Ponganes Espresso

ต้องออกตัวเบาๆ ก่อนว่าผมเป็นคนชอบกินกาแฟ ยิ่งช่วงหลังนี่เรียกว่าออกแนวติดเลยทีเดียวแหละ แต่เรื่องความรู้ด้านกาแฟอาจไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นฟีลลิ่งเวลากาแฟสัมผัสที่ลิ้นเราเป็นหลักในการตัดสินว่าร้านไหนดีหรือไม่ดี ไม่ได้มีวิชาการหรือวิชามารอะไร

ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน
ร้านกาแฟในเชียงใหม่เยอะมากก็จริงๆ แต่หาที่ดีๆ ยากเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟที่เชียงใหม่เยอะมากๆ เยอะจริงๆ เยอะแบบหากินง่ายกว่าร้านข้าวแกงอีกอะ แต่เท่าที่ชิมมานะ หาร้านที่ถูกปากผมค่อนข้างยากมากๆ ร้านบางร้านสวยนะ ราคาก็แพง แต่ว่ากาแฟก็งั้นๆ ,, แต่วันนี้ผมจะพามาที่นึงนะ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ในซอยแคบๆ แต่เป็นร้านที่ดีมากๆ ร้านนึงที่ผมเคยกินมาเลยทีเดียว

พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar
พามาชิมกาแฟดีๆ ที่ Ponganes Espresso bar

ชื่อร้าน Ponganes Espresso ครับ

แวะร้าน Ponganes

ร้าน Ponganes เป็นร้านเล็กๆ ในร้านมี 2 bar กับ 1 โต๊ะ (ในร้านน่าจะรับลูกค้าได้ไม่เกิน 6 คน ,, แต่อยู่กัน 4 คนก็อึดอัดละ) กับโต๊ะ 3 ตัวที่สวนข้างๆ (ร้อนกว่าในร้าน) ในซอยแคบๆ ที่มีลูกค้ามาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะลูกค้าฝรั่ง/ชาวต่างชาตินี่มีไม่เคยจะขาด (ยิ่งอ่านรีวิวจาก Tripvisor แล้วได้คะแนนดีมากๆ เลยอะ ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นร้านกาแฟอันดับ 2 เลยนะ เลยไม่แปลกใจที่ฝรั่งจะเยอะมากๆ)

ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ร้านข้างในแคบมากๆ มีเครื่องคั่วเบียด หลังคาต่ำๆ แต่ผมว่ามันอบอุ่นมากเลยนะ
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
ตกแต่งร้านด้วยซองเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน
พี่ปองจะเป็นคนชงกาแฟให้เราทุกแก้ว ,, เอาใจใส่ในทุกๆ โมเมนต์ของมัน

ที่ร้านจะมีพนักงาน 2 คนคือพี่ปองกะพี่เนสนะครับ หลักๆ คนชงกาแฟจะเป็นพี่ปอง ที่ไปรับวิชาบาริสตาที่ออสเตรเลียมา (ดังนั้นกาแฟที่ร้านจะออกแนวออซซี่พอควร) ,, ซึ่งนอกจากชงแล้วพี่แกก็ยังคั่วกาแฟด้วย ลองถามแกดูครับ แต่ละช่วงจะมีเฮ้าส์เบลนด์ไม่เหมือนกัน บางวันถามแกก็มีกาแฟแปลกๆ ที่เพิ่งคั่วเสร็จให้ชิมด้วย (จำได้ว่าครั้งนึงไปชิม ได้เฮ้าส์เบลนด์คั่วโฮะมา (คือคั่วเหลือๆ หลายๆ สายพันธุ์มารวมๆ กัน เหมือนกะ ชั่งเมล็ดก่อนคั่วมา 1 กก. แต่คั่วเสร็จเหลือ 840 กรัม แกก็บรรจุถุง 800 กรัม 40 ก็เอามาโฮะๆๆๆๆ กัน) บ่องตงว่าอร่อยมากๆ บอดี้แน่น กลิ่นหอมหวาน ซึ่งพี่แกบอกว่าต่อจากแก้วผมก็ได้อีกซัก 2 แก้วนี่แหละ) ซึ่งถ้าติดใจฝีมือกาแฟที่ร้านก็สามารถซื้อเมล็ดคั่วไปชงเองที่บ้านก็ได้ มีทั้งเมล็ดไทย เมล็ดนอก ราคาก็ว่ากันไป

เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก
เมล็ดกาแฟมีขาย ทั้งกาแฟไทย และกาแฟนอก

ที่นี่การคั่วและการเลือกเมล็ดจะค่อนข้างต่างกับที่ Ristr8to2 เพราะบอดี้จะไม่แน่นมากเท่า สีกาแฟไม่เข้มเท่า วาดลายไม่จัดจ้านเท่า แต่จะออกสายเนียนและละมุนมากกว่า อโรมาเหนือกว่ามาก มีอมเปรี้ยวนิดๆ กำลังดี ,, เมนูโปรดของผมคงไม่พ้นพวกกาแฟร้อน โดยเฉพาะ Flat white ที่นี่ผมโปรดปรานมาก แบบว่ากลิ่นและรสชาติเนียนสุดๆ บอดี้กำลังดี มีอมเปรี้ยวนิดๆ แต่ไม่มาก แถมมีอโรมาแปลกๆ มานำเสนออยู่เนืองๆ หมดแก้วนึงก็อยากจัดอีกแก้วต่อทันที 55555

เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
เครื่องชง Mirage 2 หัว กำลังเค้นเอสเพรสโซ่ชั้นยอดมาให้เรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
นมที่ผ่านการสตรีมอย่างดี ค่อยๆ เทเพื่อเป็นลวดลายบนกาแฟเรา
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
กับ Flat White แก้วโปรดมากๆๆๆ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้ทำเป็นรูปหงส์ #แต่ผมไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลนะ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ
แก้วนี้เป็น Picolo Latte ครับ

นอกจากนั้นที่นี่ยังมี Ice Coffee Aussie style ซึ่งไม่ได้เหมือนกาแฟเย็นบ้านเราซักทีเดียว แต่จะอารมณ์ Affogatto ใส่แก้วสู. แล้วเติมนมกับน้ำแข็งมากกว่า ไม่หวานมาก อร่อยดีแบบแปลกๆ ข้างบนหวานๆ ข้างล่างขมๆ

อันนี้ Affogatto ครับ
อันนี้ Affogatto ครับ
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style :)
ส่วนนี่ Ice coffee Australian style 🙂

ส่วนขนม เท่าที่เคยชิม 2-3 อย่าง ถือว่ากลางๆ นะ ไม่ขอวิจารณ์ละกัน

วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ
วันที่หิวๆ กินกับครัวซองก์ก็โอเคนะ

ส่วนราคาผมว่ากลางๆ นะ ,, ถ้ากินสตาร์บัคส์ได้ ที่นี่ถูกกว่า คุณภาพดีกว่า

รอคอยการกลับมา

จริงๆ วันนี้เป็นวันที่ร้าน Ponganes สาขาเดิมจะเปิดวันนี้ (28/4/57) เป็นวันสุดท้าย เหตุที่ต้องย้ายไป เพราะโดนเจ้าของเกสเฮ้าท์ที่ตอนนี้เช่าที่อยู่ขับไล่ไปละ โดยร้านใหม่จะเข้าลึกไปในซอยกว่าเดิม ร้านไฉไลกว่าเดิม ขี้เกียจอธิบายครับ เดี๋ยวถ้าเปิดจะมาเขียน Blog ให้ละกัน

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ
ยังไงก็จะรอวันที่ร้านเปิดอีกทีละกันนะครับ

ยังไงก็จะรอวันที่ร้านใหม่จะเปิดอีกทีละกันนะครับ (ถามมาราวๆ 1-2 เดือนนะ)

Mai Bakery

วันนี้ว่างๆ (จริงๆ ช่วงนี้ก็ว่างนะ แต่มีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ดูดเวลาทำให้ไม่ค่อยได้เขียน blog เท่าไหร่ ทั้งงานราษฎร์งานหลวง โดยเฉพาะการอ่านห้องรัชดาของพันทิป ดูดเวลาผมไปเยอะมาก แต่ก็ได้ความรู้เยอะเช่นกัน) เลยขอเขียน blog ตอนสั้นๆ ที่เคยถ่ายรูปเก็บไว้มานานมากแล้ว (แปลว่าดองไว้นั่นเอง ฮาๆๆๆ) ที่พามาวันนี้ก็เป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดอีกร้านที่เชียงใหม่ที่บรรยากาศดีที่ผมชอบและแอบมากินหลายทีนะครับ ชื่อร้าน Mai Bakery ครับ

เข้าซอยเล็กๆ มานิดนึงก็จะเห็นหน้าร้านครับ

ร้านนี้อยู่ตรงถนนซุปเปอร์ครับ คนละฝั่งกับรพ.ลานนาเลย แต่ไม่ได้ติดถนนใหญ่นะ เราต้องเข้าซอยโรงเรียนอนุบาลลานนา (ที่ปากซอยเป็นรพ.ตาเซนต์ปีเตอร์/ในซอยมีศูนย์ชัวร์ของโตโยต้าอะ) แล้วเลี้ยวเข้าขวาแรก (จำไม่ผิดเป็นซอย 2 นะ) เข้ามาในซอยผึ้งน้อยเบเกอรี่ ซึ่งในจุดนี้เป็นซอยที่อยู่หลังศูนย์วอลโว่ จากนั้นพอเข้าซอย 2 เสร็จก็ตรงไปอีกหน่อยก็จะถึงร้าน Mai Bakery แล้ว (อาจบรรยายงงนิดนึงนะ แต่มันเป็นแบบนี้จริงๆ)

งงมากก็ดูแผนที่เอานะ ^^


View Mai Bakery in a larger map

สามารถจอดรถข้างทางหน้าร้านได้ แต่ไม่แนะนำเพราะว่าทางแคบมากๆ แนะนำว่าให้ขับเลยไปนิดแล้วไปจอดที่อพาร์ทเมนท์ที่อยู่ติดกัน (จากอพาร์ทเมนท์มีทางเชื่อมทะลุเข้าร้านด้วยนะ) ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ประมาณแปดโมงจนถึงหกโมงเย็น (ไม่แนะนำไปเย็นมากนะ เพราะปิดค่อนข้างตรงเวลามาก) จะสั่งเค๊กก็โทรมาถามได้นะ ที่ 053-412675 ครับ

มาถึงแล้วก็สั่งเลย

ร้านเข้าได้สองทาง คือทางจากประตูหน้าร้านปกติกับประตูด้านข้างฝั่งอพาร์ทเมนต์ ซึ่งพอเดินเข้าร้านก็จะพบสนามหญ้ากว้างสบายตา กับต้นไม้ใหญ่น้อยเต็มไปหมด มีมุมน้ำตกข้างๆ ให้ลือกนั่งกินเค๊กได้ด้วย นอกจากนั้นก็นังมีส่วนของระเบียงร้านแล้วก็ภายในร้านด้วย (คหสต.ผมชอบนั่งตรงระเบียงร้านมากเลย) แต่ก่อนอื่นเลยผมว่าเราไปสั่งของกินตรงเคาน์เตอร์กันก่อนจะดีกว่า

เดินเข้าร้านมาแล้วครับ ^^
บรรยากาศโต๊ะที่ในร้านก็โอนะ น่ารักดี

จริงๆ ร้านนี้มีขายแทบทุกอย่างเลยนะทั้งอาหารคาวหวานและกาแฟ โดยรวมที่ผมกินมาหลายครัั้งผมว่ากลางๆ นะ อาหารคาวก็ในระดับที่ใช้ได้ รสชาติกลางๆ , เค๊กที่ได้ลองชิมก็ไม่เลว ความอร่อยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้แต่ไม่ได้ฟินมาก กาแฟทั้งเย็นแล้วร้อนก็เฉยๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก คล้ายๆ ร้านขนมทั่วไป….

เริ่มที่ของคาวเบสิกๆ อย่างหมูกระเทียมไข่ดาว
เครปเค๊กสตรอเบอร์รี่นี่ถือว่าใช้ได้เลยนะ
สั่งกาแฟมากิน ก็ถือว่าใช้ได้นะ ไม่แพงมากด้วย

แล้วทำไมถึงชวนมากินร้านนี้อะ ,, เพราะมันมีทีเด็ดครับ

เค๊กส้ม…. ทีเด็ดของที่ร้าน

นั่นแหละครับ ผมว่าสิ่งที่เด็ดที่สุดของทางร้านคือเค๊กส้มครับ….

