว่าก๋วยเตี๋ยวทั้งถ้วยอีกอะ..

แม้ใครจะบอกว่ากุ้งตัวใหญ่มากเบยส์นะ แต่ที่ผมได้กุ้งในถ้วยมาจริงๆ มันก็ไม่ได้ใหญ่เว่ออลังการดาวล้านดวงแบบพวกสามสี่ตัวโลอะไรนั่นหรอกนะ แถมส่วนตัวเองผมไม่ค่อยปลื้มกะกุ้งแม่น้ำมาตั้งนานละ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงกุ้งมาจนถึงการขาย (อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับร้านเค้าเลย ฮาๆๆ) เพราะกุ้งมันใหญ่แต่หัว เนื้อจริงๆ มีจึ๋งเดียว แถมไม่เด้งเหมือนพวกกุลาดำหรือกุ้งชีแฮ้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ความเด่นของกุ้งแม่น้ำคือมันที่หัวนี่แหละ ซึ่งมาผนวกกับชีสอีก บวกกับหอมเจียวอีก เติมไข่ต้มยางมะตอยยางมะตูมด้วย แล้วย้ำด้วยน้ำพริกเผาอีก บ่องตงว่าเลี่ยนครับ ไขมันเยอะมาก จะดับเลี่ยนด้วยเกี๊ยวหรือหมูบะช่อหรือปลาเส้นมันก็คงไม่ใช่สไตล์ หาผักก็ไม่ค่อยมี ผักชีต้นหอมก็คงไม่ไหว คิดมาคิดไปคำนวณคร่าวๆ ถ้วยนี้ผมว่าเฉียดๆ 2,000kcal สยองใช้ได้สำหรับคนต้องการคุมน้ำหนักและคุมอาหารเลยทีเดียว

ลองมาชิมกันได้นะครับ ที่ร้านาถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่
ลองมาชิมกันได้นะครับ ที่ร้านาถานีสูตรเตี๋ยว สาขาเชียงใหม่

เบื่อๆ ก๋วยเตี๋ยวธรรมดาก็มาชิมกันดูได้ครับ 🙂

Ice Hub

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ (ถึงแม้จะค่อนข้างปลายแล้วก็ตาม) เชียงใหม่ก็ร้อนไม่แพ้กรุงเทพฯ เท่าไหร่หรอก การหาของเย็นๆ มาคลายร้อนนี่ถือว่าจำเป็นมากๆ เลยฮาๆๆ วันนี้ก็เลยพามากินอีกน้ำแข็งไสอีกร้านนึงครับ หน้าร้านเน้นขายชามุก แต่ทีเด็ดจริงๆ กลับเป็นน้ำแข็งไส ปะๆ ไปดูกัน

ร้านนี้มีชื่อว่า Ice Hub ครับ ตั้งอยู่ตรง JJ Market แถวๆ ตลาดคำเที่ยง, เดินเข้ามาในโครงการแล้วร้านแอบหายากนิดนึง (ร้านอยู่ข้างๆ ร้านคัพเค้กอะ ตรงข้ามกับริมปิงซุปเปอร์สโตร์เลย)

แวะมากินน้ำแข็งไสที่ตอนนี้เป็นที่ฮิตกันที่เชียงใหม่
แวะมากินน้ำแข็งไสที่ตอนนี้เป็นที่ฮิตกันที่เชียงใหม่


View Ice Hub in a larger map

เท่าที่เห็นนะครับ ร้านเป็นร้านเล็กๆ แคบพอตัวเลย ในร้านน่าจะจุคนได้ซัก 10 คน (แต่ก็มีโต๊ะเสริมข้างนอกนะ) นั่งแล้วอึดอัดหน่อยๆ ,, ปกติร้านเปิดประมาณเที่ยงกว่าๆ (ปิดประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ) แต่วันที่ไปเที่ยงครึ่งแล้วร้านยังไม่เปิด แต่ก็เห็นมีคนมาต่อคิวเยอะพอตัวเลยอะ ยิ่งจังหวะเปิดร้านปุ๊บ คนพุ่งเข้าไปในร้านยังกะแจกฟรี ทำผมงงไปเบาๆ แอบตกใจปนงงนิดๆ ว่ามันอร่อยขนาดนั้นเลยเรอะ…

ร้านเล็กมากถึงมากที่สุด ถ้าเลือกข้างในต้องยอมอึดอัดนิดนึง
ร้านเล็กมากถึงมากที่สุด ถ้าเลือกข้างในต้องยอมอึดอัดนิดนึง

แทรกกายมานั่งตากแอร์ในร้านแล้วลองชิมดู

สั่งอะไรกินกันเถอะ

คนเยอะมาก เจ้าของไม่ได้มาพูดคุยด้วยเท่าไหร่ (แต่แค่ทำเครื่องดื่มนั่นก็ไม่ทันแล้วล่ะครับ ฮาๆๆ) ผมเลยเลือกดูเมนูเองกะเพื่อนๆ ละกัน ซึ่งเท่าที่ดูเค้ามีเมนูสองอย่างครับ คือเครื่องดื่มกับน้ำแข็งไสรสมะม่วง ,, ผมก็เลยจัดทั้งสองอย่างครับ

ตัวเครื่องดื่มเค้าเสิร์ฟแบบชามุกที่ซีลพลาสติกปิดไว้ ดูสะอาดดี ,, ผมเลือกชาเขียวพุดดิ้ง ชิมแล้วให้อารมณ์น้ำเต้าหูผสมเต้าหู้ปั่นละลายในชาเขียว ตัวชาเขียวเค้าเข้มดีนะ แต่ผมว่ามันจะลื่นคอกว่านี้ถ้าหวานกว่านี้อีกนิด แต่ที่ผมว่าเฟลในใจผมเนี่ยคือพุ้ดดิ้งนี่แหละ นอกจากกลิ่นแบบเต้าหู้ที่ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ มันยังทำให้ชาเขียวข้นมากขึ้น ดูดแล้วหยึยๆ มาหน่อย

แอบชิมของเพื่อนที่ใส่เป็นชามุก ผมว่าคล้ายๆ ชามุกทั่วไป ก็โอเคๆ

แต่ส่วนตัวเลยนะ ผมเฟลกับนมถั่วเหลืองพุดดิ้งของเพื่อนมากๆ มันเหมือนน้ำเต้าหู้เย็นใส่เต้าหู้ปั่นแบบไม่หวาน เข้มข้นเต้าหู้ตั้งแต่หัวจรดเท้า หลายคนอาจชอบก็ได้นะเพราะมันออกแนวรักสุขภาพมากๆ แต่กับผมแล้วไม่ไหวจริงๆ ทั้งข้นทั้งเลี่ยนเต้าหู้ทั้งจืดๆ อีก เอียนสุดๆ ฮาๆๆๆ

เมนูมีทั้งเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสครับ
เมนูมีทั้งเครื่องดื่มและน้ำแข็งไสครับ
เครื่องดื่มผมว่าคล้ายๆ ชาไข่มุกนะ แต่ไม่ค่อยโอเท่าไหร่
เครื่องดื่มผมว่าคล้ายๆ ชาไข่มุกนะ แต่ไม่ค่อยโอเท่าไหร่

จากนั้นก็เป็นคิวน้ำแข็งไสบ้าง เท่าที่เห็นมีสองเมนูคือ Ice Mango Larva และ Ice Mango Magma เป็นน้ำแข็งไสเสิร์ฟพร้อมกับเนื้อมะม่วงสุกและพุดดิ้งเต้าหู้แล้วราดหน้าด้วยซอสมะม่วงปิดท้ายอีกที ซึ่งสองอันต่างกันนิดเดียว ตรงที่ Larva จะเป็นน้ำแข็งไสรสนม ส่วน Magma จะเป็นน้ำแข็งไสรสมะม่วง (จำง่ายๆ ว่า Magma กะ Mango)

ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ เนื้อน้ำแข็งไสเนียนละเอียดละมุนดี กินแล้วเพลินสุดๆ อะ แล้วแต่คนชอบ ถ้าชอบแบบนมๆ นัวๆ หน่อย Larva คือคำตอบของคุณ แต่ถ้าชอบเปรี้ยวอมหวานแบบไม่เลี่ยนมาก ชิลๆ พริ้วๆ Magma คือคำตอบ ยิ่งกันคู่มะม่วงหรือพุดดิ้งเต้าหู้นี่อร่อยมากๆ ส่วนตัวผมว่าพุ้ดดิ้งเต้าหู้มันเหมาะที่จะมาอยู่ที่นี่และกินคู่กับน้ำแข็งไสมากกว่าอยู่ในแก้วอะ

อันนี้เรียกว่า Mango Ice Lava ครับ ,, น้ำแข็งไสรสนม แฮ่ๆๆ
อันนี้เรียกว่า Mango Ice Lava ครับ ,, น้ำแข็งไสรสนม แฮ่ๆๆ
อันนี้ชื่อ Mango Ice Magma ครับ ,, คล้ายๆ กัน แค่เปลี่ยนน้ำแข็งไสเป็นมะม่วง
อันนี้ชื่อ Mango Ice Magma ครับ ,, คล้ายๆ กัน แค่เปลี่ยนน้ำแข็งไสเป็นมะม่วง

ที่มากินวันนี้

ส่วนตัวผมชอบน้ำแข็งไสมะม่วงของเค้านะ อร่อยดี คล้ายๆ กับร้านน้ำแข็งไสที่ผมกินที่กทม. เลย เนื้อเค้าจะเนียนละมุนดีมากๆ ซึ่งเนื้อน้ำแข็งไสแบบนี้ผมชอบมากกว่า Ice Monster อีกอะ ส่วนเครื่องดื่ม ผมกะเพื่อนเลือกมาคือชาเขียวกับนมถั่วเหลืองนี่ยังไม่ผ่านทั้งคู่นะ (แต่จริงๆ มีอีกหลายน้ำที่ผมยังไม่ได้โดนเลย) ,, แต่ที่นี่ราคาค่อนข้างแพงไปหน่อยนะ โดยเฉพาะเครื่องดื่ม เพราะถ้าเทียบกับชามุกทั่วๆ แล้วรสชาติไม่ต่างกันมาก แต่ราคาห่างเกือบ 2 เท่าแหนะ

แนะนำแค่น้ำแข็งไสเค้าก่อนละกันนะ 🙂

Nasi Jumpru – นาซิจำปู๋

ไหนๆ ใครรู้จักอาหารฟิวชั่นบ้าง

ให้เดานะ ส่วนมากก็คงคิดว่าพอรู้จักบ้างแหละ เอาอาหารชาตินั้นมาผสมชาตินี้ ดูแล้วให้อารมณ์ผสมผสานและร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น กินแล้วแปลกๆ หน่อย แต่ก็ตื่นเต้นดี ลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้างก็ว่ากันไป ฮาๆๆ ,, แต่ว่าครั้งนี้ผมมาร้านนึงครับ ร้านที่ทำให้อาหารฟิวชั่นมันเหนือกว่าที่เคยเป็นมา บางทีเหมือนเป็นอาหารในจินตนาการที่ไม่คิดว่าจะมีคนทำในโลกนี้แต่พอชิมแล้วดันลงตัวแบบสุดๆ ร้านนี้แหวกและสร้างนิยามของอาหารฟิวชั่นใหม่ๆ ให้ผม

ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว
ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้และดอกไม้จะเอามาทำเป็นของคาวได้อย่างลงตัว

ร้านนี้ชื่อว่านาซิจำปู๋ (Nasi Jumpru) ครับ (มีเฟสของร้านด้วยนะ อิอิ)

ที่ไปที่มา

ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นร้านชื่อแบบนี้ที่แถวๆ ตลาดคำเที่ยงซักประมาณเกือบๆ สิบปีก่อน สมัยนั้นผมยังไม่ได้บ้าหาอาหารชิมเหมือนตอนนี้ จำได้ว่าชื่อมันแปลกดีนะ แต่ก็แค่ผ่านเฉยๆ แต่ไม่ได้แวะเข้าไปชิม จากนั้นผมก็ลืมชื่อนี้ไปนาน….. จนกระทั่งต้นปีนี้มีเพื่อนโพสในเฟสว่ามากินร้านนี้ ความทรงจำเก่าของผมมันก็เหมือนเชื้อเชิญให้ผมกลับไปหายังร้านอาหารชื่อแปลกอีกครั้ง

ตอนนี้ร้านตั้งอยู่แถวๆ ตลาดรวมโชค โดยถ้าขับมาจากในเมืองก็ให้ผ่านโรงพยาบาลเทพปัญญาไปทางแม่โจ้ ข้ามแยกตลาดรวมโชคแล้วตรงไป จากนั้นไปแล้วกลับรถอันที่สาม (ก่อนถึงสี่แยกไฟเขียวไฟแดง) ขับมาอีกนิดนึงร้านจะอยู่ทางซ้ายมือครับ เป็นบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนยกใต้ถุนสูงอยู่ในพุ่มไม้นิดนึง อิอิ

มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ
มองจากข้างถนนก็จะเห็นหน้าร้านดูเรียบง่ายแบบนี้ครับ


View Nasi Jumpru in a larger map

ส่วนทางเข้าร้านนี่อยู่ด้านล่างครับ ถ้าจะกินอาหารก็ขึ้นบันไดมาด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นร้านขายเสื้อผ้าดีไซน์เก๋ๆ ชื่อ “แสงบุญ” (แต่วันที่ผมไปเค้าเริ่มเก็บของแล้ว เหตุเพราะเค้าเตรียมจะย้ายไปที่ร้านใหม่ เลยไม่ค่อยเหลืออะไรให้สำรวจแล้ว)

หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋
หน้าร้านของร้านนาซิ จำปู๋