ความเด่นของเค๊กส้มเลยเนี่ยผมว่ามันมาจากความลงตัวนะ เป็นเค๊กส้มที่กินแล้วแทบจะไม่รู้สึกเลี่ยนแถมยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย ,, จุดเด่นที่ผมประทับใจเลยคือตั้งแต่เนื้อแป้งสปอนจ์เค๊กสีส้มโปร่งๆ ไม่แน่นจนเกินไป, เนื้อครีมรอบๆ ที่ไม่เยอะจนเกินไป และสุดท้ายเติมความสมบูรณ์ของเค๊กส้มด้วยเนื้อส้มหวานฉุ่มฉ่ำแบะออกเป็นกลีบๆ แบบว่า กัดลงไปแล้วเหมือนกับว่าส้มแต่ละกลีบพร้อมที่จะแตกตัวเป็นน้ำส้มให้ความหอมหวานฉุ่มฉ่ำและตัดความเลี่ยนของครีมไปเลย กินมากี่ครั้งเค๊กส้มก็เป็นอะไรที่ผมประทับใจอยู่เสมอ…

ทีเด็ดของร้านนี้จริงๆ คือเค๊กส้มครับ
เนื้อส้มที่วางอยู่บนด้านหน้าเค๊กมันสุดยอดมากๆ ครับ
ลงตัวมากๆ ระหว่างเนื้อส้มกับเนื้อเค๊กและครีมในแต่ละชั้น…

ขนาดว่าผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบทางเค๊กอะไรมากนักก็ยังประทับใจกับเค๊กส้มร้านนี้เอาเสียมากๆ ,, ซึ่งเค๊กส้มชิ้นนึงจำไม่ผิดราคาประมาณ 40 บาทแหละ ซึ่งผมว่าโอมากๆ กับรสชาติที่ได้นะ ส่วนเค๊กอื่นๆ (อีกหลายอย่าง) นี่ผมว่าอร่อยกลางๆ นะ พาเพื่อนมากินก็ชอบบ้างก็มี เฉยๆ ก็มี

มาชิมกันได้ กับบรรยากาศสบายๆ ที่ Mai Bakery ครับ

คิดไม่ออกไม่รู้จะกินอะไร ผ่านไปผ่านมาแถวนี้ก็มาเค๊กส้มกันลองดูได้นะครับ 🙂

Librarista

เดี๋ยวนี้ร้านกาแฟเชียงใหม่เยอะมาก ใครเคยบอกว่ากินกาแฟหมดทั่วเชียงใหม่แล้วแนะนำมาใหม่ได้เลย

ขนาดวันนี้ที่พามาก็เป็นร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ประมาณซัก 3 อาทิตย์กว่าๆ (วันที่ไปนี่ยังทำไม่เสร็จดีเลย เห็นยังมีคงลงไปซ่อมสระน้ำอยู๋เลย) โดย Concept และการแต่งร้านของที่นี่เค้าน่ารักมากๆ เลยนะ คล้ายๆ ว่าเอาร้านกาแฟมาผสมกับห้องสมุด ประมาณว่าอ่านหนังสือไปกินกาแฟไปในบรรยากาศสบายๆ ร้านนี้ชื่อว่า Librarista ครับ

หน้าร้าน Librarista ที่เราจะมาเยี่ยมชมกันวันนี้ครับ

ทำเลร้านก็อยู่นิมมานซอย 5 ครับ เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วไม่พลาดแน่ๆ หน้าร้าน Librarista เด่นมากๆ ตกแต่งได้สวยและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับร้านไหนๆ ร้านเปิดตั้งแต่ 9.00-21.00 น. ครับ หน้าร้านมีที่จอดรถยนต์ได้ 3-4 คันได้อยู่ครับ


View Librarista in a larger map

บรรยากาศด้านนอกร้านครับ ร่มรื่นดี

ร้านน่ารักแบบนี้ ใครๆ เห็นก็คงอยากเข้าแหละ~~

เข้ามาเยี่ยมชม+สั่งกาแฟ

เปิดประตูเข้ามาถึงก็จะเจอเคาน์เตอร์ครับ จุดนี้เราก็สามารถสั่งกาแฟและพวกขนม/เครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเลย โดยเมื่อสั่งไปแล้วเราจะต้องจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นเราก็จะได้รับสิ่งที่ลักษณะคล้ายๆ จานบินมา จริงแล้วมันเป็นตัวจับเวลา+ส่งสัญญาณให้เราเดินไปเอากาแฟเองที่เคาน์เตอร์เมื่อเค้าชงเสร็จ (อย่างเมืองไทยเท่าที่เคยเห็นใช้ก็เป็นที่ร้าน Tom N Tom’s cafe หรือถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เกาหลีบ่อยๆ จะพอเห็นบ้างนะ)

ระหว่างนี้ก็เดินหาที่นั่งกันครับ ,, โดยที่ร้านจะมีที่นั่ง 3 โซน (เท่าที่ผมสังเกตดูนะ)

  • ที่นั่งโซนด้านนอก ผมว่าเป็นโซนที่เหมาะกับมีทติ้งหน้าหนาวมาก สามารถเลือกนั่งได้ว่าจะนั่งริมสระหรือจะนั่งใต้ต้นไม้ สามารถกินกาแฟไป คุยไปโขมงโฉงเฉงได้ เดินไปเดินมารกรุงรังได้เต็มที่ ,, แต่คงจะลำบากหน่อยถ้าฤดูร้อนหรือฤดูฝน
  • ที่นั่งโซนร้านกาแฟ อันนี้ผมว่าก็คล้ายๆ กับที่เราพบเจอตามร้านกาแฟทั่วๆ ไปนะ มีโต๊ะ อาร์มแชร์ โซฟาลายเก่ๆ สามารถนั่งคุยไป อ่านหนังสือไป จิบกาแฟไปได้ มีแอร์เย็นๆ บริการ
  • ที่นั่งโซนห้องสมุด อันนี้เป็นโซนที่ผมว่าพิเศษและไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน ผมว่าเป็นจุดไฮไลท์ของร้านนี้เลยก็ว่าได้นะ โดยโซนนี้เราต้องเดินออกไปทางเชื่อม ที่นั่งโซนนี้จะเป็นห้องแอร์ เฟอร์นิเจอร์เป็นบีนแบก เบาะรองนั่ง และโต๊ะญี่ปุ่น ตกแต่งร้านด้วยผนังที่เป็นชั้นหนังสือที่มีหนังสืออย่างเพียบ สามารถหยิบมาอ่านได้ตามอัธยาศัย แถมสามารถเอากาแฟ+ขนมมากินที่นี่ได้ด้วย (แต่หนังสือนี่เป็นสมบัติของเจ้าของร้านนะครับ ไม่ได้เช่ามา เวลาหยิบมาแล้วดูแลดีๆ ด้วย ,, หนังสือแต่ละเล่มก่อนนี้เค้าดูแลมาดีมากๆ)

พี่เค้าบอกว่าอีกหน่อยจะมีโปรเจคจะทำบัตรสมาชิกร้าน (วันที่ไปยังไม่มี) สามารถมาใช้บริการของห้องสมุดได้ตลอดเวลา แถมสามารถยืมหนังสือออกไปได้อ่านต่อที่บ้านได้ด้วย (เท่าที่สังเกตดูเป็นพวกหนังสือท่องเที่ยวซะเยอะเลย)

เข้ามาถึงก็มาสั่งกาแฟกันก่อนครับ
เดินออกจากร้านกาแฟเข้าสู่โซนที่เป็นห้องสมุดของที่นี่
หนังสือเยอะดีมากๆ (หนังสือเป็นของเจ้าของร้านนะครับ)
เห็นแล้วแบบว่า… โคตรชิลเลยอะครับ

หลังจากที่ยานบินส่งเสียงหวอๆๆๆ นั่นแปลว่า เราได้กาแฟแล้ว… ก็รวดไปหยิบกาแฟที่เคาน์เตอร์พร้อมเลือกหนังสือมานั่งอ่านด้วย

กาแฟที่ผมสั่งมาวันนี้คือ Iced Librarista ก็โอนะ รสชาติกลางๆ แต่หอมกลิ่นคาราเมลหน่อยๆ ,โกโก้เย็นก็เฉยๆ นะครับ ส่วนชาเขียวมะนาวนี่ไอเดียดีนะ เพื่อนผมชอบ บอกว่าสดชื่นดี แต่ผมว่ารสชาติมันแปร่งๆ อะ ฮาๆๆๆๆ คงยังไม่คุ้นเท่าไหร่ ,, ส่วนขนมที่สั่งไปมีชีสเค๊กผลไม้นี่อร่อยดีครับ ส่วนอีกก้อนจำไม่ผิดนี่เป็นเค๊กมูสล๊อกโกแลตนะ สวยดี แต่ผมว่ารสชาติกลางๆ นะครับ

เฉลี่ยๆ จากที่กินวันนั้นแล้วราคาเครื่องดื่มแก้วละประมาณ 80-95 บาท, ส่วนขนมเค๊กประมาณก้อนละ 70-80 บาท

กาแฟเย็นของผม กับบรรยากาศอ่านหนังสือสบายๆ ของที่ร้าน
มีหนังสือเล่มโปรด จิบกาแฟไปด้วย ,, ลงตัวมากๆ ครับ
โกโก้เย็น vs. ชาเขียวมะนาว
อันนี้เป็นชีสเค๊กแล้วมีผลไม้แปะอยู่ด้านบน อร่อยดีนะครับ
อันนี้จำไม่ผิดเป็นช๊อกโกแล๊ตมูส สวยดีแต่กลางๆ นะ

ถ้าอ่านหนังสือแล้วเผลอหลับไปนี่นอนทั้งวันแน่ๆ

ของเล่นใหม่ น่าซื้อเก็บไว้บ้าน

ของเล่นอีกอย่างของที่นี่คือ Nespresso หรือที่พี่บาริสต้าบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูลครับ!!

หลายๆ คนที่ชอบกินกาแฟสดคงเคยมีความผันว่าอยากได้เครื่องชงเอสเพรซโซ่ไว้ที่บ้าน แต่เครื่องชงเอสเพรซโซ่เครื่องนึงก็หลายหมื่น, ไหนจะเครื่องบดเมล็ดกาแฟอีก ซื้อเมล็ดทีก็ลำบาก เพราะเค้าไม่ได้ขายย่อยๆ ทีละห้าเม็ดสิบเม็ด แถมถุงนึงก็กินได้ตั้งนาน จะซื้อมาหลายๆ แบบก็คงกินไม่หมดแน่ๆ ,, แถมเราชงเองก้ไม่ค่อยโออีก น้ำเยอะไปบ้าง กดผงกาแฟนานไปบ้าง …. ผมว่าเจ้า Nespresso นี่ตอบโจทย์พวกที่อยากมีเครื่องชงกาแฟสดที่นานๆ กินทีได้เยอะมาก

ถ้าเทียบง่ายๆ ตัว Nespresso มันประมาณว่าเค้าบดกาแฟมาให้แล้ว เอาใส่ capsule กันอากาศและกันแสง (ไม่ร้องไห้นะ), เราอยากกินกาแฟอะไร ความเข้มแค่ไหนเราก็แค่เลือกซื้อแคปซูลแบบที่เราชอบมา จะซื้อทีละห้าอันสิบอันก็แล้วแต่ พอถึงเวลาอยากกินก็เลือกเอากาแฟแคปซูลใส่เครื่อง Nespresso อันนึง เครื่องมันก็จะเจาะฝาและฉีดน้ำร้อน ,, ผลสุดท้ายเราก็จะได้กาแฟ Espresso รสชาติเยี่ยมแบบง่ายๆ เลย

ที่ร้านบอกว่ามันคือกาแฟแคปซูล Nespresso ครับ (ดูทีแรกงงๆ นิดนึง)
Nespresso ง่ายกว่าที่คิดมากๆ ,, ใส่เครื่องก็เสร็จแล้ว

พอดีไม่ได้ถามราคาเครื่อง Nespresso ที่ร้านมา แต่เท่าที่คุณ blltz หาข้อมูลมาให้ เครื่องรุ่นธรรมดาจะตก 200 เหรียญ (ราวๆ หกพันนิดๆ บาท) แต่ถ้าเครื่องไฮโซ (อาทิ ทำฟองนมได้) จะตกราว 300 เหรียญ (ประมาณเกือบหมื่นนึง) ส่วนแคปซุลนี่ประมาณอันละเหรียญหรือ 30 บาท

เท่านี้ก็ได้กาแฟสดแบบไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรมากแล้ว

ค่าเสียหาย 75 บาทต่อการเล่นหนึ่งครั้ง….

สำหรับ Librarista ที่มากินวันนี้

ผมว่าร้านนี้แต่งร้านและมีบรรยากาศที่สวยมากๆ อาจเป็นร้านกาแฟที่สวยที่สุดที่เคยไปกินมาเลย แถมไอเดียก็น่ารักดีด้วย คิดได้ไงเอาร้านกาแฟมาบวกกับห้องสมุด ลงตัวแบบสุดๆ เลยนะเนี่ย!!