กินอย่างเดียวละกัน

เข้ามาในร้านแล้ว

จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดเข้ามายังข้างบน ในร้านตกแต่งแบบแปลกตา สีสันสดใสดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีของผ้าปูโต๊ะหรือผ้าเช็ดปากนี่สีจี๊ดมากๆ โต๊ะบางตัวก็สีแดง บางตัวก็สีขาว มีโซฟาและถังเบียร์มาแต่งร้าน นี่บอกตรงๆ ว่าผมก็แอบงงๆ สไตล์การแต่งร้านเหมือนกันว่ามันแนวไหนกันแน่ ฮาๆๆๆ เอาเป็นว่าคิดเป็นแนวฟิวชั่นๆๆๆ

ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
ในร้านตกแต่งบรรยากาศเรียบง่าย แต่มีสไตล์ไม่หยอก
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ
สีสันแบบว่าสุดฤทธิ์อะ

จากนั้นผมก็เห็นพี่คนนึง (น่าจะเป็นเจ้าของร้านแหละ พอดีไม่ได้ถามชื่อ แฮ่ๆๆๆ) ทีแรกก็มาบริการเมนูที่โต๊ะผม อธิบายนั่นนี่ แนะนำเมนูและรายการอาหารแต่ละอย่างอย่างลึกซึ้งและละเอียดด้วยความตั้งใจ จากนั้นพอเสร็จจากโต๊ะผม แกวิ่งไปแทบทุกโต๊ะ ทำซ้ำๆ กันอย่างโต๊ะผม บริการทุกคนในทุกโต๊ะอย่างดีเลย (รวมทั้งโต๊ะผมด้วย) เห็นแล้วน่าประทับใจจริงๆ

พอเริ่มว่างๆ ผมก็เลยชวนแกมาคุยสนุกๆ ว่าที่มาของร้านเป็นไง แกก็เล่าว่าที่มาของร้านเนี่ยเกิดจากเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน แกไปเที่ยวบาหลีกับเพื่อนๆ ซึ่งไปเรียนและฝึกงานเกี่ยวกับการแสดงอยู่ที่นั่น ทำให้เค้าได้มีโอกาสไปตระเวณมาทั่วเกาะเลย ทำให้ชื่นชอบและหลงไหลในความสวยงามและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวบาหลีมากๆ โดยเฉพาะเมนูนึงของชาวบาหลีซึ่งพี่แกพบตอนไปกินร้านกับข้าวข้างทาง เมนูนี้เค้าจะเอาข้าวกับกับข้าวมาวางในใบตองที่อยู่ในจานที่สานขึ้นมาแล้วก็ใช้มือกินอย่างเอร็ดอร่อยและอบอุ่น ซึ่งคนบาหลีเค้าเรียกมันว่า Nasijumpru และพอแกกลับมาก็เพี้ยนกลายมาเป็นชื่อร้านอย่างนาซิจำปู๋ในเวลาถัดมา (พอดีผมเพิ่งไปบาหลีมาเหมือนกัน เลยคุยกันสนุกเลย)

แอบมองเข้าไปในห้องครัว แม่ครัวใส่ที่คาดผมน่ารักมากๆ พี่เจ้าของร้านก็เล่าว่า อาหารแทบทั้งหมดเป็นอาหารฟิวชั่นใหม่ที่ร้านคิดเอง นำทีมด้วยพี่แม่ครัวเป็นคนครีเอทขึ้นมาเองแบบว่าไม่ได้ไปเลียนหรือเรียนที่ไหนมาเหมือนกัน น่าอเมซิ่งมากๆ

แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ
แม่ครัวน่ารักมากๆ เธอเกิดมาเพื่อการผสมผสานที่เหนือจินตนาการจริงๆ

แปลกตรงที่ อ่านเมนูมาตั้งเยอะ ไม่มีอาหารอินโดฯ หรืออาหารบาหลีเลย ฮาๆๆๆ

ทยอยมาเสิร์ฟ

ใครๆ ก็บอกว่าเครื่องดื่มที่แสนแปลกสุด chic และเป็น signature ของร้านนี้นั่นก็คือน้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ปั่น

ทีแรกที่ผมได้ยินชื่อนี่ได้แต่อุทานในใจ พยายามจินตนาการหลายทีว่ามันจะเป็นยังไงวะ ใจนึงก็อยากรู้ อีกใจก็ไม่กล้า ,, เอาวะ!!! ก็ลองสั่งมาดูให้มันซักยกครับ

ผมว่ามันแปลกนะ จี้ดแรกผมกินแล้วไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ มันเปรี้ยวๆ ตุๆ เหมือนจะเอาข้อเสียของทั้งคู่มายังไงก็ไม่รู้ แต่พอกินไปกินมาผมว่าอร่อยดีนะ พอกระเจี๊ยบมันเริ่มคายหวานขึ้นมามากขึ้น กลิ่นรูทเบียร์ก็เริ่มนัวลดลง มันก็เลยเริ่มดูกลมกล่อมดี ดูนัวๆ แบบแปลกๆ แถมยังเพิ่มรสสัมผัสด้วยเนื้อกระเจี้ยบที่เอามาปั่นรวมกันด้วย ,, ส่วนตัวผมว่าแล้วแต่ชอบนะ ผมน่ะชอบ ไปครั้งหน้าก็จะสั่งอยู่ แต่ผมว่าเป็นเครื่องดื่มที่เดาแนวทางยาก คนที่ชอบรูทเบียร์อาจไม่ชอบก็ได้ คนชอบกระเจี๊ยบอาจไม่ชอบก็ได้ (แต่คิดว่าคนที่ชอบต้องไม่เกลียดรูทเบียร์ แต่ต้องชอบเครื่องดื่มที่ออกแนวเปรี้ยวๆ หน่อยอะ)

น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่
น้ำกระเจี๊ยบรูทเบียร์ครับ ,, สุดยอด signature drink ของที่นี่

จานแรกที่ผมสั่งไปเป็นออเดิร์ฟสี่อย่างครับ เรียกจานนี้ว่ากรอบเสวย อันประกอบไปด้วยปอเปี๊ยะแฮมชีส, กุ้งโสร่ง, เกี๊ยวซ่าทูน่า และเมี่ยงแหนมใบปูลิง มม โดยรวมจานนี้ผมว่ากลางๆ นะ ที่เด็ดหน่อยคือกุ้งโสร่งและเมี่ยงแหนมปูลิง แต่ที่เด็ดสุดจานนี้ต้องยกให้ไอเดียการทำแต่ละอย่างและการจัดวางของเค้าสวยดีจริงๆ

จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
จานแรกเรียกว่ากรอบเสวยครับ เป็นการรวมกันของของทอดสุดฮิปสี่อย่าง
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
ปอเปี๊ยะแฮมชีส และเกี๊ยวซ่าทูน่า
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง
เมี่ยงแหนมห่อใบชะพลูและกุ้งโสร่ง

จานต่อมามีคนแนะนำว่าเป็น Signature ของร้านครับ มันคือซี่โครงฮังเลโรตีครับ

โรตีทอดหนึ่งแผ่นหั่นสี่ เสิร์ฟมาพร้อมกับแกงฮังเลซี่โครงครับ ที่เด็ดคือปกติเวลาเราซื้อแกงฮังเลตามตลาดมักจะได้ส่วนที่เป็นมันมาซะเยอะ แถมส่วนกระดูกก็ด้านๆ เหนียวๆ แต่ไม่ใช่กับฮังเลของที่นี่เลย ซี่โครงหมูที่นี่เค้าทำได้นุ่มมากในระดับที่แค่เอาช้อนแตะก็ร่อนกระดูกออกมาได้เป็นอันแล้ว กินกับโรตีนี่ลงตัวดีแฮะ

คหสต.ผม เมนูนี้แนะนำสำหรับคนต่างถิ่นที่มาเที่ยวเชียงใหม่ อยากลองกินแกงฮังเลคุณภาพดีๆ อร่อยๆ แต่กับผมที่เป็นคนเชียงใหม่ ที่กินฮังเลบ่อยแทบทุกอาทิตย์นี่ผมว่าอร่อยแต่ไม่ได้ดึงดูดหรือตื่นเต้นมากเท่าไหร่ อิอิ

จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
จานต่อมาเป็นโรตีแกงฮังเล ,, ใช้ได้เลยทีเดียว
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ
เค้าใช้ซี่โครงมาทำฮังเล แถมตุ๋นได้นุ่มโคตรๆ

จานต่อมามีชื่อว่าฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู ,, อันนี้แฟนผมสั่งครับ ทีแรกแกก็ไม่แน่ใจเลยมาถามผมว่าจะเอาดีมั้ยเพราะชื่อมันประหลาดมาก แถมไม่เชื่อว่าผลไม้หวานๆ จะเอามาทำเป็นอาหารคาวได้ ส่วนผมว่ามันน่าสนใจดีนะ ลองดูไม่เสียหาย ก็เลยจัดมา

พอยกมาเสิร์ฟเท่านั้นแหละครับ เราทั้งสองตะลึงในความสวยงามในการจัดจาน ทั้งการเอาเนื้อลิ้นจี่และลำไยมาโอบอุ้มเนื้อหมูและกุ้งทรงเครื่อง จากนั้นก็โปะด้านบนด้วยไข่เขียวฟูๆ ราดซอสฉู่ฉี่ย้ำอีกครั้ง และประดับด้วยดอกไม้นานาชนิดที่สามารถเอามากินได้จริงๆ

หลังจากตะลึงในความสวยงามสักครู่เล็กๆ ผมก็เริ่มตักมันมาชิมดูครับ อยากบอกว่าวินาทีที่ฉู่ฉี่ลิ้นจี่ลำไยยัดใส้ไข่ฟูเข้าปาก มันเหมือนกับมีอะไรมาเริงระบำภายในตัวผม ผมมองเห็นงานเทศกาล, ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส, ร้องเล่นเต้นรำกันด้วยเสื้อผ้าสีสดใสอย่างสนุกสนาน, ดอกไม้สีสันงดงามสดใสร่วงหล่นมาไม่ขาดสาย โอยยยย อะไรจะฟินขนาดนี้ เคี้ยวไม่ทันขาดคำก็อยากจัดต่ออีกคำแบบต่อเนื่องเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าอาหารคาวจะลงตัวกับผลไม้หวานๆ แบบนี้

จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
จานนี้เด็ดสุดครับ ,, ฉู่ฉี่ลำไยลิ้นจี่ยัดใส้ไข่ฟู
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ
กินแล้วผมรู้สึกและเห็นภาพของงานเทศกาลและการเริงระบำ โฮๆๆๆ

ต่อมาก็เป็นเมนูชื่อเก๋ๆ อย่างลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า ชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ลิ้นจี่ใส่กับหมูกับเครื่องยัดใส้แล้วชุบแป้งพร้อมกับเกล็ดข้าวเม่าเสียบไม้ทอด แล้วราดด้วยน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะและอาจาด หนึ่งชุดมีมีให้ห้าคำ น้ำจิ้มและอาจาดราดให้ในแต่ละชิ้นแล้ว ,, โดยรวมผมว่าก็ใช้ได้นะ อร่อยดี แต่ไม่ฟินเท่าอันบน

กับอีกเมนูนึงคือปลากะพงทอดน้ำปลา ,, อันนี้ผมว่าเค้าทอดปลาได้กรอบมากๆ ในแทบทุกส่วน น้ำจิ้มก็อร่อยดี เปรี้ยวๆ หวานๆ กลมกล่อมใช้ได้ ,, แต่รวมๆ แล้วผมว่าก็คล้ายๆ กับที่อื่นนะ

ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ห้าคำเด็ดๆ สำหรับลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่าครับ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ลิ้นจี่เกล็ดข้าวเม่า มาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม
ปลากะพงทอดน้ำปลา ,, กรอบ, เค็ม, กลมกล่อมกับน้ำจิ้ม

ขอเติมอีกจานด้วยพล่ากุ้งนาซิจำปู๋ อันนี้เค้าเอากุ้งแม่น้ำตัวโตมาแกะเปลือกแบะหลังให้เหลือแต่หางกับหัง จากนั้นก็เอาเครื่องมาราดไว้ข้างบนพร้อมการตกแต่งที่สวยงามอย่างเว่อ ,, โดยรวมมว่าก็โอเคนะ กุ้งสดดี เครื่องที่ทำมาใช้ได้ ฟินในระดับนึงสำหรับคนที่ชอบกุ้ง แต่ผมว่ามันแพงไปหน่อย ดูเหมาะกับเอามากินกับแกล้มมากกว่าที่จะเอามากินเอาอิ่มซักเท่าไหร่

พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
พล่ากุ้งนาซิจำปู๋ ,, ใช้ได้เลยนะครับ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งเค้าตัวใหญ่ดีจริงๆ เอิ้กๆๆ
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี
กุ้งแม่น้ำตัวโต กับเครื่องที่มาราด กลายเป็นพล่ากุ้งชั้นดี

จานสุดท้ายก็ขอจัดหนักด้วยสันนอกเมี่ยงมังคุด

อันนี้ผมว่าหนักกว่าฉู่ฉี่ลำไยอะไรนั่นนะ คืออย่างลิ้นจี่หรือลำไยเรายังสามารถพอจินตนาการเดารสชาติและกลิ่นมันได้ แต่กับมังคุดแล้วผมว่ามันเป็นผลไม้ที่ซอฟๆ ดูเรียบร้อยๆ นะ ความแรงของรสชาติหรือกลิ่นมันไม่มากอะ คงต้องโดนรสและกลิ่นของสเต๊กและเครื่องเทศกลบไปเป็นแน่แท้