แต่กระนั้นเลยครับ ผมแอบมี comments นิดหน่อย

  • ที่นั่งในโซนห้องสมุดน้อยมาก (มีแค่ประมาณ 5 โต๊ะเอง) และเต็มเกือบตลอด แถมแต่ละคนนั่งทีนี่นั่งกันยาวนานเป็นหลักชั่วโมง กะว่าจะต่อคิวไปนั่งห้องสมุดดูดกาแฟหมดไปสามแก้ว บางคนมาคนเดียวแต่นั่งครองทั้งโต๊ะก็แอบเสียดายที่ที่เหลือเหมือนกัน ถ้ามีพวกเคาน์เตอร์หรือคอกสำหรับนั่งคนเดียวก็ดีเหมือนกัน
  • แอบเสียดายหนังสือนะ แบบว่าพี่เจ้าของดูแลหนังสือดีมากๆ บางเล่มซื้อมานานแล้วแต่สภาพยังดีเว่อ บางเล่มหายากแต่ก็มีให้เราหยิบจับแบบเป็นๆ ,, ผมแอบกลัวว่าลูกค้าที่หยิบยืมหนังสือทั้งที่จิบกาแฟไปอ่านไปที่ร้าน หรือว่ายืมกลับบ้านจะทำหนังสือเยินหรือเสียหาย แอบเสียดายแทน แต่ครั้งจะไม่ให้เอากาแฟเข้ามาก็กลัวจะผิดคอนเซปไปหน่อย
  • หนังสือหนักไปทางท่องเที่ยวซะเยอะ
  • ที่ร้านมีปลั๊กไฟ แต่เหมือนไวไฟจะต้องซื้อชั่วโมงของที่ร้านเอา
  • Nespresso เจ๋งดีนะ เห็นแล้วแอบอยากได้ไปไว้ที่บ้านเหมือนกัน
ชอบนะครับ… กับร้าน Librarista 🙂

ร้านน่ารักมากครับ ^^

Ristr8to2 (Doppio Ristretto)

วันนี้พามากินกาแฟที่เชียงใหม่อีกร้านนึงครับ เรียกว่าเป็นร้านกาแฟที่เป็นร้านกาแฟจริงๆ

ซึ่งจริงๆ ลองคิดย้อนไปมองชีวิตตั้งแต่ตอนเรียน+เป็นหมอของผมเนี่ยมันต้องผ่านช่วงการกินกาแฟมาแบบเยอะมากๆ (ส่วนมากจะหนักไปทางกาแฟกระป๋อง) เพื่อถ่างตาไม่ให้ปิดลง ,, แต่ร้านที่จะพามาวันนี้เหมือนทำให้ความรู้สึกในการกินกาแฟมันเปลี่ยนไป จากที่กินเพื่อดำรงชีวิตกลายเป็นการกินกาแฟที่เป็นงานศิลปะชั้นยอดและละเมียดละไมในทุกๆ จุด

พามากินกาแฟแบบ Art Latte ที่ Ristr8to2 ครับ

ร้านที่พามามีชื่อว่า Ristr8to2 ครับ (อ่านว่า Doppio Ristretto นะจ๊ะ)

ตำแหน่งที่ตั้งของร้าน

ร้านนี้หาไม่ยากครับเพราะอยู่ติดถนนใหญ่ที่นิมมานฯ เลย โดยร้านจะอยู่ระหว่างซอย 3 และซอย 5 (อยู่ข้างๆ ร้านกูโรตีสาขานิมมานฯ) แต่ที่ยากกว่าคือหาที่จอดรถครับ ถ้าเป็นรถยนต์แนะนำว่าให้ไปหาจอดตามซอย 3 หรือซอย 5 (หรือถ้าโชคร้ายอาจต้องไปจอดซอยมองบลัง) แล้วเดินข้ามมา แต่ถ้าขี่มอไซก็จอดๆ ไว้ข้างๆ ร้านก็พอได้อยู่ครับ

หน้าร้าน Ristr8to2 ที่เป็นเป้าหมายในวันนี้
บรรยากาศส่วนเคาน์เตอร์ของร้าน Ristr8to2 ครับ
บรรยากาศภายในร้าน Ristr8to2 ครับ (หน้าร้านก็มีที่นั่งนะ)

ถ้ายังหาร้านไม่เจอก็โทรมาหาที่ร้านก่อนได้นะครับที่ 081-9780471 ครับ ,, ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.08 – 23.08 น.

ส่วนตัวผมชอบเวลาเปิดและปิดของร้านนี้มาก ไม่ใช่เพราะไอ้เศษแปดนาทีนั่นหรอกนะ แต่เป็นช่วงเวลาที่เปิดเกือบตลอดทั้งวัน เวลาอยากจิบกาแฟช่วงเช้าๆ หรือว่าอยากนั่งทำงานที่ร้านในช่วงดึกๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร สะดวกดีมากๆ เจ้าของร้านใจดี แถมที่ร้านยังมีบริการปลั้กไฟและ wifi ให้ฟรีอีกด้วย ประทับใจแบบสุดๆ


View Ristr8to2 in a larger map

อะไรคือ Ristr8to2

เท่าที่ชิมกาแฟและสอบถามทางร้านได้ความมาดังนี้… (อันนี้ส่วนวิชาการนะครับ!!)

คือการกลั่นสกัดกาแฟจากเมล็ดหรือผงกาแฟให้เป็นสารละลายกาแฟที่เราชงดื่มนั้นหลักๆ จะมี 3 ส่วน คือ

  • Ristretto หรือส่วนหัวกาแฟที่ใช้น้ำเพียงนิดเดียวในการสกัด เป็นส่วนที่มีคุณภาพที่สุดและเข้มข้นมากๆ เป็นส่วนที่หวาน ละมุนและดีที่สุดของกาแฟนั้นๆ แทบไม่มีรสขมหรือฝาดของกาแฟเลย เพราะส่วนที่ได้หลักๆ จะเป็นน้ำมันส่วนละเอียดของกาแฟ แต่ข้อเสียคือการสกัดแบบนี้จะได้สารละลายกาแฟออกมานิดเดียวเท่านั้น ทำให้การชงกาแฟด้วย Ristretto แต่ละครั้งต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก ทำให้ร้านในเมืองไทยจะไม่ค่อยใช้วิธีนี้กันนัก
  • Espresso ถ้าเทียบแล้วคงเป็นตัวกาแฟส่วนกลางๆ ซึ่งจะน้ำในการสกัดที่มากกว่า Ristretto ทำให้ได้สารละลายกาแฟที่เยอะกว่า ,, ตัว Espresso เป็นตัวกาแฟที่บ้านเรานิยมเอามาใช้ทำกิจกรรมและปรุงรสเป็นอะไรต่างๆ นา เนื่องจากได้สารละลายกาแฟค่อนข้างเยอะในคุณภาพที่ดี แต่ถ้า Espresso จริงๆ นั้นเค้าต้องกินเป็นช๊อตๆ (ที่เราบอกว่าขมๆ กันนั่นแหละ)
  • Lungo เทียบแล้วคงเป็นส่วนหางกาแฟ เพราะใช้น้ำในการสกัดกาแฟค่อนข้างมาก สิ่งที่ได้นอกจากปริมาณน้ำกาแฟที่เยอะแล้วยังจะได้พวกน้ำมันส่วนหยาบของกาแฟ ซึ่งมักจะมีรสขมและมีกลิ่นไหม้อยู่ด้วย (เคยเห็นเหมือนมีเมนู Lungo ที่ Segafredo ด้วยนะ แต่ไม่เคยสั่งกินเหมือนกัน)

หลังจากได้สารละลายกาแฟด้วยวิธีการสกัดจากข้างต้นมาแล้ว เราก็จะใช้เทคนิคการชงแบบต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นกาแฟหลากรูปแบบ ทั้ง Long Black, Americano, Latte หรือ Cappucino ให้เราได้ดื่มกินกัน

ซึ่งที่ร้านนั้นจะเลือกใช้การสกัดเพื่อให้ได้สารละลายกาแฟแบบ Ristretto แต่เนื่องด้วยการสกัดดังกล่าวนั้นได้สารละลายกาแฟค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก ที่นี่จึงจะใช้ 2 ช๊อตของ Ristretto หรือ Doppio Ristretto ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง (แต่บางเทคนิคการชงจะใช้แค่ช๊อตเดียวนะ เช่น Piccolo latte หรือ Macchiato)

ยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ทางร้านเลือกมานั้นเป็นเมล็ดที่นำมาจากแหล่งปลูกกาแฟแต่ละจุดที่มีชื่อเสียงบนโลก ทั้งจากบราซิล, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, ปาปัวนิวกินี, โคลัมเบีย หรือถ้าหากใครไม่อยากได้สารคาเฟอีนจากกาแฟ ที่นี่ก็มีกาแฟแบบ Decaf บริการด้วย

กว่าจะได้เป็นกาแฟหนึ่งแก้ว ที่ Doppio Ristretto

กว่าจะเป็นกาแฟได้หนึ่งแก้วนี่ลำบากจริงๆ

โม้มาเยอะ สั่งกาแฟยังไง

สิ่งที่ยากเป็นอันดับสองรองจากการหาที่จอดรถ คือการสั่งกาแฟจากร้านนี้ครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มันแค่เป็นระบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน ไม่เหมือนกาแฟสตาร์บัคส์หรือกาแฟสดหน้าปากซอยแต่อย่างใด…

การสั่งกาแฟที่นี่ก็มีให้เลือกหลักๆ 2 อย่างคือกาแฟร้อนและกาแฟเย็น ซึ่งถ้าใครสั่งกาแฟเย็นเค้าก็จะใช้เมล็ดกาแฟไทยธรรมดา สกัดออกมาเป็น espresso ปรุงรสเข้มข้นหวานมันไม่แพ้เจ้าใด ,, ส่วนถ้าเป็นกาแฟร้อนนี่จะสั่งยากหน่อย แต่ผมแนะนำให้กินแบบร้อนนี่แหละครับ

ขั้นแรกคือเริ่มที่เลือกเมล็ดกาแฟว่าจะเอาเมล็ดจากที่ไหน จะเอาแบบเดี่ยวๆ หรือเอาสองประเทศผสมกันก็ได้ (คือแค่ดูแผนที่ว่าจะเอาประเทศไหนก็ปวดหัวแล้ว เพราะเยอะมากจริงๆ)

เลือกประเทศที่เราอยากจะลองชิมกาแฟของเค้าดู

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์กาแฟว่ามาจากประเทศไหนแล้ว ขั้นที่สองก็เลือกวิธีการชง (ซึ่งมีนมีหลายวิธีเหมือนกัน)

เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟดำก็ให้สั่ง Long Black (ต่างกับอเมริกาโนตรงที่เวลาชงจะเติมน้ำร้อนก่อนหนึ่งส่วนแล้วค่อยสกัดสารละลายกาแฟแบบ Ristretto ลงไปเหนือน้ำร้อนอีกหนึ่งส่วนและชั้นบนสุดเกิดเป็นชั้นครีมม่า ซึ่งจะได้รสชาติที่ประณีต เข้มข้นและเข้าถึงกว่าอเมริกาโน่) แต่ข้อเสียของการสั่ง Long Black คือเราจะอดเห็นฝีมือ Barista ระดับ Latte Art ระดับเวิลด์คลาสในการสร้างสรรค์ผลงาน (คือพี่บาริสตาของเราได้ไปศึกษาการชงกาแฟและ Latte Art ที่ Australia มาหลายปีและได้รับรางวัลมาหลายอย่างรวมทั้ง World Art Latte อันดับที่ 6 มาด้วย)

ใช่ครับ!!! ที่แนะนำก็ต้องสั่งเป็นพวกใส่นมด้วย มีทั้ง Flat White, Latte หรือ Cappuccino (มันมีเทคนิคชงต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้อธิบายในที่นี้) แต่ส่วนตัวผมแนะนำ Flat White ที่มีปริมาณฟองนมจำนวนมากแต่กลับลงตัวในกาแฟที่เข้มข้น ,, ซึ่งพี่ Barista เจ้าของร้านก็จะบรรจงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนแก้วกาแฟเหมือนถอดแบบออกมาจากในหนังสือเลย สวยจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว จนพักหลังๆ สังเกตพฤติกรรมคนมากินกาแฟที่นี่ว่าต้องถ่ายรูปหน้าตากาแฟของตัวเองไว้เป็นที่ระลึกก่อนเสมอ ฮาๆๆๆ

เมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียงนานาชนิดได้ถูกรวมไว้ที่นี่แล้ว!!
หลังจากสั่งกาแฟไป บาริสตาของเราก็ไปตระเตรียมเมล็ดกาแฟให้พร้อม
ถ้าสั่ง Long Black ก็เป็นกาแฟดำแบบเข้มๆ มีครีมม่าอยู่ด้านบน
พี่ต๋อง (พี่บาริสต้า) บรรจงเทนมสร้างสรรค์ผลงานบนถ้วยกาแฟ
อันนี้เป็น Flat White รูปดอกไม้ห้าช่อ ,, สวยงามมากๆ ไม่กล้ากินเลย ฮาๆๆ
ส่วนแก้วนี้เป็น Flat White รูปนางฟ้า ,, สวยงามไม่แพ้กัน
ส่วนแก้วนี้เป็น Macchiato ,, เข้มและแรงได้ใจดีมากๆ

จริงๆ ที่นี่มีขนมด้วยนะ เป็นตระกูล Waffle (มี Waffle tower และ Waffle stick) และ Affogato (กาแฟราดไอติม) ต้องบอกว่าใครอยากกินวาฟเฟิลที่นี่ต้องรอนิดนึง แต่ระหว่างที่รอเนี่ยแบบว่ากลิ่นวาฟเฟิลหอมมากๆ เรียกน้ำย่อยออกมาได้เพียบ พอได้ลองชิมต้องบอกว่าวาฟเฟิลอร่อยเว่ออะ แบบว่าข้างในกำลังสุกพอดี ส่วนของนอกก็กรอบได้ที่ กินพร้อมกันกับไอศครีมแล้วเข้ากันดีมากๆ (แนะนำ Waffle tower + ไอศครีมชีส กับ Affogato + ไอติมวนิลลาสีฟ้า)

Waffle stick ,, อันนี้ก็เป็นวาฟเฟิลจิ้มๆ อะครับ ผมว่าอร่อยกลางๆ
Waffle tower ,, เมนูห้ามพลาดเลย (สีฟ้าที่เห็นเป็นไอติมวนิลลานะจ๊ะ)

จริงๆ กาแฟก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งนะ

เท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่มา

ต้องออกตัวก่อนว่าผมกินกาแฟไม่เก่งเท่าไหร่และกาแฟที่กินส่วนมากก็มักเป็นกาแฟกระป๋อง+กาแฟสดธรรมดานี่แหละ แต่ส่วนตัวเท่าที่ลองชิมกาแฟที่นี่แรกๆ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กาแฟทั่วไปนะ แต่พอเริ่มชิมหลายๆ ครั้ง หลายๆ แบบ หลายๆ แก้วแล้วก็เริ่มค้นพบว่าเมล็ดกาแฟแต่ละที่ที่เอามาชงนั้นให้อารมณ์และกลิ่นที่แตกต่างกัน อย่างเอธิโอเปียมันจะมีกลิ่นดินๆ ใสๆ ให้อารมณ์สดชื่นๆ หน่อย แต่ส่วนตัวผมชอบกาแฟจากโคลัมเบียนะ มันดูหน่วงๆ แน่นๆ หนักๆ กินแล้วสะใจคอกาแฟกระป๋องดี ฮาๆ

ส่วนตัวผมแนะนำให้กินกาแฟร้อนของที่นี่นะ โดยเฉพาะพวก Latte หรือกาแฟที่ต้องใส่นมทั้งหลายของที่นี่นะ เพราะจะได้เห็นพี่เค้ามาสร้างผลงานศิลปะบนกาแฟของเราด้วย ซึ่งสวยมากประหนึ่งหลุดออกมาจากหนังสือเลย ,, ข้อเสียของกาแฟร้านนี้คือ แก้วแรกที่ได้ลองกิน Ristretto มันจะรู้สึกอร่อยดี แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่พอเราลองกลับไปกินกาแฟร้อน ทั้งกาแฟหน้าปากซอย หรือแม้แต่กาแฟสตาร์บัคส์ก็จะรู้สึกว่ากาแฟพวกนั้นมันกากมากๆ ขม เหม็นไหม้ และไม่ละมุนเหมือนกาแฟที่ชงจาก Ristretto เลย จนตอนนี้มันช่างยากที่จะกลับไปกินกาแฟร้อนหน้าปากซอยบ้านเหมือนเดิมแล้ว

ร้านกาแฟที่คอกาแฟห้ามพลาด กับ Doppio Ristretto ครับ

โปรดดื่มด้วยความระมัดระวัง (เพราะเดี๋ยวติด)

ข้าวแฝ่

วันนี้พามากินกาแฟไกลหน่อยครับ ร้านนี้มีชื่อว่าร้านข้าวแฝ่ครับ อยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ครับ ,, ซึ่งจริงๆ คำว่าข้าวแฝ่เนี่ยเป็นคำโบราณที่เค้าเอามาเรียกกาแฟกัน ,, จากคำว่าข้าวแฝ่ที่ใช้ๆ กัน พอเวลาผ่านไปก็เกิดการกร่อนคำและเสียงไปจนกลายเป็นว่ากาแฟในปัจจุบันนั่นเอง

จากคำว่าข้าวแฝ่... สู่คำว่ากาแฟ

เหตุที่ช่วงนี้ไปร้านนี้บ่อยเพราะว่าระหว่างการขับรถไปฝางนั้น ผมชอบที่จะมาเติมพลังด้วยกาแฟซักแก้วที่ร้านแห่งนี้ ส่วนนึงคงเพราะมันอยู่ระหว่างทางที่จะเดินทางไป อีกส่วนคงเพราะบรรยากาศที่ร่มรื่นของมัน (บรรยากาศของร้านมันไม่ได้โบราณอย่างชื่อร้านหรอกนะครับ ,, ร้านเค้าออกจะดูดี)

เดินเข้ามายังร้านข้าวแฝ่แล้ว...
บรรยากาศร้านสบายๆ ,, มีที่นั่งให้เลือกหลายแบบ
มุมสบายต่างๆ ภายในร้านข้าวแฝ่

พอถึงร้านก็เดินไปสั่งกาแฟก่อน จากนั้นก็เดินไปเลือกหาทำเลจิบกาแฟที่เราชอบ มีทั้งแบบเก้าอี้ในสวนไปจนถึงหมอนสามเหลี่ยมตรงระเบียงร้าน เรียกว่าจิบกาแฟไปหลับไปได้เลย (ท้าทายอำนาจคาเฟอีนสุดๆ) ส่วนกาแฟแก้วนึงก็ราว 40-60 บาทนะ

โซนเคาน์เตอร์สีสันสดใส มาพร้อมบาริสตาที่เป็นกันเองดี
นั่งจิบกาแฟสบายๆ ที่เก้าอี้ตรงระเบียงร้าน
จิบกาแฟซักแก้วก่อนออกเดินทางไกล ,, สดชื่นขึ้นเยอะ

อยากมาใช่ปะ ดูแผนที่จะงงๆ แต่จริงๆ ขับมาไม่ยาก (แต่ไกลจากเชียงใหม่เยอะเหมือนกัน ราวๆ 35-40 กม.)


View ข้าวแฝ่ in a larger map

จริงๆ ร้านนี้ไม่ได้ขายแค่กาแฟนะ แต่ก็มีพวกอาหาร+ก๋วยเตี๋ยวขายด้วย เห็นเค้าสั่งมาก็น่ากินดี แต่ตัวผมกินแค่กาแฟอย่างเดียวน่ะ กลัวอิ่มแล้วเผลอหลับกลางทาง ,, ร้านเปิดทุกวันเว้นวันอังคารนะครับ ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น

Tea Tales

หลังจากหายจากการเขียน blog ไปเกือบเดือน (เพราะไปรับปริญญา+เคลียร์งานที่ค้างๆ อยู่) ก็ได้มีโอกาสเคลียร์ blog ของตัวเองบ้างกับหลายๆ ร้านที่ไปกินแล้วดองไว้ ,, โดยเริ่มที่ร้านชาที่เพิ่งเปิดได้ยังไม่ถึงปีดี (ร้านเพิ่งเปิดเดือน ธค.53 เอง) แต่ก็เป็นร้านนึงที่ผมรู้สึกชอบในบรรยากาศและมีชาให้เลือกเยอะดีมากๆ แถมร้านก็อยู่แถวๆ นิมมานนี่เอง

ร้านนี้มีชื่อว่า Tea Tales ครับ

ร้าน Tea Tales ,, ร้านน้ำชาน้องใหม่ที่เชียงใหม่

โลเคชั่นของร้าน

ร้าน Tea Tales อยู่ตรงนิมมานซอย 9 ในย่านโครงการ The Area ครับ โดยร้าน Tea Tales จะอยู่ด้านหน้าสุดๆ เลย รับรองว่าหาไม่ยากครับ สามารถจอดรถหน้าร้านได้นิดหน่อย ,, โดยเราสามารถเลือกทำเลที่นั่งได้ทั้งในส่วนตัวร้าน หรือโต๊ะริมสนามหญ้าด้านนอก (ส่วนตัวแนะนำว่านั่งด้านในร้านดีกว่า)


View Tea tales in a larger map

หน้าร้าน Tea Tales ที่เป็นเป้าหมายของเราวันนี้ครับ

ที่ร้านมีการตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งโต๊ะและหมอนที่สั่งทำพิเศษ, เครื่องเซรามิคสวยๆ และอุปกรณ์ชงชา, ลูกเป้งและตาชั่ง, ชานานาชนิดๆ ในโถโลหะหลากสี แต่ที่ผมว่าเด็ดที่สุดคงจะเป็นเมนูชาของที่ร้าน เพราะเมนูที่นี่ได้บรรจุเรื่องราวและประวัติของชาไว้ด้วย จนบางทีก็อ่านเพลินและลืมดูราคาไป (สั่งไปเพราะสนใจเนื้อหามันเลยนะเนี่ย ฮาๆๆๆ)

บรรยากาศสบายๆ ภายในร้าน Tea Tales
มีชาให้เลือกอย่างเพียบ ,, แค่มองก็งงแทบแย่แล้ว
ภายในเมนูนี่เล่าเรื่องชาแต่ละชนิดอย่างละเอียดยิบ
ถ้าถูกใจก็สามารถซื้อชาแบบเป็น Loose tea กลับไปชงที่บ้าน/ เอาเป็นของฝากได้

ราคาชาจะแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดและเกรดของชา เวลาสั่งต้องดูดีๆ นะจ๊ะ

เริ่มต้นสั่งชา+ขนม

สิ่งนึงที่ผมประทับใจมากๆ อย่างนึงคือความเอาใจใส่ของพี่นุ้ย หนึ่งในเจ้าของร้านที่คอยมาดูแลและให้ข้อมูลเรื่องชาตลอด ,, หยิบนู่นให้ดมกลิ่น หยิบนี่ให้ลอง แนะนำชาที่มีอยู่เต็มร้านให้ฟังอย่างไม่รู้จักเหนื่อย จนสุดท้ายได้ชาที่เราชอบจริงๆ มาดื่มกัน (ยิ่งถ้าเรารู้เรื่องชาอยู่เดิมหรือว่ามีชาแนวที่เราชอบอยู่เดิมนี่เรียกว่าคุยกันยาว)

ที่ร้านมีชาให้เลือกดู, เลือกดม, เลือกชิมเยอะมากๆ ระดับละลานตา

ถ้าสั่งเป็นชาร้อนก็จะมีให้เลือกว่าจะเอากาใหญ่หรือกาเล็ก โดยเราสามารถเติมน้ำร้อนได้ตลอด จะดื่มกันสิบน้ำจนสีจางทางร้านก็ไม่ว่ากัน (ส่วนตัวถ้ามา 1-2 คนเอาแค่กาเล็กพอ แต่ถ้า 3 คนขึ้น แนะนำให้เอากาใหญ่ดีกว่า) หรือจะลองเมนูชาเย็นก็แปลกไปอีกแบบ ,, นอกจากนั้น ที่ร้านก็มีขนมอร่อยๆ มากินคู่กับชาด้วย โดยเมนูแนะนำก็จะเป็น Banoffee และ Apple-Chocolate almonds pie ครับ

ชาเย็นสีสันสวยงามดี (แต่ผมว่ารสชาติก็กลางๆ นะ)
บานอฟฟี่อร่อย + พายช๊อกโกแลต-แอปเปิ้ล-อัลมอนด์อบร้อน

ส่วนตัวแนะนำให้ดื่มพวกชาร้อนดีกว่าชาเย็น ส่วนนึงเพราะเติมน้ำได้เรื่อยๆ นั่งได้ยาว แถมการกินร้อนจะได้อรรถรสและสุนทรียแห่งการดื่มชาอย่างเต็มที่ อีกทั้งชาร้อนยังมีจำนวนชาให้เลือกเยอะกว่า เช่นชา Rooibos หรือพวกชาแดงซึ่งเป็นชานำเข้ามีชื่อของทางร้าน, ชาขาวเกรดดีๆ , ชากลิ่นไม้สนอย่าง Lapsang Souchong, ชานำเข้าจากบราซิล (จำชื่อไม่ได้แฮะ), ชาผลไม้และชาปรุงแต่งกลิ่นอีกนับร้อยชนิด ฯลฯ มันเยอะจนอาจเรียกว่าเป็นแหล่งลิ้มลองรสชาติของชาจากเกือบทุกมุมของโลกเลย

ชาร้อนจะมีให้เลือกมากกว่าพวกชาเย็นน่ะครับ
ลองสั่งลับซาง ซูชงมา ,, กลิ่นมันหนักและแรงใช่เล่นแฮะ
เหมาะจะเอาหนังสือมานั่งอ่านไป จิบชาไป ในบรรยากาศสบายๆ

ถ้าใครชอบชา ร้านนี้ก็เป็นอีกที่ที่ห้ามพลาดเลย เพราะมาที่นี่แค่ที่เดียวก็เหมือนกับได้ไปชิมชามีชื่อในเกือบทุกมุมของโลกเลย ,, สนใจลองโทรไปได้ ที่ 085-6536224 ครับ

Paper Spoon

ช่วงนี้งานยุ่งๆ เลยไม่ได้สรรหาร้านอาหารกินซักเท่าไหร่

เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้จะลองพาไปร้านกาแฟเล็กๆ ที่เคยไปมา (ซักช่วงนึงละ) ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเงียบสงบ, สงบในระดับที่เรียกว่าเหมือนพาตัวเองไปทำกรรมฐานอยู่ในป่าเลย ซึ่งผมว่าเหมาะมากๆ กับการไปนั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือคิดอะไร (ผมไปมา 3-4 ครั้ง ไม่เคยเห็นลูกค้าเกิน 2 โต๊ะซักที จนคิดว่าร้านนี้เค้าแสวงหากำไรรึเปล่า)

ร้านนี้มีชื่อว่า Paper Spoon ครับ

วันนี้ลองเปลี่ยนแนวมาร้านเงียบสงบอย่าง Paper Spoon ครับ

การเดินทางมาที่ร้าน

ร้านนี้ผมเจอโดยบังเอิญราวๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นกำลังขี่รถเครื่องเพื่อลัดจากทางวัดอุโมงค์จะไปทางคันคลองชลประทาน พอผ่านหน้าร้านแล้วมองย้อนเข้าไปแล้วพบว่า Paper Spoon น่านั่งมากๆ ,, วันรุ่งขึ้นผมก็หมายมั่นปั้นมือที่จะมาลองชิมกาแฟที่นี่ซักหน่อย ผมก็เลยปั่นจักรยานจากบ้านมายังร้าน (ศิริระยะทางราว 8 กม.) และพอมาถึงก็พบว่าร้านปิดครับเพราะเจ้าของร้านลาพักแล้ง (เข้าใจว่าลาพักร้อนไปเที่ยว) ,, ตอนนั้นนี่แทบเป็นลมเพราะปั่นมาไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน กะจะนั่งพักที่ร้านซักหน่อย แต่กลายว่าต้องปั่นอีก 8 กม. กลับบ้านอีก (ฮาไม่ออกจริงๆ)