แต่พอชิมไปแล้ว ผมว่ามันอร่อยเลยนะ เนื้อสเต๊กสันนอกอย่างดีลงตัวกับน้ำเมี่ยงที่ให้อารมณ์คล้ายๆ ลาบปนกับจิ้มแจ่วก็ว่าเด็ดแล้วนะ แต่ความหวานและกลิ่นละมุนๆ ของกลิ่นมังคุดมาช่วยเติมเต็มอย่างลงตัว เอ่อ… มันแปลกดีแฮะ

สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
สเต๊กสันนอกเมี่ยงมังคุด ,, ฟินมากๆๆๆ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ
ไม่น่าเชื่อว่าสันนอกกับมังคุดเข้ากันแบบสุดๆ อะ

เสียดายอิ่มไปหน่อย ไม่งั้นคงจัดหลายอย่างกว่านี้

ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารฟิวชั่นที่ผมว่าแหวกและเจ๋งมากๆ ร้านนึงเท่าที่ผมเคยกินมาเลย ใครมาเชียงใหม่นี่ผมแนะนำนะร้านนี้ เด็ดโคตรๆ เพื่อนๆ หลายคนแนะนำว่าพวกเมนูทอดที่นี่ทำได้ดีมาก แต่ผมก็สั่งได้เท่าที่เห็นแหละเพราะกินกันแค่สองคน ,, แต่ว่าใครอยากมาลองต้องรีบนิดนึงเพราะสิ้นเดือนนี้ ร้านเค้าจะปิดและย้ายไปเปิดอีกที่นึงแทน เอาเป็นว่าถ้าเดือนนี้ทันก็ดี ถ้าไม่ทันก็ค่อยไปลุยที่ใหม่ก็แล้วกัน (เจ้าของร้านบอกว่าร้านใหม่สวยมากๆ อยู่แถวๆ สันกำแพงอะ)

เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ :)
เดือนนี้ไม่ทัน ก็เจอกันที่ใหม่เดือนพฤศจิกาครับ 🙂

เจอกันอีกทีเดือนพฤศจิกานะ 🙂

ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna โรงแรมดาราเทวี

ปัญหาช่วงนี้ที่ผมเจออย่างนึงในยุคที่ประเทศไทยอุดมไปด้วยอาหารนานาชาติ ทั้งญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, ยุโรป ฯลฯ เต็มบ้านเมืองไปหมด คือ เราหาร้านอาหารไทยดีๆ ยากเหลือเกินครับ โดยเฉพาะในเชียงใหม่นี่หายากมากๆ

หลังจากปรึกษากับเพื่อนๆ แก๊งส์กินของผมแล้ว บวกกับเป็นวันเกิดของสาวสวยในทีม เลยจัดกันไปหาร้านอาหารไทยดีๆ งบไม่อั้น ,, ว่าแล้วก็ปิ้งไอเดียที่ร้านอาหารไทยสุดหรูนี้ขึ้นมาครับ

นั่นคือที่ Le Grand Lanna (อ่านว่า เลอ กรอง ลานนา) ที่โรงแรมดาราเทวีนั่นเอง

มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ
มาถึงหน้าส่วนของแกรนด์ลานนาแล้วครับ


View ชิมอาหารไทยที่ Le Grand Lanna, Dara Dhevi in a larger map

บรรยากาศข้างใน

ได้เวลานัดตอนเที่ยงเราก็หลั่นล้ากันมาที่นี่ครับ ขณะขับรถนี่ก็ทำใจเรื่องราคาไว้ส่วนนึงแล้ว แต่พอมาถึงโรงแรมและหันหน้าไปทางซ้ายเท่านั้นแหละครับ โหยยย แค่ป้ายแม่งก็โคตรอลังการละ พญานาคตัวสองเมตรกว่าเกาะชื่อป้ายอยู่ หมดตูดแน่ๆๆๆ

แม้จะมองเข้าไปจากข้างนอกดูแล้วคนไม่เยอะ แต่ว่าส่วนของห้องแอร์ที่เราเล็งไว้ตั้งแต่แรกก็เต็มแล้ว (หมายความว่ามีคนจองไว้นะ) เราเลยได้โต๊ะ indoor บริเวณข้างนอกที่เป็นพัดลม (แอบร้อนนิดนึง) ,, นอกจากนั้นที่ร้านยังมีโต๊ะส่วน outdoor ด้วยนะ แต่ผมว่าหน้าร้อนสลับฝนแบบนี้คงไม่เหมาะกับการกิน outdoor เท่าไหร่

ผมเห็นมีฝรั่งนั่งโต๊ะข้างนอกนี่จุดบุหรี่สูบได้ด้วยนะ เหอๆ

มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
มีทั้งส่วน Outdoor, indoor และห้องแอร์ครับ เลือกเอาได้
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
ถ้าฝนไม่ตก ข้างนอกนี่บรรยากาศดีมากๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ
บรรยากาศของโต๊ะด้านในของที่นี่ดีมากๆๆๆ

สนในแนะนำให้โทรมาจองก่อนที่เบอร์ 053 888 888 ต่อ 8566 ครับ

สั่งอาหารกันเถอะ

จริงๆ อยากข้ามหัวข้อนี้ไปเลย เพราะว่าผมมัวแต่ถ่ายรูป จนกลับมาที่โต๊ะอีกที เค้าสั่งอาหารไปกันหมดแล้ว (แต่ก็ช่วงมันเหอะ เพื่อนๆ ในทีมนี่สั่งอาหารเก่ง เชื่อมือได้)

แต่อย่างน้อยผมก็มีโอกาสยึดเมนูมานั่งเปิดราคาดูเล่นๆ เห็นแล้วก็ร้องเหยดดดดดดด แพงแสรดดดดดดด อ่าห์~~

สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
สั่งอาหารกันเถอะครับ ,, ขอบคุณที่ชี้ชวนมา อิอิ
ราคาอาหารแบบว่า... เอิ่ม... คือ... สูงนิดนึง
ราคาอาหารแบบว่า… เอิ่ม… คือ… สูงนิดนึง

เอาเป็นว่า รอชิมครับ

อาหารค่อยๆ ทยอยมา

เริ่มมาผมก็งงเลยครับ อยู่ดีๆ พนักงานก็มาเก็บจาน เฮ้ยๆๆ เพิ่งสั่ง ยังไม่ได้กินเบยส์…

พนักงานก็หันมาตอบเบาส์ๆ ว่าจานที่วางทีแรกเป็นจานเล็ก เอามากินกับพวก Appetizer ซึ่งโต๊ะเราไม่ได้สั่ง โฮๆๆๆๆๆๆ อยากบอกว่าผมมันป่าเถื่อน ธรรมเนียมแบบนี้ผมไม่รู้จักหรอก ที่บ้านผมยังกินช้อนกับจานสังกะสีอยู่เลย จานอะไรแบบไหนผมก็กินได้หมดแหละ

อีกไม่นาน จานแรกก็มาเสิร์ฟครับ เป็นช่อม่วงจำนวนหกชิ้นพอดีกับจำนวนคน ,, ผมว่าจานนี้มองทีแรกคล้ายๆ ตะโก้ แต่พอชิมแล้วอารมณ์คล้ายๆ ข้าวเกรียบปากหม้อแบบเกรดดีๆ อะ แต่แป้งเค้าจะหนาและหนึบกว่าพวกข้าวเกรียบปากหม้อทั่วๆ ไป ใส้ที่ผัดใส่ข้างในรสจะไม่จัดมาก กลิ่นก็ไม่แรงเท่า แต่ละมุนกว่า คือแบบว่าผมกินแล้วเหมือนกับว่ากำลังสวมใส่ผ้าไหมอยู่ เนียนและมันละมุน ดูเหนือชั้นและไฮโซ

จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย
จานแรกเป็นช่อม่วงครับ ,, สวยมากๆ เลย

สองจานต่อมาเป็นของทอดครับ

เริ่มที่ปอเปี๊ยะปูครับ จานนี้ผมชอบมากๆ แอบขโมยกินเกินโควตาด้วยอันนึง อิอิ ข้างนอกมองดูเหมือนปอเปี๊ยะธรรมดาๆ ดุ้นไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในนี่ปูเยอะดีนะ พวกผักหญ้าก็ไม่เยอะเกินไป แถมที่นี่เค้าเติมผงกะหรี่ลงไปหน่อยๆ ด้วย ให้พอได้กลิ่นหอมลงตัว เหมือนได้อารมณ์กินปูผัดผงกะหรี่ไปด้วย เก๋ดีเหมือนกัน

อีกจานเป็นกุ้งดอยอะไรซักอย่างนี่แหละ (จำชื่อไม่ได้จริงๆ) กุ้งสดดีเอามาพันกับแป้งปอเปี๊ยะแล้วเอาเส้นบะหนี่มามัดผูกโบว์อีกที เก๋ๆๆ ดูสวยดี แต่ผมชิมดูแล้วเฉยๆ นะ ไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ เดารสได้ไม่ยาก แถมรสสัมผัสก็ต่างกันเกินไป คือกุ้งก็สดนุ่ม แต่แป้งก็กรอบแข็งไปหน่อย ขาดอะไรมาเชื่อมสองอันนี้ ถ้าเทียบในบรรดาพี่น้องกุ้งทอดแล้วเทมปุระอร่อยกว่า

ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
ต่อมาเป็นปอเปี๊ยะปูครับ ,, ข้างในใส่ผงกะหรี่หน่อยๆ อร่อยมากๆ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ
กุ้งพันแป้งปอเปี๊ยะแล้วทอด ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นปลาเทราต์ราดซอสอะไรซักอย่าง (จำชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน) ปลาหั่นมาเป็นชิ้นแล้วชุบแป้งทอด เสร็จแล้วก็ราดด้วยซอสสูตรของทางร้าน ,, อันนี้หลายคนในทีมที่เคยมากินบอกว่าปลาจานนี้เด็ดมาก แต่เท่าที่ผมชิมดูมันก็อร่อยดีนะ อารมณ์คล้ายๆ ปลาราดพริกแบบกลมกล่อมๆ ละมุนๆ หน่อย ไม่ได้ฮาร์ดคอร์แบบที่บ้านผมทำ คหสต.ผมว่าจานนี้เฉยๆ นะ (แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่าครั้งนี้ดรอปลงไปกว่าครั้งก่อนจริงๆ )

ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
ปลาเทราท์ราดซอสเปรี้ยวหวาน ,, อร่อยดีนะๆ
อ่าห์... ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ :)
อ่าห์… ชิ้นปลาขนาดพอดีคำ 🙂

ต่อมาเป็นสลัดรวมสี่อย่าง อันได้แก่ ยำส้มโอ, ยำถั่วพลู, ยำมะม่วง และตำไทย ใส่มาอย่างละกระทง เพื่อนๆ บางคนบอกว่าไม่ค่อยโดน บางคนก็ว่าอร่อยดี อันนี้ผมว่าก็กลางๆ ตามมาตรฐานอาหารไทยนะ (ผมชอบยำถั่วพลูกับยำส้มโอนะ)

ส่วนต้มข่าไก่นี่ผมว่าเฉยๆ นะ มันคงออกแบบมาสำหรับฝรั่งมากกว่าคนไทยอะ กลิ่นเครื่องเทศค่อนข้างจาง รสชาติไม่เผ็ดเกินไป แถมกะทินี่หอมมันเข้มข้นมากๆ ตักไปก็เจอแต่เนื้อไก่ล้วนๆ สวนทางกับต้มข่าไปที่บ้าน กะทิโคตรจาง กลิ่นเครื่องเทศอย่างแรง ตักไปทางไหนก็เจอแต่ตะไคร้ ไก่นี่เป็นเศษไก่ติดกระดูก… โถ เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมานี่ผมกินต้มข่าตะไคร้ซี่โครงไก่นี่เอง

แต่ผมประทับใจต้มข่าตะไคร้มากกว่าแฮะ

สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
สลัดรวมสี่อย่างของที่นี่ ,, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ส้มตำไทย และยำถั่วพลู
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก
ต้มข่าไก่ ,, อันนี้เน้นมันไปหน่อย ไม่ฟินมาก

จานต่อมาผมขอตั้งชื่อว่าแกงเผ็ดกุ้งสดสับปะรดหวาน (เพราะจำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้อีกเช่นกัน) อันนี้ก็อร่อยนะ กุ้งสดๆ ตัวโตๆ ในแกงกะทิโคตรเข้มข้น กลิ่นเครื่องเทศและรสเผ็ดไม่แรงเกินไป ลงตัวกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของสับปะรดชิ้นพอดีคำที่ใส่ลงไป ,, ทีเด็ดของจานนี้เป็นความครบรสแบบลงตัวจริงๆ

แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ
แกงเผ็ดกุ้งสับปะรด ,, อันนี้ก็ไม่เลวนะ

แต่จานที่โคตรเด็ดที่สุดในวันนี้ก็ยกให้หลนปูนิ่มครับ

คือเป็นการหลนที่ผมว่าอร่อยมากๆ กะทิถึง เนื้อปูถึง เคี่ยวกันจนกลมกล่มลงตัว ได้รสชาติหอม+มัน+อร่อยมากๆ แถมข้างบนมีปูนิ่มหนึ่งตัวโปะไว้ด้วย ตักหลนแต่ละคำนี่เนื้อปูแบบว่าล้นทะลักโคตรๆ เอามากินกับผักกับนี่โคตรฟินสุดๆ ,, ข้อเสียอย่างเดียวในจานนี้คือได้น้อยไป (ยกเว้นผักเครื่องเคียง) มันอร่อยจนทุกคนแย่งกันกินและหมดไปอย่างรวดเร็ว เอิ้กๆๆๆๆ

แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ
แต่ที่ฟินสุดในงานคงเป็นหลยปูนิ่ม ,, สุดยอดๆ ปูเป็นปู แถมหลนได้อร่อยเว่อ