ร้านนี้อยู่หลังม.ช.ครับ โดยเข้ามาทางซอยวัดอุโมงค์ แล้วก็เข้ามาเรื่อยๆ (ผมไม่รู้จะบรรยายเส้นทางยังไงจริงๆ เอาเป็นว่ามาตามแผนที่ละกัน) ก็จะเห็นป้ายร้าน Paper Spoon และบ้านไม้ 2 ชั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านครับ


ดู Paper Spoon ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

บรรยากาศจากภายนอกร้าน Paper Spoon

ที่ร้าน Paper Spoon จะใช้พื้นที่ร่วมกับร้าน Communista (อารมณ์เป็นร้าน Handmade เก๋ๆ) ,, ซึ่งถ้าเลี้ยวเข้าร้าน Paper Spoon ก็จะเจอพี่แป้มที่เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี ซึ่งนอกจากตำแหน่ง Barista แล้ว เราอาจเห็นพี่แป้มนั่งเย็บผ้าชิลๆ นัวไปกับเสียงเพลงในร้านก็ได้ ,, ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เป็นที่สะดุดตาที่ร้านคือพวกของสะสมเก๋ๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆ อย่าง กระเป๋าผ้า, โปสการ์ด ฯลฯ

ของแต่งบ้าน-ขนม-เครื่องดื่ม-และเบื้องหลังของพี่แป้ม

ที่ร้านไม่มี Wifi นะครับ 🙂

หย่อนใจไปกับ Paper Spoon

ที่ร้านมีทั้งโต๊ะและเก้าอี้น่ารักๆ ให้เลือกนั่งได้ทั้งในร้าน (ทั้งที่เคาน์เตอร์ชั้น 1 และโต๊ะที่ชั้น 2) หรือถ้าเบื่อๆ บรรยากาศในร้านก็สามารถเปลี่ยนมานั่งในสวนได้ด้วย ,, ส่วนตัวแนะนำว่าถ้ามาแบบชิลๆ ไม่อะไรมาก ก็ลองมานั่งในสวนดูก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบสงบๆ แนะนำให้ไปชั้น 2 ครับ

มาสั่งเครื่องดื่มและขนมกันตรงนี้ได้เลยฮับ
อันนี้เป็นโต๊ะในสวนครับ ,, บรรยากาศสบายๆ
ส่วนนี่เป็นบรรยากาศสบายๆ ที่ชั้น 2 ครับ

ส่วนเรื่องของกิน ที่นี่มีเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นหลายอย่างเหมือนกัน ทีแรกผมไม่รู้จะเอาอะไรดี พี่แป้มก็แนะนำมาหลายอย่างนะแต่ว่าวันนั้นหลายเมนูยังไม่โดนใจ (เนื่องจากความอาร์ทส่วนตัว) จนสุดท้ายตกลงปลงใจไปกับอเมริกาโนร้อนครับ

ส่วนขนมผมก็เลือก scone กับแยมสตรอเบอร์รี่ (เท่าที่เห็นมีให้เลือกระหว่างแยมสตรอเบอร์รี่และแยมเสาวรส) ซึ่งแยมที่นี่เป็นแยมแบบโฮมเมด อร่อยและเข้มข้นดีมากๆ ,, รวมทั้งผมก็ขอเพิ่มเติมพลังงานด้วยพายแอปเปิ้ลอีกชิ้นด้วย รสชาติถือว่าใช้ได้เลย (รู้สึกว่าพายจะมีขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นะ)

อเมริกาโนร้อนแก้วโปรดของผม ^^
พายแอปเปิ้ล... หอมมมมม
สโคนกับแยมสตรอเบอร์รี่ ,, ทีเด็ดเลยครับ
ไม่ว่าใครก็คงต้องหลงรักบรรยากาศที่ Paper Spoon

ถ้าใครกำลังมองหาที่พักนั่งในบรรยากาศสงบๆ นิ่งๆ สบายๆ ทิ้งการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและให้เวลากับตัวเอง ปล่อยให้ไอเดียค่อยๆ แล่นไหลไปพร้อมๆ กับเสียงเพลง หนังสือ เครื่องดื่มเบาๆ และขนมอร่อยๆ ,, ผมว่าร้านนี้ไม่ควรพลาดอะ

ร้านเปิดเวลา 11.00 – 18.00 น. ทุกวันเว้นวันพุธนะจ๊ะ

ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาคตรัง :: ตอนที่ 8 ลุยเขตแดนอาหาร

หลังจากที่ไปเที่ยวมายาวนาน ไล่มาตั้งแต่ระนอง, เกาะพยาม, หมู่เกาะสุรินทร์, หมู่เกาะสิมิลัน และแวะภูเก็ตแบบงงๆ ตอนนี้ก็จะไปยังจังหวัดตรังซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายของทัวร์อันแสนยาวนานครั้งนี้ (จริงๆ จะไปถึงอาดังราวีเลยแต่เวลามีไม่พอ ไว้มาคราวหน้าถ้าได้ไปแล้วจะทำลง blog ให้ละกันนะครับ)

จากภูเก็ตเมื่อตอนที่แล้ว เราก็นั่งรถบขส. อีก 6 ชั่วโมงข้ามกระบี่มายังตรังครับ ,, แอบดูวิวทิวทัศน์จากรถทัวร์แล้วรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้แวะกระบี่ ฮึ่มๆๆๆ เจ็บใจ

บรรยากาศเหงาๆ ของบขส. กระบี่ (ยามเช้า)


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 8 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

และแล้ว ผมก็ถึงตรังแล้ว

(ภาคนี้ต้องขอบคุณหมอจุ๊บนะครับ ที่เป็นผู้ชี้ทางและบอกคีย์เวิร์ดที่กินที่เที่ยวที่พักที่ตรัง ถ้าไม่ได้พี่ผมคงต้องหาร้านอร่อยๆ ไม่เจอแน่ๆ เพราะที่นี่ของกินเยอะมาก)

เข้าพักที่บ้านอ่าวทอง

โบกรถเครื่องจากบขส. มายังห้องพักที่จองไว้ที่ชื่อบ้านอ่าวทอง ติดกับสถานีรถไฟตรังเลย ,, มองมาก็จะเห็นตึกสีม่วงเด่นเป็นสง่าแต่ไกล ทั้งภายนอกและภายในของที่นี่ตกแต่งด้วยเครื่องแกะสลักและปูนปั้นแบบไทยๆ ภายในตัวตึกและในห้องสะอาดเรียบร้อยดี (ถ้าสังเกตดีๆ ที่นี่จะเป็นห้องแถว 2 ห้องมาทุบเชื่อมต่อกันนะ)

ที่นี่ถือว่าเป็นที่พักที่ดีมากๆ ที่นึงของทริปครั้งนี้ แต่ราคาก็สูงหน่อยนึงนะ อารมณ์ห้องไม่มีหน้าต่างก็ 750 บาท (แต่ไปคนเดียวผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วนะ) เอาเป็นว่าถ้าจะไปพักจริงๆ แนะนำให้โทรไปจองก่อน (เพราะวันที่ผมไปนี่ก็เหลือห้องเดียวน่ะ) ที่ 075-225611-2

บ้านอ่าวทอง ,, ทั้งภายนอกและภายในครับ
ห้องพักสะอาดมาก ,, แถมตู้เย็นยังมีลายเพ้นท์ด้วย

แม้หลายคนจะอิจฉาว่าไปเจอทะเลสวยๆ มาหลายที่ แต่พูดตรงๆ ว่านอกจากภูเก็ตแล้วผมเที่ยวมาแบบอดๆ อยากๆ ทั้งหมด ,, วันนี้ก็ได้ฤกษ์ปลดปล่อยของชมรมนักล่าอาหาร ว้ากกกกกกกก ไปหาอะไรกินกันเถอะ ,, วันนี้จะทำ blog รีวิวอาหารนะ!!!

ล่าอาหารเมืองตรัง

“ตรังมีอะไรกิน ตรังมีอะไรกิน…” คำนี้มันกึกก้องในหัวผมในขณะที่แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่หกโมงเช้าแล้วเดินโซเซออกมาจากโรงแรมแบบงงๆ อีกเช่นเดิม (สงสัยติดมาจากตอนไปเที่ยวที่ภูเก็ต) ว่าแล้วก็กางแผนที่ ลงคีย์เวิร์ด และเสิร์ชหาด้วยกูเกิ้ลแมปและโฟร์สแควร์ ,, ไปๆๆ ลุยกินให้ตายไปข้างนึง


ดู ลุยเดี่ยวเที่ยวใต้ ภาค 8 :: ตอนที่ ตรัง ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

โกเภาหมูย่าง

เริ่มต้นที่หนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของตรังครับ ,, อืมมมม จริงๆ ผมเคยรีวิวหมูย่างตรังที่หมอจุ๊บเอามาฝากไปเมื่อต้นปีแล้ว ทีนี้ผมก็ได้โอกาสมาลุยกินหมูย่างที่ตรังแล้ว ,, ซึ่งมองไปมองมาแล้ว ที่ตรังนี่หมูย่างเยอะมากๆ มองไปทางไหนก็เห็นหมูย่าง แล้วจะรู้ได้ไงว่าร้านไหนร้านเลิศ

ณ ตลาดสดเทศบาลตรัง ,, คนตื่นเช้าจังแฮะ
หมูย่างตัวเบ้อเริ่ม ,, น่ากินสุดๆ
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านหมูย่าง ,, เยอะจริงๆ

เดินวนเวียนในตลาดสักครู่ก็เจอร้านที่เป็นเป้าหมายวันนี้ที่ชื่อว่าร้านโกเภาหมูย่าง สังเกตว่าเป็นร้านเล็กๆ แถมหมูย่างร้านแกมีนิดเดียว โกเภาแกไม่ได้มักน้อยนะครับ แต่ว่าที่เห็นเนี่ยขายจะหมดแล้ว แถมไอ้ส่วนที่เหลือก็เป็นส่วนที่ไม่อร่อย (ขณะนั้นเวลาเจ็ดโมงครึ่งแต่ขายจะหมดแล้ว) ถ้าไม่โทรมาจองไว้ก่อนนี่รับรองว่าไม่ได้กินแน่นอน เอาเป็นว่า ตรงจุดนี้ ทิ้งเบอร์ไว้เลย 08-62778327 ,, แนะนำส่วนที่อร่อยสะแด่วต้องเป็นซี่โครงนะครับ ราคามาตรฐานตลาดตรังที่กิโลละ 380 บาท

หมูย่างโกเภาตอนเจ็ดโมงครึ่ง ,, จะหมดแล้วบะเฮ่ย
หมูย่างโกเภาบรรจุกล่องมาแบบสวยงาม

หลังจากได้ชิมดู สิ่งที่สะแด่วของหมูย่างโกเภาคือรสชาติและกลิ่นที่แทรกซึมแบบจัดเต็มของเครื่องเทศไปในทุกจุดของเนื้อหมู, ชั้นของมันที่ไม่หนามาก, เนื้อติดกระดูกซี่โครงก็ย่างได้ที่ ,, แต่ที่เด็ดที่สุดคงเป็นความกรอบของหนังที่กรอบสะท้านฟันปลอม กรอบชนิดที่เรียกว่ากรอบเสมอต้นเสมอปลาย คือผมซื้อไปตั้งแต่เช้า ทิ้งไว้จนถึงห้าโมงเย็นก็ยังกรอบอยู่ไม่เสื่อมคลาย ,, ห้ามพลาดๆๆๆๆ

เปิดกล่องหมูย่างมา ทั้งหอม และแลดูกรอบมากๆ
หนังกรอบๆ ,, มันบาง ,, เนื้อฉ่ำเครื่องเทศ
หมูย่างทุกชิ้นอะแหล่มหลาย ,, สุดยอดจริงๆ ครับ

ถือว่าเป็นหนึ่งในของฝากชั้นยอดเลย

เรือนไทยติ่มซำ

อีกหนึ่งอาหารเช้าที่คนตรังนิยมไปกินก็คือติ่มซำครับ ,, และแน่ละครับ แหกขี้ตาตื่นมากินติ่มซำมันต้องอร่อยระดับไม่ธรรมดาแน่ๆ โดยร้านที่จะพาไปวันนี้มีชื่อว่าเรือนไทยติ่มซำครับ ,, เป็นร้านที่สอนให้ผมรู้ว่าติ่มซำที่อร่อยกว่าเอ็มเคในราคาเข่งละ 15 บาท มันเป็นอย่างไร

บรรยากาศร้านเรือนไทยติ่มซำ
ภายในร้านเรือนไทยติ่มซำแลดูกว้างขวางมากมาย

การกินติ่มซำที่นี่เราจะต้องเดินมาที่ซุ้มด้านหน้าเพื่อเลือกอาหารนึ่ง ซึ่งมีเป็นร้อยเข่งพันอย่างให้เลือกละลานตามากๆ เห็นอะไรก็น่ากินไปหมด (แถมเพิ่งมารู้ว่าปลาท่องโก๋ที่ทอดเรียงด้านหน้านี่อร่อยมากๆ) จากนั้นเลือกเสร็จพนักงานเค้าจะเอาไปนึ่งให้เราซึ่งจะใช้ระยะเวลาหน่อยนึง ช่วงที่รอเราก็เลือกพวกเมนูทอดๆ และสั่งเครื่องดื่ม (แถมยังมีเมนูพิเศษอีก ซึ่งทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) ,, ร้านเริ่มเปิดตั้งแต่เช้า ประมาณหกโมงครึ่ง