อิ่มครับ… วันนี้งดของหวานของทางร้านนะครับ จขบ. กำลังลดความอ้วน (แต่ที่จริงคือกลัวแพง ไม่กล้าสั่ง อิอิ)

ที่มากินวันนี้

สรุปง่ายๆ เลยว่าเป็นร้านอาหารไทยที่อร่อยเลยนะ แต่แพงหูฉีกเลยเช่นกัน

อย่างหลนปูนิ่ม 230 บาท, ต้มข่าไก่ 300 บาท, ปลาเทราต์ราดซอส 680 บาท, ปอเปี๊ยะปู 230 บาท, ข้าวหอมมะลิ จานละ 50 บาท ,, สรุปว่าวันนี้ที่สั่งไป (รวม Vat 7% กับ Service charge 10%) นี่ราคาทั้งสิ้น 4,4xx บาทครับ ถ้าเฉลี่ยต่อคนนี่ประมาณหกร้อยกว่าบาท ยอมรับว่าเป็นราคาที่โหดสัสๆ ของอาหารไทยที่ผมเคยกินมา แต่ถ้าคิดดีๆ ถ้าเราจะหาที่กินเฉลี่ยมื้อละห้าร้อย บรรยากาศดีๆ คุณภาพอาหารดีๆ ระหว่างบุฟเฟต์กับที่นี่ ผมขอเลือกที่นี่ดีกว่าครับ

ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน
ลองมาชิมกันได้นะครับ อิอิ ,, ระวังกระเป๋าฉีกหน่อยละกัน

ที่จริงอยากถ่ายรูปเยอะกว่านี้นะครับ แต่ว่ากินตามเพื่อนๆ ไม่ทัน เลยได้แค่นี้แหละ

จบง่ายๆ แบบนี้แหละ

Nakara Jardin

ช่วงกลับเชียงใหม่อาทิตย์ก่อน ผมก็ได้นัดแก๊งส์เพื่อนๆ นักชิมทั้งหลายไปหาอะไรกินกัน ทีแรกผมอยากกินหลายที่เลย แต่ว่าพวกเธอๆ ทั้งหลายเคยไปมาหมดแล้ว คิดไปคิดมาหลายนาที สุดท้ายตกลงกันว่าจะไปที่ร้าน Nakara Jardin ครับ (อ่านว่า นครา จาร์แตง)

ฟังชื่อแล้วหรูมากเบยยยส์ ไม่คุ้นแนวสไตล์นี้เท่าไหร่แฮะ แต่เห็นเพื่อนๆ เคลมกันว่าเป็นร้านหรูหรา บรรยากาศดีมากๆๆๆ ติดแม่น้ำปิง เชฟรูปหล่อ (อันนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ) จบมาจากเลอกอดองเบลอที่กรุงเทพฯ แต่สิ่งร่ำลือกันอีกอย่างคือราคาแพงมากๆ

หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า
หาอะไรสบายๆ กินช่วงมื้อเที่ยงดีกว่า

เอิ่ม… เอาเป็นว่าลองไปดูซักทีคงไม่เสียหายหรอกนะ 😉

ว่าด้วยการเดินทาง

แนะนำให้หาโรงแรมพิงค์นคราให้เจอก่อนครับ เทียบแล้วถ้าเรามาถึงโรงแรมพิงค์นคราได้ก็เรียกว่ามาถึงร้านนคราจาร์แตงได้แล้ว ,, แต่ผมอยู่เชียงใหม่มาตั้งนาน ไม่ค่อยยักจะคุ้นชื่อโรงแรมนี้เลยแฮะ…

จริงๆ โรงแรมก็อยู่ในส่วนตัวเมืองเลยนะ โดยโรงแรมพิงค์นครานี่ถ้ามาจากทางโรงเรียนมงฟอร์ตเล็กก็จะอยู่เลยโรงเรียนเรยีนาเชลีมาหน่อย ก่อนถึงวัดชัยมงคล แต่ถ้ามาจากทางโรงแรมเชียงใหม่พลาซ่าก็จะกลับกัน โดยเมื่อเรามาถึงสามแยกโรงแรมเชดีก็เลี้ยวขวาย้อนมานิดนึงแทน ,, ตัวโรงแรมจะอยู่ทางขวามือ เป็นตึกสีขาวสวยงามท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้ ไม่สังเกตอาจขับเลยได้ง่ายๆ

งงก็ดูแผนที่ตามสูตร

หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ...
หน้าโรงแรมพิงค์นคราครับ สวยดีอะ…


ดู Nakara Jardin ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

แต่พอถึงโรงแรมพิงค์นคราใช่ว่าร้านเราจะอยู่ภายในตัวโรงแรมเลย เราต้องเข้าซอยทะลุตัวโรงแรมไปอีกหน่อยครับ (แนะนำให้ถามยามครับ) หรือถ้าไม่แน่ใจให้จอดรถที่โรงแรมแล้วเดินเข้าซอยประมาณ 100 เมตรก็ได้ แต่แนะนำว่าเอารถเข้าซอยไปจอดที่หน้าร้านดีกว่าครับ เพราะที่จอดร่มกว่า และมีให้เลือกเยอะกว่าครับ

ร้านเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น. เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ ,, ไม่แน่ใจลองโทรไปได้ครับที่ 053-818977

ก้าวย่างเข้ามาในร้าน

บรรยากาศในร้านช่วงที่ผมไปนี่เป็นวันอาทิตย์ประมาณเกือบๆ เที่ยงแล้ว มองจากข้างนอกเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มองแล้วมีแต่ต้นไม้เยอะๆ ทีแรกไม่ค่อยกล้าเข้าไป แต่พอเดินเข้าไปหน่อย เริ่มเห็นโต๊ะ เห็นวิว แล้วก็มีพี่ (น่าจะเป็นผู้จัดการนะ) ผู้หญิงเข้ามาคุยด้วย เลยค่อยอุ่นใจหน่อยว่ามันเปิดอยู่

หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
หน้าทางเข้าร้าน Nakara Jardin ครับ
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย
ข้างในร่มรื่นดี ต้นไม้ก็เยอะดีมากๆ เลย

ร้านเค้ามีที่นั่งให้เลือกหลักๆ สองส่วน คือส่วน outdoor กะส่วน indoor ,, ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันนะ อย่าง outdoor เนี่ยสวยเลยแหละ วิวดีเว่อร์ ติดแม่น้ำ แต่ถ้าอากาศร้อนหรือเจอฝนเนี่ยจะลำบากพอตัว (แม้ว่าร้านจะมีร่มเตรียมให้แล้วก็ตาม), ส่วน indoor เนี่ย แอร์เย็นสบาย แต่ว่ามีที่นั่งน้อย แล้วแลดูเหมาะกับการกินแค่ของหวานมากกว่า เพราะถ้าหกเลอะเทอะทีคงดูแลเรื่องพรมลำบาก

มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
มีโต๊ะทั้งแบบธรรมดา หรืออยู่ในศาลาก็มีนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
หรือจะเอาบรรยากาศติดริมแม่น้ำ คงเหมาะมากๆ ในหน้าหนาวนะ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
บรรยากาศในร้านดูดีมากๆ เห็นเค้าอบขนมกันด้วย แฮ่ๆๆๆ
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น
ภายในร้านเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะนั่งนิดหน่อย เหมาะแค่กินขนมจิบชาเท่านั้น

คิดไม่ออกว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างใน เลยนั่งมันทั้งคู่ไปเลย แบบว่า กินของคาวข้างนอก แล้วต่อของหวานด้านใน 🙂

และแล้วก็เริ่มสั่งอาหารได้

ก็เริ่มต้นที่เครื่องดื่มก่อนครับ ครั้งนี้สั่ง Mango smoothies และ Strawberry&Banana smoothies ครับ ส่วนตัวผมว่าก็อร่อยดีนะ แต่งหน้าสวยดี ดับร้อนได้ระดับนึงเลย

เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย
เริ่มที่ smoothies ทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่+กล้วย

ต่อมาเป็นพวกออร์เดิร์ฟทั้งหลาย ทั้ง…

  • ซีซาร์สลัด ,, ผักสดดี แต่ส่วนตัวผมว่าของที่นี่เฉยๆ นะ เคยเจอที่เด็ดกว่า อิอิ
  • ฟัวกราส์ ,, ผมไม่เคยกินมาก่อนนะ ครั้งนี้เป็นคำแรกในชีวิต ฮาๆๆๆ ส่วนตัวเฉยๆ อะ ทีแรกเคยจินตนาการว่ามันจะคล้ายๆ ตับไก่ปิ้ง แต่พอกินจริงๆ ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่แฮะ แถมแอบเลี่ยนไปนิด ต้องกินคู่กับร๊อคเก็ตสลัดที่ให้คู่มาด้วย
  • ซุปหัวหอมแบบฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่เคยกินมาก่อนจากที่ไหนเหมือนกัน ที่ผมสั่งเพราะเห็นรูปมันดูน่ากินดีนะ แต่พอกินจริงๆ แล้วไม่ค่อยปลื้มอะ ทั้งรสชาติและกลิ่น ยิ่งกินยิ่งดาวน์ อันนี้ผมไม่แนะนำเท่าไหร่นะ
  • จานต่อมาชื่อ Croque Monsieur ,, จานนี้ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ กับแซนวิชแต่ใช้ของดีๆ หน่อย เติมชีส เติมผักหน่อย ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
จานแรกเป็น Cesar Salad ,, ถือว่ากลางๆ นะ ผักสด แต่ไม่ได้แหล่มมาก
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
Foie gras มาเสิร์ฟคู่กับ Rocket Salad ,, ก็ใช้ได้นะ
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ...
ซุปหัวหอมฝรั่งเศส ,, อันนี้ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่อะ…
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
จานนี้มีชื่อว่า Croque Monsieur ครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ
อารมณ์ก็คล้ายๆ แซนวิชขนมปัง แต่เติมชีสเติมผักดีๆ น่ะครับ

ต่อมาเป็นพวกพาสต้าครับ…

จานแรกเป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดน้ำมันมะกอก+หอยเชลส์+พริกแห้ง อันนี้ผมว่าก็อร่อยดีนะ กลิ่นหอมของทั้งน้ำมันมะกอกและพริกแห้งดูเข้ากันดีกับหอยเชลส์นะ (แอบตินิดที่ชีสข้างหน้ามันเกาะเป็นก้อนไปหน่อย) แต่ที่ผมว่าอร่อยกว่าคือเส้นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้ง+กุ้งลายเสือ เพราะมันได้ความมันและหอมมันกุ้งที่เคลือบไปตามเส้นสปาเก็ตตี้ แล้วยิ่งกินคู่กับกุ้งทั้งห้าที่แนบมาด้วยนะ ฟินมากๆ เลย

จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นแองเจิ้ลส์แฮร์ผัดกับหอยเชลส์
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสมันกุ้งและกุ้งลายเสือ

หมดของคาว ตามธรรมเนียมต้องต่อของหวานครับ

ถึงเวลาแห่งขนมเค้ก

อิ่มจากของคาวก็หลบร้อนเข้ามาต่อของหวานในฝั่ง indoor ครับ (ทนร้อนไม่ไหวจริงๆ )

จานแรกเป็นขนมปังฝรั่งเศสราดน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมกับไอศครีม, วิพครีมและผลไม้สดต่างๆ ทั้งพีช, ราสเบอร์รี่, แอปเปิ้ล

ส่วนตัวผมว่าก็ใช้ได้นะ แต่ตัวขนมปังชุบไข่ที่เค้าทำมันยวบยาบไปหน่อย ยิ่งราดน้ำผิ้งก็ยิ่งยวบกว่าเดิมไปหน่อย (ทีแรกคิดว่าจะแข็งกว่านี้อะ เพราะจินตนาการแบบชิบูยาฮันนี่โทสต์ของ After You) แต่พอกินกะไอติม+ผลไม้นี่ก็อร่อยดีนะ โดยเฉพาะความหอมหวานของน้ำผึ้งนี่เหมือนเป็นตัวเชื่อมทุกอย่างเข้าหากันเลย

ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
ของหวานจานแรกที่ออกเป็น Honey French toast ครับ
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม
Honey French Toast เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด, ไอศครีม และวิพครีม

ต่อมาเข้าในส่วนของขนมเค้กครับ…

ขนมเค้กในตู้มีให้เลือกเยอะมากๆ เลย เห็นแล้วละลานตามากๆๆๆ ทีแรกกะจะสั่งมาลองทุกอย่าง แต่กระเป๋าไม่ไหวจริงๆ เพราะก้อนนึงนี่ร้อยกว่าๆ กันหมด (ถือว่าแพงมากกับขนมเค้กที่เชียงใหม่นะ) ,, สุดท้ายเลยเลือกมาแค่สามก้อนครับ อันได้แก่…

นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
นานาขนมเค๊ก ,, เห็นแล้วซี้ดดดดดดด
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ
อันนี้คือ Blueberry Mousse Cheese Cake ,, อันนี้สวย แต่ไม่ได้สั่ง ฮาๆ

ก้อนแรกที่ราคาถูกสุด แต่ผมว่าอร่อยมากๆ คือ Opera ครับ ลงตัวดีระหว่างรสชาติของช๊อกโกแล๊ตและกาแฟ รวมทั้งเค้กในแต่ละชั้นด้วย ผ่านทั้งความนุ่มนวลของรสชาติ, กลิ่นหอมต่างๆ และรสสัมผัสของเนื้อเค๊กและช๊อกโกแล๊ตแต่ละชั้น

ก้อนที่สองเป็น Creme Brulee ครับ ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ แม้หน้าตาจะดูงาม กลิ่นหอมหวาน แต่ผมว่าเนื้อมันเละไปหน่อย + น้ำตาลที่เคลือบชั้นหน้าสุดมันแข็งเกินไป บางทีพยายามจะตักก็ต้องออกแรงกดมากหน่อย เนื้อคัสตาร์ดมันก็เลยแตกกระจายนิดนึง

ก้อนสุดท้ายเป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse เนื้อเนียนโคตรๆ หอมกลิ่นชาเอิร์ลเกรยกับกลิ่นช๊อกโกแล๊ตบางๆ ที่ผสมกันอย่างลงตัวกับเนื้อเค๊กในชั้นด้านใน ตักกินนี่อย่างเพลินอะ

จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
จานนี้แนะนำเลยครับ ,, Opera ช๊อกโกแล๊ต, กาแฟและส้มลงตัวกันมากๆ
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Creme Brulee ครับ อร่อยดีแต่ว่าเนื้อมันเละไปนิดนะผมว่า
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ
อันนี้เป็น Earl Grey tea with Milk Chocolate Mousse ครับ ,, ใช้ได้ๆๆ

ขนมเค๊กแต่งจานสวยมากๆ ครับ 🙂

ที่มากินวันนี้

ก่อนอื่นผมว่าร้านเค้าแอบหายากนิดนึงนะ แต่ดีที่มีแลนด์มาร์คอย่างโรงแรมพิงค์นคราช่วย ไม่งั้นคงหาร้านไม่เจอแน่ๆ ,, ส่วนบรรยากาศที่ร้านนี่คอนเฟิร์มว่าดีมากๆ แต่ว่าช่วงหน้าฝนส่วนที่เป็น outdoor อาจลำบากนิดนึง ส่วน indoor ข้างในเค้าตกแต่งสวยมากๆ กินเค้ก+ดื่มเครื่องดื่มนี่ฟินมากๆ แต่ถ้ากินกับข้าวในร้านนี่แอบเกรงใจนิดนึง กลัวทำหกเปื้อนพื้นเปื้อนพรมเค้า

ส่วนเรื่องรสชาติอาหารนี่แล้วแต่จะคิดนะ แต่ส่วนตัวผมผมว่ามันเป็นกลิ่นที่ออกทางฝรั่งจ๋าไปหน่อย (แต่ก็คงไม่แปลก เพราะเชฟเจ้าของร้านจบมาจากเลอกอดองเบลอนี่นา) ผมไม่ค่อยปลื้มกับกลิ่นของอาหารคาวแบบนี้มากเท่าไหร่ ,, ส่วนของหวานที่นี่อร่อยดีนะ โดยเฉพาะพวกเค้กนะ อร่อยเกือบทุกก้อนที่ลองสั่งมา แต่ที่ชอบสุดกลับเป็นโอเปร่าอะ

มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ
มุมต่างๆ ในร้าน ,, สามาถเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ

ส่วนราคาที่ทุกคนลือกันว่าแพงมากๆ ส่วนตัวผมก็ว่ามันแพงนั่นแหละ ฮาๆๆๆ แต่ว่าไม่มากจนน่ากลัวนะ ก็พอๆ กับร้านหรูๆ ทั่วไป หรือถ้าเรากลัวว่าไปคนเดียวแต่อยากกินหลายอย่าง เค้าก็มีอาหารชุดได้ ราคาไม่แพงเว่อนะ ส่วนเค๊กนี่อร่อยจริง แต่ก้อนนึงนี่ราคาแอบหนักเหมือนกัน เฉลี่ยๆ แล้วก้อนละประมาณร้อยนึงอะ คนกทม. อาจบอกว่าเฉยๆ แต่ที่เชียงใหม่แล้ว ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ,, เอาเป็นว่า วันนี้จะลงราคาอาหารแนบให้ด้วยละกัน

ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน
ขอลงราคาอาหารหน่อยละกัน

ผมหลงรักวิวของที่นี่นะ 🙂

La Lanterna di Geneva Pizzeria

ขอเคลียร์บล๊อกที่ดองไว้อีกสักตอนละกัน (ช่วงนี้อาจขึ้นหัวแบบนี้เยอะหน่อยนะ…) เป็นตอนที่เกี่ยวกับพิซซ่าและอาหารอิตาเลี่ยนที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก ทั้งการเรียกชื่อ, วิธีกิน, เครื่องปรุงต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่… ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็บอกด้วยละกันครับ

เดี๋ยววันนี้พาไปกินพิซซ่ากัน 🙂

มีคนแนะนำมาว่าแถวๆ บ้านผมที่แถวๆ ท่าแพ (จ.เชียงใหม่) มีร้านอิตาเลียนพิซซ่าอร่อยมาก โดยเฉพาะพิซซ่าแบบแป้งบางกรอบ กินแล้วแบบว่าฟินเว่อเลย ,, ปัญหาก็คือร้านไหนวะ เพราะเท่าที่เดินดูแถวๆ ย่านที่ผมอยู่มีร้านอาหารเยอะพอควร (ส่วนมากเป็นร้านฝรั่งเปิดเป็นส่วนใหญ่) ส่วนร้านที่มีขายพิซซ่าเท่าที่เห็นมี 3-4 ร้าน แต่ละร้านนี่พูดตรงๆ เลย ผมไม่กล้าเดินเข้าคนเดียวนะ ส่วนนึงคือผมกินพิซซ่าคนเดียวถาดนึงไม่หมด (เดี๋ยวนี้พอเริ่มแก่ตัวลงรู้สึกว่าทานอาหารได้ลดลงมาก โดยเฉพาะพวกบุฟเฟ่ต์ที่กินไม่ค่อยคุ้มแล้ว) กับอีกเหตุผลคือนอกจากพิซซ่าและพาสต้าแล้ว ผมสั่ง+กินอาหารอิตาเลียนชื่อแปลกๆ ทั้งหลายไม่เป็นเลย 🙂

สุดท้าย สอบถามไปสอบถามมา ร้านที่เค้าแนะนำคือ La Lanterna di Geneva Pizzeria อยู่ตรงหลังประตูท่าแพ ติดๆ กับธนาคารไทยพาณิชย์เลย (พอเดินไหว แอบไกลบ้านผมพอควรนะเนี่ย) ร้านจากข้างนอกเป็นห้องเดียว ดูเรียบๆ ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ มองเข้าไปไม่ยักจะเห็นคนไทยซักคน มีแต่ฝรั่งที่มากินกันเรื่อยๆ


View La Lanterna di Geneva Pizzeria in a larger map

อันนี้หน้าร้านครับ ,, มีแต่ฝรั่ง
ส่วนนี่เป็นในร้านครับ บรรยากาศดูนั่งสบายอยู่

โอเค ลองซักยกละกัน

เริ่มต้นที่ออร์เดิร์ฟ

เริ่มต้นมาเปิดเมนูแล้วก็มีงงๆ บ้างครับ ไอ้ผมก็รู้จักแต่พิซซ่า, สปาเก็ตตี้ธรรมดาๆ นี่แหละ ไอ้เมนูชื่อแปลกๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย จินตนาการแทบไม่ออก ดีที่พาเพื่อนๆ หลายคนช่วยสั่งมาให้ด้วย

นอกจากเมนูจะแปลกแล้ว พวกเครื่องปรุงต่างๆ ที่เค้ายกมาให้นี่ก็แปลกด้วย ไม่คุ้นเลยซักอย่าง…

เครื่องปรุงที่ไม่คุ้นเคย ,, มีน้ำมันมะกอก, น้ำส้มสายชูแปลกๆ และอะไรก็ไม่รู้

จากนั้นอีกไม่นาน สองจานแรกที่เราสั่งก็เดินทางมาถึงแล้วครับ นั่นคือสลัดทูน่ากับมอซซาเรลล่าชีสโปะหน้ามะเขือเทศ (จำไม่ผิดเป็นสลัดมอซซาเรลล่านะ) ครับ เค้าแนะนำว่าให้เติมน้ำมันมะกอก+บัลซามิก (น้ำส้มสายชูสีคล้ำหน่อย) แล้วมันจะอร่อยขึ้น ,, ส่วนตัวผมว่ามันก็โอเคนะ แอบแปลกๆ หน่อย ไม่ค่อยคุ้น ปกติจะเอามะเขือเทศฝานจิ้มเกลือกินมากกว่า

จานแรกเป็นออร์เดิฟอย่างสลัดทูน่าครับ
ส่วนออร์เดิฟอีกจานที่เป็นมะเขือเทสกับชีสครับ ,, โออยู่ๆ
เพื่อนสาธิตว่า เวลากินต้องราดน้ำมันมะกอกลงไปด้วย ,, เอ่อ…. ผมว่ามันก็ยังแปลกๆ อยู่ดี

จากนั้นจานต่อมาเป็นโฟร์ชีสครับ พูดง่ายๆ คือมีชีสอยู่สี่อย่าง (อย่างละสองชิ้น) มีน้ำผึ้งให้เราจิ้มอยู่ตรงกลาง จำชื่อชีสทั้งสี่ที่เค้าเอามาเสิร์ฟไม่ได้ทั้งหมดละ จำได้ว่ามีบลูชีสด้วย ,, ลองชิมดูแล้วรสชาติไม่ค่อยคุ้นเคยกับชีสที่เรากินตามร้านพิซซ่าเท่าไหร่ กลิ่นแรงและไม่ค่อยโดนเท่าไหร่เลย ดังนั้นจานนี้ขอผ่านนะครับ

จานนี้เป็น Four Cheese ,, มีชีสชื่อแปลกๆ อยู่สี่อย่าง จำชื่อชีสแต่ละอย่างไม่ได้แหล่ว…

จานต่อมา อันนี้ผมว่าโอนะ เป็นปาร์ม่าแฮมกะเมล่อน ,, คือผมเคยกินปาร์ม่าแฮมมาทีนึงละ มันจะคล้ายๆ แฮมที่มีกลิ่นเหม็นหมักๆ ฉุนๆ+เค็มๆ หน่อย (ไม่ได้เหมือนแฮมซีพีที่ขายตามเซเว่นนะ) ไม่ค่อยปลื้มมากเท่าไหร่ แต่พอกินกะเมล่อนเย็นๆ นี่ผมว่าโอเลยนะ ตัวเมล่อนมันตัดกลิ่นและความแรง+ฉุนของตัวปาร์มาแฮมได้ดี แต่จานนี้แอบแพงนิดนึง (จำไม่ผิดนี่ 280 บาทนะ)

ต่อมาเป็นปาร์ม่าแฮมและเมล่อน ,, เค็มๆ หน่อยๆ อร่อยแบบงงๆ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ
เวลากินก็บิดปาร์ม่าแฮมกะเมล่อนมากินด้วยกัน ,, ลงตัวแบบแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีนะ

อันนี้แค่ออร์เดิร์ฟนะเธอ….

ลองพวกพาสต้าบ้าง

จากนั้นเราก็มาต่อที่พาสต้าครับ ที่นี่มีเส้นพาสต้า+ชื่อแปลกๆ ซะเยอะเลย ทั้ง Pansoti, Ravioli ฯลฯ

สุดท้ายผมก็สุ่มมาสองจานครับ ,, จานแรกคือสปาเก็ตตี้คาโบนารา เมนูแบบเบสิกๆ ที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ,, แต่สิ่งนึงที่ผมชอบคาโบนาราร้านนี้คือเค้าจะผัดเป็นแบบแห้งๆ มีไข่แดงกับชีสเคลือบบางๆ ที่เส้นอย่างทั่วถึง (ต่างกับคาโบนาราแบบไทยๆ ที่มักจะทำแฉะๆ ครีมเยิ้มๆ) กินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้ว หรือจะแต้มซอสมะเขือเทศอีกหน่อยก็ไม่เลวนะ

ส่วนจานนี้เป็น Spaghetti cabonara ที่คุ้นเคยกันดี
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ...
คาโบนาราผัดแบบแห้ง มีไข่แดง+ชีสเคลือบ ,, โอยยยย ฟินอะ…

จานต่อมาผมขอเลือกพาสจ้าชื่อไม่คุ้นหูอย่าง Gnocchi (เห็นเค้าอ่านว่ายอร์กี้นะ) โดยเอา Gnocchi เอามาทำเป็น Gnocchi 4 formaggi หรือเอามาราดซอสชีสสี่อย่างครับ ,, ตัวยอร์กี้นี่ผมว่าอารมณ์คล้ายๆ บัวลอยในฟอร์มใส้กรอกอีสานแบบจิ๋วนะ กัดแล้วมันจะหยุ่นๆ เลี่ยนๆ หน่อย ไม่ค่อยโดนใจผมเท่าไหร่แฮะ คหสต.ชอบคาโบนารามากกว่ามากๆ ครับ

อันนี้เป็น Gnocchi 4 formaggi ครับ ,, แปลกๆ ไม่ค่อยปลื้ม

จากนั้นก็เข้าเรื่องที่พิซซ่า

มาเข้าจานหลักของเราบ้างดีกว่า

ผมว่าพิซซ่าที่นี่เค้าทำได้ดีมากๆ เลยนะ จุดเด่นของที่นี่จริงๆ เลยคือผมว่าเค้าเตรียม+อบแป้งได้ดีนะ แป้งที่นี่เค้าบางและกรอบพอดีมากๆ นอกจากนั้นชีสและเครื่องต่างๆ บนหน้าพิซซ่าก็จัดเต็มแบบมากๆ ขนาดหน้าเบสิกๆ อย่าง Margherita ที่มีแค่ชีสและซอสมะเขือเทศยังอร่อยโฮกๆๆๆ

จานนี้เป็นพิซซ่าซีฟู้ดครับ ,, อร่อยเว่อมาก แต่อย่ากินเพลินจนลืมแกะหอยจากเปลือกนะ
อีกถาด Return to basic อย่าง Margherita pizza ธรรมดา ,, แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว
เวลากินก็ใช้มือกินครับ ,, หบิบมาสดๆ เลย อร่อยมากๆ