มหกรรมติ่มซำ ,, มีให้เลือกเยอะมากๆ
อันนี้เป็นของทอดครับ ,, มีพนักงานยกมาให้เลือกถึงที่โต๊ะ

รอไม่นานครับ พวกของนึงก็ตามมาสมทบ เอิ้กๆๆ

เครื่องดื่มร้อนๆ ช่างเข้ากับติ่มซำได้ดีมากๆ
ระเบิดตึกติ่มซำก็ได้ของกินมาอย่างเพียบ ,, เอิ้กๆๆ
ฮะเก๋าประทะขนมจีบ ,, อร่อยคู่ครับ
ติ่มซำมีให้เลือกเยอะจริงๆ ,, จะกินให้ครบนี่คงต้องมาเป็นเดือน
ซาละเปาใส้ครีมหอมและอร่อยมากๆ ,,

กินไปแปดเข่ง แต่ละเข่งอัดแน่นมากๆ อิ่มจนติ่มซำแทบทะลักออกทางรูจมูก ,, เออ…ทั้งหมดราคา 142 บาท

ร้านเลตรัง 2

อย่าเพิ่งเบื่อติ่มซำไปครับ เดี๋ยวจะพามากินติ่มซำอีกร้านที่อร่อยไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันนักที่ชื่อว่า เลตรัง 2 ครับ ,, จริงๆ เจ้าของเลตรังเค้าทำรีสอร์ท+ร้านอาหารอยู่ที่ อ.สิเกาด้วย เลยคิดว่าที่นั้นน่าจะเป็นสาขาแรก ส่วนสาขาสองนี่อยู่กลางเมืองตรังเลย เปิดตั้งแต่เช้าเช่นกัน ,, ยังไงลองโทรไปถามรายละเอียดที่ 075-217700

ที่ร้านนี่จะดูดีกว่าร้านติ่มซำอื่นๆ คือเลือกนั่งได้ระหว่างสวนข้างนอก หรือว่าจะนั่งห้องแอร์ข้างใน

โซนห้องแอร์ของร้านเลตรัง 2 ครับ

จากนั้นก็คล้ายๆ เดิมครับ คือเดินออกไปเลือกติ่มซำที่เราอยากกินที่ซุ้มด้านนอก พอเลือกได้ก็จะมีพนักงานเค้าเอาไปนึ่งให้เราแบบสดๆ ซึ่งผมชอบแบบนี้มากกว่าแบบโบราณ คือเดินมานั่งแล้วที่ร้านยกมาให้ทั้งหมด ส่วนนึงการนึ่งหลายๆ ครั้งมันทำให้สภาพของอาหารเปลี่ยนไป ติ่มซำที่มีองค์ประกอบเป็นผักเช่นพวกบล๊อกโคลี่ หากนึ่งหลายครั้งจะทำให้ผักมันเหนื่อยและเซ็ง หรือแม้แต่พวกซาละเปาที่นึ่งทีเดียวกับนึ่งซ้ำไปมาก็ต่างกันโดยเฉพาะเนื้อแป้ง ทำให้อรรถรสของติ่มซำเสียไป

หมี่ผัดฮ่องกง ,, เอามากินคู่กับติ่มซำ
ขนมจีบกุ้ง โรยหน้าไข่กุ้ง ,, แหล่มมากๆ

ติ่มซำที่นี่จะราคาแพงนิดนึง แต่วัตถุดิบที่ใช้ก็จะดีกว่า ทั้งหอยจ้อคำเท่ากำปั้น ข้างในปูล้วนๆ ,, หรือจะเป็นติ่มซำปลาไหล อันนี้ก็อร่อยไม่แพ้ใครเหมือนกัน รวมทั้งที่นี่ก็มีของแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นด้วยแฮะ

หอยจ้อชิ้นโคตรใหญ่ ,, ด้านในปูล้วนๆ แน่นๆ
ติ่มซำที่นี่มีพวกปลาไหลด้วยแฮะ ,, ไฮโซจริงๆ
คนตรังเรียกสิ่งนี้ว่า ปลาท่องโก๋ ,, เป็นแป้ง หยุ่นๆ หวานๆ
ด้านล่างเป็นแป้งคล้ายขนมถ้วย ด้านบนเป็นเครื่องผัด เค็มๆ ดี

อีกอันที่ผมว่าเจ๋งคือซาละเปาประยุกต์ คือปกติซาละเปามันก็กลมๆ แต่ที่นี่เค้าทำออกมาในรูปแซนวิช อย่างที่ผมสั่งไปก็เป็นใส้ครีมไข่เค็ม (ชั้นสีเหลืองเป็นครีม ชั้นสีส้มเป็นไข่เค็ม) รูปร่างแปลกๆ แต่กินแล้วก็ยังเป็นซาละเปา

ซาละเปาใส้ครีมไข่เค็ม ,, คือตัวครีมผสมไข่เค็มลงไปด้วย
ซาละเปาแซนวิช ,, แป้งซาละเปา แยกชั้นครีมและไข่เค็ม ,, แหล่มมากๆ

กินติ่มซำไปเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ

จัดเต็มกับติ่มซำกับหมอจุ๊บ ,, เปรมละครับพี่น้อง

หาอะไรสบายๆ กินบ้างดีกว่า

โกแจ้ง สุดยอดร้านน้ำชาสามโลก

หลังจากได้รับแนะนำร้านนี้ผมก็เกิดอาการงงๆ เล็กน้อย ว่ามาตั้งไกล จะให้ไปนั่งร้านน้ำชาอะไรเป็นชั่วโมง เสียเวลาโคตรๆ ,, แต่หลังจากไปร้านนี้แล้วผมกลับรู้สึกว่า นี่เป็นร้านน้ำชาที่ดีที่สุดที่ผมเคยนั่ง เหนือกว่าร้านหรูๆ อย่างอะกาลิโกและเวียงจูมออนเสียด้วยซ้ำ

ร้านโกแจ้งเป็นร้านไม้เล็กๆ ความกว้างๆ 1 ห้อง ขายแค่เครื่องดื่ม ไม่มีขนมแกล้ม ,, ภายในร้านมืดๆ หน่อย เปิดเพลงคลาสสิกบ้าง บอสซาโนว่าบ้าง เท่าที่สังเกตที่ร้านมีโต๊ะนั่งอยู่ 5-6 โต๊ะในร้าน แต่ก็สามารถไปนั่งในสวนแคบๆ ได้อีกซัก 3-4 โต๊ะ ตกแต่งร้านแบบโกแจ้ง (คือแกชอบอะไรก็มาวาง หลักๆ เป็นพวกถ้วยน้ำชาสวยๆ นะ ถ้าพลิกดูแล้วจริงๆ แกขายด้วยนะ แต่ราคาแพงกว่าแก้วสตาร์บัคอีก) ,, ที่นี่ไม่มีป้ายชื่อร้าน ไม่มีจุดสังเกตอะไร เมนูไม่มี (เค้าเดินมาถามโต้งๆ เลยว่าเอาอะไร ,, ละกรูจะรู้มั้ยว่ามีอะไร ฮาๆๆ) ไม่มีปลั้ก ไม่มี wifi แถมถัดๆ บ้านโกแจ้งเป็นร้านซ่อมรถเครื่อง นั่งไปอาจได้ยินเสียงบิดมอไซปนกลิ่นน้ำมันเบาๆ ลอยมาได้ ,, ร้านโกแจ้งเปิดประมาณเที่ยง ปิดประมาณสามทุ่ม

งงมากๆ คือที่นี่ไม่มีจุดขายตามหลักการทางการตลาด แต่คนเยอะมาก ยิ่งช่วง Prime time นี่เรียกว่าต่อคิวกันนั่งนะครับพี่น้อง ขนาดวันที่ฝนตกยังมีคนฝ่าฝนไปกิน ,, ไม่น่าเชื่อ…

ภายในร้านโกแจ้ง ,, ก็ดูธรรมดาๆ นะ
บรรยากาศในมุมต่างๆ ภายในร้านโกแจ้ง
โซนชงเครื่องดื่มโกแจ้ง ,, ดูรกๆ แต่อุปกรณ์ครบมือ

เมนูแนะนำ (คนอื่นๆ บอกต่อมา) ก็มีกาแฟร้อน (สังเกตเครื่องชงกาแฟแกจะเป็นเครื่องชงแบบ Syphon ชนิดสั่งทำพิเศษ), โอดิบ (เป็นไมโลดิบสูตรเข้มข้นที่อร่อยมากๆ ), โกโก้เย็น และชาสูตรต่างๆ ทั้งอู่หลง กวนอิม ชาเขียว ชาดอกไม้ ชาดำ ฯลฯ (ถ้าไม่รู้ให้โกแจ้งแกชงชาให้เลยก็ได้) ,, เครื่องดื่มระดับโคตรอร่อยแก้วละประมาณ 12 บาท ส่วนชากาละ 30 บาท ,, ถ้าวันไหนโกแจ้งอารมณ์ดีแกก็จะชงชาให้ชิมเพิ่มแบบฟรีๆ

โกแจ้งชงกาแฟด้วยเครื่องชงแบบไซฟ่อน (หลักการกาลักน้ำ)
โอดิบ ,, โอวัลตินแบบดิบๆ ไม่ต้องราดน้ำร้อน
ชาดำและชาคาโมไมล์ ,, จากร้านโกแจ้ง
ชากวนอิมและชาดอกไม้ ,, หอมมากๆ

สิ่งที่ผมได้รับจากโกแจ้งคือ ความสุขของการได้จิบชานั้นหาได้อยู่ที่ร้านสวยๆ หรือชาแพงๆ เสมอไปไม่ ,, แต่คนปรุงชาที่รู้จักชาและรู้จักคนจิบชานั้นสำคัญกว่านัก ,, ผมทิ้งเรื่องราวต่างๆ ที่ชวนคิดมากไว้นอกร้าน และมานั่งจิบชาสบายๆ ฟังเพลงที่แกเปิดไป คุยกับโกแจ้บ้าง อ่านหนังสือบ้าง… มันรู้สึกว่ารสชาติและกลิ่นหอมฟุ้งของชามันโลดแล่นผ่านโสดประสาททั้งห้าคล้ายกับว่าเราเริงระบำอยู่ ทำให้ทุกสิ่งแลดูช้าลงคล้ายโลกมันกำลังหยุดหมุน ,, มีความสุขดีมากๆ

ร้านนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

โรงแรมโกเต็ง

เป็นโรงแรมเก่าแก่ของจังหวัดตรัง เปิดมาร่วมร้อยปีแล้ว ทุกอย่างที่ใช้เห็นที่นี่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโกเต็งผู้ก่อตั้งโรงแรม ส่งต่อมายังรุ่นลูกและรุ่นหลาน ซึ่งส่วนของโรงแรมก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวมาพักอยู่ แต่จะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับโรงแรมทั่วๆ ไป แต่วันนี้ที่มาที่นี่ไม่ได้จะมาเปลี่ยนที่พักนะครับ จะพามากินข้าวที่นี่ ซึ่งร้านอาหารที่นี่ก็ถือว่ามีชื่ออยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว

ที่นี่ ,, โรงแรมโกเต็งครับ

อาหารที่นี่มีให้เลือกทั้งแบบอาหารจานเดียวและเป็นแบบกับข้าวครับ ,, และที่สำคัญที่นี่ยังรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันวันนี้ ทำให้เป็นที่ติดใจของทั้งชาวตรังและนักท่องเที่ยวที่หลงไหลในรสชาติอาหารของโรงแรมฯ มาก่อน ,, เมนูแนะนำของที่นี่คงจะเป็นแกงกะหรี่เอามากินคู่กับยำกุนเชียง ซึ่งทั้งคู่เป็นสูตรของทางโรงแรมไม่เหมือนใคร ,, ส่วนตัวผมประทับใจยำกุนเชียงมากๆ กินพร้อมกับแกงกะหรี่, มะม่วงและแตงกวาแล้วต้องบอกว่าสดชื่นมากๆ ครับ

แกงกะหรีไก่สูตรพิเศษจากทางร้าน
ยำกุนเชียงสูตรแปลกประหลาด ,, แต่สดชื่นมาก

อย่างอื่นๆ ก็อร่อยนะครับ

ขามปังหน้าหมูสูตรโกเต็ง
อันนี้คล้ายๆ พะโล้ แต่เค้าเคี่ยวน้ำมันออกจากหมูได้ดี
ซี่โครงหมูผัดซ๊อส ,, อร่อยครับ

อิ่มกันรึยังเอ่ย

โรตีเมืองตรัง

อีกหนึ่งร้านโรตีอร่อยที่อยู่แถวๆ สถานีรถไฟระดับเดินมาได้ ร้านนี้เริ่มเปิดมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว แรกๆ ที่ร้านมีแค่ป้าที่ทำโรตีและชงชาอย่างเดียว ต่อมาด้วยความแซบของโรตีและชาชักทำให้แกก็ต้องชักชวนลูกๆ มาช่วยกันทอดโรตี รวมทั้งต้องเปิดซุ้มชงชาและเครื่องดื่มขึ้นมาเพิ่ม ,, ใครสนใจก็ลองไปชิมได้นะครับ เริ่มขายตั้งแต่ประมาณสี่โมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม ยิ่งดึกแล้วยิ่งคนเยอะ เอ่อ.. ที่นั่งแกจะ outdoor นิดนึง วันไหนฝนตกอาจไม่ได้ขายนะครับ