ชิ้นเดียวไม่พอจริงๆ 🙂

ที่มากินวันนี้

เท่าที่ชิมมา ผมว่าพิซซ่าแบบแป้งบางของที่นี่อร่อยมากเลยนะ เค้าทำแป้งได้กรอบอร่อย, ใส่เครื่องและชีสค่อนข้างเต็มที่มากๆ ราคาก็ไม่แพงนะ ตัวถูกสุดอย่าง Margheritta (ซอสมะเขือเทศ+ชีส) ก็ 150 บาท หรือจะเอาหน้า Mare Monti (ซีฟู้ด+ชีส) อันนี้ 350 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับร้านตามห้างแล้วผมว่าที่นี่โอกว่าเยอะนะ

ส่วนออร์เดิฟนี่แนะนำไม่ค่อยถูกเหมือนกันเพราะมันเยอะมาก (ส่วนเมนูแปลกๆ ถ้าไม่แน่ใจในรสชาติ แนะนำว่าหลีกเลี่ยงละกัน) จริงๆ สั่งแค่เมนูเบสิกกับพวกพิซซ่าก็น่าจะโอมากแล้ว ,, เอาเป็นว่า ที่กินมา สปาเก็ตตี้คาโบนารา (200 บาท) กับปาร์มาแฮม+เมล่อน (280 บาท) โอเคนะ ,, ราคาอาจเหมือนแพงไปนิดนะ แต่อาหารที่นี่มันได้เยอะ ไม่แนะนำให้ไปคนเดียวเท่าไหร่ เดี๋ยวกินเหลือ

กินไปเพลินๆ ก็อร่อยดีนะ ,, มีบางเมนูที่แปลกๆ แต่โดยรวมก็โออยู่

แวะมาชิมแค่พิซซ่าก็ฟินละ

La Pin คาเฟ่กระต่ายน้อย

วันนี้พามากินอาหารอิตาเลียนที่ผมไม่ค่อยถนัดมากเท่าไหร่ แฮ่ๆๆๆ แต่จะลองดูนะครับ

ร้านนี้อยู่ไม่ไกลบ้านผมเท่าไหร่ ปั่นจักรยานมากินได้ครับ ,, ร้านนี้มีชื่อว่า La Pin ไม่ได้อ่านว่าระพินนะครับ (ขายอาหารอิตาเลียนแต่ชื่อไทยมากๆ) ร้านเค้าอ่านว่าลาแปง คาเฟ่กระต่ายน้อยครับ

วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^
วันนี้ลอง review ร้านอาหารอิตาเลียนบ้างแล้วกัน ^^

ร้านอยู่ในซอยทางซ้ายก่อนขึ้นสะพานนวรัฐนิดนึงครับ (ถ้ามาจากทางสถานีรถไฟไปถนนท่าแพ) เลี้ยวเข้ามาตรงซอยเค้กตรังอะครับ (จริงๆ ผ่านปากซอยก็เห็นร้านละ) ดูตามแผนที่ก็ได้ ถ้าหลงทางมาไม่ถูกจริงๆ ก็โทรไปถามที่เบอร์ 053-302005 ,, ร้านเปิดเป็นสองช่วงคือมื้อเที่ยง 12.00-14.30 กับมื้อเย็น 17.00-22.00 และร้านปิดวันพุธนะครับ


View La Pin in a larger map

สิ่งนึงที่ผมว่าร้านนี้น่าจะอร่อยคือมีป้ายของ Tripvisor ด้วย ซึ่งประสบการณ์เวลาไปเที่ยวตปท. แล้วเห็นป้ายนี้นี่ร้านนี้น่าจะทำอาหารได้ถูกปากพวกนักท่องเที่ยว

เดินเข้าร้านมาแล้ว

จริงๆ ร้านสังเกตง่ายมากๆ ครับ ด้านนอกเป็นคล้ายๆ บ้านไม้ชั้นเดียวแบบเก่าๆ สามห้องทาสีฟ้า ส่วนภายในร้านทาสีเหลืองแป้ด ตกแต่งแบบเรียบง่าย บรรยากาศสบายๆ ดีนะครับ ในร้านมีประมาณสิบโต๊ะ คร่าวๆ น่าจะนั่งได้ซักสี่สิบคน (แต่มาทีไรไม่เคยมีคนนั่งเกินสามโต๊ะเลย)

หน้าร้าน La Pin ครับ
หน้าร้าน La Pin ครับ
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า
ภายในร้านตกแต่งเป็นสีเหลือง สวยดีนะผมว่า

ออๆๆ ลืมบอกว่าตอนกลางคืนที่นี่มีขายไวน์ด้วยนะครับ (ไม่เคยชิมนะครับ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบกินไวน์)

เริ่มสั่งอาหารกันดีกว่า

เริ่มที่ออเดิร์ฟเบาๆ อย่างซีซ่าร์สลัดครับ ผักสดและอร่อยมากๆ แนะนำครับ ,, ส่วนอีกจานเป็นผักโขมอบชีสครับ ผักสดดี แต่ผมว่าชีสเค้าอร่อยอะ หอมมากๆ เลย

เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
เริ่มต้นที่ Cesar Salad ,, ผักสดและกรอบดีมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ
ผักขมอบชีสครับ ,, ให้ชีสเยอะมากๆ

จานถัดมาเป็น Sauteed clam with butter crosstini with baguette ครับหรือเรียกง่ายๆ ว่าหอยลายผัดอบเนยกับขนมปัง ,, จานนี้ผมว่าอร่อยนะ เนยหอมเข้มข้นดีมากๆ ส่วนหอยลายก็ตัวใหญ่ดีครับ ไม่มีกลิ่นดินหรือคาวๆ เลย อร่อยดีนะครับ

จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
จานนี้เป็น Sauteed clam with butter crosstini ครับ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ
ง่ายๆ ก็คือ หอยลายผัดและอบเนย กินคู่ขนมปัง ,, แหล่มมากๆ

ถัดมาเป็น Chicken Piccata หรือไก่ชุบชีสทอด อันนี้เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟราย ,, ส่วนตัวอันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ

ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ
ไก่ชับชีสทอด หรือ Chicken Piccata ครับ

อีกจานชื่อ Seared duck breast and pear compote glazed with port wine sauce and sauteed spinach (ชื่อภาษาอังกฤษยาวมากๆ ) เอาว่าเป็นอกเป็นพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผัดผักโขมน้ำมันมะกอก ,, จานนี้ผมว่าตัวเป็ดกะสาลี่ตุ๋นนี่เฉยๆ นะ แต่ที่เด็ดคือผักโขมผัดน้ำมันมะกอก หอมมากๆ

อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ
อกเป็ดพอร์ทไวน์+สาลี่ตุ๋น+ผักโขมผัดน้ำมันมะกอกครับ

อีกจานนี่ผมชอบนะ เป็น Smoked salmon cappacio เป็นอารมณ์ประมาณแซลม่อนรมควันแล่บางแล้วราดน้ำมันมะกอก, เคเปอร์, หอมแดง, พริก, มะนาว, โรสแมรี่, ฯลฯ เวลากินก็ตักเป็นคำๆ อร่อยดีนะ จานนี้เด่นที่กลิ่นของน้ำมันมะกอกและเครื่องเคียงต่างๆ ที่โรมรันกับกลิ่นรมควันของแซลม่อนและน้ำมันมะกอก รวมทั้งรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยม ,, กินไปกินมาแล้วเริ่มคิดประยุกต์จากกุ้งแช่น้ำปลาเป็นแซลม่อนแช่น้ำปลา น่าจะอร่อยเหมือนกันนะ (ไม่เกี่ยวอะไรกับเมนูนี้)

อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ
อันนี้เป็น Smoked salmon cappacio ครับ ,, อร่อยดีนะ

ต่อมาเป็นเมนูแนะนำของผมเลยนะ คือปูกราแตง (Crab au Gratin) อันนี้ถ้าให้จินตนาการคร่าวๆ ให้คิดถึงผักขมอบชีสแต่เปลี่ยนจากผักโขมเป็นเนื้อปูแบบแกะแล้วแทน (เพราะผักโขมอบชีสมันชื่อ Spinach au Gratin) แล้วแบบเนื้อปูเค้าแน่นและหวานมาก เวลากินก็ให้ตักมากินคู่กับขนมปัง Baguette ซึ่งเวลาเข้าปาก สิ่งแรกที่จะมาเลยคือความหอมของชีสที่คละคลุ้งไป จากนั้นเนื้อปูหวานๆ ก็จะแย่งกันแตกตัวตัวในช่องปากคลุกเคล้าไปด้วยชีส ยิ่งเคี้ยงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเบ่งบานมากขึ้นเรื่อยๆ ฟินโคตรๆ กินแล้วแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย

จานนี้ฟินมาก ห้ามพลาดเลยทีเดียว (แต่ถ้ากินหลายๆ คำติดกันนี่มีเลี่ยนได้เหมือนกัน)

เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
เริ่มที่ปูกราแตงก่อนละกัน ,, อันนี้เด็ดมากครับ
ตัก Gratin มากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้
ตักเอากราแตงมากินคู่กับ Baguette ของร้านที่อบมาให้

อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ แค่ออเดิร์ฟหมดเฉยๆ ^^

ต่อที่ของหนักกันต่อ

เริ่มที่พาสต้าก็แล้วกันครับ

จานแรกเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนารา ซึ่งผมขอออกตัวเบาๆ ก่อนว่าจริงๆ ผมชอบคาโบนาราแบบแห้งๆ ครีมชีสและไข่เคลือบอยู่บนเส้นมากกว่าแบบที่เปียกๆ ครีมเยิ้มๆ ,, แต่คาโบนาราที่นี่เป็นแบบครีมเยิ้มๆ เปียกๆ แหละ แต่ผมว่าเค้าทำได้ดีนะ ทำให้ผมประทับใจ+อร่อยเลยทีเดียว ครีมชีสเค้าเข้มข้น หอมและอร่อยดีมากๆ

ก็เลยแก้ปัญหาความข้นด้วยการตักแบ่งมาเป็นคำๆ แล้วราดครีมหน่อยๆ แต่พอราดครีมหน่อยเดียว ก็รู้สึกว่าไม่พอ เพราะมันหอมอร่อยจริงๆ แฮ่ๆๆๆ ,, สุดท้ายก็กลายเป็นกินแบบแฉะๆ เหมือนเดิม

จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
จานนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาราครับ ,, ครีมชีสเยิ้มๆ หอมมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ
ครีมชีสแบบว่า เยิ้มๆๆๆ แฮ่ๆๆๆ อร่อยมากๆ

จานถัดมาก็ยังเป็นพาสต้าครับ ชื่อว่า Speghetti olio vongole เป็นสปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก, พริกแห้งครับ สามารถเลือกใส่เครื่องได้ ว่าจะเป็นเบคอน, หอยลาย ฯลฯ (ไม่ค่อยแนะนำหอยลายครับ เพราะมันมาพร้อมเปลือก ขี้เกียจแงะ) ผมว่าเค้าผัดได้เนียนและซุยมากๆ น้ำมันมะกอกกะสปาเกตตี้เค้าไปคลุกเคล้ากันอย่างทั่วถึง แถมยังมีกลิ่นพริกแห้งด้วย

ถ้าไม่ชอบกินเผ็ด อยากบอกว่าจานนี้เผ็ดนิดเดียว พอชิมได้ แต่ถ้าชอบกินเผ็ด ให้ปี้พริกแห้งที่ปักเป็นอนุเสาวรีย์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าลงไปด้วย รับรองว่าเผ็ดสะใจ

สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ
สปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันมะกอก+พริกแห้ง+เบคอนครับ ,, อร่อยๆๆ

ปิดท้ายกันที่พิซซ่าอีกสองถาด ถาดแรกนี่จำไม่ค่อยได้แฮะ จำไม่ผิดจะเป็นหน้าผักโขมนะ ,, ส่วนอีกถาดนี่เป็นพิซซ่าลาแปงครับ มันจะแบ่งครึ่ง โดยครึ่งนึงเป็นหน้าคาโบนารา อีกครึ่งเป็นเป๊บเปอโรนี่, แฮมและเห็ด

ส่วนตัวผมว่าพิซซ่าที่นี่อร่อยใช้ได้เลยนะ แป้งบางและกรอบพอดีๆ แต่ถ้ากรอบกว่านี้อีกหน่อยจะโอมากๆ

อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพิซซ่าผักโขมนะ อร่อยดี
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย
อันนี้เป็นพิซซ่าลาแปงครับ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลย

จริงๆ มีของหวานด้วย แต่ไม่ได้กิน 🙂

คอมเมนต์นิดหน่อย

ขอเป็นพิธีหน่อยละกัน

  • ดูรูปเยอะนี่ไม่ใช่ผมกินคนเดียวหมดนะครับ ไปกินกันหลายทีมากๆ แต่ละทีก็มีหลายคน ส่วนตัวคอนเฟิร์มว่าอร่อยครับ แนะนำปูกราแตง, ซีซาร์สลัด และพิซซ่า+สปาเก็ตตี้ ผมไปเยี่ยมเยียนหลายทีมากๆ รับรองว่าไม่เป็นรองร้านไหนในเชียงใหม่แน่ๆ
  • อาหารแต่ละอย่างโดยเฉพาะพาสต้าของที่นี่ผมว่าได้ค่อนข้างเยอะพอตัวนะ เวลาสั่งมาจานนึงถ้ากินคนเดียวก็แบบอิ่มจุกและจะออกแนวเลี่ยนนิดนึง แนะนำว่าให้ไปหลายๆ คน สั่งมาหลายๆ อย่าง แล้วตักแบ่งมากินเอาจะดีกว่าครับ
  • ราคาถือว่าอาจดูแพงไปนิดนะ แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพแล้วผมว่าเป็นไปตามมาตรฐานของร้านอาหารอิตาลี หรือเทียบง่ายๆ ราคาพอๆ กับร้านพิซซ่าตามห้างแต่ผมว่าคุณภาพดีกว่าเยอะ อย่างพิซซ่าถาดนึงก็ประมาณ 200 บาท, ปูกราแตง, ไก่ชุบชีส, อกเป็ดพอร์ทไวน์, ปลาแซลม่อนรมควันคาปาซิโอราคา 200, พาสต้าราคา 150 บาท (ราคาโดยประมาณ) เฉลี่ยๆ มื้อนึงผมกินประมาณ 250-300 บาท
  • ที่จอดรถหายากมาก จอดหน้าร้านก็เกะกะ จอดถนนใหญ่ก็ไม่ได้เพราะเป็นคอสะพาน+ขาวแดงซะเยอะ แถมร้านอื่นๆ ในซอยก็ไม่ค่อยยอมให้จอดซักเท่าไหร่ อาจต้ิงเสียเวลาวนรถยนต์หลายรอบหน่อย หรือไม่ก็ต้องเดินไกลกันนิดนึง