ร้านโรตีเมืองตรังครับครับ ,, กำลังทำโรตีอย่างนัว
ที่นั่งแบบ outdoor พอฝนตกก็ตัวใครตัวมัน เอิ้กๆๆ
ตกดึกแล้วคนเยอะมาก (ขณะที่ถ่ายมีคนทอดโรตีสามคน)

เมนูที่แนะนำนี่ผมไม่รู้ฮะ ผมสั่งโรตีกรอบ โรตีนิ่มและชาชักมา ,, แต่ผมชอบโรตีกรอบที่สุด อร่อยดีนะ เค้าทอดได้กรอบถึงแก่นดีมาก เอามาจิ้มกับนมและน้ำตาลนี่อร่อยโคตรๆ ส่วนโรตีนิ่มพอจิ้มนมแล้วชีแลดูอร่อยขึ้นหน่อยนึง

ชาชักรสชาติอร่อยดีนะ ,, ชื่นใจสุดๆ
โรตีแบบนิ่มฮะ ,, อันนี้ผมว่าเฉยๆ นะ
อันนี้โรตีแบบกรอบ อร่อยโคตรๆ เลยฮะ
เอาโรตีจิ้มนมแกล้มน้ำตาลกินอย่างสนุกสนาน

ปิดท้ายอีกซักร้านละกันนะครับ

ไข่ทองกาแฟ

ร้านนี้ได้รับการแนะนำจากเพื่อนคนนึง ในคืนที่ฝนเพิ่งหยุดตกตอนเกือบๆ สี่ทุ่มและเราก็หิวมากๆ มองไปทางซ้ายร้านรวนก็ปิดหมด มองไปทางขวาก็ไม่มีอะไรเปิด ,, ขับรถเครื่องหลงไปมาก็เจอร้านไข่ทองกาแฟเปิดไฟเด่นเป็นสง่า คล้ายจะล่อแมงเม่าอย่างเราเข้าไปติดกับ เชอะ!! มีเหรอที่เราจะไปติด (ขับรถจอดหน้าร้านแล้วเดินเข้าไปด้วยใจมั่นคงที่จะชนะความหิว)

ข้าน้อยไม่รู้ว่าร้านที่เดินเข้าไปมันชื่อว่าร้านไข่ทองกาแฟหรอก เพราะแกเล่นติดป้ายชื่อร้านไว้ซอกมุมในสุดของร้านเลย (จริงๆ ไม่หลงหรอก แต่ขี่รถเครื่องวนนานเพราะไม่เห็นป้ายชื่อร้านไข่ทองกาแฟ จนทนไม่ไหวแวะเข้าร้านนี้ แล้วก็ดันถูกร้านพอดี) ,, มาถึงแล้วก็สั่งพวกติ่มซำมาครับ

เหตุเกิด ณ ร้าน ไข่ทองกาแฟ ,, แหม.. เจ็บใจป้ายชื่อ

เท่าที่ลองชิมดูก็โอเคนะ แต่พอดีผมอยู่ในดินแดนแห่งติ่มซำ จึงค้นพบว่าร้านนี้สู้ร้านอื่นๆ ไม่ได้ ทั้งเรือนไทย, เลตรัง2, หรือแม้แต่บุญรัตน์ที่ภูเก็ตก็ตาม ,, ส่วนกาแฟนี่คำแรกที่ผมกินนี่อยากบอกว่าโคตรจืดยังกะน้ำล้างแก้ว กำลังจะลุกไปด่าเจ้าของร้านว่าทำไมกาแฟมึงกากจังวะพอดีสำเหนียกตัวเองได้ลองคนดู เออ พอใช้ได้ (ก่อนไปวีนเจ้าของร้านกรุณาคนกาแฟก่อนนะครับ เดี๋ยวโดนสาดกลับด้วยน้ำก๋วยเตี๋ยว)

จริงๆ ร้านนี้มีพวกข้าวต้ม บะหมี่ และของกินอื่นๆ ขายอีกเพียบ ,, แต่แค่ติ่มซำมาผมก็กินจะไม่ไหวละครับ แต่กินไปตั้งเยอะก็ยังไม่ถึง 150 บาทเลย อิ่มเกินราคาจริงๆ

ติ่มซำและอาหารต่างๆ ที่สั่งมาชิมดู (ย้ำว่าชิม)
จัดหนักมากครับ ,, แต่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่นะ

กินอิ่ม นอนอุ่น ,, เตรียมหุ่นไปลุยทะเลตรัง

Cup ETC.

หลายๆ ครั้งในความวุ่นวาย เราก็อยากจะหยุดและปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งเหล่านั้น ,, การได้กาแฟแก้วเล็กๆ หรือของหวานๆ ในช่วงหยุดเบรคสั้นเพื่อเติมพลัง มันก็คล้ายๆ การพักผ่อนชั้นเลิศ ,, ใน entry นี้ก็จะพาไปร้านขนมเล็ก (จริงๆ มีขายมากกว่าขนมนะ) ย่านอโศกที่น่านั่งอย่างร้าน Cup ETC. ครับ

นั่งจิบกาแฟยามบ่ายที่ Cup ETC ครับ

การเดินทางและบรรยากาศของร้าน

ร้าน Cup ETC. เดินทางมาไม่ลำบากครับ ถ้าดูจากแผนที่จะงงๆ หน่อย แต่สรุปคร่าวๆ คือร้านจะอยู่ตรงเวิ้งข้างๆ โรงพยาบาลจักษุรัตนิน (จำไม่ผิดจะชื่อโครงการเรนทรีอโศกนะ) โดยร้านจะสังเกตยากนิดนึงเพราะเป็นร้านที่อยู่ในเกือบสุดแถมหน้าร้านก็ไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่ พยายามดูไอ้ที่เป็นสีน้ำเงินๆ ไว้ครับ ลองส่องๆ มา รับรองว่าหาไม่ยากครับ


View Cup ETC. in a larger map

หน้าร้าน Cup ETC. ครับ

แม้หน้าร้านจะไม่ได้กว้างมาก แต่ภายในร้านนั้นโอ่โถง ดูสบายตา ,, สามารถเลือกที่นั่งได้หลายแบบแล้วแต่อารมณ์และทรงผม ทั้งแบบโต๊ะเก้าอี้สีขาวสะอาดตา, นั่งโซฟา หรือจะเป็น bean bag ก็ได้ ,, แถมที่ผมชอบเพิ่มคือที่ร้านมีปลั้กไฟและ wifi บริการฟรีอีกด้วย จะหอบงานมาทำด้วยก็ได้ (แต่แนะนำว่าไม่ต้องเอามาดีกว่านะ)

ในร้านกว้างขวางและบรรยากาศดูสะอาดตาดี
จะเลือกนั่งบีนแบกหรือโซฟาก็ได้ครับ
เอาเป็นว่า ,, เลือกนั่งตามอัธยาศัยก็แล้วกัน

ถ้าพร้อมแล้วก็มาสั่งขนมกันได้ครับ

เมนูจาก Cup ETC.

เมนูที่ร้านก็หาไม่ยากครับ อยู่ตรงกระดานดำหลังเคาน์เตอร์ (จริงๆ มีเมนูเวอร์ชันเต็มสูบที่มีรายการอาหารเยอะกว่าบนกระดานดำด้วย) ซึ่งจริงๆ ที่ร้านนอกจากจะบริการเครื่องดื่มและขนมหวานแล้ว ยังมีอาหารคาว ตั้งแต่แบบกินเล่นขำๆ เช่นแซนวิชหรือผักขมอบชีส หรือจะเอาแบบกินอิ่มจริงจังก็มี ทั้งข้าวหน้าไก่ หน้าสตู ลาซานญ่า ,, แต่วันนี้ผมไม่ได้สั่งอาหารคาวนะ สั่งแค่ขนมมากินอย่างเดียว

ดูเมนูแล้วก็เลือกสั่งอาหารได้เลย

ทีเด็ดของร้าน (ที่เค้าบอกกัน) ก็คือพวกไอศครีมโฮมเมดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมา รสที่เค้าแนะนำจะประมาณ Strawberry Chedda (แต่วันที่ไปไม่มี) นอกจากนั้นก็มีรสแปลกๆ และไอศครีมตามเทศกาลด้วย เช่นไอศครีมรสขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (อันนี้ชิมมาแล้วอร่อยดีมากๆ ประทับใจ), I’m in love, และอื่นๆ อีกมากมาย

ไอศครีมโฮมเมด รส Passion Fruit ,, เปรี้ยวหวานได้ใจ

หรือถ้าเบื่อไอศครีมเพียวๆ ก็สามาถกินคู่กับออพชั่นอื่นๆ ได้ ทั้งวาฟเฟิลร้อนๆ เป็นไอศครีมวาฟเฟิล , หรือจะกินคู่กับกาแฟ Espresso กลายเป็น Affogato ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีชื่อของทางร้านครับ (แนะนำไอศครีมวนิลาสำหรับ Affogato นะครับ ส่วนไอศครีมที่เอามากินคู่กับวาฟเฟิลนี่แล้วแต่ แต่ส่วนตัวก็แนะนำพวกไอศครีมนมๆ มากกว่าไอศครีมผลไม้นะ)

ทำวาฟเฟิลใหม่ๆ ร้อนๆ ให้เลยตรงนั้น ,, หอมมากมาย
ไอศครีมวาฟเฟิลแหล่มมากๆ

ข้อเสียเบาๆ คือวิพครีมที่วางบนวาฟเฟิลจะละลายเร็วมาก เนื่องจากวาฟเฟิลที่ร้อนนั่นเอง ,, ส่วนตัววาฟเฟิลเองก็ถือว่าหอมอร่อยดีมาก กัดดูแล้วมีทั้งส่วนนอกที่กรอบหน่อยๆ และส่วนเนื้อในที่หอมนุ่มครับ ถ้ายิ่งได้กินคู่กับไอศครีมนี่แจ่มมากๆ ครับ

วาฟเฟิลและไอศครีมเข้ากันดีมากๆ ครับ

ส่วน Affogato ที่เอากาแฟ Espresso เทผสมกับไอศครีม… อารมณ์มันจะคล้ายๆ ไอศครีมกาแฟนะ แต่เด่นกว่าตรงความหอมและรสชาติที่เข้มข้นของกาแฟ รวมทั้งเราสามารถปรับรสกาแฟได้เอง ว่าจะเข้มมากเข้มน้อย จะเทรวดเดียวหมดหรือเติมทีละหน่อยก็ได้ อร่อยดีนะครับ (แต่เทกาแฟต้องระวังหกนิดนึงนะครับ)

ชุด Affogato = Espresso + ไอศครีมวนิลาครับ
จะกินแล้วก็เทกาแฟลงไป ,, ระวังหกนะจ๊ะ
เท่านี้ Affogato ก็พร้อมแล้วครับ 🙂

เมนูอร่อยๆ ยังมีอีกเพียบ

อีกหนึ่งเมนูที่ผมว่าใช้ได้เลยมีชื่อว่า ETC. Caramel Toast ครับ เป็นขนมปังปิ้งชุบเนยพร้อมไอศครีม 1 ลูก แล้วราดด้วยคาราเมลครับ ,, แม้ว่าไอศครีมจะแหล่มมาก แต่ส่วนตัวผมว่าพอมารวมๆ กันแล้วรสชาติกลางๆ ครับ แต่ยังสู้ Shibuya Honey Toast แห่ง After You ไม่ได้อะ

ETC. Caramel Toast ครับ ,, น่าทานดี
ผมว่า ETC. Caramel Toast อร่อยกลางๆ นะ ,, ยังไม่สุดเท่าไหร่

ส่วนเครื่องดื่มเค้าก็โอเคนะ รสชาติใช้ได้เลย ทั้งกาแฟและชาเขียว ,, ได้เครื่องดื่มเย็นๆ ในช่วงเวลาบ่ายๆ แบบนี้มันช่างตัดกับความรีบเร่งและอากาศร้อนๆ ข้างนอกยิ่งนัก

นานาเครื่องดื่มที่ Cup ETC.
ช่วงเวลาพักผ่อนที่ Cup ETC. ครับ

อยากลองไปชิมก็ได้นะครับที่ร้าน Cup ECT. เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 07.00 -19.00 น. และวันเสาร์ 11.30 – 17.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ไม่ได้เปิดนะ ,, จะขับรถมาก็ได้ เดินมาก็ดี (ตามแผนที่) หรือ MRT ก็ขึ้นสถานีเพชรบุรีโลด

แล้วจะหลงไหลในร้านเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความสุขและทำให้เวลาคุณเดินช้าลงกับ Cup ETC.

หอมปากหอมคอ

ท่ามกลางตัวเมืองที่โตขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น ทุกคนอยากให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ,, หลายๆ คนละทิ้งความเป็นตัวเองและความสุขเพื่อที่จะได้ให้เงินเยอะๆ … ผมพบสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทุกที

แต่ที่เชียงใหม่ยังมีร้านขนมที่ทำด้วยใจร้านนึงในเชียงใหม่ เป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข จนมีแขกเหรื่อทั้งขาจรและขาประจำมาชื่นชมอยู่ไม่ขาดสาย ใครที่มาเยี่ยมก็ต่างหลงรักที่นี่

ร้านขนมแห่งความสุข ,, หอมปากหอมคอ

ร้านนี้มีชื่อว่า หอมปากหอมคอ ครับ

ที่มาที่ไปและที่ไปที่มา

ร้านหอมปากหอมคอเป็นร้านขนมเล็กๆ ทั้งร้านมีทีมงานหลักๆ สองคน คือพี่ผู้หญิง (ไม่ทราบชื่อเล่น) และพี่ผู้ชาย (ไม่ทราบชื่อเช่นกัน) ,, เริ่มแรก เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ร้านได้ถือกำเนิดขึ้นที่บริเวณหน้าปากซอยนิมมานครับ แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนที่หมาย ย้ายมาเปิดด้านในสุดซอยถนนนิมมาเหมินทร์ซอย 1 แทนครับ ซึ่งสุดซอยนี่สงบมากๆ ,, แนะนำว่าถ้าขับรถยนต์มาให้จอดหน้า Casa 2511 ได้ครับ


View หอมปากหอมคอ in a larger map

หน้าร้านหอมปากหอมคอครับ

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ประมาณหลังเที่ยงจนถึงประมาณทุ่มนิดๆ ยกเว้นวันอังคารที่จะขอหยุดพักผ่อนสักวันนะจ๊ะ ,, สนใจติดต่อสามารถโทรไปถามก่อนที่ 083-1543113 หรือจะถามทางเฟสบุ๊กก่อนก็ได้

เปิดร้านเข้าไปเยี่ยมชม

เปิดร้านเข้าไปก็จะเห็นร้านสีขาวนวลเล็กๆ พอที่กวาดสายตาก็จะเห็นทั่ว พร้อมด้วยโต๊ะให้ผู้มาเยือนนั่งอีก 5 ตัว ภาพวาดติดผนังอยู่ไม่น้อย ,, พร้อมกับกลิ่นขนมที่อบอวลและบรรยากาศที่แสนอบอุ่น

บรรยากาศอบอุ่นๆ ภายในร้าน
มีลูกค้ามาชิมขนมเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
สั่งขนมและเครื่องดื่มได้ตรงนี้เลยครับ ,,

ขนมในร้านมีอยู่ 5 อย่างครับ ส่วนเครื่องดื่มก็เยอะอยู่ ,, สนใจก็ลองไปส่องเมนูร้านได้ ,,

ขนมทุกชิ้น เครื่องดื่มทุกอย่าง สดใหม่ด้วยใจ

หลังจากสั่งไป ,, พี่ๆ ทั้งสองคนก็เริ่มลงมือกันแล้วครับ แต่จะสั่งปุ๊บได้ปั้บเลยนี่ลำบากนิดนึง บางอันอาจต้องรอนานนิดนึงด้วย เพราะขนมและเครื่องดื่มทุกชิ้นทำใหม่หมด และทำแบบละเมียดละไมใส่ใจลงไปในทุกส่วนที่ทำ ^^

เมล็ดกาแฟสด ,, เรียกว่า บดเองกับมือ!!
หม้อต้มกาแฟสุดเก๋ ^^
ขนมทำใหม่ๆ ,, หอมอบอวลทั่วร้าน

พอทำเสร็จ พี่เจ้าของร้านก็จะยกมาเสิร์ฟให้เอง ,, น่ารักมากๆ ^^

พี่เจ้าของร้านน่ารักมากๆ ยกมาให้ถึงที่ ^^

อย่าเพิ่งรีบหลงไหลไปกับร้านครับ ,, เพราะมันแค่เริ่มต้นเท่านั้น

พาเหรดของหวานแบบหอมปากหอมคอ

เริ่มที่ชิ้นแรกเป็นช๊อกโกแล๊ตเย็น ,, ช๊อกโกแล๊ตเย็นที่นี่เป็นช๊อกโกแล๊ตเนื้อข้นมาก (มากจนแทบจะดูดด้วยหลอดไม่ขึ้น) พร้อมรสชาติเข้ม แถมด้วยน้ำแข็ง 2 ก้อน โดยน้ำแข็งที่ใช้ก็ทำมาจากช๊อกโกแล๊ตเอาไปแช่เย็นให้เป็นก้อนอีก ,, เรียกว่าค่อยๆ จิบช๊อกโกแล๊ตเย็นไปได้เรื่อยๆ รสชาติไม่มีจางลงแน่นอน หรือถ้าใจร้อน ที่ร้านก็เสิร์ฟช้อนมาด้วย จะได้ขูดๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินอย่างเอร็ดอร่อย,, ใครรักช๊อกโกแล๊ตเย็นห้ามพลาด

ช๊อกโกแล๊ตเย็นแบบเข้มข้นมากเกินห้ามใจ
ผมล่ะชอบขูดๆๆๆ น้ำแข็งช๊อกโก้กินจัง ,, แหล่มๆๆ

อันนี้เป็นชาผลไม้ครับ ,, ที่ร้านมีให้เลือก 3 ชา คือชาแอปเปิ้ล, ชาพีช และชามะนาวครับ ,, เวลามาเสิร์จจะแยกน้ำแข็งมาให้ ซึ่งน้ำแข็งเค้าก็เป็นน้ำชาผลไม้เอาไปแช่เย็นนั่นแหละครับ ค่อยๆ จิบไปไม่ต้องรีบ นานแค่ไหนรสชาติก็เหมือนเดิม หรือจะขูดๆๆๆ เอาน้ำแข็งมากินก็ได้ อร่อยดี

ชาแอปเปิ้ล ,, แยกน้ำกับน้ำแข็งนะเธอ
เทของเหลวลงไปในน้ำแข็ง ,, พร้อม!!
ชาผลไม้พร้อมดื่มแล้ว!!! ,, แต่ผมชอบกินน้ำแข็งมากกว่า

รออีกสักพัก กาแฟที่บดมือด้วยความตั้งใจตะกี้ก็กลายเป็นผงสำเร็จ ,, ชงผ่านน้ำร้อน เติมนมและเครื่องเคราจนกลายเป็นเอสเพรสโซ่เย็นกลิ่นหอมกระจาย ,, อ่า..กาแฟเค้าหอมดีมากเลยนะ

เอสเพรสโซ่เย็น ,, รสชาติอร่อยดี แบบหมปากหอมคอ

ต่อมาเป็นฮอร์ลิกร้อนแบบเข้มข้น ,, จินตนาการฮอร์ลิกนี่ประมาณโอวัลตินไวท์มอลท์ห้าช้อนบดรวมกับซีเรียลหนึ่งกำมือจนกลายเป็นผงละเอียดยิบ แล้วชงกับน้ำร้อนหนึ่งแก้วจนการเป็นการละลายอิ่มตัวยิ่งยวดฮอร์ลิก ,, รสชาติเค้าจะหวานมันเข้มข้นสะใจมาก กินแล้วอุ่นท้องสบายๆ ถ้าได้แก้วนี้ก่อนนอนรับรองหลับยาวแน่นอน

โฉมหน้าเจ้าฮอร์ลิกร้อนที่สุดแสนจะเข้มข้น 😀

มาชิมขนมกันต่อเหอะ

อวบอวลไปด้วยกลิ่นขนม

จิบเครื่องดื่มไปอย่างละนิดละหน่อย ก็ถึงคิวของขนมต่างๆ แล้วสินะ ,,

เริ่มกันที่บราวน์นี่ละกันครับ โดยบราวน์นี่ที่นี่จะออกแนวกรอบๆ ข้างนอกแต่ว่าเนื้อเค้กภายในยังพอนุ่มอยู่ รสชาติเข้มข้นมาก ชิมแล้วกลิ่นช๊อกโกแล๊ตหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งปาก

บราวน์นี่อร่อยจากหอมปากหอมคอส่งเข้าประกวดจ้า
บราวน์นี่รสชาติเข้มข้นช๊อกโกแล๊ต โดนใจมากๆ

ชิ้นถัดไปมีชื่อว่า Banareo ,, อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่รากศัพท์มันมาจาก Banana + Oreo นั่นก็คือกล้วยหอมบนโอริโอ้ชีสพาย แล้วโปะข้างบนด้วยวิพครีม ,, เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย พี่เจ้าของร้านจะมาย้ำว่าเวลากินให้กินในทิศทางที่เป็น Vertical (คือกินในแนวดิ่ง ให้หนึ่งคำมีทั้งกล้วย+โอริโอ้+ชีส)

นี่หรือคือ ,, Banareo
เวลากิน ,, เพื่อรสชาติที่สวดยวด ให้กินแนวดิ่งนะเธอว์
กล้วย+ชีส+โอริโอ้ = อร่อยมากๆ

อีกอันคล้ายๆ กันเป็นบลูเบอร์รี่ชีสพายครับ ,, ชอบตรงที่เนื้อชีสเป็นชีสและให้หนามากๆ แถมแยมบลูเบอร์รี่ก็ให้มาอย่างเยอะเลย ,, แนะนำให้กินแนวดิ่งเช่นกัน (อันนี้ผมคิดเอง) หอมและเข้มข้นมาก

บลูเบอร์รี่ชีสพาย ,, ชีสหนามากับบลูเบอร์รี่เม็ดโต
ลองชิมบลูเบอร์รี่ชีสพายดู ,, แล้วจะติดใจ

ต่อมาเป็นขนมที่ห้ามพลาดระดับแปดกะโหลก นั่นคือคุ๊กกี่นิ่ม หรือ Soft cookies ,, คุ้กกี่นิ่มเป็นออฟชั่นพิเศษที่มีบางวัน (บางทีต้องออร์เดอร์จองข้ามวันเพื่อจะกินนะ) ความเทพของมันเริ่มตั้งแต่การทำแบบวันต่อวัน พอถ้าเราออร์เดอร์ก็จะหยิบคุ๊กกี้ออกมาอบร้อนให้ ซึ่งหลังจากอบได้ที่ ซอฟท์คุ๊กกี้จะเป็นคุ๊กกี้เนื้อนิ่มอร่อย พร้อมกับกลิ่นหอมมันของเนยสด, เม็ดมะม่วงชั้นดี, และช๊อกโกแล๊ตชิพที่กำลังหลอมละลาย บิดออกมาแล้วยืดยาวเลย แง่มๆๆๆ

ซอฟคุ๊กกี้แบบอบร้อนมาให้ ,, อร่อยมากครับ ห้ามพลาดเลย
ชอบตรงช๊อกโกแลตชิพหลอมเหลวๆ ,, อร่อยมากๆ ในจุดนี้

ถ้าสั่งซอฟคุ๊กกี้กลับบ้านจะมีออพชั่นไม่อบก็ได้ แต่ถ้าจะกินก็ต้องอบ และต้องกินตอนร้อนๆ เท่านั้น ,, และคุ๊กกี้นิ่มที่นี่ไม่ควรเก็บเกิน 1 วันเพื่อความอร่อยแบบถึงที่สุด (เค้าย้ำมาแบบนี้ ^^)

คุ๊กกี้นิ่มร้อนๆ ,, อร่อยสุดสามโลก

เมนูขนมสุดท้ายของทางร้าน อันนี้ไม่แค่หอมปากหอมคอละครับ เรียกว่า หอมฉุยกันทั้งร้าน มันมีชื่อแปลกๆ ว่า Juisinana ,, แน่นอน มันมาจากการสมาสระหว่าง Orange juice + Banana + Ice cream ถ้ายังงงๆ คือเค้าเอากล้วยหอมผัดซอสส้มและโปะด้วยไอศครีมวนิลาอีกลูก ,, ระดับความอร่อยแปดริกเตอร์

นี่แหละครับ ,, Juisinana
ให้กินกล้วยทอดกับไอศครีมก้วยกันนะเธอ ,, แปดริกเตอร์ทีเดียว

ผมหลงรักร้านนี้เข้าให้แล้วสิ

ที่มากินวันนี้

หลังจากชมมาเยอะ ก็พยายามหาข้อตินิดๆ หน่อยๆ (แต่แทบหาไม่ได้) เช่น เก้าอี้ในร้านน้อยไปหน่อย ถ้าวันไหนมีคนมาเยี่ยมมากหรือมีแขกของเจ้าของร้านมาอาจต้องลำบากเบียดแน่นหรือเล่นเก้าอี้ดนตรีกันนิดนึง, กับช๊อกโกแล๊ตเย็น ถ้าใครไม่ค่อยชอบข้นๆ เท่าไหร่นี่อาจลำบากนิดนึงเพราะของเค้าข้นมากๆ กินไปถ้าไม่ทันตั้งตัวนี่เรียกว่าเหนียวคอเลย (แฟนผมฝากมาบอกอะ แต่ส่วนตัวผมชอบนะ) เท่าที่คิดออกมีแค่นี้

ส่วนเมนูแนะนำ (ระดับห้ามพลาด) ของที่นี่คงเป็นคุ๊กกี้นิ่ม, Juisinana, ชาผลไม้, และช๊อกโกแล๊ตเย็นครับ

กินอิ่มกันหรือยังครับ ,, ถ้าอิ่มแล้วก็ลงลายนามของท่านบน Guest book ของร้านว่าเราเคยมาที่นี่แล้วด้วยนะ ,, จะมาเป็นข้อความธรรมดาหรือรูปวาดก็ตามใจ หรือถ้าถูกใจ ก็ไปกด Like ที่เฟสบุ๊คร้านหอมปากหอมคอได้นะเธอว์

อิ่มแล้วก็ลงชื่อบน Guest book ของทางร้านด้วยนะเธอว์

ชักอยากเปิดร้านขนมขึ้นมาตะหงิดตะหงิดแฮะ ^^