เสียเวลาวนรถหน่อย แต่ผมว่าคุ้มค่านะครับ

Maisen Tonkatsu

วันนี้ผมกลับมากทม. อีกครั้งหลังจากที่ผมไปทำงานที่เชียงใหม่ในรอบกว่าสองปี แม้ครั้งนี้จะมาธุระเพียงช่วงเวลาสั้นๆ (ถ้านับเป็นชั่วโมงนี่แค่ 32 ชั่วโมงเอง) แต่ก็ได้หาของกินมารีวิวได้ครับ (ซึ่งตอนนี้ต้องให้เครดิตน้องปังมากๆ นะครับ ที่แนะนำมา)

วันนี้มาลองชิม Maisen tonkatsu กันครับ

วันนี้จะพาไปกินทงคัตสึที่ร้าน Maisen ครับ ซึ่งเท่าที่ผมหาประวัติอ่านดู ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่และมีชื่อเสียงพอตัวในญี่ปุ่น คือก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยคศ.1965 แล้วก็ขยายสาขามาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ฤกษ์มาตั้งสาขาที่บ้านเราเมื่อปีนี้เอง ซึ่งเห็นเค้าบอกว่าไมเซนมีจุดเด่นตรงการเลือกวัตถุดิบที่ดี และซอสสูตรพิเศษของเค้า

ฟังดูแล้วน่าสนใจดีมาก

ดั้นด้นไปกินจนได้

ร้านนี้หาไม่ยากครับ มันอยู่ชั้นล่างของตึกสีลมคอมเพล็กครับ อยู่แถวๆ หน้าห้างท๊อปส์เลย ,, ซึ่งสีลมคอมเพล็กซ์นี่ผมไม่ได้ไปประมาณสองปีกว่าๆ กลับไปครั้งนี้ตกใจเหมือนกัน ทำตึกสวยขึ้นมากๆ แถมมีร้านไฮโซๆ ทั้งของคาวของหวานเอามาดูดเงินของมนุษย์เงินเดือนแถวนั้นอย่างเพียบ เอิ้กๆๆๆๆ


View Maisen Tonkatsu in a larger map

น้องปังบอกว่าแกเคยไปสายแล้วทีนี้หมูดำหมด คราวนี้ผมก็เลยไปตั้งแต่ห้างเปิดเลย และเข้าร้านเป็นลูกค้าคนแรกของร้านเลย

หน้าร้าน Maisen ครับ ,, หาไม่ยากๆ
มาตั้งแต่สิบโมงครึ่ง เป็นลูกค้าคนแรกเลย 🙂
เปิดเมนูสั่งกันเลยดีกว่า…

ระหว่างนั่งรออาหาร ก็ชำเลืองมองไปที่เซ็ทเครื่องปรุงต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ อันประกอบไปด้วยไหสีดำสองอัน อันนึงใส่ซอสอะมาคุจิซึ่งเป็นซอสที่ออกหวานๆ หน่อย ส่วนอีกไหใส่ซอสคาราคุจิจะเป็นซอสที่ออกรสเค็มๆ หน่อย (ถ้าผมฟังน้องเค้าพูดไม่ผิดอะนะ), ที่เหลือก็มีน้ำสลัดสองแบบ (มันเป็นงาๆ ทั้งคู่อะ อันนึงเป็นแบบงาทั่วๆ ไป สีขาวๆ อีกอันเป็นคล้ายๆ งา+น้ำส้มสายชู), เกลือ, มัสตาร์ด และพริกครับ

เซ็ทเครื่องปรุงที่คุ้นเคยครับ แต่แปลกตรงที่มีน้ำจิ้มสองไห
ไหนึงเป็นแบบหวาน ส่วนอีกไหเป็นแบบเค็ม ,, เลือกจิ้มได้ตามชอบเลย

มาชิมอาหารกันดีกว่า

เริ่มต้นด้วยชาเขียวเย็นรสชาติใช้ได้ครับ เสิร์ฟพร้อมผ้าเช็ดมือแบบอุ่นๆ มาให้

เริ่มต้นที่ชาเขียวเย็นๆ ซักแก้ว (เติมน้ำได้เรื่อยๆ)

จากนั้นต่อด้วยออร์เดิฟเบาๆ อย่างสลัดปูซูวาอิครับ ,, อันนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมายผมนิดหน่อย เพราะทีแรกผมนึกว่าจะมีปูหิมะให้เรากินคู่กับสลัดแบบจริงจังเนื่องจากว่าราคาสลัดจานนี้สูงถึงหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าบาท แต่ที่มันมานี่กลายเป็นแตงกวาราดน้ำสลัดที่ผสมวาซาบินิดนึง แล้วก็โรยฝอยๆ อะไรซักอย่างไว้ด้านบน (ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นปูซูวาอินี่แหละ) ซึ่งไม่ได้ฟีลลิ่งแห่งปูหิมะที่ผมเคยไปกินมาที่ฮอกไกโดเลยแม้แต่น้อย…

ออเดิฟอย่างสลัดปูซูวาอิหรือปูหิมะครับ ,, แอบเฟลพอควร

เคยไปกินปูหิมะย่างที่ฮอกไกโดมาแล้วฟินกว่านี้มากจริงๆ ครับ ที่สั่งมาเพราะคิดถึง แต่มาแล้วเฟลอย่างแรงครับ ไอ้ที่ฝอยๆ ที่โปะข้างหน้านี่เทียบอะไรไม่ได้กับปูหิมะที่ผมเคยกินเลยอะ

ปูซูวาอิหรือปูหิมะย่างที่ฮอกไกโดอร่อยมากกกกกกกกกกกก

รออีกสักครู่ ชุดหมูคุโรบุตะสันนอกชุบเกล็ดขนมปังทอดของผมก็เดินทางมาถึงครับ ,, นอกจากหมูแล้วในเซ็ตยังมีข้าว, ชุดผักดอง, กะหล่ำซอย และซุปมิโสะครับ (รู้แค่กะหล่ำเติมได้เพิ่มนะ แต่อย่างอื่นไม่ได้ถาม)

จุดเด่นที่ผมว่าสุดยอดมากๆ คือความนุ่มของเนื้อหมูคุโรบุตะครับ มันนุ่มมากๆ โดยเฉพาะหมูสันในนี่เห็นชัดมากๆ ว่ามันนุ่มและเนียนมาก ต่างกับหมูสันในเนื้อแน่นๆ ด้านๆ เหมือนที่ผมเคยรู้จักเลย ส่วนหมูสันนอกนี่ก็นุ่มมาก แถมส่วนที่เป็นไขมันก็ไม่ได้เยอะมากด้วย ซึ่งผมว่าความนุ่มของมันเข้ากับความกรอบและละเอียดของเกล็ดขนมปังที่กรอบกำลังได้ที่นะ (แม้ว่ามันจะไม่หนามากอย่างที่ผมคาดไว้ก็ตาม)

อันนี้เป็นเซ็ตทงคัตสึคุโรบุตะสันนอกของผมครับ ,, หมูชิ้นไม่โตมาก
นอกจากหมูแล้ว ในเซ็ตยังมีข้าว, ซุปมิโสะ, กะหล่ำซอย และผักดองด้วย
ทอดแป้งด้านนอกได้กรอบใช้ได้นะ แต่ผมว่ามันยังไม่ค่อยฟูมากเท่าไหร่
อันนี้เป็นทงคัตสิคุโรบุตะสันนอกครับ ,, เนื้อนุ่มมาก มีติดมันนิดหน่อย
ส่วนอันนี้เป็นทงคัตสึคุโรบุตะสันในครับ ,, เนื้อนุ่มเอาเสียมากๆๆๆ

ส่วนตัวผมชอบซอสอะมาคุจิ (ที่เป็นซอสหวาน) ผมว่ามันดูลงตัวและเข้ากับทงคัตสึได้ดี ส่วนอีกอันมันจะออกเค็มๆ ปะแล่มๆ หน่อย ไม่ค่อยโดนผมเท่าไหร่ ,, ส่วนน้ำสลัดที่เอามาราดกะหล่ำซอยผมชอบอันที่มันสีดำๆ หน่อย มันจะเป็นงานผสมกับน้ำส้มสายชูอะ กลิ่นมันหอมงานะแต่กลับไม่ค่อยมีกลิ่นสาบเปรี้ยวเลย แปลกๆ ดี แถมไม่เลี่ยนเท่าอีกอันด้วย

ส่วนตัวผมชอสอะมาคุจิที่มีสีแดงๆ ออกหวานหน่อยๆ มากกว่า

แม้หมูชิ้นไม่ใหญ่มาก แต่ผมว่ากินแล้วอิ่มพอดีๆ นะ เหลือที่สำหรับหยอดไอศครีมชาเขียวปิดท้ายเซ็ตได้อีกลูกนึงสบายๆ

ปิดท้ายด้วยไอศครีมชาเขียว ,, อร่อยใช้ได้ แก้เลี่ยนได้ดีเลย

ขออนุญาตติชมหน่อยละกัน

ถ้าเป็นข้อดีหลักๆ ที่ผมคิดออกละกัน

  • ที่ผมชอบคือเนื้อหมูนุ่มมาก โดยเฉพาะตัวคุโรบุตะที่ผมสั่งนีเนื้อนุ่มจริงๆ แม้แต่เนื้อส่วนสันในที่ปกติจะด้านๆ แต่ผมก็ว่ายังนุ่ม หรือสันนอกที่ผมสั่งนี่ส่วนที่เป็นมันก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกันก็มีความนุ่มของหมูไม่ต่างกันเท่าไหร่
  • ตัวเกล็ดขนมปังผมชอบแบบฟูๆ ที่นี่ก็โอเคในระดับนึงนะ แต่ถ้าฟูกว่านี้ได้ก็จะดีมาก
  • น้ำจิ้มมีให้เลือกเยอะดี ซึ่งผมว่าน้ำจิ้มหวานเค้าอร่อยดี, ส่วนน้ำจิ้มราดกะหล่ำนี่สองรสนี่อร่อยพอกัน สูสีมาก

ส่วนข้อติที่ผมพอจะหาเจอบ้าง

  • บริการไม่ค่อยดีอย่างที่คิดไว้ คือต้องกระตุ้นพนักงานเรื่อยๆ เช่นกะหล่ำซอย+น้ำชาเขียวหมดพร้อมกัน ไม่มีการเดินมาถามว่าเราอยากได้เพิ่มมั้ย ต้องถามเองว่าอันนี้เติมได้มั้ย ซึ่งถ้าอยากได้ก็ต้องสั่งอีกทีนึง (ซึ่งต่างกับร้านอื่นๆ ที่ผมกินมาพอสมควร) และเวลาเติมนี่ไม่ได้เติมทุกอย่างพร้อมกันนะ พอบริกรมาเติมกะหล่ำเสร็จก็หายเงียบไป ต้องเรียกมาเติมน้ำอีกที (ซึ่งช่วงที่ผมไปนี่ลูกค้ามีไม่ถึง 20% ของเก้าอี้ที่ร้านนะครับ)
  • ราคาอาหารค่อนข้างแพงครับ ขนาดผมยังสะดุ้งเลยเหมือนกันนะ อย่างอาหารชุดคุโรบุตะสันนอกที่ผมสั่งเนี่ย ถ้าชิ้นนึง 235 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทนี่ 365 บาท หรือถ้าเป็นคุโรบุตะสันในนี่ 255 บาท หรือถ้าสั่งเป็นเซ็ตนี่ 395 บาท (ราคากระโดดขึ้นมากแบบงงๆ ว่าข้าว+ซุป+ผักดองมันเพิ่มอีกร้อยสี่สิบเลยเหรอ) หรือสลัดที่ผมสั่งที่ก็ดูแพงไปเหมือนกัน ,, แม้ที่นี่จะไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ค่าเซอวิสชาร์จที่คิดแยกอีก 10% (แต่จุดนี้ทำใจไว้แล้วส่วนนึง) คหสต. ผมนะ รวมทุกสิ่งแล้วเซ็ตนึง 200-250 บาทน่าจะเป็นราคาที่ผมว่าสมเหตุสมผลกว่านี้
  • เพิ่งไปลองดูรูปเมนูเก่า+รีวิวเจ้าอื่นๆ เห็นเค้าได้อัลมอนด์คัสตาร์ดกัน แต่ทำไมเราไม่ได้หว่า เค้าลืมเอาให้เราหรือเราได้ไอศครีมแทนไปแล้ว แล้วทำไมเค้าไม่บอกเราหนอ แอบเฟลนิดๆ…
  • อีกเรื่องคือไม่มีงาบดครับ คือผมชอบน้ำจิ้มที่ใส่งาที่ให้บดมาก เลยแอบเฟลแบบส่วนตัวนิดนึง, ซึ่งผมว่าในจุดนี้เป็นจุดอ่อนของทางร้านนะ เพราะไม่มีถ้วยใส่น้ำจิ้มก็ต้องเทราดลงบนหมู พอเทราดแล้วมันก็มีโอกาสทำให้แป้งมันแฉะและไม่กรอบได้ ยิ่งบางคนเทน้ำจิ้มเยอะๆ เนี่ยแป้งจะแฉะมาก ถ้าไม่รีบกินนี่เกล็ดขนมปังทั้งหลายจะนิ่มและความอร่อยก็จะอันตรธานหายไปตาม (แถมผมรู้สึกว่าเกล็ดขนมปังที่ร้านนี่หายกรอบได้ง่ายมากเลย ทิ้งไว้นานหน่อยจนเย็นแป้งก็เหมือนจะไม่กรอบแล้ว)
ส่วนตัวผมว่า Maisen โอเคเลยนะ ,,

รูปไม่งามมากเท่าไหร่ครับ ถ่ายด้วยไอโฟนเอา 🙂

Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

เป็นอีกตอนที่จะพาไปหาขนมกินกันครับ

วันนี้จะแวะไปที่โรงแรม 137 Pillars House ครับ ซึ่งเป็นโรงแรมที่เอาบ้านเก่ากว่า 150 ปีมาดัดแปลงและประยุกต์อีกที ,, แม้ว่าโรงแรมจะดูกว้างขวางและไฮโซมากๆ แต่มีนี่กลับมีห้องให้บริการเพียง 30 ห้องเอง (แอบไปดูที่เค้ารีวิวในพันทิปแล้วต้องบอกว่าแต่ละห้องอลังเว่ออะ)

วันนี้แวะมาทาน Afternoon Tea ที่ 137 Pillars House ครับ

น่าสนๆๆๆ

ประวัติบ้าน137เสา

หลังจากไปเสาะหาประวัติของบ้าน 137 เสามา อ่านดูแล้วน่าสนใจมากๆ เลยขอเก็บเอาไว้หน่อย (แต่ถ้าหิวก็เลื่อนลงมาด้านล่างได้เลย :))

“บ้าน137เสา” สร้างขึ้นในปี 1889 (พ.ศ 2432) และถูกใช้เป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้รับพระราชานุญาตให้ทาป่าไม้ในเชิงพาณิชย์ ในขณะนั้นผู้จัดการบริษัทสาขาเชียงใหม่คนแรก คือคุณหลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ (ลูกชายคุณแอนนา ลีโอโนเว่นส์ ผู้เป็นอาจารย์ถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ในช่วง20ปีก่อนหน้า) คุณ หลุยส์ ลีโอโนเว่นส์ได้เข้าร่วมทางานกับ บริษัทอีสบอร์เนียวจากัดในปี1886 และเริ่มสร้างออฟฟิศแรกที่เชียงใหม่ในปี1889 ซึ่งในขณะนั้นเชียงใหม่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าต้นสัก

ในสมัยนั้น เชียงใหม่ได้แบ่งเขตที่อยู่อาศัยระหว่างชาวต่างชาติและชาวเชียงใหม่ โดยได้จัดให้ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ฝั่งตะวันออก(ฝั่งวัดเกตในปัจจุบัน) ส่วนชาวไทยอาศัยอยู่ด้านฝั่งตะวันตก

ในปี1896 บ้าน137เสาได้ถูกย้ายจากที่เดิมบนฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งวัดเกตและยังคงตั้งอยู่ที่เดิมจนถึงปัจจุบันนี้ บ้าน137เสาถูกใช้เป็นบ้านสาหรับผู้จัดการของบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดอยู่จนกระทั่งปี1927 เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในตอนที่กองทัพญี่ปุ่นเข้าควบคุม เป็นเหตุให้ผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวจากัดต้องหลบหนีไปอยู่ที่พม่าและปล่อยบ้านทิ้งไว้

หลังสงคราม ชายชาวสก็อตแลนด์ชื่อคุณคุณวิลเลี่ยม เบน ได้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้และได้แต่งงานสร้างครอบครัวกับสาวลูกครึ่งชาวอังกฤษ-มอญ หลายปีต่อมา ลูกชายของคุณวิลเลี่ยมชื่อคุณแจ็ค เบน (หรือที่รู้จักกันในนาม Uncle Jack ก็ได้สร้างครอบครัวของท่านเองที่บ้านหลังนี้ ปัจจุบันลุงแจ็คอายุ 92 ปีและพักอาศัยอยู่ข้างๆบ้าน137เสานั่นเอง


View 137 Pillars House in a larger map

ว่าแล้วก็เข้าไปดูของจริงดีกว่าครับ

เดินเข้าโรงแรม

ตั้งแต่ยืนอยู่หน้าโรงแรมสีขาวแห่งนี้ก็รับรู้เลยว่าที่นี่ไฮโซมาก ตึกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะทำด้วยไม้ หรือไม่ก็กึ่งไม้กึ่งปูน เก็บงานภายนอกตัวตึกได้ประณีตดีมาก แถมภายในโรงแรมก็เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ใหญ่น้อยที่จัดไว้อย่างลงตัวเต็มไปหมด ,, แถมยังมีสระว่ายน้ำระดับไฮโซมากให้แขกว่ายเล่นด้วย (อย่าลืมว่าวันนี้เรามากินขนมอย่างเดียวครับ!!!)

ข้างในดูร่มรื่นและหรูหรามากๆ เลย เอิ้กๆๆๆ
ีีนว่ยน่ยนรยายนายนา
นางแบบกับสระว่ายน้ำไฮโซของโรงแรม

เดินเข้ามาเรื่อยๆ จนมาถึงบ้าน 137 เสาที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ ซึ่งปัจจุบันตัวบ้านทำหน้าที่เป็นบาร์และห้องสมุดของโรงแรมครับ ดูจากภายนอกว่าใหญ่โตอลังการแล้ว เข้าไปดูข้างในนี่ใหญ่มาก + ผมว่าเค้าเก็บรายละเอียดงานภายในได้ดีมากๆ เลยนะ ตั้งแต่ตรงระเบียงบาร์และห้องอาหาร ตรงโซนที่จิบชาด้านใน หรือที่ไฮโซสุดๆ คงต้องเป็นห้องสมุดที่ผมว่าอลังการมากๆ จริงๆ ไล่ตั้งแต่พรมปูพื้นยันฝ้าเพดานเลย

นี่คือบ้านไม้สัก 137 เสา อันเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ครับ
บรรยากาศในบ้าน 137 เสานี่หรูหราไฮโซมากเลย…
เราเลือกจิบชาในบรรยากาศสบายๆ ด้านนอกก็ได้นะครับ
แต่วันนี้เราจะมาจิบชาในห้องสมุดครับ ,, อลังการมาก
นอกจากที่ห้องสมุดจะมีหนังสือแล้วก็ยังมีพวกเกมให้เล่นด้วย

หมดครึ่งบล๊อกแล้ว เรายังไม่ได้เห็นของกินอะไรเลยนะ!!!

ว่าแล้วก็สั่ง Afternoon Tea มาลองซักชุด

หลังจากทวงถามเมนูพนักงาน เราก็ค้นพบว่าชุด Afternoon Tea ของที่นี่มีให้เลือก 2 แบบครับ คือแบบมาตรฐานทั่วๆ ไป (อันด้านซ้าย) กับแบบที่เน้นขนมไทยเป็นหลัก (อันด้านขวา) สนนราคา 600 บาท/คน หรือ 1000 บาท/สองคน (แพงพอตัวเลยนะ สำหรับขนมเฉยๆ) ซึ่งผมและผองเพื่อนพร้อมใจกันเลือกเมนูอันซ้าย ,, ซึ่งวันนี้มากันหลายคน เลยได้จัดชุดเซต 2 คน + เครื่องดื่ม + ขนมมาเพิ่มครับ

โดยรวมชาที่สั่งไปมีชาร้อน 3 สไตล์ (เอิร์ลเกรย, ชามินท์, ชาตะไคร้) ซึ่งชาร้อนเค้าจะชงมาให้ในกาขนาดใหญ่มาก เทเอาเองได้เลย, ส่วนกาแฟเย็นจะมาเป็นแก้วเล็กๆ ให้อารมณ์โอเลี้ยงมากๆ, ส่วนอีกอันที่สั่งที่เป็นกาแฟไบเล่ท์ราคา 250 บาทมีนิดเดียว ทีแรกเห็นก็งงว่าทำไมมันแพงจังวะ แต่พอชิมเข้าไป อ๋อ…. มันผสมเหล้า Baileys’ ลงไปด้วยนี่เอง เอิ้กๆๆๆ กินไปมึนไป

เมนู Afternoon Tea มีสองแบบครับ ,, แบบซ้ายจะออกแนวฝรั่งๆ หน่อย, ส่วนแบบขวาจะเป็นขนมไทย
ชุดถ้วยชาสีขาวสวยดีนะ ปล.กาน้ำชาอันใหญ่มากกกกกกก~
สามชาสามสไตล์ —
สั่งกาแฟ Bailey’s ไป เพิ่งรู้ว่ามันผสมเหล้า ,, ก็ว่า เพลินเลย แฮ่ๆๆ

รออีกสักพัก ชุดขนมสามชั้นของเราก็มาแล้ว

เท่าที่สังเกต รายการขนมที่เราได้รับไม่ค่อยตรงกับเมนูที่เขียนเท่าไหร่แฮะ ,, เอาเป็นว่า สรุปเลยละกันนะครับ

  • ชั้นบนสุดเป็นสโคน 4 ก้อน เสิร์ฟพร้อมแยมสตรอเบอร์รี่, Lemon curd และ(จำไม่ผิด)เป็นคัสตาร์ดนะ ,, คหสต. ผมว่าก็ตัวเนื้อสโคนก็หอมอร่อยใช้ได้นะ แต่ไม่ได้ถึงขั้นฟินมากเท่าไหร่
  • ชั้นกลางประกอบไปด้วยทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่ที่มีฐานเป็นโอริโอ้อย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 4 ชิ้น) ,, ส่วนตัวชอบอันที่เป็นสตรอเบอร์รี่มากกว่าหน่อยนึงครับ เนื่องจากมันไม่เลี่ยนจนเกินไปครับ
  • ส่วนชั้นล่างสุดมีคีชแซลม่อน, ปอเปี๊ยะทูน่า, คุ๊กกี้+เลมอนเคิร์ด+ถั่ว, และขนมปังทูน่า+เห็ดอย่างละสองชิ้น (รวมเป็น 8 ชิ้น) ,, ส่วนตัวผมชอบเจ้าคีชแซลม่อนกับขนมปังเห็ด+ทูน่านะ
แฮ่ๆๆ ในที่สุด ขนมในชุด Afternoon Tea ก็มาแล้ววววว~~
ดูให้ชัดๆ อีกที กับ Afternoon Tea สามชั้น 🙂
เริ่มต้นด้วย Scone ในชั้นบนสุด ,, ใช้ได้เลยนะ
ชั้นที่ 2 มีขนมคล้ายๆ ทาร์ต+มูส+คุ๊กกี้, กับทาร์ทสตรอเบอร์รี่
ชั้นล่างมีคีชแซลม่อน, กับขนมปังเห็ด+ทูน่า สองอันนี้ผมว่าอร่อยดีนะ
ชั้นล่างยังมีปอเปี๊ยสดทูน่า (ให้ความรู้สึกแบบนี้จริงๆ), กับแครกเกอร์อีกอย่าง จำไม่ได้แล้ว

และเนื่องด้วยปริมาณสมาชิกจำนวนค่อนข้างหลายคน เราเลยจัดเค๊กมาอีกซักก้อนนึง…

ซึ่งเค๊กที่ได้รับเลือกในยกนี้คือสตรอเบอร์รี่ชีสเค๊ก ราคาอาจดูสูงไปนิดแต่โดยรวมผมว่าเค้าทำได้ดีมาก+อร่อยมากเลยนะ เนื้อเค้กอร่อย หอมชีส ส่วนตัวสตรอเบอร์รี่แอปเปรี้ยวไปนิดแต่ว่าตัดเลี่ยนได้ดีมากๆ เลย ประทับใจมากครับ (จริงๆ มีเค๊กมะพร้าวน่ากินมากเลย แต่เสียดายที่ได้โควตาจากกรุ๊ปมาแค่ก้อนเดียว)

ปิดท้ายด้วย Strawberry Cheese Cake อีกซักชิ้น
ผมว่าเค้กเค้ารสชาติใช้ได้เลยนะ

หารๆ เฉลี่ยแล้ว ตกคนละสามร้อยกลางๆ แหนะ…

ที่มากินที่นี่

โดยรวมนะ ผมว่า Afternoon Tea แอบแพงไปพอตัวเลย (เมื่อเทียบกับชาและขนมที่ได้นะ) ส่วนที่ผมว่าโอเคและน่าลองของที่นี่น่าจะเป็นพวกขนมเค๊กมากกว่า เค๊กที่นี่ดูๆ แล้วออกแนวเค๊กมาตรฐานที่เราพอจะเดารสชาติมันได้ ราคาไม่ได้แพงมากในระดับโรงแรมหรูๆ หรือร้านเค้กดีๆ แต่อร่อยกว่าหลายๆ ที่ที่เคยไปกินมานะ ,, แต่ที่ประทับใจสุดๆ คือบรรยากาศในโรงแรมครับ สวยจริงๆ 🙂

ว่างๆ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศมาจิบชาแบบหรูๆ บ้าง 🙂

ระหว่างเดินออกมาก็เปรยกับตัวเองว่าอยากมาพักที่นี่เหมือนกันแฮะ 🙂